DALI SONIK 1 กะทัดรัดแต่ทรงพลังอย่างน่าทึ่ง เป้าหมายสูงสุดของ DALI ในการออกแบบลำโพงในซีรีส์ SONIK Series คือลำโพงซีรีส์ใหม่ที่เน้นความมีคุณภาพสูง ในรูปทรงกะทัดรัด ตอบโจทย์การดูหนังฟังเพลงได้อย่างครบถ้วน โดยเลือกเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาใช้งานอย่างลงตัว ทำให้โลกไฮไฟเปลี่ยนไปตรงที่ว่า ขนาดไม่อาจจำกัดคุณภาพได้อีกต่อไป SONIK 1 เป็นลำโพงเล็ก แต่เสียงที่เต็มอิ่มมาก ให้รายละเอียดครบถ้วนในดีไซน์ขนาดย่อม มาพร้อมทวีตเตอร์แบบโดมขนาด 29 มม. น้ำหนักเบาเป็นพิเศษ และวูฟเฟอร์ขนาด 5¼ นิ้ว ที่ทำขึ้นจากใยไม้ SMC และ Clarity Cone ดีไซน์ตู้ลำโพงขนาดเล็กให้ความสมดุลที่ลงตัวระหว่างประสิทธิภาพเสียงเบส และการประหยัดพื้นที่ ทำให้เหมาะสำหรับห้องขนาดเล็ก วางบนชั้นวาง ตั้งพื้น หรือติดผนังได้ พื้นฐานในการออกแบบของ DALI SONIK 1 คือการให้เสียงสูงที่ชัดเจนและเสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ มอบเสียงร้องและเครื่องดนตรีที่เปล่งประกายได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะ แม้เป็นลำโพงตู้เล็กแต่จะให้ประสิทธิภาพหลายด้านที่เทียบเท่าลำโพงขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้เพลงและฉากโปรดในภาพยนตร์ มีชีวิตชีวาสมจริงขึ้น เทคโนโลยีลำโพง DALI SONIK 1 ได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีชั้นสูงจาก DALI KORE โดยเฉพาะไดร์เวอร์เสียงเบสและเสียงกลางของ SONIK Series โดดเด่นด้วยกรวยลำโพง Clarity Cone ทำจากส่วนผสมของกระดาษและใยไม้ ที่มีความแข็งแรงแต่น้ำหนักเบา และสามารถควบคุมการสั่นสะเทือนได้อย่างดีมาก กรวย Clarity Cone ยังช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากไดร์เวอร์หนึ่ง ไปยังอีกไดร์เวอร์หนึ่งเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงกลางช่วงบนที่สมจริง ไม่มีการปรุงแต่ง และการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นไปยังเสียงแหลมหรือทวีตเตอร์อีกด้วย อีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าโดดเด่นมากก็คือ ระบบแม่เหล็ก SMC Essential ในซีรีส์ SONIK ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร แม่เหล็กที่ออกแบบมาเพื่อลดความผิดเพี้ยน และปรับปรุงความเป็นเชิงเส้นตรง ด้วยวงแหวนเฟอร์ไรต์ล้อมรอบแกนแม่เหล็กแบบไฮบริด แม่เหล็ก SMC ถูกจัดวางไว้ในบริเวณการทำงานของวอยซ์คอยล์เสียงโดยตรง ซึ่ง SMC จะช่วยลดปฏิกิริยา “ฮิสเทอรีซิส (Hysteresis)” และกระแสไหลวน ทำให้ได้เสียงกลางที่สะอาด เต็มไปด้วยรายละเอียด และผ่อนคลายยิ่งขึ้น DALI SMC คือเทคโนโลยีวัสดุแม่เหล็กสำหรับตัวขับลำโพงที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งมีใช้ในลำโพงส่วนใหญ่ของ DALI SMC หรือ Soft Magnetic Composite มีการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2012 พร้อมกับลำโพงซีรีส์ EPICON ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของ DALI SMC เป็นวัสดุแม่เหล็กแบบเม็ดเล็กเคลือบผิว ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ให้การส่งผ่านของเส้นแรงแม่เหล็กสูง และยังมีการนำไฟฟ้าที่ต่ำมาก เนื่องจากเป็นวัสดุคอมโพสิตแบบเม็ดเล็ก SMC จึงสามารถขึ้นรูปได้เกือบทุกรูปทรง โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ใช้ในระบบแม่เหล็กลำโพงหลายรุ่นของ DALI SMC ช่วยลดผลกระทบจากการหน่วงของเหล็กที่มักเกิดขึ้นกับการเคลื่อนที่อย่างอิสระของขดลวดเสียง เช่น ฮิสเทอรีซิส กระแสไหลวน และความไม่เป็นเชิงเส้นของความถี่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการบิดเบือนและสีสันของเสียงที่ไม่พึงประสงค์ ***หมายเหตุ: Hysteresis (ฮิสเทอรีซิส) ในระบบแม่เหล็กลำโพง คือปรากฏการณ์ความล่าช้าของวัสดุแม่เหล็กในการตอบสนองต่อ “สนามแม่เหล็ก” ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยขั้วแม่เหล็กจะไม่กลับสู่สถานะเดิมทันที เมื่อกระแสสลับส่งมายังวอยซ์คอยล์ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียพลังงานในรูปความร้อน และทำให้เสียงผิดเพี้ยนได้ พูดสั้นๆ คือ วัสดุแม่เหล็กไม่ได้ตอบสนองแบบ “ทันทีและตรงไปตรงมา” นั่นเอง และระบบแม่เหล็ก SMC สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ตัวขับเสียงทรงพลัง มีความเที่ยงตรงแม่นยำมากขึ้น ลำโพง DALI SONIK 1 เป็นรุ่นเล็กสุดในซีรีส์ที่ถูกออกแบบมา โดยเน้น 3 แกนหลักในแนวคิดก็คือ รูปทรงเล็กกะทัดรัด ให้พลังเสียงที่เกินตัว และจัดวางได้ง่ายภายในบ้าน โครงสร้างตู้แบบ 2 ทาง มีท่อเปิดออกด้านหลัง ที่คำนวณท่อลมเพื่อให้เบสสะอาด และควบคุมจังหวะของเสียงกลางต่ำได้ดี โดย DALI อธิบายว่า ด้วยการกระจายเสียงที่แผ่กว้างของตัวขับและดีไซน์ตู้ขนาดย่อม แทบไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เราจะต้องโท-อินลำโพงเข้าหากัน เพราะลำโพงคู่นี้มี Sweet Spot กว้าง ฟังได้หลายตำแหน่ง ให้การตอบสนองความถี่ 51 – 26,000Hz มีค่าความไวอยู่ที่ 86dB และอิมพีแดนซ์ 6 โอห์ม Test Report ลำโพงคู่ที่นำมาทดสอบได้ถูกแกะกล่องและมีการเบิร์น-อินมานานพอสมควรเลย สังเกตได้ว่าตอนผมนำมา Setup ภายในห้องฟังนั้นเสียงจะลงตัวได้อย่างง่ายดาย และการจัดตำแหน่งต่างๆ ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนเหมือนลำโพงเล็กอื่นๆ แต่การที่ตู้ลำโพง DALI SONIK 1 มีน้ำหนักค่อนข้างเบาเพียง 4 กิโลกรัมต่อตู้ ทำให้บางคนอาจจะคิดไปได้ต่างๆ นานาก่อนล่วงหน้า ว่ามันจะให้เสียงดีหรือไม่อย่างไร? แต่เมื่อผมได้ทดสอบฟังอย่างจริงจังแล้ว ก็พบว่าน้ำหนักตู้ของลำโพงไม่สามารถกำหนดเรื่องคุณภาพเสียงได้เสมอไป และนี่คือลำโพงที่มีขนาด น้ำหนัก ที่ลงตัวพอดีพอดีและพลังเสียงเกินตัวขึ้นไปหลายเท่าเลยทีเดียว ดูกันที่ขนาดตู้ จะเห็นว่าเป็นลำโพงเล็กที่วางตำแหน่งของไดรเวอร์ตัวขับเสียงได้เต็มกรอบหน้าแบบเฟิลของลำโพงกันเลยทีเดียว โดยมีขนาดตู้ สูง 274 กว้าง 162 และลึก 231 มิลลิเมตร ท่อพอร์ทด้านหลังแบบบกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว ออกแบบได้ดีมาก สังเกตได้จากที่มีการทดสอบฟังเพลงที่เบสหนักๆ ท่อระบายลมออกจากท่อเบสนี้ได้ค่อนข้างรวดเร็วและทรงพลังมากๆ ขั้วลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์ ดูแข็งแรงมั่นคง และมีช่วงบนสุดติดตั้งแผ่นอุปกรณ์เสริมเป็นช่องแบบขอเกี่ยวสำหรับติดลำโพงเข้ากับผนังห้องได้ เป็นดังที่ DALI ได้แจ้งเอาไว้ว่า ผู้ใช้สามารถเซ็ตบนขาตั้ง วางบนชั้นวางทั่วไป หรือติดผนังก็ทำได้โดยง่ายดาย โดยที่คุณภาพเสียงจะไม่เปลี่ยนจากกันไปมากนัก แต่ก็แนะนำว่า ถ้าติดผนังให้ใช้ฟองน้ำอุดท่อด้านหลังได้ ซึ่งความไวลำโพงอาจลดลงเล็กน้อย ในการทดสอบ ผมใช้ขาตั้งลำโพงของ ATACAMA รองสไปก์ด้านใต้ด้วยตัวรอง Life Audio Signature Mellow และติดยึดลำโพงกับแผ่นเพลทขาตั้งด้วยกาวบลูแท็คให้แน่นหนา แล้วทำการ เซ็ตอัพลำโพงให้ได้ตำแหน่งที่เหมาะสม นั่นคือลำโพงทั้งคู่ วางห่างกัน 1.7 เมตร ห่างผนังด้านหลัง 92 เซนติเมตร และห่างผนังด้านข้างประมาณ 1.2 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่ลงตัวภายในห้องฟังของผม แต่สำหรับผู้ที่ใช้ลำโพงคู่นี้สามารถปรับตำแหน่งและขาตั้งลำโพงได้ตามไซส์หรือขนาดห้องของคุณเอง โดยอิงตัวอย่างนี้ได้ครับ ในระยะการ Setup แบบนี้พบว่าไม่มีความจำเป็นต่อการเอียงหน้า โท-อินลำโพงเข้าหากัน หรือต่อให้คุณโท-อินทดลองเปรียบเทียบดู กับการวางลำโพงในหน้าตรง ทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันน้อยมาก ถือว่าการดีไซน์เพื่อให้ SONIK 1 เป็นลำโพงอเนกประสงค์ ที่กลมกลืนสภาพแวดล้อมได้หากหลาย ตอบรับกับทุกสถานการณ์ ได้อย่างยอดเยี่ยม อีกประการหนึ่งก็คือ การปิดหรือเปิดหน้ากากลำโพงนั้น อาจทำให้ระดับของเสียงแหลมมีความแตกต่างกันบ้าง ที่ปลายเสียงแหลมสุดสำหรับการฟังโดยทั่วไปหากต้องการให้การกระจายเสียงที่กว้าง และอิมเมจที่ดี ผมขอแนะนำให้เปิดหน้ากากฟังครับ ส่วนการพิจารณาขาตั้งที่เหมาะสม ให้เลือกขาตั้งที่สูงประมาณ 60 เซนติเมตร และจากการทดสอบการเซ็ตลำโพง ผมพบว่าขาตั้งประเภทโลหะหรือกึ่งโลหะผสมจะดีที่สุดครับ เคยได้ยินกิตติศัพท์เกี่ยวกับลำโพงคู่นี้มาว่าจะให้เอกลักษณ์ที่สำคัญสองประการอันแตกต่างจากลำโพงอื่นก็คือ หนึ่งให้เวทีสิ่งที่กว้างมาก และสองให้แรงพั้นช์ หรือแรงปะทะของเบสที่เหนือกว่าลำโพงที่ใช้ตัวขับเสียง 5 นิ้วด้วยกันแทบทุกคู่ ผมจึงตั้งใจเริ่มทดสอบด้วยอัลบั้มเพลงโพรเกรสสีพร็อคสัญชาติอังกฤษ The Alan Parsons Project :I Robot (1977) เป็นอัลบั้มหนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่สร้างชื่อเสียงในด้านการบันทึกเสียงที่ล้ำสมัยในยุคนั้น และเด่นมากสำหรับการทดสอบช่วงความถี่ต่ำลึกและปลายเสียงแหลมสุดของลำโพง เรียกว่า ลำโพงคู่นี้สนองตอบได้ดีมากๆ เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากจริงๆ ครับ กับ DALI SOIK 1 ด้วยพลังเสียงที่รุกเร้าใจ มีชีวิตชีวา แสดงความทรงพลังของย่านความถี่กลาง-ต่ำได้อย่างสุดๆ ไปเลย เบสลึกกระหึ่มเป็นรูปทรง ในขณะที่เสียงแหลมช่วงปลาย ไปได้สุดทางมากๆ นี่คือเสียงที่น่าแปลกใจชนิดแทบไม่เชื่อหูเอาเสียเลย ว่าลำโพงจะให้ความถี่ที่ครบสมจริงมาก เพราะการย้อนกลับมาฟังเพลงโปรดสำหรับการทดสอบความไหลลื่นของดนตรี พลังที่กระหึ่ม เวทีเสียงกว้างลึกมโหฬาร อย่างเพลง On The Beautiful Blue Danube Waltz, Op. 314 จากอัลบั้มErich Kunzel, Cincinnati Pops - Ein Straussfest เป็นการบ่งชี้ความสามารถของลำโพงคู่เล็กคู่นี้ว่าไม่ใช่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย มีลำโพงเล็กไม่กี่คู่ที่สามารถตอบสนองเสียงช่วงกว้างได้ถึงขนาดนี้ ฟังทดสอบด้วยเพลงระดับโอ่อ่าโอฬารแล้ว จะเข้าใจว่า SONIK 1 ให้เวทีเสียงกว้างลึกได้ใกล้เคียงลำโพงที่ตู้ใหญ่กว่าเกือบหนึ่งเท่าตัวได้อย่างสบาย ตรงนี้แหละที่มองเห็นขนาดตู้ลำโพงทีไร ก็ต้องชมทีมออกแบบ DALI ว่าทำได้น่าประทับใจ การสร้างลำโพงเล็กที่มีเทคโนโลยีตัวขับและวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คชั้นดี จะได้เปรียบเรื่องความกระชับฉับไวของเสียง ดังนั้นด้วยความกระจ่างแจ้งของรายละเอียดเสียงที่สะอาดละเมียดละไม ใน DALI SONIK 1 ต้องถือว่าเหมาะสมจริงๆ สำหรับเพลงประเภท Pop Jazz โดยเฉพาะ คือความลงตัวที่พอดิบพอดี ทั้งเสียงร้องและดนตรี (Olivia Newton John : Dancin' 'Round And 'Round) การแสดงศักยภาพของทวีตเตอร์โดมอ่อนของ DALI คือจุดเด่นอีกประการหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ก็คือ ลำโพงจะให้รายละเอียดเสียงที่มีความกระจ่าง สามารถเข้าถึงย่านความถี่ปลายแหลมสุด ที่เปิดโปร่งโดยไม่มีความจัดจ้านเลยแม้แต่น้อย โดมทวีตเตอร์เป็นอีกหนึ่งหัวใจหลัก ที่ผสานทำงานร่วมกับมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ แบบกรวย Clarity Cone อย่างต่อเนื่องและราบรื่นมาก เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าถึงค่าไดนามิคเร้นจ์จริงๆ ของลำโพงได้ ยกตัวอย่างจากการทดสอบฟังด้วยอัลบั้มเพลงชั้นครู Dave Grusin : Mountain Dance ด้วยจังหวะที่สนุกเร้าใจสมจริง และไดนามิคเร้นจ์ที่ยอดเยี่ยม เป็นส่วนที่ทำให้ผู้ฟังแทบไม่รู้สึกเลยว่า กำลังฟังลำโพงขนาดเล็กอยู่ นี่คือจุดที่โดดเด่นของ DALI SONIK 1 ครับ บางช่วงได้ทดลองฟังเพลงที่เน้นเสียงกลางแหลมหรือความโปร่งเบาของชิ้นดนตรี เสียงร้องที่เน้นรายละเอียดมากกว่าค่าไดนามิกแรงๆ หรือความพั้นช์ของเสียง หมายถึงว่าเราอยากจะเข้าถึงความอ่อนโยนละเมียดละไมของเสียงกลาง จากอัลบั้ม Greatest Hits. Kenny Rogers จะให้เสียงแฟลต เรียบสะอาด ชี้จุดตำแหน่งชิ้นดนตรีได้อย่างชัดเจน และตรึงอารมณ์กับฮาร์โมนิค และเสียงธรรมชาติได้เป็นอย่างดี มีอัลบั้มที่ใช้สำหรับทดสอบในระดับออดิโอไฟล์มากมาย ที่ผมหยิบยกมาทดลองกับลำโพง SONIK 1 ซึ่งก็เป็นการค้นพบโทนับบาลานซ์ที่ดีในลำโพงขนาดย่อม จนทำให้ลำโพงคู่นี้จะเป็นตัวอย่างของคำว่าสมดุลหรือ Tonal Balance รวมทั้งการทดสอบเรื่องอิมเมจ และซาวนด์สเตจของลำโพง (Janis Ian : Breaking Silence) ได้สะท้อนถึงความสามารถที่จะทำให้เทียบเคียงลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ได้เลย ต้องกล่าวว่า การพัฒนาลำโพงตู้ขนาดเล็กในยุคสมัยนี้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาได้อย่างน่าตกใจไม่น้อยเลยทีเดียว DALI ไม่เคยทำให้ผู้ฟังผิดหวัง ในฐานะผู้ผลิตลำโพงอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะลำโพงในซีรีส์ใด มักสร้างความเซอร์ไพรส์ให้เสมอ ผมฟังลำโพงคู่นี้กับบางอัลบั้มอัลบั้มระดับออดิโอไฟล์แล้ว ให้แปลกประหลาดใจในลำโพง SONIK 1 ที่ให้บรรยากาศและค่าฮาร์โมนิคเสียงอย่างยอดเยี่ยมเทียบเคียงลำโพงขนาดใหญ่ได้ (Don't Smoke in Bed is an album by the Holly Cole Trio) ปิดท้ายการทดสอบ DALI SONIK 1 ด้วยเพลงไทยแนวคันทรีและสตริง ซึ่งให้การตอบสนองอย่างราบรื่นและให้เสียงแบบอิ่มเอิบเข้าถึงง่าย หมายถึงความสามารถของลำโพงคู่นี้ฟังกับเพลงได้หลากสไตล์โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ผมทดลองขยับปรับเปลี่ยน ด้วยการนำลำโพงไปวางบนชั้นวางหนังสือและชั้นวางทั่วไป (ไม่ใช่เซ็ตอัพฟังบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์) รวมทั้งเมื่อเราจัดวางใกล้ชิดกับผนังห้องมากกว่าปกติ จากนั้นก็วิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงของเสียง แน่นอนว่าค่าความถี่ต่างๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ก็ยังคงรักษาคุณภาพเสียงได้ดี รวมถึงในด้านความกว้างลึกเวทีเสียงยังทำได้สมดุลเสมอ สรุปโดยรวมมีผลเอฟเฟกต์ต่อพื้นที่ห้องน้อยกว่าลำโพงอื่นๆ ที่ผมเคยทดสอบมา DALI SONIK 1 สามารถใช้แอมป์พื้นฐานที่กำลังขับไม่ต้องสูงมาขับเสียงก็ได้ครับ เพราะไม่กินกำลังขับแอมป์ทุกรูปแบบ มีข้อแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าตั้งใจฟังแบบออิโอไฟล์ ให้วางและยึดตู้ลำโพงบนขาตั้งอย่างมั่นคง นี่จะทำให้ลำโพงมีขีดศักยภาพเหนือระดับแบบต้องทึ่งเลยทีเดียว DALI SONIK 1 ให้บทสรุปที่รวบรัดหมดจด คือลำโพงตู้ขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลังอย่างน่าทึ่งกับเพลงทุกสไตล์ครับ ด้วยสนนราคาคู่ละไม่ถึงสามหมื่นบาท ถือได้ว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมจากค่ายลำโพงเดนมาร์ก นามว่า DALI โดยแท้ Reference: • NAD C3050 • DENON DCD 2500 NE SACD • NAD M51 DAC • MARANZ PM 4 Esotec • Audio Innovations 500 Tube Amplifier DALI SONIK 1 ราคาคู่ละ 28,600.-บาท (มีให้เลือกผิวตู้ 4 สี) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Harbeth SHL5plus XD2 คุณค่าแห่งเสียงธรรมชาติ น้ำเสียงแห่งความเป็นเลิศคือจุดหมายปลายทาง นับตั้งแต่ Harbeth ก่อตั้งบริษัทในปี 1977 ความมุ่งมั่นที่จะสร้างลำโพงที่ดีที่สุด ประกอบด้วยการใช้เครื่องมือทดสอบที่ทันสมัยที่สุด เพื่อสำรวจและคิดค้นศาตร์และเทคโนโลยีใหม่ในทุกแง่มุมของการออกแบบลำโพง นอกจากนี้ช่างเทคนิคฝ่ายผลิตที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญยังทำการทดสอบทุกชิ้นส่วนอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสูงสุดเพื่อให้ได้คุณภาพที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ Harbeth ทำให้ผู้ผลิตลำโพงรายนี้ ได้รับความเชื่อถือและกลายเป็นเสาหลักแห่งลำโพงจากสหราชอาณาจักร เราจะพบว่าลำโพงแต่ละรุ่นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อโมเดล เพราะโครงสร้างถือว่าสมบูรณ์แบบในตัวอยู่แล้ว แต่รหัสแห่งการพัฒนาอัปเกรดจะแสดงไว้ต่อท้ายรุ่น แสดงให้เห็นถึงลำดับแห่งการพัฒนาในแต่ละปี และวันนี้คือการเริ่มต้นของซีรีส์ XD2 ที่เติมเต็มลำโพงที่ขึ้นชื่อว่ายอดเยี่ยมที่สุด ลำโพง Harbeth ซีรีส์ XD2 ออกแบบเพื่อส่งมอบทุกรายละเอียดเสียงดนตรีที่สตูดิโอได้บันทึกเสียงมา เป็นลำโพงแนวบริสุทธิ์นิยมที่ให้คุณค่าสูงยิ่งตลอดกาล ด้วยความเชี่ยวชาญด้านตัวขับเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ Harbeth ในฐานะบุกเบิกในการพัฒนาศาสตร์แห่งวัสดุของไดอะแฟรมลำโพง ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยเทคโนโลยีกรวยขั้นสูงสุด ด้วย RADIAL4 กรวยลำโพงที่ให้เสียงเป็นธรรมชาติ ไร้การบิดเบือนอย่างแท้จริง โดยเทคโนโลยีกรวยลำโพงมิด/เบส RADIAL4 ใหม่ล่าสุดนี้ เป็นหัวใจสำคัญของลำโพงทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น P3 ESR XD2, C7ES-3 XD2 (Compact 7), M30.3 XD2 (Monitor 30.3), SHL5plus XD2 (Super HL5 Plus) และ M40.5 XD2 (Monitor 40.5) Harbeth XD2 ใหม่ล่าสุดนี้ ยังคงรักษาความเป็นดนตรีละเมียดละไมสม่ำเสมอ มั่นใจได้ถึงเสียงที่เป็นธรรมชาติ สมจริง และน่าดึงดูดใจ การเลือกรุ่นที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับขนาดห้อง กำลังขับ และงบประมาณ เนื่องจาก Harbeth ทุกรุ่นล้วนมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะรุ่นกลาง ระบบสามทาง SHL5plus XD2 ที่สร้างชื่อเอาไว้มากที่สุด ที่เราได้นำมาทดสอบในครั้งนี้ SHL5plus XD2 ลำโพงระบบสามทาง รุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับบริษัท Harbeth มากที่สุดรุ่นหนึ่ง ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในเรื่องเสียงที่ทรงพลัง และความไพเราะงดงามทุกรายละเอียด SHL5plus XD2 รุ่นนี้ได้ยกระดับประเพณีของ Harbeth ในการสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่น่าทึ่งก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง Harbeth SHL5plus XD นั้น มอบประสบการณ์เสียงระดับไฮเอ็นด์ที่เหนือกว่า โดยสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของไดร์เวอร์เบส/มิดเรนจ์ RADIAL4 ขนาด 200 มม. ที่ออกแบบโดย Harbeth ให้ออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเสียงที่กว้างขวาง ทรงพลัง สะอาด คมชัด พร้อมความโปร่งใสชัดเจน บนความสดใหม่ที่น่าทึ่ง การพัฒนาสู่ XD2 นั้น มาพร้อมกับการออกแบบวงจรครอสโอเวอร์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างเสียงเบส เสียงกลาง และเสียงแหลม ที่มีการใช้ Super Tweeter มาเสริมเสียงช่วงปลายสุดส่งผลให้ประสบการณ์เสียงราบรื่นและครบทุกรายละเอียด วงจรครอสโอเวอร์ที่ได้รับการปรับปรุงนี้ช่วยให้ ช่วงความถี่แต่ละช่วงทำงานได้อย่างลงตัว สร้างสรรค์เสียงที่ผสมผสานกันอย่างราบรื่น ให้ความรู้สึกสมดุลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือ ลำโพงที่ไม่เพียงแต่ให้เสียงที่แม่นยำ แต่ยังให้ความลึกและความคมชัดที่มากขึ้น ผู้ฟังจะได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ทางดนตรีที่สมจริง ลำโพงรุ่นล่าสุดซีรีส์ XD2 ใช้หลักการออกแบบโครงสร้างตู้แบบ Thin-Wall ซึ่งทำจากไม้ที่คัดสรรพิเศษเพื่อความคลาสสิก ตู้ลำโพงที่ใช้แผ่นไม้อัดระดับพรีเมียม แต่ละแผ่นจะได้รับการคัดสรรเนื้อไม้ ผิววีเนียร์ด้วยการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในภูมิปัญญาด้านฝีมือและความใส่ใจในรายละเอียด ผลลัพธ์ที่ได้คือลำโพงที่ไม่เพียงแต่ให้เสียงที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นส่วนเสริมบรรยากาศที่สวยงามตระการตาสำหรับพื้นที่ฟังเพลงทุกแห่ง ตู้ลำโพงย่อมเปล่งประกายความสง่างามเหนือกาลเวลาตลอดไป Harbeth SHL5plus XD2 (eXtended Definition) เป็นลำโพง 3 ทางรุ่นพัฒนาใหม่จากอังกฤษ ใช้เทคโนโลยีวูฟเฟอร์ RADIAL4 ขนาด 200 มม. อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ พร้อม Tweeter โดมอ่อน 25 มม. และ Super Tweeter 20 มม. ให้เสียงที่แม่นยำ สมจริง ราบเรียบ และตอบสนองความถี่ 40-20,000Hz ±3dB แม่นยำสุดยอด Harbeth SHL5plus XD2 เป็นดีไซน์รุ่นเดียวในซีรีส์ที่ใช้ Super Tweeter ขนาด 20 มม. ช่วยขยายมุมกระจายเสียงด้านบน (off-axis response) ส่งผลถึงรายละเอียดเสียงสูงสุดโดยอลัน ชอว์ ผู้ออกแบบดีไซน์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ด้วยรูปแบบ ขนาดตู้ วงจรครอสโอเวอร์ และการทำงานตัวขับเสียงในระบบสามทางรุ่นนี้ เพียงรุ่นเดียวเท่านั้นที่เหมาะกับการใช้ Super Tweeter ดังกล่าว Super Tweeter สำหรับแนวคิด Harbeth แล้ว ไม่ได้นำมาเสริมเพื่อทำให้เสียงแหลมนั้นสดใสหรือแสดงผลความถี่สูงเกินกว่าหูมนุษย์ได้ยินแต่อย่างใด แต่การใช้งานครั้งนี้ เพื่อจะทำให้ปลายยอดความถี่สูงสุดนั้นมีความราบรื่นเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น Harbeth SHL5plus XD2 จึงเป็นการปรับปรุงทั้งตัวตู้ ครอสโอเวอร์ ตัวขับเสียงใหม่ เพื่อให้สนองตอบเสียงดนตรีได้ราบรื่นยิ่งกว่าเดิม เป็นลำโพงที่มีความต้านทาน 6 โอห์ม ค่าความไว 86dB แนะนำให้ใช้กับแอมป์กำลังขับตั้งแต่ 25 วัตต์ขึ้นไป ออกแบบมาเพื่อวางบนขาตั้ง (Stand-mount) โดยแนะนำให้ลำโพงอยู่ห่างจากผนังตามคำแนะนำของคู่มือ เพื่อผลด้านคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยม Test Report ผมแกะกล่องใหม่หมาดๆ ของ Harbeth SHL5plus XD2 ก็พบว่าลำโพงคู่นี้เป็นรุ่นที่มีตู้สีพิเศษแบบเดียวกันกับรุ่น Monitor 30.3 XD2 ที่ผมนำมาทดสอบก่อนหน้า คือตู้สี Silver Willow สีโทนเทาเงินเล็กน้อย รักษาลวดลายและสัมผัสของเสี้ยนไม้ธรรมชาติ (Veneer) ความละเอียดสูง ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกและความล้ำสมัยอยู่ในตู้เดียวกัน ผมคิดว่าไม่น่าจะมีบริษัทลำโพงอื่นใดที่สามารถทำสีผิวตู้ลำโพงได้เนี้ยบขนาดนี้อีกแล้วละครับ สุดยอดแห่งความสง่างามอย่างแท้จริง ทางทีม SoundBox จัดส่งลำโพงมาพร้อมขาตั้งไม้ HiFi Rack Limited ที่ความสูง 17 นิ้ว เมื่อรวมกับสไปก์ และผมมาเสริมตัวรองของ Life Audio Signature Mellow จะได้ความสูงประมาณ 18 นิ้วพอดีๆ ข้อแนะนำจากโรงงานผู้ผลิตคือ ให้วางลำโพงห่างผนังอย่างน้อย 60 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ซึ่งในที่นี้ได้จัดวางห่างกันอยู่ที่ 2.10 เมตร และห่างผนังด้านหลังที่ 80 เซนติเมตร เป็นไปตามความเหมาะสมในขนาดห้องของผม และผลจากการทดสอบ ผมเชื่อมั่นว่าห้องตั้งแต่ขนาด 20-35 ตารางเมตร ลำโพงจะทำงานได้เต็มศักยภาพอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามผลเอฟเฟกต์ที่มีต่อผนังห้อง กับลำโพงที่มีท่อพอร์ตเปิดด้านหน้าแบบนี้ ทาง Harbeth ดีไซน์มาค่อนข้างลงตัว ดังนั้นผลสะท้อนจากผนังด้านข้างและด้านหลังจึงไม่ก่อผลรบกวนออกมาได้มากนักแม้จะรับฟังในระดับความดังสูงโดยเฉลี่ยถึง 80 ดีบี และเมื่อเราเซ็ตตำแหน่งได้ลงตัวแล้ว สังเกตได้ง่ายๆ จากพลังเสียงต่ำทุ้มที่สะอาดหลุดลอยเป็นอิสระ แรกสุดระยะการเซ็ตลำโพงจะเป็นลักษณะมุมสามเหลี่ยมด้านเท่ากับตำแหน่งนั่งฟัง และจะค่อยๆ ขยับลำโพง เข้าออก มาให้ห่างในลักษณะสามเหลี่ยมหน้าจั่วได้ตามความเหมาะสม กับระดับความดังเฉลี่ยที่เราฟังจากลำโพงครับ ลำโพงจะถูกผมเบิร์น วันละ 12-15 ชั่วโมง อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่าเช้าจรดค่ำนั่นเอง เพื่อให้มีความพร้อมต่อการทำงานจริงๆ เนื่องจากเป็นลำโพงใหม่แกะกล่อง และเมื่อครบ 100 ชั่วโมง ก็จะเป็นช่วงของการเซ็ตอัพตำแหน่ง และนั่งฟังอย่างจริงจัง จุดสังเกตของผลการเซ็ตอัพที่ลงตัวก็คือ เมื่อเซ็ตได้ตรงจุด และตำแหน่งที่เหมาะสมภายในห้องฟังแล้ว Harbeth SHL5plus XD2 จะให้เวทีเสียงกว้างลึก ให้โฟกัสอิมเมจได้ดีรวมถึงเสียงร้องเด่นลอยชัดเจนมากขึ้นอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว เรียกว่าเสียงเป็นสามมิติให้อิสระดนตรีอย่างไร้กรอบบังคับ เสียงแรกที่ประทับใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ ย่านความถี่ทุ้ม กลาง แหลม มีโทนัลบาลานซ์ที่ยอดเยี่ยม ถ้าใครสักคนไม่เข้าใจว่า Tonal Balance นั้นคืออะไร สำคัญอย่างไร แนะนำเลยครับ ให้ลองฟังลำโพง Harbeth สักครั้งหนึ่ง คุณจะเข้าใจได้อย่างง่ายดาย SHL5plus XD2 ให้ความงดงามของช่วงมิดเร้นจ์ในระดับครู ดังที่อลัน ชอว์ เค้าเชื่อมั่นว่าลำโพงที่ให้เสียงใกล้เคียง “เสียงของมนุษย์” เท่านั้น จึงจะถือว่าสามารถถ่ายทอดย่านความถี่ต่างๆ ที่เราได้ยินอย่างถูกต้อง หลายอัลบั้มที่นำมาทดสอบลำโพง โดยเฉพาะอัลบั้มเสียงร้องระดับตำนาน ที่ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความไพเราะเสนาะโสตจริงๆ ครับ (Voices : Amanda Mc Broom ในเพลง The Rose) กับเพลงป็อปที่เน้นความเป็นอิสระย่านความถี่ ผมชอบเสียงเบสที่ลอยและเป็นชิ้นเป็นอัน เหมือนกับเราได้ฟังเบสจริงๆ ที่เสียงบริสุทธิ์ ตรงนี้อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะของลำโพง Harbeth ที่ทำได้แบบไม่มีใครเสมอเหมือน และเสียงที่หลุดลอยออกจากตู้โดยไม่มีกรอบบังคับ ถือเป็นลำโพงที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยและพิสูจน์ในเรื่องของคุณภาพเสียงมาได้อย่างดีเยี่ยม (Somewhere Somebody : Jenifer Warnes) ด้วยระยะเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก ที่ผมได้มีการทดสอบลำโพงรุ่น Monitor 30.3 XD2 เปรียบเทียบกับลำโพง SHL5plus XD2 รุ่นนี้ ผมมีข้อสังเกตก็คือ SHL5plus XD2 นั้น จะให้เสียงที่รู้สึกได้ถึงซาวนด์สเตจที่กว้าง-ลึกกว่า และผลโดยรวมการฟังเพลงในลักษณะวงใหญ่อย่างเช่นวง Orchestra หรือวงบิ๊กแบนด์ ผลลัพธ์คือยอดเยี่ยมมาก เพลงที่เน้นน้ำหนักและไดนามิคเร้นจ์ ด้วยอัลบั้มที่บันทึกมาในระดับท็อปๆ (Various Artists : Telarc A Spectacular Sound Experience) ลำโพง SHL5plus XD2 จะให้ความรู้สึกถึงการตอบรับน้ำหนักเสียงได้ดีกว่าและมีพลังที่ยิ่งใหญ่โอฬารกว่าครับ ความโอ่อ่าเปิดเผยในแบบนี้ ต้องยกให้พลังจาก SHL5plus XD2 ว่ามาเต็มจริงๆ (William Tell & Other Favorite Overtures by Cincinnati Pops Orchestra) แม้สำเนียงของลำโพง Harbeth หลายโมเดล จะมีบุคลิกที่ใกล้เคียงกันเสมอ ในเรื่องของความสะอาดเสียง ความบริสุทธิ์ และความเป็นธรรมชาติของย่านความถี่เสียงดนตรี แต่ SHL5plus XD2 นั้น ได้แสดงถึงพลังเสียงที่ทำให้เราพบว่ามันพร้อมจะถ่ายทอดเพลงได้ครบถ้วนและหลากหลายสไตล์มากกว่า ตั้งแต่ความละมุนเรียบสะอาด สุภาพ ไปจนถึงเพลงร็อคที่คึกคักเร้าใจ โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ แถมยังให้ความโดดเด่นในบรรยากาศสถานที่บันทึกได้อย่างลึกซึ้ง (Jazz at the Pawnshop) เป็นลำโพงที่รักษาความเป็นธรรมชาติเสียงที่ละเอียดละออ และให้ช่วงปลายแหลมสุดได้เทพมากๆ คือสวยงามไพเราะจนยากที่จะบรรยายเป็นตัวอักษรได้จริงๆ รวมถึงการเข้าถึงเนื้อในของอารมณ์ดนตรีแจ๊สในแบบของป๋า เดฟ กรูซิน นั้นไหลลื่นเป็นธรรมชาติในแบบที่ผมแทบไม่เคยประทับใจเท่านี้มาก่อน ลำโพงสามารถขยายขอบเขตดนตรีที่แทบทำให้เราจับต้องได้ (Discovered Again! : Dave Grusin) อารมณ์ละเมียดละไม ที่ฟังย้อนกลับไปมาได้หลายเที่ยวแบบจมลึกถึงก้นบึ้งหัวใจ เมื่อผมทดลองฟังจากอัลบั้ม Lang Lang : Piano Book 2 อันเป็นผลงานที่กลับมาบรรเลงเปียโนของนักดนตรีอัจฉริยะอีกครั้ง ลำโพง SHL5plus XD2 ถ่ายทอดเสียงที่แม่นยำตรงไปตรงมา เพิ่มคุณค่าดนตรีมากกว่าทุกครั้ง ลำโพง SHL5plus XD2 ค่อยๆ สอนให้เราเข้าถึงดนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเข้าสู่ “ศิลปะการขยับนิ้วของศิลปิน” ลำโพงที่สามารถถ่ายทอดออกมาให้ผมได้เข้าถึงหลักการบรรเลงเปียโนจากเบื้องลึกของศิลปินระดับสุดยอดครบถ้วนทั้งสี่ประการ ชนิดที่เราไม่ค่อยพบได้จากลำโพงทั่วไป นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า เมื่อเราเป็นมิวสิคเลิฟเวอร์และออดิโอไฟล์จริงๆ ควรจะสัมผัสถึงสิ่งเหล่านี้ได้ • ไม่ว่าจะเป็น Decay ของโน้ตที่ค่อยๆ จางหาย หมายถึงเสียงที่ยังล่องลอยอยู่หลังจากกดคีย์ไปแล้ว แผ่วเบาและละลายหายไป หางสียงของโน้ตมีความยาวและนุ่มเหมือนเสียงลอยในอากาศ • Resonance ของ Soundboard นั่นคือ…เสียงสะท้อนจากตัวไม้ ซาวนด์บอร์ดของเปียโน ที่ทำให้เสียงมีมิติและความอุ่น • น้ำหนักนิ้วที่แตกต่างในแต่ละคีย์เมื่อแรงกดของนักเปียโน ที่ทำให้แต่ละโน้ตไม่เท่ากัน เบาเหมือนกระซิบ พลังหนักแน่นเหมือนย้ำเตือน • สัมผัสแอมเบี้ยนของฮอลล์ เสียงสะท้อน พละอากาศ บ่งชี้ขนาดของห้องอย่างครบถ้วน อารมณ์ละเมียดละไม จากหางเสียงที่ค่อยๆ จางหายอย่างเป็นสัดส่วน ความก้องอุ่นจากตัวเปียโน พร้อมอารมณ์ที่ซ่อนในแรงกดของนิ้ว และแอมเบี้ยนบรรยากาศของสถานที่ ลำโพงในระดับที่จะสื่อถึงสิ่งเหล่านี้ได้ มีไม่กี่คู่ และขอบอกว่า SHL5plus XD2 คือลำโพงคู่นั้นครับ มีข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเข้าถึงลำโพงที่ได้ทดสอบฟังก็คือ การลดระดับวอลุ่มจากภาคขยายลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่เราถือว่าฟังในระดับความดังที่แผ่วเบากว่าปกติธรรมดาตรงนี้เองที่เราจะเห็น Detail หรือรายละเอียดที่แท้จริงว่าลำโพงยังคงสัดส่วนและสเกลของดนตรีไว้ได้อย่างครบถ้วนและสวยงามไหม และ SHL5plus XD2 ทำได้สมบูรณ์ไร้ที่ติ (Dave Grusin : Mountain Dance) ช่วงท้ายๆ ของการทดสอบ ก่อนถึงบทสรุป ผมได้ฟังอะไรที่ผ่อนคลายสนุกๆ เพลินๆ จาก Piano in the Dark จากศิลปินผิวสี เบรนดา รัสเซลล์ ทำให้โลกสดใส สนุกสนาน เริงร่า ก่อนเข้าโหมดเพลงไทยของคุณโจ โปสเตอร์ “ฤดีเดียว” นี่อาจจะบอกได้ว่างานของผู้บันทึกเสียงจากสตูดิโอทำงานได้ประณีตเพียงใด สวยงามและน่าประทับใจกับความสามารถของ SHL5plus XD2 ที่เปรียบเสมือนเสียงมอนิเตอร์สปีกเกอร์ชั้นดีจริงๆ ไม่มีอะไรที่น้อยไป ไม่มีอะไรที่มากไป ให้ทุกสรรพสำเนียงพอดีๆ ครบถ้วนโดยไม่ต้องร้องขอใดๆ และปิดท้ายด้วย What a Wonderful World จากหลุยส์ อาร์มสตรอง เพื่อผ่อนคลาย ก่อนมาส่งท้ายกับผู้อ่านว่า ผมได้ทดสอบลำโพงคู่นี้อย่างสมบูรณ์และพึงพอใจเป็นที่สุดแล้ว แนะนำว่าลำโพง SHL5plus XD2 ฟังในสภาพปิดหน้ากาก และเปิดหน้ากาก อาจมีผลด้านคุณภาพเสียงต่างกันบ้าง เมื่อเปิดหน้ากากจะให้เสียงที่เป็นอิสระกว่าเล็กน้อย ทั้งในแง่เวทีเสียงและ Image ดังนั้นสำหรับผมชอบแบบเปิดหน้ากากมากกว่า เราจะได้เพลิดเพลินกับเสียงดนตรีที่ไพเราะสมจริงเป็นธรรมชาติ และชื่นชมความสวยงามของลำโพง ที่ดึงดูดให้เรารู้สึกภูมิใจอยู่เสมอกับผลงานระดับมาสเตอร์พีชของอลัน ชอว์ ชิ้นนี้ครับ ผมอยากเรียนว่า SHL5plus XD2 เป็นลำโพงที่น่าทึ่ง สามารถบาลานซ์ระหว่างเสียงที่โรแมนติกอ่อนหวาน และพลังเสียงที่ดุดัน โดยมีอัตราพีคสูง มีไดนามิคอันยอดเยี่ยมและความถี่ครบถ้วนเลยทีเดียว รายละเอียดอยู่ในระดับไมโครดีเทล เป็นลำโพงที่ฟังเพลงได้ทุกสไตล์อย่างไร้ขีดจำกัด อาจจะแตกต่างจากลำโพงซีรีส์ XD2 รุ่นที่เล็กกว่า ก็ตรงนี้นี่เองครับ Harbeth SHL5plus XD2 คุณค่าแห่งเสียงธรรมชาติที่สมจริงในทุกรายละเอียด และไม่อาจหาได้จากลำโพงทั่วไปครับ Reference: - Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier - Denon DCD 2500 NE SACD - NAD M51 DAC - Life Audio Signature Mellow - Tellurium Q Silver XLR & Speaker Cable Harbeth SHL5plus XD2 ราคา 249,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Sound Box อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ชั้น 3 ธงชัย : โทร. 092-890-4660 Line ID : tsoundbox ทราย : โทร. 083-793-7386 Line ID : pzp2789
• Weava Core Abyss 28 • Weava Locus ความสมดุลแห่งพลัง การดีไซน์ลำโพงตู้เบสโมดูล รุ่นสูงสุด Weava Core Abyss 28 ในซีรีส์ Weava Active Bass Module มีจุดมุ่งหมายที่จะนำตู้เสริมความถี่ต่ำที่มีคุณภาพสูง มาสนองตอบผู้ใช้ลำโพงวางหิ้งขนาดกลาง ให้สามารถสนองต่อความถี่ได้ครบถ้วน โดยเฉพาะเบสย่านลึก ที่ลำโพงหลักขนาดย่อม ไม่สามารถลงไปที่ย่านความถี่ที่ลึกกว่า 70Hz ได้ โครงงานของ Pyramid Lifestyle Technology นำเสนอในด้านของแนวคิดไอเดียใหม่ สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปต่อตู้เอง หรือจะซื้อสำเร็จรูปจากบริษัทผู้จัดจำหน่าย ที่จะยังสามารถเลือกผิวตู้ได้ทุกรูปแบบ เนื่องจากโรงงานสามารถผลิตตามสั่งได้ เบสโมดูล Active Bass Module ชุดนี้ ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับใช้งานในระบบฟังเพลงสเตอริโอ หรือจะนำไปใช้ในระบบ Home Theater ก็ได้ ด้วยรูปแบบดีไซน์ทรงทาวเวอร์ด้านไม่เท่า โดยสามารถนำลำโพงหลักมาวางด้านบน พื้นที่ส่วนบนสุดของเบสโมดูล หรือจะเลือกจูนอัพด้วยการแยกตู้เบสโมดูลออกไปวางต่างหากก็ได้ แต่มีข้อแนะนำว่าลำโพงหลักและเบสโมดูลควรจะวางอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน สำหรับในการดีไซน์ Weava Core Abyss 28 นั้น ได้เลือกใช้ดอกลำโพงหลักก็คือ SEAS L22ROY2 เป็นตัวขับวูฟเฟอร์ แบบกรวยอลูมิเนียมที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ให้ช่วงชักยาว เสมือนลูกสูบโดยติดต้้งในตู้แบบปิด Sealed Enclosure มีการวางตำแหน่งคว่ำ ยิงลงพื้นแบบ Down Firing และยังเสริมด้วย Passive Radiator รุ่น SL26R กรวยอลูมิเนียมขนาด 10 นิ้ว สองดอก ยิงเสียงออกด้านตรงกันข้าม คือข้างซ้ายและขวา จุดที่โดดเด่นมากก็คือ ภาคขยายภายในเป็นแบบคลาส D ของ Hypex FA251: Plate amp with DSP ที่สามารถปรับจูนค่าจุดตัดความถี่ระดับความดังเฟส และค่าพารามิเตอร์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เกิดความแม่นยำและส่งผ่านความถี่ต่ำได้อย่างกลมกลืนกับลำโพงหลัก ตู้ลำโพงจะมีความสูง 55 เซนติเมตร เมื่อรวมกับตัวรอง SoundCare จะมีความสูงเป็น 59 เซนติเมตร เนื่องจากรูปทรงของตู้ลำโพงเบสโมดูลจะคล้ายพีระมิดตัดยอด ทำให้มีความกว้างขอบฐานอยู่ที่ 32 เซนติเมตร และลึก 32 เซนติเมตร แต่ถ้าวัดที่ด้านบนของตู้ลำโพง จะมีความกว้าง 25 เซนติเมตร และลึก 32 เซนติเมตร อันเป็นแนวทางการออกแบบตู้ลำโพงแบบ “อสมมาตร” ไม่มีด้านที่ลงตัวกันพอดี เพื่อให้มีผลต่อการกระจายความถี่ได้โดยปราศจากการเลี้ยวเบน หรือการทับซ้อนกันของย่านความถี่ต่ำ ความจุของตู้ (Net Volume) มีขนาด 25 ลิตร Weava Core Abyss 28 ราคา 99,000.- บาทต่อตู้ ในการทดสอบครั้งนี้ผมได้รับลำโพงที่มีการดีไซน์ขึ้นมาใหม่อีกชุดหนึ่ง จาก Pyramid Lifestyle Technology เพื่อใช้เป็นลำโพงหลัก ทำงานควบคู่กับเบสโมดูล นั่นก็คือลำโพง Full-range Weava Locus ที่ดีไซน์ตามรูปแบบลำโพงชุดคิท Seas DIY Kit : Locus ซึ่งจะมีคุณสมบัติในรูปแบบของลำโพงที่ให้เสียงครบทุกย่านความถี่ โดยมีให้เลือกสำหรับวงจรปรับความถี่สูง เพื่อความเหมาะสมของผู้ที่ต้องการโทนเสียงที่แตกต่างกัน SEAS DIY Kit : Locus นั้น เป็นชุดลำโพง DIY ระดับ “Full-range Audiophile” ที่ออกแบบโดยทีม R&D ของ SEAS เน้นความเรียบง่าย แต่ให้คุณภาพเสียงแบบ Coherent สูงมาก หมายถึงแนวเสียงจะราบรื่นต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันอย่างยอดเยี่ยม ตัวขับเสียงภายในเป็นรุ่น FEA18 RCZ ที่มีขนาด 7 นิ้ว หรือ 18 เซนติเมตร ให้ค่าความไวสูง เหมาะกับแอมป์กำลังต่ำ–กลางโดยทั่วไป ลำโพงจะตอบสนองย่านเสียงกว้าง ครบทุกความถี่แบบ full-range ให้โทนเสียงต่อเนื่องในหนึ่งเดียว สำหรับสูตรตู้ของ SEAS จะแนะนำให้ใช้ตู้ลำโพงแบบท่อเปิด Bass Reflex ที่มีปริมาตร 19 ลิตร และความถี่สำหรับจูนพอร์ต 47 Hz โดยพื้นฐานตัวไดรเวอร์จะมีคาแรกเตอร์ Bass Boost หรือเสียงต่ำที่โดดเด่นอยู่เล็กน้อยแถวๆ ย่านความถี่ 90Hz ทาง SEAS จึงเล็งเห็นว่า เพื่อให้การทำงานแบบฟูลเร้นจ์เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ สามารถเลือกค่าการตอบสนองความถี่ได้สองระดับ จึงมีระบบระบบปรับเสียง Simple Network มาให้ด้วย ระบบ Full-range ที่มีออพชั่นเสริม Simple Network ต้องเรียนว่า มันไม่ใช่ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก แบบแบ่งความถี่ให้ลำโพงสองหรือสามทางทั่วไป แต่จะเป็นการใช้ขดลวด Inductor ~1.2 mH มิลลิเฮนรี่ และรีซิสเตอร์ Resistor -18 Ohm มาคั่น สำหรับทำหน้าที่ลดความเข้มของเสียงแหลม (HF attenuation) เพื่อปรับบาลานซ์โทนเสียงตามห้องหรือรสนิยมเฉพาะตัวได้ โดยทาง Weava จะมีขั้วลำโพงให้เลือกใช้สองชุด ระหว่างการใช้งานตรง หรือผ่านตัวปรับการตอบสนองความถี่ดังกล่าว Weava Locus ราคา 59,900.- บาท ต่อคู่ (พร้อมวงจร Simple Network ปรับความถี่สูงภายใน) Test Report สำหรับการจัดวางทดสอบนั้น ก็จะใช้ Weava Locus วางซ้อนบน Weava Core Abyss 28 ซึ่งจะทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี โดยมีการใช้โปรแกรมจากคอมพิวเตอร์ในการจูนอัพ ปรับแต่งย่านความถี่เพื่อให้เกิดความราบรื่นระหว่างลำโพงทั้งสองชุด ผมตั้งลำโพงห่างกันโดยประมาณ 2.20 เมตร และห่างจากผนังหลังประมาณ 1 เมตร เป็นระยะที่เหมาะสมกับห้องขนาดกลางทั่วๆ ไป ใช้ภาคขยายหลักขับลำโพง Weava Locus ด้วย QUAD 3 และพ่วงการทำงานด้วยสายเชื่อมเข้ากับซับเบสโมดูล Weava Core Abyss 28 สำหรับแหล่งโปรแกรมนั้นผมใช้ทั้งภาค Streaming ด้วยบลูทูธจากตัว QUAD 3 และเครื่องเล่นซีดีทรานสปอร์ต AUDIOLAB 9000CDT ผนวก NAD M51 DAC แม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นลำโพงตู้รุ่นตัวอย่างหรือ Prototype (ต้นแบบ) แต่ก็ผ่านการคำนวณและออกแบบดีไซน์มาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ซึ่งถ้ามีผู้สนใจก็สามารถสั่งผลิต โดยเลือกผิวตู้ลำโพงให้สวยงามตามความต้องการได้ครับ ผมคำนึงถึงจุดแรกก็คือการพิจารณาความกลมกลืนซึ่งกันและกันของลำโพงหลัก และลำโพงตู้เสียงต่ำเฉพาะ โดยเหตุที่เรามักจะพบบ่อยๆ ว่า ตู้ลำโพง Sub-Woofer หรือเบสโมดูล (Bass Module) ทั่วๆ ไปนั้น ถ้าถูกออกแบบมาอย่างไม่เหมาะสม ก็จะมีข้อจำกัดในการนำไปแมตช์กับลำโพงหลักที่จะเข้ากันได้ยาก เช่นไม่ว่าจะปรับอย่างไร มักมีปริมาณเบสมากเกินไป เมื่อคำนึงถึงเรื่องสเกลของเสียงดนตรี ซับเบสบางตู้จะให้เบสทุ้มลึกใหญ่ ลากยาวจนท่วมทับกลบเสียงลำโพงเมนหลักได้ง่ายๆ ดังนั้นเพื่อให้ปลอดจากปัญหาดังกล่าว นอกจากเรื่องของตู้ลำโพงและดอกลำโพงที่คำนวณมาอย่างดีแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการใช้ Amplifier วงจร DSP ที่มีอยู่ในตัวของ Weava Core Abyss 28 นั่นเอง ภาคขยายใน Weava Core Abyss 28 คือ Hypex FusionAmp FA251 เป็นโมดูลแอปลิไฟร์เออร์แบบ Plate Amp หรือแอมป์ติดหลังตู้ ชนิด 1 way (Mono) ที่ใช้เทคโนโลยี Ncore Class D อันเลื่องชื่อของ Hypex โดยมาพร้อมกับระบบ DSP และภาคจ่ายไฟ SMPS ในตัว ที่ออกแบบมาเพื่อความเหมาะสำหรับทำซับวูฟเฟอร์แบบ Active หรือลำโพงมอนิเตอร์ช่องสัญญาณเดียว โดยมีกำลังขับต่อเนื่องอยู่ที่ 250 วัตต์ ที่ 4 โอห์ม และ 130 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม ส่วนระบบดีเอสพีใช้ซอฟต์แวร์ Hypex Filter Design (HFD) ในการปรับแต่งผ่านพอร์ต USB สำหรับการทำ EQ และ Cross-over ที่มีจุดปรับรายละเอียดสูง โดยแผงด้านหลังจะมีช่อง Analogue Balanced XLR (In/Through) Analogue Unbalanced RCA และ High-level Input สังเกตว่าด้านหลังจะมีพอร์ตสำหรับเซอร์วิส ที่มีลักษณะหัวต่อเป็นช่องเสียบแบบ USB Mini-B (5-pin) ซึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดเล็ก เพื่อใช้ปรับแต่งค่า DSP เช่น ฟิลเตอร์, ระดับเสียง และพารามิเตอร์ของระบบ ผู้ที่ต้องการปรับจูน ต้องลงโปรแกรมสำหรับกำหนดค่า DSP (Configuration) ผ่านซอฟต์แวร์ Hype. Filter Design (HFD) โดยเปิดโปรแกรม HFD บนคอมพิวเตอร์ก่อน แล้วจึงเสียบสาย USB เพื่อให้โปรแกรมตรวจพบอุปกรณ์และเริ่มปรับจูนค่าฟิลเตอร์หรือระดับเสียงได้ ในด้านเทคนิคการปรับจูนหรือแต่งย่านความถี่จุดตัดต่างๆ แนะนำว่าให้ปรึกษากับทาง Pyramid Lifestyle Technology ครับ เพราะทีมเทคนิคจะไปจูนอัพเบสโมดูลของ Weava ให้กับลูกค้าทุกรายที่ซื้อไปใช้งาน เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่กลมกลืนระหว่างลำโพงเมนหลักและตู้เบสโมดูล อย่างสมบูรณ์ครับ ผลการทดสอบ ถือว่าเป็นการจับคู่ที่เหมาะเจาะดีมากครับ ระหว่าง Weava Core Abyss 28 เบสโมดูล และ Weava Locus ลำโพงฟูลเร้นจ์ตู้หลัก โดยปกติการใช้ลำโพงประเภทฟูลเร้นจ์ ผมชื่นชอบเรื่องเสียงที่เป็นธรรมชาติและไม่มีอะไรที่เกินเลยไปจากความถี่ที่ครบถ้วน และความเป็นธรรมชาติของเสียง เพราะลำโพง Full-range ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ซึ่ง Weava Locus ให้บุคลิกที่สะอาดสะอ้านน่าพึงพอใจ สำหรับ Weava Locus มีให้เลือกการสนองตอบต่อความถี่ สองบุคลิกเสียง ยิ่งช่วยให้เราปรับจูนตู้เบสโมดูล ได้ลงตัวตามความบุคลิกที่ต้องการได้ง่าย อย่างน้อยตัวตั้งต้นของเราจะมี 2 รูปแบบ การมี Weava Core Abyss 28 เข้ามาเสริมลำโพงหลัก Weava Locus ทำให้รู้สึกว่าลำโพงแบบฟูลเร้นจ์คู่นี้ สามารถจูนให้กลมกลืนลงตัวกับเบสโมดูลได้ง่ายกว่าลำโพงประเภทสองทาง สามทาง ด้วยซ้ำไป การเชื่อม “รอยต่อ” ของย่านความถี่นั้น สามารถจูนให้รู้สึกกลืนกันได้อย่างราบรื่น ด้วยระบบการต่อกับขั้วลำโพงชุด Direct ครับ แต่ถ้าปรับไปใช้ระบบชดเชยเสียงแหลมด้วยขั้วลำโพงชุดที่สองของ Weava Locus ผมรู้สึกว่าเราจะต้องจูน Weava Core Abyss 28 ให้เพิ่มความถี่ต่ำขึ้นมาชดเชยเล็กน้อย และอาจจะต้องปรับค่าพารามิเตอร์ ในโปรแกรมควบคู่กันไปด้วย ส่วนตัวชอบการต่อแบบขั้วตรง ไม่ผ่านวงจรขดลวดอินดั๊กเตอร์และรีซิสเตอร์ มากกว่าครับ Weava Core Abyss 28 เสริมให้ Weava Locus มีเสียงอิ่ม ละมุนละไม และสามารถสนองตอบสไตล์เพลงกว้างขวางขึ้น แค่ทดสอบด้วยเพลง On the Beautiful Blue Danube Waltz, Op.314 ในอัลบั้ม Erich Kunzel & Cincinnati Pops Orchestra Ein Straussfest เพลงเดียวก็ได้รับเสียงที่มีความสมดุลครบถ้วนและน่าประทับใจอย่างยิ่ง เป็นคำตอบที่ว่า เสียงที่ดีจริงๆ นั้น จะมีสเกลสัดส่วนของเสียงต่ำและความถี่กลางแหลมที่สมดุล น่าฟังแบบนี้แหละครับ จุดเด่นที่สุดคือโทนัลบาลานซ์ เราฟังโดยไม่รู้สึกเลยว่า นี่คือการเสริมเบสโมดูลเพิ่มเติมลงไป และเสียงโดยรวมอิ่มเอิบและเวทีเสียงกว้างลึกมาก เหมือนฟังลำโพงคู่ตั้งพื้นขนาดยักษ์ ได้รับความรู้สึกต่อเสียงของวงออเคสตร้าที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างทรงพลังเป็นอย่างมากครับ ได้ทั้งอารมณ์ที่เพลิดเพลิน ล้ำลึกสนุก มีชีวิตชีวา ในแง่เพลงร้อง เพลงแจ๊ส ป็อปทั่วไป เรารู้สึกได้ถึงพลังและรายละเอียดของเสียงดนตรี เสียงร้องที่แจ่มชัด ให้ความเป็นตัวตนของชิ้นดนตรีต่างๆ นั้น ทำได้ดีมาก ลำโพงหลักฟูลเร้นจ์ให้เสียงแฟลตและเสียงอิ่มจากเบสโมดูลให้ผลรวมที่ดีจริงๆ เป็นชุดลำโพงทั้งซิสเต็ม ที่ให้ระดับความถี่ต่ำเป็นธรรมชาติ ไม่บีบเค้น ไม่แสดงตัวของเบสโมดูลที่เกินจริง ทุกความถี่บาลานซ์กัน รวมทั้งยังคงรักษาฮาร์โมนิคของเสียงกลางแหลมได้อย่างครบถ้วน ในสไตล์ลำโพง Full-range ได้เป็นอย่างดี ผมมาจบการทดสอบช่วงเวลาสุดท้าย ด้วยสองอัลบั้มหลักที่สามารถพิสูจน์ศักยภาพของลำโพงได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพลงที่มีอานุภาพของเวทีเสียงอันยอดเยี่ยม Cry Like a Rainstorm Howl Like the Wind โดย Linda Ronstadt และเพลงที่ดื่มด่ำกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างโดดเด่น ด้วยลูกคอแหบพร่าทรงเสน่ห์ของ Louis Armstrong ใน What A Wonderful World ฟังแล้วเข้าถึงบรรยากาศใกล้ชิดกับศิลปินคนโปรดมากกว่าที่เคย นับว่าลำโพงชุด Weava Core Abyss 28 และ Weava Locus ให้คำตอบที่ดีว่าเมื่อเราจะลงทุนกับการเล่นเครื่องเสียง แน่นอนลำโพงจะเป็นหมุดหมายแรกที่เราต้องค้นพบคุณภาพและศักยภาพให้ได้ดีที่สุด ลำโพงที่สมบูรณ์ต้องสามารถฟังเพลงหลากหลายสไตล์ได้โดยไม่จำกัด และการเสริมเบสโมดูลเข้าไปเพื่อให้ลำโพงหลักทำงานได้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ทำให้เบสตูมตามหรือปริมาณมากขึ้น คำว่า Tonal Balance จึงสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอสำหรับออดิโอไฟล์ตัวจริง นี่อาจจะเป็นการตอบโจทย์กับพื้นที่ขนาดเล็ก และพื้นที่ขนาดกลางโดยทั่วไป ว่าอยากได้เสียงเต็มอิ่มที่สุดโดยไม่ต้องอึดอัดกับลำโพงตั้งพื้นขนาดยักษ์ คุณสามารถเลือกเฟ้นความสุดยอดของไดรเวอร์ชั้นเยี่ยมมาประกอบกันขึ้นเป็นชุดลำโพงฟูลเร้นจ์ และเสริมเบสโมดูลอีกหนึ่งคู่ ก็จะได้เสียงสมบูรณ์แบบที่สุดได้อย่างแน่นอน จากจุดเริ่มต้นของ Driver ที่มีคุณภาพสูง ใช้หลักวิชาการในการประกอบตู้ตรงตามสเปคฯ ของผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ระดับโลก เราสามารถฟังลำโพงคุณภาพสูงในระดับไฮเอ็นด์อย่างคุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินในระดับที่สูงเกินความเป็นจริงครับ สนใจติดต่อทดลองฟังได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology โทร. 02 429 1236
KEF LSX II New Colours Wireless HiFi Speakers นี่คือลำโพงแห่งยุคสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของมิวสิคเลิฟเวอร์ ที่ต้องการคุณภาพเสียงในระดับไฮไฟ ออกแบบให้มีทั้งความเรียบง่าย และงดงามตระการตา KEF LSX II เป็นระบบลำโพงแอคทีฟสตรีมมิ่งไร้สาย ระดับไฮคลาสโดยผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกจากประเทศอังกฤษ นอกจากลำโพงโฮมไฮไฟที่ขึ้นชื่อลือชาแล้ว ในตลาดลำโพงไร้สาย KEF ก็ได้รับความนิยมในระดับสูงสุด KEF LSX เป็นรุ่นแรกที่วางตลาดเมื่อปี 2018 และได้พัฒนาขึ้นมาเป็นรุ่น LSX ll มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2022 โดยมียอดจำหน่ายขายดีในอันดับต้นๆ และด้วยหลักวิศวกรรมการออกแบบที่ยอดเยี่ยม KEF LSX II จึงคว้ารางวัลนวัตกรรมลำโพงวางหิ้งแบบไร้สายแห่งยุโรปคือ EISA Best Wireless Bookshelf Speakers 2023-2024 จุดเด่นอยู่การออกแบบที่ล้ำยุคด้วยขนาดกะทัดรัดสีสันที่สวยงามเสมือนหนึ่งเครื่องประดับภายในบ้าน จึงได้รับการต้อนรับจากนักฟังเพลงทุกระดับ ลำโพง LSX II รุ่นล่าสุดนำเสนอความงดงามของตู้ มีสีให้เลือกถึง 4 สี ด้วยกันคือ คาร์บอนแบล็ค (Carbon Black), ซาวด์เวฟ (Soundwave by Terence Conran), คอตตอน ไวท์ (Cotton White), แอมเบอร์ เฮส (Amber Haze) และเป็นครั้งแรกที่ทุกสีของ LSX II มีผิวสัมผัสเป็นผ้าทั้งหมด โดยสีที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่คือคอตตอน ไวท์ (Cotton White) และแอมเบอร์ เฮส (Amber Haze) ที่ให้ทั้งความคลาสสิกสวยงามและสัมผัสนุ่มนวลด้วยผ้าที่ถักทอเส้นใยขึ้นโดยเฉพาะสำหรับ KEF ผมได้รับลำโพง KEF LSX II คอตตอน ไวท์ (Cotton White) มาทดสอบฟังอีกครั้งหนึ่ง นับเป็นช่วงเวลาที่ดีๆ อันน่าประทับใจ เสียงที่มีเอกลักษณ์ โทนหวานใส พร้อมกับความอบอุ่นละมุนละไม สร้างบรรยากาศเสียงดนตรีที่สมจริงเหมือนเช่นเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปบ้างคือสัมผัสของตัวตู้แบบหุ้มโดยรอบด้วยผ้าที่คลาสสิกน่าประทับใจ การออกแบบดีไซน์ ในระดับ High-Fidelity ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ใช้ไดรเวอร์ตัวขับเสียงแบบ Uni-Q และระบบขับเคลื่อนภายใน Music Integrity Engine (MIE) อันเป็นสิทธิบัติเฉพาะตัว จึงเข้าถึงมิติเสียงที่ทั้งโอบล้อมและสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ ความสวยงามในดีไซน์ใหม่ล่าสุดนี้ ตัวตู้ลำโพงมีรูปทรงของความมินิมอลที่ประณีตและหุ้มผ้าโดยรอบ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ออกแบบโดย Michael Young ร่วมกับ KEF จึงมีทั้งความโดดเด่นและเป็นการสร้างศิลปะบนตู้ลำโพงที่แตกต่าง ภายในลำโพงประกอบด้วย ชุดไดรเวอร์ Uni-Q ขนาด 4.5 นิ้ว เจนเนอเรชั่น 11 ให้เสียงที่บริสุทธิ์แม่นยำและให้การกระจายอย่างทั่วถึงทั้งห้อง ด้วยความสามารถของ Music Integrity Engine ระบบ DSP ที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับชุดไดรเวอร์ Uni-Q เพื่อประสิทธิภาพที่สมบูรณ์แบบ พร้อมเสียงที่ชัดเจนและสมดุล เป็นลำโพงระบบแอคทีฟเต็มรูปแบบพร้อมภาคขยายในตัวเองที่มีกำลังขับรวมทั้งระบบ 200W ให้พลังความดังสูงสุดถึง 102dB SPL (Max. SPL 102dB) มีช่องสำหรับติดตั้งเพื่อยึดเข้ากับขาตั้งพื้น KEF S1, แผ่นรองโต๊ะ P1 และขายึดติดผนัง B1 (ที่มีจำหน่ายแยกต่างหาก) KEF LSX II ยังอำนวยความสะดวกในการตอบสนองการฟังเพลงด้วยระบบ Multi-room Streaming เชื่อมต่อได้อย่างราบรื่นกับลำโพง LS Wireless Collection อื่นๆ ผ่าน Wi-Fi โดยใช้ AirPlay 2, Google Cast และ Roon ระบบลำโพงให้การรองรับบริการสตรีมเพลงที่สำคัญทั้งหมดรวมถึง Spotify, Tidal, Qplay, Amazon Music นอกเหนือจากนั้น ยังสามารถเชื่อมต่อแบบมีสาย ที่ครอบคลุมรวมถึง HDMI, USB Type-C, Optical และ AUX 3.5 mm. ครบถ้วนอีกด้วย พร้อมแอพพลิเคชั่น KEF Connect App สำหรับการสตรีมมิ่ง ที่มีการควบคุมและการตั้งค่าอย่างละเอียด สำหรับคุณภาพเสียงจากการทดสอบ ผมขอสรุปจาก Test Report มาให้ได้อ่านกันดังต่อไปนี้ครับ อ่าน Test Report ฉบับเต็มได้ที่ : https://www.facebook.com/share/p/1BqwuBrMQB/ ด้วยขนาดอันเหมาะสมเพียง 240 x 155 x 180 มิลลิเมตร ทำให้วางได้ทุกสถานที่ในบ้าน ไม่ว่าจะห้องนั่งเล่น โฮมออฟฟิศ หรือแม้กระทั่งในสตูดิโอ ด้วยลำโพงเพียงคู่เดียวที่จะสร้างเวทีเสียงสเตอริโอให้คุณได้อย่างเต็มที่ ระบบลำโพงเป็นสเตอริโอ ซ้ายขวา โดยลำโพงด้านขวา จะเป็นหลักในการคอนโทรลแหล่งเสียง และรับสัญญาณไร้สาย ส่งผ่านให้ลำโพงซ้ายในระบบสเตอริโอโดยไม่ต้องมีการเชื่อมสายระหว่างลำโพงอีกต่อไป เรียกว่าไร้สายที่สมบูรณ์แบบจริงๆ หมายเหตุ: สำหรับลำโพงสองตู้นี้ ตู้ที่มีตัวอักษรกำกับว่า Primary จะเป็นลำโพงศูนย์กลางหลัก (เป็นแชนแนลขวา) ที่ทำหน้าที่เป็นฮับ ที่จะต่ออินพุตครบถ้วนทั้งดิจิตอลและอนาล็อก (USB-C, HDMI ARC, Optical และ Analog Input AUX Subwoofer) คือการเชื่อมต่อหลักทั้งหมด รวมถึงมีช่องโยงสายลำโพงหากัน (กรณีเราไม่ต้องการระบบไร้สาย ระหว่างลำโพงซ้าย-ขวา) ส่วนอีกตู้หนึ่งจะเป็นลำโพง Secondary ซึ่งจะเป็นแชนแนลซ้ายครับ ดูด้านหลังจะเห็นช่องต่อของลำโพงด้านขวา (Primary Speaker) มีช่องอินพุต LAN network สำหรับต่อจากอีเทอร์เนท เร้าเตอร์ สายเชื่อมต่อระหว่างลำโพง (ในรุ่นนี้ไม่จำเป็นต้องใช้) ช่องต่ออินพุต USB-C, Optical, HDMI ช่อง AUX ที่จะส่งผ่านสัญญาณอนาล็อก จากเครื่องเล่นซีดี และเครื่องเล่นแผ่นเสียง (ที่มีวงจรภาค Phono ในตัว) ช่องต่อเสริมซับวูฟเฟอร์ที่จะทำให้ยกระดับชุดลำโพงของคุณชุดนี้ให้มีพลังที่ใหญ่โตขึ้นไปอีกนับเป็นเท่าตัว ส่วนลำโพงตู้ซ้ายมีช่องเชื่อมต่อระหว่างลำโพง และปุ่มกดสำหรับแพร์ริ่ง กับตัวลำโพงหลักเท่านั้นเอง ผมต่อสายไฟ ให้กับตู้ลำโพง ซ้าย-ขวา ต่อสาย LAN ให้ลำโพงตู้ขวา (Primary Speaker) ที่จะเป็นฮับหรือศูนย์กลางของระบบ ซึ่งก็จะเป็นตัวหลักที่สามารถควบคุมทุกอย่างได้อย่างคล่องตัว เซ็ตอัพลำโพงบนขาตั้งโลหะผสม วางลำโพงห่างกัน 1.50 เมตร เหมือนเราฟังลำโพงแพสสีพโดยทั่วไป จุดเด่นใน KEF LSX II รุ่นล่าสุดนี้ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ เมื่อคุณดาวน์โหลดเอาแอพพลิเคชั่นของ KEF มาอยู่ในสมาร์ทโฟนแล้ว ระบบการสั่งงานจะทำได้ง่ายดายสะดวกอย่างยิ่ง KEF LSX II ออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย เป็น User friendly มากๆ โหลดมาใช้งาน เปิดปุ๊บ คอนโทรลได้ทันที แอพจะมองเห็นลำโพง เริ่มเชื่อมต่อทุกอย่างเข้ากับระบบผู้ให้การสตรีมมิ่งอย่างอัตโนมัติ มีลำโพง KEF LSX II ก็เหมือนเราได้ยกวงดนตรีทุกรูปแบบบนโลกใบนี้มาอยู่บนฝ่ามือ ใช้ได้ทั้งสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต การทำงานคล่องตัวอย่างเหลือเชื่อ อีกทั้งปฏิสัมพันธ์ทุกอย่าง ระหว่าง KEF LSX II กับผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ลงตัวอย่างพร้อมสรรพ ช่วยให้เราเข้าถึงเพลง ดนตรี อย่างไร้ขอบเขต ในฐานะนักฟังเพลงจากระบบออดิโอไฟล์ ขอชื่นชมว่า KEF LSX II ได้เปิดโลกใบใหม่ด้วยตัวขับเสียงประสิทธิภาพสูงแบบ Uni-Q Gen 11 อันเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ KEF ที่สามารถกระจายเสียงไปทั่วห้องได้อย่างทั่วถึง คุณภาพเสียงจึงมิได้ต่างไปจากการฟังเพลงจากต้นฉบับของสตูดิโอ ให้รายละเอียดทุกย่านความถี่ฉับไวเสมือนจริง ทุกรายละเอียดเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา อีกทั้งดีไซน์กะทัดงดงามเกินห้ามใจ ความโดดเด่นของระบบอิเล็กทรอนิกส์ DSP ภายในตู้ใช้หน่วยประมวลผล Music Integrity Engine ขั้นสูง ที่ให้การคำนวนเสียงได้อย่างอย่างถูกต้อง ทำให้เป็นลำโพงแอคทีฟสตรีมมิ่งที่ครบสมบูรณ์ และเสียงดีระดับไฮคลาสอย่างแท้จริงครับ สำหรับในการทดสอบฟังอีกครั้ง ในช่วงเวลาขณะนี้กับ LSX II รุ่นอัปเกรดตู้เน้นผิวสัมผัสเป็นผ้า ในสไตล์ Fabric Wrapped คุณภาพสูงจาก Kvadrat นั้น ความรู้สึกในใจบ่งชี้ว่าเรารู้สึกอบอุ่นละมุน เหมือนอยู่กับงานศิลปะ ทำให้ลำโพงดูมีคลาสขึ้นไปอีกระดับ ในด้านการถ่ายทอดคุณภาพเสียง ผมยังคงชื่นชมความสามารถของ KEF LSX II ในแง่ของศักยภาพ ซึ่งให้ทั้งความโอ่อ่าและมีพลังเสียงที่เปิดกว้าง เสียงสะอาดสดใส เบสอิ่มลึกล้ำ เกินกว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า ว่านี่คือลำโพงขนาดย่อมๆ เท่านั้น แต่เสียงที่ได้รับฟัง เหมือนได้ฟังชุดเครื่องเสียงชั้นดีชุดใหญ่ เป็นลำโพงแอคทีฟที่เสียงดีมาก และดูสวยงามราวงานศิลปะ อันเป็นสิ่งที่ KEF เท่านั้นที่จะดีไซน์ได้สวยงาม และลงตัวขนาดนี้ครับ KEF LSX II ราคา 55,900.- บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand
WHARFEDALE DIAMOND 12.1i อัญมณีแห่งเสียง Hi-Fi ที่คุ้มค่า ตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ตระกูลลำโพง DIAMOND ของ WHARFEDALE ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในลำโพงที่มอบ “คุณภาพเสียงเกินราคา” มากที่สุดในโลกเครื่องเสียง โดยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1982 ในชื่อรุ่น DIAMOND จากนั้นเป็นต้นมาลำโพงตระกูล DIAMOND คือประตูบานแรกสู่โลกเครื่องเสียงของนักเล่นนับล้านคนทั่วโลก พร้อมทั้งคว้ารางวัล Product of the Year จากสื่อนิตยสารมากมาย เมื่อ DIAMOND 12 Series เปิดตัวในปี 2020 ก็ได้ตอกย้ำสถานะนั้นอีกครั้ง ด้วยการผสมผสานระหว่างงานออกแบบที่พิถีพิถัน วัสดุคุณภาพสูง และบุคลิกเสียงที่สมดุลเป็นธรรมชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในลำโพงระดับราคาประหยัดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในตลาด ปี 2025 แม้จะผ่านกาลเวลามาห้าปี แม้จะยังไม่มีเหตุผลเร่งด่วนให้ต้องเปลี่ยนรุ่นใหม่ แต่พัฒนาการของกระบวนการออกแบบและเทคโนโลยีการผลิต ทีมวิศวกรของ WHARFEDALE ได้มองเห็นโอกาสในการปรับปรุงรายละเอียดบางประการให้ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือการอัปเกรดครั้งสำคัญในชื่อ DIAMOND 12i Series โดยยังคงรักษาจุดเด่นทั้งหมดของรุ่นเดิมไว้ พร้อมเพิ่มความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในหลายด้าน ที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ การพัฒนาครั้งใหม่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เพิ่มราคาจำหน่ายแม้แต่น้อย ลำโพงรุ่นเดิมที่ดีอยู่แล้ว เมื่อปรับปรุงคุณภาพ จะมีส่วนใดที่พัฒนาแตกต่างออกไปบ้าง? การพัฒนาซีรีส์ DIAMOND 12i ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ทีมวิศวกรของ WHARFEDALE ได้ทบทวนการออกแบบของลำโพงแต่ละรุ่นใหม่ทั้งหมด โดยมีคุณ Peter Comeau ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบอะคูสติกเป็นผู้นำทีม ร่วมกับวิศวกร Dan Bailey Ornellas และ Oliver Davies ทำการปรับปรุงอย่างละเอียดเข้มงวดทุกจุด การพัฒนามุ่งเน้นไปที่การปรับจูนช่องพอร์ตเบส และการควบคุมการไหลเวียนของอากาศภายในตู้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของเสียงย่านความถี่ต่ำ โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง เช่น Laser Interferometry ซึ่งเป็นเทคนิคการวัดความละเอียดสูง โดยใช้หลักการวิเคราะห์ผ่านลำแสงเลเซอร์ ตรวจจับคลื่นระดับนาโนเมตร สร้างแพทเทิร์นที่แม่นยำในการตอบสนองความถี่ของลำโพง มีการเปรียบเทียบการวัดทั้งในห้อง Anechoic ไร้เสียงสะท้อน และการทดสอบในสภาพห้องฟังจริง มีการปรับรูปแบบของท่อพอร์ตภายในแบบใหม่ ผลลัพธ์คือเสียงเบสที่มีความชัดเจน ควบคุมการส่งผ่านย่านความถี่ต่ำได้ดี และมีการเชื่อมต่อกับย่านมิดเรนจ์ได้อย่างลื่นไหล ขณะเดียวกันยังคงรักษาเอกลักษณ์เสียงที่เป็นกลางและโปร่งใสของตระกูล DIAMOND ไว้อย่างครบถ้วน หัวใจสำคัญของไดรเวอร์มิด/เบสในซีรีส์ DIAMOND 12i คือ กรวยลำโพงที่ทำจากวัสดุคอมโพสิต ระหว่างโพลีโพรพิลีนและไมก้า (MICA) ซึ่ง WHARFEDALE เรียกว่า Klarity วัสดุชนิดนี้ได้รับการพัฒนาตั้งแต่ DIAMOND 12 Series และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำโพงชุดนี้สามารถให้คุณภาพเสียงเหนือระดับราคาตลอดมา โพลีโพรพิลีนเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้ทำกรวยลำโพงตั้งแต่ยุคการวิจัยของ BBC ในช่วงทศวรรษ 1970 เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ เช่นความเพี้ยนต่ำการควบคุมพฤติกรรมขยับของกรวยได้ดี ทนต่อความชื้นในอากาศ และการเติมไมก้าเข้าไปในสูตรวัสดุ Klarity ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างกรวย ลดการบิดตัว และทำให้ได้กรวยลำโพงที่มีน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแกร่งสูง พร้อมการตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำ ระบบมอเตอร์ หรือแม่เหล็กและวอยซ์คอยล์ในโครงสร้างไดรเวอร์ คืออีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ โดยไดอะแฟรม Klarity จะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ผลิตอย่างแม่นยำ พร้อมวงแหวนชดเชยค่าอินดักแตนซ์ (Aluminium Compensation Ring) เพื่อลดผลกระทบจากการเคลื่อนที่ของวอยซ์คอยล์ ให้มีความเสถียรยิ่งขึ้น ตัววอยซ์คอยล์ถูกพันอยู่บนบ็อบบิน หรือท่อทรงกระบอกเล็กๆ ที่ใช้เป็น “แกน” สำหรับพันคอยล์ที่ทำจากใยแก้วและเรซินอีพ็อกซี ซึ่งให้ความแข็งแรงและมีเสถียรภาพทางความร้อนสูงกว่าวัสดุทั่วไป ผลลัพธ์คือระบบขับเคลื่อนตัวของลำโพง ที่สามารถลดความเพี้ยน ให้เสียงที่สะอาด เที่ยงตรง และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เสียงย่านความถี่สูงถูกสร้างขึ้นโดยทวีตเตอร์โดมขนาด 25 มม. ที่ทำจากโพลีเอสเตอร์แบบถัก พร้อมสารแดมป์พิเศษเพื่อควบคุมการสั่นค้าง แผ่นหน้าของทวีตเตอร์ถูกออกแบบให้มี Waveguide เพื่อเพิ่มการกระจายเสียง ทำให้เสียงแหลมยังคงมีคุณภาพดี แม้จะฟังนอกแนวแกนของลำโพง ทวีตเตอร์จะทำงานร่วมกับไดรเวอร์มิด/เบส ผ่านครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คแบบ Linkwitz-Riley ที่ปรับจูนอย่างละเอียดเพื่อลดการเลื่อนเฟสของสัญญาณ ในวงจรยังใช้ขดลวดแกนอากาศ Air-Core Inductor ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มักพบในลำโพงระดับไฮเอ็นด์ เนื่องจากให้ความเพี้ยนต่ำที่สุด โดยตู้ลำโพงของ DIAMOND 12i ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ทำงานร่วมกับระบบไดรเวอร์อย่างสมบูรณ์แบบ ผนังตู้ทำจากแผ่นไฟเบอร์บอร์ดหลายระดับความหนา เพื่อลดการสั่นสะเทือนและความผิดเพี้ยนจากโครงสร้างตู้ ภายในยังมีระบบค้ำยัน Intelligent Spot Bracing ที่เชื่อมผนังตู้ด้านตรงข้ามอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการสั่นพ้องได้ดีกว่าโครงค้ำแบบดั้งเดิม เพื่อให้ได้โครงสร้างที่ให้เสียงบริสุทธิ์ การพัฒนาของ WHARFEDALE DIAMOND Series 12i นี้ จะนำมาใช้กับลำโพงทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นลำโพงวางขาตั้งแบบ 2 ทาง ไปจนถึงลำโพงตั้งพื้นแบบ 2.5 ทาง ทุกโมเดลในซีรีส์นี้ต่างถ่ายทอดบุคลิกเสียงเดียวกัน คือความสมดุลระหว่างเสียงที่ละเอียดอ่อนและพลังในการแสดงออกทางดนตรีที่เข้มข้น เมื่อขยับขึ้นไปยังรุ่นที่ใหญ่ขึ้น ผู้ฟังก็จะได้รับพลังเสียง เวทีเสียง และสเกลของดนตรีที่ยิ่งใหญ่ขึ้นตามลำดับ ลำโพง WHARFEDALE DIAMOND ที่พัฒนาใหม่ มีทั้งหมด 7 รุ่นคือ • ลำโพงวางหิ้ง : DIAMOND 12.0i, DIAMOND 12.1i, DIAMOND 12.2i • ลำโพงตั้งพื้น : DIAMOND 12.3i, DIAMOND 12.4i • ลำโพงเซ็นเตอร์ : DIAMOND 12.Ci • ลำโพง Dolby Atmos : DIAMOND 12.3Di ลำโพงรุ่นวางหิ้งหรือวางขาตั้งที่เราได้รับมาทำการทดสอบฟังแบบสดๆ ร้อนๆ นี้ ก็คือ DIAMOND 12.1i ที่พัฒนามาครบทุกกระบวนการของทีมวิศวกรดังกล่าวข้างต้น แม้จะเป็นลำโพงรุ่นเริ่มต้น แต่เมื่อได้ฟังแล้วต้องประทับใจ ยกให้เป็นลำโพงที่สุดแห่งปีเลยครับ WHARFEDALE DIAMOND 12.1 ที่ออกแบบและวางตลาดมานานกว่า 5 ปี ทางทีมวิศวกรได้สำรวจทุกคอมเม้นท์ของนักฟังทั่วโลก แล้วนำความต้องการของออดิโอไฟล์และแฟนคลับของ WHARFEDALE มาปรับปรุงประสิทธิภาพให้ยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น DIAMOND 12.1 รุ่นเดิมมีตัวเลือกผิวตู้ลายไม้สี่สี ได้แก่ ดำ ขาว วอลนัต และโอ๊คสีอ่อน ให้บุคลิกที่สุภาพ เรียบง่าย และคลาสสิก สำหรับ DIAMOND 12i Series WHARFEDALE ได้ปรับโฉมใหม่ด้วยโทนสีร่วมสมัยที่ให้ความรู้สึกสดใหม่มากขึ้น ได้แก่ Deep Black – ผิวสีดำกึ่งด้านที่ให้ความรู้สึกเรียบหรูและทันสมัย Stone Grey – สีเทากึ่งด้านที่โดดเด่นในสไตล์โมเดิร์น และเข้ากับการตกแต่งหลากหลายรูปแบบ Classic Walnut – การตีความใหม่ของลายไม้วอลนัต ผสานความอบอุ่นของไม้ธรรมชาติกับแผงหน้าสีดำกึ่งด้านอย่างสง่างาม คุณภาพของงานผิวและความประณีตของการประกอบตู้ลำโพงยังคงเป็นจุดเด่นสำคัญ ซึ่งถือว่าเหนือความคาดหมายอย่างมากเมื่อเทียบกับระดับราคาของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ใช้ไดรเวอร์กลาง/เสียงต่ำขนาด 5 นิ้ว หรือ 130 มม. ใช้วัสดุ Advanced PP Cone (Klarity) ที่มีความแข็งแกร่งและตอบสนองได้รวดเร็ว ส่วนไดรเวอร์เสียงแหลม มีขนาด 1 นิ้ว (25 มม.) แบบ Textile Dome เพื่อการกระจายเสียงที่กว้างและสะอาดเรียบเป็นธรรมชาติ ลำโพงให้การตอบสนองความถี่ 65Hz - 20kHz มีความไว 88dB (2.83V @ 1m) ค่าความต้านทานเฉลี่ย 8 โอห์ม โครงสร้างและการออกแบบเป็นตู้เปิดเบสรีเฟล็กซ์ โดยมีพอร์ตระบายลมอยู่ด้านหลังที่ผ่านการปรับจูนใหม่เพื่อประสิทธิภาพเสียงย่านต่ำที่ดีขึ้น จุดตัดความถี่ ครอสโอเวอร์ Frequency 2.6kHz โดยใช้เทคโนโลยี Linkwitz-Riley เพื่อการเชื่อมต่อของเสียงที่ราบรื่น ขนาดตัวตู้ สูง x กว้าง x ลึก (H x W x D) : 312 x 180 x 250 มม. น้ำหนัก 6.8 กิโลกรัมต่อข้าง ลำโพง DIAMOND 12.1i มีราคาต่อคู่ เพียง 11,000.- บาท ผลงานระดับคุณภาพสูงขนาดนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่โรงงานของ WHARFEDALE เพราะ WHARFEDALE สามารถผลิตได้เองทุกชิ้นส่วน ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ตัวขับเสียงไปจนถึงครอสโอเวอร์และตัวตู้ Test Report นี่คือปรากฏการณ์อีกครั้งของลำโพงในระดับเริ่มต้นของ WHARFEDALE ที่ท้าทายตลาดลำโพงออดิโอไฟล์ซึ่งมีราคาระดับหมื่นต้น เพราะเดิมที WHARFEDALE DIAMOND 12.1 ก็ครอบครองตลาดนี้อย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว ชนิดแทบไม่ปล่อยช่องว่างให้ใครแทรกได้ง่ายๆ เมื่อมีการอัพศักยภาพในรูปทรงเดิมขึ้นไปอีกระดับสู่ DIAMOND 12.1i หรือรุ่น Improve ก็คงจะทำให้ลำโพงรุ่นนี้ได้รับการตอบรับมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าพิเคราะห์กายภาพของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i นั้น เราอาจจะมองหาจุดแตกต่างจากรุ่นเดิมจากภายนอกได้ยากนิดนึง แต่จุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของ WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เมื่อเทียบกับรุ่น 12.1 เดิมก็คือการปรับปรุงภายในครับ เช่นท่อเบส (Bass Port) กับระบบควบคุมการไหลเวียนอากาศ (Airflow) ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการแดมปิ้งภายใน (Internal Damping) ซึ่งช่วยให้เสียงเบสมีความกระชับ ควบคุมพลังได้ดีขึ้น รวมถึงลดเสียงรบกวนจากตัวตู้ได้มากกว่าเดิม และยังมีการปรับมาตรฐานการผลิตไดรเวอร์ ให้มีความแม่นยำสูงขึ้นกว่ารุ่นเดิม เพื่อดึงประสิทธิภาพของวัสดุ Klarity ให้ออกมาอย่างเต็มที่ จากสายตาที่เราสามารถมองเห็นความแตกต่างจากภายนอกคือ เดิมทีรุ่น 12.1 แผงแบฟเฟิ่ลหน้าดำมัน แต่รุ่นใหม่ DIAMOND 12.1i แผงหน้าเป็นสีดำด้าน (Semi-matte Black) ให้สัมผัสที่ดูนุ่มนวล ลดการสะท้อนแสง และไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย พร้อมอักษรสกรีนโลโก้แบรนด์ WHARFEDALE มีขั้วต่อด้านหลังเป็นแบบ Single-wire แทนระบบเดิมซึ่งเป็นขั้ว 2 ชุดแบบ Bi-wire สำหรับตู้ที่ผมนำมาทดสอบจะเป็นผิววอลนัต ดูสวยงามคลาสสิกดีทีเดียว แน่นอนว่า การเปลี่ยนจากขั้วต่อสองชุดแบบไบร์-ไวร์ บางคนอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลนัก เพราะนี่ไม่ใช่การลดต้นทุน แต่เป็นการออกแบบด้วยเหตุผลเชิงวิศวกรรม ซึ่งผมจะขออนุญาตอธิบายสักเล็กน้อย ก่อนที่จะไปถึงผลของการทดสอบลำโพงนะครับ เนื่องจากลำโพงรุ่นใหม่ 12.1i มีการปรับค่าการจูนพอร์ตใหม่ เพื่อให้เสียงเบสกระชับขึ้น รวมถึงเสียงร้องมีมวลที่สมจริงและโดดเด่น เมื่อครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กถูกออกแบบให้เฟสเสียงแม่นขึ้น รวมถึงการแยกความถี่ชัดขึ้น การแยกขั้ว HF/LF สำหรับ Bi-wire จึงแทบไม่ให้ประโยชน์เพิ่มในลำโพงระดับนี้ พูดง่ายๆ คือ วิศวกรสามารถควบคุมการทำงานของตัวขับเสียงผ่านครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คได้ดีพอแล้ว และระบบขั้วต่อซิงเกิ้ลยังเป็นการ “ลดจุดเชื่อมต่อในทางเดินสัญญาณ” ที่เราอาจจะลืมไปว่าระบบ Bi-wire terminal จะมีตัวจั๊มเปอร์ และขั้วต่อและจุดสัมผัสโลหะเพิ่ม สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดระยะทางห่าง หรือการหน่วงขึ้นในเส้นทางสัญญาณ จากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า การใช้ Single terminal หรือขั้วต่อแบบเดี่ยว จะให้เส้นทางสัญญาณสั้นกว่า มีจุดสัมผัสน้อยกว่า ความต้านทานรวมต่ำกว่า แนวคิดนี้พบได้มากขึ้นในลำโพงระดับไฮเอ็นด์ยุโรปยุคใหม่ เราย่อมเห็นถึงการปรับตัวมาใช้ขั้วต่อซิงเกิ้ลเป็นส่วนใหญ่ เพราะผลทางเสียง มักจะไม่คุ้มกับความซับซ้อน และการต่อระบบไบร์-ไวร์ ที่ผมพบกับตัวเองส่วนใหญ่คือเกิด Phase Mismatch หรือเฟสผิดเพี้ยนได้ง่าย เมื่อภาคขยายแอมปลิไฟร์ไม่มีคุณภาพสูงสุดอย่างเพียงพอ และเราต้องยอมรับว่า ในลำโพงระดับเริ่มต้น ระบบ Bi-wire มักเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งทางการตลาดในยุคหนึ่งมากกว่าความจำเป็นทางด้านอะคูสติค และในกรณีของ WHARFEDALE 12.1i ในเมื่อต้องการขจัดปัญหาเสียงเบสและการควบคุมโทนัลบาลานซ์ จึงเลือกที่จะใช้ “เส้นทางสัญญาณที่สั้นและสะอาดที่สุด” เป็นหลักสำคัญ ก่อนทำการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงในการทดสอบ ผมได้วิเคราะห์ขนาดตู้ของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ต้องถือว่าเป็น “สัดส่วนทองคำ” เลยก็ว่าได้ สำหรับการใช้ตู้ลำโพงขนาดนี้ มีปริมาตรตู้ที่ 8.2 ลิตร (312 × 180 × 250 มม.) ถือว่ากำลังพอดีๆ กับห้องขนาดเล็ก ขนาดกลางทั่วไป ผมทำการจัดวางบนขาตั้งโลหะ ที่มีตัวรองของ Life Audio Signature Mellow รองรับ ซึ่งจะทำให้ขาตั้งมีความสูงอยู่ที่ 25 นิ้ว อัตราส่วนที่เซ็ตอัพลำโพงในห้องที่ลงตัวและสมดุลคือ จัดให้ลำโพงทั้งคู่ห่างกัน 1.85 เมตร ห่างผนังด้านหลัง 1.00 เมตร และห่างผนังด้านข้าง 76 เซนติเมตร สำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงคู่นี้สามารถนำไปเซ็ตอัพในห้องของท่าน ให้แตกต่างไปจากอัตราส่วนของผมได้นะครับ เพราะการเซ็ตกับลำโพงย่อมขึ้นอยู่กับขนาดของห้องด้วย ระยะการเบิร์นและวิธีการเบิร์น เพื่อให้ลำโพงพร้อมต่อการทำงานนั้น ให้ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์เศษ โดยเปิดเพลงสตรีมมิ่งจากสถานีวิทยุอินเตอร์เน็ตเรดิโอ ทิ้งไว้ทุกวันประมาณวันละ 10 ชั่วโมง รวมๆ 80 ชั่วโมง สำหรับผมคิดว่าลงตัวและพร้อมในการใช้งาน WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงที่มีบุคลิกโดดเด่น ก็คือเรื่องความสะอาดของเสียง และย่านความถี่เสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อเน้นฟังเพลงร้อง เราจะรู้สึกว่าเสียงร้องของศิลปินหลุดลอยออกมาโดดเด่นไม่แพ้ลำโพงที่แพงกว่านี้อีกหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว นี่อาจจะบอกเราได้ว่าความคุ้มค่าของลำโพงเล็กคู่นี้ นับว่า “ยืนหนึ่ง”อย่างแน่นอน DIAMOND 12.1i ให้เวทีเสียงที่เปิดกว้าง และแสดงจุดตำแหน่งดนตรี (อิมเมจ) ที่แม่นยำ นี่คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของลำโพงระดับราคานี้ ที่สามารถทำได้อย่างดีงามเลยครับ เป็นลำโพงเล็กที่มี Soundstage กว้างขวาง และให้เสียงลอยเด่นออกจากตู้อย่างอิสระอย่างน่าประหลาดใจ รวมทั้งยังให้คุณภาพเสียงที่สร้างอารมณ์เพลงที่ไพเราะได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งฟังนานๆ ก็ยิ่งอิ่มเอม DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงที่มีท่อพอร์ตออกด้านหลังก็จริง แต่เมื่อทดลองขยับลำโพงให้เข้าใกล้ผนังหลังมากถึง 30 เซนติเมตร ลำโพงก็ยังสามารถจูนเสียงต่ำหรือเบสลึกๆ ได้โดยไม่พร่าบวม ซึ่งเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (12.1) ก็ต้องถือว่าทำได้ดีกว่ามากทีเดียว นี่คือผลลัพธ์ในการปรับปรุงท่อเบสใหม่ ทำให้เสียงยังคงมีความสมดุล แม้จะวางลำโพงในพื้นที่จำกัดหรือใกล้ผนังก็ตาม กล่าวได้เลยว่าเป็นลำโพงขนาดย่อมที่ให้เสียงเบสที่ชัดเจนขึ้น และความถี่ต่ำลึกจะมีน้ำหนัก เสียงอิ่มและเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม การเชื่อมรอยต่อระหว่างย่านความถี่เสียงเบสและเสียงกลางมีความต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ฟังเพลงแนวป็อปแล้วพูดได้สั้นๆ ว่า “ติดใจ” ให้ความสุขในการฟังมากครับ อย่างไรก็ตาม WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงขนาดย่อมที่สามารถฟังเพลงได้หลากหลายสไตล์ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งเพลงในแนวคลาสสิก และสามารถฟังโพรเกรสซีพร็อก เพลงไทยยุคเก่า ได้อย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินอีกด้วย ผมทดสอบฟังเพลงหลายอัลบั้ม พบว่าเราสามารถท่องโลกดนตรีอย่างไร้ข้อจำกัดทั้ง Jazz, Vocal, Acoustic, Pop, Classical เรียกว่าทุกสไตล์ ลำโพงคู่นี้ทำได้ยอดเยี่ยมเกินคาดจริงๆ สรุปคือเป็นลำโพงที่มีคาแรกเตอร์ โทนอบอุ่น เข้าถึงง่าย ถ่ายทอดเสียงกลางที่อิ่ม รวมถึงเสียงร้องเป็นธรรมชาติ ฟังได้นานโดยไม่เบื่อล้า ให้ความเป็น Musical ที่สูงยิ่ง แทบไม่เคยเจอคุณสมบัติยอดเยี่ยมแบบนี้มาก่อนเลยในลำโพงที่วางราคาไว้เพียงหนึ่งหมื่นต้นๆ เช่นนี้ DIAMOND 12.1i จึงเป็นหนึ่งในลำโพง Bookshelf ที่ “คุ้มค่าที่สุด” ในช่วงราคาประมาณหนึ่งหมื่นกว่าบาท เพราะให้เสียงในแบบมิวสิคคัลฟังสบายเข้าถึงง่าย เข้ากับแอมป์ได้ง่ายอีกด้วย เพราะไม่เกี่ยงแอมป์ทั้งกำลังขับปานกลาง กำลังขับสูง แอมป์หลอด หรือทรานซิสเตอร์ สิ่งที่ผมรู้สึกทึ่งอีกประการหนึ่งคือ คุณภาพของตัวขับเสียงต่ำที่ให้คุณภาพของเบสดีมากด้วย ขนาดเพียง 5 นิ้ว แต่เหมือนเราได้ฟังจากวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ รวมถึงเสียงแหลมที่เป็นธรรมชาติ รื่นรมย์ กลมกลืนทุกย่านความถี่ ฟังสบายในระยะยาว ถ้าจะกล่าวว่า WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นเพชรหรืออัญมณีแห่งเสียงที่ทรงคุณค่าก็ไม่ผิดความจริงเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นผู้ที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียง โดยเฉพาะท่านที่เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาในเส้นทางไฮไฟ และอยากใช้งบประมาณให้คุ้มค่าอย่างถึงที่สุด จะต้องไม่พลาดในการค้นพบประสบการณ์จากลำโพงคู่พิเศษที่สุดในรอบปี ฟัง…แล้วคุณจะเชื่อว่า เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ลำโพงคู่ละหนึ่งหมื่นบาท สามารถสร้างความตื่นตะลึงและประทับใจให้คุณได้อย่างไม่มีวันลืม Reference: Audiolab 9000CDT CD Transport NAD M51 DAC QUAD 3 Integrated Amplifier NAD C3050 Integrated Amplifier Marantz PM4 Esotec Integrated Amplifier Manley Stingray Tube Amplifier WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ราคา 11,000.- บาทต่อคู่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
Acoustic Energy AE300² ธรรมชาติแห่งดนตรี ลำโพง Acoustic Energy AE300² หรือ AE300 MK2 เป็นลำโพงที่มีการปรับปรุงใหม่ ด้วยคุณสมบัติเด่นในการพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นเดิม โดยการนำเทคโนโลยีจากรุ่นเรือธงอย่าง Corinium มาปรับใช้เพื่อให้ได้เสียงที่สมดุลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยมีจุดเด่นหลักๆ คือ พัฒนาวัสดุสำหรับกรวยไดรเวอร์ขับเสียงเสียงต่ำ ด้วยวัสดุผสม Paper/Coconut Fibre ขนาด 120 มิลลิเมตร ที่ผลิตขึ้นรูปจากกระดาษผสมเส้นใยมะพร้าว ช่วยให้เสียงมีความนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ มีความชัดเจนของหัวโน้ตที่ฉับไวในแบบเดียวกับกรวยอลูมิเนียมดั้งเดิม แต่จะได้ความผ่อนคลายเป็นธรรมชาติเสียงได้มากกว่า ทำไมต้องใช้กรวยผสมเส้นใยมะพร้าวและกระดาษ? ความโดดเด่นในการผสมผสานข้อดีของวัสดุธรรมชาติ 2 ชนิดเข้าด้วยกัน จะให้ผลประการแรกคือ น้ำหนักที่เบาแต่แข็งแกร่ง (Rigidity) เพราะใยมะพร้าวมีความเหนียวและแข็งแรงในเชิงโครงสร้างสูงมาก เมื่อนำมาผสมกับเยื่อกระดาษก็จะช่วยให้กรวยลำโพงมีความแข็งแกร่งขึ้น การผลักอากาศไม่เสียรูปทรงได้ง่ายเมื่อต้องขยับตัวแรงๆ เพื่อสร้างเสียงเบส ประการต่อมาคือค่าแดมปิ้ง หรือการหยุดตัวที่ยอดเยี่ยม (High Internal Damping) วัสดุจากธรรมชาติมีคุณสมบัติในการซับแรงสั่นสะเทือนในตัวได้ดีกว่าโลหะ ทำให้เสียงไม่มีอาการ “สั่นค้าง” หรือหางเสียงหน่วงๆ จึงส่งผลต่อเสียงกลางที่สะอาดและเป็นธรรมชาติ ผลในเรื่องของความฉับไว หรือ Transient Response อันเนื่องจากกรวยที่มีน้ำหนักเบา มวลรวมของไดรเวอร์จึงตอบสนองต่อสัญญาณได้รวดเร็ว สร้างหัวโน้ตที่คมชัด ไม่เบลอบวม ไม่สั่นค้าง จึงสนองตอบเพลงที่มีจังหวะชับได้ดี ประการสุดท้ายคือให้ค่าความเพี้ยนต่ำ เพราะการผสมใยมะพร้าวช่วยลดการเกิด “Break-up mode” หรือการบิดเบือนของแผ่นกรวยในย่านความถี่กลางสูง ทำให้รอยต่อระหว่างเสียงกลาง จากวูฟเฟอร์ และเสียงแหลมจากทวีตเตอร์ มีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน นี่คือการนำเอา “ความนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ” ของกระดาษ มารวมกับ “ความแรงและแม่นยำ” ของใยมะพร้าว ทำให้ได้เสียงที่ทั้งสมจริงและมีพลัง ทวีตเตอร์โดมผ้า ซอฟท์โดมขนาด 29 มิลลิเมตร ให้เสียงแหลมที่เปิดกว้าง และละเอียดอ่อนเป็นธรรมชาติ พร้อมการออกแบบที่มีแผ่นนำคลื่นแบบ Wide Dispersion Technology (WDT) เพื่อให้เสียงกระจายตัวได้ดีและสมูท แม้ผู้ฟังจะอยู่นอกสวีทสปอต หรือแกนลำโพงก็ตาม ความน่าสนใจของแผ่นรูปทรงกรวยตื้นที่ล้อมรอบทวีตเตอร์ คือเทคโนโลยี Wide Dispersion Technology (WDT) ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ มีหน้าที่สำคัญในการสร้างจุดหลัก หรือ Sweet Spot ที่กว้างมากขึ้น ดังนั้นเสียงแหลมจะทำได้กว้างและสม่ำเสมอทั่วทั้งห้อง ทำให้ผู้ฟังไม่ต้องนั่งตรงกลางแบบฟิกซ์ โดยยังได้มิติเสียงที่ชัดเจน WDT ช่วยลดการหักเหของเสียง หรืออาการ Diffraction เป็นการช่วยจัดระเบียบรอยต่อของเสียงระหว่างทวีตเตอร์กับวูฟเฟอร์ให้มีความราบรื่นไปในตัว ช่งยลดปัญหา “เสียงโดด” อันเกิดจากรอยต่อที่ต้องผสานกันของครอสโอเวอร์อีกด้วย WDT ยังช่วยสร้างความสมดุลของมิติเสียง ควบคุมทิศทางไม่ให้สะท้อนกับผนังห้องมากเกินไป เป็นผลถึงเวทีเสียง ความลึก และตำแหน่งชิ้นดนตรีที่แม่นยำยิ่งขึ้น สำหรับตัวตู้ลำโพงนั้น จะใช้เทคโนโลยี RSC (Resonance Suppression Composite) โดยตัวตู้ทำจากไม้ MDF หนา 18 มม. เสริมด้วย Bitumen ซึ่งเป็นวัสดุสารประกอบทางไฮโดรคาร์บอร์นที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ เพื่อลดการสั่นค้างและการก้องกังวานของตัวตู้ ทำให้เสียงที่ออกมามีความสะอาดและเที่ยงตรงสูง พร้อมด้วยพอร์ตระบายเบสทรงสล็อต (Slot-shaped Rear Port) ช่วยลดเสียงรบกวนจากการไหลเวียนอากาศ ทำให้ได้เสียงเบสที่สะอาดและควบคุมได้ง่าย ลำโพง Acoustic Energy AE300² มีดีไซน์มินิมอล มาพร้อมหน้ากากผ้าแบบแม่เหล็ก และผิวสัมผัสแบบ Silk-Touch Matte (สีดำและสีขาว) หรือสีวอลนัทที่ดูทันสมัย และกลมกลืนกับห้องได้ง่าย ลำโพงให้ผลการตอบสนองความถี่ครอบคลุมตั้งแต่ 42Hz – 29kHz ได้เสียงที่ครบทั้งย่านต่ำที่กระชับ และย่านสูงที่สดใส มีค่าความไวปานกลางอยู่ที่ 86dB SPL แต่ก็เป็นลำโพงที่เข้ากับแอมป์ได้หลากหลาย ตั้งแต่แอมป์หลอดไปจนถึงอินทิเกรตแอมป์สมัยใหม่ทั่วไป จากการทดสอบพบว่าเป็นลำโพงที่เหมาะกับห้องขนาดเล็กถึงขนาดกลางโดยทั่วไป การเซ็ตอัพง่าย เราสามารถจัดเซ็ตเข้ากับแอมป์ขยายเสียงได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแอมป์คลาส A คลาส AB หรือคลาส D รวมถึงภาคขยายหลอดสุญญากาศ เนื่องจากเป็นลำโพงที่ให้เสียงที่ค่อนข้างละมุนละไม โทนซอฟท์ๆ จึงไม่เกี่ยงแอมป์ แต่อย่างใด หลังจากวางตลาดได้ไม่นาน ลำโพง Acoustic Energy AE300² ได้รับเสียงชื่นชมมากทีเดียว โดยเฉพาะWhat Hi-Fi? UK จัดให้เป็นลำโพงระดับ 5 ดาว และคว้าตำแหน่ง “Product of the Year 2025” ในหมวดลำโพงวางหิ้งอีกด้วย Test Report ผมได้รับ Acoustic Energy AE300² ตู้สีขาวน่ารักมาทดสอบ เป็นลำโพงที่ขับเสียงง่ายมาก การจัดวางตู้ซ้ายและขวา ห่างกันในระดับ 1.75 เมตร ภายในห้องทดสอบฟัง ซึ่งดูจะลงตัวมาก และการขยับปรับตำแหน่งไม่นานนักก็ลงตัว เรียกว่าไม่มีอะไรจู้จี้จุกจิกเลยแม้แต่น้อย เป็นลำโพงที่สามารถเซ็ตให้ลงตัวได้ง่ายครับ สิ่งที่แนะนำเป็นเบื้องต้นก็คือ สมควรเบิร์นลำโพงทิ้งไว้อย่างน้อยประมาณ 100 ชั่วโมง ก่อนถึงช่วงเวลาที่ฟังอย่างจริงจังครับ สำหรับการตอบสนองความถี่จากความถี่สูงสุด จนถึงเสียงต่ำสุดราบรื่น จัดได้เลยว่านี่คือหนึ่งในลำโพงที่มี “โทนัลบาลานซ์” ดีเยี่ยม เป็นบุคลิกของการถ่ายทอดเสียงอย่างสมดุลและเที่ยงตรงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน ต้องนับว่า Acoustic Energy AE300² สามารถแสดงความเหนือชั้นในลำโพงกลุ่มสามหมื่นบาท ในด้านความสมดุลเสียงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งหนึ่งที่น่ายกย่องก็คือเรื่องโทนเสียง สะอาด และรักษาความเป็นธรรมชาติเนื้อแท้ของดนตรี แบบไม่มีอะไรที่ขาด หรือไม่มีอะไรที่เกินกว่าความเป็นจริง ให้ความบาลานซ์และความแม่นยำ ด้วยการรักษาเฟสเสียงได้กลมกลืนอย่างยิ่ง Acoustic Energy AE300² แม้จะโดดเด่นในความเป็นธรรมชาติของเสียง รวมถึงความอบอุ่นละมุนละไม แต่กระนั้นก็สามารถตอบสนองกับพลังแรง หรือโหมกระหน่ำกระแทกกระทั้นกับเพลงบางประเภทที่ต้องการไดนามิกเข้มข้นได้เป็นอย่างดี ค่าความไวตอบสนองต่อสัญญาณเสียงฉับไว ที่นับว่าก้าวกระโดดจากรุ่นเดิม (AE300) มาพอสมควรครับ คือผมอยากชี้ให้เห็นว่า AE300² มีความสามารถในการแจกแจงรายละเอียดเสียง ที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนหน้า และยังคงรักษาความสนุกสนานมีชีวิตชีวาที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้ นอกจากคุณภาพเสียงที่มีความรู้สึกไพเราะรื่นหูตลอดช่วงการฟังเป็นระยะเวลายาวนานแล้ว โดยส่วนตัวแล้วผมยังชื่นชอบงานประกอบตู้ที่ประณีตของลำโพงด้วยว่าสง่างาม ฝีมือเทียบเคียงกับลำโพงระดับไฮเอ็นด์ระดับเรือนแสนได้เลย จุดที่เด่นมากอีกประการหนึ่งของลำโพงรุ่นนี้ก็คือ Soundstage และตำแหน่งชิ้นดนตรี Acoustic Energy AE300² ให้เวทีเสียงกว้างมากๆ รวมถึงการแยกตำแหน่งเครื่องดนตรีแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเวอร์ชั่นแรก บางครั้งฟังแล้วเหมือนได้รับเสียงที่ลอยอยู่ข้างหน้า เกินขอบเขตการวางหรือตำแหน่งที่ตั้งของลำโพง บอกได้เลยว่านี่เป็นความสามารถที่เหนือชั้นจริงๆ Acoustic Energy แสดงถึงพัฒนาการลำโพง แบบก้าวกระโดดอย่างมาก บางครั้งหลับตาฟังแล้ว แทบหาไม่เจอว่าลำโพงอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการออกแบบด้านการกระจายเสียงนั้น ทำได้ดีมากๆ เสียงมีไดเมนชั่น กว้าง ลึก และน้ำหนักของเสียงทุ้มเต็มอิ่ม ประดุจนั่งฟังลำโพงตั้งพื้นชั้นดีเลยทีเดียว ผมทดสอบฟังทั้งเพลงป็อป แจ๊ส รวมทั้งความยิ่งใหญ่ของวงดนตรี Orchestra หลายหลากสไตล์ โดยไม่มีข้อจำกัดแต่อย่างใด น่าประทับใจที่ Acoustic Energy AE300² เป็นลำโพงที่ไม่กินกำลังขับจากแอมป์ เพียงแค่ว่าถ้าคุณอยากได้พลังในเชิงสร้างสรรค์และเสียงที่ “ฟูลสเกล” เต็มห้อง ขอแนะนำว่า ให้ใช้ภาคขยายที่มีพลังสูงจะทำให้ลำโพงเปล่งศักยภาพได้ยิ่งใหญ่ได้เกินคาดเลยทีเดียว Acoustic Energy AE300² ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นลำโพงที่สร้างสรรค์เสียงดนตรีจากแหล่งต้นฉบับได้อย่างแม่นยำ ไม่มีการเติมสีสันใดๆ เกินจริงทั้งสิ้น นำพาผู้ฟังให้ได้เข้าถึงธรรมชาติและรายละเอียดอันไพเราะเสนาะโสต ที่ต้องเรียกขานว่า คือลำโพงในระดับที่ “คุณภาพเหนือราคา” ต้องชื่นชมว่าเป็นลำโพงรุ่น “ยกกำลังสอง” ที่ทีมวิศวกรของเขาพัฒนาได้อย่างน่าประทับใจอย่างถึงที่สุดครับ Reference: • NAD C3050 Streaming Amplifier • Audio Innovation 500 Series Tube Amplifier • QUAD 3 Streaming Amplifier • Audiolab 9000 CDT SACD Transport • NAD M51 DAC • NAD C588 Turntable Acoustic Energy AE300² ราคาคู่ละ 29,700.- บาท มีให้เลือกหลักๆ 3 สี ได้แก่ สีดำ (Matte Black), สีขาว (Matte White) และสีวอลนัท (Walnut) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Harbeth NLE-1 นำคุณเข้าถึงความเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ ในงานแสดงเครื่องเสียง High End Munich 2025 ที่เยอรมัน ผมไปสะดุดตากับลำโพงแอคทีฟ จาก Harbeth แรกสุดก็ออกจะแปลกใจไม่น้อย ที่บริษัทผู้ผลิตลำโพงแนวอนุรักษ์นิยมเค้าคิดอย่างไรถึงได้นำเสนอลำโพงกึ่งสตูดิโอมอนิเตอร์แบบนี้ออกมา และแม้แต่ข่าวคราวจากคุณ อลัน ชอว์ ก่อนหน้า ก็ไม่เคยปริปากว่าจะหันมาทำแนวแอคทีฟสปีกเกอร์ อย่างไรก็ตามลำโพงแนวแอคทีฟนั้น ก็ไม่ใช่ของใหม่ มีการใช้งานกันในสตูดิโอมาตั้งแต่ยุค 1990 และลำโพง BBC Monitor LS3/5A ที่ถูกผลิตส่งให้กับทาง British Broadcasting Corporation (บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะแห่งสหราชอาณาจักร) นั้น จะมีการผนวกเอาเพาเวอร์แอมป์ของ QUAD ยึดติดไว้ด้านหลังตู้ลำโพง ให้ทำงานแบบ Active มานานแล้ว ซึ่งแตกต่างจากไปจากลำโพง LS3/5A เวอร์ชั่นใช้งานในบ้าน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ บริษัทผู้ผลิตลำโพงชื่อดัง ต่างเริ่มเปิดตลาดลำโพงแอคทีฟสำหรับโฮมออดิโอ ในช่วงปี 2000 กันมากขึ้น โดยนำพื้นฐานลำโพงพาสซีพมาดีไซน์ใหม่ ด้วยการผนวกภาคขยาย ทำเป็นแอคทีฟสปีกเกอร์ คงต้องแยกแยะลำโพงประเภท Active Speaker ออกจากลำโพง Bluetooth หรือ Wi-Fi Active Speaker และ Streaming Active Speaker ที่เป็นลำโพงไร้สายซึ่งจะเป็นคนละตลาดกันนะครับ เพราะลำโพงในกลุ่ม Active Speaker แบบออดิโอไฟล์นั้น ไม่ได้ใส่ฟังก์ชั่นไร้สายมาให้ ถ้าคิดในแบบผม ในฐานะคนฟังเพลง เล่นเครื่องเสียง และทำงานในสตูดิโอมาบ้าง ก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไม Harbeth จึงเลือกเปิดตลาดลำโพงแอคทีฟในช่วงเวลาปัจจุบัน เพราะระบบการฟังเพลงนั้นได้เริ่มเข้าสู่โหมดที่ต้องการความสะดวก ลดความซับซ้อนลงไปอย่างมากนั่นเอง ผมมีลำโพง Harbeth P3ESR 40th Anniversary ที่ซื้อไว้ใช้งานส่วนตัว ในการแมตช์แอมป์กับลำโพง P3ESR ต้องใช้เวลาตกผลึกความคิด ในการจับคู่แอมป์ดีๆ ให้ลำโพงเหมือนกัน เพราะมีอัตราเสี่ยงที่แอมป์อาจจะไม่เข้ากันกับลำโพงได้เช่นกัน แล้วถ้ามีการแมตช์ชิ่งแอมป์ใส่มาให้ในลำโพงรุ่น P3ESR จากโรงงาน จะเป็นเช่นไร? คำตอบก็คงจะออกมาในวันนี้คือ Harbeth NLE-1 นี่แหละครับ ลำโพงในตระกูลใหม่ NLE หรือ “New Listening Experience” เป็นการนำเสนอประสบการณ์การฟังแบบใหม่ ซึ่งสะท้อนแนวคิดหลักของลำโพงซีรีส์นี้ ด้วยการพัฒนาลำโพงให้แตกต่างจากอดีตของแบรนด์ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่บรรจุแอมป์ขับเสียง และระบบปรับแต่ง DSP ให้อยู่ภายในตัวลำโพง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่แม่นยำและตอบสนองในสภาพแวดล้อมจริงได้ดีขึ้นกว่าเดิม Harbeth ดีไซน์ลำโพงตระกูลแอคทีฟซีรีส์ NLE ออกมาสองรุ่นคือ รุ่น NLE-1 และ NLE-3 (ระบบสามทาง) สำหรับการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ตัวแทนโดยบริษัท บูลด๊อก ออดิโอ จำกัด ได้นำเข้าเฉพาะรุ่น NLE-1 ก่อน ลำโพง NLE-1 มาพร้อมเทคโนโลยีไดรเวอร์ RADIAL ที่พัฒนาและผลิตภายในบริษัทของ Harbeth เอง โดยมีระบบ DSP (Digital Signal Processing) ช่วยควบคุมการทำงาน ขับเคลื่อนด้วยโมดูลแอมปลิไฟเออร์แบบ Class D เพื่อให้เราได้เพลิดเพลินกับบทเพลงโปรดอย่างเต็มอรรถรส โดยไม่ต้องกังวลว่า ซื้อลำโพงมาแล้วจะใช้แอมป์อะไรขับ แค่แหล่งโปรแกรมต้นทาง อาทิ สตรีมเมอร์ เครื่องเล่นซีดี เพียงเครื่องเดียว ก็ทำให้ฟังเพลงโปรดได้โดยสะดวกสบาย ตัวขับเสียงทั้งชุดใน NLE-1 เท่าที่ทราบคือไดรเวอร์ชุดเดียวกับรุ่น P3ESR นั่นเอง โดยถูกออกแบบให้เป็นลำโพงแบบ 2 ทาง ประกอบด้วยไดรเวอร์มิด-เบส RADIAL ขนาด 110 มิลลิเมตร และทวีตเตอร์โดมขนาด 19 มิลลิเมตร ที่ใช้สารแม่เหล็กเหลว Ferrofluid-cooled ช่วยระบายความร้อน ซึ่งมีผลต่อการ “ลดการบิดเบือนของเสียงแหลมได้ดี” เมื่อใช้งานระยะยาวนาน ลำโพงให้ช่วงตอบสนองความถี่ครอบคลุมตั้งแต่ 75Hz ถึง 20kHz (±3 dB) มีภาคขยายแบบคลาส D ขนาดกำลังขับ 50 วัตต์ สองชุด (รวม 100 วัตต์) ต่อตู้ แยกขับแบบไบร์-แอมป์ให้ทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์โดยตรง ภายในได้ออกแบบวงจร DSP ที่ถูกจูนมาเพื่อให้ได้โทนเสียงที่เป็นกลางและชัดเจน ควบคุมการแบ่งย่านความถี่และการตอบสนองเสียงอย่างละเอียด มีสวิตช์ Bass Enhancer / Personality Mode สามโหมด สำหรับลักษณะเสียง 3 แบบ (A/B/C) เพื่อเสียงที่เหมาะกับห้อง หรือเพิ่มความลึกของเบสเมื่อฟังที่ระดับความดังต่ำๆ ด้านหลังมีโวลุ่มปรับระดับความดัง ช่องอินพุต XLR และ RCA ช่องต่อสายไฟ AC พร้อมสวิตช์ปรับ DSP สามโหมดดังกล่าว ขนาดลำโพง NLE-1 มีหน้าแคบกว่า P3ESR (แต่จะลึกกว่า) ใช้ระบบตู้ปิด Acoustic Suspension ผนังหนา ด้วยขนาดความสูง 275 มิลลิเมตร × กว้าง 166 มิลลิเมตร × ลึก 230 มิลลิเมตร เพื่อประสบการณ์แปลกใหม่ ลำโพงรุ่นนี้จะมีเอกลักษณ์สีสันของตู้ ที่เลือกได้หลากสี ทั้ง Satin Black, Satin White, Titanium Gray, Ivory Sand, Midnight Blue, Racing Gray, Crimson Red เรียกว่าจัดตามไลฟ์สไตล์ได้เลยครับ ส่วนที่ออกจะแปลกคือ ลำโพงมีครอบเพลทหน้าที่ผลิตจากไม้เคลือบสี มีการวางมุมแอ่งเว้าเหมือนเป็น Waveguide ที่จะปิดลงไปครอบตัวไดรเวอร์ หรือถอดออกด้วยการยึดติดแบบแม่เหล็ก ผมอยากเรียกว่าเป็นหน้ากากซ้อน หรือ “แบบเฟิลซ้อนหน้าลำโพง” เพื่อจูนดิฟเฟรคชั่น และควบคุมทิศทางยิงเสียง ซึ่งจะขอไปอธิบายในผลการทดสอบเสียงนะครับ Test Report ชุดฟังหลักที่ประกอบการทดสอบ คือนำเอา NAD C3050 มาตัดภาคเพาเวอร์ออก แล้วใช้เฉพาะ Pre-Out ส่วนอีกชุดหนึ่งที่สลับใช้คือ พาสสีพปรีแอมป์ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier โดยต่อสายสัญญาณ RCA ยาวข้างละ 1.50 เมตร ไดเร็คตรงๆ เข้าช่องรับสัญญาณของ NLE-1 แหล่งโปรแกรมมี DENON DCD 2500ne / NAD M51 DAC / NAD C588 Turntable นานเหลือเกินที่ผมไม่ได้มีโอกาสฟังลำโพงแนวสตูดิโอมอนิเตอร์ระบบแอคทีฟเช่นนี้ และ Harbeth NLE-1 จะเป็นคู่แรกในปี 2026 ดังนั้นอยากให้ได้รายละเอียด และข้อเปรียบเทียบที่ชัดเจนที่สุด ขอหยิบยกเอาลำโพง Harbeth P3ESR 40th Anniversary เป็นบรรทัดฐาน ด้วยการฟังทบทวนสักสองสามชั่วโมงเพื่อจดจำ เมโมรีคาแรคเตอร์ เสียงในแบบที่เราชื่นชอบให้ขึ้นใจ ก่อนที่จะก้าวไปสู่การทดสอบลำโพงแอคทีฟรุ่นล่าสุดของ Harbeth NLE-1 ที่มีส่วนคล้าย P3ESR มากที่สุดในแง่ของชุดตัวขับเสียง แต่ผนังตู้และชุดครอสโอเวอร์อาจจะต่างออกไป สำหรับการทดสอบฟัง Harbeth NLE-1 นั้นจะใช้วิธีทดสอบสองรูปแบบหลัก 1. การฟังแบบ Nearfield ก็คือนำลำโพงมาตั้งในลักษณะเดียวกับการทำงานในสตูดิโอ ให้ลำโพงมอนิเตอร์คู่นี้อยู่ใกล้ชิดผู้ฟังที่สุด วางลำโพงห่างกันซ้ายขวาจะไม่เกิน 1.10 เมตร และลำโพงอยู่ห่างเราหรือจุดนั่งฟังเพียงครึ่งเมตร เหมือนย้อนกลับไปใช้งานในสตูดิโอเลย (ปรับโหมด DSP โหมด C จะเหมาะที่สุดกับการฟัง Nearfield) 2. และรูปแบบที่สองก็คือ การฟังในแบบออดิโอไฟล์ทั่วไป ใช้วิธีการเซ็ตอัพลำโพงไว้บนขาตั้งสูง 24 นิ้ว ครั้งนี้ผมได้ทดสอบระหว่างขาตั้งไม้ และขาตั้งโลหะด้วย ซึ่งใช้ได้ทั้งสองรูปแบบนะครับ ไม่มีข้อจำกัดเหมือนลำโพง P3ESR ที่กำหนดให้ใช้เฉพาะขาตั้งไม้เท่านั้น คือรวมๆ ผลของการใช้ขาตั้งนั้น เสียงจะไม่ต่างกันมาก บุคลิกเสียงคล้ายกับลำโพงรุ่นปกติอย่างเช่น Harbeth P3ESR แต่ก็แปลกตรงที่ว่าเมื่อใช้กับขาตั้งโลหะผมกลับฟังได้ผลที่ดีกว่าโดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเสียง NLE-1 ได้บุคลิกหลากหลายอารมณ์กว่าลำโพง P3ESR เนื่องจากมีให้ปรับโหมดการฟังได้สามบุคลิกด้วย DSP เช่นที่โหมด A จะเหมาะกับการฟังแบบเซ็ตอัพบนขาตั้ง หรือแนวออดิโอไฟล์ที่สุด แต่ถ้าตั้งห่างผนังห้องมากเบสจางลง อาจจะปรับมาที่โหมด B เพิ่มความถี่ต่ำได้ หรือถ้าวางลำโพงชิดผนังมากก็ปรับมาที่โหมด C ด้านหลังลำโพงจะมีช่องต่อสายไฟ AC มาให้ รวมถึงปุ่มเร่ง-ลดระดับโวลุ่ม และสวิตช์เลือกคาแรคเตอร์เสียงด้วยระบบ DSP ภายในจะกำหนดค่าเอาไว้ 3 ค่า A/B/C สำหรับการปรับค่า ความดังด้วยโวลุ่ม ทางผู้ผลิตแนะนำว่าจะเร่งไว้สุดเลยก็ได้ แล้วไปคอนโทรลระดับเสียงที่ต้นทาง ปรีแอมป์หรือแหล่งโปรแกรมในการทดสอบผมเร่งระดับไว้แค่กึ่งกลาง หรือที่ 12 นาฬิกา คิดว่าเหมาะสมที่สุดในทางปฏิบัติกับการฟังทั้งจากสตรีมมิ่ง ซีดี และแผ่นเสียง แหล่งโปรแกรมหลักสำหรับฟังเพลง จากสตรีมมิ่งด้วยแอป Blue Os เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเรดิโอ และ TIDAL Spotify และสลับฟัง CD และเครื่องเล่นแผ่นเสียง เปรียบเสมือนว่า NAD C3050 คือศูนย์กลางการส่งผ่านดนตรีไปขยายเสียงยังลำโพง NLE-1 โดยตรงนั่นเอง ผมขอพูดถึงคุณภาพเสียงโดยรวมและคาแรกเตอร์ที่ได้จากลำโพง NLE-1 ก่อนนะครับ ว่าควรตั้งค่าไว้ที่โหมด A ซึ่งเป็นโหมดหลักที่ผู้ผลิตแนะนำ ถ้าหากเราต้องการได้เสียงที่แฟลตที่สุด และดูเหมือนว่าโหมดนี้ เสียงจะมีคาแรกเตอร์คล้ายการฟัง Harbeth P3ESR มากที่สุดด้วย โดยโหมด A จะให้โทนเสียงที่สะอาดสะอ้าน เสียงกลางหรือเสียงร้องชัดเจน รายละเอียดต่างๆ ดูเหมือนหลุดทะลุมิติออกมาอย่างครบถ้วน ให้เสียงเที่ยงตรงเหมือนต้นแหล่งการบันทึกเสียงของสตูดิโอ ตรงจุดปรับโหมดเลือกเสียง ตรงนี้ถือว่าสำคัญ มันจะทำให้เราเลือกคาแรกเตอร์ของเสียงตามความพึงพอใจ หรือปรับแต่งไปตามความจำเป็นของ Acoustic ห้อง โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงมากนัก ซึ่งขอสรุปดังนี้ A – Natural / Reference ที่ให้โทนสมดุล เป็นกลางที่สุด เป็นการจูนแบบมาตรฐานของโรงงาน เหมาะกับห้องที่อะคูสติกค่อนข้างดี ส่วนตัวผมชอบโหมดนี้มากที่สุด เสียงมีความชัดเจน มีความเป็นธรรมชาติ สมจริง โทนัลบาลานซ์ยอดเยี่ยม (ละม้ายการฟัง P3ESR) B – Warm / Rich โหมดนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักย่านกลาง–ต่ำเล็กน้อย ทำให้เสียงอิ่ม หนานุ่ม ฟังสบาย เหมาะกับห้องที่ค่อนข้างโปร่ง กว้าง หรือมีความจำเป็นในสถานการณ์ที่จะต้องตั้งลำโพงห่างผนังห้องออกมามากกว่าปกติ จนทำให้เบสรู้สึกเบาบาง การปรับตรงนี้อาจจะมีผลที่ดีกับเพลงที่ต้องการน้ำหนักเสียงและแรงกระแทกกระทั้นสนุกสนาน หรือการฟังเพลงในสไตล์ที่ต้องการความอบอุ่นและน้ำหนักเสียงที่มีชีวิตชีวา โหมดนี้ถือว่าเหมาะสมมากเช่นเดียวกัน โดยเหตุที่สวิตช์ปรับโหมด B นั้น ได้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มพลังเสียงต่ำอีกหนึ่งอ็อกเทฟ ดังนั้นประโยชน์ที่ตามมาอีกส่วนหนึ่งคือ เมื่อฟังในระดับเสียงที่เบาลงมากๆ ก็ยังจะ ช่วยให้ได้เสียงเบสที่ลึกขึ้นโดยไม่เพิ่มความทึบหรือทำให้เสียงหนักเกินไป เหมาะการฟังเพลงในระดับความดังต่ำ แต่ต้องการให้มีรายละเอียดครบถ้วน C – Open / Clear สวิตช์มาตรงนี้ ปลายแหลมเปิดขึ้น โปร่ง รายละเอียดชัด เบสกระชับขึ้นเล็กน้อย เหมาะกับห้องที่มีการซับเสียงมาก หรือเมื่อจำเป็นต้องวางลำโพงใกล้ชิดผนัง แล้วอยากได้โทนสดใสขึ้น ซึ่งบางครั้งผมว่ามันน่าจะเหมาะกับการฟังในลักษณะใกล้ชิด (Nearfield) ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ โหมด A เสียงแฟล็ตเที่ยงตรง, B เสียงอุ่นหนา และ C โปร่ง ชัดกระจ่าง เมื่อทดลองฟังแบบวางลำโพงบนขาตั้ง แล้วเซ็ตอัพแบบออดิโอไฟล์ ใช้โหมดปรับเสียงทั้งสามโหมดนี้ ก็ทำให้เราเหมือนได้ฟังลำโพงที่มีบุคลิกต่างกันเล็กน้อย ถึงสามคู่เลยทีเดียว ยังไม่นับถึงวิธีการฟังโดยถอดเอาแผ่นแบบเฟิลที่ซ้อนด้วยระบบแม่เหล็กออกไป ซึ่งตรงนี้ก็จะให้คาแรกเตอร์ไปอีกแบบหนึ่ง ที่ผมจะขออธิบายผลจากการทดสอบดังต่อไปนี้ แผ่นหน้า (Overlay baffle trim) ยึดด้วยแม่เหล็ก เพลทตัวนี้จะไม่ปิดตัวขับเสียงเลย จึงดูเหมือน “แบบเฟิลซ้อนแบบเฟิล” มากกว่าจะเป็นแค่หน้ากากลำโพง ที่ผู้ผลิตตั้งใจทำมาเพื่อความยืดหยุ่นด้านอะคูสติก แม้ตัวฝาหน้าจะคว้านช่องไว้เป็นแอ่ง ที่ไม่ปิดดอกลำโพง แต่รูปทรงและขอบของแผ่นหน้ามีผลต่อการเลี้ยวเบนของคลื่นเสียง (edge diffraction) รวมถึงการการกระจายเสียง (dispersion) ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องย่านกลาง–แหลมอย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ใช่ปิดเอาไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น นี่คือความชาญฉลาด ด้วยการใช้เป็นเครื่องมือไฟน์จูนอะคูสติคแบบถอดได้ และเมื่อปิดเพลทหน้าแบบแม่เหล็กนี้แล้ว ก็จะทำให้เรียบหรูไม่มีรูน็อตให้เห็น เปลี่ยนลุคการมองที่ดูทันสมัยขึ้น ในเชิงทฤษฎี มันช่วยลดไมโครไวเบรชั่นบริเวณหน้าแผงได้อย่างจริงจังเลยทีเดียว จากการทดสอบฟังของผม การถอดออกหรือใส่เข้าไป ในทางปฏิบัติความแตกต่างอาจไม่เปลี่ยนแปลงแบบ “พลิกโลก” แต่สำหรับลำโพงคุณภาพสูงระดับนี้ ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ย่อมมีผลทำให้อิมเมจเสียงนั้นแตกต่างกันได้ สังเกตว่าเมื่อใส่เพลทหน้าลงไปความนิ่งของจุดตำแหน่งดนตรี และเวทีเสียงจะดีขึ้น แต่เมื่อเอาแผ่นครอบออกไป ผลในทางปฏิบัติและทดสอบฟังของผม ได้พบว่าย่านความถี่เสียงร้องจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในย่านความถี่ 2–6 kHz หากถอดแผ่นเพลทแบบเฟิลหน้านี้ออกไป เสียงร้องจะดูเหมือนถอยลึกเข้าไปด้านในเวที เป็นมิติเสียงอีกแบบหนึ่ง ในทางปฏิบัติผมจะถอดแผ่นเพลทหน้านี้ออก ก็ต่อเมื่อนำลำโพง NLE-1 มาวางในตำแหน่งการฟังแบบใกล้ชิดในแบบ Nearfield เท่านั้น แต่ถ้าฟังระยะห่างด้วยการวางลำโพงและเซ็ตบนขาตั้ง ไม่ควรถอดแผ่นเพลทหน้านี้ออก นับเป็นข้อดีของ Active Speaker ระดับไฮเอ็นด์ อย่าง NLE-1 คือลำโพงมีแอมปลิไฟร์ในตัว ซึ่งถูกเลือกมาให้แมตช์ชิ่งตั้งแต่ต้นทาง ย่อมได้คำนวณความเหมาะสมกับไดรเวอร์ดีที่สุด ลดการสูญเสียผิดเพี้ยนจากการใช้สายลำโพง และให้กำลังขับที่เหมาะสมด้วยระบบไบร์-แอมป์ เสียงมีความแม่นยำโดยไม่มีอาการ Phase Shift หรือผิดเฟส Harbeth NLE-1 ยังคงฟังรักษาบุคลิกเสียงแบบธรรมชาติ ฟังเพลงได้อย่างละเอียดไพเราะเฉกเช่นลำโพงพาสซีพของ Harbeth แต่สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือความแม่นยำของเสียง รวมถึงพลังที่เต็มอิ่ม ให้การแยกแยะรายละเอียดดนตรียอดเยี่ยม อีกทั้งยังสามารถปรับแนวทางการฟังได้หลายหลากอารมณ์ หรือเลือกความกลมกลืนกับอะคูสติคของห้องได้อย่างสมบูรณ์ อาจจะเพราะความแมตช์ชิ่งของแอมป์แบบแยกขับ Bi-Amp ภายในตัวเอง ที่ออกแบบมาจากโรงงาน ผมจึงรู้สึกว่ามันเป็นลำโพงที่เพอร์เฟ็คในตัวเองโดยไม่ต้องเสี่ยงไปเลือกแอมป์ภายนอกแต่อย่างใด จุดเด่นด้านคุณภาพเสียงโดยรวม เป็นลำโพงมอนิเตอร์แอคทีฟที่ขนาดกะทัดรัด เสียงน่ารักมากๆ ให้ความเป็นธรรมชาติ ราบเรียบ ไม่ตกแต่งมากเกินไป เหมาะกับคนที่ชอบลำโพงที่ถ่ายทอดเสียง “เหมือนจริง” ไม่หวือหวา หรือพร้อมจะอยู่กับความเที่ยงตรงของเสียงในทุกย่านความถี่ ด้วย DSP และแอมป์ Class-D ในตัว ทำให้ควบคุมไดนามิกได้ดีกว่าลำโพง Passive ทั่วไป NLE-1 จึงเป็นก้าวใหม่ของ Harbeth เพื่อตอบโจทย์ New Listening Experience ด้วยเสียงที่แม่นยำและสะอาดขึ้น โดยยังคงปรัชญาการออกแบบเสียงของแบรนด์ดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างมั่นคง สนนราคาของ Harbeth NLE-1 เพียงคู่ละ 115,000.- บาทเท่านั้น ทุกอย่างเบ็ดเสร็จในตัวเอง ไม่ต้องเพิ่มภาคขยายภายนอก ทำให้เราอาจต้องคิดหนักเลยทีเดียวว่า ถ้าเปรียบเทียบกันโดยจัดเอาลำโพงอย่าง P3ESR ไปแมตช์แอมป์ภายนอกด้วยตัวเราเอง ความเป็นไปได้คือรวมๆ แล้วราคาจะสูงกว่า NLE -1 ตามสมควร ทุกท่านก็คงต้องไปคิดเป็นการบ้านกันดู แบบไหนเหมาะกับการใช้งานของคุณ ไม่ว่าจะเป็นนักฟังในระดับออดิโอไฟล์ คนทำงานด้านสตูดิโอที่ต้องการยกระดับลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ ให้ก้าวถึงระดับไฮเอ็นด์ Harbeth NLE-1 ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำผู้ฟังเข้าสู่เสียงแบบธรรมชาติอย่างเรียบง่าย แม่นยำ เที่ยงตรง ลดความซับซ้อนในแบบที่เคยชินกันมายาวนาน หากได้ทดลองฟังและใช้งานสักครั้ง คุณจะเข้าใจว่า ทำไม Harbeth เลือกเส้นทางสายใหม่ New Listening Experience นี้ ให้กับวงการเครื่องเสียงครับ Harbeth NLE-1 คู่ละ 115,000.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดทดลองฟังได้ที่ Komfortsound อ่อนนุช โทร. 081-457-2200 Sound Box โทร. 089-920-8297 Prestige Hifi CDC โทร. 063-638-4498 Audio Mate โทร. 082-946-6950 Top Sound & Vision CDC โทร. 081-657-3397 HiFi House by Msound โทร. 096-978-7424 HD HiFi พระรามเก้า โทร. 063-236-6193 MAS HIFI โทร. 081-982-0282 HiFi 99 โทร. 081-999-1699 Inter HiFi โทร. 094-124-2732 Audi Home HiFi โทร. 089-028-7117 Piyanas Electric ทุกสาขา Turntable One โทร. 084-814-9011 Arm_Hi-Fi&Pa. โทร. 083-178-2171
Harbeth Monitor 30.3 XD2 เสียงดนตรีในอุดมคติ ลำโพงอังกฤษแท้ๆ ที่ยังคงรักษารากฐานดั้งเดิมและพัฒนาแนวคิดในเชิงปรัชญา “บีบีซีมอนิเตอร์” มาอย่างยาวนานคือ Harbeth ในปัจจุบันโรงงานผลิตลำโพงแห่งนี้ มีคุณอลัน ชอว์ เป็นดีไซน์เนอร์และเจ้าของ มาตั้งแต่ช่วงปี 1986 เป็นต้นมา แต่ถ้าย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดจริงๆ Harbeth ถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1977 โดยหัวหน้าวิศวกรในแผนกวิจัยค้นคว้าลำโพงมอนิเตอร์ของ BBC คือ Dudley Harwood ซึ่งการตั้งชื่อบริษัทลำโพงว่า Harbeth นั้น มาจากสองส่วนคือ Har (Harwood) + Beth (Elizabeth) อันเป็นชื่อภรรยาของเขานั่นเอง คุณดัดลี่ย์ ฮาร์วูด คือหนึ่งในทีมออกแบบลำโพงประวัติศาสตร์ BBC Monitor แทบทุกรุ่น รวมถึง LS3/5 A ที่โด่งดังยาวนานที่สุด และทำงานร่วมกับอลัน ชอว์ ด้วยความศรัทธาในแนวคิดของกันและกันมาในช่วงระยะหนึ่ง เมื่อ Dudley Harwood เกษียณ Alan Shaw ซึ่งเป็นวิศวกรหนุ่มด้านอิเล็กทรอนิกส์ และนัก DIY เครื่องเสียงตัวจริง ผู้ชื่นชอบแนวเสียงลำโพงแบบบีบีซีมอนิเตอร์ ก็ได้เข้าซื้อกิจการ Harbeth นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาเป็นทั้งเจ้าของและดีไซน์เนอร์ ผู้กำหนดปรัชญาเสียงทั้งหมดของ Harbeth แม้จะสืบทอดแนวทางของบีบีซี แต่อลัน ชอว์ ก็ไม่ได้หยุดอยู่กับอดีต สิ่งที่เขาพัฒนาขึ้นมาและได้รับการยกย่องมากที่สุดคือกรวยลำโพง RADIAL ด้วยการวิจัยวัสดุโพลิเมอร์ต่อเนื่องหลายสิบปีเพื่อให้เสียงกลางเป็นธรรมชาติ “แบบเสียงของมนุษย์จริงๆ” พัฒนามาจนถึงขั้นที่เขากล่าวว่า เป็นวัสดุที่ถ่ายทอดเสียงกลางต่ำได้สมบูรณ์เที่ยงตรงที่สุด การพัฒนาของ อลัน ชอว์ อาจจะสวนทางกับแบรนด์ผู้ผลิตลำโพงไฮเอ็นด์อื่นๆ อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยพูดว่าเทคโนโลยีการผลิตลำโพงอื่นๆ ผิด เพียงแต่เขาต้องการให้ทางเลือกใหม่ โดยล้มเลิกแนว Ultra Rigid และ Exotic Materials คำว่า Ultra Rigid หมายถึงตู้ลำโพงที่ถูกออกแบบให้แข็ง และนิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้ ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าตู้ไม่สั่นเสียงจะสะอาดที่สุด ด้วยการเลือกใช้ผนังตู้หนามาก รวมถึงมีโครงยึดโยงภายในจำนวนมาก ทำให้น้ำหนักตู้หลายสิบถึงร้อยกิโล ส่วนคำว่า Exotic Materials หมายถึงวัสดุพิเศษราคาแพง หรือวัสดุอวกาศที่ใช้ทำไดรเวอร์หรือตู้นั่นเอง แต่ Alan Shaw มองต่างออกไป เพราะเขาเชื่อว่าตู้ที่แข็งเกินไป จะ “เก็บพลังงานเสียง” แล้วปล่อยออกมาช้า ผลที่ได้คือ แม้จะได้ทรานเชี้ยนที่ฉับไวแต่เกร็งแข็งง่าย โทนเสียงที่ฟังไปนานๆ อาจจะล้าหู ดังนั้น Harbeth หันมาใช้แนวคิด Controlled Flexibility ผนังตู้บางแต่ควบคุมการสั่นได้สอดคล้องกับตัวไดรเวอร์ นี่เองที่ทำให้ลำโพง Harbeth อาจจะแตกต่างออกไปจากลำโพงไฮเอ็นด์โดยทั่วไป ด้วยการค้นคว้าเสียงที่เป็นธรรมชาติสอดคล้องกับการได้ยินจริงแบบมนุษย์ พร้อมการสร้างเครื่องมือวัดเชิง Computer Modeling ที่แม่นยำ ด้วยการให้ลำโพงส่งผ่าน “เครื่องดนตรีที่มีชีวิต” มากกว่า “เครื่องจักรเสียง” จุดสำคัญมากๆ เปรียบเสมือนหัวใจในระบบลำโพงคือ Harbeth ออกแบบและควบคุม Crossover Network ภายในบริษัททั้งหมด สั่งผลิตอุปกรณ์แบบ Custom-made มีการวัดค่าจริงทีละตัว คัดเกรด แมตช์แพร์เป็นคู่ อลัน ชอว์ กล่าวว่า คนจำนวนมากมักสนใจแค่ไดรเวอร์ แต่เสียงจริงถูกกำหนดโดยครอสโอเวอร์!!! เนื่องจากมีรายละเอียดลึกๆ ที่มีมากมาย ผมจะขออนุญาตนำไปเล่าในคลิป Wijit's Radio Talk ในโอาสต่อๆ ไปทางเพจนะครับ สำหรับการพัฒนาการลำโพงรุ่นใหม่ล่าสุดในซีรีส์ Monitor XD2 ในปี 2026 นี้ นับว่าเป็นจังหวะก้าวกระโดดที่ถือว่า เข้าขั้นอุดมคติเลยทีเดียว ในซีรีส์นี้จะเรียงลำดับรุ่นคือ P3ESR XD2, C7ES3 XD2, M30.3 XD2, SHL5plus XD2, M40.5 XD2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกวางตลาด ยังไม่นับรวมลำโพงแอคทีฟสองรุ่นคือ NLE-1 และ NLE-3 ซึ่งผมจะนำมาทดสอบในลำดับถัดไป ครั้งนี้ผมขอหยิบยกเอา Monitor 30.3 XD2 มาทดสอบฟัง และนำเสนอให้ได้ทราบกันนะครับ เพราะโดยส่วนตัวผมเป็นเจ้าของลำโพง Harbeth Monitor 30.2 รุ่น 40th Anniversary และเคยได้ทดสอบ Monitor 30.2 XD มาก่อนหน้า ดังนั้นพัฒนาการล่าสุดของ Monitor 30.3 XD2 จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า อลัน ชอว์ เขาพัฒนาเสียงให้ก้าวหน้าไปในระดับใด ลำโพง Harbeth Monitor 30.3 XD2 ได้รับการอัปเกรดใช้ไดรเวอร์เทคโนโลยี RADIAL4 ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดจาก RADIAL รุ่นก่อนหน้า โดยเทคโนโลยีนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในซีรีส์ XD2 เพื่อยกระดับความใส เคลียร์ และความละเอียดของเสียงให้สูงขึ้นไปอีกขั้น รายละเอียดเทคนิคและการพัฒนาของตัวขับเสียง RADIAL4 ในรุ่น Monitor 30.3 XD2 นี้ Harbeth ได้เปลี่ยนมาใช้ตัวไดรเวอร์ เบส/กลาง ขนาด 200 มิลลิเมตร ที่ผลิตจากวัสดุ RADIAL4 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีไดอะแฟรมแบบฉีดขึ้นรูปรุ่นใหม่ล่าสุด ช่วยลดความเพี้ยนและเพิ่มความฉับไวในการตอบสนอง ทำให้เสียงกลางมีความเปิดโปร่งและถ่ายทอดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้แม่นยำกว่าเดิมหลายช่วงตัว มีการอัปเกรดครอสโอเวอร์ โดยปรับปรุงวงจรตัดแบ่งความถี่ Crossoverใหม่ทั้งหมดสำหรับซีรีส์ XD2 เพื่อให้ทำงานร่วมกับไดรเวอร์ RADIAL4 เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้การเชื่อมต่อในระหว่างเสียงแหลมและเสียงกลางราบรื่น และให้เวทีเสียงที่มีมิติสมจริงมากขึ้น สำหรับทวีตเตอร์ ยังคงเลือกใช้ซอฟต์โดมทวีตเตอร์ ขนาด 25 มิลิเมตร ที่ระบายความร้อนด้วยสารแม่เหล็กเหลว Ferrofluid ซึ่งสั่งทำพิเศษ (Custom-made) ตามมาตรฐานของ Harbeth เพื่อความทนทานและการตอบสนองความถี่สูงที่นุ่มนวลแต่ละเอียด อย่างไรก็ตามก็ยังคงปรัชญาแนวทางในการใช้ตู้ลำโพงผนังบาง หรือ Thin-Wall Cabinet Designตามแบบฉบับ BBC เพื่อให้ตู้ "หายใจ" และลดการกักเก็บพลังงานส่วนเกินที่อาจไปรบกวนความบริสุทธิ์ของเสียง รุ่นปัจจุบัน Monitor 30.3 XD2 มีน้ำหนักตู้ 11.6 กิโลกรัม เท่ากันกันกับรุ่น Monitor 30.2 XD แสดงถึงความบาง-ความหนาผนังตู้เท่าๆ กัน แต่ทว่าถ้าย้อนกลับไปถึง Harbeth Monitor 30.2 Anniversary จะมีน้ำหนักตู้อยู่ที่ 12.5 กิโลกรัม แสดงถึงอลัน ชอว์ ได้มีการลดความหนาผนังลำโพงลงมาเล็กน้อยตั้งแต่รุ่น XD เป็นต้นมาแล้ว เพื่อผลทางเทคนิคเสียงที่ดียิ่งขึ้น สเปกฯจากโรงงาน : เป็นลำโพงตู้เปิด ขนาด 460 x 277 x 275 มม. ที่ให้ค่าการตอบสนองความถี่ 50Hz – 20kHz ±3dB ค่าความต้านเฉลี่ย 6 โอห์ม มีค่าความไว 85dB / 2.83V / 1m น้ำหนักตู้ 11.6 กก. ต่อข้าง การอัปเกรดเป็น RADIAL4 ในรุ่น XD2 นี้ ทำให้ลำโพงมีความเป็นมอนิเตอร์ที่ทันสมัยขึ้น โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เสียงกลางที่เป็นธรรมชาติของ Harbeth ไว้ได้อย่างครบถ้วน Harbeth Monitor 30.3 XD2 ได้รับการพัฒนาให้มีเสียงที่เปิดกว้างและกระจ่างใสมากกว่ารุ่น M30.2 XD เดิมอย่างชัดเจน ผลจากการทดสอบ ผมขออนุญาตให้ความคิดเห็นตามประสบการณ์ ในเรื่องความแตกต่างในคุณภาพเสียงระหว่าง Monitor 30.2 XD และ Monitor 30.3 XD2 แม้ว่าทั้งสองรุ่นจะใช้โครงสร้างตู้แบบ Thin-wall ที่เน้นความกังวานอย่างมีศิลปะ แต่ Monitor 30.3 XD2 กลับให้ความรู้สึกที่ทันสมัยขึ้นในแง่ของเทคนิคมากกว่า เสียงที่เข้าใกล้ความจริงอย่างอิสระมากยิ่งกว่า ในแง่ความโปร่งใสและรายละเอียด : XD2 มีการอัปเกรดครอสโอเวอร์และวัสดุไดรเวอร์เป็น RADIAL4 ทำให้เสียงมีความกระจ่าง (Clarity) และมิติที่ลึกกว่ารุ่นเดิม อีกทั้งในแง่การตอบสนองความถี่สูง พบว่ารุ่น XD2 ช่วยลดปัญหาเสียงกลางที่หนาเกินไป (Mid-bass hump) ในรุ่นก่อนหน้า ทำให้เสียงแหลมดูเปิดและพลิ้วไหวมากขึ้น หากเปรียบเทียบรุ่นครบรอบ 40 ปี หรือ Monitor 30.2 Anniversary รุ่นดังกล่าวยังคงติดในย่านความถี่กลางจะหนาๆ กว่านิดหนึ่ง ความพลิ้วช่วงปลายจะยังไม่เทียมเท่า ความสามารถของรุ่น Monitor 30.3 XD2 ครับ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เมื่อเราได้ยินเสียงครั้งแรกจะรู้สึกประทับใจมาก เพราะให้ความโปร่งและน้ำหนักเบสอิ่ม มีมวล ทรงพลัง กระชับฉับไวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปลายเสียงแหลมซึ่งเปิดสว่าง เสียงพลิ้วสวยงามขึ้นอีกระดับ รวมถึงยังคงควบคุมความเรียบสะอาดของสัญญาณ ในแบบ บีบีซี มอนิเตอร์ได้เป็นอย่างดี และเสียงปิดแบบ “หลุดตู้” ในทันทีที่ฟัง Test Report ผมได้รับ Harbeth Monitor 30.3 XD2 มาพร้อมกับขาตั้งไม้ HiFi Rack Limited โดยในแง่ของตัวตู้ลำโพง ถือว่าตู้สี Silver Willow (หรือ Gray Willow) ดูน่าทึ่งแปลกตา แตกต่างจากลายไม้โทนอุ่นแบบดั้งเดิม เช่น Cherry หรือ Walnut โดยตู้ซิลเวอร์วิลโลว์ แม้จะมีสีโทนเทาเงินเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาลวดลายและสัมผัสของเสี้ยนไม้ธรรมชาติ (Veneer) ที่มีความละเอียดสูง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานฝีมือจาก Harbeth ที่ให้ลุคที่ดูทันสมัยและเรียบหรู เข้ากับการตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิลได้อย่างลงตัว ต้องบอกว่าศิลปะการย้อมสีเนื้อไม้ และวางเสี้ยนแนวนอนขวางตัวตู้ เป็นงานฝีมือที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ผิวสี Silver Willow ต้องใช้เทคนิคที่ละเอียดเพื่อให้สีสม่ำเสมอแต่ยังคงคุณสมบัติการเรโซแนนซ์ของตู้ไม้ไว้ได้ แต่กระนั้นไม่ว่าจะเป็นสีผิวใด ทาง Harbeth ก็จะเลือกแผ่นไม้ที่มีลวดลายต่อเนื่อง (Book-matched) เพื่อให้ลำโพงทั้งสองข้างมีลายไม้ที่สมมาตรและสวยงามเหมือนกัน ถือเป็นความประณีตที่หาได้ยากจากลำโพงอื่นๆ ในท้องตลาด ทาง Harbeth ก็ยังคงผลิตผิวตู้สีอื่นๆ ออกมาให้เลือกด้วย เช่น สีวอลนัต โอ๊ค เชอรี่ โรสวูด ซาตินแบล็ค (ดำ) และสี Silver Willow ที่ราคาสูงกว่าสีอื่นๆ เล็กน้อย เรื่องผิวสีลำโพงนั้น มีการสั่งสีใดเข้ามาบ้าง ติดต่อสอบถามได้จาก Sound Box ได้เลยครับ ลำโพงคู่นี้ แนะนำให้วางห่างจากผนังหลังและผนังข้างอย่างน้อย 2 ฟุต เพื่อให้ได้เวทีเสียงที่ดีที่สุดและลดการสะท้อนของเบส ระยะห่างระหว่างลำโพงซ้ายขวาในห้องฟังของผม อยู่ที่ 1.98 เมตร การเซ็ตอัพจุดตำแหน่งลำโพง ให้ขึ้นอยู่กับขนาดห้อง และสภาพอะคูสติกของห้องของแต่ละท่านด้วยนะครับ ชุดทดสอบ ผมจะใช้แอมปลิไฟร์หลักคือ Accuphase E4000 รุ่นท็อปสุด และเครื่องเล่น SACD ของ Accuphase รุ่น DP-570S หลังจากเซ็ตอัพระยะห่างลำโพงได้ลงตัวกับขนาดห้องฟัง ให้ได้รับความสมดุลทุกย่านความถี่แล้ว ก็ได้ทดสอบฟังอย่างจริงจังต่อไป เนื่องจากลำโพงมีการเบิร์นมานานตามสมควรจากทาง Sound Box ผมจึงใช้เวลาการเบิน์นต่อมาอีกไม่นานนัก ทุกอย่างดูลงตัวและสมดุล พร้อมต่อการขับขานสรรพสำเนียงดนตรี เสียงที่ได้ฟังครั้งแรก นับว่าเป็นเสียงที่ยังคงสำเนียง “ลายเซ็นต์” ของ Harbeth เดิมๆ เรียกว่าเชื้อไม่ทิ้งแถว เรียบง่ายสะอาด เป็นธรรมชาติ กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นความกระหายอยากฟังและมุ่งเข้าสู่เสียงดนตรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพียงแต่ Harbeth Monitor 30.3 XD2 นั้น มีพลังเสียงที่ยิ่งใหญ่ขึ้น โอ่อ่า โอฬาร อิ่มขึ้น รายละเอียดระยิบระยับในช่วงปลายเสียง และความไหล่ลื่นต่อเนื่องของดนตรี ดียิ่งกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัดมากๆ ครับ โดยเฉพาะในเรื่องของเวทีเสียงในแนวกว้างและลึก รวมทั้งเพดานเสียงด้านบนเมื่อฟังจากเพลงประเภทคลาสสิกนับว่าทำได้น่าประทับใจสูงสุดเลยทีเดียว เมื่อผมได้เปรียบเทียบเข้ากับรุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี Monitor 30.2 Anniversary แม้สำเนียงมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก แต่ความกว้างของเวทีเสียง รายละเอียดเสียง รวมถึงในแง่ของความไว หรือระดับความดัง Monitor 30.3 XD2 ก็ทำได้ดีกว่า เหมือนดังว่าเป็นลำโพงที่ขับเสียงได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเก่า จุดโดดเด่นที่สุดคือเสียงร้อง เสียงเครื่องดนตรีย่านความถี่มิดเร้นจ์ ก้าวขึ้นมาอีกระดับ ทั้งนี้หากได้ศึกษาเกี่ยวกับตัวขับเสียงรุ่นใหม่ ก็สามารถที่จะเข้าใจได้เลยว่า โครงสร้างทางเทคนิคของเนื้อกรวย Polymer Compound ใหม่ของวูฟเฟอร์ RADIAL4 สามารถลดเบรคอัพ-เรโซเเนนซ์ ในช่วงของย่านความถี่มิดเร้นจ์ได้อย่างยอดเยี่ยม เสียงร้องจึง “นิ่งและสมจริง” มากขึ้น รายละเอียดเสียงในระดับไมโคร ที่ผมมักจะเปรียบเปรยว่า “ความหยุมหยิมระยิบระยับ” ชัดขึ้น กระนั้นก็ไม่สว่างเปิดแบบลำโพงอื่น ที่ให้เสียงเปิดแบบจงใจ และแน่นอนว่าเวทีเสียงหรือซาวนด์สเตจ เปิดกว้างกว่า XD รุ่นเดิม ชนิดฟังออกได้ในครั้งแรกเลยครับ ทำให้ผมเข้าใจแล้วละครับว่าทำไม Alan Shaw ถึงได้ออกมาพูดก่อนหน้านี้ว่า การนำเสนอลำโพงรุ่นใหม่ออกมา ในทุกการพัฒนาก็เหมือนกับการที่เรามีแว่นขยายส่องลงไปดูรายละเอียดที่มากยิ่งขึ้นสำหรับการออกแบบและผลิตลำโพงเพื่อให้เข้าถึงเนื้อเสียงดนตรีที่มีธรรมชาติอย่างแท้จริง หรือการเข้าถึงความจริงมากขึ้นจนถึงอุดมคติ "ใกล้เสียงมนุษย์จริงมากที่สุด" ลำโพง Harbeth Monitor 30.3 XD2 ทำหน้าที่ถ่ายทอดเสียงดนตรีแบบมุ่งตรงสู่ความจริง โดยการทำงาน “เชิงคู่” ผสานกันของตัวขับและผนังตู้แบบบางพอดี โดยตู้ลำโพง Thin-wall damped เป็นแนวทางการออกแบบเฉพาะ ที่ช่วยลดการก้องสะท้อนภายใน โดยการทำให้มันสั่นพ้องไปกับตัวขับเสียง เสียงแต่ละย่านความถี่ที่สั่นสะเทือนไปพร้อมกับเสียงเพลงจึงอิสระเป็นเสียงผ่อนคลายแบบธรรมชาติ เสียงร้องจากศิบปินคนโปรดของผม จากอัลบั้มเพลงร้องแบบออดิโอไฟล์ ถึงอัลบั้มคอมเมอร์เชียลทั่วไป ฟังแล้วมีทั้งความชัดเจนและผ่อนคลายดังหนึ่งศิลปินปรากฏตรงหน้าเลยทีเดียว สิ่งหนึ่งที่ Harbeth Monitor 30.3 XD2 แตกต่างมากจากลำโพงในตลาดทั่วไปคือเสียงกลางเป็นธรรมชาติสวยงาม และเป็นไปในแบบที่อลัน ชอว์ เชื่อมั่นว่า เสียงกลางของลำโพงที่ดีจะต้องแม่นยำที่สุดเท่านั้น การยึดหลักผนังตู้บาง กับจังหวะของการสั่นพ้องที่เสริมซึ่งกันและกันระหว่างตัวขับเสียงและผนังตู้ เป็นผลให้ทาง Harbeth ต้องระบุถึงการใช้ขาตั้งไม้เท่านั้น เพื่อให้ทุกเสียงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ ด้วยการดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากตู้ลำโพงโดยตรงและสลายพลังงานลงสู่พื้นอย่างเหมาะสม เสียงของ Harbeth Monitor 30.3 XD2 ที่ผมสัมผัสได้ตลอดการทดสอบฟัง ก็คือความเป็นธรรมชาติของเนื้อเสียงที่ละเอียดอ่อนเหมือน กับลำโพงคู่นี้เป็นเครื่องดนตรี Acoustic ชิ้นหนึ่ง ซึ่งมันจะอาศัยการทำงานของพลังเสียงจากไดรเวอร์และตัวตู้อย่างสอดคล้องต้องกันอย่างน่าทึ่ง คล้ายดังตัวถังของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายอย่างไวโอลิน ที่เราจะได้ยินเสียงของเส้นสายมาพร้อมการสั่นทางอคูสติคเชิงกลของผนังกล่องในเคสของไวโอลินนั่นเองครับ เสน่ห์ของ Harbeth Monitor 30.3 XD2 คือลำโพงที่ให้ความสุขในการฟังและการเข้าถึงธรรมชาติโดยไม่ย้อนแย้ง โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับลำโพงประเภทอคูสติคด้วยแล้ว จะรู้สึกได้ว่าลำโพงคู่นี้คือคำตอบที่ทำให้คุณแนบชิดสนิทกับดนตรีเป็นธรรมชาติได้อย่างถึงที่สุด Harbeth Monitor 30.3 XD2 ฟังเพลงได้หลากหลายสไตล์ ด้วยพลังหนักแน่น เปิดโปร่ง สะอาดสะอ้าน เป็นลำโพงในระดับไฮเอ็นด์ที่เพียงไม่กี่คู่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ฟังแล้วเราจะรักในเสียงดนตรี เราจะรักในลำโพงมากกว่าแค่การได้ยินเสียงที่งดงามสมจริงของมัน Harbeth Monitor 30.3 XD2 ให้เสียงร้อง “นิ่งและสมจริง” มากขึ้น เข้าถึงรายละเอียดเสียงระดับ “ไมโครดีเทล” ดีเยี่ยม โดยยังคงให้ความผ่อนคลาย สำเนียงที่เป็นธรรมชาติ และมีความสุขตลอดช่วงเวลาในการฟัง นี่คือลำโพงที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นส่วนผสมผสานของเทคโนโลยีและศิลปะชั้นสูง ที่พาเราเดินมาจนถึงจุดอุดมคติในที่สุดครับ Harbeth Monitor 30.3 XD2 (สี Oak) ราคา 209,000.- บาท Harbeth Monitor 30.3 XD2 (สี Silver Willow) ราคา 215,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Sound Box ชั้น 3 ฟอร์จูน ทาวน์ โทร. 089-920-8297
SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module ลำโพงซิสเต็มที่สนองตอบเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมมีโอกาสทดสอบผลิตภัณฑ์จากการรังสรรค์ของ Pyramid Lifestyle Technology โดยเป็นลำโพงทางเลือกของผู้ต้องการความเป็นเลิศในบุคลิกเสียงเฉพาะของแต่ละท่านเอง เมื่อลำโพงในตลาดเครื่องเสียงทั่วไป ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ความน่าสนใจของซิสเต็มลำโพงจาก SB Acoustics และ เบสโมดูล Weava ก็คือการนำเสนอภาพรวมของซิสเต็มลำโพง ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพกันและกัน ให้ประสบการณ์สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ และผู้ที่ชื่นชอบการต่อตู้ลำโพงด้วยตนเอง ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของผู้ผลิต ก็จะมีทั้ง SB Acoustics - Pyramid Lifestyle Technology (Weava) - ScanSpeak ลำโพงหลักทรงตู้ปิรามิดตัดยอด ออกแบบและผลิตโดย SB Acoustics ในรุ่น TIFA6 ที่เพิ่งออกโชว์ในงาน High-End Munich ที่ผ่านมาเมื่อปี 2025 นี้เอง เป็นลำโพงระบบสองทางตู้เปิดที่สร้างความประทับใจในงานดังกล่าวเป็นอันมาก สำหรับ SB Acoustics เป็นแบรนด์ไดรเวอร์ลำโพงคุณภาพสูง ที่มีสำนักงานออกแบบในประเทศเดนมาร์ก และผลิตในโรงงานประเทศอินโดนีเซีย โดยมีจุดเด่นเรื่องคุณภาพเสียงและความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา ซึ่งเป็นที่ยอมรับในกลุ่มนักออกแบบลำโพง DIY และผู้ผลิตลำโพงระดับสูงทั่วโลกเลือกไปใช้งานในผลิตภัณฑ์ของตน SB Acoustics TIFA6 ลำโพงสองทางวางหิ้ง โดยเป็นชุดคิทประกอบสำเร็จจากโรงงาน ใช้ตัวขับเสียงแหลม ขนาด 26 มม. และวูฟเฟอร์ขนาด 6 นิ้ว อยู่ในตู้ลำโพงที่มีสีสันทันสมัย แบบผิวเปียโน ซึ่งออกแบบโดยคำนึงถึงการลดเสียงสะท้อนในตู้ จากการออกแบบให้ตู้มีด้านไม่ขนานกัน ทำให้เสียงเป็นธรรมชาติ ชัดเจน ฟังสบาย อบอุ่น ทั้งยังให้น้ำเสียงสมดุลมีพละกำลัง ให้เบสที่เหมาะกับห้องฟังเพลงขนาดทั่วไปได้เป็นอย่างดี เหมาะกับแอมป์คุณภาพสูง ทั้งแบบ Solid State Class A/B, Class D และแอมป์หลอด ตัวขับเสียงแหลมใช้เป็นโดมผ้า และวูฟเฟอร์กรวยเส้นใยธรรมชาติ ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ส่วนในการออกแบบลำโพงคู่นี้ โดยทีมวิศวกรเดนมาร์กมากประสบการณ์มาอย่างยาวนาน คุณสมบัติหลักให้การตอบสนองความถี่ 36Hz – 26kHz ความไว 2.83V / 1m อยู่ที่ 85dB และมีค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม ให้ความดังสูงสุด SPL : 105dB ใช้จุดตัดครอสโอเวอร์ 2600Hz ตู้แบบเปิด Bass reflex ท่อพอร์ตด้านหลังตู้ ขั้วลำโพงแบบซิงเกิ้ล ในการออกแบบสำเร็จจากโรงงาน ตู้ TIFA 6 แม้จะดูจากภายนอกเป็นสองส่วน มีส่วนสีแดง - ดำ แต่จะมีพื้นที่ภายใน หนึ่งห้องใหญ่ (single internal chamber) สำหรับทั้งทวีตเตอร์ (tweeter) และ วูฟเฟอร์ (woofer) จะไม่มีผนังกั้นแยกเฉพาะในตู้ เพื่อแบ่งออกเป็นห้องของทวีตเตอร์ และวูฟเฟอร์แต่ละตัว มีการใช้วัสดุดูดซับเสียงภายในเพื่อช่วยลดคลื่นสะท้อนและปรับเสียงให้ดีขึ้น Tweeter แบบผ้าโดมผ้าอ่อนหรือ Soft Fabric Dome ขนาดประมาณ 1 นิ้ว โดยรุ่นที่ใช้คือ SB26ST-C000-5 และวูฟเฟอร์ (Woofer / Mid-Bass) มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 6 นิ้ว รุ่น SB16PFCR25-4 • สำหรับในส่วนที่สองที่เรานำมาจัดคู่กันนั้นเป็นทั้งลำโพงแอคทีฟรองรับความถี่ต่ำและเป็นตู้ให้ลำโพงหลักได้วางซ้อนได้ คือ Bass Module Weava Core Terra8 Weava Core Terra8 จัดเป็น Active Bass module ที่มีตัวขับเสียงเพียงตัวเดียว โดยทาง Pyramid Lifestyle Technology ได้เลือกใช้ Woofer ของ Scanspeak ที่มีขนาด 8 นิ้ว Weava Core Terra8 วางตำแหน่งการยิงเสียงตรงแบบ Direct ผลักอากาศมาทางด้านหน้า ภายในวางวงจรขยายขับด้วย DSP plate amp กำลังขับ 250 watt ตู้ออกแบบทรง Truncated Pyramid ที่อ้างอิงจากการทำตู้ลำโพงที่ไม่ขนานกัน ลดคลื่นซ้ำซ้อน Standing Wave ภายใน ตัวตู้สร้างจากไม้หนา 18 มิลลิเมตร ปิดผิวด้วยลายไม้ ซึ่งสามารถเลือกผิวไม้ได้ตามสั่ง ด้านหลังของตู้มีช่องเชื่อมต่อหลากหลาย ทั้ง High Level, RCA และ XLR พร้อมสไปก์แบบยางรอง Soundcare เพื่อให้มีความมั่นคง ในการนำมาทดสอบร่วมกันในครั้งนี้ผมจะใช้การเชื่อมต่อแบบ High Level และใช้โปรแกรม DSP สำหรับปรับค่าจุดตัดและจูนอัพให้กลมกลืนกับลำโพงหลัก SB Acoustics TIFA6 จากการคำนวณทุกรายละเอียดในขนาดตู้ Weava Core Terra8 และไดรเวอร์คุณภาพสูงของ Scanspeak ทำให้ได้มาซึ่งเบสโมดูลที่โดดเด่นอีกรุ่นหนึ่ง ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ผลรวมจากการคัดสรรทั้งตัวขับเสียง การดีไซน์ตู้ ครอสโอเวอร์ และแอมปลิไฟร์นี้ ทาง Pyramid Lifestyle Technology ได้สร้างผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Weava ขึ้นมา เพื่อให้เป็นแนวทางอันชัดเจนในการวางตลาดในอนาคต เนื่องจากเป็นตัวแทนจำหน่ายไดรเวอร์ในระดับไฮเอ็นด์หลายแบรนด์ ที่พร้อมจะนำมาดีไซน์ลำโพงในนาม Weava ได้ ถ้าเราพิเคราะห์ถึงความเหมาะสมระหว่างลำโพงหลักที่วางซ้อนบนเบสโมดูล จะพบว่าตัวขับเสียงกลางต่ำของ SB Acoustics TIFA6 นั้น มีขนาด 6 นิ้ว และตัวขับเบสโมดูล Weava Core Terra8 นั้น มีตัวขับขนาด 8 นิ้ว ถือว่าขนาดใกล้เคียงกัน การจูนค่าการตอบสนองความถี่สามารถทำให้เป็นเส้นกราฟต่อเนื่องกันได้สมูทอย่างจริงจัง Test Report ผมแบ่งรูปแบบสำหรับการทดสอบนั้นออกเป็นสองสถานะด้วยกัน คือหนึ่ง ทดสอบฟังเฉพาะลำโพงตู้หลักคือ SB Acoustics TIFA6 และสอง เปรียบเทียบด้วยการนำเอาตู้เบสโมดูลมาผสมผสานเป็นซิสเต็ม SB Acoustics TIFA6 และ Weava Core Terra8 Bass Module ในสถานะนี้ที่ใช้ TIFA6 วางบนเบสโมดูล เราได้มีการใช้โปรแกรมจูนอัพเพื่อให้เบสโมดูลนั้นตัดแบ่งครอสโอเวอร์ที่มีความถี่อย่างแม่นยำเหมาะสม ความกลมกลืนของเสียงที่ลงตัวกันได้พอดีกับลำโพงทั้งคู่ให้เป็น“เนื้อเดียวกัน” ตรงนี้ถือว่าสำคัญมาก สำหรับผู้ที่จะเล่นลำโพงหลัก ผสมตู้เบสแยก เพราะลำพังแค่การจูนเพื่อให้ลำโพงมีเสียงหรือบุคลิกเดียวกัน ด้วยหูผู้ฟังอย่างเดียวไม่พอ ผลสะท้อนต่อห้องฟังในแต่ละห้องย่อมมีความละอียดอ่อนมาก ดังนั้นทาง Pyramid Lifestyle Technology จึงพร้อมไปจูนให้ผู้ซื้อลำโพง Bass Module ด้วยโปรแกรมทางเทคนิคเฉพาะทางในทุกห้องฟังเพื่อความสมบูรณ์ครับ จากการทดสอบ เฉพาะลำโพง SB Acoustics TIFA6 เป็นที่น่าพึงพอใจมากสำหรับผมนะครับ เป็นเรื่องที่น่าสนใจตรงระยะการเบิร์นช่วงแรกค่อนข้างสั้น คือใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ แบบว่าฟังทุกวัน วันละ 5-6 ชั่วโมง ก็เข้าที่เข้าทางแล้ว ผมคาดการณ์ว่าลำโพงคู่นี้ได้มีการเบิร์นอินมาก่อนหน้านี้ตามสมควร ดังนั้นก็ประเมินได้ว่า ลำโพง SB Acoustics TIFA6 ใช้เวลาเบิร์นเพียงแค่ 80-100 ชั่วโมงน่าจะพอเพียง แรกสุดชอบเสียงอิ่มๆ ของลำโพง TIFA6 ครับ แนวเสียงบุคลิกคือความอิ่มละมุน และปลายเสียงแหลมสุภาพฟังสบายในสไตล์โดมผ้า ซึ่งเข้าถึงความเป็นธรรมชาติได้อย่างดีมาก จุดเด่นที่ดูจะส่งผ่านความเที่ยงตรงและเรียบสะอาดเป็นธรรมชาติของลำโพงคู่นี้คือ โทนเสียงสมดุล เสียงกลางฟังสบายๆ ไม่บีบเค้น เป็นความสมดุลของทั้งย่านความถี่ ทำให้รู้สึกได้ว่าแหลมใสไม่เกินโทนธรรมชาติ เบสค่อนข้างพอดี แม้จะไม่ลงลึกมากแบบลำโพงตั้งพื้นก็ตาม และเสียงที่เป็นธรรมชาติที่ผมกล่าวถึงของ TIFA6 คือ เสียงที่ไม่มีช่วงความถี่ใด “อยากดังเด่นกว่าเพื่อน” ทุกย่านความถี่สนองตอบนั้น ไดรเวอร์ทั้งคู่ทำงานเท่าเทียมกัน ดนตรีจะไหลลื่นโดยไม่สะดุดหู นี่อาจจะเป็นผลรวมของการออกแบบครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กและตู้ด้วย หัวใจหลักของ TIFA6 คือความละมุน ย่านความถี่กลางถึงมิดเบสสวยมากครับ จากการทดสอบเสียงร้องเฉพาะอัลบั้มออดิโอไฟล์ รู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่มีน้ำหนักการออกเสียงของศิลปินสมจริงเป็นธรรมชาติ ให้การถ่ายทอด แม้กระทั่งลมหายใจของนักร้องและเครื่องดนตรีแบบแจ่มชัดดีมากๆ (อัลบั้มหมอนแดง ของ Tong Li) ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่า นักร้องยืนอยู่ตรงหน้า เป็นเสียงที่ไม่ใช่ถูกอัดพลังแบบบีบเค้นออกมาจากกล่อง จึงได้ “ความอิสระของเสียง” เป็นเหตุที่ทำให้ผมฟังเพลง Don't Know Much ของ Linda Ronstadt และ Aaron Neville อัลบั้มปี 1989 ได้หลายต่อหลายเที่ยวอย่างอิ่มเอมใจเลยทีเดียว TIFA6 มีไดนามิคเร้นจ์กำลังพอดี ให้พลังลึกเร้นกับเพลงแนวรุกเร้าใจหรือเพลงร็อก เพลงบรรเลงของวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ได้สมจริง ดังนั้นการเลือกดอกลำโพงคุณภาพสูง การจูน Crossover ที่ลงตัวกับดีไซน์ของตู้จึงนับว่าสำคัญมากครับ และ SB Acoustics TIFA6 ก็ส่งมอบไดนามิคให้เราอย่างเต็มสเกลเสียงจริงๆ การทดสอบในภาคที่สอง เมื่อเราใส่ระบบเบสโมดูล ที่ทำให้ลำโพง “เดินทางได้ไกล” มากขึ้น เหมือนดังคำที่ว่า เสริมปีกให้พยัคฆ์ มีการตอบสนองเสียงดนตรีเต็มไปด้วยความราบรื่นและทรงพลัง ดึงเอาเวทีเสียงแผ่กว้างลึกยิ่งขึ้น ด้วยซิสเต็มรวม SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module ในขณะที่นั่งฟังทดสอบ ผมก็ถือโอกาสสังเกตุเห็นการผลักอากาศของไดรเวอร์เสียงกลางต่ำ ของ SB Acoustics TIFA6 ที่มีขนาด 6 นิ้ว กับวูฟเฟอร์ของ Weava Core Terra8 Bass Module ขนาดตัวขับ 8 นิ้ว ผลักอากาศคู่กันได้อย่างสม่ำเสมอในทิศทางเดียวกัน เฟสราบรื่นดี ต้องขอชื่นชมว่า การออกแบบเบสโมดูล Weava Core Terra8 Bass Module ของทางทีมงาน Pyramid Lifestyle Technology เดินทางมาจนถึงขั้นที่สมบูรณ์จริงๆ เพราะเมื่อจูนอัพจากโปรแกรมในคอมพิวเตอร์แล้ว เราจะพบว่าเสียงต่ำจากดอกลำโพงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ของ ScanSpeak ในตู้ลำโพง Weava Core Terra8 Bass Module นี้ ทำงานได้อย่างผสานกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับลำโพงหลักจริงๆ อย่างไรก็ตามการเติมเบสโมดูลเข้าไปในระบบช่วงการทดสอบช่วงที่สอง ผมเน้นการฟังเพลงอันหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยทดลองเพลงแนวโปรเกรสซีฟร็อกที่โดดเด่นของ The Alan Parsons Project ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ทดสอบระบบเสียงและคุณภาพเครื่องเสียง ที่อยากให้ทุกท่านได้ทดลองใช้เป็นมาตรฐานกันคือ เพลงที่มีการบันทึกเสียงอย่างละเอียด และมีเบสหนักแน่นอย่าง "I Wouldn't Want to Be Like You", "Eye in the Sky" และ "Games People Play" อันนี้ทำให้พบศักยภาพที่แท้จริงของลำโพงมากยิ่งขึ้นครับ SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module เป็นผลรวมที่ดีสำหรับลำโพงทั้งระบบ ที่มีความสมดุลซึ่งกันและกัน ให้ผลรวมที่น่าพึงพอใจ ไม่รู้สึกว่าเป็นการผสมที่แตกต่างใดๆ นอกจากความกลมกลืนโทนัลบาลานซ์ที่สมดุลแล้ว การแสดงตำแหน่งของชิ้นดนตรี Soundstage เวทีเสียงให้ความกว้างลึกเป็นเชิงชั้นสวยงาม โดยเฉพาะการแสดงจุดตำแหน่งดนตรี (Image) แม่นยำเหมือนใช้ลำโพงตู้เดียว ทำให้ได้ความเด่นชัดและมีความโออ่าไปพร้อมกัน ซึ่งผมคาดว่าในห้องขนาดกลางถึงห้องขนาดใหญ่ลำโพงซิสเต็มนี้สามารถปลดปล่อย “อิสรภาพ” ของเสียงดนตรี อย่างสมจริงเป็นอย่างยิ่ง คือซิสเต็มลำโพงที่ให้ความเป็นธรรมธรรมชาติของเสียง ถ่ายทอดดนตรีเหมือนน้ำไหล และในช่วงที่ต้องการพลังโหมกระหน่ำของดนตรีบางประเภทก็สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์หมดจดเลยทีเดียวครับ ถือว่าเป็นอีกผลงานหนึ่งของ Pyramid Lifestyle Technology ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับออดิโอไฟล์บางท่านผู้ต้องการคุณภาพเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนจริงๆ รวมถึงนักดีไอวายระดับสูงที่อยากเห็นตัวอย่างของลำโพงซิสเต็มแบบนี้ ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะซื้อ Driver ไปประกอบด้วยตนเองก็ยังได้ครับ หมายเหตุ ผมได้ใช้ภาคขยายทั้งแอมปลิไฟร์ Pure Class A เครื่องเสียงหลอดสุญญากาศ แอมป์คลาส D สลับมาใช้งานตลอดระเวลา 2-3 สัปดาห์ ซึ่งไม่มีข้อจำกัดใดๆ สำหรับการทำงานร่วมกับลำโพงชุดนี้ แต่ที่รู้สึกว่ามีผลลัพธ์ในทางบวกมากที่สุดคือ Class A Amplifier ครับผม เพราะว่าให้เสียงได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบไม่มีอะไรที่ขาด-เกิน ให้พลังเสียงและคาแรกเตอร์ที่เดินไปสู่ความใกล้เคียงดนตรีจริง (High Fidelity) อย่างน่าประทับใจมาก อยากแนะนำว่า สำหรับผู้ที่มองหาลำโพงซิสเต็ม ที่สนองตอบเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพ จะต้องหาทางทดลองฟัง SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module โดยจัดเป็น “หมุดหมาย” เริ่มต้นเลยครับ มีอีกสิ่งหนึ่งที่อาจจะไม่ได้นำมากล่าวถึงโดยละเอียดนั่นคือ Soundcare by SEAS รุ่น SuperSpike อุปกรณ์เสริมที่ใช้รองด้านใต้ของเครื่องเสียง รองด้านใต้ของลำโพงหลัก SB Acoustics TIFA6 นอกจากนั้นในการทดสอบครั้งนี้ ยังมี Soundcare by SEAS รุ่น SuperSpike ซึ่งมีลักษณะที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากสไปก์ ตัวรองอื่นๆ ในตลาดเครื่องเสียง เพราะด้านใต้เป็นฐานยางแทนที่จะเป็นโลหะ ซึ่งรองเป็นฐานของ Weava Core Terra8 Bass Module ได้อย่างเหมาะสมลงตัวทำให้เบสนิ่งเป็นตัวตน อย่างไรก็ตามอุปกรณ์เสริมของทาง SEAS นี้ ผมจะนำมากล่าวถึงโดยละเอียดในการทดสอบเฉพาะอุปกรณ์ในลำดับถัดไปครับ SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module คือผลรวมของความอบอุ่นละเมียดละไม ด้วยเสียงที่เป็นธรรมชาติ ให้ย่านความถี่ของเสียงดนตรีที่ครบถ้วน มีพลังสนองตอบดนตรีหลายหลากสไตล์ ทั้งยังเป็นซิสเต็มลำโพงหลักและเบสโมดูลที่ทาง Pyramid Lifestyle Technology พร้อมจูนอัพให้ลงตัวได้ในทุกห้องฟังด้วยโปรแกรมที่ล้ำสมัยครับ • SB Acoustics TIFA6 ราคา 71,800.- บาท/คู่ • Weava Terra8 ราคา 114,400.- บาท/คู่ (เป็นราคาเปิดตัว Promotion พร้อมแถมขาตั้ง SoundCare M8) สนใจติดต่อทดลองฟังได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology โทร. 02 429 1236
The System : Wharfedale Super Linton Quad 33 / Quad 303 สัมผัสแห่งธรรมชาติ และพลัง อีกหนึ่งประสบการณ์ที่สมควรแก่การนำเสนอ สำหรับทุกท่านที่กำลังมองหาซิสเต็มเครื่องเสียงครบชุด ประกอบด้วยชุดปรี-เพาเวอร์ (บริดจ์โมโน) และลำโพงที่รังสรรค์รูปทรงดีไซน์ ที่เคยลือชื่อจากยุควินเทจมาสู่ความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ โดยผมจะเน้นการนำเสนอบททดสอบลำโพงเป็นหลัก เพราะเคยได้มีการเทสท์รีพอร์ต ชุดปรี เพาเวอร์ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ เรามาเข้าถึงลำโพง Wharfedale Super Linton กันเป็นลำดับแรกครับ พัฒนาการลำโพงไฮไฟซีรีส์ Heritage จาก Wharfedale ที่ใช้รากฐานจาก Model Denton และ Linton รุ่นคลาสสิก ที่ให้คุณภาพสูงระดับออดิโอไฟล์ พร้อมงานไม้ตู้ผิวไม้จริงที่สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบเสียงดนตรีหลากสไตล์ไร้ข้อจำกัด ด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ก่อนอื่นเพื่อความเข้าใจในลำดับช่วงเวลาลำโพงในซีรส์ Heritage Series ผมขอเรียงลำดับไทม์ไลน์และพัฒนาการเชิงแนวคิดของ Wharfedale ดังนี้ครับ • ยุคต้นกำเนิด Original Classics - ปี 1960 เปิดตัวลำโพงรุ่น Denton ซึ่งเป็นลำโพง Bookshelf รุ่นแรกๆ ของ Wharfedale ด้วยแนวคิด Compact, Musical, British Sound โทนเสียงเรียบสะอาดอบอุ่น - ปี 1965 นำเสนอลำโพงรุ่น Linton ที่ขยายแนวคิดจาก Denton ด้วยตู้ที่ใหญ่มากขึ้น เริ่มเป็นลำโพงแนวมอนิเตอร์เวทีเสียงกว้าง มวลเสียงมากขึ้น - ปี 1971–1973 วางตลาดลำโพงรุ่น Denton 3 ถือเป็นรุ่นสำคัญที่สุดในยุคคลาสสิกด้วยระบบ 3-Way ขนาดเล็ก เสียงกลางมีมิติและความสมดุลสูง เป็นแรงบันดาลใจโดยตรงของ Super Denton ยุคใหม่ ช่วงที่ลำโพงซีรีส์นี้ได้หายไปกับกาลเวลาคือในช่วงปี 1980-2000 โดยโรงงานได้ยุติการผลิตลำโพงเหล่านี้ไป ชื่อรุ่นจึงกลายเป็น “ตำนาน”ที่อยู่ในความทรงจำของนักฟังตลอดมา ช่วงยุคปี 2012 มีการกลับมารื้อฟื้นตำนาน Heritage อีกครั้ง ในปี 2012 การกำเนิดลำโพงรุ่น Denton 80th Anniversary ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Heritage Series ยุคใหม่ โดยการนำต้นแบบ Denton กลับมาในดีไซน์วินเทจหรือเรโทร ด้วยเทคโนโลยีใหม่ด้วยเป้าหมายการเชื่อมอดีต เข้ากับยุคปัจจุบัน - ปี 2014 ลำโพงรุ่น Denton 85th Anniversary ที่ปรับปรุงเสียงจากรุ่น 80th ให้สมดุลเสียงดีขึ้น นับเป็น Denton รุ่นที่นิยมอย่างมากในตลาดโลก - ปี 2019 เริ่มต้นยุค Linton Heritage เป็นการคืนชีพของ Linton อย่างจริงจัง ด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญของ Wharfedale คือสร้างลำโพงที่มีตู้ใหญ่ขึ้น ใช้ระบบสามทาง และดีไซน์ขาตั้งเฉพาะ - ยุค “Super” ซึ่งเป็นการดีไซน์แบบยกระดับ ไม่ใช่แค่รื้อฟื้นตำนานเท่านั้น ปี 2023 ลำโพงรุ่น Super Denton ซึ่งเปิดตัวปีเดียวกับ Super Linton เป็นการสืบสายตรงจาก Denton 3 ในรูปแบบลำโพง3-Way ขนาดกะทัดรัด - ปี 2023 ลำโพงรุ่น Super Linton ที่ทำการพัฒนาจาก Linton Heritage ด้วยการยกระดับทั้งระบบ โดยมีการปรับโครงสร้างตู้ ไดรเวอร์ ครอสโอเวอร์ สู่คุณภาพเสียงที่โปร่งกว่า เบสนิ่งและลึกกว่า เวทีเสียงกว้างลึกมาก • Wharfedale Super Linton เป็นลำโพงดีไซน์มาพร้อมขาตั้ง Stand mount ด้วยโครงสร้างลำโพง 3-way bass-reflex มี Woofer ไดรเวอร์เสียงต่ำขนาด 8 นิ้ว กรวยลำโพงที่ทอขึ้นด้วยเส้นใย Kevlar เพื่อส่งผ่านคุณภาพเสียงเบสลึกอิ่มสมจริง ในขณะที่ Midrange หรือไดรเวอร์เสียงกลางขนาด 5 นิ้ว ชนิดกรวย Kevlar cone เพื่อคงไว้ซึ่งรายละเอียดเสียงร้อง และเครื่องดนตรีที่ชัดเจน รวมถึงทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว แบบ Soft dome ให้เสียงสูงหวานและละเอียดละเมียดละไม เป็นลำโพงที่วัดค่าการตอบสนองความถี่จากห้องแล็ป ได้กว้าง 39 Hz – 20 kHz (±3 dB) ในด้านความไวถือว่าทำได้ดีมาก โดยมี Sensitivity 90 dB ที่กำลังขับ 1 วัตต์ และค่าความต้านทานระดับกลางที่ 6 โอห์ม จุดเด่นคือการออกแบบรังสรรค์ตัวตู้แบบ MDF สองชั้น ผสมผสานการอัดกาวลดแรงสั่นสะเทือน เพื่อเสียงที่ชัดเจนไม่สั่นค้างและเกิดแรงสะท้อนภายในตู้ เปรียบเทียบ Super Linton แล้ว จะมีขนาดตู้ใหญ่กว่า Linton รุ่นคลาสสิกเดิมประมาณ 50 มิลลิเมตร เพื่อให้เสียงเบสมีพื้นที่ทำงานมากขึ้น มีการตกแต่งด้วยไม้จริงและลายไม้งดงาม ให้ลุคของลำโพงซีรีส์ Heritage ดูคลาสสิก ตัวตู้มีขนาดสูงรวมฐาน 605 มิลลิเมต กว้าง 300 มิลลิเมตร ลึกรวมขั้วต่อ 350 มิลลิเมตร น้ำหนัก 19.8 กิโลกรัมต่อตู้ ดูงามสง่า พร้อมขาตั้งที่ดีไซน์มาเฉพาะรุ่นที่ลงตัว การออกแบบเต็มไปด้วยความชาญฉลาด เพราะรูปทรงคลาสสิกของต้นแบบอย่าง Denton-Linton ยังคงเป็นความปรารถนาของนักฟังที่ต้องการความสวยงามคลาสสิก และเสียงที่ตอบสนองดนตรีอันเป็นเลิศไปพร้อมๆกัน การพัฒนาการสู่ Super Linton นั้น คุณ Peter Comeau ตำแหน่ง Director of Acoustic Design ของ Wharfedale เป็นหัวหน้าทีม ได้รวมนักออกแบบชั้นหัวกระทิ นำเสนอ วิเคราะห์ วิจัย รูปแบบของ Super Linton โดยออกแบบองค์ประกอบทั้งหมดของลำโพง ตั้งแต่การปรับโครงสร้างตู้ไดรเวอร์จนถึง Crossover Network ใหม่ทั้งหมด สำหรับรายละเอียดเชิงลึกในการออกแบบทางวิศวกรรมของ Wharfedale Super Linton มีความน่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. โครงสร้างตู้ลำโพง (Cabinet Design) ที่มีขนาดตู้ใหญ่ขึ้น แต่ทรงและสัดส่วนแบบเดิม Super Linton มีตู้สูงขึ้นกว่า Linton รุ่นพื้นฐานประมาณ 40 มม. ซึ่งทำให้มีปริมาตรภายในเพิ่มขึ้น ช่วยให้กรวยวูฟเฟอร์ “ผลักอากาศอย่างทรงพลัง” มากยิ่งขึ้น และทำให้เสียงเบสลงได้ลึกกว่าเดิมที่ 32 Hz ซึ่งลึกกว่ารุ่นพื้นฐานโดยปราศจากการบิดเบือน ตัวตู้มีชั้นไม้แบบ Sandwich แบบ MDF สองชั้น พร้อมกาวลดแรงสั่นสะเทือน (Damping Glue) ซึ่งสามารถลดการสั่นของแผ่นผนังตู้ที่ไม่พึงประสงค์ ช่วยให้เสียงไม่ “ก้อง” หรือขุ่นมัวในช่วงความถี่กลางและสูง การบุฉนวนด้านในมีการใส่ Long-hair fibre และโฟมซับเสียง ที่คัดสรรตำแหน่งไว้เฉพาะจุด เพื่อลดการสะท้อนภายในและควบคุมคลื่นเสียงภายในตู้ให้นิ่งยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงเบสมี “น้ำหนัก” และ “ความแม่นยำ” มากยิ่งขึ้น โดยยังรักษาความโปร่งใสของย่านกลางและสูงไว้ได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย 2. ไดรเวอร์สำหรับขับช่วงความถี่ต่ำจะใช้วูฟเฟอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว หรือ 200 มิลลิเมตร กรวย Kevlar สีดำที่ระบบแม่เหล็ก (Motor System) ถูกออกแบบใหม่ให้มีแรงขับและพลวัตสูงขึ้น ส่งผลให้เบสสามารถลงได้ลึกและตอบสนองได้ฉับไวทันทีทันใดกว่า ส่วน Midrange หรือลำโพงเสียงกลางกรวยขนาด 135 มิลลิเมตร แบบ Kevlar cone ที่จะอยู่ในห้องหรือแชมเบอร์เฉพาะ ภายในตู้ลำโพง (Dedicated Cylindrical Chamber) ซึ่งมีชั้นวัสดุดูดซับ ออกแบบมาเพื่อยับยั้งคลื่นเสียงย้อนกลับ (back-wave) ช่วยให้เสียงร้องและเครื่องดนตรีมีความชัดใสและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ตัวขับเสียงแหลมหรือทวีตเตอร์ (Tweeter) ใช้เฟบริคซอฟท์โดม ขนาด 25 มิลลิเมตร ที่ใช้ระบบแม่เหล็กแบบเซรามิก (Ceramic Magnet) พร้อมห้องแชมเบอร์ด้านหลังรองรับความถี่สูง แยกอิสระภายในเป็นของตัวเอง ช่วยลดการสะท้อนย้อนกลับ (Rear Damping Chamber) เป็นกรรมวิธีในการปรับจูนให้ทวีตเตอร์ทำงานได้สมูธยิ่งขึ้น สามารถเพิ่มรายละเอียดและฮาร์มอนิก ของเสียงสูงโดยเสียงแหลมจะมีความบริสุทธิ์ละมุนละไมอย่างเต็มที่ มี Short Horn Profile อยู่รอบกรวยทวีตเตอร์ และFront Plate Design ที่ช่วยให้การกระจายเสียงสูง มีความกว้างและสม่ำเสมอยิ่งขึ้น โดยชุดไดรเวอร์ทั้งสามได้รับการจูนเพื่อให้ตอบสนองอย่างลื่นไหลในจุดตัดความถี่ที่ 550 Hz และ 2.5 kHz โดยไม่เกิดช่องว่าง หรือรอยต่อชัดเจนในย่านความถี่ต่างๆ 3. ระบบแบ่งความถี่ (Crossover Network) ใช้แผงวงจรแบ่งความถี่แบบแยกสองบอร์ด (Split PCB) เพื่อลดการรบกวนระหว่างวงจรความถี่ต่ำกับความถี่สูง ส่งผลให้เสียงโดยรวมสะอาดขึ้นและแต่ละไดรเวอร์ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น ใช้คาปาซิเตอร์คุณภาพสูง อินดักเตอร์หรือคอยล์ขดลวดที่ตอบสนองอย่างดีเยี่ยม และใช้การไวริ่งสายภายในเกรด Hi-Fi เพื่อให้สัญญาณเสียงที่ย่านต่างๆ ไม่ถูกลดทอนหรือปนกัน เสริมให้รายละเอียดเสียงระดับไมโครไดนามิค ชัดกว่าการออกแบบ Crossover แบบทั่วไป 4. ดีไซน์ภายนอกและงานไม้ เป็นลำโพงที่ใช้ Veneer ไม้จริง ที่ผ่านการเลือกและขัดแต่งอย่างพิถีพิถัน ไม่เพียงแค่ “ดูคลาสสิก” แต่ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับตู้ และลดการสั่นที่ไม่พึงประสงค์อีกชั้นหนึ่ง ดีไซน์ยังเข้ากันได้กับขาตั้ง Linton รุ่นเดิม ช่วยให้สามารถวางตำแหน่งลำโพงได้เหมาะสมกับการฟังโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนขนาดหรือสไตล์ห้องมากนัก นี่คือลำโพงที่ยังคงเสน่ห์ด้วยกลิ่นอายวินเทจ แต่ภายในกลับใช้เทคโนโลยีระดับสุดยอด เพื่อให้ลำโพงคู่นี้ก้าวข้ามผ่านยุคมาร่วมสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในการทดสอบครั้งนี้ เรานำมาจัดเป็นซิสเต็มร่วมกับภาคขยาย ปรี-เพาเวอร์สุดคลาสสิคย้อนยุค ในเครือ IAG ด้วยกัน ส่วน QUAD 33 และ QUAD 303 นั้น เคยมีบททดสอบก่อนหน้านี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่เว็บ https://www.thewave-online.com/article/35 การทดสอบเป็นชุดซิสเต็มร่วมกับ Wharfedale Super Linton ครั้งนี้ น่าจะมีแง่มุมประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้นครับ สำหรับชุดเครื่องเสียง ประกอบด้วย ปรีแอมป์ QUAD 33 รุ่นใหม่เป็น Preamplifier แบบอนาล็อก ที่ใช้ควบคุมแหล่งสัญญาณต่างๆ อย่างแม่นยำสูงสุด ก่อนส่งสัญญาณต้นทางไปที่เพาเวอร์แอมป์ ที่ยังคงรูปทรงแบบคลาสสิกจากรุ่นดั้งเดิม แต่มีการอัพเกรดเพื่อรองรับระบบสมัยใหม่ โดยมีอินพุตภาคไลน์ 3 ชุด รวมทั้งภาคปรีโฟโน ที่เล่นได้ทั้งหัวเข็ม MM/MC มีช่อง Balanced XLR ทั้งอินพุต เอาต์พุต สำหรับเชื่อมต่อโดยตรงกับเพาเวอร์แอมป์ QUAD 303 มีช่องต่อหูฟัง และภาคขยายเฉพาะมาให้ด้วย ด้วยความสง่างดงามตัวเครื่องขนาดย่อมๆ สีเทาคลาสสิกเล็กกะทัดรัดพร้อมจอ LCD ไฟส้มและปุ่มกดแสดงสถานะ รวมถึงรีโมตคอนโทรลมาอย่างครบครัน ขนาดเครื่อง QUAD 33 กว้าง 258 มม. สูง 82.9 มม. ลึก 165 มม. แค่เห็นก็ยอมรับว่าเทคะแนนความชื่นชมให้เต็มหัวใจ ออกแบบได้คลาสสิกจริงๆ QUAD 303 Power Amplifier เพาเวอร์แอมป์วงจรขยาย Class AB ที่ออกแบบคงรูปทรงคลาสสิกเอาไว้อย่างมั่นคง ใช้เทคโนโลยี Symmetrical Triples Output Stage ซึ่งให้เสียงละเอียด และมีความผิดเพี้ยนต่ำ ให้พลังงานเพียงพอกับลำโพงทั่วไป แม้จะระบุกำลังขับไม่สูง ที่ 2 × 50 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 2 × 70 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม แต่ขับเสียงทั้งลำโพงยุคปัจจุบัน และยุควินเทจได้ลงตัว ที่สำคัญในกรณีการทดสอบครั้งนี้ ผมได้นำมาทำการ Bridged mode ให้ได้กำลังขับ 140 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์มหรือ 170 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม (ต่อเครื่อง) มีช่องต่ออินพุตทั้งแบบ RCA และ Balanced XLR มาครบถ้วนให้เลือกใช้งาน QUAD 303 เพาเวอร์แอมป์ ที่มีขนาดเครื่องที่ออกแบบในแนวตั้ง คลาสสิก ดูสวยสง่า กว้าง 120 มม.สูง 176 มม.และลึก 325 มม. ปุ่ม Power สีส้มเหมือนปรีแอมป์รุ่น 33 เสมือนหนึ่งเนื้อเดียวกัน การออกแบบเพาเวอร์แอมป์ รุ่น 303 ใหม่นี้ ยังคงลักษณะเสียงแบบอนาล็อกอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ เหมือนรุ่นคลาสสิก แต่มีความนิ่งและสะอาด ชัดเจนมากขึ้นยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน มีอินพุตสมัยใหม่ เช่น Balanced XLR, รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ยุคใหม่ สามารถทำงานร่วมกันโดยใช้ 12 V trigger เพื่อเปิด/ปิดอัตโนมัติ Test Report นี่คือการจัดเข้าชุดเครื่องเสียงระหว่างลำโพงและภาคขยายที่ลงตัวกันมาตั้งแต่แรก มีความสมบูรณ์โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ว่ามันจะไปกันได้ดีหรือไม่ อย่างไร เพราะทีมออกแบบลำโพง Super Linton และทีมออกแบบแอมปลิไฟร์ QUAD 33/QUAD 303 ทำงานใกล้ชิดกันตลอดเวลาอยู่แล้ว มาตรฐานของ Wharfedale Super Linton ก็ได้ใช้แอมปลิไฟล์ชุดนี้เป็นเรฟเฟอร์เรนซ์อ้างอิงอยู่แล้วครับ และเราก็เลือกที่จะใช้เพาเวอร์ QUAD 303 บริดจ์โมโน สองตัวคู่ เพื่อให้การทำงานมีพลังขับเคลื่อนสูงสุดในการขับลำโพง เป็นไปตามคำแนะนำของผู้ออกแบบแอมปลิไฟร์และลำโพง ผมชื่นชอบความเป็นตัวเองของ Wharfedale Super Linton เป็นอย่างมาก เพราะนี่คือลำโพงที่มีรูปทรงที่แตกต่างไปจากลำโพงอื่นๆ ในท้องตลาดอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะสัดส่วนของความกว้างและความลึก อาจจะใกล้เคียงลำโพงอังกฤษทั่วไป แต่สัดส่วนความสูงจะสูงกว่าปกติเล็กน้อย นี่ก็คือเหตุผลที่จะต้องใช้ขาตั้งของเขาเองซึ่งมีความสูงเพียง 44 เซนติเมตร ในขณะที่ลำโพงหน้ากว้างเท่าๆ กัน มักจะใช้ขาตั้งสูง 60 เซนติเมตรขึ้นไป ลำโพงซึ่งเป็นทรงเรโทรย้อนยุคแต่กลับแฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีของเสียงล้ำสมัยที่บรรจุอยู่ภายในอย่างปราณีตเข้มข้นเลยทีเดียว ด้วยจุดประสงค์ที่ทำให้เราฟังเพลงย้อนไปในยุคอนาล็อก จนถึงเพลงยุคปัจจุบันโดยไม่มีขีดจำกัดใดๆ ดีไซน์ในแบบที่เมื่อคุณต้องการความอิ่มอุ่นละเมียดละไม ลำโพงสามารถให้คุณได้ หรือต้องการความมีชีวิตชีวาเบิกบาน ลำโพงก็ให้คุณได้เช่นกัน มีข้อแนะนำที่สำคัญประการหนึ่ง ก็คือควรจะซื้อลำโพงพร้อมขาตั้งของเขาเองจะดีที่สุด นี่เป็นขาตั้งเฉพาะทาง ที่ทำจากโลหะพ่นเคลือบสีดำด้าน และมีชิ้นไม้ประกอบอย่างสวยงามเป็นแผ่นเพลทรองอยู่ด้านล่าง ดีไซน์ขาตั้งจะเป็นผู้กำหนดให้วางตำแหน่งลำโพงแล้วได้ความสูงเหมาะสม ซึ่งช่วยให้ทวีตเตอร์อยู่ในระดับหู ในขณะนั่งฟังส่งผลให้เสียงกลาง–แหลมชัดและสมจริงยิ่งขึ้น ช่วยลดการสั่นสะเทือนจากพื้นและจากตู้ลำโพง และเท่ห์ไปอีกแบบที่ช่องโปร่งๆ นั้น ใช้เก็บแผ่นเสียง (LP) หรืออุปกรณ์เล็กๆ ในช่องด้านล่าง ทำให้ดูเหมือนเฟอร์นิเจอร์หรือตู้วินเทจมากขึ้น • การเซ็ตอัพระยะห่างของลำโพง ลงตัวที่สุดในห้องฟังของผมคือ 2.15 เมตร ลำโพงห่างผนังด้านข้าง 0.70 เมตร และห่างผนังหลัง 0.95 เมตร เป็นระยะที่เหมาะสมกับการได้มาซึ่งโทนัลบาลานซ์ที่ดี และเสียงทุกย่านความถี่สมดุล เสียงเบสลอยมาเป็นตัวตนที่ดี หลังจากทดสอบฟัง และขยับปรับตำแหน่งหลายรอบ ผมมีข้อแนะนำในการเซ็ตตำแหน่ง Super Linton ก็คือ ควรตั้งลำโพงในลักษณะ “หน้าตรง” เสมอ อย่าทำการโท-อิน คือตั้งให้ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ และระยะที่คุณนั่งห่างลำโพงออกมา สัมพันธ์กับระดับความดังที่คุณต้องการ ก็จะได้ทั้งอิมเมจ ซาวนด์สเตจ ที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอนครับ การโท-อินจะมีผลกระทบต่อเวทีเสียงที่แคบลงโดยง่าย จึงไม่แนะนำให้ทำครับ ดูจากภายนอกอาจจะคล้ายกับลำโพงรุ่น Linton แต่ภายในลำโพง Wharfedale Super Linton ได้มีการปรับปรุงวงจรครอสโอเวอร์อย่างมาก โดยแยกอิสระ ใช้แผงวงจรครอสโอเวอร์ถึงสองแผง โดยครอสโอเวอร์ของรุ่น Super นั้น ได้ใช้ตัวเหนี่ยวนำคุณภาพดีกว่า ขดลวดคุณภาพดีกว่า รวมทั้งสายเคเบิลสำหรับไวริ่งที่มีคุณภาพดีกว่าอีกด้วย แตกต่างจากครอสโอเวอร์แบบแผงเดียวที่ดูเรียบง่ายของรุ่น Linton ด้านหลังของลำโพงใช้ขั้วต่อสายลำโพงแบบใหม่ที่ใช้สำหรับรุ่น Super ระบุอักษรเล็กๆ ว่าลำโพงตู้ไหนเป็นด้านซ้าย LEFT หรือด้านขวา RIGHT ผมเบิร์นลำโพงอยู่หนึ่งสัปดาห์ ทั้งที่ทราบว่าลำโพงคู่นี้มีการเปิดทดลองมาบ้างแล้วจากทาง Hi Fi Tower และนั่งมองอยู่ 2-3 วัน ว่าผมจะถอดตะแกรงผ้าด้านหน้าออกได้ไหม ทำอย่างไร จะได้ทดสอบ เปรียบเทียบ การใส่หรือการถอดหน้ากากได้ว่า เสียงเปลี่ยนแปลงไหม? ซึ่งทำได้ยากมากในตอนแรกเพราะหน้ากากยึดแน่นจริงๆ นิ้วมือไม่อาจดึงออกมาได้ ต้องมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อความปลอดภัย ไม่ให้เกิดอะไรเสียหาย จึงนำเอาไม้บรรทัดโลหะขนาดความยาว 6 นิ้ว มาค่อยๆ สอดและเลาะไปตามขอบมุมเบาๆ ทีละนิด พบว่าก็สามารถถอดได้โดย “สวัสดิภาพ” เมื่อเห็นภายในที่หน้าแบบเฟิล จึงเข้าใจทันที เพราะ Super Linton มีตัวล็อกหน้ากากอยู่ถึง 6 จุด ทำให้ค่อนข้างแน่นหนาและถอดยากเป็นพิเศษนั่นเอง ผลการทดสอบของผม ขอเรียนว่าระหว่างการใส่หน้ากาก และการถอดหน้ากากออก การเปลี่ยนแปลงมีน้อยมาก ก็อาจจะมีผลบ้างที่ช่วงความถี่เสียงกลางแหลมที่ซอฟท์ลงเล็กน้อยเมื่อปิดผ้าหน้ากาก แต่อิมเมจเสียงยังคงแม่นตรงครับ ดังนั้นตลอดการใช้งานผมจะเน้นการปิดผ้าหน้ากาก เพราะทำแบบนี้ผมคิดว่าโทนัลบาลานซ์ลงตัวดีนั่นเอง ส่วนท่านใดจะไปเปิดหน้ากากฟังก็ไม่ได้ผิดกติกาอะไรนะครับ อาจจะทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้นที่ได้เห็นความสวยงามของแบบเฟิลและตัว Driver ทั้งสาม ซึ่งทำงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และปลายแหลมจะเปิดอีกนิดๆ ระยะเวลาของการเบิร์นลำโพงนั้น มีนักทดสอบต่างประเทศเขาได้แจกแจงไว้ว่าลำโพงรุ่น Super Linton มีระยะเวลาการเบิร์นอินนานกว่าลำโพงรุ่น Linton บางคนบอกว่ารุ่น Super จะใช้เวลาเป็นสองเท่าเลยทีเดียว แต่สำหรับในการเบิร์นของผมแล้วคิดว่ามันลงตัวเข้าที่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 100-150 ชั่วโมงเป็นพื้นฐานครับ ข้อสังเกตสำหรับท่านที่ได้ลำโพงแบบ “แกะกล่อง” ใหม่ ก็คือเสียงของลำโพงในช่วงกลางแหลมอาจจะพยศเล็กน้อย นอกจากเสียงที่มีชีวิตชีวาและทรงพลังแล้ว เสียงแหลมในช่วงแรกจะมีเสียง “ซซซ” ปลายแหลมสุดมากเกินไปสักเล็กน้อยในย่านเสียงร้อง โดยเสียงที่เป็นส่วนเกินนี้ จะลดลงอย่างรวดเร็ว และคงที่เมื่อเบิร์นไปราวๆ 20 ชั่วโมงเท่านั้น สามารถสังเกตได้เลย ถึงความผ่อนคลายและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นและเมื่อเบิร์นไปเกิน 100 ชั่วโมง คุณจะพบว่าทุกเสียงจะ “คงที่” โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก คาแรกเตอร์และน้ำเสียงเป็นอย่างไรบ้าง? นับตั้งแต่แรกเริ่มแล้วนะครับที่นั่งฟังอย่างจริงจัง พบว่าเป็นลำโพงที่มีสำเนียงที่น่ารักมาก คือเราสามารถเข้าถึง Detail หรือรายละเอียดของเสียงดนตรีได้อย่างผ่อนคลายในทุกช่วงความถี่ อาจจะพูดว่านี่คือลำโพงที่เป็นมิตรกับผู้ฟังมากที่สุดคู่หนึ่งตั้งแต่เคยทดสอบมา ทำให้ผมนึกถึงคำว่าเสียงสุภาพแบบผู้ดีอังกฤษขึ้นมาทันที ย่านความถี่กลางแหลมสวยงาม ราบรื่น เบสอิ่มเอมพอดีๆ ไม่บีบเค้น มีแต่ความผ่อนคลายอย่างน่าทึ่ง อย่างไรก็ตาม Super Linton ไม่ได้เป็นลำโพงที่สร้างมาเพื่อฟังผ่านไปแบบเพลินๆ เรื่อยๆ เพราะในความสุภาพอิ่มละมุนนั้น ก็สามารถแสดง รายละเอียดเต็มเปี่ยมพร้อมความมีชีวิตชีวาของดนตรีเสียงที่รุกเร้า หรือพลังที่โดดเด่นของเพลงบางประเภท ทั้งวงออเคสตร้า และเพลงแนวร็อค ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก (Turn of the Tide : Barclay James Harvest , Erich Kunzel Cincinnati Pops Orchestra : Happy Trails & Round-Up) จากอัลบั้มเหล่านั้น ผมพบว่าลำโพงให้การถ่ายทอดเสียง ที่มีชีวิตชีวาเป็นธรรมชาติอย่างยิ่งครับ Super Linton จาก Wharfedale เมื่อจับคู่กับปรี-เพาเวอร์ QUAD 33 และ QUAD 303 ถือว่าเข้ากันอย่างลงตัว เหมือนออกแบบมาเพื่อกันและกันจริงๆ ครับ โดยเฉพาะการบริดจ์เพาเวอร์แอมป์ ใชัเป็นสองตัวคู่แบบ Mono พลังที่ส่งผ่านมายังลำโพง นับว่าควบคุมได้ทุกระดับความดัง พร้อมทั้งความอิ่มเอมแนบเนียนยิ่งไม่ว่าจะฟังไปยาวนานเพียงไร ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมทดลองฟังลำโพง Super Linton แล้ว เหมือนไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาทดสอบเลย คือลำโพงกับเรา ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีงามตั้งแต่แรก เข้าถึงง่าย ฟังง่าย และก็เต็มไปด้วยรายละเอียด ระยิบระยับอย่างน่าชื่นชม ทุกเสียงมีความพอดีอยู่เสมอ หาอะไรที่ขาด หรือเกินแทบไม่ได้เลย นี่คือเสียงธรรมชาติเนื้อแท้ครับ เสียงเบสอิ่มมีความเป็นตัวตน แม้จะวางห่างผนังมากกว่า 1 เมตรขึ้นไปก็ยังให้เบสเต็มสเกลน่าประทับใจ ในทางตรงกันข้าม แม้จะวางชิดติดผนัง ถึง 50 เซนติเมตร เบสก็ไม่พร่าบวม เรียกว่าการออกแบบท่อเบสคู่ที่ด้านหลัง แต่ทำให้ส่งผลกระทบต่อผนังไม่มากเลยครับ เรียกว่าพร้อมสำหรับความยืดหยุ่นในการใช้งาน ในห้องขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ โดยโทนเสียงต่ำจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ความสามารถถ่ายทอดมิติของเสียงดนตรีทำได้ดีเยี่ยมมากครับ ฮาร์โมนิคหรือความฉ่ำหวานรอบๆ ชิ้นดนตรี ทำให้สัมผัสถึงความสมบูรณ์แบบที่สตูดิโอบันทึกมา แสดงผลเวทีเสียง ที่มีด้านหน้าและบรรยากาศส่วนแบ็คกราวนด์หลัง เชิงชั้น ลดหลั่นของตำแหน่งดนตรีได้เกินกว่าที่เราคาดหวังมากทีเดียว (Janis Ian : Breaking Silence และ Holly Cole Trio : Don't Smoke In Bed) ในการฟังเพลงทุกประเภท พบว่า Wharfedale Super Linton ทำได้ดี และปราศจากข้อจำกัดเรื่องของสไตล์เพลง ทำให้การฟังมีความกว้างขวางอย่างมาก และน่าชื่นชมที่เพลงร้องที่มีความจำเพาะเจาะจง หรือมีความโดดเด่นของศิลปินผู้ขับร้อง ลำโพงแสดงคาแรกเตอร์ได้อย่างแม่นยำเที่ยงตรงและสมจริงกับบุคลิกเฉพาะของศิลปินแต่ละท่าน รวมทั้งเพลงแนวสบายๆ แบบคันทรีที่ผมชอบเป็นพิเศษ ทำให้การฟังลำโพงคู่นี้ รู้สึกอินกับเสียงขับร้อง จนต้องฮัมเพลงตามไปด้วย (Greatest Hits : Kenny Rogers, We Must Believe in Magic : Crystal Gayle) ถ้าหากถามว่าชื่นชอบลำโพงคู่นี้ที่ตรงไหนมากที่สุด ก็คงจะเป็นเรื่องของการให้ “สเกลสัดส่วน” ของชิ้นดนตรีได้ดี และสมจริงมากๆ นั่นเอง ผมยกตัวอย่างเช่น เพลงๆ หนึ่งอาจประกอบขึ้นด้วยดนตรีหลายชิ้น เมื่อมีการบันทึกเสียงที่ดี (จากอัลบั้มระดับออดิโอไฟล์) จะพบว่าเสียงทรัมเป็ต ไวโอลิน เปียโน กีต้าร์ กลอง เบส ดับเบิ้ลเบส อัตราส่วนของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นนั้นมีสัดส่วนที่ถูกต้อง ไม่เบี่ยงเบน ไม่มีอะไรที่มากไป น้อยไป เฉกเช่นตอนที่เรามีประสบการณ์การฟังดนตรีจริงที่มาบรรเลงต่อหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องชมเชยการทำงานของมิดเร้นจ์ ต่อเนื่อง ไหลลื่น กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน กับวูฟเฟอร์และทวีตเตอร์ ถือว่า การออกแบบครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ระบบสามทางแบบใหม่นี้ ทำงานได้ราบรื่นมาก การให้ความรู้สึกถึงความชัดเจน ที่มีทั้งความตื้น-ลึก มีเลเยอร์ ของเวทีด้านหน้าและแบ็คกราวนด์หลัง ทำได้ดีมาก เราสามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างดังกล่าวนั้นได้ทุกช่วงเวลาที่นั่งฟัง นี่คือลำโพงซึ่งกระจายเสียงได้กว้างลึก อิสระ โฟกัสเสียงร้องโดดเด่นเป็นพิเศษ สนองตอบความมีน้ำหนักหรือความทรงพลังของเสียงกลางได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่ชอบฟังเพลงร้องจากเสียงศิลปินกับเครื่องดนตรีน้อยชิ้น จะรู้สึกทึ่งเลยทีเดียว กับเสียงที่หลุดลอยออกมาจากลำโพง (Rebecca Pidgeon - The Raven) Wharfedale Super Linton เป็นลำโพงที่มีความพอดีในทุกย่านความถี่ คือเราไม่รู้สึกว่าอะไรที่น้อยไป หรืออะไรที่มากเกินไป ทำให้มั่นใจได้ว่าเราอยู่กับพลังแห่งเสียงดนตรีจริง ที่ฟังยาวนานเท่าใดก็ได้ จะไม่รู้สึกเบื่อล้าเพราะทุกเสียงล้วนกลั่นกรองออกมาได้เป็น “ธรรมชาติ” จริงๆ และพลังไดนามิคแรงๆ ของดนตรียุคใหม่ที่ได้จากลำโพง มีความนิ่งปราศจากการเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน หรือเบสที่มีน้ำหนักแรงๆ ก็ดูจะกระชับพอเพียง ไม่สั่นไหว อันเนื่องจากการดีไซน์ตู้แบบสองชั้นที่ทีมงาน Wharfedale เชื่อมั่นว่าจะสร้างปรากฏการณ์ที่ดีที่สุดในการมอบความถี่ต่ำ นั่นคือทั้งหมดที่ผมประทับใจในลำโพง Wharfedale Super Linton แต่ถ้ากล่าวถึงผลโดยรวมทั้งซิสเต็มแล้ว Quad เป็นชุดเครื่องเสียงที่ ให้เสียงที่ลงตัวพอดีๆ มีชีวิตชีวา น่าจะพิจารณาใช้กับลำโพง Super Linton อย่าง QUAD 33 และ 303 เป็นอันดับเริ่มต้นเช่นนี้ ทุกอย่างดูสมเหตุสมผล หรือเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม เพราะทั้งลำโพงและปรี-เพาเวอร์ให้เสียงโทนอุ่นธรรมชาติที่เข้ากันได้ดีมาก เสียงที่นุ่มนวลในย่านเสียงกลางและเสียงสูง พร้อมด้วยความอิ่มเอมน่าประหลาดในการขับเสียงเบส ช่วยให้ได้เสียงโดยรวมที่สมดุล ลงตัวพอดิบพอดี ผู้ฟังจะสัมผัสกับความไพเราะ ที่ไม่ทำให้เหนื่อยล้าได้ในทุกช่วงเวลาและในทุกๆ วัน แอมปลิไฟร์มีส่วนผลักดันให้เสียงร้องของลำโพงมีความเป็นธรรมชาติ ไม่เรียบแห้ง และรายละเอียดชัด โดยเฉพาะเพลงอะคูสติกหรือคลาสสิกจะได้อารมณ์ “เหมือนอยู่หน้าศิลปินจริงๆ” ซิสเต็มทั้งชุด อาจเป็นที่ปรารถนาแห่งชีวิต เสียงให้ความเด่นที่อารมณ์และการแยกเลเยอร์เสียงได้ดี ซึ่งทำให้เพลงทุกแนวมีโทนเสียงที่ “ธรรมชาติ” โดยไม่หวือหวา เป็นชุดเครื่องเสียงที่ทำให้เราคิดถึงว่า เมื่อเสร็จภารกิจประจำวันอย่างอื่นแล้ว ได้มานั่งลงตรงหน้ากับชุดเครื่องเสียงชุดนี้ Wharfedale Super Linton , QUAD 33/303 ก็จะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย จิตใจโลดแล่นไปกับเสียงดนตรีที่ชื่นชอบ เหมือนการอยู่กับ Natural Sound ที่ใกล้ชิด และเต็มอิ่มกับเสียงธรรมชาติ เป็นซิสเต็มที่สมบูรณ์แบบ และสร้างทุกแรงบันดาลใจในเสียงดนตรีโดยไร้ขีดจำกัดใดๆ สัมผัสแห่งพลังธรรมชาติ ที่ผ่อนคลาย มีชีวิตชีวา ในความจริงแท้ของเสียงดนตรี กับเครื่องเสียงซิสเต็มนี้ ผมถือว่าคุ้มค่าทุกช่วงเวลา และน่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมด้วยกันตลอดไปครับ Reference: • Audiolab 9000CDT CD Transport • NAD M51 DAC • NAD C588 Turntable • Life Audio Signature Mellow Wharfedale Super Linton + Stand ราคาพิเศษ 85,000.- บาท Quad 33 ราคาพิเศษ 54,000.- บาท/ตัว Quad 303 ราคาพิเศษ 54,000 บาท/ตัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
KEF Muo PORTABLE BLUETOOTH HIFI SPEAKER เสียงใหญ่ ในขนาดย่อม และเปี่ยมด้วยคุณภาพระดับออดิโอไฟล์ สวยงามกะทัดรัดเสียงน่าทึ่งในรอบทศวรรษ ต้องยกให้ลำโพงพกพารุ่นนี้เลยครับ นั่นคือ Muo ที่ได้รับการออกแบบโดย Ross Lovegrove และได้รับการพัฒนาเชิงวิศวกรรมโดย KEF ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ Lovegrove เรียกขานว่า “Organic Essentialism” ปรัชญาแห่งถ่ายทอดจังหวะดนตรีและความกลมกลืนของย่านความถี่เสียงอย่างธรรมชาติของรูปทรงที่งดงาม เหมาะกับไลฟ์สไตล์นักฟังเพลงยุคใหม่ Muo รุ่นเดิมเคยออกวางตลาดเมื่อปี 2015 ซึ่งได้ถูกพัฒนาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในรุ่นปี 2025 นี้ ด้วยขนาดเพียง 216 × 82 × 59 มิลลิเมตร น้ำหนัก 740 กรัม ผลิตจากวัสดุอลูมิเนียมเกรดพรีเมียม ในรูปทรงที่ย่อส่วนจากลำโพงสุดขอบไฮเอ็นด์รุ่น KEF Muon รุ่นใหญ่มาสู่ขนาดที่ “พกพา” ได้ พร้อมสายคล้องที่เหมาะกับทุกการใช้งาน KEF Muo ลำโพงบลูทูธแบบพกพาระดับพรีเมียม ที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง KEF นำเสนอด้วยไดรเวอร์ Racetrack และเทคโนโลยี P-Flex Surround และจุดที่ถือว่าเป็นหัวใจระบบคือ Music Integrity Engine (MIE) อันเป็นอัลกอริทึม DSP เอกสิทธิ์เฉพาะของ KEF ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์และรายละเอียดของเสียงได้สมจริงยิ่งขึ้น พร้อมความทนทานระดับ IP67 ที่กันน้ำและฝุ่น และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน ทำให้ Muo พร้อมไปได้ในทุกสถานที่ ในทุกการเดินทาง มีให้เลือก 7 สีสันสดใส ที่สะท้อนไลฟสไตล์เฉพาะบุคคล คือ Silver Dusk, Amber Haze, Orange Moon, Blue Aura, Moss Green, Cocoa Brown และ Midnight Black Muo มาพร้อมระบบไร้สาย Bluetooth 5.4 aptX Adaptive รองรับ Codec คุณภาพสูง aptX Adaptive, AAC และ SBC รวมถึงรองรับการจับคู่แบบ True Wireless Stereo (TWS) เมื่อใช้ลำโพง 2 ตัวร่วมกัน เพื่อเสียงระดับไฮไฟ และมีความหน่วงต่ำ มีไมโครโฟน Built-in พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนและลดเสียงสะท้อน สำหรับรับสายโทรศัพท์หรือคำสั่งเสียง ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จะมีระยะเวลาการเล่นได้ยาวนานสูงสุด 24 ชั่วโมง ที่ระดับเสียงปานกลาง หรือสามารถชาร์จด่วน 15 นาที ฟังได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง กันน้ำและกันฝุ่นทนทานต่อสภาพอากาศในระดับ IP67 เหมาะกับสภาวะอากาศตั้งแต่ -20°C ถึง 45°C ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ริมสระหรือทริปตั้งแคมป์ก็พร้อมสรรพทุกความมั่นใจ จุดสังเกต รุ่นใหม่ปี 2025 ใช้ไดรเวอร์สองแบบแยกชัดเจน โดยมีไดรเวอร์เบส/กลาง แบบ Racetrack รูปวงรีขนาด 58 × 117 มม. มีเทคโนโลยี P-Flex Surround เพื่อการเคลื่อนที่ของกรวยที่แม่นยำและเบสลงได้ลึกกว่า พร้อมทวีตเตอร์โดมแยกเฉพาะ สำหรับย่านความถี่สูง ให้เสียงแหลมที่คมชัดรายละเอียดสูง ส่วนแอมปลิฟายเออร์ภายในใช้ภาคขับเสียงแบบ Class D คู่ โดยแยกอิสระ 10 วัตต์ สำหรับทวีตเตอร์ และ 30 วัตต์ สำหรับไดรเวอร์กลาง-เบส (Racetrack) สามารถโหลดแอปควบคุม KEF Connect (iOS/Android) สำหรับจัดการตั้งค่า, ปรับแต่งเสียงเลือก EQ, และอัปเดตเฟิร์มแวร์ มีพอร์ต USB-C ชุดเดียว ที่ใช้ทั้งสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และเล่นเสียงแบบมีสาย รองรับสัญญาณเสียงสูงถึง 48 kHz/24-bit เมื่อใช้ USB-C (ขึ้นกับอุปกรณ์ต้นทาง) Preview เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจครับ เพราะนานๆ ทีจะได้ฟังลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดย่อม แล้วให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจถึงขนาดนี้ เอาเป็นว่าได้ยินเสียงแรกก็ตะลึงเลยเหมือนกันครับ นอกจากรายละเอียดที่ดี เสียงเบสลึกอิ่มๆมาจากไหน? โดยแรกสดุผู้ผลิตระบุเอาไว้ที่ 43 Hz – 20 kHz นั้นไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อได้ฟังจริงๆ ต้องถือว่าน่าทึ่งมากๆ ครับ สำหรับการใช้งานทั่วไป KEF Muo นี้ มีขั้นตอนง่ายมากครับ มือใหม่ก็สามารถใช้งานได้ทันที ระบบคอนโทรลหลักอยู่บนหลังลำโพง ส่วนปุ่มบลูทูธวางตำแหน่งที่ด้านหลังลำโพง มีปุ่มยางเล็กๆ ช่วยให้วางได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอนได้อย่างมั่นคงเพื่อสัมผัสพื้นผิวทั่วไป เริ่มใช้งานครั้งแรก ให้กดปุ่ม Power ที่ด้านบนของตัวลำโพงค้างไว้ประมาณ 3 วินาที จนไฟ LED ติดค้าง แสดงสถานะพร้อมใช้งาน นี่คือจุดเริ่มต้นก่อนจะเชื่อมต่อหรือจับคู่ใดๆ จากนั้นเสียบสาย USB-C เข้าที่พอร์ตด้านหลังของ Muo ในกรณีเล่นเพลงจากคอมพ์ หรือต้องการชาร์ตไฟ โดยปลายสายอีกด้าน เสียบเข้ากับอะแดปเตอร์หรือพอร์ต USB ในคอมพิวเตอร์ ไฟ LED จะแสดงสถานะ กำลังชาร์จ เมื่อชาร์จเต็มแล้วใช้งานได้ยาวสูงสุด 24 ชม. (ขึ้นอยู่กับระดับเสียง) เคล็ดลับก็คือชาร์จ 15 นาที ก็ได้เวลาเล่นเพิ่ม 3 ชั่วโมงแล้ว วิธีการจับคู่ Bluetooth กับอุปกรณ์สมาร์ทโฟน เมื่อเครื่องเปิดอยู่ ให้กดปุ่ม Bluetooth Pairing ที่ด้านหลังไฟ LED จะกระพริบสีน้ำเงิน แสดงว่าลำโพงพร้อมจับคู่ ให้เปิด Bluetooth ในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เลือกอุปกรณ์ชื่อ “KEF Muo” จากรายการเมื่อเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว ไฟ LED จะคงติด สีน้ำเงินค้างอยู่ จากนั้นก็เริ่มเล่นเพลงจากแหล่งที่มาจากสมาร์ทโฟนได้เลย ของผมจะเน้นไปที่ Youtube – Spotify และ TIDAL เป็นหลักครับ เพราะมีเพลงหลากลหายสไตล์คุณภาพดีๆ ที่ฟังเป็นประจำ ถ้าคุณอยากใช้สาย USB-C เพื่อเล่นเสียงจากคอมพิวเตอร์ ให้กดปุ่ม Bluetooth 2 ครั้ง เพื่อสลับการใช้งาน โดยโหมดไฟ LED จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเมื่ออยู่ในโหมด USB-C และกดอีกครั้งเพื่อย้อนกลับไปยังการใช้งาน Bluetooth การวางลำโพงและปรับระดับเสียง ให้ดูจากปุ่มด้านบนของตัวลำโพงจะมีปุ่ม Volume + (เพิ่มเสียง) Volume – (ลดเสียง) ปุ่ม Power ใช้สำหรับเปิด/ปิด … ปุ่มสามขีดนี้ สำหรับเลือกฟังก์ชั่น กรณีจับคู่สเตอริโอ TWS โดยใช้ 2 ตัว ซึ่งผมทดสอบการจับคู่ลำโพงแบบสเตอริโอแล้วบอกได้เลยว่ายิ่งประทับใจแบบคูณสองครับ วิธีการจับคู่ก็ง่ายมาก ไม่ต้องอาศัยแอปแต่อย่างใด โดยเปิด KEF Muo ทั้งสองตัวใช้งานพร้อมกัน หลังจากนั้นบนตัวแรก ให้กดปุ่ม Function + Bluetooth (ด้านหลังลำโพง) พร้อมกันค้างไว้ เพื่อรีเซ็ตและตั้งเป็นลำโพงแชนแนลขวา จากนั้นก็ทำเหมือนกันบนตัวที่สอง เพื่อให้เป็นลำโพงแชนแนลซ้าย สังเกตว่า ไฟ LED จะสว่างค้างและทั้งคู่จะจับคู่กันเอง หลังจากจับคู่แล้ว เราจะเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับตัวขวา (Primary) เพื่อเริ่มเล่นเพลงพร้อมกันทั้งสองตัวให้เข้าสู่ระบบ Stereo ครับ จากการทดสอบใช้งานจริง โดยผมเริ่มจากการใช้ลำโพงเพียงตัวเดียวก่อน ยอมรับว่ามีความประทับใจมากในเรื่องของน้ำเสียงที่แผ่ออกมากว้างลึกและหลุดลอยเป็นอิสระจากตู้ของลำโพง รายละเอียดปลายเสียงแหลมสวยงาม เสียงช่วงปลายดูสุภาพ เสียงกลางสะอาด ในขณะที่เสียงเบสลึกแน่นอิ่มอย่างน่าตกใจ เรียกว่าเกินคาดเลยทีเดียว ในการเซ็ตอัพลำโพงสองตัวในระบบสเตอริโอ แนะนำให้วางลำโพงทั้งสองให้ห่างประมาณ 1 - 1.50 เมตร เพื่อสร้างเวทีเสียงที่กว้างขึ้น ท่านที่เป็นนักฟังระดับออดิโอไฟล์จะต้องชอบใจเมื่อใช้ Muo จับคู่กันเป็นสตูดิโอสองตัวแบบนี้อย่างแน่นอน เพราะเสียงเหมือนฟังชุดเครื่องเสียงแยกชิ้นที่เวทีเสียงกว้างลึกมากๆ ครับ เคล็ดลับใช้งานด้วยแอป KEF Connect คุณสามารถดาวน์โหลด KEF Connect ใน iOS หรือ Android ใช้แอปเพื่อควบคุม EQ, เปลี่ยนชื่ออุปกรณ์, อัพเดตเฟิร์มแวร์ และจัดการลำโพงหลายตัวพร้อมกัน นี่คือความสะดวกและยกระดับการใช้งานลำโพงไปอีกหนึ่งขั้น และจากการทดสอบพบว่า ถ้าลำโพงไม่ได้เชื่อมต่อหรือไม่ได้ใช้งาน จะปิดตัวเองอัตโนมัติ เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ ผลการทดสอบ KEF Muo ลำโพงพกพาที่เสียงไม่ธรรมดา ให้คุณภาพเสียงและเวทีเสียงออกมาได้เกินตัว โดยเฉพาะเรื่องเสียงร้องและเครื่องดนตรี ให้รายละเอียดที่ดีมาก ด้วยบุคลิกเสียงแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการ ถ่ายทอดความละเมียดละไมตลอดย่านความถี่ จากแหลมสุดไปหาเสียงต่ำสุดแบบที่คุณแทบไม่เคยได้ยินจากลำโพงพกพาใดๆ แบบนี้มาก่อน ให้เสียงสูงเปิดกว้างลื่นไหล ไม่มีเสียงแข็งกระด้างเฉกเช่นลำโพงพกพาอื่นๆ ความนุ่มนวลที่ต้องยกให้เลยครับว่า มาสุดทางจริงๆ เมื่อจับคู่สองตัว (Stereo) จะสร้างเวทีเสียงกว้างและสมจริงยิ่งขึ้น ผมชื่นชมที่แอมป์ภายใน และไดรเวอร์มีความพอเหมาะพอดีกัน รักษาความคมชัดได้ดีแม้ฟังในระดับความดังสูงๆ ส่วนการใช้งานผ่านแอป KEF Connect ทำง่ายและควบคุมได้มากยิ่งขึ้น น้ำเสียงโดยรวม ให้บุคลิกที่ละเมียดละไมน่ารัก เปิดกว้างเบสอิ่มเอมน่าทึ่ง และระดับความดังของเสียงพอเพียงกับห้องขนาดเล็ก – กลางทั่วไป และเมื่อใช้สองตัวเป็นสเตอริโอ จะให้ซาวด์สเตจ กว้างขึ้น เสียงสูงสะอาดไม่ออกแนวคมสด เรียกว่ารักษาบุคลิกเสียงในแบบผู้ดีอังกฤษเอาไว้อย่างมั่นคง ฟังเพลงทั้ง Pop Jazz วงบิ๊กแบนด์ ผมก็ต้องแปลกใจทุกครั้งที่เสียงเบสแน่นและควบคุมได้ดีมาก สำหรับลำโพงขนาดเล็กที่มีเสียงสูงใสและแยกรายละเอียดได้ดี แต่ไม่จัดจ้านแม้แต้น้อยนิด ให้ประสบการณ์ฟังเพลงที่ “สมจริงและสดใส” ยิ่งกว่าลำโพงสำหรับสมาร์ทโฟนทั่วไป และเหมาะมากๆ สำหรับการฟังแบบใกล้ๆ Near Field อีกด้วย สำหรับบางท่านที่อาจสงสัยว่าลำโพง KEF Muo ควรจะวางในแนวตั้งหรือในแนวนอนจะให้เสียงดีกว่ากัน จากการทดสอบฟังอย่างจริงจัง มีบทสรุปว่า ฟังได้ดีทั้งสองรูปแบบครับ แต่ถ้าต้องการฟังแบบออดิโอไฟล์ แนะนำให้วางในแนวตั้ง เพราะว่าการกระจายเสียงแหลมและเสียงทุ้มจะดูราบรื่นและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างยอดเยี่ยม ด้วยระดับราคาอาจจะมองเผินๆ ว่าสูงนิดนึง แค่ถ้าคุณได้จับต้องตัวจริงจะเห็นถึงความพรีเมียมในวัสดุ สีสัน ว่าเป็นอีกคลาสหนึ่งของลำโพงพกพา และเมื่อฟังเสียงจะรู้สึกว่า KEF Muo นั้น คุ้มค่าทุกมิติเลยครับ KEF Muo มีขนาดกะทัดรัด แต่เต็มไปด้วยพลังเสียงเต็มอิ่ม ในแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการ ในการฟังทุกครั้ง ผมแทบไม่เชื่อว่าเสียงดนตรีอันเจิดจรัส สมจริง จะออกมาจากขนาดลำโพงเล็กๆ นี้ เสียงของ Muo ประดุจการฟังลำโพงขนาดใหญ่เลยทีเดียว งานวิศวกรรมชิ้นนี้ ยกให้เป็นสุดยอดของลำโพงพกพาของปี 2026 เลยครับ ราคาจำหน่าย KEF MUO ราคา 10,900.- บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand
AE1 40th Anniversary Edition มนต์เสน่ห์ลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์ และคุณภาพเสียง AE1 ลำโพงรุ่นแรก ที่ถือกำเนิดพร้อมบริษัท Acoustic Energy เคยเป็นแรงบันดาลใจในยุคทองของเสียงแบบอนาล็อก ได้ย้อนกลับมายืนเด่นเป็นสง่า ในช่วงเวลาของดิจิตอลออดิโอรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้ง แสดงถึงการผสมผสานเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยม เพื่อให้ได้คุณภาพที่ละเมียดละไมของยุคเก่า และความเปิดกว้างไดนามิคเร้นจ์ของยุคใหม่ได้อย่างลงตัว • จุดเริ่มต้น AE1 รุ่นแรก ปี 1987 Acoustic Energy ได้ก่อตั้งขึ้นในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 1987 มาพร้อมกับการเปิดตัวลำโพง AE1 เป็นรุ่นแรก โดยระดมสรรพกำลังและสมองของทีมออกแบบให้ได้มาซึ่งลำโพงเล็กที่สนองตอบความเที่ยงตรงของดนตรีมากที่สุด จุดเด่นของ AE1 ในช่วงเวลานั้นคือ ลำโพง Stand‑Mount / Bookshelf ขนาดเล็ก ที่ให้ไดนามิกสูง เบสสะอาดชัดเจน และถ่ายทอดความเที่ยงตรงที่เกินคาดสำหรับลำโพงขนาดเล็ก ซึ่งถือว่าได้ “ทลายขีดจำกัด” ที่เคยมี เมื่อเทียบกับข้อจำกัดทั่วไปของลำโพงขนาดเล็กในยุคนั้น • การพัฒนาเวอร์ชั่นต่างๆ ตามลำดับ - ปี 1987 AE1 รุ่นแรกเปิดตัวครั้งแรกในอังกฤษ ในดีไซน์ Compact Monitor ขนาดเล็ก ที่ให้ไดนามิกสูง โดยใช้ Aluminium Cone Woofer (ที่ล้ำหน้าในยุคนั้นมาก) - ปี 1991 AE1 MK II ปรับปรุงภายใน ทั้ง Crossover และไดรเวอร์ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น - ปี 1996 AE1 MK IIl นับเป็นรุ่นที่ปรับปรุงมากขึ้นอีกระดับ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของย่านความถี่ต่ำ ความสดใสของเสียงแหลม มีการใช้ตู้ที่หนาขึ้น แดมปิ้งที่ดียิ่งขึ้น - ปี 2001 AE1 MK IIl SE (Special Edition) เป็นรุ่นย้อนยุคที่ออกแบบให้ใกล้เคียงกับ AE1 ดั้งเดิมมากที่สุด โดยใช้วูฟเฟอร์แบบอลูมิเนียมโคน และทวีตเตอร์แบบซอฟท์โดม - ปี 2016 ได้ยุติการผลิต Series AE1 ในแบบลำโพงแพสสีพไประยะหนึ่ง - ปี 2017 ปรับสายการผลิต เป็นลำโพงแอคทีฟ รุ่น AE1 Active - ปี 2021 เริ่มผลิต AE500 Series แม้ไม่ใช่ AE1 โดยตรง แต่ AE500 ได้แรงบันดาลใจจาก AE1 โดยเฉพาะการใช้วัสดุเซรามิก อลูมิเนียมไดรเวอร์ และในปี 2025 ช่วงเวลาย้อนประวัติศาสตร์ ด้วย AE1 40th Anniversary Edition ลำโพงวางขาตั้งรุ่นพิเศษ เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของตระกูล AE1 ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในลำโพงที่สร้างชื่อในยุค 80 ด้วยเสียงที่เที่ยงตรง ไดนามิกดีเยี่ยม มีใช้งานในสตูดิโอหลายแห่งทั่วโลก โดยรุ่น 40th Anniversary Edition นี้ยังคง DNA ของรุ่นดั้งเดิมไว้ แต่ได้พัฒนาปรับปรุงชิ้นส่วนและอัพเกรดเทคโนโลยีให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อคุณภาพเสียงและการใช้งานที่ดีและกว้างขวางกว่าเดิม จุดเด่นหลัก 1. ไดรเวอร์ที่พัฒนาใหม่อย่างละเอียดประณีต • ทวีตเตอร์อลูมิเนียมโดม ขนาด 29 มิลลิเมตร มีขดลวดขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นเดิม ช่วยลดความร้อนในคอยล์ ลดการบีบอัดพลังงาน และเพิ่มไดนามิกในช่วงความถี่สูงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมแชมเบอร์ภายในที่ช่วยดูดซับพลังงานเสียงด้านหลังเพื่อควบคุมเรโซแนนซ์ให้ต่ำลง • วูฟเฟอร์/มิดเบส ขนาด 125 มิลลิเมตร ออกแบบให้ใหญ่ขึ้นตามมาตรฐานปัจจุบัน พร้อมกรรมวิธีเคลือบฮาร์ด-อะโนไดซ์ทั้งสองด้านให้แข็งแรง ส่งพลังขับเคลื่อนอากาศได้มากขึ้น ช่วยลดความผิดเพี้ยนของเสียงในย่านกลาง-ต่ำได้อย่างดีเยี่ยม ในแง่ของการใช้เทคโนโลยีออกแบบตัวขับเสียงต่ำของ AE1 40th Anniversary Edition นับเป็นกระบวนการที่น่าสนใจมาก AE เลือกใช้วิธีการขึ้นรูปกรวยอะลูมิเนียมแบบ Spun (Spun Aluminium Cone) ซึ่งผลิตโดยกระบวนการ Spinning คือการปั้นกรวยลำโพงจากแผ่นโลหะให้ได้รูปทรงที่แม่นยำและแข็งแรง แทนการใช้วิธีอัดขึ้นรูปดังที่เราพบในลำโพงทั่วไป AE ใช้เครื่องจักรในการขึ้นรูปโลหะแผ่นให้เป็นรูปทรงโค้งของกรวย โดยการกดโลหะแผ่นให้เข้ากับแม่พิมพ์ที่หมุนอยู่ด้วยแรงดันจากลูกกลิ้ง ทำให้ได้ชิ้นงานที่บางและสม่ำเสมอ จากนั้นกรวยลำโพงที่ได้ ก็จะมีการเคลือบด้วยชั้น Hard-anodized และ Ceramic coating ทั้งสองด้าน เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ลดการบิดงอ ควบคุมการสั่นสะเทือนของกรวยอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เสียงกลางและเสียงต่ำมีความเป็นธรรมชาติ ทำไม AE1 เลือกวิธี Spun Aluminium เนื่องจากกรวยแบบนี้จะให้คุณสมบัติที่นักออกแบบลำโพงระดับเรฟเฟอร์เรนซ์ต้องการ เพราะให้ความแข็งแกร่งต่อมวลสูง มีการเบรคอัพที่ควบคุมได้ รวมถึงสนองตอบต่อย่านความถี่กลางต่ำได้อย่างฉับไวไม่ฟุ้งกระจาย คงบุคลิกเสียงแบบลำโพงมอนิเตอร์ เอาไว้อย่างมั่นคง 2. การออกแบบโครงสร้างตู้ลำโพงที่มีความประณีตพิถีพิถัน โดยตู้ทำจาก HDF ชั้นหนา พร้อมวัสดุ RSC ที่ควบคุมการสั่นสะเทือนและเรโซแนนซ์ได้ดี ให้เสียงมีความชัดและเป็นธรรมชาติ วัสดุ RSC นั้น เป็นโครงสร้างไม้แบบหลายชั้น (Constrained-layer Construction) ออกแบบมาเพื่อกำจัดการสั่นและเรโซแนนซ์ของตู้ลำโพงโดยตรง ในกรณีของ AE1 40th Anniversary Edition โครงสร้างหลักจะประกอบด้วย แผ่น HDF และ MDF ที่มีความหนาแน่นสูง มีชั้นโพลิเมอร์แดมป์ (Visco-elastic Layer) เป็นการประกบในแบบแซนด์วิชภายใต้แรงอัดสูง เมื่อตู้มีการสั่น พลังงานจะถูกแปลงเป็นความร้อนเล็กน้อย แทนที่จะสะท้อนกลับมาเป็นเสียงรบกวน นับเป็นเทคนิคที่ฉลาดล้ำมาก เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ของตู้ลำโพง เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นจากภายนอก แต่ภายในหลักการทำงานของระบบ Constrained-Layer Damping คือใช้แผ่นไม้แข็ง 2 ชั้น เมื่อตู้พยายามสั่น ชั้นแดมป์ตรงกลาง จะทำการต้านการเคลื่อนตัว จากนั้นพลังงานที่สั่นจะถูกขจัดทิ้งในชั้นกลาง ผลคือได้ตู้ที่นิ่งมาก โดยไม่มีเสียงของ “กล่อง” มาปะปนกับเสียงดนตรี ช่วยให้ทุกความถี่สะอาด มีความโปร่งโฟกัสดี แนวคิดคือ ทำให้ตู้เงียบที่สุด เพื่อให้ได้ยินแต่เสียงจากดอกลำโพง ตู้ลำโพงจะทำการเคลือบสีถึง 10 ชั้น เป็น Gloss หรือ Walnut Veneer สวยงามและทนทาน พอร์ตคู่ด้านหน้า Twin Front Reflex ที่ออกแบบใหม่ด้วยเทคนิคลดเสียงของพอร์ต ช่วยขยายช่วงความถี่ต่ำได้สะอาดยิ่งขึ้น 3. การออกแบบ Crossover วงจรแบ่งความถี่ด้วยอุปกรณ์คุณภาพสูง ใช้ส่วนประกอบระดับออดิโอไฟล์เกรด Low-order Filter เพื่อรักษาเฟสให้สอดคล้องในการทำงานของไดรเวอร์ ทั้งยังช่วยลดการทับซ้อนกัน เมื่อย่านเสียงสูงและต่ำเปลี่ยนผ่าน จึงได้เสียงที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ หลังจาก AE1 40th Anniversary Edition เริ่มวางจำหน่ายและส่งให้รีวิวเวอร์ได้ทดสอบ ก็ได้รับคำชมจากสื่อหลัก อาทิ Outstanding Product จาก Hi-Fi News ด้วยคะแนนที่สูง ทั้งเรื่องความสามารถในการขับเสียงที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองที่ดีและแม่นยำ งานประกอบตู้ที่ยอดเยี่ยม ได้รับรางวัล “Editor’s Choice Award” จาก The Ear ที่ชื่นชมว่าลำโพงรุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี ยังคงให้อารมณ์และเสียงคลาสสิกของ AE1 ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งเพิ่มความเร้าใจ มีชีวิตชีวา ดึงดูดใจให้ฟังดนตรีได้ยาวนานกว่าลำโพงที่ราคาแพงกว่าอีกหลายรุ่น แทบทุกสื่อไฮไฟชั้นนำให้ความคิดเห็นในเชิงบวกมาก โดยเฉพาะในด้านคาแรกเตอร์เสียงที่สมดุล มีพลัง และให้รายละเอียดดีมากๆ Test Report ลำโพงคู่นี้สร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้กับผมได้มากที่สุดคู่หนึ่งในรอบปี แน่นอนว่า นอกเหนือจากเรื่องของคุณภาพเสียงแล้ว AE1 40th Anniversary Edition ทำให้เรารู้ว่าลำโพงคู่หนึ่ง ถูกสร้างให้ดีที่สุดทั้งรูปลักษณ์ เทคโนโลยี ได้อย่างไร AE1 40th Anniversary Edition เป็นลำโพงที่เราสามารถเซ็ตอัพโดยไม่ยุ่งยากซับซ้อน ให้ผลของการรับฟังที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละจุดตำแหน่ง หรือในระยะของการเซ็ตต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และน่าตื่นเต้น เพียงขยับตำแหน่งเล็กน้อย คุณก็จะพบความเปลี่ยนแปลงได้ในทันที และสามารถหาจุดที่เหมาะสำหรับการฟังอย่างสมบูรณ์ในห้องฟังของคุณ ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าเท่าที่ได้ทดสอบ AE1 40th Anniversary Edition กับขาตั้งโดยทั่วไปหลายคู่ ขอยืนยันว่าลำโพงคู่นี้เหมาะสำหรับขาตั้งโลหะเท่านั้น ไม่ควรใช้กับขาตั้งไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้เนื้อแข็ง ไม้เนื้ออ่อน หรือแม้แต่กระทั่งไม้ MDF เพราะขาตั้งเหล่านั้นจะบดบังความสง่างามเสียงกลางแหลมที่ยอดเยี่ยมของลำโพง และขาตั้งไม้บางคู่อาจจะมีผลทำให้เสียงต่ำเฉื่อยลงอีกด้วย ผลตรงนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับนักฟังแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่พอสมควร ดังนั้นแนะนำเลยนะครับว่าขาตั้งโลหะที่ดีกับ AE1 40th Anniversary Edition คือคำตอบสุดท้าย จากผลการทดสอบ ด้วยชั่วโมงรวมในการฟังจริงของผมมากกว่าหนึ่งร้อยชั่วโมง น่าจะเป็นแนวทางสรุปได้ว่าลำโพงคู่นี้ เสียงเป็นอย่างไร ลำโพงซ้ายขวา ถูกเซ็ตอัพให้วางห่างกันในระยะที่ 1.70 เมตร โดยห่างจากผนังด้านหลัง 1 เมตร และผนังด้านข้าง 85 เซนติเมตรโดยประมาณ จัดว่าลงตัวที่สุด (ห้องขนาด 3.5x4.5 เมตร) แอมปลิไฟร์ ที่นำมาขับเสียงคือ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier 400 Watts per Channel สลับกับ Audio Innovations Series 500 เป็นบางช่วง เมื่อต้องการฟังแบบผ่อนคลายสบายๆ ก็จัดมาทาง NAD C3050 ส่วนแหล่งโปรแกรม มีเครื่องเล่น CD Transport Audiolab 9000CDT, NAD M51 DAC เครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C588 และ Rega Fono Mini A2D โอเคละ ผมเป็นคนชอบความสวยงาม ดังนั้นเมื่อเห็นลำโพง AE1 40th Anniversary Edition ทำให้รู้สึกชอบทันที การรังสรรค์ตู้ขึ้นมาอย่างประณีตเทียมเท่ากับลำโพงระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ งานเคลือบภายนอกผิวเปียโน ในขนาดกะทัดรัดที่ประณีตทุกมุมมอง สวยงามจนน่าตะลึง แทบลืมไปเลยว่าภายในมีเทคนิคด้านกลศาสตร์แฝงอยู่ทุกอณูเลยทีเดียว เทียบเคียงกับ AE1 เวอร์ชั้นในตำนานปี 1987 แล้ว ความน่าทึ่งก็คือ แม้ AE1 40th Anniversary Edition เป็นเวอร์ชั่นใหม่ แต่ยังคงรักษาคาแรคเตอร์เดิมในแง่เสียงกลางที่เที่ยงตรงสะอาด เบสอิ่มเอมมีความแม่นยำสมจริง สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ ช่วงปลายแหลมที่กระจ่างขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เป็นลำโพงที่มีสเกล สัดส่วนชิ้นดนตรีสมจริงมากที่สุดคู่หนึ่ง ให้เสียงเปิดกว้าง และขับง่ายกว่ารุ่นเดิม สนองตอบดนตรีหลากสไตล์ได้ดีกว่า ไม่เกี่ยงว่าแหล่งโปรแกรมนั้น จะเป็นอนาล็อกแผ่นเสียง หรือสตรีมมิ่ง ผมฟังเพลงแนวป็อป แจ๊ซ และระดับวงบิ๊กแบนด์ ได้เสียงที่ครบถ้วนทั้งกลางแหลมและเบสลึกๆกระหึ่ม อิ่ม นิ่ง เก็บบรรยากาศการบันทึกเสียงมาครบมากครับ ฟังแล้วติดอกติดใจ เหมือนอ่านหนังสือที่วางไม่ลง บางช่วงฟังนานสี่ห้าชั่วโมงติดต่อกันเลยทีเดียว ผมชอบมากๆ ที่เสียงร้องมีอิสระหลุดลอย “เสมือนดังนักร้องมายืนอยู่ต่อหน้า” คือสมรรถนะที่ ลำโพงในระดับราคาเดียวกันต้องสะเทิ้นอายได้เลยครับ อีกทั้งผมยังชอบการถ่ายทอดเสียงที่เข้าถึงง่าย ฟังได้จับใจทุกอารมณ์ ได้บรรยากาศลึกล้ำ ฮาร์โมนิกสวยงามยิ่งนัก Janis Ian: Breaking Silence เป็นอัลบั้มที่บ่งชี้ถึงความแม่นยำและอิสระของเสียงที่เรียกว่า หลุดออกมานอกกรอบตู้ ที่ AE1 40th Anniversary Edition ทำได้น่าประทับใจแบบไม่สามารถบรรยายความรู้สึกได้ทั้งหมด อิมเมจ เสียงร้อง และซาวนด์สเตจเสมือนจริงมากครับ ถือว่าเป็นลำโพงระดับมอนิเตอร์อีกคู่หนึ่งที่สร้างตำนานให้จดจำไปอีกนานแสนนาน ตามติดมาด้วยอัลบั้ม What's New โดย ลินดา รอนสตัดท์ นี่คืออัลบั้มแรกในไตรภาคของอัลบั้มในช่วงทศวรรษ 1980 ที่รอนสตัดท์ได้ทำงานร่วมกับผู้เรียบเรียง เนลสัน ริดเดิ้ล เป็นคัมภีร์ของการใช้ฟังทดสอบเสียงลำโพงของผมมานานปี สิ่งที่ยืนยันได้คือ ลำโพงให้คุณภาพและศักยภาพเสียงดีเยี่ยมจริงๆ ให้การตอบสนองเสียงกลางสูงเป็นธรรมชาติ ให้ความเปิดโปร่ง รายละเอียดชัดเจน เสียงร้องแม่น เวทีดนตรีกระจ่างเรียบเนียน สง่า โอ่อ่าโอฬาร รักษาดุลของย่านความถี่เสียงอย่างมีสัดส่วนดีมาก ศักยภาพลำโพงเล็ก เราสามารถพิสูจน์ความทรงพลังและไดนามิคเรนจ์ได้จริงๆ ก็ต้องอัลบั้มแนวบันทึกการแสดงสดหรือวงออเคสตร้า โดยอัลบั้ม Belafonte At Carnegie Hall: Harry Belafonte และ Jazz at the Pawnshop ทำให้ผมลงความเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะจริงๆ ของลำโพงได้อย่างง่ายดาย ว่าทีมออกแบบลำโพงคู่นี้ เขาทำมาได้สุดทางมากครับ ต้องเรียนว่า ศักยภาพของ AE1 40th Anniversary Edition นั้น เกินกว่าความคาดหมายของผมไปมากจริงๆ ครับ แม้ว่าลำโพงถูกวางห่างกันอยู่ที่ 1.70 เมตร เป็นมาตรฐานที่ถือว่าเหมาะที่สุดในห้องของผม แต่ในการฟังจริงๆ กลับได้รับมิติเสียงทั้งหมดแบบเปิดกว้างมาก เสียงเลยออกไปมากกว่าจุดตำแหน่งที่วางลำโพงอย่างน่าทึ่ง คือเหมือนเสียงหลุดเลยทะลุห้องฟัง ในทุกๆ วินาทีที่ได้ฟังอัลบั้มเพลงดังกล่าว และด้วยเสียงเบสอิ่มทรงพลังในขนาดตู้ย่อมๆ แบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงสมรรถนะลำโพงตั้งพื้นขึ้นมาทันที อาจจะเพราะตู้และพอร์ตได้รับการปรับปรุงโดยใช้วัสดุ RSC ที่แข็งแกร่งและมั่นคงขึ้น รวมถึงท่อพอร์ตที่มีการปรับดีไซน์ให้ลดเสียงเบี่ยงเบน ทำให้เบสสะอาดมีรูปทรงเหมือนฟังลำโพงตั้งพื้นเลยทีเดียว ออดิโอไฟล์ และมิวสิคเลิฟเวอร์ท่านใดที่ต้องการลำโพงที่สามารถสนองต่อเสียงดนตรีได้อย่างสมจริง มีความแม่นยำและให้ความอบอุ่นละมุนละไมไปในตัว โดยเฉพาะผู้ที่ชอบฟังเพลงร้อง รับรองได้เลยว่านี่คือลำโพงที่คุณจะต้องรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่ฟังและอยากที่จะเป็นเจ้าของเสียงที่มีเสน่ห์ตรึงตา ตรึงใจแบบนี้ เป็นลำโพงที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้สามารถจับคู่กับแอมป์ง่ายขึ้น ด้วยค่าความไว 87dB ความต้านทานเฉลี่ย 6 โอห์ม แอมป์โซลิดสเตทหรือแอมป์หลอดกำลังขับปานกลางทั่วไปขับได้อย่างเต็มที่ AE1 40th Anniversary Edition นั้น โดดเด่นอย่างมากที่ย่านความถี่เสียงกลาง ชัดเจนและเป็นธรรมชาติ เบสอิ่มลอยตัวเป็นชิ้นเป็นอัน เหมาะกับเสียงร้องและดนตรีอะคูสติกเป็นลำดับต้นๆ ให้เบสที่ลึกขึ้น อิ่มขึ้นเล็กน้อยจากรุ่นก่อน แม้วางห่างผนังหลัง 70-80 เซนติเมตร เบสก็ไม่มีอาการบวมหรือดังกระโชกแบบไร้การควบคุม และเป็นลำโพงที่ปรับ ขยับอย่างไรก็ตามเบสจะไม่ Boomy ได้ง่ายเหมือนลำโพงอื่นๆ เลย AE1 40th Anniversary Edition ในฐานะของลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์และคุณภาพเสียง ต้องขอบคุณทีมงานของ Acoustic Energy ที่ฟื้นชีพให้กับ AE1 กลับมาอีกครั้ง ด้วยคุณภาพเสียงที่โดดเด่นน่าประทับใจเกินความคาดหมาย เป็นลำโพงอีกคู่หนึ่งที่รังสรรค์คุณภาพในระดับที่ต้องจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ออดิโอไฟล์ และเป็นหมุดหมายสำหรับนักฟังที่ต้องการความสมบูรณ์แบบทั้งคุณภาพเสียงและรูปลักษณ์ที่มีเสน่ห์อย่างลึกล้ำ เตือนเอาไว้ก่อนนะครับว่า ฟังครั้งแรกจะประทับใจ ยิ่งฟังก็ยิ่งให้ความอิ่มเอม และอาจจะหลงรักเสียงของลำโพงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น AE1 40th Anniversary Edition เป็นลำโพงที่คุ้มค่าตัวอย่างมาก สำหรับคนที่อยากได้ลำโพง Bookshelf ระดับไฮเอ็นด์ที่ไม่ไกลเกินฝัน ด้วยการรักษาคาแรกเตอร์ต้นตำรับไว้ แต่ปรับให้ตอบโจทย์กับเพลงยุคใหม่ ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น AE1 40th Anniversary Edition ราคาคู่ละ 79,500.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Weava Core Impulse 13 เบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์ นี่คือผลงานทางด้านวิศวกรรมเสียงที่น่าสนใจจากผู้แทนจำหน่ายไดรเวอร์ลำโพงระดับโลก Pyramid Lifestyle Technology โดยทีมงานออกแบบลำโพง ได้พิจารณาเห็นว่าลำโพงตู้ขนาดเล็กที่มีคุณภาพสูงมากมายในระดับ Monitor Speaker ที่ยังคงตอบสนองความถี่ต่ำได้ไม่ครบถ้วนเท่าที่ควรจะเป็น อันเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องขนาดตู้ อย่างไรก็ตาม บรรดาออดิโอไฟล์ชื่นชอบลำโพงเล็ก เนื่องจากคุณสมบัติด้านอิมเมจและความเที่ยงตรงของเสียง รวมถึงบุคลิกเฉพาะ ย่อมไม่อยากขยับขึ้นไปเล่นลำโพงรุ่นใหญ่กว่า เพราะลำโพงระดับมินิมอนิเตอร์ดังกล่าว คือคาแรคเตอร์ที่พวกเขาชื่นชม ทางเลือกในการขยายขอบเขตความถี่ต่ำให้ลงลึกไปอีก มีเส้นทางเดียวคือเสริม “ตู้ลำโพงความถี่ต่ำ” ให้ร่วมทำงานด้วยกัน แต่ปัญหาที่ตามมาจะเป็นเรื่องความกลมกลืน ระหว่างลำโพงหลักและลำโพงตู้ความถี่ต่ำ การออกแบบตู้ลำโพงความถี่ต่ำเพื่อเสริมลำโพงขนาดเล็ก หัวใจหลักที่ถูกต้องคือ ให้ความถี่ตอบสนองต่อเนื่องกันอย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออกว่ามีตู้ซับอยู่ในระบบ‼️ …ไม่ใช่แค่ให้เสียงเบสดังขึ้นเท่านั้น หรือคิดเพียงแค่ว่ามีเบสให้เยอะขึ้น ซึ่งวิธีคิดแบบนั้นทำให้เบสมีสเกลเกินลำโพงหลัก มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ทาง Pyramid Lifestyle Technology จึงต้องศึกษาวิเคราะห์ว่า ลำโพงที่โดดเด่น โด่งดังมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของวงการออดิโอไฟล์ จะมีรุ่นไหนบ้าง มีมิดเร้นจ์ / วูฟเฟอร์ ขนาดใด และตอบสนองความถี่ต่ำลงได้ลึกเท่าไร เพื่อจะได้ออกแบบตู้ลำโพงความถี่ต่ำมาเสริมให้ได้กลมกลืนและลงตัวจริงๆ เพราะช่วงต่อของการส่งผ่านความถี่ต่ำนับว่าสำคัญที่สุด ในการออกแบบตู้ “เบสโมดูล” ครั้งนี้ จึงเป็นจุดถือกำเนิด แบรนด์ WEAVA อันเป็นคำตอบของการค้นคว้า วิจัย ทดลอง ตัวขับเสียง ตู้ ครอสโอเวอร์ ด้วยการเลือกสรรเทคโนโลยีอันเป็นที่สุดของวงการ มาบรรจุอยู่ในเบสโมดูล หากตั้งต้นที่ลำโพงหลัก อย่าง BBC Monitor LS3/5A, Totem Model 1, Harbeth P3ESR, ProAc Tablette 10, Monitor Audio 1 gold, AE1 40th Anniversary Edition, NHT SuperZero 2.0 ประมาณนี้ ทางดีไซน์เนอร์ได้ออกแบบตู้ลำโพงแอคทีฟความถี่ต่ำขึ้นมา 3 โมเดล ในแบรนด์ Weava Core Series ขึ้นมาตอบรับ โดยรุ่น Weava Core Impulse 13 เป็นหนึ่งในนั้น ที่จะเหมาะที่สุดสำหรับลำโพงมอนิเตอร์ขนาดย่อมดังกล่าว อีกสองรุ่นคือ Weava Core Terra 8 และ Weava Core Abyss 28 จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งสำหรับลำโพงหลักขนาดเล็ก ขนาดกลาง ที่เราจะนำมาทดสอบในลำดับถัดไป Weava Core ไม่เรียกตัวเองว่า เป็น Active Subwoofer เพราะอยากให้เข้าใจจุดประสงค์ในการออกแบบเพื่อเสริมความถี่ต่ำอย่างกลมกลืนในระบบฟังเพลง 2 แชนแนล ที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบโฮมเธียเตอร์ โดยยึดโยงกับลำโพงหลักขนาดเล็ก ให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง และด้วยลักษณะของโมดูลตู้ความถี่ต่ำที่ ทำงานด้วยภาคขยายระดับไฮเอ็นด์ จึงเรียกขานเป็น Bass Module Weava Core Impulse 13 มีเทคนิคในการออกแบบและคัดสรรไดรเวอร์อย่างเข้มข้น โดยเลือกใช้ดอกลำโพง SB Acoustics ขนาด 17 ซม. (6.5”) ความต้านทาน 8 โอห์ม จำนวน 2 ดอก ทำการต่อขนานในตู้เดียวเพื่อทำหน้าที่เป็น Bass Module ซึ่งจะทำให้ค่าความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม โดยเฉพาะตัวขับเสียงทั้งชุด เป็นกรวย NRX ทำงานได้อย่างเหมาะสมถูกที่ ถูกบทบาทมาก หลายท่านอาจไม่คุ้นเคยคำว่า NRX ผมจึงขอขยายความดังนี้ครับ แบรนด์ SB Acoustics ใช้เทคโนโลยีไดรเวอร์แบบ “Norex” อันเป็นหัวใจของตัวขับซีรีส์นี้ โดยเป็นไดรเวอร์ที่ออกแบบให้มีคุณภาพเสียงระดับสูงในราคาที่เข้าถึงได้ เหมาะสำหรับงาน DIY หรือเสียงระดับ Hi-Fi ที่คุ้มค่า กรวย Norex เป็นกรวยกระดาษที่พัฒนาขึ้นเองของ SB Acoustics เพื่อความเป็นธรรมชาติของเสียง ส่วนโครงลำโพงอะลูมิเนียมหล่อ ระบายอากาศดี ลดการสะสมความดันและการเบี่ยงเบนของเสียง คอยล์และขอบยางลดการบิดเบี้ยว เพื่อ linear movement และมีเสียงบิดเบือนต่ำ ระบบ Motor และ Shorting Ring ลดความเพี้ยนและเพิ่มความต่อเนื่องของเสียง ขออธิบายคำศัพท์ทางเทคนิคเล็กน้อยนะครับ • Linear movement ในระบบลำโพง หมายถึงการเคลื่อนที่ของไดอะแฟรมหรือกรวยลำโพงแบบเที่ยงตรง-สม่ำเสมอ ผลักอากาศเป็นเส้นตรง ไป-กลับโดยไม่บิด ไม่เอียง ไม่โคลง และไม่เพี้ยน ตลอดช่วงการทำงาน • คำว่า Motor หมายถึงชุดขับเคลื่อนทางแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้า สู่การเคลื่อนที่ของกรวย หลักๆ คือ แม่เหล็กและวอยซ์คอยล์ • ส่วน Shorting Ring คือ วงแหวนโลหะ ใส่ไว้ในชุด Motor รอบ Pole Piece มีหน้าที่หลักช่วยลดความเพี้ยน ลดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กตามกระแสเสียง รวมทั้งลดค่าเหนี่ยวนำของวอยซ์คอยล์ ทำให้การตอบสนองความถี่สะอาด เสียงไม่อั้น ไม่ทึบ ช่วยให้การเคลื่อนที่เป็นลิเนียร์ปมากขึ้นโดยเฉพาะตอนที่กรวยขยับตัวแรงๆ ในหลักการ สิ่งแรกที่สำคัญมากสำหรับตัววูฟเฟอร์สำหรับแสดงผลความถี่ต่ำคือ การควบคุมการสั่นของกรวยในย่านความถี่ ที่หูคนไวที่สุด (ประมาณ 100–400Hz) ซึ่งกรวย NRX มี Internal Damping สูงตามธรรมชาติของเส้นใยกระดาษที่ถูกจัดเรียงมาอย่างดี ส่วนคำว่า Internal Damping หมายถึงความสามารถในการดูดซับและสลายพลังงานสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นภายในระบบลำโพงหรืออุปกรณ์เสียง เพื่อไม่ให้การสั่นนั้นย้อนกลับมาเป็นเสียงรบกวนหรือทำให้มีสีสันเพิ่มเติมเข้าไปในเสียงบริสุทธิ์นั่นเอง ถ้า Internal Damping ต่ำเกินไปในกรวยบางประเภท สิ่งที่ติดตามมาคือเบสย้วย ขุ่นมัว เสียงอั้น ดังนั้น NRX จึงเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการสร้างเบสโมดูลเพื่อความบริสุทธิ์ของเสียงต่ำอย่างแท้จริง ส่วนขนาดกรวย พยายามไม่ให้ใหญ่กว่าลำโพงหลักมากเกินไป จึงเลือกเป็น 6.5 นิ้ว สองตัวคู่ การใช้ขนาดตัวขับ 6.5 นิ้ว สองดอก ทำให้ได้มาซึ่งพื้นที่กรวยรวม (Sd) ใกล้เคียงวูฟเฟอร์ใหญ่ขึ้น แต่ยังคงให้ความรวดเร็วในการตอบสนองที่ว่องไวในแบบดอกลำโพงขนาดเล็ก โดยเฉพาะกรวย NRX เหมาะสมมาก เนื่องจากกรวยไม่สะท้อนพลังกลับแบบกรวยโลหะ เมื่อนำมาขนานสองดอกแล้ว แรงดันอากาศเพิ่มขึ้น เบสอิ่มขึ้น แต่ยังคงความสะอาดของเสียงเบสและความฉับไวควบคู่กันไป ในการออกแบบ Weava Core Impulse 13 เบสโมดูล ได้ใช้หลักทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกัน 3 ส่วนคือ 1) ดอกลำโพง (Driver) เลือกไดรเวอร์ที่ควบคุมการสั่นค้างของกรวยได้ดี มีสัดส่วนของการสะท้อนพลังงานกลับจากขอบกรวยได้ นี่คือเหตุผลของกรวย NRX 2) ตู้ลำโพง (Cabinet) ดีไซน์ให้ลงตัวกับไดรเวอร์คู่ คำนึงถึงแรงอัด รวมถึงคลื่นเสียงด้านหลังของดอกลำโพงที่ต้องมีการสะท้อนกลับอย่างเป็นธรรมชาติ ความแน่นหนาของตู้ MDF ควบคุมผนังตู้สั่น และขจัด Standing Wave ภายในตู้ ซึ่งใน Weava Core Impulse 13 จะเป็นลักษณะตู้ปิด (Sealed) 3) วัสดุภายในตู้ (Damping material) เลือกใช้วัสดุทำหน้าที่ดูดซับพลังงานเสียงลดค่า Q ของตู้ ลดเสียงก้องภายใน เป็นผลให้เสียงต่ำลึกคงตัว แม่นยำ เบสหยุดเป็นจังหวะ ไม่มีหางเบสย้อย ย้วย แม้เปิดที่ความดังสูง ภายในได้เลือกสรร ทำการบรรจุเพาเวอร์แอมป์คลาส D ของ Hypex FA251 ซึ่งเป็นแอมป์คลาส D แบบ Plate Amplifier ที่มีกำลังขับ 1x250W ที่ 4 โอห์ม และ 130W ที่ 8 โอห์ม โดยใช้เทคโนโลยี NCORE ที่ภายในมี DSP พร้อม DAC/ADC ในตัว ตั้งค่าผ่าน USB สามารถรองรับอินพุตหลากหลาย (XLR, RCA, High Level) มีฟีเจอร์ป้องกัน และประหยัดพลังงาน ซึ่งเหมาะสำหรับทำตู้ลำโพงแอคทีฟหรือตู้เบสโมดูล ตามคุณสมบัติที่ออกแบบมาดังกล่าว วงจร DSP สามารถตั้งโปรแกรมผ่าน Hypex Filter Designer (HFD) บน PC มีส่วนของฟีเจอร์ป้องกัน Clip protect, Thermal protect, Filter protection อย่างครบถ้วน สรุป FA251 เป็นโมดูลแอมป์ที่ทรงพลัง ครบวงจรด้วย DSP สำหรับงานลำโพงแอคทีฟ ที่ให้ทั้งกำลังขับสูงและเสียงคุณภาพดี ด้วยเทคโนโลยีของ Hypex Weava Core Impulse 13 Bass Module สามารถตอบสนองความถี่ 45-2000Hz เพื่อคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง สำหรับลำโพงมินิมอเตอร์ สำหรับขนาดตู้คือ กว้าง 23 เซนติเมตร ลึก 35 เซนติเมตร และสูงรวม Spike 62 เซนติเมตร มีช่องต่อ ทั้ง XLR RCA input และ High Level เพื่อเชื่อมกับขั้วลำโพงหลัก พร้อมเกนโวลุ่ม สำหรับการต่อใช้งานนั้นมีข้อแนะนำอยู่สองรูปแบบ 1. นำตู้เบสโมดูลเข้าไปเสริมลำโพงหลัก ที่เซ็ตอัพไว้เรียบร้อยแล้ว 2. นำลำโพงหลักมาเซ็ตและวางไว้บนตู้เบสโมดูล เชื่อมต่อเสมือนเป็นซิสเต็มเดียวกัน ซึ่งในกรณีนี้ จะต้องเซ็ตอัพค่าที่แตกต่างจากแบบแรก • ในการวางลำโพงหลักซ้อนบน เบสโมดูล Weava Core Impulse 13 หากต้องการให้ความสูงของลำโพงหลักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทาง Weava มีแท่นรอง Weava Base เป็นออพชั่น แท่นรองดังกล่าว เป็นออพชั่นเสริมนะครับ จึงยังไม่ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งผมจะขอเรียกเป็น Weava Base ไปก่อน แท่นนี้มีจุดประสงค์หลักคือใช้ปรับระดับความสูงของลำโพงมอนิเตอร์หลัก ให้สูงได้อีกประมาณ 3.3 เซนติเมตร ให้เหมาะสมกับตำแหน่งนั่งฟังในกรณีที่ลำโพงหลักไม่ได้สูงมากนัก จุดที่ปรับเองได้ภายนอกตู้ มีแค่โวลุ่มเกน ดังนั้นการปรับเฟส และค่าพารามิเตอร์ต่างๆ จะต้องทำผ่านโปรแกรม โดยทาง Pyramid Lifestyle Technology จะส่งทีมไปปรับตั้งให้ลูกค้าผู้ซื้อ Weava Core Impulse 13 ทุกชุด เพื่อให้การจูนอัพ กลมกลืนกับลำโพงหลักอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตู้เบสที่จำหน่ายแล้ว ให้ผู้บริโภคไปปรับตั้งเอง ซึ่งอาจจะไม่ให้ผลลัพธ์ดีเท่าที่ควร แม้แต่ตู้ที่นำมาทดสอบชุดนี้ ทางทีมงานก็เป็นผู้มาช่วยในการปรับจูนให้สมดุลกับห้องและลำโพงหลักของผมครับ โดยผมได้ใช้ลำโพงหลักสลับกันทดสอบ 4 คู่ ด้วยกัน ลำโพงหลักได้แก่ Rogers LS3/5A Diamond Jubilee Harbeth P3ESR Anniversary Harbeth LS5/12 BBC Monitor KEF LS3/5A Limited Edition • ต้องเรียนว่า Weava Core Impulse 13 ออกแบบเป็น เบสโมดูล สองตู้แบบ Stereo เพื่อให้ความสมดุลของซิสเต็ม ดังนั้นการเซ็ตอัพย่อมจะทำให้ลงตัวได้ง่ายกว่าใช้เพียงตู้เดียว หลังจากปรับพารามิเตอร์ต่างๆ ได้สมดุลแล้ว ในที่นี้เริ่มจาก Harbeth P3ESR สิ่งที่จะแตกต่างกันออกไปบ้างตอนเปลี่ยนไปใช้ลำโพงคู่อื่นก็คือ Volume Gain อาจจะปรับระดับต่างกันไป เพื่อความเหมาะกับค่าความไวหรือ Sensitivity ของลำโพงแต่ละคู่ Test Report ผมได้ทำการทดสอบ ทั้งการเซ็ตอัพลำโพงหลักให้แยกออกจากเบสโมดูล และอีกวิธีหนึ่งคือนำเอาลำโพงหลักไปตั้งไว้บนเบสโมดูล ซึ่งจะสรุปให้อ่านตอนท้ายว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง? การปรับค่าเบสโมดูลหรือ Sub-Woofer เสริมลำโพงหลักนั้น ใดๆ ก็ตามหัวใจคือให้คำนึงถึงระบบรวมทั้งซิสเต็ม จะต้องให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน “เสียงเบส” ย่านต่ำ เป็นการเสริมสิ่งที่ขาด ไม่ใช่เบสเดินหน้าออกมาเป็นพระเอก หลังจากจูนอัพในโปรแกรมเรียบร้อย สิ่งที่ได้จาก Weava Core Impulse 13 นับว่าน่าพอใจมากจริงๆ ผมพยายามสังเกตว่ามีเสียงซับเบสมาโผล่อยู่ตรงไหนหรือไม่? ถ้าเป็นแบบนั้น จะวงแตกทันที‼️ สิ่งที่เราต้องการได้ คือต้องเบสโมดูลที่ “หายไป” กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่ “โผล่มา” นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคุณต้องถึงต้องเลือกตู้แอคทีฟระบบความถี่ต่ำ ที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำโพงมินิมอนิเตอร์ระดับขึ้นหิ้งทั้งหลาย มักจะยอมกลมกลืนกับตู้ลำโพงเสียงต่ำได้ค่อนข้างยากเป็นทุนเดิม แต่ Weava Core Impulse 13 Bass Module ที่ทำให้ผมยอมรับได้ว่า ดีไซน์ออกมาได้ดีมาก ให้ความกลมกลืนของทุกย่านความถี่เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกันกับลำโพงหลัก คือถ้าหลับตาลง ไม่ได้มองไปที่ตู้เบสโมดูล เราแทบไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีเบสโมดูลหรือ แอคทีฟซับเสริมอยู่ ตรงนี้ถือว่าเป็นผลสำเร็จตามจุดประสงค์ คือมาจากหลักของการออกแบบเรื่อง Driver ตัวตู้ และ DSP ในแอมปลิไฟล์ ที่สามารถจูนอัพได้ด้วยโปรแกรมเฉพาะทางนั่นเอง ต้องชื่นชมว่า เสียงทุกย่านความถี่ โดยเฉพาะช่วงมิดเบสลงมาหาเบสย่านต่ำลึก ถือว่า “เนียน” กลมกลืนดีมากครับ ทำให้ลำโพงเล็กระดับต้นๆ ของวงการเสียงอิ่มเอม โดยไม่ทิ้งบุคลิกเดิมแต่อย่างใด และเบสต่ำลึกๆ ที่ควรมีในชิ้นดนตรี มีครบครันน่าฟังขึ้นแยะ เป็นสิ่งที่เสริมลงไปในระบบแล้ว เพิ่มคุณค่าค่าของลำโพงทั้งซิสเต็ม ไม่ได้เป็นการเอาเสียงเบสมาข่มเสียงกลางแหลมแต่เดิมที่ดีอยู่แล้วของลำโพงเมนหลัก และ Weava Core Impulse 13 นี้ทำให้มินิมอนิเตอร์ทั้ง 4 คู่ (สลับกันใช้งาน) สร้างเวทีเสียงกว้างลึกใหญ่ขึ้น สิ่งที่ต่างกันบ้าง ก็คือการปรับระดับเกนโวลุ่ม เปรียบเทียบการปรับค่าเกนโวลุ่มของ Harbeth P3 ESR และ Rogers LS3/5A เราจะต้องปรับเกนของ Rogers LS3/5A Diamond Jubilee เพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย จึงจะสมดุล ในขณะที่ Harbeth P3 ESR และ KEF LS3/5 A Limited Edition เกนโวลุ่มจะเท่าๆ กัน ส่วนคู่สุดท้าย Harbeth LS5/12A ต้องเร่งโวลุ่มของตู้เบสโมดูล Weava Core Impulse 13 ไปอีกสเต็ปหนึ่งครับ คือจะต้องเร่งระดับเบสโมดูลมากกว่าทุกคู่ แต่เกนโวลุ่มที่กล่าวถึงนั้น จะไม่มากน้อยกว่ากันแบบทิ้งห่างนะครับ เรียกว่าปรับค่าต่างกันในระดับมิลลิเมตรเท่านั้น ผมมีข้อแนะนำเล็กน้อยสำหรับท่านที่จะใช้เบสโมดูลแบบนี้หรือจะเป็นแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ ของแบรนด์ใดก็ตาม ให้สังเกตดังนี้ ที่ระดับความดัง หรือ Gain ที่อาจเป็นศัตรูเงียบของความเนียนก็ได้ เมื่อใดเร่งเกนโวลุ่มตู้เบสโมดูลแล้วรู้สึกว่าเบสดีขึ้นทันที ตรงนี้ เกนที่เราปรับมักจะดังเกินหน้าลำโพงหลักไป แต่ถ้าเร่งเกนโวลุ่ม แล้วรู้สึกถึงเสียงที่เบสอบอุ่น อิ่มเอมขึ้น โดยไม่ไปกลบย่านมิดเบส มิดเร้นจ์ และพอปิดเพาเวอร์จากเบสโมดูลแล้วรู้สึก “ขาดหายไปบางอย่าง” นั่นละครับ ถือว่าปรับได้ถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตามทางผู้ผลิต Pyramid Lifestyle Technology พร้อมส่งทีมงานไปจูนอัพให้กับ ลำโพงทุกคู่ที่ใช้เบสโมดูล ของ Weava ดังนั้นคุณจะได้คุณภาพเสียงที่กลมกลืนอย่างที่สุดกับลำโพงหลักของคุณแน่นอนครับ ไม่บ่อยครั้งนะครับที่เราจะได้ฟังการเสริมศักยภาพของลำโพงคู่เดิมของเราให้มีลักษณะเสียงที่โออ่ามากขึ้น ทั้งเวทีเสียงกว้างลึกและเพดานเสียงด้านบน ขยายขอบเขตออกไป มันไม่ใช่การเพิ่มเสียงต่ำให้มากขึ้น แต่มันเป็นเสียงต่ำ หรือเสียงเบสที่สมจริงขึ้น มีความเป็นธรรมชาติ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับลำโพงเดิมของเรา เป็นสิ่งที่ลำโพงคู่หนึ่งๆ ควรจะให้ดนตรีได้อย่างครบถ้วนดังวกล่าวครับ สำหรับการเซ็ตอัพอีกรูปแบบหนึ่งก็คือนำลำโพงหลักวางไว้บนตู้เบสโมดูล สิ่งที่อาจจะแตกต่างกันบ้างก็คือการปรับเกนโวลุ่มอาจจะลดลง หรือเพิ่มจากเดิมได้เล็กน้อย (ขึ้นกับลักษณะการจัดตำแหน่งวางกับผนังห้องด้วยครับ) แต่สิ่งที่เราได้จากเบสอิ่มเป็นธรรมชาติ ความกลมกลืนแทบจะไม่แตกต่างกัน และที่สำคัญก็คือผู้ผลิตพร้อมที่จะไปจูนอัพให้ ตามลักษณะที่คุณใช้งานจริงภายในห้องฟังด้วยครับ จึงมั่นใจในความสมบูรณ์ของเสียงได้อย่างเต็มที่ นี่คือประสบการณ์อีกครั้งหนึ่ง ที่ถือว่ามีค่ามากทีเดียวสำหรับการได้ฟังเสียงต่ำที่ดี มีคุณภาพจากลำโพงดั้งเดิมของเราโดยที่ยังรักษาคาแรกเตอร์ของลำโพงหลักที่เราชื่นชอบนั้นเอาไว้ได้อย่างมั่นคง Weava Core Impulse 13 คือการใช้เทคนิคการออกแบบเบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ยังรักษาธรรมชาติของเสียงดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นใครที่คิดว่าอยากให้เสียงต่ำของลำโพงสมบูรณ์ขึ้น ดนตรีทุกชิ้นมีความเป็นจริงมากขึ้น โดยยังคงรักษาฐานเสียงและคาแรกเตอร์ที่ดีที่คุณชื่นชอบเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนละก็ หาโอกาสมาทดลองประสบการณ์จาก Weava Core Impulse 13 กันนะครับ เป็นผลงานระดับฝีมือ ที่ฝากไว้ให้ออดิโอไฟล์ ได้พิจารณากัน หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พีระมิด ไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี 120/44 ม.7 ตำบล ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร 74110 โทร. 02 429 1236 Email: info@pltspeaker.com
Life Audio Signature 10 เปิดเผยทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี ความมุ่งมั่นตั้งใจออกแบบลำโพงเพื่อให้เป็น “บันทึกประวัติศาสตร์” หน้าสำคัญของวงการไฮไฟ โดย Life Audio ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีการวางแนวคิดมายาวนาน เพราะเป็นลำโพงที่กลั่นกรองจากความรู้และประสบการณ์หลายสิบปีในวงการเครื่องเสียงของคุณหน่อย เพื่อที่จะบรรลุซึ่งระบบลำโพงในอุดมคติ เท่าที่เทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์ และฟิสิกส์ มีความพร้อมเต็มที่ในยุคปัจจุบัน การร่างแบบในไอเดีย ลงมาจนถึงการออกแบบดีไซน์จริง ด้วยเส้นสายลายเส้นในห้องทดลองมายาวนาน ค้นคว้าวิจัย เปรียบเทียบกับลำโพงระดับท็อปคลาสนับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะมาเป็น Life Audio Signature 10 มีการปรับปรุงจนสุดเส้นทางแห่งศาตร์และศิลป์จริงๆ เมื่อสองปีที่แล้ว ในระหว่างที่ผมสนทนากันกับคุณหน่อยได้เปิดเผย แบบร่างลำโพง Life Audio กับผมว่า เขากำลังออกแบบลำโพง ทั้งดีไซน์ตั้งพื้น และลำโพงพร้อมชุดขาตั้ง ที่ทดลองปรับปรุงมานานแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่ลงตัว ทุ่มเทเวลามากมาย ไปพร้อมกับการแสวงหาองค์ประกอบของตู้ ตัวขับเสียง และอุปกรณ์ครอสโอเวอร์ มาทำการทดลองต่างๆได้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ “เพราะอยากให้ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด” ไม่ใช่แค่เพียงประกาศให้โลกรู้ว่า “คนไทยทำได้” แต่ความหมายลึกซึ้งมากไปกว่านั้น Life Audio Signature 10 คือลำโพงแห่งเกียรติยศ และความภาคภูมิใจของผู้ผลิต ที่จะมอบไว้ให้กับวงการออดิโอไฟล์ของไทย อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้น แห่งแรงบันดาลใจ หรือสร้างพลังใจให้กับนักออกแบบบ้านเรา ท่านอื่นๆ จะได้สร้างงานที่ดีๆ ออกมาประดับวงการในภายภาคหน้ากันต่อไป เพราะคนไทยที่มีความรู้ความสามารถ มีอยู่มากมาย เพียงแต่โอกาสยังไม่เปิดอย่างเต็มที่เท่านั้นเอง ลำโพง Life Audio Signature 10 ไม่ได้ผลิตเพื่อสร้างรายได้ เพราะต้องการผลิต Limited แค่เพียง 10 คู่เท่านั้น ผลงานชิ้นนี้ จึงมีความท้าทายในกระบวนการทางฟิสิกส์ และศิลปะชั้นสูง อาจเป็นงานวิจัยต้นแบบแห่งการเรียนรู้ของ Life Audio ที่ทำให้ก่อกำเนิดการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ไฮไฟอื่นๆ ตามมาใสอนาคตด้วย ศาสตร์และศิลปะที่มาพร้อมกันอย่างเพียบพร้อม แสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะในหลายปีมานี้ สำเร็จลงได้ด้วยลำโพง Signature 10 ที่เราคงไม่อาจกล่าวถึงรายละเอียดได้ทั้งหมด และผมก็ได้มีโอกาสทดลองฟังแล้ว ให้ความประทับใจอย่างยิ่ง นี่คือลำโพงที่เดินไปสุดทางของออดิโอไฟล์ ที่สามารถขึ้นไปเทียบเคียงกับลำโพงไฮเอ็นด์ในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิใจ ด้วยความเป็นจริงที่ว่า ลำโพงระดับไฮเอ็นด์ ซูเปอร์ไฮเอ็นด์ ในตลาดโลกที่มีชื่อเสียง ล้วนยอดเยี่ยม มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เราไม่ได้บอกว่า Life Audio Signature 10 ดีกว่า หรือดีที่สุด แต่ทว่า ลำโพงรุ่นฉลองครบรอบสิบปี Life Audio จะเป็นหนึ่งในทำเนียบลำโพงที่สามารถเคียงบ่าเคียงไหล่ลำโพงระดับสุดยอดเหล่านั้นได้ ด้วยศาสตร์แห่งดีไซน์ และคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมอันพิสูจน์ได้ หลังจากมีนักฟังระดับไฮเอ็นด์ได้ทดลองฟัง Life Audio Signature 10 ที่มีกำหนดเป้าหมายผลิตเพียง 10 คู่ บัดนี้ได้ถูกสั่งจองไปแล้ว 7 คู่‼️ ต้องกล่าวว่านอกเหนือความคาดหมายจริงๆ หลังบทความทดสอบสั้นๆ ชิ้นนี้โพสให้ท่านได้อ่านกัน ลำโพงรุ่นลิมิเต็ดนี้ อาจจะมีเจ้าของไปทั้งหมดแล้วก็ได้ครับ เราลองมาพิเคราะห์เทคนิคการออกแบบบางส่วนเท่าที่เปิดเผยได้ดังต่อไปนี้ Life Audio Signature 10 รังสรรค์ตัวตู้ด้วยอลูมิเนียมที่มีความหนา 20 mm. ทุกด้าน ประกอบมาอย่างประณีตพิถีพิถัน มีการใช้ชิ้นส่วนที่เป็นทองเหลือง เคลือบด้วยทองคำ 24K ถึง 8 ชิ้น ต่อ 1 ตู้ มีชิ้นส่วนที่เป็นทองแดง ofc เคลือบ Platinum Mix กับ Rhodium อีก 1 ชิ้น ต่อ 1 ตู้ กระบวนการใช้โลหะเป็นตู้ลำโพง คืองานที่ยากลำบากที่สุดโดยเฉพาะความสามารถในการควบคุมเรโซแนนซ์ เคยมีลำโพงไฮเอ็นด์ไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่นำมาใช้ อาทิ KEF Brade , YG Acoustic (USA) Magico (USA) Genelec Finland, B&O (Bang & Olufsen) ในสิ่งที่เราเรียนรู้มาว่า ตู้ลำโพงอลูมิเนียมมีข้อดีตรงความมั่นคงปราศจากการกระพือสั่นไหวอย่างดีเยี่ยม แต่จะต้องทั้งคำนวณขนาด และจัดการระบบภายในอย่างเข้มงวด ต้องสอบผ่านในหลักสามประการนี้ - ควบคุมค่า High-Q Resonance - Ring & Bell Effect เมื่อถูกกระตุ้นจากตัวขับเสียง - Energy Reflection ควบคุมการสะท้อนภายในตู้ การจัดการในเชิงวิศวกรรมตู้ของ Life Audio Signature 10 ทำให้ได้มาซึ่งเสียงที่สะอาดหมดจดมาก เวทีเสียงนิ่งแม่นยำ ตัวขับสามารถแสดงผลด้านรายละเอียดที่สูงสุดโดยปราศจากสีสันของตู้ อีกทั้งภายในมีการใช้แผ่น C3 LeDisq Magnetiq สูตรพิเศษที่ทำให้เฉพาะ Life Audio ใช้เป็นรายแรกของโลก สำหรับสายที่ใช้ไวริ่งภายในตู้ ใช้ตัวนำสูตรเดียวกับสายลำโพงรุ่น Masterpiece Grand (ราคา 3 ล้านกว่า) Crossover อุปกรณ์คัดเกรดพิเศษ และทำขึ้นด้วยเทคนิคที่ไม่เหมือนใคร อันนี้อาจจะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดตรงนี้ได้ ขั้วต่อด้านหลังลำโพงสวยงาม แกร่งในลักษณะ Heavy Duty มีขั้ว Ground เฉพาะที่สามารถต่อเข้าระบบกราวด์ของภาคขยายได้ เพื่อให้เสียงมีความสะอาด สงัดยิ่งขึ้น และสำหรับชุดขั้วต่อลำโพง สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็นแบบ Single หรือ Bi-Wire (โดย Bi-Wire มีส่วนเพิ่มอีก 12,000 บาท) Life Audio Signature 10 มีขนาดตู้ขนาดตู้ กว้าง 23 ลึก 22.5 สูง 39 เซนติเมตร เป็นลำโพง 2 ทาง แบบท่อเปิดเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลังขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ทวีตเตอร์โดมขนาด 1.5 นิ้ว พร้อมเพลทรอบตัวขับขนาด 4 นิ้ว วูฟเฟอร์ขนาด 7 นิ้ว ตอบสนองความถี่ที่ 29 Hz. ถึง 22 kHz. ค่าความไว 88 db/1Watt/1Meter ความต้านทาน 8 Ohm. เฉพาะตัวตู้มีน้ำหนักข้างละ 30 กิโลกรัม‼️ ราคา 490,000.- บาท มีราคาพิเศษ 388,000.- บาท สำหรับผู้สั่งจอง ผลิตในจำนวนจำกัด 10 คู่เท่านั้น และในเวลานี้ได้มีผู้จองไปแล้ว 7 คู่ ดังนั้นลำโพง Life Audio Signature 10 จะมีให้นักฟังได้เป็นเจ้าของอีกเพียง 3 คู่เท่านั้นครับ คุณหน่อยกล่าวว่า “นี่คือการผสมผสานที่เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ตลอดชีวิตที่เล่นเครื่องเสียง ได้ทดลอง ได้จำหน่ายชุดเครื่องเสียง และลำโพง Hi-End , Super Hi-End มาอย่างมากมาย จึงทำให้ทราบ จุดดี จุดเด่น จุดด้อย และปัญหาต่างๆ ของซิสเต็มเครื่องเสียง รวมถึงการแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบที่สุด“ “เหมือนกับสาย Life Audio ที่สร้างขึ้นตามความต้องการที่อยากจะมีสายที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน” ดังนั้นการสร้างลำโพงของ Life Audio รุ่น Signature 10 จึงเป็นหมุดหมายที่ต้องการสร้างความสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน ให้ได้มากที่สุด เท่าที่ลำโพงวางขาตั้ง 1 คู่จะทำได้ และสามารถให้คุณภาพที่ดีกว่าลำโพงตั้งพื้นในหลายๆ ด้าน ซึ่งศาสตร์และศิลปะชิ้นนี้ อยากมอบไว้ให้กับผู้คนในวงการได้หาประสบการณ์กันครับ Preview สำหรับลำโพงพิเศษนี้ หลังจากคู่แรกสำเร็จออกมา ก็กลายเป็นลำโพงที่มีวาระใน “การเดินทาง”แทบไม่เว้นว่างเลยจริงๆ ครับ โดยเฉพาะมีโอกาสเข้าไปฟังในห้องฟังของออดิโอไฟล์ระดับต้นๆ ของเมืองไทยหลายแห่ง แต่โชคดีที่ยังมีโอกาสมาแวะพักที่ผม 2-3 วัน ให้ได้เซ็ตอัพ ได้ทดลองฟังด้วยแอมป์โซลิดสเตท สลับกับแอมป์หลอดสุญญากาศระดับคลาสสิก นับว่าได้ประสบการณ์น่าประทับใจมากทีเดียว แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาการทดสอบฟังที่ไม่นานมากนัก แต่ก็ได้ประสบการณ์ ที่นำมากล่าวถึงหลายเรื่องด้วยกันที่ผมจะขอสรุปดังต่อไปนี้ ตัวตู้ที่หนักมาก 30 กิโลกรัม ระดับที่คนแข็งแรงยกคนเดียวแทบไม่ไหว ผมไม่เคยพบว่ามีลำโพงตู้ขนาดเดียวกันที่หนักอึ้งถึงเพียงนี้ ผนวกกับขาตั้งโลหะที่ดีไซน์ตอบรับอย่างพิถีพิถัน ทุกจุดสัมผัสที่ระบบลูกกลมหรือ Ball Bearing ที่ตัดไวเบรชั่นส่วนเกินออกไปได้อย่างหมดจด ส่วนล่างสุดใช้ Life Audio ตระกูล Mellow รองรับปรับระดับให้ได้ศูนย์อย่างแม่นยำ ลำโพงจึงมั่นคงเสมือป้อมปราการดีๆ นี่เอง จาการทดสอบ พบถึงจุดเด่นคือมีความแกร่งปราศจากการสั่นกระพือใดๆ การทำงานของไดรเวอร์จะแม่นยำ ให้ไดนามิคที่หนักหน่วงมีอิสระ เสียงที่ได้ยินจากเพลงในสไตล์วงออเคสตราวงใหญ่ ลำโพงคู่นี้ทำได้ทรงพลังโอ่อ่าจนผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว (Round-Up Erich Kunzel, Cincinnati Pops Orchestra) เสียงจากชิ้นดนตรีชัดเจนแจ่มแจ้ง หลุดลอยทะลุมิติเสียง เหมือนลำโพงไร้ตู้ ที่ทำให้ผมแปลกใจยิ่งไปกว่านั้น คือเสียงเบสที่อิ่มเอม สมจริง ลอยตัวเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เกินเลย โดยฟังจากอัลบั้มเพลงชั้นครูของ Janis Ian: Breaking Silence (1992) ที่บันทึกเสียงมาได้อย่างสะอาดคลีนเป็นธรรมชาติ ลำโพง Life Audio Signature 10 นำเสนออย่างตรงไปตรงมา ให้เสียงเบสที่เป็นเบสจริงๆ ในขณะที่ตอกย้ำด้วยอัลบั้ม Jennifer Warnes: The Hunter ความอิ่ม นุ่ม หนักแน่น มาเต็มสเกลเสียง นับเป็นพลังเสียงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ในแง่ของคาแรกเตอร์ลำโพง ต้องเรียนว่า ลำโพง Life Audio Signature 10 ไม่ออกแนว “คัลเลอร์เรชัน” หรือปรุงแต่งเสียงเลยแม้แต่น้อย เป็นบุคลิกของผู้ถ่ายทอดความจริงเที่ยงตรงเป็นหลัก ผมพบว่านี่อาจจะเป็นลำโพงไม่กี่คู่ที่ผมเคยฟังมาแล้วรู้สึกถึง ความลงตัวพอดี หรือ Tonal Balance อันยอดเยี่ยมมากๆ นับแต่เพลงแรกที่ฟังก็จะพบได้ทันทีว่า นี่คือธรรมชาติของเสียงดนตรีที่มีชีวิตที่ปรากฏต่อหน้า เอกลักษณ์ของเสียง Signature 10 ดูสมจริงแต่ผ่อนคลาย เสียงที่เปิดสว่าง มีน้ำหนักเสียงพอดีๆ กับปลายเสียงแหลมละเอียดละออ รักษาได้ทุกดุลเสียงอย่างบาลานซ์ มีฮาร์โมนิคที่ยอดเยี่ยมด้วยสัดส่วนงดงาม ทำให้ผู้ฟังได้รู้สึกถึง “ส่วนลึกของอารมณ์ดนตรี” ได้ครบถ้วน นี่อาจเป็นเหตุผลที่ผมฟังอัลบั้ม Kenny Rogers' Greatest Hits ได้สองรอบในช่วงเวลาทดสอบในหนึ่งวัน Signature 10 ผ่องถ่ายเสียงของศิลปินคนโปรดด้วยความรู้สึกลึกๆ ชิดใกล้ อาทิเพลง Lady และ Don't Fall In Love With A Dreamer ที่เสมือนหนึ่งว่า เขามายืนร้องต่อหน้าแบบมีชีวิตจริง นี่คือลำโพงที่แทบจะไม่ใช่ลำโพง แต่เป็นสำเนียงเสียงนักร้องและดนตรีที่สามารถสื่อลึกเข้าไปถึงจิตใจได้ด้วยการถ่ายทอดธรรมชาติ และ “ความเป็นจริง” ที่เราสัมผัสได้ เนื่องจากผมมีโอกาสทดสอบ Life Audio Signature 10 ด้วยแอมป์แบบโซลิตสเตท และแอมป์หลอดสุญญากาศ อาจมีบางท่านอยากทราบ จึงอยากสรุปต่อท้ายสักเล็กน้อยว่า ด้วยความเที่ยงตรงแม่นยำของลำโพงซึ่งถือว่าออกแบบเอาไว้ได้สุดยอดมาก ทำให้การใช้แอมป์ที่แตกต่างกันทางโครงสร้างวงจรขยายจึงมีผลแตกต่างกันไม่มาก อาทิกับแอมป์หลอด ลำโพงอาจจะเสียงอุ่นกว่านิดหน่อย ปลายเสียงฉ่ำขึ้น แต่ยังคงมีชีวิตชีวาไม่ต่างจากแอมป์โซลิดสเตทแต่อย่างใด เรียกว่าความเที่ยงตรงในคุณภาพเสียงของลำโพงเป็นต่อทุกสิ่งอย่างในการแมตชิ่งครับ ดังนั้น Life Audio Signature 10 จึงไม่มีข้อจำกัดตรงความเป็นหลอด หรือทรานซิสเตอร์ แต่อย่างใด แน่นอนว่าเสียงแบบหลอดและโซลิดสเตท อาจจะพิสูจน์กันได้ตรงปลายเสียงแหลมสุด และความหวานของเสียงร้องเท่านั้นครับ ช่วงท้ายของการฟัง ผมทดสอบฟังด้วยเพลงแนวร็อคที่ชื่นชอบ คือ Turn of the Tide : Barclay James Harvest แม้จะเป็นการบันทึกเสียงยุคเก่าตั้งแต่ปี 1981 แต่ผมถือว่า นี่คืออัลบั้มร็อคที่เสียงหนักแน่น ละมุนจริงจังอย่างที่สุด ลำโพงสองทางส่วนใหญ่ที่ฟังๆ มา มักจะสนองตอบได้ในระดับกลางๆ แต่ Life Audio Signature 10 สนองตอบได้ยอดเยี่ยมมาก อิ่ม ทรงพลังหนักแน่น เทียบเคียงลำโพงตั้งพื้นไฮเอ็นด์ได้เลยครับ ผมจึงต้องมาปิดท้าย ในวันที่จะต้องยกลำโพงลงกล่อง ด้วย Alan Parsons Project: I Robot อีกสักรอบ เรียกว่าได้ความรู้สึกของเวทีเสียงกว้าง ลึก พลังเสียงต่ำรวมทั้งค่าไดนามิคเร้นจ์ ดังสุด-เบาสุด แสดงผลออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชนิดที่แทบไม่เคยฟังได้จากลำโพง Bookshelf คู่ใด ได้ในแบบนี้ครับ ยกให้เป็นลำโพงที่มีความเที่ยงตรงสูง เปิดเผยทุกรายละเอียดของเสียงดนตรีอย่างไม่ปรุงแต่ง เมื่อต้องการเข้าถึงความเป็นจริง ผมเชื่อว่า ลำโพงคู่นี้ให้คำตอบคุณได้แน่นอน การทดสอบฟัง Life Audio Signature 10 ของผมคือประสบการณ์ครั้งสำคัญ สำหรับลำโพงที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันยอดเยี่ยมเช่นนี้ อยากให้คนออดิโอไฟล์ได้มีโอกาสฟัง และวิเคราะห์เพื่อเป็นประโยชน์ สำหรับพัฒนาความก้าวหน้าของวงการผู้ผลิตไทยให้โดดเด่นยิ่งๆ ขึ้นไปครับ หลังบทความสั้นๆ ชิ้นนี้ออกไป ผมไม่แน่ใจว่า Life Audio Signature 10 คู่สุดท้ายอาจจะถูกจับจองไปแล้วหรือไม่ เพราะผลิตออกมาแบบ Limited จริงๆ ดังนั้นให้สอบถามจากเจ้าของโปรเจค คือคุณหน่อย Life Audio หรือ คุณวรวุฒิ วินาสันตุ โทร. 084-596-6262 ได้เลยครับ
DALI KUPID ลำโพงเล็กเสียงดี ที่ให้ความไพเราะในทุกสภาวะแวดล้อม การออกแบบลำโพงเล็กที่ดีๆ สักคู่หนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก… แต่ถ้าความมุ่งมั่นปรารถนาที่ให้ลำโพงคู่นั้น สามารถใช้งานอย่างลงตัวกว้างขวาง เช่น จัดวางบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์ วางบนหิ้ง ใส่ในชั้นวาง หรือติดยึดกับผนัง ด้วยแนวทางอเนกประสงค์ได้หลายๆ รูปแบบ โดยที่ยังคงคุณภาพของ “เสียงที่ดีใกล้เคียง ในทุกสถานที่” กลับไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และ DALI KUPID คือสิ่งที่ทำได้สำเร็จ และพบคำตอบที่ได้ผลดีมาก DALI KUPID เป็นลำโพงที่ถูกออกแบบมาโดยใช้หลักวิศวกรรมอันทันสมัยของลำโพง Bookshelf แบบ Compact / Stand mount ขนาดกะทัดรัด เหมาะกับห้องเล็ก ห้องนั่งเล่น พื้นที่จำกัด หรือนำมาใช้ได้หลากรูปแบบอย่างไม่มีขีดจำกัด แม้จะมีตัวตู้ขนาดเล็กแต่ถูกออกแบบตามหลัก Hi-Fi ของ DALI โดยนำ DNA การออกแบบเสียงจากรุ่นเรือธงมาใส่ในแพ็กเกจที่เข้าถึงง่ายกว่า จุดเด่นคือขนาดกะทัดรัด ติดตั้งง่ายเหมาะกับห้องขนาดทั่วๆ ไป ห้องคอนโด หรือมุมฟังเพลงที่พื้นที่จำกัด ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ลำโพงใหญ่ แต่ต้องการเสียงครบช่วงความถี่ มีความบาลานซ์ดี ด้วยวูฟเฟอร์ ขนาด 4.5 นิ้ว และทวีตเตอร์แบบซอฟท์โดม ในส่วนของท่อพอร์ต แบบเบสรีเฟล็กซ์ ยิงคลื่นเสียงออกทางด้านหลัง พร้อมกับการเลือกใช้จุดตัดความถี่ที่แม่นยำ ทำให้ได้เบสอิ่มสมจริงในขนาดตู้ย่อมๆ สามารถขับได้ง่ายกับแอมป์หลายแบบ เป็นลำโพงที่มีค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม และประมาณการกำลังขับจากภาคขยายระหว่าง 40–120 W ทำให้สามารถใช้งานกับแอมป์ระดับเริ่มต้นถึงกลางได้โดยปราศจากปัญหา หลังจากได้รับลำโพง DALI KUPID ผมมานั่งวิเคราะห์ดูโครงสร้างตัวตู้ ประกอบกับรายละเอียดข้อมูลทางเทคนิคที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ครับ • ตัวขับเสียงกลางต่ำออกแบบมาให้พื้นที่ภายในเหมาะกับตัวขับขนาด 4.5 นิ้ว ที่ใช้ Volume ได้คำนวณมาเพื่อให้ mid/bass ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ตู้จะมีขนาดเล็ก การออกแบบทรงภายนอกให้มีขอบรอบตู้โค้งมนช่วยลดการกระจายตัวของคลื่นเสียง หรือการเลี้ยวเบนนั้นลดลง (diffraction) และผลต่อย่านความถี่ช่วงกลางชัดเจนแม่นยำขึ้น สำหรับ มิด/เบส ไดรเวอร์นี้ได้ผลิตด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างกระดาษ และ wood-fibre อันเป็นวัสดุเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ DALI ใช้ตลอดมา ด้วยความความแกร่งแต่มีมวลต่ำ ทำให้ตอบสนองได้ฉับไว (fast transient) และจะไม่มีการระบายสีสัน ไดรเวอร์ใช้แม่เหล็ก ferrite และวอยซ์คอยล์ที่เหมาะสม รวมถึงช่วงผลักหรือช่วงชักยาว (long-throw) เพื่อให้ไดนามิกและคอนโทรลเบสดีเกินขนาดตัว • ตัวขับเสียงแหลม ทวีตเตอร์ขนาด 26 มิลลิเมตร ที่ DALI ระบุว่าเป็น ultra-light soft dome หรือ soft woven fabric diaphragm ที่มีจุดประสงค์การออกแบบ ให้ตอบสนองความถี่สูงสุดด้วยความสะอาด ให้รายละเอียดย่านความถี่แหลมโดยไม่แข็งกระด้าง และให้การกระจายเสียงเป็นมุมกว้างด้วยแผงหน้ารองรับ ช่วยสร้างความราบรื่นของเสียงได้ดียิ่งขึ้น พารามิเตอร์สำคัญจากสเปคฯ ลำโพงสามารถให้แบนด์วิธ 63 – 25,000Hz (±3 dB) มีจุดตัดคอร์สโอเวอร์ที่ 2,100 Hz, ความไว 83 dB มีค่าความต้านทาน 4 โอห์ม เหมาะสมกับแอมป์ 40–120วัตต์ต่อแชนแนล เทคนิคการออกแบบอคูสติกของตู้ลำโพง 1. Dual-flare bass-reflex port รูปแบบของพอร์ตแบบขยายด้วยท่อสองชั้น ช่วยลดการผันผวนในการไหลของอากาศ (turbulence) ที่ปากท่อ ทำให้เบสกระชับและลดอาการเสียงพอร์ตแตกพร่า เมื่อเปิดที่ระดับความดังสูงๆ ซึ่งเป็นความสำคัญของลำโพงตู้ขนาดเล็ก 2. การปรับหน้าแผงทวีตเตอร์ (tweeter waveguide) DALI มีการปรับรูปทรงแผ่นควบคุมเสียงรอบทวีตเตอร์เพื่อให้การกระจายเสียงเข้ากับ มิด/เบส ได้ดี ส่งผลให้การตอบสนองเสียงกลาง–แหลมลื่นไหล และจังหวะเวลา หรือ timing ของไดรเวอร์ประสานกันดีขึ้น 3. ไดรเวอร์เน้นที่มวลเบาที่สมดุล ทำให้ transient ดี และให้ mid-range ที่ชัดเจน ไม่บวมเบลอ 4. ครอสโอเวอร์ที่ปรับจูนมาเฉพาะรุ่น โดย DALI ระบุว่าใช้ Crossover ที่ออกแบบเฉพาะเพื่อจูนบาลานซ์และ Timing ระหว่างทั้งสองตัวขับ ทำให้เสียงเป็น “ธรรมชาติ” และไม่มีความขัดแย้งทางเฟส จะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นลำโพงตู้ขนาดเล็กแต่จุดประสงค์การออกแบบก็คือ ให้เสียงในระดับไฮไฟ ที่มีความสามารถเข้ากับทุกสถานที่ได้อย่างลงตัว ขนาดตู้ลำโพง 237 × 140 × 195 มิลลิเมตร ดีไซน์สวย มีหลายสีให้เลือก Black Ash, Walnut, Caramel White, Golden Yellow, Chilly Blue เหมาะกับการตกแต่งภายในบ้านหรือคอนโด ที่เข้าหลักว่า “แต่งบ้านด้วยเสียงสวย” Test Report ผมมีโอกาสทดสอบอยู่สามรูปแบบคือ 1. วางบนขาตั้งที่เหมาะสม ในที่นี้คือ Atacama Speaker Stand ฟังในแบบออดิโอไฟล์มีการเซ็ตอัพอย่างจริงจัง (ให้เสียงได้ดีที่สุด) 2. วางบนหิ้ง-ชั้นวางภายในบ้าน 3. นำมาฟังแบบบนโต๊ะทำงานในลักษณะ Near-Field ฟังแบบใกล้ๆ เหมือนห้องทำมาสเตอริ่งงานตัดต่อเพลง (ให้ความน่าสนใจมากว่า ในระดับความดังเบาๆ ยิ่งให้เสียงดียิ่งขึ้นอีก) ที่จริงผู้ผลิตเขาจะมี “ขายึดผนังห้อง” มาให้ด้วยในกล่องลำโพง สำหรับท่านที่ต้องการนำไปใช้งานอเนกประสงค์ เช่น ติดตั้งในห้อง หรือตกแต่งเสียงในร้านกาแฟ ร้านอาหาร เป็นต้น แรกสุด ถ้าพิเคราะห์จากสเปคฯ ของโรงงานผมก็รู้สึกเป็นห่วงอยู่นิดนิดเหมือนกัน คือค่าความไวที่ระบุจากผู้ผลิตอยู่ที่ 83dB SPL ดูเหมือนว่ามันเป็นลำโพงที่มีอัตรากินกำลังขับจากแอมป์สูง แบบเดียวกับลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์? แต่ในความเป็นจริง ก็นับว่าประหลาดมาก เพราะผมใช้แอมป์ขนาด 20 วัตต์ต่อแชนแนล อย่าง NAD3020 หรือแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ Fmj แค่ 9 วัตต์ ก็ขับออกมาได้ชนิด ฟูลสเกล เลยทีเดียว จึงเข้าใจว่าสเปคฯ ตัวนี้ น่าจะเกิดจากการบันทึกจากภายในห้องไร้เสียงสะท้อน Anechoic ในแล็บของทาง DALI เพราะในการใช้งานจริงกับห้องทั่วไปนั้น เรากลับรู้สึกลำโพงคู่นี้ขับง่ายอย่างเหลือเชื่อ มีความไวสูงไม่น้อยไปกว่าลำโพงอื่นใด เรียกว่าประเภทที่เป็นมิตรกับแอมป์ทุกรุ่นทุกแบรนด์ อ้าแขนรับได้หมดไม่ว่าจะกำลังขับต่ำหรือสูง (ผู้ผลิตระบุใช้ได้ตั้งแต่ 40-120 วัตต์) จากการทดสอบร่วมเกือบๆ สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเริ่มจริงจังหลังจากเบิร์นไปครบ 100 ชั่วโมง จึงทำการเซ็ตอัพและฟังอย่างเป็นจริงเป็นจัง บทสรุปของของผมก็คือ KUPIDเป็นลำโพงดับออดิไฟล์ที่มีทั้งขนาดเล็กน้ำหนักเบาและขับเสียงได้ง่ายมากอย่างคาดไม่ถึง การมีท่อพอร์ตเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลัง แนะนำว่า การจัดระยะวางห่างผนังตั้งแต่ 40 เซนติเมตรขึ้นไป จะปลอดจากอาการเบสบวมหรือบูมมี่ได้ แต่ถ้ามีความจำเป็นจะต้องยึดติดผนังที่ใกล้มากกว่านี้ ก็อยากให้พิจารณาปิดท่อด้วยฟองน้ำ (ถ้าจำเป็น) แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจนะครับว่าเอฟเฟคต่อผนังหลังของลำโพงคู่นี้ กลับมีน้อยที่สุดตั้งแต่ผมทดสอบลำโพงประเภทท่อเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลัง นับว่า DALI ออกแบบได้เก่งมากครับ เสียงที่ได้จากการเซ็ตอัพแบบออดิโอไฟล์ลำโพงจะถูกวางห่างกันภายในห้องฟังผมอยู่ที่ 1.65 เมตร เสียงที่ได้ประสานกันทางซ้ายและขวาดีมากและเป็นลำโพงที่ฟังความดังระดับสูงได้อย่างดีและเสียงเปิดเผยรายละเอียดได้สมบูรณ์ ผู้ผลิตระบุว่าสามารถให้ความดังได้เต็มที่ถึง 103 เดซิเบล จึงกล้าพูดได้ว่าเป็นลำโพงที่คุณภาพเสียงเหนือกว่าที่สเปคฯ ระบุเอาไว้มาก บุคลิกเสียงในแนวเปิดกว้างสะอาด ฟังแบบเข้าถึงง่าย ด้วยเสียงเบสลงได้ลึกเกินขนาด Driver ความถี่ต่ำแม่นยำชัดเจน และเสียงแหลมให้ความสุภาพเปิดโปร่งในสไตล์ของ DALI แบบว่า “เชื้อไม่ทิ้งแถว” คล้ายลำโพงรุ่นใหญ่ของเขา ฟังเพลงได้หลากประเภทโดยเฉพาะ Pop Jazz Country นี่ต้องถือว่าฟังแล้วเข้าถึงความมีชีวิตชีวา โออ่า เวทีเสียงกว้างลึกได้สัดส่วน เสียงกลางชัดเจนสะอาด สนองตอบไดนามิกได้ดี และฟังได้เพลิดเพลินกว่าที่คิด เหมาะกับคนที่มีพื้นที่จำกัดหรืออยากได้ชุดเสียงกะทัดรัดแบบเรียบง่าย เพราะในขณะที่ผมเปลี่ยนสถานที่จากการฟังอย่างจริงจังแบบออดิโอไฟล์ไปสู่การวางบนโต๊ะทำงาน เพื่อฟังแบบ Near Field และวางไว้บนชั้นเก็บแผ่นเสียง สิ่งที่ได้คือเสียงยังคงความสมดุลและรายละเอียดครบถ้วน ในขณะที่เสียงเบสอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ได้บ้างเล็กน้อย แต่แปลกที่ไม่ค่อยเจออาการเบสบวมเลยครับ KUPID ยังคงรักษาโทนัลบาลานซ์ของย่านความถี่ต่างๆ ได้ดี สิ่งเหล่านี้เข้าใจว่าทางผู้ผลิตได้มีการคำนวณเอาไว้ และทำการจูนอัพอย่างสมดุล เพื่อให้การใช้งานอเนกประสงค์ในหลายสภาวะได้อย่างยอดเยี่ยม นี่คือลำโพงที่ให้เสียงสะอาดน่าประทับใจ และให้เสียงที่ฟังได้อย่างยาวนาน มีเสียงเปิดเผยสง่างาม เข้าถึงง่ายในทุกย่านความถี่ โดยเฉพาะความสมจริงของเบสในลำโพงตู้ขนาดเล็ก เชื่อว่า DALI KUPID คงจะสร้างความอัศจรรย์ในใจให้กับผู้ฟังได้ไม่น้อยเลยครับ ถ้ากล่าวว่า DALI KUPID เป็น “ลำโพงตัวเล็กเสียงใหญ่” ที่ให้ความไพเราะ ในทุกสภาวะแวดล้อมก็คงไม่ผิดจากความเป็นจริงครับ นับเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่ง ของการเข้าถึงเสียงดนตรีที่มีความโอ่อ่าเรียบง่าย และในแง่ตู้ลำโพง ที่เราสามารถเลือกดีไซน์ สีสันได้หลายโทนสีเพื่อการแต่งห้องไปในตัวอีกด้วย ต้องชื่นชมทีมออกแบบนะครับ ว่าเขาดีไซน์มาให้ได้ทั้งเสียงที่ดี สามารถจัดวางได้อย่างง่ายดายในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด เหมาะอย่างยิ่งกับพื้นที่ห้องขนาดกลาง ขนาดเล็กทั่วไป ที่สำคัญ ราคาสมเหตุผล ที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ครับ DALI KUPID ราคาคู่ละ 16,900.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ที่สุดแห่งพลังเสียงไฮเอนด์ที่ตอบรับกับดนตรีทุกสไตล์ สำหรับ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ลำโพงไฮ-ไฟจากฝรั่งเศสระดับเรือธง ที่เปิดตัวในงาน High End Show ที่มิวนิค เยอรมัน เมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้เอง เป็นผลงานออกแบบที่บรรลุคำว่าเสียงดีที่สุดโดยไม่มีความประนีประนอมใดๆ ATALANTE 7 Evo ให้เสียงครบช่วงความถี่ 23Hz–24 kHz เท่าเทียมกับสิ่งที่มนุษย์พึงได้ยิน คือให้ความสามารถครอบคลุม ตั้งแต่เสียงเบสลึกอิ่ม จนถึงเสียงแหลมสูงรายละเอียดระยิบระยับ ด้วยความครบเครื่องสำหรับดนตรีหลากหลายแนวโดยไม่มีความเบี่ยงเบนใดๆ ทั้งสิ้น ระบบโครงสร้าง 3 ทาง ใช้ทวีตเตอร์และมิดเรนจ์แบบซอฟต์โดม RASC Evo พร้อมวูฟเฟอร์ขนาดมหึมาถึง 15 นิ้ว แบบ BSC จุดหลักคือทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ที่ให้รายละเอียดกลางสูงชัดเจน กระจายเสียงช่วงปลายอย่างสดใส ขณะที่วูฟเฟอร์ขนาดใหญ่พร้อมโครงสร้าง Basalt Sandwich ช่วยให้เบสหนักแน่น ลึกอิ่มอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนอื่นผมขออธิบายโครงสร้างกรวยวูฟเฟอร์ อันเป็นทีเด็ดของ ATALANTE 7 Evo ดังนี้ วัสดุหลักที่ใช้คือ Basalt หรือ บะซอลต์ เป็นหินภูเขาไฟที่เกิดจากลาวา ที่แช่แข็งตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อถูกแปรรูปเป็นเส้นใย (Basalt Fiber) แล้ว ก็จะได้วัสดุที่มีคุณสมบัติเด่น คือมีน้ำหนักเบาใกล้เคียงคาร์บอนไฟเบอร์ แต่แข็งแรงมากกว่า มีความคืนตัวต่อการแดมปิ้งได้ดีเยี่ยม (High Internal Damping) จุดเด่นที่สุดของเส้นใยบะซอลต์คือ ช่วยลดเรโซแนนซ์ของไดอะเฟรมได้ดี เป็นผลต่อทำงานผลักอากาศได้เสถียร โดยไม่มีปัญหาจากความชื้นและอุณหภูมิใดๆ สำหรับเทคนิค REVIVAL AUDIO ที่ใช้วิธี Basalt Sandwich Construction (BSC) คือนำเอาเส้นใยบะซอลท์ ทำเป็นแผ่นกรวยด้านหน้าและด้านหลัง แล้วประกบกับวัสดุแกนกลางน้ำหนักเบา เพื่อเพิ่มความแกร่ง และลดความผิดเพี้ยน วิธีนี้ตัวขับจะสามารถควบคุมรูปการสั่นของคลื่นได้อย่างมีเสถียรถาพ (modal behavior) เสียงสะอาด กระชับ มีน้ำหนัก และไม่แข็งกระด้าง การใช้วูฟเฟอร์ขนาด 15 นิ้ว คือความมั่นใจในแง่ของการตอบสนองความถี่ที่ลงได้ลึกสุดยอด ในขณะที่วัสดุตัวกรวยสามารถที่จะผลักอากาศได้อย่างว่องไวไม่น้อยไปกว่ามิดเร้นจ์ และทวีตเตอร์ • ส่วนเทคนิคโครงสร้างทวีตเตอร์ และมิดเร้นจ์ RASC (REVIVAL AUDIO Soft-Cell) RASC คือโครงสร้างโดม/กรวยแบบพิเศษ ที่ออกแบบโดย Daniel Emonts วิศวกรผู้เคยอยู่ Dynaudio / Focal มานานกว่า 30 ปี เขาจึงเข้าใจรากฐานตัวขับเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม โดย เฉพาะเทคนิคในด้านวัสดุ คำว่า RASC เน้นไปที่โดมที่เป็นเนื้อผ้าแบบพิเศษ ผสมกับโครงสร้างลดเรโซแนนซ์ขั้นสูง ซึ่งองค์ประกอบของ RASC จะมีหลักอยู่ 4 ประการคือ 1. Soft-Cell Dome Material เนื้อโดมสูตรพิเศษที่ไม่ใช่ผ้าธรรมดา แต่เป็น Multi-layer textile แบบคัสตอมเมดในโรงงาน ที่ให้ความสมดุลระหว่างความเบา (lightweight) และ ความยืดหยุ่น (flexible), รวมถึงการหน่วงการสั่นที่สูง (internal damping) มีข้อดีคือทำให้เสียงแหลม–กลางนุ่ม เนียน รายละเอียดครบถ้วน และจะไม่แข็งกระด้าง 2. ARID Technology (Anti-Resonance Inner Dome) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ RASC คือเทคโนโลยีในการขจัดเรโซแนนซ์หรือการสั่นพ้องที่ไม่พึงปรารถนาด้านในโดม โดยจะช่วยลด Internal Resonance มากกว่า 97% เป็นผลต่อเสียงที่ออกมาสะอาด ไม่มีความกระด้าง โดมชนิดนี้ไม่มีเสียงสั่นแทรก (Ringing) แบบที่พบในโดมโลหะทั่วไป ผลลัพธ์คือได้ความละเอียดแบบโลหะ แต่คงความนุ่มแบบผ้า 3. Double Motor System / Ventilated Back Plate ซึ่งใช้ได้ทั้งในทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ คือโครงสร้างที่ช่วยควบคุมการไหลของอากาศ ด้านหลังโดม ลดการอัดอากาศ (Compensation Pressure) ลดความเพี้ยน (Distortion) ช่วยในการระบายความร้อนได้ดี ผลลัพธ์คือ เสียงเปิดโปร่ง ไม่มีอาการล้าหูในการเปิดฟังในระยะยาวนาน 4. Back Chamber ที่ออกแบบเองทั้งหมด นี่คือแชมเบอร์ที่เป็นห้องด้านหลังโดมที่ออกแบบเฉพาะ (aluminum / composite) จะทำหน้าที่ดูดซับคลื่นสะท้อน และขยายช่วงความถี่ต่ำ ให้ทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น สามารถใช้ความถี่ครอสโอเวอร์ตัดย่านความถี่ลงได้ต่ำกว่าโดมปกติทั่วไป ผลลัพธ์คือเสียงเนียนและต่อเนื่องกับวูฟเฟอร์มากกว่า RASC ซอฟต์โดมไฮเอนด์ ที่ถูกออกแบบเพื่อกำจัดปัญหาเรโซแนนซ์ให้หมด เพื่อให้ได้เสียงกลาง–แหลมที่สะอาด นุ่ม รายละเอียดสูง แต่ไม่แข็งกระด้างใดๆ นั่นคือจุดเด่นที่ทำให้ REVIVAL AUDIO ต่างจากลำโพงยุโรปอื่นๆ ในด้านเสียงกลาง–แหลม • ทวีตเตอร์ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo นอกจากใช้เทคโนโลยี “ARID” (Anti-Resonance Inner Dome) ลดเรโซแนนซ์ภายในโดมแล้ว ก็ยังใช้แม่เหล็กชนิดเส้นแรงแม่เหล็กสูงแบบ นีโอไดเมี่ยม ช่วยให้ค่าความไวและไดนามิคสูงขึ้นอีกถึง +5dB เป็นผลต่อเสียงแหลมเปิดโปร่ง และควบคุมได้ดี ในส่วนวอยซ์คอยล์ใช้อะลูมิเนียมบริสุทธิ์ ที่มีความเบาและตอบสนองได้ฉับไว และมี Back-Chamber แบบโครงอลูมิเนียม เพื่อช่วยควบคุมเรโซแนนซ์และระบายความร้อน เสียงแหลมจึงแม่นยำ รายละเอียดดี อย่างที่คุณจะไม่เคยพบในโดมทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์อื่นใด • ในส่วนมิดเร้นจ์ยังมีเทคนิคเพิ่มเติมที่น่าสนใจคือ เป็น ลักษณะของโดมอ่อนขนาด 3 นิ้ว ใช้เทคโนโลยี “ARID+” และโครงสร้างแบบ ดับเบิ้ลซัสเพนชั่น “double suspension dome” ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนตัวของไดอะเฟรม มีความลิเนียร์มากขึ้น รวมถึงการลดความผิดเพี้ยนได้อย่างดีเยี่ยม มีแชมเบอร์แบบอลูมิเนียม และ “Tri-Zone Resonance Control” ร่วมกับระบบระบายความร้อนที่ดี ช่วยลดการสะท้อนภายใน และควบคุมเรโซแนนซ์ได้ดี เป็นผลลัพธ์ถึงเสียงกลางสดใสสะอาดเป็นธรรมชาติมีความสมดุล และให้การแยกรายละเอียดย่านกลางที่ดีมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน • ครอสโอเวอร์ชนิด Hand-Tuned Crossover & Network Integration ส่วนของครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค ของ ATALANTE 7 Evo ถูกออกแบบและจูนด้วยมือ โดยมีจุดเด่นดังนี้ ตัวอินดัคเตอร์ใช้ Air-coil ที่ลดการสูญเสียสัญญาณ และรักษาความสะอาดของโทนเสียงเมื่อส่งสัญญาณไปยังตัวขับแต่ละตัว ใช้ Topology แบบ All-Pass Filter เพื่อให้มีเฟสตรงต้องกันระหว่างไดรเวอร์ เพื่อช่วยให้เวทีเสียง (Soundstage)การแจกแจงตำแหน่ง และการรวมกันของคลื่นเสียงจากแต่ละดอกฟังได้อย่าง “กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว” โดยไม่รู้สึกแยกและมีรอยสะดุดในการส่งผ่านสัญญาณ สายภายในใช้สายคุณภาพสูงของ Van den Hul (รุ่น Skyline) ช่วยให้การส่งผ่านสัญญาณมีความแม่นยำสูง รักษารายละเอียดของสัญญาณต้นทางให้ครบทั้งทุ้ม กลาง แหลม อย่างครบถ้วน อุปกรณ์ครอสโอเวอร์ได้รับการจูนแบบ “แฮนด์เมด” ทุกตัว เพื่อให้การรวมของทวีตเตอร์, มิดเรนจ์, วูฟเฟอร์ลงตัวและบาลานซ์ เสียงที่เป็นผลรวมออกมาจะสมดุล ไม่มีโดดหรือขาดช่วง ให้เสียงราบรื่นราวกับว่าไดรเวอร์ทุกตัวนั้นเป็น “หนึ่งเดียวกัน” สำหรับจุดตัดครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก อยู่ที่ 340Hz สำหรับย่านความถี่ต่ำจากวูฟเฟอร์ ไปยังมิดเรนจ์ และ 2.25kHz จากมิดเรนจ์ ไปยังทวีตเตอร์ • โครงสร้างและตัวตู้ของ ATALANTE 7 Evo ไม่ใช่แค่ “กล่องใส่ลำโพง” ธรรมดา แต่เป็นตู้ที่ผสานโครงสร้างและพอร์ต ผนวกด้วยขาตั้งที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันพร้อมกันทั้งชุด ทั้งในด้านวิศวกรรมเสียง และงานดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ ผลคือคุณจะได้ทั้งเสียงที่แม่นยำ รายละเอียดครบ เบสหนักแต่ควบคุมได้ มีความชัด สะอาด และรูปลักษณ์ที่หรูหรา ให้คุณภาพเสียงที่ดี พร้อมทั้งมุมมองที่งดงามต่อสายตาเสมอ รายละเอียดเบื้องลึกของตู้ลำโพง ตัวตู้ของ ATALANTE 7 Evo ใช้ไม้วีเนียร์แท้ (Walnut หรือ Ebony) ทำให้ดูหรูหราดุจดังเฟอร์นิเจอร์หรู งานออกแบบตัวตู้ทำโดยสตูดิโอออกแบบชื่อดัง (A+A Cooren Studio จากปารีส) ตัวตู้มี “สัดส่วนทองคำ (Golden Ratio design)” ที่ไม่ได้แค่เพื่อความสวย แต่ออกแบบให้ได้ทั้งสวยและเสียงดีไปพร้อมกัน มีการจูนโครงสร้างตู้แบบพิเศษ โดยมี Internal Bracing หรือผนังไม้เสริมโครงหลักภายในหลายจุด เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ลดการสั่นของตู้ (Resonance) เพราะลำโพงขนาดใหญ่ ถ้าตู้สั่นก็จะมีผลต่อเสียง เช่น เบสมัว หรือกลางแหลมอาจบิดเบี้ยวได้ ทีมงานจูนตู้ลำโพงมีการเทสท์ ด้วยโปรแกรมจำลอง (Simulation) หลายร้อยชั่วโมงก่อนตัดสินใจแบบตู้ลำโพงในขั้นตอนสุดท้าย ระบบพอร์ต & การระบายอากาศ: Bass Reflexและ AeroVex Port ATALANTE 7 Evo เป็นลำโพงแบบ 3-Way + Bass-Reflex enclosure โดยใช้พอร์ตด้านหน้า พอร์ตเบสดังกล่าวใช้เทคโนโลยี AeroVex (Aluminum-Flanged Port) คือพอร์ตที่เสริมขอบด้วยอะลูมิเนียม และมีรูปแบบพิเศษที่ออกแบบผ่าน “การจำลอง (Simulation)” หลายร้อยชั่วโมง เพื่อพิจารณาให้การไหลของอากาศ (Airflow) ภายในพอร์ตมีความแปรผัน (Turbulence) ต่ำที่สุด การออกแบบผลงานชิ้นนี้ ช่วยลดความเพี้ยนจากเสียงของลมปะทะได้กว่า 94% เมื่อเทียบกับพอร์ตทั่วไป • ขาตั้ง (Stand) คือการแยกโครงสร้าง (Decoupling) และการลดแรงสั่นสะเทือน ATALANTE 7 Evo ที่มาพร้อม Stand แบบ “Isolation Stand” ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ลำโพงมีพื้นฐาน “นิ่ง” ไม่ส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนกับพื้นหรือขาตั้งโดยตรง โดยจะมี Spikes ที่ปรับระดับได้ (Micro-Adjustable Spikes) และแผ่นกันสั่น (Isolation Pads) เพื่อสริมสมรรถนะตู้กับพื้น และขาตั้งช่วยให้เสียงคงความชัด รายละเอียดไม่สูญหาย และลดการถูก “ground vibration” มารบกวน REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evoเป็นลำโพงที่มีความไว (Sensitivity) 90dB / 2.83 V / 1m, อิมพีแดนซ์ 6โอห์ม ความน่าทึ่งคือ แม้กายภาพหลักคือ ตัวตู้จะมีขนาดใหญ่มาก แต่ก็ค่อนข้างขับง่าย แต่กระนั้นขอแนะนำว่า ควรใช้แอมป์ที่ความสามารถในการจ่ายกระแสได้ดี มีพลังขับที่มีเสถียรภาพดีตลอดการทำงาน ขนาดตู้โดยประมาณ (ไม่รวมขาตั้ง) 820 mm × 456 mm × 480 mm (สูง × กว้าง × ลึก) และถ้ารวมขาตั้ง จะสูง 1160 mm รวมขาตั้ง น้ำหนักต่อข้างประมาณ 54.6 kg ตู้เปล่า หรือ 67 kg พร้อมขาตั้ง ถือว่าเป็นลำโพงที่เหมาะกับห้องฟังขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยผู้ผลิตแนะนำสำหรับห้องขนาด 35–80 ตารางเมตร Test Report เป็นลำโพงที่ผมได้ฟังมาหลายครั้ง แต่ถึงขนาดยกมาทดสอบที่บ้านนี่ก็ถือว่าเป็นครั้งแรก เพราะว่าได้ฟังมาตั้งแต่รุ่น ATALANTE 3-4-5 และสุดท้ายนี้คือ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นไฮเอนด์สูงสุดของแบรนด์ เป็นลำโพงที่แปลกนะครับ ถ้าพูดถึงรูปทรงก็อาจจะดูใหญ่เทอะทะสำหรับห้องที่มีขนาดเล็ก ในความเห็นส่วนตัวถ้าห้องที่มีขนาดตั้งแต่ 35- 60 ตารางเมตรขึ้นไป จะรู้สึกว่าลำโพงมีความสมดุลกับขนาดห้องเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการพิจารณาลำโพงคู่นี้คือห้องที่เล็กที่สุดน่าจะต้อง 30 ตารางเมตรขึ้นไป จึงจะทำให้ได้ศักยภาพของลำโพงอย่างเต็มที่ รูปทรงดีไซน์มองเผินๆ คล้ายลำโพงวางขาตั้ง แต่ลำโพงถูกออกแบบมาในลักษณะที่ผู้ผลิตบอกว่าเป็น “ลำโพงตั้งพื้น” เพราะว่าส่วนของขาตั้งที่เป็นโลหะนั้นจะถูกออกแบบมาพร้อมกันด้วย ในกรณีที่นำมาใช้งาน จะต้องไม่ลืมพิจารณา ทำการคลายน็อตหรือสกรูที่อยู่ด้านล่างออก ให้ขาตั้งกับตู้ลำโพงคลายตัวออกจากกัน เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่อิสระอย่างเต็มที่ เพราะสกรูดังกล่าวจะยึดไว้สำหรับการขนส่งเท่านั้น ระยะห่างของลำโพง ระหว่างซ้ายขวา ไม่ควรต่ำกว่า 3 เมตร แต่ระยะห่างของผนังหลังกลับดูเป็นเรื่องแปลก ที่เอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้นกับผนังกลับไม่มากเท่าที่เราคิดเอาไว้นะครับ อาจเป็นเพราะคุณภาพของท่อพอร์ตดีไซน์พิเศษที่ออกด้านหน้านั่นเอง ที่ทำให้สามารถปลดปล่อยพลังได้โดยมีปัญหากับผนังได้น้อยที่สุด แม้จะวางลำโพงชิดด้านหลังไม่ถึง 1 เมตร เสียงก็ยังคงให้เสียงแบบเปิดโปร่งล่องลอยอิสระ และได้รายละเอียดปลายเสียงแหลมโปร่งกังวาน เบสเป็นตัวตนอย่างยอดเยี่ยมด้วย ข้อควรพิจารณา เนื่องจากมีตู้ใหญ่และหนัก ทำให้การเคลื่อนย้ายต้องระวังมาก ต้องมีผู้ช่วยหลายคน และควรตั้งบนพื้นที่สมดุล เนื่องจากเป็นลำโพงระดับไฮ-เอนด์ ที่โครงสร้างแข็งแกร่ง ถ้าตั้งบนพื้นไม่เรียบ อาจจะสูญเสียคุณภาพเสียงเล็กๆ น้อยๆ ได้เช่นกัน นี่คือลำโพงตู้ยักษ์ ขนาดรวมขาตั้งคือ : 1160 x 456 × 480 มิลลิเมตร และน้ำหนักต่อตู้ 67 กิโลกรัม การเซ็ตคนเดียวต้องบอกว่า ต้องขยับ ย้าย อย่างระมัดระวังมิฉะนั้นหลังเดาะครับ‼ ดีที่สุดคือให้ทีมเวิร์คของทาง HiFi House ของเสี่ยเอ็ม มาเป็นผู้เซ็ตให้ครับ พอได้ทดสอบฟัง ก็รู้สึกถึงความแปลกอีกแล้วว่า REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo เป็นลำโพงที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยงแอมป์เลยก็ว่าได้ เพราะความไวที่สูงมากของลำโพงคู่นี้จึงมีความแตกต่างจากไฮเอนด์อื่นๆ โดยทางผู้ผลิตแจ้งว่ามีความไว 90 เดซิเบลต่อกำลังขับ 1 วัตต์ และระยะทางที่ 1 เมตร แต่จากการนำไปวัดในห้อง LAB ในฝรั่งเศส ได้ระดับความดังตรงหน้าลำโพง (On-axis ) มากถึง 87.1 เดซิเบลต่อกำลังขับ 1 วัตต์ วัดที่ระยะทาง 1 เมตร ถือว่าเป็นลำโพงไฮเอนด์คู่เดียวที่มีความไวสูงที่สุดเท่าที่เราเคยพบมา หรือวัดตามมาตรฐาน Mean / IEC ค่าเฉลี่ยมาตรฐานการฟังจริงในบริเวณห้อง อยู่ในช่วง 86.7dB ถึง 85.8dB เรียกว่าเกลี่ยความดังเฉลี่ยสม่ำเสมอมากๆ จากการทดสอบของผม ด้วยแอมป์ขนาดกำลังขับตั้งแต่ 30 วัตต์ ไปจนถึง 400 วัตต์ต่อแชนแนล ทั้งแอมป์หลอดสุญญากาศ แอมป์โซลิตสเตทคลาส A และแอมป์คลาส D รู้สึกได้เลยว่าแอมป์ทุกประเภทสามารถขับลำโพงคู่นี้ได้ดีโดยไม่มีปัญหาใดๆ ได้บุคลิกที่โอ่อ่าทรงพลังและเก็บทุกรายละเอียดอย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นเรื่องแอมปลิไฟร์จึงไม่มีข้อจำกัดใดๆ นัก รูปลักษณ์หน้าตาก็ดูเหมือนว่าจะอิงแนววินเทจ แต่ดีไซเนอร์ตั้งใจที่จะบรรจุเทคโนโลยีสุดยอดทั้งหมดลงไปในลำโพงคู่นี้โดยไม่มีกั๊ก จึงพูดได้สั้นๆ ว่า “เป็นที่สุด” ของ REVIVAL AUDIO แล้วครับ เป็นลำโพงที่ให้การตอบรับกับเพลงได้ทุกสไตล์ ทุกยุค อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากลำโพงนี้ถูกเบิร์นมานานพอสมควร คิดว่าน่าจะเกิน 200 ถึง 300 ชั่วโมง ดังนั้นเสียงที่ผมได้ยินคือความอิสระเปิดโปร่ง มีความแม่นยำของเสียง และเป็นลำโพงที่แสดงพลังเสียงสุดยอดมากโดยไม่กินแรงแอมป์แม้แต่น้อย ถ้าเราดูจากเข็มวียูของแอมปลิไฟล์ น้อยครั้งที่เราจะฟังได้เกิน 1 วัตต์ ครับ นี่คือคุณลักษณะซึ่งไม่มีในลำโพงให้อื่นๆ อย่างแน่นอน ลำโพงที่สามารถให้คุณได้ฟังเพลงตั้งแต่ฮาร์ดร็อค เพลงที่มีเอฟเฟ็คดุดันอย่าง I Robot ของอลัน พาร์สัน โปรเจค เพลงของพิงค์ฟลอยด์ ไปจนถึงเพลงคันทรี ไลท์มิวสิค แจ๊ส ป็อป และเพลงที่แสดงพลังคลาสสิกคัล ด้วยวงออเคสตร้าอย่างโอ่อ่าโอฬาร ด้วยความรู้สึกที่เราสามารถเข้าถึงทุกรายละเอียดอย่างครบถ้วน จากการทดสอบก็คือ เหมือนกับเราหลุดทะลุเข้าไปอยู่ในเวทีดนตรี สัมผัสทุกรายละเอียด ทุกมิติเสียงครับ นานทีปีหนที่จะได้รับความรู้สึกจากลำโพงชั้นยอดแบบนี้สักครั้งหนึ่ง เป็นลำโพงที่เก็บทุกรายละเอียด จะไม่มีสิ่งใดที่เป็นรายละเอียดที่สตูดิโอบันทึกมาแล้วจะสูญหายหรือถูกบดบังไปในระหว่างทาง ด้วยเหตุที่ลำโพง REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo มีค่าไดนามิคเรนจ์ที่ยอดเยี่ยม ถือว่าทำได้สมจริงที่สุดคู่หนึ่ง ตั้งแต่ผมได้ฟังลำโพงมาในชีวิตนี้ครับ ทุกๆ เสียงตั้งแต่เบาสุดจนถึงดังที่สุดของลำโพงมีความมั่นคงมากๆ เพราะโครงสร้างและความแข็งแรงของ ATALANTE 7 Evo ถือว่าอยู่ในระดับ “Top-tier” เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลำโพงใหญ่ ขับเบสลึก และต้องการความนิ่ง เสถียร และคุณภาพเสียงที่ “มั่นคง” บทสรุปจาการทดสอบ ATALANTE 7 Evo 1. เบสแน่น ลึก และมีพลัง ด้วยวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ถึง 15 นิ้ว พร้อม BSC Woofer และท่อ Bass-reflex ที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม ทำให้เบสลงลึกได้จริง และมีอิมแพ็คอย่างเหลือพอ โดยไม่รู้สึกบวมหรือควบคุมยาก เบสลงได้ลึกอย่างน่าทึ่ง เต็มอิ่มดังได้เต็มสเกล จนกล่าวได้ว่า ปราศจากความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเพิ่มซับวูฟเฟอร์แม้แต่น้อย 2. อิมเมจแม่นยำ / เวทีเสียงเปิด (Soundstage & Imaging) เสียงกลางและแหลมโปร่ง รายละเอียดดี ทำให้มิติเสียงโดดเด่น อิมเมจ จุดตำแหน่งดนตรี แยกชิ้นได้ชัด เหมาะกับเพลงที่มีเครื่องดนตรีในวงขนาดยักษ์ราวกับเวทีดนตรีที่กว้างลึกมาอยู่ต่อหน้าผู้ฟัง 3. โทนบาลานซ์เสียงธรรมชาติ และโทนเสียงกลมกล่องผ่อนคลาย ATALANTE 7 Evo ให้เสียงแม่นยำเที่ยงตรง ไม่ “ย้อมเสียง” เหมือนลำโพงบางแบรนด์ (เช่นไม่อุ่นเกิน หรือไม่เย็นเกิน) โทนกลางแหลมค่อนข้างเป็นกลาง ธรรมชาติ ให้ความชัด รายละเอียดครบ เหมาะกับหลายแนวดนตรี โดยปราศจากข้อจำกัด 4. ฟังได้นานไม่ล้า (Fatigue-free listening) วิธีการออกแบบซอฟท์โดมทวีตเตอร์ มิดเร้นจ์ และวูฟเฟอร์ รวมทั้งตู้และครอสโอเวอร์ที่มีคุณภาพ ทำให้เสียงนุ่ม ไม่ผิดเพี้ยนในทุกระดับความดัง เหมาะกับการฟังยาวๆ โดยไม่เหนื่อยล้าหู ผมว่านะ….. ลำโพงระดับล้านบาทบางคู่ยังทำได้ไม่ดีเท่ากับATALANTE 7 Evo เลยด้วยซ้ำไปครับ น่าแปลกก็คือ แม้จะเป็นลำโพงไฮเอนด์ที่มีขนาดตู้ใหญ่ แต่ฟังรายละเอียดหยุมหยิมในระดับแผ่วเบาได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วยครับ! 5. ให้ความยืดหยุ่นกับแอมป์หลายระดับ ด้วยความไว (Sensitivity) สูงเกิน 90dB และอิมพีแดนซ์ที่6 โอห์ม ทำให้ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ขับได้ง่ายกับแอมป์หลายรูปแบบ แต่แนะนำว่าแอมป์ใดก็ตาม สมควรมีพลังทางภาคจ่ายไฟที่พอเพียง เพื่อให้ขับวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ได้สมดุลเต็มอิ่มครับ ATALANTE 7 Evo เป็น “ลำโพงครบเครื่องที่ให้ทั้งพลังเบส เสียงกลาง–แหลม ที่ละเอียดเป็นธรรมชาติ มีเวทีเสียงและบาลานซ์ดี เหมาะกับคนที่ต้องการลำโพงที่ให้เสียงสมจริงในทุกระดับความดัง ด้วยคุณสมบัติของพลังเสียงที่ยอดเยี่ยมของ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo เมื่อเราได้รับทราบราคาแล้วก็รู้สึกอึ้งๆ อยู่ในใจเหมือนกันครับ เพราะเป็นลำโพงไฮเอนด์คู่เดียวที่ราคาเพียง 370,000.- บาท เท่านั้น รับทราบราคาแล้วไม่อยากเชื่อหูตัวเองจริงๆ ความรู้สึกของเราคือ ถ้าจับไปชนกับลำโพงระดับหนึ่งล้านบาทขึ้นไป ผมเชื่อว่ามันมีความสูสีอยู่มากเลยทีเดียวครับ นี่คือคุณภาพที่นักออกแบบเขาตั้งใจให้ได้มาซึ่งลำโพงไฮเอนด์ในราคาที่สมผลอย่างที่สุด ตามจุดมุ่งหมาย ผมเองอยากให้ทุกคนได้ทดลองฟังเป็นอย่างยิ่งครับ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo คือลำโพงที่ส่งผ่านพลังเสียงระดับไฮเอนด์ ที่สามารถตอบรับกับดนตรีทุกสไตล์อย่างไร้ข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น เป็นปรากฎการณ์เปิดกว้างในโลกของออดิโอไฟล์ เป็นอย่างยิ่ง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 Msound line : m_240956
KEF Coda W All-In-One Wireless HiFi Speaker โลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาด KEF (Kent Engineering & Foundry) ก่อตั้งโดย Raymond Cooke ในอังกฤษ เมื่อปี 1961 แต่ความก้าวหน้าล้ำสมัยเกิดขึ้นตลอดเวลากับ KEF โดยในช่วงทศวรรษ 1970 KEF ก็เริ่มใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบลำโพง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่มากในสมัยนั้น สำหรับลำโพงในซีรีส์ Coda ของ KEF นั้นได้ปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงต้น ในปี 1970 โดยมีรุ่น Coda อยู่ในสายผลิตภัณฑ์เบสิกของบริษัท ด้วยหลักการออกแบบลำโพงที่เน้นคุณภาพเสียงไฮไฟ ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายและราคาสมเหตุผล ถัดมาในช่วงปี 1990 KEF มีลำโพงในซีรีส์ Coda หลายรุ่น เช่น Coda 7, Coda 8, Coda 9 โดยมีบันทึกว่า นิตยสาร What Hi-Fi UK เคยพูดถึง KEF Coda III ในบทความ 12 of the best KEF products โดยให้คำชื่นชมว่าเป็นลำโพงที่มีสมรรถนะสูง ให้อิมเมจได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะเป็นลำโพงราคาย่อมเยาในตอนนั้น นอกจากนั้น Coda IV เป็นรุ่นที่หายาก รวมถึง Coda 7, 8, 9, ล้วนเป็นกลยุทธ์อันสำคัญของ KEF ในการเอื้อเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับออดิโอไฟล์โดยทั่วไป และในปี 2025 ยุคแห่งความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี KEF ได้เปิดตัว KEF Coda W ซึ่งเป็นลำโพง All-in-One แบบไร้สาย ที่มีภาคขยายในตัว หลักๆ ในการทำงานเน้นส่งผ่านสัญญาณจาก Bluetooth แต่ยังมีอินพุตแบบดั้งเดิม ที่ให้ความสามารถสนองตอบนักเล่นเครื่องเสียงได้อย่างครบถ้วนที่สุด นี่คือรูปทรงของลำโพงวางหิ้งสองทาง Coda W มีคุณสมบัติหลักที่ดีเยี่ยมมาก โดยใช้เทคโนโลยีไดรเวอร์ Uni-Q ในเจเนอเรชั่นที่12 (12th-gen Uni-Q ) เป็นกรวยขนาด 5.25 นิ้ว ขับเสียงกลาง-ต่ำพร้อมทวีตเตอร์ที่อยู่ตรงกลางของ Woofer ซึ่งเป็นจุดเด่นของ KEF ที่ให้แนวทางเสียงแบบ Single point-source ทำให้กระจายเสียงได้แม่นยำอย่างเป็นธรรมชาติ และเวทีเสียงกว้างกว่าระบบลำโพงทั่วไป ในระบบ Coda W ได้ใช้ DSP ที่จดสิทธิบัติของตนเองเรียกว่า Music Integrity Engine, MIE สำหรับการจูนเสียงให้บาลานซ์ระหว่างไดรเวอร์ และควบคุมการทำงานทุกระบบอย่างเหมาะสมราบรื่นโดยอัตโนมัติ ในด้านกำลังขับในแบบลำโพงแบบแอคทีฟ ลำโพงแต่ละข้างจะมีภาคเพาเวอร์แอมป์คลาส D แบบแยกอิสระ จ่ายพลังให้กับวูฟเฟอร์ 70 วัตต์ และขับทวีตเตอร์อีก 30 วัตต์ รวมกำลังขับลำโพงทั้งระบบตู้ซ้ายขวา ในระบบสเตอริโอ 200 วัตต์ การออกแบบในวิธีนี้ ก็คือระบบไบ-แอมปลิฟิเคชั่น ทำให้มีศักยภาพเปล่งความดังได้สูงสุดประมาณ 102 dB ที่ระยะ 1 เมตร สำหรับระบบเชื่อมต่อ จะรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย เริ่มจากระบบบลูทูธ 5.4 ที่รองรับ aptX Adaptive และ aptX Lossless ถ้าดีไวซ์ของคุณรองรับ aptX Lossless ก็จะได้คุณภาพเท่ากับ CD ที่ 16-bit / 44.1kHz ในแบบไร้สาย มีช่องรับสัญญาณแบบต่อสาย HDMI ARC และ USB-C ซึ่งสามารถนำไปใช้งานร่วมกับระบบทีวีได้อย่างเหมาะสม ช่อง USB-C ที่รองรับ 24-bit / 192kHz สำหรับการต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังมีช่องOptical (Toslink) ที่สามารถต่อเข้ากับเพลย์เยอร์อื่นๆ ให้มาแสดงผลในลำโพงได้อย่างลงตัว ส่วนช่อง RCA ระบบสเตอริโอ สำหรับรับสัญญาณ LINE IN (AUX )เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เครื่องเล่น Player ส่งสัญญาณ Analog Stereo เข้าไปยังลำโพงโดยตรง รวมทั้งช่อง RCA และระบบกราวนด์สำหรับต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยเฉพาะ มีช่อง Subwoofer out สำหรับเพิ่มเบสเมื่อเชื่อมกับ Subwoofer โดยเฉพาะ ในที่นี้ในช่วงท้ายๆของการทดสอบ ผมนำมาใช้ทดสอบร่วมกับ Active Sub ของ KEF KC62 ซึ่งจะทำให้คุณภาพเสียงโดยรวมแซงหน้าลำโพงตั้งพื้นหลายคู่ในท้องตลาดเลยก็ว่าได้( อันนี้ถือเป็นทางเลือกในการอัพเกรดในอนาคตได้)‼️ สำหรับระหว่างตู้ลำโพงซ้ายขวา จะมีสายเชื่อมต่อระหว่างลำโพงเพื่อทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คโดยผ่านทางช่อง USB-C (resample เป็น 96kHz / 24bit) ผมมองว่าจุดที่โดดเด่นเหนือลำโพงแอคทีฟอื่นๆ ก็คือ ลำโพงได้ให้การรองรับการเล่นแผ่นเสียงไวนีล เพราะมีภาคขยาย Phono preamp ภายในตัวเอง ด้วยการออกแบบวงจรสำหรับขยายเกนหัวเข็ม MM ทำให้ต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ปรีแอมป์แยก นี่คือทีเด็ดของ Coda W ครับ ดีไซน์และวัสดุนั้น ตู้ลำโพงมีให้เลือกหลายสี : Vintage Burgundy, Nickel Grey, Moss Green, Midnight Blue, Dark Titanium ขนาดของตู้ลำโพง : 285 × 168 × 268 มิลลิเมตร น้ำหนักโดยรวมประมาณ 11.3 กิโลกรัม ถือว่าเป็นดีไซน์ที่เหมาะกับการจัดวางได้อย่างอิสระในทุกๆ ที่ แต่ดีที่สุดคือใช้ขาตั้ง KEF SQ1 Floor Stand ซึ่งเป็นขาตั้งลำโพงสำหรับลำโพงที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งกับ KEF Q Concerto Meta, Q3 Meta, Q1 Meta และ KEF Coda W ขาตั้งรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อวางลำโพงให้ได้ระดับความสูงที่เหมาะสม ด้วยความสูงประมาณ 24.2 นิ้ว มีโครงสร้างอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทาน สามารถเพิ่มสารอุดเฉื่อย (inert filler) เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและมีช่องสำหรับจัดการสายเคเบิลในตัวเพื่อให้การจัดวางดูเรียบร้อยงามตา Test Report หลังจากแกะลำโพงออกมาจากกล่อง เห็นขนาดแล้วชอบเลยครับ ขนาดกะทัดรัดพอดีๆ เหมือนลำโพงวางขาตั้งที่เราคุ้นเคยนั่นเอง สำหรับในการทดสอบระยะเซ็ตอัพสูงบนขาตั้งโลหะผสมของผมขนาด 24.5 นิ้ว ลำโพงจัดวางห่างกัน 2.20 เมตร เอียงหน้าเข้าหากันประมาณ 8องศา ถือว่าลงตัวในห้องฟังผมมากครับ คือเราจะวางตู้ลำโพงไว้บนชั้นวาง ก็ได้นะครับ ขึ้นกับลักษณะการฟัง แต่ถ้าฟังแบบจริงจังควรหาขาตั้งลำโพงที่เหมาะสมโดยเฉพาะของ KEF เอง และวางลำโพงในลักษณะเดียวกันกับลำโพงออดิโอไฟล์ตามปกติทั่วไป วิธีเซ็ตอัพก็แบบเดียวกันครับ ควรทราบว่า ลำโพงนั้นมีคุณภาพสูงระดับออดิโอไฟล์ หากอยากใช้ศักยภาพสูงสุดของเขา ก็ต้องคิดเสมอว่า นี่คือลำโพง Audiophile ครับ ดังนั้นเซ็ตอัพกันให้เต็มที่ไปเลยครับ ขนาดลำโพงคือ 285 × 168 × 268 มม. (สูง × กว้าง × ลึก) ปริมาตรอาจจะใกล้เคียงกับ KEF Q350 ซึ่งลำโพง Coda W ทำตู้ได้แข็งแรงสวยงาม มองดูจากด้านหน้าตู้ลำโพง ลำโพงซ้ายและขวาเหมือนจะไม่ต่างกันนัก แต่พลิกไปดูด้านหลัง จะเห็นว่าระบบคอนโทรลหลัก จะอยูที่ลำโพง Primary ข้างเดียว การที่เราจะรู้ได้ว่าเป็นลำโพงแชนแนลซ้ายหรือขวา ก็ให้ดูที่ตู้ครับ ตู้ข้างซ้ายคือ Secondary และตู้ข้างขวาเป็น Primary ที่มีระบบสั่งการหลักๆ อยู่ที่ตู้นี้ โดยมีทั้งภาคปรีแอมป์ ระบบซีเล็คเตอร์ รับสัญญาณอินพุต เกนโวลุ่ม ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ เพื่อการจับคู่และสตรีมมิ่ง จุดเด่นคือใช้ตัวขับเสียงอันทรงประสิทธิภาพ ด้วยไดรเวอร์ แบบ Uni-Q เวอร์ชั่น 12 และมีการออกแบบภาคขยาย Class D ที่แมตช์กับตัวขับเอามาไว้ภายในแต่ละตู้อย่างมือโปรเลยทีเดียว คือมีหน่วยขยายคลาส D แยกอิสระขับเสียงด้วยพลัง 30 วัตต์ให้กับเสียงแหลม และ 70 วัตต์ให้กับเสียงทุ้ม ระบบส่งสัญญาณ Bluetooth จัดเป็นอินพุตหลักสำหรับฟังเพลง สามารถจับคู่กับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ได้ในทันที เพื่อใช้เป็นแหล่งเสียงหลักสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน เชื่อมต่อฉับไวแม่นยำ ในการเซ็ตอัพ ควรพิจารณาท่อพอร์ตของลำโพง ซึ่งควรจะต้องอยู่ห่างจากผนังด้านหลังอย่างน้อย 75 เซนติเมตรถึง 1 เมตร (อ้างอิงห้องฟังผมขนาด 3.5x4.5 เมตร) ระยะในการเซ็ตอัพ ไม่ได้ฟิกซ์ แต่ขอแนะนำว่า สามารถปรับให้สมดุลกับห้องของท่านเป็นหลักครับ หลังจากวางลำโพงซ้าย–ขวาในตำแหน่งในประมาณการได้แล้ว ลำดับแรกให้ต่อสายเชื่อมระหว่างลำโพง (Interspeaker Cable) เข้าระหว่าง L - R เสียบปลั๊กไฟให้ตู้ Primary แล้วกดปุ่ม Power บนลำโพงหลัก รอไฟสถานะแสดงขึ้นว่าระบบพร้อมทำงาน แล้วเลือกแหล่งสัญญาณ Input เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้ระบบใด หลักๆ คือ Bluetooth หรือจะเป็น HDMI ARC (สำหรับทีวี) ส่วนช่อง USB-C ใช้สำหรับคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ในแง่ของการใช้กับจอทีวี มีทางเลือกสำหรับทีวีรุ่นเก่า โดย Coda W มีช่อง Optical รองรับได้ หรือถ้าทีวีมีแต่ช่อง Headphone ก็เลือก AUX ทางช่อง RCA Line ได้เช่นกัน ด้วยการใช้สายที่มีปลายด้านหนึ่งเป็นมินิแจ็ค อีกด้านเป็น RCA Stereo ครับ ลำโพงตู้หลัก Primary จะมีปุ่มสัมผัสคอนโทรล เพื่อเลือกแหล่งโปรแกรม เป็นฟังก์ชั่นควบคุมอยู่ด้านบนตัวลำโพง Primary เหมือนเป็นส่วนปรีแอมป์ ใช้สำหรับเปลี่ยนแหล่งสัญญาณที่มา และเกนโวลุ่ม และจะให้ความสะดวกมากขึ้นด้วยการใช้แอป KEF Connect สำหรับปรับ EQ, อัปเดตเฟิร์มแวร์ รวมถึงการตั้งค่าลำโพงครับ สำหรับการใช้งานทั่วๆไปในการฟังเพลงสตรีมมิ่ง ผมเลือกเชื่อมต่อ Bluetooth การจับคู่ก็สะดวกครับ เลือกอุปกรณ์ชื่อ “KEF Coda W” รอเสียงหรือไฟแจ้งว่าจับคู่สำเร็จ จากนั้น ก็ใช้งานได้เลย ทุกอย่างไม่ต่างจากการเชื่อมต่อลำโพงบลูทูธพื้นฐานโดยทั่วไปนั่นเอง สามารถปรับระดับเสียง ด้วยปุ่ม Volume + / – บนลำโพง หรือใช้รีโมต และใช้แอพในสมาร์ทโฟน หรือจากรีโมตทีวี ในกรณี HDMI ARC การใช้งานที่คล่องตัวที่สุดคือ เปิดแอป KEF Connect ช่วยให้เลือกค่าของเสียงได้ตามความต้องการมากยิ่งขึ้น เช่นปรับ EQ, อัปเดตเฟิร์มแวร์รวมถึงการตั้งค่าระบบ หลักการใช้งานทั่วไป จะพบว่าสำหรับการใช้สาย Interspeaker (C-Link) เชื่อมโยงระหว่างลำโพงซ้ายและขวา ความยาวสายที่ให้มาถือว่าน่าจะพอเพียงและเป็นสายคุณภาพดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อสายอื่นมาเปลี่ยน โดยสายนี้มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณระหว่างลำโพงหลักกับลำโพงรองครับ ส่วนท่านใดจำเป็นต้องตั้งลำโพงห่างกันมากกว่าปกติ ทาง KEF มีสายขายแยกขนาดความยาว 8 เมตรให้เลือก สัญญาณจาก Input ทุกแหล่ง (USB-C, HDMI, ฯลฯ) จะถูก Resample ให้เป็น PCM 24-bit / 96kHz เมื่อส่งผ่านสาย Interspeaker ครับ ดูจากด้านหลังลำโพงหลัก ช่องต่ออินพุต มีทั้งดิจตอล ช่อง Aux น่าจะเหมาะกับเครื่องเสียงแหล่งโปรแกรมทุกประเภท อาทิ ซีดีเพลย์เยอร์ สตรีมเมอร์ แค่เลือกอินพุต Aux ที่ตัวลำโพง แล้วเปิดแหล่งสัญญาณ แล้วปรับระดับเสียงเท่านั้นเอง ส่วน USB-C Audio ก็จะจับคู่กับสมาร์ทโฟนที่มีสายต่อแบบ USB-C, รวมไปจนถึง iPad, MacBook, PC ก็ได้รายละเอียดเสียงให้บิตเรตสูงสุดมากถึง 192/24 เลยทีเดียว (ถ้ามีไฟล์เพลงในระดับดังกล่าว) การซีเล็ค หรือเลือกใช้งานแหล่งโปรแกรมเชื่อมต่อจากบนหลังตู้ลำโพงหลัก หรือ Primary ก็สะดวก โดยสังเกตว่า ปุ่มสัมผัส เรียงกันไปจากซ้ายสุดเป็น Power จากนั้นเป็นปุ่มเลือกรับสัญญาณ เริ่มที่ Bluetooth ไปยัง TV / OPT /USB / AUX และ PHN หรือ Phono ตามลำดับ ในระหว่างที่ผมกำลังทดสอบ KEF Coda W มีแฟนคลับที่ได้ชมคลิปทางเพจสอบถามว่า ทำไม ลำโพงแอคทีฟรุ่นนี้ ไม่มีระบบ Ethernet หรือ Wi-Fi ? ผมขออนุญาตตอบไว้ตรงนี้เลยครับว่า แน่นอนวิศวกร KEF เขาจะเน้นการใช้ Bluetooth 5.4 ที่สามารถรองรับ aptX Adaptive และ Lossless เป็นช่องทางหลัก เพื่อให้การสตรีมเสียงแบบ “การเชื่อมต่อที่เรียบง่าย” และผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับเสียงโดยไม่ต้องเซ็ตอัพเครือข่ายไฮไฟซับซ้อนมากนัก ทำให้ราคาลำโพง จะไม่สูงมากเกินไปด้วย อีกทั้งการใช้บลูทูธซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แพร่หลายและเพียงพอสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการระบบ “all-in-one” แบบเรียบง่าย อีกประการหนึ่งคือ ดีไซน์นี้ต้องการโฟกัสที่คุณภาพเสียงโดยตรง โดย KEF ให้สาย Interspeaker Cable ที่เชื่อมต่อระหว่างลำโพงซ้าย–ขวา ขนาด 3 เมตร เพื่อให้การเชื่อมต่อลำโพงมีความเสถียรและคุณภาพสูง โดยไม่ต้องพึ่งการส่งสัญญาณเครือข่ายไร้สายภายในตัวลำโพงเอง และมั่นใจในเทคโนโลยี DSP MIE ด้วยว่า ในการส่งเสียงผ่าน Bluetooth + DSP (Music Integrity Engine) จะทำให้ KEF สามารถปรับจูนด้านเสียงให้ละเอียดมากขึ้น โดยไม่ต้องซับซ้อนเรื่องโปรโตคอลเครือข่ายแต่อย่างใด ในคู่มือของ KEF ระบุว่า Coda W ถูกออกแบบให้เป็น “Single-room system” ไม่ได้ตั้งใจให้ทำงานแบบ Multi-room ที่ต้องใช้ Wi-Fi เครือข่ายเพื่อสตรีมข้ามห้องได้ จากที่ทดสอบ ในแง่ประสิทธิภาพและความเสถียรของสัญญาณ Bluetooth 5.4 โดยเฉพาะเมื่อใช้ codec aptX ย่อมมีประสิทธิภาพเพียงพอและ latency ต่ำ เหมาะกับการฟังเพลงทั่วไป หรือการใช้งานบนเดสก์ท็อปหรือทีวี ผ่าน HDMI ARC, USB-C, Optical ที่ Coda W รองรับอย่างครบถ้วนพอเพียง การไม่มี Wi-Fi และ LAN ลดความซับซ้อนระบบเครือข่าย ทำให้โอกาสเกิดปัญหาการเชื่อมต่อ เช่น delay, buffer, network drop ลดลง และทีเด็ดคือเรื่องภาคปรี Phono ในตัวเองของ Coda W นั่นแหละ ที่ผมได้ทำการทดสอบแล้วถือว่าเยี่ยมมาก แค่นี้ก็สุดคุ้มแล้วครับ ใครชอบเล่นแผ่นไวนีลแบบดีเยี่ยมและง่ายที่สุดน่าจะคิดถึง KEF Coda W ไว้เป็นอันดับแรกเลย บทสรุปก็คือ การต่อใช้งาน KEF Coda W เมื่อฟังทั่วไปเน้นการใช้งานสะดวกสุด ผมเลือก Bluetooth ครับ เสียงที่ได้จัดว่าดีมากอยู่แล้ว สำหรับออดิโอไฟล์ที่ฟังเพลงแบบต้องการเสียงดีที่สุด ได้ทุกอย่างครบทุกรายละเอียด ก็ต้องยกให้ช่อง USB-C ครับ ผมฟังเพลง Tidal กับไอโฟน 15 Pro Max แล้วต้องบอกว่า ทึ่งในคุณภาพเสียงเลยละครับ แต่ข้อแม้คือต้องใช้สาย USB-C ที่รองรับดาต้าทรานสเฟอร์ได้นะครับ และเมื่อต่อสาย USB-C ใช้งานแล้ว อย่าลืมเร่งระดับความดัง +/- ที่รีโมตหรือที่ด้านบนของตู้ลำโพงด้วย เพราะถ้าก่อนหน้าคุณฟังแหล่งโปรแกรมอื่นอยู่ อาทิ ทาง Bluetooth เมื่อเชื่อมต่อสายUSB-C ระบบขยายของแอมป์ จะลดเสียงลงมาก่อน ป้องกันระดับเสียงที่ดังอย่างฉับพลันทันที • บทสรุปผลการทดสอบ ผมเชื่อว่าทุกคนอยากรู้มากที่สุดก็คือ เรื่องคุณภาพเสียงว่าจะพอเพียง หรือดีเด่นกับการเป็นชุดออล-อิน-วัน แบบเรียบง่าย เป็นออดิโอไฟล์ สักเพียงไร และนี่ก็คือคำตอบครับ สิ่งที่น่าประทับใจอย่างแรกคือ พลังเสียงที่มีศักยภาพอย่างพอเพียงสำหรับห้องขนาดกลางโดยทั่วไป ให้แนวเสียงกลาง และปลายเสียงแหลมที่สะอาดใสในแบบของ KEF ต้องเรียกว่าโทนเสียงโปร่งมาก เสียงหลุดลอยจากตู้ และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เบสช่วงต่ำก็ถือว่าได้ลึกอิ่มมากเกินขนาดตู้อย่างน่าทึ่งมากๆ บุคลิกเสียงสามารถบาลานซ์สไตล์เพลงได้อย่างหลากหลาย ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ตั้งแต่ฟังวงออเคสตร้าขนาดยักษ์ มาจนถึงเพลง Pop Jazz Country โดยทั่วไป นับว่าเหมาะกับเพลงร้องหรือแนว Acoustic ได้อย่างดีเยี่ยม ประสบการณ์ที่นับว่าตื่นเต้นสำหรับส่วนตัวผมนะครับ อยากจะบอกว่าเมื่อนำเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาต่อกับลำโพง KEF Coda W ชุดนี้ ชอบทั้งความเงียบของสัญญาณ ไม่มี Noise รบกวน ต้องชื่นชมในเสียงที่มีความสะอาด และรายละเอียดจากหัวเข็ม MM ที่ถือว่าอยู่ในขั้นที่ดีเกินคาดไปมากทีเดียว เสียงแนวอนาล็อกของ Coda W งดงามน่ารัก มี่รายละเอียด แสดงถึงการออกแบบด้านภาคขยายหัวเข็มโฟโนของ KEF นั้น มิใช่ธรรมดาเลย ครอบคลุมรายละเอียดสมบูรณ์มากๆ ในแง่การใช้งานทั่วไปผมชอบที่บลูทูธเชื่อมต่อใช้งานรวดเร็ว สะดวก เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความเรียบง่าย ไม่ต้องตั้งระบบอะไรให้มีความซับซ้อนยุ่งยาก คุณภาพเสียงที่ได้จากเพลง จาก TIDAL ทางบลูทูธ ได้เกือบเทียบเท่าการต่อ USB-C โดยตรง แต่แน่นอนว่า เมื่อฟังตรงจากสายเชื่อมต่อ USB-C คุณภาพเพลงที่ได้ น่าประทับใจใกล้เคียง ฟังจากชุดเครื่องเสียงระดับราคาสูงแบบแยกชิ้น ที่สำคัญคือคุณภาพเสียงแบบนี้สามารถเข้าถึงได้ง่าย กว่า มีความกลมกล่อมลงตัวพอดี รายละเอียดช่วงปลายเสียงระยิบระยับพอเพียงสำหรับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นออดิโอไฟล์และมิวสิกเลิฟเวอร์ อีกทั้งดีไซน์ของตู้ที่มีเสน่ห์ รวมทั้งงานประกอบดูดี เกินราคา ให้ทั้งความรู้สึกคลาสสิก เรียบหรู ทันสมัย จะวางบนโต๊ะหรือห้องเล็กๆ ก็ลงตัว สำหรับมิวสิกเลิฟเวอร์ทั่วไป แต่ที่แน่ๆ ผมชอบวางบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์ เพราะได้คุณภาพในระดับ Image และ Sound Stage เต็มที่เลยครับ ด้วยความอยากรู้ หากวันข้างหน้า เกิดบางท่านอยากเสริมพลังให้ยิ่งใหญ่ขึ้น สามารถอัดอะไรได้อีกไหม? ในช่วงสุดท้ายของการทดสอบ ผมได้นำเอาลำโพง Sub-Woofer ในรุ่น KEF KC62 ซึ่งมีใช้งานอยู่ประจำห้องฟังเป็นการส่วนตัว มาใช้งานร่วมกัน ผลปรากฏว่า กลายเป็นซิสเต็มขนาดยักษ์ขึ้นมาทันที คือสามารถเพิ่มคุณภาพเสียงที่โอ่โถงล้ำลึกโอฬาร ทำให้การฟังเพลงจากระบบบลูทูธที่เสริมเสียงเบสอันแม่นยำและลงตัวในความกลมกลืนต่างๆ ระหว่างลำโพงหลักและลำโพง Active Sub ที่เป็นแบรนด์เดียวกัน อาจเป็นอีกวิถีทางหนึ่งที่เราสามารถจะขยับขยายชุดซิสเต็มจากพื้นฐานเบสิกให้ก้าวขึ้นสู่ระดับสูงได้อย่างน่าสนใจมาก ใครที่ไม่อยากต่อสาย จะใช้ตัวช่วยส่งสัญญาณไร้สาย ระหว่างลำโพงหลัก และลำโพงซับแอคทีฟ พิจารณา KEF KW1 ก็จะสะดวกยิ่งขึ้นครับ อย่างไรก็ตาม ห้องขนาด15-30 ตารางเมตร บอกได้เลยว่า KEF Coda Wเพียงคู่เดียวก็เต็มศักยภาพแล้วครับสำหรับการฟังเพลงอย่างออดิโอไฟล์ KEF Coda W เป็นลำโพงแอคทีฟ แบบ All-In-One ที่ทำให้ผู้ฟังยุคใหม่ ใกล้ชิดกับโลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาดครับ ราคาจำหน่าย KEF Coda W - 35,900 บาท KEF KW1 - 7,990 บาท KEF SQ1 FLOOR STAND - 15,900 บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand #KEFCodaW #WirelessSpeakers #AllInOneHiFi #UniQ #aptXLossless #Phono #HiResAudio #Vinyl #Minimal #ModernClassic
Lii Song YUN Crystal-6 ลำโพงฟูลเรนจ์ที่น่าประทับใจ หลังจากได้ทดลองฟังรุ่นเริ่มต้น Lii Song AL-3 มาแล้วแบบไม่คาดหวังอะไร แต่แล้วในที่สุด ความดีงามของลำโพงนั้นเองที่ทำให้ ผมก็กลายมาเป็นเจ้าของลำโพง Full-range จนได้ และเมื่อก้าวขยับขึ้นมาในซีรีส์สูงขึ้นไปอีก ที่มีตัวขับใหญ่ขึ้น ใส่เทคนิคที่ล้ำๆ เข้าไป ผลปรากฏว่า ต้องขออนุญาตมารีวิว อีกสักรุ่นเถอะครับ เพราะแค่ตัวตู้ที่มีความเงางามลายไม้คล้ายกระจก (Piano Finish) ซึ่งผลิตจากโรงงานที่ผลิตเปียโน ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดี และดอกลำโพงตระการตาขนาดนี้ ก็เทใจไปก่อนได้ฟังตามสมควร ดังนั้น แบรนด์จีนระดับไฮคลาสแบบนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ผลิตที่ไหน อยู่ที่คุณภาพ ไม่ใช่เพราะ Made in China จะด้อยค่ากันได้ง่ายๆ ครับ Lii Song YUN Crystal-6 คือลำโพงแบบวางหิ้งที่มีตัวขับฟูลเรนจ์ ขนาด 6.5 นิ้ว ออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพสูง มีความแม่นยำ ให้เสียงที่มีความอบอุ่นและมีพลังเบสที่ลึกเกินกว่าขนาดตัว เหมาะสำหรับห้องฟังขนาดกลางๆ ทั่วไป ตัวขับเดี่ยวแบบ Crystal-6 ใช้ไดรเวอร์โลหะแบบ Full-range ซึ่งเป็นกรวยโลหะเฉพาะตัวพร้อมแม่เหล็กนีโอไดเมียม ช่วยให้การตอบสนองไว (Sensitivity สูง) และทำให้ลำโพงสามารถขับได้ดี แม้ใช้กับแอมป์วัตต์ต่ำ เช่น แอมป์หลอด หรือแอมป์คลาส A เล็กๆ การออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีพิเศษ ผลิตโครงสร้างที่แข็งแรง ด้วยจุดประสงค์เรื่องเสียงสะอาด เฟรม (โครงลำโพง) จึงทำจากวัสดุแข็งแรงแบบ Die-cast หล่อขึ้นรูป เพื่อลดการสั่นของโครงสร้าง ซึ่งอาจทำให้เกิดเสียงผิดเพี้ยนได้ การออกแบบโครงสร้างนี้ช่วยให้ได้เสียงที่ “นิ่ง” และ “สะอาด” ไม่มีเสียงรบกวนจากโครงลำโพง ตัวขับรุ่นนี้ ขึ้นชื่อเรื่องให้เสียงที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะในย่านกลางและแหลมที่ถ่ายทอดเสียงดนตรีได้สะอาดดีเยี่ยม รูปแบบการทำงานจะ “ไดเร็ค” ตรงจากขั้วไบดิ้งโพสต์ของลำโพง มาถึงตัวไดรเวอร์ โดยไม่มีครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค โดยที่ตัวตู้มีการเจาะพอร์ตแบบเป็นเส้นตรงอยู่ด้านหน้า จุดเด่นคือไดรเวอร์โลหะสีทองที่ผ่านการปรับจูนเพื่อให้เสียง โปร่ง ใส ละเอียด โดยไม่เกิดปัญหาเสียงแหลมแสบหู ซึ่งมักเกิดกับกรวยโลหะทั่วไป และพิเศษยิ่งไปกว่านัันคือเฟสปลั๊ก และช่วงดอกลำโพงขนาดเล็กที่เหมือนมาซ้อนตรงศูนย์กลาง ที่จะช่วยทำให้เสียงกลางแหลมกระจายเสียงอย่างเป็นระบบ ลึกลงไปในเฟสปลั๊ก และดอกลำโพงเล็กตรงกลางที่ขึ้นรูปเป็นเนื้อเดียวกัน ของลำโพง Lii Song YUN Crystal-6 นั้นน่าสนใจมาก หลังจากที่ได้รับลำโพงฟูลเรนจ์ คู่นี้มาทดลองฟัง ผมพยายามสังเกตความผิดแผกแตกต่างไปจากลำโพงอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คือ เรื่องของเฟสปลั๊ก และดอกลำโพงซ้อนอยู่ตรงกลางของกรวยลำโพง นี่เป็นเทคนิคการทำดอกลำโพงเหมือนซ้อนกันอยู่ แต่จริงๆ คือรูปทรงที่เป็นเนื้อเดียวกัน จากการสังเกตแบบละเอียดใน Crystal‑6 เฟสปลั๊กมีรูปร่างปลายแหลม แบบ Bullet หรือ Cone มีช่องระหว่างปลายเฟสปลั๊กกับ “กรวยเล็ก” ที่บานขึ้นมาเป็นดอกเหมือนซ้อนอยู่ตรงกลาง ที่ต้องการสร้างพลังที่แม่นยำ จาก “Venturi Effect” Venturi Effect คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ “ของไหล” เช่น อากาศ น้ำ หรือก๊าซไหลผ่าน ท่อที่แคบลง เมื่ออากาศไหลผ่านจุดที่แคบ ความเร็วของมันจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ความดัน (Pressure) ของมันจะลดลง อธิบายแบบฟิสิกส์ Venturi Effect มาจาก สมการของ Bernoulli ซึ่งบอกว่า เมื่อของไหล ไหลเร็วขึ้น ความดันในบริเวณนั้นจะต่ำลง อาทิในชีวิตประจำวัน การบีบสเปรย์ฉีดน้ำหอมผ่านช่องแคบ การทำงานเชิงฟิสิกส์ในคาบูเรเตอร์ หรือท่อแคบของเครื่องวัดอัตราการไหล (Venturi meter) จะใช้หลักการนี้วัดอัตราการไหลของของเหลวภายในในท่อ เทคนิคการออกแบบที่เกี่ยวกับดอกลำโพง Lii Song Crystal‑6 ที่จะต่างไปจากตัวขับเสียงฟูลเรนจ์อื่นๆ คือ ช่องระหว่าง กรวยลำโพง กับเฟสปลั๊ก เป็น “ช่องแคบ” เมื่อคลื่นเสียง คือการเคลื่อนที่ของอากาศไหลผ่านช่องนี้จะเกิดความเร็วของอากาศเพิ่มขึ้น ความดันลดลงเล็กน้อย สิ่งนี้ช่วยเร่งการปล่อยคลื่นเสียง จากใจกลางกรวยให้ “อิสระเปิดโปร่ง” และลดเรโซแนนซ์ หรือการสะสมพลังงานเสียงในจุดศูนย์กลางทำให้เสียงออกมา สะอาด โปร่ง และกระจายได้ดี รูปแบบดีไซน์อันแยบยลนี้ ช่วยเร่งการไหลของอากาศ และลด Standing Wave นั่นคือเทคนิคทางอะคูสติก + ฟลูอิดไดนามิกส์ ที่ใช้ในลำโพงฟูลเรนจ์ขั้นสูง ส่วนตัวของ Phase Plug นั้นเป็นตัวจัดการ “เฟส” ของคลื่นเสียงจากศูนย์กลางกรวย โดยช่วยให้คลื่นจากทุกส่วนของลำโพง “เดินทางอย่างมีระเบียบ” ไม่หักล้างกัน ผลคือเสียงที่ใส ชัด ละเอียด และไม่แหลมบาดหู แม้จะใช้กรวยโลหะ เพราะเทคนิคการควบคุมการสั่นของกรวย (Damping) ทำให้เสียงไม่กระด้าง จากผลการทดสอบ สามารถให้รายละเอียดเสียงสูง ในระดับ Micro-detail ชัดเจนมาก ให้เสียงที่มีความแม่นยำสูงและไดนามิกที่สมดุล เหมาะสำหรับดนตรีหลากหลายแนว ทั้งเพลงร้อง เพลงเครื่องดนตรีเดี่ยว แจ๊ส หรืออคูสติก รวมถึงเพลงร็อค และวงออเคสตรา Lii Song YUN Crystal-6 เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบลำโพง Full-range ที่ต้องการประสิทธิภาพที่ดีในรูปแบบที่สวยงามและกะทัดรัด Lii Song YUN Crystal-6 นั้นมีค่าความไวสูง ในระดับ High Sensitivity โดยมีความไวอยู่ราวๆ 95-98 dB ซึ่งจัดว่าสูงมากเมื่อเทียบกับลำโพงทั่วไป ข้อดีคือใช้แอมป์ตัวเล็กๆ ขับได้เสียงดังเต็มที่ เหมาะมากกับการจับคู่กับแอมป์หลอดวัตต์ต่ำ เช่น 2A3, 300B, EL34 เป็นต้น ในแง่ของตู้ ออกแบบให้เสียงแสดงศักยภาพสูงคล้ายกับตู้เปิดหรือตู้ฮอร์น ดังนั้น Lii Song ออกแบบตัวขับเสียงเดี่ยวฟูลเรนจ์ Crystal-6 ให้ทำงานได้ดีในตู้ประเภทตู้เบสรีเฟล็กซ์ เราจะพบว่า ท่อด้านหน้า จะเป็นท่อแนวยาวเป็นเส้น จะรีดเสียงต่ำให้ทรงพลังออกมาอย่างเต็มที่ และก็อย่างที่รู้กัน ว่าตู้ลำโพงผลิตและเคลือบสีในแบบพิเศษจากโรงงานเปียโนโดยตรง ลายไม้ด้านข้างจึงดูสง่างามมาก ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นขึ้นมาอีกหลายช่วงตัว ขอเรียนว่า ลำโพงฟูลเร้นจ์ Lii Song YUN Crystal-6 มีลักษณะพิเศษ ที่ต้องการ การเบิร์นอินที่ยาวนานตั้งแต่ 200-250 ชั่วโมงนะครับ เพื่อให้ตัวขับเสียงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ และเสียงจะ “เปิด” เมื่อเบิร์นอินครบจำนวนชั่วโมงดังกล่าว จะทำให้คงคุณภาพเสียงของลำโพงได้ตลอดไป เสียงของ Crystal-6 จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากหลังจากเบิร์นอินไปแล้ว สังเกตว่า แรกเริ่มอาจรู้สึกว่าเสียงแหลมคมชัดเกินไป มีเบสอ่อน แต่เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ เบิร์นพ้น 50 ชั่วโมงแล้ว เสียงจะ “เข้าที่” มากขึ้น กลางเปิด เบสมาแบบน่าทึ่งเต็มสเกล พร้อมรายละเอียดงดงามดีเยี่ยมครับ (หมายเหตุ: ผมทราบว่าลำโพงทุกตู้จากโรงงานได้มีการเบิร์นอินดอกลำโพงมาแล้วประมาณ 50 ชั่วโมง ก่อนบรรจุลงตู้และส่งออกวางจำหน่าย แต่ก็อยากให้ท่านเจ้าของลำโพงได้มีโอกาสเบิร์นต่ออีกสัก 100 ถึง 150 ชั่วโมงครับ) Test Report เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังลำโพงคู่นี้หลังจากมีการเบิร์นมาพอสมควร และผมก็นำมาเบิร์นต่ออยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว หลังจากนั้นจึงเริ่มฟังอย่างจริงจัง ดอกลำโพง Lii Song YUN Crystal-6 มี Phase Plug ติดตั้งมาในตัว ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก ในการออกแบบลำโพงฟูลเรนจ์ระดับคุณภาพสูง เทคนิคของดอกลำโพงเล็ก ที่ขึ้นรูปบานและซ้อนอยู่ตรงกลาง ให้ใกล้กับเฟสปลั๊ก ก็เป็นเนื้อเดียวกันกับกรวยหลัก ช่วยให้ปลายความถี่กลางแหลมเปิดกระจ่างและมีทิศทางที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับเฟสปลั๊ก จะยิ่งทำให้คุณลักษณะเสียงคล้ายเราได้ฟังลำโพงประเภทฮอร์น แต่อัตราการขยับและความว่องไว แม่นยำ พริ้วไสว จะโดดเด่นกว่า จะว่าไปแนวเสียงเหมือนเราขยายเรนจ์ ทั้งพลังเสียงความโปร่งความกระจ่างและความเปิดกว้างโออ่าของเสียงจากรุ่นเริ่มต้น Lii Song AL-3 ให้ก้าวกระโดดขึ้นมามากมายเลยทีเดียว โดยเฉพาะในแง่ความอิ่มของเสียงเบส ให้ความใกล้เคียงกับลำโพงขนาด 8 นิ้ว ของวูฟเฟอร์อื่นๆ เลยทีเดียว ให้เสียงที่เอิบอิ่ม มีความละเอียด และเสียงกลางมีลักษณะเฉพาะในแบบของลำโพงฟูลเรนจ์ ฟังแล้วจะรู้สึกได้ว่าเข้าถึงอารมณ์ดนตรีได้มากกว่าลำโพงทั่วไป อีกทั้งย่านความถี่มิดเรนจ์ของเสียงจัดว่ามีความเป็นกลางที่สูงมากๆ ครับ เพลงที่มีวงดนตรีขนาดใหญ่ เช่น วงออเครสต้า เพลงร้องแนวสดใส ของวิทนีย์ ฮิวสตัน ให้ความรู้สึกที่เปิดกว้าง เสียงของศิลปินช่างผ่องใสยิ่งนัก และเพลงบรรเลงแจ๊สที่สนุกเร้าใจ อาทิ อัลบั้ม Mamoru Mori Quartet - Standards ที่ผมมักจะใช้เป็นอัลบั้มเปรียบเทียบลำโพงอยู่เสมอ ที่ชี้ชัด ถึงความแม่นยำเที่ยงตรง ความรู้สึกของรูปวงดนตรีสมจริงมาก ซึ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่า Lii Song YUN Crystal-6 สร้างความประทับใจได้เทียบเท่าลำโพงขนาดใหญ่กว่านี้ขึ้นไปอีกหลายคู่ด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามอยากให้ข้อคิดเห็นเอาไว้ว่าลำโพงประเภท Full-range นั้น จะมีเอกลักษณ์อยู่ประการหนึ่งก็คือ ไม่ชอบความผิดเพี้ยนของต้นฉบับเสียงดนตรี ดังนั้นลำโพงจะไม่เก็บงำเอาความบกพร่อง ของเสียงดนตรี หรือช่วยกลบเกลื่อนประนีประนอม การบันทึกเสียงจากสตูดิโอ แต่อย่างใดทั้งสิ้น ถ้าคุณชอบความแม่นยำเที่ยงตรงคุณจะชื่นชอบ Lii Song YUN Crystal-6 อย่างแน่นอน สำหรับการฟังกับอัลบั้มออดิโอไฟล์ทั้งหลายแล้ว คุณจะได้รู้สึกเหมือนกับเปิดโลกใหม่ขึ้นมาอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การเข้าถึงดนตรีที่ลึกซึ้งและให้ Detail หรือรายละเอียดในระดับไมโครเล็กๆ ที่ผมกล่าวเอาไว้นั้น ทำได้อย่างอ่อนหวานงดงาม ใส สง่าน่าประทับใจ ในแง่ของเสียงต่ำของเบส จะออกอิ่ม แน่น และจะให้แรงปะทะดีขึ้นอีกหลัง Burn‑in แล้ว และนี่ก็คือลำโพง Full-range ที่ให้เสียงเบสอิ่มเอมเป็นตัวตนมากที่สุดคู่ หนึ่งเท่าที่ผมเคยได้ฟังมา หากเปรียบเทียบกับลำโพงฟูลเร้นจ์ในยุคเก่าแล้วต้องถือว่า “ก้าว กระโดด” มาไกลมากๆ ครับ โดยเฉพาะในแง่การเป็นลำโพงความไวสูงมาก ใช้แอมป์กำลังขับพื้นฐาน ก็สามารถให้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมได้ ข้อแนะนำคือขาตั้งลำโพงจะมีผลต่อความแม่นยำของเสียงด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะใช้เป็นขาตั้งโลหะ ขาตั้งไม้ ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่ต้องใช้ฐานรองจำพวก Spike และตัวรองที่ดี รวมถึงต้องวัดระดับทุกมุมลำโพงด้วยตัววัดลูกน้ำให้ดีที่สุดด้วย Lii Song YUN Crystal-6 เป็นลำโพง Full-range ประเภทในระดับพรีเมี่ยม สำหรับกลุ่มผู้เล่นเฉพาะทาง ที่มีศักยภาพสูง เมื่อได้รับการเบิร์นอินอย่างเพียงพอ และจับคู่กับระบบขับเสียงคุณภาพสูง (ที่ไม่จำเป็นต้องกำลังขับสูง) Lii Song YUN Crystal-6 สามารถให้เสียงที่ใส รายละเอียดดี มีเบสที่แน่นและมีแรงปะทะ และสามารถตอบสนองได้ดีในหลายแนวดนตรีโดยไม่มีข้อจำกัด ที่สำคัญคือเสียงกลางสะอาดมากเลยทีเดียวครับ Lii Song YUN Crystal-6 จะให้ความรู้สึกประทับใจในเสียงดนตรี รวมทั้งเปลี่ยนทัศนคติและความเข้าใจเกี่ยวกับลำโพง Full-range อย่างแน่นอนครับ Lii Song YUN Crystal-6 ราคา 45,000.- บาท โปรโมชั่นพิเศษขณะนี้ ราคา 39,990.- บาท สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียด หรือนัดทดลองฟังได้ที่ Discovery HiFi โทร. 085-517-8292
Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงฟูลเรนจ์ที่ให้คุณภาพเสียงอันน่าทึ่ง เห็นรูปทรงลำโพงที่สวยงาม ฝีมือประณีตคู่นี้แล้ว ก็ต้องขอยืมมาทดลองฟังสักหน่อย เนื่องด้วยไม่ได้ฟังลำโพงประเภท Full-range ที่ใช้ไดรเวอร์ตัวเดียวขับเสียงทุกย่านความถี่มานานแสนนานแล้วครับ ผลิตภัณฑ์จากประเทศจีนในปัจจุบันต้องถือว่าก้าวล้ำยุคมาไกลมาก เทคโนโลยีของพวกเขาเจริญเติบโตจนล้ำหน้าฝรั่งและญี่ปุ่นไปไกลเลยทีเดียว ในตลาดออดิโอไฟล์ก็ไม่ต่าง เราจะเห็นผลิตภัณฑ์จากประเทศจีนได้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทุกระดับของกลุ่มออดิโอไฟล์จะพบว่าตั้งแต่ระดับเริ่มต้น จนถึงซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ แบรนด์จีนตีตลาดโลกในทุกเซกเมนต์ Lii Song หรือบริษัท Hangzhou Lii Song Electronics Technology ก่อตั้งในปี 2016 สำนักงานตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบซีซี่ (Xizi Lake) ในเมืองหางโจว ประเทศจีน บรรดาทีมวิศวกรผู้รักเสียงดนตรีเน้นการออกแบบและพัฒนาไดรเวอร์/ลำโพง Full-range คุณภาพสูง ด้วยแนวคิดที่ว่า “เสียงคือศิลปะ” ฝีมือในแบบ Handmade มีการปรับจูนเสียงอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างประสบการณ์ฟังเพลงที่มีชีวิตชีวา เข้าถึงอารมณ์ในเสียงดนตรีอย่างลึกซึ้ง ผมต้องเรียนว่า แบรนด์ Lii Song กับ Lii Audio นั้น แตกต่างกันนะครับ อาจมีความสับสนเล็กน้อยในวงการ DIY Lii Audio หรือที่รู้จักในชื่อ “Xizi Morning Glory” ผู้ออกแบบและพัฒนาไดรเวอร์ full‑range ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2006 ในเมืองหางโจวก่อนกำเนิด Lii Song หรือบริษัท Hangzhou Lii Song Electronics Technology ถึงสิบปี แต่น่าจะมีความผูกพันกันในแง่ธุรกิจ เพราะ Lii Audio เน้นตลาดในประเทศจีน และทาง Lii Songเน้นตลาดต่างประเทศ เคยมีผู้ไปเยือนสำนักงานทั้งสองแห่งพบว่า Lii Song แม้ไม่ใช่บริษัทเดียวกับ Lii Audio แต่มีความผูกพันกันในระดับหนึ่ง เหมือนกับแบ่งกันทำการตลาดระหว่างภูมิภาคภายใน กับภายนอกประเทศ ปัจจุบันองค์กร Hangzhou Lii Song Electronics Technology Company Limited ได้จดทะเบียนเครื่องหมาย การค้า “Lii Song” ในสหภาพยุโรปแล้ว เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2022 Lii Song มุ่งหมายตลาดยุโรปและตลาดโลกเป็นหลัก ทุกดีไซน์ ทุกโมเดลจึงเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และมาตรฐานสูง ในแง่ของชื่อแบรนด์ ถ้าอ่านออกสำเนียงทั่วไป อิงภาษาอังกฤษ อาจอ่านว่า “ลี่ซอง” คนที่อ่านตามสำเนียงแบบจีน จะอ่านว่า “หลี่ซ่ง” ไหม อันนี้ก็ไม่แน่ใจนะครับ Lii Song มีการผลิตไดรเวอร์ลำโพงฟูลเรนจ์จากแบรนด์ ตั้งแต่รุ่นขนาดกลาง อาทิ Fast‑12, Fast‑15, รุ่นเล็ก (AI‑4) จนถึงรุ่นสำหรับ Open Baffle (F‑8) มีดีไซน์ที่หลากหลายสำหรับผู้ที่ต้องการนำไปประกอบตู้ขึ้นเองหรือนักเล่นแบบดีไอวาย ส่วนลำโพงที่ประกอบตู้สำเร็จมีอยู่หลายหลายรุ่น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงของนักเล่นระดับไฟล์ออดิโอไฟล์ อาทิ Echo Series, F Series, Platinum Series, Silver Series, Crystal Series, Fast Series เป็นต้น ลำโพง Echo Series ตู้สำเร็จที่กำลังเป็นที่นิยมของ Lii Song มีสามรุ่นหลักคือ Echo AL‑3 (ใช้ไดรเวอร์ AL‑3) Echo AL‑4 (ใช้ไดรเวอร์ AL‑4) Echo F‑6S (ใช้ไดรเวอร์ F‑6S) เข้าใจว่าทางผู้นำเข้าคือ Discovery Hi-Fi คงจะทยอยนำเข้ามาหลายรุ่นให้นักเล่นผู้ชื่นชมเสียงบริสุทธิ์แบบ Full-range ได้เป็นเจ้าของ Echo AL‑3 รูปทรงกะทัดรัดสวยงามในขนาด: สูง 34 cm × ลึก 25 cm × กว้าง 22 cm เคลือบผิวดำเปียโน ใช้ตัวขับเสียงเทคโนโลยีสูงขนาด 3 นิ้ว น่าจะสร้างความตื่นเต้นฮือฮากับนักฟังกับเสียงที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบเหลือเชื่อ รวมทั้งราคาก็น่าจับต้องเพียงคู่ละ 12,500.- บาทเท่านั้น เทียบกับเสียงที่ได้คงถูกใจเป็นแน่ Lii Song Echo AL‑3 ใช้ตัวขับเสียง Full-range ที่มีการปรับปรุงใหม่ล่าสุดในปี 2023 โดยกรวยจะผลิตด้วยวัสดุ Metal Cone Unit องค์ประกอบหลักในแบบอลูมินั่มผสมแมกนีเซียมอัลลอย (magnesium) ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งตัวสูงและน้ำหนักเบา ส่วนแม่เหล็กและโครงสร้างเฟรมได้รับการเสริมความแข็งแรงมากขึ้นเพื่อให้การสนองตอบเสียงทั้งกลาง‑สูง–ต่ำ มีความกว้างและความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เป็นตัวขับที่มีค่าอิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม และเหมาะกับแอมป์ขนาดกำลังขับ (Rated Power) 15–30 W ให้ความถี่ตอบสนอง 50 Hz – 17 kHz โดยมีความถี่เรโซแนนซ์ (Fs): 49 Hz ให้ความไวที่ดีมาก คือ 93 dB @ 2.83 V/1 เมตร ซึ่งให้ความไวมากกว่าลำโพงโดยทั่วไป 2-3 เท่าตัวเลยทีเดียว ตัวตู้ทำจากไม้ MDF หนา 18 mm เคลือบผิวด้วย Piano lacquer ในโรงงานผลิตเปียโนโดยตรง ให้ลุคสวยหรูและมีความทนทาน เจาะพอร์ตท่อเบสแบบ Bass Reflex ออกด้านหน้า ไม่มีวงจร Crossover ดังนั้นพลังเสียงจะส่งต่อจาก Binding Post ไปยังดอกลำโพงโดยตรง เหมาะกับแอมป์กำลังต่ำ แอมป์คลาส A แอมป์หลอด ทั้งซิงเกิ้ลเอ็นด์ หรือพุชพูล ไม่เว้นแม้แต่แอมป์คลาส D ที่ผมได้ทดสอบ ปรากฏว่าให้ผลที่ดีเช่นกัน ผลการทดสอบฟัง Lii Song Echo AL‑3 แม้จะเป็น Full-range แต่ก็เซ็ตอัพได้เสมือนลำโพงโดยทั่วไป คือเป็นลำโพง Bookshelf ที่เหมาะกับการวางบนขาตั้ง ด้านใต้ตู้จะมีปุ่มยางรองรับมาให้ทั้งสี่มุม หากฐานหรือเพลทรองรับลำโพงมีขนาดเดียวกันกับลำโพงจะช่วยให้สะดวกมั่นคงยิ่งขึ้น กรณีเพลทรองรับของขาตั้งลำโพงเล็กกว่า ก็ควรวางให้ขายางให้เลยขอบของเพลทขาตั้งครับ และใช้กาวบลูเท็คติดยึดพื้นล่างตู้ลำโพงให้มั่นคงกับเพลทรองรับของขาตั้ง สำหรับขาตั้งลำโพงระดับความสูง 60-65 เซนติเมตร ที่ผมทดลองมีทั้งขาตั้งไม้ ขาตั้งโลหะผสม ขาตั้งโลหะ ทั้งสามรูปแบบนี้ พบว่าขาตั้งโลหะผสมทั่วไปน่าจะเหมาะที่สุดกับการช่วยให้ลำโพงเปล่งเสียงระบบลำโพงฟูลเรนจ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่าเสียง “หลุดลอย” ออกจากตู้ลำโพง ระยะวางห่างกันของลำโพงตู้ซ้ายและขวา เหมาะสมที่สุดในห้องฟังของผมคือ 1.75 เมตร ใช้แอมป์หลายรูปแบบมาทดลองสลับกันขับลำโพง Lii Song Echo AL‑3 ทั้งแอมป์หลอดประเภทซิงเกิ้ลเอ็นด์ 8 วัตต์ (FMj 300B) แอมป์หลอดคลาส A กำลังขับข้างละ 25 วัตต์ (Audio Innovations Series 500) และแอมป์คลาส D 100 วัตต์ (NAD C3050) เป็นต้น พบว่าลำโพงไม่ได้เกี่ยงแอมป์เลยแม้แต่น้อย รวมถึงแอมป์เก่าวินเทจคลาส A อย่าง Marantz ESOTEC PM4 กำลังขับ 15 วัตต์ หรือ NAD 3020 ผู้เก่าแก่ในตำนาน ขนาดกำลังขับ 20 วัตต์ ต้องบอกว่า ขับกันได้อย่างสบายมากครับ ภาษานักเล่นต้องกล่าวว่าขับได้ฉลุยครับ คาแรกเตอร์ลำโพง ให้ความแม่นยำเที่ยงตรงฟังสบาย ถ่ายทอดความรู้สึกละเอียดอ่อน กับแอมป์หลอด อาจจะให้เสียงหวานอบอุ่นกว่าแอมป์โซลิตสเตทเล็กน้อยครับ ลำโพงคู่นี้ผ่านการเบิร์นมาแล้วพอสมควร สังเกตจากความอิสระของย่านความถี่ เสียงโปร่งกังวานแผ่รัศมีออกมาเต็มที่ (แนะนำสำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงใหม่ควรจะเบิร์นประมาณ 150 ชั่วโมงขึ้นไป) ในอดีตผมเคยฟังลำโพงประเภท Full-range มาบ้าง แต่มีน้อยคู่ที่จะรู้สึกว่าน่าประทับใจ เพราะแม้ส่วนใหญ่ให้ความต่อเนื่องของเสียงได้ดีก็จริง แต่การครอบคลุมความถี่มักจะแฟลตอยู่เฉพาะย่านกลางที่โดดเด่น เสียงปลายแหลมไปไม่ถึง และเบสต่ำก็ลงไม่ลึกนัก (เหมือนตีกรอบความถี่เสียง) ส่วนลำโพง Full-range ที่เสียงสมบูรณ์จริงๆ ก็มักจะมีราคาแพงไม่ใช่เล่นครับ แต่ Lii Song Echo AL‑3 เสียงแรกที่ผมได้ยิน แบบไม่คาดหวัง กลับให้ความรู้สึก “ทึ่ง” ต้องร้องเฮ้ย... ขึ้นมาในใจว่า เป็นไปได้ไงกับลำโพงที่มีตัวขับขนาด 3 นิ้ว จะให้เสียงร้องเปิดกว้าง ชิ้นดนตรีครบชัดแบบนี้ แถมเบสยังมีความอิ่มละมุน อันนี้เซอร์ไพรส์จริงๆ ไม่ทราบจะสรรหาคำใดมาทดแทนได้ คุณไปเอาเวทีเสียงกว้างลึกและเบสอุ่นๆ มาจากไหนครับ ทำได้เด็ดดวงจริงๆ นึกว่าตัวเองกำลังฟังลำโพงสองทางวูฟเฟอร์ 6 นิ้วด้วยซ้ำไปครับ‼️ คงจะเป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังเสียงลำโพงฟูลเรนจ์ แล้วได้อารมณ์เพลงแบบลำโพงชั้นดีทั่วไป ไม่มีคำว่า “ตีกรอบเสียง” ใดๆ Echo AL‑3 เป็นลำโพงซึ่งให้คุณภาพเสียงที่น่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง สนองตอบได้ดีกับดนตรีหลากรูปแบบ ความไหลลื่นของเสียงลำโพง จะพาคุณล่องลอยไปกับจินตนาการดนตรีไม่จบสิ้น เสียงกลางแหลม ให้ความเปิดกว้างสดใส และยังคงเอาไว้ซึ่งเบสลึกๆ อบอุ่น เสียงกลางหวานละมุน เรนจ์ไม่แคบเหมือนลำโพงฟูลเรนจ์ที่ผมเคยฟัง เวทีเสียงกว้างดีทีเดียว นี่คือการพัฒนาตัวขับเสียงที่ยอดเยี่ยม ฟังทีไรต้องประเมินความคิดใหม่ว่า ขนาดตัวขับเพียง 3 นิ้ว สามารถก้าวกระโดดมาไกลมาก เทคโนโลยีสมัยนี้ มาสุดทางจริงๆ สิ่งที่ผมต้องพิจารณาคือ ลำโพง Lii Song Echo AL‑3 แบบ Full-range นี้ ฟังเพลงได้หลากหลายมาก ถึงจะไม่ได้เหมาะสมกับเพลงทุกประเภท แต่ก็มีข้อจำกัดน้อยมาก คือผมอยากจะละไว้เฉพาะเพลงร็อค เพลงที่เน้นเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์รุนแรงทั้งหลาย เสียงแบบสะวิงขึ้นลงดุเดือดอาจจะไม่ใช่แนว แต่ถ้าใครฟังเพลงแบบโรแมนติค รับรองว่าจะลุ่มหลงมันไม่ยากเลยครับ นอกจากนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นเพลง ป็อป แจ๊ส ไลท์มิวสิค คันทรี เพลงไทย ลูกกรุง ลูกทุ่ง สตริง บิ๊กแบนด์ คลาสสิก นิวเอจ ฯลฯ จัดว่าดีเยี่ยมมาก ฟังได้ดังเต็มอิ่มไม่มีขีดจำกัดอะไร อยากกระซิบดังๆ ว่าใครที่ชอบเพลงร้องโดยเฉพาะเสียงจากศิลปินนักร้องสุภาพสตรีสำเนียงเสียงใสหวานๆ พร้อมทั้งให้ความผ่อนคลาย และให้ชิ้นดนตรีที่มีมิติ นี่คือลำโพงที่คุณจะต้องพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง Lii Song Echo AL‑3 เป็นลำโพงที่หลุดขีดจำกัดหลายประการของลำโพงทั่วไป โดยเฉพาะการไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก ระบบ Full-range นั้นไม่ซับซ้อน ด้วยการไวริ่งสายส่งผ่านสัญญาณตรงจากขั้วไบดิ้งโพสท์ เข้าสู่ไดรเวอร์ ทำให้เสียง Clean บริสุทธิ์ แสดงเสียงดนตรีที่แม่นยำเที่ยงตรงจากแหล่งต้นกำเนิดสู่การเปล่งเสียงออกมาให้เราได้ยิน ไดรเวอร์จึงเป็นหัวใจของระบบ รองลงไปคือการคำนวณขนาดตู้และท่อเบสรีเฟล็กซ์ ซึ่ง Lii Song Echo AL‑3 ทำได้เป็นผลสำเร็จที่น่าประทับใจ คู่ควรแก่การเรียนรู้ แน่นอนว่าเทคโนโลยีทางด้านวัสดุศาสตร์รูปแบบของตัวขับเสียง มีผลลัพธ์ต่อคุณภาพเสียงเป็นอย่างยิ่ง และ Lii Song Echo AL‑3 เป็นอีกมิติหนึ่งของนักฟังประเภท “บริสุทธิ์นิยม” อยากได้ทุกสิ่งที่สมจริงไร้การบิดเบือนครับ บทสรุป Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงฟูลเรนจ์ตู้ขนาดย่อมที่ให้คุณภาพเสียงอันน่าทึ่ง คือเสียงไม่ต่างไปจากลำโพงมอนิเตอร์ชั้นดี เป็นเสียงในแนวทางที่นักเล่น หรือผู้ผลิตเครื่องเสียงหลายรายนิยมใช้ Full-range Speaker เป็นมอนิเตอร์ ในการออกแบบเครื่องเสียง อาจจะเพราะเสียงที่บริสุทธิ์ไร้การแต่งแต้มสีสันนั่นเอง Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงที่มีขนาดตู้ขนาดปานกลาง เปล่งเสียงดนตรีแม่นยำขนาดนี้ เสียงเป็นธรรมชาติตั้งแต่เสียงต่ำจนถึงกลางแหลมช่วงปลาย ให้เสียงได้ในระดับ “งดงาม” นับว่าเป็นการพลิกตำราใหม่ในยุคไฮไฟปัจจุบัน และการที่ราคาอยู่ที่คู่ละ 12,500.- บาท อาจจะทำให้ตลาดลำโพงแตกตื่นไม่ใช่น้อยเลย สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งจองได้ที่ คุณกิตติคุณ ปรินายก Discovery HiFi โทร. 085-517-8292
KEF XIO SOUNDBAR DOLBY ATMOS SOUNDBAR ซาวด์บาร์ไฮเอนด์ล้ำสมัย ดูหนัง ฟังเพลง ในระดับมืออาชีพ สำหรับเทคโนโลยีลำโพงกล่องเดียว ที่เรียกว่า Soundbar นั้น มีการออกแบบและผลิตมาตั้งแต่ยุคระบบถอดรหัสเสียงแบบเมทริกซ์ Dolby Pro Logic คือการทำให้สัญญาณเสียงสเตอริโอ 2 แชนแนล ได้ถูกจำลองให้คล้าย 5.1 แชนแนล แต่ด้วยความก้าวหน้าในด้านดิจิตอลออดิโอ และชิป DSP ก็สามารถพัฒนากันมาถึงระบบเสียงรอบทิศ แบบสามมิติคือ Dolby Atmos ในที่สุด สิ่งที่ต้องแข่งขันกัน นอกจากรูปทรงสวยงามแล้ว คงจะเป็นเรื่องของคุณภาพเสียงและความสามารถในการแยกแยะทิศทางเสียงที่โอบล้อมรอบตัวผู้ฟัง ว่ารุ่นใด แบรนด์ใด จะให้ความใกล้เคียงทิศทางเสียงของการวางระบบลำโพงแยกอิสระหลายแชนแนล เพราะโจทย์ที่ยาก คือเสียงรอบทิศหลักในภาพยนตร์สตรีมมิ่งปัจจุบันแบบ Dolby Atmos นั้น จะมีการกระจายเสียงถึงสามแกนหลักคือ • ซ้าย กลาง ขวา ด้านหน้า • เสียงโอบล้อมด้านหลัง • และเสียงที่มีเบื้องสูงยิงขึ้นเพดาน เทคนิคการออกแบบโครงสร้าง วางตัวขับเสียง คุณภาพไดรเวอร์ รวมถึงการใช้ชิปถอดรหัส ที่รับรองจาก Dolby ที่จะถอดรหัสได้สมบูรณ์ตามข้อกำหนด รวมถึงระบบดิจิตอลโปรเซสซิ่ง ที่จะทำงานแจ้งสมองให้รับรู้ได้ถึงเพดานเบื้องสูงนับว่าสำคัญมาก รวมถึงกำลังขับจากภาคขยายที่ส่งผ่านพลังเสียง และจังหวะเวลาอันเหมาะสมในการแสดงผลโอบล้อมผู้ฟัง หมายความว่า สิ่งที่ลำโพงซาวด์บาร์ชั้นดีต้องทำให้ได้คือ เสียงด้านหน้า เสียงโอบล้อมทางด้านหลัง และเสียงเบื้องสูงจากเพดานนั้นมีความครบถ้วนจริงๆ KEF ระดมทีมนักออกแบบ ดีไซน์ วิจัย ค้นคว้าเทคโนโลยี XIO Soundbar อยู่หลายปี กว่าจะปล่อยผลิตภัณฑ์ซาวด์บาร์ ชิ้นเดียวนี้ออกสู่ตลาดโฮมเธียเตอร์ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ ว่าเราจะทดแทนระบบเสียงชุดใหญ่และการวางลำโพงแยกชิ้นไปตามจุดต่างๆ ภายในห้อง ด้วยลำโพงกล่องเดียว ที่วางด้านหน้าได้อย่างไร KEF XIO Soundbar ใช้ทั้งเทคโนโลยีตัวขับเสียงที่พัฒนาใหม่ล่าสุด กระบวนการอกแบบ วัสดุและโครงสร้างตัว Soundbar และชิปประมวลผล DSP ในระบบ Dolby Atmos ที่ก้าวล้ำ ภาคขยายคลาส D ที่สามารถสนองตอบพลังขับอย่างเต็มประสิทธิภาพ อาจพูดได้ว่ายังไม่เคยมีมาก่อนในแวดวงซาวด์บาร์ เป็นการตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการซาวด์บาร์ในระดับพรีเมียม KEF XIO Soundbar สมบูรณ์แบบด้วยระบบ 5.1.2 แชนแนล พร้อมรองรับมาตรฐานเสียงล้ำสมัยอย่าง Dolby Atmos, DTS:X และ Sony 360 Reality Audio ครบถ้วน KEF XIO Soundbar ได้รับการรีวิวจากสื่อดังระดับโลกไปในทางบวก แทบจะทันทีที่วางตลาด ในแง่ของผู้รีวิวอย่างผม ก็อยากรู้ว่า ด้วยความใหม่สดของKEF XIO Soundbar จะตอบโจทย์ผู้ที่ใช้จอทีวีขนาด 65-85 นิ้ว เป็นศูนย์กลางโฮมเธียเตอร์อย่างคุ้มค่าจริงไหม ส่งผลได้ในระดับใด ในการทดสอบ หรือพรีวิวครั้งนี้ ผมนำมาใช้ร่วมกับจอภาพ Samsung QLED TV ขนาด 65 นิ้ว ที่ผมใช้ประจำ โดยเชื่อมต่อสัญญาณภาพทาง HDMI และแยกการถอดรหัสเสียงผ่านทาง Optical ซึ่งนับว่าสะดวกง่ายดายอย่างยิ่ง เน้นการรับชมภาพยนตร์ Netflix , Prime Video เป็นหลัก ก่อนอื่นลองมาพิเคราะห์ รูปทรงและเทคนิคการออกแบบกันดู KEF XIO Soundbar ใช้เทคโนโลยีลำโพงระดับไฮเอนด์ที่พัฒนาจากลำโพงซีรีส์ Reference ของ KEF โดยเฉพาะเทคโนโลยี Uni-Q® Driver Array ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่สุดของแบรนด์ KEF KEF XIO Soundbar ดีไซน์มาอย่างเรียบหรู ทรงยาว มีมุมมองให้เห็นวัสดุกรอบผ้าและโลหะด้านบนที่ทันสมัย ให้ความลงตัวกับการตกแต่งบ้านสมัยใหม่ มีความบางเพรียวสวยงาม ด้วยความกว้างประมาณ 47 นิ้ว (1,210 มม.) และความลึกประมาณ 10 นิ้ว (165 มม.) ความสูงราวๆ 4 นิ้ว (70 มม.) XIO ออกแบบให้เป็นเป็นซาวด์บาร์แบบเสียงรอบทิศในแผงเดียวในระบบ 5.1.2 แชนแนล โดยมีไดรเวอร์ขับเสียงถึง 12 ตัว บรรจุเพาเวอร์แอมป์ Class D จำนวน 12 ตัว แยกกันขับแบบอิสระด้วยกำลังรวมถึง 820 วัตต์!!! เทคนิคการจัดตำแหน่งของตัวขับเสียงภายในนับว่าสลับซับซ้อนน่าทึ่ง โดยแบ่งออกเป็น • ตัวขับแบบ Uni‑Q MX drivers ซึ่งมีทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์อยู่แกนร่วมเดียวกัน รวม 6 ยูนิต แบ่งเป็นตำแหน่งซ้าย กลาง ขวา ด้านหน้า 3 ตัว (L, C, R) และสำหรับเสียง Dolby Atmos อีก 3 ยูนิต เพื่อทำการยิงเสียงขึ้นเพดานด้านบน (up-firing / overhead) • ตัวขับแบบ Full-range ขนาด 50 มิลลิเมตร จำนวน 2 ตัว สำหรับกระจายเสียงด้านข้างซ้ายและขวา เพื่อเพิ่มความกว้างของเสียง • P185 LF เป็นแพสสีพเรดิเอเตอร์ Bass Drivers จำนวน 4 ชุด หรือแบ่งเป็น 2 คู่ back‑to‑back เพื่อระบบ Force-cancelling เทคนิคการออกแบบ สำหรับตัวขับได้จัดเรียงไว้ เพื่อรองรับกับฟีเจอร์อัจฉริยะ เช่น เทคนิค Gyroscope + IPT (Intelligent Placement Technology) ซึ่งจะช่วยในการปรับตำแหน่งการยิงของ Uni‑Q MX ให้เหมาะสมกับการติดตั้ง (วางบนชั้น หรือติดกับผนัง) โดยเฉพาะการใช้ไดรเวอร์ส่วนบนเพื่อสร้างเสียง Atmos หรือปรับเป็นช่องกลางเซ็นเตอร์ KEF XIO Soundbar ยังโดดเด่นด้วย VECO (Velocity Control Technology) ซึ่งเป็นระบบเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่กับ P185 LF เพื่อลดการผิดเพี้ยนของเสียงเบส โดยใช้เทคนิคอ่านค่าแรงสั่นของไดรเวอร์แล้วทำการปรับแก้อัตโนมัติในฉับพลันทันที ผมขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุดไดรเวอร์ที่สำคัญ อันเป็นหัวใจหลัก ในระบบซาวด์บาร์ชุดนี้ คือ • ไดรเวอร์ Uni‑Q MX เป็นตัวขับเสียงชนิด “Coincident‑Source” ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยี Uni‑Q ของ KEF ที่มีชื่อเสียง Uni‑Q MX คือไดรเวอร์สองตัวในแบบแกนร่วมเดียวกัน ที่ผสานทวีตเตอร์ (Tweeter) และไดรเวอร์กลาง‑เบส (Midbass) ไว้ในจุดเดียว เพื่อให้เสียงจากสองไดรเวอร์ออกพร้อมกัน เพิ่มความเรียบเนียนของเสียงและภาพเสียงที่กว้าง • P185 LF เป็นไดรเวอร์ลำโพงเบสรูปราง (Racetrack) ออกแบบให้สนองตอบเบสลึกและทรงพลัง ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนไม่พึงประสงค์ แต่ให้เบสต่ำลึกโดยไม่ต้องใช้ซับวูฟเฟอร์แยกแต่อย่างใด แต่ก็ยังมีช่องให้เชื่อมต่อซับภายนอกได้ แต่ละไดรเวอร์ มาพร้อมเทคโนโลยี VECO (Velocity Control Technology) ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของไดรเวอร์ ผ่านวงจรฟีดแบ็กเชิงลบ (Negative Feedback) เพื่อลดความผิดเพี้ยนของเสียงเบส และยังมีทีเด็ดสำหรับแฟนคลับของ KEF คือ เราสามารถเชื่อมต่อการทำงานของซาวด์บาร์ KEF XIO Soundbar แบบไร้สายเข้ากับซับวูฟเฟอร์ของ KEF ด้วยอุปกรณ์เสริม KW2 RX Receiver (จำหน่ายแยก) KW2 RX จะเป็นอุปกรณ์รับสัญญาณไร้สายจาก XIO Soundbar ส่งต่อไปยังซับวูฟเฟอร์ที่รองรับของ KEF เช่น KC62, KC92, KF92 และ Kube (ชุด W2 RX Receiver ราคา 6,990.- บาท) KEF XIO Soundbar ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีดีไซน์เรียบหรู ประกอบด้วยวัสดุคุณภาพในขนาดกะทัดรัด น้ำหนักประมาณ 10.5 กก. เลือกใช้วัสดุแผ่นโลหะอะลูมิเนียมด้านบน และผ้า Grille ที่สวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยมีให้เลือกสองสีคือ Slate Black และ Silver Grey มีรูปลักษณ์มินิมอลและสลิม สอดรับกับสไตล์บ้านยุคใหม่ ทั้งแบบติดผนังหรือวางบนชั้นวางทีวี สำหรับเทคนิคและรูปแบบการเชื่อมต่อ มีดังต่อไปนี้ • ระบบการเชื่อมต่อและฟังก์ชั่นอเนกประสงค์ อินพุต: HDMI eARC, Optical, RJ45 Ethernet, USB‑C (Service) • เชื่อมกับซับวูฟเฟอร์แบบมีสาย (RCA) หรือไร้สายผ่าน KW2 RX Receiver • สตรีมเพลงผ่าน Bluetooth 5.3, AirPlay, Google Cast, Spotify Connect, Tidal Connect, Amazon Music, และอีกหลายบริการผ่านแอป KEF Connect โหมดใช้งานที่ตอบโจทย์คาแรคเตอร์และบรรยากาศเสียงแบบต่างๆ • มี Dialogue Mode ช่วยให้เสียงพูดชัดเจน ย่านกลางเด่นขึ้น เหมาะสำหรับดูหนัง • Night Mode ปรับเสียงให้เบาแต่ยังมีรายละเอียด เหมาะกับการดูในที่เงียบหรือช่วงกลางคืน • Music Mode ช่วยปรับเพิ่มคุณภาพเสียงสำหรับฟังเพลงโดยเฉพาะ • แนะนำให้ผู้ใช้ โหลดแอพพลิเคชั่น KEF Connect มาใช้งานนะครับ แอพจะช่วยในการสั่งการทุกอย่าง รวมทั้งการปรับค่าอีควอไลเซชั่นสองชุดแบบอัตโนมัติ ที่ทำให้เราได้รับคุณภาพเสียงจากระบบดอลบี้แอทมอส ที่น่าทึ่ง โดยระบบของเครื่องจะทำการเซ็ตอัพอัตโนมัติจากไมโครโฟนที่ติดตั้งมาในตัวซาวด์บาร์ ใช้เวลาไม่เกิน 45 วินาที เท่านั้น PREVIEW: เมื่อโหลดแอพ KEF Connect มาใช้งานกับสมาร์ตโฟน ทุกอย่างจะสะดวกมากครับ ผมไม่ต้องใช้รีโมตคอนโทรลเลยตลอดการทดสอบ ทุกอย่างครบถ้วนในแอพอยู่แล้ว อาจจะเสียเวลาลงทะเบียน ด้วยข้อมูลส่วนตัวเรา ไม่กี่นาที จากนั้นก็เซ็ตอัพระบบ และเข้าสู่โลกบันเทิงได้เลย เราจะได้เห็นตั้งแต่แรกว่า KEF บรรจุเทคโนโลยีล้ำสมัยลงไปใน Soundbar ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพชนิดไม่เคยสัมผัสที่ใดมาก่อน ยิ่งได้ใช้งาน จะยิ่งหลงรักในคุณภาพเสียงของซาวด์บาร์ชุดนี้ KEF XIO Soundbar มีรูปทรงเพรียวบาง เหมาะกับการวางหน้าทีวี บนเชลฟ์อย่างมาก ท่านใดติดจอทีวีไว้บนผนังก็สามารถติดตั้งซาวด์บาร์ให้คู่กันได้ วิธีที่จะให้ได้คุณภาพอย่างสูงสุดก็คือการเซ็ตอัพตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการวางหรือการติดผนัง กรณีของผมวาง Soundbar สูงจากพื้นตามระดับความสูงของชั้นวางทีวี ที่ระดับ 65 เซนติเมตร ระบบจะใช้เวลาคำนวณ ในโหมด Measuring of Sound โดยเทคนิคการส่งสัญญาณ Pink Noise ด้วยพลังงานเสียงที่กระจายตัวสม่ำเสมอในแต่ละช่วงความถี่ (Octave) ช่วยให้สามารถวิเคราะห์และปรับแต่งระบบเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ ใช้เวลาประมาณ 45 วินาที เท่านั้น ก็เสร็จเรียบร้อย เราจะได้ทั้งความชัดเจนของเสียง พลังความถี่ต่ำ สภาวะการโอบล้อม และเวทีเสียงด้านบน หรือเพดานเสียงแนวดิ่ง ของเสียงรอบทิศทาง Object-based surround Atmos ทุกอย่างถูกปรับให้เข้ากับสภาพอคูสติค และขนาดห้อง เหมาะสมกับตำแหน่งนั่งฟัง เพื่อประโยชน์สูงสุดจากการใช้งานระบบ หมายเหตุ: ในการเซ็ตติ้ง EQ (Setting) จะต้องเลือกสถานะตามความเป็นจริง เช่น เลือกความสูงของ Soundbar ที่เราวางหรือติดตั้งจากพื้น 20-60-100 เซนติเมตร มี SIZE ขนาดห้องที่เลือกสามขนาด คือ 1. น้อยกว่า 20 ตารางเมตร 2. ระหว่าง 20-40 ตารางเมตร 3. มากกว่า 40 ตารางเมตร มีโหมดให้เลือกว่า ในระบบเรามี หรือไม่มีซับวูฟเฟอร์ พยายามเลือกให้ใกล้เคียงความจริง เพื่อผลลัพธ์ที่ออกมาจากการเซ็ตอัพนั้นจะได้ถูกต้องที่สุดครับ และถ้าได้ใช้งานแล้ว เทคโนโลยีของ KEF จะบ่งบอกเราเองว่า เทคโนโลยีที่ใหม่ล่าสุดของเขา ให้ความคุ้มค่าที่สุดอย่างไร การเซ็ตหลักจะมี 1-2-3 สเต็ป กินเวลาไม่เกิน 45 วินาที สังเกตจากความถี่ สัญญาณเสียงซ่าที่แสดงผลออกมา ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ขณะระบบทำงาน Setting ในการปรับแต่ง Setup ค่าทั่วไป เราสามารถเข้าไปที่เครื่องหมาย “สามขีด” ตั้งค่าได้ทั้ง Volume Control ตั้ง Sleep Timer Standby Alarm, เช็คสปีดดาวน์โหลด จากเน็ตเวิร์ค เลือกรีโมตคอนโทรล ที่เหลือนอกจากนั้นเราสามารถเลือกโหมดการปรับแต่งของอีคิวแบบอัตโนมัติได้ด้วย อันจะมี Default - Music-Movie - Night-Dialogue - Direct เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์เสียง ระบบจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับแหล่งโปรแกรมที่คุณฟังหรือชมในขณะนั้น ซึ่งแต่ละโหมดสร้างความแตกต่างของบรรยากาศ ได้ราวกับเนรมิตรก็ว่าได้ครับ ผลการทดสอบ: สำหรับผู้ที่ตั้งใจใช้ KEF XIO Soundbar ในการชมภาพยนตร์ สตรีมมิ่งเป็นหลัก แนะนำเริ่มต้นให้เลือกโหมด Movie เท่านั้นครับ สัมผัสแรกอันน่าตื่นเต้น เมื่อคุณชมภาพยนตร์ จะพบว่าการแยกแยะแชนแนล ซ้าย กลาง ขวา เด็ดขาด มีความโอ่อ่า และเสียงรอบทิศทาง โอบล้อมได้อย่างมีบรรยากาศ และเวทีเสียงหลุดทะลุทะลวงได้อย่างน่าตื่นเต้นมาก สิ่งที่ประทับใจมากที่สุด จาก KEF XIO Soundbar ก็คือพลังเสียงทั้งปลายเสียงแหลม กลาง และย่านความถี่ต่ำกระหึ่มมากครับ ให้เสียงที่มีอิสระหลุดลอย โดยเฉพาะรู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวา สนองตอบเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ละเอียดละออ เปิดกว้าง (Atlas ล่าข้ามจักรวาล) โดดเด่นด้วยเสียงที่แผ่โอบล้อมมาด้านหลังที่มีมิติทั้งกว้าง ลึก สูง ได้อย่างน่าประหลาดใจครับ เรียกว่าการแยกแชนแนลเข้าใกล้ชุดลำโพงแยกชิ้นได้มากกว่าที่เคยได้ยินจากซาวด์บาร์อื่นๆ ชมภาพยนตร์แนว Sci Fi เรื่อง After Earth เกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดของเด็กชายคนหนึ่ง แบบว่า ได้ยินเสียงแรกจากระบบรอบทิศทาง ก็เล่นเอาตะลึงไปเลยเหมือนกันครับ ว่ามาจากซาวด์บาร์แท่งเดียวจริงๆ หรือ? จากประสบการณ์บอกเราว่านี่เป็นพัฒนาการที่ล้ำมากทีเดียว เพราะเสียงทุกย่านความถี่มีรายละเอียดเต็มที่ และหลุดลอยออกมาอย่างอิสระ ส่งผ่านความถี่ต่ำลงได้ลึกขนาดนี้ ความจำเป็นที่จะต้องใช้ Subwoofer แทบไม่ต้องคิดถึงเลย!! ตัวอย่างภาพยนตร์สตรีมมิ่งอีกเรื่องหนึ่งที่จะเปล่งประกายให้ KEF XIO Soundbar ดูโดดเด่นเหนือใคร คือ Mission: Impossible - Fallout ทาง Netflix แบบว่าอยากให้ทุกท่านได้ลองครับ ได้ครบทั้งพลังเสียงที่ดุดัน รุนแรง ความเปิดกว้างของเสียง การโอบล้อมและสภาวะความเป็นเสียงสามมิติจากเบื้องบนมาครบสูตรจริงๆ ทำให้จอทีวีเบื้องหน้าของคุณเปลี่ยนเป็นโฮมเธียเตอร์ชั้นดีได้ในพริบตาครับ โดยเฉพาะในแง่ของการตอบสนองไดอาล็อก หรือเสียงสนทนา ทำได้สุดๆ ชัดเจนสะอาด Clear ถือว่าเป็นประตูแรกของระบบ Soundbar ชั้นดีต้องมี เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมมาก KEF สามารถย่อส่วนเอาชุดลำโพงแยกชิ้นขนาดใหญ่มาให้เหลือแค่ซาวด์บาร์ ระดับพรีเมี่ยมชิ้นเดียวอย่างทรงประสิทธิภาพ ทำให้เชื่อมั่นว่า KEF ทำได้คุ้มค่าชนิดลืมค่าตัวไปได้เลย กล่าวสั้นๆ ว่า... เยี่ยมมากครับ!!! คงต้องยกให้ KEF XIO Soundbar เป็นซาวด์บาร์ขั้นเทพ หรือระดับพรีเมียมด้านระบบเสียงรอบทิศ Dolby Atmos Soundbar ไปเลย ให้ความรู้สึกสัมผัสที่ล้ำลึก เหนือกว่าระบบซาวด์บาร์ทั่วไปที่เคยทดสอบมา ด้วยรายละเอียดเสียงที่ชัดกว่าและแม่นยำกว่า และทุกเสียงหลุดออกจากตู้อย่างอิสระมากๆ ครับ อีกทั้งความน่าแปลกใจ คือพลังเบสที่กระชับหนักแน่นอิ่มเอมอย่างเหลือเชื่อ แปลกใจจริงๆ ว่าเสียงต่ำลึกขนาดนี้ ไม่เคยได้ยินจากซาวด์บาร์เดี่ยวๆ แบบนี้ที่ไหนมาก่อน (ส่วนมากจะใช้ซับพ่วงในระบบอีกหนึ่งตู้) ได้ทดสอบแล้ว ผมคิดไม่ออกว่าจะต้องเพิ่มซับวูฟเฟอร์ไปทำไมกัน... นอกเสียจากว่า ถ้าใครมีห้องใหญ่มาก ขนาดเกิน 20 ตารางเมตรขึ้นไป ชอบหนังไซไฟ แอ็คชั่น แล้วอยากได้เบสกระหึ่มลึกยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก ก็ค่อยว่ากัน และขอเชียร์ซับวูฟเฟอร์ KEF KC62 เลยครับ (ส่งระบบไร้สายด้วย KW2 RX Receiver ได้) รับรองว่า ชุดลำโพงแยกชิ้นอาจจะอายได้เลยละ อย่างน้อยๆ เราก็ไม่ต้องมีการติดตั้งที่สลับซับซ้อนยุ่งยากของระบบใหญ่ๆ ครับ ส่วนในแง่ของการออกแบบ อาจจะสนองตอบ HDMI eARC แต่จะไม่มี HDMI Passthrough และไม่มีจอ Display แสดงผลสำหรับการใช้งาน โดยทั่วไปแล้วผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องรอง และไม่จำเป็นเท่าใดนัก เพราะ KEF จะเน้นการตอบสนอง “คุณภาพเสียง” และผลจากการใช้งานจริงเอาไว้ก่อนเสมอ นี่คือระบบ Soundbar ที่ให้เสียงแบบสามมิติได้ดีเยี่ยม เท่าที่ผมเคยมีประสบการณ์มา แม้ว่าเพดานเสียงสูงที่มาจากด้านบน อาจจะแยกแยะได้ไม่เท่าลำโพงแยกชิ้นแขวนเบื้องบน แต่ก็เป็นการจำลองบรรยากาศแบบ Immersive ได้ประทับใจมาก ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งจริงๆ KEF XIO Soundbar สามารถย่อโฮมเธียเตอร์ชุดใหญ่ ลงมาในแผงซาวด์บาร์เพียงตัวเดียวได้อย่างเหมาะเจาะที่สุด ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดดเด่นด้วยตัวขับเสียงในแบบ Uni-Q ซึ่งพัฒนาออกมาได้อย่างเหมาะสมกับระบบดูหนังฟังเพลง โดยเฉพาะสำหรับท่านที่ไม่ต้องการติดตั้งระบบซึ่งจะต้องใช้พื้นที่มากมายเกินจำเป็น สิ่งที่มีมาให้นอกเหนือไปจากระบบการชมภาพยนตร์เสียงรอบทิศ ก็คือการฟังเพลงแบบไฮไฟสองแชนแนลของซาวด์บาร์ชุดนี้ (แนะนำให้ตั้งโหมด Music) ผมยอมรับว่าให้ความประทับใจมากทีเดียว ทำให้บางช่วงเวลาที่เราไม่ได้อยู่กับเครื่องเสียงชุดใหญ่ KEF XIO Soundbar สามารถเป็นชุดฟังเพลง ชุดที่สองของบ้านได้เลยครับ การคอนเน็คกับผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ผ่าน AirPlay, Google Cast, Spotify Connect, Tidal Connect, Amazon Music และวิทยุอินเตอร์เน็ต ยิ่งทำให้ KEF XIO Soundbar เป็นชุดดูหนังฟังเพลงที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง เป็นสไตล์ของการฟังเพลงที่ได้ความสดใส ความสะอาดเสียง ครบถ้วนรายละเอียด และความใกล้เคียงธรรมชาติของเสียงดนตรี ที่เราจะไม่ได้พบจากซาวด์บาร์ทั่วๆ ไป ด้วยเทคนิคการออกแบบเป็นเลิศของ KEF และตัวขับเสียง Uni‑Q MX Drivers ที่ออกแบบใหม่ล่าสุด ที่จะเป็นหลักชัยของเทคโนโลยีลำโพงยุคใหม่ครับ อีกทั้งการดีไซน์รูปทรงด้วยวัสดุชั้นดีทุกชิ้นส่วน ทำให้ KEF XIO Soundbar มีความสง่างามคลาสสิกดูพรีเมียมคู่กับบ้านของคุณเป็นอย่างยิ่ง ทั้งหมดนี้ทำให้ราคา 79,900.- บาทของ KEF XIO Soundbar นั้น เป็นเรื่องธรรมดาไปเลย หากคุณได้ก้าวลึกลงไปในคุณภาพทั้งหมดของซาวด์บาร์ไฮเอนด์ ล้ำยุคชุดนี้ครับ จุดแข็ง: ดีไซน์พรีเมียม ให้เสียง Immersive ชัดเจน เบสทรงพลัง เสียงทุกย่านความถี่มีมิติหลุดลอยอิสระอย่างน่าทึ่ง กำลังขับแอมป์คลาส D ในตัวเองนับว่าทรงพลังมาก ให้ความครอบคลุมฟังก์ชันการใช้งานของความเป็นไฮ-ไฟในทุกรูปแบบ ทั้งดูหนัง ฟังเพลงในหนึ่งเดียว เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความเป็นที่สุดของซาวด์บาร์ไฮเอนด์ล้ำสมัย ดูหนัง ฟังเพลงในระดับมืออาชีพ KEF XIO SOUNDBAR ราคา 79,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand
Magnepan MG.7 ถ่ายทอดความงดงาม และอิสระของเสียงดนตรี ผมได้นำเสนอคลิปวิดีโอ เกี่ยวกับลำโพง Magnepan หรือ Magneplana ไปแล้วสองคลิป ดังนั้นการเดินทางมาถึงของลำโพงแผ่นแบนพลาน่าร์ รุ่นกลาง คือ Magnepan MG.7 เพื่อทำการทดสอบ จึงอยากให้เข้าถึงเนื้อหาสาระ จากผลการใช้งานอย่างจริงจัง เพื่อที่ว่าท่านผู้ติดตามเพจจะเข้าใจถึงผลลัพธ์ของคุณภาพเสียงแบบตรงไปตรงมา ส่วนความเป็นมา หรือที่มาที่ไป ท่านสามารถชมผ่านคลิปได้ครับ ลำโพงแผ่นแบนที่น่าทึ่งนี้ มีคุณสมบัติคล้ายกับลำโพงไดนามิคที่มีกรวยทั่วไป และทำให้เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะต้องใช้ไฟเลี้ยง เหมือนระบบลำโพงไฟฟ้า Electrostatic แต่อย่างใด รวมถึงไม่ต้องอาศัยตู้มาเป็นองค์ประกอบในการกระจายเสียง เทคนิคคือใช้แผ่นวัสดุโลหะขึงตึง เหมือนเราใช้เส้นลวดกีต้าร์มาขึงแล้วดีดให้เป็นเสียง โดยแต่ละชั้นของแผ่น Magneplanar คือการใช้เส้นแผ่นโลหะพิเศษวางเรียงกัน เป็นขั้วบวกขั้วลบ ตามด้วยแผ่นไมล่าร์ และประกบส่วนนอกสุดด้วยแผ่นริบบอน Quasi Ribbon ทุกขั้นตอนทำด้วยมือ (Hand Made) อย่างประณีต ในโรงงานที่สหรัฐอเมริกา ลำโพงของ Magnepan จะกระจายเสียงออกทั้งหน้า-หลัง โปร่งใสทะลุทะลวงเป็น Bipolar สองทิศทาง ครอบคลุมมุมกว้างกว่าลำโพงทุกประเภท ให้เสียงอิสระไร้ตู้ โดยแท้จริง ผมได้ทดลองฟังโดยเริ่มตั้งแต่เบิร์นไปจนถึงฟังแบบจริงจัง พบว่าลำโพง Magnepan MG.7 ให้เสียงที่น่าประทับใจมาก เปรียบเทียบคุณภาพต่อราคาที่ยากจะหาคู่แข่งได้ แต่ก็เห็นด้วยกับสำนักทดสอบของสื่อต่างประเทศว่า ด้วยลักษณะเฉพาะของลำโพงนี้ ควรเอาใจใส่เรื่องระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ ระยะห่างระหว่างผนังหลัง และการห่างจากผนังข้าง รวมทั้งการเอนไปด้านหลังของลำโพงที่ประมาณ 30 องศานี้ ควรที่จะปรับให้ตั้งตรงขึ้นเหลือประมาณ 15 องศาหรือไม่อย่างไร? เป็นลำโพงซึ่งจะต้องทำงานร่วมกับห้องฟังของคุณเป็นสำคัญ คือต้องทดลองจัดวางตำแหน่งที่น่าจะเหมาะสมที่สุด ทีละเล็กละน้อย เป็นลำโพงที่เซ็ตหรือขยับเพียงเล็กน้อย จะมีผลมหาศาลทั้งทางบวกและลบ Magnepan MG.7 มีขนาดแผงกว้าง 15¼ นิ้ว สูง 54¼ นิ้ว และมีความบางเพียง 1¼ นิ้ว ขายึดที่ให้มาจะทำให้ลำโพงมีมุมเอนประมาณ 30 องศา และมีน้ำหนักเบามาก จึงสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระง่ายดาย สำหรับแนวทางการเซ็ตตำแหน่งภายในห้องทดสอบของผม ที่จะวางลำโพงซ้ายขวา วัดห่างกันจากศูนย์กลางถึงศูนย์กลางคือ 2.15 เมตร และห่างผนังหลังออกมา 1 เมตร ห่างผนังข้าง 0.75 เมตร ถือว่าเป็นแนวทางตัวอย่างที่น่าจะนำไปใช้เริ่มต้นสำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงได้ (แต่ก็สามารถขยับปรับได้ตามความเหมาะสมกับห้องนั้นๆ ครับ) ผมใช้อุปกรณ์จำพวกทิปโท ช่วยรองขาตั้งของลำโพงนั้นให้มีมุมเอนเพียง 15 องศา ถือว่าเป็นที่น่าพอใจที่สุด โดยไม่ต้องโทอินหน้าลำโพงเข้าหากันแต่อย่างใด ลำโพงแบบตั้งพื้นสองทางแบบกึ่งริบบิ้น MG.7 ลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงที่เป็นธรรมชาติเต็มอิ่มครบย่านความถี่ ตั้งแต่ 45 – 22 kHz ±3dB เรียกว่าแหลม กลาง ทุ้ม มีครบถ้วน ไม่ต้องเสริมอะไร ถ้า.... ภาคขยาย หรือแอมป์ขยายเสียงของคุณดีพอ ในช่วงของการทดสอบผมเน้นใช้แอมป์ Class D ของ Hattor Audio ขนาดกำลังขับ 400 วัตต์ Monoblock และสลับไปใช้แอมป์หลอด และแอมป์โซลิสเตท ยุควินเทจ ขนาด 100 วัตต์ต่อแชนแนล เพื่อวิเคราะห์หาความเหมาะสมรวมทั้งสไตล์เสียง ว่าเราจะเล่นลำโพง MG.7 กับแอมป์ประเภทใดดีที่สุด ด้วยความไว 86 ดีบี กับค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม อาจทำให้เราต้องพิถีพิถันด้านภาคขยาย เพื่อให้การขับเสียงมีคุณภาพของสเกลเสียงได้เต็มห้อง แต่มันก็ไม่ใช่ลำโพงที่ต้องการกำลังขับสูงจนเกินไปนะครับ การวางลำโพงให้ห่างจากผนังด้านหลังนั้น จะมีผลสำคัญต่อคุณภาพเสียงอย่างมากที่สุด เพราะคลื่นเสียงที่ทะลุด้านหลังกับการเสริมการผลักอากาศของแผ่นพลาน่าร์ ไปทางด้านหน้า เพื่อให้เฟสเสียงเสริมกันได้ดี ระยะหนึ่งเมตรจึงควรเป็นระยะเริ่มต้นครับ จากนั้นก็ลองขยับเดินหน้าถอยหลังครั้งละประมาณ 1 เซนติเมตร ไม่นานนักคนก็จะพอทราบว่าจุดที่ดีที่สุดที่จะทำให้ลำโพงคู่นี้ให้ทั้งความโปร่งของเสียงย่านความถี่ที่ครบถ้วนและความพริ้วไสวของปลายแสงแหลมที่สวยงามอยู่ที่ตรงไหน ตามหลักของการออกแบบแล้วเราจะพอมองเห็นว่าแผ่นริบบอนซึ่งเป็นแถบเส้นสีเงิน คือแถบเสียงของย่านเสียงแหลม Tweeter นั้น จะถูกกำหนดไว้ด้านนอกสุด แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้เซ็ตอัพสามารถที่จะสลับข้างลำโพงเพื่อให้ทวีตตอร์เข้ามาอยู่มุมในก็ได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นกับความกว้างลึก Sound Stage เวทีเสียงที่โอ่อ่า อิสระ และ Image ของเสียง เสียงที่ดีที่สุด คือเราสามารถชี้เฉพาะเจาะจงจุดตำแหน่งดนตรีได้อย่างแม่นยำครับ ผลการทดสอบ การทดสอบนี้ใช้ทั้งเครื่องเล่น SACD Streaming และมาจบลงที่เครื่องเล่นแผ่นเสียง เมื่อเซ็ตอัพได้ตำแหน่งที่ดีที่สุดแล้วผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมลำโพงแผ่นบาง Magnepan MG.7 รุ่นนี้จึงสามารถให้เสียงได้อย่างกลมกล่อมละเมียดละไมอย่างน่าทึ่ง ให้เพดานเสียงด้านบนในแบบที่ลำโพงอื่นจะพึงให้ได้ยาก โดยเฉพาะความสวยงามของย่านความถี่ตั้งแต่แหลมกลาง ทุ้ม มีความสมดุลของเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม ที่สำคัญ นี่คือเป็นลำโพงชนิดเดียว ที่อิทธิพลความเป็นกล่อง (Box) ของตู้ลำโพงไม่มากล้ำกรายเลย เสียงอิสระโปร่งสะอาดเหมือนนั่งฟังดนตรีอยู่ต่อหน้า โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับราคาของลำโพงตู้ทั้งหลาย บอกได้เลยว่าเป็นลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงคุ้มค่าเหลือเชื่อครับ และผู้ที่มีจินตนาการว่าลำโพงแผ่นแบนจะไม่สามารถให้เสียงต่ำลึกได้นั้น ควรจะเปลี่ยนความคิดได้แล้วเมื่อได้ฟัง Magnepan MG.7 ด้วยเบสอิ่มแน่นลงได้ลึกและเป็นเบสที่สะอาดบริสุทธิ์ยิ่ง ระบบแผง Magneplanar จัดว่าเป็นตัวขับเสียงที่มีมวลน้อยมาก พื้นที่ผิวในการกระจายเสียงมีขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกโปร่ง สมจริงไร้กรอบตู้บังคับ ให้ความรู้สึกสัมผัสดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ และที่น่าแปลกใจคือฟังเพลงทุกประเภทได้ดี ผมทดสอบตั้งแต่อัลบั้มเพลงที่มีย่านความถี่ครบ เสียงหนักหน่วง กระหึ่มแน่นของวงออเคสตร้า อย่างของ Telarc กระทั่งเพลงบรรเลงเปียโนอ่อนไหว พลิ้วพราย หวานละเมียดของศิลปินคนโปรด Alice Sara Ott มาถึง คุณนาย Amanda McBroom จากอัลบั้ม Dreaming และVoices จึงสรุปได้เลยว่า นี่คือลำโพงที่สามารถถ่ายทอดเสียงดนตรีได้อย่างทรงพลัง มีอิสระเปิดกว้าง ให้เชิงชั้นของมิติเสียงที่ดีงาม อย่างที่ออดิโอไฟล์ และมิวสิคเลิฟเวอร์ต้องการ และคุณจะไม่มีทางพบได้จากลำโพงอื่นๆอย่างแน่นอนครับ‼️ *คืนวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน ทุกท่านสามารถรับฟังทาง Live พร้อมกันครับ แล้วจะทราบว่า ทำไมออดิโอไฟล์ทั้งหลายถึงได้หลงใหลในเสน่ห์ Magnepan กันทั่วโลก เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของลำโพงที่มีคุณภาพสูง ในราคาสมเหตุผล ซึ่งปัจจุบันลำโพงMagnepanมียอดจำหน่ายไปมากกว่า 200,000 คู่แล้ว Magnepan MG.7 จำหน่ายต่อคู่ ราคา 88,000.- บาท สอบถามโปรโมชั่นพิเศษ ได้ที่ SAVE AUDIO&VIDEO CDC อาคาร B ชั้น 2 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม Tel: 02-102 2211-2 Tel: 081-823 6045 ID LINE : ya-save www.save-av.com
KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ผสานความลงตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน โจทย์ที่ว่า ถ้ามีลำโพงสองทางขนาดเล็กหรือขนาดกลาง แล้วต้องการอัพคุณภาพมากยิ่งขึ้น สมควรเปลี่ยนเป็นลำโพงตั้งพื้นหรือเสริมแอคทีฟซับวูฟเฟอร์? นี่ก็คือคำตอบที่น่าสนใจ ถ้าคุณยังต้องการให้ลำโพงวางขาตั้งหลัก แบบ Bookshelf แต่เดิมนั้น คงสถานะไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับตัวอย่างการจัดเซ็ตครั้งนี้ ลำโพงหลักของผมคือ KEF LS50 Meta ในแง่การออกแบบจัดว่าล้ำสมัยที่สุดคู่หนึ่ง ลำโพงรุ่น LS50 Meta ได้พัฒนามาหลายเวอร์ชั่น และล่าสุดก็คือ LS50 Meta เป็นลำโพงที่เน้นย้ำเรื่องความแม่นยำสูงและให้คุณภาพเสียงด้วยบุคลิกดึงดูดอารมณ์ ซึ่งสร้างขึ้นจากเทคโนโลยีอะคูสติก ระดับ “ปฏิวัติวงการ” ลำโพงขนาดกะทัดรัด ที่แข็งแรงทนทานรุ่นนี้ ได้รับการออกแบบโดยใช้ไดรเวอร์อาร์เรย์ Uni-Q เวอร์ชั่น 12 ที่มีเทคโนโลยีการดูดซับ Metamaterial ที่ควบคุมโครงสร้างอันซับซ้อนมากคล้ายเขาวงกตที่สามารถดูดซับเสียงที่ไม่ต้องการจากด้านหลังของไดรเวอร์ได้ 99% เป็นเทคนิคช่วยขจัดความบิดเบือนที่เกิดขึ้นและให้เสียงที่บริสุทธิ์เป็นธรรมชาติมากขึ้น ดังนั้น Uni-Q รุ่นที่ 12 พร้อม MAT ได้ทำงานร่วมกันภายใต้โครงสร้างที่ยอดเยี่ยม ในท่ามกลางความบิดเบือนที่น้อยลงที่สุดในระบบลำโพง และสนองตอบเสียงที่โปร่งใสสมจริงมากกว่าที่เคยเป็น เท่าที่ได้ทดสอบใช้งาน จุดเด่นลำโพงคู่นี้ คือความมีพลังในการกระจายเสียงได้สม่ำเสมอทั่วทั้งห้องได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งที่มีขนาดย่อมๆ เท่านั้น ไดรเวอร์ Uni-Q ที่ประกอบอยู่บนพื้นผิวโค้งมนของแบบเฟิลหน้า ช่วยแผ่เสียงออกไปโดยไม่มีการรบกวนจากขอบแข็งซึ่งทำให้เกิดการ ”เลี้ยวเบน“ หรือ Diffraction ของเสียง ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงที่สะอาดและแม่นยำ ไม่ใช่แค่ลำโพงที่ใช้งานได้ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังเป็นประติมากรรมที่สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับชีวิตของผู้ฟังอีกด้วย ปัจจุบัน LS50 Meta มีตัวเลือกสีให้ถึง 4 สี ได้แก่ Carbon Black, Titanium Grey, Mineral White และ Royal Blue Special Edition LS50 Meta ได้รับการออกแบบโดย Simon Davies และ KEF Industrial Design Team ซึ่งมีแง่มุมทางด้านเทคนิคหลายอย่างที่น่าสนใจ หากมีโอกาส ผมจะนำเอาแนวคิดและวิธีการออกแบบของ Simon Davies มาให้ได้อ่านกันในเร็วๆ นี้ครับ มีผู้รักลำโพง KEF LS 50 สอบถามเข้ามาบ่อยครั้งว่า พวกเขายังคงพึงพอใจในน้ำเสียง LS50 Meta แต่หากจะขยับเป็นลำโพงตั้งพื้นของ KEF ก็ออกจะเสียดายคุณสมบัติเสียงเดิมๆ ของลำโพงคู่โปรด ที่กลางแหลม และมิดเบสสวยงามมากๆ ทางเลือกที่ทำให้ลำโพง มีความทรงพลังโอ่อาแม่นยำและย่านความถี่ครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ใกล้เคียงกับลำโพงตั้งพื้น แต่ไม่อยากเปลี่ยนเป็นลำโพง Floor Standing ทำอย่างไรดี? คำตอบที่ผมได้มาคือ ให้เสริม KEF KC 62 เข้าไป 1-2 ตู้ละก็ คุณก็จะเห็นความแตกต่างที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน และเท่าที่ผมนำมาจัดชุดทดสอบให้ฟังใน Live เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ชมจะเห็นว่า KEF LS50 Meta และ KC62 ได้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่รู้สึกเลยว่า Active Sub-Woofer เป็นส่วนเกินในระบบ แต่กลับเสียงดีขึ้น และความสวยงามของตัวตู้ขนาดลูกเต๋า ก็เป็นที่ติดตาต้องใจยิ่งนัก แม้ว่าปัจจุบันจะมีการให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของการเสริม Sub-Woofer เข้าไปในระบบ ทุกสิ่งอย่างที่เป็นระบบเครื่องเสียงนั้น เราต้องยอมรับว่ามีหลายวิธีทางที่เราจะไปสู่จุดหมายของเราได้ ส่วนได้ ส่วนเสีย ส่วนผิด หรือส่วนถูก ขึ้นอยู่กับเรานำเอา Sub-Woofer มาใช้ด้วยเหตุผลใด และปรับให้สมดุลได้อย่างไร นั่นเอง ซึ่งผมเคยได้อธิบายและแสดงเหตุผลเอาไว้หลายสิบประการแล้ว คงไม่จำเป็นต้องย้อนกลับมาพูดถึงอีก ประโยชน์ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ที่ใช้ว่า ใช้เป็น หรือไม่เป็น เข้าใจอรรถประโยชน์ที่พึงได้หรือไม่เพียงไร สำหรับ KEF LS50 Meta และ KC62 ที่ผมได้ทดลอง Matching ใช้งานด้วยกันมาแล้ว ส่วนตัวคิดว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เมื่อไม่อยากก้าวกระโดดขึ้นไปเล่นลำโพงตั้งพื้น อาจจะด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ห้อง หรือเหตุผลอื่นๆ KEF KC62 เป็นคำตอบที่น่าสนใจจาก ซัพวูฟเฟอร์จิ๋วที่น่าอัศจรรย์ ตู้นี้ แนวทางการออกแบบซับวูฟเฟอร์ KC62 ของ KEF คือ เล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้พลังเสียงเบสที่หนักแน่นสมจริงเท่าที่จะเป็นไปได้เช่นเดียวกัน KC62 เป็นซับวูฟเฟอร์ขนาดกะทัดรัดเหลือเชื่อ สามารถมอบพลังและความมหัศจรรย์ของเสียงเบสที่ทุ้มลึกและแม่นยำ เพื่อประสบการณ์การฟังเพลง หรือชมภาพยนตร์ และเล่นเกมที่เต็มอิ่มและน่าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก จุดเด่นคือ KC62 มีขนาดเท่าลูกฟุตบอล สร้างขึ้นโดยใช้วิศวกรรมชั้นยอดของ KEF ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี Uni-Core ที่ล้ำสมัย ใช้ตัวไดรเวอร์ขนาด 6.5 นิ้ว จำนวน 2 หน่วย ทำงานคล้ายลูกสูบช่วงชักยาวให้การผลักอากาศได้ปริมาณมหาศาล ใช้การขับเคลื่อนด้วยแอมปลิไฟร์กำลังขับ 1,000W RMS Class D ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อขับความถี่ต่ำ นี่คือการจับคู่ระหว่าง ลำโพง Book Shelf ขนาดย่อม กับ Active Sub-Woofer ขนาดจิ๋ว แบรนด์เดียวกัน ซึ่งออกแบบมาบนพื้นฐานเดียวกันด้วยครับ • ผลลัพธ์ที่ได้จากภาคปฏิบัติ KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ทดสอบจริงในห้องฟังขนาด 3.5x4.5 เมตร การปรับถือว่าง่ายมาก เพราะมี EQ หรืออีควอไลเซชั่นด้วย DSP อัตโนมัติถึง 5 ตำแหน่ง (Room, Wall, Corner, Cabinet, Apartment) ให้เราเลือกโหมดไปตามจุดตำแหน่งที่วางในสภาพแวดล้อมของห้องก่อน แล้วปรับระดับความดัง ความถี่จุดตัด และเฟสตามมา ข้อแนะนำ ควรหาจุดตั้ง KEF KC62 ในแนวระนาบเดียวกับ LS50 Meta ซึ่งเป็นจุดดีที่สุด หรือจะเป็น เสมอด้านหน้า หรือถอยหลังลึกกว่าลำโพงหลักก็ได้ ไม่ควรให้ตู้ซับ KEF KC62 วางล้ำหน้า หรือถอยหลังมากเกินไป ควรอยู่ห่าง LS50 Meta ในระยะไม่เกิน 1 ฟุต หรือใกล้กว่า เพราะจะปรับได้กลมกลืนง่ายขึ้น ให้ปรับค่าจุดตัดต่ำสุดของซับวูฟเฟอร์ ปรับระดับความดัง Level ทีละเล็กละน้อยแล้วค่อยๆ ขยับขึ้นมา ในจุดที่เสียงเชื่อมต่อกันราบรื่นที่สุด สำหรับในการทดสอบของผม ที่ได้ผลดีที่สุดคือ ให้ตั้งค่าความถี่จุดตัดของ KC62 ไว้ที่ประมาณ 45Hz เพราะนั่นคือจุดที่เบสของ LS50 Meta เส้นเคิร์ฟจะเริ่มลาดลงมา ถ้าถามว่า จุดที่ 45 Hz ของ KC62 อยู่ตรงไหน ก็ให้ดูที่ปุ่มปรับ Crossover ของ KC62 ซึ่งจะอยู่กึ่งกลางระหว่าง 40 และ 50Hz ครับ อันที่จริงเราสามารถยกจุดตัดความถี่ให้สูงขึ้นได้ ประมาณ 100Hz แต่การทำงานร่วมกับ LS50 Meta อาจจะไม่ได้ผลดีและกลมกลืน ได้เท่ากับจุดตัด 45-50Hz นี้ วิธีฟังคือ การปรับให้เบสและเสียงต่ำต้องไม่โด่งขึ้นมากเกินจริง ยึด Tonal Balance เป็นหลัก ในการหาจุดสมดุล – ใช้วิธีปรับด้วยการหาจุด 2 จุดคือ จุดที่ทำให้เราได้ยินเสียงต่ำชัดเจนที่สุด (อาจจะล้นๆ นิดนึงก็ได้) จากนั้นปรับให้ได้ยินเสียงซับวูฟเฟอร์เบาที่สุด หรือแทบไม่ได้ยินเลย หลังจากนั้นให้หาจุดกึ่งกลาง ระหว่างสองจุดตำแหน่งนี้ โดยอ้างอิงจากเพลงหรืออัลบั้มที่คุ้นเคยและมีย่านความถี่ค่อนข้างครบ ไม่ใช่แค่นำแผ่นหรือใช้เพลงที่เน้นเสียงกลอง หรือเสียงต่ำตูมตามมาปรับ เป็นหลักนะครับ สรุป จุดที่ดีมากๆ ของ LS50 Meta และ KC62 คือแนวทางการออกแบบนั้นเป็นแบรนด์เดียวกัน การปรับจึงกลมกลืนกันง่าย และใช้เวลาไม่นาน คุณจะปรับเป็นลำโพงซิสเต็มเดียวกันได้อย่างลงตัว • หมายเหตุ ทั้ง KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ควรถูกเบิร์น เกิน 80-120 ชั่วโมงแล้ว จะให้ผลอย่างเต็มที่ครับ บทสรุป จากการใช้ KEF KC62 ร่วมกับ KEF LS50 Meta 1. ให้เวทีเสียงด้านกว้างลึกดีขึ้น 2. เครื่องดนตรีเสียงต่ำชิ้นหลัก อย่างดับเบิ้ลเบส กลอง มีมวล และพละกำลังเต็มอิ่มขึ้นอย่างน่าพึงพอใจมาก เรียกว่าสร้างความชัดเจนมีสัดส่วนของดนตรีเพิ่มขึ้น 3. น้ำหนักเสียงของชิ้นดนตรี มีมิติเป็นชิ้นเป็นอัน ให้สเกลเสียงสมจริง 4. มีผลด้านเสียงร้องที่อิ่มลึกขึ้น เสียงลงลำคอจะดูเป็นจริงมากกว่าเดิม 5. อิมเมจ จุดตำแหน่งเสียง ให้ความมีสัดส่วน ทรวดทรงดนตรี ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม 6. ช่วยให้เสียงต่ำทอดยาว มีน้ำหนัก มีผลดีกับเพลงแจ๊ส ร็อค และคลาสสิก จำพวกวงออเคสตร้า 7. มวลรวมของการฟังดนตรีที่มีจำนวนชิ้นมากๆ อย่างเพลงจากวงออเคสตร้า มีไดเมนชั่นเสมือนเสียงสามมิติเพิ่มขึ้น รูปวงขยายเต็มอัตราส่วน นี่คือการรวมระบบลำโพง KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ที่เสมือนหยิบลำโพงทรงลูกเต๋ามาผสมผสานกัน ทั้งลำโพงหลักและซับวูฟเฟอร์ ด้วยการส่งพลังเสียงโดดเด่น โอ่อ่าเทียบเคียงลำโพงตั้งพื้นระดับแสนได้อย่างสบายๆ และอาจจะมีข้อดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจนคือ ไม่เปลืองพื้นที่ห้องฟัง นั่นเอง KEF LS50 Meta ราคาคู่ละ 49,900.- บาท KEF KC62 ราคาตู้ละ 69,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand
KEF Q11 META ความลงตัวพอดี กับดนตรีทุกสไตล์ ลำโพง KEF Q11 META รุ่นใหม่ล่าสุด ถือเป็นผลรวมของเทคโนโลยีลำโพงที่นำมาจากรุ่นซูเปอร์ไฮเอ็นด์ Blade และ The Reference Series ถ่ายทอด DNA มาสู่ Q Series ได้เหมาะเจาะลงตัว ด้วยลำโพงรูปทรงทาวเวอร์ที่มีส่วนสูงหนึ่งเมตรเศษ หรือ 41.8 นิ้ว หน้ากว้าง 8.3 นิ้ว แต่ลึกถึง 15 นิ้ว ดีไซน์ มีฐานรองยื่นออกมาสี่มุม สำหรับประกอบจับยึดกับตัวตู้ พร้อมสไปก์ยาง ที่ปรับระดับได้ ตู้ระบบท่อเปิด Bass Reflex ออกด้านหลัง มีฟองน้ำสำหรับปิดท่อมาให้ลำโพงเป็นตู้ปิดได้ หากต้องเซ็ตอัพในพื้นที่ห้องที่มีข้อจำกัด หรือผนังด้านหลังชิดลำโพง สิ่งที่แปลกและเบสิกอย่างยิ่งคือ KEF ใช้ขั้วลำโพง Single Wired โดยมีนัยยะว่า ลำโพงตั้งพื้น Q11 META เหมาะกับการขับเสียงแบบราบรื่นด้วยแอมป์และสายต่อเพียงชุดเดียวพอเพียงแล้ว นี่เป็น Q Series ที่ออกแบบให้เป็นระบบลำโพงตั้งพื้น 3 ทาง (รุ่นเรือธง) เพื่อประสิทธิภาพที่ดื่มด่ำในห้องขนาดใหญ่และโฮมเธียเตอร์ มาพร้อมไดรเวอร์ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ซึ่งพัฒนาถึงขีดสุด พร้อมเทคโนโลยี MAT ใช้ไดรเวอร์ขับเสียงเบสอะลูมิเนียมไฮบริดขนาด 6.5 นิ้ว จำนวน ถึง 3 ตัว เรียงกันในแนวดิ่งช่วยให้ถ่ายทอดเพลงและภาพยนตร์ด้วยรายละเอียดที่ประณีต เบสที่ทรงพลัง และความลึกอิ่มกับเพลงทุกสไตล์ที่เราชื่นชอบ อย่างไร้ขีดจำกัด นอกจากใช้ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ร่วมกับเทคโนโลยี MATแล้ว นี่ยังเป็นโครงสร้างตู้แบบ Flexible Decoupling ช่วยลดการส่งผ่านการสั่นสะเทือนที่เป็นส่วนเกินได้เป็นอย่างดี ดังที่ผมเรียนไว้ในคลิปวิดีโอก่อนหน้านี้ KEF แก้ปัญหาที่ไดรเวอร์มักจะขับเสียงโดยมีมุมกระจายเสียงปะทะหน้าตู้ตัวเอง ด้วยการเพิ่ม Shadow Flare เปรียบเสมือนวงแหวนท่อนำเสียงรอบๆ Uni-Q อีกชั้นหนึ่ง ป้องกัน ดิฟเฟรคชั่น หรือการเลี้ยวเบนทางเสียง KEF พัฒนาครอสโอเวอร์ใหม่เน้นการตอบสนองทั้ง on-axis และ off-axis ที่มีการทดสอบนับพันๆ ครั้ง เพื่อให้จุดตัดความถี่มีความแม่นยำและทำให้ตัวขับเสียงทุกตัว สามารถผลักอากาศได้อย่างสมูท และเป็นเสมือนหน่วยเดียวกัน ซึ่งจะมีผลต่อโทนัล บาลานซ์ที่ดีเลิศ เป็นลำโพงที่ทางผู้ผลิตแจ้งผลการตอบสนองความถี่ไว้ที่ 44Hz - 20kHz และมีความไวอยู่ที่ 89dB SPL อีกทั้งเป็นลำโพงไม่กี่คู่ในแวดวงไฮไฟ ที่ระบุค่าความเพี้ยนโดยรวมต่ำกว่า 1% ตลอดย่านความถี่ตอบสนอง นับว่ามีความสมบูรณ์แบบอย่างมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรทราบก็คือ ลำโพงนั้นมีค่าความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม จึงไม่เหมาะที่จะนำลำโพงคู่นี้ไปต่อขนานหรือพ่วงกันกับลำโพงคู่อื่นๆ ข้อดีคือ เป็นลำโพงที่ไม่ได้กินกำลังขับอย่างที่คาดเอาไว้แต่อย่างใด ทำให้พลังเสียงออกมาได้อย่างเต็มที่ แม้แอมปลิไฟร์นั้นจะมีกำลังขับแค่ปานกลางโดยทั่วไปก็ตาม จากการทดสอบฟังในระยะหนึ่งสัปดาห์ โดยใช้เวลาในการเบิร์นก่อนหน้า 5-6 วัน เพื่อให้ครบ 150 ชั่วโมง พบว่าเป็นลำโพงที่มีองค์ประกอบประณีต มีบุคลิกของความนุ่มนวล ทรงพลัง ให้เวทีเสียงกว้างลึกดีมาก เปรียบเทียบงบประมาณราคา 95,900.- บาท/คู่แล้ว นับว่าคุ้มค่ามาก สำหรับผู้ที่ฟังเพลงอย่างหลากสไตล์ หรือนำไปใช้เป็นคู่หน้าในระบบ Home Theater KEF Q11 META ลำโพงมีให้เลือกผิวตู้ สามสี คือ ขาว ดำ และ ผิววอลนัต พร้อมกริลล์แบบตะแกรงโลหะอ่อนแมตช์กับสีตู้ เนื่องจาก KEF Q11 META ได้รับการทดสอบ หรือรีวิวจากสื่อหลายสำนักทั้งในประเทศ ต่างประเทศ มีความน่าสนใจและได้รับคอมเมนท์ชื่นชมมากมาย ซึ่งทุกท่านสามารถหาอ่านได้ในสื่อโซเชียล สำหรับการทดสอบของผมนั้น ให้ถือเป็นอีกแง่มุมหนึ่ง ที่ใช้ทั้งเครื่องสตรีมเมอร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง ซีดีเพลย์เยอร์ สำหรับสรุปผลการทดสอบในทางปฏิบัติ ซึ่งมีซิสเต็มอ้างอิงดังต่อไปนี้ - NAD C3050 + NAD M23 Power - Audio Innovation 500 series - FMj 300 B - Hattor Audio Ultimate Preamplifier - Hattor Audio Ultimate Mono Power Amp - Aurender A1000 Streamer DAC - Denon DCD 2500NE SACD - NAD C588 Turntable - Life Audio LD5 MK II Review ก่อนถึงบทสรุปทดสอบในเรื่องคุณภาพเสียงที่ผมจะแสดงไว้เป็นข้อๆ เพื่อความกระชับเข้าใจง่าย ขอกล่าวถึงจุดเด่นในแนวทางการออกแบบที่ KEF พัฒนา Q Series มาจนถึงความสมบูรณ์สูงสุดในปัจจุบัน ที่ผมรู้สึกประทับใจ กับผลของเสียงที่สมบูรณ์ก็คือ แรกสุดมาจากการใช้ตัวขับเสียงหลัก Uni-Q Generation ที่ 12 ที่ก่อกำเนิดเสียงช่วงแหลมและมิดเร้นจ์จากแหล่งกำเนิดเสียงเดียวกัน ตัดปัญหาเรื่องเฟส และไทม์อะไลน์เม้นท์ ทำให้มีโทนัล บาลานซ์ของเสียงดีเยี่ยมกว่าตัวขับเสียงโดยทั่วไป เป็นตัวขับที่พัฒนาได้อย่างทรงประสิทธิภาพอย่างมาก อีกทั้งเทคโนโลยีแผ่นเมมเบรน Metamaterial Absorption Technology (MAT) ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง ในการจัดการ กับอคูสติกภายในตู้ลำโพงของ KEF ด้วยโครงสร้างซับซ้อนคล้ายเขาวงกตช่วยขจัดเสียงที่ไม่ต้องการจากด้านหลังของไดรเวอร์ ได้ถึง 99% ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงเทคนิคการออกแบบอื่นๆ ที่ประกอบกันอย่างลงตัว รูปแบบตัวตู้ทาวเวอร์ทรงลึกเป็นพิเศษ ทำให้ Q11 METAสามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัวกับห้องที่มีพื้นที่เล็ก ถึงห้องขนาดใหญ่ จาก 12-30 ตารางเมตรโดยปราศจากปัญหา หลังจากเบิร์นได้ตามลำดับชั่วโมงที่ผมตั้งใจไว้ จะพบว่าการผลักอากาศของตัวขับเสียงดูคล่องตัว มีทั้งความคล้องจองกันของเบสไดรเวอร์ทั้ง 3 และความรู้สึกที่เปิดโปร่งอิสระมากยิ่งขึ้นกับ Uni-Q เจเนอเรชั่นนี้ แม้ลำโพงคู่ที่ผมนำมาทดสอบ อาจจะผ่านการใช้งานมาบ้างเล็กน้อย แต่แรกสุดที่แกะกล่อง และนำมาเบิร์น พบว่าช่วงเสียงต่ำจะยังดูทึบๆ หนักๆ ไม่ปลดปล่อยอยู่บ้าง ดังนั้นท่านใดที่เป็นเจ้าของ KEF Q11 META ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่คู่นี้ ควรใหัระยะเวลานับแต่เปิดกล่อง เบิร์นอินไปจนถึงการฟังระยะแรกๆ ไปสัก 2-3 สัปดาห์ครับ เพื่อให้ความสดใหม่ของลำโพง ได้ “กายบริหาร” ให้คล่องตัว เพราะหลังจากทุกอย่างพร้อม คุณจะได้คุณสมบัติเยี่ยมๆ จากเสียงดนตรีที่สมจริงอบอุ่นนุ่มนวลน่าหลงใหลเลยทีเดียว 1. ระยะการวางทั่วไป Setup ได้ลงตัวที่สุด (ในห้องฟังของผมประมาณ 3.5x4.5 เมตร) ลำโพงวางห่างกัน จากศูนย์กลาง ถึงศูนย์กลางที่ 2.10 เมตร ห่างผนังหลังประมาณ 1 เมตร (วัดถึงท่อพอร์ตด้านหลัง) และห่างผนังข้างประมาณ 70 เซนติเมตร 2. ฟังที่ความดังเฉลี่ยทั่วไป 55-65 เดซิเบล มีอัตราพีคสูงสุดบางครั้งกับเพลงคลาสสิกคัล วงออเคสตร้าวงใหญ่ ที่ 85 เดซิเบล 3. ไม่ต้องโทอินลำโพง แต่การผสานกันของเวทีเสียง ของลำโพงซ้ายและขวาเสมอสมานกันได้สนิทเป็นหนึ่งเดียว ทำให้รู้สึกได้ถึงความโอ่อ่า เวทีเสียง Soundstage ว่า KEF Q11 META ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ผมชอบความลึกเวทีดนตรีที่เหนือลำโพงตั้งพื้นหลายคู่ที่เคยฟังมา (On the Beautiful Blue Danube Waltz, Op.31- Ein Straussfest) 4. ฟังเพลงได้อย่างหลากหลายสไตล์มาก ตั้งแต่ พ็อพ แจ็ส คันทรี ไปจนถึงคลาสสิก และเพลงร็อคในตำนานที่สนองความถี่ได้เต็มสเกล โดยเฉพาะความถี่ต่ำลึกแบบลึกอิ่มมีพลังชนิดไม่ต้องพึ่งซับวูฟเฟอร์ Q11 META ก็สนองตอบได้อย่างอิ่มอารมณ์มาก (Turn of The Tide -Barclay James Harvest) อิทธิพลของการวางตัวขับเบสสามตัวเรียงแนวดิ่งทำงานประสานกันได้ราวกับฟังเสียงจากวูฟเฟอร์ 15 นิ้วเลยครับ‼️ 5. ความเรียบสะอาดของเสียงร้อง ที่ดูหลุดลอย และได้อิมเมจจุดตำแหน่งแม่นดีแท้ครับ บางอัลบั้มนี่เล่นเอาผมประหลาดใจเลยว่า KEF Q11 META นี่ให้ผลลัพธ์เหมือนฟังดนตรีและศิลปินมาขับร้องอยู่แถวหน้าเลยด้วยซ้ำ (Amanda McBroom -Voices) 6. ดีเทล รายละเอียด ของ Q11 META นับว่าครบถ้วนดีทีเดียว ผมเคยฟัง KEF R5 และ Reference 1 มาก่อน นับว่าปลายเสียงของ Q11 META แจกแจงรายละเอียดได้ในแนวทางเดียวกัน คืออิ่มฉ่ำสุภาพ ละเมียดละไม ชัดเจน ในยามพีคของเครื่องดนตรี ไม่แผดกล้าผิดเพี้ยน การทำงานไดรเวอร์แม่นยำ ผลจากเทคโนโลยี MAT น่าจะเป็นคำตอบของคุณภาพเสียงได้เป็นอย่างดี (Breaking Silence: Janis Ian) 7. การฟังเพลงจากแผ่นเสียง KEF Q11 METAให้คำตอบของน้ำหนักเสียงหรือค่าไดนามิคของเสียงได้เป็นอย่างดี นี่คือลำโพงตั้งพื้นที่ดูจะแสดงพลัง หรือ Energy ของดนตรีอย่างมีลำดับความดัง-เบา ด้วยสัดส่วนสมจริง และค่าทรานเชียนต์หรือเสียงที่ฉับพลันได้ชนิดครบถ้วน แม่นยำ 8. KEF Q11 META มีข้อดีอย่างมากก็คือ เป็นลำโพงที่สนองตอบเพลงได้ไม่จำกัดสไตล์ ทำให้ผมได้ฟังลำโพงคู่นี้ในแต่ละวัน หลายชั่วโมง หลายหลากสไตล์ติดต่อกัน เต็มไปด้วยความสุข จะว่าไปก็คือแทบลืมสรรพสิ่งและโลกภายนอกไปเลย เป็นลำโพงที่ฟังแล้วได้ความเข้าถึงง่าย และพร้อมจะเป็นทุกสิ่งที่คุณอยากอยากให้เป็น 9. สรุปสุดท้าย KEF Q11 META เป็นลำโพงที่มีราคาไม่ถึงคู่ละแสนบาท ที่ให้ความสุขผู้ฟังได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถฟังทุกเสียงทุกแนวดนตรีอย่างเต็มอิ่ม ไม่เกี่ยงแอมป์ ไม่กินกำลังขับจากภาคขยาย ขับได้แม้แอมป์หลอด 9 วัตต์ ไปจนถึงแอมป์คลาส D ที่ 400 วัตต์ ถือว่าเร้นจ์กว้างมาก ยิ่งการฟังแผ่นเสียงจะเข้าถึงส่วนลึกของ พลังและน้ำหนักเสียงได้เป็นอย่างดี และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ KEF ออกแบบเป็นลำโพงแบบขั้วลำโพงแบบเดี่ยว Single Wired ที่สร้างพลังเสียงเต็มอิ่มพร้อมความสมดุลของเสียงได้อย่างน่าประทับใจ KEF Q11 META ลงตัวได้พอดีกับดนตรีทุกสไตล์ครับ KEF Q11 META ราคาคู่ละ 95,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand
KEF KW1 Wireless Subwoofer Adapter ตอบโจทย์เทคโนโลยีไร้สาย จากการทดสอบ KEF KUBE 12 MIE และการตัดสินใจนำเอา KEF KC62 ซับวูฟเฟอร์จิ๋วอัศจรรย์ มาประจำการในห้องฟังเป็นการส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่า หลักๆ เราจะต่อสายใน 2 รูปแบบในการใช้งาน หนึ่งต่อจากช่อง line แบบ RCA (Line Input) หรือพ่วงด้วยสายลำโพง (Speaker Input) ที่ระบบของ KEF มีมาให้ทั้งสองรูปแบบ ในการฟังเพลง และดูหนัง Home Theater แต่ทางเลือกจากเทคโนโลยีของ KEF มีมากไปกว่านั้นคือ ทางเลือกที่สาม ระบบเชื่อมต่อไร้สาย KEF ได้ออกแบบระบบ บ็อกซ์เชื่อมต่อไร้สาย มาให้ใช้งานด้วย KEF KW1 โดยจะเป็นกล่องอุปกรณ์ขนาดย่อม ที่สามารถนำมาใช้ได้กับซับวูฟเฟอร์ของ KEF ในรุ่น KUBE, KC62 และ KC92 ได้ ช่วยอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ระบบลำโพงของ KEF KEF KW1 ทำให้เราสามารถวางซับวูฟเฟอร์ KEF ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสายเชื่อมต่อ การส่งสัญญาณแบบไร้สายที่มีคุณภาพสูง และ Latency ต่ำ ช่วยถ่ายทอดรายละเอียดและพลังเสียงจากภาพยนตร์และการฟังเพลงได้อย่างครบถ้วน อุปกรณ์ชิ้นนี้ ประกอบด้วยตัวส่งสัญญาณ และตัวรับสัญญาณที่ออกแบบอย่างเรียบง่าย สามารถใช้งานร่วมกับแอคทีฟซับได้อย่างลงตัว ตัวรับสัญญาณยังสามารถซื้อแยก หรือเพิ่มเติมได้ เพื่อให้สามารถใช้งานซับวูฟเฟอร์ KEF สองตัว ในการรับสัญญาณไร้สายเดียวกันจากตัวส่งสัญญาณเพียงตัวเดียว KEF KW1 ดีไซน์ทางเทคนิคให้ทำงานบนย่านความถี่ 5.2GHz และ 5.8GHz หมดปัญหาการถูกรบกวนของคลื่น 2.4GHz ที่ถูกใช้งานจำนวนมากในระบบเสียงในปัจจุบัน โดยรองรับ Sampling Rate สูงถึง 24bit, 48KHz ทาง KEF การันตีว่า เสียงจึงคมชัดเสมือนต่อสาย มี Latency หรือค่าความหน่วงต่ำ ถึง <17ms (17 มิลลิวินาที) ให้การตอบสนองทันท่วงที ใกล้เคียงระบบสาย โดยเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายได้ระยะไกลสูงสุด 30 เมตร (Line of Sight) ทดลองใช้งาน KEF KW1 การนำ KEF KW1 มาใช้งานได้อย่างง่ายมากครับ แค่จัดเอา “ตัวส่ง” ต่ออะแดปเตอร์ไฟ แล้วไปผูกสัญญาณ (ต่อสาย RCA ) กับช่อง Sub Out ของแอมปลิไฟร์ และตัวรับก็นำมาต่อกับช่อง EXP (มีช่องต่อพินสี่พินเล็กๆ ในกรอบสี่เหลี่ยม) ที่ตู้ซับวูฟเฟอร์ของKEF เพียงเท่านี้เองครับ จากนั้นตัวรับและตัวส่ง จะ Pairing กันโดยอัตโนมัติ ส่วนจะเลือกเป็นความถี่ 5.2 หรือ 5.8GHz เราทดลองกดเลือกดูได้ ซึ่งระบบของ KEF KW1 น่าจะเลือกต่อสัญญาณที่ดีที่สุดให้เป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว ผมได้นำ KW1 มาทดสอบร่วมกับซับวูฟเฟอร์สองรุ่น คือ KEF KC62 และ KEF KUBE 12 MIE ในการทดสอบพบว่าให้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจมากทีเดียว สำหรับการส่งสัญญาณแบบไร้สายของ KEF KW1 เพราะความกังวล อาจจะเป็นเรื่องของ “การดีเลย์” สำหรับระบบไร้สายที่เคยมีมาในอดีต แต่จากการใช้งานเปรียบเทียบระหว่างสายต่อตรงกับการใช้ระบบไร้สายแบบนี้ของ KEF KW1 ผมว่าฟังออกยากนะครับ ดูเหมือนว่าผมก็ยังไม่สามารถจับความแตกต่างได้จริงๆ ว่า มันมีการดีเลย์ หรือหน่วงเวลาของระบบไร้สายหรือไม่ เพราะเท่าที่ใช้งาน ราบรื่นต่อเนื่องดีมาก ทำให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับความเป็นอิสระในการเลือกตำแหน่งวางตู้ซับไปได้ทุกตำแหน่งภายในห้องฟัง บางช่วงเวลาในขณะเซ็ตอัพ ผมทดลองนำเอาซับวูฟเฟอร์แยกออกไปห่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายในห้อง ที่ 4-5 เมตร ก็ยังพบว่ามันสามารถทำงานได้อย่างฉับไวโดยไม่รู้สึกขาดตอน เข้าใจว่า ระบบไร้สาย อาจจะมีการดีเลย์ได้บ้าง แต่เท่าที่ทดสอบใช้งาน KW1 การดีเลย์ก็ไม่ได้มากพอที่เราจะรับทราบได้ง่ายดาย แม้แต่ความพยายามของผมที่นั่งฟังทดสอบแบบ “จับผิด” กันทั้งวัน ก็ฟังไม่ออกนะครับ ยังต้องยอมรับว่า ระบบของ KEF KW1 ทำได้ดีมากๆ ดังนั้นการใช้งานระบบไร้สายภายในห้องก็น่าจะเข้าขั้นเพอร์เฟคดีทีเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกไม่ต้องใช้สาย และในการเลือกตำแหน่งของตู้ซับค่อนข้างอิสระยิ่งขึ้นครับ KEF KW1 Wireless Subwoofer Adapter ราคา 7,990.- บาท สนใจสั่งซื้อ : https://www.vgadz.com/product/kef-kw1-wireless-subwoofer-adapter-black/ หรือติดต่อซื้อสินค้า KEF ได้ที่ตัวแทนจำหน่าย: https://www.vgadz.com/kef-dealer/ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216
KEF KUBE 12 MIE เสริมความถี่ต่ำให้อิ่มสมจริงและสมดุล ท่ามกลางกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวางในการนำแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ มาเสริมในลำโพงหลัก มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย มีทั้งคนพร้อมเปิดใจรับ กับผู้ที่ “หัวเด็ดตีนขาด” ก็ไม่เอา วิวาทะทั้งหลายในกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ทั้งสองฝั่งฟากแนวคิดนั้น ผมก็มีมุมมองของตัวเองเช่นกันคือ 1. ไม่ได้เห็นด้วยว่า การจัดชุดซิสเต็มฟังเพลงสองแชนแนล ชุดเล็ก-ชุดใหญ่ ชุดไหนๆ ก็ต้องพ่วง Sub-Woofer เสมอไป 2. และก็ไม่ได้เห็นด้วยว่า ถ้าจัดชุดเครื่องเสียงฟังเพลง 2 แชนแนล ห้าม Sub-Woofer มาปรากฏกายในชุดเด็ดขาด ถือเป็นข้อต้องห้าม (ของใครไม่ทราบเหมือนกัน?) ทุกอย่างควรขึ้นกับ หลักการ เหตุผล ในเรื่องของห้อง ซิสเต็ม ความต้องการของผู้ฟัง สไตล์เพลง ที่ออดิโอไฟล์แต่ละท่านย่อมมีข้อจำกัดอันแตกต่างกันไป ***ได้แสดงทัศนะไปหลายครั้งแล้วในเพจแห่งนี้ ซึ่งผมจะมีลิ้งก์บางส่วนมาแปะไว้ท้ายบททดสอบ KEF KUBE 12 MIE ดังนี้นะครับ*** https://www.facebook.com/share/19hTvJ8DcG/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/14iLfWiC1K/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/12EY4Ypys58/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/1A3TRMvdGt/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/p/14xjoKZyRe/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/p/14yFmR4uz4/?mibextid=wwXIfr ความเห็นส่วนตัว การใช้หรือไม่ใช้ ผมยึดหลัก High Fidelity คือ ความเสมือนจริง และการย่อสเกลดนตรีจริงมาไว้ในห้องฟัง ถ้าผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความพอดีแล้ว ก็ไม่ต้องไปเติมอะไร แต่ถ้าสียงย่านความถี่ต่ำไม่พอ ก็สามารถจะเสริมให้มัน “พอดี” ยิ่งขึ้นได้ แต่ไม่ใช่เติมให้มันเกินจากเสียงดนตรีจริง หรือเกินกว่าสิ่งที่ Studio เขาบันทึกมา อันนี้ย่อมไม่ใช่แนวทาง และจุดประสงค์ การใช้ Sub-Woofer ของผมครับ จากนี้ไปคือผลการทดสอบใช้งาน KEF KUBE 12 MIE ที่มีบทสรุปน่าสนใจ บันทึกเอาไว้ให้พิจารณากัน • การพัฒนาของบริษัทลำโพงระดับโลก อย่าง KEF นั้น มีรากฐานมายาวนานนับแต่กำเนิดในปี 1961 (63ปี) การออกแบบสินค้าใดขึ้นมาใหม่ จะมีเหตุและผลรองรับ โดยเฉพาะความก้าวหน้าในเทคโนโลยี ที่ดีขึ้นและเอื้อประโยชน์กับผู้ใช้งานจริงๆ ส่วนตัวผมก็เป็นหนึ่งในผู้ใช้สินค้าของ KEF อย่างเช่น KEF BBC Monitor LS3/5 A ได้จัดเอา KEF KC62 มาเสริมความถี่ต่ำ สลับกับ Rogers AB1 (Passive Sub-Woofer) เพราะเมื่อฟังดนตรีบางประเภทเช่น วงแจ๊ส บิ๊กแบนด์ ซอฟท์ร็อค และคลาสสิกคัล มันมีความจำเป็นตามสมควรสำหรับผม หรือลำโพง BBC Monitor Rogers LS3/5 A ผมตัดสินใจซื้อแอคทีฟซับ Rogers AB3a มาใช้งานร่วมกันเป็นเซ็ต เพราะลำโพงหลักในตระกูลนี้ ลงความถี่ต่ำลึกได้เพียง 70Hz เท่านั้น ดังนั้น เหตุและผล จึงเป็นไปตามความต้องการของตนเองเป็นหลัก • KEF KUBE MIE นั้น เป็นความพยายามพัฒนาแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ ที่ดีไซน์แต่เดิมใช้งานเฉพาะสำหรับโฮมเธียเตอร์ ให้เพิ่มความสามารถตอบสนองการฟังเพลงด้วย พัฒนาถึงจุดที่ มีการใช้ระบบ DSP (Digital Signal Processor) ที่คิดค้นเองมาช่วยควบคุมการทำงานระบบ SUB ให้สนองตอบการฟังด้วยกันทั้งสองรูปแบบ และแอคทีฟซับวูเฟอร์ KEF รุ่นที่ผมเลือกมาทดลองใช้งานคือ KUBE 12 MIE ที่สามารถลงความถี่ต่ำได้ลึกถึง 22Hz ต้องการให้มาเสริมช่วงต่ำกว่า 48Hz ของลำโพงหลัก KEF Q Concerto META ความหมายระบบ DSP ที่อัพเกรดให้เหมาะกับการฟังเพลง MIE : Music Integrity Engine เป็นระบบ Digital Signal Processor ซึ่ง KEF ค้นคว้า วิจัยพัฒนาขึ้นมาด้วยตนเองอย่างยาวนานหลายปี เพื่อการควบคุม แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ให้ผลักอากาศได้แม่นยำ ฉับไว เสียงบริสุทธิ์ ความเพี้ยนต่ำ สามารถให้ความกลมกลืนลำโพงหลักได้ง่าย จุดตัดความถี่สูงสุด KEF จงใจออกแบบให้อยู่ไม่เกิน140Hz และปรับค่าลงไปได้ต่ำสุดที่40Hz KUBE 12 MIE มีโครงสร้างตู้เป็นตู้ปิดทึบ Acoustic Suspension ตัวขับเสียงขนาด 12 นิ้วยิงเสียงออกด้านหน้า ช่วยให้ง่ายต่อการจัดวาง และยิงเสียงไปในทิศทางเดียวกันกับลำโพงหลัก คุณสมบัติอีกส่วนหนึ่ง IBX หรือ Intelligence Bass Extension โดยในส่วนนี้ จะทำหน้าที่คำนวณสัญญาณเสียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เบสความสมจริงลงลึก และคงไว้ซึ่งไดนามิคหรือพลังตลอดระดับความดังของเสียง KUBE 12 MIE มี Room Position EQ สามตำแหน่งให้เลือกวาง และปรับใช้ในสภาพความเป็นจริงในห้องคือ • In Room วางในห้องทั่วไป • Corner วางเข้ามุมห้องที่เป็นมุมชนกัน 90 องศา • Wall / Cabinet วางชิดผนังด้านใดด้านหนึ่ง มี Power Mode เลือกเปิดตลอดเวลา หรือเปิดเมื่อมีสัญญาความถี่ต่ำเข้า และใช้งานแบบ12 V trigger KEF ดีไซน์ แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ KUBE MIE ทั้งหมด4 รุ่นคือ KUBE 15 MIE, KUBE 12 MIE, KUBE 10 MIE และ KUBE 8 MIE ตัวขับเสียงเป็นแบบเดี่ยว ยิงแบบ Front Firing ขนาดวูฟเฟอร์ ให้ดูที่รหัสรุ่นได้เลย คือ 15-12-10 และ 8 นิ้วตามลำดับครับ การเลือก KEF KUBE 12 MIE มาทดสอบ เพราะเป็นรุ่นกลาง พอเคราะห์แล้ว เหมาะกับ KEF Q Concerto META และเพื่อการบาลานซ์ที่ดีผมนำมาใช้ 2 ตู้ ทั้งแชนแนลซ้าย และขวา สำหรับกำลังขับในตัวตู้ของ KEF KUBE 12 MIE คือ 300 วัตต์ คลาส D ขนาดตู้ 410 x 393 x 410 มิลลิเมตร ตอบสนองความถี่ 22Hz - 140Hz (±3dB) ตัวขับเสียงขนาด 12 นิ้ว ยิงเสียงออกด้านหน้า • ผลจากการเซ็ตอัพ KEF KUBE 12 MIE ภายในห้องของผมที่มีพื้นที่ ขนาด 3.5 x 4.5 เมตร KEF KUBE 12 MIE เลือกต่อสัญญาณ ได้ทั้งแบบ High (พ่วงสายลำโพง) และช่อง Smart Connect LFE แต่ผมเลือกต่อจากช่อง Smart Connect LFE ที่ช่อง RCA หลังจากทดสอบ Setup ก็ได้ระยะการวางที่เหมาะสมคือ 1. วางตู้ซับให้อยู่ริมด้านนอกลำโพงหลัก 2. ให้แนวระนาบด้านหน้าของ KEF KUBE 12 MIE อยู่เสมอกับลำโพงหลัก 3. ระยะห่างผนังหลัง อยู่ที่ 90 เซ็นติเมตร 4. ระยะห่างผนังด้านข้างประมาณหนึ่งฟุต หรือ 30 เซนติเมตร 5. เลือกจุดตัดความถี่ต่ำ หรือ Cross over point ที่ 50Hz 6. เลื่อนระดับโวลุ่มไปที่ประมาณ บ่าย 13.00 น. (Phase เฟส 0) 7. เลือกโหมดการใช้งานที่ Always 8. เลือกโหมด EQ ที่ In-roomก่อนปรับเซ็ตเสียง ให้เสียงที่กลมกลืนน่าพึงพอใจมากในการทำงานระหว่าง KEF Q Concerto META และ KUBE 12 MIE ถือว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมลงตัว ที่น่าสนใจคือ ปุ่ม Phase ผมปรับไว้ที่ ศูนย์ 0 ตลอด โดยไม่ต้องปรับมาทาง 180 องศา แต่อย่างใด ตัวตู้ KUBE 12 MIE มีการใช้ผ้าหุ้มสีดำจากด้านหน้าไปจรดด้านหลังมิดชิดให้ความรู้สึกสัมผัสเป็นชิ้นเดียวกัน ***สำหรับห้องอื่นๆ อยากจะเริ่มต้นในแบบอย่างที่ผม Set up นี้ ก็ได้ครับ แล้วประยุกต์ ปรับแต่ง Set up เพิ่มเติม*** • เทคนิคในการปรับ พยายามตั้งจุดตัดครอสโอเวอร์ไปทางความถี่ต่ำลึก 40-50-60 Hz เอาไว้ก่อน - ปรับปุ่ม Volume คู่กับจุดตัดความถี่ แล้วเร่งไปจนถึงจุดที่ได้ยินเสียงจากซับวูฟเฟอร์โดดเด่นถนัดชัดเจน จนรู้สึกได้ง่าย - และจากนั้น ค่อยๆ ลดระดับลงเหลือแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงจากการทำงานซับวูฟเฟอร์ - จากนั้น ให้เราปรับหาจุดกลางระหว่างสองจุดดังกล่าวนั้น ว่าตรงที่ใด กลมกลืนกับลำโพงหลักที่สุด - ในขณะที่ปรับ อาจจะมีบางช่วงที่ความถี่ต่ำจาง หรือความถี่ต่ำโด่งเป็นช่วงจังหวะตามเสียงดนตรี - แสดงว่า ปรากฏการณ์นั้น เราจะต้องปรับ ขึ้นมาทาง 60-80Hz หรือลดลงไปทาง 40Hz อย่างใดอย่างหนึ่ง (ค่าจุดตัดสูงสุดอยู่ที่ 140Hz) ตรงนี้จะเป็นจุดที่ Sensitive ดังนั้น ใช้เวลาปรับซ้ำๆ ดูหลายๆ รอบ เพื่อหาจุดสมดุล ไม่ต้องรีบร้อนครับ - ในการปรับใช้กับระบบโฮมเธียเตอร์ที่ช่อง .1 Channel อาจจะเริ่มจาก 60Hz ขึ้นไปหา 80Hz ซึ่งตรงนี้น่าจะต้องใช้ภาพยนตร์ที่ชมบ่อยๆ และคุ้นเคยครับ - ผมใช้ Life Audio Signature Mellow ตัวรอง มาเสริมขาทั้งสี่มุม ให้ความกระชับเสียงต่ำดีขึ้นไปอีก ดังนั้นท่านใดจะพิจารณาหาอุปกรณ์ ตัวรองมาเสริมกำจัดไวเบรชั่นส่วนเกินก็จะยิ่งดีครับ - หากไม่อยู่ในลักษณะ หรือระยะเดียวกับที่ผมเซ็ตอัพ ให้เลือก EQ ตามลักษณะการวางก่อนแล้วค่อยปรับหาความสมดุลได้ครับ ทั้ง In Room Corner, Wall / Cabinet บทสรุปสำหรับ KEF KUBE 12 MIE คือ - เป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจมาก เพราะซับรุ่นใหม่นี้กลับปรับ Set up ไม่ยากอย่างที่คิดเอาไว้เลย - เทียบเคียงกับตู้ซับที่ผมเคยปรับมาแล้ว KUBE 12 MIE ถือว่าง่ายที่สุดครับ - แน่นอนว่า การกลมกลืนเข้ากันได้ระหว่าง KEF Concerto META กับ KUBE 12 MIE ถือว่าลงตัวแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน - เมื่อใช้ KUBE 12 MIE กับลำโพงหลักต่างแบรนด์กัน เอาเฉพาะลำโพงที่ผมซื้อไว้ใช้เองหลายคู่ หลายแบรนด์ พบว่าจะไม่สมดุลกับลำโพงแนววินเทจรุ่นเก่านัก แต่กับลำโพงอย่าง ELAC ตั้งแต่ BS403, PSB Alpha P5 , NHT SuperOne 2.1 กลับให้ความกลมกลืน ปรับง่าย แสดงถึงว่า ลำโพงยุคใหม่ทั้งหลาย น่าจะใช้ร่วมกันได้ แม้จะต่างแบรนด์ ดังนั้นให้ลองหาโอกาสฟังจริงก่อนตัดสินใจ ข้อแนะนำ - ห้องขนาด 12 -15 ตารางเมตรขึ้นไปสามารถใช้ KUBE 12 MIE สองตู้ได้ ถ้าต่ำกว่า ขนาด 12 ตารางเมตรลงมา ควรใช้รุ่น KUBE 12 MIE เพียงตู้เดียว หรือ KUBE 10 MIE , KUBE 8 MIE สองตู้แทน - การใช้ซับ ตู้เดียว หรือ 2 ตู้ ควรพิจารณาจากขนาดห้อง และสไตล์เพลงที่คุณฟังเป็นหลักนะครับ - สำหรับลำโพงขนาดเล็ก อาทิ LS3/5 A Harbeth P3 ESR, ProAc Tablette 10 เหล่านี้จะปรับให้สมดุลกับ KEF รุ่น KC62 ง่ายกว่า อันเนื่องจากขนาดและดีไซน์ จุดเด่น KEF KUBE 12 MIE - ปรับเซ็ตอัพง่าย ระบบลำโพงทำให้โอกาส Boom น้อยอย่างยิ่ง - เมื่อปรับได้ลงตัว ไม่ใช่แค่เสริมเสียงต่ำให้สมบูรณ์ขึ้น แต่จะให้เสียงกลางเสียงร้องดูอิ่มฉ่ำขึ้นอีก อย่างเห็นได้ชัด - ฟังเพลงจากอัลบั้มคลาสสิก Telarc ดูเหมือนฟิลลิ่งของวงออกเคสตร้ายิ่งใหญ่ขึ้นมาก โดยเฉพาะเวทีเสียงที่โอ่อ่า - ขั้วต่อด้วยสายลำโพง (EXP) ดูจะเป็นขั้วต่อที่เล็กไป จึงแนะนำให้ต่อ Line Level ทาง RCA ดีกว่า และสายไฟ AC จะเป็นขั้วแบบ C7 ธรรมดา (ไม่ใช่แบบ IEC มีกราวนด์) แนะนำให้อัพเกรดสายที่ดีกว่าได้ครับ การเสริม Active-Subwoofer ควรจะพิจารณาตามความเหมาะสม ตามที่เรียนไว้เบื้องต้นในเรื่องของรสนิยม หรือขนาดห้อง และข้อจำกัดของคุณเสมอ แต่ต้องไม่ลืมพิจารณาเรื่องความสมดุลของย่านความถี่เป็นสำคัญ ยกตัวอย่าง ให้เห็นชัดขึ้น คือคุณจะพึงพอใจเล่นลำโพงเดี่ยว แบบตั้งพื้นคู่เดียว อาทิ KEF รุ่น Q11 Meta หรือเลือกทางที่สอง KEF Q Concerto Meta ผนวก KEF KUBE 12 MIE อันเนื่องจาก ขนาดห้อง ความสะดวก ความสมดุลในการจัดตำแหน่ง และข้อจำกัดรวมถึงความต้องการของตนเอง ทุกอย่างมีทางให้เลือกเสมอ KEF KUBE 12 MIE ราคาตู้ละ 39,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand
KEF Q Concerto Meta พัฒนาการก้าวกระโดด ที่ให้ความใกล้เสียงดนตรีเป็นอย่างยิ่ง เปิดมาฟ้าใส ศักราชใหม่ 2568 ได้ฟังลำโพงที่น่าประทับใจแบบนี้ นับว่าเป็นความสุขต้นปี ที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลย นั่นคือ KEF Q Concerto Meta KEF นับเป็นบริษัทผู้พัฒนาลำโพงด้วยเทคโนโลยีใหม่ได้รวดเร็วที่สุด สำหรับ New Q Series รุ่นใหม่นี้ มีคำศัพท์ 3 คำที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ หนึ่ง Q หมายถึงซีรีส์หลักของลำโพงที่ใช้ตัวขับ Uni-Q สอง คำว่า Concerto เป็นการพัฒนาใหม่ ที่หมายถึงความเป็นดนตรีอย่างยิ่งยวด มาจากรากศัพท์ในดนตรีแบบคลาสสิก “คอนแชร์โต” (ภาษาอิตาเลียน) หมายถึงการประชันขันแข่งดนตรี ส่วนคำที่ สาม Meta นั้น คือการเอื้อเทคโนโลยีสำคัญของ KEF จากรุ่นเรือธงลงมาสู่ Q Series เป็นครั้งแรก ชุด Q ซีรีส์นี้ประกอบไปด้วยลำโพง 8 รุ่น ที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานที่อยากเพิ่มประสบการณ์ในการรับฟังเครื่องเสียงในบ้าน โดยครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่การฟังเพลงสเตอริโอ ไปจนถึงระบบโฮมเธียเตอร์แบบ Multi-Channel KEF ยืนยันว่าจะมอบประสบการณ์เสียงที่เสมือนจริงมากที่สุดเท่าที่เราจะสัมผัสได้ ลองมาพิเคราะห์กันดูถึงสิ่งใหม่ที่เกิดกับ Q Series กันครับ หนึ่งในนั้นคือ เทคโนโลยีการดูดซับเสียงส่วนเกิน แบบซับซ้อนเสมือนเขาวงกต ด้วย Metamaterial Absorption Technology (MAT) นวัตกรรมที่ยกระดับประสิทธิภาพของไดรเวอร์ Uni-Q เจเนอเรชั่น 12 ล่าสุด ให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับ สามารถสร้างคุณภาพเสียงที่ชัดและใสละเอียดมากขึ้นเพราะโครงสร้างของ MAT สามารถดูดซับคลื่นความถี่เสียงส่วนเกิน เฉพาะที่เราต้องการกำจัดทิ้ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการดูดซับเสียงรบกวนได้ถึง 99% ทำให้เสียงที่ได้มีเสียงที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน Uni-Q ไดรเวอร์เจเนอเรชั่นที่ 12 ที่เพิ่ม MAT เข้ามานั้น มีอยู่ในลำโพงทั้ง 8 รุ่นของ Q ซีรีส์ใหม่นี้ และยังส่งมอบประสิทธิภาพเสียงที่มีรายละเอียดที่น่าทึ่ง Q ซีรีส์ เป็นผลลัพธ์จากความรู้ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ และการประยุกต์ใช้เครื่องมือจำลองและวิเคราะห์ที่ล้ำสมัย การพัฒนาที่เกิดขึ้นมากมายล้วนมีส่วนทำให้ Q ซีรีส์มีประสิทธิภาพที่โดดเด่น การผสานกันของตัวขับสองทางที่มีแหล่งกำเนิดเสียงจุดเดียวกันอย่าง Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 เพิ่มศักภาพสูงสุดด้วย MAT ช่องนำเสียงรูปกรวยที่เชื่อมโดมของทวีตเตอร์กับตัวซับเสียง Metamaterial ดีไซน์พิเศษทำงานผสานกับความลึกของไดรเวอร์ จนถึงการออกแบบวิศวกรรมใหม่อย่างมีแบบแผนในการลดช่องว่างของทวีตเตอร์ด้วยการใส่วงแหวน 2 วง ที่เป็นวัสดุแบบรูพรุนเพื่อให้เกิดการลดเสียงส่วนเกิน เป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่รวมกันเพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของ Q ซีรีส์ใหม่นี้จะโปร่งใสและเหมือนจริงมากยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา สิ่งที่แตกต่างไปจาก Q ซีรีส์ รุ่นดั้งเดิมก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงก็คือ การออกแบบลำโพงจาก 2.5 ทาง เป็น 3 ทาง โดยการปรับแต่งใหม่นี้ใช้ครอสโอเวอร์ แบ่งแยกย่านความถี่ออกจากกัน โดยไดรเวอร์ Uni-Q รับผิดชอบย่านความถี่สูงและกลาง และวูฟเฟอร์ ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทำหน้าที่จัดการย่านความถี่ต่ำ มอบเสียงเบสที่ลึกและสะอาดให้กับผู้ฟัง (ซึ่ง Q Series ก่อนหน้านี้ใช้แค่ Passive Radiator ซับความถี่ต่ำ) สำหรับลำโพงวางขาตั้ง รุ่น KEF Q Concerto Meta ที่ได้รับมาทดสอบนี้ มีลักษณะมินิมอลที่มีความร่วมสมัย มีผิวสัมผัสมันวาวแบบซาตินที่ให้ความหรูหรา มีระดับมากครับ โดยผู้ใช้สามารถเลือกสีผิวลำโพงได้ 3 สี Satin Black, Satin White และ Walnut และมี Grille ซึ่งช่วยปกป้องตัวขับเสียง ถ้าคุณต้องการโดยสีของ Grille จะแมตช์กับลำโพงเข้าชุดกันอย่างลงตัว ติดตั้งด้วย Magnetic เพื่อให้ติดตั้งง่ายและเข้ากันอย่างพอดี ทำให้ภาพรวมนั้นสวยงามและมีสไตล์ที่เรียบง่าย ด้วยการออกแบบอย่างชาญฉลาด ใน Q ซีรีส์นี้ เป็นครั้งแรกที่ KEF ออกแบบลำโพงแบนบางติดผนังมาในโมเดล Q4 Meta ซึ่งสามารถใช้ได้ในรูปแบบ LCR (Left, Centre, Right) หรือจะใช้เป็นลำโพง Surround เพื่อขยายระบบเสียงรอบทิศ โดยไม่ต้องเสียพื้นที่มาก ส่วนโมเดล Q6 Meta ก็ไม่ได้เป็นเพียงลำโพงสำหรับเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นลำโพง LCR (Left, Centre, Right) ได้เช่นเดียวกัน อีกทั้ง Q8 Meta ที่สามารถวางบนลำโพงหลักเพื่อสร้าง Dolby Atmos โดยสะท้อนเสียงจากเพดานลงมา เพื่อให้เกิดเสียงแบบ 3 มิติ รวมถึงยังสามารถใช้เป็นลำโพง Surround ด้วยการติดผนังได้เช่นเดียวกัน ลำโพง Q Series ใหม่นี้ ยังพร้อมตอบสนอง การขยายขอบเขตความถี่ต่ำ ในกรณีฟังเพลงสองแชนแนลหรือแบบโฮมเธียเตอร์ โดยสามารถเพิ่มอรรถรสของเสียงเบสให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการ จับคู่ Q ซีรีส์ใหม่นี้เข้ากับลำโพง Sub-woofer ของ KEF ได้อีกเช่นเดียวกัน (จะมีบททดสอบในลำดับถัดไป) KEF Q Concerto Meta Satin White สีขาวสะอาดได้ถูกส่งมาแกะกล่องและทดสอบ พร้อมด้วยขาตั้งที่ดีไซน์มาเฉพาะรุ่นนั่นคือ Speaker Stand รุ่น SQ1 (จำหน่ายแยก) ซึ่งผมทำการประกอบโดยใช้เวลาไม่นานนักก็เสร็จเรียบร้อย ข้อแนะนำก็คือ เราควรใช้กาวบลูแท็คติดเข้ากับเพจด้านบนของขาตั้งเพื่อความมั่นคงในการเปล่งความถี่ของลำโพง เพลทล่างของขาตั้ง สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้เดือยแหลม Spike มาตรฐานได้ ข้อมูลเทคนิคโดยทั่วไปของลำโพง KEF Q Concerto Meta เป็นลำโพงระบบสามทาง Bass Reflex ที่มีฟองน้ำปิดท่อด้านหลังได้ (กรณีต้องวางลำโพงชิดผนัง) โครงสร้างตัวขับเสียงกลางแหลม Uni-Q Driver มีทวีตเตอร์อลูมิเนียมขนาด 0.75 นิ้ว อยู่ใจกลาง (Aluminium dome with MAT) มิดเร้นจ์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว และวูฟเฟอร์ อะลูมิเนียมไฮบริดขนาด 6.5 นิ้ว ตอบสนองความถี่ 40 Hz - 20 kHz มีค่าความไว ที่กำลังขับ 1 วัตต์ วัดที่ระยะห่าง 1 เมตร ได้ความดัง 85dB ลำโพงมีความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม ขนาดตู้ สูง x กว้าง x ลึก : 415 x 210 x 315 มิลลิเมตร ทราบหรือไม่ ความประณีตของลำโพงที่งามทุกส่วนสัดนี้ เราควรภูมิใจว่า KEF Q Concerto Meta รวมถึงลำโพงในซีรีส์ Q ใหม่นี้ ได้รับการประกอบขึ้นในโรงงานในประเทศไทย ครับ ฝีมือทำได้มาตรฐานเป็นเลิศจริงๆ!!! ผลการทดสอบ จากการ Set up พบว่าภายในห้องทดสอบของผม จัดวางห่างกัน 2.05 เมตร และห่างผนังหลัง 85 เซ็นติเมตรขึ้นไป จะได้เสียงสมดุลที่สุด ห้องฟังอื่นๆ ควรปรับไปตามขนาดและสภาพของอะคูสติกห้องเป็นสำคัญ ลำโพงรุ่นนี้ แนะนำว่าจะต้องทำการเบิร์นก่อนใช้งานจริง ประมาณ 200 ถึง 250 ชั่วโมง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ครบถ้วนทุกรายละเอียด และเปิดโปร่งกังวานสวยงาม ปราศจากข้อจำกัดใดๆ ของเสียง จากแผ่นเบิร์นเสียงถึงแผ่นเพลงที่ให้ไดนามิค และมีความสะวิงของความถี่มากๆ ( แนะนำแผ่นทดสอบ XLO Test & Bern-in CD /Jo Weed : The Vultures และ Secrets of Life : Karunesh) ข้อสังเกตเมื่อทำการเบิร์น KEF Q Concerto Meta เกิน 180 ชั่วโมงขึ้นไปแล้ว คุณจะรู้สึกทึ่งและประทับใจคุณภาพเสียงเป็นอย่างยิ่ง ทั้งค่าไดนามิคเร้นจ์ ความกว้างลึกของเวทีเสียง และที่สำคัญคือ ดีเทลหรือรายละเอียด ใกล้เคียงลำโพงรุ่น R Series ที่แพงกว่า อย่างมีนัยยะสำคัญเลยครับ (The Unmistakable Mantovani / Hiroshima / Yanni : The Concert Live) คือทำให้เราเห็นว่าลำโพงของ KEF นั้น มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง พัฒนาการออกแบบ และวัสดุช่วยให้ลำโพงนั้นได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นอย่างชนิด “เห็นหน้าเห็นหลัง” เมื่อเปรียบเทียบกับซีรีส์ดั้งเดิมและรุ่นที่สูงกว่า บอกได้เลยว่าคุณภาพเสียงคล้าย R-Series เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่ารายละเอียดเสียงแหลมช่วงปลาย อาจจะยังไปไม่ถึงขั้นนั้น กับราคาที่จำหน่ายแล้วถือว่าเป็นลำโพงที่คุ้มค่ามากๆ พื้นเสียงที่น่าสนใจยิ่งก็คือ KEF Q Concerto Meta ให้เสียงได้แฟลต คล้ายประสบการณ์ดนตรีจริงมากทีเดียว สังเกตได้จากประสบการณ์ส่วนตัวผมที่นิยมฟังการแสดงดนตรีสดในคอนเสิร์ทฮอลล์ โดยเฉพาะเสียงของกลุ่มเครื่องสาย ทำได้ราวหลุดมาจากธรรมชาติ (On The Beautiful Blue Danube Waltz, Op. 314 : EIN TRAUSSFEST) เพลงแนวพ็อพ แจ็ซ เพลงร้อง Q Concerto Meta ดูเสียงอิ่มเอม ให้ความเป็นธรรมชาติ น่ารัก เก็บรายละเอียดอย่างเข้าถึงพื้นเสียงของศิลปินครบถ้วน ศักยภาพเสียงใกล้เคียงลำโพงระดับคู่ละแสนเลยทีเดียว (Aaron Neville : Warm Your Heart / 50 ปีไม่ลืมสุรพล / ดอกไม้ที่กลับมา : ปาน ธนพร / Georg Benson 20/20 / คลาสสิก ไพบูลย์ บุตรขัน) ความกว้างลึกของเวทีเสียง หรือ Soundstage ถือว่าโดดเด่น แม้จะฟังในระดับแผ่วเบาก็ยังสามารถให้มิติเสียงออกมาสมบูรณ์ บางช่วงผมทดลองเบาเสียงจากโวลุ่มแอมปลิไฟร์ลงมามากๆ ให้มีระดับความดังเฉลี่ยแค่ 60-63dB ที่จุดนั่งฟังถือว่า ในแง่รายละเอียดและความกว้าง ลึก เวทีเสียง KEF Q Concerto Meta ทำได้ดีกว่าลำโพงในระดับราคาเดียวกันอย่างชัดแจ้ง จุดเด่นใน KEF Q Concerto Meta ที่น่าจะต้องบันทึกเอาไว้ คือการตอบสนองเสียงดนตรี ฉับไว ทั้งกลางแหลมและเสียงต่ำ หัวโน้ตของเบส หรือเสียงต้นของเบส เป็นชิ้นเป็นอันครับ มีน้ำหนักเสียงออกมาครบถ้วน ในด้านความถี่ต่ำ เมื่อย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับ Q Series รุ่นเดิมถือว่ารุ่นใหม่นี้ จะเป็นพัฒนาการก้าวกระโดดที่ไกลออกมามาก เพราะเสียงเบสจะมีความเป็นตัวตน มีน้ำหนักเสียงทรงพลังเพิ่มขึ้น ได้ความสมจริงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจาก KEF Q Concerto Meta ปรับเปลี่ยนมาใช้ตัวขับเสียงแบบไดนามิค แทนการใช้พาสสีพเรดิเอเตอร์ นั่นเอง ประกอบกับการพัฒนาของตัวขับ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ทำให้เข้าถึงเสียงดนตรีในแบบ เกลี้ยงเกลาสะอาดและเฟสของเสียงแม่นยำถูกต้องตลอดเวลา จากแผ่น CD ที่ผมใช้ฟัง ทดสอบเป็นประจำ (The Last Emperor / Chuck Mangione : Fell So Good) พบถึงความฉับไวและสมดุลของเสียงดีมากๆ ผลจากการทดสอบทำให้เราค้นพบว่า นี่คือลำโพงซึ่งสามารถตอบสนองเพลงทุกประเภทได้อย่างไร้ข้อจำกัด สร้างความประทับใจเริ่มต้นปี 2025 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ KEF Q Concerto Meta มีพัฒนาการเทคโนโลยีลำโพงอย่างก้าวกระโดด และยังคงอ้างอิงความใกล้เสียงดนตรีเป็นอย่างยิ่ง นี่คือคำอธิบายว่า ลำโพงในระดับราคาห้าหมื่นกว่าบาท สามารถให้เสียงได้ดีที่สุดเพียงใด ***Reference NAD C3050 LE Amplifier Moonriver 404 Reference Amplifier M2 Tech Young DAC DENON DCD 2500 NE SACD Life Audio LD5MK ll Speaker Cable KEF Q Concerto Meta ราคา 54,900.- บาท ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 Vgadz.com/kef https://www.facebook.com/KEFaudiothailand