Review
Lii Song YUN Crystal-6 ลำโพงฟูลเรนจ์ที่น่าประทับใจ

Lii Song YUN Crystal-6  ลำโพงฟูลเรนจ์ที่น่าประทับใจ        หลังจากได้ทดลองฟังรุ่นเริ่มต้น Lii Song AL-3 มาแล้วแบบไม่คาดหวังอะไร แต่แล้วในที่สุด ความดีงามของลำโพงนั้นเองที่ทำให้ ผมก็กลายมาเป็นเจ้าของลำโพง Full-range จนได้ และเมื่อก้าวขยับขึ้นมาในซีรีส์สูงขึ้นไปอีก ที่มีตัวขับใหญ่ขึ้น ใส่เทคนิคที่ล้ำๆ เข้าไป ผลปรากฏว่า ต้องขออนุญาตมารีวิว อีกสักรุ่นเถอะครับ      เพราะแค่ตัวตู้ที่มีความเงางามลายไม้คล้ายกระจก (Piano Finish) ซึ่งผลิตจากโรงงานที่ผลิตเปียโน ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดี และดอกลำโพงตระการตาขนาดนี้ ก็เทใจไปก่อนได้ฟังตามสมควร ดังนั้น แบรนด์จีนระดับไฮคลาสแบบนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ผลิตที่ไหน อยู่ที่คุณภาพ ไม่ใช่เพราะ Made in China จะด้อยค่ากันได้ง่ายๆ ครับ        Lii Song YUN Crystal-6 คือลำโพงแบบวางหิ้งที่มีตัวขับฟูลเรนจ์ ขนาด 6.5 นิ้ว ออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพสูง มีความแม่นยำ ให้เสียงที่มีความอบอุ่นและมีพลังเบสที่ลึกเกินกว่าขนาดตัว เหมาะสำหรับห้องฟังขนาดกลางๆ ทั่วไป      ตัวขับเดี่ยวแบบ Crystal-6 ใช้ไดรเวอร์โลหะแบบ Full-range ซึ่งเป็นกรวยโลหะเฉพาะตัวพร้อมแม่เหล็กนีโอไดเมียม ช่วยให้การตอบสนองไว (Sensitivity สูง) และทำให้ลำโพงสามารถขับได้ดี แม้ใช้กับแอมป์วัตต์ต่ำ เช่น แอมป์หลอด หรือแอมป์คลาส A เล็กๆ      การออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีพิเศษ ผลิตโครงสร้างที่แข็งแรง ด้วยจุดประสงค์เรื่องเสียงสะอาด เฟรม (โครงลำโพง) จึงทำจากวัสดุแข็งแรงแบบ Die-cast หล่อขึ้นรูป เพื่อลดการสั่นของโครงสร้าง ซึ่งอาจทำให้เกิดเสียงผิดเพี้ยนได้ การออกแบบโครงสร้างนี้ช่วยให้ได้เสียงที่ “นิ่ง” และ “สะอาด” ไม่มีเสียงรบกวนจากโครงลำโพง       ตัวขับรุ่นนี้ ขึ้นชื่อเรื่องให้เสียงที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะในย่านกลางและแหลมที่ถ่ายทอดเสียงดนตรีได้สะอาดดีเยี่ยม รูปแบบการทำงานจะ “ไดเร็ค” ตรงจากขั้วไบดิ้งโพสต์ของลำโพง มาถึงตัวไดรเวอร์ โดยไม่มีครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค โดยที่ตัวตู้มีการเจาะพอร์ตแบบเป็นเส้นตรงอยู่ด้านหน้า      จุดเด่นคือไดรเวอร์โลหะสีทองที่ผ่านการปรับจูนเพื่อให้เสียง โปร่ง ใส ละเอียด โดยไม่เกิดปัญหาเสียงแหลมแสบหู ซึ่งมักเกิดกับกรวยโลหะทั่วไป และพิเศษยิ่งไปกว่านัันคือเฟสปลั๊ก และช่วงดอกลำโพงขนาดเล็กที่เหมือนมาซ้อนตรงศูนย์กลาง ที่จะช่วยทำให้เสียงกลางแหลมกระจายเสียงอย่างเป็นระบบ       ลึกลงไปในเฟสปลั๊ก และดอกลำโพงเล็กตรงกลางที่ขึ้นรูปเป็นเนื้อเดียวกัน ของลำโพง Lii Song YUN Crystal-6 นั้นน่าสนใจมาก        หลังจากที่ได้รับลำโพงฟูลเรนจ์ คู่นี้มาทดลองฟัง ผมพยายามสังเกตความผิดแผกแตกต่างไปจากลำโพงอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คือ เรื่องของเฟสปลั๊ก และดอกลำโพงซ้อนอยู่ตรงกลางของกรวยลำโพง     นี่เป็นเทคนิคการทำดอกลำโพงเหมือนซ้อนกันอยู่ แต่จริงๆ คือรูปทรงที่เป็นเนื้อเดียวกัน        จากการสังเกตแบบละเอียดใน Crystal‑6 เฟสปลั๊กมีรูปร่างปลายแหลม แบบ Bullet หรือ Cone มีช่องระหว่างปลายเฟสปลั๊กกับ “กรวยเล็ก” ที่บานขึ้นมาเป็นดอกเหมือนซ้อนอยู่ตรงกลาง ที่ต้องการสร้างพลังที่แม่นยำ จาก “Venturi Effect”     Venturi Effect คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ “ของไหล” เช่น อากาศ น้ำ หรือก๊าซไหลผ่าน ท่อที่แคบลง      เมื่ออากาศไหลผ่านจุดที่แคบ ความเร็วของมันจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ความดัน (Pressure) ของมันจะลดลง     อธิบายแบบฟิสิกส์ Venturi Effect มาจาก สมการของ Bernoulli ซึ่งบอกว่า     เมื่อของไหล ไหลเร็วขึ้น ความดันในบริเวณนั้นจะต่ำลง อาทิในชีวิตประจำวัน การบีบสเปรย์ฉีดน้ำหอมผ่านช่องแคบ การทำงานเชิงฟิสิกส์ในคาบูเรเตอร์ หรือท่อแคบของเครื่องวัดอัตราการไหล (Venturi meter) จะใช้หลักการนี้วัดอัตราการไหลของของเหลวภายในในท่อ    เทคนิคการออกแบบที่เกี่ยวกับดอกลำโพง Lii Song Crystal‑6 ที่จะต่างไปจากตัวขับเสียงฟูลเรนจ์อื่นๆ คือ      ช่องระหว่าง กรวยลำโพง กับเฟสปลั๊ก เป็น “ช่องแคบ” เมื่อคลื่นเสียง คือการเคลื่อนที่ของอากาศไหลผ่านช่องนี้จะเกิดความเร็วของอากาศเพิ่มขึ้น ความดันลดลงเล็กน้อย สิ่งนี้ช่วยเร่งการปล่อยคลื่นเสียง จากใจกลางกรวยให้ “อิสระเปิดโปร่ง” และลดเรโซแนนซ์ หรือการสะสมพลังงานเสียงในจุดศูนย์กลางทำให้เสียงออกมา สะอาด โปร่ง และกระจายได้ดี     รูปแบบดีไซน์อันแยบยลนี้ ช่วยเร่งการไหลของอากาศ และลด Standing Wave นั่นคือเทคนิคทางอะคูสติก + ฟลูอิดไดนามิกส์ ที่ใช้ในลำโพงฟูลเรนจ์ขั้นสูง        ส่วนตัวของ Phase Plug นั้นเป็นตัวจัดการ “เฟส” ของคลื่นเสียงจากศูนย์กลางกรวย โดยช่วยให้คลื่นจากทุกส่วนของลำโพง “เดินทางอย่างมีระเบียบ” ไม่หักล้างกัน       ผลคือเสียงที่ใส ชัด ละเอียด และไม่แหลมบาดหู แม้จะใช้กรวยโลหะ เพราะเทคนิคการควบคุมการสั่นของกรวย (Damping) ทำให้เสียงไม่กระด้าง   จากผลการทดสอบ สามารถให้รายละเอียดเสียงสูง ในระดับ Micro-detail ชัดเจนมาก ให้เสียงที่มีความแม่นยำสูงและไดนามิกที่สมดุล เหมาะสำหรับดนตรีหลากหลายแนว ทั้งเพลงร้อง เพลงเครื่องดนตรีเดี่ยว แจ๊ส หรืออคูสติก รวมถึงเพลงร็อค และวงออเคสตรา       Lii Song YUN Crystal-6 เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบลำโพง Full-range ที่ต้องการประสิทธิภาพที่ดีในรูปแบบที่สวยงามและกะทัดรัด         Lii Song YUN Crystal-6 นั้นมีค่าความไวสูง ในระดับ High Sensitivity โดยมีความไวอยู่ราวๆ 95-98 dB ซึ่งจัดว่าสูงมากเมื่อเทียบกับลำโพงทั่วไป ข้อดีคือใช้แอมป์ตัวเล็กๆ ขับได้เสียงดังเต็มที่ เหมาะมากกับการจับคู่กับแอมป์หลอดวัตต์ต่ำ เช่น 2A3, 300B, EL34 เป็นต้น       ในแง่ของตู้ ออกแบบให้เสียงแสดงศักยภาพสูงคล้ายกับตู้เปิดหรือตู้ฮอร์น ดังนั้น Lii Song ออกแบบตัวขับเสียงเดี่ยวฟูลเรนจ์ Crystal-6 ให้ทำงานได้ดีในตู้ประเภทตู้เบสรีเฟล็กซ์ เราจะพบว่า ท่อด้านหน้า จะเป็นท่อแนวยาวเป็นเส้น จะรีดเสียงต่ำให้ทรงพลังออกมาอย่างเต็มที่     และก็อย่างที่รู้กัน ว่าตู้ลำโพงผลิตและเคลือบสีในแบบพิเศษจากโรงงานเปียโนโดยตรง ลายไม้ด้านข้างจึงดูสง่างามมาก ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นขึ้นมาอีกหลายช่วงตัว      ขอเรียนว่า ลำโพงฟูลเร้นจ์ Lii Song YUN Crystal-6 มีลักษณะพิเศษ ที่ต้องการ การเบิร์นอินที่ยาวนานตั้งแต่ 200-250 ชั่วโมงนะครับ เพื่อให้ตัวขับเสียงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ และเสียงจะ “เปิด” เมื่อเบิร์นอินครบจำนวนชั่วโมงดังกล่าว จะทำให้คงคุณภาพเสียงของลำโพงได้ตลอดไป เสียงของ Crystal-6 จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากหลังจากเบิร์นอินไปแล้ว     สังเกตว่า แรกเริ่มอาจรู้สึกว่าเสียงแหลมคมชัดเกินไป มีเบสอ่อน แต่เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ เบิร์นพ้น 50 ชั่วโมงแล้ว เสียงจะ “เข้าที่” มากขึ้น กลางเปิด เบสมาแบบน่าทึ่งเต็มสเกล พร้อมรายละเอียดงดงามดีเยี่ยมครับ (หมายเหตุ: ผมทราบว่าลำโพงทุกตู้จากโรงงานได้มีการเบิร์นอินดอกลำโพงมาแล้วประมาณ 50 ชั่วโมง ก่อนบรรจุลงตู้และส่งออกวางจำหน่าย แต่ก็อยากให้ท่านเจ้าของลำโพงได้มีโอกาสเบิร์นต่ออีกสัก 100 ถึง 150 ชั่วโมงครับ)     Test Report  เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังลำโพงคู่นี้หลังจากมีการเบิร์นมาพอสมควร และผมก็นำมาเบิร์นต่ออยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว หลังจากนั้นจึงเริ่มฟังอย่างจริงจัง       ดอกลำโพง Lii Song YUN Crystal-6 มี Phase Plug ติดตั้งมาในตัว ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก ในการออกแบบลำโพงฟูลเรนจ์ระดับคุณภาพสูง      เทคนิคของดอกลำโพงเล็ก ที่ขึ้นรูปบานและซ้อนอยู่ตรงกลาง ให้ใกล้กับเฟสปลั๊ก ก็เป็นเนื้อเดียวกันกับกรวยหลัก ช่วยให้ปลายความถี่กลางแหลมเปิดกระจ่างและมีทิศทางที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับเฟสปลั๊ก จะยิ่งทำให้คุณลักษณะเสียงคล้ายเราได้ฟังลำโพงประเภทฮอร์น แต่อัตราการขยับและความว่องไว แม่นยำ พริ้วไสว จะโดดเด่นกว่า     จะว่าไปแนวเสียงเหมือนเราขยายเรนจ์ ทั้งพลังเสียงความโปร่งความกระจ่างและความเปิดกว้างโออ่าของเสียงจากรุ่นเริ่มต้น Lii Song AL-3 ให้ก้าวกระโดดขึ้นมามากมายเลยทีเดียว     โดยเฉพาะในแง่ความอิ่มของเสียงเบส ให้ความใกล้เคียงกับลำโพงขนาด 8 นิ้ว ของวูฟเฟอร์อื่นๆ เลยทีเดียว       ให้เสียงที่เอิบอิ่ม มีความละเอียด และเสียงกลางมีลักษณะเฉพาะในแบบของลำโพงฟูลเรนจ์ ฟังแล้วจะรู้สึกได้ว่าเข้าถึงอารมณ์ดนตรีได้มากกว่าลำโพงทั่วไป อีกทั้งย่านความถี่มิดเรนจ์ของเสียงจัดว่ามีความเป็นกลางที่สูงมากๆ ครับ     เพลงที่มีวงดนตรีขนาดใหญ่ เช่น วงออเครสต้า เพลงร้องแนวสดใส ของวิทนีย์ ฮิวสตัน ให้ความรู้สึกที่เปิดกว้าง เสียงของศิลปินช่างผ่องใสยิ่งนัก และเพลงบรรเลงแจ๊สที่สนุกเร้าใจ อาทิ อัลบั้ม Mamoru Mori Quartet - Standards ที่ผมมักจะใช้เป็นอัลบั้มเปรียบเทียบลำโพงอยู่เสมอ ที่ชี้ชัด ถึงความแม่นยำเที่ยงตรง ความรู้สึกของรูปวงดนตรีสมจริงมาก ซึ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่า Lii Song YUN Crystal-6 สร้างความประทับใจได้เทียบเท่าลำโพงขนาดใหญ่กว่านี้ขึ้นไปอีกหลายคู่ด้วยซ้ำไป     อย่างไรก็ตามอยากให้ข้อคิดเห็นเอาไว้ว่าลำโพงประเภท Full-range นั้น จะมีเอกลักษณ์อยู่ประการหนึ่งก็คือ ไม่ชอบความผิดเพี้ยนของต้นฉบับเสียงดนตรี ดังนั้นลำโพงจะไม่เก็บงำเอาความบกพร่อง ของเสียงดนตรี หรือช่วยกลบเกลื่อนประนีประนอม การบันทึกเสียงจากสตูดิโอ แต่อย่างใดทั้งสิ้น ถ้าคุณชอบความแม่นยำเที่ยงตรงคุณจะชื่นชอบ Lii Song YUN Crystal-6 อย่างแน่นอน     สำหรับการฟังกับอัลบั้มออดิโอไฟล์ทั้งหลายแล้ว คุณจะได้รู้สึกเหมือนกับเปิดโลกใหม่ขึ้นมาอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การเข้าถึงดนตรีที่ลึกซึ้งและให้ Detail หรือรายละเอียดในระดับไมโครเล็กๆ ที่ผมกล่าวเอาไว้นั้น ทำได้อย่างอ่อนหวานงดงาม ใส สง่าน่าประทับใจ     ในแง่ของเสียงต่ำของเบส จะออกอิ่ม แน่น และจะให้แรงปะทะดีขึ้นอีกหลัง Burn‑in แล้ว      และนี่ก็คือลำโพง Full-range ที่ให้เสียงเบสอิ่มเอมเป็นตัวตนมากที่สุดคู่ หนึ่งเท่าที่ผมเคยได้ฟังมา หากเปรียบเทียบกับลำโพงฟูลเร้นจ์ในยุคเก่าแล้วต้องถือว่า “ก้าว กระโดด” มาไกลมากๆ ครับ    โดยเฉพาะในแง่การเป็นลำโพงความไวสูงมาก ใช้แอมป์กำลังขับพื้นฐาน ก็สามารถให้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมได้  ข้อแนะนำคือขาตั้งลำโพงจะมีผลต่อความแม่นยำของเสียงด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะใช้เป็นขาตั้งโลหะ ขาตั้งไม้ ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่ต้องใช้ฐานรองจำพวก Spike และตัวรองที่ดี รวมถึงต้องวัดระดับทุกมุมลำโพงด้วยตัววัดลูกน้ำให้ดีที่สุดด้วย     Lii Song YUN Crystal-6 เป็นลำโพง Full-range ประเภทในระดับพรีเมี่ยม สำหรับกลุ่มผู้เล่นเฉพาะทาง ที่มีศักยภาพสูง เมื่อได้รับการเบิร์นอินอย่างเพียงพอ และจับคู่กับระบบขับเสียงคุณภาพสูง (ที่ไม่จำเป็นต้องกำลังขับสูง) Lii Song YUN Crystal-6 สามารถให้เสียงที่ใส รายละเอียดดี มีเบสที่แน่นและมีแรงปะทะ และสามารถตอบสนองได้ดีในหลายแนวดนตรีโดยไม่มีข้อจำกัด ที่สำคัญคือเสียงกลางสะอาดมากเลยทีเดียวครับ     Lii Song YUN Crystal-6 จะให้ความรู้สึกประทับใจในเสียงดนตรี รวมทั้งเปลี่ยนทัศนคติและความเข้าใจเกี่ยวกับลำโพง Full-range อย่างแน่นอนครับ Lii Song YUN Crystal-6 ราคา 45,000.- บาท  โปรโมชั่นพิเศษขณะนี้ ราคา 39,990.- บาท    สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียด หรือนัดทดลองฟังได้ที่ Discovery HiFi โทร. 085-517-8292  

Entreq Silver Minimus Tungsten เข้าถึงเสียงดนตรีได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น

Entreq Silver Minimus Tungsten เข้าถึงเสียงดนตรีได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น      ระบบกราวด์มีผลต่อคุณภาพเสียง ตั้งแต่เริ่มต้นการวางระบบไฟ และกราวด์ของบ้าน จนถึงการออกแบบวงจรขยายในเครื่องเสียง ในแง่ของนักเล่นระดับออดิโอไฟล์ ได้มีความพยายามกำจัดเสียงรบกวนออกจากระบบกราวด์ในหลากหลายวิธี อาทิเครื่องกรอง หรือระบบชีลด์ต่างๆ         สำหรับ Entreq แบรนด์ชั้นนำจากสวีเดน ได้เสนอวิถีทางที่เรียบง่าย แบบ “คืนกลับสู่ธรรมชาติ” คือดึงเอาเสียงรบกวนในระบบกราวด์ของเครื่องเสียงมาสลายในกล่องดัก Noise ของตน ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มนักเล่นระดับไฮเอ็นด์ ที่เข้าใจถึงความสำคัญ ของสัญญาณรบกวนว่า มีผลต่อคุณภาพเสียงเป็นเป็นอย่างยิ่ง       Entreq หรือ Environmental Technology เป็นบริษัทจากประเทศสวีเดน ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาอุปกรณ์เสริมสำหรับระบบเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ โดยเน้นในเรื่องการจัดการกับกราวด์ (grounding) และลดสัญญาณรบกวน (noise reduction) ที่แฝงมากับสัญญาณดนตรี เพื่อยกระดับคุณภาพเสียงให้บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติมากที่สุด     ผู้ก่อตั้งคือ คุณ Per-Olof Friberg ชาวสวีเดน เคยใช้ชีวิตอยู่ในอาชีพเกษตรกรรมมาแต่เล็กแต่น้อย และเขาก็หันมาพัฒนาหลักการวิศวกรรมลดสัญญาณรบกวนทางกราวด์และแม่เหล็กไฟฟ้า ด้วยวัสดุธรรมชาติ อันมีไม้ และแร่ธาตุเฉพาะ ที่ไม่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือพลังงานไฟฟ้า สินค้าที่ผลิตแบบแฮนด์เมด จะมี Ground Box กล่องกราวด์ Cables สายสัญญาณ สายลำโพง สายกราวด์และ Cleanus หรืออุปกรณ์จัดการพลังงานไฟฟ้าของ Entreq    ในหลักใหญ่แล้ว Entreq ออกแบบเน้น “Passive Grounding” หรือการต่อระบบกราวด์ แบบไม่ใช้ไฟ หรือจะเรียกว่า ทำงานด้วยระบบแพสสีพนั่นเอง อุปกรณ์จะใช้วัสดุเฉพาะ เช่น เนื้อไม้ ทองแดงบริสุทธิ์, แร่ธาตุธรรมชาติ   มุ่งลด EMI/RFI สัญญาณรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ออกแบบให้เสียงจากต้นฉบับเพลงมีความนิ่งสงบและเปิดเผยรายละเอียดครบถ้วนมากที่สุด       Entreq Silver Minimus Tungsten เป็นหนึ่งในกล่องกราวด์ Single‑cell ground box ระดับมิดเอ็นด์ของ Entreq เป็นรุ่นพัฒนาต่อยอดมาจาก Silver Minimus โดยมีการปรับสูตรผงแร่ภายใน (mineral mixture) ให้ใกล้เคียงกับรุ่น Olympus 10 T โดยเพิ่มส่วนผสมของ “ทังสเตน (Tungsten)” เข้าไป และมีการปรับระบบกันสั่น (vibration damping) ด้วยปลาย Spike อะลูมิเนียมแบบพิเศษ        สำหรับตัวกล่องใช้ไม้โอ๊ค (oak) ธรรมชาติ ที่มีขนาด กว้าง 170 × สูง 170  × ลึก 190 มม.  ภายในมีส่วนผสมของ Mineral mix ที่มีองค์ประกอบของโลหะ ได้แก่ ทอง, เงิน, ทองแดง, สังกะสี, แมกนีเซียม ในอัตราส่วนที่ไม่ได้เปิดเผยชัดเจน แต่กล่าวว่ามีแร่เงินมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และเสริมแร่ทังสเตนเข้าไป  มีขั้วเชื่อมต่อกราวด์เป็นทองแดง (copper binding post)          ถ้าถามว่า การเพิ่มส่วนผสมของทังสเตนเพื่ออะไร? คำตอบคือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านทานสัญญาณรบกวน (noise) ให้มากขึ้น ซึ่งจะก่อผลด้านความสงัดเสียงอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รุ่นนี้จะเป็นเวอร์ชันที่ 3 ของ Silver Minimus ที่มีการปรับปรุง เมื่อใช้คำว่า “Tungsten” เพื่อบ่งบอกถึงการผสมวัสดุใหม่ที่มี Tungsten เข้าไปด้วย ทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น จากการทดสอบส่วนตัวของผมนับตั้งแต่รุ่นเดิม Silver Minimus มาถึงรุ่นใหม่ พบว่ากับ Silver Minimus Tungsten แล้ว ในแง่รายละเอียดเสียงเล็กๆ จะเพิ่มขึ้นได้มากกว่า สามารถลด Noise Floor ได้ดีขึ้น ทำให้รายละเอียดเล็กๆ ในเพลงชัดขึ้นมา โดยเฉพาะความชัดเจนของชิ้นดนตรี    สิ่งที่ผมชอบอุปกรณ์ของ Entreq คือทุกโมเดลจะไม่ไปทำให้บุคลิกเครื่องเสียงทุกชุดเปลี่ยนแปลงผิดเพี้ยนไป แต่จะลด Noise จากระบบกราวนด์ ทำให้เกิดความเป็นดนตรีสูงขึ้นอย่างชัดเจนมาก        Entreq Silver Minimus Tungsten สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อต่อกราวด์/ระบายประจุไฟฟ้า 1 ชิ้น ที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 10 กิโลกรัม ดังนั้นจุดหมายคือใช้กับ ปรีแอมป์, DAC Streamer, CD /SACD Player ต้นทางแหล่งโปรแกรมทั้งหลาย  และเมื่อใช้สายกราวด์รุ่นใหม่ Entreq Revelation Ground Cable ที่ทดสอบร่วมกันกับ Silver Minimus Tungsten นี้ จะได้ผลดีและลงตัวมาก โดยด้านหลังจะมีจุดกราวด์มาให้ 1 จุด ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานกับเครื่องเสียงทั่วไปตามข้อกำหนด ขนาดน้ำหนักดังกล่าวข้างต้น แต่ไม่แนะนำต่อกับ Power Amp โดยตรง (ควรใช้รุ่น Tellus หรือ Poseidon ที่มีขนาดใหญ่กว่า)         สำหรับการต่อนั้น ให้ผู้ใช้ต่อกับสายกราวด์ของ Entreq เอง ซึ่งตรงนี้สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือเลือกสายรุ่นที่ใหญ่ขึ้นตามคุณสมบัติของโลหะ ตัวนำ ภายในได้ครับ เพราะตรงนี้จะเป็นเรื่องของการได้รับบุคลิกที่แตกต่างกันด้วย ก็คงขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละท่าน         ต่อสายเชื่อมที่ผมนำมาใช้ร่วมด้วย (Entreq Revelation Ground Cable ยาว 1.65 เมตร) นี้ โดยเลือกหัวต่อ แบบใดแบบหนึ่งที่เป็นอแดปเตอร์ ด้วยการต่อปลายหนึ่งของสายไปยังจุดกราวด์ของอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นน็อต Ground ด้านหลังเครื่อง (ที่มีโลโก้ GND) หรือต่อเข้าที่ช่อง RCA ของเครื่องเสียงที่ไม่ได้ใช้งาน ถ้าไม่มีช่องอื่นใดบนเครื่องเลย ให้คลายสกรูบน Chassis ตัวถังเครื่องและต่อสายกราวด์ ขันสกรูให้แน่น      ส่วนปลายอีกด้าน ต่อไปยังช่องกราวด์บน Silver Minimus Tungtsten ที่มีแค่ 1 ช่อง ง่ายๆ แค่นี้เอง       ตามข้อกำหนดทางสเปคซิฟิเคชั่น ของ Entreq Silver Minimus Tungsten ให้ต่อได้กับเครื่องที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 1-10 กิโลกรัม เนื่องจากกล่องที่มี Ground Point เพียงหนึ่งจุดไม่พอรับโหลด Noise จากเครื่องที่ใช้พลังงานสูงจำพวกเพาเวอร์แอมป์ หรืออินทิเกรเต็ดแอมป์ ดังนั้นใช้กับแหล่งโปรแกรม และปรีแอมป์ จะให้ผลดีที่สุดครับ       อนึ่งวัสดุกราวด์ (metal/mineral mix) ใน Entreq Silver Minimus Tungsten มีปริมาณจำกัด เมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่กว่า เช่น Silver Tellus หรือ Olympus ดังนั้นการใช้ Silver Minimus Tungstenกับแอมปลิไฟร์ขนาดใหญ่ อาจทำให้ผลลัพธ์ด้านเสียงไม่ชัดเจน หรืออาจทำให้ระบบไม่สมดุล เช่นเสียงบาง, โทนเปลี่ยน, แหลมเกินได้        คำแนะนำจาก Entreq ควรวางกล่อง Silver Minimus Tungsten ให้ห่างจากแหล่งจ่ายไฟหลัก เช่นปลั๊กราง, หม้อแปลง อย่างน้อย 30–50 ซม. เพื่อหลีกเลี่ยง EMI รวมทั้งไม่ควรวางซ้อนกับอุปกรณ์ที่จ่ายไฟหนัก เช่น Power Amp หรือ Power Conditioner และวางบนพื้นไม้ หรือชั้นวางเครื่องเสียงจะดีกว่าพื้นปูนโดยตรง     ขั้วอแดปเตอร์ที่เลือกใช้งานได้ RCA , XLR, Banana / Spade / Eyelet, RJ45 / LAN ground (สอบถาม เลือกซื้อเพิ่มเติมได้จากผู้แทนจำหน่าย)        ทดสอบใช้งาน  เครื่องที่นำมาทดสอบร่วมกับ Entreq Silver Minimus Tungsten อาทิ เครื่องเล่น SACD , DAC , Streamer จะใช้ช่อง RCA และสลับมาใช้กับเร้าเตอร์ที่มีช่อง LAN ว่างอยู่ ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก ในแง่การลด Noise ให้พื้นเสียงสงัดขึัน    ผมพบว่า หนึ่งในซิสเต็มของผม ปรีแอมป์ระบบ Passive อย่างของ Hattor Audio นี่จะได้ผลลัพธ์เข้าขั้นน่าทึ่ง หรือกับ DAC และ SACD /CD Player ต้องถือว่าให้ประสบการณ์แบบเปิดโลกใหม่ๆ ในการฟังเลยครับ     แต่ Entreq Silver Minimus Tungsten ไม่ได้ให้ผลความเปลี่ยนแปลงเสียงในทันทีทันใดที่คุณเสียบต่อใช้งาน แบบเสียบปุ๊บ ผลมาปั๊บแบบนั้นนะครับ      คือแม้จะเริ่มฟังออกในช่วง 4-5 เพลงแรก ว่ามันเริ่มมีกลิ่นอาย ความสวยงามของชิ้นดนตรี ก็ควรปล่อยให้ช่วงเวลาเบิร์น อย่างใจเย็น ผ่านไปอย่างน้อย 20 ถึง 30 ชั่วโมง เป็นอย่างต่ำ ที่คุณจะประเมินคุณภาพของการตัด Noise จากระบบกราวด์ อย่างเป็นรูปธรรม        สำหรับผมฟังไปสักช่วง 20 นาที รู้สึกได้เลยว่ามีความเปลี่ยนแปลงของคุณภาพเสียงเริ่มคืบคลานมาเรื่อยๆ แต่ที่ชัดเจนสุดเลยคือ ผ่านพ้นไป 2-3 ชั่วโมง และถ้าฟังไปเรื่อยๆ ครบหนึ่งสัปดาห์แล้วจะถึงขั้น ถอดออกไม่ได้เลยทีเดียว       โดยสรุปคือเสียงดนตรี สวยงามขึ้นจริงๆ ครับ     ก็เพิ่งจะพบว่า มีวิธีจัดการเสียงรบกวนจากระบบกราวด์ ในแบบไม่ใช้ไฟฟ้า (Passive) โดยทำหน้าที่เป็น Virtual Ground Point ดูดกระแส Stray voltage / HF noise จากอุปกรณ์เครื่องเสียงจะให้ผลลัพธ์ได้ถึงเพียงนี้ครับ       ผมขออธิบายความรู้สึกส่วนตัวที่น่าประทับใจจากการใช้ อุปกรณ์ Entreq Silver Minimus Tungsten ด้วยอัลบั้มเพลงบางอัลบั้มที่เน้นการบรรเลงเปียโน ในสตรีมมิ่ง TIDAL ศิลปิน Alice Sara Ott ที่ผมคุ้นเคยดังนี้         สิ่งที่ได้มา คือความสมดุล ระหว่างแหลม-กลาง-ต่ำ ที่ดีมากขึ้น ให้เสียงที่ไม่จัดจ้าน รวมถึงไม่อมทึบในช่วงกลางต่ำ มวลเสียงกลางที่อ่อนหวานมีพลัง       ในแง่น้ำหนักและแรงปะทะ (Dynamic & Impact) เป็นครั้งแรกที่เราได้ยินความแตกต่างของน้ำหนักมือของนักเปียโน จากการกดเบาๆ (Pianissimo) จนถึงแรงสุด (Fortissimo) ได้มาซึ่งแรงปะทะของค้อน ที่กระทบสาย (Transient attack) ชัดสะอาด ไม่มัวมน      ช่วงความถี่ต่ำ กระชับ ไม่เบลอหรือย้วย โดยเฉพาะคีย์ต่ำ มีการทอดหางเสียง คือเมื่อศิลปินปล่อยคีย์เปียโน มีหางเสียงที่ “ลอย” ออกไปเป็นธรรมชาติไม่ห้วน หรือหายวับในทันที    บอกได้เลยว่า Entreq Silver Minimus Tungsten ไม่ใช่อุปกรณ์ของเล่นพื้นๆ ทั่วไปครับ มันจะให้การสนองตอบต่อเสียงดนตรีหลายสไตล์ หลากประเภทอย่างแจ่มชัด ให้เวทีเสียงที่กว้างลึกมากขึ้นอย่างแน่นอน       โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องดีเทล รายละเอียดช่วงปลายเสียง ซึ่งจะรู้สึกได้ถึงการรับรู้และเข้าถึงความสวยงามได้เป็นอย่างดี แบบว่าคุณไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อนแน่ๆ          การที่สัญญาณรบกวนจากระบบกราวด์ ได้ลดทอนลงไป เมื่อเราใช้งาน Entreq Silver Minimus Tungsten ผลลัพธ์คือสามารถเข้าถึงความรู้สึก สัมผัสอ่อนนุ่ม ที่มีมิติมากขึ้น เสียงบางลักษณะจากการบันทึกเสียงมาจากสตูดิโอ ที่มีค่าไดนามิคเร้นจ์กว้าง ทั้งแผ่วเบา และช่วงดนตรีสะวิง (Erich Kunzel, Cincinnati Pops Orchestra – Ein Straussfest) เหมือนผมเดินลึกเข้าไปในวงดนตรีมากขึ้นนั่นเอง     “ความมีชีวิตชีวา” เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะสัมผัสได้ง่ายจากการใช้ Entreq Silver Minimus Tungsten เข้ามาเสริมในระบบเสียง        ยกตัวอย่างเพลงป็อปทั่วไป เช่น อัลบั้มดังของ Linda Ronstadt (Cry Like A Rainstorm - How like The Wind) เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ให้ความรู้สึกอันชัดแจ้ง เสียงร้องอันมีเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปินได้ถูกเปิดเผยมากขึ้น เหมือนทุกเสียงมีมิติยิ่งกว่าที่เคยฟังครับ       Entreq Silver Minimus Tungsten ช่วยเปิดเผยประสบการณ์เสียงแหลมสูงที่มีพื้นเสียงสะอาดกว่า สังเกตจากหางเสียงที่ทอดตัวออกไปได้ดีขึ้น       ใครที่เคยเผชิญกับเสียงแหลมในซิสเต็มแบบแห้งหยาบ หรือแหลมจนเสียดหู จะพบว่าชุดของเรามี Balanced และมีประกายเสียงที่งดงามฉ่ำหวานมากขึ้น เมื่อใช้ Silver Minimus Tungsten มากำจัดเสียงกวนในระบบกราวด์      ประการสุดท้ายคือผลของอิมเมจและเวทีเสียง Soundstage ที่ดี และมีความกว้างและลึกยิ่งขึ้น ให้คุณลักษณะชิ้นดนตรี และเสียงร้องมีตำแหน่งที่ชัดเจน  Entreq Silver Minimus Tungsten เป็นอุปกรณ์ที่ให้ผลต่อคุณภาพเสียง และคืนบรรยากาศที่เคยขาดหายไปในระบบเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ พาเราเข้าไปถึงส่วนลึกของดนตรีได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น และที่สำคัญ คุณจะรับฟังชุดเครื่องเสียงของคุณได้อย่างยาวนานกว่าที่เคยครับ Enteq Silver Minimus Tungsten ราคา 23,900.- บาท  (สายกราวด์ ขึ้นอยู่กับรุ่นที่เลือกใช้)     สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ THONAL BALANCE โทร. 096-361-9465 Add-line OA: @thonal_balance  

Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงฟูลเรนจ์ที่ให้คุณภาพเสียงอันน่าทึ่ง

Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงฟูลเรนจ์ที่ให้คุณภาพเสียงอันน่าทึ่ง     เห็นรูปทรงลำโพงที่สวยงาม ฝีมือประณีตคู่นี้แล้ว ก็ต้องขอยืมมาทดลองฟังสักหน่อย เนื่องด้วยไม่ได้ฟังลำโพงประเภท Full-range ที่ใช้ไดรเวอร์ตัวเดียวขับเสียงทุกย่านความถี่มานานแสนนานแล้วครับ      ผลิตภัณฑ์จากประเทศจีนในปัจจุบันต้องถือว่าก้าวล้ำยุคมาไกลมาก เทคโนโลยีของพวกเขาเจริญเติบโตจนล้ำหน้าฝรั่งและญี่ปุ่นไปไกลเลยทีเดียว ในตลาดออดิโอไฟล์ก็ไม่ต่าง เราจะเห็นผลิตภัณฑ์จากประเทศจีนได้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว      ในทุกระดับของกลุ่มออดิโอไฟล์จะพบว่าตั้งแต่ระดับเริ่มต้น จนถึงซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ แบรนด์จีนตีตลาดโลกในทุกเซกเมนต์       Lii Song หรือบริษัท Hangzhou Lii Song Electronics Technology ก่อตั้งในปี 2016 สำนักงานตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบซีซี่ (Xizi Lake) ในเมืองหางโจว ประเทศจีน บรรดาทีมวิศวกรผู้รักเสียงดนตรีเน้นการออกแบบและพัฒนาไดรเวอร์/ลำโพง Full-range คุณภาพสูง ด้วยแนวคิดที่ว่า “เสียงคือศิลปะ” ฝีมือในแบบ Handmade มีการปรับจูนเสียงอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างประสบการณ์ฟังเพลงที่มีชีวิตชีวา เข้าถึงอารมณ์ในเสียงดนตรีอย่างลึกซึ้ง         ผมต้องเรียนว่า แบรนด์ Lii Song กับ Lii Audio นั้น แตกต่างกันนะครับ อาจมีความสับสนเล็กน้อยในวงการ DIY       Lii Audio หรือที่รู้จักในชื่อ “Xizi Morning Glory” ผู้ออกแบบและพัฒนาไดรเวอร์ full‑range ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2006 ในเมืองหางโจวก่อนกำเนิด Lii Song หรือบริษัท Hangzhou Lii Song Electronics Technology ถึงสิบปี     แต่น่าจะมีความผูกพันกันในแง่ธุรกิจ เพราะ Lii Audio เน้นตลาดในประเทศจีน และทาง Lii Songเน้นตลาดต่างประเทศ เคยมีผู้ไปเยือนสำนักงานทั้งสองแห่งพบว่า Lii Song แม้ไม่ใช่บริษัทเดียวกับ Lii Audio แต่มีความผูกพันกันในระดับหนึ่ง เหมือนกับแบ่งกันทำการตลาดระหว่างภูมิภาคภายใน กับภายนอกประเทศ    ปัจจุบันองค์กร Hangzhou Lii Song Electronics Technology Company Limited ได้จดทะเบียนเครื่องหมาย การค้า “Lii Song” ในสหภาพยุโรปแล้ว เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2022   Lii Song มุ่งหมายตลาดยุโรปและตลาดโลกเป็นหลัก ทุกดีไซน์ ทุกโมเดลจึงเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และมาตรฐานสูง ในแง่ของชื่อแบรนด์ ถ้าอ่านออกสำเนียงทั่วไป อิงภาษาอังกฤษ อาจอ่านว่า “ลี่ซอง” คนที่อ่านตามสำเนียงแบบจีน จะอ่านว่า “หลี่ซ่ง” ไหม อันนี้ก็ไม่แน่ใจนะครับ    Lii Song มีการผลิตไดรเวอร์ลำโพงฟูลเรนจ์จากแบรนด์ ตั้งแต่รุ่นขนาดกลาง อาทิ Fast‑12, Fast‑15, รุ่นเล็ก (AI‑4) จนถึงรุ่นสำหรับ Open Baffle (F‑8) มีดีไซน์ที่หลากหลายสำหรับผู้ที่ต้องการนำไปประกอบตู้ขึ้นเองหรือนักเล่นแบบดีไอวาย    ส่วนลำโพงที่ประกอบตู้สำเร็จมีอยู่หลายหลายรุ่น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงของนักเล่นระดับไฟล์ออดิโอไฟล์ อาทิ Echo Series, F Series, Platinum Series, Silver Series, Crystal Series, Fast Series เป็นต้น    ลำโพง Echo Series ตู้สำเร็จที่กำลังเป็นที่นิยมของ Lii Song  มีสามรุ่นหลักคือ Echo AL‑3 (ใช้ไดรเวอร์ AL‑3) Echo AL‑4 (ใช้ไดรเวอร์ AL‑4) Echo F‑6S (ใช้ไดรเวอร์ F‑6S)     เข้าใจว่าทางผู้นำเข้าคือ Discovery Hi-Fi คงจะทยอยนำเข้ามาหลายรุ่นให้นักเล่นผู้ชื่นชมเสียงบริสุทธิ์แบบ Full-range ได้เป็นเจ้าของ         Echo AL‑3 รูปทรงกะทัดรัดสวยงามในขนาด: สูง 34 cm × ลึก 25 cm × กว้าง 22 cm เคลือบผิวดำเปียโน ใช้ตัวขับเสียงเทคโนโลยีสูงขนาด 3 นิ้ว น่าจะสร้างความตื่นเต้นฮือฮากับนักฟังกับเสียงที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบเหลือเชื่อ รวมทั้งราคาก็น่าจับต้องเพียงคู่ละ 12,500.- บาทเท่านั้น เทียบกับเสียงที่ได้คงถูกใจเป็นแน่         Lii Song Echo AL‑3 ใช้ตัวขับเสียง Full-range ที่มีการปรับปรุงใหม่ล่าสุดในปี 2023 โดยกรวยจะผลิตด้วยวัสดุ Metal Cone Unit องค์ประกอบหลักในแบบอลูมินั่มผสมแมกนีเซียมอัลลอย (magnesium) ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งตัวสูงและน้ำหนักเบา ส่วนแม่เหล็กและโครงสร้างเฟรมได้รับการเสริมความแข็งแรงมากขึ้นเพื่อให้การสนองตอบเสียงทั้งกลาง‑สูง–ต่ำ มีความกว้างและความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น       เป็นตัวขับที่มีค่าอิมพีแดนซ์  4 โอห์ม และเหมาะกับแอมป์ขนาดกำลังขับ (Rated Power) 15–30 W ให้ความถี่ตอบสนอง 50 Hz – 17 kHz โดยมีความถี่เรโซแนนซ์ (Fs): 49 Hz ให้ความไวที่ดีมาก คือ 93 dB @ 2.83 V/1 เมตร ซึ่งให้ความไวมากกว่าลำโพงโดยทั่วไป 2-3 เท่าตัวเลยทีเดียว      ตัวตู้ทำจากไม้ MDF หนา 18 mm เคลือบผิวด้วย Piano lacquer ในโรงงานผลิตเปียโนโดยตรง ให้ลุคสวยหรูและมีความทนทาน เจาะพอร์ตท่อเบสแบบ Bass Reflex ออกด้านหน้า ไม่มีวงจร Crossover ดังนั้นพลังเสียงจะส่งต่อจาก Binding Post ไปยังดอกลำโพงโดยตรง เหมาะกับแอมป์กำลังต่ำ แอมป์คลาส A แอมป์หลอด ทั้งซิงเกิ้ลเอ็นด์ หรือพุชพูล ไม่เว้นแม้แต่แอมป์คลาส D ที่ผมได้ทดสอบ ปรากฏว่าให้ผลที่ดีเช่นกัน       ผลการทดสอบฟัง Lii Song Echo AL‑3 แม้จะเป็น Full-range แต่ก็เซ็ตอัพได้เสมือนลำโพงโดยทั่วไป คือเป็นลำโพง Bookshelf ที่เหมาะกับการวางบนขาตั้ง ด้านใต้ตู้จะมีปุ่มยางรองรับมาให้ทั้งสี่มุม หากฐานหรือเพลทรองรับลำโพงมีขนาดเดียวกันกับลำโพงจะช่วยให้สะดวกมั่นคงยิ่งขึ้น      กรณีเพลทรองรับของขาตั้งลำโพงเล็กกว่า ก็ควรวางให้ขายางให้เลยขอบของเพลทขาตั้งครับ และใช้กาวบลูเท็คติดยึดพื้นล่างตู้ลำโพงให้มั่นคงกับเพลทรองรับของขาตั้ง     สำหรับขาตั้งลำโพงระดับความสูง 60-65 เซนติเมตร ที่ผมทดลองมีทั้งขาตั้งไม้ ขาตั้งโลหะผสม ขาตั้งโลหะ ทั้งสามรูปแบบนี้ พบว่าขาตั้งโลหะผสมทั่วไปน่าจะเหมาะที่สุดกับการช่วยให้ลำโพงเปล่งเสียงระบบลำโพงฟูลเรนจ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่าเสียง “หลุดลอย” ออกจากตู้ลำโพง     ระยะวางห่างกันของลำโพงตู้ซ้ายและขวา เหมาะสมที่สุดในห้องฟังของผมคือ 1.75 เมตร ใช้แอมป์หลายรูปแบบมาทดลองสลับกันขับลำโพง Lii Song Echo AL‑3 ทั้งแอมป์หลอดประเภทซิงเกิ้ลเอ็นด์ 8 วัตต์ (FMj 300B) แอมป์หลอดคลาส A กำลังขับข้างละ 25 วัตต์ (Audio Innovations Series 500) และแอมป์คลาส D 100 วัตต์ (NAD C3050) เป็นต้น     พบว่าลำโพงไม่ได้เกี่ยงแอมป์เลยแม้แต่น้อย รวมถึงแอมป์เก่าวินเทจคลาส A อย่าง Marantz ESOTEC PM4 กำลังขับ 15 วัตต์ หรือ NAD 3020 ผู้เก่าแก่ในตำนาน ขนาดกำลังขับ 20 วัตต์ ต้องบอกว่า ขับกันได้อย่างสบายมากครับ ภาษานักเล่นต้องกล่าวว่าขับได้ฉลุยครับ      คาแรกเตอร์ลำโพง ให้ความแม่นยำเที่ยงตรงฟังสบาย ถ่ายทอดความรู้สึกละเอียดอ่อน กับแอมป์หลอด อาจจะให้เสียงหวานอบอุ่นกว่าแอมป์โซลิตสเตทเล็กน้อยครับ     ลำโพงคู่นี้ผ่านการเบิร์นมาแล้วพอสมควร สังเกตจากความอิสระของย่านความถี่ เสียงโปร่งกังวานแผ่รัศมีออกมาเต็มที่ (แนะนำสำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงใหม่ควรจะเบิร์นประมาณ 150 ชั่วโมงขึ้นไป)      ในอดีตผมเคยฟังลำโพงประเภท Full-range มาบ้าง แต่มีน้อยคู่ที่จะรู้สึกว่าน่าประทับใจ เพราะแม้ส่วนใหญ่ให้ความต่อเนื่องของเสียงได้ดีก็จริง แต่การครอบคลุมความถี่มักจะแฟลตอยู่เฉพาะย่านกลางที่โดดเด่น เสียงปลายแหลมไปไม่ถึง และเบสต่ำก็ลงไม่ลึกนัก (เหมือนตีกรอบความถี่เสียง) ส่วนลำโพง Full-range ที่เสียงสมบูรณ์จริงๆ ก็มักจะมีราคาแพงไม่ใช่เล่นครับ     แต่ Lii Song Echo AL‑3 เสียงแรกที่ผมได้ยิน แบบไม่คาดหวัง กลับให้ความรู้สึก “ทึ่ง” ต้องร้องเฮ้ย... ขึ้นมาในใจว่า เป็นไปได้ไงกับลำโพงที่มีตัวขับขนาด 3 นิ้ว จะให้เสียงร้องเปิดกว้าง ชิ้นดนตรีครบชัดแบบนี้ แถมเบสยังมีความอิ่มละมุน อันนี้เซอร์ไพรส์จริงๆ ไม่ทราบจะสรรหาคำใดมาทดแทนได้    คุณไปเอาเวทีเสียงกว้างลึกและเบสอุ่นๆ มาจากไหนครับ ทำได้เด็ดดวงจริงๆ      นึกว่าตัวเองกำลังฟังลำโพงสองทางวูฟเฟอร์ 6 นิ้วด้วยซ้ำไปครับ‼️       คงจะเป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังเสียงลำโพงฟูลเรนจ์ แล้วได้อารมณ์เพลงแบบลำโพงชั้นดีทั่วไป ไม่มีคำว่า “ตีกรอบเสียง” ใดๆ     Echo AL‑3 เป็นลำโพงซึ่งให้คุณภาพเสียงที่น่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง สนองตอบได้ดีกับดนตรีหลากรูปแบบ ความไหลลื่นของเสียงลำโพง จะพาคุณล่องลอยไปกับจินตนาการดนตรีไม่จบสิ้น     เสียงกลางแหลม ให้ความเปิดกว้างสดใส และยังคงเอาไว้ซึ่งเบสลึกๆ อบอุ่น เสียงกลางหวานละมุน เรนจ์ไม่แคบเหมือนลำโพงฟูลเรนจ์ที่ผมเคยฟัง เวทีเสียงกว้างดีทีเดียว นี่คือการพัฒนาตัวขับเสียงที่ยอดเยี่ยม      ฟังทีไรต้องประเมินความคิดใหม่ว่า ขนาดตัวขับเพียง 3 นิ้ว สามารถก้าวกระโดดมาไกลมาก เทคโนโลยีสมัยนี้ มาสุดทางจริงๆ     สิ่งที่ผมต้องพิจารณาคือ ลำโพง Lii Song Echo AL‑3 แบบ Full-range นี้ ฟังเพลงได้หลากหลายมาก ถึงจะไม่ได้เหมาะสมกับเพลงทุกประเภท แต่ก็มีข้อจำกัดน้อยมาก       คือผมอยากจะละไว้เฉพาะเพลงร็อค เพลงที่เน้นเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์รุนแรงทั้งหลาย เสียงแบบสะวิงขึ้นลงดุเดือดอาจจะไม่ใช่แนว แต่ถ้าใครฟังเพลงแบบโรแมนติค รับรองว่าจะลุ่มหลงมันไม่ยากเลยครับ      นอกจากนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นเพลง ป็อป แจ๊ส ไลท์มิวสิค คันทรี เพลงไทย ลูกกรุง ลูกทุ่ง สตริง บิ๊กแบนด์ คลาสสิก นิวเอจ ฯลฯ จัดว่าดีเยี่ยมมาก ฟังได้ดังเต็มอิ่มไม่มีขีดจำกัดอะไร    อยากกระซิบดังๆ ว่าใครที่ชอบเพลงร้องโดยเฉพาะเสียงจากศิลปินนักร้องสุภาพสตรีสำเนียงเสียงใสหวานๆ พร้อมทั้งให้ความผ่อนคลาย และให้ชิ้นดนตรีที่มีมิติ นี่คือลำโพงที่คุณจะต้องพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง     Lii Song Echo AL‑3 เป็นลำโพงที่หลุดขีดจำกัดหลายประการของลำโพงทั่วไป โดยเฉพาะการไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก ระบบ Full-range นั้นไม่ซับซ้อน ด้วยการไวริ่งสายส่งผ่านสัญญาณตรงจากขั้วไบดิ้งโพสท์ เข้าสู่ไดรเวอร์ ทำให้เสียง Clean บริสุทธิ์ แสดงเสียงดนตรีที่แม่นยำเที่ยงตรงจากแหล่งต้นกำเนิดสู่การเปล่งเสียงออกมาให้เราได้ยิน ไดรเวอร์จึงเป็นหัวใจของระบบ รองลงไปคือการคำนวณขนาดตู้และท่อเบสรีเฟล็กซ์ ซึ่ง Lii Song Echo AL‑3 ทำได้เป็นผลสำเร็จที่น่าประทับใจ คู่ควรแก่การเรียนรู้     แน่นอนว่าเทคโนโลยีทางด้านวัสดุศาสตร์รูปแบบของตัวขับเสียง มีผลลัพธ์ต่อคุณภาพเสียงเป็นอย่างยิ่ง และ Lii Song Echo AL‑3 เป็นอีกมิติหนึ่งของนักฟังประเภท “บริสุทธิ์นิยม” อยากได้ทุกสิ่งที่สมจริงไร้การบิดเบือนครับ      บทสรุป Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงฟูลเรนจ์ตู้ขนาดย่อมที่ให้คุณภาพเสียงอันน่าทึ่ง คือเสียงไม่ต่างไปจากลำโพงมอนิเตอร์ชั้นดี เป็นเสียงในแนวทางที่นักเล่น หรือผู้ผลิตเครื่องเสียงหลายรายนิยมใช้ Full-range Speaker เป็นมอนิเตอร์ ในการออกแบบเครื่องเสียง อาจจะเพราะเสียงที่บริสุทธิ์ไร้การแต่งแต้มสีสันนั่นเอง      Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงที่มีขนาดตู้ขนาดปานกลาง เปล่งเสียงดนตรีแม่นยำขนาดนี้ เสียงเป็นธรรมชาติตั้งแต่เสียงต่ำจนถึงกลางแหลมช่วงปลาย ให้เสียงได้ในระดับ “งดงาม” นับว่าเป็นการพลิกตำราใหม่ในยุคไฮไฟปัจจุบัน และการที่ราคาอยู่ที่คู่ละ 12,500.- บาท อาจจะทำให้ตลาดลำโพงแตกตื่นไม่ใช่น้อยเลย สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งจองได้ที่ คุณกิตติคุณ ปรินายก Discovery HiFi โทร. 085-517-8292

FURUTECH FLOW-28 NCF เข้าถึงเสียงดนตรีได้ลึกซึ้งกว่าที่เคย

FURUTECH FLOW-28 NCF เข้าถึงเสียงดนตรีได้ลึกซึ้งกว่าที่เคย  นี่คืออีกบทบาทหนึ่งของเทคโนโลยีในระดับสูงสุดของ FURUTECH ที่พัฒนาคิดค้นมาอย่างยาวนานสำหรับแวดวงออดิโอไฟล์ ช่วยในกระบวนการลดระดับสัญญาณกวน ที่ปกติเราจะหลบเลี่ยงไม่พ้น นั่นคือ EMI และ RFI ซึ่งอยู่คู่กับอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าทุกชนิด โดยเฉพาะเครื่องเสียงจะมีผลในการถูกรบกวนที่ชัดแจ้งมาก       อธิบายความสั้นๆ ว่า EMI (Electromagnetic Interference) คือการรบกวนที่เกิดจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งอาจมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือไฟฟ้าต่างๆ ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อื่นๆ เป็นทอดๆ ไป ถ้าเราสังเกตจะพบว่า จะมีเสียงซ่าในลำโพงเมื่อมือถือมีสายเรียกเข้า หน้าจอคอมพิวเตอร์สั่นหรือกระพริบเมื่ออยู่ใกล้อุปกรณ์กำลังสูง การรบกวนสัญญาณในเครื่องเล่นสตรีมมิ่งที่ก่อผลให้เสียงเกร็งแข็งเป็นต้น       ในส่วน RFI (Radio Frequency Interference) คือการรบกวนจากคลื่นความถี่วิทยุ อาจกล่าวได้ว่า RFI เป็น ส่วนหนึ่งของ EMI ที่เกิดขึ้นเฉพาะในย่านความถี่วิทยุ โดยทั่วไปคือ 10 kHz – 300 GHz ซึ่งรบกวนระบบที่ใช้สัญญาณวิทยุ ในชีวิตประจำวัน       RFI สามารถรบกวนสัญญาณโทรศัพท์หรือระบบ GPS หรือมีเสียงแทรกจากคลื่นวิทยุ เมื่อเราเปิดเครื่องขยายเสียง โดยเฉพาะท่านที่มีอาคารบ้านเรือนใกล้กับสถานีส่งวิทยุ       FURUTECH ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อค้นคว้าวิจัยงานด้านอุปกรณ์ลดสัญญาณรบกวนโดยเฉพาะ เป็นผู้นำในแวดวงออดิโอไฟล์ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ อุปกรณ์สายต่อเชื่อม คั่นกลางระหว่างสายไฟ AC กับตัวเครื่องเสียง รุ่น Flow‑28 NCF คือความก้าวล้ำนำหน้าอีกครั้ง ที่เราจะมาทดสอบใช้งานกันครับ       แม้จะเป็นอุปกรณ์ชิ้นย่อมๆ แต่ Flow‑28 NCF ติดตั้งตัวกรอง EMI แบบขนาน (ไฟล์เตอร์ความถี่สูง) ที่ช่วยลดสัญญาณรบกวนได้ถึง 10 dB ที่ 1 MHz หรือมากกว่า 30 dB ที่ 10 MHz องค์ประกอบคือชุดสายคุณภาพสูงแบบ Alpha และวัสดุ GC‑303 ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการลดสัญญาณรบกวน         Flow‑28 NCF มาพร้อมวัสดุพิเศษ เทคโนโลยี NCF หรือ (Nano Crystal² Formula) ที่ประกอบด้วยสารประกอบผลึกนาโน ที่มีคุณสมบัติสองประการหลัก หนึ่ง : สร้างไอออนลบ ช่วยลดไฟฟ้าสถิตย์ สอง : เปลี่ยนพลังงานความร้อนให้เป็นรังสีฟาร์ อินฟราเรด ช่วยกระจายความร้อน       นอกจากนั้น ยังผสมเซรามิกนาโนและผงคาร์บอนเพื่อเพิ่มคุณสมบัติการลดแรงสั่น (damping) ทั้งทางไฟฟ้าและกลไก    เทคนิคที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ Floating Field Damper ระบบกรองสนามแม่เหล็กและไฟฟ้าแบบ Ground Jumper       เทคโนโลยีนี้ช่วยลด Floating Fields จากชิ้นส่วนโลหะภายใน เช่น สกรูหรือคลิปที่อาจสร้างการรบกวนสัญญาณไฟฟ้า และยังช่วยให้การไหลของสัญญาณไฟฟ้าที่ไร้การบิดเบือน          ตัวเชื่อมต่อของ Flow‑28 NCF เป็นวัสดุเกรดพรีเมียม Rhodium‑plated Alpha non‑magnetic โครงสายที่มีเส้นใยเหล็ก, ไนลอน, ไฟเบอร์กลาส และวัสดุกันสะเทือน มีฉนวน PE และ Teflon ห่อหุ้ม รวมทั้ง Jacket ที่ช่วยลดค่าความจุทางไฟฟ้า Capacitance และเพิ่มความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน        ถ้านักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ติดตามผลิตภัณฑ์ของ FURUTECH มาตลอด จะเข้าใจได้ว่า Flow‑28 NCF เป็นรุ่นล่าสุดของซีรีส์ Inline Filter ที่เริ่มพัฒนารุ่นแรกมาตั้งแต่ปี 2010 และมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เช่น Flux‑50 ที่เพิ่ม NCF และ Neo Damper ในปี 2016 จนกระทั่งมาถึง Flow‑28 NCF ในปี 2025 ที่รวมฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง        PREVIEW ผมรับเอา FURUTECH FLOW-28 NCFมาใช้งานหลายวันแล้วครับ แต่ก็ยังไม่สบโอกาสได้ทดลอง กระทั่งสองสามวันที่แล้วก็แกะกล่องออกมาใช้งานร่วมกับระบบซิสเต็มเครื่องเสียง โดยใช้ FURUTECH FLOW-28 NCF ที่เปรียบเสมือนสายไฟสั้นๆ สำหรับนำมาจั๊มต่อคั่นกลางระหว่างสายไฟเอซี กับตัวเครื่อง ซึ่งผมทดลองกับเครื่องเล่นซีดี และสลับมาใช้กับแอมปลิไฟร์ โดยเฉพาะเครื่องหลอดดูจะให้ผลมากที่สุด      สุดท้ายคือนำมาทดลองคั่น สายไฟเอซี ที่กล่องไฟ (จากปลั๊กไฟบ้านมายังปลั๊กรางไฟ) ตรงนี้เหมือนจะคุ้มค่าที่สุด  เพราะจั๊มคั่นกลางครั้งเดียว ได้ประโยชน์กับท้้ง System เลยไหม แต่...จากการทดสอบ ใช้การต่อแยกเฉพาะเครื่องเสียงในแต่ละชิ้นจะให้ผลมากกว่าครับ       ผลทดสอบผลปรากฏว่า เราจะได้รายละเอียดเสียงเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจาก Noise โดยรวม ลดลงอย่างฉับพลันทันที เสียงใสสะอาดขึ้น เสียงร้องมีชีวิตชีวา ฉ่ำชื้นขึ้น ปลายย่านความถี่เสียงแหลมสวยงามขึ้น น้ำหนักเสียงเหมือนชาร์จพลังของภาคขยายเพิ่มขึ้นอย่างน่าพิศวงเลยทีเดียว      จุดสังเกตคือ อิมเมจ มิติเสียง เวทีเสียง ดีขึ้นชนิดฟังออกทันทีทันใด แน่นอนครับ      ในกรณีต่อกับสายไฟเอซีของเครื่องแบบใดให้ผลของเสียงมากที่สุด? อันนี้คงต้องยกให้ที่ภาคขยายหรือแอมปลิไฟล์ครับ รองลงไปก็คือเครื่องเล่น Streamer  เครื่องเล่นซีดี หรือ DAC เป็นลำดับถัดไป แต่โดยรวมๆ จะส่งผลดีใกล้เคียงกันครับ     ถ้าหากว่า ชุดของคุณเป็นเครื่องเสียงไฮเอนด์ซิสเต็มใหญ่ มีงบประมาณที่จะใช้กับเครื่องทุกชิ้นได้ละก็ ควรแยกใช้เป็นชุดๆ ไป ในระหว่างแหล่งโปรแกรมและเครื่องแอมปลิไฟร์ DAC และอื่นๆ รับรองว่าให้เสียงได้สุดยอดจริงๆ ครับ         บทสรุป FURUTECH FLOW-28 NCF ทำให้เราได้ยินเสียงที่เคยถูกซ่อนไว้ใน Background อันนี้จะเป็นผลต่อรายละเอียดเสียงเท่ากับคุณยกเกรดเครื่องขึ้นมาอีกสเตปหนึ่งเลย บทบาทหลักคือช่วยลดเสียงกวนทางไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เวทีเสียงหรือ Soundstage โอ่อ่าขึ้น รายละเอียดใน โทนเสียงสูง งดงาม ทอดเสียงละมุนละไม ให้ความชัดของสัมผัสบรรยากาศเสียง หรือแอมเบี้ยนได้อย่างยอดเยี่ยมมาก      FURUTECH FLOW-28 NCF อุปกรณ์ชิ้นสั้นๆ ที่นำพาผู้ฟังได้สัมผัสเสียงดนตรีได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเคย คุณจะรู้สึกเสมือนชุบชีวิตเครื่องเสียงให้มีชีวิตชีวามากกว่าทุกครั้ง และจะประทับใจไม่รู้ลืมจริงๆ ครับ       FURUTECH FLOW-28 NCF รุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง FURUTECH ราคา 42,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd. Tel: 0-2932-5981  

KEF XIO DOLBY ATMOS SOUNDBAR ซาวด์บาร์ไฮเอนด์ล้ำสมัย ดูหนัง ฟังเพลง ในระดับมืออาชีพ

KEF XIO SOUNDBAR DOLBY ATMOS SOUNDBAR  ซาวด์บาร์ไฮเอนด์ล้ำสมัย ดูหนัง ฟังเพลง ในระดับมืออาชีพ     สำหรับเทคโนโลยีลำโพงกล่องเดียว ที่เรียกว่า Soundbar นั้น มีการออกแบบและผลิตมาตั้งแต่ยุคระบบถอดรหัสเสียงแบบเมทริกซ์ Dolby Pro Logic คือการทำให้สัญญาณเสียงสเตอริโอ 2 แชนแนล ได้ถูกจำลองให้คล้าย 5.1 แชนแนล แต่ด้วยความก้าวหน้าในด้านดิจิตอลออดิโอ และชิป DSP ก็สามารถพัฒนากันมาถึงระบบเสียงรอบทิศ แบบสามมิติคือ Dolby Atmos ในที่สุด        สิ่งที่ต้องแข่งขันกัน นอกจากรูปทรงสวยงามแล้ว คงจะเป็นเรื่องของคุณภาพเสียงและความสามารถในการแยกแยะทิศทางเสียงที่โอบล้อมรอบตัวผู้ฟัง ว่ารุ่นใด แบรนด์ใด จะให้ความใกล้เคียงทิศทางเสียงของการวางระบบลำโพงแยกอิสระหลายแชนแนล      เพราะโจทย์ที่ยาก คือเสียงรอบทิศหลักในภาพยนตร์สตรีมมิ่งปัจจุบันแบบ Dolby Atmos นั้น จะมีการกระจายเสียงถึงสามแกนหลักคือ  • ซ้าย กลาง ขวา ด้านหน้า  • เสียงโอบล้อมด้านหลัง  • และเสียงที่มีเบื้องสูงยิงขึ้นเพดาน      เทคนิคการออกแบบโครงสร้าง วางตัวขับเสียง คุณภาพไดรเวอร์  รวมถึงการใช้ชิปถอดรหัส ที่รับรองจาก Dolby ที่จะถอดรหัสได้สมบูรณ์ตามข้อกำหนด รวมถึงระบบดิจิตอลโปรเซสซิ่ง ที่จะทำงานแจ้งสมองให้รับรู้ได้ถึงเพดานเบื้องสูงนับว่าสำคัญมาก รวมถึงกำลังขับจากภาคขยายที่ส่งผ่านพลังเสียง และจังหวะเวลาอันเหมาะสมในการแสดงผลโอบล้อมผู้ฟัง    หมายความว่า สิ่งที่ลำโพงซาวด์บาร์ชั้นดีต้องทำให้ได้คือ เสียงด้านหน้า เสียงโอบล้อมทางด้านหลัง และเสียงเบื้องสูงจากเพดานนั้นมีความครบถ้วนจริงๆ         KEF ระดมทีมนักออกแบบ ดีไซน์ วิจัย ค้นคว้าเทคโนโลยี XIO Soundbar อยู่หลายปี กว่าจะปล่อยผลิตภัณฑ์ซาวด์บาร์ ชิ้นเดียวนี้ออกสู่ตลาดโฮมเธียเตอร์ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ ว่าเราจะทดแทนระบบเสียงชุดใหญ่และการวางลำโพงแยกชิ้นไปตามจุดต่างๆ ภายในห้อง ด้วยลำโพงกล่องเดียว ที่วางด้านหน้าได้อย่างไร       KEF XIO Soundbar ใช้ทั้งเทคโนโลยีตัวขับเสียงที่พัฒนาใหม่ล่าสุด กระบวนการอกแบบ วัสดุและโครงสร้างตัว Soundbar และชิปประมวลผล DSP ในระบบ Dolby Atmos ที่ก้าวล้ำ ภาคขยายคลาส D ที่สามารถสนองตอบพลังขับอย่างเต็มประสิทธิภาพ อาจพูดได้ว่ายังไม่เคยมีมาก่อนในแวดวงซาวด์บาร์ เป็นการตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการซาวด์บาร์ในระดับพรีเมียม       KEF XIO Soundbar สมบูรณ์แบบด้วยระบบ 5.1.2 แชนแนล พร้อมรองรับมาตรฐานเสียงล้ำสมัยอย่าง Dolby Atmos, DTS:X และ Sony 360 Reality Audio ครบถ้วน         KEF XIO Soundbar ได้รับการรีวิวจากสื่อดังระดับโลกไปในทางบวก แทบจะทันทีที่วางตลาด      ในแง่ของผู้รีวิวอย่างผม ก็อยากรู้ว่า ด้วยความใหม่สดของKEF XIO Soundbar จะตอบโจทย์ผู้ที่ใช้จอทีวีขนาด 65-85 นิ้ว เป็นศูนย์กลางโฮมเธียเตอร์อย่างคุ้มค่าจริงไหม ส่งผลได้ในระดับใด        ในการทดสอบ หรือพรีวิวครั้งนี้ ผมนำมาใช้ร่วมกับจอภาพ Samsung QLED TV ขนาด 65 นิ้ว ที่ผมใช้ประจำ โดยเชื่อมต่อสัญญาณภาพทาง HDMI และแยกการถอดรหัสเสียงผ่านทาง Optical ซึ่งนับว่าสะดวกง่ายดายอย่างยิ่ง เน้นการรับชมภาพยนตร์ Netflix , Prime Video เป็นหลัก           ก่อนอื่นลองมาพิเคราะห์ รูปทรงและเทคนิคการออกแบบกันดู KEF XIO Soundbar ใช้เทคโนโลยีลำโพงระดับไฮเอนด์ที่พัฒนาจากลำโพงซีรีส์ Reference ของ KEF โดยเฉพาะเทคโนโลยี Uni-Q® Driver Array ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่สุดของแบรนด์ KEF        KEF XIO Soundbar ดีไซน์มาอย่างเรียบหรู ทรงยาว มีมุมมองให้เห็นวัสดุกรอบผ้าและโลหะด้านบนที่ทันสมัย ให้ความลงตัวกับการตกแต่งบ้านสมัยใหม่ มีความบางเพรียวสวยงาม ด้วยความกว้างประมาณ 47 นิ้ว (1,210 มม.) และความลึกประมาณ 10 นิ้ว (165 มม.) ความสูงราวๆ 4 นิ้ว (70 มม.)        XIO ออกแบบให้เป็นเป็นซาวด์บาร์แบบเสียงรอบทิศในแผงเดียวในระบบ 5.1.2 แชนแนล โดยมีไดรเวอร์ขับเสียงถึง 12 ตัว บรรจุเพาเวอร์แอมป์ Class D จำนวน 12 ตัว แยกกันขับแบบอิสระด้วยกำลังรวมถึง 820 วัตต์!!!        เทคนิคการจัดตำแหน่งของตัวขับเสียงภายในนับว่าสลับซับซ้อนน่าทึ่ง โดยแบ่งออกเป็น • ตัวขับแบบ Uni‑Q MX drivers ซึ่งมีทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์อยู่แกนร่วมเดียวกัน รวม 6 ยูนิต แบ่งเป็นตำแหน่งซ้าย กลาง ขวา ด้านหน้า 3 ตัว (L, C, R)  และสำหรับเสียง Dolby Atmos อีก 3 ยูนิต เพื่อทำการยิงเสียงขึ้นเพดานด้านบน (up-firing / overhead) • ตัวขับแบบ Full-range ขนาด 50 มิลลิเมตร จำนวน 2 ตัว สำหรับกระจายเสียงด้านข้างซ้ายและขวา เพื่อเพิ่มความกว้างของเสียง • P185 LF เป็นแพสสีพเรดิเอเตอร์ Bass Drivers จำนวน 4 ชุด หรือแบ่งเป็น 2 คู่ back‑to‑back เพื่อระบบ Force-cancelling เทคนิคการออกแบบ สำหรับตัวขับได้จัดเรียงไว้ เพื่อรองรับกับฟีเจอร์อัจฉริยะ เช่น เทคนิค Gyroscope + IPT (Intelligent Placement Technology) ซึ่งจะช่วยในการปรับตำแหน่งการยิงของ Uni‑Q MX ให้เหมาะสมกับการติดตั้ง (วางบนชั้น หรือติดกับผนัง)       โดยเฉพาะการใช้ไดรเวอร์ส่วนบนเพื่อสร้างเสียง Atmos หรือปรับเป็นช่องกลางเซ็นเตอร์         KEF XIO Soundbar ยังโดดเด่นด้วย VECO (Velocity Control Technology) ซึ่งเป็นระบบเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่กับ P185 LF เพื่อลดการผิดเพี้ยนของเสียงเบส โดยใช้เทคนิคอ่านค่าแรงสั่นของไดรเวอร์แล้วทำการปรับแก้อัตโนมัติในฉับพลันทันที      ผมขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุดไดรเวอร์ที่สำคัญ อันเป็นหัวใจหลัก ในระบบซาวด์บาร์ชุดนี้ คือ  • ไดรเวอร์ Uni‑Q MX เป็นตัวขับเสียงชนิด “Coincident‑Source” ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยี Uni‑Q ของ KEF ที่มีชื่อเสียง        Uni‑Q MX คือไดรเวอร์สองตัวในแบบแกนร่วมเดียวกัน ที่ผสานทวีตเตอร์ (Tweeter) และไดรเวอร์กลาง‑เบส (Midbass) ไว้ในจุดเดียว เพื่อให้เสียงจากสองไดรเวอร์ออกพร้อมกัน เพิ่มความเรียบเนียนของเสียงและภาพเสียงที่กว้าง        • P185 LF เป็นไดรเวอร์ลำโพงเบสรูปราง (Racetrack) ออกแบบให้สนองตอบเบสลึกและทรงพลัง ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนไม่พึงประสงค์ แต่ให้เบสต่ำลึกโดยไม่ต้องใช้ซับวูฟเฟอร์แยกแต่อย่างใด แต่ก็ยังมีช่องให้เชื่อมต่อซับภายนอกได้  แต่ละไดรเวอร์ มาพร้อมเทคโนโลยี VECO (Velocity Control Technology) ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของไดรเวอร์ ผ่านวงจรฟีดแบ็กเชิงลบ (Negative Feedback) เพื่อลดความผิดเพี้ยนของเสียงเบส           และยังมีทีเด็ดสำหรับแฟนคลับของ KEF คือ เราสามารถเชื่อมต่อการทำงานของซาวด์บาร์ KEF XIO Soundbar แบบไร้สายเข้ากับซับวูฟเฟอร์ของ KEF ด้วยอุปกรณ์เสริม KW2 RX Receiver (จำหน่ายแยก)     KW2 RX จะเป็นอุปกรณ์รับสัญญาณไร้สายจาก XIO Soundbar ส่งต่อไปยังซับวูฟเฟอร์ที่รองรับของ KEF เช่น KC62, KC92, KF92 และ Kube (ชุด W2 RX Receiver ราคา 6,990.- บาท)       KEF XIO Soundbar ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีดีไซน์เรียบหรู ประกอบด้วยวัสดุคุณภาพในขนาดกะทัดรัด น้ำหนักประมาณ 10.5 กก. เลือกใช้วัสดุแผ่นโลหะอะลูมิเนียมด้านบน และผ้า Grille ที่สวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะ        โดยมีให้เลือกสองสีคือ Slate Black และ Silver Grey มีรูปลักษณ์มินิมอลและสลิม สอดรับกับสไตล์บ้านยุคใหม่ ทั้งแบบติดผนังหรือวางบนชั้นวางทีวี     สำหรับเทคนิคและรูปแบบการเชื่อมต่อ มีดังต่อไปนี้      • ระบบการเชื่อมต่อและฟังก์ชั่นอเนกประสงค์ อินพุต: HDMI eARC, Optical, RJ45 Ethernet, USB‑C (Service)    • เชื่อมกับซับวูฟเฟอร์แบบมีสาย (RCA) หรือไร้สายผ่าน KW2 RX Receiver    • สตรีมเพลงผ่าน Bluetooth 5.3, AirPlay, Google Cast, Spotify Connect, Tidal Connect, Amazon Music, และอีกหลายบริการผ่านแอป KEF Connect    โหมดใช้งานที่ตอบโจทย์คาแรคเตอร์และบรรยากาศเสียงแบบต่างๆ • มี Dialogue Mode ช่วยให้เสียงพูดชัดเจน ย่านกลางเด่นขึ้น เหมาะสำหรับดูหนัง    • Night Mode ปรับเสียงให้เบาแต่ยังมีรายละเอียด เหมาะกับการดูในที่เงียบหรือช่วงกลางคืน   • Music Mode ช่วยปรับเพิ่มคุณภาพเสียงสำหรับฟังเพลงโดยเฉพาะ          • แนะนำให้ผู้ใช้ โหลดแอพพลิเคชั่น KEF Connect มาใช้งานนะครับ แอพจะช่วยในการสั่งการทุกอย่าง รวมทั้งการปรับค่าอีควอไลเซชั่นสองชุดแบบอัตโนมัติ ที่ทำให้เราได้รับคุณภาพเสียงจากระบบดอลบี้แอทมอส ที่น่าทึ่ง โดยระบบของเครื่องจะทำการเซ็ตอัพอัตโนมัติจากไมโครโฟนที่ติดตั้งมาในตัวซาวด์บาร์ ใช้เวลาไม่เกิน 45 วินาที เท่านั้น     PREVIEW: เมื่อโหลดแอพ KEF Connect มาใช้งานกับสมาร์ตโฟน ทุกอย่างจะสะดวกมากครับ ผมไม่ต้องใช้รีโมตคอนโทรลเลยตลอดการทดสอบ ทุกอย่างครบถ้วนในแอพอยู่แล้ว อาจจะเสียเวลาลงทะเบียน ด้วยข้อมูลส่วนตัวเรา ไม่กี่นาที จากนั้นก็เซ็ตอัพระบบ และเข้าสู่โลกบันเทิงได้เลย    เราจะได้เห็นตั้งแต่แรกว่า KEF บรรจุเทคโนโลยีล้ำสมัยลงไปใน Soundbar ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพชนิดไม่เคยสัมผัสที่ใดมาก่อน ยิ่งได้ใช้งาน จะยิ่งหลงรักในคุณภาพเสียงของซาวด์บาร์ชุดนี้      KEF XIO Soundbar มีรูปทรงเพรียวบาง เหมาะกับการวางหน้าทีวี บนเชลฟ์อย่างมาก ท่านใดติดจอทีวีไว้บนผนังก็สามารถติดตั้งซาวด์บาร์ให้คู่กันได้ วิธีที่จะให้ได้คุณภาพอย่างสูงสุดก็คือการเซ็ตอัพตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการวางหรือการติดผนัง       กรณีของผมวาง Soundbar สูงจากพื้นตามระดับความสูงของชั้นวางทีวี ที่ระดับ 65 เซนติเมตร       ระบบจะใช้เวลาคำนวณ ในโหมด Measuring of Sound โดยเทคนิคการส่งสัญญาณ Pink Noise ด้วยพลังงานเสียงที่กระจายตัวสม่ำเสมอในแต่ละช่วงความถี่ (Octave) ช่วยให้สามารถวิเคราะห์และปรับแต่งระบบเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ       ใช้เวลาประมาณ 45 วินาที เท่านั้น ก็เสร็จเรียบร้อย       เราจะได้ทั้งความชัดเจนของเสียง พลังความถี่ต่ำ สภาวะการโอบล้อม และเวทีเสียงด้านบน หรือเพดานเสียงแนวดิ่ง ของเสียงรอบทิศทาง Object-based surround Atmos ทุกอย่างถูกปรับให้เข้ากับสภาพอคูสติค และขนาดห้อง เหมาะสมกับตำแหน่งนั่งฟัง เพื่อประโยชน์สูงสุดจากการใช้งานระบบ       หมายเหตุ: ในการเซ็ตติ้ง EQ (Setting) จะต้องเลือกสถานะตามความเป็นจริง เช่น เลือกความสูงของ Soundbar ที่เราวางหรือติดตั้งจากพื้น 20-60-100 เซนติเมตร มี SIZE ขนาดห้องที่เลือกสามขนาด คือ 1. น้อยกว่า 20 ตารางเมตร 2. ระหว่าง 20-40 ตารางเมตร  3. มากกว่า 40 ตารางเมตร       มีโหมดให้เลือกว่า ในระบบเรามี หรือไม่มีซับวูฟเฟอร์   พยายามเลือกให้ใกล้เคียงความจริง เพื่อผลลัพธ์ที่ออกมาจากการเซ็ตอัพนั้นจะได้ถูกต้องที่สุดครับ และถ้าได้ใช้งานแล้ว เทคโนโลยีของ KEF จะบ่งบอกเราเองว่า เทคโนโลยีที่ใหม่ล่าสุดของเขา ให้ความคุ้มค่าที่สุดอย่างไร      การเซ็ตหลักจะมี 1-2-3 สเต็ป กินเวลาไม่เกิน 45 วินาที สังเกตจากความถี่ สัญญาณเสียงซ่าที่แสดงผลออกมา ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ขณะระบบทำงาน Setting ในการปรับแต่ง Setup ค่าทั่วไป เราสามารถเข้าไปที่เครื่องหมาย “สามขีด” ตั้งค่าได้ทั้ง Volume Control  ตั้ง Sleep Timer Standby Alarm, เช็คสปีดดาวน์โหลด จากเน็ตเวิร์ค เลือกรีโมตคอนโทรล   ที่เหลือนอกจากนั้นเราสามารถเลือกโหมดการปรับแต่งของอีคิวแบบอัตโนมัติได้ด้วย อันจะมี Default - Music-Movie - Night-Dialogue - Direct เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์เสียง ระบบจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับแหล่งโปรแกรมที่คุณฟังหรือชมในขณะนั้น ซึ่งแต่ละโหมดสร้างความแตกต่างของบรรยากาศ ได้ราวกับเนรมิตรก็ว่าได้ครับ     ผลการทดสอบ: สำหรับผู้ที่ตั้งใจใช้  KEF XIO Soundbar ในการชมภาพยนตร์ สตรีมมิ่งเป็นหลัก แนะนำเริ่มต้นให้เลือกโหมด Movie เท่านั้นครับ  สัมผัสแรกอันน่าตื่นเต้น เมื่อคุณชมภาพยนตร์ จะพบว่าการแยกแยะแชนแนล ซ้าย กลาง ขวา เด็ดขาด มีความโอ่อ่า และเสียงรอบทิศทาง โอบล้อมได้อย่างมีบรรยากาศ และเวทีเสียงหลุดทะลุทะลวงได้อย่างน่าตื่นเต้นมาก      สิ่งที่ประทับใจมากที่สุด จาก KEF XIO Soundbar ก็คือพลังเสียงทั้งปลายเสียงแหลม กลาง และย่านความถี่ต่ำกระหึ่มมากครับ ให้เสียงที่มีอิสระหลุดลอย โดยเฉพาะรู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวา สนองตอบเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ละเอียดละออ เปิดกว้าง (Atlas ล่าข้ามจักรวาล) โดดเด่นด้วยเสียงที่แผ่โอบล้อมมาด้านหลังที่มีมิติทั้งกว้าง ลึก สูง ได้อย่างน่าประหลาดใจครับ เรียกว่าการแยกแชนแนลเข้าใกล้ชุดลำโพงแยกชิ้นได้มากกว่าที่เคยได้ยินจากซาวด์บาร์อื่นๆ  ชมภาพยนตร์แนว Sci Fi เรื่อง After Earth เกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดของเด็กชายคนหนึ่ง แบบว่า ได้ยินเสียงแรกจากระบบรอบทิศทาง ก็เล่นเอาตะลึงไปเลยเหมือนกันครับ ว่ามาจากซาวด์บาร์แท่งเดียวจริงๆ หรือ? จากประสบการณ์บอกเราว่านี่เป็นพัฒนาการที่ล้ำมากทีเดียว เพราะเสียงทุกย่านความถี่มีรายละเอียดเต็มที่ และหลุดลอยออกมาอย่างอิสระ ส่งผ่านความถี่ต่ำลงได้ลึกขนาดนี้ ความจำเป็นที่จะต้องใช้ Subwoofer แทบไม่ต้องคิดถึงเลย!!      ตัวอย่างภาพยนตร์สตรีมมิ่งอีกเรื่องหนึ่งที่จะเปล่งประกายให้ KEF XIO Soundbar ดูโดดเด่นเหนือใคร คือ Mission: Impossible - Fallout ทาง Netflix แบบว่าอยากให้ทุกท่านได้ลองครับ ได้ครบทั้งพลังเสียงที่ดุดัน รุนแรง ความเปิดกว้างของเสียง การโอบล้อมและสภาวะความเป็นเสียงสามมิติจากเบื้องบนมาครบสูตรจริงๆ ทำให้จอทีวีเบื้องหน้าของคุณเปลี่ยนเป็นโฮมเธียเตอร์ชั้นดีได้ในพริบตาครับ    โดยเฉพาะในแง่ของการตอบสนองไดอาล็อก หรือเสียงสนทนา ทำได้สุดๆ ชัดเจนสะอาด Clear ถือว่าเป็นประตูแรกของระบบ Soundbar ชั้นดีต้องมี         เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมมาก KEF สามารถย่อส่วนเอาชุดลำโพงแยกชิ้นขนาดใหญ่มาให้เหลือแค่ซาวด์บาร์ ระดับพรีเมี่ยมชิ้นเดียวอย่างทรงประสิทธิภาพ ทำให้เชื่อมั่นว่า KEF ทำได้คุ้มค่าชนิดลืมค่าตัวไปได้เลย กล่าวสั้นๆ ว่า... เยี่ยมมากครับ!!!     คงต้องยกให้ KEF XIO Soundbar เป็นซาวด์บาร์ขั้นเทพ หรือระดับพรีเมียมด้านระบบเสียงรอบทิศ Dolby Atmos Soundbar ไปเลย ให้ความรู้สึกสัมผัสที่ล้ำลึก เหนือกว่าระบบซาวด์บาร์ทั่วไปที่เคยทดสอบมา ด้วยรายละเอียดเสียงที่ชัดกว่าและแม่นยำกว่า และทุกเสียงหลุดออกจากตู้อย่างอิสระมากๆ ครับ      อีกทั้งความน่าแปลกใจ คือพลังเบสที่กระชับหนักแน่นอิ่มเอมอย่างเหลือเชื่อ แปลกใจจริงๆ ว่าเสียงต่ำลึกขนาดนี้ ไม่เคยได้ยินจากซาวด์บาร์เดี่ยวๆ แบบนี้ที่ไหนมาก่อน (ส่วนมากจะใช้ซับพ่วงในระบบอีกหนึ่งตู้)     ได้ทดสอบแล้ว ผมคิดไม่ออกว่าจะต้องเพิ่มซับวูฟเฟอร์ไปทำไมกัน... นอกเสียจากว่า ถ้าใครมีห้องใหญ่มาก ขนาดเกิน 20 ตารางเมตรขึ้นไป ชอบหนังไซไฟ แอ็คชั่น แล้วอยากได้เบสกระหึ่มลึกยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก ก็ค่อยว่ากัน และขอเชียร์ซับวูฟเฟอร์ KEF KC62 เลยครับ (ส่งระบบไร้สายด้วย KW2 RX Receiver ได้) รับรองว่า ชุดลำโพงแยกชิ้นอาจจะอายได้เลยละ     อย่างน้อยๆ เราก็ไม่ต้องมีการติดตั้งที่สลับซับซ้อนยุ่งยากของระบบใหญ่ๆ ครับ     ส่วนในแง่ของการออกแบบ อาจจะสนองตอบ HDMI eARC แต่จะไม่มี HDMI Passthrough และไม่มีจอ Display แสดงผลสำหรับการใช้งาน โดยทั่วไปแล้วผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องรอง และไม่จำเป็นเท่าใดนัก เพราะ KEF จะเน้นการตอบสนอง “คุณภาพเสียง” และผลจากการใช้งานจริงเอาไว้ก่อนเสมอ       นี่คือระบบ Soundbar ที่ให้เสียงแบบสามมิติได้ดีเยี่ยม เท่าที่ผมเคยมีประสบการณ์มา แม้ว่าเพดานเสียงสูงที่มาจากด้านบน อาจจะแยกแยะได้ไม่เท่าลำโพงแยกชิ้นแขวนเบื้องบน แต่ก็เป็นการจำลองบรรยากาศแบบ Immersive ได้ประทับใจมาก ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งจริงๆ     KEF XIO Soundbar สามารถย่อโฮมเธียเตอร์ชุดใหญ่ ลงมาในแผงซาวด์บาร์เพียงตัวเดียวได้อย่างเหมาะเจาะที่สุด ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดดเด่นด้วยตัวขับเสียงในแบบ Uni-Q ซึ่งพัฒนาออกมาได้อย่างเหมาะสมกับระบบดูหนังฟังเพลง โดยเฉพาะสำหรับท่านที่ไม่ต้องการติดตั้งระบบซึ่งจะต้องใช้พื้นที่มากมายเกินจำเป็น       สิ่งที่มีมาให้นอกเหนือไปจากระบบการชมภาพยนตร์เสียงรอบทิศ ก็คือการฟังเพลงแบบไฮไฟสองแชนแนลของซาวด์บาร์ชุดนี้  (แนะนำให้ตั้งโหมด Music) ผมยอมรับว่าให้ความประทับใจมากทีเดียว ทำให้บางช่วงเวลาที่เราไม่ได้อยู่กับเครื่องเสียงชุดใหญ่ KEF XIO Soundbar สามารถเป็นชุดฟังเพลง ชุดที่สองของบ้านได้เลยครับ     การคอนเน็คกับผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ผ่าน AirPlay, Google Cast, Spotify Connect, Tidal Connect, Amazon Music และวิทยุอินเตอร์เน็ต ยิ่งทำให้  KEF XIO Soundbar เป็นชุดดูหนังฟังเพลงที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง        เป็นสไตล์ของการฟังเพลงที่ได้ความสดใส ความสะอาดเสียง ครบถ้วนรายละเอียด และความใกล้เคียงธรรมชาติของเสียงดนตรี ที่เราจะไม่ได้พบจากซาวด์บาร์ทั่วๆ ไป ด้วยเทคนิคการออกแบบเป็นเลิศของ KEF และตัวขับเสียง Uni‑Q MX Drivers ที่ออกแบบใหม่ล่าสุด ที่จะเป็นหลักชัยของเทคโนโลยีลำโพงยุคใหม่ครับ อีกทั้งการดีไซน์รูปทรงด้วยวัสดุชั้นดีทุกชิ้นส่วน ทำให้ KEF XIO Soundbar มีความสง่างามคลาสสิกดูพรีเมียมคู่กับบ้านของคุณเป็นอย่างยิ่ง      ทั้งหมดนี้ทำให้ราคา 79,900.- บาทของ  KEF XIO Soundbar นั้น เป็นเรื่องธรรมดาไปเลย หากคุณได้ก้าวลึกลงไปในคุณภาพทั้งหมดของซาวด์บาร์ไฮเอนด์ ล้ำยุคชุดนี้ครับ        จุดแข็ง: ดีไซน์พรีเมียม ให้เสียง Immersive ชัดเจน เบสทรงพลัง เสียงทุกย่านความถี่มีมิติหลุดลอยอิสระอย่างน่าทึ่ง กำลังขับแอมป์คลาส D ในตัวเองนับว่าทรงพลังมาก ให้ความครอบคลุมฟังก์ชันการใช้งานของความเป็นไฮ-ไฟในทุกรูปแบบ ทั้งดูหนัง ฟังเพลงในหนึ่งเดียว     เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความเป็นที่สุดของซาวด์บาร์ไฮเอนด์ล้ำสมัย ดูหนัง ฟังเพลงในระดับมืออาชีพ  KEF XIO SOUNDBAR ราคา 79,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป  หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand  

Audio Bastion MR-1, MR-2 ออดิโอแร็คที่ช่วยให้คุณภาพเสียงดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น

Audio Bastion MR-1, MR-2  ออดิโอแร็คที่ช่วยให้คุณภาพเสียงดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น ดังที่ผมเรียนอยู่เสมอว่า ระหว่างลำโพงซ้ายขวาที่เราพยายามเซ็ตกันอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงดีที่สุดนั้น ถ้าไม่มีชั้นวาง ไม่มีตัวเครื่องเสียงมาวางกินพื้นที่จะดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงนั้นเรามักจะต้องมีชั้นวางเครื่องเสียง หรือ Audio Rack มาวางคั่นกลางเสมอ  และชั้นวางเครื่องเสียงที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อคลื่นเสียงจากลำโพงก็จะก่อผลเสียได้ หากชั้นวางดังกล่าวมีการสั่นสะเทือนหรือไวเบรชั่นใดๆ ขึ้นมา      ถ้าจะต้องจัดระบบเครื่องเสียงโดยมี Audio Rack เป็นองค์ประกอบ จึงต้องคำนึงถึงผลตรงนี้ด้วย ควรเลือกชั้นวางที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ เพราะตรงนี้คือต้นทางของคลื่นเสียงที่จะตรงไปสู่ผู้ฟัง     จุดที่ดีของชั้นวางหรือ Audio Rack เป็นอุปกรณ์หรือเฟรมที่ช่วยติดตั้ง จัดเก็บ และจัดระเบียบอุปกรณ์เสียงต่างๆ เช่น เพาเวอร์แอมป์ เครื่องสตรีมเมอร์ ซีดีเพลย์เยอร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง และอื่นๆ            ออดิโอแร็คช่วยให้อุปกรณ์เสียงหลายตัวถูกรวมไว้ในจุดเดียวอย่างเป็นระเบียบง่ายต่อการจัดการสายสัญญาณและสายไฟ    Audio Rack ที่ดีจะมีดีไซน์มั่นคงมีช่องเว้นระหว่างอุปกรณ์เพื่อป้องกันความร้อนสะสม และที่สำคัญสูงสุดคือ จะต้องไม่เกิดไวเบรชั่นและเรโซแนนซ์หรือการพ้องเสียงใดๆ ขึ้นมาจากตัวของมันขึ้นมาเสริมให้แย่ลงไป และในชั้นวางเครื่องเสียงที่ดีไซน์อย่างมีเทคนิคจะช่วยปรับ การวางซ้อน ให้ความยืดหยุ่น และขยายระบบง่าย อีกนัยหนึ่ง ชั้นวางเครื่องเสียงที่ดี จะช่วยให้ภาพลักษณ์ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นด้วย        ชั้นวางเครื่องเสียงที่ถูกออกแบบเพื่อระบบเสียงโดยตรง มักมีราคาสูง จนบางครั้งรู้สึกเกินเอื้อมได้เหมือนกัน แต่ด้วยความก้าวหน้าทางด้านวัสดุศาสตร์ และการดีไซน์ยุคใหม่ เราจะพบว่าปัจจุบันมี Audio Rack ชั้นดี ราคาสมเหตุผลออกมาให้ได้เลือกสรรกันมากขึ้น และ Audio Bastion ในซีรีส์ MODULAR CLASSIC RACK II อาจเป็นคำตอบของคุณได้ครับ       ด้วยการออกแบบที่มีความสวยงามสง่า มีความสมดุล มั่นคง ใช้เทคนิคด้านวัสดุศาสตร์ที่ทำให้ชั้นวางมีความเงียบสงัดในตัวเอง ไม่ตอบสนองสิ่งเร้า จำพวกการสั่นสะเทือน ไวเบรท และเรโซแนนซ์ ได้อย่างน่าพอใจ     ผมพยายามวิเคราะห์ดูว่า Audio Bastion รุ่นสองชั้นทรงสูง MR-2 และรุ่นวางชั้นเดียว MR-1 นั้น เขาใช้วัสดุทำโครงสร้างด้วยอะไรบ้าง ทำไมตอนที่ทดลองเคาะดูไม่มีเสียงสะท้อน และเกิดเรโซแนนซ์เลย!!!     องค์ประกอบโครงสร้างหลักจะเป็นโลหะผสม Alloy ใช้เป็นโครงหลักของชั้นและคานที่รับน้ำหนักคล้ายกับ Alloy ของ XR/AR/X-Rack ซึ่งมีคุณสมบัติเบา แข็งแรง และทนการกัดกร่อน         ใช้ส่วนฐาน คานเชื่อม และจุดสัมผัส รวมถึงจุดรับสไปก์ เป็นสแตนเลส 304 (Stainless Steel 304) ขัดเงา (จากข้อมูลพิมพ์เขียว XR‑Series นั้น ผลิตจาก “Hand‑Polished 304 Stainless Steel”)    ส่วนที่สัมผัส ส่วนต่อแต่ละละจุดจะใช้ยางซิลิโคน (Silicone) โดยใช้เป็นโอริงหรือแผ่นรอง มีลูกปืน ลดแรงสั่นสะเทือนและเสียงสะท้อน    แผ่นรองเครื่องนี่แหละที่ผมว่า น่าสนใจมาก เพราะชั้นวางแต่ละชั้นผลิตจาก Quartz stone ซึ่งเป็นหินสังเคราะห์ที่มีความหนาแน่นสม่ำเสมอ มีลายเส้นกระจายเหมือนหินอ่อนซึ่งโครงสร้างนี้ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ดีมากๆ เหมาะสำหรับการใช้งานกับระบบเสียงที่ต้องการความชัดเจนและเสียงเป็นเนื้อเดียวกัน      มวลของ Quartz stone ให้ความหนาแน่นที่เหมาะสม เพราะวัสดุมีความสัมพัทธ์สูง (high mass) ช่วยลดการสั่นสะเทือนตกค้าง (resonance) ซึ่งช่วยให้เสียงสะอาดและแม่นยำมากยิ่งขึ้น      แผ่นรองเครื่องได้ใช้กรรมวิธีการผลิตการขึ้นรูปโดยการเผาด้วยความร้อนและการอัดแน่น     ชั้นวาง Quartz stone นี้ผ่านการเผาที่อุณหภูมิสูง พร้อมทั้งการอัดแน่นให้ผิวที่เรียบเนียนและจัดเรียงโมเลกุลความหนาแน่นอย่างสม่ำเสมอในวัสดุ ส่งผลให้เสียงออกมา “มีความเป็นเนื้อเดียว” อย่างดีเยี่ยม      ผู้ผลิต Audio Bastion ออกแบบได้อย่างแยบยลและสามารถนำมาประกอบได้อย่างง่ายดาย      MODULAR CLASSIC RACK II ของ Audio Bastion ในรุ่น MR-1 และ MR-2 เป็นชั้นวางเครื่องเสียงที่มุ่งเน้นต่อผลของความละเอียด และคุณภาพเสียงในซิสเต็ม ด้วยวัสดุ Quartz stone ที่หนาแน่นและออกแบบมาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนในตัว ทำให้ระบบเสียงของคุณนิ่งและส่งมอบรายละเอียดเสียงได้อย่างเต็มที่ เหมาะมากสำหรับนักฟัง Hi‑Fi ที่ต้องการคุณภาพ และความสง่างามในชุดเสียงของตนครับ    ผมชอบหลักการออกแบบของ Audio Bastion ก็คือ แม้แต่ละชิ้นส่วนซึ่งต้องถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกัน แต่เมื่อประกอบแล้วสามารถยึดโยงเป็นเนื้อเดียวกันอย่างนิ่งสนิท ไร้การสั่นสะเทือน อันนี้ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมาก      MR-1 จะเป็นรุ่นเริ่มต้นด้วยชั้นวางชั้นเดียว ขนาด 675x545x186 มิลลิเมตร ในขณะที่ชั้นวาง MR-2 แบบสองชั้นทรงสูง จะมีขนาด 675x545x535 มิลลิเมตร ทั้งชุดจะมีตัวรองสไปก์ มาพร้อม       ส่วนเพลทหินผลึกควอท Quartz stone จะมีขนาด 555x455x14 มิลลิเมตร สามารถซื้อเพิ่มเติมได้ เมื่อคุณเติมชั้นของแร็คขึ้นไป โดยชั้นเสริมจะมี 3 ขนาดความสูงให้เลือกคือ รุ่น MR Solid สูง 15, 25 และ 30 เซนติเมตร ตามลำดับ    • ชั้นวาง Audio Bastion MR-1 ชั้นเดียว ราคา 39,000.- บาท • ชั้นวาง Audio Bastion MR-2 สองชั้น ทรงสูง ราคา 80,000.- บาท • ชั้นเสริม MR Solid 15cm ราคา 39,000.- บาท • ชั้นเสริม MR Solid 25cm ราคา 40,000.- บาท • ชั้นเสริม MR Solid 30cm ราคา 41,000.- บาท • เพลทหินผลึกควอท Quartz stone ราคาแผ่นละ 10,000.- บาท     ความสามารถในการรับน้ำหนักของชั้นวางหลัก 70 กิโลกรัม ชั้นวางเสริม 50 กิโลกรัม      พิเคราะห์จากโครงสร้าง สามารถจับคู่ประกอบเข้าด้วยกันแบบเฟอร์นิเจอร์น็อคดาวน์ ได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อวางลงกับพื้น ด้วยหลักออกแบบวิศวกรรม จะทำให้มั่นคงแข็งแรงมากเลยทีเดียว      การทดลองใช้งาน  ผมได้รับชั้นวาง Audio Bastion MR-1, MR-2 มาทั้งคู่ครับ โดยชั้นวาง MR-1 จะเพิ่มชั้นวางเสริมด้านบนขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น       หลังจากประกอบจุดยึดต่างๆ ด้วยประแจหกเหลี่ยม (มีมาให้) เสร็จเรียบร้อยภายในเวลาไม่กี่นาที วางแผ่นรอง และจัดระดับบาลานซ์ให้ลงตัวกับพื้นที่ ผมจัดวางเครื่องเสียงลงไป ซึ่งส่วนใหญ่จะมีขนาดหน้ากว้างไม่เกิน 17-18 นิ้ว ทั้งแอมปลิไฟร์ เครื่องเล่นซีดี  DAC เครื่องเล่นแผ่นเสียง    ทุกอย่างเรียบร้อย งดงามสะอาดตา สีดำเรียบๆ ของ Audio Bastion ช่วยให้กลมกลืนกับเครื่องเสียง ช่วยขับความโดดเด่นของเครื่องให้ดูดีมีสง่าขึ้น เมื่อวางเครื่องลงไปจะดูเรียบสนิทไม่มีการสั่นไหว โดยเฉพาะพื้นหินควอทที่รองรับ จะมีความเรียบสะอาดและไม่มีเสียงก้องสะท้อนใดๆ แม้แต่นิดเดียว ตรงนี้ถือว่าเยี่ยมครับ      ในหลักการ สำหรับชั้นวางโดยทั่วๆ ไป เมื่อวางลงไประหว่างลำโพงทั้งคู่ ผลที่ตามมาก็คือการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ ที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็นเรื่องของปริมาตรพื้นที่ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไป มันสามารถก่อผลทั้งผลดี และผลเสียได้ทั้งสองประการ       ชั้นวางที่ตัวของมันเองสั่นสะเทือน มีเรโซแนนซ์ จะมีผลต่อการส่งผ่านความสั่นสะเทือนจากย่านความถี่ต่างๆ ในระดับที่มาก-น้อย เป็นคุณ เป็นโทษ ที่ต่างกันไป โดยเฉพาะการเลี้ยวเบนของเสียง ซึ่งชั้นวางพื้นๆ ทั่วไป โดยเฉพาะความถี่ต่ำนั้นก็จะก่อผลสั่นสะเทือนทางกลได้มากเหมือนกัน     การไวเบรชั่นของชั้นวางทำให้เรารู้สึกว่าการมีชั้นวางอยู่ตรงกลางระหว่างลำโพงนั้น ทำให้ Image หรือตำแหน่งของชิ้นดนตรีลดทอนลงไปก็ได้ หรือถ้าเป็นชั้นวางที่ดี ออกแบบมาได้เปรียบเสมือนปราการ ก็อาจจะช่วยให้ตำแหน่งชิ้นดนตรีชัดเจนแม่นยำขึ้น     ผลลัพธ์ที่ได้จากชั้นวางของ Audio Bastion MR-1, MR-2 นับว่าน่าประทับใจ สิ่งที่เรารู้สึกได้คือเสียงรบกวนข้ามแชนแนลซ้ายขวาของลำโพงจะลดลง อย่างชัดเจน ผลตรงนี้ช่วยให้อิมเมจแม่นยำขึ้น เสียงฮัมต่ำๆลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราได้ทดลองเล่นจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง จะเห็นผลตรงนี้ได้ค่อนข้างง่ายมาก     Audio Bastion MR-1, MR-2 เป็นชั้นวางที่มีองค์ประกอบที่น่าประหลาดใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างโลหะ หรือแผ่นหินชั้นรอง ไม่มีเสียงสะท้อนก้องหรือ Resonance ในตัวของมันเลย เปรียบเหมือนเวลาที่เราโยนเหรียญลงไปบนพื้นแล้ว ไม่มีเสียงก้องสะท้อนกระดอนกลับมานั่นเอง         บทสรุป Audio Bastion MR-1, MR-2 นอกจากจะสวยงามสง่า ดีไซน์ที่มีมาตรฐานสูง ให้ความนิ่ง มั่นคงแล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมากลายเป็นว่าชั้นวางชุดนี้ทำให้ Image ตำแหน่งชิ้นดนตรีที่เกิดจากลำโพงซ้ายขวาดูจะแม่นยำยิ่งขึ้นด้วย      Audio Bastion MR-1, MR-2 จึงเปรียบเสมือนอุปกรณ์ที่ช่วยปรับ Acoustic ร่วมกับผนังด้านหลังของห้อง ให้ลงตัวปราศจากการสะท้อนแบบไร้ทิศทางของเสียง ช่วยให้ปฏิกิริยา Diffraction หรือการเลี้ยวเบนของเสียงลดลงไปอย่างน่าพึงพอใจ      ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า Audio Bastion Audio Rack ช่วยให้เราเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพงง่ายขึ้นอีกด้วยครับ ไม่ต้องกังวลอิมเมจตรงกลางระหว่างลำโพง     ท่านใดกำลังพิจารณาชั้นวางเครื่องเสียงในระดับ “ออดิโอไฟล์ ออดิโอแร็ค” ที่ประกอบง่ายติดตั้งง่ายมีความมั่นคงสูง ให้ผลดีต่อคุณภาพเสียงและอะคูสติกของห้อง อาจจะลองพิเคราะห์ Audio Bastion MR-1, MR-2 ดูนะครับ เป็นอีกรูปแบบหรืออีกมิติหนึ่งสำหรับการวางเครื่องเสียงของคุณให้งามสง่า ให้ผลลัพธ์ของคุณภาพเสียงที่ดีจากจุดเริ่มต้นกำเนิดเสียง ในราคาสมเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง     สอบถามรายละเอียดสินค้า ราคาและส่วนลดโปรโมชั่น ได้ที่ Audio House Thailand  โทร. 094-461-4152 ครับ  

EverSolo Play CD Edition ศูนย์กลางไฮไฟทุกระบบครบถ้วน

EverSolo Play CD Edition ศูนย์กลางไฮไฟทุกระบบครบถ้วน  เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสจับต้องสัมผัสเครื่องเล่นสตรีมเมอร์แอมป์ ที่มีขนาดย่อมๆ แต่คุณสมบัติ “ล้นเครื่อง” หรือพูดจาภาษานักเลงเครื่องเสียง ก็ต้องบอกว่า ให้มาจนจุกแน่นเลย เพราะไม่เคยมีใครใส่คุณสมบัติแบบไม่ยั้งในราคาขนาดนี้ และการออกแบบอำนวยความสะดวกง่ายดายถึงขนาดที่ว่า ต่อกับลำโพงคู่เดียวก็กลายเป็นซิสเต็มระดับออดิโอไฟล์ทันที    EverSolo Play CD Edition จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีงามสำหรับนักเล่นเครื่องเสียง        ซึ่งแบรนด์ EverSolo นั้น เป็นบริษัทเครื่องเสียงชั้นนำในเครือ Zidoo Technology มีความเชี่ยวชาญด้านเสียง ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ EverSolo มีความโดดเด่นทั้งด้านเสียง คุณภาพ และดีไซน์ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย         ทีมวิจัยและพัฒนาของ EverSolo ครอบคลุมหลากหลายด้าน ตั้งแต่รูปแบบถอดรหัสเสียง (Audio Decoding), ระบบอนาล็อก, การปรับจูนเสียง ภาคขยาย การออกแบบสตรีมเมอร์ โดยมุ่งเน้นทั้งประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง         EverSolo CD Edition เป็นอีกหนึ่งในดีไซน์ที่โดดเด่นในแบบเครื่องสตรีมเมอร์แอมป์ ชนิด All‑in‑one ที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางการฟังเพลงในระบบดิจิตอลและอนาล็อกครบครัน โดยจุดเด่นหลักของ EverSolo CD Edition ที่ผมเคยรวบรวมนำเสนอไว้ อย่างน้อย 6 ประการ ที่ทำให้ตลาดเครื่องเสียงฮือฮาคือ 1. มีไดร์ฟ CD ของ Hitachi/LG CD-ROM มาในตัว พร้อมระบบ Rip ซึ่งสามารถเล่นเพลงจากแผ่น CD ได้โดยตรง หรือ Rip เป็นไฟล์ WAV/FLAC ลงหน่วยความจำภายใน USB หรือ NAS ได้สะดวก นี่คือทีเด็ดที่ยังไม่พบจากสตรีมเมอร์แอมป์อื่นๆ      2. มีภาคออดิโอคุณภาพสูง โดยใช้ชิป DAC AKM AK4493SEQ พร้อมภาคขยายคลาส D (PurePath Ultra HD Class-D amplifier) กำลังขับ 60 วัตต์ ต่อเนื่อง ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 110 วัตต์ ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม ให้เสียงที่แม่นยำครบเครื่อง แม้ในห้องขนาดกลางถึงใหญ่        สามารถรองรับไฟล์ Hi‑Res สูงถึง PCM 768 kHz/32‑bit และ DSD512 รวมทั้ง FLAC, WAV, APE, AIFF        3. หน้าจอทัชสกรีน ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว เป็นหน้าจอ LCD สีความละเอียดสูง พร้อม UI ใหม่ สะดวกควบคุมทั้งแบบไม่ใช้มือถือ หรือจะใช้แอพ EverSolo Connect ในมือถือคอนโทรลก็ได้     4. ให้ระบบปรับแต่งเสียงอย่างมืออาชีพ อาทิ มีกราฟฟิกอีควอไลเซอร์ 15‑band และพาราเมติคอีควอไลเซอร์ 10‑band ช่วยปรับแต่งเสียงชดเชยสภาพอคูสติคห้อง หรือความชื่นชอบในสไตล์การฟัง       5. เชื่อมต่อสตรีมมิ่งครบจบในเครื่องเดียว โดยรองรับการสตรีมทุกรูปแบบ  อาทิ TIDAL, Qobuz,  IDAGIO, Amazon Music, TuneIn Radio, Presto Music, KKBOX, Radio Paradise, Deezer รวมถึง Apple Music แบบ lossless       มี Bluetooth 5.3 และยังรองรับ Tidal Connect, Qobuz Connect, Spotify Connect, Roon Ready, JPlay Certified อีกด้วย        มีพอร์ต HDMI ARC/eARC เชื่อมต่อทีวี, optical/coaxial ดิจิตอล, USB OTG (รองรับ DSD512โดยดาวน์มิกซ์ เป็น pcm ก่อน)     แถมด้วย Phono input MM/MC, Sub‑out  อะไรจะปานนั้น    6. ออกแบบสวยงามและทนทาน ตัวเครื่องผลิตจากอลูมิเนียมสีดำด้าน โครงสร้างด้านใต้เครื่องมีแผงระบายความร้อนเต็มผืน พร้อม Signature RGB ring light และ VU‑meter แบบไดนามิก สำหรับการแสดงภาพเสียงแบบเรียลไทม์         ทั้งหมดนี้ ราคาเพียง 26,900 บาท ดังนั้นผมไม่แปลกใจเลยว่า แค่เปิดสั่งจองล็อตแรกพรึ่บเดียวก็หมดไปจากตลาด‼️ ใครอยากได้ต้องรอล็อตต่อไปแล้วละครับ    เราได้ฟังได้ชมบางส่วนกันทาง Live เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม ทางเพจ วิจิตร บุญชู กันไปแล้วนะครับ จากนี้ไปคือผลทดสอบใช้งานจริง และบทสรุปสำหรับการตัดสินใจว่า EverSolo CD Edition นั้น คุ้มค่าเพียงใด     Test Report ยอมรับตรงๆ ในทุกครั้งที่ใช้งานเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ในระดับแนวหน้าทั้งหลาย ผมพบว่าตัวเองไม่สามารถที่จะใช้งานเครื่องได้ครบในทุกคุณสมบัติ อันเนื่องจากข้อจำกัดของผมเอง โดยเฉพาะในแง่ของระบบมัลติรูม การเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Connect ไร้สายกับอุปกรณ์อื่นๆ ภายในบ้าน แต่เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ทุกท่านสามารถนำไปต่อยอดกับระบบที่มีอยู่ในบ้านของทุกท่านได้     ดังนั้นหลักๆ ของผมก็คือขออนุญาต นำเสนอเรื่องการใช้งานภาค Streaming ภาค CD และ Phono Stage ที่ถือว่า EverSolo CD Edition ให้มาแบบจัดเต็ม ทำให้เครื่องขนาดย่อม เล็กพริกขี้หนูแบบนี้ มีคุณสมบัติที่คุ้มค่าเกินราคาที่จ่ายไปมากเลยทีเดียว และถึงที่สุดก็คือทุกคนคงอยากรู้ว่าคุณภาพหรือคุณสมบัติและคาแรกเตอร์ด้านเสียงนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งต่อไปนี้คือคำตอบครับ    แรกสุดการเชื่อมต่อทั้งแบบสาย Ethernet LAN และระบบ Wi-Fi ไร้สายทำได้ง่ายดาย ไม่ซับซ้อน มือใหม่ มือเก่าใครๆ ก็สามารถใช้งานได้ครับ แนะนำให้โหลดแอพพลิเคชัน EverSolo Control ใน App Store ลงโทรศัพท์มือถือ เพื่อสะดวกต่อการคอนโทรลระบบอย่างแท้จริงครับ จากการทดสอบใช้งานพบว่า การค้นหาเครื่องจากมือถือฉับไวและตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว      รูปแบบการใช้งาน และการแบ่งฟังก์ชั่น รวมถึงความสามารถของหน้าจอทัชสกรีน อันนี้ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบ ไม่มีความซับซ้อนใดๆ เพียงแค่คุณอาจจะต้องทำความคุ้นเคยวิธีการคอนโทรลหน้าจอในแต่ละส่วนสักระยะหนึ่ง ก็จะเข้าใจถึงองคาพยพทั้งหมดของเครื่องและสั่งงานได้อย่างสะดวกสบาย    แม้ว่าระบบฟังก์ชันบางส่วน อาจจะมีการซ้ำซ้อนอยู่บนหน้าปัดเดียว แต่ก็มีความง่ายดาย คือกลับมาเริ่มต้นที่ HOME แล้วมาไล่เลียงไปทีละสเต็ปได้ในทันที    การปรับการแสดงผลหน้าจอ และภาคสตรีมมิ่งจากผู้ให้บริการ  แรกสุดกดปุ่มคอนโทรลหน้าเครื่องมุมขวาสุดค้างไว้ เพื่อ On ระบบ หรือ Off ระบบ     จากนั้น หน้าจอจะเริ่มทำงานแสดงผลให้เลือกสั่งการฟังก์ชั่นที่แบ่งไว้อย่างเป็นระเบียบ ตามหัวข้อหลัก Music services, Functions, Apps, Connect, Cloud และ Setting ในขณะที่หน้าจอแสดงผลตรงช่วง Display เต็มหน้าจอนี้สามารถ Touch เลื่อนแบบสัมผัสไปได้เรื่อยๆ เหมือนหน้าจอมือถือ เมื่อนิ้วสัมผัสที่รูปแอพพลิเคชั่นบนหน้าจอ ก็จะนำเราสู่การ Play back ที่รวดเร็วมาก อันนี้ต้องถือว่ายอดเยี่ยม ให้ความรู้สึกสัมผัสที่คล่องมือจริงๆ       ยังแบ่งส่วนย่อยของหน้าปัดอีกหลายรูปแบบ เช่นคุณยังสามารถเลือก Display แสดงผลแบบกราฟฟิก หรือเข็มวียูได้เลยทั้ง 7 รูปแบบ หน้าจอแบบ VU นี้ ทำให้รู้สึกว่าเครื่องมีความเป็นโปรเฟสชั่นแนล เรียกว่ายกระดับเหนือธรรมดา การเข้าไปปรับอีควอไลเซชั่น ทั้งแบบกราฟฟิก และพาราเมตริก ทำให้เราเกิดความรู้สึกเสมือนเป็นซาวด์อินจิเนียร์ ที่อยู่ในห้อง Control Room เลย และเสียงที่ปรุงโดยมือของคุณเอง สามารถเลือกได้ตามความพอใจ บางครั้งในส่วน EQ นี้ ก็จะช่วยปรับให้ทำงานร่วมกับลำโพงได้อย่างลงตัวมากยิ่งขึ้น   อย่างน้อยที่สุดก็คือ ช่วยในการปรับการทำงานของเครื่องเพื่อให้เข้ากับสภาพ Acoustic แวดล้อมภายในห้องได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน    ในภาคสตรีมมิ่งนั้น ทำงานคล่องตัวครับ เสมือนผมได้ใช้งานหน้าจอเมือถือ การผสานการทำงานของแอพหน้าจอกับ TIDAL Spotify และผู้ให้บริการเพลงสตรีมมิ่ง ที่ใช้เป็นแหล่งหรือคลังดนตรีที่มีให้เลือกสรรนับล้านเพลงไม่สิ้นสุดในการฟังเพลงแบบจริงจังแบบออดิโอไฟล์ ได้อย่างราบรื่นมากๆ     ยอมรับว่า สตรีมมิ่งยุคนี้ให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก เห็นได้ถึงพัฒนาการของระบบส่งผ่านเพลงแบบ Streaming จากผู้ให้บริการต่างๆ ทำได้อย่างละเมียดละไมนุ่มนวล และครบถ้วนทุกรายละเอียด ถือเป็นการก้าวล้ำทางเทคโนโลยีที่อัพเกรดตัวเองขึ้นทุกปี   EverSolo Play CD Edition ให้แนวเสียงที่เข้าถึงง่าย อบอุ่นน่าฟัง นักฟังระดับออดิโอไฟล์จะต้องประทับใจครับ     เวลาส่วนใหญ่ในกิจวัตรประจำวันของผม เมื่อต้องการเพลิดเพลินไปกับเพลงที่เป็นแบ็คกราวนด์มิวสิค ผมก็จะเลือกโหมดเข้าถึงวิทยุอินเตอร์เน็ต ซึ่งเสมือนโลกทั้งใบที่เต็มไปด้วยดนตรีอันไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือความสุขที่เปิดกว้างไร้ขีดจำกัด หลายสถานีทำให้เข้าถึงเพลงที่มีคุณค่าแตกต่างจากหลายแหล่งทั่วโลก      พอจะใช้ภาค CD แรกสุด ผมก็ยังงงๆ นะครับว่าแล้วช่องใส่แผ่นซีดีอยู่ตรงไหนหนอ? เพราะดีไซน์มาเรียบสะอาดตา แทบไม่มีจุดที่สะดุดตรงไหนเลย ที่สุดก็มาเห็นว่าด้านซ้ายของเครื่องจะมีถาดแผ่นซีดีแนบอยู่กับช่องด้านข้างนี่เอง ออกแบบยอดเยี่ยมครับ      ภาค CD - CD Rip เปิดโอกาสให้เราสามารถหรือเล่น PLAY - PAUSE - FF - REW ตามปกติเหมือนเครื่องเล่นซีดีโดยทั่วไปโดยสั่งการได้จากแอพในระบบโทรศัพท์มือถือ และคอนโทรลจากจอทัชสกรีน ทุกอย่างคล่องตัวมาก       แผ่นที่นำมาเปิดกับเครื่องสามารถอ่านรวดเร็วคล่องตัว อาจจะมีสะดุดได้บ้าง ถ้าเป็นแผ่นเก่าที่มีรอยลึกเสียหายไปถึงหลุม Pitch ข้อมูล ซึ่งโอกาสตรงนี้ก็จะเหมือนซีดีเพลย์เยอร์โดยทั่วไปนั่นเอง แต่เท่าที่ได้ทดสอบใช้งานนับว่าไร้กังวลใดๆ ครับ เพียงแต่ถาดใส่แผ่นค่อนข้างบาง ควรใช้มือประคองด้านใต้ ตอนที่กดแผ่นลงดุมกลาง   คุณภาพเสียงและรายละเอียดเสียงโดยเฉลี่ย ผมว่าทำได้ดีมาก แม้ไฟล์ซีดีจะเพียงแค่ 44.1 KHz แต่ก็ได้รายละเอียดเสียงและความสดใสเปิดโปร่งดีทีเดียว แต่หากเทียบเคียงเพลงจากสตรีมมิ่งอย่าง TIDAL ผมว่าฟังจากสตรีมมิ่งจะได้เวทีเสียงและความโอ่อ่าได้ดีกว่าเล่นแผ่นซีดีโดยเฉลี่ย     ส่วนระบบการ Rip เพลงนั้น ก็ถือว่าเป็นความง่ายดายนะครับ หลังจากคุณใส่แผ่นซีดีลงไปในช่องใส่แผ่นแล้ว ก็ไปที่ฟังก์ชันบนหน้าปัดที่ระบุ CD Ripper เมื่อเห็นไฟล์เพลงแล้วก็กด Rip ได้เลย ต่อแผ่นนั้นเฉลี่ย 4-5 นาที ก็ริปเพลงเรียบร้อยครับ    หลังจากนั้นแล้วให้เข้าไปที่เครื่องหมาย HOME กดที่ FILES จะพบหัวข้อ Storage เลื่อนหา Music จะเจอกล่อง CD ROM ทำการกดสัมผัสอีกครั้ง จะพบแทร็กเพลงที่เราริปไว้ จากนั้นก็สามารถเพลย์ได้อย่างง่ายเลยครับ    EverSolo ออกแบบไว้ให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย และไม่ยากเลยสำหรับคนที่เริ่มต้นเล่นสตรีมมิ่งแอมปลิไฟร์เครื่องนี้     แต่สิ่งที่ผมค่อนข้างจะแปลกใจมากไปกว่านั้น ก็คือเพลงที่เรา Rip ลงไปในฮาร์ดดิสก์ภายในเครื่อง เมื่อฟังเปรียบเทียบเข้ากับแผ่นซีดีต้นฉบับ ผมว่ายากจะแยกออกนะครับว่าเสียงต่างกันอย่างไร?      จึงถือว่าระบบการบันทึกเก็บเพลงในรูปของไฟล์นั้นมีคุณภาพที่สูงมาก อย่างน่าพึงพอใจ       ภาคปรีโฟโน นี่คือหนึ่งในทีเด็ดของ EverSolo Play CD Edition เพราะมีภาคขยายหัวเข็มแผ่นเสียง มาทั้งแบบ MM/MC ครบถ้วนไปเลย เท่าที่ได้ทดสอบก็จะพบว่า รายละเอียดเสียงและความอิ่มละมุนของอนาล็อกแผ่นเสียงทำได้อย่างน่าประทับใจ มีความเรียบสะอาดและปลอดจากสัญญาณรบกวนได้เป็นอย่างดี     ต้องยอมรับนะครับว่าคุณภาพที่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับราคาเครื่องที่เราต้องจ่ายออกไปนั้น มันเกินกว่าคำว่าคุ้มค่า เพราะว่า EverSolo Play CD Edition ไม่ได้กั๊กอะไรเอาไว้เลย ต้องไม่ถือว่าในส่วนของ Phono เป็น “ของแถม” ด้วยซ้ำ เพราะให้คุณภาพที่เทียบเคียงภาคปรีโฟโนในระดับราคา 20,000 - 30,000 บาทได้อย่างแน่นอน       ผมไม่รู้ว่าผู้ผลิต เค้าให้คุณสมบัติต่างๆ มาอย่างดีเยี่ยมในเครื่องระดับ All-in-one แบบนี้ได้อย่างไร เรียกว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของเครื่องเล่นประเภทนี้ขึ้นมา และเป็นผลที่ทำให้ผู้ผลิตอื่นๆ อาจจะต้องนำไปขบคิด และพัฒนาเครื่องสตรีมเมอร์แอมป์ในอนาคตกันต่อไป      คุณสมบัติโดยรวมด้านเสียงของภาคปรีโฟโน EverSolo Play CD Edition นับว่าเป็นอีกฟังก์ชันหนึ่ง ซึ่งทำให้เราเกิดความประทับใจ เครื่องเล่นตัวย่อมๆ แบบนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ความสะอาดของเสียง ให้ความเที่ยงตรงของต้นฉบับ ด้วยการคงความดีงามของแผ่นเสียงแต่ละอัลบั้ม หรือแผ่นเสียงแต่ละยุค ช่วยรักษาเอกลักษณ์เอาไว้ โดยที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ซึ่งก็ทำได้ดีจนแทบไม่อยากเชื่อภาคปรีโฟโนที่ดีจะมาอยู่ในเครื่อง Streaming Amplifier แบบนี้ครับ    มีข้อแนะนำประการหนึ่งที่อยากจะเรียนกับผู้ที่เป็นเจ้าของเครื่องว่า ให้ฟังในลักษณะ “แฟลตเรสพอนด์” ไปก่อนนะครับ คือผมหมายถึงว่าอย่าพึ่งไปปรับแต่งอีควอไลเซอร์ทั้งสองรูปแบบ ให้ปล่อยไว้ที่ Flat      ควรฟังคาแรกเตอร์ของเสียงจากเครื่อง EverSolo Play CD Edition จนคุ้นเคยไปสักหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นถึงค่อยมาปรับแต่ง ถ้าคิดว่าเรายังขาดหรือเกินอะไรในเรื่องของย่านความถี่ เพราะการปรับเสียงจะมีผลกระทบต่อเสียงแหลม กลาง ทุ้ม ท่านจึงควรสร้างความคุ้นเคยกับลักษณะเสียงที่จูนอัพมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้วก่อน จากนั้นการปรับต่างๆ ในภายหลังก็จะเข้าใจและปรับได้ง่าย     ผมอาจจะไม่ได้มีเวลาทดสอบมากพอเพียง ที่จะนำไปใช้กับอุปกรณ์ไร้สายอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงกันในลักษณะการทำงานที่กว้างขวางในแบบมัลติรูม เพราะเครื่องมีฟีเจอร์ Customization เช่น Room Correction, EQ และ Multi‑room sync ซึ่งตรงนี้เป็นรูปแบบการใช้งานที่ผู้ซื้อหรือผู้ที่เป็นเจ้าของสามารถนำไปปรับใช้เข้ากับอุปกรณ์ของท่านที่บ้านได้อย่างง่ายดายและกว้างขวางครับ      บทสรุปการ Test Report ของผมที่มีต่อ EverSolo Play CD Edition ขอสรุปไว้ดังนี้ครับ ออกแบบมาเป็นอุปกรณ์ครบวงจร ทั้ง CD, Streaming, DAC และ Amplifier ในตัวเดียว รองรับเสียงระดับ Studio ด้วย PCM สูงสุด 768kHz/32-bit และ DSD512    การใช้งานลื่นไหล ราบรื่น คล่องตัวผ่านจอทัชสกรีน และแอพพลิเคชั่น พร้อมทั้งมี UI ที่ทันสมัย มีฟีเจอร์ EQ และ Room‑correction ช่วยปรับแต่งให้เข้ากับห้อง รองรับ Multi‑room และ Wake‑on‑LAN       คุณภาพเสียงและคาแรกเตอร์โดยรวมนั้นก็คือความเรียบง่าย อบอุ่น สะอาดและละเมียดละไม เสียงแบบผู้ดีๆ ไม่ใช่เครื่องที่ทรงพลังดุดัน แต่กำลังขับคลาส D ระดับ 60 วัตต์ ก็พอเพียงต่อการใช้งาน ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้ภายในห้องที่มีขนาดย่อมๆ หรือมุมฟังเพลงโปรดภายในบ้าน โดยมีลำโพงประเภท Bookshelf ที่มีความไวปานกลางถึงสูง อาทิ AE100 mkll , ELAC Debut B-6.2 , Wharfedale Diamond 12.0 , PSB Alpha P5 เป็นต้น      นี่คือเครื่องเสียงยุคใหม่แบบ All‑in‑one ที่ไม่ต้องต่ออุปกรณ์หลายตัว และเหมาะกับผู้มีแผ่น CD และต้องการระบบ Rip/CD playback ถ่ายโอนทันทีอย่างคล่องตัว      EverSolo Play CD Edition เป็นจุดรวมหรือศูนย์กลางไฮไฟทุกระบบครบถ้วน ในขนาดกะทัดรัด หน้าจอดินเพลย์แสดงผลคลาสสิกสวยงาม ทั้งปกอัลบั้ม วียูมีเตอร์ ดิสเพลย์กราฟฟิกที่เลือกใช้งานได้อย่างจุใจอย่างไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นต้นแบบของเครื่องเสียง All‑in‑one ขนาดย่อมที่มีฟังก์ชันให้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพเกินพอ รวมทั้งภาคกำลังขับแบบคลาส D ที่ถือว่าพอเพียงสำหรับการใช้งาน และทุกสิ่งนั้นให้มาอย่างคุ้มค่าอย่างชนิดที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว หมายเหตุ: เปิดรับจอง Pre-order EverSolo Play CD Edition รอบที่ 3 ในราคาพิเศษ 26,900.- บาท มัดจำล่วงหน้าเพียง 5,000 บาทเท่านั้น สินค้าจะมาราวต้นเดือนสิงหาคม สนใจสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ DISCOVERY HIFI  โทร. 085 517 8292  

Accuphase E-3000 พลังเสียงไฮเอนด์ที่งดงามเกินจินตนาการ

Accuphase E-3000  พลังเสียงไฮเอนด์ที่งดงามเกินจินตนาการ      ยาวนานกว่า 40 ปี ที่ผมรู้จักคุ้นเคยกับแบรนด์ไฮเอนด์ จากประเทศญี่ปุ่น นับแต่แรกเริ่ม ที่คุณจิโร่ คาซูกะ นำทีมวิศวกรชั้นยอดมาแสวงหาหนทางใหม่ ในการผลิตเครื่องเสียงที่ไร้ขีดจำกัดใดๆ ในเรื่องคุณภาพเครื่องและคุณภาพเสียง      ในปีก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 1972 แรกสุดใช้ชื่อแบรนด์ KENSONIC หรือ Kensonic Laboratory, Inc.โดยได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็น Accuphase ในปี 1973       นี่คือชื่ออันมีความหมายตรงกับหลักปรัชญาของบริษัท นั่นก็คือ Accu ย่อจาก “accurate” (ความเที่ยงตรง) และ Phase ที่สื่อได้ถึงความแม่นยำของเฟสสัญญาณในระบบเสียง     ทุกองคาพยพสร้างขึ้นด้วยเป้าหมายที่จะผลิตเครื่องเสียงในระดับอ้างอิง (Reference) ที่ให้คุณภาพเสียงสูงสุดโดยไม่ประนีประนอมในด้านวัสดุ เทคโนโลยี หรือการผลิตแต่อย่างใดทั้งสิ้น     ยึดหลัก Crafted Precision เน้นความเที่ยงตรงบริสุทธิ์ในการถ่ายทอดเสียง     หลักการที่ไม่เดินตามกระแสตลาดแมสโปรดักซ์ หรือระบบอะไรก็ตามที่หวือหวา เป็นแบบแฟชั่นที่มาเร็วไปเร็ว แต่เลือกใช้เทคโนโลยีที่ผ่านการพัฒนาและพิสูจน์แล้ว ทุกเครื่องจะผลิตด้วยมือล้วนในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่การประกอบจนถึงการทดสอบขั้นสุดท้าย     ในอดีตผมเคยมีโอกาสได้ไปเยือนบ้านอดีตประธานบริษัทคือ คุณมาสุมิ เดฮาระ นั่งสนทนาเรื่องเครื่องเสียงและฟังชุดซิสเต็มของท่าน รวมถึงการต้อนรับที่อบอุ่นที่สำนักงาน Accuphase ที่โยโกฮาม่า  ทั้งจากคุณจิม เอส.ไซโตะ และ คุณจิโร่ คาซูกะ     หลายปีที่ไปเยือนงานแสดงสินค้าเครื่องเสียงที่ญี่ปุ่น คุณจิโร่ คาซูกะ ท่านจะมาทักทาย หรือถ้าไม่เจอกัน ก็มักจะโทรมาหาที่โรงแรม สอบถามสารทุกข์สุขดิบ หรืออวยพรให้เดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพ ความมีน้ำใจไมตรี ความเอื้อเฟื้อ มิตรภาพที่ดีงามเหล่านี้ แม้ คุณมาสุมิ เดฮาระ และผู้ก่อตั้งบริษัท คุณจิโร่ คาซูกะ ได้จากไปแล้ว ก็ยังมิอาจลืมได้เลย ทั้งสองท่านคือความทรงจำที่ดีงาม และเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของผมเสมอมา     แอมปลิไฟร์ และผลิตภัณฑ์สินค้าของ Accuphase ทุกรุ่น จะมีการออกแบบจากผลการวิจัยค้นคว้าอย่างละเอียด คัดเกรดอุปกรณ์ทุกชิ้น นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเบื้องปลาย ที่เครื่องทุกเครื่องได้ถูกประกอบสำเร็จจากโรงงานที่ญี่ปุ่นจะได้รับการทดสอบ QC โดยละเอียดยิบก่อนออกวางตลาด      คำกล่าวที่ว่า เครื่องเสียง Accuphase งดงามสมบูรณ์แบบเพียบพร้อม ย่อมไม่เกินความเป็นจริง       Accuphase E-3000 เป็นอินทิเกรตแอมป์ (Integrated Amplifier) รุ่นใหม่ระดับกลางค่อนไปทางสูงของแบรนด์ไฮเอนด์จากญี่ปุ่น Accuphase ซึ่งขึ้นชื่อในด้านคุณภาพเสียงที่ใสสะอาด สมจริง และงานประกอบสุดประณีต โดย E-3000 ถูกออกแบบมา ให้มาแทนรุ่น E-380 ด้วยเทคโนโลยีและพลังขับที่พัฒนาให้ใกล้เคียงกับรุ่นใหญ่ (E-5000) มากขึ้น     อินทิเกรต E-3000 ถือกำเนิดขึ้นจากเส้นทางที่หล่อหลอมด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ในอุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ล้วนๆ ในทุกองค์ประกอบของเครื่องขยายเสียงนี้ เป็นวงจรควบคุมระดับเสียงที่สำคัญยิ่งยวดตามแนวทางปรัชญาของ Accuphase       ด้วยวงจรเครื่องขยายเสียงสเตอริโอแบบอินทิเกรต ที่มีจุดเด่นในเรื่องของคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย E-3000 ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์ทางดนตรีที่เหนือกว่า ด้วยกำลังขับ 100 วัตต์ต่อข้างที่ 8 โอห์ม และ 150 วัตต์ต่อข้างที่ 4 โอห์ม  นอกจากนี้ยังมีวงจรพิเศษเฉพาะตัว AAVA (Accuphase Analog Vari-gain Amplifier) สำหรับการควบคุมระดับเสียง และวงจร ANCC (Accuphase Noise and distortion Canceling Circuit) เพื่อลดสัญญาณรบกวนและสัญญาณเพี้ยน เพื่อให้เข้าถึงความบริสุทธิ์เต็มร้อย ใช้อุปกรณ์ MOS-FET สำหรับภาคขยายเพื่อป้องกันความเสียหายจากความร้อนหรือไฟฟ้าลัดวงจร  ใช้ระบบการจัดวางแบบ Instrumentation amplifier และมีวงจรป้อนกลับแบบชาญฉลาด Current feedback เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีในย่านความถี่สูง       จุดเด่นที่น่าสนใจทางเทคนิค บางส่วนคือ • Three-fold parallel push-pull configuration Class AB คือวงจรขยายกำลังแบบ Push-Pull ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ขับกำลัง 3 คู่ ต่อขนานกัน และทำงานในลักษณะ Class AB เพื่อให้ได้ทั้งกำลังสูง แต่ความร้อนต่ำ และคุณภาพเสียงดีเยี่ยม         เป็นเทคนิคที่พอจะอธิบายขยายความได้ว่า วิธีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสามารถในการจ่ายกระแส และลดความร้อนที่ตกค้างบนทรานซิสเตอร์แต่ละตัวได้ดี ทำให้การขยายกำลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น    • รูปแบบการขยาย แบบ Push-Pull Configuration Class AB Operation คือการทำงานที่ผสมผสานระหว่าง Class A และ Class B มีการ Bias ทรานซิสเตอร์ให้เริ่มนำกระแสเล็กน้อยแม้ไม่มีสัญญาณ (เหมือน Class A) แต่ไม่ส่งผ่านกระแสตลอดเวลา (เหมือน Class B) เหตุนี้จึงมีประสิทธิภาพพลังงานดีกว่า Class A และลดความบิดเบือน Crossover ที่เกิดใน Class B ได้อย่างหมดจด   • ระบบ AAVA (Accuphase Analog Vari‑gain Amplifier) ในรุ่น E-3000 คือวงจรปรับระดับเสียงแบบอนาล็อก ที่ไร้ตัวต้านทานปรับค่า (Potentiometer) ซึ่งแทนที่จะใช้การลดทอนสัญญาณด้วยตัวต้านทาน แต่ AAVA ใช้หลักการแยกสัญญาณอินพุตออกเป็นสตรีมกระแส 16 ระดับ (1/2, 1/2², …, 1/2¹⁶) แล้วรวมตามค่าตำแหน่งที่ตั้งของปุ่มในโวลุ่มปรับเสียง เพื่อทำให้ลดสัญญาณรบกวนและความเพี้ยน (Distortion) ได้อย่างมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน • เทคนิคในเวอร์ชันใหม่ของ E-3000 ยังใช้หลักการป้อนกลับแบบลบในรูปแบบ ANCC (Accuphase Noise and distortion Cancelling Circuit) ผสานเข้ากับ AAVA โดย ANCC จะใช้แอมพลิฟายเออร์ตัวรอง (Secondary amplifier) ทำการตรวจจับเสียงรบกวนหรือความเพี้ยนในวงจรหลัก จากนั้นส่งสัญญาณที่เป็นโพลาริตี ตรงข้ามเพื่อ “cancel” สัญญาณรบกวนเหล่านั้น ทำให้คุณภาพเสียงใสขึ้นโดยเฉพาะที่ระดับเสียงต่ำถึงกลาง   • ใช้ภาคจ่ายไฟที่มีหม้อแปลงขนาดใหญ่และตัวเก็บประจุแรงดันสูง เพื่อให้ได้พลังงานที่เพียงพอ     มีช่องสำหรับติดตั้งออปชั่นบอร์ดเพิ่มเติม 2 สล็อต เพื่อเพิ่มภาคปรีโฟโน และ DAC โครงสร้างอลูมินั่มหน้าปัดสีทองพร้อมเข็มวียูงดงาม ทำงานวัดระดับอย่างแม่นยำ มีฐานรองที่ทำจากเหล็กหล่อเพื่อลดแรงสั่นสะเทือน ด้านหลังช่องต่อทั้ง XLR Balanced (สำหรับเครื่องเล่น CD) และ RCA Input เกรด A มีจุกยางปิดทุกช่องเพื่อป้องกันการรบกวน Crosstalk      นี่คือผลงานที่ประณีตคลาสสิก ทุกมุมมอง ชนิดหมดจดไร้ที่ติ     สำหรับ E-3000 ได้ออกแบบเผื่ออนาคตในกรณี ใช้เครื่องทำเป็นปรีแอมป์ หรือเพาเวอร์แอมป์ได้ ทางช่อง Pre-Out Main-In         ผลการทดสอบ ผมได้หยิบยืม Accuphase DP-450 เครื่องเล่นซีดี มาใช้งานร่วม และเสริมออพชั่นบอร์ด AD-60 (ราคา 40,000 บาท) เพื่อใช้งานกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C-588 ในการทดสอบการเล่นแผ่นเสียงด้วย       นอกจากนั้นแล้ว ก็จะใช้ลำโพงหลัก 3 คู่ในการทดสอบ เพื่อพิสูจน์คุณภาพเสียงของ Accuphase E-3000 ได้แก่  ลำโพงแผ่นแบน Diptyque DP107 , ลำโพง Harbeth Monitor 30.2 Anniversary และ Rogers LS3/5A  Diamond Jubilee +AB 3a Active Sub     ก่อนทำการฟังทดสอบจริง จะมีการเบิร์นเครื่องด้วยการเปิดแผ่นซีดี วน Repeat ข้ามวันข้ามคืน 72 ชั่วโมงติดต่อกัน     นับว่าน่าประหลาดใจมากตลอดสามวันสามคืน ที่เครื่องมีอุณหภูมิเพียงอุ่นๆ เพียงเล็กน้อย ไม่ร้อนเหมือนแอมปลิไฟร์ โดยทั่วไป และข้อสำคัญคือการให้พลังเสียง ตั้งแต่เปิดชั่วโมงแรกจนถึงชั่วโมงท้ายสุด กำลังไม่ตกลงมาเลยแม้แต่น้อย นี่คือความพิเศษ ความสุดยอดของ Accuphase E-3000 ที่ไม่น่าจะหาได้จาก แอมป์อื่นๆ ครับ     ในแง่การควบคุมการทำงานของลำโพง ถือว่ามาสุดทาง กระชับ อิ่มเอมให้รายละเอียดปลายเสียงได้เต็มที่ การที่เสียงของภาพขยายมีความหมดจดถึงขนาดนี้ ผมว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณภาพของวงจรและภาคจ่ายไฟที่ทำให้ค่า แดมปิ้งแฟคเตอร์สูงถึง 600 เลยทีเดียว!!!       เสียงของ E-3000 คือการบ่งบอกถึงการพัฒนาใหม่ล่าสุดของภาคขยายเสียงที่มีคุณภาพอย่างสุดยอด แม้จะระบุกำลังขับไว้เพียง 100 วัตต์ต่อแชนเนล แต่ในการฟังทดสอบจริงจะรู้สึกได้ถึงพลังแฝงเร้นอย่างล้นเหลือ  เพลงร้องจะให้เสียงร้องที่ถ่ายทอดต้นฉบับจากศิลปินมาอย่างสมจริง ทุกกระเบียด แม้เสียงลงลำคอลึกๆ เสียงจากไร่ฟัน ทุกสำเนียงเสมือนจริง ดังที่คุ้นเคย ในศิลปินคนโปรด ยิ่งเป็นภาคปรีโฟโน ที่เสริมจากบอร์ดออพชั่น AD -60 คือเสียงอนาล็อกที่อิ่มฉ่ำ รายละเอียดระยิบระยับ   ที่สำคัญมากๆ คือเป็นภาคปรีโฟโนที่เสียงรบกวนเงียบกริบ ขนาดเอียงหูฟังหน้าลำโพงยังไม่ได้ยิน NOISE ครับ ยังไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเลยครับ สุดยอดจริงๆ      แน่นอนบุคลิกเสียงยังคงให้รายละเอียดระยิบระยับ สะอาดหมดจดในแบบ Accuphase E-3000และความอ่อนหวานที่ปลายเสียงอย่างที่ไม่มีแอมป์ในเร้นจ์ราคาเดียวกันเทียบเคียงได้ รวมถึงพลังที่แรงมากพอเพียงสำหรับเพลงคลาสสิก หรือวงออเคสตราขนาดยักษ์ ทำให้เห็นถึงความสามารถของภาคขยายที่เทคโนโลยีออกแบบแอมป์ไฮเอนด์ก้าวหน้ามาไกลมาก     Accuphase E-3000 มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งอยู่อีกประการหนึ่ง ซึ่งจะลืมเลยไปเสียไม่ได้นั่นก็คือความสะอาด Clean ในย่านความถี่เสียง ให้ความเปิดกว้างเวทีเสียง ฮาร์โมนิคสวยงาม และให้น้ำเสียงดนตรีจริงอย่างครบถี่ถ้วน อีกทั้งเสียงเบสที่แจ่มชัดลอยตัว มีทรวดทรงที่สวยงาม เมื่อฟังจาก ซีดี ถือเป็นภาคไลน์อินพุตที่เที่ยงตรงเหนือมาตรฐานจริงๆ      ความเที่ยงตรงของเสียงจึงยังคงเป็นหัวใจอันสำคัญของ Accuphase เสมอมา เทียบเคียงอินทิเกรตรุ่นเก่าๆ E-3000 จะโดดเด่นขึ้นมาอีกตรงเวทีเสียงกว้าง และมีมิติเป็นไดเมนชั่นที่สมจริงยิ่งขึ้น ให้เสียงเบสแน่น ชัดเจน กระชับ และควบคุมพละกำลังอย่างครบถ้วนแม่นยำ Accuphase E-3000 จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องขยายเสียงคุณภาพสูงที่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงเพลงได้เสมือนมีดนตรีจริงอยู่เบื้องหน้า     หากคุณตัดสินใจที่จะหาแอมป์ขยายที่ดีที่สุดในระดับราคานี้ ต้องการแอมป์ที่มีเสียงสมดุล สะอาด ละเมียดละไม ฟังเพลงได้ทุกแนวทุกสไตล์ รองรับได้กับลำโพงหลากหลายประเภท และเปิดให้มีการขยายระบบในอนาคต (เช่นเพิ่ม DAC หรือ Phono) Accuphase E-3000 เป็นตัวเลือกที่คิดว่า ออดิโอไฟล์ที่มีระดับย่อมไม่พลาดครับ       สุดท้ายนี้ ผมอยากให้คำจำกัดความว่า Accuphase E-3000 คือผลงานศิลปะ หรือประติมากรรมทางเทคโนโลยีขยายเสียง ที่งดงามทั้งคุณภาพเสียงและคุณภาพเครื่อง ให้ความสวยงามตั้งแต่โครงสร้างภายนอกจรดวงจร ที่ประณีตภายใน สวยงามทุกมุมมอง พร้อมทั้งแฝงเร้นไปด้วยพลังเสียง และรายละเอียดครบถ้วน โดดเด่นยิ่งในความสะอาดของเสียงอย่างเหลือเชื่อ และเป็นอินทิเกรตไฮเอนด์ที่คุณภาพเสียงงดงามเกินจินตนาการโดยแท้จริง    Accuphase E-3000 ราคาต่อเครื่อง 210,000.- บาท (เปิดพรีออเดอร์ในต้นเดือนสิงหาคม) พร้อมของขวัญพิเศษจาก Accuphase เฉพาะผู้สั่งจองครับ นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย บริษัท ไฮเอ็นด์ ออดิโอ (1979) จำกัด (Hi-End Audio (1979) Co., Ltd) โทร. 062-551-2410  

BLUESOUND NODE ICON & NODE & NODE NANO สุดยอดสตรีมเมอร์ ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้

BLUESOUND NODE ICON & NODE & NODE NANO สุดยอดสตรีมเมอร์ ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ สตรีมเมอร์ล้ำยุคระบบปฏิบัติการ BlueOS รุ่นล่าสุด จากผู้ผลิตชั้นนำ BLUESOUND ยกขบวนมาพร้อมกันสามรุ่นให้ผมได้ทดลองเล่นกันอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว ในบรรดาสตรีมเมอร์ชั้นแนวหน้าที่พัฒนามาอย่างยั่งยืนยาวนานต้องยกให้ผลิตภัณฑ์ BLUESOUND คือเบอร์ต้นๆ ของวงการ ทั้งในแง่คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมและราคาสมเหตุผล     BLUESOUND NODE ICON & NODE & NODE NANO ทั้งสามรุ่นนี้ มีขนาดกะทัดรัด เรียกว่า “เล็กดีรสโต” ทั้งเล็ก บาง และจิ๋ว แต่มีคุณสมบัติแบบเกินตัวไปมาก หลายท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วทั้งสามรุ่นนีั แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งผมจะขอสรุปสั้นๆ ดังนี้ครับ       • BLUESOUND NODE NANO WIRELESS MUSIC STREAMER “จิ๋วแต่แจ๋ว” เป็นมิวสิคสตรีมเมอร์รุ่นเริ่มต้น และเพิ่งเปิดตัวช่วงปี 2024 นี้เอง ภายในรูปทรงขนาดจิ๋ว  ใช้ชิป ESS SABRE เบอร์ ES9039Q2M DAC ที่รองรับการเล่น ไฟล์ WAV, FLAC, AIFF, MQA และสามารถรองรับ DSD256 (ผ่านอัปเดตซอฟต์แวร์ในอนาคต) ความละเอียดสูงสุด PCM 24‑bit / 192 kHz, SNR ประมาณ 116–118 dB และ THD+N เพียง 0.0007%         ข้อมูลด้านเทคนิค ใช้ซีพียู Quad‑core ARM Cortex‑A53 ความเร็ว 1.8GHz ทำงานบนระบบ BluOS พอร์ทเชื่อมต่อ Analog RCA, Coaxial, Optical Toslink, USB-A (ส่งสัญญาณดิจิตอลไป DAC ภายนอก) ระบบเครือข่าย Wi‑Fi 5 (dual‑band) + Ethernet Gigabit Bluetooth เวอร์ชั่น 5.2 มีพอร์ตเพิ่มเติม USB‑C (สำหรับจ่ายไฟ), IR input, 12 V trigger        BLUESOUND NODE NANO ใช้ระบบปฏิบัติการ  BluOS รองรับการควบคุม Multi‑room, มีระบบ Preset และปุ่มท้ายเครื่อง ให้การสตรีมผ่าน AirPlay 2, Spotify Connect, Tidal Connect, Roon Ready (รองรับ Deezer, Qobuz, Amazon Music ฯลฯ)  สามารถเชื่อมต่อระบบโฮมออโตเมชั่นได้ เช่น Control4, Crestron, RTI, ELAN, URC, Lutron         แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่ก็มีจุดเด่นด้านคุณภาพเสียงที่ดี ระบบเชื่อมต่อเท่าที่จำเป็นครบทั้งดิจิตอล อนาล็อก, ระบบเน็ตเวิร์ค, Bluetooth รองรับ Multi‑room และระบบอัตโนมัติจาก BluOS พกพาสะดวก ติดตั้งง่าย มีแผงปุ่มสัมผัสด้านหน้า (ปรีเซ็ต, เล่น/หยุด, ปรับระดับเสียง), มีไฟ LED และสามารถแขวนผนังได้     แต่จะไม่มีจอดิสเพลย์ ไม่มีช่อง Balanced ช่องหูฟัง และ HDMI รวมทั้งไม่รองรับ  Dirac Live ยังไม่มี Chromecast ในตอนนี้        แต่นี่คือเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ขนาดเล็กกะทัดรัด มีขนาดเครื่องเพียง 5.6 × 1.4 × 5.6 นิ้ว มีน้ำหนักต่ำกว่า 0.57 กก. ที่ประหยัดพื้นที่แต่ให้คุณภาพเสียงระดับไฮ‑ไฟ พร้อมการเชื่อมต่อครบทั้งบลูทูธ และไวไฟเน็ตเวิร์ค      ขนาดเล็กน่ารักแทบไม่น่าเชื่อเลยเมื่อคุณได้สัมผัสประสิทธิภาพจาก BLUESOUND NODE NANO  ราคา 11,900.- บาท • BLUESOUND NODE (2024) PERFORMANCE MUSIC STREAMER นี่คือรูปทรงแบนบางเดิมๆ ที่ติดตาตรึงใจแฟนๆ ของ BLUESOUND มาเนิ่นนาน มีการพัฒนาในลำดับล่าสุดที่ก้าวหน้าขึ้นมาอีกระดับ ใช้ชิป DAC คุณภาพสูง ESS ES9039Q2M SABREDAC รองรับเสียง PCM สูงสุด 24‑bit/192 kHz และ DSD256  มีคุณสมบัติครบถ้วนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น NANO      ที่ถือว่าโดดเด่นมากก็คือภาคขยายกำลังขับหูฟัง THX AAA ให้พลังขับได้ถึง 160 mW ที่ความต้านทาน 16  โอห์ม หรือ 230 mW @ 32 โอห์ม ตอบรับกับหูฟังชนิดต่างๆ ได้อย่างดีที่สุด     ระบบประมวลผลใช้ CPU Quad‑core ARM Cortex A53 1.8GHz รองรับการประมวลผลเสียงความละเอียดระดับสูง มีการเชื่อมต่อครบครันครบถ้วน ช่องต่อขาเข้า/ขาออกแบบดิจิตอล และอนาล็อก ทั้ง HDMI eARC, Optical In, USB-A, RCA, Coaxial, Subwoofer Out, 12 V trigger      ให้การรองรับ Wi‑Fi 5 (dual‑band), Ethernet Gigabit, Bluetooth 5.2 aptX Adaptive รวมถึงAirPlay 2, Spotify Connect, Tidal Connect, Roon Ready (Bluetooth aptX Adaptive อัพเพิ่มในอนาคต)     มีช่องเสียบหูฟัง 6.3 mm และ Subwoofer out ทั้งทางสาย RCA และไร้สาย (เมื่อ Pair กับ Pulse Sub+) มีปุ่มสัมผัสบนตัวเครื่อง 5 ปุ่ม, แถบเซ็นเซอร์ Proximity และสามารถตั้งค่าล่วงหน้าสำหรับแหล่งเพลงโปรด     ใช้ระบบ BluOS พร้อม Multi-room ที่สามารถรองรับการสตรีมพร้อมกันสูงสุด 64 ตัวทั้งบ้าน มีระบบ Room Correction (Dirac Live) รองรับ Roon และระบบควบคุมแบบอัตโนมัติ รวม Apple Siri, Amazon Alexa, Google Assistant (ผ่านอุปกรณ์เสริม), รองรับ Control4, Crestron, RTI เรียกว่าครบถ้วนจริงๆ       สิ่งที่ไม่มีคือหน้าจอดิสเพลย์ แบบ NODE ICON รวมทั้งไม่มีสิ่งเหล่านี้คือ HDMI eARC ภาคอินพุต-เอาต์พุต แบบ Balanced XLR และ USB‑C Input ขนาดเครื่อง 8.7 × 1.8 × 5.7 นิ้ว ราคา 25,400.- บาท     • BLUESOUND NODE ICON REFERENCE MUSIC STREAMER เป็นสตรีมเมอร์เพลงไร้สาย รุ่นเรือธง ที่ออกแบบมาแบบครบถ้วนที่สุด โครงสร้างอะลูมิเนียมหรูหรา และหน้าจอสี HD ความคมชัดสูงขนาด 5 นิ้ว แบบ Non-Touch ดูภาพปกอัลบั้มได้ขณะเพลย์แบ็คได้เต็มตาดีมากๆ และระบบสัมผัสจากตัวเครื่อง พร้อมปุ่ม Preset ด้านบน มี Proximity‑sensor ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเชื่อมต่อกับเครื่องขยาย ในระดับมิดเอ็นด์ถึงไฮเอนด์ทั่วไป         จุดเด่นคือ ภาคแปลงรหัสดิจิตอลในตัว ใช้ Dual‑Mono DAC ถึงสองชุด ESS SABRE เบอร์ ES9039Q2M เพื่อแปลงสัญาณแยกอิสระแชนแนลซ้ายและขวา พร้อมเทคโนโลยี QRONO d2a จาก MQA Labs เพื่อถ่ายทอดคุณภาพเสียงที่มีไดนามิกกว้าง ความผิดเพี้ยนต่ำ ให้ความสมจริงในระดับ Hi-Res มีชิป ES9826 SABRE สำหรับการแปลง analog‑to‑digital ที่เต็มไปด้วยความสะอาดราบรื่นต่อเนื่องของสัญญาณ        กรณีท่านที่เล่นแหล่งโปรแกรมจำพวก อนาล็อกไลน์เอาต์พุต เช่นเครื่องเล่นซีดีหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียง (พร้อมปรีขยาย Phono) สามารถนำมาต่อตรงเข้ากับไลน์อินพุตของ NODE ICON ระบบในตัวเครื่องจะทำการแปลงรหัสอนาอนาล็อกเป็นดิจิตอล ก่อนที่ทำการคอนเวิร์ส เป็นอนาล็อกอีกครั้ง เพื่อส่งออกอย่างแม่นยำ         มีวงจรเสริมแอมป์ภาคขยายสำหรับหูฟัง THX AAA(feed‑forward) สองช่อง (แจ็ค 6.3 มม. ซ้าย–ขวา) ให้เสียงเงียบสงัดความเพี้ยนต่ำสุด         สำหรับช่องต่อสัญญาณขาออก แบบ Balanced XLR, RCA, Coaxial, Optical, USB Audio และ Subwoofer มี HDMI eARC ที่จะส่งผ่านสัญญาณภาพและเสียงสำหรับผ่านทีวีแบบ Hi‑Res ด้วยสาย HDMI เพียงเส้นเดียวอย่างง่ายดาย        ช่องรับอินพุตมีหลากหลาย RCA, Optical, USB‑C (สำหรับ PC/audio), Bluetooth 5.2 (aptX Adaptive สองทาง)        แน่นอนว่าสำหรับแพลตฟอร์ม BluOS‑centric พร้อม Multi‑room ที่ใช้งานได้คล่องตัวต่อเนื่องราบรื่นมากๆ มันเป็นเอกลักษณ์ของบลูซาวด์ ให้การสตรีมผ่านแอพ BluOS (iOS, Android, Windows, macOS) รองรับ AirPlay 2, Spotify Connect, Tidal Connect, Roon Ready รวมถึงระบบควบคุมอัตโนมัติอย่าง Crestron, Control4 ฯลฯ  สามารถสร้างระบบ Multi‑room กับลำโพงและอุปกรณ์ BluOS อื่นๆ ได้ง่าย        ***รองรับ Dirac Live เพื่อแก้ไขสภาพ Acoustic ในห้อง ซึ่งสามารถอัปเกรดได้โดยตรงจาก Dirac ซึ่งแอปของ Dirac ช่วยวัดและปรับปรุงอะคูสติกของห้อง โดยปรับปรุงและขจัดคลื่นสแตนด์ดิ้งเวฟ เสียงสะท้อน และความผิดเพี้ยนต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงที่แม่นยำเหมือนต้นฉบับ มีโทนัลบาลานซ์ และรายละเอียดครบถ้วนสำหรับเพลงและภาพยนตร์      (ชุดคาลิเบรชันที่จะมาพร้อมไมโครโฟนความไวสูง ที่ใช้สำหรับการปรับแต่งนี้ คุณสามารถซื้อเพิ่มเติมจากทาง Bluesound)     จุดเด่นคือ ให้เสียงคุณภาพสูง ค่าไดนามิกที่กว้างขวาง รองรับไฟล์ Hi‑res แบบเต็มทุกรูปแบบ เชื่อมต่อครบครัน ทั้งดิจิตอล & อนาล็อก มีหน้าจอดิสเพลย์ขนาดใหญ่ ปุ่มควบคุมพร้อมระบบ Preset และ Proximity sensor รองรับฟีเจอร์ขั้นสูงอย่าง Dirac Live, Roon Ready, Multi-room ขนาดเครื่อง 8.7 × 3.3 × 7.6 นิ้ว ราคา 49,500.- บาท     อย่างไรก็ตาม BLUESOUND ในซีรีส์ NODE ทั้งสามรุ่นนี้ มือใหม่ควรทราบว่า เป็น Streamer + DAC เท่านั้น ไม่มีแอมป์ในตัว ต้องใช้อุปกรณ์ขยายเสียงเพิ่มเติม  คือถ้าจะสรุปกันอย่างง่ายๆ สำหรับคนที่มองสตรีมเมอร์บลูซาวด์เอาไว้ ให้พิจารณาจากงบประมาณและความต้องการ เช่นมีงบจำกัด เน้นคุณภาพเสียงดี ไม่เน้นฟีเจอร์ เลือก NODE NANO           มีงบประมาณปานกลาง ต้องการฟังก์ชั่นครบ อาทิ HDMI eARC, Dirac, แอมป์หูฟัง แนะนำรุ่น NODE     ส่วนท่านที่ต้องการคุณภาพเสียงระดับสูงสุด การเชื่อมต่อครบแบบมืออาชีพ และยินดีจ่ายเพื่อบรรลุจุดสูงสุดก็คงต้อง NODE  ICON ครับ     Preview เนื่องจากผลิตภัณฑ์สตรีมเมอร์ BLUESOUND ทั้งสามโมเดล คือ NODE ICON / NODE / NODE NANO นั้น มีบททดสอบ รีวิวออกมาอย่างมากมายของรีวิวเวอร์ ในช่วงระยะเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึงทั้งสำนักต่างประเทศด้วย ต่างก็ให้ความชื่นชม รวมทั้งกวาดรางวัลจากสถาบันต่างๆ ในระดับโลก       โดยเฉพาะ NODE ICON ที่ปรับรูปโฉมใหม่ทั้งหมด ได้รับทั้งรางวัล CES  Innovation Award และ AV Forums Award-Best in Class       บทรีวิว การแสดงความคิดเห็นจากสื่อต่างๆ ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความชื่นชม กล่าวถึงคุณภาพการใช้งานกันแทบจะทุกซอกทุกมุม ที่ทุกคนคงจะค้นหาอ่านได้ นั่นสิ... แล้วผมจะนำเสนอในแง่มุมไหนดี?        ดังนั้นขอเน้นไปที่การทดสอบใช้งาน “ด้านคุณภาพเสียง” ในทรรศนะของผมที่ได้ใช้งานทั้งสามโมเดลนี้อยู่ถึงสองสัปดาห์เต็มนะครับ        เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผมรื่นรมย์ เพลิดเพลินในบทเพลงจาก Streaming หลักๆ ของสำนัก TIDAL Spotify และวิทยุอินเตอร์เน็ต เพราะในชีวิตประจำวัน ผมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ วิธีเชื่อมต่อก็ถือว่าง่ายดายมากๆ อีกทั้งคุณสมบัติอีกมากมาย ทั้งระบบมัลติรูมและอื่นๆ ท่านคงสามารถพิจารณาในสื่อต่างๆ ในโซเชียลได้เลยครับ               การรีวิวจะขอเน้นไปที่รุ่นท็อป คือ NODE ICON ที่มีระบบการใช้งานสมบูรณ์แบบที่สุด รองลงไปคือ NODE และ NODE NANO ที่ให้คุณค่าเต็มประสิทธิภาพในวงเงินอันคุ้มค่า       บอกตรงๆ ว่า ดีไซน์ทั้งสามรุ่นนี้ กะทัดรัด สวยงามมาก โดยเฉพาะ NODE ICON ที่มีจอดิสเพลย์ ส่วนทรงแบนของ NODE ซึ่งก็ดูคลาสสิกคุ้นเคย และความจิ๋ว NODE NANO ที่ทำให้ผมต้องทึ่งว่ามันเล็กจิ๋วขนาดนี้แต่ประสิทธิภาพสูงสุดขีดเลย       ในการเชื่อมระบบทำได้ทั้ง Wi-Fi และเชื่อม Ethenet กับสาย LAN     กรณีของ Wi-Fi นั้น สามารถเช็คระดับความแรงของสัญญาณเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงดีที่สุดได้ จากแอปพลิเคชัน        ที่บ้านผมสปีดเน็ตนับว่าเหลือพอ 1000/700 Mbps แม้จะส่งแบบไร้สายทาง Wi-Fi สปีดก็จะลดลงมาแค่เล็กน้อย ดังนั้นในการฟังเพลงจาก Streamer ข้อแนะนำดีที่สุดคือการใช้สาย LAN จะได้ความชัดเจน และรายละเอียดของเสียงครบถ้วน ส่งข้อมูลอย่างราบรื่นต่อเนื่อง (ถ้าความแรงของWi-Fi น้อยเกินไป อาจจะได้คุณภาพต่ำลงครับ)      แรกสุดให้โหลดแอพ BlueOS ใน App Store มาใช้งาน เพื่อความสะดวกนะครับ ของผมใช้ Iphone 15 Pro Max เป็นศูนย์กลางของการสั่งงาน ซึ่งเอื้อต่อการซิ้งค์ระบบกันของแอปผู้ให้บริการเพลงสตรีมมิ่งได้ในทันที        ขอบอกว่า แอป BlueOS จัดเป็นแอปที่ดีที่สุดแอปหนึ่ง มีระบบปฏิบัติการที่ทำให้ใช้งานง่าย สะดวก เชื่อมต่อทันทีทันใด ไม่ค่อยเจอบั๊ก หรือไม่เคยเจออาการสะดุดเลยครับ ขนาดปิดเครื่อง ถอดสายไฟออกจาก NODE, NODE ICON หรือ NODE NANO พอต่อกลับอีกครั้ง ทุกอย่างจะวิ่งตรงเชื่อมประสานกับแอปในทันที ไม่วุ่นวายยุ่งยากอะไรทั้งสิ้น ปัจจุบันแอปพัฒนามาถึงเวอร์ชั่น 4.0 นับว่าเพียบพร้อม เสถียรมาก ส่งผลให้ BLUESOUND ทุกเครื่องทำงานได้ดีเยี่ยม     แต่ส่วนตัว ผมชอบมากตรงดิสเพลย์ของรุ่น NODE ICON เป็นที่สุดเลยครับ ดูปกอัลบั้มได้เต็มตา สวยงามชัดเจน ดีไซน์ได้เจิดจรัสจริงๆ มีจุดตำแหน่งระบบสัมผัสให้คอนโทรลที่ตัวเครื่อง ได้เสมือนหนึ่งเป็นเครื่องเล่นแหล่งโปรแกรมทั่วไปที่เราคุ้นเคย ทั้งระบบพรีเซ็ต เลือกเล่นเพลง เดินหน้า ถอยหลัง ปรับค่าโวลุ่มให้เหมาะสม และมีที่เสียบหูฟังที่ด้านหน้า (ยกเว้น NODE NANO จะไม่มีช่องหูฟังครับ)     ส่วน NODE และ NODE NANO เราต้องดูรายละเอียด ภาพปก และข้อมูลบนมือถือ หรือแพด แทนครับ        สรุปแล้วการใช้งานทั่วไป ก็เหมือนผมใช้เครื่องเล่นซีดี หรือจูนเนอร์นี่แหละ คนเพิ่งเริ่มต้นเล่นเครื่องสตรีมเมอร์ ไม่ต้องกลัวความยุ่งยาก เพราะ BLUESOUND ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาด้านเทคนิคอะไร สามารถเซ็ตด้วยตัวเอง ก็สะดวกมากๆ รู้แค่พื้นฐานการใช้แอป สมัครเป็นสมาชิกบริการสตรีมมิ่งที่ท่านชอบ แค่นี้ก็สั่งงานและฟังเพลงเพราะๆ ได้แล้ว (หรือติดขัดตรงไหน ยกหูถามทาง Conice ได้เลย)       เพลงในระดับรายละเอียดสูง ส่งผ่านแม่นยำฉับไว แบบว่าต้องตั้งสติดีๆ ว่า เพลงนับจำนวนล้านๆเพลงบนโลกใบนี้ จะโฟกัสไปที่ไหนดี       ไม่ใช่แค่ฟังเพื่อความบันเทิง แต่อยากจะหาข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของเพลงก็สะดวกเหลือใจครับ     สำหรับการเชื่อมระบบกับผู้ให้บริการ ง่ายดายมากครับ ผมเน้นที่ Tidal Spotify ส่วน Qobus ซึ่งต้องเรียนว่า ตามปกติการสมัครสมาชิก จะต้องมีวิธีที่เลี้ยวลดนิดนึง ดังนั้นก็ศึกษาได้จากกลุ่มนักเล่นไฟล์เพลงสตรีมเมอร์ในเฟซบุ๊กได้เลย        ในยามว่าง บางอารมณ์ อยากฟังเพลงไปเรื่อยๆ ทั้งวัน แบบแบ็คกราวนด์มิวสิค ก็ไปที่อินเตอร์เน็ตเรดิโอครับ คือแบบว่าเลือกกันแทบไม่ไหวจริงๆ แต่ด้วยความเคยชิน ก็จะไปหยุดอยู่ที่ BBC 2 และ BBC World Service ครับ สถานีเพลงของ BBC 2 มีเพลงป็อปหลากหลายที่น่าฟัง อีกทั้งคุณภาพเสียงบอกได้เลยว่า เพลงส่วนใหญ่ให้รายละเอียดและคุณภาพเสียงเหนือแผ่นซีดีไปแล้วอย่างสิ้นเชิงด้วยซ้ำไป     ต้องขออภัยด้วยว่าในบางฟังก์ชั่นผมไม่ได้มีเวลาทดสอบ อาทิการต่อช่อง Subwoofer การเชื่อมต่อ Roon การเพิ่มระบบเซ็ตค่าอคูสติค Dirac Live แค่จะเน้นการฟังเพลงจากระบบสตรีมมิ่งล้วนๆ เพราะนี่คือหมุดหมายหลักของนักเล่น         ทีนี้มาสรุปกันตรงคุณภาพเสียง ที่ผมอยากจะบอกว่าชื่นชอบ BLUESOUND ทั้งสามเครื่องครับ เพราะคุณภาพเสียงที่ได้นั้นเกินราคาค่าตัวทุกรุ่นเลยก็ว่าได้นะครับ      แต่ที่ทำให้ใจฟูมากๆ และคุณภาพเสียงที่เป็นคู่แข่งของสตรีมเมอร์ราคาแสนให้หนาวๆ ร้อนๆ ได้ คือ NODE ICON ครับ น้ำเสียงดีมาก ทั้งรายละเอียดที่แจกแจงดนตรี ให้มีมิติเสียงสุดยอดจริงๆ อาจจะเพราะการดับเบิ้ลชิป ES9039Q2M เข้าไปถึงสองตัว ทำงานถอดรหัสแยกซ้ายขวา ทั้งๆ ที่ชิปเดี่ยวๆ ตัวเดียว ก็ถอดรหัสในระบบสเตอริโอได้อย่างครบถ้วนอยู่แล้ว       นี่ก็เหมือนเราเล่นแอมป์ โมโนบล็อก 2 ตัว แยกอิสระไปเลย คุณภาพเสียงยิ่งถูกยกระดับขึ้นมาอย่างมากมาย ทิ้งห่างรุ่น NODE และ NODE NANO ชนิดฟังออกได้ทันที โดยเฉพาะความสามารถสนองตอบ MQA ที่สัมผัสได้จาก Tidal      แต่ก็นั่นแหละ เสียงของ NODE และ NODE NANO ก็ไม่ธรรมดานัก เรียกว่าทุกรายละเอียดเสียง คุ้มราคาค่าตัวของเขาจริงๆ ครับ      ตระกูลสตรีมเมอร์ NODE ชุดนี้ บุคลิกที่ละเอียดใสโปร่ง อ่อนหวานละเมียดละไม ความเปิดกังวานฮาร์โมนิคสวยๆ ครบถ้วน ผมฟังจากนักร้องคนโปรด อย่าง Amanda Mc Broom - Janis Ian - Linda Ronstadt - Jennifer Warns ทั้งหมดนี้ ได้ความสะอาดของพื้นเสียงเหนือกว่าสตรีมเมอร์ธรรมดาๆ อย่างมาก       โดยเฉพาะ NODE ICON ความสงัดของช่วงเสียงแผ่วเบา ช่างสุดขั้วจริงๆ ไม่เชื่อต้องลองฟัง อัลบั้ม Alice Sara Ott : John Field complete Nocturnes มันเป็นอะไรที่เข้าถึงแก่นใจกลางที่พริ้วไสวของมือเปียโนระดับโลกโดยแท้     และช่วงทดสอบไดนามิคเร็นจ์ ส่วนใหญ่จะใช้เพลงของค่ายเทลาร์ค อาทิ Round Up ถือได้ว่า สนองตอบคุณภาพเพลง คุณภาพการบันทึกได้เต็มเร้นจ์เสียงจริงๆ       จุดเด่นของคุณภาพเสียง ของ BLUESOUND ทั้งสามโมเดล ที่สลับใช้งานกันนี้ ทั้ง NODE ICON, NODE, NODE NANO ผมประทับใจเรื่องความแฟลตสะอาดของเสียง และค่าไดนามิกของเสียงดีเยี่ยมกับเพลงทุกประเภท ยิ่งการฟังด้วยเพลงซึ่งบรรเลงโดย วงออร์เคสตราขนาดใหญ่ จะต้องอุทานอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว แม้แต่ตัวจิ๋วอย่าง NODE NANO นั่นละครับ        สรุปสุดท้ายนี้คือ เครื่องสตรีมเมอร์ที่โดดเด่นที่สุดแห่งยุค สามารถนำไปใช้กับแอมปลิไฟล์ทั่วไปของนักเล่นเครื่องเสียงได้อย่างลงตัวยอดเยี่ยม     รุ่นเล็กอย่าง NODE NANO เพียงแค่นำไปต่อกับลำโพงแอคทีฟ คุณก็อาจจะรู้สึกฟินเพลิดเพลินไปในโลกของเสียงเพลงอย่างไม่รู้ลืม    หรือรุ่นกลาง NODE ที่เพิ่มคุณค่าทั้งช่องต่อ และรายละเอียดฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ เพิ่มขึ้นมา เหมาะกับการใช้กับเครื่องเสียงในระดับมิดเอ็นด์ได้อย่างลงตัว     และรุ่นท็อป NODE ICON เหมือนจะเป็นบทสรุปว่า เป็นการก้าวกระโดดของ BLUESOUND ที่ขึ้นมาถึงบันไดไฮเอ็นด์ของสตรีมเมอร์อย่างไม่เกรงกลัวใคร    ข้อแนะนำเพิ่มเติมก็คือ ถ้าแอมปลิไฟร์ของคุณเป็นระบบช่องต่อ XLR บาลานซ์แท้  โปรดเชื่อมต่อ NODE ICON ทางช่องนี้ครับ คุณจะสัมผัสคุณภาพเสียงดนตรีช่วงแผ่วเบามากๆ ได้ลึกล้ำน่าตกใจเลยทีเดียวขอบอก      BLUESOUND ได้นำเสนอทางเลือกสามระดับราคา จาก NODE ICON / NODE / NODE NANOทั้งสามพี่น้อง ก็คือกองทัพ Streamer ที่คุ้มค่ายิ่งกว่าใครในทุกระดับเร้นจ์ราคาครับ รับรองว่าปีนี้ คู่แข่งสะท้านสะเทือนเป็นแน่ครับ!!! สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: conice@conice.co.th  Reference: - Hattor Audio Ultimate Passive Preamplifier (Balanced) - Hattor Audio Ultimate Mono Power Amplifier (Balanced) - NAD C3050 Integrated Amplifier  - Rogers LS3/5A Diamond Jubilee - Harbeth Monitor 30.2 Anniversary  

J.Sikora INITIAL LINE & KV12 ความกระจ่าง เปิดโปร่ง ทรงพลัง ของอนาล็อกออดิโอ

J.Sikora INITIAL LINE & KV12 ความกระจ่าง เปิดโปร่ง ทรงพลัง ของอนาล็อกออดิโอ ผมเล่นเครื่องเสียงมาเกินห้าสิบปี บนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในโลกของออดิโอไฟล์ พบว่าจากยุคสู่ยุค ไม่ว่าจะเป็นอนาล็อกหรือดิจิตอล ล้วนมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวในการเอาชนะอุปสรรคขวางกั้น นั่นคือความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยนเป็นหลัก โดยเฉพาะฝั่งเครื่องเล่นแผ่นเสียงซึ่งมีความละเอียดอ่อนทั้งการเบี่ยงเบนเกี่ยวกับ Noise และ Vibration ที่จะมีต่อการแปลผลจากร่องแผ่นเสียง ไปสู่การชดเชยด้วยเคิร์ฟ RIAA และการขยายเสียงที่เที่ยงตรง และสมดุลในที่สุด        แต่ละเทคโนโลยี เทคนิค ระบบและวิธีการที่ผู้ผลิตจะคืนค่าเสียงที่แม่นยำให้กลับมา อาจแตกต่างกันไป  แต่จุดมุ่งหมายเดียวกัน นั้นคือ “ในขั้นตอนการเพลย์แบ็ค ต้องเก็บทุกรายละเอียดที่บันทึกเอาไว้ในแผ่น ให้คืนกลับมาอย่างครบถ้วน”        เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ผ่านการพัฒนามาอย่างยาวนานหลายทศวรรษนั้น ในปัจจุบันเป็นรูปแบบซึ่งค่อนข้างจะลงตัว มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ ระดับพันบาท ไปจนถึงระดับหลายล้านบาท ส่วนเครื่องเล่นแผ่นเสียงหรือเทิร์นเทเบิลที่ผมเคยได้ฟัง มีราคาสูงสุดเกินห้าล้านบาท ถือว่าเร้นจ์ของราคาและคุณภาพเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั้นกว้างมากๆ        J.Sikora เป็นผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียง และโทนอาร์มคุณภาพระดับไฮเอ็นด์จากโปแลนด์ ที่กำลังได้รับการยอมรับ มีความนิยมแพร่หลายในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว ด้วยความยอดเยี่ยมด้านวิศวกรรมในเชิงกลศาสตร์ ประดิษฐกรรมที่เต็มไปด้วยรายละเอียดทุกขั้นตอน โดยคุณ Janusz Sikora ซึ่งเป็นคนรักเครื่องเสียงเป็นชีวิตจิตใจ เป็นผู้ก่อตั้ง โดยอาชีหลักพื้นฐานของเขาก่อนหน้านั้นคือผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์โลหะของโปแลนด์ ต่อมาได้เริ่มต้นผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงและโทนอาร์ม มาตั้งแต่ปี 2007  ในปัจจุบัน Robert Sikora บุตรชายของเขาเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ เข้ามาดูแลรับผิดชอบหน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์       การดีไซน์ งานด้านโลหะ การขึ้นรูปแบบทุกชิ้นส่วน ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง ก็ยังผลิตขึ้นเองในโรงงานประเทศโปแลนด์ทั้งสิ้น     J.Sikora มีผลิตภัณฑ์เครื่องเล่นแผ่นเสียง ในไลน์ผลิตคือ - INITIAL LINE  - INITIAL MAX LINE - INITIAL MAX WHITE - STANDARD LINE - STANDARD MAX LINE - STANDARD MAX WHITE - STANDARD MAX SUPREME - REFERENCE LINE       ในทุกซีรีส์ สามารถเพิ่มเติมออพชั่น เข้าไปได้ตามความต้องการ หรือความเหมาะสมของผู้เล่น เพราะในแต่ละไลน์สินค้า สามารถเติมออพชั่นเพิ่มศักยภาพได้อย่างสุดทางเลยทีเดียว        สำหรับเครื่อง J.Sikora ที่ผมได้นำมาทดสอบนั้น จะเป็นรุ่น INITIAL LINE ซึ่งมีการเพิ่มออพชั่น ที่จะเปลี่ยนภาคจ่ายไฟแบบ Adaptor เป็น Linear Power Supply และมี Glass Fiber Mat หนา 6mm. กับ Clamp ทับแผ่นขนาด 1.5kg มาให้ด้วย     ในส่วนของลิเนียร์เพาเวอร์ซัพพลาย (พร้อมเพาเวอร์ซัพพลายแยกส่วน) เป็นระบบควบคุมรอบหมุน ที่มีปุ่มเลือกค่าสปีด 33 และ 45 RPM พร้อมจอแสดงผล Display และยังสามารถปรับสปีดความช้า - เร็ว (+, -) ถ้าต้องการ  แต่ด้วยกระบวนการของระบบที่ออกแบบมาดีเยี่ยม  ในขั้นตอนการทดสอบ ผมพบว่าตัวเครื่องจะควบคุมรอบหมุนแม่นยำที่สุดอยู่แล้ว จึงแทบไม่มีความจำเป็นต้องปรับค่าบวก ลบ ใดๆ     ลักษณะโครงสร้างหลัก J.Sikora INITIAL LINE นี่คือการออกแบบที่เน้นคุณภาพอย่างไร้การประนีประนอม ด้วยการเลือกสรรค์วัสดุและองค์ประกอบต่างๆ นำขึ้นมาผลิตในโรงงาน รุ่น INITIAL LINE แม้จะไม่อลังการเท่ารุ่น STANDARD หรือ REFERENCE แต่ก็ไม่ถือว่า มันคือรุ่น “ประหยัด” เพราะองค์ประกอบต่างๆ นั้น เข้าขั้นไฮเอนด์ทั้งสิ้น         ด้วยรูปแบบ Non-Suspended Mass-Loader คือระบบที่ไร้ซัสเพนชั่นแขวนลอย โดยตัวฐานใช้แผ่นอะลูมิเนียมขนาดหนาที่สามารถลดการสั่นสะเทือนได้เยี่ยมยอด พร้อมด้วยมอเตอร์คุณภาพสูงเพียงหนึ่งตัว ที่มีคุณสมบัติด้านความเงียบอย่างที่สุด มีแรงฉุดอันทรงพลังว่องไว ตั้งแต่เริ่มสตาร์ทจนถึงหยุดนิ่งอย่างเงียบกริบ        โครงสร้างแท่นอลูมินั่มโลหะ หนาประมาณ 3 เซนติเมตร จะมีการคว้านเป็นช่อง ตามการออกแบบซึ่งคำนวณการลดแรงเหวี่ยง พร้อมโครงสร้างช่วงกลาง เป็นแท่นทรงกระบอกรับแพลตเตอร์หรือแมตต์ อย่างลงตัว      ซึ่งแพลตเตอร์นี้ มีองค์ประกอบร่วมกันหลายวัสดุ โดยทาง J.Sikora ใช้วัสดุหลักที่ต่างออกไปจากแพลตเตอร์โลหะทั่วไป เรียกว่า Delrin         เดลริน เป็นเทอร์โมพลาสติกทางวิศวกรรมที่มีแรงเสียดทานต่ำ แต่มีความแกร่งสูง ให้ความเสถียรของมิติที่ยอดเยี่ยม เหมาะกับการสร้างชิ้นส่วนที่มีความแม่นยำสูง คุณสมบัติของวัสดุมีความน่าประทับใจ เช่น มีช่วงอุณหภูมิการทำงานที่กว้าง -40 ถึง 120 องศาเซลเซียส เลยทีเดียว  องค์ประกอบเหนือจากแพลตเตอร์แบบวัสดุเดลริน ก็จะเป็นชั้นของแผ่นกระจก ที่มีแผ่นอลูมิเนียมวางที่ใจกลาง ทั้งหมดนี้อยู่บนตลับลูกปืนเซรามิกแบบกลับด้าน โดยรวมตัวโครงของแพลตเตอร์ทั้งหมดจะทำจากอะลูมิเนียม, สแตนเลส และบรอนซ์ ที่ประกอบเข้าด้วยกัน ระบบขับหมุนของแพลตเตอร์ จะใช้สายพานวง 2 เส้น ที่มีลักษณะของเส้นเป็นสี่เหลี่ยมสำหรับกว้านด้วยมอเตอร์ ในขณะที่ส่วนรองรับแท่นด้านล่างสุดคือ ทิปโทเดือยแหลมพร้อมจานรอง 3 มุม      จากองค์ประกอบรุ่นเริ่มต้นของ J.Sikora INITIAL LINE ผมว่ามันเหนือกว่ารุ่น Top ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยทั่วไปอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ        โทนอาร์มที่นำมาใช้คู่กัน ทาง Audio House Thailand ได้ติดตั้งโทนอาร์ม KV12 มาให้ครับ        โทนอาร์ม KV12 มีความน่าสนใจคือ เป็นผลงานการออกแบบและผลิตของ J.Sikora เอง เพราะ แต่เดิมมาทาง J.Sikora ก็มักจะแนะนำ หรือเรคคอมเมนด์ให้ใช้ อาร์มของ Kuzma คู่กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงของเขา        KV12 เป็นโทนอาร์มดีไซน์ของ J.Sikora ที่มีลักษณะเป็น ท่อกลวง ทรงกระบอกเรียวยาว ผลิตจาก Kevlar มีความโดดเด่นตรงความแกร่งสูง และน้ำหนักเบาเพียง 13 กรัม ซึ่งจะมีผลต่อการก้องสะท้อนในตัวเอง (กำทอน) หรือเรโซแนนซ์ (Resonance) ที่ต่ำมากๆ       KV12 ตอบโจทย์ความต้องการอาร์มที่เบาและแกร่ง เป็นโทนอาร์มประเภทใช้เทคนิคแบบ จุดหมุนเดียว (Uni-Pivot) ขนาดความยาว 12 นิ้ว มี Oil-Dampened ในตัว      เฮดเชลล์ หรือตัวยึดหัวเข็มเล่นแผ่นเสียงช่วงปลายของโทนอาร์ม เป็นแผ่นโลหะแบน มีร่องยาว (Elongated Slots) ให้ความสะดวกต่อการเลื่อนหัวเข็มได้ขณะตั้งค่าแรงกด หรือมุมต่างๆ ที่จำเป็น มีการเดินสายภายในท่ออาร์มด้วยสายที่มีตัวนำวัสดุแบบเงินเคลือบทอง ผลิตมาพอดีจากปลายด้านหนึ่งไปสุดที่อีกด้านหนึ่งของอาร์ม KV12 ที่ RCA เอาต์พุต  ซึ่งตรงนี้ เราสามารถสั่งพิเศษเป็นแบบ XLR ได้ หรือเพิ่มออพชั่น เปลี่ยนเป็นหัว Din เพื่อเชื่อมต่อสาย Phono Cable แบรนด์อื่นๆ      โทนอาร์มประกอบด้วย Counterweights หรือตัวตุ้มถ่วงน้ำหนักแรงกดของหัวเข็ม ซึ่งจะมีสองชิ้น สำหรับปรับจูนน้ำหนักแรงกดปลายเข็ม ปรับ VTF และ Azimuth ให้ได้ความถูกต้องแม่นยำ รวมถึงปรับแรงต้านการหนีศูนย์กลาง หรือ Anti-Skating ด้วยเส้นใย (Thread)      KV12 จัดเป็นเป็นโทนอาร์มแบบมวลต่ำ (Low Mass) ที่มีเทคนิคอันยอดเยี่ยม รวมทั้งรูปทรงและสีสันเหลืองอ่อนที่สะดุดตามาก และจะมีให้เลือกทั้งแบบ VTA และ Non VTA (ซึ่งตัวที่ผมได้นำมาทดสอบนี้จะเป็นรุ่น Non VTA)     โดยรวมคือ ผมได้ทำการทดสอบเครื่องเล่นแผ่นเสียง J.Sikora INITIAL LINE & KV12 (Non VTA) ที่มีราคา 610,000.- บาท สำหรับการติดตั้งหัวเข็ม ทาง Audio House Thailand ได้ติดตั้งหัวเข็ม MC ของ HANA Umami Blue (ราคา 100,000.- บาท) ดังนั้นราคาเบ็ดเสร็จของชุดเทิร์นเทเบิล พร้อมหัวเข็ม J.Sikora INITIAL LINE & KV12 เท่ากับ 710,000.- บาท ท่านที่ติดตามรายการทางเพจ วิจิตร บุญชู คงได้ฟังเสียงของเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นนี้ไปแล้วในLIVE เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยฟังผ่าน ปรีโฟโน ของ MoonRiver Model 505 (ราคาระดับ190,000.- บาท) และชุดภาคขยายจากประเทศโปแลนด์ คือ Hattor Audio Ultimate Passive Pre - Amplifier + Hattor Audio Ultimate Mono Power Amplifier     อย่างไรก็ตามขอขอบคุณ คุณมนตรี แห่ง Audio House Thailand ที่ได้มาช่วย Setup ตั้งค่าต่างๆ ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงชุดนี้ อย่างถูกต้องโดยละเอียด เพื่อให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ     ผลการทดสอบ  ผมอยากจะเรียนว่าผลลัพธ์จากการทดสอบใช้งานจริงในเทิร์นเทเบิล J.Sikora INITIAL LINE & KV12 นอกจากผมจะได้สัมผัสกับรูปทรงที่ประณีตละเอียดย่างน่าทึ่งในทุกมุมมองแล้ว  เทิร์นเทเบิลในเวอร์ชั่นพิเศษชุดนี้  ยังมีเอกลักษณ์พิเศษคือ มาพร้อม Clamp ตัวทับแผ่นเสียงของเขาเอง   ในระหว่างการทดลองใช้ กับไม่ใช้ Clamp ขอบอกว่ามีผลต่างด้านน้ำหนักเสียง และรายละเอียดเสียงอย่างมากเลยทีเดียว จึงไม่ควรปลดตัวทับแผ่นออกอย่างเด็ดขาด       ผมชื่นชอบเป็นพิเศษตรงเริ่มเล่น ก็เร้าใจแล้วละครับ เพราะเมื่อ Start มอเตอร์ คือก่อนที่จะวางหัวเข็มลงบนร่องแผ่นเสียง กับการกดปุ่ม Stop หยุดการทำงาน มอเตอร์จะสนองตอบการทำงาน และหยุดการทำงานอย่างฉับไวนิ่งสนิท ในแบบที่เรียกว่า ใจสั่งมาเลยทีเดียว     บอกตรงๆ นะ ไม่เคยเจอในเครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวอื่น ที่จะสตาร์ท - สต็อปแบบฉับพลันทันทีได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้       ถัดมาคือลักษณะพิเศษสุดของเครื่องเล่นแผ่นเสียง J.Sikora INITIAL LINE พร้อมโทนอาร์ม KV12 เราจะพบว่าการทำงานของระบบกลไกขับหมุน และโทนอาร์ม รวมถึงวิถีของปลายเข็มที่สามารถเกาะลงไปในร่องของแผ่นเสียงนั้น นับว่าเกาะติด แบนสนิท ลึกล้ำ ราบรื่น เก็บเอาทุกรายละเอียดมาให้เราได้ยินอย่างชนิดที่คุณจะไม่เคยได้ยินรายละเอียดระดับนี้ ที่ไหนมาก่อน      แสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่สมบูรณ์แบบ ทำให้เราได้สัมผัสเสียงในแบบอนาล็อกอันราบรื่น อิ่มอุ่นละมุนละไม เข้าถึงย่านความถี่ช่วงปลายแหลมที่ระยิบระยับครบถ้วนจริงๆ เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงไม่กี่เครื่อง ที่จะสามารถชี้เฉพาะเจาะจงไปได้ว่าสตูดิโอบันทึกเสียงดนตรีมาให้คุณได้ฟังลึกล้ำ ครบถ้วน หรือโอ่อ่าโอฬาร มีไดนามิคเร้นจ์กว้างขวางขนาดไหน ความสามารถของซาวนด์อินจิเนียร์ จะถูกเปิดเผยให้ได้รับทราบ ว่าแต่ละสตูดิโอทำเพลงมาอย่างไร        ดังที่กล่าวไว้เบื้องต้นก็คือ J.Sikora INITIAL LINE พร้อมโทนอาร์ม KV12 ให้ความเที่ยงตรงแม่นยำ การเกาะร่องแผ่นเสียงได้อย่างแนบสนิท และความสามารถนี้เองที่จะถ่ายทอดทุกรายละเอียดเสียงที่เราได้ยินอย่างเป็นธรรมชาติครบถ้วน โดยไม่มีอะไรที่ปิดบังหลงเหลืออีกต่อไป        สิ่งที่น่าแปลกอีกประการหนึ่ง นั่นคือ แผ่นเสียงรุ่นเก่าๆ ที่ผมเก็บไว้ในกรุมานาน แต่เดิมมักจะเกิดสแตติค (Static electricity) รบกวน หรือการสแคร็ชจากร่องรอยขีดข่วนของแผ่นเสียงดังกล่าวออกมาค่อนข้างมาก แต่เมื่อนำมาเล่นกับ J.Sikora INITIAL LINE + KV12 กลับปรากฏว่าเสียงราบรื่น และมีเสียงรบกวนจากร่องแผ่นที่น้อยลงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ อันนี้ต้องบอกตรงๆ นะครับว่า ผมทึ่งมากกับเรื่องดังกล่าว “เสียงอนาล็อกที่ไหลหลากพรั่งพรูดั่งสายน้ำ” อยากให้ความจำกัดความแบบนี้เลยครับ สำหรับความดีงามของ J.Sikora นำเสนอ ถ่ายทอดเสียงดนตรีที่ให้ทั้งความสวยงาม เปิดเผย เสียงร้องแม่นยำ ไดนามิคกว้างในทุกๆ รายละเอียด ฟังแล้ว ติดใจปลายเสียงที่ชุ่มฉ่ำจริงๆ        J.Sikora INITIAL LINE คือความประทับใจสูงสุด สำหรับในรอบหลายปีที่ผมเล่นระบบเทิร์นเทเบิลมา โดยส่วนตัวเคยได้เล่นได้ฟังเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีระดับราคาห้าถึงหกล้านบาทมาแล้วหลายครั้งก็จริง....      แต่กับ J.Sikora INITIAL LINE ราคาหย่อนๆ เจ็ดแสนชุดนี้ กลับทำให้ผมประทับใจได้มากกว่า เพราะเหตุผลเรื่องความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดอย่างแม่นยำเที่ยงตรง เต็มไปด้วยรายละเอียดลึกล้ำ ที่ไม่ด้อยไปกว่าเทิร์นเทเบิลไฮเอ็นด์ชุดใด คือถ้าวัดกันด้วยคุณภาพเนื้อๆ J.Sikora มีเสน่ห์อย่างร้ายกาจมากทีเดียว    บทสรุป J.Sikora INITIAL LINE & KV12 คือคำอธิบายความจริง ของคำว่า “เสียงอนาล็อก ที่ราบรื่น กระจ่าง เปิดโปร่ง ทรงพลัง สวยงาม ต้องเป็นเช่นนี้ นี่เอง” สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือนัดทดลองฟังได้ที่ Audio House Thailand  โทร. 094-461-4152  

Magnepan MG.7 ถ่ายทอดความงดงามและอิสระของเสียงดนตรี

Magnepan MG.7 ถ่ายทอดความงดงาม และอิสระของเสียงดนตรี ผมได้นำเสนอคลิปวิดีโอ เกี่ยวกับลำโพง Magnepan หรือ Magneplana ไปแล้วสองคลิป ดังนั้นการเดินทางมาถึงของลำโพงแผ่นแบนพลาน่าร์ รุ่นกลาง คือ Magnepan MG.7 เพื่อทำการทดสอบ จึงอยากให้เข้าถึงเนื้อหาสาระ จากผลการใช้งานอย่างจริงจัง เพื่อที่ว่าท่านผู้ติดตามเพจจะเข้าใจถึงผลลัพธ์ของคุณภาพเสียงแบบตรงไปตรงมา ส่วนความเป็นมา หรือที่มาที่ไป ท่านสามารถชมผ่านคลิปได้ครับ         ลำโพงแผ่นแบนที่น่าทึ่งนี้ มีคุณสมบัติคล้ายกับลำโพงไดนามิคที่มีกรวยทั่วไป และทำให้เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะต้องใช้ไฟเลี้ยง เหมือนระบบลำโพงไฟฟ้า Electrostatic แต่อย่างใด รวมถึงไม่ต้องอาศัยตู้มาเป็นองค์ประกอบในการกระจายเสียง      เทคนิคคือใช้แผ่นวัสดุโลหะขึงตึง เหมือนเราใช้เส้นลวดกีต้าร์มาขึงแล้วดีดให้เป็นเสียง โดยแต่ละชั้นของแผ่น Magneplanar คือการใช้เส้นแผ่นโลหะพิเศษวางเรียงกัน เป็นขั้วบวกขั้วลบ ตามด้วยแผ่นไมล่าร์ และประกบส่วนนอกสุดด้วยแผ่นริบบอน Quasi Ribbon    ทุกขั้นตอนทำด้วยมือ (Hand Made) อย่างประณีต ในโรงงานที่สหรัฐอเมริกา     ลำโพงของ Magnepan จะกระจายเสียงออกทั้งหน้า-หลัง โปร่งใสทะลุทะลวงเป็น Bipolar สองทิศทาง ครอบคลุมมุมกว้างกว่าลำโพงทุกประเภท ให้เสียงอิสระไร้ตู้ โดยแท้จริง      ผมได้ทดลองฟังโดยเริ่มตั้งแต่เบิร์นไปจนถึงฟังแบบจริงจัง พบว่าลำโพง Magnepan MG.7 ให้เสียงที่น่าประทับใจมาก เปรียบเทียบคุณภาพต่อราคาที่ยากจะหาคู่แข่งได้ แต่ก็เห็นด้วยกับสำนักทดสอบของสื่อต่างประเทศว่า ด้วยลักษณะเฉพาะของลำโพงนี้ ควรเอาใจใส่เรื่องระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ ระยะห่างระหว่างผนังหลัง และการห่างจากผนังข้าง รวมทั้งการเอนไปด้านหลังของลำโพงที่ประมาณ 30 องศานี้ ควรที่จะปรับให้ตั้งตรงขึ้นเหลือประมาณ 15 องศาหรือไม่อย่างไร?     เป็นลำโพงซึ่งจะต้องทำงานร่วมกับห้องฟังของคุณเป็นสำคัญ คือต้องทดลองจัดวางตำแหน่งที่น่าจะเหมาะสมที่สุด ทีละเล็กละน้อย เป็นลำโพงที่เซ็ตหรือขยับเพียงเล็กน้อย จะมีผลมหาศาลทั้งทางบวกและลบ         Magnepan MG.7 มีขนาดแผงกว้าง 15¼ นิ้ว สูง 54¼ นิ้ว และมีความบางเพียง 1¼ นิ้ว ขายึดที่ให้มาจะทำให้ลำโพงมีมุมเอนประมาณ 30 องศา และมีน้ำหนักเบามาก จึงสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระง่ายดาย       สำหรับแนวทางการเซ็ตตำแหน่งภายในห้องทดสอบของผม ที่จะวางลำโพงซ้ายขวา วัดห่างกันจากศูนย์กลางถึงศูนย์กลางคือ 2.15 เมตร และห่างผนังหลังออกมา 1 เมตร ห่างผนังข้าง 0.75 เมตร     ถือว่าเป็นแนวทางตัวอย่างที่น่าจะนำไปใช้เริ่มต้นสำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงได้ (แต่ก็สามารถขยับปรับได้ตามความเหมาะสมกับห้องนั้นๆ ครับ)      ผมใช้อุปกรณ์จำพวกทิปโท ช่วยรองขาตั้งของลำโพงนั้นให้มีมุมเอนเพียง 15 องศา ถือว่าเป็นที่น่าพอใจที่สุด โดยไม่ต้องโทอินหน้าลำโพงเข้าหากันแต่อย่างใด      ลำโพงแบบตั้งพื้นสองทางแบบกึ่งริบบิ้น MG.7 ลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงที่เป็นธรรมชาติเต็มอิ่มครบย่านความถี่ ตั้งแต่ 45 – 22 kHz  ±3dB เรียกว่าแหลม กลาง ทุ้ม มีครบถ้วน ไม่ต้องเสริมอะไร ถ้า.... ภาคขยาย หรือแอมป์ขยายเสียงของคุณดีพอ      ในช่วงของการทดสอบผมเน้นใช้แอมป์ Class D ของ Hattor Audio ขนาดกำลังขับ 400 วัตต์ Monoblock และสลับไปใช้แอมป์หลอด และแอมป์โซลิสเตท ยุควินเทจ ขนาด 100 วัตต์ต่อแชนแนล เพื่อวิเคราะห์หาความเหมาะสมรวมทั้งสไตล์เสียง ว่าเราจะเล่นลำโพง MG.7 กับแอมป์ประเภทใดดีที่สุด      ด้วยความไว 86 ดีบี กับค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม อาจทำให้เราต้องพิถีพิถันด้านภาคขยาย เพื่อให้การขับเสียงมีคุณภาพของสเกลเสียงได้เต็มห้อง แต่มันก็ไม่ใช่ลำโพงที่ต้องการกำลังขับสูงจนเกินไปนะครับ        การวางลำโพงให้ห่างจากผนังด้านหลังนั้น จะมีผลสำคัญต่อคุณภาพเสียงอย่างมากที่สุด เพราะคลื่นเสียงที่ทะลุด้านหลังกับการเสริมการผลักอากาศของแผ่นพลาน่าร์ ไปทางด้านหน้า เพื่อให้เฟสเสียงเสริมกันได้ดี ระยะหนึ่งเมตรจึงควรเป็นระยะเริ่มต้นครับ      จากนั้นก็ลองขยับเดินหน้าถอยหลังครั้งละประมาณ 1 เซนติเมตร ไม่นานนักคนก็จะพอทราบว่าจุดที่ดีที่สุดที่จะทำให้ลำโพงคู่นี้ให้ทั้งความโปร่งของเสียงย่านความถี่ที่ครบถ้วนและความพริ้วไสวของปลายแสงแหลมที่สวยงามอยู่ที่ตรงไหน         ตามหลักของการออกแบบแล้วเราจะพอมองเห็นว่าแผ่นริบบอนซึ่งเป็นแถบเส้นสีเงิน คือแถบเสียงของย่านเสียงแหลม Tweeter นั้น จะถูกกำหนดไว้ด้านนอกสุด      แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้เซ็ตอัพสามารถที่จะสลับข้างลำโพงเพื่อให้ทวีตตอร์เข้ามาอยู่มุมในก็ได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นกับความกว้างลึก Sound Stage เวทีเสียงที่โอ่อ่า อิสระ และ Image ของเสียง เสียงที่ดีที่สุด คือเราสามารถชี้เฉพาะเจาะจงจุดตำแหน่งดนตรีได้อย่างแม่นยำครับ      ผลการทดสอบ  การทดสอบนี้ใช้ทั้งเครื่องเล่น SACD Streaming และมาจบลงที่เครื่องเล่นแผ่นเสียง เมื่อเซ็ตอัพได้ตำแหน่งที่ดีที่สุดแล้วผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมลำโพงแผ่นบาง Magnepan MG.7 รุ่นนี้จึงสามารถให้เสียงได้อย่างกลมกล่อมละเมียดละไมอย่างน่าทึ่ง ให้เพดานเสียงด้านบนในแบบที่ลำโพงอื่นจะพึงให้ได้ยาก โดยเฉพาะความสวยงามของย่านความถี่ตั้งแต่แหลมกลาง ทุ้ม มีความสมดุลของเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม       ที่สำคัญ นี่คือเป็นลำโพงชนิดเดียว ที่อิทธิพลความเป็นกล่อง (Box) ของตู้ลำโพงไม่มากล้ำกรายเลย เสียงอิสระโปร่งสะอาดเหมือนนั่งฟังดนตรีอยู่ต่อหน้า     โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับราคาของลำโพงตู้ทั้งหลาย บอกได้เลยว่าเป็นลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงคุ้มค่าเหลือเชื่อครับ    และผู้ที่มีจินตนาการว่าลำโพงแผ่นแบนจะไม่สามารถให้เสียงต่ำลึกได้นั้น ควรจะเปลี่ยนความคิดได้แล้วเมื่อได้ฟัง Magnepan MG.7 ด้วยเบสอิ่มแน่นลงได้ลึกและเป็นเบสที่สะอาดบริสุทธิ์ยิ่ง       ระบบแผง Magneplanar จัดว่าเป็นตัวขับเสียงที่มีมวลน้อยมาก พื้นที่ผิวในการกระจายเสียงมีขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกโปร่ง สมจริงไร้กรอบตู้บังคับ ให้ความรู้สึกสัมผัสดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ และที่น่าแปลกใจคือฟังเพลงทุกประเภทได้ดี ผมทดสอบตั้งแต่อัลบั้มเพลงที่มีย่านความถี่ครบ เสียงหนักหน่วง กระหึ่มแน่นของวงออเคสตร้า อย่างของ Telarc กระทั่งเพลงบรรเลงเปียโนอ่อนไหว พลิ้วพราย หวานละเมียดของศิลปินคนโปรด Alice Sara Ott มาถึง คุณนาย Amanda McBroom จากอัลบั้ม Dreaming และVoices จึงสรุปได้เลยว่า        นี่คือลำโพงที่สามารถถ่ายทอดเสียงดนตรีได้อย่างทรงพลัง มีอิสระเปิดกว้าง ให้เชิงชั้นของมิติเสียงที่ดีงาม อย่างที่ออดิโอไฟล์ และมิวสิคเลิฟเวอร์ต้องการ และคุณจะไม่มีทางพบได้จากลำโพงอื่นๆอย่างแน่นอนครับ‼️    *คืนวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน ทุกท่านสามารถรับฟังทาง Live พร้อมกันครับ แล้วจะทราบว่า ทำไมออดิโอไฟล์ทั้งหลายถึงได้หลงใหลในเสน่ห์ Magnepan กันทั่วโลก เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของลำโพงที่มีคุณภาพสูง ในราคาสมเหตุผล ซึ่งปัจจุบันลำโพงMagnepanมียอดจำหน่ายไปมากกว่า 200,000 คู่แล้ว Magnepan MG.7 จำหน่ายต่อคู่ ราคา 88,000.- บาท   สอบถามโปรโมชั่นพิเศษ ได้ที่  SAVE AUDIO&VIDEO CDC อาคาร B ชั้น 2 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม Tel: 02-102 2211-2 Tel: 081-823 6045 ID LINE : ya-save www.save-av.com    

HEGEL H400 อินทีเกรเต็ดสตรีมมิ่งไฮเอนด์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2025

HEGEL H400 อินทีเกรเต็ดสตรีมมิ่งไฮเอนด์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2025        ผลิตภัณฑ์จากนอรเวย์ แบรนด์ HEGEL ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1988 ที่มหาวิทยาลัยเทคนิคในเมืองทรอนด์เฮม ประเทศนอร์เวย์ ปัจจุบัน HEGEL เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในตลาดเครื่องเสียงไฮไฟระดับสูง         ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจำหน่าย ได้แก่ อินทีเกรเต็ดแอมป์  ปรีแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ รวมถึง DAC ที่ล้ำสมัยที่สุด โดยมีตัวแทนและผลิตภัณฑ์ของบริษัท HEGEL จำหน่ายทั่วโลก ได้รับรางวัลและบทวิจารณ์ที่ดีจากสื่อต่างๆ เป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองอย่างมากมาย      H400 เป็นอินทีเกรเต็ดแอมปลิไฟร์ที่มีภาคขยาย Class AB ซึ่งให้พลังงานล้นเหลือ 250 วัตต์ 8 โอห์ม และมีความสามารถขับโหลดที่เสถียรจนถึง 2 โอห์ม ด้วยความน่าทึ่งนี้ H400 จึงมีสมรรถนะในการควบคุมลําโพง ทั้งแม่นยําและค่าไดนามิกเร้นจ์อย่างสุดยอด        ด้วยโครงสร้างโมโนบล็อกคู่บนแท่นเดียวกันของ H400 และวงจรเแบบสมมาตร ทําให้มั่นใจได้ถึงคุณภาพการแยกแยะทุกรายละเอียดเสียงที่เหนือกว่าแอมปลิไฟร์ธรรมดาทั่วๆ ไป     ในขณะที่เทคโนโลยี SoundEngine 2 ของ HEGEL ให้การแก้ไขความผิดเพี้ยนได้อย่างฉับพลันทันทีระหว่างการขยายสัญญาณ ส่งผลให้ได้มาซึ่งเสียงที่เต็มไปด้วยละเอียดและฉับไว มอบทั้งพลังหนักแน่น รายละเอียดเสียงที่ละเมียดละไม และความเที่ยงตรงระดับมอนิเตอร์ในทุกความถี่เสียง      การออกแบบ H400 ยังคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน โดยใช้พลังงานน้อยที่สุด ในขณะที่ให้ประสิทธิภาพระดับสูงสุด ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะตัวดังกล่าวนี้       และคุณสมบัติสแตนด์บายอัตโนมัติของเครื่องขยาย ช่วยลดความสิ้นเปลืองพลังงานได้เป็นอย่างดี คือเมื่อเราเปิดทิ้งไว้ แล้วเครื่องไม่ได้รับสัญญาณขยายเป็นระยะเวลาหนึ่ง ระบบก็จะกลับไปสู่โหมดStandby ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่กระทบต่อคุณภาพเสียง      แม้จะเป็นแอมป์ที่มีภาพขยายพลังสูงมากถึง 250 วัตต์ ต่อช่องเสียง แต่วิศวกรผู้ออกแบบ คํานึงถึงความเรียบง่ายและการใช้งานที่ใช้งานที่สะดวก ดังนั้น H400 จะมีรูปทรง และด้านหน้าดิสเพลย์ที่เพรียวบางแต่แข็งแกร่ง พร้อมลูกบิดอเนกประสงค์สองปุ่มสําหรับการเลือกแหล่งโปรแกรม และการควบคุมระดับเสียง รวมถึงยังสามารถกดปุ่มเพื่อปิดเสียง หยุดชั่วคราว หรือนําทางเมนูอุปกรณ์ได้อีกด้วย       จอแสดงผลดิสเพลย์กลางเครื่อง มีความชัดเจน และอ่านง่ายจากระยะไกล แสดงเฉพาะข้อมูลที่จําเป็นเท่านั้น เพื่อรักษารูปลักษณ์ที่สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย       ความแปลกแตกต่างคือ มีสวิตช์ปุ่มเปิดปิดอยู่ใต้เครื่องขยายเสียงด้านหน้า เป็นดีไซน์ที่สุขุมรอบคอบ ออกแบบที่โดยคำนึงถึงการใช้งานจริงนี้ทําให้มั่นใจได้ว่าไม่มีอะไรมารบกวนความสวยงามของการตั้งค่าเสียงต่างๆ ขณะใช้งาน            H400 นําเสนออินพุตแบบอนาล็อกและดิจิตอลอย่างครอบคลุม ทําให้มั่นใจได้ถึงความเข้ากันได้อย่างราบรื่นกับแหล่งเสียงต่างๆ พลังขยายที่เหนือชั้น ให้ทั้งรายละเอียด และการควบคุมที่น่าประทับใจ หมายความว่าคุณสามารถเชื่อมต่อลําโพงใดก็ได้ แม้แต่ลําโพงที่ขับยากมากๆ       ด้วยการตรวจจับสัญญาณอัตโนมัติ H400 จะจดจําแหล่งสัญญาณเสียงดิจิตอลที่เชื่อมต่ออยู่ทันทีและเปลี่ยนเป็นอินพุตที่ถูกต้อง ทําให้ไม่จําเป็นต้องเลือกด้วยตนเอง อินพุตทั้งหมดสามารถตั้งค่าที่ระดับเสียงสูงคงที่ ทําให้สามารถใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์หลายห้องได้       ยังมีฟังก์ชั่นรีโมตทีวี ที่ให้คุณใช้รีโมตทีวีเพื่อควบคุมเครื่องขยายเสียงได้อีกต่างหาก มีผลต่อการตั้งค่าความบันเทิงในบ้านของคุณให้ใช้งานง่ายขึ้น       ด้านเน็ตเวิร์ก H400 ได้รับการปรับให้เหมาะสมเพื่อความคล่องตัว โดยรองรับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยอดนิยม เช่น AirPlay, Spotify Connect, Roon Ready, Tidal Connect, Google Cast และ UPnP ผู้ใช้สามารถควบคุมเครื่องขยายเสียงผ่านบริการเหล่านี้ได้โดยตรง          นอกจากนี้ แอป Hegel Control ยังให้การควบคุมระดับเสียง อินพุต และการเข้าถึงวิทยุอินเทอร์เน็ต พอดคาสต์ รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ด้านสื่อ ช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้งานโดยรวม ไม่ว่าคุณจะสตรีมเพลย์ลิสต์โปรดของคุณ หรือสํารวจพอดคาสต์ใหม่ H400 นั้นจะทําให้ง่ายและสนุก     H400 รองรับเสียงหลายห้องผ่าน Roon, AirPlay และ Google Cast ทําให้สามารถเล่นเพลงแบบซิงโครไนซ์ในพื้นที่ต่างๆ ในบ้านได้อย่างคล่องตัว ลองนึกภาพการมีเสียงคุณภาพสูงแบบเดียวกันในทุกห้อง ที่หลอมรวมเข้ากับระบบบ้านอัจฉริยะได้อย่างราบรื่น         ภาค DAC ในตัวเอง ระบบ Bit-Perfect DAC ที่ยึดพื้นฐานมาจากรุ่น H600 ที่ใช้ Bit-Perfect DAC เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด หลายคนอาจจะอยากทราบว่า ใช้ชิปเซ็ตพื้นฐานของอะไรมาขยายขอบเขตการทำงานในวงจร     ซึ่งตามปกติภาค DAC ของ HEGEL จะใช้ของ AKM       อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญของชิปสำเร็จรูป เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งของวงจรส่วนร่วมในการดีไซน์ทางภาคดิจิตอลอื่นๆ ที่สำคัญ รวมทั้งภาคจ่ายไฟอิสระ ที่ถูกออกแบบเฉพาะวงจรของ DAC อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ในชื่อ Bit-Perfect DAC     ตัวเครื่องมาพร้อมรีโมตคอนโทรลขนาดย่อม พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานครบถ้วน    HEGEL H400 ได้รับรางวัล เครื่องขยายเสียงสตรีมมิ่งพรีเมียม EISA 2024 - 2025 เป็นการันตี ที่มั่นใจได้ในความเชื่อมั่นผลิตภัณฑ์ในระดับสากล       ผลการทดสอบใช้งาน      หลักๆ แล้วผมจะเล่นเพลงสองรูปแบบด้วยกันคือ แผ่นซีดี และใช้ภาค DAC ในตัว H400 เนื่องจากระบบของเครื่องไม่มีภาคปรีโฟโนสำหรับแผ่นเสียง แต่สนองตอบภาคไลน์ อินพุต - ดิจิตอลอินพุต หลายช่องต่อ (ส่วนตัวผมจะใช้ช่องต่อ Coaxial) และการเชื่อมต่อ Ehernet LAN เพื่อการสตรีมมิ่ง        ขอกล่าวถึงการใช้งานภาคสตรีมมิ่งก่อนนะครับ     ผมเริ่มเล่นระบบเน็ตเวิร์กในเครื่อง HEGEL H400 โดยดาวน์โหลด แอปพลิเคชั่น Hegel Control จากแอพสโตร์มาใช้ในไอโฟน 15 Pro Max เพื่อเชื่อมระบบสั่งงานระบบปฏิบัติการของเครื่อง H400        แค่เปิดแอปในมือถือ ก็เชื่อมต่อกันกับตัวเครื่อง H400 อัตโนมัติฉับไว สนองตอบได้ดี เหมือนแค่พริบตาเดียวเท่านั้น ก็ไม่มีอะไรให้ต้องรอ หรือเสียเวลาเซ็ตอัพใดๆ      จริงอยู่ว่า จอดิสเพลย์ H400 ไม่มีการแสดงผล ปกอัลบั้มเพลงสวยๆ (ต้องดูจากหน้าจอมือถือ หรือ แท็บเล็ตแทน) แต่ก็มีผลด้านคุณภาพในการทำงานที่ต้องยอมรับ แบบว่าคุณภาพเนื้อๆ กันไปเลย      ส่วนตัวผมชอบเลือกเล่นวิทยุอินเทอร์เน็ตก่อน เพราะท่องดนตรีทุกรูปแบบไปได้อย่างมีอิสระเสรีรอบโลกใบนี้ อย่างไร้ขีดจำกัด!!!        ฟังข่าวสาร ฟังดนตรี เพลงหลากรสชาติแบบอิ่ม แน่น ละมุนละไม และโอ่อ่า ทรงพลังเลยทีเดียว และที่แน่ๆ ช่วงฟังเพลงที่จริงจังจะยืนพื้นที่การเชื่อมต่อ TIDAL ทำให้เราฟังเพลงที่ชอบเพลิดเพลินทั้งคุณภาพดุจเดียวกับซีดี หรือไฮเรสออดิโอ      วิทยุอินเตอร์เน็ต ส่วนมากผมจะชื่นชอบสถานี BBC2 เป็นพิเศษ วันไหนไม่รีบร้อนอะไร ก็จะนั่งฟังแต่เช้ายันค่ำ มีเพลงดีๆ ให้ฟังมากมาย         ในประสบการณ์เล่นแอมป์ Streaming ผมเริ่มจับทางบางประการได้ว่า หากเราค่อยๆ ไต่ระดับ เล่นเครื่องสตรีมเมอร์แอมป์มาเรื่อยๆ และพบเครื่องที่มีคุณภาพสูงจริงๆ แล้วละก็ คุณจะได้เห็นความแตกต่างของเครื่องสตรีมเมอร์ระดับไฮเอนด์ ที่มีระดับคุณภาพและราคาสูงกว่าเครื่องทั่วๆ ไปได้ไม่ยากครับ       ความมีคุณภาพสูงของเครื่องตรงไหน จะแสดงออกให้เราจับสังเกตง่ายที่สุด?      นั่นคือ การแยกแยะ และการแสดงบุคลิกแนวทางของเพลงต่างอัลบั้ม ต่างสตูดิโอที่บันทึกเสียงอันหลากหลายนั้น จะต้องมีรสชาติที่ต่างกันไปตามต้นทางหรือสตูดิโอที่มาครับ        คือจะไม่ให้เสียงเรื่อยๆ มาเรียงๆ แบบว่าฟังเพลงสไตล์ไหน ค่ายใด บุคลิกเสียงก็เหมือนกันเสียทุกค่าย ทุกอัลบั้ม      แหละนี่คือจุดชี้ว่า เราเล่นสตรีมมิ่งมาถึงระดับไหนครับ     HEGEL H400 แม้จะมีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบแอมป์สตรีมมิ่งอื่นๆ อยู่บ้าง แต่เครื่องรุ่นนี้ ระดับนี้ จะนำพาคุณสัมผัสการเรียนรู้ธรรมชาติเสียงดนตรีอย่างชัดแจ้ง        เข้าถึงความสมจริง ความแตกต่างในคาแรกเตอร์ ของการบันทึกเสียงเพลง จากแต่ละค่ายเพลง ได้เป็นอย่างดี        นี่คงเป็นการพิสูจน์ว่า การได้รับรางวัล Best Product EISA AWARD 2024-2025 ย่อมมีคุณภาพครบถ้วนในมาตรฐานสูงสุดจริงๆ     ในส่วนการใช้งานอินพุตจากภาคไลน์ ผมใช้เครื่องเล่น SACD ต่อใช้งานสลับกันระหว่างเสียงที่ได้จากแผ่น CD-SACD ทางช่องไลน์อินพุต และเลือกช่อง Coaxial เพื่อการทดสอบภาค DAC ของH400 เปรียบเทียบกันไปด้วยในตัว     • ภาค DAC ของ H400 มีจุดเด่นที่ความปลอดโปร่ง ความสะอาดของเสียง สามารถสนองตอบ ดิจิตอลออดิโอได้ครบถ้วนมาก รวมถึงถอดรหัสของเพลงสตรีมมิ่ง อาทิ 24/192, DSD64 (DoP), เล่นแผ่น MQA หรือฟังสตรีมมิ่งจาก TIDAL จะเห็นผลด้านรายละเอียดเสียงที่ระยิบระยับในทุกรายละเอียด ส่วนทางช่องออพติคัลก็ให้การถอดรหัสเท่าเทียม Coaxial ครับ     กรณีนำไฟล์เพลงไฮเรสจากสตอเรจฮาร์ดดิสก์ หรือNAS เพลงที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์มาต่อเล่นทาง USB จะตอบสนอง ไฟล์เพลงได้สูงถึง 32/384, DSD256 (DoP) เรียกว่าเก็บได้ทุกรายละเอียด ที่ทางHEGEL H400 มีรองรับครบเครื่องจริงๆ      ดังที่กล่าวไว้เสมอว่า ตัวผมมักจะเล่นเพลงจาก TIDAL เป็นหลัก ในไฟล์ที่สตรีมจากผู้ให้บริการรายนี้ คิดว่ามันดีเยี่ยมพอเพียงกับความเป็น High-Fidelity โดยเฉพาะเมื่อฟังเพลงที่รายละเอียดระดับสูงสุด (MAX) รวมทั้ง MQA ทำให้เราเข้าถึงเบื้องลึกดนตรีไฮเรส ที่มีรายละเอียดมากกว่าฟังแผ่นซีดี ในหลายๆ อัลบั้ม     ด้วยคุณสมบัติของเครื่อง HEGEL H400 นั้น สนองตอบได้อย่างดีงามและคุ้มค่าที่สุด คือถ้าเราดูจากคุณค่า ที่แยกออกเป็นสามองค์ประกอบหลัก จะเห็นภาพได้ชัดว่า H400 เป็นสตรีมมิ่งแอมป์ ที่เกินคำว่าคุ้มค่าจริงๆ     - ภาคขยายดูอัลโมโน 250วัตต์ต่อแชนแนล ที่ขับลำโพงทุกคู่ได้อย่างหมดจด  - ภาค DAC ที่เสียงสะอาดมากๆ จนแทบนึกไม่ออกว่าเคยฟัง DAC ในแอมป์รุ่นไหนที่จะให้เสียงได้ดีเยี่ยมขนาดนี้มาก่อน - ภาคเน็ตเวิร์กสตรีมมิ่งที่คล่องตัว แม่นยำ เสียงอิ่มเอม สนองตอบการใข้งานอย่างกว้างขวาง กระทั่งผมเองยังใช้งานได้ไม่หมดด้วยซ้ำ        บทสรุป      1. เชื่อมต่อระบบเน็ตเวิร์กได้อย่างง่ายดาย ยอดเยี่ยม ไม่ต้องไปเสียเวลาเซ็ตอัพอะไรทั้งสิ้น ทำให้เราเข้าถึงวิทยุอินเทอร์เน็ตและพอดแคสต์ได้ทันที และผ่าน UPnP ไปยัง NAS ทั้งมีปุ่มสำหรับควบคุม Apple AirPlay และ Google Chromecast ปุ่ม "Spotify" จะนำเราไปที่หน้าจอข้อความพร้อมคำแนะนำในการเลือก H400 เป็นสัญญลักษณ์รูป "ลำโพง" ในแอป Spotify แล้วเปิดใช้งาน Spotify Connect รวมถึงเปิดการเชื่อมต่อแอป TIDAL ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ       ในฐานะสตรีมเมอร์นับว่า ทำงานได้เป็นเลิศ คุ้มค่าทุกวินาทีที่ใช้งาน ให้ความใกล้เคียงรุ่นใหญ่อย่าง H600 ในหลายส่วนเลยทีเดียว 2. ภาคขยายคลาส AB ที่มีเทคโนโลยี SoundEngine 2 ให้พลังและรายละเอียดที่เป็นเสียงธรรมชาติ และสามารถรับอัตราการพีคแรงๆ ของดนตรีได้อย่างไร้ความผิดเพี้ยน ผมชอบบุคลิกที่อิ่มละมุนและพร้อมจะส่งผ่านไดนามิคเร้นจ์ จากแผ่วเบาถึงอัตราสะวิงของเสียงที่สูงสุด อย่างแม่นยำ      ในฐานะภาคขยาย จะให้ทุกรายละเอียดครบถ้วน แม้แต่ปลายเสียงแหลมสุด จนถึงช่วงเสียงต่ำลึก เอาเป็นว่า ถ้าลำโพงคุณดีพอ จะได้ยินเสียงเบสอย่างอิ่ม หนักแน่นมีคุณภาพครบถ้วนโดยไม่ต้องพึ่งพาซับวูฟเฟอร์    อีกทั้งเป็นภาคขยายที่มีแบนด์วิธกว้างมากๆ อย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว       จากประสบการณ์ของผม ภาคขยาย HEGEL H400 อาจจะสมบูรณ์แบบกว่า ปรี-เพาเวอร์หลายชุดเลยครับ       แค่ภาคขยายเสียงอันยอดเยี่ยม ก็ทำให้เราเข้าถึงเพลงทุกสไตล์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัดนี้ ก็ถือว่าคุ้มราคาแล้วละครับ 3. ในการฟังทั้งสตรีมมิ่ง และจากช่องไลน์อินจากแผ่น CD-SACD ให้คุณภาพเสียงที่เต็มไปด้วยรายละเอียดความสมูทนิ่มนวลต่อเนื่อง ผมชอบตรงที่ว่า จะไม่มีขีดจำกัดในเรื่องของสไตล์เพลง ให้โทนเสียงช่วงมิดเร้นจ์ เสียงความถี่กลางมีเสน่ห์ ไหลลื่น    ไม่ต้องถามว่าเหมาะสมที่จะฟังเพลงประเภทใดเพราะทุกสิ่งที่คุณอยากฟัง คุณจะได้ฟังเต็มอิ่ม       คือเราสามารถฟังตั้งแต่ ไลท์มิวสิก คันทรี พ็อพ แจ๊ส ไปจนถึงคลาสสิก ให้เสียงที่เปิดกว้างแต่ก็สะอาดและนิ่มนวล เต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะเพลงร้องทำให้เราหลงใหลเสียงหวานๆ จากศิลปิน ใน HEGEL H400 อย่างง่ายดายเลยทีเดียว สำหรับการต่อแหล่งโปรแกรมภายนอก จุดที่เด่นอย่างมากก็คือการใช้ DAC ของ H400 เพราะรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบของภาคแปลงรหัสดิจิตอล มาสู่อนาล็อก นับว่าทำได้ดีงาม ในทุกๆ รายละเอียดเสียง       เป็นภาค DAC ที่ให้ฮาร์โมนิคเสียงอิ่มฉ่ำจริงๆ ครับ ตรงนี้เองที่ยิ่งทำให้ H400 เกินคำว่า “คุ้มค่า” อย่างมากที่สุด เป็นภาค DAC ที่ทำให้เราลืมความเป็นดิจิตอลหรืออนาล็อกไปได้เลย 4. คุณสมบัติด้านบุคลิกเสียง ศักยภาพเสียงเต็มไปด้วยรายละเอียด มีความเที่ยงตรง ละเมียดละไมสูงมาก ในทุกระดับความดัง สลับลำโพงมาทดลองใช้หลายคู่ ไม่มีคู่ไหนที่ HEGEL H400 จะขับไม่ออก ล้วนแต่สร้างความสมบูรณ์เต็มสเกลเสียงทั้งสิ้น     เมื่อมองจากโครงสร้างภายนอก หน้าตาดูจืดๆ ที่มีแต่ความเรียบง่าย ไม่โดดเด่นสะดุดตานี้ ทว่าภายในกลับบรรจุวงจรแน่นเอี้ยด ด้วยคุณสมบัติที่ดีเลิศของ ภาคขยายดูอัลโมโน, DAC ตัวแปลงรหัสระดับไฮเอนด์, สตรีมเมอร์ที่มีปฏิบัติการครบถ้วนที่สุด เหมือนเครื่องเสียง ทรี-อิน-วัน ที่สรรสร้างเสียงดนตรีให้เราประทับใจในคุณภาพเสียงอย่างแท้จริง      HEGEL H400 สมศักดิ์ศรีของสตรีมมิ่งแอมปลิไฟร์ รางวัล Best Product EISA AWARD 2024-2025 ที่คุณควรพิจารณาหาประสบการณ์ ก่อนตัดสินใจก้าวสู่สตรีมมิ่งแอมป์ ระดับไฮเอนด์ครับ     HEGEL H400 มีราคาต่อเครื่องอยู่ที่ 229,000.- บาท       สนใจสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ DISCOVERY HIFI  โทร. 085 517 8292  

Furutech Origin Power NCF (R) สายไฟเอซีที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพเสียงไปตลอดกาล

Furutech Origin Power NCF (R) สายไฟเอซีที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพเสียงไปตลอดกาล สายไฟเอซี เป็นปฐมบทของการปรับปรุงเครื่องเสียงที่ถือว่า สมควรเปลี่ยนสำหรับเครื่องเสียงทุกประเภท ทั้งแหล่งโปรแกรม DAC หรือแอมปลิไฟร์ทั้งหลาย สายไฟระดับเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ ของFurutech จากประเทศญี่ปุ่น มีการพัฒนามาอย่างยาวนาน เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป     Furutech มุ่งมั่นที่จะนำเสนออุปกรณ์เสียงคุณภาพสูงสุดในราคาที่เข้าถึงได้เสมอมา และซีรีส์ Origin ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ปรัชญานี้ สายไฟ Origin Power NCF (R) ประกอบด้วยตัวนำ α (Alpha) μ-OFC ของ Furutech ที่มั่นใจได้ถึงความสามารถในการนำไฟฟ้าและความบริสุทธิ์ของสัญญาณที่ดีเลิศ มอบประสบการณ์เสียงที่สมจริงและดื่มด่ำ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ตรงตามมาตรฐานที่เข้มงวดเพื่อนักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ และวิศวกรเสียงมืออาชีพ     ซีรีส์ Origin Furutech ได้กำหนดความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพระดับพรีเมียมและมูลค่าใหม่ ทำให้เสียงคุณภาพสูงสามารถเข้าถึงได้มากกว่าที่เคย    โครงสร้างโดยรวมของสายไฟรุ่นนี้ ด้วยคุณลักษณะพิเศษจาก Pure Transmission และวัสดุ NCF ของ Furutech เทคโนโลยี Pure Transmission ของ Furutech ได้รับการออกแบบด้วยความเอาใจใส่พิถีพิถันในทุกแง่มุมของพลังงานและการถ่ายโอนสัญญาณ โดยแก้ไขปัญหาทั่วไป เกี่ยวกับความต้านทานการสัมผัส สถานะความเป็นแม่เหล็กไฟฟ้า EMI และความสามารถในการป้องกัน RFI ด้วยวิศวกรรมที่เหมาะสมที่สุด โดยการใช้ประโยชน์จากวัสดุที่ดีที่สุดและกระบวนการขั้นสูง Furutech จึงมอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมได้อย่างสม่ำเสมอ      การนำวัสดุ "NCF" อันล้ำสมัยของ Furutech มาใช้กับขั้วต่อเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรม NCF ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อต่อต้านไฟฟ้าสถิต ช่วยลดการสั่นสะเทือนและขจัดเสียงรบกวนไฟฟ้าสถิตที่ไม่ต้องการ          ผลลัพธ์ที่ได้คือเวทีเสียงที่สะอาดขึ้น แม่นยำขึ้น ปราศจากสีสัน ทำให้เสียงที่แท้จริงจากแหล่งกำเนิดเสียงเปล่งประกายออกมาอย่างน่าประทับใจ      ในด้านรายละเอียดทางเทคนิคที่พิเศษกว่าใคร คุณสมบัติหลัก เป็นสายไฟที่ออกแบบมาอย่างสวยงามด้วยตัวนำ α (Alpha) μ-OFC ใช้ฉนวนโพลีเอทิลีนพิเศษที่ทนต่อแรงดันไฟฟ้าสูงและความร้อน ให้ความจุที่ต่ำกว่าและการหน่วงเชิงกลที่ดีกว่า      มีเทคโนโลยี Ground/Earth Jumper ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร แม้ในระหว่างการใช้งานปกติทั่วไป สายเคเบิลทั่วไปก็ยังสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ต้องการขึ้นมาได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการรบกวนได้      โดยคลื่นดังกล่าวจะแสดงผลเด่นชัดที่สุดในบริเวณที่สายเคเบิลงอหรือพับ ดังนั้น "Earth Jumper" ของ Furutech แก้ไขปัญหานี้ด้วยการใช้แผ่นทองแดงที่สัมผัสกับสกรูยึด ต่อกับสายดิน ทำให้ศักย์แม่เหล็กไฟฟ้ามีเสถียรภาพ         ในการดูดซับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ต้องการนี้ทำให้ระบบปรับปรุงคุณภาพเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดการสั่นสะเทือนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้อย่างมาก ส่งผลให้เสียงที่ได้มีความชัดเจนและเสถียรมากขึ้น      มีกลไกการยึดสายแบบพิเศษเพื่อให้มีหน้าสัมผัสที่แน่นหนาและส่งกำลังได้อย่างบริสุทธิ์และเสถียร รวมถึงโครงสร้างของสายที่เป็นเอกลักษณ์ช่วยให้มีหน้าสัมผัสที่แน่นหนาที่สุดเท่าที่เคยมีมาในแวดวงสายไฟเอซี       ปลอก PVC ปลอดตะกั่วที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษ 3 ชั้นที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS ***ช่วยแยกการสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น       สายไฟ Furutech Origin Power NCF (R) หุ้มฉนวนด้วยโพลีเอทิลีน (PE) ซึ่งช่วยลดความต้านทานที่เกิดจากความจุ ส่งผลให้มีความละเอียดของเสียงที่มากขึ้น ชัดเจนขึ้น ไดนามิกที่ทรงพลัง และเวทีเสียงที่เงียบเป็นพิเศษ      Preview  นับตั้งแต่ได้รับมาวันแรก ผมก็มานั่งวิเคราะห์ดูรูปทรงที่ขึงขังงดงาม และซ่อนคุณสมบัติชั้นยอดภายใน ตั้งแต่หัวขั้ว และท้ายขั้วสัญญาณ ไปจนถึงฉนวนห่อหุ้ม ที่ให้สัมผัสละมุน สามารถจัดให้โค้งงอไปตามช่องว่างด้านหลังเครื่องและผนังได้เป็นอย่างดี    เห็นเป็นสีขรึมๆ ขึงขัง แต่หาเจาะลึกองค์ประกอบภายใน จะพบว่าล้ำลึกมากกว่าที่เห็นมากมายนัก     • ในชั้นของตัวนำ ภายในบรรจุวัสดุตัวนำ 7 มัดจำนวน 35 เส้นแบบ α (Alpha) μ- OFC 0.18 มม. x 3 แกน -9AWG (หรือมีขนาด 6.22 sq.mm) รวมกับฉนวน โพลีเอทิลีที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5.5 มม.      • มีปลอกหุ้มหนึ่งชั้นด้านในเป็นพีวีซีป้องกันการสั่นสะเทือน ที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS โดยผสมผสานกับวัสดุ NCF พิเศษ และสารประกอบอนุภาคคาร์บอนเป็นวัสดุป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ (สีดำ) ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13.5 มม.        • เฉพาะส่วนของ “ชีลด์ภายใน” ที่ห่อหุ้ม ก็จะมีตัวนำ α (Alpha) μ–OFC 9 x 24 เส้น 0.12 มม. ถักทอหุัมไว้และมีปลอกหุ้ม 2 ชั้น (ตรงกลาง) ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคคาร์บอนและพีวีซี สำหรับป้องกันการสั่นสะเทือนที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS (สีดำ) • ด้านเปลือกนอกสุด มีปลอกหุ้ม 3 ปลอก หุ้มด้านนอกด้วยพีวีซียืดหยุ่นที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS (สีน้ำเงินมุก) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 18.0 มม.     รูปลักษณ์ภายนอก ยังหุัมด้วยเส้นด้ายไนลอนที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS ถัก ปลอกนอก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 19.0 มม.    เรียกว่าโครงสร้างอัดแน่นเทคโนโลยีเพียบเลยครับ สำหรับสายไฟเอซี ระดับไฮเอ็นด์ Furutech  Origin Power NCF (R)     ผลจากการทดสอบใช้งานเป็นอย่างไร ผมจะขอสรุปสั้นๆ เข้าใจง่าย ว่าสิ่งที่เราจะได้คือ   • พลังอัดฉีดเสียงนั้นดีขึ้นอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว • รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในระดับปลายเสียงที่ “หยุมหยิม ระยิบระยับ” เรียกว่าแทบไม่เคยได้ยิน ดีเทลแบบนี้จากสายไฟเอซี มาก่อนเลย • เสียงต่ำอิ่มขึ้น สมบูรณ์มากขึ้น มีการทอดยาวของเบส ให้ทั้งความกระชับ และหยุดสั่นค้างได้อย่างรวดเร็ว • ให้ความรู้สึกถึงเสียงที่เป็นธรรมชาติสมจริง ให้ความรู้สึกสะอาด แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะช่วงมิดเร้นจ์  เสียงกลาง เสียงร้อง มีน้ำหนักยอดเยี่ยม โทนเสียงผ่อนคลาย • เวทีเสียงโอ่อ่า ความลึก-ตื้น หรือความกว้างของเวทีเสียงนั้น ให้มิติที่ดีเลิศเลยทีเดียวครับ      Furutech Origin Power NCF (R) คือสายไฟเส้นเดียว ที่สามารถเปลี่ยนและยกระดับคุณภาพเสียงอย่างชัดแจ้ง แม้จะเปลี่ยนแทนสายไฟเดิมลงไปเพียงเส้นเดียว ที่เครื่องแหล่งโปรแกรม หรือที่แอมป์ขยายเสียง ก็เห็นผลของการอิมพรูฟ ในเครื่องเสียงทั้งชุด ที่คุณจะต้องเซอร์ไพรส์ในทันที     จากผลการทดสอบ ถ้าจะต้องเลือกเปลี่ยน Origin Power NCF (R) กับจุดใดจุดหนึ่ง ขอแนะนำที่แหล่งโปรแกรมก่อนครับ มีผลลัพธ์อันชัดเจนที่สุด    ผลลัพธ์ต่อแหล่งโปรแกรม ไม่ว่าจะเป็น ซีดีเพลย์เยอร์ DAC หรือสตรีมเมอร์ มีผลมากจริงๆ หลังจากนั้นจะไปเปลี่ยนที่แอมปลิไฟร์ ในเส้นถัดไปก็ได้ครับ เนื่องจากสายรุ่นนี้ ราคาก็สูงตามคุณภาพไฮเอ็นด์ของเขานั่นละครับ      กล่าวสรุปแบบสั้นๆ ได้ว่าสายไฟเอซี Origin Power NCF (R) จาก Furutech คือ ปรากฏการณ์อัศจรรย์อย่างหนึ่งของวงการสายสัญญาณระดับออดิโอไฟล์ที่น่าตื่นเต้นประทับใจครับ Furutech Origin Power NCF (R)  ราคา 83,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd. Tel: 0-2932-5981 หรือ LINE ID : @clefaudio  

ASL INT-50L สุดทางเสียงดนตรีกับแอมป์คลาส A

ASL INT-50L สุดทางเสียงดนตรีกับแอมป์คลาส A ผลงานของ Absolute Audio Labs. (ASL) เครื่องเสียงแบรนด์ไทยที่ออกแบบและผลิตแอมปลิไฟร์คลาส A ระดับยักษ์มาแล้วหลายปี ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทแยกชิ้นปรี-เพาเวอร์ และครั้งนี้เป็นการดีไซน์อินทิเกรเต็ดแอมป์ ASL INT-50L ที่ไบอัสกระแสวงจรในแบบ คลาส A Push Pull มีกำลังขับ 50 วัตต์ต่อแชนแนล (ซึ่งจะไม่ใช่แบบ ซิงเกิ้ลเอ็นด์คลาส A)          จุดเด่นคือจะให้กำลังที่สูงกว่าแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์ ในขณะที่ใช้กำลังไฟเท่าๆ กัน ในแง่ของการดีไซน์ มีข้อดีตรงที่สามารถแปรผันกระแสที่ไหลผ่านลำโพงเมื่ออิมพีแดนซ์ต่ำลงไปอีก ได้ราวหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว!          ระบบพุชพูลคลาสเอนั้น ถ้าออกแบบวงจรได้ดี จะสามารถปรับการทำงานของสัญญาณเสียงและเฟสให้สมมาตรกันได้ อันจะส่งผลต่อ ค่าความเพี้ยนทาง THD ต่ำลงไปได้เรื่อยๆ นั่นคือการขยายเสียงที่เที่ยงตรงแม่นยำ และต่อเนื่องอย่างแท้จริง         จากข้อมูลของผู้ผลิต ระบบพุชพูล ASL INT-50L ได้ออกแบบโดยศึกษาพฤติกรรมการใช้งานของนักเล่นเครื่องเสียง ที่เมื่อคุ้นชินกับระดับเสียงที่ฟังอยู่ในทุกๆ วัน ก็อยากขยับความดังขึ้นไปอีกเล็กน้อย โดยยังคงอยากได้รายละเอียดและบรรยากาศเดิมๆ อยู่             INT-50L จะวางระบบวงจรอยู่ชุดหนึ่ง ที่เรียกว่า QUAD OPTO BIAS ทำหน้าที่ควบคุมกระแสภายในวงจรด้วยระบบแสง ถึง 4 ชุด ช่วยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงอันฉับพลันของกระแสที่ไหลผ่านลำโพงในแต่ละเฟส แล้วนำปรับกระแสภายในวงจรให้เตรียมพร้อมที่จะขยายสัญญาณได้อย่างราบรื่นที่สุด           โดยที่วงจร Class A มีพื้นฐานการไบอัสกระแส ป้อนไฟเลี้ยงให้อุปกรณ์ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ราบรื่นต่อเนื่อง แตกต่างจากคลาสอื่น ที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงการสะวิงของสัญญาณ ก็จะทำให้เสียงจะขาดความต่อเนื่องและแผดกร้าวได้          INT-50L เป็นพุชพูล คลาสเอ ที่มีความเพี้ยนต่ำ ในช่วงการฟังปกติ 4-5 วัตต์แรก แต่เมื่อเร่งโวลลุ่มขึ้นมาจากเดิมอีกราวๆ 10% วงจร QUAD OPTO BIAS ก็จะทำการปรับเปลี่ยนการไหลของกระแส ให้มีคุณลักษณะของ ฮาร์มอนิกส์ ลำดับที่สองเด่นขึ้นมา จนถึงช่วงกึ่งหนึ่งของอัตราขยาย จึงกลับเข้ามาสู่โหมดความเพี้ยนต่ำอีกที ตรงนี้จะมีผลต่อคุณภาพเสียงที่ดีอย่างต่อเนื่อง           INT-50L ยังทำงานแบบ CFA (Current Feedback Amplifier) ที่มีความแม่นยำในการจัดการเรื่องเฟสเสียง ไม่ให้เลื่อนค่าเฟสไปเมื่อต้องใช้งานกับลำโพงที่มีวงจรครอสโอเวอร์อันซับซ้อนอีกด้วย           INT-50L ใช้อุปกรณ์ภายในที่ค่อนข้างพิเศษ เช่น เจเฟท และ มอส เฟ็ต จาก TOSHIBA และทรานซิสเตอร์จาก FAIRCHILDS ที่เป็นระดับหายากเป็นพิเศษไปแล้วในปัจจุบันนี้ และภาคเอาต์พุตยังใช้มอสเฟ็ต โมดูล ขนาดใหญ่กว่าอุปกรณ์ทั่วๆ ไป ถึง 4 เท่า!!!            มีการคัดเลือกเกรดอุปกรณ์แต่ละชิ้นอย่างพิถีพิถัน โดยใช้เครื่องวัดกราฟการทำงานของอุปกรณ์ (curve tracer) ชนิดพิเศษ ที่จะมีข้อมูลของอุปกรณ์แต่ละตัว ที่มีคุณสมบัติตรงตามซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจำลองการทำงาน ไว้เป็นมาตรฐานการวัด           จุดที่ผมคิดว่า มีผลดีต่อการใช้งานจริงมากที่สุด คือมีการออกแบบให้ระดับโวลุ่มแปรผันไปในลักษณะการใช้งานจริง โดยย่านการทำงานในช่วง 25 วัตต์แรก ตั้งแต่โวลลุ่ม 0 ถึง 30 จะค่อยๆ เพิ่มความดังในสเต็ป ละนิด ผู้ที่นิยมลำโพงยุควินเทจจึงสามารถนำมาใช้กับลำโพงฟูลเร้นจ์ หรือ ฮอร์น ความไวสูงระดับ 94-105dB ได้เป็นอย่างดี            และเมื่อเข้าสู่ตำแหน่งโวลลุ่มที่ 31 ถึง 50 ก็จะทวีความดังขึ้นมาอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เหมาะสมกับลำโพงความปานกลาง 87-92dB  และสุดท้ายระดับโวลลุ่มที่ 50 ถึง 75 ความไวของอัตราขยายก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากวงจรอัพกระแสสำรอง เพื่อให้เหมาะสมกับลำโพงยุคปัจจุบัน ที่มีความไวต่ำ 82-85dB         จัดว่าออกแบบไปตามพฤติกรรมการใช้งานจริง ของออดิโอไฟล์           ทุกท่านจะสามารถสัมผัสได้จากการทำงานอย่างราบรื่นขณะใช้งานขยายในวงจร           ตามข้อมูลของผู้ผลิต ในเทคนิคเชิงโครงสร้างนั้น ได้มีการให้รายละเอียดไว้ดังต่อไปนี้ 1. ขั้ว RCA อินพุตต่อตรง “ลัดสั้น” เข้าภาคควบคุมโวลลุ่ม และปรีแอมป์โดยตรง ลดทอนการสูญเสียสัญญาณ และสัญญาณรบกวนได้เป็นอย่างดี 2. ออกแบบการวางแผงวงจรแบบสมมาตร ทั้ง ซ้าย-ขวา รวมถึงเฟสบวก และลบของสัญญาณ 3. ใช้ตัวเก็บประจุขนาดรวม 120,000 ไมโครฟารัด ถือว่ามากที่สุดในอินทิเกรทแอมป์กำลังขับเท่าๆ กัน 4. ไดโอด เร็กติฟายเออร์ ใช้แบบตัวถัง SOT-227 ขนาด 80 แอมแปร์ ซึ่งจะพบเจอได้ในเพาเวอร์แอมป์ชั้นนำเท่านั้น 5. การจ่ายกระแสไฟให้อุปกรณ์มอสเฟ็ตเอาต์พุต ชนิดพิเศษ ใช้ระบบฮาร์ดวายริ่ง เพื่อการส่งผ่านกระแสไฟสูงสุด สามารถรองรับเอาต์พุต ขับโหลดได้ต่ำสุดถึง 2 โอห์ม 6. ตัวถังอลูมินั่มทั้งชิ้น ยึดด้วยน็อตอลูมินั่มรอบตัวถัง และใช้น็อตไทเทเนี่ยมชุบทองด้านหน้า 7. หน้าปัดแสดง ช่องสัญญาณอินพุต และตัวเลขโวลุ่มขนาดใหญ่ มองเห็นชัดเจน ซึ่งจะลดแสงลงเมื่อเราคอนโทรลเรียบร้อยแล้ว         อุปกรณ์มอสเฟ็ตเอาต์พุต ใช้ระบบฮาร์ดวายริ่ง เพื่อรองรับกระแสขนาดใหญ่           มีระบบ AC NOISE FILTER และ RECTIFIER DIODE ขนาดใหญ่ ที่มีระบบป้องกันกราวนด์ลูป (GROUND LOOP ELIMINATE) ในตัว ส่วนหม้อแปลงชนิดเทอรอยดัล ขนาดถึง 450VA ฮีทซิ้งค์ระบายความร้อนจัดวางตำแหน่งทั้งสองด้านซ้ายขวาของตัวถังดูขึงขังมาก     Test Report การทดสอบของผมคือ อยู่ในแง่ของการใช้งานจริง โดยใช้เวลาถึงสองสัปดาห์เต็ม จึงมีบทสรุป ASL INT-50L แอมปลิไฟร์ระบบคลาส A ดังต่อไปนี้ 1. ตัวถังมีโครงสร้างบึกบึนแข็งแรง อาจกล่าวได้ว่า แอมป์ระดับราคานี้ แทบไม่พบคุณสมบัติเท่าเทียม ASL INT-50L ฮีทซิ้งค์มีรูปทรงที่ลงตัว ระบายความร้อนได้ดี โครงสร้างนี้มีผลต่อการป้องกันการรบกวนจาก Noise ได้ครบถ้วน           และโดยรอบๆ ตัวถัง โครงสร้างเครื่องจะไม่มีส่วนมุมคมบาดมือ การเลเซอร์เจาะตราโลโก้ -รุ่น บนเพลทหน้าปัด ถือว่าผลงานมาตรฐาน ในเชิงโครงสร้างทำได้ประณีตมากเลยครับ   2. หน้าปัด ที่มีดิสเพลย์กลางเครื่องแม้ส่วนตัวผมคิดว่าไม่มีความจำเป็น แต่ในความเป็นจริง เมื่อใช้งาน จะให้ความสะดวกในการแจ้งระดับความดังเป็นตัวเลขขนาดใหญ่ คอนโทรลได้จากปุ่มโวลุ่มและซีเลคเตอร์ หรือรีโมตคอนโทรล           และในช่วง 2-3 วินาที ไฟที่สว่างนัันก็จะลดแสง หรือ “ดิม” ลงไป ไม่ให้เป็นจุดสะดุดต่อสายตาแต่อย่างใด 3. บุคลิกเสียงติดมาทางหวานฉ่ำละมุนที่ปลายเสียงจะคล้ายเสียงเครื่องหลอดมากครับ และให้พลังที่หนักแน่นตั้งแต่แรกเปิดเครื่องไปจนถึงชั่วโมงสุดท้ายที่คุณเปิดใช้งาน ต้องชมเชยว่า น่าประทับใจตรงเป็นแอมป์คลาส A ที่กำลังดีไม่มีตกเลยจริงๆ ไม่ว่าจะขับที่ความดังแผ่วเบา หรือใช้อัตราสะวิงที่ความดังสูงๆ ก็ตาม 4. ในแง่อัตราสะวิง ให้ค่าไดนามิคดีมาก เปรียบเทียบแอมป์คลาส A ด้วยกัน ถือว่าโดดเด่นมาก และด้วยกำลังขับขนาด 50 วัตต์ คลาส A ของ INT-50L นี้ เทียบกับแอมป์คลาสอื่นๆ จะเหมือนเรากำลังรับฟังแอมป์ขนาด 150 วัตต์ ที่ผมเคยใช้งานเลยละครับ           เสียงที่มีความโดดเด่นเรื่องการให้รายละเอียด จากความดังระดับต่ำๆ ไปจนถึงระดับความดังสูง ทำได้อย่างมีสัดส่วนดนตรีอันสวยงาม และเสียงโอ่อ่าเปิดเผยเป็นพิเศษ 5. การไดรฟ์ลำโพงซึ่งใช้วงจรครอสโอเวอร์ ที่มีความต้านทานสลับซับซ้อนอย่าง BBC LS3/5A, LS 5/9 หรือ Harbeth P3 ESR Monitor 30.2 รวมถึง Totem One ที่ว่า ขับยากๆ เหล่านี้ ผมทดลองทั้งหมดแล้ว พบว่าแอมป์  ASL INT 50-L “จัดเต็ม” ได้อย่างสบายมาก ทั้งที่ตัวเลขเร่งโวลุ่มไม่เกิน 30 เท่านั้น จึงมั่นใจความสามารถได้อย่างเต็มที่ 6. เป็นแอมป์ที่มีบุคลิกเสียงที่อิ่มฉ่ำ พลังลึกเร้นดี ขับย่านความถี่ลำโพงออกมาครบถ้วน ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ เสียงแบบนี้ต้องบอกว่าเกินความคาดหมายของผมไปมากครับ            นับเป็นผลงานการออกแบบแอมปลิไฟร์ คลาส A ที่น่าประทับใจ          เสียงดีเยี่ยมแบบนี้ อาจจะต้องแลกกับความร้อนที่ระบายออกมาทางฮีทซิ้งค์ ที่แผ่ไปจนถึงหลังเครื่อง และหน้าปัดอีกเล็กน้อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาเพราะผมเล่นแอมป์หลอด และแอมป์คลาส A มาตลอดอยู่แล้ว (คือถ้าแอมป์คลาส A ไม่ร้อนนี่ต่างหากที่ผมจะงง) 7. ในแง่ของการดีไซน์ ASL INT-50Lเป็นแอมป์ที่พิถีพิถันในการออกแบบ และได้ผลลัพธ์ที่ดี นี่คืออินทิเกรเต็ดที่สามารถสนองตอบการฟังเพลงได้ทุกสไตล์โดยไม่มีข้อจำกัด ไม่ได้แค่เพียงให้รายละเอียดได้ครบถ้วน เสียงหวานละมุนเท่านั้น แต่ยังคงไว้ซึ่งพละกำลังซ่อนเร้นอยู่อย่างมากมายเหลือพอ ที่จะแสดงศักยภาพออกมาอย่างครบถ้วนเมื่อคุณได้ฟังจริง         จากเพลงพ็อพ แจ๊ส ไปจนถึงคลาสสิก วงออเคสตร้าขนาดใหญ่ ทุกสไตล์ที่คุณได้ฟังจะมาพร้อมกับความแม่นยำเที่ยงตรงของเสียงดนตรี ให้เวทีเสียงที่มีความโอ่อ่า มีความเป็นธรรมชาติสูง และเสียงดนตรีที่ไหลราบรื่นต่อเนื่องสวยงามประดุจสายน้ำ           กล่าวได้ว่าสุดปลายทางเสียงดนตรีนั้น ASL INT-50L จะช่วยให้คุณไปถึงทุกจินตนาการได้ในทุกๆ รายละเอียดอย่างแน่นอน  ASL INT-50L ราคา 97,500.- บาทต่อเครื่อง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Absolute Audio Labs คุณบอย โทร. 083-121-4445  หรือทดลองฟังได้ที่  Hifi House กรุงเทพ  คุณศราวุฒิ  091-718-8716 โทร/ไลน์  

KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ผสานความลงตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน

KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ผสานความลงตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน โจทย์ที่ว่า ถ้ามีลำโพงสองทางขนาดเล็กหรือขนาดกลาง แล้วต้องการอัพคุณภาพมากยิ่งขึ้น สมควรเปลี่ยนเป็นลำโพงตั้งพื้นหรือเสริมแอคทีฟซับวูฟเฟอร์?        นี่ก็คือคำตอบที่น่าสนใจ ถ้าคุณยังต้องการให้ลำโพงวางขาตั้งหลัก แบบ Bookshelf แต่เดิมนั้น คงสถานะไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง       สำหรับตัวอย่างการจัดเซ็ตครั้งนี้ ลำโพงหลักของผมคือ KEF LS50 Meta ในแง่การออกแบบจัดว่าล้ำสมัยที่สุดคู่หนึ่ง          ลำโพงรุ่น LS50 Meta ได้พัฒนามาหลายเวอร์ชั่น และล่าสุดก็คือ LS50 Meta เป็นลำโพงที่เน้นย้ำเรื่องความแม่นยำสูงและให้คุณภาพเสียงด้วยบุคลิกดึงดูดอารมณ์ ซึ่งสร้างขึ้นจากเทคโนโลยีอะคูสติก ระดับ “ปฏิวัติวงการ”       ลำโพงขนาดกะทัดรัด ที่แข็งแรงทนทานรุ่นนี้ ได้รับการออกแบบโดยใช้ไดรเวอร์อาร์เรย์ Uni-Q เวอร์ชั่น 12 ที่มีเทคโนโลยีการดูดซับ Metamaterial ที่ควบคุมโครงสร้างอันซับซ้อนมากคล้ายเขาวงกตที่สามารถดูดซับเสียงที่ไม่ต้องการจากด้านหลังของไดรเวอร์ได้ 99%         เป็นเทคนิคช่วยขจัดความบิดเบือนที่เกิดขึ้นและให้เสียงที่บริสุทธิ์เป็นธรรมชาติมากขึ้น ดังนั้น Uni-Q รุ่นที่ 12 พร้อม MAT ได้ทำงานร่วมกันภายใต้โครงสร้างที่ยอดเยี่ยม ในท่ามกลางความบิดเบือนที่น้อยลงที่สุดในระบบลำโพง และสนองตอบเสียงที่โปร่งใสสมจริงมากกว่าที่เคยเป็น        เท่าที่ได้ทดสอบใช้งาน จุดเด่นลำโพงคู่นี้ คือความมีพลังในการกระจายเสียงได้สม่ำเสมอทั่วทั้งห้องได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งที่มีขนาดย่อมๆ เท่านั้น       ไดรเวอร์ Uni-Q ที่ประกอบอยู่บนพื้นผิวโค้งมนของแบบเฟิลหน้า ช่วยแผ่เสียงออกไปโดยไม่มีการรบกวนจากขอบแข็งซึ่งทำให้เกิดการ ”เลี้ยวเบน“ หรือ Diffraction ของเสียง ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงที่สะอาดและแม่นยำ      ไม่ใช่แค่ลำโพงที่ใช้งานได้ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังเป็นประติมากรรมที่สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับชีวิตของผู้ฟังอีกด้วย ปัจจุบัน LS50 Meta มีตัวเลือกสีให้ถึง 4 สี ได้แก่ Carbon Black, Titanium Grey, Mineral White และ Royal Blue Special Edition            LS50 Meta ได้รับการออกแบบโดย Simon Davies และ KEF Industrial Design Team ซึ่งมีแง่มุมทางด้านเทคนิคหลายอย่างที่น่าสนใจ หากมีโอกาส ผมจะนำเอาแนวคิดและวิธีการออกแบบของ Simon Davies มาให้ได้อ่านกันในเร็วๆ นี้ครับ มีผู้รักลำโพง KEF LS 50 สอบถามเข้ามาบ่อยครั้งว่า พวกเขายังคงพึงพอใจในน้ำเสียง LS50 Meta แต่หากจะขยับเป็นลำโพงตั้งพื้นของ KEF ก็ออกจะเสียดายคุณสมบัติเสียงเดิมๆ ของลำโพงคู่โปรด ที่กลางแหลม และมิดเบสสวยงามมากๆ       ทางเลือกที่ทำให้ลำโพง มีความทรงพลังโอ่อาแม่นยำและย่านความถี่ครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ใกล้เคียงกับลำโพงตั้งพื้น แต่ไม่อยากเปลี่ยนเป็นลำโพง Floor Standing ทำอย่างไรดี?        คำตอบที่ผมได้มาคือ ให้เสริม KEF KC 62 เข้าไป 1-2 ตู้ละก็ คุณก็จะเห็นความแตกต่างที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน    และเท่าที่ผมนำมาจัดชุดทดสอบให้ฟังใน Live เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ชมจะเห็นว่า KEF LS50 Meta และ KC62 ได้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่รู้สึกเลยว่า Active Sub-Woofer เป็นส่วนเกินในระบบ แต่กลับเสียงดีขึ้น และความสวยงามของตัวตู้ขนาดลูกเต๋า ก็เป็นที่ติดตาต้องใจยิ่งนัก         แม้ว่าปัจจุบันจะมีการให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของการเสริม Sub-Woofer เข้าไปในระบบ        ทุกสิ่งอย่างที่เป็นระบบเครื่องเสียงนั้น เราต้องยอมรับว่ามีหลายวิธีทางที่เราจะไปสู่จุดหมายของเราได้       ส่วนได้ ส่วนเสีย ส่วนผิด หรือส่วนถูก ขึ้นอยู่กับเรานำเอา Sub-Woofer มาใช้ด้วยเหตุผลใด และปรับให้สมดุลได้อย่างไร นั่นเอง       ซึ่งผมเคยได้อธิบายและแสดงเหตุผลเอาไว้หลายสิบประการแล้ว คงไม่จำเป็นต้องย้อนกลับมาพูดถึงอีก     ประโยชน์ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ที่ใช้ว่า ใช้เป็น หรือไม่เป็น เข้าใจอรรถประโยชน์ที่พึงได้หรือไม่เพียงไร       สำหรับ KEF LS50 Meta และ KC62 ที่ผมได้ทดลอง Matching ใช้งานด้วยกันมาแล้ว ส่วนตัวคิดว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี       เมื่อไม่อยากก้าวกระโดดขึ้นไปเล่นลำโพงตั้งพื้น อาจจะด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ห้อง หรือเหตุผลอื่นๆ KEF KC62 เป็นคำตอบที่น่าสนใจจาก ซัพวูฟเฟอร์จิ๋วที่น่าอัศจรรย์ ตู้นี้       แนวทางการออกแบบซับวูฟเฟอร์ KC62 ของ KEF คือ เล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้พลังเสียงเบสที่หนักแน่นสมจริงเท่าที่จะเป็นไปได้เช่นเดียวกัน         KC62 เป็นซับวูฟเฟอร์ขนาดกะทัดรัดเหลือเชื่อ สามารถมอบพลังและความมหัศจรรย์ของเสียงเบสที่ทุ้มลึกและแม่นยำ เพื่อประสบการณ์การฟังเพลง หรือชมภาพยนตร์ และเล่นเกมที่เต็มอิ่มและน่าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก      จุดเด่นคือ KC62 มีขนาดเท่าลูกฟุตบอล สร้างขึ้นโดยใช้วิศวกรรมชั้นยอดของ KEF  ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี Uni-Core ที่ล้ำสมัย ใช้ตัวไดรเวอร์ขนาด 6.5 นิ้ว จำนวน 2 หน่วย ทำงานคล้ายลูกสูบช่วงชักยาวให้การผลักอากาศได้ปริมาณมหาศาล ใช้การขับเคลื่อนด้วยแอมปลิไฟร์กำลังขับ 1,000W RMS Class D ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อขับความถี่ต่ำ     นี่คือการจับคู่ระหว่าง ลำโพง Book Shelf ขนาดย่อม กับ Active Sub-Woofer ขนาดจิ๋ว แบรนด์เดียวกัน ซึ่งออกแบบมาบนพื้นฐานเดียวกันด้วยครับ     • ผลลัพธ์ที่ได้จากภาคปฏิบัติ KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ทดสอบจริงในห้องฟังขนาด 3.5x4.5 เมตร       การปรับถือว่าง่ายมาก เพราะมี EQ หรืออีควอไลเซชั่นด้วย DSP อัตโนมัติถึง 5 ตำแหน่ง (Room, Wall, Corner, Cabinet, Apartment)      ให้เราเลือกโหมดไปตามจุดตำแหน่งที่วางในสภาพแวดล้อมของห้องก่อน แล้วปรับระดับความดัง ความถี่จุดตัด และเฟสตามมา        ข้อแนะนำ ควรหาจุดตั้ง KEF KC62 ในแนวระนาบเดียวกับ LS50 Meta  ซึ่งเป็นจุดดีที่สุด หรือจะเป็น เสมอด้านหน้า หรือถอยหลังลึกกว่าลำโพงหลักก็ได้     ไม่ควรให้ตู้ซับ KEF KC62 วางล้ำหน้า หรือถอยหลังมากเกินไป ควรอยู่ห่าง LS50 Meta ในระยะไม่เกิน 1 ฟุต หรือใกล้กว่า เพราะจะปรับได้กลมกลืนง่ายขึ้น       ให้ปรับค่าจุดตัดต่ำสุดของซับวูฟเฟอร์ ปรับระดับความดัง Level ทีละเล็กละน้อยแล้วค่อยๆ ขยับขึ้นมา ในจุดที่เสียงเชื่อมต่อกันราบรื่นที่สุด        สำหรับในการทดสอบของผม ที่ได้ผลดีที่สุดคือ ให้ตั้งค่าความถี่จุดตัดของ KC62  ไว้ที่ประมาณ 45Hz เพราะนั่นคือจุดที่เบสของ LS50 Meta เส้นเคิร์ฟจะเริ่มลาดลงมา       ถ้าถามว่า จุดที่ 45 Hz ของ KC62 อยู่ตรงไหน ก็ให้ดูที่ปุ่มปรับ Crossover ของ KC62 ซึ่งจะอยู่กึ่งกลางระหว่าง 40 และ 50Hz ครับ       อันที่จริงเราสามารถยกจุดตัดความถี่ให้สูงขึ้นได้ ประมาณ 100Hz แต่การทำงานร่วมกับ LS50 Meta อาจจะไม่ได้ผลดีและกลมกลืน ได้เท่ากับจุดตัด 45-50Hz นี้ วิธีฟังคือ การปรับให้เบสและเสียงต่ำต้องไม่โด่งขึ้นมากเกินจริง ยึด Tonal Balance เป็นหลัก ในการหาจุดสมดุล – ใช้วิธีปรับด้วยการหาจุด 2 จุดคือ จุดที่ทำให้เราได้ยินเสียงต่ำชัดเจนที่สุด (อาจจะล้นๆ นิดนึงก็ได้) จากนั้นปรับให้ได้ยินเสียงซับวูฟเฟอร์เบาที่สุด หรือแทบไม่ได้ยินเลย หลังจากนั้นให้หาจุดกึ่งกลาง ระหว่างสองจุดตำแหน่งนี้  โดยอ้างอิงจากเพลงหรืออัลบั้มที่คุ้นเคยและมีย่านความถี่ค่อนข้างครบ ไม่ใช่แค่นำแผ่นหรือใช้เพลงที่เน้นเสียงกลอง หรือเสียงต่ำตูมตามมาปรับ เป็นหลักนะครับ       สรุป จุดที่ดีมากๆ ของ LS50 Meta และ KC62 คือแนวทางการออกแบบนั้นเป็นแบรนด์เดียวกัน การปรับจึงกลมกลืนกันง่าย และใช้เวลาไม่นาน คุณจะปรับเป็นลำโพงซิสเต็มเดียวกันได้อย่างลงตัว • หมายเหตุ ทั้ง KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ควรถูกเบิร์น เกิน 80-120 ชั่วโมงแล้ว จะให้ผลอย่างเต็มที่ครับ     บทสรุป จากการใช้ KEF KC62 ร่วมกับ KEF LS50 Meta  1. ให้เวทีเสียงด้านกว้างลึกดีขึ้น 2. เครื่องดนตรีเสียงต่ำชิ้นหลัก อย่างดับเบิ้ลเบส กลอง มีมวล และพละกำลังเต็มอิ่มขึ้นอย่างน่าพึงพอใจมาก เรียกว่าสร้างความชัดเจนมีสัดส่วนของดนตรีเพิ่มขึ้น 3. น้ำหนักเสียงของชิ้นดนตรี มีมิติเป็นชิ้นเป็นอัน ให้สเกลเสียงสมจริง 4. มีผลด้านเสียงร้องที่อิ่มลึกขึ้น เสียงลงลำคอจะดูเป็นจริงมากกว่าเดิม 5. อิมเมจ จุดตำแหน่งเสียง ให้ความมีสัดส่วน ทรวดทรงดนตรี ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม 6. ช่วยให้เสียงต่ำทอดยาว มีน้ำหนัก มีผลดีกับเพลงแจ๊ส ร็อค และคลาสสิก จำพวกวงออเคสตร้า 7. มวลรวมของการฟังดนตรีที่มีจำนวนชิ้นมากๆ อย่างเพลงจากวงออเคสตร้า มีไดเมนชั่นเสมือนเสียงสามมิติเพิ่มขึ้น รูปวงขยายเต็มอัตราส่วน      นี่คือการรวมระบบลำโพง KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ที่เสมือนหยิบลำโพงทรงลูกเต๋ามาผสมผสานกัน ทั้งลำโพงหลักและซับวูฟเฟอร์ ด้วยการส่งพลังเสียงโดดเด่น โอ่อ่าเทียบเคียงลำโพงตั้งพื้นระดับแสนได้อย่างสบายๆ และอาจจะมีข้อดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจนคือ ไม่เปลืองพื้นที่ห้องฟัง นั่นเอง KEF LS50 Meta ราคาคู่ละ 49,900.- บาท KEF KC62 ราคาตู้ละ 69,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป  หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand  

AURENDER A1000 สตรีมเมอร์ไฮเอนด์ สุดคุ้มค่า

AURENDER A1000 สตรีมเมอร์ไฮเอนด์ สุดคุ้มค่า          การเล่นเครื่องเสียงมีการพัฒนามาอย่างยาวนานนับศตวรรษ รูปแบบแหล่งโปรแกรมเปลี่ยนจากอนาล็อกมาถึงดิจิตอลออดิโอ บนเส้นทางของสตรีมมิ่ง หรือการฟังเพลงผ่านอินเตอร์เน็ต ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว           เราจะเห็นสตรีมเมอร์รุ่นใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นมาสนองตอบนักเล่น นับแต่ขั้นเริ่มต้น จนถึงไฮเอนด์นับพันๆ รุ่น            เปลี่ยนวิธีการทางคอมพิวเตอร์ด้วยการดาวน์โหลด มาเป็นสตรีม ที่ผมอยากพูดง่ายๆ ว่า เหมือนการ Live หรือถ่ายทอดสดจากผู้ให้บริการที่อัพโหลดแล้วส่งมายังเครื่องของเรานั่นเอง            อุปกรณ์หลักที่สามารถทำงานร่วมกันและยึดโยงเป็นเครือข่ายได้คือ คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน เครื่องเล่นสตรีมเมอร์ทั้งหลาย กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน            คิดว่าในยุคนี้ สตรีมมิ่งคือธงนำ นักเล่นเครื่องเสียงที่ต้องการคุณภาพเพลงที่ดี และมีความสะดวกสบายในการฟังเพลงในบ้านอย่างแท้จริง ระบบ-วิธีการเล่น ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก             จะเปรียบเสมือนว่า สตรีมเมอร์คือ เครื่องเล่นเพลงที่มีระบบปฏิบัติการ เพื่อฟังเพลงโดยเฉพาะ ที่อาจจะแยกวิธีใช้งานอย่างง่ายที่สุดด้วยระบบไร้สาย Bluetooth Wi-Fi หรือระบบสาย ด้วยอีเธอร์เน็ต เทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยสาย LAN             ความเสถียร และอัตราความเร็วของอินเตอร์เน็ต รวมถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อจะมีผลต่อ คุณภาพเพลง ที่เราจะได้ฟังด้วย             สำหรับผมได้ฟังเพลงสตรีมมิ่งมาหลายปี ทดลองตั้งแต่เครื่องราคาพื้นฐานมาจนถึงแยกชิ้น และที่ยังไม่ลงมือลงไปเล่นแบบจริงจัง ก็เพราะในช่วงก่อนหน้านี้ ผมยังไม่ค่อยปลื้มกับคุณภาพ ทั้งต้นทาง  กลางทาง และปลายทาง              ต้นทางคือคุณภาพไฟล์ ที่ได้จากผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ระยะแรก เสียงยังเทียบเคียงแผ่นซีดี ยังไม่ได้  สอง กลางทาง หมายถึงระบบจัดส่งสัญญาณทางอินเตอร์เน็ต ยังไม่เร็วพอ ไม่เสถียรพอ และสาม ปลายทาง คือเครื่องสตรีมเมอร์ และระบบปฏิบัติการยังไม่มีคุณภาพพอเพียง            กลับกันในปัจจุบัน มันเป็นคนละเรื่องกันเลย ผู้ให้บริการเริ่มมีการส่งไฟล์ ระดับไฮเรส ที่ดีกว่าการฟังแผ่น CD  อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และส่งข้อมูลได้แม่นยำ เครื่องเล่นสตรีมเมอร์ไฮเอนด์ ก็พัฒนากันแบบสุดโต่งไปเลย             โดยเฉพาะเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ที่มีระบบสตรีม มีภาค DAC และภาคปรีในตัว พร้อมที่จะนำไปเชื่อมต่อกับภาคขยาย อย่าง AURENDER A1000 นี้ คือคำตอบของทุกๆ เหตุผล ถ้าคุณจะหันมาเล่นเพลงสตรีมมิ่งอย่างสมบูรณ์แบบ            หากย้อนหลังกลับไป น้อยคนจะทราบว่า ผู้ที่คิดค้นเครื่องเล่นสตรีมเมอร์เครื่องแรกขึ้นมาในโลก บริษัทนั้นก็คือ AURENDER จากประเทศเกาหลี เมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้ว‼️             พัฒนาการของ AURENDER จึงถือว่าก้าวหน้ารวดเร็วกว่าใคร โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ไฮเอนด์ ถือว่ายืนอยู่แถวหน้าเลยด้วยซ้ำ            การเป็นผู้ริเริ่มก่อน พัฒนาก่อน คือข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดเจน             แม้ผมจะไม่ใช่ขาหลักด้านสตรีมเมอร์ เพราะชีวิตทุ่มเทให้กับการเล่นแผ่นเสียงแบบอนาล็อกมากกว่า           อีกทั้งมีผู้เชี่ยวชาญ ด้านสตรีมมิ่ง ที่เขาลงไปปักหลักลงลึกมายาวนาน อาจจะอธิบายเทคนิคลงไปในดีเทลได้ละเอียดยิ่งกว่าผมด้วยซ้ำ             แต่ผมก็จะพูดถึงในฐานะ “คนเล่นเครื่องเสียง” ที่เล่นทุกระบบซึ่งให้คุณประโยชน์ต่อการฟังเพลง ว่าหากเปิดใจให้ระบบสตรีมมิ่ง เครื่อง AURENDER A1000 น่าจะเป็นเครื่องสตรีมเมอร์ ที่ใจของนักเล่นอย่างเรา ยอมรับได้อย่างไร้ข้อกังขาครับ           AURENDER A1000 สำหรับผมก็เปรียบเสมือนเครื่องเล่น SACD ผสมดิจิตอลจูนเนอร์ ที่มีภาค DAC ในตัว ต่อเข้ากับแอมป์ เซ็ตอัพนิดหน่อย เล่นเพลงได้ทันที ไม่ต้องมีภาระเก็บแผ่นเพลงที่ชอบเป็นพันๆ แผ่น เช่นปัจจุบันอยากฟังเพลงก็แค่เป็นสมาชิกผู้ให้บริการ และเพลงมีให้เลือกเป็นล้านอัลบั้ม‼️          หรือจะเลือกบริการฟังเพลงและข่าวสารฟรีจากวิทยุอินเตอร์เน็ตบนโลกใบนี้ AURENDER A1000 มีให้คุณเลือกฟังเป็นหมื่นสถานี  โดยเฉพาะสถานีเพลงที่ให้คุณภาพเสียงกันในระดับออดิโอไฟล์          AURENDER A1000 มีจุดเด่นที่นอกเหนือจากโครงสร้าง รูปทรงจะงดงามแข็งแกร่ง มีหน้าจอ IPS LCD 6.9" ขนาดใหญ่ โชว์ข้อมูลและหน้าปกอัลบั้มเพลงที่กำลังเล่นอยู่ ภายในยังออกแบบระบบวงจรอย่างเป็นเลิศด้วย   มีภาคชิปแด็ค AKM4490REQ ทำงานในแบบ Dual Mono โดยใช้ชิป 2 ตัวแยกกันทำงานอิสระ ตัวละ Channel ไปเลย          ให้การรองรับ Tidal, Tidal Connect, Qobuz, Spotify Connect, AirPlay และยังมี Bluetooth AptX-HD และ Google Cast Audio         รองรับไฟล์เพลงได้ในระดับ  32-bit 768 kHz และ DSD512          ที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญเลย คือภาคจ่ายไฟภายในที่ใช้ 5 ชุดแยกอิสระ สำหรับภาคดิจิตอลและภาคอนาล็อก รวมไปถึง Clock และ FPGA           มี Digital output และ Digital input ครบทุกรูปแบบ สะดวกอย่างยิ่งในการต่อใช้งานร่วมกับเครื่องอื่นและการขยายการทำงานในอนาคต         มี HDMI ARC Input, Bluetooth AptX-HD, Google Cast Audio สะดวกอย่างยิ่งในการต่อใช้งานกับ Device ต่างๆ         มีสล็อตสำหรับติดตั้ง SSD เพิ่มเติม หากต้องการสตรีมไฟล์ไฮเรสจากในเครื่องโดยตรง            สรุปก็คือ AURENDER A1000 มีความสามารถหลากหลาย สามารถใช้งานเป็นสตรีมเมอร์, Digital Transport, D/A Converter และเป็น Preamplifier ในตัว              หากเรามาวิเคราะห์เจาะลึกลงไปจากด้านหน้าที่เรียบง่าย มีปุ่มเลือกกด Power และซีเลคเตอร์ ไม่กี่ปุ่มไปจรดด้านหลังที่มีอินพุต เอาต์พุตครบครัน    • หากเปิดหลังเครื่องเข้าไปดูภายใน เราจะเห็นแผงวงจรของภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่เกือบครึ่งหนึ่งของตัวเครื่องเลยทีเดียว มีหม้อแปลงลูกใหญ่ 1 ชุด ทำหน้าที่จ่ายไฟให้กับดิจิตอลบอร์ด และหม้อแปลงลูกเล็ก อีก 2 ชุด ที่จะมีภาคจ่ายไฟแบบเรกกูเรตย่อยๆ ออกไปอีก 6 ชุด เพื่อจ่ายไฟให้กับภาคดิจิตอล และ D/A Converter             สำหรับภาคจ่ายไฟทั้งหมดเป็นรูปแบบ “เรกกูเรต” ซึ่งมีใช้ในเฉพาะสำหรับเครื่องไฮเอนด์เท่านั้น เครื่องสตรีมเมอร์ทั่วๆ ไปยากจะฝันถึง           แผงวงจรภายใน AURENDER A1000 จะประกอบไปด้วยแผงวงจรหลัก 3 แผง ภาคจ่ายไฟ 1 แผง ดิจิตอลเมนบอร์ดที่ติดตั้ง CPU อีก 1 แผง และภาคดิจิตอลออดิโอกับภาคแปลงรหัส  D/A Converter อีก 1 แผง             น่าทึ่งตรงที่ ตามปกติเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ชั้นดีทั่วไป มักไม่ได้ทำการแยกแผงเมนบอร์ด และดิจิตอลออดิโอออกจากกัน ก็เพื่อประหยัดต้นทุนและความรวดเร็วในการผลิต            แต่ AURENDER ให้ความพิถีพิถันกับเรื่องเหล่านี้มาก ด้วยการแยกบอร์ดทั้งสองออกจากกัน จะทำให้สามารถลดสัญญาณรบกวนจากดิจิตอลบอร์ดไปยังอนาล็อกบอร์ดลงได้อย่างมาก เพื่อคุณภาพเสียงที่ดีและถ่ายทอดทุกไฟล์เสียงอย่างหมดจดจริงๆ        รายละเอียดทางด้านการออกแบบ ท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้จากเพจ DISCOVERY HIFI เพิ่มเติมได้เลยครับ https://www.facebook.com/people/DISCOVERY-HIFI/61557919654271/     • การทดสอบใช้งาน เพื่อความสะดวกในการคอนโทรลระบบสตรีมมิ่ง ต้องโหลดแอพพลิเคชั่น Conductor ของ AURENDER ในแอพสโตร์ มาใช้งานนะครับ กรณีของผมใช้กับ iPhone 15 ProMax และ MC Book Pro บางท่านอาจจะใช้เป็นแท็บเล็ตก็ขึ้นกับความสะดวกของแต่ละท่าน             ในระยะเวลาสองสัปดาห์แรกที่ผ่านมา ผมมีโอกาสคลุกคลีใช้งานเครื่อง AURENDER A1000 อย่างจริงจังในฐานะนักเล่นเครื่องเสียงที่ปรารถนาคุณภาพเสียงดนตรีที่ดีงามอย่างหลายหลาก และต้องการความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน           การต่อใช้งาน ผมใช้สาย LAN เป็นตัวเชื่อมต่อรับสัญญาณจากเราเตอร์ ตรงมายัง A1000 ซึ่งเป็นสายธรรมดาตามมาตรฐาน (แพคเกจอินเตอร์เน็ตที่ใช้คือ 1000/700) ผมฟังเพลงสตรีม จากAURENDER A1000 มาได้สัก 3-4 วัน โดยต่อสายแลนจากเราเตอร์โดยตรงไม่ได้ผ่านอุปกรณ์อื่นใด ผมว่าปกติ AURENDER A1000 ให้คุณภาพ รายละเอียด ที่ดีเยี่ยมน่าพอใจจากเพลงของผู้ให้บริการ Streaming หลายเจ้าที่ผมเป็นสมาชิกอยู่แล้วละครับ             แต่เมื่อ คุณกิตติคุณ DISCOVERY HIFI ได้ส่งเน็ตเวิร์คสวิตช์ Ediscreation SILENT SWITCH OCXO มาให้พร้อมกับสาย LAN เกรดสูง Viard Audio มาให้ พอนำมาต่อคั่นใช้งาน ผมมีความรู้สึกเหมือนโลกแห่งเสียงดนตรี เปลี่ยนไปอีกหนึ่งสเต็ปทันที           ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งอยู่ไม่น้อย เสียงที่ดูเรียบสะอาดมากๆ ให้ความอิ่มฉ่ำ อบอุ่นขึ้น รายละเอียดเสียงดีขึ้น เพลงที่มาจาก TIDAL แนวเพลงที่ชอบเหมือนถูกยกระดับไปอีกขั้นหนึ่งเลย และเมื่อฟังเพลงจากวิทยุอินเตอร์เน็ตของ BBC ประเทศอังกฤษ เสียงช่วงปลายดูเนียน เสียงสนทนาของผู้จัดทำรายการ หลุดลอยออกมาเหมือนไปนั่งฟังเขาพูดต่อหน้า             เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันที เสมือนหนึ่งว่า Noise ต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ระบบการเล่นเพลง Streaming นั้น ถูกคัดกรองสัญญาณรบกวนออกไป ให้เราฟังเสียงที่สะอาดกว่า           เป็นบทเรียนอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าการเล่นเพลงทุกระบบ ไม่ว่าจะอนาล็อก หรือดิจิตอล จะต้องเอาใจใส่เกี่ยวกับเรื่องของสัญญาณรบกวนมาก-น้อยเพียงใด         พูดให้ชัดคือ ตอนนี้ผมฟังเพลงโดยไม่ผ่าน Network Switch ไม่ได้แล้วละครับ            AURENDER  A1000 เป็นอะไรที่ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อนครับ หลังจากต่อสาย LAN กดเปิดเครื่อง ระบบจะรันกับอินเตอร์เน็ต เพื่อใช้งานโดยแสดงเลขไอพี ของอินเตอร์เน็ต กรณีที่ต่อคร้้งแรก หากยังเชื่อมต่อไม่ได้ หรือค้นหาไม่พบ ก็แค่ปิดเราเตอร์ของเรา แล้วเปิดใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็จะใช้งานได้ทันที           บางกรณีถ้าเปิดเครื่องขึ้นมาแล้ว มีการอัพเดท จะต้องปล่อยให้เครื่องอัพเดทให้เสร็จเรียบร้อยก่อนทุกครั้ง ที่คุณจะคอนโทรลหรือใช้งานเครื่อง          บางกรณี หลังจากอัพเดท เครื่องอาจจะสุ่มไอพีขึ้นมาใหม่ ตรงนี้เราก็ใช้สมาร์ทโฟนปรับไอพีให้ตรงกัน จากนั้นระบบก็จะเข้าสู่โหมดการทำงานปกติได้เลย       บทสรุปคุณภาพเสียงของ AURENDER  A1000 1. ความสะอาดของเสียง นับว่ามีความเป็นเอกลักษณ์จริงๆ เป็นเสียงที่ Clean มากกว่าที่เคยได้ฟังจากสตรีมเมอร์ DAC อื่นๆ อย่างชัดแจ้ง 2. ในเรื่องสำคัญคือ ดีเทล หรือรายละเอียด เป็นความแตกต่างที่เราพบได้ว่า AURENDER A1000 ให้รายละเอียดดีมาก เก็บทุกเม็ดเสียงกับเพลงระดับออดิโอไฟล์ แม้จะมีบิตเรตพื้นฐานแค่ 16 บิต /44.1 KHz ก็ตาม และไฟล์เสียงที่เสียงละเอียดยิบขนาด MAX หรือ 24 บิต/44.1 และ 24 บิต 192 KHz ไปจนถึง MQA 16 บิต 352.8 KHz ก็ยิ่งเข้าถึงรายละเอียดมากขึ้นอย่างน่าทึ่ง เป็นประสบการณ์ที่เราจะต้องยอมรับว่า วิถีของ Hi-Res ในสตรีมมิ่งนั้น เข้าถึงทุกรายละเอียดอย่างสมบูรณ์จริงๆ ที่สำคัญภาค DAC ที่ถอดรหัสฉับไว สะอาด คืออีกหนึ่งหัวใจของเครื่องโดยแท้จริง 3. AURENDER A1000 ให้ความรู้สึกที่เข้าถึงง่าย ใช้งานง่ายดุจพลิกฝ่ามือ และใกล้ชิดในทุกเสียงแผ่วเบาของดนตรี นับว่าให้อารมณ์การรับฟังที่อิ่มเอมมาก โดยเฉพาะเพลงคลาสสิกคัล ที่ขยายขอบเขตการฟัง และ Dynamic Range ที่ยอดเยี่ยมมากขึ้นกว่าธรรมดา 4. เพลงจากค่าย Telarc หลายอัลบั้ม อาจจะเป็นเพลงที่ใช้ทดสอบระบบเสียงซิสเต็มของคุณได้ สามารถเล่นจาก AURENDER A1000 ได้ค่าไดนามิคคอนทราสต์ หรือไดนามิคเร้นจ์ อย่างสมบูรณ์ดีมาก  5. ฟังอินเตอร์เน็ตเรดิโอ ได้นับหมื่นสถานี เรียกว่ามากมายไม่จบสิ้น ให้ความสะดวกยอดเยี่ยม โดย AURENDER A1000 สามารถไล่เรียงตั้งแต่สถานีเพลงในประเทศไทย และครอบคลุมไปทั่วโลก และผมก็มักจะพักใจเอาไว้ที่สถานีวิทยุของ BBC สหราชอาณาจักร ทั้งเพลง ข่าวสาร บางวันอาจจะเพลิดเพลินเพลงคลาสสิกกับสถานี Linn เป็นต้น บางสถานีให้คุณภาพเสียงยอดเยี่ยมใกล้เคียงแผ่น SACD เลยด้วยซ้ำครับ 6. AURENDER A1000 ให้ความไพเราะ ความกังวานหวานใส ความละเมียดละไมอิ่มอุ่นของดนตรีหลายประเภท โดยปราศจากข้อจำกัดใดๆ โดยเฉพาะผมฟังเสียงบรรเลง เปียโน ของ Alice Sara Ott แล้ว อัศจรรย์ใจในการเก็บทุกรายละเอียด และฮาร์โมนิคครบถ้วนจริงๆ 7. เพลงไทยที่มีในผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ดูเหมือนทาง Spotify จะมีให้เลือกฟังได้มากกว่า ความ สมบูรณ์ของ AURENDER A1000 ช่วยให้เราได้รับรายละเอียดของชิ้นดนตรีมากที่สุดเท่าที่สตูดิโอได้บันทึกมา 8. ชอบการแสดงผลหน้าจอของ AURENDER A1000 ที่มีขนาดใหญ่พอดิบพอดี แจ้งรายะเอียดเพลง ขนาดไฟล์เพลง บริการสตรีมมิ่ง ครบถ้วน รวมทั้งสถานีอินเตอร์เน็ตเรดิโอ   9. วันเวลาที่ใช้งาน AURENDER A1000 เหมือนกับย่อยดนตรีทั้งโลกมาอยู่ที่ปลายนิ้ว จะบันทึกไว้ใน Library สำหรับเลือกฟังทุกครั้งที่ต้องการ สร้าง Queue คิวเพลงได้ถึง 2,000 คิว สร้างรายการเพลงไว้เป็น Playlist (เพลย์ลิสต์) ตามใจชอบได้ 10. บทสรุป AURENDER A1000 คือสตรีมเมอร์ที่ผสานภาคแปลงรหัสดิจิตอลเป็นอนาล็อก หรือDAC และปรีแอมป์ ที่สมบูรณ์แบบก้าวหน้าที่สุดเครื่องหนึ่งในปัจจุบัน ซึ่ง AURENDER มีความตั้งใจอย่างมากในการทุ่มเทการออกแบบ A1000 เพื่อสนองต่อนักฟังเพลงในระดับออดิโอไฟล์ ที่มีความต้องการความสมบูรณ์ครบถ้วน เท่าที่เทคโนโลยีล้ำยุคจะอำนวยให้ได้   • ข้อแนะนำนะครับ สำหรับผู้ที่ตั้งงบประมาณเอาไว้สำหรับสตรีมเมอร์หนึ่งเครื่องในระดับราคาไม่เกิน 200,000.- - 300,000.- บาท ตอนนี้คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องลงงบขนาดนั้นก็ได้       • หรือบางท่านตั้งงบไว้ใกล้เคียง 100,000.- บาท ก็ขอให้ขยับดึงงบประมาณของท่านขึ้นไปอีกสักเล็กน้อย แล้วพิเคราะห์ AURENDER A1000 ให้ดีๆ ครับ เพราะเป็นเครื่องที่ให้ความคุ้มค่าในแบบไฮเอนด์ ที่เล่นแล้วไม่อยากขยับไปไหนอีกเลย         ถ้าจะมีบทสรุปสั้นที่สุด ผมคงกล่าวคำจำกัดความว่า “AURENDER A1000 สตรีมเมอร์ไฮเอนด์ สุดคุ้มค่า” โดยไม่ต้องขยายความอะไรเพิ่มเติมอีกเลย • ราคาพิเศษสุดสำหรับช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถซื้อได้ในราคาเพียง เครื่องละ 109,000.- บาทเท่านั้น จากราคาปกติเครื่องละ 129,000- บาท   สนใจสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ DISCOVERY HIFI  โทร. 085 517 8292 • หมายเหตุ ชุดซิสเต็ม Reference - Hattor Audio Ultimate Passive Pre - Hattor Audio Ultimate Mono Power Amp 400Watts - Harbeth Monitor 30.2 Anniversary Speaker

KEF Q11 META ความลงตัวพอดี กับดนตรีทุกสไตล์

KEF Q11 META ความลงตัวพอดี กับดนตรีทุกสไตล์ ลำโพง KEF Q11 META รุ่นใหม่ล่าสุด ถือเป็นผลรวมของเทคโนโลยีลำโพงที่นำมาจากรุ่นซูเปอร์ไฮเอ็นด์ Blade และ The Reference Series ถ่ายทอด DNA มาสู่ Q Series ได้เหมาะเจาะลงตัว ด้วยลำโพงรูปทรงทาวเวอร์ที่มีส่วนสูงหนึ่งเมตรเศษ หรือ 41.8 นิ้ว หน้ากว้าง 8.3 นิ้ว แต่ลึกถึง 15 นิ้ว     ดีไซน์ มีฐานรองยื่นออกมาสี่มุม สำหรับประกอบจับยึดกับตัวตู้ พร้อมสไปก์ยาง ที่ปรับระดับได้ ตู้ระบบท่อเปิด Bass Reflex ออกด้านหลัง มีฟองน้ำสำหรับปิดท่อมาให้ลำโพงเป็นตู้ปิดได้ หากต้องเซ็ตอัพในพื้นที่ห้องที่มีข้อจำกัด หรือผนังด้านหลังชิดลำโพง     สิ่งที่แปลกและเบสิกอย่างยิ่งคือ KEF ใช้ขั้วลำโพง Single Wired โดยมีนัยยะว่า ลำโพงตั้งพื้น Q11 META เหมาะกับการขับเสียงแบบราบรื่นด้วยแอมป์และสายต่อเพียงชุดเดียวพอเพียงแล้ว นี่เป็น Q Series ที่ออกแบบให้เป็นระบบลำโพงตั้งพื้น 3 ทาง (รุ่นเรือธง) เพื่อประสิทธิภาพที่ดื่มด่ำในห้องขนาดใหญ่และโฮมเธียเตอร์ มาพร้อมไดรเวอร์ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ซึ่งพัฒนาถึงขีดสุด พร้อมเทคโนโลยี MAT  ใช้ไดรเวอร์ขับเสียงเบสอะลูมิเนียมไฮบริดขนาด 6.5 นิ้ว จำนวน ถึง 3 ตัว เรียงกันในแนวดิ่งช่วยให้ถ่ายทอดเพลงและภาพยนตร์ด้วยรายละเอียดที่ประณีต เบสที่ทรงพลัง และความลึกอิ่มกับเพลงทุกสไตล์ที่เราชื่นชอบ อย่างไร้ขีดจำกัด     นอกจากใช้ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ร่วมกับเทคโนโลยี MATแล้ว นี่ยังเป็นโครงสร้างตู้แบบ Flexible Decoupling ช่วยลดการส่งผ่านการสั่นสะเทือนที่เป็นส่วนเกินได้เป็นอย่างดี ดังที่ผมเรียนไว้ในคลิปวิดีโอก่อนหน้านี้ KEF แก้ปัญหาที่ไดรเวอร์มักจะขับเสียงโดยมีมุมกระจายเสียงปะทะหน้าตู้ตัวเอง ด้วยการเพิ่ม Shadow Flare เปรียบเสมือนวงแหวนท่อนำเสียงรอบๆ Uni-Q อีกชั้นหนึ่ง ป้องกัน ดิฟเฟรคชั่น หรือการเลี้ยวเบนทางเสียง KEF พัฒนาครอสโอเวอร์ใหม่เน้นการตอบสนองทั้ง on-axis และ off-axis ที่มีการทดสอบนับพันๆ ครั้ง เพื่อให้จุดตัดความถี่มีความแม่นยำและทำให้ตัวขับเสียงทุกตัว สามารถผลักอากาศได้อย่างสมูท และเป็นเสมือนหน่วยเดียวกัน ซึ่งจะมีผลต่อโทนัล บาลานซ์ที่ดีเลิศ เป็นลำโพงที่ทางผู้ผลิตแจ้งผลการตอบสนองความถี่ไว้ที่ 44Hz - 20kHz และมีความไวอยู่ที่ 89dB SPL อีกทั้งเป็นลำโพงไม่กี่คู่ในแวดวงไฮไฟ ที่ระบุค่าความเพี้ยนโดยรวมต่ำกว่า 1% ตลอดย่านความถี่ตอบสนอง นับว่ามีความสมบูรณ์แบบอย่างมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรทราบก็คือ ลำโพงนั้นมีค่าความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม จึงไม่เหมาะที่จะนำลำโพงคู่นี้ไปต่อขนานหรือพ่วงกันกับลำโพงคู่อื่นๆ ข้อดีคือ เป็นลำโพงที่ไม่ได้กินกำลังขับอย่างที่คาดเอาไว้แต่อย่างใด ทำให้พลังเสียงออกมาได้อย่างเต็มที่ แม้แอมปลิไฟร์นั้นจะมีกำลังขับแค่ปานกลางโดยทั่วไปก็ตาม จากการทดสอบฟังในระยะหนึ่งสัปดาห์ โดยใช้เวลาในการเบิร์นก่อนหน้า 5-6 วัน เพื่อให้ครบ 150 ชั่วโมง พบว่าเป็นลำโพงที่มีองค์ประกอบประณีต มีบุคลิกของความนุ่มนวล ทรงพลัง ให้เวทีเสียงกว้างลึกดีมาก เปรียบเทียบงบประมาณราคา 95,900.- บาท/คู่แล้ว นับว่าคุ้มค่ามาก สำหรับผู้ที่ฟังเพลงอย่างหลากสไตล์ หรือนำไปใช้เป็นคู่หน้าในระบบ Home Theater   KEF Q11 META ลำโพงมีให้เลือกผิวตู้ สามสี คือ ขาว ดำ และ ผิววอลนัต พร้อมกริลล์แบบตะแกรงโลหะอ่อนแมตช์กับสีตู้ เนื่องจาก KEF Q11 META ได้รับการทดสอบ หรือรีวิวจากสื่อหลายสำนักทั้งในประเทศ ต่างประเทศ มีความน่าสนใจและได้รับคอมเมนท์ชื่นชมมากมาย ซึ่งทุกท่านสามารถหาอ่านได้ในสื่อโซเชียล สำหรับการทดสอบของผมนั้น ให้ถือเป็นอีกแง่มุมหนึ่ง ที่ใช้ทั้งเครื่องสตรีมเมอร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง ซีดีเพลย์เยอร์ สำหรับสรุปผลการทดสอบในทางปฏิบัติ ซึ่งมีซิสเต็มอ้างอิงดังต่อไปนี้  - NAD C3050 + NAD M23 Power - Audio Innovation 500 series - FMj 300 B - Hattor Audio Ultimate Preamplifier - Hattor Audio Ultimate Mono Power Amp - Aurender A1000 Streamer DAC - Denon DCD 2500NE SACD - NAD C588 Turntable - Life Audio LD5 MK II   Review ก่อนถึงบทสรุปทดสอบในเรื่องคุณภาพเสียงที่ผมจะแสดงไว้เป็นข้อๆ เพื่อความกระชับเข้าใจง่าย ขอกล่าวถึงจุดเด่นในแนวทางการออกแบบที่ KEF พัฒนา Q Series มาจนถึงความสมบูรณ์สูงสุดในปัจจุบัน ที่ผมรู้สึกประทับใจ กับผลของเสียงที่สมบูรณ์ก็คือ แรกสุดมาจากการใช้ตัวขับเสียงหลัก Uni-Q Generation ที่ 12 ที่ก่อกำเนิดเสียงช่วงแหลมและมิดเร้นจ์จากแหล่งกำเนิดเสียงเดียวกัน ตัดปัญหาเรื่องเฟส และไทม์อะไลน์เม้นท์ ทำให้มีโทนัล บาลานซ์ของเสียงดีเยี่ยมกว่าตัวขับเสียงโดยทั่วไป เป็นตัวขับที่พัฒนาได้อย่างทรงประสิทธิภาพอย่างมาก อีกทั้งเทคโนโลยีแผ่นเมมเบรน Metamaterial Absorption Technology (MAT) ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง ในการจัดการ กับอคูสติกภายในตู้ลำโพงของ KEF ด้วยโครงสร้างซับซ้อนคล้ายเขาวงกตช่วยขจัดเสียงที่ไม่ต้องการจากด้านหลังของไดรเวอร์ ได้ถึง 99% ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงเทคนิคการออกแบบอื่นๆ ที่ประกอบกันอย่างลงตัว รูปแบบตัวตู้ทาวเวอร์ทรงลึกเป็นพิเศษ ทำให้ Q11 METAสามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัวกับห้องที่มีพื้นที่เล็ก ถึงห้องขนาดใหญ่ จาก 12-30 ตารางเมตรโดยปราศจากปัญหา หลังจากเบิร์นได้ตามลำดับชั่วโมงที่ผมตั้งใจไว้ จะพบว่าการผลักอากาศของตัวขับเสียงดูคล่องตัว มีทั้งความคล้องจองกันของเบสไดรเวอร์ทั้ง 3 และความรู้สึกที่เปิดโปร่งอิสระมากยิ่งขึ้นกับ Uni-Q เจเนอเรชั่นนี้ แม้ลำโพงคู่ที่ผมนำมาทดสอบ อาจจะผ่านการใช้งานมาบ้างเล็กน้อย แต่แรกสุดที่แกะกล่อง และนำมาเบิร์น พบว่าช่วงเสียงต่ำจะยังดูทึบๆ หนักๆ ไม่ปลดปล่อยอยู่บ้าง ดังนั้นท่านใดที่เป็นเจ้าของ KEF Q11 META ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่คู่นี้ ควรใหัระยะเวลานับแต่เปิดกล่อง เบิร์นอินไปจนถึงการฟังระยะแรกๆ ไปสัก 2-3 สัปดาห์ครับ เพื่อให้ความสดใหม่ของลำโพง ได้ “กายบริหาร” ให้คล่องตัว เพราะหลังจากทุกอย่างพร้อม คุณจะได้คุณสมบัติเยี่ยมๆ จากเสียงดนตรีที่สมจริงอบอุ่นนุ่มนวลน่าหลงใหลเลยทีเดียว     1. ระยะการวางทั่วไป Setup ได้ลงตัวที่สุด (ในห้องฟังของผมประมาณ 3.5x4.5 เมตร) ลำโพงวางห่างกัน จากศูนย์กลาง ถึงศูนย์กลางที่ 2.10 เมตร ห่างผนังหลังประมาณ 1 เมตร (วัดถึงท่อพอร์ตด้านหลัง) และห่างผนังข้างประมาณ 70 เซนติเมตร 2. ฟังที่ความดังเฉลี่ยทั่วไป 55-65 เดซิเบล มีอัตราพีคสูงสุดบางครั้งกับเพลงคลาสสิกคัล วงออเคสตร้าวงใหญ่ ที่ 85 เดซิเบล 3. ไม่ต้องโทอินลำโพง แต่การผสานกันของเวทีเสียง ของลำโพงซ้ายและขวาเสมอสมานกันได้สนิทเป็นหนึ่งเดียว ทำให้รู้สึกได้ถึงความโอ่อ่า เวทีเสียง Soundstage ว่า KEF Q11 META ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ผมชอบความลึกเวทีดนตรีที่เหนือลำโพงตั้งพื้นหลายคู่ที่เคยฟังมา (On the Beautiful Blue Danube Waltz, Op.31- Ein Straussfest) 4. ฟังเพลงได้อย่างหลากหลายสไตล์มาก ตั้งแต่ พ็อพ แจ็ส คันทรี ไปจนถึงคลาสสิก และเพลงร็อคในตำนานที่สนองความถี่ได้เต็มสเกล โดยเฉพาะความถี่ต่ำลึกแบบลึกอิ่มมีพลังชนิดไม่ต้องพึ่งซับวูฟเฟอร์ Q11 META ก็สนองตอบได้อย่างอิ่มอารมณ์มาก (Turn of The Tide -Barclay James Harvest) อิทธิพลของการวางตัวขับเบสสามตัวเรียงแนวดิ่งทำงานประสานกันได้ราวกับฟังเสียงจากวูฟเฟอร์ 15 นิ้วเลยครับ‼️ 5. ความเรียบสะอาดของเสียงร้อง ที่ดูหลุดลอย และได้อิมเมจจุดตำแหน่งแม่นดีแท้ครับ บางอัลบั้มนี่เล่นเอาผมประหลาดใจเลยว่า KEF Q11 META นี่ให้ผลลัพธ์เหมือนฟังดนตรีและศิลปินมาขับร้องอยู่แถวหน้าเลยด้วยซ้ำ (Amanda McBroom -Voices) 6. ดีเทล รายละเอียด ของ Q11 META นับว่าครบถ้วนดีทีเดียว ผมเคยฟัง KEF R5 และ Reference 1 มาก่อน นับว่าปลายเสียงของ Q11 META แจกแจงรายละเอียดได้ในแนวทางเดียวกัน คืออิ่มฉ่ำสุภาพ ละเมียดละไม ชัดเจน ในยามพีคของเครื่องดนตรี ไม่แผดกล้าผิดเพี้ยน การทำงานไดรเวอร์แม่นยำ ผลจากเทคโนโลยี MAT น่าจะเป็นคำตอบของคุณภาพเสียงได้เป็นอย่างดี (Breaking Silence: Janis Ian) 7. การฟังเพลงจากแผ่นเสียง KEF Q11 METAให้คำตอบของน้ำหนักเสียงหรือค่าไดนามิคของเสียงได้เป็นอย่างดี นี่คือลำโพงตั้งพื้นที่ดูจะแสดงพลัง หรือ Energy ของดนตรีอย่างมีลำดับความดัง-เบา ด้วยสัดส่วนสมจริง และค่าทรานเชียนต์หรือเสียงที่ฉับพลันได้ชนิดครบถ้วน แม่นยำ 8. KEF Q11 META มีข้อดีอย่างมากก็คือ เป็นลำโพงที่สนองตอบเพลงได้ไม่จำกัดสไตล์ ทำให้ผมได้ฟังลำโพงคู่นี้ในแต่ละวัน หลายชั่วโมง หลายหลากสไตล์ติดต่อกัน เต็มไปด้วยความสุข จะว่าไปก็คือแทบลืมสรรพสิ่งและโลกภายนอกไปเลย เป็นลำโพงที่ฟังแล้วได้ความเข้าถึงง่าย และพร้อมจะเป็นทุกสิ่งที่คุณอยากอยากให้เป็น 9. สรุปสุดท้าย KEF Q11 META เป็นลำโพงที่มีราคาไม่ถึงคู่ละแสนบาท ที่ให้ความสุขผู้ฟังได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถฟังทุกเสียงทุกแนวดนตรีอย่างเต็มอิ่ม ไม่เกี่ยงแอมป์ ไม่กินกำลังขับจากภาคขยาย ขับได้แม้แอมป์หลอด 9 วัตต์ ไปจนถึงแอมป์คลาส D ที่ 400 วัตต์ ถือว่าเร้นจ์กว้างมาก ยิ่งการฟังแผ่นเสียงจะเข้าถึงส่วนลึกของ พลังและน้ำหนักเสียงได้เป็นอย่างดี  และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ KEF ออกแบบเป็นลำโพงแบบขั้วลำโพงแบบเดี่ยว Single Wired ที่สร้างพลังเสียงเต็มอิ่มพร้อมความสมดุลของเสียงได้อย่างน่าประทับใจ KEF Q11 META ลงตัวได้พอดีกับดนตรีทุกสไตล์ครับ KEF Q11 META ราคาคู่ละ 95,900.- บาท  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป  หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand

KEF KW1 Wireless Subwoofer Adapter ตอบโจทย์เทคโนโลยีไร้สาย

KEF KW1 Wireless Subwoofer Adapter ตอบโจทย์เทคโนโลยีไร้สาย จากการทดสอบ KEF KUBE 12 MIE และการตัดสินใจนำเอา KEF KC62 ซับวูฟเฟอร์จิ๋วอัศจรรย์ มาประจำการในห้องฟังเป็นการส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่า หลักๆ เราจะต่อสายใน 2 รูปแบบในการใช้งาน      หนึ่งต่อจากช่อง line แบบ RCA (Line Input) หรือพ่วงด้วยสายลำโพง (Speaker Input) ที่ระบบของ KEF มีมาให้ทั้งสองรูปแบบ ในการฟังเพลง และดูหนัง Home Theater แต่ทางเลือกจากเทคโนโลยีของ KEF มีมากไปกว่านั้นคือ ทางเลือกที่สาม ระบบเชื่อมต่อไร้สาย      KEF ได้ออกแบบระบบ บ็อกซ์เชื่อมต่อไร้สาย มาให้ใช้งานด้วย KEF KW1 โดยจะเป็นกล่องอุปกรณ์ขนาดย่อม ที่สามารถนำมาใช้ได้กับซับวูฟเฟอร์ของ KEF ในรุ่น KUBE, KC62 และ KC92 ได้         ช่วยอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ระบบลำโพงของ KEF  KEF KW1 ทำให้เราสามารถวางซับวูฟเฟอร์ KEF ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสายเชื่อมต่อ การส่งสัญญาณแบบไร้สายที่มีคุณภาพสูง และ Latency ต่ำ ช่วยถ่ายทอดรายละเอียดและพลังเสียงจากภาพยนตร์และการฟังเพลงได้อย่างครบถ้วน      อุปกรณ์ชิ้นนี้ ประกอบด้วยตัวส่งสัญญาณ และตัวรับสัญญาณที่ออกแบบอย่างเรียบง่าย สามารถใช้งานร่วมกับแอคทีฟซับได้อย่างลงตัว      ตัวรับสัญญาณยังสามารถซื้อแยก หรือเพิ่มเติมได้ เพื่อให้สามารถใช้งานซับวูฟเฟอร์ KEF สองตัว ในการรับสัญญาณไร้สายเดียวกันจากตัวส่งสัญญาณเพียงตัวเดียว      KEF KW1 ดีไซน์ทางเทคนิคให้ทำงานบนย่านความถี่ 5.2GHz และ 5.8GHz หมดปัญหาการถูกรบกวนของคลื่น 2.4GHz ที่ถูกใช้งานจำนวนมากในระบบเสียงในปัจจุบัน โดยรองรับ Sampling Rate สูงถึง 24bit, 48KHz ทาง KEF การันตีว่า เสียงจึงคมชัดเสมือนต่อสาย มี Latency หรือค่าความหน่วงต่ำ ถึง <17ms (17 มิลลิวินาที) ให้การตอบสนองทันท่วงที ใกล้เคียงระบบสาย โดยเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายได้ระยะไกลสูงสุด 30 เมตร (Line of Sight)      ทดลองใช้งาน KEF KW1      การนำ KEF KW1 มาใช้งานได้อย่างง่ายมากครับ แค่จัดเอา “ตัวส่ง” ต่ออะแดปเตอร์ไฟ แล้วไปผูกสัญญาณ (ต่อสาย RCA ) กับช่อง Sub Out ของแอมปลิไฟร์  และตัวรับก็นำมาต่อกับช่อง EXP (มีช่องต่อพินสี่พินเล็กๆ ในกรอบสี่เหลี่ยม) ที่ตู้ซับวูฟเฟอร์ของKEF เพียงเท่านี้เองครับ จากนั้นตัวรับและตัวส่ง จะ Pairing กันโดยอัตโนมัติ      ส่วนจะเลือกเป็นความถี่ 5.2 หรือ 5.8GHz เราทดลองกดเลือกดูได้ ซึ่งระบบของ KEF KW1 น่าจะเลือกต่อสัญญาณที่ดีที่สุดให้เป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว      ผมได้นำ KW1 มาทดสอบร่วมกับซับวูฟเฟอร์สองรุ่น คือ KEF KC62 และ KEF KUBE 12 MIE       ในการทดสอบพบว่าให้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจมากทีเดียว สำหรับการส่งสัญญาณแบบไร้สายของ KEF KW1 เพราะความกังวล อาจจะเป็นเรื่องของ “การดีเลย์” สำหรับระบบไร้สายที่เคยมีมาในอดีต      แต่จากการใช้งานเปรียบเทียบระหว่างสายต่อตรงกับการใช้ระบบไร้สายแบบนี้ของ KEF KW1 ผมว่าฟังออกยากนะครับ       ดูเหมือนว่าผมก็ยังไม่สามารถจับความแตกต่างได้จริงๆ ว่า มันมีการดีเลย์ หรือหน่วงเวลาของระบบไร้สายหรือไม่ เพราะเท่าที่ใช้งาน ราบรื่นต่อเนื่องดีมาก ทำให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับความเป็นอิสระในการเลือกตำแหน่งวางตู้ซับไปได้ทุกตำแหน่งภายในห้องฟัง บางช่วงเวลาในขณะเซ็ตอัพ ผมทดลองนำเอาซับวูฟเฟอร์แยกออกไปห่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายในห้อง ที่ 4-5 เมตร ก็ยังพบว่ามันสามารถทำงานได้อย่างฉับไวโดยไม่รู้สึกขาดตอน   เข้าใจว่า ระบบไร้สาย อาจจะมีการดีเลย์ได้บ้าง แต่เท่าที่ทดสอบใช้งาน KW1 การดีเลย์ก็ไม่ได้มากพอที่เราจะรับทราบได้ง่ายดาย แม้แต่ความพยายามของผมที่นั่งฟังทดสอบแบบ “จับผิด” กันทั้งวัน ก็ฟังไม่ออกนะครับ ยังต้องยอมรับว่า ระบบของ KEF KW1 ทำได้ดีมากๆ        ดังนั้นการใช้งานระบบไร้สายภายในห้องก็น่าจะเข้าขั้นเพอร์เฟคดีทีเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกไม่ต้องใช้สาย และในการเลือกตำแหน่งของตู้ซับค่อนข้างอิสระยิ่งขึ้นครับ KEF KW1 Wireless Subwoofer Adapter ราคา  7,990.- บาท สนใจสั่งซื้อ : https://www.vgadz.com/product/kef-kw1-wireless-subwoofer-adapter-black/ หรือติดต่อซื้อสินค้า KEF ได้ที่ตัวแทนจำหน่าย: https://www.vgadz.com/kef-dealer/ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216

Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier ลึกซึ้งในเสียงดนตรีที่มีชีวิต

Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier ลึกซึ้งในเสียงดนตรีที่มีชีวิต    เริ่มต้นปีศักราช 2568 ด้วยแอมปลิไฟร์ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากตลาดไฮเอ็นด์ออดิโอทั่วไปอย่างสิ้นเชิง นั่นทำให้รู้สึกว่า ปีนี้เราจะมีอะไรเพิ่มเติมวิถีทางออดิโอไฟล์ให้เข้าใกล้ดนตรีมากเป็นพิเศษ         บริษัท Hattor Audio มีสำนักออกแบบในประเทศสเปน และโรงงานผลิตอยู่ในโปแลนด์ ย่อมทำให้ผมแปลกใจยิ่งขึ้นว่า สาธารณรัฐโปแลนด์มีผลิตภัณฑ์ที่เราน่าจะคุ้นเคยต่อไปในอนาคตอีกหลายแบรนด์หรือไม่อย่างไร        การออกแบบที่สวยงามเกินบรรยาย หน้าดิสเพลย์พื้นไม้ธรรมชาติที่คัดเฉพาะ ทำให้ Hattor Audio นี้ ดูมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ มีขนาดเครื่องเท่ากันทั้งแพสสีพปรีแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ คลาส D โมโนบล็อก คือ กว้าง x ลึก x สูง : 27 x 25 x 9 เซนติเมตร           ปรัชญาและหลักการออกแบบของ Hattor Audio นั้นเน้นไปที่  • อุปกรณ์ชิ้นส่วนระดับ High Performance เพื่อให้มีค่าเบี่ยงเบนน้อยที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น • ระบบ Fully Balanced ส่งผลให้เสียงสะอาดและมีไดนามิกมากขึ้นแยกช่องสัญญาณได้ดีขึ้น และมีเวทีเสียงที่ดีขึ้น • เส้นทางสัญญาณในวงจรลัด สั้นที่สุด ช่วยให้เสียงมีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยยังคงรักษาคุณลักษณะดั้งเดิมของดนตรีจากอินพุตเอาไว้ให้สมบูรณ์ • มีการตั้งค่าเกน อินพุต/เอาต์พุต และการควบคุมระดับเสียงที่แตกต่างกัน ด้วยรายละเอียดแต่ละสเตปอย่างแม่นยำ • การออกแบบและวิศวกรรมมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่วงจรไปจนถึงวัสดุของโครงสร้างเครื่อง ทุกอย่างล้วนได้รับการพิจารณาเพื่อลดการสั่นพ้องและการสั่นสะเทือน  • ในปรีแอมป์ของ Hattor เน้นโครงสร้างเกนขยายที่เหมาะสม ให้ช่วงไดนามิกที่กว้างและพื้นเสียงรบกวนต่ำ สามารถรับมือกับระดับสัญญาณที่แตกต่างกันได้โดยไม่ทำให้เกิดการบิดเบือน • องค์ประกอบของปรีแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ ออกแบบให้ลดการสั่นสะเทือน และสามารถป้องกันสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าได้ในตัวเอง ทำให้ประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์ของเสียงดีขึ้น     • Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier เป็นความตั้งใจของผู้ออกแบบ ที่จะนำระบบแพสสีพ ปรีแอมป์ ที่เน้นคุณภาพอุปกรณ์ในวงจรที่ไม่มีไฟเลี้ยง หรือ Passive Pre-Amp ให้ทำงานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อก Dual mono ระบบวงจรขยาย New Class D         ขออธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับแพสสีพ ปรีแอมป์ สักเล็กน้อย เพราะเป็นปรีที่น่าจะมีโอกาสให้สัญญาณรบกวนเข้าไปยุ่งกับมันน้อยที่สุด เนื่องจากเน้นที่เกรดอุปกรณ์เป็นหลัก ทั้งตัวเก็บประจุ ตัวต้านทาน และขั้วต่อระดับพรีเมียมที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อประสิทธิภาพเสียงแบบบริสุทธิ์นิยม         ปกติปรีแอมป์แบบแพสสีพไม่ต้องการแหล่งจ่ายไฟ แต่จะใช้ส่วนประกอบแบบพาสซีฟ เช่น ตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ และบางครั้งมีหม้อแปลงเพื่อลดทอนหรือขยายสัญญาณกับตัวโวลุ่ม          แต่ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier ตัวนี้ ไม่มีหม้อแปลงใดๆ เลย ที่เห็นจากตัวจ่ายไฟ ซึ่งแยกออกจากตัวเครื่องนั้น มีไว้สำหรับ รีโมตคอนโทรล, บัฟเฟอร์ของขั้วต่อ RCA และ XLR Balanced  ไฟดิสเพลย์หน้าปัด แสดงตัวเลขโวลุ่ม และแหล่งอินพุต (เลือกปิดได้)           มีช่องต่อ XLR หนึ่งชุด RCA 2 ชุด สำหรับเชื่อมต่อเอาต์พุตสู่เพาเวอร์แอมป์          ส่วนอินพุตแหล่งสัญญาณขาเข้าแบบ XLR มี 3 ชุด และ อินพุต RCA  อีก 2 ชุด ซึ่งผู้ออกแบบแนะนำว่าถ้าทำได้ควรใช้ช่อง XLR เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด         ผมหาข้อมูลของ Hattor Audio ได้ไม่มากนักทางออนไลน์ แต่ในกลุ่มนักเล่นไฮเอ็นด์ ทางเว็บไซต์ ได้มีการกล่าวถึงกันมากพอดู         นักเล่นคนหนึ่งกล่าวว่า Hattor Passive Preamp ที่เขาเป็นเจ้าของอยู่นั้นยอดเยี่ยมมากในความเห็นของเขา โดยเขาเป็นเจ้าของปรีแอมป์ราคาติดเพดานไฮเอ็นด์ ประมาณ 20 ตัว โดยมีอย่างน้อย 2 ตัวที่มีราคาสูงกว่า 10,000 เหรียญ ‼️     • Hattor Audio Ultimate Mono Power Amplifier เพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกชุดนี้ เป็นวงจรขยายแบบ New Class D ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก Hattor Audio แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีคลาส D ก้าวมาไกลสูงสุดถึงจุดอุดมคติแล้วจริงๆ เสียงที่สะอาด รายละเอียดดีเยี่ยม และมีพลังเกินพอสำหรับขับลำโพงทุกคู่         ขออธิบายนิดหนึ่งเกี่ยวกับแอมป์ คลาส D นะครับ หลายคนหรือแม้แต่ผมเอง บางครั้งก็อาจจะเผลอเข้าใจผิดว่า มันคือแอมป์ Digital แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่นะครับ          มันจะคล้ายกับแอมป์ คลาส T ที่คุณบ็อบ คาร์เวอร์ เคยนำเสนอในอดีต คือการทำงานด้วยระบบสวิตชิ่ง (Switching Power Supply) ภาคขยายจะทำงานในลักษณะสวิตช์ ปิด-เปิด ตามความถี่ของสัญญาณ Pulse Width Modulation (PWM)              ตามปกติภาคจ่ายไฟจะทำงานเต็มระบบไม่ว่าจะมีสัญญาณเข้ามาหรือไม่ จะมากหรือน้อย แต่สำหรับคลาส D จะขึ้นกับสัญญาณขยายเบา-แรง ไม่ต้องทำงานแบบเต็มที่ตลอดเวลา เครื่องจะไม่ร้อนเหมือนแอมป์คลาส A คลาส AB ทั้งหลาย  (รายละเอียดแอมป์คลาส D ผมจะหาเวลามาเขียนอีกครั้งนะครับ)           เทคโนโลยีแอมป์คลาส D ผ่านการพัฒนามายาวนาน ทำให้ปัจจุบันเป็นแอมปลิไฟร์ที่ บริษัทเครื่องเสียงไฮเอ็นด์หลายแห่งเลือกใช้งานครับ          Hattor Audio Ultimate Mono Power Amplifier นั้น ใช้เทคโนโลยีขยายเสียง nCore ล่าสุดจาก Hypex ด้วยระบบขยายสัญญาณแบบคลาส D ที่สมบูรณ์แบบ มีความผิดเพี้ยนต่ำ และมีเสถียรภาพในการขับลำโพงได้ทุกประเภท           เมื่อพิเคราะห์จากสเปคฯ นับว่าน่าทึ่งมาก ด้วยกำลังขับ 400 W/8 ohm, 700W/4 ohm, 550W/2 Ohm มีอัตราส่วนสัญญาณ ต่อเสียงรบกวน 125dB และถ้าดูตามสเปคฯ ให้ค่าความเพี้ยนทาง THD และ IMD เพียง 0.001 % ตอบสนองความถี่ได้ 2Hz – 50kHz 0/-3db        • ทั้ง 3 เครื่องนี้ มีขนาดกะทัดรัดอย่างน่าแปลกใจ เลยทีเดียว     ผลการทดสอบฟัง เป็นแอมป์ที่ถือว่า สวย รวยเสน่ห์ ตั้งแต่แรกเห็นแล้วละครับ เมื่อได้ฟังจริงบอกได้เลยว่า ทำให้ผมต้องนั่งอึ้งไปหลายนาที!!!         จุดแรกที่น่าสังเกตคือ เป็นชุดแอมปลิไฟร์ที่เสียงสะอาดสุดๆ ตลอดทุกย่านความถี่ หากจะเคยได้ยินเสียงดนตรีที่งดงามสะอาดสุดๆ แบบนี้ เปรียบเทียบได้ว่ามันเสียงสะอาดเท่าเทียมกับแอมป์ราคาชุดละห้าแสนถึงหนึ่งล้านกว่าบาทที่ผมเคยฟังครับ‼️         จริงอยู่ว่าหลายองค์ประกอบ อาทิค่าไดนามิค Dynamic การสะวิง แรงพั้นช์จะได้ไม่เท่าแอมป์หลอด ระดับล้านบาท แต่โดยรวมคุณภาพของมันก็หายใจรดต้นคอแอมป์ราคาสุดโต่งได้อย่างน่าแปลกใจ... คือในใจตอนทดสอบคิดว่าถ้าผมมีงบสองแสนบาท ผมต้องเลือก Hattor Audio ชุดนี้แน่นอน         เป็นชุดแอมปลิไฟร์ที่ทำให้ผู้ฟังเข้าถึงต้นฉบับเพลงที่บันทึกมาจากสตูดิโอแบบ “แนบชิดติดความเป็นจริง” ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ความสวยงามทั้งตัวเครื่องและคุณภาพเสียง เปิดประสบการณ์ที่ถือว่า ล้ำค่ามาก กับปรีแอมป์แพสสีพที่ไม่มีไฟเลี้ยงวงจร และเพาเวอร์แอมป์ New Class D เซ็ตนี้        Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifierและ Ultimate Mono Power Amplifier เป็นชุดเครื่องเสียงที่ทรงเสน่ห์จริงๆ ทำให้ได้คุณภาพอันล้นเหลือ ซึ่งสรุปความโดดเด่นได้ดังนี้ 1. มีความ CLEAN หรือความสะอาดของเสียงอย่างมากในทุกๆย่านความถี่ 2. รายละเอียดระยิบระยับครบถ้วน 3. พลังเสียงที่มาพร้อมกับความลื่นไหลต่อเนื่องของดนตรี อย่างน่าทึ่ง 4. เสียงมีความสง่างาม มีชีวิต ฉ่ำ เนียน ฮาร์โมนิคงดงาม 5. แยกแชนแนลได้แม่นยำ อิมเมจเสียงถือว่า เข้าขั้น “สุดทาง” 6. มีบุคลิก ที่ไม่ใช่บุคลิกของเครื่อง แต่เป็นบุคลิกของเสียงดนตรีแท้ๆ 7. รายละเอียดช่วงดนตรีแผ่วเบา นับว่ามีความครบถ้วนอย่างมาก 8. เป็นชุดปรี เพาเวอร์ ที่เข้าถึงอารมณ์ในการฟังเพลงทั้งดิจิตอลและอนาล็อกอย่างดีและใกล้เคียงกัน 9. ออกแบบได้ลงตัวทั้งศาสตร์และศิลป์ คุณภาพเสียงตรงตามต้นฉบับการบันทึกเสียงจากสตูดิโอ ไร้การปรุงแต่ง และรูปทรงเครื่องสวยงามเป็นพิเศษ        ข้อแนะนำ : ให้เลือกแมตช์กันทั้งชุด ปรี-เพาเวอร์ จะดีที่สุด และจับคู่ลำโพงที่มีความสะอาดเสียง จะแมตช์เป็นพิเศษครับ         Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier ให้ความลึกซึ้ง และลึกล้ำในการฟังดนตรีอย่างไม่เคยสัมผัสมาก่อนครับ ราคารวมทั้งชุด 200,000.-  บาท (รับประกัน 3 ปี)  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 Msound line : m_240956  

Rega Nd3 / Nd5 / Nd7 Magnet Cartridge พัฒนาการหัวเข็ม MM ที่จะเปลี่ยนมาตรฐานไปตลอดกาล

Rega Nd3 / Nd5 / Nd7 Magnet Cartridge พัฒนาการหัวเข็ม MM ที่จะเปลี่ยนมาตรฐานไปตลอดกาล       หลังจากได้สัมภาษณ์ รอย แกนดี้ เจ้าของและผู้ออกแบบ Rega ซึ่งเขาได้เปิดเผยว่า ทีม วิศวกรของบริษัทร่วมกันออกแบบหัวเข็มแผ่นเสียงชุดใหม่ ทั้งหัวเข็มแบบ MM และ MC  ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ทั้งหมดของโครงสร้างและระบบหัวเข็มเล่นแผ่นเสียงในปัจจุบัน           และก็ได้มีโอกาสนำเอาหัวเข็ม3 รุ่นมาทดสอบใช้งาน คือ Rega Nd3  Rega Nd5 และ Rega Nd7 ที่ใช้ปลายเข็มแบบเพชร ที่เป็นผลลัพธ์จากการวิจัย พัฒนามายาวนานกว่า 10 ปี และนี่คือการยกระดับมาตรฐาน Cartridge ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง โดยเทคโนโลยีนี้ Rega ได้นำขึ้นจดสิทธิบัตร           หัวเข็มตระกูล Nd ทั้งหมด ถือว่าเป็นรายแรกของโลก ที่ใช้แม่เหล็กนีโอ-ไดเมียมกำลังสูงพิเศษในการออกแบบหัวเข็มชนิดแม่เหล็กที่เคลื่อนที่หรือ MM: Moving Magnet เป็นการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยสิ้นเชิง        เป็นการออกแบบที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่เคยมีการพัฒนาและดีไซน์หัวเข็มแผ่นเสียง          การใช้ปลายเข็มเพชรที่มีโครงสร้าง "เส้นละเอียด" และทันสมัยที่สุดก็เพื่อผลการเกาะร่องแผ่นด้วยรายละเอียดขั้นสูงสุด สามารถเทียบเคียงได้กับ MC ระดับไฮเอนด์ Apheta 3 และ Aphelion ของ Rega เองเลยทีเดียว        โครงสร้างของเนื้อเพชร ที่สร้างขึ้นโดยหลักการทางเคมีคัลขั้นสูงสุด ให้ตกผลึกแบบคริสตัลเชิงเดี่ยว Monocrystalline ขนาดเล็กเป็นพิเศษ ผ่านขั้นตอนการเจียรไน เป็นรูปทรง Fine Line จะมีรูปแบบที่มีพื้นที่สัมผัสแคบที่สุด โดยมีรัศมีเพียง 3µm (ไมครอน) เมื่อมองจากด้านบน และ 30µm ในแนวตั้งเมื่อมองจากด้านหน้า            ปลายเข็มเพชรโพลีคริสตัลไลน์คุณภาพสูง ที่สร้างขึ้นนี้จะถูกยึดติดกับก้านอลูมินั่มกลม คุณสมบัติใหม่นี้ช่วยให้สามารถรับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กสุดในไวนิลได้อย่างแม่นยำในทันที อีกทั้งการยึดเกาะร่องจะเหนือกว่าหัวเข็มทั่วๆ ไป          เนื่องจากพื้นที่สัมผัสเล็กจิ๋วของปลายเข็มเพชร จะส่งผลให้สามารถดึงรายละเอียดในระดับที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ครบถ้วนที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างหัวเข็มแบบ MM ขึ้นมา          ในการออกแบบใช้รูปทรงเรขาคณิตของเครื่องกำเนิดใหม่ล่าสุดที่มีความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้ได้ความสมดุลของช่องสัญญาณ ทั้งซ้าย ขวา ที่มีความแม่นยำสูง           นอกจากนี้หัวเข็มตระกูล Nd ยังมีช่องว่างระหว่างขั้วที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อคุณสมบัติเชิงเส้นตรงและสัญญาณครอสทอล์ค (แยกแชนแนล) ที่เหนือกว่า ซึ่งจะให้เวทีเสียงที่กว้างกว่ารุ่นก่อนๆ มาก คาร์ทริดจ์ใหม่นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยคอยล์คู่แบบขนาน ที่มีขนาดจิ๋ว         ซึ่งคอยล์นี้จะพันในตัวเรือนของหัวเข็มโดยใช้ลวดขนาด 38 ไมครอน และจะพันรอบหมุนเพียง 1,275 รอบพอดี          ด้วยหลักการคำนวณอันพิถีพิถันนี้ จะกำเนิดค่าความต้านทานต่ำ และค่าต้านทานแบบเหนี่ยวนำที่ต่ำลงด้วย ซึ่งก็จะทำให้การตอบสนองความถี่สูงได้รับการพัฒนาย่านความถี่ที่ดีขึ้นอย่างมาก          การประกอบตัวเรือนหัวเข็มทั้งชุด ด้วยโพลีฟีนลีนซัลไฟด์ (PPS) ที่ทำจากแก้วฉีดขึ้นรูปซึ่งมีความทนทาน จัดเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและมีความแข็งแกร่งสูง มีมวลต่ำ ทำให้มีผลช่วยลดความเครียดบนแบริ่งโทนอาร์ม และเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ            หัวเข็ม Nd7 จะถูกนำเสนอเป็นตัวเลือกที่ติดตั้งมาจากโรงงานในเครื่องเล่นแผ่นเสียง รุ่น Planar 6 และ Planar 8           หัวเข็ม Nd5 จะถูกนำเสนอเป็นตัวเลือกที่ติดตั้งมาจากโรงงานในเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่น Planar 3 และ Planar 6           หัวเข็ม Nd3 จะถูกนำเสนอเป็นตัวเลือกที่ติดตั้งมาจากโรงงานในเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่น Planar 2 และ Planar 3         และเพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ Rega ต่อความยั่งยืน กลุ่มผลิตภัณฑ์ Nd จึงมีจำหน่ายอยู่ในบรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้ 100%        เท่าที่พิจารณา จากรายละเอียดหัวเข็มทั้ง 3 รุ่น มีข้อแตกต่างที่ชัดเจนคือ • รุ่น Nd7 ปลายเข็มทรง Fine line nude diamond จะมีขนาดเล็ก และแทรกตัวลงในร่องแผ่นได้แนบสนิทที่สุด  • รุ่น Nd5 ปลายเข็มจะเป็นรูปทรง Elliptical nude diamond stylus  • รุ่น Nd3 ปลายเข็มเป็นทรง Bonded Elliptical      ทั้งหมดนี้ ทางโรงงานผู้ผลิตได้ระบุค่าน้ำหนักหัวเข็มอยู่ที่ 1.75 กรัม และหัวเข็ม Rega มีความพิเศษก็คือมีจุดยึดสามจุด ซึ่งเมื่อใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียง โทนอาร์ม แบรนด์เดียวกันจะเหมาะสมมาก     Test Report ผมเริ่มทดสอบหัวเข็มทั้ง 3 รุ่น สลับเรียงกันไปจากรุ่น Nd3, Nd5 และ Nd7 ด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียง Pro-Ject Debut2  รุ่น Limited สีเหลืองสด และมีการสลับไปใช้กับ Rega P10 ด้วย        แรกสุดทดลองตั้งค่าน้ำหนักแบบเบากว่าสเป็คฯ ที่ 1.5 กรัม  พบว่า Rega Nd เป็นหัวเข็มที่เกาะร่องแผ่นได้ดีมากๆ  แม้จะตั้งน้ำหนักเบากว่าปกติ เจอแผ่นไวนีลที่บิดงอเล็กน้อย จะไม่มีอาการ เหิน กระโดด หลุดร่อง         จากนั้น จัดปรับตั้งค่าน้ำหนักหัวเข็ม ตามสเป็คฯ ให้พอดีๆ คือที่ 1.75 กรัม (ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักของ Van den hul) เพื่อค้นหาว่า คุณภาพเสียงหัวเข็มรุ่นพัฒนาใหม่ของ Rega Nd Series นั้น สมบูรณ์แบบแค่ไหน      บทสรุป มีดังนี้ 1. คุณภาพเสียงมีความโปร่งสะอาดรายละเอียดดีไม่แพ้หัวเข็มประเภท MC โดยเฉพาะช่วงปลายเสียงแหลม ถือว่าก้าวกระโดดจากหัวเข็มรุ่นก่อนหน้าของ Rega เป็นอย่างมาก  2. บุคลิกเสียงโดยรวมออกแนวสุภาพๆ สมจริง แต่ให้เนื้อหนังโดยรวมดูอิ่มลึกในช่วงเสียงต่ำมากยิ่งขึ้น ตรงนี้อาจจะเป็นสิ่งที่โดดเด่นไปกว่าหัวเข็มประเภท MC ทั่วไป 3. ผมรู้สึกนะครับว่าการแยกแชนแนลโดยเฉพาะรุ่น Nd7 ทำได้อย่างน่าทึ่ง สังเกตได้จากจุดตำแหน่งชิ้นดนตรีและเวทีเสียง ระหว่าง Nd5 และ Nd7 จะมีความใกล้เคียงกัน ยกเว้นรายละเอียดที่แผ่วเบา ลึก Nd7 ยอดเยี่ยมที่สุด 4. หัวเข็ม Nd3 จะรักษาโทนัลบาลานซ์ได้เท่าเทียมกับ Nd5 และ Nd7 ถือว่าให้มาตรฐานคุณภาพเสียงที่คุ้มค่ามาก Rega Nd3 จะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของหัวเข็มในระดับราคาเดียวกัน เพราะ ความ Clean ของสัญญาณเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด หรือเรียกว่า กินขาดจริงๆ (เปรียบเทียบจากหัวเข็มที่ผมใช้อยู่ในราคานี้) 5. การรักษาโทนัลบาลานซ์ของหัวเข็มทุกรุ่นทำได้ดีเยี่ยม การกล่าวถึงเสียงอนาล็อกแท้ๆ Rega Nd Series น่าจะเป็นต้นแบบที่ดี ข้อสำคัญก็คือว่า Rega ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของหัวเข็มสำหรับเล่นแผ่นเสียงขึ้นมาแล้ว คือในระดับราคาเดียวกัน Rega Nd3 / Nd5 / Nd7 คือ New Standard ครับ 6. เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับหัวเข็มชุดนี้ แม้จะออกแบบมาให้ใช้ได้ทั่วไป แต่ก็แมตช์กับโทนอาร์ม และเครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Rega มากที่สุด โดยเฉพาะการมีจุดยึดกับเฮดเชลล์สามจุดดังกล่าว         การพัฒนาหัวเข็มแผ่นเสียงของ Rega Research ถือเป็นการก้าวสู่ยุคใหม่ และมาตรฐานใหม่ของหัวเข็มแผ่นเสียงที่มีราคาและคุณภาพน่าประทับใจอย่างยิ่งครับ Rega Nd3 ราคา 8,600.- บาท Rega Nd5 ราคา 15,000.- บาท Rega Nd7 ราคา 22,000.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ตัวแทนจำหน่าย Komfort Sound โทร. 083 758 7771  

KEF KUBE 12 MIE เสริมความถี่ต่ำให้อิ่มสมจริงและสมดุล

KEF KUBE 12 MIE เสริมความถี่ต่ำให้อิ่มสมจริงและสมดุล  ท่ามกลางกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวางในการนำแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ มาเสริมในลำโพงหลัก มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย มีทั้งคนพร้อมเปิดใจรับ กับผู้ที่ “หัวเด็ดตีนขาด” ก็ไม่เอา          วิวาทะทั้งหลายในกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ทั้งสองฝั่งฟากแนวคิดนั้น ผมก็มีมุมมองของตัวเองเช่นกันคือ  1. ไม่ได้เห็นด้วยว่า การจัดชุดซิสเต็มฟังเพลงสองแชนแนล ชุดเล็ก-ชุดใหญ่ ชุดไหนๆ ก็ต้องพ่วง Sub-Woofer เสมอไป 2. และก็ไม่ได้เห็นด้วยว่า ถ้าจัดชุดเครื่องเสียงฟังเพลง 2 แชนแนล ห้าม Sub-Woofer มาปรากฏกายในชุดเด็ดขาด ถือเป็นข้อต้องห้าม (ของใครไม่ทราบเหมือนกัน?)            ทุกอย่างควรขึ้นกับ หลักการ เหตุผล ในเรื่องของห้อง ซิสเต็ม ความต้องการของผู้ฟัง สไตล์เพลง ที่ออดิโอไฟล์แต่ละท่านย่อมมีข้อจำกัดอันแตกต่างกันไป            ***ได้แสดงทัศนะไปหลายครั้งแล้วในเพจแห่งนี้ ซึ่งผมจะมีลิ้งก์บางส่วนมาแปะไว้ท้ายบททดสอบ KEF KUBE 12 MIE ดังนี้นะครับ*** https://www.facebook.com/share/19hTvJ8DcG/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/14iLfWiC1K/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/12EY4Ypys58/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/1A3TRMvdGt/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/p/14xjoKZyRe/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/p/14yFmR4uz4/?mibextid=wwXIfr            ความเห็นส่วนตัว การใช้หรือไม่ใช้ ผมยึดหลัก High Fidelity คือ ความเสมือนจริง และการย่อสเกลดนตรีจริงมาไว้ในห้องฟัง            ถ้าผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความพอดีแล้ว ก็ไม่ต้องไปเติมอะไร แต่ถ้าสียงย่านความถี่ต่ำไม่พอ ก็สามารถจะเสริมให้มัน “พอดี” ยิ่งขึ้นได้  แต่ไม่ใช่เติมให้มันเกินจากเสียงดนตรีจริง หรือเกินกว่าสิ่งที่ Studio เขาบันทึกมา อันนี้ย่อมไม่ใช่แนวทาง และจุดประสงค์ การใช้ Sub-Woofer ของผมครับ           จากนี้ไปคือผลการทดสอบใช้งาน KEF KUBE 12 MIE ที่มีบทสรุปน่าสนใจ บันทึกเอาไว้ให้พิจารณากัน • การพัฒนาของบริษัทลำโพงระดับโลก อย่าง KEF นั้น มีรากฐานมายาวนานนับแต่กำเนิดในปี 1961 (63ปี) การออกแบบสินค้าใดขึ้นมาใหม่ จะมีเหตุและผลรองรับ โดยเฉพาะความก้าวหน้าในเทคโนโลยี ที่ดีขึ้นและเอื้อประโยชน์กับผู้ใช้งานจริงๆ         ส่วนตัวผมก็เป็นหนึ่งในผู้ใช้สินค้าของ KEF อย่างเช่น KEF BBC Monitor LS3/5 A ได้จัดเอา KEF KC62 มาเสริมความถี่ต่ำ สลับกับ Rogers AB1  (Passive Sub-Woofer)           เพราะเมื่อฟังดนตรีบางประเภทเช่น วงแจ๊ส บิ๊กแบนด์ ซอฟท์ร็อค และคลาสสิกคัล มันมีความจำเป็นตามสมควรสำหรับผม          หรือลำโพง BBC Monitor Rogers LS3/5 A ผมตัดสินใจซื้อแอคทีฟซับ Rogers AB3a มาใช้งานร่วมกันเป็นเซ็ต  เพราะลำโพงหลักในตระกูลนี้ ลงความถี่ต่ำลึกได้เพียง 70Hz เท่านั้น        ดังนั้น เหตุและผล จึงเป็นไปตามความต้องการของตนเองเป็นหลัก        • KEF KUBE MIE นั้น เป็นความพยายามพัฒนาแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ ที่ดีไซน์แต่เดิมใช้งานเฉพาะสำหรับโฮมเธียเตอร์ ให้เพิ่มความสามารถตอบสนองการฟังเพลงด้วย           พัฒนาถึงจุดที่ มีการใช้ระบบ DSP (Digital Signal Processor) ที่คิดค้นเองมาช่วยควบคุมการทำงานระบบ SUB ให้สนองตอบการฟังด้วยกันทั้งสองรูปแบบ         และแอคทีฟซับวูเฟอร์ KEF รุ่นที่ผมเลือกมาทดลองใช้งานคือ KUBE 12 MIE ที่สามารถลงความถี่ต่ำได้ลึกถึง 22Hz ต้องการให้มาเสริมช่วงต่ำกว่า 48Hz ของลำโพงหลัก KEF Q Concerto META             ความหมายระบบ DSP ที่อัพเกรดให้เหมาะกับการฟังเพลง  MIE : Music Integrity Engine เป็นระบบ Digital Signal Processor ซึ่ง KEF ค้นคว้า วิจัยพัฒนาขึ้นมาด้วยตนเองอย่างยาวนานหลายปี เพื่อการควบคุม  แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ให้ผลักอากาศได้แม่นยำ ฉับไว เสียงบริสุทธิ์ ความเพี้ยนต่ำ สามารถให้ความกลมกลืนลำโพงหลักได้ง่าย      จุดตัดความถี่สูงสุด KEF จงใจออกแบบให้อยู่ไม่เกิน140Hz และปรับค่าลงไปได้ต่ำสุดที่40Hz          KUBE 12 MIE มีโครงสร้างตู้เป็นตู้ปิดทึบ Acoustic Suspension ตัวขับเสียงขนาด 12 นิ้วยิงเสียงออกด้านหน้า ช่วยให้ง่ายต่อการจัดวาง และยิงเสียงไปในทิศทางเดียวกันกับลำโพงหลัก           คุณสมบัติอีกส่วนหนึ่ง IBX หรือ Intelligence Bass Extension โดยในส่วนนี้ จะทำหน้าที่คำนวณสัญญาณเสียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เบสความสมจริงลงลึก และคงไว้ซึ่งไดนามิคหรือพลังตลอดระดับความดังของเสียง             KUBE 12 MIE มี Room Position EQ สามตำแหน่งให้เลือกวาง และปรับใช้ในสภาพความเป็นจริงในห้องคือ •  In Room วางในห้องทั่วไป •  Corner วางเข้ามุมห้องที่เป็นมุมชนกัน 90 องศา  •  Wall / Cabinet วางชิดผนังด้านใดด้านหนึ่ง          มี Power Mode เลือกเปิดตลอดเวลา หรือเปิดเมื่อมีสัญญาความถี่ต่ำเข้า และใช้งานแบบ12 V trigger           KEF ดีไซน์ แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ KUBE MIE ทั้งหมด4 รุ่นคือ KUBE 15 MIE, KUBE 12 MIE, KUBE 10 MIE และ KUBE 8 MIE          ตัวขับเสียงเป็นแบบเดี่ยว ยิงแบบ Front Firing ขนาดวูฟเฟอร์ ให้ดูที่รหัสรุ่นได้เลย คือ 15-12-10 และ 8 นิ้วตามลำดับครับ          การเลือก KEF KUBE 12 MIE มาทดสอบ เพราะเป็นรุ่นกลาง พอเคราะห์แล้ว เหมาะกับ KEF Q Concerto META และเพื่อการบาลานซ์ที่ดีผมนำมาใช้ 2 ตู้ ทั้งแชนแนลซ้าย และขวา          สำหรับกำลังขับในตัวตู้ของ KEF KUBE 12 MIE คือ 300 วัตต์ คลาส D ขนาดตู้ 410 x 393 x 410 มิลลิเมตร ตอบสนองความถี่ 22Hz - 140Hz (±3dB) ตัวขับเสียงขนาด 12 นิ้ว ยิงเสียงออกด้านหน้า             • ผลจากการเซ็ตอัพ KEF KUBE 12 MIE ภายในห้องของผมที่มีพื้นที่ ขนาด 3.5 x 4.5 เมตร            KEF KUBE 12 MIE เลือกต่อสัญญาณ ได้ทั้งแบบ High (พ่วงสายลำโพง) และช่อง Smart Connect LFE แต่ผมเลือกต่อจากช่อง Smart Connect LFE ที่ช่อง RCA หลังจากทดสอบ Setup ก็ได้ระยะการวางที่เหมาะสมคือ 1. วางตู้ซับให้อยู่ริมด้านนอกลำโพงหลัก 2. ให้แนวระนาบด้านหน้าของ KEF KUBE 12 MIE อยู่เสมอกับลำโพงหลัก 3. ระยะห่างผนังหลัง อยู่ที่ 90 เซ็นติเมตร 4. ระยะห่างผนังด้านข้างประมาณหนึ่งฟุต หรือ 30 เซนติเมตร  5. เลือกจุดตัดความถี่ต่ำ หรือ Cross over point ที่ 50Hz  6. เลื่อนระดับโวลุ่มไปที่ประมาณ บ่าย 13.00 น. (Phase เฟส 0) 7. เลือกโหมดการใช้งานที่ Always  8. เลือกโหมด EQ ที่ In-roomก่อนปรับเซ็ตเสียง          ให้เสียงที่กลมกลืนน่าพึงพอใจมากในการทำงานระหว่าง KEF Q Concerto META และ KUBE 12 MIE ถือว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมลงตัว          ที่น่าสนใจคือ ปุ่ม Phase ผมปรับไว้ที่ ศูนย์ 0 ตลอด โดยไม่ต้องปรับมาทาง 180 องศา แต่อย่างใด         ตัวตู้ KUBE 12 MIE มีการใช้ผ้าหุ้มสีดำจากด้านหน้าไปจรดด้านหลังมิดชิดให้ความรู้สึกสัมผัสเป็นชิ้นเดียวกัน   ***สำหรับห้องอื่นๆ อยากจะเริ่มต้นในแบบอย่างที่ผม Set up นี้ ก็ได้ครับ แล้วประยุกต์ ปรับแต่ง Set up เพิ่มเติม***         • เทคนิคในการปรับ  พยายามตั้งจุดตัดครอสโอเวอร์ไปทางความถี่ต่ำลึก 40-50-60 Hz เอาไว้ก่อน - ปรับปุ่ม Volume คู่กับจุดตัดความถี่ แล้วเร่งไปจนถึงจุดที่ได้ยินเสียงจากซับวูฟเฟอร์โดดเด่นถนัดชัดเจน จนรู้สึกได้ง่าย  - และจากนั้น ค่อยๆ ลดระดับลงเหลือแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงจากการทำงานซับวูฟเฟอร์ - จากนั้น ให้เราปรับหาจุดกลางระหว่างสองจุดดังกล่าวนั้น ว่าตรงที่ใด กลมกลืนกับลำโพงหลักที่สุด - ในขณะที่ปรับ อาจจะมีบางช่วงที่ความถี่ต่ำจาง หรือความถี่ต่ำโด่งเป็นช่วงจังหวะตามเสียงดนตรี  - แสดงว่า ปรากฏการณ์นั้น เราจะต้องปรับ ขึ้นมาทาง 60-80Hz หรือลดลงไปทาง 40Hz อย่างใดอย่างหนึ่ง (ค่าจุดตัดสูงสุดอยู่ที่ 140Hz)         ตรงนี้จะเป็นจุดที่ Sensitive ดังนั้น ใช้เวลาปรับซ้ำๆ ดูหลายๆ รอบ เพื่อหาจุดสมดุล ไม่ต้องรีบร้อนครับ - ในการปรับใช้กับระบบโฮมเธียเตอร์ที่ช่อง .1 Channel อาจจะเริ่มจาก 60Hz ขึ้นไปหา 80Hz ซึ่งตรงนี้น่าจะต้องใช้ภาพยนตร์ที่ชมบ่อยๆ และคุ้นเคยครับ - ผมใช้ Life Audio Signature Mellow ตัวรอง มาเสริมขาทั้งสี่มุม ให้ความกระชับเสียงต่ำดีขึ้นไปอีก         ดังนั้นท่านใดจะพิจารณาหาอุปกรณ์ ตัวรองมาเสริมกำจัดไวเบรชั่นส่วนเกินก็จะยิ่งดีครับ  - หากไม่อยู่ในลักษณะ หรือระยะเดียวกับที่ผมเซ็ตอัพ ให้เลือก EQ ตามลักษณะการวางก่อนแล้วค่อยปรับหาความสมดุลได้ครับ ทั้ง In Room Corner, Wall / Cabinet    บทสรุปสำหรับ KEF KUBE 12 MIE คือ - เป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจมาก เพราะซับรุ่นใหม่นี้กลับปรับ Set up ไม่ยากอย่างที่คิดเอาไว้เลย  - เทียบเคียงกับตู้ซับที่ผมเคยปรับมาแล้ว KUBE 12 MIE ถือว่าง่ายที่สุดครับ - แน่นอนว่า การกลมกลืนเข้ากันได้ระหว่าง KEF Concerto META กับ KUBE 12 MIE ถือว่าลงตัวแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน - เมื่อใช้ KUBE 12 MIE กับลำโพงหลักต่างแบรนด์กัน เอาเฉพาะลำโพงที่ผมซื้อไว้ใช้เองหลายคู่ หลายแบรนด์ พบว่าจะไม่สมดุลกับลำโพงแนววินเทจรุ่นเก่านัก            แต่กับลำโพงอย่าง ELAC ตั้งแต่ BS403, PSB Alpha P5 , NHT SuperOne 2.1 กลับให้ความกลมกลืน ปรับง่าย แสดงถึงว่า ลำโพงยุคใหม่ทั้งหลาย น่าจะใช้ร่วมกันได้ แม้จะต่างแบรนด์ ดังนั้นให้ลองหาโอกาสฟังจริงก่อนตัดสินใจ   ข้อแนะนำ - ห้องขนาด 12 -15 ตารางเมตรขึ้นไปสามารถใช้ KUBE 12 MIE สองตู้ได้    ถ้าต่ำกว่า ขนาด 12 ตารางเมตรลงมา ควรใช้รุ่น KUBE 12 MIE เพียงตู้เดียว หรือ KUBE 10 MIE , KUBE 8 MIE สองตู้แทน  - การใช้ซับ ตู้เดียว หรือ 2 ตู้ ควรพิจารณาจากขนาดห้อง และสไตล์เพลงที่คุณฟังเป็นหลักนะครับ - สำหรับลำโพงขนาดเล็ก อาทิ LS3/5 A Harbeth P3 ESR, ProAc Tablette 10 เหล่านี้จะปรับให้สมดุลกับ KEF รุ่น KC62 ง่ายกว่า อันเนื่องจากขนาดและดีไซน์      จุดเด่น KEF KUBE 12 MIE  - ปรับเซ็ตอัพง่าย ระบบลำโพงทำให้โอกาส Boom น้อยอย่างยิ่ง - เมื่อปรับได้ลงตัว ไม่ใช่แค่เสริมเสียงต่ำให้สมบูรณ์ขึ้น แต่จะให้เสียงกลางเสียงร้องดูอิ่มฉ่ำขึ้นอีก อย่างเห็นได้ชัด - ฟังเพลงจากอัลบั้มคลาสสิก Telarc ดูเหมือนฟิลลิ่งของวงออกเคสตร้ายิ่งใหญ่ขึ้นมาก โดยเฉพาะเวทีเสียงที่โอ่อ่า  - ขั้วต่อด้วยสายลำโพง (EXP) ดูจะเป็นขั้วต่อที่เล็กไป จึงแนะนำให้ต่อ Line Level ทาง RCA ดีกว่า และสายไฟ AC จะเป็นขั้วแบบ C7 ธรรมดา (ไม่ใช่แบบ IEC มีกราวนด์) แนะนำให้อัพเกรดสายที่ดีกว่าได้ครับ การเสริม Active-Subwoofer ควรจะพิจารณาตามความเหมาะสม ตามที่เรียนไว้เบื้องต้นในเรื่องของรสนิยม หรือขนาดห้อง และข้อจำกัดของคุณเสมอ          แต่ต้องไม่ลืมพิจารณาเรื่องความสมดุลของย่านความถี่เป็นสำคัญ     ยกตัวอย่าง ให้เห็นชัดขึ้น คือคุณจะพึงพอใจเล่นลำโพงเดี่ยว แบบตั้งพื้นคู่เดียว อาทิ KEF รุ่น Q11 Meta หรือเลือกทางที่สอง KEF Q Concerto Meta ผนวก KEF KUBE 12 MIE อันเนื่องจาก ขนาดห้อง ความสะดวก ความสมดุลในการจัดตำแหน่ง และข้อจำกัดรวมถึงความต้องการของตนเอง ทุกอย่างมีทางให้เลือกเสมอ KEF KUBE 12 MIE ราคาตู้ละ 39,900.- บาท  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป  หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand

MOONRIVER AUDIO MODEL 505 HYBRID PHONO STAGE ความละเมียดละไมที่งดงามของอนาล็อก

MOONRIVER AUDIO MODEL 505  HYBRID PHONO STAGE ความละเมียดละไมที่งดงามของอนาล็อก นี่คือ 505 PHONO STAGE ของ MOONRIVER AUDIO ที่จะตอบสนองทุกความต้องการของนักเล่นแผ่นเสียงผู้ชื่นชอบเสียงไวนิลทุกคน ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงนักเล่นแผ่นเสียง นักสะสมแผ่นเสียง และผู้ที่ชื่นชอบแผ่นเสียงไวนิล โดยมีอินพุต 4 ชุด วางตำแหน่งปุ่มปรับค่าและสวิตช์เฉพาะที่เหมาะกับหัวเข็ม MC หรือ MM จุดเด่นคือเล่นไป ปรับไปได้ ช่วยให้สามารถทดสอบการฟังได้แบบ “ทันที” ด้วยการปรับแต่งต่างๆ โดยไม่ต้องปิดเครื่อง ถอดฝาครอบ เปิดเครื่องใหม่อีกครั้ง หรือรออุ่นเครื่อง          อาจจะแปลกที่ระบบวงจรขยาย มีการการออกแบบ “ไฮบริด” คือ ผสมผสานการใช้ไอซีและวงจรโซลิดสเตตแบบแยกส่วนเพื่อสร้างวงจรประสิทธิภาพสูงที่เหมาะสม และมีเสียงรบกวนต่ำมาก ในขณะที่มีการใช้ออปแอมป์ไอซีซึ่งให้ระดับสัญญารบกวนต่ำมาก ทุกวงจรจะเป็นวงจรแบบแยกส่วน ให้พลังเสียงและความถี่ไดนามิกที่สมจริง ซึ่งไม่สามารถหาได้จากออปแอมป์ไอซีอื่นๆ ทั่วไป             หลังจากการ Test Report อย่างจริงจังสองสัปดาห์ ที่ผ่านมา ผมแปลกใจมาก คิดว่า น้ำเสียงฉ่ำ ฮาร์โมนิกสวยๆ เหมือนได้ฟังเครื่องหลอดซูเปอร์ไฮเอ็นด์ แบบนี้ มาจากวงจรไฮบริด แน่หรือ? นี่เรากำลังจะหลงมนต์เสน่ห์เสียงอนาล็อกจาก MOONRIVER 505 HYBRID PHONO STAGE อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้วครับ        เคยได้ยินคำกล่าวของนักออกแบบระดับโลกบอกกับผมว่า           “คุณอย่าไปฝังใจว่าวงจรหลอดสุญญากาศเท่านั้นที่จะให้เสียงฉ่ำหวาน ฮาร์โมนิกสวยๆ วงจรโซลิดสเตตที่ดี ที่คนออกแบบเก่งจริง สามารถทำให้เสียงหวานฉ่ำเท่าหลอด และอาจจะดีเลยขอบเขตนั้นได้ด้วย เพราะหัวใจสำคัญคือการขจัด Noise ที่สร้างความระคายหู นั่นเอง”          ด้วยความหลงใหลในเพลง Moon River จากภาพยนตร์ Breakfast at Tiffany's (1961) อาจเป็นตัวดึงดูดให้วิศวกร เจ้าของแบรนด์ ตั้งใจใช้ชื่อ MOONRIVER นี้ และออกแบบผลิตด้วยมือทุกขั้นตอนในประเทศสวีเดน และพวกเขาเชื่อมั่นว่า วงจรโซลิดสเตต หลอดสุญญากาศ หรือ ไฮบริด ก็สามารถถ่ายทอดเสียงดนตรีอย่างเที่ยงตรงได้เฉกเช่นเดียวกันถ้าออกแบบได้อย่างถูกต้อง         ผมชอบคำอรรถาธิบาย จุดประสงค์ของ MOONRIVER AUDIO 505 HYBRID PHONO STAGE ที่ว่า          “เป็นความมุ่งมั่นที่จะสร้างสมดุล ในเส้นแบ่งที่ละเอียดอ่อน ระหว่างความเป็นดนตรี และความมีจิตวิญญาณของดนตรี ซึ่งหมายถึง มันไม่ใช่แค่ความถี่เสียง แต่ต้องครบถ้วนในการถ่ายทอดอารมณ์ ความหลงใหล และความรุกเร้าใจด้วย”        ในทางเทคนิค จุดอ่อนของปรีโฟโนส่วนมากจะด้อยในย่านความถี่ 200 –  4,000Hz หากไม่มีวงจรที่สามารถสร้างเสถียรภาพของความถี่ตรงนี้ได้ดีพอเพียง เสียงจะเบาบางในการส่งผ่านสู่การขยายในเคิร์ฟ RIAA        ตรงนี้เองที่วงจรขยายหัวเข็มแผ่นเสียงอันยอดเยี่ยมของ MOONRIVER AUDIO 505 HYBRID PHONO STAGE จะอธิบายความแตกต่างในคาแรคเตอร์ ของไวโอลิน Guarneri กับไวโอลิน Stradivarius ด้วยการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานร่วมกันโดยไม่บดบัง หรือทำให้รายละเอียดต่างๆ เกินจริงทั้งสองประการ         นับว่าเป็นผลงานที่ท้าทายนักฟังอย่างยิ่ง ในระดับประสิทธิภาพของโฟโนสเตจ MOONRIVER 505          ความพิถีพิถันเริ่มจากเลย์เอาต์ของ PCB ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงหลักการ 3 ประการ  1.    มีการแยกกันระหว่างแหล่งกำเนิดเสียงรบกวน และสัญญาณเสียงออดิโอที่ละเอียดอ่อน เช่น หม้อแปลง และเกนของวงจรสเตจ 2.    ด้วยแนวทางที่เรียบง่าย โดยใช้อุปกรณ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในวงจรขยาย  3.    และสุดท้าย เส้นทางสัญญาณที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้          MOONRIVER 505 ใช้การป้องกันสองชั้น หนึ่งชั้นสำหรับหม้อแปลง และอีกชั้นสำหรับวงจรเกนแอคทีฟ แนวทางนี้ช่วย ขจัดความจำเป็นในการต้องออกแบบแยกส่วนหม้อแปลงไปไว้นอกตัวเครื่องหลัก          ภาพลักษณ์ภายนอก ความโดดเด่น กลับเป็นความเรียบที่คลาสสิก ใช้วัสดุคุณภาพสูง เช่น ปุ่มหมุนอลูมิเนียมขนาดใหญ่ ประกบด้วยแผงด้านข้างเนื้อวอลนัท โครงสร้างมีความแข็งแรง และปุ่มปรับออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ไม่มีไฟแสงสีสุนทรียศาสตร์แบบ "โชว์" ไม่มีหน้าจอที่มีเมนูหวือหวา หัวใจสำคัญของรุ่น 505 คือความเรียบง่ายและมินิมอล แต่วิธีการออกแบบเน้นไปที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งภายในไม่กี่วินาที โดยไม่ต้องพึ่งพาแมนนวลหรือคู่มือผู้ใช้           เพื่อให้การเข้าถึงการปรับแต่งที่จำเป็นทั้งหมดโดยตรง MOONRIVER AUDIO 505  ประกอบด้วยปุ่มหมุน 4 ปุ่ม และสวิตช์ 5 ตัวสำหรับการปรับแต่งทั้งหมด มีอินพุต 4 ชุด สามารถตั้งเกน 12 แบบ (6 ระดับการตั้งค่าความจุหัวเข็ม MM และการตั้งค่าโหลดหัวเข็ม MC 5 แบบ)          รวมถึงตัวเลือกแบบกำหนดเอง การตั้งค่าโหลดหัวเข็ม MM 3 แบบ และตัวเลือก อีควอไลเซชั่น สำหรับแผ่นเสียง RIAA, Decca หรือเล่นกับแผ่น Columbia แบบดั้งเดิมที่ 78 รอบต่อนาที เพื่อการย้อนกลับไปฟังแผ่นเสียงเก่ายุคอดีต นอกจากนั้นแล้ว MOONRIVER AUDIO 505 จะจัดการกับสัญญาณจากหัวเข็ม MC ด้วยประสิทธิภาพที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ และจะทำให้หัวเข็ม MM ทั่วๆ ไป ให้เสียงที่พิเศษ ฟังเสียงได้ลึกล้ำจนถึงทุกรายละเอียดเสียง แม้จะเป็นระดับที่เบามากๆ ก็ตาม            MOONRIVER 505 เครื่องโฟโนสเตจไฮบริด ประกอบด้วยแหล่งจ่ายไฟแยกกัน 6 ตัว รวมตัวเก็บประจุมหาศาลถึง 70,000uf และได้รับการออกแบบให้ทำงานแบบวงจรแยกอิสระซ้ายขวา โมโนคู่ ในแต่ละสเตจมีแหล่งจ่ายไฟของตัวเอง รวมถึงวงจรควบคุมเชิงเส้นแบบแยกส่วนและวงจรตัดเสียงสัญญาณรบกวนแบบแยกส่วนด้วยเช่นกัน         MOONRIVER 505 ให้ค่าเกนสูงสุด 72dB (x4000 เท่า) ในการตั้งค่า MC โดยใช้สเตจขยายแอคทีฟที่มีสัญญาณรบกวนต่ำเป็นพิเศษ ในการตั้งค่าหัวเข็มแบบ MM และค่าหัวเข็มแบบ MC ใช้สเตจอินพุตที่แตกต่างกันโดยมีออปแอมป์คนละส่วนที่เลือกมาโดยเฉพาะสำหรับแต่ละกรณี          ระบบการทำงานของไมโครคอนโทรลเลอร์พร้อมฟังก์ชั่นบันทึกหน่วยความจำ มีการทำงานที่เงียบสนิท ในการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าทุกครั้งจะถูกบันทึกโดยอัตโนมัติสำหรับอินพุตทั้ง 4 อินพุต         ส่วนที่เป็นหัวใจของภาคแปลงความถี่เสียง จากแผ่นไวนีล หรือวงจร EQ ใช้แบบพาสซีฟ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการตอบสนองความถี่ที่ราบเรียบสุดขีดโดยไม่รบกวนขั้นตอนอื่นๆ          วงจร EQ ประกอบด้วย เคิร์ฟมาตรฐานสองเคิร์ฟ ได้แก่ RIAA Curve และเส้นเคิร์ฟของ DECCA หรือ COLUMBIA เหมาะสำหรับฟังและเล่นแผ่นเสียง 78 รอบต่อนาที วงจร EQ ทั้งสองแบบถูกสร้างขึ้นโดยใช้แนวทางที่เรียบง่าย โดยมีส่วนประกอบคุณภาพระดับออดิโอไฟล์เพียงไม่กี่ชิ้นที่มีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำมาก       Test Report         ผมได้ใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง 2 เครื่อง หัวเข็ม 3 หัว ในการทดสอบฟัง MOONRIVER AUDIO 505  • เครื่องเล่นแผ่นเสียง ELAC Miracord 90 ใช้สลับกันระหว่างหัวเข็มแบบ Mi คือ GRADO Statement Platinum 2 ที่มีค่าเอาต์พุต 1mV และ หัวเข็มแบบ MC ของ HANA EL มีค่าเอาต์พุตอยู่ที่ 0.5 mV • เครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C588 ใช้หัวเข็ม ORTOFON 2M Blue ที่มีค่าเอาต์พุต 5.5 mV          จากการทดสอบ หัวเข็มแผ่นเสียง GRADO Statement Platinum 2  ดูจะค่อนข้างปรับได้หาความลงตัวพอดีได้ยากที่สุด ในแง่การใช้งานปรับเกนระดับความดัง และค่าต้นทาน เพราะเหตุที่มันเป็นหัวเข็มแบบ Mi ซึ่งยืนอยู่ระหว่างกลาง ของหัวเข็มแบบ MM และ MC เมื่อใช้หัวเข็มMi ผมต้องตัดสินใจ ว่า ในวงจรขยายภาคโฟโนของ MOONRIVER AUDIO 505 นั้น จะเลือกที่ฐานของ MMหรือ MC กันดี? • ในที่สุดจากการทดสอบ ผมเลือกเป็นค่าของ MM และปรับค่าระดับความดัง อยู่ที่ Gain 44(58) ค่าคาปาซิแตนท์ 330 • ส่วนหัวเข็ม ORTOFON 2M Blue เลือกปรับค่าเกนที่ 34 (48) ส่วนค่าคาปาซิแตนท์ 470 • หัวเข็ม HANA เลือกปรับค่าเกนที่ 44 (58) และ ค่า MC Input Impedance ไปที่ 47          ทั้งหมดนี้ยังเกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่กับการปรับค่าเกณฑ์ซีเล็คเตอร์ และค่าความต้านทาน ของหัวเข็ม MM รวมถึงเลือกสวิตช์ไปยัง EQ เคิร์ฟ ซึ่งก็จะตั้งค่าไว้ที่ RIAA ตลอด เนื่องจากไม่ได้มีการเล่นแผ่นในสปีด 78 นั่นเอง        ถ้าท่านใช้หัวเข็มอื่นโดยทั่วไป ให้ลองปรับค่าต่างๆ ของเครื่องดู เพราะปรับได้ละเอียดและที่สำคัญคือ สามารถปรับได้ในขณะที่เราฟังแผ่นเสียงได้โดยทันที โดยไม่เกิดเอฟเฟ็กต์ใดๆ         คุณภาพเสียง และความพึงพอใจ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละท่านที่ว่าต้องการน้ำเสียงแบบใดนั่นเอง MOONRIVER AUDIO 505 มีให้เลือกปรับอย่างเหลือพอ         คุณภาพเสียงโดยรวมจากการทดสอบครั้งนี้ ผมชื่นชม MOONRIVER AUDIO 505 ตรงให้ความเป็นกลางของเสียงแบบอนาล็อกยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะกับแผ่นเสียงในระดับออดิโอไฟล์ด้วยแล้ว คุณจะพบถึงรายละเอียดระยิบระยับครบถ้วนอย่างแท้จริง คือในช่วงที่ฟังแผ่วเบา จะแสดงผลได้เหนือชั้นมากกว่า ปรีโฟโนธรรมดาโดยทั่วไปมากทีเดียว        ถ้าถามว่า MOONRIVER AUDIO 505 เหมาะกับหัวเข็มแบบไหน?  MM – MC หรือ Mi ดังที่ผมหามาทดสอบทั้งสามประเภทนี้ บอกได้เลยว่า ใช้ได้ทั้งหมด ไม่เกี่ยงประเภทหัวเข็มแต่อย่างใด           แต่ในความเห็นส่วนตัว ดีที่สุดเรียงตามลำดับคือ อันดับหนึ่ง หัวเข็ม MC  อันดับสอง หัวเข็ม MM และสุดท้ายหัวเข็ม Mi           ภาคปรีโฟโนเครื่องนี้ให้ความสมดุล รวมไปจนถึงการปรับแต่งค่าต่างๆ เหมาะสมกับหัวเข็มทุกประเภทอย่างครบถ้วนครับ         ส่วนหนึ่งที่จะรับรู้ได้โดยไม่ยากก็คือความเงียบสนิทของสัญญาณรบกวน ที่จะเข้ามาในวงจรขยายหัวเข็มแผ่นเสียง อันนี้ถือว่าดีมากๆ มันเป็นยอดปรารถนาของนักฟังแผ่นอนาล็อก เพราะเรามักจะหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวนกันได้ค่อนข้างลำบากเป็นปกติอยู่แล้ว          MOONRIVER AUDIO 505 ช่วยเพิ่มความชื่นชม และมีความศรัทธาในระบบอนาล็อกออดิโอ และเป็นภาคโฟโนสเตจ ที่มีสัญญาณรบกวนต่ำ ให้ช่องว่างดนตรีสงัดที่สุดเท่าที่เคยฟังภาคปรีโฟโนมาในรอบหลายๆ ปีเลยครับ        ด้วยความเที่ยงตรงของ MOONRIVER AUDIO 505 ทำให้ได้ยินรายละเอียดและความสง่าผ่าเผยของแผ่นเสียง แต่ละแผ่นได้อย่างครบถ้วน           อาจจะเป็นครั้งแรกที่ผมฟังแผ่นในค่าย Sheffield Lab ที่เก็บสะสมเอาไว้ แล้วได้รู้สึกถึงคุณค่าของการบันทึกแผ่นแบบ Direct Cut  ว่ามีรายละเอียดและค่าไดนามิคเร้นจ์ ยอดเยี่ยมเหนือแผ่นทั่วไปอย่าง ชัดเจน แจ่มแจ้ง หรือฟังแผ่นเสียงค่าย Telarc กับเพลงแนวดุดันหลายอัลบั้ม ให้ความชัดครบถ้วน สมจริง เป็นแนวเสียงแบบอนาล็อกที่งดงามมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง         MOONRIVER AUDIO 505 ช่วยให้เข้าถึงในทุกรายละเอียด ความพริ้วหวาน ความอิ่มฉ่ำหรือแม้แต่พลังแรงพั้นช์ ที่รุนแรง มีอย่างครบถ้วน ขอตอกย้ำอีกครั้งว่าในด้านรายละเอียดช่วงปลายเสียงแหลมนี้ถือว่าไปได้สุดจริงๆ ครับ ส่วนความถี่ต่ำนั้นจะมีตัวตนของเสียงเบสชัดเจน และเครื่องดนตรีทุกชิ้นจะถ่ายทอดออกมา สมจริงเป็นธรรมชาติมากๆ          บทสรุป MOONRIVER AUDIO 505 ส่งผ่านความความลื่นไหล อบอุ่น ละเมียดละไม และให้พลังเสียง ที่เป็นธรรมชาติมาก เป็นความละเมียดละไมที่งดงามของอนาล็อกไฮเอ็นด์ ที่คุณฟังครั้งเดียวไม่เคยพอครับ! MOONRIVER AUDIO MODEL 505 ราคา 190,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ HiFi House by Msound โทร. 096 978 7424  ID Line : m_240956 Email : msound.pechponk@gmail.com

Rega P10 The heart of music

Rega P10 The heart of music ในระบบอนาล็อก ออดิโอที่มีอายุยืนยาวที่สุด และมีการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะผ่านช่วงเวลาที่รุ่งเรืองหรือตกต่ำ คนอนาล็อกก็ยังพยายามที่จะก้าวขึ้นสู่การฟังเพลงที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่มีชีวิตชีวา และต่อสู้ให้หลีกพ้นไปจาก การสั่นสะเทือนที่มีผลต่อคุณภาพเสียง Roy Gandy ยังคงเชื่อว่า โครงสร้างที่แกร่ง แข็งแรง และอยู่ในรูปทรงที่กะทัดรัด ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตมโหฬาร แบบขี่ช้างจับตั๊กแตน สามารถนำพาคุณภาพเสียงที่บริสุทธิ์ รายละเอียดครบถ้วนได้แน่นอน ปัญหาเรื่องของการไวเบรชั่น กับการเกาะร่องหัวเข็มแผ่นเสียง ที่มีจุดอ่อนไหว สามารถใช้หลักวิศวกรรม และวัสดุที่เหมาะสม ทำให้สมบูรณ์แบบได้ และ PLANAR 10 หรือ Rega P10 เป็นพัฒนาการล่าสุดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง Rega รุ่น Naiad โดยเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นนี้สร้างขึ้นจากฐานโครงเหล็กน้ำหนักเบาพิเศษที่มีโครงและทรวดทรงแบบโค้งและเป็นแนวเส้น ไม่ใช่ผืนแผ่นสี่เหลี่ยม จัดเป็นศิลปกรรมด้านวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมน่าดูมาก          โดยแท่นเครื่องผลิตจากแกน Tancast 8 และหุ้มด้วยแผ่นลามิเนตแรงดันสูง (HPL)             PLANAR 10 เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นแรกที่ใช้การเสริมความแข็งแรงด้วยเซรามิก ซึ่งจะให้พื้นผิวที่แข็งแรงเป็นพิเศษสำหรับการติดตั้งโทนอาร์มรุ่น RB3000 ที่มีความแม่นยำและชุดตลับลูกปืนกลางที่ Rega กำหนดเอง        สำหรับความพิเศษคือ PLANAR 10 ยังติดตั้งด้วยแพลตเตอร์เซรามิกออกไซด์ที่สั่งทำพิเศษ ซึ่งตัดด้วยเพชรในระหว่างการผลิตเพื่อความแม่นยำสูงสุด และความเสถียรของความเร็วรอบหมุน  มอเตอร์ซิงโครนัส 24V ของ Rega และระบบจะติดตั้งสายพานขับหมุน EBLT ที่มีวงรอบขนาดเล็ก          มีแผ่นรองหรือแมตช์ สีขาวสะอาดตา           ตัวระบบขับหมุน การปรับเปลี่ยนรอบหมุน ระหว่าง 33-1/3 และ 45 RPM จะถูกควบคุมโดยกล่องแหล่งจ่ายไฟที่ล้ำหน้าที่สุดของ Rega ที่แยกออกมาจากแท่นเครื่อง นั่นคือ P10-PSU แหล่งจ่ายไฟแยกส่วนแบบนี้ช่วยลดการสั่นสะเทือนของมอเตอร์ในระดับสูงสุด          เราสามารถปรับความเร็วรอบหมุนได้ละเอียดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และสะดวกในการเปลี่ยนความเร็วอย่างฉับไว และรอบจะเสถียรคงที่มาก           PLANAR 10 ออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดของ Rega โดยดึงข้อมูลออกมาจากร่องแผ่นเสียงไวนิลได้มากกว่าที่เคย ปัจจุบันมีให้เลือกทัังรุ่น สีเทา และรุ่นเคลือบสีขาว            สำหรับ Planar 10 ที่ผมได้รับมาทดสอบ จะติดตั้งด้วยหัวเข็มแบบ MC รุ่น ANIA กับโทนอาร์ม RB3000  (ซึ่งปกติทาง Rega จะมีออพชั่นติดตั้งหัวเข็ม Apheta 3 หรือ Aphelion 2 มาจากโรงงาน)             สำหรับหัวเข็ม ANIA เป็นหัวเข็มประเภทคอยล์เคลื่อนที่ (Moving Coil) มีแม่เหล็กนีโอไดเมียมกำลังสูงเป็นพิเศษ และคอยล์ที่พันด้วยมืออย่างพิถีพิถันบนโครงสร้างขนาดจิ๋วนี้ ทำให้หัวเข็มมีอิสระมากขึ้นในการเกาะร่องไวนิล โดย จะดึงรายละเอียดจากแผ่นเสียงออกมาได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น     Test Report  การเซ็ตอัพ ผมได้รับเทิร์นเทเบิล Rega P10 หรือ PLANAR 10 มาพร้อมหัวเข็ม MC รุ่น ANIA          P10 เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่รูปทรงอาร์ตมากๆ เหมือนงานประติมากรรม มีส่วนเว้าโค้ง เจาะคว้านให้ช่วงตรงกลางกลวงอย่างมีนัยยะ และหัวเข็ม ANIA ก็มีกายภาพขนาดย่อมไม่เทอะทะ การติดตั้งง่าย การปรับค่าทั้ง Tracking Pressure หรือน้ำหนักหัวเข็ม (1.75-2.00 กรัม) กับค่าAnti-Skating นั้นเหมือนการใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงพื้นฐานโดยทั่วไป          ผมทบทวนด้วยเครื่องชั่งน้ำหนักของ Van Den Hul อีกรอบ จากนั้นตอนแรก นำ P10 วางบนแท่นรองของ Atacama ที่มีขายางหยุ่นทั้งสี่มุม ตรงจุดนี้กลับไม่สามารถวัดค่าศูนย์ความเที่ยงตรงในแนวระนาบได้ จึงเปลี่ยนมาใช้ Life Audio Classic Mellow แทน ปรับจนได้ศูนย์ในแนวระนาบร้อยเปอร์เซ็นต์          ชอบความมั่นคงและน้ำหนักของโทนอาร์ม RB3000 นะครับ มันให้น้ำหนักเบา รู้สึกพอดีกับมือ การยก โยกย้าย คล่องตัวมากๆ      • สปีด และความแม่นยำรอบหมุน        P10 มีกล่อง PSU ที่เป็นแหล่งจ่ายไฟและตัวควบคุมรอบหมุน ซึ่งแยกออกจากแท่นเครื่อง มีปุ่มกด สองปุ่มสำหรับเลือกสปีด 33-1/3 และ 45 RPM นั้น รอบหมุนจะปรับตัวให้ตรงสปีดและคงที่รวดเร็วมาก ไม่ต้องรอนาน อาจจะด้วยประสิทธิภาพของตัวเครื่อง PSU เอง และตัวแพลตเตอร์ที่มีน้ำหนักประมาณ 2.4 กิโลกรัม ผสานกับสายพานวงรอบเล็ก จึงใช้เวลาให้ค่าสปีดคงตัวภายใน5-8 วินาทีเท่านั้นในทางปฏิบัติ อันนี้ถือว่า ยอดเยี่ยมครับ      • สัญญาณแห่งความเงียบในการขับหมุน           ถือได้ว่า นี่คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีผลลัพธ์ของความเงียบ ทั้งระบบมอเตอร์มอเตอร์ขับหมุนเองและแหล่งจ่ายไฟ ที่ถูกออกแบบมาดีเยี่ยม อาการรบกวนต่างๆ จากระบบไฟ รัมเบิ้ล ฮัม และน้อยซ์ นับว่าเงียบกริบ ทำให้มั่นใจได้ว่า จะได้คุณภาพเสียงที่ถ่ายทอดรายละเอียดได้ครบถ้วนที่สุดเครื่องหนึ่ง เท่าที่ผมเคยทดสอบใช้งาน       • กลไกขับหมุนที่นิ่ง เงียบสนิท        เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีไวเบรชั่นต่ำมากๆ แบบนี้ ถือว่าเทิร์เทเบิลทำให้เสียงจากต้นทางสามารถมอบคุณภาพเสียงเชิงอนาล็อกได้อย่างเต็มที่ เต็มร้อย เพราะฟังเสียงจากแผ่นได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่อง และทุกเสียงมีความแม่นยำตรงตามต้นฉบับที่บันทึกมา      • การเกาะร่องแผ่นเสียง        เมื่อเริ่มวางหัวเข็มลงไปบนแผ่นเสียง P10 ให้ความรู้สึกกับเราในทันที ในเรื่องประสิทธิภาพ โทนอาร์มและหัวเข็มที่ทำงานร่วมกันได้อย่างยอดเยี่ยมน่าประทับใจ  ด้วนการเกาะร่องแม่นยำของเครื่อง ช่วยให้เข้าถึงทุกรายละเอียดที่ถูกบันทึกมาในร่องแทร็กซ์ แบบว่าถ่ายทอดออกมาได้อย่างหมดสิ้น ครบถ้วน เป็นเสียงที่เราเข้าถึงทุกย่านความถี่ ตั้งแต่ร่องนอกสุดไปจนถึงร่องในสุดของแผ่นอย่างสมบูรณ์  แนวเสียงสะอาด ละเอียดยิบ ผ่อนคลาย           สุดท้าย บทสรุปในการทดสอบเครื่องเล่นแผ่นเสียง P10 ก็คือ ให้แนวเสียงสะอาด มีความเป็นกลางสูงมาก ไม่ใช่เสียงแนวอนุรักษ์นิยม ที่พวกเราหลายคนคิดว่า เสียงแบบอังกฤษ คือเสียงแฟลต และจืดเสมอไป เพราะ Rega P10 ได้เปิดโลกอนาล็อกที่มีความสมจริงของชิ้นดนตรีที่มีความละเอียดอ่อนครบถ้วน ช่วงปลายเสียงแหลมสวยงาม พลิ้ว สะอาดระยิบระยับ เสียงย่านความถี่กลางที่ผ่อนคลาย และเบสอิ่มตัวเป็นชิ้นเป็นอัน         P10 ให้ได้ทั้งความโรแมนติกน่าฟัง และความสมจริง ที่มีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง จุดเด่นที่นอกจากเสียงที่สะอาดแล้ว ค่าไดนามิคเร้นจ์จากแผ่วเบาไปถึงดังที่สุดจากแผ่นเสียง มีสัดส่วนสวยงามที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ทดลองฟังเครื่องเล่นแผ่นเสียงในระดับราคาหนึ่งแสนบาทมาในช่วงหลายๆ ปีมานี้         Rega P10 สร้างความประทับใจมากครับ และผมเข้าใจสิ่งที่ Roy Gandy กล่าวเอาไว้ถึงปรัชญาของเขาว่า ถ้าทำไม่ได้ดีกว่าคู่แข่งหรือผู้ผลิตอื่น เขาจะไม่ทำออกมา        ดังนั้นคุณภาพเสียงที่สวยงามมีพลังอนาล็อกโอ่อ่าประดุจเพชรน้ำหนึ่งจาก Rega P10 นั้น ก็คือคำตอบ สำหรับช่วงเวลาอันยาวนานที่ รอย แกนดี้ ได้คิดค้นพัฒนามาจนถึงจุดอุดมคติ สมดังสโลแกนที่ว่า The heart of music แล้วครับ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ตัวแทนจำหน่าย Komfort Sound โทร. 083 758 7771  

KEF Q Concerto Meta พัฒนาการก้าวกระโดด ที่ให้ความใกล้เสียงดนตรีเป็นอย่างยิ่ง

KEF Q Concerto Meta  พัฒนาการก้าวกระโดด ที่ให้ความใกล้เสียงดนตรีเป็นอย่างยิ่ง เปิดมาฟ้าใส ศักราชใหม่ 2568 ได้ฟังลำโพงที่น่าประทับใจแบบนี้ นับว่าเป็นความสุขต้นปี ที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลย นั่นคือ KEF Q Concerto Meta KEF นับเป็นบริษัทผู้พัฒนาลำโพงด้วยเทคโนโลยีใหม่ได้รวดเร็วที่สุด สำหรับ New Q Series รุ่นใหม่นี้ มีคำศัพท์ 3 คำที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ หนึ่ง Q หมายถึงซีรีส์หลักของลำโพงที่ใช้ตัวขับ Uni-Q สอง คำว่า Concerto เป็นการพัฒนาใหม่ ที่หมายถึงความเป็นดนตรีอย่างยิ่งยวด มาจากรากศัพท์ในดนตรีแบบคลาสสิก “คอนแชร์โต” (ภาษาอิตาเลียน) หมายถึงการประชันขันแข่งดนตรี  ส่วนคำที่ สาม Meta นั้น คือการเอื้อเทคโนโลยีสำคัญของ KEF จากรุ่นเรือธงลงมาสู่ Q Series เป็นครั้งแรก ชุด Q ซีรีส์นี้ประกอบไปด้วยลำโพง 8 รุ่น ที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานที่อยากเพิ่มประสบการณ์ในการรับฟังเครื่องเสียงในบ้าน โดยครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่การฟังเพลงสเตอริโอ ไปจนถึงระบบโฮมเธียเตอร์แบบ Multi-Channel KEF ยืนยันว่าจะมอบประสบการณ์เสียงที่เสมือนจริงมากที่สุดเท่าที่เราจะสัมผัสได้ ลองมาพิเคราะห์กันดูถึงสิ่งใหม่ที่เกิดกับ Q Series กันครับ หนึ่งในนั้นคือ เทคโนโลยีการดูดซับเสียงส่วนเกิน แบบซับซ้อนเสมือนเขาวงกต ด้วย Metamaterial Absorption Technology (MAT) นวัตกรรมที่ยกระดับประสิทธิภาพของไดรเวอร์ Uni-Q เจเนอเรชั่น 12 ล่าสุด ให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับ สามารถสร้างคุณภาพเสียงที่ชัดและใสละเอียดมากขึ้นเพราะโครงสร้างของ MAT สามารถดูดซับคลื่นความถี่เสียงส่วนเกิน เฉพาะที่เราต้องการกำจัดทิ้ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการดูดซับเสียงรบกวนได้ถึง 99% ทำให้เสียงที่ได้มีเสียงที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน     Uni-Q ไดรเวอร์เจเนอเรชั่นที่ 12 ที่เพิ่ม MAT เข้ามานั้น มีอยู่ในลำโพงทั้ง 8 รุ่นของ Q ซีรีส์ใหม่นี้ และยังส่งมอบประสิทธิภาพเสียงที่มีรายละเอียดที่น่าทึ่ง Q ซีรีส์ เป็นผลลัพธ์จากความรู้ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ และการประยุกต์ใช้เครื่องมือจำลองและวิเคราะห์ที่ล้ำสมัย การพัฒนาที่เกิดขึ้นมากมายล้วนมีส่วนทำให้ Q ซีรีส์มีประสิทธิภาพที่โดดเด่น การผสานกันของตัวขับสองทางที่มีแหล่งกำเนิดเสียงจุดเดียวกันอย่าง Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 เพิ่มศักภาพสูงสุดด้วย MAT ช่องนำเสียงรูปกรวยที่เชื่อมโดมของทวีตเตอร์กับตัวซับเสียง Metamaterial ดีไซน์พิเศษทำงานผสานกับความลึกของไดรเวอร์ จนถึงการออกแบบวิศวกรรมใหม่อย่างมีแบบแผนในการลดช่องว่างของทวีตเตอร์ด้วยการใส่วงแหวน 2 วง ที่เป็นวัสดุแบบรูพรุนเพื่อให้เกิดการลดเสียงส่วนเกิน เป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่รวมกันเพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของ Q ซีรีส์ใหม่นี้จะโปร่งใสและเหมือนจริงมากยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา สิ่งที่แตกต่างไปจาก Q ซีรีส์ รุ่นดั้งเดิมก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงก็คือ การออกแบบลำโพงจาก 2.5 ทาง เป็น 3 ทาง โดยการปรับแต่งใหม่นี้ใช้ครอสโอเวอร์ แบ่งแยกย่านความถี่ออกจากกัน โดยไดรเวอร์ Uni-Q รับผิดชอบย่านความถี่สูงและกลาง และวูฟเฟอร์ ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทำหน้าที่จัดการย่านความถี่ต่ำ มอบเสียงเบสที่ลึกและสะอาดให้กับผู้ฟัง (ซึ่ง Q Series ก่อนหน้านี้ใช้แค่ Passive Radiator ซับความถี่ต่ำ) สำหรับลำโพงวางขาตั้ง รุ่น KEF Q Concerto Meta ที่ได้รับมาทดสอบนี้ มีลักษณะมินิมอลที่มีความร่วมสมัย มีผิวสัมผัสมันวาวแบบซาตินที่ให้ความหรูหรา มีระดับมากครับ     โดยผู้ใช้สามารถเลือกสีผิวลำโพงได้ 3 สี Satin Black, Satin White และ Walnut และมี Grille ซึ่งช่วยปกป้องตัวขับเสียง ถ้าคุณต้องการโดยสีของ Grille จะแมตช์กับลำโพงเข้าชุดกันอย่างลงตัว ติดตั้งด้วย Magnetic เพื่อให้ติดตั้งง่ายและเข้ากันอย่างพอดี ทำให้ภาพรวมนั้นสวยงามและมีสไตล์ที่เรียบง่าย ด้วยการออกแบบอย่างชาญฉลาด ใน Q ซีรีส์นี้ เป็นครั้งแรกที่ KEF ออกแบบลำโพงแบนบางติดผนังมาในโมเดล Q4 Meta ซึ่งสามารถใช้ได้ในรูปแบบ LCR (Left, Centre, Right) หรือจะใช้เป็นลำโพง Surround เพื่อขยายระบบเสียงรอบทิศ โดยไม่ต้องเสียพื้นที่มาก  ส่วนโมเดล Q6 Meta ก็ไม่ได้เป็นเพียงลำโพงสำหรับเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นลำโพง LCR (Left, Centre, Right) ได้เช่นเดียวกัน อีกทั้ง Q8 Meta ที่สามารถวางบนลำโพงหลักเพื่อสร้าง Dolby Atmos โดยสะท้อนเสียงจากเพดานลงมา เพื่อให้เกิดเสียงแบบ 3 มิติ รวมถึงยังสามารถใช้เป็นลำโพง Surround ด้วยการติดผนังได้เช่นเดียวกัน ลำโพง Q Series ใหม่นี้ ยังพร้อมตอบสนอง การขยายขอบเขตความถี่ต่ำ ในกรณีฟังเพลงสองแชนแนลหรือแบบโฮมเธียเตอร์ โดยสามารถเพิ่มอรรถรสของเสียงเบสให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการ จับคู่ Q ซีรีส์ใหม่นี้เข้ากับลำโพง Sub-woofer ของ KEF ได้อีกเช่นเดียวกัน (จะมีบททดสอบในลำดับถัดไป)   KEF Q Concerto Meta Satin White สีขาวสะอาดได้ถูกส่งมาแกะกล่องและทดสอบ พร้อมด้วยขาตั้งที่ดีไซน์มาเฉพาะรุ่นนั่นคือ Speaker Stand รุ่น SQ1 (จำหน่ายแยก) ซึ่งผมทำการประกอบโดยใช้เวลาไม่นานนักก็เสร็จเรียบร้อย ข้อแนะนำก็คือ เราควรใช้กาวบลูแท็คติดเข้ากับเพจด้านบนของขาตั้งเพื่อความมั่นคงในการเปล่งความถี่ของลำโพง เพลทล่างของขาตั้ง สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้เดือยแหลม Spike มาตรฐานได้ ข้อมูลเทคนิคโดยทั่วไปของลำโพง KEF Q Concerto Meta เป็นลำโพงระบบสามทาง Bass Reflex ที่มีฟองน้ำปิดท่อด้านหลังได้ (กรณีต้องวางลำโพงชิดผนัง) โครงสร้างตัวขับเสียงกลางแหลม Uni-Q Driver มีทวีตเตอร์อลูมิเนียมขนาด 0.75 นิ้ว อยู่ใจกลาง (Aluminium dome with MAT) มิดเร้นจ์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว และวูฟเฟอร์ อะลูมิเนียมไฮบริดขนาด 6.5 นิ้ว  ตอบสนองความถี่ 40 Hz - 20 kHz มีค่าความไว ที่กำลังขับ 1 วัตต์ วัดที่ระยะห่าง 1 เมตร ได้ความดัง 85dB ลำโพงมีความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม ขนาดตู้ สูง x กว้าง x ลึก : 415 x 210 x 315 มิลลิเมตร ทราบหรือไม่ ความประณีตของลำโพงที่งามทุกส่วนสัดนี้ เราควรภูมิใจว่า KEF Q Concerto Meta รวมถึงลำโพงในซีรีส์ Q ใหม่นี้ ได้รับการประกอบขึ้นในโรงงานในประเทศไทย ครับ ฝีมือทำได้มาตรฐานเป็นเลิศจริงๆ!!!     ผลการทดสอบ จากการ Set up พบว่าภายในห้องทดสอบของผม จัดวางห่างกัน 2.05 เมตร และห่างผนังหลัง 85 เซ็นติเมตรขึ้นไป จะได้เสียงสมดุลที่สุด ห้องฟังอื่นๆ ควรปรับไปตามขนาดและสภาพของอะคูสติกห้องเป็นสำคัญ ลำโพงรุ่นนี้ แนะนำว่าจะต้องทำการเบิร์นก่อนใช้งานจริง ประมาณ 200 ถึง 250 ชั่วโมง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ครบถ้วนทุกรายละเอียด และเปิดโปร่งกังวานสวยงาม ปราศจากข้อจำกัดใดๆ ของเสียง จากแผ่นเบิร์นเสียงถึงแผ่นเพลงที่ให้ไดนามิค และมีความสะวิงของความถี่มากๆ ( แนะนำแผ่นทดสอบ XLO Test & Bern-in CD /Jo Weed : The Vultures และ Secrets of Life : Karunesh) ข้อสังเกตเมื่อทำการเบิร์น KEF Q Concerto Meta เกิน 180 ชั่วโมงขึ้นไปแล้ว คุณจะรู้สึกทึ่งและประทับใจคุณภาพเสียงเป็นอย่างยิ่ง ทั้งค่าไดนามิคเร้นจ์ ความกว้างลึกของเวทีเสียง และที่สำคัญคือ ดีเทลหรือรายละเอียด ใกล้เคียงลำโพงรุ่น R Series ที่แพงกว่า อย่างมีนัยยะสำคัญเลยครับ (The Unmistakable Mantovani / Hiroshima / Yanni : The Concert Live) คือทำให้เราเห็นว่าลำโพงของ KEF นั้น มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง พัฒนาการออกแบบ และวัสดุช่วยให้ลำโพงนั้นได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นอย่างชนิด “เห็นหน้าเห็นหลัง” เมื่อเปรียบเทียบกับซีรีส์ดั้งเดิมและรุ่นที่สูงกว่า บอกได้เลยว่าคุณภาพเสียงคล้าย R-Series เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่ารายละเอียดเสียงแหลมช่วงปลาย อาจจะยังไปไม่ถึงขั้นนั้น กับราคาที่จำหน่ายแล้วถือว่าเป็นลำโพงที่คุ้มค่ามากๆ  พื้นเสียงที่น่าสนใจยิ่งก็คือ KEF Q Concerto Meta ให้เสียงได้แฟลต คล้ายประสบการณ์ดนตรีจริงมากทีเดียว สังเกตได้จากประสบการณ์ส่วนตัวผมที่นิยมฟังการแสดงดนตรีสดในคอนเสิร์ทฮอลล์ โดยเฉพาะเสียงของกลุ่มเครื่องสาย ทำได้ราวหลุดมาจากธรรมชาติ (On The Beautiful Blue Danube Waltz, Op. 314 : EIN TRAUSSFEST)  เพลงแนวพ็อพ แจ็ซ เพลงร้อง Q Concerto Meta ดูเสียงอิ่มเอม ให้ความเป็นธรรมชาติ น่ารัก เก็บรายละเอียดอย่างเข้าถึงพื้นเสียงของศิลปินครบถ้วน ศักยภาพเสียงใกล้เคียงลำโพงระดับคู่ละแสนเลยทีเดียว (Aaron  Neville : Warm Your Heart / 50 ปีไม่ลืมสุรพล / ดอกไม้ที่กลับมา : ปาน ธนพร / Georg Benson 20/20 / คลาสสิก ไพบูลย์ บุตรขัน) ความกว้างลึกของเวทีเสียง หรือ Soundstage ถือว่าโดดเด่น แม้จะฟังในระดับแผ่วเบาก็ยังสามารถให้มิติเสียงออกมาสมบูรณ์ บางช่วงผมทดลองเบาเสียงจากโวลุ่มแอมปลิไฟร์ลงมามากๆ ให้มีระดับความดังเฉลี่ยแค่ 60-63dB ที่จุดนั่งฟังถือว่า ในแง่รายละเอียดและความกว้าง ลึก เวทีเสียง KEF Q Concerto Meta ทำได้ดีกว่าลำโพงในระดับราคาเดียวกันอย่างชัดแจ้ง     จุดเด่นใน KEF Q Concerto Meta ที่น่าจะต้องบันทึกเอาไว้ คือการตอบสนองเสียงดนตรี ฉับไว ทั้งกลางแหลมและเสียงต่ำ หัวโน้ตของเบส หรือเสียงต้นของเบส เป็นชิ้นเป็นอันครับ มีน้ำหนักเสียงออกมาครบถ้วน ในด้านความถี่ต่ำ เมื่อย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับ Q Series รุ่นเดิมถือว่ารุ่นใหม่นี้ จะเป็นพัฒนาการก้าวกระโดดที่ไกลออกมามาก เพราะเสียงเบสจะมีความเป็นตัวตน มีน้ำหนักเสียงทรงพลังเพิ่มขึ้น ได้ความสมจริงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจาก KEF Q Concerto Meta ปรับเปลี่ยนมาใช้ตัวขับเสียงแบบไดนามิค แทนการใช้พาสสีพเรดิเอเตอร์ นั่นเอง ประกอบกับการพัฒนาของตัวขับ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ทำให้เข้าถึงเสียงดนตรีในแบบ เกลี้ยงเกลาสะอาดและเฟสของเสียงแม่นยำถูกต้องตลอดเวลา จากแผ่น CD ที่ผมใช้ฟัง ทดสอบเป็นประจำ (The Last Emperor / Chuck Mangione : Fell So Good) พบถึงความฉับไวและสมดุลของเสียงดีมากๆ ผลจากการทดสอบทำให้เราค้นพบว่า นี่คือลำโพงซึ่งสามารถตอบสนองเพลงทุกประเภทได้อย่างไร้ข้อจำกัด สร้างความประทับใจเริ่มต้นปี 2025 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ KEF Q Concerto Meta มีพัฒนาการเทคโนโลยีลำโพงอย่างก้าวกระโดด และยังคงอ้างอิงความใกล้เสียงดนตรีเป็นอย่างยิ่ง นี่คือคำอธิบายว่า ลำโพงในระดับราคาห้าหมื่นกว่าบาท สามารถให้เสียงได้ดีที่สุดเพียงใด ***Reference NAD C3050 LE Amplifier Moonriver 404 Reference Amplifier M2 Tech Young DAC DENON DCD 2500 NE SACD  Life Audio LD5MK ll Speaker Cable KEF Q Concerto Meta ราคา 54,900.- บาท ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 Vgadz.com/kef https://www.facebook.com/KEFaudiothailand