KEF Coda W : All-In-One Wireless HiFi Speaker โลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาด

KEF Coda W : All-In-One Wireless HiFi Speaker โลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาด

27/11/2025    1146

KEF Coda W
All-In-One Wireless HiFi Speaker
โลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาด

     
KEF (Kent Engineering & Foundry) ก่อตั้งโดย Raymond Cooke ในอังกฤษ เมื่อปี 1961 แต่ความก้าวหน้าล้ำสมัยเกิดขึ้นตลอดเวลากับ KEF โดยในช่วงทศวรรษ 1970 KEF ก็เริ่มใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบลำโพง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่มากในสมัยนั้น  
      
สำหรับลำโพงในซีรีส์ Coda ของ KEF นั้นได้ปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงต้น ในปี 1970 โดยมีรุ่น Coda อยู่ในสายผลิตภัณฑ์เบสิกของบริษัท ด้วยหลักการออกแบบลำโพงที่เน้นคุณภาพเสียงไฮไฟ ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายและราคาสมเหตุผล
      
ถัดมาในช่วงปี 1990 KEF มีลำโพงในซีรีส์ Coda หลายรุ่น เช่น Coda 7, Coda 8, Coda 9 โดยมีบันทึกว่า นิตยสาร What Hi-Fi UK เคยพูดถึง KEF Coda III ในบทความ 12 of the best KEF products โดยให้คำชื่นชมว่าเป็นลำโพงที่มีสมรรถนะสูง ให้อิมเมจได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะเป็นลำโพงราคาย่อมเยาในตอนนั้น 

นอกจากนั้น Coda IV เป็นรุ่นที่หายาก รวมถึง Coda 7, 8, 9, ล้วนเป็นกลยุทธ์อันสำคัญของ KEF ในการเอื้อเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับออดิโอไฟล์โดยทั่วไป
     
และในปี 2025 ยุคแห่งความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี KEF ได้เปิดตัว KEF Coda W ซึ่งเป็นลำโพง All-in-One แบบไร้สาย ที่มีภาคขยายในตัว หลักๆ ในการทำงานเน้นส่งผ่านสัญญาณจาก Bluetooth แต่ยังมีอินพุตแบบดั้งเดิม ที่ให้ความสามารถสนองตอบนักเล่นเครื่องเสียงได้อย่างครบถ้วนที่สุด

 


     
นี่คือรูปทรงของลำโพงวางหิ้งสองทาง Coda W มีคุณสมบัติหลักที่ดีเยี่ยมมาก โดยใช้เทคโนโลยีไดรเวอร์ Uni-Q ในเจเนอเรชั่นที่12 (12th-gen Uni-Q ) เป็นกรวยขนาด 5.25 นิ้ว ขับเสียงกลาง-ต่ำพร้อมทวีตเตอร์ที่อยู่ตรงกลางของ Woofer ซึ่งเป็นจุดเด่นของ KEF ที่ให้แนวทางเสียงแบบ Single point-source ทำให้กระจายเสียงได้แม่นยำอย่างเป็นธรรมชาติ และเวทีเสียงกว้างกว่าระบบลำโพงทั่วไป
    
ในระบบ Coda W ได้ใช้ DSP ที่จดสิทธิบัติของตนเองเรียกว่า Music Integrity Engine, MIE สำหรับการจูนเสียงให้บาลานซ์ระหว่างไดรเวอร์ และควบคุมการทำงานทุกระบบอย่างเหมาะสมราบรื่นโดยอัตโนมัติ
    
ในด้านกำลังขับในแบบลำโพงแบบแอคทีฟ ลำโพงแต่ละข้างจะมีภาคเพาเวอร์แอมป์คลาส D แบบแยกอิสระ จ่ายพลังให้กับวูฟเฟอร์ 70 วัตต์ และขับทวีตเตอร์อีก 30 วัตต์ รวมกำลังขับลำโพงทั้งระบบตู้ซ้ายขวา ในระบบสเตอริโอ 200 วัตต์  การออกแบบในวิธีนี้ ก็คือระบบไบ-แอมปลิฟิเคชั่น  ทำให้มีศักยภาพเปล่งความดังได้สูงสุดประมาณ 102 dB ที่ระยะ 1 เมตร  
    
สำหรับระบบเชื่อมต่อ จะรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย เริ่มจากระบบบลูทูธ 5.4 ที่รองรับ aptX Adaptive และ aptX Lossless ถ้าดีไวซ์ของคุณรองรับ aptX Lossless ก็จะได้คุณภาพเท่ากับ CD ที่ 16-bit / 44.1kHz ในแบบไร้สาย 

 


    
มีช่องรับสัญญาณแบบต่อสาย HDMI ARC และ USB-C ซึ่งสามารถนำไปใช้งานร่วมกับระบบทีวีได้อย่างเหมาะสม 
     
ช่อง USB-C ที่รองรับ 24-bit / 192kHz สำหรับการต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังมีช่องOptical (Toslink) ที่สามารถต่อเข้ากับเพลย์เยอร์อื่นๆ ให้มาแสดงผลในลำโพงได้อย่างลงตัว ส่วนช่อง RCA ระบบสเตอริโอ สำหรับรับสัญญาณ LINE IN (AUX )เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เครื่องเล่น Player ส่งสัญญาณ Analog Stereo เข้าไปยังลำโพงโดยตรง
    
รวมทั้งช่อง RCA และระบบกราวนด์สำหรับต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยเฉพาะ
    
มีช่อง Subwoofer out สำหรับเพิ่มเบสเมื่อเชื่อมกับ Subwoofer โดยเฉพาะ ในที่นี้ในช่วงท้ายๆของการทดสอบ ผมนำมาใช้ทดสอบร่วมกับ Active Sub ของ KEF KC62 ซึ่งจะทำให้คุณภาพเสียงโดยรวมแซงหน้าลำโพงตั้งพื้นหลายคู่ในท้องตลาดเลยก็ว่าได้( อันนี้ถือเป็นทางเลือกในการอัพเกรดในอนาคตได้)‼️
    
สำหรับระหว่างตู้ลำโพงซ้ายขวา จะมีสายเชื่อมต่อระหว่างลำโพงเพื่อทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คโดยผ่านทางช่อง USB-C (resample เป็น 96kHz / 24bit)
     
ผมมองว่าจุดที่โดดเด่นเหนือลำโพงแอคทีฟอื่นๆ ก็คือ ลำโพงได้ให้การรองรับการเล่นแผ่นเสียงไวนีล เพราะมีภาคขยาย Phono preamp ภายในตัวเอง ด้วยการออกแบบวงจรสำหรับขยายเกนหัวเข็ม MM ทำให้ต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ปรีแอมป์แยก นี่คือทีเด็ดของ Coda W ครับ
 


    
ดีไซน์และวัสดุนั้น ตู้ลำโพงมีให้เลือกหลายสี : Vintage Burgundy, Nickel Grey, Moss Green, Midnight Blue, Dark Titanium ขนาดของตู้ลำโพง : 285 × 168 × 268 มิลลิเมตร น้ำหนักโดยรวมประมาณ 11.3 กิโลกรัม ถือว่าเป็นดีไซน์ที่เหมาะกับการจัดวางได้อย่างอิสระในทุกๆ ที่ แต่ดีที่สุดคือใช้ขาตั้ง  KEF SQ1 Floor Stand ซึ่งเป็นขาตั้งลำโพงสำหรับลำโพงที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งกับ KEF Q Concerto Meta, Q3 Meta, Q1 Meta และ KEF Coda W 
      
ขาตั้งรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อวางลำโพงให้ได้ระดับความสูงที่เหมาะสม ด้วยความสูงประมาณ 24.2 นิ้ว มีโครงสร้างอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทาน สามารถเพิ่มสารอุดเฉื่อย (inert filler) เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและมีช่องสำหรับจัดการสายเคเบิลในตัวเพื่อให้การจัดวางดูเรียบร้อยงามตา 

 

 

Test Report
หลังจากแกะลำโพงออกมาจากกล่อง เห็นขนาดแล้วชอบเลยครับ ขนาดกะทัดรัดพอดีๆ เหมือนลำโพงวางขาตั้งที่เราคุ้นเคยนั่นเอง สำหรับในการทดสอบระยะเซ็ตอัพสูงบนขาตั้งโลหะผสมของผมขนาด 24.5 นิ้ว ลำโพงจัดวางห่างกัน 2.20 เมตร เอียงหน้าเข้าหากันประมาณ 8องศา ถือว่าลงตัวในห้องฟังผมมากครับ
    
คือเราจะวางตู้ลำโพงไว้บนชั้นวาง ก็ได้นะครับ ขึ้นกับลักษณะการฟัง แต่ถ้าฟังแบบจริงจังควรหาขาตั้งลำโพงที่เหมาะสมโดยเฉพาะของ KEF เอง และวางลำโพงในลักษณะเดียวกันกับลำโพงออดิโอไฟล์ตามปกติทั่วไป วิธีเซ็ตอัพก็แบบเดียวกันครับ 
      
ควรทราบว่า ลำโพงนั้นมีคุณภาพสูงระดับออดิโอไฟล์ หากอยากใช้ศักยภาพสูงสุดของเขา ก็ต้องคิดเสมอว่า นี่คือลำโพง Audiophile ครับ ดังนั้นเซ็ตอัพกันให้เต็มที่ไปเลยครับ 

 


   
ขนาดลำโพงคือ 285 × 168 × 268 มม. (สูง × กว้าง × ลึก) ปริมาตรอาจจะใกล้เคียงกับ KEF Q350 
      
ซึ่งลำโพง Coda W ทำตู้ได้แข็งแรงสวยงาม มองดูจากด้านหน้าตู้ลำโพง ลำโพงซ้ายและขวาเหมือนจะไม่ต่างกันนัก แต่พลิกไปดูด้านหลัง จะเห็นว่าระบบคอนโทรลหลัก จะอยูที่ลำโพง Primary ข้างเดียว การที่เราจะรู้ได้ว่าเป็นลำโพงแชนแนลซ้ายหรือขวา ก็ให้ดูที่ตู้ครับ 
     
ตู้ข้างซ้ายคือ Secondary และตู้ข้างขวาเป็น Primary ที่มีระบบสั่งการหลักๆ อยู่ที่ตู้นี้ โดยมีทั้งภาคปรีแอมป์ ระบบซีเล็คเตอร์ รับสัญญาณอินพุต เกนโวลุ่ม ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ เพื่อการจับคู่และสตรีมมิ่ง
      
จุดเด่นคือใช้ตัวขับเสียงอันทรงประสิทธิภาพ ด้วยไดรเวอร์ แบบ Uni-Q เวอร์ชั่น 12 และมีการออกแบบภาคขยาย Class D ที่แมตช์กับตัวขับเอามาไว้ภายในแต่ละตู้อย่างมือโปรเลยทีเดียว คือมีหน่วยขยายคลาส D แยกอิสระขับเสียงด้วยพลัง 30 วัตต์ให้กับเสียงแหลม และ 70 วัตต์ให้กับเสียงทุ้ม 
   
ระบบส่งสัญญาณ Bluetooth จัดเป็นอินพุตหลักสำหรับฟังเพลง สามารถจับคู่กับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ได้ในทันที เพื่อใช้เป็นแหล่งเสียงหลักสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน เชื่อมต่อฉับไวแม่นยำ
    
ในการเซ็ตอัพ ควรพิจารณาท่อพอร์ตของลำโพง ซึ่งควรจะต้องอยู่ห่างจากผนังด้านหลังอย่างน้อย 75 เซนติเมตรถึง 1 เมตร (อ้างอิงห้องฟังผมขนาด 3.5x4.5 เมตร) ระยะในการเซ็ตอัพ ไม่ได้ฟิกซ์ แต่ขอแนะนำว่า สามารถปรับให้สมดุลกับห้องของท่านเป็นหลักครับ
     
หลังจากวางลำโพงซ้าย–ขวาในตำแหน่งในประมาณการได้แล้ว ลำดับแรกให้ต่อสายเชื่อมระหว่างลำโพง (Interspeaker Cable) เข้าระหว่าง L - R เสียบปลั๊กไฟให้ตู้ Primary แล้วกดปุ่ม Power บนลำโพงหลัก รอไฟสถานะแสดงขึ้นว่าระบบพร้อมทำงาน แล้วเลือกแหล่งสัญญาณ Input เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้ระบบใด 
    
หลักๆ คือ Bluetooth หรือจะเป็น HDMI ARC (สำหรับทีวี) ส่วนช่อง USB-C ใช้สำหรับคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน

 

    
ในแง่ของการใช้กับจอทีวี มีทางเลือกสำหรับทีวีรุ่นเก่า โดย Coda W มีช่อง Optical รองรับได้ หรือถ้าทีวีมีแต่ช่อง Headphone ก็เลือก AUX ทางช่อง RCA Line ได้เช่นกัน ด้วยการใช้สายที่มีปลายด้านหนึ่งเป็นมินิแจ็ค อีกด้านเป็น RCA Stereo ครับ
     
ลำโพงตู้หลัก Primary จะมีปุ่มสัมผัสคอนโทรล เพื่อเลือกแหล่งโปรแกรม เป็นฟังก์ชั่นควบคุมอยู่ด้านบนตัวลำโพง Primary เหมือนเป็นส่วนปรีแอมป์ ใช้สำหรับเปลี่ยนแหล่งสัญญาณที่มา และเกนโวลุ่ม และจะให้ความสะดวกมากขึ้นด้วยการใช้แอป KEF Connect สำหรับปรับ EQ, อัปเดตเฟิร์มแวร์ รวมถึงการตั้งค่าลำโพงครับ
     
สำหรับการใช้งานทั่วๆไปในการฟังเพลงสตรีมมิ่ง ผมเลือกเชื่อมต่อ Bluetooth 
    
การจับคู่ก็สะดวกครับ เลือกอุปกรณ์ชื่อ “KEF Coda W” รอเสียงหรือไฟแจ้งว่าจับคู่สำเร็จ จากนั้น ก็ใช้งานได้เลย ทุกอย่างไม่ต่างจากการเชื่อมต่อลำโพงบลูทูธพื้นฐานโดยทั่วไปนั่นเอง
     
สามารถปรับระดับเสียง ด้วยปุ่ม Volume + / –  บนลำโพง หรือใช้รีโมต และใช้แอพในสมาร์ทโฟน หรือจากรีโมตทีวี ในกรณี HDMI ARC 
      
การใช้งานที่คล่องตัวที่สุดคือ เปิดแอป KEF Connect ช่วยให้เลือกค่าของเสียงได้ตามความต้องการมากยิ่งขึ้น เช่นปรับ EQ, อัปเดตเฟิร์มแวร์รวมถึงการตั้งค่าระบบ
    
หลักการใช้งานทั่วไป จะพบว่าสำหรับการใช้สาย Interspeaker (C-Link) เชื่อมโยงระหว่างลำโพงซ้ายและขวา ความยาวสายที่ให้มาถือว่าน่าจะพอเพียงและเป็นสายคุณภาพดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อสายอื่นมาเปลี่ยน โดยสายนี้มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณระหว่างลำโพงหลักกับลำโพงรองครับ 

ส่วนท่านใดจำเป็นต้องตั้งลำโพงห่างกันมากกว่าปกติ ทาง KEF มีสายขายแยกขนาดความยาว 8 เมตรให้เลือก
 
สัญญาณจาก Input ทุกแหล่ง (USB-C, HDMI, ฯลฯ) จะถูก Resample ให้เป็น PCM 24-bit / 96kHz เมื่อส่งผ่านสาย Interspeaker ครับ
       
ดูจากด้านหลังลำโพงหลัก ช่องต่ออินพุต มีทั้งดิจตอล ช่อง Aux น่าจะเหมาะกับเครื่องเสียงแหล่งโปรแกรมทุกประเภท อาทิ ซีดีเพลย์เยอร์ สตรีมเมอร์ แค่เลือกอินพุต Aux ที่ตัวลำโพง แล้วเปิดแหล่งสัญญาณ แล้วปรับระดับเสียงเท่านั้นเอง 
    
ส่วน USB-C Audio ก็จะจับคู่กับสมาร์ทโฟนที่มีสายต่อแบบ USB-C, รวมไปจนถึง iPad, MacBook, PC ก็ได้รายละเอียดเสียงให้บิตเรตสูงสุดมากถึง 192/24 เลยทีเดียว (ถ้ามีไฟล์เพลงในระดับดังกล่าว) 

 


      

การซีเล็ค หรือเลือกใช้งานแหล่งโปรแกรมเชื่อมต่อจากบนหลังตู้ลำโพงหลัก หรือ Primary ก็สะดวก โดยสังเกตว่า ปุ่มสัมผัส เรียงกันไปจากซ้ายสุดเป็น Power จากนั้นเป็นปุ่มเลือกรับสัญญาณ เริ่มที่ Bluetooth ไปยัง TV / OPT /USB / AUX และ PHN หรือ Phono ตามลำดับ
  
ในระหว่างที่ผมกำลังทดสอบ KEF Coda W มีแฟนคลับที่ได้ชมคลิปทางเพจสอบถามว่า ทำไม ลำโพงแอคทีฟรุ่นนี้ ไม่มีระบบ Ethernet หรือ Wi-Fi ? ผมขออนุญาตตอบไว้ตรงนี้เลยครับว่า
     
แน่นอนวิศวกร KEF เขาจะเน้นการใช้ Bluetooth 5.4 ที่สามารถรองรับ aptX Adaptive และ Lossless เป็นช่องทางหลัก เพื่อให้การสตรีมเสียงแบบ “การเชื่อมต่อที่เรียบง่าย” และผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับเสียงโดยไม่ต้องเซ็ตอัพเครือข่ายไฮไฟซับซ้อนมากนัก ทำให้ราคาลำโพง จะไม่สูงมากเกินไปด้วย
    
อีกทั้งการใช้บลูทูธซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แพร่หลายและเพียงพอสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการระบบ “all-in-one” แบบเรียบง่าย  
   
อีกประการหนึ่งคือ ดีไซน์นี้ต้องการโฟกัสที่คุณภาพเสียงโดยตรง โดย KEF ให้สาย Interspeaker Cable ที่เชื่อมต่อระหว่างลำโพงซ้าย–ขวา ขนาด 3 เมตร เพื่อให้การเชื่อมต่อลำโพงมีความเสถียรและคุณภาพสูง โดยไม่ต้องพึ่งการส่งสัญญาณเครือข่ายไร้สายภายในตัวลำโพงเอง  
    
และมั่นใจในเทคโนโลยี DSP MIE ด้วยว่า ในการส่งเสียงผ่าน Bluetooth + DSP (Music Integrity Engine) จะทำให้ KEF สามารถปรับจูนด้านเสียงให้ละเอียดมากขึ้น โดยไม่ต้องซับซ้อนเรื่องโปรโตคอลเครือข่ายแต่อย่างใด

ในคู่มือของ KEF ระบุว่า Coda W ถูกออกแบบให้เป็น “Single-room system” ไม่ได้ตั้งใจให้ทำงานแบบ Multi-room ที่ต้องใช้ Wi-Fi เครือข่ายเพื่อสตรีมข้ามห้องได้      
   
จากที่ทดสอบ ในแง่ประสิทธิภาพและความเสถียรของสัญญาณ Bluetooth 5.4 โดยเฉพาะเมื่อใช้ codec aptX ย่อมมีประสิทธิภาพเพียงพอและ latency ต่ำ เหมาะกับการฟังเพลงทั่วไป หรือการใช้งานบนเดสก์ท็อปหรือทีวี ผ่าน HDMI ARC, USB-C, Optical ที่ Coda W รองรับอย่างครบถ้วนพอเพียง 
    
การไม่มี Wi-Fi และ LAN ลดความซับซ้อนระบบเครือข่าย ทำให้โอกาสเกิดปัญหาการเชื่อมต่อ เช่น delay, buffer, network drop ลดลง
  
และทีเด็ดคือเรื่องภาคปรี Phono ในตัวเองของ Coda W นั่นแหละ ที่ผมได้ทำการทดสอบแล้วถือว่าเยี่ยมมาก แค่นี้ก็สุดคุ้มแล้วครับ ใครชอบเล่นแผ่นไวนีลแบบดีเยี่ยมและง่ายที่สุดน่าจะคิดถึง KEF Coda W ไว้เป็นอันดับแรกเลย
    
บทสรุปก็คือ การต่อใช้งาน KEF Coda W เมื่อฟังทั่วไปเน้นการใช้งานสะดวกสุด ผมเลือก Bluetooth ครับ เสียงที่ได้จัดว่าดีมากอยู่แล้ว 
    
สำหรับออดิโอไฟล์ที่ฟังเพลงแบบต้องการเสียงดีที่สุด ได้ทุกอย่างครบทุกรายละเอียด ก็ต้องยกให้ช่อง USB-C ครับ ผมฟังเพลง Tidal กับไอโฟน 15 Pro Max แล้วต้องบอกว่า ทึ่งในคุณภาพเสียงเลยละครับ แต่ข้อแม้คือต้องใช้สาย USB-C ที่รองรับดาต้าทรานสเฟอร์ได้นะครับ
     
และเมื่อต่อสาย USB-C ใช้งานแล้ว อย่าลืมเร่งระดับความดัง +/- ที่รีโมตหรือที่ด้านบนของตู้ลำโพงด้วย เพราะถ้าก่อนหน้าคุณฟังแหล่งโปรแกรมอื่นอยู่ อาทิ ทาง Bluetooth เมื่อเชื่อมต่อสายUSB-C ระบบขยายของแอมป์ จะลดเสียงลงมาก่อน ป้องกันระดับเสียงที่ดังอย่างฉับพลันทันที

 

 

• บทสรุปผลการทดสอบ
ผมเชื่อว่าทุกคนอยากรู้มากที่สุดก็คือ เรื่องคุณภาพเสียงว่าจะพอเพียง หรือดีเด่นกับการเป็นชุดออล-อิน-วัน แบบเรียบง่าย เป็นออดิโอไฟล์ สักเพียงไร และนี่ก็คือคำตอบครับ
      
สิ่งที่น่าประทับใจอย่างแรกคือ พลังเสียงที่มีศักยภาพอย่างพอเพียงสำหรับห้องขนาดกลางโดยทั่วไป ให้แนวเสียงกลาง และปลายเสียงแหลมที่สะอาดใสในแบบของ KEF ต้องเรียกว่าโทนเสียงโปร่งมาก เสียงหลุดลอยจากตู้ และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เบสช่วงต่ำก็ถือว่าได้ลึกอิ่มมากเกินขนาดตู้อย่างน่าทึ่งมากๆ

บุคลิกเสียงสามารถบาลานซ์สไตล์เพลงได้อย่างหลากหลาย ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ตั้งแต่ฟังวงออเคสตร้าขนาดยักษ์ มาจนถึงเพลง Pop Jazz Country โดยทั่วไป นับว่าเหมาะกับเพลงร้องหรือแนว Acoustic ได้อย่างดีเยี่ยม
      
ประสบการณ์ที่นับว่าตื่นเต้นสำหรับส่วนตัวผมนะครับ อยากจะบอกว่าเมื่อนำเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาต่อกับลำโพง KEF Coda W ชุดนี้ ชอบทั้งความเงียบของสัญญาณ ไม่มี Noise รบกวน ต้องชื่นชมในเสียงที่มีความสะอาด และรายละเอียดจากหัวเข็ม MM ที่ถือว่าอยู่ในขั้นที่ดีเกินคาดไปมากทีเดียว 

เสียงแนวอนาล็อกของ Coda W งดงามน่ารัก มี่รายละเอียด  แสดงถึงการออกแบบด้านภาคขยายหัวเข็มโฟโนของ KEF นั้น มิใช่ธรรมดาเลย ครอบคลุมรายละเอียดสมบูรณ์มากๆ
     
ในแง่การใช้งานทั่วไปผมชอบที่บลูทูธเชื่อมต่อใช้งานรวดเร็ว สะดวก เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความเรียบง่าย ไม่ต้องตั้งระบบอะไรให้มีความซับซ้อนยุ่งยาก คุณภาพเสียงที่ได้จากเพลง จาก TIDAL ทางบลูทูธ ได้เกือบเทียบเท่าการต่อ USB-C โดยตรง 
     
แต่แน่นอนว่า เมื่อฟังตรงจากสายเชื่อมต่อ USB-C คุณภาพเพลงที่ได้ น่าประทับใจใกล้เคียง ฟังจากชุดเครื่องเสียงระดับราคาสูงแบบแยกชิ้น ที่สำคัญคือคุณภาพเสียงแบบนี้สามารถเข้าถึงได้ง่าย กว่า มีความกลมกล่อมลงตัวพอดี รายละเอียดช่วงปลายเสียงระยิบระยับพอเพียงสำหรับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นออดิโอไฟล์และมิวสิกเลิฟเวอร์ 
    
อีกทั้งดีไซน์ของตู้ที่มีเสน่ห์ รวมทั้งงานประกอบดูดี เกินราคา ให้ทั้งความรู้สึกคลาสสิก เรียบหรู ทันสมัย จะวางบนโต๊ะหรือห้องเล็กๆ ก็ลงตัว สำหรับมิวสิกเลิฟเวอร์ทั่วไป แต่ที่แน่ๆ ผมชอบวางบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์ เพราะได้คุณภาพในระดับ Image และ Sound Stage เต็มที่เลยครับ

 


      
ด้วยความอยากรู้ หากวันข้างหน้า เกิดบางท่านอยากเสริมพลังให้ยิ่งใหญ่ขึ้น สามารถอัดอะไรได้อีกไหม? ในช่วงสุดท้ายของการทดสอบ ผมได้นำเอาลำโพง Sub-Woofer ในรุ่น KEF KC62 ซึ่งมีใช้งานอยู่ประจำห้องฟังเป็นการส่วนตัว มาใช้งานร่วมกัน ผลปรากฏว่า กลายเป็นซิสเต็มขนาดยักษ์ขึ้นมาทันที 
    
คือสามารถเพิ่มคุณภาพเสียงที่โอ่โถงล้ำลึกโอฬาร ทำให้การฟังเพลงจากระบบบลูทูธที่เสริมเสียงเบสอันแม่นยำและลงตัวในความกลมกลืนต่างๆ ระหว่างลำโพงหลักและลำโพง Active Sub ที่เป็นแบรนด์เดียวกัน
    
อาจเป็นอีกวิถีทางหนึ่งที่เราสามารถจะขยับขยายชุดซิสเต็มจากพื้นฐานเบสิกให้ก้าวขึ้นสู่ระดับสูงได้อย่างน่าสนใจมาก ใครที่ไม่อยากต่อสาย จะใช้ตัวช่วยส่งสัญญาณไร้สาย ระหว่างลำโพงหลัก และลำโพงซับแอคทีฟ พิจารณา KEF KW1 ก็จะสะดวกยิ่งขึ้นครับ

อย่างไรก็ตาม ห้องขนาด15-30 ตารางเมตร บอกได้เลยว่า KEF Coda Wเพียงคู่เดียวก็เต็มศักยภาพแล้วครับสำหรับการฟังเพลงอย่างออดิโอไฟล์
   
KEF Coda W เป็นลำโพงแอคทีฟ แบบ All-In-One ที่ทำให้ผู้ฟังยุคใหม่ ใกล้ชิดกับโลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาดครับ 
    
ราคาจำหน่าย
KEF Coda W - 35,900 บาท
KEF KW1 - 7,990 บาท
KEF SQ1 FLOOR STAND - 15,900 บาท

ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่
https://www.vgadz.com/kef/

ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF
https://www.vgadz.com/kef-dealer/

ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่
FB: KEF AUDIO THAILAND
Line OA: @kefthailand

#KEFCodaW #WirelessSpeakers #AllInOneHiFi #UniQ #aptXLossless #Phono #HiResAudio #Vinyl #Minimal
#ModernClassic