Review / Speaker
KEF Muo : PORTABLE BLUETOOTH HIFI SPEAKER เสียงใหญ่ ในขนาดย่อม และเปี่ยมด้วยคุณภาพระดับออดิโอไฟล์

KEF Muo PORTABLE BLUETOOTH HIFI SPEAKER เสียงใหญ่ ในขนาดย่อม และเปี่ยมด้วยคุณภาพระดับออดิโอไฟล์      สวยงามกะทัดรัดเสียงน่าทึ่งในรอบทศวรรษ ต้องยกให้ลำโพงพกพารุ่นนี้เลยครับ นั่นคือ Muo ที่ได้รับการออกแบบโดย Ross Lovegrove และได้รับการพัฒนาเชิงวิศวกรรมโดย KEF ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ Lovegrove เรียกขานว่า “Organic Essentialism” ปรัชญาแห่งถ่ายทอดจังหวะดนตรีและความกลมกลืนของย่านความถี่เสียงอย่างธรรมชาติของรูปทรงที่งดงาม เหมาะกับไลฟ์สไตล์นักฟังเพลงยุคใหม่     Muo รุ่นเดิมเคยออกวางตลาดเมื่อปี 2015 ซึ่งได้ถูกพัฒนาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในรุ่นปี 2025 นี้         ด้วยขนาดเพียง 216 × 82 × 59 มิลลิเมตร น้ำหนัก 740 กรัม ผลิตจากวัสดุอลูมิเนียมเกรดพรีเมียม ในรูปทรงที่ย่อส่วนจากลำโพงสุดขอบไฮเอ็นด์รุ่น KEF Muon รุ่นใหญ่มาสู่ขนาดที่ “พกพา” ได้ พร้อมสายคล้องที่เหมาะกับทุกการใช้งาน       KEF Muo ลำโพงบลูทูธแบบพกพาระดับพรีเมียม ที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง KEF นำเสนอด้วยไดรเวอร์ Racetrack และเทคโนโลยี P-Flex Surround และจุดที่ถือว่าเป็นหัวใจระบบคือ Music Integrity Engine (MIE) อันเป็นอัลกอริทึม DSP เอกสิทธิ์เฉพาะของ KEF ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์และรายละเอียดของเสียงได้สมจริงยิ่งขึ้น      พร้อมความทนทานระดับ IP67 ที่กันน้ำและฝุ่น และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน ทำให้ Muo พร้อมไปได้ในทุกสถานที่ ในทุกการเดินทาง มีให้เลือก 7 สีสันสดใส ที่สะท้อนไลฟสไตล์เฉพาะบุคคล คือ Silver Dusk, Amber Haze, Orange Moon, Blue Aura, Moss Green, Cocoa Brown และ Midnight Black          Muo มาพร้อมระบบไร้สาย Bluetooth 5.4 aptX Adaptive รองรับ Codec คุณภาพสูง aptX Adaptive, AAC และ SBC รวมถึงรองรับการจับคู่แบบ True Wireless Stereo (TWS) เมื่อใช้ลำโพง 2 ตัวร่วมกัน เพื่อเสียงระดับไฮไฟ และมีความหน่วงต่ำ มีไมโครโฟน Built-in พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนและลดเสียงสะท้อน สำหรับรับสายโทรศัพท์หรือคำสั่งเสียง         ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จะมีระยะเวลาการเล่นได้ยาวนานสูงสุด 24 ชั่วโมง ที่ระดับเสียงปานกลาง หรือสามารถชาร์จด่วน 15 นาที ฟังได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง       กันน้ำและกันฝุ่นทนทานต่อสภาพอากาศในระดับ IP67 เหมาะกับสภาวะอากาศตั้งแต่ -20°C ถึง 45°C ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ริมสระหรือทริปตั้งแคมป์ก็พร้อมสรรพทุกความมั่นใจ        จุดสังเกต รุ่นใหม่ปี 2025 ใช้ไดรเวอร์สองแบบแยกชัดเจน โดยมีไดรเวอร์เบส/กลาง แบบ Racetrack รูปวงรีขนาด 58 × 117 มม. มีเทคโนโลยี P-Flex Surround เพื่อการเคลื่อนที่ของกรวยที่แม่นยำและเบสลงได้ลึกกว่า พร้อมทวีตเตอร์โดมแยกเฉพาะ สำหรับย่านความถี่สูง ให้เสียงแหลมที่คมชัดรายละเอียดสูง     ส่วนแอมปลิฟายเออร์ภายในใช้ภาคขับเสียงแบบ Class D คู่ โดยแยกอิสระ 10 วัตต์ สำหรับทวีตเตอร์ และ 30 วัตต์  สำหรับไดรเวอร์กลาง-เบส (Racetrack)      สามารถโหลดแอปควบคุม KEF Connect (iOS/Android) สำหรับจัดการตั้งค่า, ปรับแต่งเสียงเลือก EQ, และอัปเดตเฟิร์มแวร์      มีพอร์ต USB-C ชุดเดียว ที่ใช้ทั้งสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และเล่นเสียงแบบมีสาย รองรับสัญญาณเสียงสูงถึง 48 kHz/24-bit เมื่อใช้ USB-C (ขึ้นกับอุปกรณ์ต้นทาง)         Preview เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจครับ เพราะนานๆ ทีจะได้ฟังลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดย่อม แล้วให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจถึงขนาดนี้ เอาเป็นว่าได้ยินเสียงแรกก็ตะลึงเลยเหมือนกันครับ นอกจากรายละเอียดที่ดี เสียงเบสลึกอิ่มๆมาจากไหน? โดยแรกสดุผู้ผลิตระบุเอาไว้ที่ 43 Hz – 20 kHz นั้นไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อได้ฟังจริงๆ ต้องถือว่าน่าทึ่งมากๆ ครับ     สำหรับการใช้งานทั่วไป KEF Muo นี้ มีขั้นตอนง่ายมากครับ มือใหม่ก็สามารถใช้งานได้ทันที ระบบคอนโทรลหลักอยู่บนหลังลำโพง ส่วนปุ่มบลูทูธวางตำแหน่งที่ด้านหลังลำโพง มีปุ่มยางเล็กๆ ช่วยให้วางได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอนได้อย่างมั่นคงเพื่อสัมผัสพื้นผิวทั่วไป     เริ่มใช้งานครั้งแรก ให้กดปุ่ม Power ที่ด้านบนของตัวลำโพงค้างไว้ประมาณ 3 วินาที จนไฟ LED ติดค้าง แสดงสถานะพร้อมใช้งาน นี่คือจุดเริ่มต้นก่อนจะเชื่อมต่อหรือจับคู่ใดๆ  จากนั้นเสียบสาย USB-C เข้าที่พอร์ตด้านหลังของ Muo ในกรณีเล่นเพลงจากคอมพ์ หรือต้องการชาร์ตไฟ โดยปลายสายอีกด้าน เสียบเข้ากับอะแดปเตอร์หรือพอร์ต USB ในคอมพิวเตอร์ ไฟ LED จะแสดงสถานะ กำลังชาร์จ  เมื่อชาร์จเต็มแล้วใช้งานได้ยาวสูงสุด 24 ชม. (ขึ้นอยู่กับระดับเสียง) เคล็ดลับก็คือชาร์จ 15 นาที ก็ได้เวลาเล่นเพิ่ม 3 ชั่วโมงแล้ว      วิธีการจับคู่ Bluetooth กับอุปกรณ์สมาร์ทโฟน เมื่อเครื่องเปิดอยู่ ให้กดปุ่ม Bluetooth Pairing ที่ด้านหลังไฟ LED จะกระพริบสีน้ำเงิน แสดงว่าลำโพงพร้อมจับคู่ ให้เปิด Bluetooth ในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เลือกอุปกรณ์ชื่อ “KEF Muo” จากรายการเมื่อเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว ไฟ LED จะคงติด สีน้ำเงินค้างอยู่ จากนั้นก็เริ่มเล่นเพลงจากแหล่งที่มาจากสมาร์ทโฟนได้เลย ของผมจะเน้นไปที่ Youtube – Spotify และ TIDAL เป็นหลักครับ เพราะมีเพลงหลากลหายสไตล์คุณภาพดีๆ ที่ฟังเป็นประจำ     ถ้าคุณอยากใช้สาย USB-C เพื่อเล่นเสียงจากคอมพิวเตอร์ ให้กดปุ่ม Bluetooth 2 ครั้ง เพื่อสลับการใช้งาน โดยโหมดไฟ LED จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเมื่ออยู่ในโหมด USB-C และกดอีกครั้งเพื่อย้อนกลับไปยังการใช้งาน Bluetooth          การวางลำโพงและปรับระดับเสียง ให้ดูจากปุ่มด้านบนของตัวลำโพงจะมีปุ่ม Volume + (เพิ่มเสียง) Volume – (ลดเสียง) ปุ่ม Power ใช้สำหรับเปิด/ปิด … ปุ่มสามขีดนี้ สำหรับเลือกฟังก์ชั่น     กรณีจับคู่สเตอริโอ TWS โดยใช้ 2 ตัว ซึ่งผมทดสอบการจับคู่ลำโพงแบบสเตอริโอแล้วบอกได้เลยว่ายิ่งประทับใจแบบคูณสองครับ วิธีการจับคู่ก็ง่ายมาก ไม่ต้องอาศัยแอปแต่อย่างใด โดยเปิด KEF Muo ทั้งสองตัวใช้งานพร้อมกัน หลังจากนั้นบนตัวแรก ให้กดปุ่ม Function + Bluetooth (ด้านหลังลำโพง) พร้อมกันค้างไว้ เพื่อรีเซ็ตและตั้งเป็นลำโพงแชนแนลขวา  จากนั้นก็ทำเหมือนกันบนตัวที่สอง เพื่อให้เป็นลำโพงแชนแนลซ้าย  สังเกตว่า ไฟ LED จะสว่างค้างและทั้งคู่จะจับคู่กันเอง หลังจากจับคู่แล้ว เราจะเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับตัวขวา (Primary) เพื่อเริ่มเล่นเพลงพร้อมกันทั้งสองตัวให้เข้าสู่ระบบ Stereo ครับ         จากการทดสอบใช้งานจริง โดยผมเริ่มจากการใช้ลำโพงเพียงตัวเดียวก่อน ยอมรับว่ามีความประทับใจมากในเรื่องของน้ำเสียงที่แผ่ออกมากว้างลึกและหลุดลอยเป็นอิสระจากตู้ของลำโพง รายละเอียดปลายเสียงแหลมสวยงาม เสียงช่วงปลายดูสุภาพ เสียงกลางสะอาด ในขณะที่เสียงเบสลึกแน่นอิ่มอย่างน่าตกใจ เรียกว่าเกินคาดเลยทีเดียว       ในการเซ็ตอัพลำโพงสองตัวในระบบสเตอริโอ แนะนำให้วางลำโพงทั้งสองให้ห่างประมาณ 1 - 1.50 เมตร เพื่อสร้างเวทีเสียงที่กว้างขึ้น ท่านที่เป็นนักฟังระดับออดิโอไฟล์จะต้องชอบใจเมื่อใช้ Muo จับคู่กันเป็นสตูดิโอสองตัวแบบนี้อย่างแน่นอน เพราะเสียงเหมือนฟังชุดเครื่องเสียงแยกชิ้นที่เวทีเสียงกว้างลึกมากๆ ครับ       เคล็ดลับใช้งานด้วยแอป KEF Connect คุณสามารถดาวน์โหลด KEF Connect ใน iOS หรือ Android ใช้แอปเพื่อควบคุม EQ, เปลี่ยนชื่ออุปกรณ์, อัพเดตเฟิร์มแวร์ และจัดการลำโพงหลายตัวพร้อมกัน นี่คือความสะดวกและยกระดับการใช้งานลำโพงไปอีกหนึ่งขั้น     และจากการทดสอบพบว่า ถ้าลำโพงไม่ได้เชื่อมต่อหรือไม่ได้ใช้งาน จะปิดตัวเองอัตโนมัติ เพื่อประหยัดแบตเตอรี่       ผลการทดสอบ KEF Muo ลำโพงพกพาที่เสียงไม่ธรรมดา ให้คุณภาพเสียงและเวทีเสียงออกมาได้เกินตัว โดยเฉพาะเรื่องเสียงร้องและเครื่องดนตรี ให้รายละเอียดที่ดีมาก ด้วยบุคลิกเสียงแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการ ถ่ายทอดความละเมียดละไมตลอดย่านความถี่ จากแหลมสุดไปหาเสียงต่ำสุดแบบที่คุณแทบไม่เคยได้ยินจากลำโพงพกพาใดๆ แบบนี้มาก่อน ให้เสียงสูงเปิดกว้างลื่นไหล ไม่มีเสียงแข็งกระด้างเฉกเช่นลำโพงพกพาอื่นๆ ความนุ่มนวลที่ต้องยกให้เลยครับว่า มาสุดทางจริงๆ เมื่อจับคู่สองตัว (Stereo) จะสร้างเวทีเสียงกว้างและสมจริงยิ่งขึ้น ผมชื่นชมที่แอมป์ภายใน และไดรเวอร์มีความพอเหมาะพอดีกัน รักษาความคมชัดได้ดีแม้ฟังในระดับความดังสูงๆ ส่วนการใช้งานผ่านแอป KEF Connect ทำง่ายและควบคุมได้มากยิ่งขึ้น       น้ำเสียงโดยรวม ให้บุคลิกที่ละเมียดละไมน่ารัก เปิดกว้างเบสอิ่มเอมน่าทึ่ง และระดับความดังของเสียงพอเพียงกับห้องขนาดเล็ก – กลางทั่วไป และเมื่อใช้สองตัวเป็นสเตอริโอ จะให้ซาวด์สเตจ กว้างขึ้น เสียงสูงสะอาดไม่ออกแนวคมสด เรียกว่ารักษาบุคลิกเสียงในแบบผู้ดีอังกฤษเอาไว้อย่างมั่นคง      ฟังเพลงทั้ง Pop Jazz วงบิ๊กแบนด์ ผมก็ต้องแปลกใจทุกครั้งที่เสียงเบสแน่นและควบคุมได้ดีมาก สำหรับลำโพงขนาดเล็กที่มีเสียงสูงใสและแยกรายละเอียดได้ดี แต่ไม่จัดจ้านแม้แต้น้อยนิด ให้ประสบการณ์ฟังเพลงที่ “สมจริงและสดใส” ยิ่งกว่าลำโพงสำหรับสมาร์ทโฟนทั่วไป  และเหมาะมากๆ สำหรับการฟังแบบใกล้ๆ Near Field อีกด้วย       สำหรับบางท่านที่อาจสงสัยว่าลำโพง KEF Muo ควรจะวางในแนวตั้งหรือในแนวนอนจะให้เสียงดีกว่ากัน จากการทดสอบฟังอย่างจริงจัง มีบทสรุปว่า ฟังได้ดีทั้งสองรูปแบบครับ แต่ถ้าต้องการฟังแบบออดิโอไฟล์ แนะนำให้วางในแนวตั้ง เพราะว่าการกระจายเสียงแหลมและเสียงทุ้มจะดูราบรื่นและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างยอดเยี่ยม      ด้วยระดับราคาอาจจะมองเผินๆ ว่าสูงนิดนึง แค่ถ้าคุณได้จับต้องตัวจริงจะเห็นถึงความพรีเมียมในวัสดุ สีสัน ว่าเป็นอีกคลาสหนึ่งของลำโพงพกพา และเมื่อฟังเสียงจะรู้สึกว่า KEF Muo นั้น คุ้มค่าทุกมิติเลยครับ     KEF Muo มีขนาดกะทัดรัด แต่เต็มไปด้วยพลังเสียงเต็มอิ่ม ในแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการ ในการฟังทุกครั้ง ผมแทบไม่เชื่อว่าเสียงดนตรีอันเจิดจรัส สมจริง จะออกมาจากขนาดลำโพงเล็กๆ นี้ เสียงของ Muo ประดุจการฟังลำโพงขนาดใหญ่เลยทีเดียว งานวิศวกรรมชิ้นนี้ ยกให้เป็นสุดยอดของลำโพงพกพาของปี 2026 เลยครับ ราคาจำหน่าย KEF MUO ราคา 10,900.- บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand  

AE1 40th Anniversary Edition มนต์เสน่ห์ลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์ และคุณภาพเสียง

AE1 40th Anniversary Edition มนต์เสน่ห์ลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์ และคุณภาพเสียง AE1 ลำโพงรุ่นแรก ที่ถือกำเนิดพร้อมบริษัท Acoustic Energy เคยเป็นแรงบันดาลใจในยุคทองของเสียงแบบอนาล็อก ได้ย้อนกลับมายืนเด่นเป็นสง่า ในช่วงเวลาของดิจิตอลออดิโอรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้ง แสดงถึงการผสมผสานเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยม เพื่อให้ได้คุณภาพที่ละเมียดละไมของยุคเก่า และความเปิดกว้างไดนามิคเร้นจ์ของยุคใหม่ได้อย่างลงตัว      • จุดเริ่มต้น  AE1 รุ่นแรก ปี 1987 Acoustic Energy ได้ก่อตั้งขึ้นในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 1987 มาพร้อมกับการเปิดตัวลำโพง AE1 เป็นรุ่นแรก โดยระดมสรรพกำลังและสมองของทีมออกแบบให้ได้มาซึ่งลำโพงเล็กที่สนองตอบความเที่ยงตรงของดนตรีมากที่สุด      จุดเด่นของ AE1 ในช่วงเวลานั้นคือ ลำโพง Stand‑Mount / Bookshelf ขนาดเล็ก ที่ให้ไดนามิกสูง เบสสะอาดชัดเจน และถ่ายทอดความเที่ยงตรงที่เกินคาดสำหรับลำโพงขนาดเล็ก ซึ่งถือว่าได้ “ทลายขีดจำกัด” ที่เคยมี เมื่อเทียบกับข้อจำกัดทั่วไปของลำโพงขนาดเล็กในยุคนั้น   • การพัฒนาเวอร์ชั่นต่างๆ ตามลำดับ  - ปี 1987 AE1 รุ่นแรกเปิดตัวครั้งแรกในอังกฤษ ในดีไซน์ Compact Monitor ขนาดเล็ก ที่ให้ไดนามิกสูง โดยใช้ Aluminium Cone Woofer (ที่ล้ำหน้าในยุคนั้นมาก) - ปี 1991  AE1 MK II ปรับปรุงภายใน ทั้ง Crossover และไดรเวอร์ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น - ปี 1996 AE1 MK IIl นับเป็นรุ่นที่ปรับปรุงมากขึ้นอีกระดับ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของย่านความถี่ต่ำ ความสดใสของเสียงแหลม มีการใช้ตู้ที่หนาขึ้น แดมปิ้งที่ดียิ่งขึ้น - ปี 2001 AE1 MK IIl SE (Special Edition) เป็นรุ่นย้อนยุคที่ออกแบบให้ใกล้เคียงกับ AE1 ดั้งเดิมมากที่สุด โดยใช้วูฟเฟอร์แบบอลูมิเนียมโคน และทวีตเตอร์แบบซอฟท์โดม - ปี 2016 ได้ยุติการผลิต Series AE1 ในแบบลำโพงแพสสีพไประยะหนึ่ง - ปี 2017 ปรับสายการผลิต เป็นลำโพงแอคทีฟ รุ่น AE1 Active - ปี 2021 เริ่มผลิต AE500 Series แม้ไม่ใช่ AE1 โดยตรง แต่ AE500 ได้แรงบันดาลใจจาก AE1 โดยเฉพาะการใช้วัสดุเซรามิก อลูมิเนียมไดรเวอร์     และในปี 2025 ช่วงเวลาย้อนประวัติศาสตร์ ด้วย AE1 40th Anniversary Edition ลำโพงวางขาตั้งรุ่นพิเศษ เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของตระกูล AE1 ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในลำโพงที่สร้างชื่อในยุค 80 ด้วยเสียงที่เที่ยงตรง ไดนามิกดีเยี่ยม มีใช้งานในสตูดิโอหลายแห่งทั่วโลก โดยรุ่น 40th Anniversary Edition นี้ยังคง DNA ของรุ่นดั้งเดิมไว้ แต่ได้พัฒนาปรับปรุงชิ้นส่วนและอัพเกรดเทคโนโลยีให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อคุณภาพเสียงและการใช้งานที่ดีและกว้างขวางกว่าเดิม     จุดเด่นหลัก 1. ไดรเวอร์ที่พัฒนาใหม่อย่างละเอียดประณีต • ทวีตเตอร์อลูมิเนียมโดม ขนาด 29 มิลลิเมตร มีขดลวดขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นเดิม ช่วยลดความร้อนในคอยล์ ลดการบีบอัดพลังงาน และเพิ่มไดนามิกในช่วงความถี่สูงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมแชมเบอร์ภายในที่ช่วยดูดซับพลังงานเสียงด้านหลังเพื่อควบคุมเรโซแนนซ์ให้ต่ำลง • วูฟเฟอร์/มิดเบส ขนาด 125 มิลลิเมตร ออกแบบให้ใหญ่ขึ้นตามมาตรฐานปัจจุบัน พร้อมกรรมวิธีเคลือบฮาร์ด-อะโนไดซ์ทั้งสองด้านให้แข็งแรง ส่งพลังขับเคลื่อนอากาศได้มากขึ้น ช่วยลดความผิดเพี้ยนของเสียงในย่านกลาง-ต่ำได้อย่างดีเยี่ยม ในแง่ของการใช้เทคโนโลยีออกแบบตัวขับเสียงต่ำของ AE1 40th Anniversary Edition นับเป็นกระบวนการที่น่าสนใจมาก      AE เลือกใช้วิธีการขึ้นรูปกรวยอะลูมิเนียมแบบ Spun (Spun Aluminium Cone) ซึ่งผลิตโดยกระบวนการ Spinning คือการปั้นกรวยลำโพงจากแผ่นโลหะให้ได้รูปทรงที่แม่นยำและแข็งแรง แทนการใช้วิธีอัดขึ้นรูปดังที่เราพบในลำโพงทั่วไป        AE ใช้เครื่องจักรในการขึ้นรูปโลหะแผ่นให้เป็นรูปทรงโค้งของกรวย โดยการกดโลหะแผ่นให้เข้ากับแม่พิมพ์ที่หมุนอยู่ด้วยแรงดันจากลูกกลิ้ง ทำให้ได้ชิ้นงานที่บางและสม่ำเสมอ       จากนั้นกรวยลำโพงที่ได้ ก็จะมีการเคลือบด้วยชั้น Hard-anodized และ Ceramic coating ทั้งสองด้าน เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ลดการบิดงอ ควบคุมการสั่นสะเทือนของกรวยอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เสียงกลางและเสียงต่ำมีความเป็นธรรมชาติ          ทำไม AE1 เลือกวิธี Spun Aluminium เนื่องจากกรวยแบบนี้จะให้คุณสมบัติที่นักออกแบบลำโพงระดับเรฟเฟอร์เรนซ์ต้องการ เพราะให้ความแข็งแกร่งต่อมวลสูง มีการเบรคอัพที่ควบคุมได้ รวมถึงสนองตอบต่อย่านความถี่กลางต่ำได้อย่างฉับไวไม่ฟุ้งกระจาย คงบุคลิกเสียงแบบลำโพงมอนิเตอร์ เอาไว้อย่างมั่นคง         2. การออกแบบโครงสร้างตู้ลำโพงที่มีความประณีตพิถีพิถัน โดยตู้ทำจาก HDF ชั้นหนา พร้อมวัสดุ RSC ที่ควบคุมการสั่นสะเทือนและเรโซแนนซ์ได้ดี ให้เสียงมีความชัดและเป็นธรรมชาติ      วัสดุ RSC นั้น เป็นโครงสร้างไม้แบบหลายชั้น (Constrained-layer Construction) ออกแบบมาเพื่อกำจัดการสั่นและเรโซแนนซ์ของตู้ลำโพงโดยตรง        ในกรณีของ AE1 40th Anniversary Edition โครงสร้างหลักจะประกอบด้วย แผ่น HDF และ MDF ที่มีความหนาแน่นสูง มีชั้นโพลิเมอร์แดมป์ (Visco-elastic Layer) เป็นการประกบในแบบแซนด์วิชภายใต้แรงอัดสูง เมื่อตู้มีการสั่น พลังงานจะถูกแปลงเป็นความร้อนเล็กน้อย แทนที่จะสะท้อนกลับมาเป็นเสียงรบกวน นับเป็นเทคนิคที่ฉลาดล้ำมาก     เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ของตู้ลำโพง เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นจากภายนอก แต่ภายในหลักการทำงานของระบบ Constrained-Layer Damping คือใช้แผ่นไม้แข็ง 2 ชั้น เมื่อตู้พยายามสั่น ชั้นแดมป์ตรงกลาง จะทำการต้านการเคลื่อนตัว จากนั้นพลังงานที่สั่นจะถูกขจัดทิ้งในชั้นกลาง ผลคือได้ตู้ที่นิ่งมาก โดยไม่มีเสียงของ “กล่อง” มาปะปนกับเสียงดนตรี ช่วยให้ทุกความถี่สะอาด มีความโปร่งโฟกัสดี      แนวคิดคือ ทำให้ตู้เงียบที่สุด เพื่อให้ได้ยินแต่เสียงจากดอกลำโพง     ตู้ลำโพงจะทำการเคลือบสีถึง 10 ชั้น เป็น Gloss หรือ Walnut Veneer สวยงามและทนทาน พอร์ตคู่ด้านหน้า Twin Front Reflex ที่ออกแบบใหม่ด้วยเทคนิคลดเสียงของพอร์ต ช่วยขยายช่วงความถี่ต่ำได้สะอาดยิ่งขึ้น       3. การออกแบบ Crossover วงจรแบ่งความถี่ด้วยอุปกรณ์คุณภาพสูง ใช้ส่วนประกอบระดับออดิโอไฟล์เกรด Low-order Filter เพื่อรักษาเฟสให้สอดคล้องในการทำงานของไดรเวอร์ ทั้งยังช่วยลดการทับซ้อนกัน เมื่อย่านเสียงสูงและต่ำเปลี่ยนผ่าน จึงได้เสียงที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ     หลังจาก AE1 40th Anniversary Edition เริ่มวางจำหน่ายและส่งให้รีวิวเวอร์ได้ทดสอบ ก็ได้รับคำชมจากสื่อหลัก อาทิ Outstanding Product จาก Hi-Fi News ด้วยคะแนนที่สูง ทั้งเรื่องความสามารถในการขับเสียงที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองที่ดีและแม่นยำ งานประกอบตู้ที่ยอดเยี่ยม       ได้รับรางวัล “Editor’s Choice Award” จาก The Ear ที่ชื่นชมว่าลำโพงรุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี ยังคงให้อารมณ์และเสียงคลาสสิกของ AE1 ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งเพิ่มความเร้าใจ มีชีวิตชีวา ดึงดูดใจให้ฟังดนตรีได้ยาวนานกว่าลำโพงที่ราคาแพงกว่าอีกหลายรุ่น      แทบทุกสื่อไฮไฟชั้นนำให้ความคิดเห็นในเชิงบวกมาก โดยเฉพาะในด้านคาแรกเตอร์เสียงที่สมดุล มีพลัง และให้รายละเอียดดีมากๆ     Test Report ลำโพงคู่นี้สร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้กับผมได้มากที่สุดคู่หนึ่งในรอบปี แน่นอนว่า นอกเหนือจากเรื่องของคุณภาพเสียงแล้ว AE1 40th Anniversary Edition ทำให้เรารู้ว่าลำโพงคู่หนึ่ง ถูกสร้างให้ดีที่สุดทั้งรูปลักษณ์ เทคโนโลยี ได้อย่างไร       AE1 40th Anniversary Edition เป็นลำโพงที่เราสามารถเซ็ตอัพโดยไม่ยุ่งยากซับซ้อน ให้ผลของการรับฟังที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละจุดตำแหน่ง หรือในระยะของการเซ็ตต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และน่าตื่นเต้น  เพียงขยับตำแหน่งเล็กน้อย คุณก็จะพบความเปลี่ยนแปลงได้ในทันที และสามารถหาจุดที่เหมาะสำหรับการฟังอย่างสมบูรณ์ในห้องฟังของคุณ    ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าเท่าที่ได้ทดสอบ AE1 40th Anniversary Edition กับขาตั้งโดยทั่วไปหลายคู่ ขอยืนยันว่าลำโพงคู่นี้เหมาะสำหรับขาตั้งโลหะเท่านั้น ไม่ควรใช้กับขาตั้งไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้เนื้อแข็ง ไม้เนื้ออ่อน หรือแม้แต่กระทั่งไม้ MDF เพราะขาตั้งเหล่านั้นจะบดบังความสง่างามเสียงกลางแหลมที่ยอดเยี่ยมของลำโพง     และขาตั้งไม้บางคู่อาจจะมีผลทำให้เสียงต่ำเฉื่อยลงอีกด้วย     ผลตรงนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับนักฟังแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่พอสมควร ดังนั้นแนะนำเลยนะครับว่าขาตั้งโลหะที่ดีกับ AE1 40th Anniversary Edition คือคำตอบสุดท้าย     จากผลการทดสอบ ด้วยชั่วโมงรวมในการฟังจริงของผมมากกว่าหนึ่งร้อยชั่วโมง น่าจะเป็นแนวทางสรุปได้ว่าลำโพงคู่นี้ เสียงเป็นอย่างไร        ลำโพงซ้ายขวา ถูกเซ็ตอัพให้วางห่างกันในระยะที่ 1.70 เมตร โดยห่างจากผนังด้านหลัง 1 เมตร และผนังด้านข้าง 85 เซนติเมตรโดยประมาณ จัดว่าลงตัวที่สุด (ห้องขนาด 3.5x4.5 เมตร)     แอมปลิไฟร์ ที่นำมาขับเสียงคือ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier 400 Watts per Channel  สลับกับ Audio Innovations Series 500 เป็นบางช่วง เมื่อต้องการฟังแบบผ่อนคลายสบายๆ ก็จัดมาทาง NAD C3050  ส่วนแหล่งโปรแกรม มีเครื่องเล่น CD Transport  Audiolab 9000CDT, NAD M51 DAC  เครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C588 และ Rega Fono Mini A2D         โอเคละ ผมเป็นคนชอบความสวยงาม ดังนั้นเมื่อเห็นลำโพง AE1 40th Anniversary Edition ทำให้รู้สึกชอบทันที การรังสรรค์ตู้ขึ้นมาอย่างประณีตเทียมเท่ากับลำโพงระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ งานเคลือบภายนอกผิวเปียโน ในขนาดกะทัดรัดที่ประณีตทุกมุมมอง สวยงามจนน่าตะลึง แทบลืมไปเลยว่าภายในมีเทคนิคด้านกลศาสตร์แฝงอยู่ทุกอณูเลยทีเดียว เทียบเคียงกับ AE1 เวอร์ชั้นในตำนานปี 1987 แล้ว ความน่าทึ่งก็คือ แม้ AE1 40th Anniversary Edition เป็นเวอร์ชั่นใหม่ แต่ยังคงรักษาคาแรคเตอร์เดิมในแง่เสียงกลางที่เที่ยงตรงสะอาด เบสอิ่มเอมมีความแม่นยำสมจริง สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ ช่วงปลายแหลมที่กระจ่างขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ     เป็นลำโพงที่มีสเกล สัดส่วนชิ้นดนตรีสมจริงมากที่สุดคู่หนึ่ง ให้เสียงเปิดกว้าง และขับง่ายกว่ารุ่นเดิม สนองตอบดนตรีหลากสไตล์ได้ดีกว่า ไม่เกี่ยงว่าแหล่งโปรแกรมนั้น จะเป็นอนาล็อกแผ่นเสียง หรือสตรีมมิ่ง    ผมฟังเพลงแนวป็อป แจ๊ซ และระดับวงบิ๊กแบนด์ ได้เสียงที่ครบถ้วนทั้งกลางแหลมและเบสลึกๆกระหึ่ม อิ่ม นิ่ง เก็บบรรยากาศการบันทึกเสียงมาครบมากครับ ฟังแล้วติดอกติดใจ เหมือนอ่านหนังสือที่วางไม่ลง บางช่วงฟังนานสี่ห้าชั่วโมงติดต่อกันเลยทีเดียว    ผมชอบมากๆ ที่เสียงร้องมีอิสระหลุดลอย “เสมือนดังนักร้องมายืนอยู่ต่อหน้า” คือสมรรถนะที่ ลำโพงในระดับราคาเดียวกันต้องสะเทิ้นอายได้เลยครับ อีกทั้งผมยังชอบการถ่ายทอดเสียงที่เข้าถึงง่าย ฟังได้จับใจทุกอารมณ์ ได้บรรยากาศลึกล้ำ ฮาร์โมนิกสวยงามยิ่งนัก     Janis Ian: Breaking Silence เป็นอัลบั้มที่บ่งชี้ถึงความแม่นยำและอิสระของเสียงที่เรียกว่า หลุดออกมานอกกรอบตู้ ที่ AE1 40th Anniversary Edition ทำได้น่าประทับใจแบบไม่สามารถบรรยายความรู้สึกได้ทั้งหมด อิมเมจ เสียงร้อง และซาวนด์สเตจเสมือนจริงมากครับ ถือว่าเป็นลำโพงระดับมอนิเตอร์อีกคู่หนึ่งที่สร้างตำนานให้จดจำไปอีกนานแสนนาน     ตามติดมาด้วยอัลบั้ม What's New โดย ลินดา รอนสตัดท์ นี่คืออัลบั้มแรกในไตรภาคของอัลบั้มในช่วงทศวรรษ 1980 ที่รอนสตัดท์ได้ทำงานร่วมกับผู้เรียบเรียง เนลสัน ริดเดิ้ล เป็นคัมภีร์ของการใช้ฟังทดสอบเสียงลำโพงของผมมานานปี  สิ่งที่ยืนยันได้คือ ลำโพงให้คุณภาพและศักยภาพเสียงดีเยี่ยมจริงๆ ให้การตอบสนองเสียงกลางสูงเป็นธรรมชาติ ให้ความเปิดโปร่ง รายละเอียดชัดเจน เสียงร้องแม่น เวทีดนตรีกระจ่างเรียบเนียน สง่า โอ่อ่าโอฬาร รักษาดุลของย่านความถี่เสียงอย่างมีสัดส่วนดีมาก     ศักยภาพลำโพงเล็ก เราสามารถพิสูจน์ความทรงพลังและไดนามิคเรนจ์ได้จริงๆ ก็ต้องอัลบั้มแนวบันทึกการแสดงสดหรือวงออเคสตร้า โดยอัลบั้ม Belafonte At Carnegie Hall: Harry Belafonte และ Jazz at the Pawnshop ทำให้ผมลงความเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะจริงๆ ของลำโพงได้อย่างง่ายดาย ว่าทีมออกแบบลำโพงคู่นี้ เขาทำมาได้สุดทางมากครับ     ต้องเรียนว่า ศักยภาพของ AE1 40th Anniversary Edition นั้น เกินกว่าความคาดหมายของผมไปมากจริงๆ ครับ  แม้ว่าลำโพงถูกวางห่างกันอยู่ที่ 1.70 เมตร เป็นมาตรฐานที่ถือว่าเหมาะที่สุดในห้องของผม แต่ในการฟังจริงๆ กลับได้รับมิติเสียงทั้งหมดแบบเปิดกว้างมาก เสียงเลยออกไปมากกว่าจุดตำแหน่งที่วางลำโพงอย่างน่าทึ่ง คือเหมือนเสียงหลุดเลยทะลุห้องฟัง ในทุกๆ วินาทีที่ได้ฟังอัลบั้มเพลงดังกล่าว และด้วยเสียงเบสอิ่มทรงพลังในขนาดตู้ย่อมๆ แบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงสมรรถนะลำโพงตั้งพื้นขึ้นมาทันที อาจจะเพราะตู้และพอร์ตได้รับการปรับปรุงโดยใช้วัสดุ RSC ที่แข็งแกร่งและมั่นคงขึ้น รวมถึงท่อพอร์ตที่มีการปรับดีไซน์ให้ลดเสียงเบี่ยงเบน ทำให้เบสสะอาดมีรูปทรงเหมือนฟังลำโพงตั้งพื้นเลยทีเดียว     ออดิโอไฟล์ และมิวสิคเลิฟเวอร์ท่านใดที่ต้องการลำโพงที่สามารถสนองต่อเสียงดนตรีได้อย่างสมจริง มีความแม่นยำและให้ความอบอุ่นละมุนละไมไปในตัว โดยเฉพาะผู้ที่ชอบฟังเพลงร้อง รับรองได้เลยว่านี่คือลำโพงที่คุณจะต้องรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่ฟังและอยากที่จะเป็นเจ้าของเสียงที่มีเสน่ห์ตรึงตา ตรึงใจแบบนี้      เป็นลำโพงที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้สามารถจับคู่กับแอมป์ง่ายขึ้น ด้วยค่าความไว 87dB ความต้านทานเฉลี่ย 6 โอห์ม แอมป์โซลิดสเตทหรือแอมป์หลอดกำลังขับปานกลางทั่วไปขับได้อย่างเต็มที่     AE1 40th Anniversary Edition นั้น โดดเด่นอย่างมากที่ย่านความถี่เสียงกลาง ชัดเจนและเป็นธรรมชาติ เบสอิ่มลอยตัวเป็นชิ้นเป็นอัน เหมาะกับเสียงร้องและดนตรีอะคูสติกเป็นลำดับต้นๆ ให้เบสที่ลึกขึ้น อิ่มขึ้นเล็กน้อยจากรุ่นก่อน แม้วางห่างผนังหลัง 70-80 เซนติเมตร เบสก็ไม่มีอาการบวมหรือดังกระโชกแบบไร้การควบคุม  และเป็นลำโพงที่ปรับ ขยับอย่างไรก็ตามเบสจะไม่ Boomy ได้ง่ายเหมือนลำโพงอื่นๆ เลย       AE1 40th Anniversary Edition ในฐานะของลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์และคุณภาพเสียง ต้องขอบคุณทีมงานของ Acoustic Energy ที่ฟื้นชีพให้กับ AE1 กลับมาอีกครั้ง ด้วยคุณภาพเสียงที่โดดเด่นน่าประทับใจเกินความคาดหมาย         เป็นลำโพงอีกคู่หนึ่งที่รังสรรค์คุณภาพในระดับที่ต้องจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ออดิโอไฟล์ และเป็นหมุดหมายสำหรับนักฟังที่ต้องการความสมบูรณ์แบบทั้งคุณภาพเสียงและรูปลักษณ์ที่มีเสน่ห์อย่างลึกล้ำ  เตือนเอาไว้ก่อนนะครับว่า ฟังครั้งแรกจะประทับใจ ยิ่งฟังก็ยิ่งให้ความอิ่มเอม และอาจจะหลงรักเสียงของลำโพงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น    AE1 40th Anniversary Edition เป็นลำโพงที่คุ้มค่าตัวอย่างมาก สำหรับคนที่อยากได้ลำโพง Bookshelf ระดับไฮเอ็นด์ที่ไม่ไกลเกินฝัน ด้วยการรักษาคาแรกเตอร์ต้นตำรับไว้ แต่ปรับให้ตอบโจทย์กับเพลงยุคใหม่ ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น AE1 40th Anniversary Edition ราคาคู่ละ 79,500.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/  

Weava Core Impulse 13 เบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์

Weava Core Impulse 13 เบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์          นี่คือผลงานทางด้านวิศวกรรมเสียงที่น่าสนใจจากผู้แทนจำหน่ายไดรเวอร์ลำโพงระดับโลก Pyramid Lifestyle Technology โดยทีมงานออกแบบลำโพง ได้พิจารณาเห็นว่าลำโพงตู้ขนาดเล็กที่มีคุณภาพสูงมากมายในระดับ Monitor Speaker ที่ยังคงตอบสนองความถี่ต่ำได้ไม่ครบถ้วนเท่าที่ควรจะเป็น อันเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องขนาดตู้        อย่างไรก็ตาม บรรดาออดิโอไฟล์ชื่นชอบลำโพงเล็ก เนื่องจากคุณสมบัติด้านอิมเมจและความเที่ยงตรงของเสียง รวมถึงบุคลิกเฉพาะ ย่อมไม่อยากขยับขึ้นไปเล่นลำโพงรุ่นใหญ่กว่า เพราะลำโพงระดับมินิมอนิเตอร์ดังกล่าว คือคาแรคเตอร์ที่พวกเขาชื่นชม         ทางเลือกในการขยายขอบเขตความถี่ต่ำให้ลงลึกไปอีก มีเส้นทางเดียวคือเสริม “ตู้ลำโพงความถี่ต่ำ” ให้ร่วมทำงานด้วยกัน แต่ปัญหาที่ตามมาจะเป็นเรื่องความกลมกลืน ระหว่างลำโพงหลักและลำโพงตู้ความถี่ต่ำ       การออกแบบตู้ลำโพงความถี่ต่ำเพื่อเสริมลำโพงขนาดเล็ก หัวใจหลักที่ถูกต้องคือ ให้ความถี่ตอบสนองต่อเนื่องกันอย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออกว่ามีตู้ซับอยู่ในระบบ‼️       …ไม่ใช่แค่ให้เสียงเบสดังขึ้นเท่านั้น หรือคิดเพียงแค่ว่ามีเบสให้เยอะขึ้น ซึ่งวิธีคิดแบบนั้นทำให้เบสมีสเกลเกินลำโพงหลัก มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง      ทาง Pyramid Lifestyle Technology จึงต้องศึกษาวิเคราะห์ว่า ลำโพงที่โดดเด่น โด่งดังมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของวงการออดิโอไฟล์ จะมีรุ่นไหนบ้าง มีมิดเร้นจ์ / วูฟเฟอร์ ขนาดใด และตอบสนองความถี่ต่ำลงได้ลึกเท่าไร เพื่อจะได้ออกแบบตู้ลำโพงความถี่ต่ำมาเสริมให้ได้กลมกลืนและลงตัวจริงๆ      เพราะช่วงต่อของการส่งผ่านความถี่ต่ำนับว่าสำคัญที่สุด     ในการออกแบบตู้ “เบสโมดูล” ครั้งนี้ จึงเป็นจุดถือกำเนิด แบรนด์ WEAVA อันเป็นคำตอบของการค้นคว้า วิจัย ทดลอง ตัวขับเสียง ตู้ ครอสโอเวอร์ ด้วยการเลือกสรรเทคโนโลยีอันเป็นที่สุดของวงการ มาบรรจุอยู่ในเบสโมดูล         หากตั้งต้นที่ลำโพงหลัก อย่าง BBC Monitor LS3/5A, Totem Model 1, Harbeth P3ESR, ProAc Tablette 10, Monitor Audio 1 gold, AE1 40th Anniversary Edition, NHT SuperZero 2.0 ประมาณนี้  ทางดีไซน์เนอร์ได้ออกแบบตู้ลำโพงแอคทีฟความถี่ต่ำขึ้นมา 3 โมเดล ในแบรนด์ Weava Core Series ขึ้นมาตอบรับ       โดยรุ่น Weava Core Impulse 13 เป็นหนึ่งในนั้น ที่จะเหมาะที่สุดสำหรับลำโพงมอนิเตอร์ขนาดย่อมดังกล่าว       อีกสองรุ่นคือ Weava Core Terra 8 และ Weava Core Abyss 28 จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งสำหรับลำโพงหลักขนาดเล็ก ขนาดกลาง ที่เราจะนำมาทดสอบในลำดับถัดไป         Weava Core ไม่เรียกตัวเองว่า เป็น Active Subwoofer เพราะอยากให้เข้าใจจุดประสงค์ในการออกแบบเพื่อเสริมความถี่ต่ำอย่างกลมกลืนในระบบฟังเพลง 2 แชนแนล ที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบโฮมเธียเตอร์ โดยยึดโยงกับลำโพงหลักขนาดเล็ก ให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง      และด้วยลักษณะของโมดูลตู้ความถี่ต่ำที่ ทำงานด้วยภาคขยายระดับไฮเอ็นด์ จึงเรียกขานเป็น Bass Module          Weava Core Impulse 13 มีเทคนิคในการออกแบบและคัดสรรไดรเวอร์อย่างเข้มข้น โดยเลือกใช้ดอกลำโพง SB Acoustics ขนาด 17 ซม. (6.5”) ความต้านทาน 8 โอห์ม จำนวน 2 ดอก ทำการต่อขนานในตู้เดียวเพื่อทำหน้าที่เป็น Bass Module ซึ่งจะทำให้ค่าความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม      โดยเฉพาะตัวขับเสียงทั้งชุด เป็นกรวย NRX ทำงานได้อย่างเหมาะสมถูกที่ ถูกบทบาทมาก     หลายท่านอาจไม่คุ้นเคยคำว่า NRX ผมจึงขอขยายความดังนี้ครับ แบรนด์ SB Acoustics ใช้เทคโนโลยีไดรเวอร์แบบ “Norex” อันเป็นหัวใจของตัวขับซีรีส์นี้ โดยเป็นไดรเวอร์ที่ออกแบบให้มีคุณภาพเสียงระดับสูงในราคาที่เข้าถึงได้ เหมาะสำหรับงาน DIY หรือเสียงระดับ Hi-Fi ที่คุ้มค่า      กรวย Norex เป็นกรวยกระดาษที่พัฒนาขึ้นเองของ SB Acoustics เพื่อความเป็นธรรมชาติของเสียง ส่วนโครงลำโพงอะลูมิเนียมหล่อ ระบายอากาศดี ลดการสะสมความดันและการเบี่ยงเบนของเสียง คอยล์และขอบยางลดการบิดเบี้ยว เพื่อ linear movement และมีเสียงบิดเบือนต่ำ ระบบ Motor และ Shorting Ring ลดความเพี้ยนและเพิ่มความต่อเนื่องของเสียง       ขออธิบายคำศัพท์ทางเทคนิคเล็กน้อยนะครับ • Linear movement ในระบบลำโพง หมายถึงการเคลื่อนที่ของไดอะแฟรมหรือกรวยลำโพงแบบเที่ยงตรง-สม่ำเสมอ ผลักอากาศเป็นเส้นตรง ไป-กลับโดยไม่บิด ไม่เอียง ไม่โคลง และไม่เพี้ยน ตลอดช่วงการทำงาน • คำว่า Motor หมายถึงชุดขับเคลื่อนทางแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้า สู่การเคลื่อนที่ของกรวย หลักๆ คือ แม่เหล็กและวอยซ์คอยล์  • ส่วน Shorting Ring คือ วงแหวนโลหะ ใส่ไว้ในชุด Motor รอบ Pole Piece มีหน้าที่หลักช่วยลดความเพี้ยน ลดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กตามกระแสเสียง รวมทั้งลดค่าเหนี่ยวนำของวอยซ์คอยล์ ทำให้การตอบสนองความถี่สะอาด เสียงไม่อั้น ไม่ทึบ ช่วยให้การเคลื่อนที่เป็นลิเนียร์ปมากขึ้นโดยเฉพาะตอนที่กรวยขยับตัวแรงๆ      ในหลักการ สิ่งแรกที่สำคัญมากสำหรับตัววูฟเฟอร์สำหรับแสดงผลความถี่ต่ำคือ การควบคุมการสั่นของกรวยในย่านความถี่ ที่หูคนไวที่สุด (ประมาณ 100–400Hz) ซึ่งกรวย NRX มี Internal Damping สูงตามธรรมชาติของเส้นใยกระดาษที่ถูกจัดเรียงมาอย่างดี       ส่วนคำว่า Internal Damping หมายถึงความสามารถในการดูดซับและสลายพลังงานสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นภายในระบบลำโพงหรืออุปกรณ์เสียง เพื่อไม่ให้การสั่นนั้นย้อนกลับมาเป็นเสียงรบกวนหรือทำให้มีสีสันเพิ่มเติมเข้าไปในเสียงบริสุทธิ์นั่นเอง        ถ้า Internal Damping ต่ำเกินไปในกรวยบางประเภท สิ่งที่ติดตามมาคือเบสย้วย ขุ่นมัว เสียงอั้น ดังนั้น NRX จึงเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการสร้างเบสโมดูลเพื่อความบริสุทธิ์ของเสียงต่ำอย่างแท้จริง ส่วนขนาดกรวย พยายามไม่ให้ใหญ่กว่าลำโพงหลักมากเกินไป จึงเลือกเป็น 6.5 นิ้ว สองตัวคู่      การใช้ขนาดตัวขับ 6.5 นิ้ว สองดอก ทำให้ได้มาซึ่งพื้นที่กรวยรวม (Sd) ใกล้เคียงวูฟเฟอร์ใหญ่ขึ้น แต่ยังคงให้ความรวดเร็วในการตอบสนองที่ว่องไวในแบบดอกลำโพงขนาดเล็ก โดยเฉพาะกรวย NRX เหมาะสมมาก เนื่องจากกรวยไม่สะท้อนพลังกลับแบบกรวยโลหะ       เมื่อนำมาขนานสองดอกแล้ว แรงดันอากาศเพิ่มขึ้น เบสอิ่มขึ้น แต่ยังคงความสะอาดของเสียงเบสและความฉับไวควบคู่กันไป     ในการออกแบบ Weava Core Impulse 13 เบสโมดูล ได้ใช้หลักทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกัน 3 ส่วนคือ 1) ดอกลำโพง (Driver) เลือกไดรเวอร์ที่ควบคุมการสั่นค้างของกรวยได้ดี มีสัดส่วนของการสะท้อนพลังงานกลับจากขอบกรวยได้ นี่คือเหตุผลของกรวย NRX 2) ตู้ลำโพง (Cabinet) ดีไซน์ให้ลงตัวกับไดรเวอร์คู่ คำนึงถึงแรงอัด รวมถึงคลื่นเสียงด้านหลังของดอกลำโพงที่ต้องมีการสะท้อนกลับอย่างเป็นธรรมชาติ ความแน่นหนาของตู้ MDF ควบคุมผนังตู้สั่น และขจัด Standing Wave ภายในตู้ ซึ่งใน Weava Core Impulse 13 จะเป็นลักษณะตู้ปิด (Sealed) 3) วัสดุภายในตู้ (Damping material) เลือกใช้วัสดุทำหน้าที่ดูดซับพลังงานเสียงลดค่า Q ของตู้ ลดเสียงก้องภายใน เป็นผลให้เสียงต่ำลึกคงตัว แม่นยำ เบสหยุดเป็นจังหวะ ไม่มีหางเบสย้อย ย้วย แม้เปิดที่ความดังสูง       ภายในได้เลือกสรร ทำการบรรจุเพาเวอร์แอมป์คลาส D ของ Hypex FA251 ซึ่งเป็นแอมป์คลาส D แบบ Plate Amplifier ที่มีกำลังขับ 1x250W ที่ 4 โอห์ม และ 130W ที่ 8 โอห์ม โดยใช้เทคโนโลยี NCORE ที่ภายในมี DSP พร้อม DAC/ADC ในตัว ตั้งค่าผ่าน USB สามารถรองรับอินพุตหลากหลาย (XLR, RCA, High Level) มีฟีเจอร์ป้องกัน และประหยัดพลังงาน ซึ่งเหมาะสำหรับทำตู้ลำโพงแอคทีฟหรือตู้เบสโมดูล ตามคุณสมบัติที่ออกแบบมาดังกล่าว         วงจร DSP สามารถตั้งโปรแกรมผ่าน Hypex Filter Designer (HFD) บน PC มีส่วนของฟีเจอร์ป้องกัน Clip protect, Thermal protect, Filter protection อย่างครบถ้วน     สรุป FA251 เป็นโมดูลแอมป์ที่ทรงพลัง ครบวงจรด้วย DSP สำหรับงานลำโพงแอคทีฟ ที่ให้ทั้งกำลังขับสูงและเสียงคุณภาพดี ด้วยเทคโนโลยีของ Hypex       Weava Core Impulse 13 Bass Module สามารถตอบสนองความถี่ 45-2000Hz เพื่อคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง สำหรับลำโพงมินิมอเตอร์      สำหรับขนาดตู้คือ กว้าง 23 เซนติเมตร ลึก 35 เซนติเมตร และสูงรวม Spike 62 เซนติเมตร มีช่องต่อ ทั้ง XLR RCA input และ High Level เพื่อเชื่อมกับขั้วลำโพงหลัก พร้อมเกนโวลุ่ม        สำหรับการต่อใช้งานนั้นมีข้อแนะนำอยู่สองรูปแบบ 1. นำตู้เบสโมดูลเข้าไปเสริมลำโพงหลัก ที่เซ็ตอัพไว้เรียบร้อยแล้ว 2. นำลำโพงหลักมาเซ็ตและวางไว้บนตู้เบสโมดูล เชื่อมต่อเสมือนเป็นซิสเต็มเดียวกัน ซึ่งในกรณีนี้ จะต้องเซ็ตอัพค่าที่แตกต่างจากแบบแรก  • ในการวางลำโพงหลักซ้อนบน เบสโมดูล Weava Core Impulse 13 หากต้องการให้ความสูงของลำโพงหลักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทาง Weava มีแท่นรอง Weava Base เป็นออพชั่น     แท่นรองดังกล่าว เป็นออพชั่นเสริมนะครับ จึงยังไม่ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งผมจะขอเรียกเป็น Weava Base ไปก่อน     แท่นนี้มีจุดประสงค์หลักคือใช้ปรับระดับความสูงของลำโพงมอนิเตอร์หลัก ให้สูงได้อีกประมาณ 3.3 เซนติเมตร ให้เหมาะสมกับตำแหน่งนั่งฟังในกรณีที่ลำโพงหลักไม่ได้สูงมากนัก      จุดที่ปรับเองได้ภายนอกตู้ มีแค่โวลุ่มเกน ดังนั้นการปรับเฟส และค่าพารามิเตอร์ต่างๆ จะต้องทำผ่านโปรแกรม โดยทาง Pyramid Lifestyle Technology จะส่งทีมไปปรับตั้งให้ลูกค้าผู้ซื้อ Weava Core Impulse 13 ทุกชุด เพื่อให้การจูนอัพ กลมกลืนกับลำโพงหลักอย่างแท้จริง     ไม่ใช่ตู้เบสที่จำหน่ายแล้ว ให้ผู้บริโภคไปปรับตั้งเอง ซึ่งอาจจะไม่ให้ผลลัพธ์ดีเท่าที่ควร       แม้แต่ตู้ที่นำมาทดสอบชุดนี้ ทางทีมงานก็เป็นผู้มาช่วยในการปรับจูนให้สมดุลกับห้องและลำโพงหลักของผมครับ      โดยผมได้ใช้ลำโพงหลักสลับกันทดสอบ 4 คู่ ด้วยกัน     ลำโพงหลักได้แก่ Rogers LS3/5A Diamond Jubilee       Harbeth P3ESR Anniversary Harbeth LS5/12 BBC Monitor KEF LS3/5A Limited Edition • ต้องเรียนว่า Weava Core Impulse 13 ออกแบบเป็น เบสโมดูล สองตู้แบบ Stereo เพื่อให้ความสมดุลของซิสเต็ม ดังนั้นการเซ็ตอัพย่อมจะทำให้ลงตัวได้ง่ายกว่าใช้เพียงตู้เดียว      หลังจากปรับพารามิเตอร์ต่างๆ ได้สมดุลแล้ว ในที่นี้เริ่มจาก Harbeth P3ESR สิ่งที่จะแตกต่างกันออกไปบ้างตอนเปลี่ยนไปใช้ลำโพงคู่อื่นก็คือ Volume Gain อาจจะปรับระดับต่างกันไป เพื่อความเหมาะกับค่าความไวหรือ Sensitivity ของลำโพงแต่ละคู่      Test Report ผมได้ทำการทดสอบ ทั้งการเซ็ตอัพลำโพงหลักให้แยกออกจากเบสโมดูล และอีกวิธีหนึ่งคือนำเอาลำโพงหลักไปตั้งไว้บนเบสโมดูล       ซึ่งจะสรุปให้อ่านตอนท้ายว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?      การปรับค่าเบสโมดูลหรือ Sub-Woofer เสริมลำโพงหลักนั้น ใดๆ ก็ตามหัวใจคือให้คำนึงถึงระบบรวมทั้งซิสเต็ม จะต้องให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน “เสียงเบส” ย่านต่ำ เป็นการเสริมสิ่งที่ขาด ไม่ใช่เบสเดินหน้าออกมาเป็นพระเอก         หลังจากจูนอัพในโปรแกรมเรียบร้อย สิ่งที่ได้จาก Weava Core Impulse 13 นับว่าน่าพอใจมากจริงๆ       ผมพยายามสังเกตว่ามีเสียงซับเบสมาโผล่อยู่ตรงไหนหรือไม่? ถ้าเป็นแบบนั้น จะวงแตกทันที‼️ สิ่งที่เราต้องการได้ คือต้องเบสโมดูลที่ “หายไป” กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่ “โผล่มา”      นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคุณต้องถึงต้องเลือกตู้แอคทีฟระบบความถี่ต่ำ ที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำโพงมินิมอนิเตอร์ระดับขึ้นหิ้งทั้งหลาย มักจะยอมกลมกลืนกับตู้ลำโพงเสียงต่ำได้ค่อนข้างยากเป็นทุนเดิม      แต่ Weava Core Impulse 13 Bass Module  ที่ทำให้ผมยอมรับได้ว่า ดีไซน์ออกมาได้ดีมาก ให้ความกลมกลืนของทุกย่านความถี่เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกันกับลำโพงหลัก คือถ้าหลับตาลง ไม่ได้มองไปที่ตู้เบสโมดูล เราแทบไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีเบสโมดูลหรือ แอคทีฟซับเสริมอยู่        ตรงนี้ถือว่าเป็นผลสำเร็จตามจุดประสงค์ คือมาจากหลักของการออกแบบเรื่อง Driver ตัวตู้ และ DSP ในแอมปลิไฟล์ ที่สามารถจูนอัพได้ด้วยโปรแกรมเฉพาะทางนั่นเอง      ต้องชื่นชมว่า เสียงทุกย่านความถี่ โดยเฉพาะช่วงมิดเบสลงมาหาเบสย่านต่ำลึก ถือว่า “เนียน” กลมกลืนดีมากครับ ทำให้ลำโพงเล็กระดับต้นๆ ของวงการเสียงอิ่มเอม โดยไม่ทิ้งบุคลิกเดิมแต่อย่างใด และเบสต่ำลึกๆ ที่ควรมีในชิ้นดนตรี มีครบครันน่าฟังขึ้นแยะ    เป็นสิ่งที่เสริมลงไปในระบบแล้ว เพิ่มคุณค่าค่าของลำโพงทั้งซิสเต็ม ไม่ได้เป็นการเอาเสียงเบสมาข่มเสียงกลางแหลมแต่เดิมที่ดีอยู่แล้วของลำโพงเมนหลัก และ Weava Core Impulse 13 นี้ทำให้มินิมอนิเตอร์ทั้ง 4 คู่ (สลับกันใช้งาน) สร้างเวทีเสียงกว้างลึกใหญ่ขึ้น สิ่งที่ต่างกันบ้าง ก็คือการปรับระดับเกนโวลุ่ม     เปรียบเทียบการปรับค่าเกนโวลุ่มของ Harbeth P3 ESR และ Rogers LS3/5A เราจะต้องปรับเกนของ Rogers LS3/5A Diamond Jubilee  เพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย จึงจะสมดุล      ในขณะที่ Harbeth P3 ESR และ KEF LS3/5 A Limited Edition เกนโวลุ่มจะเท่าๆ กัน     ส่วนคู่สุดท้าย Harbeth LS5/12A ต้องเร่งโวลุ่มของตู้เบสโมดูล Weava Core Impulse 13 ไปอีกสเต็ปหนึ่งครับ คือจะต้องเร่งระดับเบสโมดูลมากกว่าทุกคู่     แต่เกนโวลุ่มที่กล่าวถึงนั้น จะไม่มากน้อยกว่ากันแบบทิ้งห่างนะครับ เรียกว่าปรับค่าต่างกันในระดับมิลลิเมตรเท่านั้น       ผมมีข้อแนะนำเล็กน้อยสำหรับท่านที่จะใช้เบสโมดูลแบบนี้หรือจะเป็นแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ ของแบรนด์ใดก็ตาม ให้สังเกตดังนี้     ที่ระดับความดัง หรือ Gain ที่อาจเป็นศัตรูเงียบของความเนียนก็ได้  เมื่อใดเร่งเกนโวลุ่มตู้เบสโมดูลแล้วรู้สึกว่าเบสดีขึ้นทันที ตรงนี้ เกนที่เราปรับมักจะดังเกินหน้าลำโพงหลักไป     แต่ถ้าเร่งเกนโวลุ่ม แล้วรู้สึกถึงเสียงที่เบสอบอุ่น อิ่มเอมขึ้น โดยไม่ไปกลบย่านมิดเบส มิดเร้นจ์ และพอปิดเพาเวอร์จากเบสโมดูลแล้วรู้สึก “ขาดหายไปบางอย่าง” นั่นละครับ ถือว่าปรับได้ถูกต้องแล้ว     อย่างไรก็ตามทางผู้ผลิต Pyramid Lifestyle Technology พร้อมส่งทีมงานไปจูนอัพให้กับ ลำโพงทุกคู่ที่ใช้เบสโมดูล ของ Weava ดังนั้นคุณจะได้คุณภาพเสียงที่กลมกลืนอย่างที่สุดกับลำโพงหลักของคุณแน่นอนครับ     ไม่บ่อยครั้งนะครับที่เราจะได้ฟังการเสริมศักยภาพของลำโพงคู่เดิมของเราให้มีลักษณะเสียงที่โออ่ามากขึ้น ทั้งเวทีเสียงกว้างลึกและเพดานเสียงด้านบน ขยายขอบเขตออกไป       มันไม่ใช่การเพิ่มเสียงต่ำให้มากขึ้น แต่มันเป็นเสียงต่ำ หรือเสียงเบสที่สมจริงขึ้น มีความเป็นธรรมชาติ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับลำโพงเดิมของเรา เป็นสิ่งที่ลำโพงคู่หนึ่งๆ ควรจะให้ดนตรีได้อย่างครบถ้วนดังวกล่าวครับ     สำหรับการเซ็ตอัพอีกรูปแบบหนึ่งก็คือนำลำโพงหลักวางไว้บนตู้เบสโมดูล สิ่งที่อาจจะแตกต่างกันบ้างก็คือการปรับเกนโวลุ่มอาจจะลดลง หรือเพิ่มจากเดิมได้เล็กน้อย (ขึ้นกับลักษณะการจัดตำแหน่งวางกับผนังห้องด้วยครับ)       แต่สิ่งที่เราได้จากเบสอิ่มเป็นธรรมชาติ ความกลมกลืนแทบจะไม่แตกต่างกัน      และที่สำคัญก็คือผู้ผลิตพร้อมที่จะไปจูนอัพให้ ตามลักษณะที่คุณใช้งานจริงภายในห้องฟังด้วยครับ จึงมั่นใจในความสมบูรณ์ของเสียงได้อย่างเต็มที่     นี่คือประสบการณ์อีกครั้งหนึ่ง ที่ถือว่ามีค่ามากทีเดียวสำหรับการได้ฟังเสียงต่ำที่ดี มีคุณภาพจากลำโพงดั้งเดิมของเราโดยที่ยังรักษาคาแรกเตอร์ของลำโพงหลักที่เราชื่นชอบนั้นเอาไว้ได้อย่างมั่นคง    Weava Core Impulse 13 คือการใช้เทคนิคการออกแบบเบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ยังรักษาธรรมชาติของเสียงดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน       ดังนั้นใครที่คิดว่าอยากให้เสียงต่ำของลำโพงสมบูรณ์ขึ้น ดนตรีทุกชิ้นมีความเป็นจริงมากขึ้น โดยยังคงรักษาฐานเสียงและคาแรกเตอร์ที่ดีที่คุณชื่นชอบเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนละก็ หาโอกาสมาทดลองประสบการณ์จาก Weava Core Impulse 13 กันนะครับ    เป็นผลงานระดับฝีมือ ที่ฝากไว้ให้ออดิโอไฟล์ ได้พิจารณากัน หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พีระมิด ไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี 120/44 ม.7 ตำบล ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร 74110  โทร. 02 429 1236 Email: info@pltspeaker.com

Life Audio Signature 10 เปิดเผยทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี

Life Audio Signature 10 เปิดเผยทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี      ความมุ่งมั่นตั้งใจออกแบบลำโพงเพื่อให้เป็น “บันทึกประวัติศาสตร์” หน้าสำคัญของวงการไฮไฟ โดย Life Audio ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีการวางแนวคิดมายาวนาน เพราะเป็นลำโพงที่กลั่นกรองจากความรู้และประสบการณ์หลายสิบปีในวงการเครื่องเสียงของคุณหน่อย เพื่อที่จะบรรลุซึ่งระบบลำโพงในอุดมคติ เท่าที่เทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์ และฟิสิกส์ มีความพร้อมเต็มที่ในยุคปัจจุบัน      การร่างแบบในไอเดีย ลงมาจนถึงการออกแบบดีไซน์จริง ด้วยเส้นสายลายเส้นในห้องทดลองมายาวนาน ค้นคว้าวิจัย เปรียบเทียบกับลำโพงระดับท็อปคลาสนับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะมาเป็น Life Audio Signature 10 มีการปรับปรุงจนสุดเส้นทางแห่งศาตร์และศิลป์จริงๆ      เมื่อสองปีที่แล้ว ในระหว่างที่ผมสนทนากันกับคุณหน่อยได้เปิดเผย แบบร่างลำโพง Life Audio กับผมว่า เขากำลังออกแบบลำโพง ทั้งดีไซน์ตั้งพื้น และลำโพงพร้อมชุดขาตั้ง ที่ทดลองปรับปรุงมานานแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่ลงตัว ทุ่มเทเวลามากมาย ไปพร้อมกับการแสวงหาองค์ประกอบของตู้ ตัวขับเสียง และอุปกรณ์ครอสโอเวอร์ มาทำการทดลองต่างๆได้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ “เพราะอยากให้ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด” ไม่ใช่แค่เพียงประกาศให้โลกรู้ว่า “คนไทยทำได้” แต่ความหมายลึกซึ้งมากไปกว่านั้น      Life Audio Signature 10 คือลำโพงแห่งเกียรติยศ และความภาคภูมิใจของผู้ผลิต ที่จะมอบไว้ให้กับวงการออดิโอไฟล์ของไทย อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้น แห่งแรงบันดาลใจ หรือสร้างพลังใจให้กับนักออกแบบบ้านเรา ท่านอื่นๆ จะได้สร้างงานที่ดีๆ ออกมาประดับวงการในภายภาคหน้ากันต่อไป เพราะคนไทยที่มีความรู้ความสามารถ มีอยู่มากมาย เพียงแต่โอกาสยังไม่เปิดอย่างเต็มที่เท่านั้นเอง      ลำโพง Life Audio Signature 10 ไม่ได้ผลิตเพื่อสร้างรายได้ เพราะต้องการผลิต Limited แค่เพียง 10 คู่เท่านั้น ผลงานชิ้นนี้ จึงมีความท้าทายในกระบวนการทางฟิสิกส์ และศิลปะชั้นสูง อาจเป็นงานวิจัยต้นแบบแห่งการเรียนรู้ของ Life Audio ที่ทำให้ก่อกำเนิดการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ไฮไฟอื่นๆ ตามมาใสอนาคตด้วย      ศาสตร์และศิลปะที่มาพร้อมกันอย่างเพียบพร้อม แสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะในหลายปีมานี้ สำเร็จลงได้ด้วยลำโพง Signature 10 ที่เราคงไม่อาจกล่าวถึงรายละเอียดได้ทั้งหมด และผมก็ได้มีโอกาสทดลองฟังแล้ว ให้ความประทับใจอย่างยิ่ง     นี่คือลำโพงที่เดินไปสุดทางของออดิโอไฟล์ ที่สามารถขึ้นไปเทียบเคียงกับลำโพงไฮเอ็นด์ในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิใจ         ด้วยความเป็นจริงที่ว่า ลำโพงระดับไฮเอ็นด์ ซูเปอร์ไฮเอ็นด์ ในตลาดโลกที่มีชื่อเสียง ล้วนยอดเยี่ยม มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เราไม่ได้บอกว่า Life Audio Signature 10 ดีกว่า หรือดีที่สุด แต่ทว่า ลำโพงรุ่นฉลองครบรอบสิบปี Life Audio จะเป็นหนึ่งในทำเนียบลำโพงที่สามารถเคียงบ่าเคียงไหล่ลำโพงระดับสุดยอดเหล่านั้นได้ ด้วยศาสตร์แห่งดีไซน์ และคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมอันพิสูจน์ได้     หลังจากมีนักฟังระดับไฮเอ็นด์ได้ทดลองฟัง Life Audio Signature 10 ที่มีกำหนดเป้าหมายผลิตเพียง 10 คู่ บัดนี้ได้ถูกสั่งจองไปแล้ว 7 คู่‼️ ต้องกล่าวว่านอกเหนือความคาดหมายจริงๆ    หลังบทความทดสอบสั้นๆ ชิ้นนี้โพสให้ท่านได้อ่านกัน ลำโพงรุ่นลิมิเต็ดนี้ อาจจะมีเจ้าของไปทั้งหมดแล้วก็ได้ครับ        เราลองมาพิเคราะห์เทคนิคการออกแบบบางส่วนเท่าที่เปิดเผยได้ดังต่อไปนี้       Life Audio Signature 10 รังสรรค์ตัวตู้ด้วยอลูมิเนียมที่มีความหนา 20 mm. ทุกด้าน ประกอบมาอย่างประณีตพิถีพิถัน มีการใช้ชิ้นส่วนที่เป็นทองเหลือง เคลือบด้วยทองคำ 24K ถึง 8 ชิ้น ต่อ 1 ตู้        มีชิ้นส่วนที่เป็นทองแดง ofc เคลือบ Platinum Mix กับ Rhodium อีก 1 ชิ้น ต่อ 1 ตู้       กระบวนการใช้โลหะเป็นตู้ลำโพง คืองานที่ยากลำบากที่สุดโดยเฉพาะความสามารถในการควบคุมเรโซแนนซ์ เคยมีลำโพงไฮเอ็นด์ไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่นำมาใช้ อาทิ KEF Brade , YG Acoustic (USA) Magico (USA) Genelec Finland, B&O (Bang & Olufsen) ในสิ่งที่เราเรียนรู้มาว่า ตู้ลำโพงอลูมิเนียมมีข้อดีตรงความมั่นคงปราศจากการกระพือสั่นไหวอย่างดีเยี่ยม แต่จะต้องทั้งคำนวณขนาด และจัดการระบบภายในอย่างเข้มงวด ต้องสอบผ่านในหลักสามประการนี้  - ควบคุมค่า High-Q Resonance - Ring & Bell Effect เมื่อถูกกระตุ้นจากตัวขับเสียง - Energy Reflection ควบคุมการสะท้อนภายในตู้        การจัดการในเชิงวิศวกรรมตู้ของ Life Audio Signature 10 ทำให้ได้มาซึ่งเสียงที่สะอาดหมดจดมาก เวทีเสียงนิ่งแม่นยำ ตัวขับสามารถแสดงผลด้านรายละเอียดที่สูงสุดโดยปราศจากสีสันของตู้ อีกทั้งภายในมีการใช้แผ่น C3 LeDisq Magnetiq สูตรพิเศษที่ทำให้เฉพาะ Life Audio ใช้เป็นรายแรกของโลก สำหรับสายที่ใช้ไวริ่งภายในตู้  ใช้ตัวนำสูตรเดียวกับสายลำโพงรุ่น Masterpiece Grand (ราคา 3 ล้านกว่า)          Crossover อุปกรณ์คัดเกรดพิเศษ และทำขึ้นด้วยเทคนิคที่ไม่เหมือนใคร อันนี้อาจจะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดตรงนี้ได้     ขั้วต่อด้านหลังลำโพงสวยงาม แกร่งในลักษณะ Heavy Duty มีขั้ว Ground เฉพาะที่สามารถต่อเข้าระบบกราวด์ของภาคขยายได้ เพื่อให้เสียงมีความสะอาด สงัดยิ่งขึ้น      และสำหรับชุดขั้วต่อลำโพง สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็นแบบ Single หรือ Bi-Wire (โดย Bi-Wire มีส่วนเพิ่มอีก 12,000 บาท)     Life Audio Signature 10 มีขนาดตู้ขนาดตู้ กว้าง 23 ลึก 22.5 สูง 39 เซนติเมตร  เป็นลำโพง 2 ทาง แบบท่อเปิดเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลังขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ทวีตเตอร์โดมขนาด 1.5 นิ้ว พร้อมเพลทรอบตัวขับขนาด 4 นิ้ว วูฟเฟอร์ขนาด 7 นิ้ว ตอบสนองความถี่ที่ 29 Hz. ถึง 22 kHz. ค่าความไว 88 db/1Watt/1Meter ความต้านทาน 8 Ohm. เฉพาะตัวตู้มีน้ำหนักข้างละ 30 กิโลกรัม‼️         ราคา 490,000.- บาท มีราคาพิเศษ 388,000.- บาท สำหรับผู้สั่งจอง ผลิตในจำนวนจำกัด 10 คู่เท่านั้น     และในเวลานี้ได้มีผู้จองไปแล้ว 7 คู่ ดังนั้นลำโพง Life Audio Signature 10 จะมีให้นักฟังได้เป็นเจ้าของอีกเพียง 3 คู่เท่านั้นครับ      คุณหน่อยกล่าวว่า “นี่คือการผสมผสานที่เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ตลอดชีวิตที่เล่นเครื่องเสียง ได้ทดลอง ได้จำหน่ายชุดเครื่องเสียง และลำโพง Hi-End , Super Hi-End มาอย่างมากมาย จึงทำให้ทราบ จุดดี จุดเด่น จุดด้อย และปัญหาต่างๆ ของซิสเต็มเครื่องเสียง รวมถึงการแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบที่สุด“ “เหมือนกับสาย Life Audio ที่สร้างขึ้นตามความต้องการที่อยากจะมีสายที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน”      ดังนั้นการสร้างลำโพงของ Life Audio รุ่น Signature 10 จึงเป็นหมุดหมายที่ต้องการสร้างความสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน ให้ได้มากที่สุด เท่าที่ลำโพงวางขาตั้ง 1 คู่จะทำได้ และสามารถให้คุณภาพที่ดีกว่าลำโพงตั้งพื้นในหลายๆ ด้าน ซึ่งศาสตร์และศิลปะชิ้นนี้ อยากมอบไว้ให้กับผู้คนในวงการได้หาประสบการณ์กันครับ     Preview สำหรับลำโพงพิเศษนี้ หลังจากคู่แรกสำเร็จออกมา ก็กลายเป็นลำโพงที่มีวาระใน “การเดินทาง”แทบไม่เว้นว่างเลยจริงๆ ครับ     โดยเฉพาะมีโอกาสเข้าไปฟังในห้องฟังของออดิโอไฟล์ระดับต้นๆ ของเมืองไทยหลายแห่ง แต่โชคดีที่ยังมีโอกาสมาแวะพักที่ผม 2-3 วัน ให้ได้เซ็ตอัพ ได้ทดลองฟังด้วยแอมป์โซลิดสเตท สลับกับแอมป์หลอดสุญญากาศระดับคลาสสิก นับว่าได้ประสบการณ์น่าประทับใจมากทีเดียว  แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาการทดสอบฟังที่ไม่นานมากนัก แต่ก็ได้ประสบการณ์ ที่นำมากล่าวถึงหลายเรื่องด้วยกันที่ผมจะขอสรุปดังต่อไปนี้     ตัวตู้ที่หนักมาก 30 กิโลกรัม ระดับที่คนแข็งแรงยกคนเดียวแทบไม่ไหว ผมไม่เคยพบว่ามีลำโพงตู้ขนาดเดียวกันที่หนักอึ้งถึงเพียงนี้ ผนวกกับขาตั้งโลหะที่ดีไซน์ตอบรับอย่างพิถีพิถัน ทุกจุดสัมผัสที่ระบบลูกกลมหรือ Ball Bearing ที่ตัดไวเบรชั่นส่วนเกินออกไปได้อย่างหมดจด ส่วนล่างสุดใช้ Life Audio ตระกูล Mellow รองรับปรับระดับให้ได้ศูนย์อย่างแม่นยำ ลำโพงจึงมั่นคงเสมือป้อมปราการดีๆ นี่เอง       จาการทดสอบ พบถึงจุดเด่นคือมีความแกร่งปราศจากการสั่นกระพือใดๆ การทำงานของไดรเวอร์จะแม่นยำ ให้ไดนามิคที่หนักหน่วงมีอิสระ เสียงที่ได้ยินจากเพลงในสไตล์วงออเคสตราวงใหญ่ ลำโพงคู่นี้ทำได้ทรงพลังโอ่อ่าจนผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว (Round-Up Erich Kunzel, Cincinnati Pops Orchestra) เสียงจากชิ้นดนตรีชัดเจนแจ่มแจ้ง หลุดลอยทะลุมิติเสียง เหมือนลำโพงไร้ตู้       ที่ทำให้ผมแปลกใจยิ่งไปกว่านั้น คือเสียงเบสที่อิ่มเอม สมจริง ลอยตัวเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เกินเลย โดยฟังจากอัลบั้มเพลงชั้นครูของ Janis Ian: Breaking Silence (1992) ที่บันทึกเสียงมาได้อย่างสะอาดคลีนเป็นธรรมชาติ ลำโพง Life Audio Signature 10 นำเสนออย่างตรงไปตรงมา ให้เสียงเบสที่เป็นเบสจริงๆ ในขณะที่ตอกย้ำด้วยอัลบั้ม Jennifer Warnes: The Hunter ความอิ่ม นุ่ม หนักแน่น มาเต็มสเกลเสียง นับเป็นพลังเสียงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ        ในแง่ของคาแรกเตอร์ลำโพง ต้องเรียนว่า ลำโพง Life Audio Signature 10 ไม่ออกแนว “คัลเลอร์เรชัน” หรือปรุงแต่งเสียงเลยแม้แต่น้อย เป็นบุคลิกของผู้ถ่ายทอดความจริงเที่ยงตรงเป็นหลัก ผมพบว่านี่อาจจะเป็นลำโพงไม่กี่คู่ที่ผมเคยฟังมาแล้วรู้สึกถึง ความลงตัวพอดี หรือ Tonal Balance อันยอดเยี่ยมมากๆ นับแต่เพลงแรกที่ฟังก็จะพบได้ทันทีว่า นี่คือธรรมชาติของเสียงดนตรีที่มีชีวิตที่ปรากฏต่อหน้า     เอกลักษณ์ของเสียง Signature 10 ดูสมจริงแต่ผ่อนคลาย เสียงที่เปิดสว่าง มีน้ำหนักเสียงพอดีๆ กับปลายเสียงแหลมละเอียดละออ รักษาได้ทุกดุลเสียงอย่างบาลานซ์ มีฮาร์โมนิคที่ยอดเยี่ยมด้วยสัดส่วนงดงาม ทำให้ผู้ฟังได้รู้สึกถึง “ส่วนลึกของอารมณ์ดนตรี” ได้ครบถ้วน     นี่อาจเป็นเหตุผลที่ผมฟังอัลบั้ม Kenny Rogers' Greatest Hits ได้สองรอบในช่วงเวลาทดสอบในหนึ่งวัน      Signature 10 ผ่องถ่ายเสียงของศิลปินคนโปรดด้วยความรู้สึกลึกๆ ชิดใกล้ อาทิเพลง Lady และ Don't Fall In Love With A Dreamer ที่เสมือนหนึ่งว่า เขามายืนร้องต่อหน้าแบบมีชีวิตจริง      นี่คือลำโพงที่แทบจะไม่ใช่ลำโพง แต่เป็นสำเนียงเสียงนักร้องและดนตรีที่สามารถสื่อลึกเข้าไปถึงจิตใจได้ด้วยการถ่ายทอดธรรมชาติ และ “ความเป็นจริง” ที่เราสัมผัสได้ เนื่องจากผมมีโอกาสทดสอบ Life Audio Signature 10 ด้วยแอมป์แบบโซลิตสเตท และแอมป์หลอดสุญญากาศ อาจมีบางท่านอยากทราบ จึงอยากสรุปต่อท้ายสักเล็กน้อยว่า ด้วยความเที่ยงตรงแม่นยำของลำโพงซึ่งถือว่าออกแบบเอาไว้ได้สุดยอดมาก ทำให้การใช้แอมป์ที่แตกต่างกันทางโครงสร้างวงจรขยายจึงมีผลแตกต่างกันไม่มาก  อาทิกับแอมป์หลอด ลำโพงอาจจะเสียงอุ่นกว่านิดหน่อย ปลายเสียงฉ่ำขึ้น แต่ยังคงมีชีวิตชีวาไม่ต่างจากแอมป์โซลิดสเตทแต่อย่างใด เรียกว่าความเที่ยงตรงในคุณภาพเสียงของลำโพงเป็นต่อทุกสิ่งอย่างในการแมตชิ่งครับ  ดังนั้น Life Audio Signature 10 จึงไม่มีข้อจำกัดตรงความเป็นหลอด หรือทรานซิสเตอร์ แต่อย่างใด แน่นอนว่าเสียงแบบหลอดและโซลิดสเตท อาจจะพิสูจน์กันได้ตรงปลายเสียงแหลมสุด และความหวานของเสียงร้องเท่านั้นครับ     ช่วงท้ายของการฟัง ผมทดสอบฟังด้วยเพลงแนวร็อคที่ชื่นชอบ คือ Turn of the Tide : Barclay James Harvest แม้จะเป็นการบันทึกเสียงยุคเก่าตั้งแต่ปี 1981 แต่ผมถือว่า นี่คืออัลบั้มร็อคที่เสียงหนักแน่น ละมุนจริงจังอย่างที่สุด ลำโพงสองทางส่วนใหญ่ที่ฟังๆ มา มักจะสนองตอบได้ในระดับกลางๆ      แต่ Life Audio Signature 10 สนองตอบได้ยอดเยี่ยมมาก อิ่ม ทรงพลังหนักแน่น เทียบเคียงลำโพงตั้งพื้นไฮเอ็นด์ได้เลยครับ ผมจึงต้องมาปิดท้าย ในวันที่จะต้องยกลำโพงลงกล่อง ด้วย Alan Parsons Project: I Robot อีกสักรอบ เรียกว่าได้ความรู้สึกของเวทีเสียงกว้าง ลึก พลังเสียงต่ำรวมทั้งค่าไดนามิคเร้นจ์ ดังสุด-เบาสุด แสดงผลออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชนิดที่แทบไม่เคยฟังได้จากลำโพง Bookshelf คู่ใด ได้ในแบบนี้ครับ     ยกให้เป็นลำโพงที่มีความเที่ยงตรงสูง เปิดเผยทุกรายละเอียดของเสียงดนตรีอย่างไม่ปรุงแต่ง เมื่อต้องการเข้าถึงความเป็นจริง ผมเชื่อว่า ลำโพงคู่นี้ให้คำตอบคุณได้แน่นอน      การทดสอบฟัง Life Audio Signature 10 ของผมคือประสบการณ์ครั้งสำคัญ สำหรับลำโพงที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันยอดเยี่ยมเช่นนี้ อยากให้คนออดิโอไฟล์ได้มีโอกาสฟัง และวิเคราะห์เพื่อเป็นประโยชน์ สำหรับพัฒนาความก้าวหน้าของวงการผู้ผลิตไทยให้โดดเด่นยิ่งๆ ขึ้นไปครับ     หลังบทความสั้นๆ ชิ้นนี้ออกไป ผมไม่แน่ใจว่า Life Audio Signature 10 คู่สุดท้ายอาจจะถูกจับจองไปแล้วหรือไม่ เพราะผลิตออกมาแบบ Limited จริงๆ  ดังนั้นให้สอบถามจากเจ้าของโปรเจค คือคุณหน่อย Life Audio หรือ คุณวรวุฒิ วินาสันตุ โทร. 084-596-6262 ได้เลยครับ  

DALI KUPID ลำโพงเล็กเสียงดี ที่ให้ความไพเราะในทุกสภาวะแวดล้อม

DALI KUPID ลำโพงเล็กเสียงดี ที่ให้ความไพเราะในทุกสภาวะแวดล้อม         การออกแบบลำโพงเล็กที่ดีๆ สักคู่หนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก… แต่ถ้าความมุ่งมั่นปรารถนาที่ให้ลำโพงคู่นั้น สามารถใช้งานอย่างลงตัวกว้างขวาง เช่น จัดวางบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์ วางบนหิ้ง ใส่ในชั้นวาง หรือติดยึดกับผนัง ด้วยแนวทางอเนกประสงค์ได้หลายๆ รูปแบบ โดยที่ยังคงคุณภาพของ “เสียงที่ดีใกล้เคียง ในทุกสถานที่” กลับไม่ใช่เรื่องง่ายนัก      และ DALI KUPID คือสิ่งที่ทำได้สำเร็จ และพบคำตอบที่ได้ผลดีมาก       DALI KUPID เป็นลำโพงที่ถูกออกแบบมาโดยใช้หลักวิศวกรรมอันทันสมัยของลำโพง Bookshelf แบบ Compact / Stand mount ขนาดกะทัดรัด เหมาะกับห้องเล็ก ห้องนั่งเล่น พื้นที่จำกัด หรือนำมาใช้ได้หลากรูปแบบอย่างไม่มีขีดจำกัด       แม้จะมีตัวตู้ขนาดเล็กแต่ถูกออกแบบตามหลัก Hi-Fi ของ DALI โดยนำ DNA การออกแบบเสียงจากรุ่นเรือธงมาใส่ในแพ็กเกจที่เข้าถึงง่ายกว่า       จุดเด่นคือขนาดกะทัดรัด ติดตั้งง่ายเหมาะกับห้องขนาดทั่วๆ ไป ห้องคอนโด หรือมุมฟังเพลงที่พื้นที่จำกัด ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ลำโพงใหญ่ แต่ต้องการเสียงครบช่วงความถี่ มีความบาลานซ์ดี ด้วยวูฟเฟอร์ ขนาด 4.5 นิ้ว และทวีตเตอร์แบบซอฟท์โดม       ในส่วนของท่อพอร์ต แบบเบสรีเฟล็กซ์ ยิงคลื่นเสียงออกทางด้านหลัง พร้อมกับการเลือกใช้จุดตัดความถี่ที่แม่นยำ ทำให้ได้เบสอิ่มสมจริงในขนาดตู้ย่อมๆ     สามารถขับได้ง่ายกับแอมป์หลายแบบ เป็นลำโพงที่มีค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม และประมาณการกำลังขับจากภาคขยายระหว่าง 40–120 W ทำให้สามารถใช้งานกับแอมป์ระดับเริ่มต้นถึงกลางได้โดยปราศจากปัญหา        หลังจากได้รับลำโพง DALI KUPID  ผมมานั่งวิเคราะห์ดูโครงสร้างตัวตู้ ประกอบกับรายละเอียดข้อมูลทางเทคนิคที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ครับ • ตัวขับเสียงกลางต่ำออกแบบมาให้พื้นที่ภายในเหมาะกับตัวขับขนาด 4.5 นิ้ว ที่ใช้ Volume ได้คำนวณมาเพื่อให้ mid/bass ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ตู้จะมีขนาดเล็ก การออกแบบทรงภายนอกให้มีขอบรอบตู้โค้งมนช่วยลดการกระจายตัวของคลื่นเสียง หรือการเลี้ยวเบนนั้นลดลง (diffraction) และผลต่อย่านความถี่ช่วงกลางชัดเจนแม่นยำขึ้น     สำหรับ มิด/เบส ไดรเวอร์นี้ได้ผลิตด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างกระดาษ และ wood-fibre อันเป็นวัสดุเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ DALI ใช้ตลอดมา ด้วยความความแกร่งแต่มีมวลต่ำ ทำให้ตอบสนองได้ฉับไว (fast transient) และจะไม่มีการระบายสีสัน ไดรเวอร์ใช้แม่เหล็ก ferrite และวอยซ์คอยล์ที่เหมาะสม รวมถึงช่วงผลักหรือช่วงชักยาว (long-throw) เพื่อให้ไดนามิกและคอนโทรลเบสดีเกินขนาดตัว    • ตัวขับเสียงแหลม ทวีตเตอร์ขนาด 26 มิลลิเมตร ที่ DALI ระบุว่าเป็น ultra-light soft dome หรือ soft woven fabric diaphragm ที่มีจุดประสงค์การออกแบบ ให้ตอบสนองความถี่สูงสุดด้วยความสะอาด ให้รายละเอียดย่านความถี่แหลมโดยไม่แข็งกระด้าง และให้การกระจายเสียงเป็นมุมกว้างด้วยแผงหน้ารองรับ ช่วยสร้างความราบรื่นของเสียงได้ดียิ่งขึ้น     พารามิเตอร์สำคัญจากสเปคฯ ลำโพงสามารถให้แบนด์วิธ 63 – 25,000Hz (±3 dB) มีจุดตัดคอร์สโอเวอร์ที่ 2,100 Hz, ความไว 83 dB มีค่าความต้านทาน 4 โอห์ม เหมาะสมกับแอมป์ 40–120วัตต์ต่อแชนแนล        เทคนิคการออกแบบอคูสติกของตู้ลำโพง 1. Dual-flare bass-reflex port รูปแบบของพอร์ตแบบขยายด้วยท่อสองชั้น ช่วยลดการผันผวนในการไหลของอากาศ (turbulence) ที่ปากท่อ ทำให้เบสกระชับและลดอาการเสียงพอร์ตแตกพร่า เมื่อเปิดที่ระดับความดังสูงๆ ซึ่งเป็นความสำคัญของลำโพงตู้ขนาดเล็ก 2. การปรับหน้าแผงทวีตเตอร์ (tweeter waveguide) DALI มีการปรับรูปทรงแผ่นควบคุมเสียงรอบทวีตเตอร์เพื่อให้การกระจายเสียงเข้ากับ มิด/เบส ได้ดี ส่งผลให้การตอบสนองเสียงกลาง–แหลมลื่นไหล และจังหวะเวลา หรือ timing ของไดรเวอร์ประสานกันดีขึ้น   3. ไดรเวอร์เน้นที่มวลเบาที่สมดุล ทำให้ transient ดี และให้ mid-range ที่ชัดเจน ไม่บวมเบลอ      4. ครอสโอเวอร์ที่ปรับจูนมาเฉพาะรุ่น โดย DALI ระบุว่าใช้ Crossover ที่ออกแบบเฉพาะเพื่อจูนบาลานซ์และ Timing ระหว่างทั้งสองตัวขับ ทำให้เสียงเป็น “ธรรมชาติ” และไม่มีความขัดแย้งทางเฟส   จะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นลำโพงตู้ขนาดเล็กแต่จุดประสงค์การออกแบบก็คือ ให้เสียงในระดับไฮไฟ ที่มีความสามารถเข้ากับทุกสถานที่ได้อย่างลงตัว     ขนาดตู้ลำโพง 237 × 140 × 195 มิลลิเมตร ดีไซน์สวย มีหลายสีให้เลือก Black Ash, Walnut, Caramel White, Golden Yellow, Chilly Blue เหมาะกับการตกแต่งภายในบ้านหรือคอนโด ที่เข้าหลักว่า “แต่งบ้านด้วยเสียงสวย”     Test Report ผมมีโอกาสทดสอบอยู่สามรูปแบบคือ 1. วางบนขาตั้งที่เหมาะสม ในที่นี้คือ Atacama Speaker Stand ฟังในแบบออดิโอไฟล์มีการเซ็ตอัพอย่างจริงจัง (ให้เสียงได้ดีที่สุด) 2. วางบนหิ้ง-ชั้นวางภายในบ้าน  3. นำมาฟังแบบบนโต๊ะทำงานในลักษณะ Near-Field ฟังแบบใกล้ๆ เหมือนห้องทำมาสเตอริ่งงานตัดต่อเพลง (ให้ความน่าสนใจมากว่า ในระดับความดังเบาๆ ยิ่งให้เสียงดียิ่งขึ้นอีก)     ที่จริงผู้ผลิตเขาจะมี “ขายึดผนังห้อง” มาให้ด้วยในกล่องลำโพง สำหรับท่านที่ต้องการนำไปใช้งานอเนกประสงค์ เช่น ติดตั้งในห้อง หรือตกแต่งเสียงในร้านกาแฟ ร้านอาหาร เป็นต้น      แรกสุด ถ้าพิเคราะห์จากสเปคฯ ของโรงงานผมก็รู้สึกเป็นห่วงอยู่นิดนิดเหมือนกัน คือค่าความไวที่ระบุจากผู้ผลิตอยู่ที่ 83dB SPL ดูเหมือนว่ามันเป็นลำโพงที่มีอัตรากินกำลังขับจากแอมป์สูง แบบเดียวกับลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์?     แต่ในความเป็นจริง ก็นับว่าประหลาดมาก เพราะผมใช้แอมป์ขนาด 20 วัตต์ต่อแชนแนล อย่าง NAD3020  หรือแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ Fmj แค่ 9 วัตต์ ก็ขับออกมาได้ชนิด ฟูลสเกล เลยทีเดียว      จึงเข้าใจว่าสเปคฯ ตัวนี้ น่าจะเกิดจากการบันทึกจากภายในห้องไร้เสียงสะท้อน Anechoic ในแล็บของทาง DALI เพราะในการใช้งานจริงกับห้องทั่วไปนั้น เรากลับรู้สึกลำโพงคู่นี้ขับง่ายอย่างเหลือเชื่อ มีความไวสูงไม่น้อยไปกว่าลำโพงอื่นใด เรียกว่าประเภทที่เป็นมิตรกับแอมป์ทุกรุ่นทุกแบรนด์ อ้าแขนรับได้หมดไม่ว่าจะกำลังขับต่ำหรือสูง (ผู้ผลิตระบุใช้ได้ตั้งแต่ 40-120 วัตต์)     จากการทดสอบร่วมเกือบๆ สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเริ่มจริงจังหลังจากเบิร์นไปครบ 100 ชั่วโมง จึงทำการเซ็ตอัพและฟังอย่างเป็นจริงเป็นจัง บทสรุปของของผมก็คือ KUPIDเป็นลำโพงดับออดิไฟล์ที่มีทั้งขนาดเล็กน้ำหนักเบาและขับเสียงได้ง่ายมากอย่างคาดไม่ถึง      การมีท่อพอร์ตเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลัง แนะนำว่า การจัดระยะวางห่างผนังตั้งแต่ 40 เซนติเมตรขึ้นไป จะปลอดจากอาการเบสบวมหรือบูมมี่ได้       แต่ถ้ามีความจำเป็นจะต้องยึดติดผนังที่ใกล้มากกว่านี้ ก็อยากให้พิจารณาปิดท่อด้วยฟองน้ำ (ถ้าจำเป็น)       แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจนะครับว่าเอฟเฟคต่อผนังหลังของลำโพงคู่นี้ กลับมีน้อยที่สุดตั้งแต่ผมทดสอบลำโพงประเภทท่อเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลัง นับว่า DALI ออกแบบได้เก่งมากครับ        เสียงที่ได้จากการเซ็ตอัพแบบออดิโอไฟล์ลำโพงจะถูกวางห่างกันภายในห้องฟังผมอยู่ที่ 1.65 เมตร เสียงที่ได้ประสานกันทางซ้ายและขวาดีมากและเป็นลำโพงที่ฟังความดังระดับสูงได้อย่างดีและเสียงเปิดเผยรายละเอียดได้สมบูรณ์ ผู้ผลิตระบุว่าสามารถให้ความดังได้เต็มที่ถึง 103 เดซิเบล     จึงกล้าพูดได้ว่าเป็นลำโพงที่คุณภาพเสียงเหนือกว่าที่สเปคฯ ระบุเอาไว้มาก      บุคลิกเสียงในแนวเปิดกว้างสะอาด ฟังแบบเข้าถึงง่าย      ด้วยเสียงเบสลงได้ลึกเกินขนาด Driver ความถี่ต่ำแม่นยำชัดเจน และเสียงแหลมให้ความสุภาพเปิดโปร่งในสไตล์ของ DALI แบบว่า “เชื้อไม่ทิ้งแถว” คล้ายลำโพงรุ่นใหญ่ของเขา ฟังเพลงได้หลากประเภทโดยเฉพาะ Pop Jazz Country นี่ต้องถือว่าฟังแล้วเข้าถึงความมีชีวิตชีวา โออ่า เวทีเสียงกว้างลึกได้สัดส่วน     เสียงกลางชัดเจนสะอาด สนองตอบไดนามิกได้ดี และฟังได้เพลิดเพลินกว่าที่คิด เหมาะกับคนที่มีพื้นที่จำกัดหรืออยากได้ชุดเสียงกะทัดรัดแบบเรียบง่าย         เพราะในขณะที่ผมเปลี่ยนสถานที่จากการฟังอย่างจริงจังแบบออดิโอไฟล์ไปสู่การวางบนโต๊ะทำงาน เพื่อฟังแบบ Near Field และวางไว้บนชั้นเก็บแผ่นเสียง สิ่งที่ได้คือเสียงยังคงความสมดุลและรายละเอียดครบถ้วน ในขณะที่เสียงเบสอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ได้บ้างเล็กน้อย แต่แปลกที่ไม่ค่อยเจออาการเบสบวมเลยครับ       KUPID ยังคงรักษาโทนัลบาลานซ์ของย่านความถี่ต่างๆ ได้ดี สิ่งเหล่านี้เข้าใจว่าทางผู้ผลิตได้มีการคำนวณเอาไว้ และทำการจูนอัพอย่างสมดุล เพื่อให้การใช้งานอเนกประสงค์ในหลายสภาวะได้อย่างยอดเยี่ยม      นี่คือลำโพงที่ให้เสียงสะอาดน่าประทับใจ และให้เสียงที่ฟังได้อย่างยาวนาน มีเสียงเปิดเผยสง่างาม เข้าถึงง่ายในทุกย่านความถี่ โดยเฉพาะความสมจริงของเบสในลำโพงตู้ขนาดเล็ก เชื่อว่า DALI KUPID คงจะสร้างความอัศจรรย์ในใจให้กับผู้ฟังได้ไม่น้อยเลยครับ         ถ้ากล่าวว่า DALI KUPID เป็น “ลำโพงตัวเล็กเสียงใหญ่” ที่ให้ความไพเราะ ในทุกสภาวะแวดล้อมก็คงไม่ผิดจากความเป็นจริงครับ       นับเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่ง ของการเข้าถึงเสียงดนตรีที่มีความโอ่อ่าเรียบง่าย และในแง่ตู้ลำโพง ที่เราสามารถเลือกดีไซน์ สีสันได้หลายโทนสีเพื่อการแต่งห้องไปในตัวอีกด้วย       ต้องชื่นชมทีมออกแบบนะครับ ว่าเขาดีไซน์มาให้ได้ทั้งเสียงที่ดี สามารถจัดวางได้อย่างง่ายดายในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด เหมาะอย่างยิ่งกับพื้นที่ห้องขนาดกลาง ขนาดเล็กทั่วไป ที่สำคัญ ราคาสมเหตุผล ที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ครับ     DALI KUPID ราคาคู่ละ 16,900.- บาท   สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/  

REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ที่สุดแห่งพลังเสียงไฮเอนด์ที่ตอบรับกับดนตรีทุกสไตล์

REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ที่สุดแห่งพลังเสียงไฮเอนด์ที่ตอบรับกับดนตรีทุกสไตล์     สำหรับ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ลำโพงไฮ-ไฟจากฝรั่งเศสระดับเรือธง ที่เปิดตัวในงาน High End Show ที่มิวนิค เยอรมัน เมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้เอง เป็นผลงานออกแบบที่บรรลุคำว่าเสียงดีที่สุดโดยไม่มีความประนีประนอมใดๆ      ATALANTE 7 Evo ให้เสียงครบช่วงความถี่ 23Hz–24 kHz เท่าเทียมกับสิ่งที่มนุษย์พึงได้ยิน คือให้ความสามารถครอบคลุม ตั้งแต่เสียงเบสลึกอิ่ม จนถึงเสียงแหลมสูงรายละเอียดระยิบระยับ ด้วยความครบเครื่องสำหรับดนตรีหลากหลายแนวโดยไม่มีความเบี่ยงเบนใดๆ ทั้งสิ้น     ระบบโครงสร้าง 3 ทาง ใช้ทวีตเตอร์และมิดเรนจ์แบบซอฟต์โดม RASC Evo พร้อมวูฟเฟอร์ขนาดมหึมาถึง 15 นิ้ว แบบ BSC       จุดหลักคือทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ที่ให้รายละเอียดกลางสูงชัดเจน กระจายเสียงช่วงปลายอย่างสดใส ขณะที่วูฟเฟอร์ขนาดใหญ่พร้อมโครงสร้าง Basalt Sandwich ช่วยให้เบสหนักแน่น ลึกอิ่มอย่างเป็นธรรมชาติ      ก่อนอื่นผมขออธิบายโครงสร้างกรวยวูฟเฟอร์ อันเป็นทีเด็ดของ  ATALANTE 7 Evo ดังนี้  วัสดุหลักที่ใช้คือ Basalt หรือ บะซอลต์ เป็นหินภูเขาไฟที่เกิดจากลาวา ที่แช่แข็งตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อถูกแปรรูปเป็นเส้นใย (Basalt Fiber) แล้ว ก็จะได้วัสดุที่มีคุณสมบัติเด่น คือมีน้ำหนักเบาใกล้เคียงคาร์บอนไฟเบอร์ แต่แข็งแรงมากกว่า มีความคืนตัวต่อการแดมปิ้งได้ดีเยี่ยม (High Internal Damping)       จุดเด่นที่สุดของเส้นใยบะซอลต์คือ ช่วยลดเรโซแนนซ์ของไดอะเฟรมได้ดี เป็นผลต่อทำงานผลักอากาศได้เสถียร โดยไม่มีปัญหาจากความชื้นและอุณหภูมิใดๆ        สำหรับเทคนิค REVIVAL AUDIO ที่ใช้วิธี Basalt Sandwich Construction (BSC) คือนำเอาเส้นใยบะซอลท์ ทำเป็นแผ่นกรวยด้านหน้าและด้านหลัง แล้วประกบกับวัสดุแกนกลางน้ำหนักเบา เพื่อเพิ่มความแกร่ง และลดความผิดเพี้ยน วิธีนี้ตัวขับจะสามารถควบคุมรูปการสั่นของคลื่นได้อย่างมีเสถียรถาพ (modal behavior) เสียงสะอาด กระชับ มีน้ำหนัก และไม่แข็งกระด้าง         การใช้วูฟเฟอร์ขนาด 15 นิ้ว คือความมั่นใจในแง่ของการตอบสนองความถี่ที่ลงได้ลึกสุดยอด ในขณะที่วัสดุตัวกรวยสามารถที่จะผลักอากาศได้อย่างว่องไวไม่น้อยไปกว่ามิดเร้นจ์ และทวีตเตอร์      • ส่วนเทคนิคโครงสร้างทวีตเตอร์ และมิดเร้นจ์ RASC (REVIVAL AUDIO Soft-Cell)  RASC คือโครงสร้างโดม/กรวยแบบพิเศษ ที่ออกแบบโดย Daniel Emonts วิศวกรผู้เคยอยู่ Dynaudio / Focal มานานกว่า 30 ปี เขาจึงเข้าใจรากฐานตัวขับเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม โดย เฉพาะเทคนิคในด้านวัสดุ  คำว่า RASC เน้นไปที่โดมที่เป็นเนื้อผ้าแบบพิเศษ ผสมกับโครงสร้างลดเรโซแนนซ์ขั้นสูง ซึ่งองค์ประกอบของ RASC จะมีหลักอยู่ 4 ประการคือ 1. Soft-Cell Dome Material เนื้อโดมสูตรพิเศษที่ไม่ใช่ผ้าธรรมดา แต่เป็น Multi-layer textile แบบคัสตอมเมดในโรงงาน ที่ให้ความสมดุลระหว่างความเบา (lightweight) และ ความยืดหยุ่น (flexible), รวมถึงการหน่วงการสั่นที่สูง (internal damping) มีข้อดีคือทำให้เสียงแหลม–กลางนุ่ม เนียน รายละเอียดครบถ้วน และจะไม่แข็งกระด้าง 2. ARID Technology (Anti-Resonance Inner Dome) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ RASC คือเทคโนโลยีในการขจัดเรโซแนนซ์หรือการสั่นพ้องที่ไม่พึงปรารถนาด้านในโดม โดยจะช่วยลด Internal Resonance มากกว่า 97% เป็นผลต่อเสียงที่ออกมาสะอาด ไม่มีความกระด้าง โดมชนิดนี้ไม่มีเสียงสั่นแทรก (Ringing) แบบที่พบในโดมโลหะทั่วไป ผลลัพธ์คือได้ความละเอียดแบบโลหะ แต่คงความนุ่มแบบผ้า 3. Double Motor System / Ventilated Back Plate ซึ่งใช้ได้ทั้งในทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ คือโครงสร้างที่ช่วยควบคุมการไหลของอากาศ ด้านหลังโดม ลดการอัดอากาศ (Compensation Pressure) ลดความเพี้ยน (Distortion) ช่วยในการระบายความร้อนได้ดี ผลลัพธ์คือ เสียงเปิดโปร่ง ไม่มีอาการล้าหูในการเปิดฟังในระยะยาวนาน 4. Back Chamber ที่ออกแบบเองทั้งหมด นี่คือแชมเบอร์ที่เป็นห้องด้านหลังโดมที่ออกแบบเฉพาะ (aluminum / composite) จะทำหน้าที่ดูดซับคลื่นสะท้อน และขยายช่วงความถี่ต่ำ ให้ทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น สามารถใช้ความถี่ครอสโอเวอร์ตัดย่านความถี่ลงได้ต่ำกว่าโดมปกติทั่วไป ผลลัพธ์คือเสียงเนียนและต่อเนื่องกับวูฟเฟอร์มากกว่า     RASC ซอฟต์โดมไฮเอนด์ ที่ถูกออกแบบเพื่อกำจัดปัญหาเรโซแนนซ์ให้หมด เพื่อให้ได้เสียงกลาง–แหลมที่สะอาด นุ่ม รายละเอียดสูง แต่ไม่แข็งกระด้างใดๆ นั่นคือจุดเด่นที่ทำให้ REVIVAL AUDIO ต่างจากลำโพงยุโรปอื่นๆ ในด้านเสียงกลาง–แหลม • ทวีตเตอร์ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo นอกจากใช้เทคโนโลยี “ARID” (Anti-Resonance Inner Dome) ลดเรโซแนนซ์ภายในโดมแล้ว ก็ยังใช้แม่เหล็กชนิดเส้นแรงแม่เหล็กสูงแบบ นีโอไดเมี่ยม ช่วยให้ค่าความไวและไดนามิคสูงขึ้นอีกถึง +5dB  เป็นผลต่อเสียงแหลมเปิดโปร่ง และควบคุมได้ดี  ในส่วนวอยซ์คอยล์ใช้อะลูมิเนียมบริสุทธิ์ ที่มีความเบาและตอบสนองได้ฉับไว และมี Back-Chamber แบบโครงอลูมิเนียม เพื่อช่วยควบคุมเรโซแนนซ์และระบายความร้อน เสียงแหลมจึงแม่นยำ รายละเอียดดี อย่างที่คุณจะไม่เคยพบในโดมทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์อื่นใด     • ในส่วนมิดเร้นจ์ยังมีเทคนิคเพิ่มเติมที่น่าสนใจคือ เป็น ลักษณะของโดมอ่อนขนาด 3 นิ้ว ใช้เทคโนโลยี “ARID+” และโครงสร้างแบบ ดับเบิ้ลซัสเพนชั่น “double suspension dome” ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนตัวของไดอะเฟรม มีความลิเนียร์มากขึ้น รวมถึงการลดความผิดเพี้ยนได้อย่างดีเยี่ยม มีแชมเบอร์แบบอลูมิเนียม และ “Tri-Zone Resonance Control” ร่วมกับระบบระบายความร้อนที่ดี ช่วยลดการสะท้อนภายใน และควบคุมเรโซแนนซ์ได้ดี เป็นผลลัพธ์ถึงเสียงกลางสดใสสะอาดเป็นธรรมชาติมีความสมดุล และให้การแยกรายละเอียดย่านกลางที่ดีมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน • ครอสโอเวอร์ชนิด Hand-Tuned Crossover & Network Integration ส่วนของครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค ของ ATALANTE 7 Evo ถูกออกแบบและจูนด้วยมือ โดยมีจุดเด่นดังนี้     ตัวอินดัคเตอร์ใช้ Air-coil ที่ลดการสูญเสียสัญญาณ และรักษาความสะอาดของโทนเสียงเมื่อส่งสัญญาณไปยังตัวขับแต่ละตัว ใช้ Topology แบบ All-Pass Filter เพื่อให้มีเฟสตรงต้องกันระหว่างไดรเวอร์ เพื่อช่วยให้เวทีเสียง (Soundstage)การแจกแจงตำแหน่ง และการรวมกันของคลื่นเสียงจากแต่ละดอกฟังได้อย่าง “กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว” โดยไม่รู้สึกแยกและมีรอยสะดุดในการส่งผ่านสัญญาณ       สายภายในใช้สายคุณภาพสูงของ Van den Hul (รุ่น Skyline) ช่วยให้การส่งผ่านสัญญาณมีความแม่นยำสูง รักษารายละเอียดของสัญญาณต้นทางให้ครบทั้งทุ้ม กลาง แหลม อย่างครบถ้วน      อุปกรณ์ครอสโอเวอร์ได้รับการจูนแบบ “แฮนด์เมด” ทุกตัว เพื่อให้การรวมของทวีตเตอร์, มิดเรนจ์, วูฟเฟอร์ลงตัวและบาลานซ์ เสียงที่เป็นผลรวมออกมาจะสมดุล ไม่มีโดดหรือขาดช่วง ให้เสียงราบรื่นราวกับว่าไดรเวอร์ทุกตัวนั้นเป็น “หนึ่งเดียวกัน”     สำหรับจุดตัดครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก อยู่ที่ 340Hz สำหรับย่านความถี่ต่ำจากวูฟเฟอร์ ไปยังมิดเรนจ์ และ 2.25kHz จากมิดเรนจ์ ไปยังทวีตเตอร์     • โครงสร้างและตัวตู้ของ ATALANTE 7 Evo ไม่ใช่แค่ “กล่องใส่ลำโพง” ธรรมดา แต่เป็นตู้ที่ผสานโครงสร้างและพอร์ต ผนวกด้วยขาตั้งที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันพร้อมกันทั้งชุด ทั้งในด้านวิศวกรรมเสียง และงานดีไซน์เฟอร์นิเจอร์  ผลคือคุณจะได้ทั้งเสียงที่แม่นยำ รายละเอียดครบ เบสหนักแต่ควบคุมได้ มีความชัด สะอาด และรูปลักษณ์ที่หรูหรา ให้คุณภาพเสียงที่ดี พร้อมทั้งมุมมองที่งดงามต่อสายตาเสมอ         รายละเอียดเบื้องลึกของตู้ลำโพง ตัวตู้ของ ATALANTE 7 Evo ใช้ไม้วีเนียร์แท้ (Walnut หรือ Ebony) ทำให้ดูหรูหราดุจดังเฟอร์นิเจอร์หรู งานออกแบบตัวตู้ทำโดยสตูดิโอออกแบบชื่อดัง (A+A Cooren Studio จากปารีส) ตัวตู้มี “สัดส่วนทองคำ (Golden Ratio design)” ที่ไม่ได้แค่เพื่อความสวย แต่ออกแบบให้ได้ทั้งสวยและเสียงดีไปพร้อมกัน     มีการจูนโครงสร้างตู้แบบพิเศษ โดยมี Internal Bracing หรือผนังไม้เสริมโครงหลักภายในหลายจุด เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ลดการสั่นของตู้ (Resonance) เพราะลำโพงขนาดใหญ่ ถ้าตู้สั่นก็จะมีผลต่อเสียง เช่น เบสมัว หรือกลางแหลมอาจบิดเบี้ยวได้ ทีมงานจูนตู้ลำโพงมีการเทสท์ ด้วยโปรแกรมจำลอง (Simulation) หลายร้อยชั่วโมงก่อนตัดสินใจแบบตู้ลำโพงในขั้นตอนสุดท้าย           ระบบพอร์ต & การระบายอากาศ: Bass Reflexและ AeroVex Port ATALANTE 7 Evo เป็นลำโพงแบบ 3-Way + Bass-Reflex enclosure โดยใช้พอร์ตด้านหน้า พอร์ตเบสดังกล่าวใช้เทคโนโลยี AeroVex (Aluminum-Flanged Port) คือพอร์ตที่เสริมขอบด้วยอะลูมิเนียม และมีรูปแบบพิเศษที่ออกแบบผ่าน “การจำลอง (Simulation)” หลายร้อยชั่วโมง เพื่อพิจารณาให้การไหลของอากาศ (Airflow) ภายในพอร์ตมีความแปรผัน (Turbulence) ต่ำที่สุด  การออกแบบผลงานชิ้นนี้ ช่วยลดความเพี้ยนจากเสียงของลมปะทะได้กว่า 94% เมื่อเทียบกับพอร์ตทั่วไป      • ขาตั้ง (Stand) คือการแยกโครงสร้าง (Decoupling) และการลดแรงสั่นสะเทือน ATALANTE 7 Evo ที่มาพร้อม Stand แบบ “Isolation Stand” ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ลำโพงมีพื้นฐาน “นิ่ง” ไม่ส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนกับพื้นหรือขาตั้งโดยตรง โดยจะมี Spikes ที่ปรับระดับได้ (Micro-Adjustable Spikes) และแผ่นกันสั่น (Isolation Pads) เพื่อสริมสมรรถนะตู้กับพื้น และขาตั้งช่วยให้เสียงคงความชัด รายละเอียดไม่สูญหาย และลดการถูก “ground vibration” มารบกวน      REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evoเป็นลำโพงที่มีความไว (Sensitivity) 90dB / 2.83 V / 1m, อิมพีแดนซ์ 6โอห์ม ความน่าทึ่งคือ แม้กายภาพหลักคือ ตัวตู้จะมีขนาดใหญ่มาก แต่ก็ค่อนข้างขับง่าย แต่กระนั้นขอแนะนำว่า ควรใช้แอมป์ที่ความสามารถในการจ่ายกระแสได้ดี มีพลังขับที่มีเสถียรภาพดีตลอดการทำงาน        ขนาดตู้โดยประมาณ (ไม่รวมขาตั้ง) 820 mm × 456 mm × 480 mm (สูง × กว้าง × ลึก) และถ้ารวมขาตั้ง จะสูง 1160 mm รวมขาตั้ง       น้ำหนักต่อข้างประมาณ 54.6 kg ตู้เปล่า หรือ 67 kg พร้อมขาตั้ง ถือว่าเป็นลำโพงที่เหมาะกับห้องฟังขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยผู้ผลิตแนะนำสำหรับห้องขนาด  35–80 ตารางเมตร   Test Report เป็นลำโพงที่ผมได้ฟังมาหลายครั้ง แต่ถึงขนาดยกมาทดสอบที่บ้านนี่ก็ถือว่าเป็นครั้งแรก เพราะว่าได้ฟังมาตั้งแต่รุ่น ATALANTE 3-4-5 และสุดท้ายนี้คือ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นไฮเอนด์สูงสุดของแบรนด์      เป็นลำโพงที่แปลกนะครับ ถ้าพูดถึงรูปทรงก็อาจจะดูใหญ่เทอะทะสำหรับห้องที่มีขนาดเล็ก ในความเห็นส่วนตัวถ้าห้องที่มีขนาดตั้งแต่ 35- 60 ตารางเมตรขึ้นไป จะรู้สึกว่าลำโพงมีความสมดุลกับขนาดห้องเป็นอย่างยิ่ง       ดังนั้นการพิจารณาลำโพงคู่นี้คือห้องที่เล็กที่สุดน่าจะต้อง 30 ตารางเมตรขึ้นไป จึงจะทำให้ได้ศักยภาพของลำโพงอย่างเต็มที่        รูปทรงดีไซน์มองเผินๆ คล้ายลำโพงวางขาตั้ง แต่ลำโพงถูกออกแบบมาในลักษณะที่ผู้ผลิตบอกว่าเป็น “ลำโพงตั้งพื้น” เพราะว่าส่วนของขาตั้งที่เป็นโลหะนั้นจะถูกออกแบบมาพร้อมกันด้วย      ในกรณีที่นำมาใช้งาน จะต้องไม่ลืมพิจารณา ทำการคลายน็อตหรือสกรูที่อยู่ด้านล่างออก ให้ขาตั้งกับตู้ลำโพงคลายตัวออกจากกัน เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่อิสระอย่างเต็มที่ เพราะสกรูดังกล่าวจะยึดไว้สำหรับการขนส่งเท่านั้น      ระยะห่างของลำโพง ระหว่างซ้ายขวา ไม่ควรต่ำกว่า 3 เมตร แต่ระยะห่างของผนังหลังกลับดูเป็นเรื่องแปลก ที่เอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้นกับผนังกลับไม่มากเท่าที่เราคิดเอาไว้นะครับ อาจเป็นเพราะคุณภาพของท่อพอร์ตดีไซน์พิเศษที่ออกด้านหน้านั่นเอง ที่ทำให้สามารถปลดปล่อยพลังได้โดยมีปัญหากับผนังได้น้อยที่สุด       แม้จะวางลำโพงชิดด้านหลังไม่ถึง 1 เมตร เสียงก็ยังคงให้เสียงแบบเปิดโปร่งล่องลอยอิสระ และได้รายละเอียดปลายเสียงแหลมโปร่งกังวาน เบสเป็นตัวตนอย่างยอดเยี่ยมด้วย ข้อควรพิจารณา เนื่องจากมีตู้ใหญ่และหนัก ทำให้การเคลื่อนย้ายต้องระวังมาก ต้องมีผู้ช่วยหลายคน และควรตั้งบนพื้นที่สมดุล เนื่องจากเป็นลำโพงระดับไฮ-เอนด์ ที่โครงสร้างแข็งแกร่ง ถ้าตั้งบนพื้นไม่เรียบ อาจจะสูญเสียคุณภาพเสียงเล็กๆ น้อยๆ ได้เช่นกัน      นี่คือลำโพงตู้ยักษ์ ขนาดรวมขาตั้งคือ : 1160 x 456 × 480 มิลลิเมตร และน้ำหนักต่อตู้ 67 กิโลกรัม การเซ็ตคนเดียวต้องบอกว่า ต้องขยับ ย้าย อย่างระมัดระวังมิฉะนั้นหลังเดาะครับ‼     ดีที่สุดคือให้ทีมเวิร์คของทาง HiFi House ของเสี่ยเอ็ม มาเป็นผู้เซ็ตให้ครับ พอได้ทดสอบฟัง ก็รู้สึกถึงความแปลกอีกแล้วว่า REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo เป็นลำโพงที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยงแอมป์เลยก็ว่าได้ เพราะความไวที่สูงมากของลำโพงคู่นี้จึงมีความแตกต่างจากไฮเอนด์อื่นๆ โดยทางผู้ผลิตแจ้งว่ามีความไว 90 เดซิเบลต่อกำลังขับ 1 วัตต์ และระยะทางที่ 1 เมตร       แต่จากการนำไปวัดในห้อง LAB ในฝรั่งเศส ได้ระดับความดังตรงหน้าลำโพง (On-axis ) มากถึง 87.1 เดซิเบลต่อกำลังขับ 1 วัตต์ วัดที่ระยะทาง 1 เมตร ถือว่าเป็นลำโพงไฮเอนด์คู่เดียวที่มีความไวสูงที่สุดเท่าที่เราเคยพบมา      หรือวัดตามมาตรฐาน Mean / IEC ค่าเฉลี่ยมาตรฐานการฟังจริงในบริเวณห้อง อยู่ในช่วง 86.7dB ถึง 85.8dB  เรียกว่าเกลี่ยความดังเฉลี่ยสม่ำเสมอมากๆ      จากการทดสอบของผม ด้วยแอมป์ขนาดกำลังขับตั้งแต่ 30 วัตต์ ไปจนถึง 400 วัตต์ต่อแชนแนล ทั้งแอมป์หลอดสุญญากาศ แอมป์โซลิตสเตทคลาส A และแอมป์คลาส D      รู้สึกได้เลยว่าแอมป์ทุกประเภทสามารถขับลำโพงคู่นี้ได้ดีโดยไม่มีปัญหาใดๆ ได้บุคลิกที่โอ่อ่าทรงพลังและเก็บทุกรายละเอียดอย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นเรื่องแอมปลิไฟร์จึงไม่มีข้อจำกัดใดๆ นัก        รูปลักษณ์หน้าตาก็ดูเหมือนว่าจะอิงแนววินเทจ แต่ดีไซเนอร์ตั้งใจที่จะบรรจุเทคโนโลยีสุดยอดทั้งหมดลงไปในลำโพงคู่นี้โดยไม่มีกั๊ก จึงพูดได้สั้นๆ ว่า “เป็นที่สุด” ของ REVIVAL AUDIO แล้วครับ เป็นลำโพงที่ให้การตอบรับกับเพลงได้ทุกสไตล์ ทุกยุค อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น       เนื่องจากลำโพงนี้ถูกเบิร์นมานานพอสมควร คิดว่าน่าจะเกิน 200 ถึง 300 ชั่วโมง ดังนั้นเสียงที่ผมได้ยินคือความอิสระเปิดโปร่ง มีความแม่นยำของเสียง และเป็นลำโพงที่แสดงพลังเสียงสุดยอดมากโดยไม่กินแรงแอมป์แม้แต่น้อย ถ้าเราดูจากเข็มวียูของแอมปลิไฟล์ น้อยครั้งที่เราจะฟังได้เกิน 1 วัตต์ ครับ นี่คือคุณลักษณะซึ่งไม่มีในลำโพงให้อื่นๆ อย่างแน่นอน       ลำโพงที่สามารถให้คุณได้ฟังเพลงตั้งแต่ฮาร์ดร็อค เพลงที่มีเอฟเฟ็คดุดันอย่าง I Robot ของอลัน พาร์สัน โปรเจค เพลงของพิงค์ฟลอยด์ ไปจนถึงเพลงคันทรี ไลท์มิวสิค แจ๊ส ป็อป และเพลงที่แสดงพลังคลาสสิกคัล ด้วยวงออเคสตร้าอย่างโอ่อ่าโอฬาร ด้วยความรู้สึกที่เราสามารถเข้าถึงทุกรายละเอียดอย่างครบถ้วน      จากการทดสอบก็คือ เหมือนกับเราหลุดทะลุเข้าไปอยู่ในเวทีดนตรี สัมผัสทุกรายละเอียด ทุกมิติเสียงครับ นานทีปีหนที่จะได้รับความรู้สึกจากลำโพงชั้นยอดแบบนี้สักครั้งหนึ่ง        เป็นลำโพงที่เก็บทุกรายละเอียด จะไม่มีสิ่งใดที่เป็นรายละเอียดที่สตูดิโอบันทึกมาแล้วจะสูญหายหรือถูกบดบังไปในระหว่างทาง ด้วยเหตุที่ลำโพง REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo มีค่าไดนามิคเรนจ์ที่ยอดเยี่ยม ถือว่าทำได้สมจริงที่สุดคู่หนึ่ง ตั้งแต่ผมได้ฟังลำโพงมาในชีวิตนี้ครับ       ทุกๆ เสียงตั้งแต่เบาสุดจนถึงดังที่สุดของลำโพงมีความมั่นคงมากๆ เพราะโครงสร้างและความแข็งแรงของ ATALANTE 7 Evo ถือว่าอยู่ในระดับ “Top-tier” เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลำโพงใหญ่ ขับเบสลึก และต้องการความนิ่ง เสถียร และคุณภาพเสียงที่ “มั่นคง”          บทสรุปจาการทดสอบ ATALANTE 7 Evo 1. เบสแน่น ลึก และมีพลัง ด้วยวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ถึง 15 นิ้ว พร้อม BSC Woofer และท่อ Bass-reflex ที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม ทำให้เบสลงลึกได้จริง และมีอิมแพ็คอย่างเหลือพอ โดยไม่รู้สึกบวมหรือควบคุมยาก เบสลงได้ลึกอย่างน่าทึ่ง เต็มอิ่มดังได้เต็มสเกล จนกล่าวได้ว่า ปราศจากความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเพิ่มซับวูฟเฟอร์แม้แต่น้อย 2. อิมเมจแม่นยำ / เวทีเสียงเปิด (Soundstage & Imaging) เสียงกลางและแหลมโปร่ง รายละเอียดดี ทำให้มิติเสียงโดดเด่น อิมเมจ จุดตำแหน่งดนตรี แยกชิ้นได้ชัด เหมาะกับเพลงที่มีเครื่องดนตรีในวงขนาดยักษ์ราวกับเวทีดนตรีที่กว้างลึกมาอยู่ต่อหน้าผู้ฟัง    3. โทนบาลานซ์เสียงธรรมชาติ และโทนเสียงกลมกล่องผ่อนคลาย ATALANTE 7 Evo ให้เสียงแม่นยำเที่ยงตรง ไม่ “ย้อมเสียง” เหมือนลำโพงบางแบรนด์ (เช่นไม่อุ่นเกิน หรือไม่เย็นเกิน) โทนกลางแหลมค่อนข้างเป็นกลาง ธรรมชาติ ให้ความชัด รายละเอียดครบ เหมาะกับหลายแนวดนตรี โดยปราศจากข้อจำกัด 4. ฟังได้นานไม่ล้า (Fatigue-free listening) วิธีการออกแบบซอฟท์โดมทวีตเตอร์ มิดเร้นจ์ และวูฟเฟอร์ รวมทั้งตู้และครอสโอเวอร์ที่มีคุณภาพ ทำให้เสียงนุ่ม ไม่ผิดเพี้ยนในทุกระดับความดัง เหมาะกับการฟังยาวๆ โดยไม่เหนื่อยล้าหู  ผมว่านะ….. ลำโพงระดับล้านบาทบางคู่ยังทำได้ไม่ดีเท่ากับATALANTE 7 Evo เลยด้วยซ้ำไปครับ      น่าแปลกก็คือ แม้จะเป็นลำโพงไฮเอนด์ที่มีขนาดตู้ใหญ่ แต่ฟังรายละเอียดหยุมหยิมในระดับแผ่วเบาได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วยครับ! 5. ให้ความยืดหยุ่นกับแอมป์หลายระดับ ด้วยความไว (Sensitivity) สูงเกิน 90dB และอิมพีแดนซ์ที่6 โอห์ม ทำให้ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ขับได้ง่ายกับแอมป์หลายรูปแบบ แต่แนะนำว่าแอมป์ใดก็ตาม สมควรมีพลังทางภาคจ่ายไฟที่พอเพียง เพื่อให้ขับวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ได้สมดุลเต็มอิ่มครับ       ATALANTE 7 Evo เป็น “ลำโพงครบเครื่องที่ให้ทั้งพลังเบส เสียงกลาง–แหลม ที่ละเอียดเป็นธรรมชาติ มีเวทีเสียงและบาลานซ์ดี เหมาะกับคนที่ต้องการลำโพงที่ให้เสียงสมจริงในทุกระดับความดัง     ด้วยคุณสมบัติของพลังเสียงที่ยอดเยี่ยมของ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo เมื่อเราได้รับทราบราคาแล้วก็รู้สึกอึ้งๆ อยู่ในใจเหมือนกันครับ เพราะเป็นลำโพงไฮเอนด์คู่เดียวที่ราคาเพียง 370,000.- บาท เท่านั้น รับทราบราคาแล้วไม่อยากเชื่อหูตัวเองจริงๆ      ความรู้สึกของเราคือ ถ้าจับไปชนกับลำโพงระดับหนึ่งล้านบาทขึ้นไป ผมเชื่อว่ามันมีความสูสีอยู่มากเลยทีเดียวครับ      นี่คือคุณภาพที่นักออกแบบเขาตั้งใจให้ได้มาซึ่งลำโพงไฮเอนด์ในราคาที่สมผลอย่างที่สุด ตามจุดมุ่งหมาย ผมเองอยากให้ทุกคนได้ทดลองฟังเป็นอย่างยิ่งครับ     REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo คือลำโพงที่ส่งผ่านพลังเสียงระดับไฮเอนด์ ที่สามารถตอบรับกับดนตรีทุกสไตล์อย่างไร้ข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น เป็นปรากฎการณ์เปิดกว้างในโลกของออดิโอไฟล์ เป็นอย่างยิ่ง   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 Msound line : m_240956  

KEF Coda W : All-In-One Wireless HiFi Speaker โลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาด

KEF Coda W All-In-One Wireless HiFi Speaker โลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาด       KEF (Kent Engineering & Foundry) ก่อตั้งโดย Raymond Cooke ในอังกฤษ เมื่อปี 1961 แต่ความก้าวหน้าล้ำสมัยเกิดขึ้นตลอดเวลากับ KEF โดยในช่วงทศวรรษ 1970 KEF ก็เริ่มใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบลำโพง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่มากในสมัยนั้น          สำหรับลำโพงในซีรีส์ Coda ของ KEF นั้นได้ปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงต้น ในปี 1970 โดยมีรุ่น Coda อยู่ในสายผลิตภัณฑ์เบสิกของบริษัท ด้วยหลักการออกแบบลำโพงที่เน้นคุณภาพเสียงไฮไฟ ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายและราคาสมเหตุผล        ถัดมาในช่วงปี 1990 KEF มีลำโพงในซีรีส์ Coda หลายรุ่น เช่น Coda 7, Coda 8, Coda 9 โดยมีบันทึกว่า นิตยสาร What Hi-Fi UK เคยพูดถึง KEF Coda III ในบทความ 12 of the best KEF products โดยให้คำชื่นชมว่าเป็นลำโพงที่มีสมรรถนะสูง ให้อิมเมจได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะเป็นลำโพงราคาย่อมเยาในตอนนั้น  นอกจากนั้น Coda IV เป็นรุ่นที่หายาก รวมถึง Coda 7, 8, 9, ล้วนเป็นกลยุทธ์อันสำคัญของ KEF ในการเอื้อเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับออดิโอไฟล์โดยทั่วไป       และในปี 2025 ยุคแห่งความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี KEF ได้เปิดตัว KEF Coda W ซึ่งเป็นลำโพง All-in-One แบบไร้สาย ที่มีภาคขยายในตัว หลักๆ ในการทำงานเน้นส่งผ่านสัญญาณจาก Bluetooth แต่ยังมีอินพุตแบบดั้งเดิม ที่ให้ความสามารถสนองตอบนักเล่นเครื่องเสียงได้อย่างครบถ้วนที่สุด         นี่คือรูปทรงของลำโพงวางหิ้งสองทาง Coda W มีคุณสมบัติหลักที่ดีเยี่ยมมาก โดยใช้เทคโนโลยีไดรเวอร์ Uni-Q ในเจเนอเรชั่นที่12 (12th-gen Uni-Q ) เป็นกรวยขนาด 5.25 นิ้ว ขับเสียงกลาง-ต่ำพร้อมทวีตเตอร์ที่อยู่ตรงกลางของ Woofer ซึ่งเป็นจุดเด่นของ KEF ที่ให้แนวทางเสียงแบบ Single point-source ทำให้กระจายเสียงได้แม่นยำอย่างเป็นธรรมชาติ และเวทีเสียงกว้างกว่าระบบลำโพงทั่วไป      ในระบบ Coda W ได้ใช้ DSP ที่จดสิทธิบัติของตนเองเรียกว่า Music Integrity Engine, MIE สำหรับการจูนเสียงให้บาลานซ์ระหว่างไดรเวอร์ และควบคุมการทำงานทุกระบบอย่างเหมาะสมราบรื่นโดยอัตโนมัติ      ในด้านกำลังขับในแบบลำโพงแบบแอคทีฟ ลำโพงแต่ละข้างจะมีภาคเพาเวอร์แอมป์คลาส D แบบแยกอิสระ จ่ายพลังให้กับวูฟเฟอร์ 70 วัตต์ และขับทวีตเตอร์อีก 30 วัตต์ รวมกำลังขับลำโพงทั้งระบบตู้ซ้ายขวา ในระบบสเตอริโอ 200 วัตต์  การออกแบบในวิธีนี้ ก็คือระบบไบ-แอมปลิฟิเคชั่น  ทำให้มีศักยภาพเปล่งความดังได้สูงสุดประมาณ 102 dB ที่ระยะ 1 เมตร        สำหรับระบบเชื่อมต่อ จะรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย เริ่มจากระบบบลูทูธ 5.4 ที่รองรับ aptX Adaptive และ aptX Lossless ถ้าดีไวซ์ของคุณรองรับ aptX Lossless ก็จะได้คุณภาพเท่ากับ CD ที่ 16-bit / 44.1kHz ในแบบไร้สาย         มีช่องรับสัญญาณแบบต่อสาย HDMI ARC และ USB-C ซึ่งสามารถนำไปใช้งานร่วมกับระบบทีวีได้อย่างเหมาะสม        ช่อง USB-C ที่รองรับ 24-bit / 192kHz สำหรับการต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังมีช่องOptical (Toslink) ที่สามารถต่อเข้ากับเพลย์เยอร์อื่นๆ ให้มาแสดงผลในลำโพงได้อย่างลงตัว ส่วนช่อง RCA ระบบสเตอริโอ สำหรับรับสัญญาณ LINE IN (AUX )เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เครื่องเล่น Player ส่งสัญญาณ Analog Stereo เข้าไปยังลำโพงโดยตรง      รวมทั้งช่อง RCA และระบบกราวนด์สำหรับต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยเฉพาะ      มีช่อง Subwoofer out สำหรับเพิ่มเบสเมื่อเชื่อมกับ Subwoofer โดยเฉพาะ ในที่นี้ในช่วงท้ายๆของการทดสอบ ผมนำมาใช้ทดสอบร่วมกับ Active Sub ของ KEF KC62 ซึ่งจะทำให้คุณภาพเสียงโดยรวมแซงหน้าลำโพงตั้งพื้นหลายคู่ในท้องตลาดเลยก็ว่าได้( อันนี้ถือเป็นทางเลือกในการอัพเกรดในอนาคตได้)‼️      สำหรับระหว่างตู้ลำโพงซ้ายขวา จะมีสายเชื่อมต่อระหว่างลำโพงเพื่อทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คโดยผ่านทางช่อง USB-C (resample เป็น 96kHz / 24bit)       ผมมองว่าจุดที่โดดเด่นเหนือลำโพงแอคทีฟอื่นๆ ก็คือ ลำโพงได้ให้การรองรับการเล่นแผ่นเสียงไวนีล เพราะมีภาคขยาย Phono preamp ภายในตัวเอง ด้วยการออกแบบวงจรสำหรับขยายเกนหัวเข็ม MM ทำให้ต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ปรีแอมป์แยก นี่คือทีเด็ดของ Coda W ครับ        ดีไซน์และวัสดุนั้น ตู้ลำโพงมีให้เลือกหลายสี : Vintage Burgundy, Nickel Grey, Moss Green, Midnight Blue, Dark Titanium ขนาดของตู้ลำโพง : 285 × 168 × 268 มิลลิเมตร น้ำหนักโดยรวมประมาณ 11.3 กิโลกรัม ถือว่าเป็นดีไซน์ที่เหมาะกับการจัดวางได้อย่างอิสระในทุกๆ ที่ แต่ดีที่สุดคือใช้ขาตั้ง  KEF SQ1 Floor Stand ซึ่งเป็นขาตั้งลำโพงสำหรับลำโพงที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งกับ KEF Q Concerto Meta, Q3 Meta, Q1 Meta และ KEF Coda W         ขาตั้งรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อวางลำโพงให้ได้ระดับความสูงที่เหมาะสม ด้วยความสูงประมาณ 24.2 นิ้ว มีโครงสร้างอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทาน สามารถเพิ่มสารอุดเฉื่อย (inert filler) เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและมีช่องสำหรับจัดการสายเคเบิลในตัวเพื่อให้การจัดวางดูเรียบร้อยงามตา      Test Report หลังจากแกะลำโพงออกมาจากกล่อง เห็นขนาดแล้วชอบเลยครับ ขนาดกะทัดรัดพอดีๆ เหมือนลำโพงวางขาตั้งที่เราคุ้นเคยนั่นเอง สำหรับในการทดสอบระยะเซ็ตอัพสูงบนขาตั้งโลหะผสมของผมขนาด 24.5 นิ้ว ลำโพงจัดวางห่างกัน 2.20 เมตร เอียงหน้าเข้าหากันประมาณ 8องศา ถือว่าลงตัวในห้องฟังผมมากครับ      คือเราจะวางตู้ลำโพงไว้บนชั้นวาง ก็ได้นะครับ ขึ้นกับลักษณะการฟัง แต่ถ้าฟังแบบจริงจังควรหาขาตั้งลำโพงที่เหมาะสมโดยเฉพาะของ KEF เอง และวางลำโพงในลักษณะเดียวกันกับลำโพงออดิโอไฟล์ตามปกติทั่วไป วิธีเซ็ตอัพก็แบบเดียวกันครับ         ควรทราบว่า ลำโพงนั้นมีคุณภาพสูงระดับออดิโอไฟล์ หากอยากใช้ศักยภาพสูงสุดของเขา ก็ต้องคิดเสมอว่า นี่คือลำโพง Audiophile ครับ ดังนั้นเซ็ตอัพกันให้เต็มที่ไปเลยครับ        ขนาดลำโพงคือ 285 × 168 × 268 มม. (สูง × กว้าง × ลึก) ปริมาตรอาจจะใกล้เคียงกับ KEF Q350         ซึ่งลำโพง Coda W ทำตู้ได้แข็งแรงสวยงาม มองดูจากด้านหน้าตู้ลำโพง ลำโพงซ้ายและขวาเหมือนจะไม่ต่างกันนัก แต่พลิกไปดูด้านหลัง จะเห็นว่าระบบคอนโทรลหลัก จะอยูที่ลำโพง Primary ข้างเดียว การที่เราจะรู้ได้ว่าเป็นลำโพงแชนแนลซ้ายหรือขวา ก็ให้ดูที่ตู้ครับ        ตู้ข้างซ้ายคือ Secondary และตู้ข้างขวาเป็น Primary ที่มีระบบสั่งการหลักๆ อยู่ที่ตู้นี้ โดยมีทั้งภาคปรีแอมป์ ระบบซีเล็คเตอร์ รับสัญญาณอินพุต เกนโวลุ่ม ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ เพื่อการจับคู่และสตรีมมิ่ง        จุดเด่นคือใช้ตัวขับเสียงอันทรงประสิทธิภาพ ด้วยไดรเวอร์ แบบ Uni-Q เวอร์ชั่น 12 และมีการออกแบบภาคขยาย Class D ที่แมตช์กับตัวขับเอามาไว้ภายในแต่ละตู้อย่างมือโปรเลยทีเดียว คือมีหน่วยขยายคลาส D แยกอิสระขับเสียงด้วยพลัง 30 วัตต์ให้กับเสียงแหลม และ 70 วัตต์ให้กับเสียงทุ้ม      ระบบส่งสัญญาณ Bluetooth จัดเป็นอินพุตหลักสำหรับฟังเพลง สามารถจับคู่กับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ได้ในทันที เพื่อใช้เป็นแหล่งเสียงหลักสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน เชื่อมต่อฉับไวแม่นยำ      ในการเซ็ตอัพ ควรพิจารณาท่อพอร์ตของลำโพง ซึ่งควรจะต้องอยู่ห่างจากผนังด้านหลังอย่างน้อย 75 เซนติเมตรถึง 1 เมตร (อ้างอิงห้องฟังผมขนาด 3.5x4.5 เมตร) ระยะในการเซ็ตอัพ ไม่ได้ฟิกซ์ แต่ขอแนะนำว่า สามารถปรับให้สมดุลกับห้องของท่านเป็นหลักครับ       หลังจากวางลำโพงซ้าย–ขวาในตำแหน่งในประมาณการได้แล้ว ลำดับแรกให้ต่อสายเชื่อมระหว่างลำโพง (Interspeaker Cable) เข้าระหว่าง L - R เสียบปลั๊กไฟให้ตู้ Primary แล้วกดปุ่ม Power บนลำโพงหลัก รอไฟสถานะแสดงขึ้นว่าระบบพร้อมทำงาน แล้วเลือกแหล่งสัญญาณ Input เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้ระบบใด       หลักๆ คือ Bluetooth หรือจะเป็น HDMI ARC (สำหรับทีวี) ส่วนช่อง USB-C ใช้สำหรับคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน        ในแง่ของการใช้กับจอทีวี มีทางเลือกสำหรับทีวีรุ่นเก่า โดย Coda W มีช่อง Optical รองรับได้ หรือถ้าทีวีมีแต่ช่อง Headphone ก็เลือก AUX ทางช่อง RCA Line ได้เช่นกัน ด้วยการใช้สายที่มีปลายด้านหนึ่งเป็นมินิแจ็ค อีกด้านเป็น RCA Stereo ครับ       ลำโพงตู้หลัก Primary จะมีปุ่มสัมผัสคอนโทรล เพื่อเลือกแหล่งโปรแกรม เป็นฟังก์ชั่นควบคุมอยู่ด้านบนตัวลำโพง Primary เหมือนเป็นส่วนปรีแอมป์ ใช้สำหรับเปลี่ยนแหล่งสัญญาณที่มา และเกนโวลุ่ม และจะให้ความสะดวกมากขึ้นด้วยการใช้แอป KEF Connect สำหรับปรับ EQ, อัปเดตเฟิร์มแวร์ รวมถึงการตั้งค่าลำโพงครับ       สำหรับการใช้งานทั่วๆไปในการฟังเพลงสตรีมมิ่ง ผมเลือกเชื่อมต่อ Bluetooth       การจับคู่ก็สะดวกครับ เลือกอุปกรณ์ชื่อ “KEF Coda W” รอเสียงหรือไฟแจ้งว่าจับคู่สำเร็จ จากนั้น ก็ใช้งานได้เลย ทุกอย่างไม่ต่างจากการเชื่อมต่อลำโพงบลูทูธพื้นฐานโดยทั่วไปนั่นเอง       สามารถปรับระดับเสียง ด้วยปุ่ม Volume + / –  บนลำโพง หรือใช้รีโมต และใช้แอพในสมาร์ทโฟน หรือจากรีโมตทีวี ในกรณี HDMI ARC         การใช้งานที่คล่องตัวที่สุดคือ เปิดแอป KEF Connect ช่วยให้เลือกค่าของเสียงได้ตามความต้องการมากยิ่งขึ้น เช่นปรับ EQ, อัปเดตเฟิร์มแวร์รวมถึงการตั้งค่าระบบ      หลักการใช้งานทั่วไป จะพบว่าสำหรับการใช้สาย Interspeaker (C-Link) เชื่อมโยงระหว่างลำโพงซ้ายและขวา ความยาวสายที่ให้มาถือว่าน่าจะพอเพียงและเป็นสายคุณภาพดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อสายอื่นมาเปลี่ยน โดยสายนี้มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณระหว่างลำโพงหลักกับลำโพงรองครับ  ส่วนท่านใดจำเป็นต้องตั้งลำโพงห่างกันมากกว่าปกติ ทาง KEF มีสายขายแยกขนาดความยาว 8 เมตรให้เลือก   สัญญาณจาก Input ทุกแหล่ง (USB-C, HDMI, ฯลฯ) จะถูก Resample ให้เป็น PCM 24-bit / 96kHz เมื่อส่งผ่านสาย Interspeaker ครับ         ดูจากด้านหลังลำโพงหลัก ช่องต่ออินพุต มีทั้งดิจตอล ช่อง Aux น่าจะเหมาะกับเครื่องเสียงแหล่งโปรแกรมทุกประเภท อาทิ ซีดีเพลย์เยอร์ สตรีมเมอร์ แค่เลือกอินพุต Aux ที่ตัวลำโพง แล้วเปิดแหล่งสัญญาณ แล้วปรับระดับเสียงเท่านั้นเอง       ส่วน USB-C Audio ก็จะจับคู่กับสมาร์ทโฟนที่มีสายต่อแบบ USB-C, รวมไปจนถึง iPad, MacBook, PC ก็ได้รายละเอียดเสียงให้บิตเรตสูงสุดมากถึง 192/24 เลยทีเดียว (ถ้ามีไฟล์เพลงในระดับดังกล่าว)           การซีเล็ค หรือเลือกใช้งานแหล่งโปรแกรมเชื่อมต่อจากบนหลังตู้ลำโพงหลัก หรือ Primary ก็สะดวก โดยสังเกตว่า ปุ่มสัมผัส เรียงกันไปจากซ้ายสุดเป็น Power จากนั้นเป็นปุ่มเลือกรับสัญญาณ เริ่มที่ Bluetooth ไปยัง TV / OPT /USB / AUX และ PHN หรือ Phono ตามลำดับ    ในระหว่างที่ผมกำลังทดสอบ KEF Coda W มีแฟนคลับที่ได้ชมคลิปทางเพจสอบถามว่า ทำไม ลำโพงแอคทีฟรุ่นนี้ ไม่มีระบบ Ethernet หรือ Wi-Fi ? ผมขออนุญาตตอบไว้ตรงนี้เลยครับว่า       แน่นอนวิศวกร KEF เขาจะเน้นการใช้ Bluetooth 5.4 ที่สามารถรองรับ aptX Adaptive และ Lossless เป็นช่องทางหลัก เพื่อให้การสตรีมเสียงแบบ “การเชื่อมต่อที่เรียบง่าย” และผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับเสียงโดยไม่ต้องเซ็ตอัพเครือข่ายไฮไฟซับซ้อนมากนัก ทำให้ราคาลำโพง จะไม่สูงมากเกินไปด้วย      อีกทั้งการใช้บลูทูธซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แพร่หลายและเพียงพอสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการระบบ “all-in-one” แบบเรียบง่าย       อีกประการหนึ่งคือ ดีไซน์นี้ต้องการโฟกัสที่คุณภาพเสียงโดยตรง โดย KEF ให้สาย Interspeaker Cable ที่เชื่อมต่อระหว่างลำโพงซ้าย–ขวา ขนาด 3 เมตร เพื่อให้การเชื่อมต่อลำโพงมีความเสถียรและคุณภาพสูง โดยไม่ต้องพึ่งการส่งสัญญาณเครือข่ายไร้สายภายในตัวลำโพงเอง        และมั่นใจในเทคโนโลยี DSP MIE ด้วยว่า ในการส่งเสียงผ่าน Bluetooth + DSP (Music Integrity Engine) จะทำให้ KEF สามารถปรับจูนด้านเสียงให้ละเอียดมากขึ้น โดยไม่ต้องซับซ้อนเรื่องโปรโตคอลเครือข่ายแต่อย่างใด ในคู่มือของ KEF ระบุว่า Coda W ถูกออกแบบให้เป็น “Single-room system” ไม่ได้ตั้งใจให้ทำงานแบบ Multi-room ที่ต้องใช้ Wi-Fi เครือข่ายเพื่อสตรีมข้ามห้องได้           จากที่ทดสอบ ในแง่ประสิทธิภาพและความเสถียรของสัญญาณ Bluetooth 5.4 โดยเฉพาะเมื่อใช้ codec aptX ย่อมมีประสิทธิภาพเพียงพอและ latency ต่ำ เหมาะกับการฟังเพลงทั่วไป หรือการใช้งานบนเดสก์ท็อปหรือทีวี ผ่าน HDMI ARC, USB-C, Optical ที่ Coda W รองรับอย่างครบถ้วนพอเพียง       การไม่มี Wi-Fi และ LAN ลดความซับซ้อนระบบเครือข่าย ทำให้โอกาสเกิดปัญหาการเชื่อมต่อ เช่น delay, buffer, network drop ลดลง    และทีเด็ดคือเรื่องภาคปรี Phono ในตัวเองของ Coda W นั่นแหละ ที่ผมได้ทำการทดสอบแล้วถือว่าเยี่ยมมาก แค่นี้ก็สุดคุ้มแล้วครับ ใครชอบเล่นแผ่นไวนีลแบบดีเยี่ยมและง่ายที่สุดน่าจะคิดถึง KEF Coda W ไว้เป็นอันดับแรกเลย      บทสรุปก็คือ การต่อใช้งาน KEF Coda W เมื่อฟังทั่วไปเน้นการใช้งานสะดวกสุด ผมเลือก Bluetooth ครับ เสียงที่ได้จัดว่าดีมากอยู่แล้ว       สำหรับออดิโอไฟล์ที่ฟังเพลงแบบต้องการเสียงดีที่สุด ได้ทุกอย่างครบทุกรายละเอียด ก็ต้องยกให้ช่อง USB-C ครับ ผมฟังเพลง Tidal กับไอโฟน 15 Pro Max แล้วต้องบอกว่า ทึ่งในคุณภาพเสียงเลยละครับ แต่ข้อแม้คือต้องใช้สาย USB-C ที่รองรับดาต้าทรานสเฟอร์ได้นะครับ       และเมื่อต่อสาย USB-C ใช้งานแล้ว อย่าลืมเร่งระดับความดัง +/- ที่รีโมตหรือที่ด้านบนของตู้ลำโพงด้วย เพราะถ้าก่อนหน้าคุณฟังแหล่งโปรแกรมอื่นอยู่ อาทิ ทาง Bluetooth เมื่อเชื่อมต่อสายUSB-C ระบบขยายของแอมป์ จะลดเสียงลงมาก่อน ป้องกันระดับเสียงที่ดังอย่างฉับพลันทันที     • บทสรุปผลการทดสอบ ผมเชื่อว่าทุกคนอยากรู้มากที่สุดก็คือ เรื่องคุณภาพเสียงว่าจะพอเพียง หรือดีเด่นกับการเป็นชุดออล-อิน-วัน แบบเรียบง่าย เป็นออดิโอไฟล์ สักเพียงไร และนี่ก็คือคำตอบครับ        สิ่งที่น่าประทับใจอย่างแรกคือ พลังเสียงที่มีศักยภาพอย่างพอเพียงสำหรับห้องขนาดกลางโดยทั่วไป ให้แนวเสียงกลาง และปลายเสียงแหลมที่สะอาดใสในแบบของ KEF ต้องเรียกว่าโทนเสียงโปร่งมาก เสียงหลุดลอยจากตู้ และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เบสช่วงต่ำก็ถือว่าได้ลึกอิ่มมากเกินขนาดตู้อย่างน่าทึ่งมากๆ บุคลิกเสียงสามารถบาลานซ์สไตล์เพลงได้อย่างหลากหลาย ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ตั้งแต่ฟังวงออเคสตร้าขนาดยักษ์ มาจนถึงเพลง Pop Jazz Country โดยทั่วไป นับว่าเหมาะกับเพลงร้องหรือแนว Acoustic ได้อย่างดีเยี่ยม        ประสบการณ์ที่นับว่าตื่นเต้นสำหรับส่วนตัวผมนะครับ อยากจะบอกว่าเมื่อนำเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาต่อกับลำโพง KEF Coda W ชุดนี้ ชอบทั้งความเงียบของสัญญาณ ไม่มี Noise รบกวน ต้องชื่นชมในเสียงที่มีความสะอาด และรายละเอียดจากหัวเข็ม MM ที่ถือว่าอยู่ในขั้นที่ดีเกินคาดไปมากทีเดียว  เสียงแนวอนาล็อกของ Coda W งดงามน่ารัก มี่รายละเอียด  แสดงถึงการออกแบบด้านภาคขยายหัวเข็มโฟโนของ KEF นั้น มิใช่ธรรมดาเลย ครอบคลุมรายละเอียดสมบูรณ์มากๆ       ในแง่การใช้งานทั่วไปผมชอบที่บลูทูธเชื่อมต่อใช้งานรวดเร็ว สะดวก เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความเรียบง่าย ไม่ต้องตั้งระบบอะไรให้มีความซับซ้อนยุ่งยาก คุณภาพเสียงที่ได้จากเพลง จาก TIDAL ทางบลูทูธ ได้เกือบเทียบเท่าการต่อ USB-C โดยตรง        แต่แน่นอนว่า เมื่อฟังตรงจากสายเชื่อมต่อ USB-C คุณภาพเพลงที่ได้ น่าประทับใจใกล้เคียง ฟังจากชุดเครื่องเสียงระดับราคาสูงแบบแยกชิ้น ที่สำคัญคือคุณภาพเสียงแบบนี้สามารถเข้าถึงได้ง่าย กว่า มีความกลมกล่อมลงตัวพอดี รายละเอียดช่วงปลายเสียงระยิบระยับพอเพียงสำหรับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นออดิโอไฟล์และมิวสิกเลิฟเวอร์       อีกทั้งดีไซน์ของตู้ที่มีเสน่ห์ รวมทั้งงานประกอบดูดี เกินราคา ให้ทั้งความรู้สึกคลาสสิก เรียบหรู ทันสมัย จะวางบนโต๊ะหรือห้องเล็กๆ ก็ลงตัว สำหรับมิวสิกเลิฟเวอร์ทั่วไป แต่ที่แน่ๆ ผมชอบวางบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์ เพราะได้คุณภาพในระดับ Image และ Sound Stage เต็มที่เลยครับ          ด้วยความอยากรู้ หากวันข้างหน้า เกิดบางท่านอยากเสริมพลังให้ยิ่งใหญ่ขึ้น สามารถอัดอะไรได้อีกไหม? ในช่วงสุดท้ายของการทดสอบ ผมได้นำเอาลำโพง Sub-Woofer ในรุ่น KEF KC62 ซึ่งมีใช้งานอยู่ประจำห้องฟังเป็นการส่วนตัว มาใช้งานร่วมกัน ผลปรากฏว่า กลายเป็นซิสเต็มขนาดยักษ์ขึ้นมาทันที       คือสามารถเพิ่มคุณภาพเสียงที่โอ่โถงล้ำลึกโอฬาร ทำให้การฟังเพลงจากระบบบลูทูธที่เสริมเสียงเบสอันแม่นยำและลงตัวในความกลมกลืนต่างๆ ระหว่างลำโพงหลักและลำโพง Active Sub ที่เป็นแบรนด์เดียวกัน      อาจเป็นอีกวิถีทางหนึ่งที่เราสามารถจะขยับขยายชุดซิสเต็มจากพื้นฐานเบสิกให้ก้าวขึ้นสู่ระดับสูงได้อย่างน่าสนใจมาก ใครที่ไม่อยากต่อสาย จะใช้ตัวช่วยส่งสัญญาณไร้สาย ระหว่างลำโพงหลัก และลำโพงซับแอคทีฟ พิจารณา KEF KW1 ก็จะสะดวกยิ่งขึ้นครับ อย่างไรก็ตาม ห้องขนาด15-30 ตารางเมตร บอกได้เลยว่า KEF Coda Wเพียงคู่เดียวก็เต็มศักยภาพแล้วครับสำหรับการฟังเพลงอย่างออดิโอไฟล์     KEF Coda W เป็นลำโพงแอคทีฟ แบบ All-In-One ที่ทำให้ผู้ฟังยุคใหม่ ใกล้ชิดกับโลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาดครับ       ราคาจำหน่าย KEF Coda W - 35,900 บาท KEF KW1 - 7,990 บาท KEF SQ1 FLOOR STAND - 15,900 บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand #KEFCodaW #WirelessSpeakers #AllInOneHiFi #UniQ #aptXLossless #Phono #HiResAudio #Vinyl #Minimal #ModernClassic  

Lii Song YUN Crystal-6 ลำโพงฟูลเรนจ์ที่น่าประทับใจ

Lii Song YUN Crystal-6  ลำโพงฟูลเรนจ์ที่น่าประทับใจ        หลังจากได้ทดลองฟังรุ่นเริ่มต้น Lii Song AL-3 มาแล้วแบบไม่คาดหวังอะไร แต่แล้วในที่สุด ความดีงามของลำโพงนั้นเองที่ทำให้ ผมก็กลายมาเป็นเจ้าของลำโพง Full-range จนได้ และเมื่อก้าวขยับขึ้นมาในซีรีส์สูงขึ้นไปอีก ที่มีตัวขับใหญ่ขึ้น ใส่เทคนิคที่ล้ำๆ เข้าไป ผลปรากฏว่า ต้องขออนุญาตมารีวิว อีกสักรุ่นเถอะครับ      เพราะแค่ตัวตู้ที่มีความเงางามลายไม้คล้ายกระจก (Piano Finish) ซึ่งผลิตจากโรงงานที่ผลิตเปียโน ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดี และดอกลำโพงตระการตาขนาดนี้ ก็เทใจไปก่อนได้ฟังตามสมควร ดังนั้น แบรนด์จีนระดับไฮคลาสแบบนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ผลิตที่ไหน อยู่ที่คุณภาพ ไม่ใช่เพราะ Made in China จะด้อยค่ากันได้ง่ายๆ ครับ        Lii Song YUN Crystal-6 คือลำโพงแบบวางหิ้งที่มีตัวขับฟูลเรนจ์ ขนาด 6.5 นิ้ว ออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพสูง มีความแม่นยำ ให้เสียงที่มีความอบอุ่นและมีพลังเบสที่ลึกเกินกว่าขนาดตัว เหมาะสำหรับห้องฟังขนาดกลางๆ ทั่วไป      ตัวขับเดี่ยวแบบ Crystal-6 ใช้ไดรเวอร์โลหะแบบ Full-range ซึ่งเป็นกรวยโลหะเฉพาะตัวพร้อมแม่เหล็กนีโอไดเมียม ช่วยให้การตอบสนองไว (Sensitivity สูง) และทำให้ลำโพงสามารถขับได้ดี แม้ใช้กับแอมป์วัตต์ต่ำ เช่น แอมป์หลอด หรือแอมป์คลาส A เล็กๆ      การออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีพิเศษ ผลิตโครงสร้างที่แข็งแรง ด้วยจุดประสงค์เรื่องเสียงสะอาด เฟรม (โครงลำโพง) จึงทำจากวัสดุแข็งแรงแบบ Die-cast หล่อขึ้นรูป เพื่อลดการสั่นของโครงสร้าง ซึ่งอาจทำให้เกิดเสียงผิดเพี้ยนได้ การออกแบบโครงสร้างนี้ช่วยให้ได้เสียงที่ “นิ่ง” และ “สะอาด” ไม่มีเสียงรบกวนจากโครงลำโพง       ตัวขับรุ่นนี้ ขึ้นชื่อเรื่องให้เสียงที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะในย่านกลางและแหลมที่ถ่ายทอดเสียงดนตรีได้สะอาดดีเยี่ยม รูปแบบการทำงานจะ “ไดเร็ค” ตรงจากขั้วไบดิ้งโพสต์ของลำโพง มาถึงตัวไดรเวอร์ โดยไม่มีครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค โดยที่ตัวตู้มีการเจาะพอร์ตแบบเป็นเส้นตรงอยู่ด้านหน้า      จุดเด่นคือไดรเวอร์โลหะสีทองที่ผ่านการปรับจูนเพื่อให้เสียง โปร่ง ใส ละเอียด โดยไม่เกิดปัญหาเสียงแหลมแสบหู ซึ่งมักเกิดกับกรวยโลหะทั่วไป และพิเศษยิ่งไปกว่านัันคือเฟสปลั๊ก และช่วงดอกลำโพงขนาดเล็กที่เหมือนมาซ้อนตรงศูนย์กลาง ที่จะช่วยทำให้เสียงกลางแหลมกระจายเสียงอย่างเป็นระบบ       ลึกลงไปในเฟสปลั๊ก และดอกลำโพงเล็กตรงกลางที่ขึ้นรูปเป็นเนื้อเดียวกัน ของลำโพง Lii Song YUN Crystal-6 นั้นน่าสนใจมาก        หลังจากที่ได้รับลำโพงฟูลเรนจ์ คู่นี้มาทดลองฟัง ผมพยายามสังเกตความผิดแผกแตกต่างไปจากลำโพงอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คือ เรื่องของเฟสปลั๊ก และดอกลำโพงซ้อนอยู่ตรงกลางของกรวยลำโพง     นี่เป็นเทคนิคการทำดอกลำโพงเหมือนซ้อนกันอยู่ แต่จริงๆ คือรูปทรงที่เป็นเนื้อเดียวกัน        จากการสังเกตแบบละเอียดใน Crystal‑6 เฟสปลั๊กมีรูปร่างปลายแหลม แบบ Bullet หรือ Cone มีช่องระหว่างปลายเฟสปลั๊กกับ “กรวยเล็ก” ที่บานขึ้นมาเป็นดอกเหมือนซ้อนอยู่ตรงกลาง ที่ต้องการสร้างพลังที่แม่นยำ จาก “Venturi Effect”     Venturi Effect คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ “ของไหล” เช่น อากาศ น้ำ หรือก๊าซไหลผ่าน ท่อที่แคบลง      เมื่ออากาศไหลผ่านจุดที่แคบ ความเร็วของมันจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ความดัน (Pressure) ของมันจะลดลง     อธิบายแบบฟิสิกส์ Venturi Effect มาจาก สมการของ Bernoulli ซึ่งบอกว่า     เมื่อของไหล ไหลเร็วขึ้น ความดันในบริเวณนั้นจะต่ำลง อาทิในชีวิตประจำวัน การบีบสเปรย์ฉีดน้ำหอมผ่านช่องแคบ การทำงานเชิงฟิสิกส์ในคาบูเรเตอร์ หรือท่อแคบของเครื่องวัดอัตราการไหล (Venturi meter) จะใช้หลักการนี้วัดอัตราการไหลของของเหลวภายในในท่อ    เทคนิคการออกแบบที่เกี่ยวกับดอกลำโพง Lii Song Crystal‑6 ที่จะต่างไปจากตัวขับเสียงฟูลเรนจ์อื่นๆ คือ      ช่องระหว่าง กรวยลำโพง กับเฟสปลั๊ก เป็น “ช่องแคบ” เมื่อคลื่นเสียง คือการเคลื่อนที่ของอากาศไหลผ่านช่องนี้จะเกิดความเร็วของอากาศเพิ่มขึ้น ความดันลดลงเล็กน้อย สิ่งนี้ช่วยเร่งการปล่อยคลื่นเสียง จากใจกลางกรวยให้ “อิสระเปิดโปร่ง” และลดเรโซแนนซ์ หรือการสะสมพลังงานเสียงในจุดศูนย์กลางทำให้เสียงออกมา สะอาด โปร่ง และกระจายได้ดี     รูปแบบดีไซน์อันแยบยลนี้ ช่วยเร่งการไหลของอากาศ และลด Standing Wave นั่นคือเทคนิคทางอะคูสติก + ฟลูอิดไดนามิกส์ ที่ใช้ในลำโพงฟูลเรนจ์ขั้นสูง        ส่วนตัวของ Phase Plug นั้นเป็นตัวจัดการ “เฟส” ของคลื่นเสียงจากศูนย์กลางกรวย โดยช่วยให้คลื่นจากทุกส่วนของลำโพง “เดินทางอย่างมีระเบียบ” ไม่หักล้างกัน       ผลคือเสียงที่ใส ชัด ละเอียด และไม่แหลมบาดหู แม้จะใช้กรวยโลหะ เพราะเทคนิคการควบคุมการสั่นของกรวย (Damping) ทำให้เสียงไม่กระด้าง   จากผลการทดสอบ สามารถให้รายละเอียดเสียงสูง ในระดับ Micro-detail ชัดเจนมาก ให้เสียงที่มีความแม่นยำสูงและไดนามิกที่สมดุล เหมาะสำหรับดนตรีหลากหลายแนว ทั้งเพลงร้อง เพลงเครื่องดนตรีเดี่ยว แจ๊ส หรืออคูสติก รวมถึงเพลงร็อค และวงออเคสตรา       Lii Song YUN Crystal-6 เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบลำโพง Full-range ที่ต้องการประสิทธิภาพที่ดีในรูปแบบที่สวยงามและกะทัดรัด         Lii Song YUN Crystal-6 นั้นมีค่าความไวสูง ในระดับ High Sensitivity โดยมีความไวอยู่ราวๆ 95-98 dB ซึ่งจัดว่าสูงมากเมื่อเทียบกับลำโพงทั่วไป ข้อดีคือใช้แอมป์ตัวเล็กๆ ขับได้เสียงดังเต็มที่ เหมาะมากกับการจับคู่กับแอมป์หลอดวัตต์ต่ำ เช่น 2A3, 300B, EL34 เป็นต้น       ในแง่ของตู้ ออกแบบให้เสียงแสดงศักยภาพสูงคล้ายกับตู้เปิดหรือตู้ฮอร์น ดังนั้น Lii Song ออกแบบตัวขับเสียงเดี่ยวฟูลเรนจ์ Crystal-6 ให้ทำงานได้ดีในตู้ประเภทตู้เบสรีเฟล็กซ์ เราจะพบว่า ท่อด้านหน้า จะเป็นท่อแนวยาวเป็นเส้น จะรีดเสียงต่ำให้ทรงพลังออกมาอย่างเต็มที่     และก็อย่างที่รู้กัน ว่าตู้ลำโพงผลิตและเคลือบสีในแบบพิเศษจากโรงงานเปียโนโดยตรง ลายไม้ด้านข้างจึงดูสง่างามมาก ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นขึ้นมาอีกหลายช่วงตัว      ขอเรียนว่า ลำโพงฟูลเร้นจ์ Lii Song YUN Crystal-6 มีลักษณะพิเศษ ที่ต้องการ การเบิร์นอินที่ยาวนานตั้งแต่ 200-250 ชั่วโมงนะครับ เพื่อให้ตัวขับเสียงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ และเสียงจะ “เปิด” เมื่อเบิร์นอินครบจำนวนชั่วโมงดังกล่าว จะทำให้คงคุณภาพเสียงของลำโพงได้ตลอดไป เสียงของ Crystal-6 จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากหลังจากเบิร์นอินไปแล้ว     สังเกตว่า แรกเริ่มอาจรู้สึกว่าเสียงแหลมคมชัดเกินไป มีเบสอ่อน แต่เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ เบิร์นพ้น 50 ชั่วโมงแล้ว เสียงจะ “เข้าที่” มากขึ้น กลางเปิด เบสมาแบบน่าทึ่งเต็มสเกล พร้อมรายละเอียดงดงามดีเยี่ยมครับ (หมายเหตุ: ผมทราบว่าลำโพงทุกตู้จากโรงงานได้มีการเบิร์นอินดอกลำโพงมาแล้วประมาณ 50 ชั่วโมง ก่อนบรรจุลงตู้และส่งออกวางจำหน่าย แต่ก็อยากให้ท่านเจ้าของลำโพงได้มีโอกาสเบิร์นต่ออีกสัก 100 ถึง 150 ชั่วโมงครับ)     Test Report  เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังลำโพงคู่นี้หลังจากมีการเบิร์นมาพอสมควร และผมก็นำมาเบิร์นต่ออยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว หลังจากนั้นจึงเริ่มฟังอย่างจริงจัง       ดอกลำโพง Lii Song YUN Crystal-6 มี Phase Plug ติดตั้งมาในตัว ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก ในการออกแบบลำโพงฟูลเรนจ์ระดับคุณภาพสูง      เทคนิคของดอกลำโพงเล็ก ที่ขึ้นรูปบานและซ้อนอยู่ตรงกลาง ให้ใกล้กับเฟสปลั๊ก ก็เป็นเนื้อเดียวกันกับกรวยหลัก ช่วยให้ปลายความถี่กลางแหลมเปิดกระจ่างและมีทิศทางที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับเฟสปลั๊ก จะยิ่งทำให้คุณลักษณะเสียงคล้ายเราได้ฟังลำโพงประเภทฮอร์น แต่อัตราการขยับและความว่องไว แม่นยำ พริ้วไสว จะโดดเด่นกว่า     จะว่าไปแนวเสียงเหมือนเราขยายเรนจ์ ทั้งพลังเสียงความโปร่งความกระจ่างและความเปิดกว้างโออ่าของเสียงจากรุ่นเริ่มต้น Lii Song AL-3 ให้ก้าวกระโดดขึ้นมามากมายเลยทีเดียว     โดยเฉพาะในแง่ความอิ่มของเสียงเบส ให้ความใกล้เคียงกับลำโพงขนาด 8 นิ้ว ของวูฟเฟอร์อื่นๆ เลยทีเดียว       ให้เสียงที่เอิบอิ่ม มีความละเอียด และเสียงกลางมีลักษณะเฉพาะในแบบของลำโพงฟูลเรนจ์ ฟังแล้วจะรู้สึกได้ว่าเข้าถึงอารมณ์ดนตรีได้มากกว่าลำโพงทั่วไป อีกทั้งย่านความถี่มิดเรนจ์ของเสียงจัดว่ามีความเป็นกลางที่สูงมากๆ ครับ     เพลงที่มีวงดนตรีขนาดใหญ่ เช่น วงออเครสต้า เพลงร้องแนวสดใส ของวิทนีย์ ฮิวสตัน ให้ความรู้สึกที่เปิดกว้าง เสียงของศิลปินช่างผ่องใสยิ่งนัก และเพลงบรรเลงแจ๊สที่สนุกเร้าใจ อาทิ อัลบั้ม Mamoru Mori Quartet - Standards ที่ผมมักจะใช้เป็นอัลบั้มเปรียบเทียบลำโพงอยู่เสมอ ที่ชี้ชัด ถึงความแม่นยำเที่ยงตรง ความรู้สึกของรูปวงดนตรีสมจริงมาก ซึ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่า Lii Song YUN Crystal-6 สร้างความประทับใจได้เทียบเท่าลำโพงขนาดใหญ่กว่านี้ขึ้นไปอีกหลายคู่ด้วยซ้ำไป     อย่างไรก็ตามอยากให้ข้อคิดเห็นเอาไว้ว่าลำโพงประเภท Full-range นั้น จะมีเอกลักษณ์อยู่ประการหนึ่งก็คือ ไม่ชอบความผิดเพี้ยนของต้นฉบับเสียงดนตรี ดังนั้นลำโพงจะไม่เก็บงำเอาความบกพร่อง ของเสียงดนตรี หรือช่วยกลบเกลื่อนประนีประนอม การบันทึกเสียงจากสตูดิโอ แต่อย่างใดทั้งสิ้น ถ้าคุณชอบความแม่นยำเที่ยงตรงคุณจะชื่นชอบ Lii Song YUN Crystal-6 อย่างแน่นอน     สำหรับการฟังกับอัลบั้มออดิโอไฟล์ทั้งหลายแล้ว คุณจะได้รู้สึกเหมือนกับเปิดโลกใหม่ขึ้นมาอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การเข้าถึงดนตรีที่ลึกซึ้งและให้ Detail หรือรายละเอียดในระดับไมโครเล็กๆ ที่ผมกล่าวเอาไว้นั้น ทำได้อย่างอ่อนหวานงดงาม ใส สง่าน่าประทับใจ     ในแง่ของเสียงต่ำของเบส จะออกอิ่ม แน่น และจะให้แรงปะทะดีขึ้นอีกหลัง Burn‑in แล้ว      และนี่ก็คือลำโพง Full-range ที่ให้เสียงเบสอิ่มเอมเป็นตัวตนมากที่สุดคู่ หนึ่งเท่าที่ผมเคยได้ฟังมา หากเปรียบเทียบกับลำโพงฟูลเร้นจ์ในยุคเก่าแล้วต้องถือว่า “ก้าว กระโดด” มาไกลมากๆ ครับ    โดยเฉพาะในแง่การเป็นลำโพงความไวสูงมาก ใช้แอมป์กำลังขับพื้นฐาน ก็สามารถให้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมได้  ข้อแนะนำคือขาตั้งลำโพงจะมีผลต่อความแม่นยำของเสียงด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะใช้เป็นขาตั้งโลหะ ขาตั้งไม้ ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่ต้องใช้ฐานรองจำพวก Spike และตัวรองที่ดี รวมถึงต้องวัดระดับทุกมุมลำโพงด้วยตัววัดลูกน้ำให้ดีที่สุดด้วย     Lii Song YUN Crystal-6 เป็นลำโพง Full-range ประเภทในระดับพรีเมี่ยม สำหรับกลุ่มผู้เล่นเฉพาะทาง ที่มีศักยภาพสูง เมื่อได้รับการเบิร์นอินอย่างเพียงพอ และจับคู่กับระบบขับเสียงคุณภาพสูง (ที่ไม่จำเป็นต้องกำลังขับสูง) Lii Song YUN Crystal-6 สามารถให้เสียงที่ใส รายละเอียดดี มีเบสที่แน่นและมีแรงปะทะ และสามารถตอบสนองได้ดีในหลายแนวดนตรีโดยไม่มีข้อจำกัด ที่สำคัญคือเสียงกลางสะอาดมากเลยทีเดียวครับ     Lii Song YUN Crystal-6 จะให้ความรู้สึกประทับใจในเสียงดนตรี รวมทั้งเปลี่ยนทัศนคติและความเข้าใจเกี่ยวกับลำโพง Full-range อย่างแน่นอนครับ Lii Song YUN Crystal-6 ราคา 45,000.- บาท  โปรโมชั่นพิเศษขณะนี้ ราคา 39,990.- บาท    สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียด หรือนัดทดลองฟังได้ที่ Discovery HiFi โทร. 085-517-8292  

Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงฟูลเรนจ์ที่ให้คุณภาพเสียงอันน่าทึ่ง

Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงฟูลเรนจ์ที่ให้คุณภาพเสียงอันน่าทึ่ง     เห็นรูปทรงลำโพงที่สวยงาม ฝีมือประณีตคู่นี้แล้ว ก็ต้องขอยืมมาทดลองฟังสักหน่อย เนื่องด้วยไม่ได้ฟังลำโพงประเภท Full-range ที่ใช้ไดรเวอร์ตัวเดียวขับเสียงทุกย่านความถี่มานานแสนนานแล้วครับ      ผลิตภัณฑ์จากประเทศจีนในปัจจุบันต้องถือว่าก้าวล้ำยุคมาไกลมาก เทคโนโลยีของพวกเขาเจริญเติบโตจนล้ำหน้าฝรั่งและญี่ปุ่นไปไกลเลยทีเดียว ในตลาดออดิโอไฟล์ก็ไม่ต่าง เราจะเห็นผลิตภัณฑ์จากประเทศจีนได้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว      ในทุกระดับของกลุ่มออดิโอไฟล์จะพบว่าตั้งแต่ระดับเริ่มต้น จนถึงซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ แบรนด์จีนตีตลาดโลกในทุกเซกเมนต์       Lii Song หรือบริษัท Hangzhou Lii Song Electronics Technology ก่อตั้งในปี 2016 สำนักงานตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบซีซี่ (Xizi Lake) ในเมืองหางโจว ประเทศจีน บรรดาทีมวิศวกรผู้รักเสียงดนตรีเน้นการออกแบบและพัฒนาไดรเวอร์/ลำโพง Full-range คุณภาพสูง ด้วยแนวคิดที่ว่า “เสียงคือศิลปะ” ฝีมือในแบบ Handmade มีการปรับจูนเสียงอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างประสบการณ์ฟังเพลงที่มีชีวิตชีวา เข้าถึงอารมณ์ในเสียงดนตรีอย่างลึกซึ้ง         ผมต้องเรียนว่า แบรนด์ Lii Song กับ Lii Audio นั้น แตกต่างกันนะครับ อาจมีความสับสนเล็กน้อยในวงการ DIY       Lii Audio หรือที่รู้จักในชื่อ “Xizi Morning Glory” ผู้ออกแบบและพัฒนาไดรเวอร์ full‑range ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2006 ในเมืองหางโจวก่อนกำเนิด Lii Song หรือบริษัท Hangzhou Lii Song Electronics Technology ถึงสิบปี     แต่น่าจะมีความผูกพันกันในแง่ธุรกิจ เพราะ Lii Audio เน้นตลาดในประเทศจีน และทาง Lii Songเน้นตลาดต่างประเทศ เคยมีผู้ไปเยือนสำนักงานทั้งสองแห่งพบว่า Lii Song แม้ไม่ใช่บริษัทเดียวกับ Lii Audio แต่มีความผูกพันกันในระดับหนึ่ง เหมือนกับแบ่งกันทำการตลาดระหว่างภูมิภาคภายใน กับภายนอกประเทศ    ปัจจุบันองค์กร Hangzhou Lii Song Electronics Technology Company Limited ได้จดทะเบียนเครื่องหมาย การค้า “Lii Song” ในสหภาพยุโรปแล้ว เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2022   Lii Song มุ่งหมายตลาดยุโรปและตลาดโลกเป็นหลัก ทุกดีไซน์ ทุกโมเดลจึงเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และมาตรฐานสูง ในแง่ของชื่อแบรนด์ ถ้าอ่านออกสำเนียงทั่วไป อิงภาษาอังกฤษ อาจอ่านว่า “ลี่ซอง” คนที่อ่านตามสำเนียงแบบจีน จะอ่านว่า “หลี่ซ่ง” ไหม อันนี้ก็ไม่แน่ใจนะครับ    Lii Song มีการผลิตไดรเวอร์ลำโพงฟูลเรนจ์จากแบรนด์ ตั้งแต่รุ่นขนาดกลาง อาทิ Fast‑12, Fast‑15, รุ่นเล็ก (AI‑4) จนถึงรุ่นสำหรับ Open Baffle (F‑8) มีดีไซน์ที่หลากหลายสำหรับผู้ที่ต้องการนำไปประกอบตู้ขึ้นเองหรือนักเล่นแบบดีไอวาย    ส่วนลำโพงที่ประกอบตู้สำเร็จมีอยู่หลายหลายรุ่น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงของนักเล่นระดับไฟล์ออดิโอไฟล์ อาทิ Echo Series, F Series, Platinum Series, Silver Series, Crystal Series, Fast Series เป็นต้น    ลำโพง Echo Series ตู้สำเร็จที่กำลังเป็นที่นิยมของ Lii Song  มีสามรุ่นหลักคือ Echo AL‑3 (ใช้ไดรเวอร์ AL‑3) Echo AL‑4 (ใช้ไดรเวอร์ AL‑4) Echo F‑6S (ใช้ไดรเวอร์ F‑6S)     เข้าใจว่าทางผู้นำเข้าคือ Discovery Hi-Fi คงจะทยอยนำเข้ามาหลายรุ่นให้นักเล่นผู้ชื่นชมเสียงบริสุทธิ์แบบ Full-range ได้เป็นเจ้าของ         Echo AL‑3 รูปทรงกะทัดรัดสวยงามในขนาด: สูง 34 cm × ลึก 25 cm × กว้าง 22 cm เคลือบผิวดำเปียโน ใช้ตัวขับเสียงเทคโนโลยีสูงขนาด 3 นิ้ว น่าจะสร้างความตื่นเต้นฮือฮากับนักฟังกับเสียงที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบเหลือเชื่อ รวมทั้งราคาก็น่าจับต้องเพียงคู่ละ 12,500.- บาทเท่านั้น เทียบกับเสียงที่ได้คงถูกใจเป็นแน่         Lii Song Echo AL‑3 ใช้ตัวขับเสียง Full-range ที่มีการปรับปรุงใหม่ล่าสุดในปี 2023 โดยกรวยจะผลิตด้วยวัสดุ Metal Cone Unit องค์ประกอบหลักในแบบอลูมินั่มผสมแมกนีเซียมอัลลอย (magnesium) ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งตัวสูงและน้ำหนักเบา ส่วนแม่เหล็กและโครงสร้างเฟรมได้รับการเสริมความแข็งแรงมากขึ้นเพื่อให้การสนองตอบเสียงทั้งกลาง‑สูง–ต่ำ มีความกว้างและความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น       เป็นตัวขับที่มีค่าอิมพีแดนซ์  4 โอห์ม และเหมาะกับแอมป์ขนาดกำลังขับ (Rated Power) 15–30 W ให้ความถี่ตอบสนอง 50 Hz – 17 kHz โดยมีความถี่เรโซแนนซ์ (Fs): 49 Hz ให้ความไวที่ดีมาก คือ 93 dB @ 2.83 V/1 เมตร ซึ่งให้ความไวมากกว่าลำโพงโดยทั่วไป 2-3 เท่าตัวเลยทีเดียว      ตัวตู้ทำจากไม้ MDF หนา 18 mm เคลือบผิวด้วย Piano lacquer ในโรงงานผลิตเปียโนโดยตรง ให้ลุคสวยหรูและมีความทนทาน เจาะพอร์ตท่อเบสแบบ Bass Reflex ออกด้านหน้า ไม่มีวงจร Crossover ดังนั้นพลังเสียงจะส่งต่อจาก Binding Post ไปยังดอกลำโพงโดยตรง เหมาะกับแอมป์กำลังต่ำ แอมป์คลาส A แอมป์หลอด ทั้งซิงเกิ้ลเอ็นด์ หรือพุชพูล ไม่เว้นแม้แต่แอมป์คลาส D ที่ผมได้ทดสอบ ปรากฏว่าให้ผลที่ดีเช่นกัน       ผลการทดสอบฟัง Lii Song Echo AL‑3 แม้จะเป็น Full-range แต่ก็เซ็ตอัพได้เสมือนลำโพงโดยทั่วไป คือเป็นลำโพง Bookshelf ที่เหมาะกับการวางบนขาตั้ง ด้านใต้ตู้จะมีปุ่มยางรองรับมาให้ทั้งสี่มุม หากฐานหรือเพลทรองรับลำโพงมีขนาดเดียวกันกับลำโพงจะช่วยให้สะดวกมั่นคงยิ่งขึ้น      กรณีเพลทรองรับของขาตั้งลำโพงเล็กกว่า ก็ควรวางให้ขายางให้เลยขอบของเพลทขาตั้งครับ และใช้กาวบลูเท็คติดยึดพื้นล่างตู้ลำโพงให้มั่นคงกับเพลทรองรับของขาตั้ง     สำหรับขาตั้งลำโพงระดับความสูง 60-65 เซนติเมตร ที่ผมทดลองมีทั้งขาตั้งไม้ ขาตั้งโลหะผสม ขาตั้งโลหะ ทั้งสามรูปแบบนี้ พบว่าขาตั้งโลหะผสมทั่วไปน่าจะเหมาะที่สุดกับการช่วยให้ลำโพงเปล่งเสียงระบบลำโพงฟูลเรนจ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่าเสียง “หลุดลอย” ออกจากตู้ลำโพง     ระยะวางห่างกันของลำโพงตู้ซ้ายและขวา เหมาะสมที่สุดในห้องฟังของผมคือ 1.75 เมตร ใช้แอมป์หลายรูปแบบมาทดลองสลับกันขับลำโพง Lii Song Echo AL‑3 ทั้งแอมป์หลอดประเภทซิงเกิ้ลเอ็นด์ 8 วัตต์ (FMj 300B) แอมป์หลอดคลาส A กำลังขับข้างละ 25 วัตต์ (Audio Innovations Series 500) และแอมป์คลาส D 100 วัตต์ (NAD C3050) เป็นต้น     พบว่าลำโพงไม่ได้เกี่ยงแอมป์เลยแม้แต่น้อย รวมถึงแอมป์เก่าวินเทจคลาส A อย่าง Marantz ESOTEC PM4 กำลังขับ 15 วัตต์ หรือ NAD 3020 ผู้เก่าแก่ในตำนาน ขนาดกำลังขับ 20 วัตต์ ต้องบอกว่า ขับกันได้อย่างสบายมากครับ ภาษานักเล่นต้องกล่าวว่าขับได้ฉลุยครับ      คาแรกเตอร์ลำโพง ให้ความแม่นยำเที่ยงตรงฟังสบาย ถ่ายทอดความรู้สึกละเอียดอ่อน กับแอมป์หลอด อาจจะให้เสียงหวานอบอุ่นกว่าแอมป์โซลิตสเตทเล็กน้อยครับ     ลำโพงคู่นี้ผ่านการเบิร์นมาแล้วพอสมควร สังเกตจากความอิสระของย่านความถี่ เสียงโปร่งกังวานแผ่รัศมีออกมาเต็มที่ (แนะนำสำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงใหม่ควรจะเบิร์นประมาณ 150 ชั่วโมงขึ้นไป)      ในอดีตผมเคยฟังลำโพงประเภท Full-range มาบ้าง แต่มีน้อยคู่ที่จะรู้สึกว่าน่าประทับใจ เพราะแม้ส่วนใหญ่ให้ความต่อเนื่องของเสียงได้ดีก็จริง แต่การครอบคลุมความถี่มักจะแฟลตอยู่เฉพาะย่านกลางที่โดดเด่น เสียงปลายแหลมไปไม่ถึง และเบสต่ำก็ลงไม่ลึกนัก (เหมือนตีกรอบความถี่เสียง) ส่วนลำโพง Full-range ที่เสียงสมบูรณ์จริงๆ ก็มักจะมีราคาแพงไม่ใช่เล่นครับ     แต่ Lii Song Echo AL‑3 เสียงแรกที่ผมได้ยิน แบบไม่คาดหวัง กลับให้ความรู้สึก “ทึ่ง” ต้องร้องเฮ้ย... ขึ้นมาในใจว่า เป็นไปได้ไงกับลำโพงที่มีตัวขับขนาด 3 นิ้ว จะให้เสียงร้องเปิดกว้าง ชิ้นดนตรีครบชัดแบบนี้ แถมเบสยังมีความอิ่มละมุน อันนี้เซอร์ไพรส์จริงๆ ไม่ทราบจะสรรหาคำใดมาทดแทนได้    คุณไปเอาเวทีเสียงกว้างลึกและเบสอุ่นๆ มาจากไหนครับ ทำได้เด็ดดวงจริงๆ      นึกว่าตัวเองกำลังฟังลำโพงสองทางวูฟเฟอร์ 6 นิ้วด้วยซ้ำไปครับ‼️       คงจะเป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังเสียงลำโพงฟูลเรนจ์ แล้วได้อารมณ์เพลงแบบลำโพงชั้นดีทั่วไป ไม่มีคำว่า “ตีกรอบเสียง” ใดๆ     Echo AL‑3 เป็นลำโพงซึ่งให้คุณภาพเสียงที่น่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง สนองตอบได้ดีกับดนตรีหลากรูปแบบ ความไหลลื่นของเสียงลำโพง จะพาคุณล่องลอยไปกับจินตนาการดนตรีไม่จบสิ้น     เสียงกลางแหลม ให้ความเปิดกว้างสดใส และยังคงเอาไว้ซึ่งเบสลึกๆ อบอุ่น เสียงกลางหวานละมุน เรนจ์ไม่แคบเหมือนลำโพงฟูลเรนจ์ที่ผมเคยฟัง เวทีเสียงกว้างดีทีเดียว นี่คือการพัฒนาตัวขับเสียงที่ยอดเยี่ยม      ฟังทีไรต้องประเมินความคิดใหม่ว่า ขนาดตัวขับเพียง 3 นิ้ว สามารถก้าวกระโดดมาไกลมาก เทคโนโลยีสมัยนี้ มาสุดทางจริงๆ     สิ่งที่ผมต้องพิจารณาคือ ลำโพง Lii Song Echo AL‑3 แบบ Full-range นี้ ฟังเพลงได้หลากหลายมาก ถึงจะไม่ได้เหมาะสมกับเพลงทุกประเภท แต่ก็มีข้อจำกัดน้อยมาก       คือผมอยากจะละไว้เฉพาะเพลงร็อค เพลงที่เน้นเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์รุนแรงทั้งหลาย เสียงแบบสะวิงขึ้นลงดุเดือดอาจจะไม่ใช่แนว แต่ถ้าใครฟังเพลงแบบโรแมนติค รับรองว่าจะลุ่มหลงมันไม่ยากเลยครับ      นอกจากนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นเพลง ป็อป แจ๊ส ไลท์มิวสิค คันทรี เพลงไทย ลูกกรุง ลูกทุ่ง สตริง บิ๊กแบนด์ คลาสสิก นิวเอจ ฯลฯ จัดว่าดีเยี่ยมมาก ฟังได้ดังเต็มอิ่มไม่มีขีดจำกัดอะไร    อยากกระซิบดังๆ ว่าใครที่ชอบเพลงร้องโดยเฉพาะเสียงจากศิลปินนักร้องสุภาพสตรีสำเนียงเสียงใสหวานๆ พร้อมทั้งให้ความผ่อนคลาย และให้ชิ้นดนตรีที่มีมิติ นี่คือลำโพงที่คุณจะต้องพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง     Lii Song Echo AL‑3 เป็นลำโพงที่หลุดขีดจำกัดหลายประการของลำโพงทั่วไป โดยเฉพาะการไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก ระบบ Full-range นั้นไม่ซับซ้อน ด้วยการไวริ่งสายส่งผ่านสัญญาณตรงจากขั้วไบดิ้งโพสท์ เข้าสู่ไดรเวอร์ ทำให้เสียง Clean บริสุทธิ์ แสดงเสียงดนตรีที่แม่นยำเที่ยงตรงจากแหล่งต้นกำเนิดสู่การเปล่งเสียงออกมาให้เราได้ยิน ไดรเวอร์จึงเป็นหัวใจของระบบ รองลงไปคือการคำนวณขนาดตู้และท่อเบสรีเฟล็กซ์ ซึ่ง Lii Song Echo AL‑3 ทำได้เป็นผลสำเร็จที่น่าประทับใจ คู่ควรแก่การเรียนรู้     แน่นอนว่าเทคโนโลยีทางด้านวัสดุศาสตร์รูปแบบของตัวขับเสียง มีผลลัพธ์ต่อคุณภาพเสียงเป็นอย่างยิ่ง และ Lii Song Echo AL‑3 เป็นอีกมิติหนึ่งของนักฟังประเภท “บริสุทธิ์นิยม” อยากได้ทุกสิ่งที่สมจริงไร้การบิดเบือนครับ      บทสรุป Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงฟูลเรนจ์ตู้ขนาดย่อมที่ให้คุณภาพเสียงอันน่าทึ่ง คือเสียงไม่ต่างไปจากลำโพงมอนิเตอร์ชั้นดี เป็นเสียงในแนวทางที่นักเล่น หรือผู้ผลิตเครื่องเสียงหลายรายนิยมใช้ Full-range Speaker เป็นมอนิเตอร์ ในการออกแบบเครื่องเสียง อาจจะเพราะเสียงที่บริสุทธิ์ไร้การแต่งแต้มสีสันนั่นเอง      Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงที่มีขนาดตู้ขนาดปานกลาง เปล่งเสียงดนตรีแม่นยำขนาดนี้ เสียงเป็นธรรมชาติตั้งแต่เสียงต่ำจนถึงกลางแหลมช่วงปลาย ให้เสียงได้ในระดับ “งดงาม” นับว่าเป็นการพลิกตำราใหม่ในยุคไฮไฟปัจจุบัน และการที่ราคาอยู่ที่คู่ละ 12,500.- บาท อาจจะทำให้ตลาดลำโพงแตกตื่นไม่ใช่น้อยเลย สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งจองได้ที่ คุณกิตติคุณ ปรินายก Discovery HiFi โทร. 085-517-8292

KEF XIO DOLBY ATMOS SOUNDBAR ซาวด์บาร์ไฮเอนด์ล้ำสมัย ดูหนัง ฟังเพลง ในระดับมืออาชีพ

KEF XIO SOUNDBAR DOLBY ATMOS SOUNDBAR  ซาวด์บาร์ไฮเอนด์ล้ำสมัย ดูหนัง ฟังเพลง ในระดับมืออาชีพ     สำหรับเทคโนโลยีลำโพงกล่องเดียว ที่เรียกว่า Soundbar นั้น มีการออกแบบและผลิตมาตั้งแต่ยุคระบบถอดรหัสเสียงแบบเมทริกซ์ Dolby Pro Logic คือการทำให้สัญญาณเสียงสเตอริโอ 2 แชนแนล ได้ถูกจำลองให้คล้าย 5.1 แชนแนล แต่ด้วยความก้าวหน้าในด้านดิจิตอลออดิโอ และชิป DSP ก็สามารถพัฒนากันมาถึงระบบเสียงรอบทิศ แบบสามมิติคือ Dolby Atmos ในที่สุด        สิ่งที่ต้องแข่งขันกัน นอกจากรูปทรงสวยงามแล้ว คงจะเป็นเรื่องของคุณภาพเสียงและความสามารถในการแยกแยะทิศทางเสียงที่โอบล้อมรอบตัวผู้ฟัง ว่ารุ่นใด แบรนด์ใด จะให้ความใกล้เคียงทิศทางเสียงของการวางระบบลำโพงแยกอิสระหลายแชนแนล      เพราะโจทย์ที่ยาก คือเสียงรอบทิศหลักในภาพยนตร์สตรีมมิ่งปัจจุบันแบบ Dolby Atmos นั้น จะมีการกระจายเสียงถึงสามแกนหลักคือ  • ซ้าย กลาง ขวา ด้านหน้า  • เสียงโอบล้อมด้านหลัง  • และเสียงที่มีเบื้องสูงยิงขึ้นเพดาน      เทคนิคการออกแบบโครงสร้าง วางตัวขับเสียง คุณภาพไดรเวอร์  รวมถึงการใช้ชิปถอดรหัส ที่รับรองจาก Dolby ที่จะถอดรหัสได้สมบูรณ์ตามข้อกำหนด รวมถึงระบบดิจิตอลโปรเซสซิ่ง ที่จะทำงานแจ้งสมองให้รับรู้ได้ถึงเพดานเบื้องสูงนับว่าสำคัญมาก รวมถึงกำลังขับจากภาคขยายที่ส่งผ่านพลังเสียง และจังหวะเวลาอันเหมาะสมในการแสดงผลโอบล้อมผู้ฟัง    หมายความว่า สิ่งที่ลำโพงซาวด์บาร์ชั้นดีต้องทำให้ได้คือ เสียงด้านหน้า เสียงโอบล้อมทางด้านหลัง และเสียงเบื้องสูงจากเพดานนั้นมีความครบถ้วนจริงๆ         KEF ระดมทีมนักออกแบบ ดีไซน์ วิจัย ค้นคว้าเทคโนโลยี XIO Soundbar อยู่หลายปี กว่าจะปล่อยผลิตภัณฑ์ซาวด์บาร์ ชิ้นเดียวนี้ออกสู่ตลาดโฮมเธียเตอร์ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ ว่าเราจะทดแทนระบบเสียงชุดใหญ่และการวางลำโพงแยกชิ้นไปตามจุดต่างๆ ภายในห้อง ด้วยลำโพงกล่องเดียว ที่วางด้านหน้าได้อย่างไร       KEF XIO Soundbar ใช้ทั้งเทคโนโลยีตัวขับเสียงที่พัฒนาใหม่ล่าสุด กระบวนการอกแบบ วัสดุและโครงสร้างตัว Soundbar และชิปประมวลผล DSP ในระบบ Dolby Atmos ที่ก้าวล้ำ ภาคขยายคลาส D ที่สามารถสนองตอบพลังขับอย่างเต็มประสิทธิภาพ อาจพูดได้ว่ายังไม่เคยมีมาก่อนในแวดวงซาวด์บาร์ เป็นการตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการซาวด์บาร์ในระดับพรีเมียม       KEF XIO Soundbar สมบูรณ์แบบด้วยระบบ 5.1.2 แชนแนล พร้อมรองรับมาตรฐานเสียงล้ำสมัยอย่าง Dolby Atmos, DTS:X และ Sony 360 Reality Audio ครบถ้วน         KEF XIO Soundbar ได้รับการรีวิวจากสื่อดังระดับโลกไปในทางบวก แทบจะทันทีที่วางตลาด      ในแง่ของผู้รีวิวอย่างผม ก็อยากรู้ว่า ด้วยความใหม่สดของKEF XIO Soundbar จะตอบโจทย์ผู้ที่ใช้จอทีวีขนาด 65-85 นิ้ว เป็นศูนย์กลางโฮมเธียเตอร์อย่างคุ้มค่าจริงไหม ส่งผลได้ในระดับใด        ในการทดสอบ หรือพรีวิวครั้งนี้ ผมนำมาใช้ร่วมกับจอภาพ Samsung QLED TV ขนาด 65 นิ้ว ที่ผมใช้ประจำ โดยเชื่อมต่อสัญญาณภาพทาง HDMI และแยกการถอดรหัสเสียงผ่านทาง Optical ซึ่งนับว่าสะดวกง่ายดายอย่างยิ่ง เน้นการรับชมภาพยนตร์ Netflix , Prime Video เป็นหลัก           ก่อนอื่นลองมาพิเคราะห์ รูปทรงและเทคนิคการออกแบบกันดู KEF XIO Soundbar ใช้เทคโนโลยีลำโพงระดับไฮเอนด์ที่พัฒนาจากลำโพงซีรีส์ Reference ของ KEF โดยเฉพาะเทคโนโลยี Uni-Q® Driver Array ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่สุดของแบรนด์ KEF        KEF XIO Soundbar ดีไซน์มาอย่างเรียบหรู ทรงยาว มีมุมมองให้เห็นวัสดุกรอบผ้าและโลหะด้านบนที่ทันสมัย ให้ความลงตัวกับการตกแต่งบ้านสมัยใหม่ มีความบางเพรียวสวยงาม ด้วยความกว้างประมาณ 47 นิ้ว (1,210 มม.) และความลึกประมาณ 10 นิ้ว (165 มม.) ความสูงราวๆ 4 นิ้ว (70 มม.)        XIO ออกแบบให้เป็นเป็นซาวด์บาร์แบบเสียงรอบทิศในแผงเดียวในระบบ 5.1.2 แชนแนล โดยมีไดรเวอร์ขับเสียงถึง 12 ตัว บรรจุเพาเวอร์แอมป์ Class D จำนวน 12 ตัว แยกกันขับแบบอิสระด้วยกำลังรวมถึง 820 วัตต์!!!        เทคนิคการจัดตำแหน่งของตัวขับเสียงภายในนับว่าสลับซับซ้อนน่าทึ่ง โดยแบ่งออกเป็น • ตัวขับแบบ Uni‑Q MX drivers ซึ่งมีทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์อยู่แกนร่วมเดียวกัน รวม 6 ยูนิต แบ่งเป็นตำแหน่งซ้าย กลาง ขวา ด้านหน้า 3 ตัว (L, C, R)  และสำหรับเสียง Dolby Atmos อีก 3 ยูนิต เพื่อทำการยิงเสียงขึ้นเพดานด้านบน (up-firing / overhead) • ตัวขับแบบ Full-range ขนาด 50 มิลลิเมตร จำนวน 2 ตัว สำหรับกระจายเสียงด้านข้างซ้ายและขวา เพื่อเพิ่มความกว้างของเสียง • P185 LF เป็นแพสสีพเรดิเอเตอร์ Bass Drivers จำนวน 4 ชุด หรือแบ่งเป็น 2 คู่ back‑to‑back เพื่อระบบ Force-cancelling เทคนิคการออกแบบ สำหรับตัวขับได้จัดเรียงไว้ เพื่อรองรับกับฟีเจอร์อัจฉริยะ เช่น เทคนิค Gyroscope + IPT (Intelligent Placement Technology) ซึ่งจะช่วยในการปรับตำแหน่งการยิงของ Uni‑Q MX ให้เหมาะสมกับการติดตั้ง (วางบนชั้น หรือติดกับผนัง)       โดยเฉพาะการใช้ไดรเวอร์ส่วนบนเพื่อสร้างเสียง Atmos หรือปรับเป็นช่องกลางเซ็นเตอร์         KEF XIO Soundbar ยังโดดเด่นด้วย VECO (Velocity Control Technology) ซึ่งเป็นระบบเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่กับ P185 LF เพื่อลดการผิดเพี้ยนของเสียงเบส โดยใช้เทคนิคอ่านค่าแรงสั่นของไดรเวอร์แล้วทำการปรับแก้อัตโนมัติในฉับพลันทันที      ผมขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุดไดรเวอร์ที่สำคัญ อันเป็นหัวใจหลัก ในระบบซาวด์บาร์ชุดนี้ คือ  • ไดรเวอร์ Uni‑Q MX เป็นตัวขับเสียงชนิด “Coincident‑Source” ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยี Uni‑Q ของ KEF ที่มีชื่อเสียง        Uni‑Q MX คือไดรเวอร์สองตัวในแบบแกนร่วมเดียวกัน ที่ผสานทวีตเตอร์ (Tweeter) และไดรเวอร์กลาง‑เบส (Midbass) ไว้ในจุดเดียว เพื่อให้เสียงจากสองไดรเวอร์ออกพร้อมกัน เพิ่มความเรียบเนียนของเสียงและภาพเสียงที่กว้าง        • P185 LF เป็นไดรเวอร์ลำโพงเบสรูปราง (Racetrack) ออกแบบให้สนองตอบเบสลึกและทรงพลัง ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนไม่พึงประสงค์ แต่ให้เบสต่ำลึกโดยไม่ต้องใช้ซับวูฟเฟอร์แยกแต่อย่างใด แต่ก็ยังมีช่องให้เชื่อมต่อซับภายนอกได้  แต่ละไดรเวอร์ มาพร้อมเทคโนโลยี VECO (Velocity Control Technology) ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของไดรเวอร์ ผ่านวงจรฟีดแบ็กเชิงลบ (Negative Feedback) เพื่อลดความผิดเพี้ยนของเสียงเบส           และยังมีทีเด็ดสำหรับแฟนคลับของ KEF คือ เราสามารถเชื่อมต่อการทำงานของซาวด์บาร์ KEF XIO Soundbar แบบไร้สายเข้ากับซับวูฟเฟอร์ของ KEF ด้วยอุปกรณ์เสริม KW2 RX Receiver (จำหน่ายแยก)     KW2 RX จะเป็นอุปกรณ์รับสัญญาณไร้สายจาก XIO Soundbar ส่งต่อไปยังซับวูฟเฟอร์ที่รองรับของ KEF เช่น KC62, KC92, KF92 และ Kube (ชุด W2 RX Receiver ราคา 6,990.- บาท)       KEF XIO Soundbar ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีดีไซน์เรียบหรู ประกอบด้วยวัสดุคุณภาพในขนาดกะทัดรัด น้ำหนักประมาณ 10.5 กก. เลือกใช้วัสดุแผ่นโลหะอะลูมิเนียมด้านบน และผ้า Grille ที่สวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะ        โดยมีให้เลือกสองสีคือ Slate Black และ Silver Grey มีรูปลักษณ์มินิมอลและสลิม สอดรับกับสไตล์บ้านยุคใหม่ ทั้งแบบติดผนังหรือวางบนชั้นวางทีวี     สำหรับเทคนิคและรูปแบบการเชื่อมต่อ มีดังต่อไปนี้      • ระบบการเชื่อมต่อและฟังก์ชั่นอเนกประสงค์ อินพุต: HDMI eARC, Optical, RJ45 Ethernet, USB‑C (Service)    • เชื่อมกับซับวูฟเฟอร์แบบมีสาย (RCA) หรือไร้สายผ่าน KW2 RX Receiver    • สตรีมเพลงผ่าน Bluetooth 5.3, AirPlay, Google Cast, Spotify Connect, Tidal Connect, Amazon Music, และอีกหลายบริการผ่านแอป KEF Connect    โหมดใช้งานที่ตอบโจทย์คาแรคเตอร์และบรรยากาศเสียงแบบต่างๆ • มี Dialogue Mode ช่วยให้เสียงพูดชัดเจน ย่านกลางเด่นขึ้น เหมาะสำหรับดูหนัง    • Night Mode ปรับเสียงให้เบาแต่ยังมีรายละเอียด เหมาะกับการดูในที่เงียบหรือช่วงกลางคืน   • Music Mode ช่วยปรับเพิ่มคุณภาพเสียงสำหรับฟังเพลงโดยเฉพาะ          • แนะนำให้ผู้ใช้ โหลดแอพพลิเคชั่น KEF Connect มาใช้งานนะครับ แอพจะช่วยในการสั่งการทุกอย่าง รวมทั้งการปรับค่าอีควอไลเซชั่นสองชุดแบบอัตโนมัติ ที่ทำให้เราได้รับคุณภาพเสียงจากระบบดอลบี้แอทมอส ที่น่าทึ่ง โดยระบบของเครื่องจะทำการเซ็ตอัพอัตโนมัติจากไมโครโฟนที่ติดตั้งมาในตัวซาวด์บาร์ ใช้เวลาไม่เกิน 45 วินาที เท่านั้น     PREVIEW: เมื่อโหลดแอพ KEF Connect มาใช้งานกับสมาร์ตโฟน ทุกอย่างจะสะดวกมากครับ ผมไม่ต้องใช้รีโมตคอนโทรลเลยตลอดการทดสอบ ทุกอย่างครบถ้วนในแอพอยู่แล้ว อาจจะเสียเวลาลงทะเบียน ด้วยข้อมูลส่วนตัวเรา ไม่กี่นาที จากนั้นก็เซ็ตอัพระบบ และเข้าสู่โลกบันเทิงได้เลย    เราจะได้เห็นตั้งแต่แรกว่า KEF บรรจุเทคโนโลยีล้ำสมัยลงไปใน Soundbar ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพชนิดไม่เคยสัมผัสที่ใดมาก่อน ยิ่งได้ใช้งาน จะยิ่งหลงรักในคุณภาพเสียงของซาวด์บาร์ชุดนี้      KEF XIO Soundbar มีรูปทรงเพรียวบาง เหมาะกับการวางหน้าทีวี บนเชลฟ์อย่างมาก ท่านใดติดจอทีวีไว้บนผนังก็สามารถติดตั้งซาวด์บาร์ให้คู่กันได้ วิธีที่จะให้ได้คุณภาพอย่างสูงสุดก็คือการเซ็ตอัพตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการวางหรือการติดผนัง       กรณีของผมวาง Soundbar สูงจากพื้นตามระดับความสูงของชั้นวางทีวี ที่ระดับ 65 เซนติเมตร       ระบบจะใช้เวลาคำนวณ ในโหมด Measuring of Sound โดยเทคนิคการส่งสัญญาณ Pink Noise ด้วยพลังงานเสียงที่กระจายตัวสม่ำเสมอในแต่ละช่วงความถี่ (Octave) ช่วยให้สามารถวิเคราะห์และปรับแต่งระบบเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ       ใช้เวลาประมาณ 45 วินาที เท่านั้น ก็เสร็จเรียบร้อย       เราจะได้ทั้งความชัดเจนของเสียง พลังความถี่ต่ำ สภาวะการโอบล้อม และเวทีเสียงด้านบน หรือเพดานเสียงแนวดิ่ง ของเสียงรอบทิศทาง Object-based surround Atmos ทุกอย่างถูกปรับให้เข้ากับสภาพอคูสติค และขนาดห้อง เหมาะสมกับตำแหน่งนั่งฟัง เพื่อประโยชน์สูงสุดจากการใช้งานระบบ       หมายเหตุ: ในการเซ็ตติ้ง EQ (Setting) จะต้องเลือกสถานะตามความเป็นจริง เช่น เลือกความสูงของ Soundbar ที่เราวางหรือติดตั้งจากพื้น 20-60-100 เซนติเมตร มี SIZE ขนาดห้องที่เลือกสามขนาด คือ 1. น้อยกว่า 20 ตารางเมตร 2. ระหว่าง 20-40 ตารางเมตร  3. มากกว่า 40 ตารางเมตร       มีโหมดให้เลือกว่า ในระบบเรามี หรือไม่มีซับวูฟเฟอร์   พยายามเลือกให้ใกล้เคียงความจริง เพื่อผลลัพธ์ที่ออกมาจากการเซ็ตอัพนั้นจะได้ถูกต้องที่สุดครับ และถ้าได้ใช้งานแล้ว เทคโนโลยีของ KEF จะบ่งบอกเราเองว่า เทคโนโลยีที่ใหม่ล่าสุดของเขา ให้ความคุ้มค่าที่สุดอย่างไร      การเซ็ตหลักจะมี 1-2-3 สเต็ป กินเวลาไม่เกิน 45 วินาที สังเกตจากความถี่ สัญญาณเสียงซ่าที่แสดงผลออกมา ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ขณะระบบทำงาน Setting ในการปรับแต่ง Setup ค่าทั่วไป เราสามารถเข้าไปที่เครื่องหมาย “สามขีด” ตั้งค่าได้ทั้ง Volume Control  ตั้ง Sleep Timer Standby Alarm, เช็คสปีดดาวน์โหลด จากเน็ตเวิร์ค เลือกรีโมตคอนโทรล   ที่เหลือนอกจากนั้นเราสามารถเลือกโหมดการปรับแต่งของอีคิวแบบอัตโนมัติได้ด้วย อันจะมี Default - Music-Movie - Night-Dialogue - Direct เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์เสียง ระบบจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับแหล่งโปรแกรมที่คุณฟังหรือชมในขณะนั้น ซึ่งแต่ละโหมดสร้างความแตกต่างของบรรยากาศ ได้ราวกับเนรมิตรก็ว่าได้ครับ     ผลการทดสอบ: สำหรับผู้ที่ตั้งใจใช้  KEF XIO Soundbar ในการชมภาพยนตร์ สตรีมมิ่งเป็นหลัก แนะนำเริ่มต้นให้เลือกโหมด Movie เท่านั้นครับ  สัมผัสแรกอันน่าตื่นเต้น เมื่อคุณชมภาพยนตร์ จะพบว่าการแยกแยะแชนแนล ซ้าย กลาง ขวา เด็ดขาด มีความโอ่อ่า และเสียงรอบทิศทาง โอบล้อมได้อย่างมีบรรยากาศ และเวทีเสียงหลุดทะลุทะลวงได้อย่างน่าตื่นเต้นมาก      สิ่งที่ประทับใจมากที่สุด จาก KEF XIO Soundbar ก็คือพลังเสียงทั้งปลายเสียงแหลม กลาง และย่านความถี่ต่ำกระหึ่มมากครับ ให้เสียงที่มีอิสระหลุดลอย โดยเฉพาะรู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวา สนองตอบเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ละเอียดละออ เปิดกว้าง (Atlas ล่าข้ามจักรวาล) โดดเด่นด้วยเสียงที่แผ่โอบล้อมมาด้านหลังที่มีมิติทั้งกว้าง ลึก สูง ได้อย่างน่าประหลาดใจครับ เรียกว่าการแยกแชนแนลเข้าใกล้ชุดลำโพงแยกชิ้นได้มากกว่าที่เคยได้ยินจากซาวด์บาร์อื่นๆ  ชมภาพยนตร์แนว Sci Fi เรื่อง After Earth เกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดของเด็กชายคนหนึ่ง แบบว่า ได้ยินเสียงแรกจากระบบรอบทิศทาง ก็เล่นเอาตะลึงไปเลยเหมือนกันครับ ว่ามาจากซาวด์บาร์แท่งเดียวจริงๆ หรือ? จากประสบการณ์บอกเราว่านี่เป็นพัฒนาการที่ล้ำมากทีเดียว เพราะเสียงทุกย่านความถี่มีรายละเอียดเต็มที่ และหลุดลอยออกมาอย่างอิสระ ส่งผ่านความถี่ต่ำลงได้ลึกขนาดนี้ ความจำเป็นที่จะต้องใช้ Subwoofer แทบไม่ต้องคิดถึงเลย!!      ตัวอย่างภาพยนตร์สตรีมมิ่งอีกเรื่องหนึ่งที่จะเปล่งประกายให้ KEF XIO Soundbar ดูโดดเด่นเหนือใคร คือ Mission: Impossible - Fallout ทาง Netflix แบบว่าอยากให้ทุกท่านได้ลองครับ ได้ครบทั้งพลังเสียงที่ดุดัน รุนแรง ความเปิดกว้างของเสียง การโอบล้อมและสภาวะความเป็นเสียงสามมิติจากเบื้องบนมาครบสูตรจริงๆ ทำให้จอทีวีเบื้องหน้าของคุณเปลี่ยนเป็นโฮมเธียเตอร์ชั้นดีได้ในพริบตาครับ    โดยเฉพาะในแง่ของการตอบสนองไดอาล็อก หรือเสียงสนทนา ทำได้สุดๆ ชัดเจนสะอาด Clear ถือว่าเป็นประตูแรกของระบบ Soundbar ชั้นดีต้องมี         เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมมาก KEF สามารถย่อส่วนเอาชุดลำโพงแยกชิ้นขนาดใหญ่มาให้เหลือแค่ซาวด์บาร์ ระดับพรีเมี่ยมชิ้นเดียวอย่างทรงประสิทธิภาพ ทำให้เชื่อมั่นว่า KEF ทำได้คุ้มค่าชนิดลืมค่าตัวไปได้เลย กล่าวสั้นๆ ว่า... เยี่ยมมากครับ!!!     คงต้องยกให้ KEF XIO Soundbar เป็นซาวด์บาร์ขั้นเทพ หรือระดับพรีเมียมด้านระบบเสียงรอบทิศ Dolby Atmos Soundbar ไปเลย ให้ความรู้สึกสัมผัสที่ล้ำลึก เหนือกว่าระบบซาวด์บาร์ทั่วไปที่เคยทดสอบมา ด้วยรายละเอียดเสียงที่ชัดกว่าและแม่นยำกว่า และทุกเสียงหลุดออกจากตู้อย่างอิสระมากๆ ครับ      อีกทั้งความน่าแปลกใจ คือพลังเบสที่กระชับหนักแน่นอิ่มเอมอย่างเหลือเชื่อ แปลกใจจริงๆ ว่าเสียงต่ำลึกขนาดนี้ ไม่เคยได้ยินจากซาวด์บาร์เดี่ยวๆ แบบนี้ที่ไหนมาก่อน (ส่วนมากจะใช้ซับพ่วงในระบบอีกหนึ่งตู้)     ได้ทดสอบแล้ว ผมคิดไม่ออกว่าจะต้องเพิ่มซับวูฟเฟอร์ไปทำไมกัน... นอกเสียจากว่า ถ้าใครมีห้องใหญ่มาก ขนาดเกิน 20 ตารางเมตรขึ้นไป ชอบหนังไซไฟ แอ็คชั่น แล้วอยากได้เบสกระหึ่มลึกยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก ก็ค่อยว่ากัน และขอเชียร์ซับวูฟเฟอร์ KEF KC62 เลยครับ (ส่งระบบไร้สายด้วย KW2 RX Receiver ได้) รับรองว่า ชุดลำโพงแยกชิ้นอาจจะอายได้เลยละ     อย่างน้อยๆ เราก็ไม่ต้องมีการติดตั้งที่สลับซับซ้อนยุ่งยากของระบบใหญ่ๆ ครับ     ส่วนในแง่ของการออกแบบ อาจจะสนองตอบ HDMI eARC แต่จะไม่มี HDMI Passthrough และไม่มีจอ Display แสดงผลสำหรับการใช้งาน โดยทั่วไปแล้วผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องรอง และไม่จำเป็นเท่าใดนัก เพราะ KEF จะเน้นการตอบสนอง “คุณภาพเสียง” และผลจากการใช้งานจริงเอาไว้ก่อนเสมอ       นี่คือระบบ Soundbar ที่ให้เสียงแบบสามมิติได้ดีเยี่ยม เท่าที่ผมเคยมีประสบการณ์มา แม้ว่าเพดานเสียงสูงที่มาจากด้านบน อาจจะแยกแยะได้ไม่เท่าลำโพงแยกชิ้นแขวนเบื้องบน แต่ก็เป็นการจำลองบรรยากาศแบบ Immersive ได้ประทับใจมาก ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งจริงๆ     KEF XIO Soundbar สามารถย่อโฮมเธียเตอร์ชุดใหญ่ ลงมาในแผงซาวด์บาร์เพียงตัวเดียวได้อย่างเหมาะเจาะที่สุด ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดดเด่นด้วยตัวขับเสียงในแบบ Uni-Q ซึ่งพัฒนาออกมาได้อย่างเหมาะสมกับระบบดูหนังฟังเพลง โดยเฉพาะสำหรับท่านที่ไม่ต้องการติดตั้งระบบซึ่งจะต้องใช้พื้นที่มากมายเกินจำเป็น       สิ่งที่มีมาให้นอกเหนือไปจากระบบการชมภาพยนตร์เสียงรอบทิศ ก็คือการฟังเพลงแบบไฮไฟสองแชนแนลของซาวด์บาร์ชุดนี้  (แนะนำให้ตั้งโหมด Music) ผมยอมรับว่าให้ความประทับใจมากทีเดียว ทำให้บางช่วงเวลาที่เราไม่ได้อยู่กับเครื่องเสียงชุดใหญ่ KEF XIO Soundbar สามารถเป็นชุดฟังเพลง ชุดที่สองของบ้านได้เลยครับ     การคอนเน็คกับผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ผ่าน AirPlay, Google Cast, Spotify Connect, Tidal Connect, Amazon Music และวิทยุอินเตอร์เน็ต ยิ่งทำให้  KEF XIO Soundbar เป็นชุดดูหนังฟังเพลงที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง        เป็นสไตล์ของการฟังเพลงที่ได้ความสดใส ความสะอาดเสียง ครบถ้วนรายละเอียด และความใกล้เคียงธรรมชาติของเสียงดนตรี ที่เราจะไม่ได้พบจากซาวด์บาร์ทั่วๆ ไป ด้วยเทคนิคการออกแบบเป็นเลิศของ KEF และตัวขับเสียง Uni‑Q MX Drivers ที่ออกแบบใหม่ล่าสุด ที่จะเป็นหลักชัยของเทคโนโลยีลำโพงยุคใหม่ครับ อีกทั้งการดีไซน์รูปทรงด้วยวัสดุชั้นดีทุกชิ้นส่วน ทำให้ KEF XIO Soundbar มีความสง่างามคลาสสิกดูพรีเมียมคู่กับบ้านของคุณเป็นอย่างยิ่ง      ทั้งหมดนี้ทำให้ราคา 79,900.- บาทของ  KEF XIO Soundbar นั้น เป็นเรื่องธรรมดาไปเลย หากคุณได้ก้าวลึกลงไปในคุณภาพทั้งหมดของซาวด์บาร์ไฮเอนด์ ล้ำยุคชุดนี้ครับ        จุดแข็ง: ดีไซน์พรีเมียม ให้เสียง Immersive ชัดเจน เบสทรงพลัง เสียงทุกย่านความถี่มีมิติหลุดลอยอิสระอย่างน่าทึ่ง กำลังขับแอมป์คลาส D ในตัวเองนับว่าทรงพลังมาก ให้ความครอบคลุมฟังก์ชันการใช้งานของความเป็นไฮ-ไฟในทุกรูปแบบ ทั้งดูหนัง ฟังเพลงในหนึ่งเดียว     เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความเป็นที่สุดของซาวด์บาร์ไฮเอนด์ล้ำสมัย ดูหนัง ฟังเพลงในระดับมืออาชีพ  KEF XIO SOUNDBAR ราคา 79,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป  หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand  

Magnepan MG.7 ถ่ายทอดความงดงามและอิสระของเสียงดนตรี

Magnepan MG.7 ถ่ายทอดความงดงาม และอิสระของเสียงดนตรี ผมได้นำเสนอคลิปวิดีโอ เกี่ยวกับลำโพง Magnepan หรือ Magneplana ไปแล้วสองคลิป ดังนั้นการเดินทางมาถึงของลำโพงแผ่นแบนพลาน่าร์ รุ่นกลาง คือ Magnepan MG.7 เพื่อทำการทดสอบ จึงอยากให้เข้าถึงเนื้อหาสาระ จากผลการใช้งานอย่างจริงจัง เพื่อที่ว่าท่านผู้ติดตามเพจจะเข้าใจถึงผลลัพธ์ของคุณภาพเสียงแบบตรงไปตรงมา ส่วนความเป็นมา หรือที่มาที่ไป ท่านสามารถชมผ่านคลิปได้ครับ         ลำโพงแผ่นแบนที่น่าทึ่งนี้ มีคุณสมบัติคล้ายกับลำโพงไดนามิคที่มีกรวยทั่วไป และทำให้เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะต้องใช้ไฟเลี้ยง เหมือนระบบลำโพงไฟฟ้า Electrostatic แต่อย่างใด รวมถึงไม่ต้องอาศัยตู้มาเป็นองค์ประกอบในการกระจายเสียง      เทคนิคคือใช้แผ่นวัสดุโลหะขึงตึง เหมือนเราใช้เส้นลวดกีต้าร์มาขึงแล้วดีดให้เป็นเสียง โดยแต่ละชั้นของแผ่น Magneplanar คือการใช้เส้นแผ่นโลหะพิเศษวางเรียงกัน เป็นขั้วบวกขั้วลบ ตามด้วยแผ่นไมล่าร์ และประกบส่วนนอกสุดด้วยแผ่นริบบอน Quasi Ribbon    ทุกขั้นตอนทำด้วยมือ (Hand Made) อย่างประณีต ในโรงงานที่สหรัฐอเมริกา     ลำโพงของ Magnepan จะกระจายเสียงออกทั้งหน้า-หลัง โปร่งใสทะลุทะลวงเป็น Bipolar สองทิศทาง ครอบคลุมมุมกว้างกว่าลำโพงทุกประเภท ให้เสียงอิสระไร้ตู้ โดยแท้จริง      ผมได้ทดลองฟังโดยเริ่มตั้งแต่เบิร์นไปจนถึงฟังแบบจริงจัง พบว่าลำโพง Magnepan MG.7 ให้เสียงที่น่าประทับใจมาก เปรียบเทียบคุณภาพต่อราคาที่ยากจะหาคู่แข่งได้ แต่ก็เห็นด้วยกับสำนักทดสอบของสื่อต่างประเทศว่า ด้วยลักษณะเฉพาะของลำโพงนี้ ควรเอาใจใส่เรื่องระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ ระยะห่างระหว่างผนังหลัง และการห่างจากผนังข้าง รวมทั้งการเอนไปด้านหลังของลำโพงที่ประมาณ 30 องศานี้ ควรที่จะปรับให้ตั้งตรงขึ้นเหลือประมาณ 15 องศาหรือไม่อย่างไร?     เป็นลำโพงซึ่งจะต้องทำงานร่วมกับห้องฟังของคุณเป็นสำคัญ คือต้องทดลองจัดวางตำแหน่งที่น่าจะเหมาะสมที่สุด ทีละเล็กละน้อย เป็นลำโพงที่เซ็ตหรือขยับเพียงเล็กน้อย จะมีผลมหาศาลทั้งทางบวกและลบ         Magnepan MG.7 มีขนาดแผงกว้าง 15¼ นิ้ว สูง 54¼ นิ้ว และมีความบางเพียง 1¼ นิ้ว ขายึดที่ให้มาจะทำให้ลำโพงมีมุมเอนประมาณ 30 องศา และมีน้ำหนักเบามาก จึงสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระง่ายดาย       สำหรับแนวทางการเซ็ตตำแหน่งภายในห้องทดสอบของผม ที่จะวางลำโพงซ้ายขวา วัดห่างกันจากศูนย์กลางถึงศูนย์กลางคือ 2.15 เมตร และห่างผนังหลังออกมา 1 เมตร ห่างผนังข้าง 0.75 เมตร     ถือว่าเป็นแนวทางตัวอย่างที่น่าจะนำไปใช้เริ่มต้นสำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงได้ (แต่ก็สามารถขยับปรับได้ตามความเหมาะสมกับห้องนั้นๆ ครับ)      ผมใช้อุปกรณ์จำพวกทิปโท ช่วยรองขาตั้งของลำโพงนั้นให้มีมุมเอนเพียง 15 องศา ถือว่าเป็นที่น่าพอใจที่สุด โดยไม่ต้องโทอินหน้าลำโพงเข้าหากันแต่อย่างใด      ลำโพงแบบตั้งพื้นสองทางแบบกึ่งริบบิ้น MG.7 ลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงที่เป็นธรรมชาติเต็มอิ่มครบย่านความถี่ ตั้งแต่ 45 – 22 kHz  ±3dB เรียกว่าแหลม กลาง ทุ้ม มีครบถ้วน ไม่ต้องเสริมอะไร ถ้า.... ภาคขยาย หรือแอมป์ขยายเสียงของคุณดีพอ      ในช่วงของการทดสอบผมเน้นใช้แอมป์ Class D ของ Hattor Audio ขนาดกำลังขับ 400 วัตต์ Monoblock และสลับไปใช้แอมป์หลอด และแอมป์โซลิสเตท ยุควินเทจ ขนาด 100 วัตต์ต่อแชนแนล เพื่อวิเคราะห์หาความเหมาะสมรวมทั้งสไตล์เสียง ว่าเราจะเล่นลำโพง MG.7 กับแอมป์ประเภทใดดีที่สุด      ด้วยความไว 86 ดีบี กับค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม อาจทำให้เราต้องพิถีพิถันด้านภาคขยาย เพื่อให้การขับเสียงมีคุณภาพของสเกลเสียงได้เต็มห้อง แต่มันก็ไม่ใช่ลำโพงที่ต้องการกำลังขับสูงจนเกินไปนะครับ        การวางลำโพงให้ห่างจากผนังด้านหลังนั้น จะมีผลสำคัญต่อคุณภาพเสียงอย่างมากที่สุด เพราะคลื่นเสียงที่ทะลุด้านหลังกับการเสริมการผลักอากาศของแผ่นพลาน่าร์ ไปทางด้านหน้า เพื่อให้เฟสเสียงเสริมกันได้ดี ระยะหนึ่งเมตรจึงควรเป็นระยะเริ่มต้นครับ      จากนั้นก็ลองขยับเดินหน้าถอยหลังครั้งละประมาณ 1 เซนติเมตร ไม่นานนักคนก็จะพอทราบว่าจุดที่ดีที่สุดที่จะทำให้ลำโพงคู่นี้ให้ทั้งความโปร่งของเสียงย่านความถี่ที่ครบถ้วนและความพริ้วไสวของปลายแสงแหลมที่สวยงามอยู่ที่ตรงไหน         ตามหลักของการออกแบบแล้วเราจะพอมองเห็นว่าแผ่นริบบอนซึ่งเป็นแถบเส้นสีเงิน คือแถบเสียงของย่านเสียงแหลม Tweeter นั้น จะถูกกำหนดไว้ด้านนอกสุด      แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้เซ็ตอัพสามารถที่จะสลับข้างลำโพงเพื่อให้ทวีตตอร์เข้ามาอยู่มุมในก็ได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นกับความกว้างลึก Sound Stage เวทีเสียงที่โอ่อ่า อิสระ และ Image ของเสียง เสียงที่ดีที่สุด คือเราสามารถชี้เฉพาะเจาะจงจุดตำแหน่งดนตรีได้อย่างแม่นยำครับ      ผลการทดสอบ  การทดสอบนี้ใช้ทั้งเครื่องเล่น SACD Streaming และมาจบลงที่เครื่องเล่นแผ่นเสียง เมื่อเซ็ตอัพได้ตำแหน่งที่ดีที่สุดแล้วผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมลำโพงแผ่นบาง Magnepan MG.7 รุ่นนี้จึงสามารถให้เสียงได้อย่างกลมกล่อมละเมียดละไมอย่างน่าทึ่ง ให้เพดานเสียงด้านบนในแบบที่ลำโพงอื่นจะพึงให้ได้ยาก โดยเฉพาะความสวยงามของย่านความถี่ตั้งแต่แหลมกลาง ทุ้ม มีความสมดุลของเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม       ที่สำคัญ นี่คือเป็นลำโพงชนิดเดียว ที่อิทธิพลความเป็นกล่อง (Box) ของตู้ลำโพงไม่มากล้ำกรายเลย เสียงอิสระโปร่งสะอาดเหมือนนั่งฟังดนตรีอยู่ต่อหน้า     โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับราคาของลำโพงตู้ทั้งหลาย บอกได้เลยว่าเป็นลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงคุ้มค่าเหลือเชื่อครับ    และผู้ที่มีจินตนาการว่าลำโพงแผ่นแบนจะไม่สามารถให้เสียงต่ำลึกได้นั้น ควรจะเปลี่ยนความคิดได้แล้วเมื่อได้ฟัง Magnepan MG.7 ด้วยเบสอิ่มแน่นลงได้ลึกและเป็นเบสที่สะอาดบริสุทธิ์ยิ่ง       ระบบแผง Magneplanar จัดว่าเป็นตัวขับเสียงที่มีมวลน้อยมาก พื้นที่ผิวในการกระจายเสียงมีขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกโปร่ง สมจริงไร้กรอบตู้บังคับ ให้ความรู้สึกสัมผัสดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ และที่น่าแปลกใจคือฟังเพลงทุกประเภทได้ดี ผมทดสอบตั้งแต่อัลบั้มเพลงที่มีย่านความถี่ครบ เสียงหนักหน่วง กระหึ่มแน่นของวงออเคสตร้า อย่างของ Telarc กระทั่งเพลงบรรเลงเปียโนอ่อนไหว พลิ้วพราย หวานละเมียดของศิลปินคนโปรด Alice Sara Ott มาถึง คุณนาย Amanda McBroom จากอัลบั้ม Dreaming และVoices จึงสรุปได้เลยว่า        นี่คือลำโพงที่สามารถถ่ายทอดเสียงดนตรีได้อย่างทรงพลัง มีอิสระเปิดกว้าง ให้เชิงชั้นของมิติเสียงที่ดีงาม อย่างที่ออดิโอไฟล์ และมิวสิคเลิฟเวอร์ต้องการ และคุณจะไม่มีทางพบได้จากลำโพงอื่นๆอย่างแน่นอนครับ‼️    *คืนวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน ทุกท่านสามารถรับฟังทาง Live พร้อมกันครับ แล้วจะทราบว่า ทำไมออดิโอไฟล์ทั้งหลายถึงได้หลงใหลในเสน่ห์ Magnepan กันทั่วโลก เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของลำโพงที่มีคุณภาพสูง ในราคาสมเหตุผล ซึ่งปัจจุบันลำโพงMagnepanมียอดจำหน่ายไปมากกว่า 200,000 คู่แล้ว Magnepan MG.7 จำหน่ายต่อคู่ ราคา 88,000.- บาท   สอบถามโปรโมชั่นพิเศษ ได้ที่  SAVE AUDIO&VIDEO CDC อาคาร B ชั้น 2 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม Tel: 02-102 2211-2 Tel: 081-823 6045 ID LINE : ya-save www.save-av.com    

KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ผสานความลงตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน

KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ผสานความลงตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน โจทย์ที่ว่า ถ้ามีลำโพงสองทางขนาดเล็กหรือขนาดกลาง แล้วต้องการอัพคุณภาพมากยิ่งขึ้น สมควรเปลี่ยนเป็นลำโพงตั้งพื้นหรือเสริมแอคทีฟซับวูฟเฟอร์?        นี่ก็คือคำตอบที่น่าสนใจ ถ้าคุณยังต้องการให้ลำโพงวางขาตั้งหลัก แบบ Bookshelf แต่เดิมนั้น คงสถานะไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง       สำหรับตัวอย่างการจัดเซ็ตครั้งนี้ ลำโพงหลักของผมคือ KEF LS50 Meta ในแง่การออกแบบจัดว่าล้ำสมัยที่สุดคู่หนึ่ง          ลำโพงรุ่น LS50 Meta ได้พัฒนามาหลายเวอร์ชั่น และล่าสุดก็คือ LS50 Meta เป็นลำโพงที่เน้นย้ำเรื่องความแม่นยำสูงและให้คุณภาพเสียงด้วยบุคลิกดึงดูดอารมณ์ ซึ่งสร้างขึ้นจากเทคโนโลยีอะคูสติก ระดับ “ปฏิวัติวงการ”       ลำโพงขนาดกะทัดรัด ที่แข็งแรงทนทานรุ่นนี้ ได้รับการออกแบบโดยใช้ไดรเวอร์อาร์เรย์ Uni-Q เวอร์ชั่น 12 ที่มีเทคโนโลยีการดูดซับ Metamaterial ที่ควบคุมโครงสร้างอันซับซ้อนมากคล้ายเขาวงกตที่สามารถดูดซับเสียงที่ไม่ต้องการจากด้านหลังของไดรเวอร์ได้ 99%         เป็นเทคนิคช่วยขจัดความบิดเบือนที่เกิดขึ้นและให้เสียงที่บริสุทธิ์เป็นธรรมชาติมากขึ้น ดังนั้น Uni-Q รุ่นที่ 12 พร้อม MAT ได้ทำงานร่วมกันภายใต้โครงสร้างที่ยอดเยี่ยม ในท่ามกลางความบิดเบือนที่น้อยลงที่สุดในระบบลำโพง และสนองตอบเสียงที่โปร่งใสสมจริงมากกว่าที่เคยเป็น        เท่าที่ได้ทดสอบใช้งาน จุดเด่นลำโพงคู่นี้ คือความมีพลังในการกระจายเสียงได้สม่ำเสมอทั่วทั้งห้องได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งที่มีขนาดย่อมๆ เท่านั้น       ไดรเวอร์ Uni-Q ที่ประกอบอยู่บนพื้นผิวโค้งมนของแบบเฟิลหน้า ช่วยแผ่เสียงออกไปโดยไม่มีการรบกวนจากขอบแข็งซึ่งทำให้เกิดการ ”เลี้ยวเบน“ หรือ Diffraction ของเสียง ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงที่สะอาดและแม่นยำ      ไม่ใช่แค่ลำโพงที่ใช้งานได้ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังเป็นประติมากรรมที่สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับชีวิตของผู้ฟังอีกด้วย ปัจจุบัน LS50 Meta มีตัวเลือกสีให้ถึง 4 สี ได้แก่ Carbon Black, Titanium Grey, Mineral White และ Royal Blue Special Edition            LS50 Meta ได้รับการออกแบบโดย Simon Davies และ KEF Industrial Design Team ซึ่งมีแง่มุมทางด้านเทคนิคหลายอย่างที่น่าสนใจ หากมีโอกาส ผมจะนำเอาแนวคิดและวิธีการออกแบบของ Simon Davies มาให้ได้อ่านกันในเร็วๆ นี้ครับ มีผู้รักลำโพง KEF LS 50 สอบถามเข้ามาบ่อยครั้งว่า พวกเขายังคงพึงพอใจในน้ำเสียง LS50 Meta แต่หากจะขยับเป็นลำโพงตั้งพื้นของ KEF ก็ออกจะเสียดายคุณสมบัติเสียงเดิมๆ ของลำโพงคู่โปรด ที่กลางแหลม และมิดเบสสวยงามมากๆ       ทางเลือกที่ทำให้ลำโพง มีความทรงพลังโอ่อาแม่นยำและย่านความถี่ครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ใกล้เคียงกับลำโพงตั้งพื้น แต่ไม่อยากเปลี่ยนเป็นลำโพง Floor Standing ทำอย่างไรดี?        คำตอบที่ผมได้มาคือ ให้เสริม KEF KC 62 เข้าไป 1-2 ตู้ละก็ คุณก็จะเห็นความแตกต่างที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน    และเท่าที่ผมนำมาจัดชุดทดสอบให้ฟังใน Live เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ชมจะเห็นว่า KEF LS50 Meta และ KC62 ได้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่รู้สึกเลยว่า Active Sub-Woofer เป็นส่วนเกินในระบบ แต่กลับเสียงดีขึ้น และความสวยงามของตัวตู้ขนาดลูกเต๋า ก็เป็นที่ติดตาต้องใจยิ่งนัก         แม้ว่าปัจจุบันจะมีการให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของการเสริม Sub-Woofer เข้าไปในระบบ        ทุกสิ่งอย่างที่เป็นระบบเครื่องเสียงนั้น เราต้องยอมรับว่ามีหลายวิธีทางที่เราจะไปสู่จุดหมายของเราได้       ส่วนได้ ส่วนเสีย ส่วนผิด หรือส่วนถูก ขึ้นอยู่กับเรานำเอา Sub-Woofer มาใช้ด้วยเหตุผลใด และปรับให้สมดุลได้อย่างไร นั่นเอง       ซึ่งผมเคยได้อธิบายและแสดงเหตุผลเอาไว้หลายสิบประการแล้ว คงไม่จำเป็นต้องย้อนกลับมาพูดถึงอีก     ประโยชน์ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ที่ใช้ว่า ใช้เป็น หรือไม่เป็น เข้าใจอรรถประโยชน์ที่พึงได้หรือไม่เพียงไร       สำหรับ KEF LS50 Meta และ KC62 ที่ผมได้ทดลอง Matching ใช้งานด้วยกันมาแล้ว ส่วนตัวคิดว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี       เมื่อไม่อยากก้าวกระโดดขึ้นไปเล่นลำโพงตั้งพื้น อาจจะด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ห้อง หรือเหตุผลอื่นๆ KEF KC62 เป็นคำตอบที่น่าสนใจจาก ซัพวูฟเฟอร์จิ๋วที่น่าอัศจรรย์ ตู้นี้       แนวทางการออกแบบซับวูฟเฟอร์ KC62 ของ KEF คือ เล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้พลังเสียงเบสที่หนักแน่นสมจริงเท่าที่จะเป็นไปได้เช่นเดียวกัน         KC62 เป็นซับวูฟเฟอร์ขนาดกะทัดรัดเหลือเชื่อ สามารถมอบพลังและความมหัศจรรย์ของเสียงเบสที่ทุ้มลึกและแม่นยำ เพื่อประสบการณ์การฟังเพลง หรือชมภาพยนตร์ และเล่นเกมที่เต็มอิ่มและน่าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก      จุดเด่นคือ KC62 มีขนาดเท่าลูกฟุตบอล สร้างขึ้นโดยใช้วิศวกรรมชั้นยอดของ KEF  ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี Uni-Core ที่ล้ำสมัย ใช้ตัวไดรเวอร์ขนาด 6.5 นิ้ว จำนวน 2 หน่วย ทำงานคล้ายลูกสูบช่วงชักยาวให้การผลักอากาศได้ปริมาณมหาศาล ใช้การขับเคลื่อนด้วยแอมปลิไฟร์กำลังขับ 1,000W RMS Class D ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อขับความถี่ต่ำ     นี่คือการจับคู่ระหว่าง ลำโพง Book Shelf ขนาดย่อม กับ Active Sub-Woofer ขนาดจิ๋ว แบรนด์เดียวกัน ซึ่งออกแบบมาบนพื้นฐานเดียวกันด้วยครับ     • ผลลัพธ์ที่ได้จากภาคปฏิบัติ KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ทดสอบจริงในห้องฟังขนาด 3.5x4.5 เมตร       การปรับถือว่าง่ายมาก เพราะมี EQ หรืออีควอไลเซชั่นด้วย DSP อัตโนมัติถึง 5 ตำแหน่ง (Room, Wall, Corner, Cabinet, Apartment)      ให้เราเลือกโหมดไปตามจุดตำแหน่งที่วางในสภาพแวดล้อมของห้องก่อน แล้วปรับระดับความดัง ความถี่จุดตัด และเฟสตามมา        ข้อแนะนำ ควรหาจุดตั้ง KEF KC62 ในแนวระนาบเดียวกับ LS50 Meta  ซึ่งเป็นจุดดีที่สุด หรือจะเป็น เสมอด้านหน้า หรือถอยหลังลึกกว่าลำโพงหลักก็ได้     ไม่ควรให้ตู้ซับ KEF KC62 วางล้ำหน้า หรือถอยหลังมากเกินไป ควรอยู่ห่าง LS50 Meta ในระยะไม่เกิน 1 ฟุต หรือใกล้กว่า เพราะจะปรับได้กลมกลืนง่ายขึ้น       ให้ปรับค่าจุดตัดต่ำสุดของซับวูฟเฟอร์ ปรับระดับความดัง Level ทีละเล็กละน้อยแล้วค่อยๆ ขยับขึ้นมา ในจุดที่เสียงเชื่อมต่อกันราบรื่นที่สุด        สำหรับในการทดสอบของผม ที่ได้ผลดีที่สุดคือ ให้ตั้งค่าความถี่จุดตัดของ KC62  ไว้ที่ประมาณ 45Hz เพราะนั่นคือจุดที่เบสของ LS50 Meta เส้นเคิร์ฟจะเริ่มลาดลงมา       ถ้าถามว่า จุดที่ 45 Hz ของ KC62 อยู่ตรงไหน ก็ให้ดูที่ปุ่มปรับ Crossover ของ KC62 ซึ่งจะอยู่กึ่งกลางระหว่าง 40 และ 50Hz ครับ       อันที่จริงเราสามารถยกจุดตัดความถี่ให้สูงขึ้นได้ ประมาณ 100Hz แต่การทำงานร่วมกับ LS50 Meta อาจจะไม่ได้ผลดีและกลมกลืน ได้เท่ากับจุดตัด 45-50Hz นี้ วิธีฟังคือ การปรับให้เบสและเสียงต่ำต้องไม่โด่งขึ้นมากเกินจริง ยึด Tonal Balance เป็นหลัก ในการหาจุดสมดุล – ใช้วิธีปรับด้วยการหาจุด 2 จุดคือ จุดที่ทำให้เราได้ยินเสียงต่ำชัดเจนที่สุด (อาจจะล้นๆ นิดนึงก็ได้) จากนั้นปรับให้ได้ยินเสียงซับวูฟเฟอร์เบาที่สุด หรือแทบไม่ได้ยินเลย หลังจากนั้นให้หาจุดกึ่งกลาง ระหว่างสองจุดตำแหน่งนี้  โดยอ้างอิงจากเพลงหรืออัลบั้มที่คุ้นเคยและมีย่านความถี่ค่อนข้างครบ ไม่ใช่แค่นำแผ่นหรือใช้เพลงที่เน้นเสียงกลอง หรือเสียงต่ำตูมตามมาปรับ เป็นหลักนะครับ       สรุป จุดที่ดีมากๆ ของ LS50 Meta และ KC62 คือแนวทางการออกแบบนั้นเป็นแบรนด์เดียวกัน การปรับจึงกลมกลืนกันง่าย และใช้เวลาไม่นาน คุณจะปรับเป็นลำโพงซิสเต็มเดียวกันได้อย่างลงตัว • หมายเหตุ ทั้ง KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ควรถูกเบิร์น เกิน 80-120 ชั่วโมงแล้ว จะให้ผลอย่างเต็มที่ครับ     บทสรุป จากการใช้ KEF KC62 ร่วมกับ KEF LS50 Meta  1. ให้เวทีเสียงด้านกว้างลึกดีขึ้น 2. เครื่องดนตรีเสียงต่ำชิ้นหลัก อย่างดับเบิ้ลเบส กลอง มีมวล และพละกำลังเต็มอิ่มขึ้นอย่างน่าพึงพอใจมาก เรียกว่าสร้างความชัดเจนมีสัดส่วนของดนตรีเพิ่มขึ้น 3. น้ำหนักเสียงของชิ้นดนตรี มีมิติเป็นชิ้นเป็นอัน ให้สเกลเสียงสมจริง 4. มีผลด้านเสียงร้องที่อิ่มลึกขึ้น เสียงลงลำคอจะดูเป็นจริงมากกว่าเดิม 5. อิมเมจ จุดตำแหน่งเสียง ให้ความมีสัดส่วน ทรวดทรงดนตรี ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม 6. ช่วยให้เสียงต่ำทอดยาว มีน้ำหนัก มีผลดีกับเพลงแจ๊ส ร็อค และคลาสสิก จำพวกวงออเคสตร้า 7. มวลรวมของการฟังดนตรีที่มีจำนวนชิ้นมากๆ อย่างเพลงจากวงออเคสตร้า มีไดเมนชั่นเสมือนเสียงสามมิติเพิ่มขึ้น รูปวงขยายเต็มอัตราส่วน      นี่คือการรวมระบบลำโพง KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ที่เสมือนหยิบลำโพงทรงลูกเต๋ามาผสมผสานกัน ทั้งลำโพงหลักและซับวูฟเฟอร์ ด้วยการส่งพลังเสียงโดดเด่น โอ่อ่าเทียบเคียงลำโพงตั้งพื้นระดับแสนได้อย่างสบายๆ และอาจจะมีข้อดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจนคือ ไม่เปลืองพื้นที่ห้องฟัง นั่นเอง KEF LS50 Meta ราคาคู่ละ 49,900.- บาท KEF KC62 ราคาตู้ละ 69,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป  หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand  

KEF Q11 META ความลงตัวพอดี กับดนตรีทุกสไตล์

KEF Q11 META ความลงตัวพอดี กับดนตรีทุกสไตล์ ลำโพง KEF Q11 META รุ่นใหม่ล่าสุด ถือเป็นผลรวมของเทคโนโลยีลำโพงที่นำมาจากรุ่นซูเปอร์ไฮเอ็นด์ Blade และ The Reference Series ถ่ายทอด DNA มาสู่ Q Series ได้เหมาะเจาะลงตัว ด้วยลำโพงรูปทรงทาวเวอร์ที่มีส่วนสูงหนึ่งเมตรเศษ หรือ 41.8 นิ้ว หน้ากว้าง 8.3 นิ้ว แต่ลึกถึง 15 นิ้ว     ดีไซน์ มีฐานรองยื่นออกมาสี่มุม สำหรับประกอบจับยึดกับตัวตู้ พร้อมสไปก์ยาง ที่ปรับระดับได้ ตู้ระบบท่อเปิด Bass Reflex ออกด้านหลัง มีฟองน้ำสำหรับปิดท่อมาให้ลำโพงเป็นตู้ปิดได้ หากต้องเซ็ตอัพในพื้นที่ห้องที่มีข้อจำกัด หรือผนังด้านหลังชิดลำโพง     สิ่งที่แปลกและเบสิกอย่างยิ่งคือ KEF ใช้ขั้วลำโพง Single Wired โดยมีนัยยะว่า ลำโพงตั้งพื้น Q11 META เหมาะกับการขับเสียงแบบราบรื่นด้วยแอมป์และสายต่อเพียงชุดเดียวพอเพียงแล้ว นี่เป็น Q Series ที่ออกแบบให้เป็นระบบลำโพงตั้งพื้น 3 ทาง (รุ่นเรือธง) เพื่อประสิทธิภาพที่ดื่มด่ำในห้องขนาดใหญ่และโฮมเธียเตอร์ มาพร้อมไดรเวอร์ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ซึ่งพัฒนาถึงขีดสุด พร้อมเทคโนโลยี MAT  ใช้ไดรเวอร์ขับเสียงเบสอะลูมิเนียมไฮบริดขนาด 6.5 นิ้ว จำนวน ถึง 3 ตัว เรียงกันในแนวดิ่งช่วยให้ถ่ายทอดเพลงและภาพยนตร์ด้วยรายละเอียดที่ประณีต เบสที่ทรงพลัง และความลึกอิ่มกับเพลงทุกสไตล์ที่เราชื่นชอบ อย่างไร้ขีดจำกัด     นอกจากใช้ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ร่วมกับเทคโนโลยี MATแล้ว นี่ยังเป็นโครงสร้างตู้แบบ Flexible Decoupling ช่วยลดการส่งผ่านการสั่นสะเทือนที่เป็นส่วนเกินได้เป็นอย่างดี ดังที่ผมเรียนไว้ในคลิปวิดีโอก่อนหน้านี้ KEF แก้ปัญหาที่ไดรเวอร์มักจะขับเสียงโดยมีมุมกระจายเสียงปะทะหน้าตู้ตัวเอง ด้วยการเพิ่ม Shadow Flare เปรียบเสมือนวงแหวนท่อนำเสียงรอบๆ Uni-Q อีกชั้นหนึ่ง ป้องกัน ดิฟเฟรคชั่น หรือการเลี้ยวเบนทางเสียง KEF พัฒนาครอสโอเวอร์ใหม่เน้นการตอบสนองทั้ง on-axis และ off-axis ที่มีการทดสอบนับพันๆ ครั้ง เพื่อให้จุดตัดความถี่มีความแม่นยำและทำให้ตัวขับเสียงทุกตัว สามารถผลักอากาศได้อย่างสมูท และเป็นเสมือนหน่วยเดียวกัน ซึ่งจะมีผลต่อโทนัล บาลานซ์ที่ดีเลิศ เป็นลำโพงที่ทางผู้ผลิตแจ้งผลการตอบสนองความถี่ไว้ที่ 44Hz - 20kHz และมีความไวอยู่ที่ 89dB SPL อีกทั้งเป็นลำโพงไม่กี่คู่ในแวดวงไฮไฟ ที่ระบุค่าความเพี้ยนโดยรวมต่ำกว่า 1% ตลอดย่านความถี่ตอบสนอง นับว่ามีความสมบูรณ์แบบอย่างมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรทราบก็คือ ลำโพงนั้นมีค่าความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม จึงไม่เหมาะที่จะนำลำโพงคู่นี้ไปต่อขนานหรือพ่วงกันกับลำโพงคู่อื่นๆ ข้อดีคือ เป็นลำโพงที่ไม่ได้กินกำลังขับอย่างที่คาดเอาไว้แต่อย่างใด ทำให้พลังเสียงออกมาได้อย่างเต็มที่ แม้แอมปลิไฟร์นั้นจะมีกำลังขับแค่ปานกลางโดยทั่วไปก็ตาม จากการทดสอบฟังในระยะหนึ่งสัปดาห์ โดยใช้เวลาในการเบิร์นก่อนหน้า 5-6 วัน เพื่อให้ครบ 150 ชั่วโมง พบว่าเป็นลำโพงที่มีองค์ประกอบประณีต มีบุคลิกของความนุ่มนวล ทรงพลัง ให้เวทีเสียงกว้างลึกดีมาก เปรียบเทียบงบประมาณราคา 95,900.- บาท/คู่แล้ว นับว่าคุ้มค่ามาก สำหรับผู้ที่ฟังเพลงอย่างหลากสไตล์ หรือนำไปใช้เป็นคู่หน้าในระบบ Home Theater   KEF Q11 META ลำโพงมีให้เลือกผิวตู้ สามสี คือ ขาว ดำ และ ผิววอลนัต พร้อมกริลล์แบบตะแกรงโลหะอ่อนแมตช์กับสีตู้ เนื่องจาก KEF Q11 META ได้รับการทดสอบ หรือรีวิวจากสื่อหลายสำนักทั้งในประเทศ ต่างประเทศ มีความน่าสนใจและได้รับคอมเมนท์ชื่นชมมากมาย ซึ่งทุกท่านสามารถหาอ่านได้ในสื่อโซเชียล สำหรับการทดสอบของผมนั้น ให้ถือเป็นอีกแง่มุมหนึ่ง ที่ใช้ทั้งเครื่องสตรีมเมอร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง ซีดีเพลย์เยอร์ สำหรับสรุปผลการทดสอบในทางปฏิบัติ ซึ่งมีซิสเต็มอ้างอิงดังต่อไปนี้  - NAD C3050 + NAD M23 Power - Audio Innovation 500 series - FMj 300 B - Hattor Audio Ultimate Preamplifier - Hattor Audio Ultimate Mono Power Amp - Aurender A1000 Streamer DAC - Denon DCD 2500NE SACD - NAD C588 Turntable - Life Audio LD5 MK II   Review ก่อนถึงบทสรุปทดสอบในเรื่องคุณภาพเสียงที่ผมจะแสดงไว้เป็นข้อๆ เพื่อความกระชับเข้าใจง่าย ขอกล่าวถึงจุดเด่นในแนวทางการออกแบบที่ KEF พัฒนา Q Series มาจนถึงความสมบูรณ์สูงสุดในปัจจุบัน ที่ผมรู้สึกประทับใจ กับผลของเสียงที่สมบูรณ์ก็คือ แรกสุดมาจากการใช้ตัวขับเสียงหลัก Uni-Q Generation ที่ 12 ที่ก่อกำเนิดเสียงช่วงแหลมและมิดเร้นจ์จากแหล่งกำเนิดเสียงเดียวกัน ตัดปัญหาเรื่องเฟส และไทม์อะไลน์เม้นท์ ทำให้มีโทนัล บาลานซ์ของเสียงดีเยี่ยมกว่าตัวขับเสียงโดยทั่วไป เป็นตัวขับที่พัฒนาได้อย่างทรงประสิทธิภาพอย่างมาก อีกทั้งเทคโนโลยีแผ่นเมมเบรน Metamaterial Absorption Technology (MAT) ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง ในการจัดการ กับอคูสติกภายในตู้ลำโพงของ KEF ด้วยโครงสร้างซับซ้อนคล้ายเขาวงกตช่วยขจัดเสียงที่ไม่ต้องการจากด้านหลังของไดรเวอร์ ได้ถึง 99% ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงเทคนิคการออกแบบอื่นๆ ที่ประกอบกันอย่างลงตัว รูปแบบตัวตู้ทาวเวอร์ทรงลึกเป็นพิเศษ ทำให้ Q11 METAสามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัวกับห้องที่มีพื้นที่เล็ก ถึงห้องขนาดใหญ่ จาก 12-30 ตารางเมตรโดยปราศจากปัญหา หลังจากเบิร์นได้ตามลำดับชั่วโมงที่ผมตั้งใจไว้ จะพบว่าการผลักอากาศของตัวขับเสียงดูคล่องตัว มีทั้งความคล้องจองกันของเบสไดรเวอร์ทั้ง 3 และความรู้สึกที่เปิดโปร่งอิสระมากยิ่งขึ้นกับ Uni-Q เจเนอเรชั่นนี้ แม้ลำโพงคู่ที่ผมนำมาทดสอบ อาจจะผ่านการใช้งานมาบ้างเล็กน้อย แต่แรกสุดที่แกะกล่อง และนำมาเบิร์น พบว่าช่วงเสียงต่ำจะยังดูทึบๆ หนักๆ ไม่ปลดปล่อยอยู่บ้าง ดังนั้นท่านใดที่เป็นเจ้าของ KEF Q11 META ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่คู่นี้ ควรใหัระยะเวลานับแต่เปิดกล่อง เบิร์นอินไปจนถึงการฟังระยะแรกๆ ไปสัก 2-3 สัปดาห์ครับ เพื่อให้ความสดใหม่ของลำโพง ได้ “กายบริหาร” ให้คล่องตัว เพราะหลังจากทุกอย่างพร้อม คุณจะได้คุณสมบัติเยี่ยมๆ จากเสียงดนตรีที่สมจริงอบอุ่นนุ่มนวลน่าหลงใหลเลยทีเดียว     1. ระยะการวางทั่วไป Setup ได้ลงตัวที่สุด (ในห้องฟังของผมประมาณ 3.5x4.5 เมตร) ลำโพงวางห่างกัน จากศูนย์กลาง ถึงศูนย์กลางที่ 2.10 เมตร ห่างผนังหลังประมาณ 1 เมตร (วัดถึงท่อพอร์ตด้านหลัง) และห่างผนังข้างประมาณ 70 เซนติเมตร 2. ฟังที่ความดังเฉลี่ยทั่วไป 55-65 เดซิเบล มีอัตราพีคสูงสุดบางครั้งกับเพลงคลาสสิกคัล วงออเคสตร้าวงใหญ่ ที่ 85 เดซิเบล 3. ไม่ต้องโทอินลำโพง แต่การผสานกันของเวทีเสียง ของลำโพงซ้ายและขวาเสมอสมานกันได้สนิทเป็นหนึ่งเดียว ทำให้รู้สึกได้ถึงความโอ่อ่า เวทีเสียง Soundstage ว่า KEF Q11 META ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ผมชอบความลึกเวทีดนตรีที่เหนือลำโพงตั้งพื้นหลายคู่ที่เคยฟังมา (On the Beautiful Blue Danube Waltz, Op.31- Ein Straussfest) 4. ฟังเพลงได้อย่างหลากหลายสไตล์มาก ตั้งแต่ พ็อพ แจ็ส คันทรี ไปจนถึงคลาสสิก และเพลงร็อคในตำนานที่สนองความถี่ได้เต็มสเกล โดยเฉพาะความถี่ต่ำลึกแบบลึกอิ่มมีพลังชนิดไม่ต้องพึ่งซับวูฟเฟอร์ Q11 META ก็สนองตอบได้อย่างอิ่มอารมณ์มาก (Turn of The Tide -Barclay James Harvest) อิทธิพลของการวางตัวขับเบสสามตัวเรียงแนวดิ่งทำงานประสานกันได้ราวกับฟังเสียงจากวูฟเฟอร์ 15 นิ้วเลยครับ‼️ 5. ความเรียบสะอาดของเสียงร้อง ที่ดูหลุดลอย และได้อิมเมจจุดตำแหน่งแม่นดีแท้ครับ บางอัลบั้มนี่เล่นเอาผมประหลาดใจเลยว่า KEF Q11 META นี่ให้ผลลัพธ์เหมือนฟังดนตรีและศิลปินมาขับร้องอยู่แถวหน้าเลยด้วยซ้ำ (Amanda McBroom -Voices) 6. ดีเทล รายละเอียด ของ Q11 META นับว่าครบถ้วนดีทีเดียว ผมเคยฟัง KEF R5 และ Reference 1 มาก่อน นับว่าปลายเสียงของ Q11 META แจกแจงรายละเอียดได้ในแนวทางเดียวกัน คืออิ่มฉ่ำสุภาพ ละเมียดละไม ชัดเจน ในยามพีคของเครื่องดนตรี ไม่แผดกล้าผิดเพี้ยน การทำงานไดรเวอร์แม่นยำ ผลจากเทคโนโลยี MAT น่าจะเป็นคำตอบของคุณภาพเสียงได้เป็นอย่างดี (Breaking Silence: Janis Ian) 7. การฟังเพลงจากแผ่นเสียง KEF Q11 METAให้คำตอบของน้ำหนักเสียงหรือค่าไดนามิคของเสียงได้เป็นอย่างดี นี่คือลำโพงตั้งพื้นที่ดูจะแสดงพลัง หรือ Energy ของดนตรีอย่างมีลำดับความดัง-เบา ด้วยสัดส่วนสมจริง และค่าทรานเชียนต์หรือเสียงที่ฉับพลันได้ชนิดครบถ้วน แม่นยำ 8. KEF Q11 META มีข้อดีอย่างมากก็คือ เป็นลำโพงที่สนองตอบเพลงได้ไม่จำกัดสไตล์ ทำให้ผมได้ฟังลำโพงคู่นี้ในแต่ละวัน หลายชั่วโมง หลายหลากสไตล์ติดต่อกัน เต็มไปด้วยความสุข จะว่าไปก็คือแทบลืมสรรพสิ่งและโลกภายนอกไปเลย เป็นลำโพงที่ฟังแล้วได้ความเข้าถึงง่าย และพร้อมจะเป็นทุกสิ่งที่คุณอยากอยากให้เป็น 9. สรุปสุดท้าย KEF Q11 META เป็นลำโพงที่มีราคาไม่ถึงคู่ละแสนบาท ที่ให้ความสุขผู้ฟังได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถฟังทุกเสียงทุกแนวดนตรีอย่างเต็มอิ่ม ไม่เกี่ยงแอมป์ ไม่กินกำลังขับจากภาคขยาย ขับได้แม้แอมป์หลอด 9 วัตต์ ไปจนถึงแอมป์คลาส D ที่ 400 วัตต์ ถือว่าเร้นจ์กว้างมาก ยิ่งการฟังแผ่นเสียงจะเข้าถึงส่วนลึกของ พลังและน้ำหนักเสียงได้เป็นอย่างดี  และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ KEF ออกแบบเป็นลำโพงแบบขั้วลำโพงแบบเดี่ยว Single Wired ที่สร้างพลังเสียงเต็มอิ่มพร้อมความสมดุลของเสียงได้อย่างน่าประทับใจ KEF Q11 META ลงตัวได้พอดีกับดนตรีทุกสไตล์ครับ KEF Q11 META ราคาคู่ละ 95,900.- บาท  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป  หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand

KEF KW1 Wireless Subwoofer Adapter ตอบโจทย์เทคโนโลยีไร้สาย

KEF KW1 Wireless Subwoofer Adapter ตอบโจทย์เทคโนโลยีไร้สาย จากการทดสอบ KEF KUBE 12 MIE และการตัดสินใจนำเอา KEF KC62 ซับวูฟเฟอร์จิ๋วอัศจรรย์ มาประจำการในห้องฟังเป็นการส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่า หลักๆ เราจะต่อสายใน 2 รูปแบบในการใช้งาน      หนึ่งต่อจากช่อง line แบบ RCA (Line Input) หรือพ่วงด้วยสายลำโพง (Speaker Input) ที่ระบบของ KEF มีมาให้ทั้งสองรูปแบบ ในการฟังเพลง และดูหนัง Home Theater แต่ทางเลือกจากเทคโนโลยีของ KEF มีมากไปกว่านั้นคือ ทางเลือกที่สาม ระบบเชื่อมต่อไร้สาย      KEF ได้ออกแบบระบบ บ็อกซ์เชื่อมต่อไร้สาย มาให้ใช้งานด้วย KEF KW1 โดยจะเป็นกล่องอุปกรณ์ขนาดย่อม ที่สามารถนำมาใช้ได้กับซับวูฟเฟอร์ของ KEF ในรุ่น KUBE, KC62 และ KC92 ได้         ช่วยอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ระบบลำโพงของ KEF  KEF KW1 ทำให้เราสามารถวางซับวูฟเฟอร์ KEF ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสายเชื่อมต่อ การส่งสัญญาณแบบไร้สายที่มีคุณภาพสูง และ Latency ต่ำ ช่วยถ่ายทอดรายละเอียดและพลังเสียงจากภาพยนตร์และการฟังเพลงได้อย่างครบถ้วน      อุปกรณ์ชิ้นนี้ ประกอบด้วยตัวส่งสัญญาณ และตัวรับสัญญาณที่ออกแบบอย่างเรียบง่าย สามารถใช้งานร่วมกับแอคทีฟซับได้อย่างลงตัว      ตัวรับสัญญาณยังสามารถซื้อแยก หรือเพิ่มเติมได้ เพื่อให้สามารถใช้งานซับวูฟเฟอร์ KEF สองตัว ในการรับสัญญาณไร้สายเดียวกันจากตัวส่งสัญญาณเพียงตัวเดียว      KEF KW1 ดีไซน์ทางเทคนิคให้ทำงานบนย่านความถี่ 5.2GHz และ 5.8GHz หมดปัญหาการถูกรบกวนของคลื่น 2.4GHz ที่ถูกใช้งานจำนวนมากในระบบเสียงในปัจจุบัน โดยรองรับ Sampling Rate สูงถึง 24bit, 48KHz ทาง KEF การันตีว่า เสียงจึงคมชัดเสมือนต่อสาย มี Latency หรือค่าความหน่วงต่ำ ถึง <17ms (17 มิลลิวินาที) ให้การตอบสนองทันท่วงที ใกล้เคียงระบบสาย โดยเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายได้ระยะไกลสูงสุด 30 เมตร (Line of Sight)      ทดลองใช้งาน KEF KW1      การนำ KEF KW1 มาใช้งานได้อย่างง่ายมากครับ แค่จัดเอา “ตัวส่ง” ต่ออะแดปเตอร์ไฟ แล้วไปผูกสัญญาณ (ต่อสาย RCA ) กับช่อง Sub Out ของแอมปลิไฟร์  และตัวรับก็นำมาต่อกับช่อง EXP (มีช่องต่อพินสี่พินเล็กๆ ในกรอบสี่เหลี่ยม) ที่ตู้ซับวูฟเฟอร์ของKEF เพียงเท่านี้เองครับ จากนั้นตัวรับและตัวส่ง จะ Pairing กันโดยอัตโนมัติ      ส่วนจะเลือกเป็นความถี่ 5.2 หรือ 5.8GHz เราทดลองกดเลือกดูได้ ซึ่งระบบของ KEF KW1 น่าจะเลือกต่อสัญญาณที่ดีที่สุดให้เป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว      ผมได้นำ KW1 มาทดสอบร่วมกับซับวูฟเฟอร์สองรุ่น คือ KEF KC62 และ KEF KUBE 12 MIE       ในการทดสอบพบว่าให้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจมากทีเดียว สำหรับการส่งสัญญาณแบบไร้สายของ KEF KW1 เพราะความกังวล อาจจะเป็นเรื่องของ “การดีเลย์” สำหรับระบบไร้สายที่เคยมีมาในอดีต      แต่จากการใช้งานเปรียบเทียบระหว่างสายต่อตรงกับการใช้ระบบไร้สายแบบนี้ของ KEF KW1 ผมว่าฟังออกยากนะครับ       ดูเหมือนว่าผมก็ยังไม่สามารถจับความแตกต่างได้จริงๆ ว่า มันมีการดีเลย์ หรือหน่วงเวลาของระบบไร้สายหรือไม่ เพราะเท่าที่ใช้งาน ราบรื่นต่อเนื่องดีมาก ทำให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับความเป็นอิสระในการเลือกตำแหน่งวางตู้ซับไปได้ทุกตำแหน่งภายในห้องฟัง บางช่วงเวลาในขณะเซ็ตอัพ ผมทดลองนำเอาซับวูฟเฟอร์แยกออกไปห่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายในห้อง ที่ 4-5 เมตร ก็ยังพบว่ามันสามารถทำงานได้อย่างฉับไวโดยไม่รู้สึกขาดตอน   เข้าใจว่า ระบบไร้สาย อาจจะมีการดีเลย์ได้บ้าง แต่เท่าที่ทดสอบใช้งาน KW1 การดีเลย์ก็ไม่ได้มากพอที่เราจะรับทราบได้ง่ายดาย แม้แต่ความพยายามของผมที่นั่งฟังทดสอบแบบ “จับผิด” กันทั้งวัน ก็ฟังไม่ออกนะครับ ยังต้องยอมรับว่า ระบบของ KEF KW1 ทำได้ดีมากๆ        ดังนั้นการใช้งานระบบไร้สายภายในห้องก็น่าจะเข้าขั้นเพอร์เฟคดีทีเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกไม่ต้องใช้สาย และในการเลือกตำแหน่งของตู้ซับค่อนข้างอิสระยิ่งขึ้นครับ KEF KW1 Wireless Subwoofer Adapter ราคา  7,990.- บาท สนใจสั่งซื้อ : https://www.vgadz.com/product/kef-kw1-wireless-subwoofer-adapter-black/ หรือติดต่อซื้อสินค้า KEF ได้ที่ตัวแทนจำหน่าย: https://www.vgadz.com/kef-dealer/ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216

KEF KUBE 12 MIE เสริมความถี่ต่ำให้อิ่มสมจริงและสมดุล

KEF KUBE 12 MIE เสริมความถี่ต่ำให้อิ่มสมจริงและสมดุล  ท่ามกลางกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวางในการนำแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ มาเสริมในลำโพงหลัก มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย มีทั้งคนพร้อมเปิดใจรับ กับผู้ที่ “หัวเด็ดตีนขาด” ก็ไม่เอา          วิวาทะทั้งหลายในกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ทั้งสองฝั่งฟากแนวคิดนั้น ผมก็มีมุมมองของตัวเองเช่นกันคือ  1. ไม่ได้เห็นด้วยว่า การจัดชุดซิสเต็มฟังเพลงสองแชนแนล ชุดเล็ก-ชุดใหญ่ ชุดไหนๆ ก็ต้องพ่วง Sub-Woofer เสมอไป 2. และก็ไม่ได้เห็นด้วยว่า ถ้าจัดชุดเครื่องเสียงฟังเพลง 2 แชนแนล ห้าม Sub-Woofer มาปรากฏกายในชุดเด็ดขาด ถือเป็นข้อต้องห้าม (ของใครไม่ทราบเหมือนกัน?)            ทุกอย่างควรขึ้นกับ หลักการ เหตุผล ในเรื่องของห้อง ซิสเต็ม ความต้องการของผู้ฟัง สไตล์เพลง ที่ออดิโอไฟล์แต่ละท่านย่อมมีข้อจำกัดอันแตกต่างกันไป            ***ได้แสดงทัศนะไปหลายครั้งแล้วในเพจแห่งนี้ ซึ่งผมจะมีลิ้งก์บางส่วนมาแปะไว้ท้ายบททดสอบ KEF KUBE 12 MIE ดังนี้นะครับ*** https://www.facebook.com/share/19hTvJ8DcG/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/14iLfWiC1K/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/12EY4Ypys58/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/1A3TRMvdGt/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/p/14xjoKZyRe/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/p/14yFmR4uz4/?mibextid=wwXIfr            ความเห็นส่วนตัว การใช้หรือไม่ใช้ ผมยึดหลัก High Fidelity คือ ความเสมือนจริง และการย่อสเกลดนตรีจริงมาไว้ในห้องฟัง            ถ้าผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความพอดีแล้ว ก็ไม่ต้องไปเติมอะไร แต่ถ้าสียงย่านความถี่ต่ำไม่พอ ก็สามารถจะเสริมให้มัน “พอดี” ยิ่งขึ้นได้  แต่ไม่ใช่เติมให้มันเกินจากเสียงดนตรีจริง หรือเกินกว่าสิ่งที่ Studio เขาบันทึกมา อันนี้ย่อมไม่ใช่แนวทาง และจุดประสงค์ การใช้ Sub-Woofer ของผมครับ           จากนี้ไปคือผลการทดสอบใช้งาน KEF KUBE 12 MIE ที่มีบทสรุปน่าสนใจ บันทึกเอาไว้ให้พิจารณากัน • การพัฒนาของบริษัทลำโพงระดับโลก อย่าง KEF นั้น มีรากฐานมายาวนานนับแต่กำเนิดในปี 1961 (63ปี) การออกแบบสินค้าใดขึ้นมาใหม่ จะมีเหตุและผลรองรับ โดยเฉพาะความก้าวหน้าในเทคโนโลยี ที่ดีขึ้นและเอื้อประโยชน์กับผู้ใช้งานจริงๆ         ส่วนตัวผมก็เป็นหนึ่งในผู้ใช้สินค้าของ KEF อย่างเช่น KEF BBC Monitor LS3/5 A ได้จัดเอา KEF KC62 มาเสริมความถี่ต่ำ สลับกับ Rogers AB1  (Passive Sub-Woofer)           เพราะเมื่อฟังดนตรีบางประเภทเช่น วงแจ๊ส บิ๊กแบนด์ ซอฟท์ร็อค และคลาสสิกคัล มันมีความจำเป็นตามสมควรสำหรับผม          หรือลำโพง BBC Monitor Rogers LS3/5 A ผมตัดสินใจซื้อแอคทีฟซับ Rogers AB3a มาใช้งานร่วมกันเป็นเซ็ต  เพราะลำโพงหลักในตระกูลนี้ ลงความถี่ต่ำลึกได้เพียง 70Hz เท่านั้น        ดังนั้น เหตุและผล จึงเป็นไปตามความต้องการของตนเองเป็นหลัก        • KEF KUBE MIE นั้น เป็นความพยายามพัฒนาแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ ที่ดีไซน์แต่เดิมใช้งานเฉพาะสำหรับโฮมเธียเตอร์ ให้เพิ่มความสามารถตอบสนองการฟังเพลงด้วย           พัฒนาถึงจุดที่ มีการใช้ระบบ DSP (Digital Signal Processor) ที่คิดค้นเองมาช่วยควบคุมการทำงานระบบ SUB ให้สนองตอบการฟังด้วยกันทั้งสองรูปแบบ         และแอคทีฟซับวูเฟอร์ KEF รุ่นที่ผมเลือกมาทดลองใช้งานคือ KUBE 12 MIE ที่สามารถลงความถี่ต่ำได้ลึกถึง 22Hz ต้องการให้มาเสริมช่วงต่ำกว่า 48Hz ของลำโพงหลัก KEF Q Concerto META             ความหมายระบบ DSP ที่อัพเกรดให้เหมาะกับการฟังเพลง  MIE : Music Integrity Engine เป็นระบบ Digital Signal Processor ซึ่ง KEF ค้นคว้า วิจัยพัฒนาขึ้นมาด้วยตนเองอย่างยาวนานหลายปี เพื่อการควบคุม  แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ให้ผลักอากาศได้แม่นยำ ฉับไว เสียงบริสุทธิ์ ความเพี้ยนต่ำ สามารถให้ความกลมกลืนลำโพงหลักได้ง่าย      จุดตัดความถี่สูงสุด KEF จงใจออกแบบให้อยู่ไม่เกิน140Hz และปรับค่าลงไปได้ต่ำสุดที่40Hz          KUBE 12 MIE มีโครงสร้างตู้เป็นตู้ปิดทึบ Acoustic Suspension ตัวขับเสียงขนาด 12 นิ้วยิงเสียงออกด้านหน้า ช่วยให้ง่ายต่อการจัดวาง และยิงเสียงไปในทิศทางเดียวกันกับลำโพงหลัก           คุณสมบัติอีกส่วนหนึ่ง IBX หรือ Intelligence Bass Extension โดยในส่วนนี้ จะทำหน้าที่คำนวณสัญญาณเสียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เบสความสมจริงลงลึก และคงไว้ซึ่งไดนามิคหรือพลังตลอดระดับความดังของเสียง             KUBE 12 MIE มี Room Position EQ สามตำแหน่งให้เลือกวาง และปรับใช้ในสภาพความเป็นจริงในห้องคือ •  In Room วางในห้องทั่วไป •  Corner วางเข้ามุมห้องที่เป็นมุมชนกัน 90 องศา  •  Wall / Cabinet วางชิดผนังด้านใดด้านหนึ่ง          มี Power Mode เลือกเปิดตลอดเวลา หรือเปิดเมื่อมีสัญญาความถี่ต่ำเข้า และใช้งานแบบ12 V trigger           KEF ดีไซน์ แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ KUBE MIE ทั้งหมด4 รุ่นคือ KUBE 15 MIE, KUBE 12 MIE, KUBE 10 MIE และ KUBE 8 MIE          ตัวขับเสียงเป็นแบบเดี่ยว ยิงแบบ Front Firing ขนาดวูฟเฟอร์ ให้ดูที่รหัสรุ่นได้เลย คือ 15-12-10 และ 8 นิ้วตามลำดับครับ          การเลือก KEF KUBE 12 MIE มาทดสอบ เพราะเป็นรุ่นกลาง พอเคราะห์แล้ว เหมาะกับ KEF Q Concerto META และเพื่อการบาลานซ์ที่ดีผมนำมาใช้ 2 ตู้ ทั้งแชนแนลซ้าย และขวา          สำหรับกำลังขับในตัวตู้ของ KEF KUBE 12 MIE คือ 300 วัตต์ คลาส D ขนาดตู้ 410 x 393 x 410 มิลลิเมตร ตอบสนองความถี่ 22Hz - 140Hz (±3dB) ตัวขับเสียงขนาด 12 นิ้ว ยิงเสียงออกด้านหน้า             • ผลจากการเซ็ตอัพ KEF KUBE 12 MIE ภายในห้องของผมที่มีพื้นที่ ขนาด 3.5 x 4.5 เมตร            KEF KUBE 12 MIE เลือกต่อสัญญาณ ได้ทั้งแบบ High (พ่วงสายลำโพง) และช่อง Smart Connect LFE แต่ผมเลือกต่อจากช่อง Smart Connect LFE ที่ช่อง RCA หลังจากทดสอบ Setup ก็ได้ระยะการวางที่เหมาะสมคือ 1. วางตู้ซับให้อยู่ริมด้านนอกลำโพงหลัก 2. ให้แนวระนาบด้านหน้าของ KEF KUBE 12 MIE อยู่เสมอกับลำโพงหลัก 3. ระยะห่างผนังหลัง อยู่ที่ 90 เซ็นติเมตร 4. ระยะห่างผนังด้านข้างประมาณหนึ่งฟุต หรือ 30 เซนติเมตร  5. เลือกจุดตัดความถี่ต่ำ หรือ Cross over point ที่ 50Hz  6. เลื่อนระดับโวลุ่มไปที่ประมาณ บ่าย 13.00 น. (Phase เฟส 0) 7. เลือกโหมดการใช้งานที่ Always  8. เลือกโหมด EQ ที่ In-roomก่อนปรับเซ็ตเสียง          ให้เสียงที่กลมกลืนน่าพึงพอใจมากในการทำงานระหว่าง KEF Q Concerto META และ KUBE 12 MIE ถือว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมลงตัว          ที่น่าสนใจคือ ปุ่ม Phase ผมปรับไว้ที่ ศูนย์ 0 ตลอด โดยไม่ต้องปรับมาทาง 180 องศา แต่อย่างใด         ตัวตู้ KUBE 12 MIE มีการใช้ผ้าหุ้มสีดำจากด้านหน้าไปจรดด้านหลังมิดชิดให้ความรู้สึกสัมผัสเป็นชิ้นเดียวกัน   ***สำหรับห้องอื่นๆ อยากจะเริ่มต้นในแบบอย่างที่ผม Set up นี้ ก็ได้ครับ แล้วประยุกต์ ปรับแต่ง Set up เพิ่มเติม***         • เทคนิคในการปรับ  พยายามตั้งจุดตัดครอสโอเวอร์ไปทางความถี่ต่ำลึก 40-50-60 Hz เอาไว้ก่อน - ปรับปุ่ม Volume คู่กับจุดตัดความถี่ แล้วเร่งไปจนถึงจุดที่ได้ยินเสียงจากซับวูฟเฟอร์โดดเด่นถนัดชัดเจน จนรู้สึกได้ง่าย  - และจากนั้น ค่อยๆ ลดระดับลงเหลือแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงจากการทำงานซับวูฟเฟอร์ - จากนั้น ให้เราปรับหาจุดกลางระหว่างสองจุดดังกล่าวนั้น ว่าตรงที่ใด กลมกลืนกับลำโพงหลักที่สุด - ในขณะที่ปรับ อาจจะมีบางช่วงที่ความถี่ต่ำจาง หรือความถี่ต่ำโด่งเป็นช่วงจังหวะตามเสียงดนตรี  - แสดงว่า ปรากฏการณ์นั้น เราจะต้องปรับ ขึ้นมาทาง 60-80Hz หรือลดลงไปทาง 40Hz อย่างใดอย่างหนึ่ง (ค่าจุดตัดสูงสุดอยู่ที่ 140Hz)         ตรงนี้จะเป็นจุดที่ Sensitive ดังนั้น ใช้เวลาปรับซ้ำๆ ดูหลายๆ รอบ เพื่อหาจุดสมดุล ไม่ต้องรีบร้อนครับ - ในการปรับใช้กับระบบโฮมเธียเตอร์ที่ช่อง .1 Channel อาจจะเริ่มจาก 60Hz ขึ้นไปหา 80Hz ซึ่งตรงนี้น่าจะต้องใช้ภาพยนตร์ที่ชมบ่อยๆ และคุ้นเคยครับ - ผมใช้ Life Audio Signature Mellow ตัวรอง มาเสริมขาทั้งสี่มุม ให้ความกระชับเสียงต่ำดีขึ้นไปอีก         ดังนั้นท่านใดจะพิจารณาหาอุปกรณ์ ตัวรองมาเสริมกำจัดไวเบรชั่นส่วนเกินก็จะยิ่งดีครับ  - หากไม่อยู่ในลักษณะ หรือระยะเดียวกับที่ผมเซ็ตอัพ ให้เลือก EQ ตามลักษณะการวางก่อนแล้วค่อยปรับหาความสมดุลได้ครับ ทั้ง In Room Corner, Wall / Cabinet    บทสรุปสำหรับ KEF KUBE 12 MIE คือ - เป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจมาก เพราะซับรุ่นใหม่นี้กลับปรับ Set up ไม่ยากอย่างที่คิดเอาไว้เลย  - เทียบเคียงกับตู้ซับที่ผมเคยปรับมาแล้ว KUBE 12 MIE ถือว่าง่ายที่สุดครับ - แน่นอนว่า การกลมกลืนเข้ากันได้ระหว่าง KEF Concerto META กับ KUBE 12 MIE ถือว่าลงตัวแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน - เมื่อใช้ KUBE 12 MIE กับลำโพงหลักต่างแบรนด์กัน เอาเฉพาะลำโพงที่ผมซื้อไว้ใช้เองหลายคู่ หลายแบรนด์ พบว่าจะไม่สมดุลกับลำโพงแนววินเทจรุ่นเก่านัก            แต่กับลำโพงอย่าง ELAC ตั้งแต่ BS403, PSB Alpha P5 , NHT SuperOne 2.1 กลับให้ความกลมกลืน ปรับง่าย แสดงถึงว่า ลำโพงยุคใหม่ทั้งหลาย น่าจะใช้ร่วมกันได้ แม้จะต่างแบรนด์ ดังนั้นให้ลองหาโอกาสฟังจริงก่อนตัดสินใจ   ข้อแนะนำ - ห้องขนาด 12 -15 ตารางเมตรขึ้นไปสามารถใช้ KUBE 12 MIE สองตู้ได้    ถ้าต่ำกว่า ขนาด 12 ตารางเมตรลงมา ควรใช้รุ่น KUBE 12 MIE เพียงตู้เดียว หรือ KUBE 10 MIE , KUBE 8 MIE สองตู้แทน  - การใช้ซับ ตู้เดียว หรือ 2 ตู้ ควรพิจารณาจากขนาดห้อง และสไตล์เพลงที่คุณฟังเป็นหลักนะครับ - สำหรับลำโพงขนาดเล็ก อาทิ LS3/5 A Harbeth P3 ESR, ProAc Tablette 10 เหล่านี้จะปรับให้สมดุลกับ KEF รุ่น KC62 ง่ายกว่า อันเนื่องจากขนาดและดีไซน์      จุดเด่น KEF KUBE 12 MIE  - ปรับเซ็ตอัพง่าย ระบบลำโพงทำให้โอกาส Boom น้อยอย่างยิ่ง - เมื่อปรับได้ลงตัว ไม่ใช่แค่เสริมเสียงต่ำให้สมบูรณ์ขึ้น แต่จะให้เสียงกลางเสียงร้องดูอิ่มฉ่ำขึ้นอีก อย่างเห็นได้ชัด - ฟังเพลงจากอัลบั้มคลาสสิก Telarc ดูเหมือนฟิลลิ่งของวงออกเคสตร้ายิ่งใหญ่ขึ้นมาก โดยเฉพาะเวทีเสียงที่โอ่อ่า  - ขั้วต่อด้วยสายลำโพง (EXP) ดูจะเป็นขั้วต่อที่เล็กไป จึงแนะนำให้ต่อ Line Level ทาง RCA ดีกว่า และสายไฟ AC จะเป็นขั้วแบบ C7 ธรรมดา (ไม่ใช่แบบ IEC มีกราวนด์) แนะนำให้อัพเกรดสายที่ดีกว่าได้ครับ การเสริม Active-Subwoofer ควรจะพิจารณาตามความเหมาะสม ตามที่เรียนไว้เบื้องต้นในเรื่องของรสนิยม หรือขนาดห้อง และข้อจำกัดของคุณเสมอ          แต่ต้องไม่ลืมพิจารณาเรื่องความสมดุลของย่านความถี่เป็นสำคัญ     ยกตัวอย่าง ให้เห็นชัดขึ้น คือคุณจะพึงพอใจเล่นลำโพงเดี่ยว แบบตั้งพื้นคู่เดียว อาทิ KEF รุ่น Q11 Meta หรือเลือกทางที่สอง KEF Q Concerto Meta ผนวก KEF KUBE 12 MIE อันเนื่องจาก ขนาดห้อง ความสะดวก ความสมดุลในการจัดตำแหน่ง และข้อจำกัดรวมถึงความต้องการของตนเอง ทุกอย่างมีทางให้เลือกเสมอ KEF KUBE 12 MIE ราคาตู้ละ 39,900.- บาท  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป  หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand

KEF Q Concerto Meta พัฒนาการก้าวกระโดด ที่ให้ความใกล้เสียงดนตรีเป็นอย่างยิ่ง

KEF Q Concerto Meta  พัฒนาการก้าวกระโดด ที่ให้ความใกล้เสียงดนตรีเป็นอย่างยิ่ง เปิดมาฟ้าใส ศักราชใหม่ 2568 ได้ฟังลำโพงที่น่าประทับใจแบบนี้ นับว่าเป็นความสุขต้นปี ที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลย นั่นคือ KEF Q Concerto Meta KEF นับเป็นบริษัทผู้พัฒนาลำโพงด้วยเทคโนโลยีใหม่ได้รวดเร็วที่สุด สำหรับ New Q Series รุ่นใหม่นี้ มีคำศัพท์ 3 คำที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ หนึ่ง Q หมายถึงซีรีส์หลักของลำโพงที่ใช้ตัวขับ Uni-Q สอง คำว่า Concerto เป็นการพัฒนาใหม่ ที่หมายถึงความเป็นดนตรีอย่างยิ่งยวด มาจากรากศัพท์ในดนตรีแบบคลาสสิก “คอนแชร์โต” (ภาษาอิตาเลียน) หมายถึงการประชันขันแข่งดนตรี  ส่วนคำที่ สาม Meta นั้น คือการเอื้อเทคโนโลยีสำคัญของ KEF จากรุ่นเรือธงลงมาสู่ Q Series เป็นครั้งแรก ชุด Q ซีรีส์นี้ประกอบไปด้วยลำโพง 8 รุ่น ที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานที่อยากเพิ่มประสบการณ์ในการรับฟังเครื่องเสียงในบ้าน โดยครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่การฟังเพลงสเตอริโอ ไปจนถึงระบบโฮมเธียเตอร์แบบ Multi-Channel KEF ยืนยันว่าจะมอบประสบการณ์เสียงที่เสมือนจริงมากที่สุดเท่าที่เราจะสัมผัสได้ ลองมาพิเคราะห์กันดูถึงสิ่งใหม่ที่เกิดกับ Q Series กันครับ หนึ่งในนั้นคือ เทคโนโลยีการดูดซับเสียงส่วนเกิน แบบซับซ้อนเสมือนเขาวงกต ด้วย Metamaterial Absorption Technology (MAT) นวัตกรรมที่ยกระดับประสิทธิภาพของไดรเวอร์ Uni-Q เจเนอเรชั่น 12 ล่าสุด ให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับ สามารถสร้างคุณภาพเสียงที่ชัดและใสละเอียดมากขึ้นเพราะโครงสร้างของ MAT สามารถดูดซับคลื่นความถี่เสียงส่วนเกิน เฉพาะที่เราต้องการกำจัดทิ้ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการดูดซับเสียงรบกวนได้ถึง 99% ทำให้เสียงที่ได้มีเสียงที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน     Uni-Q ไดรเวอร์เจเนอเรชั่นที่ 12 ที่เพิ่ม MAT เข้ามานั้น มีอยู่ในลำโพงทั้ง 8 รุ่นของ Q ซีรีส์ใหม่นี้ และยังส่งมอบประสิทธิภาพเสียงที่มีรายละเอียดที่น่าทึ่ง Q ซีรีส์ เป็นผลลัพธ์จากความรู้ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ และการประยุกต์ใช้เครื่องมือจำลองและวิเคราะห์ที่ล้ำสมัย การพัฒนาที่เกิดขึ้นมากมายล้วนมีส่วนทำให้ Q ซีรีส์มีประสิทธิภาพที่โดดเด่น การผสานกันของตัวขับสองทางที่มีแหล่งกำเนิดเสียงจุดเดียวกันอย่าง Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 เพิ่มศักภาพสูงสุดด้วย MAT ช่องนำเสียงรูปกรวยที่เชื่อมโดมของทวีตเตอร์กับตัวซับเสียง Metamaterial ดีไซน์พิเศษทำงานผสานกับความลึกของไดรเวอร์ จนถึงการออกแบบวิศวกรรมใหม่อย่างมีแบบแผนในการลดช่องว่างของทวีตเตอร์ด้วยการใส่วงแหวน 2 วง ที่เป็นวัสดุแบบรูพรุนเพื่อให้เกิดการลดเสียงส่วนเกิน เป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่รวมกันเพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของ Q ซีรีส์ใหม่นี้จะโปร่งใสและเหมือนจริงมากยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา สิ่งที่แตกต่างไปจาก Q ซีรีส์ รุ่นดั้งเดิมก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงก็คือ การออกแบบลำโพงจาก 2.5 ทาง เป็น 3 ทาง โดยการปรับแต่งใหม่นี้ใช้ครอสโอเวอร์ แบ่งแยกย่านความถี่ออกจากกัน โดยไดรเวอร์ Uni-Q รับผิดชอบย่านความถี่สูงและกลาง และวูฟเฟอร์ ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทำหน้าที่จัดการย่านความถี่ต่ำ มอบเสียงเบสที่ลึกและสะอาดให้กับผู้ฟัง (ซึ่ง Q Series ก่อนหน้านี้ใช้แค่ Passive Radiator ซับความถี่ต่ำ) สำหรับลำโพงวางขาตั้ง รุ่น KEF Q Concerto Meta ที่ได้รับมาทดสอบนี้ มีลักษณะมินิมอลที่มีความร่วมสมัย มีผิวสัมผัสมันวาวแบบซาตินที่ให้ความหรูหรา มีระดับมากครับ     โดยผู้ใช้สามารถเลือกสีผิวลำโพงได้ 3 สี Satin Black, Satin White และ Walnut และมี Grille ซึ่งช่วยปกป้องตัวขับเสียง ถ้าคุณต้องการโดยสีของ Grille จะแมตช์กับลำโพงเข้าชุดกันอย่างลงตัว ติดตั้งด้วย Magnetic เพื่อให้ติดตั้งง่ายและเข้ากันอย่างพอดี ทำให้ภาพรวมนั้นสวยงามและมีสไตล์ที่เรียบง่าย ด้วยการออกแบบอย่างชาญฉลาด ใน Q ซีรีส์นี้ เป็นครั้งแรกที่ KEF ออกแบบลำโพงแบนบางติดผนังมาในโมเดล Q4 Meta ซึ่งสามารถใช้ได้ในรูปแบบ LCR (Left, Centre, Right) หรือจะใช้เป็นลำโพง Surround เพื่อขยายระบบเสียงรอบทิศ โดยไม่ต้องเสียพื้นที่มาก  ส่วนโมเดล Q6 Meta ก็ไม่ได้เป็นเพียงลำโพงสำหรับเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นลำโพง LCR (Left, Centre, Right) ได้เช่นเดียวกัน อีกทั้ง Q8 Meta ที่สามารถวางบนลำโพงหลักเพื่อสร้าง Dolby Atmos โดยสะท้อนเสียงจากเพดานลงมา เพื่อให้เกิดเสียงแบบ 3 มิติ รวมถึงยังสามารถใช้เป็นลำโพง Surround ด้วยการติดผนังได้เช่นเดียวกัน ลำโพง Q Series ใหม่นี้ ยังพร้อมตอบสนอง การขยายขอบเขตความถี่ต่ำ ในกรณีฟังเพลงสองแชนแนลหรือแบบโฮมเธียเตอร์ โดยสามารถเพิ่มอรรถรสของเสียงเบสให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการ จับคู่ Q ซีรีส์ใหม่นี้เข้ากับลำโพง Sub-woofer ของ KEF ได้อีกเช่นเดียวกัน (จะมีบททดสอบในลำดับถัดไป)   KEF Q Concerto Meta Satin White สีขาวสะอาดได้ถูกส่งมาแกะกล่องและทดสอบ พร้อมด้วยขาตั้งที่ดีไซน์มาเฉพาะรุ่นนั่นคือ Speaker Stand รุ่น SQ1 (จำหน่ายแยก) ซึ่งผมทำการประกอบโดยใช้เวลาไม่นานนักก็เสร็จเรียบร้อย ข้อแนะนำก็คือ เราควรใช้กาวบลูแท็คติดเข้ากับเพจด้านบนของขาตั้งเพื่อความมั่นคงในการเปล่งความถี่ของลำโพง เพลทล่างของขาตั้ง สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้เดือยแหลม Spike มาตรฐานได้ ข้อมูลเทคนิคโดยทั่วไปของลำโพง KEF Q Concerto Meta เป็นลำโพงระบบสามทาง Bass Reflex ที่มีฟองน้ำปิดท่อด้านหลังได้ (กรณีต้องวางลำโพงชิดผนัง) โครงสร้างตัวขับเสียงกลางแหลม Uni-Q Driver มีทวีตเตอร์อลูมิเนียมขนาด 0.75 นิ้ว อยู่ใจกลาง (Aluminium dome with MAT) มิดเร้นจ์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว และวูฟเฟอร์ อะลูมิเนียมไฮบริดขนาด 6.5 นิ้ว  ตอบสนองความถี่ 40 Hz - 20 kHz มีค่าความไว ที่กำลังขับ 1 วัตต์ วัดที่ระยะห่าง 1 เมตร ได้ความดัง 85dB ลำโพงมีความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม ขนาดตู้ สูง x กว้าง x ลึก : 415 x 210 x 315 มิลลิเมตร ทราบหรือไม่ ความประณีตของลำโพงที่งามทุกส่วนสัดนี้ เราควรภูมิใจว่า KEF Q Concerto Meta รวมถึงลำโพงในซีรีส์ Q ใหม่นี้ ได้รับการประกอบขึ้นในโรงงานในประเทศไทย ครับ ฝีมือทำได้มาตรฐานเป็นเลิศจริงๆ!!!     ผลการทดสอบ จากการ Set up พบว่าภายในห้องทดสอบของผม จัดวางห่างกัน 2.05 เมตร และห่างผนังหลัง 85 เซ็นติเมตรขึ้นไป จะได้เสียงสมดุลที่สุด ห้องฟังอื่นๆ ควรปรับไปตามขนาดและสภาพของอะคูสติกห้องเป็นสำคัญ ลำโพงรุ่นนี้ แนะนำว่าจะต้องทำการเบิร์นก่อนใช้งานจริง ประมาณ 200 ถึง 250 ชั่วโมง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ครบถ้วนทุกรายละเอียด และเปิดโปร่งกังวานสวยงาม ปราศจากข้อจำกัดใดๆ ของเสียง จากแผ่นเบิร์นเสียงถึงแผ่นเพลงที่ให้ไดนามิค และมีความสะวิงของความถี่มากๆ ( แนะนำแผ่นทดสอบ XLO Test & Bern-in CD /Jo Weed : The Vultures และ Secrets of Life : Karunesh) ข้อสังเกตเมื่อทำการเบิร์น KEF Q Concerto Meta เกิน 180 ชั่วโมงขึ้นไปแล้ว คุณจะรู้สึกทึ่งและประทับใจคุณภาพเสียงเป็นอย่างยิ่ง ทั้งค่าไดนามิคเร้นจ์ ความกว้างลึกของเวทีเสียง และที่สำคัญคือ ดีเทลหรือรายละเอียด ใกล้เคียงลำโพงรุ่น R Series ที่แพงกว่า อย่างมีนัยยะสำคัญเลยครับ (The Unmistakable Mantovani / Hiroshima / Yanni : The Concert Live) คือทำให้เราเห็นว่าลำโพงของ KEF นั้น มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง พัฒนาการออกแบบ และวัสดุช่วยให้ลำโพงนั้นได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นอย่างชนิด “เห็นหน้าเห็นหลัง” เมื่อเปรียบเทียบกับซีรีส์ดั้งเดิมและรุ่นที่สูงกว่า บอกได้เลยว่าคุณภาพเสียงคล้าย R-Series เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่ารายละเอียดเสียงแหลมช่วงปลาย อาจจะยังไปไม่ถึงขั้นนั้น กับราคาที่จำหน่ายแล้วถือว่าเป็นลำโพงที่คุ้มค่ามากๆ  พื้นเสียงที่น่าสนใจยิ่งก็คือ KEF Q Concerto Meta ให้เสียงได้แฟลต คล้ายประสบการณ์ดนตรีจริงมากทีเดียว สังเกตได้จากประสบการณ์ส่วนตัวผมที่นิยมฟังการแสดงดนตรีสดในคอนเสิร์ทฮอลล์ โดยเฉพาะเสียงของกลุ่มเครื่องสาย ทำได้ราวหลุดมาจากธรรมชาติ (On The Beautiful Blue Danube Waltz, Op. 314 : EIN TRAUSSFEST)  เพลงแนวพ็อพ แจ็ซ เพลงร้อง Q Concerto Meta ดูเสียงอิ่มเอม ให้ความเป็นธรรมชาติ น่ารัก เก็บรายละเอียดอย่างเข้าถึงพื้นเสียงของศิลปินครบถ้วน ศักยภาพเสียงใกล้เคียงลำโพงระดับคู่ละแสนเลยทีเดียว (Aaron  Neville : Warm Your Heart / 50 ปีไม่ลืมสุรพล / ดอกไม้ที่กลับมา : ปาน ธนพร / Georg Benson 20/20 / คลาสสิก ไพบูลย์ บุตรขัน) ความกว้างลึกของเวทีเสียง หรือ Soundstage ถือว่าโดดเด่น แม้จะฟังในระดับแผ่วเบาก็ยังสามารถให้มิติเสียงออกมาสมบูรณ์ บางช่วงผมทดลองเบาเสียงจากโวลุ่มแอมปลิไฟร์ลงมามากๆ ให้มีระดับความดังเฉลี่ยแค่ 60-63dB ที่จุดนั่งฟังถือว่า ในแง่รายละเอียดและความกว้าง ลึก เวทีเสียง KEF Q Concerto Meta ทำได้ดีกว่าลำโพงในระดับราคาเดียวกันอย่างชัดแจ้ง     จุดเด่นใน KEF Q Concerto Meta ที่น่าจะต้องบันทึกเอาไว้ คือการตอบสนองเสียงดนตรี ฉับไว ทั้งกลางแหลมและเสียงต่ำ หัวโน้ตของเบส หรือเสียงต้นของเบส เป็นชิ้นเป็นอันครับ มีน้ำหนักเสียงออกมาครบถ้วน ในด้านความถี่ต่ำ เมื่อย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับ Q Series รุ่นเดิมถือว่ารุ่นใหม่นี้ จะเป็นพัฒนาการก้าวกระโดดที่ไกลออกมามาก เพราะเสียงเบสจะมีความเป็นตัวตน มีน้ำหนักเสียงทรงพลังเพิ่มขึ้น ได้ความสมจริงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจาก KEF Q Concerto Meta ปรับเปลี่ยนมาใช้ตัวขับเสียงแบบไดนามิค แทนการใช้พาสสีพเรดิเอเตอร์ นั่นเอง ประกอบกับการพัฒนาของตัวขับ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ทำให้เข้าถึงเสียงดนตรีในแบบ เกลี้ยงเกลาสะอาดและเฟสของเสียงแม่นยำถูกต้องตลอดเวลา จากแผ่น CD ที่ผมใช้ฟัง ทดสอบเป็นประจำ (The Last Emperor / Chuck Mangione : Fell So Good) พบถึงความฉับไวและสมดุลของเสียงดีมากๆ ผลจากการทดสอบทำให้เราค้นพบว่า นี่คือลำโพงซึ่งสามารถตอบสนองเพลงทุกประเภทได้อย่างไร้ข้อจำกัด สร้างความประทับใจเริ่มต้นปี 2025 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ KEF Q Concerto Meta มีพัฒนาการเทคโนโลยีลำโพงอย่างก้าวกระโดด และยังคงอ้างอิงความใกล้เสียงดนตรีเป็นอย่างยิ่ง นี่คือคำอธิบายว่า ลำโพงในระดับราคาห้าหมื่นกว่าบาท สามารถให้เสียงได้ดีที่สุดเพียงใด ***Reference NAD C3050 LE Amplifier Moonriver 404 Reference Amplifier M2 Tech Young DAC DENON DCD 2500 NE SACD  Life Audio LD5MK ll Speaker Cable KEF Q Concerto Meta ราคา 54,900.- บาท ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 Vgadz.com/kef https://www.facebook.com/KEFaudiothailand