Review / Amplifier
QUAD 33 Pre Amplifier / QUAD 303 Power Amplifier ศิลป์สำเนียง แห่งเสียงธรรมชาติ

QUAD 33 Pre Amplifier QUAD 303 Power Amplifier ศิลป์สำเนียง แห่งเสียงธรรมชาติ      ในยุคปี 1960 ที่นักเล่นเครื่องเสียงระดับแนวหน้ามักชื่นชมในเสียงภาคขยายหลอดสุญญากาศว่าดีที่สุด เพราะยังไม่มีแอมป์โซลิดสเตทใดๆ ให้เสียงที่มีความเป็นดนตรีอย่างที่พวกเขาคาดหวัง วิศวกรเสียงที่เชื่อมั่นในการทำงานของทรานซิสเตอร์ จึงต้องค้นคว้าวงจรที่ดีเพื่อเป็นคำตอบว่า โซลิดสเตทสามารถให้เสียงยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน     และนี่คือหนึ่งในประวัติศาสตร์ไฮไฟได้บันทึกเอาไว้ถึงความสำเร็จที่งดงาม และมีชื่อเสียงมากที่สุดของผลิตภัณฑ์ภาคขยายโซลิดสเตทสหราชอาณาจักร        ในปี 1967 คุณปีเตอร์ วอล์กเกอร์ (Peter J. Walker) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง QUAD วิศวกรที่มีแนวคิดว่า “The closest approach to the original sound” ไม่เน้นเสียงที่หวือหวา แต่ยึดมั่นในความเที่ยงตรง ความเสถียร การถ่ายทอดสมจริงที่การฟังระยะยาวเป็นสำคัญ เขาได้ออกแบบชุดปรีเพาเวอร์ QUAD 33 และ 303 ขึ้นมา         วอล์กเกอร์ ได้ใช้หลักปรัชญา “สู่ความเที่ยงตรง” นี้ออกแบบเครื่องเสียงของเขามาตลอดชีวิต       วอล์กเกอร์อยากให้นักฟังได้เข้าใจบริบทแรกก่อนว่า ด้วยเหตุผลหลายประการ เสียงจากเครื่องเสียงที่ฟังในบ้านทั้งหลายไม่มีวัน “เหมือนดนตรีจริง” ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ต้อง “ใกล้เคียงความจริงอย่างถึงที่สุด”(High Fidelity)        หมายความว่าควรให้เข้าใกล้ความจริงสมมากที่สุด โดยไม่เติมสิ่งที่ “ไม่มีอยู่จริง” นี่คือความซื่อสัตย์ทางวิศวกรรม‼️      มันไม่ใช่เสียงที่ไพเราะที่สุด ไม่ใช่เสียงที่ถูกใจที่สุด ไม่ใช่เสียงที่ขายง่ายที่สุด แต่ต้องพยายามถ่ายทอดความจริงให้มากที่สุดต่างหาก      และดีไซน์ของ QUAD 33/303 กลายเป็นมาตรฐานอ้างอิงของ BBC ที่มีการนำไปใช้งานแพร่หลายในสตูดิโอ ห้องควบคุมเสียงของมหาวิทยาลัยที่วิจัยด้านเสียง เป็นระบบที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงสมรรถนะทรานซิสเตอร์ที่ให้เสียงดนตรีได้ “มีจิตวิญญาณ” เฉกเช่นหลอดสุญญากาศ แต่ได้เปรียบอีกหลายๆ ประการในแง่การขยายเสียง โดยเฉพาะค่าไดนามิก อัตราการสะวิงของเสียง         ในอดีต ขณะที่ผมยังมีอาชีพนักจัดรายการวิทยุอยู่ที่สถานี FM 97.5 MHz ลำโพงมอนิเตอร์ซึ่งใช้งานบันทึกเสียงและออกอากาศในสถานี คือ Rogers LS3/5A ก็ผนวกเพาเวอร์แอมป์ QUAD ยึดติดมาด้านหลังลำโพง เรียกว่าผูกติดกันในเรื่องการขยายเสียงที่เน้นความแม่นยำถูกต้องมาอย่างเนิ่นนานแล้ว      แนวคิดในเชิงปรัชญา QUAD 33/303 นับแต่แรก ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อโชว์พลัง แต่ถูกสร้างมาเพื่อ “ไม่ขวางกั้นสัญญาณดนตรี”       นั่นคือเหตุผลที่แม้จะยาวนานกว่า 50 ปี QUAD 33/303 ยังคงมีคุณค่าไม่เสื่อมคลาย ควรค่าในการนำกลับมาผลิตใหม่ โดยยึดแนวคิดเดิมของ Peter Walker อย่างเคร่งครัด และพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น        สำหรับ QUAD 33/303 ดั้งเดิมนั้น ใช้หลักการออกแบบให้เป็น Transistor Preamplifier รุ่นแรกๆ ของโลก ที่จริงจังด้านคุณภาพเสียง ใช้ระบบโมดูลปลั๊กอิน ซึ่งสามารถเปลี่ยนภาค Phono / Line ได้         จุดเด่น ปรี QUAD 33 เริ่มใช้ระบบปรับโทนคอนโทรล Tilt อันเป็นเอกลักษณ์ของ QUAD ที่ไม่เหมือนแอมป์ตลาดทั่วไป โดยระบบการปรับความถี่ทุ้มแหลมช่วงปลายดังกล่าวของ QUAD จะมีการปรับหมุน ทั้งย่านความถี่พร้อมกับจุดเทอร์นโอเวอร์ อยู่ที่ 1 kHz การปรับให้เสียงอุ่นขึ้นหรือสว่างขึ้นได้ แต่จะยังคงรักษาสัดส่วนดนตรีไว้ไม่ให้เสียหาย      แน่นอนว่าในเวอร์ชั่นปัจจุบันก็ยังคงรักษาแนวทางนี้อย่างมั่นคง แต่ก็ได้เสริมอุปกรณ์เทคโนโลยีสูงเข้าไปทดแทน     มีการให้ความสำคัญภาค Phono stage ที่มีคุณภาพสูงมาก ให้ทำงานง่าย เบสิก แม้ผู้ใช้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญระบบเสียงอนาล็อกก็ตาม สามารถเข้าใจการทำงานและตอบรับคุณภาพที่ได้อย่างเข้าถึงทุกอณุแห่งความสมจริง       สิ่งที่ผมจำได้ตลอดมา คือคาแรกเตอร์เสียงกลางหวาน เป็นธรรมชาติ เสียงร้องอิสระ ไม่แต่งปลายเสียงใดๆ ทั้งสิ้น        ในขณะที่ QUAD 303 มีแนวคิดใช้อุปกรณ์ทรานซิสเตอร์คัดเกรด ที่เน้นความเสถียรและความทนทาน มากกว่าพลังวัตต์ โดยเทคโนโลยีสำคัญคือ Current Dumping คือดีไซน์เริ่มต้นใช้ภาคขยายขนาดเล็กที่มีความแม่นยำสูง สามารถควบคุมภาคขยายให้มีความเสถียร ด้วยพลังเต็มสเกล ซึ่งเป็นแนวคิดตั้งต้นที่ยังคงตกทอดมาถึงรุ่นปัจจุบัน  หมายเหตุ: ระบบ Current Dumping อันเป็นสิทธิบัติของ QUAD นั้นใช้ วิธีคำนวณยาก รวมถึงต้องใช้ชิ้นส่วนแม่นยำสูงมาก จึงแทบไม่พบว่าจะมีผู้ผลิตใดได้ลงมือทำในแบบเดียวกันนี้      ถ้าถามว่า ทำไมในยุคอดีตออดิโอไฟล์ถึงยกย่องภาคขยายของ QUAD ก็เนื่องจากให้เสียงสะอาด เป็นธรรมชาติ สามารถขับลำโพงยากๆ ได้โดยก่อเสียงไม่เครียด หรือผิดเพี้ยน สามารถฟังได้ยาวนานอย่างไม่ล้าหู นี่คือเหตุผลที่นักเล่นระดับไฮเอ็นด์มักกล่าวด้วยความอัศจรรย์ใจว่า QUAD วัตต์ไม่เยอะ แต่ขับได้ดีจริง         ในช่วงปีปัจจุบัน 2025 มีการย้อนกลับไปนำเอาแนวทางออกแบบดั้งเดิมทั้งหมดเมื่อปี 1967 ของPeter J. Walker มาปรับปรุงและพัฒนาและผลิต QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง สร้างความตื่นตาตื่นใจและประทับใจต่อนักเล่นเครื่องเสียงที่ชื่นชอบเสียงแนวบริสุทธิ์นิยมเป็นอย่างยิ่ง QUAD รักษาแนวทางธรรมชาติ แต่พัฒนาให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น       รุ่นรีอิสชู่ (2024/2025 Edition) คือการนำเอาเครื่องระดับคลาสสิกจากยุค 1960’s กลับมาทำใหม่ โดยยังคงเสียงและแนวคิดดั้งเดิมเอาไว้อย่างมั่นคง แต่ได้ปรับปรุงให้เข้ากับการใช้งานยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ทั้งคุณภาพงานภายใน, อินพุต/เอาต์พุต, และฟีเจอร์ใหม่ๆ โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของเสียงอนาล็อกแบบดั้งเดิม        • QUAD 33 รุ่นใหม่ เป็น Preamplifier แบบอนาล็อก ที่ใช้การควบคุมแหล่งสัญญาณต่างๆ อย่างแม่นยำสูงสุด ก่อนส่งสัญญาณต้นทางไปที่เพาเวอร์แอมป์ ซึ่งยังคงรูปทรงแบบคลาสสิกจากรุ่นดั้งเดิม แต่มีการอัปเดตเพื่อรองรับระบบสมัยใหม่ โดยมีอินพุตภาคไลน์ 3 ชุด รวมทั้งภาคปรีโฟโน ที่เล่นได้ทั้งหัวเข็ม MM/MC (ปรับค่าได้ง่ายๆ แค่เลือกกดปุ่ม MM หรือ MC ที่ปุ่มคอนโทรลหน้าปัด)     มีช่อง Balanced XLR ทั้งอินพุต เอาต์พุต สำหรับเชื่อมต่อโดยตรงกับเพาเวอร์แอมป์ QUAD 303 มีช่องต่อหูฟัง และภาคขยายเฉพาะมาให้ด้วย      ความสง่างดงาม ตัวเครื่องขนาดย่อมๆ สีเทาคลาสสิก เล็กกะทัดรัดพร้อมจอ LCD ไฟส้ม และปุ่มกดแสดงสถานะ รวมถึงรีโมตคอนโทรลมาอย่างครบครัน       ขนาดเครื่อง QUAD 33 กว้าง 258 มม. สูง 82.9 มม. ลึก 165 มม. แค่เห็นดีไซน์เก๋ไก๋ ก็ยอมรับว่าเทคะแนนความชื่นชมให้เต็มหัวใจ เพราะออกแบบได้คลาสสิกจริงๆ     • QUAD 303 Power Amplifier เพาเวอร์แอมป์วงจรขยาย Class AB ที่ออกแบบคงรูปทรงคลาสสิกเอาไว้อย่างมั่นคง ใช้เทคโนโลยี Symmetrical Triples Output Stage ซึ่งให้เสียงละเอียด และมีความผิดเพี้ยนต่ำ ให้พลังงานเพียงพอกับลำโพงทั่วไป แม้จะระบุกำลังขับไม่สูง ที่ 2 × 50 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 2 × 70 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม แต่ขับเสียงทั้งลำโพงยุคปัจจุบัน และยุควินเทจได้ลงตัวทุกรูปแบบ      ที่สำคัญในกรณี ทำการ Bridged mode จะได้กำลังขับ 140 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 170 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม (ต่อเครื่อง) สำหรับผู้ที่ต้องการพลังสูงสุด     มีช่องต่ออินพุตทั้งแบบ RCA และ Balanced XLR มาครบครัน        QUAD 303 เพาเวอร์แอมป์ ที่มีขนาดเครื่องที่ออกแบบในแนวตั้ง คลาสสิก ดูสวยสง่า กว้าง 120 มม. สูง 176 มม. และลึก 325 มม. ปุ่ม Power สีส้ม เหมือนปรีแอมป์รุ่น 33 สวยงามเป็นหนึ่งเดียวกัน      การออกแบบเพาเวอร์แอมป์ รุ่น 303 ใหม่นี้ ยังคงลักษณะเสียงแบบอนาล็อกอบอุ่น และเป็นธรรมชาติ เหมือนรุ่นคลาสสิก แต่มีความนิ่งและสะอาด ชัดเจนมากขึ้นยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน  มีอินพุตสมัยใหม่ เช่น Balanced XLR, ปุ่มโทนและรีโมต รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ยุคใหม่  สามารถทำงานร่วมกันโดยใช้ 12 V trigger เพื่อเปิด/ปิดอัตโนมัติ         จากประสบการณ์ส่วนตัวผมพบว่าเพาเวอร์ 303 รุ่นเก่า จะใช้หม้อแปลง EI และอุปกรณ์คาปาซิเตอร์ค่าไม่สูงมากตามยุคสมัยนั้น แต่รุ่นใหม่ใช้หม้อแปลงคุณภาพสูง เลือกคาปาซิเตอร์เกรดAขนาดใหญ่ จึงให้อัตราทรานเชี้ยนที่เร็วมากขึ้น สามารถคุมลำโพงสมัยใหม่ได้ดีกว่าเดิม รวมทั้งให้เสียงเบสอิ่มกระชับขึ้น และเวทีเสียงมั่นคง     On test น้อยคนจะเคยฟังและเป็นเจ้าของ ปรีเพาเวอร์ ของ QUAD รุ่นดั้งเดิม แต่ผมคือหนึ่งในนั้น เมื่อมีการรีอิสชู่ทำขึ้นมาอีกครั้ง นอกจากความชื่นชมแล้ว ผมย่อมมีความรู้สึกดีใจที่ได้จับต้องและอบอุ่นใจที่ได้ฟังปรีและเพาเวอร์ QUAD 33/303 ชุดนี้เป็นอย่างมาก  เหมือนเรากลับไปยืนอยู่อดีตเมื่อวันวานแล้วจับเอาความรุ่งโรจน์ในอดีตมาพัฒนาให้ล้ำลึกยิ่งกว่า เพื่อหลอมรวมกับปัจจุบันสมัยได้อย่างลงตัว     อย่าลืมว่า ด้วยกระบวนผลิตทางด้านอุตสาหกรรมแอมปลิไฟร์ ที่ต้องการด้านจำนวนมากๆ และความง่ายต่อสายงานการผลิตก็มักจะใช้พิมพ์นิยม ขนาดมาตรฐานหน้ากว้าง 17-19 นิ้ว ดังเช่นที่เราเห็นอยู่ แต่ผลิตภัณฑ์เฉพาะอย่าง QUAD 33/303 กลับมีขนาดที่ย่นย่อเล็กกะทัดรัดลงมา หมายถึงการเปิดโมขนาดตัวถังใหม่ทั้งหมด ซึ่งสิ้นเปลืองเงินทุนมาก เครื่องของ QUAD ชุดนี้ จึงมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของแอมปลิไฟร์ทั่วไปเท่านั้น     นอกจากขนาดแล้ว วงจรและอุปกรณ์ต่างๆ จะต้องเลือกสรรที่ดีที่สุด คุณภาพสูงสุด และมีไซส์ที่กะทัดรัด แน่นอนอุปกรณ์เหล่านี้จะมีราคาแพงลิบลิ่วเมื่อเทียบเคียงเครื่องเสียงพื้นฐานในแวดวงอุตสาหกรรมเครื่องเสียงโดยทั่วๆ ไป     QUAD 33/303 ออกแบบยึดมั่นในหลัก “เล็กในรูปทรง แต่ยิ่งใหญ่ในคุณภาพเสียง” ครับ     ขั้นตอนการทดสอบ ผมใช้การเชื่อมต่อ อินพุต เอาต์พุต ระหว่างปรีเพาเวอร์ ผมเลือกใช้ Balanced XLR เป็นหลัก เพื่อเข้าถึงคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด        เพียงแค่ได้ยินสรรพสำเนียงเสียงดนตรีครั้งแรกจากปรี เพาเวอร์คู่นี้ นี่คือการถ่ายทอดเสียงดนตรีที่น่ารักและดื่มด่ำในอารมณ์มาก ด้วยน้ำเสียงยังคงมีความลึกล้ำ ให้ความเป็นอนาล็อกอย่างสูง และผมประทับใจที่สุดก็คือ “ความสะอาดตลอดย่านความถี่เสียง” ที่ไม่เคยพบจากแอมปลิไฟร์ระดับราคาเดียวกันนี้  และในท่วงทำนองเดียวกันก็สามารถสนองตอบการฟังเพลงในยุคใหม่แบบฉับไว ได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย      ฟังแล้วเหมือนดึงเอาอดีตที่สวยงามมาบรรจบกับปัจจุบันที่สมจริง ร่วมสมัยกันอย่างลงตัวกับเพลงทุกสไตล์      โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับลำโพงในแนวเสียงแม่นยำเที่ยงตรงระดับ Monitor Speaker คุณจะเข้าใกล้เสียงดนตรีจริงมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา และรู้สึกได้ถึงความลึกซึ้งในฮาร์โมนิคของดนตรีที่เสนอความจริงแบบไม่เสกสรรค์ปั้นแต่ง สามารถถ่ายทอดต้นทางขยายไปสู่ปลายทางอย่างเที่ยงตรงและแม่นยำ        QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier เป็นซิสเต็มที่ช่วยให้ลำโพงซึ่งนำมาเข้าชุด เปิดเผยความโดดเด่นทรงคุณค่า ส่งผ่านความจริงได้มากยิ่งขึ้น         และที่ต้องยอมรับว่า ดีไซน์ใหม่ของปรี เพาเวอร์ชุดนี้ รักษาดุลเสียงที่เน้นความเรียบสะอาดสมจริงเป็นหลัก จึงทำให้สามารถเข้ากันได้กับลำโพงทุกยุคสมัยอย่างที่ผมได้มีโอกาสจับคู่ทดสอบถึงสี่คู่หลักก็คือ     ลำโพงยุควินเทจ Tannoy Stirling HW และ JBL 4301B ลำโพงมอนิเตอร์ บีบีซี Rogers LS3/5 A Diamond Jubilee  ลำโพง Harbeth P3ESR Anniversary และ Harbeth Monitor 30.2 Anniversary       ลำโพงทุกคู่ ชุด QUAD 33 / QUAD 303 สามารถควบคุมการทำงานได้ราบรื่นแม่นยำ และขับได้อย่างสบายๆ พลังเหลือพอ แม้ดูจากภายนอก ขนาดตัวเล็กแค่นี้ แต่ลำโพงใหญ่มหึมาแค่ไหนก็เอาอยู่ครับ       ความน่าสนใจอยู่ที่ QUAD 33 / QUAD 303 สามารถขับลำโพงได้ดีทั้งยุคเก่าและยุคใหม่ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เราเรียนรู้ถึงความเป็นกลางของภาคขยายเสียง คือถ้าภาคขยายมีความสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ย่อมจะช่วยให้ลำโพงแสดงจุดเด่นของตนเองออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งๆ ขึ้นไปครับ     บอกตรงๆ ครับ ว่ามันน่าทึ่งที่แอมปลิไฟร์ชุดนี้ ยังคงลักษณะเสียงแบบอนาล็อกอบอุ่น และเป็นธรรมชาติเหมือนรุ่นคลาสสิก แต่ส่วนที่ต่างออกไป คือกลับจะมีความนิ่งและชัดเจนมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบขึ้นในอีกระดับ        คนที่รักเสียงสะอาด ชื่นชมสำเนียงคลาสสิก แต่อยากได้ระบบที่เข้ากับแหล่งเสียงและอุปกรณ์สมัยใหม่ จะต้องประทับใจอย่างแน่นอนครับ       นานมาแล้วที่ไม่ได้ฟังปรี เพาเวอร์ที่แสดงออกถึงคุณสมบัติของเสียงที่อบอุ่นเป็นธรรมชาติ แม้จะเป็นระบบขยายโซลิดสเตทก็ตาม QUAD 33 และ 303 ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและไหลลื่นเหมือนหล่อหลอมมาจากวงจรแบบหลอดสุญญากาศ ทว่ามีความเด่นที่รายละเอียดและไดนามิกดีกว่าที่คาดไว้มากมายนัก จากเสียงแผ่วเบาสุดถึงดังสุด มีสัดส่วนงดงามมากครับ QUAD 33 และ QUAD 303 เวอร์ชั่นนี้ พัฒนาจากมรดกตกทอดดั้งเดิมที่ได้รับการยกย่องมายาวนานกว่า 58 ปี รักษาความเดิมเอาไว้ได้อย่างมั่นคง นับตั้งแต่การอัปเกรดอุปกรณ์ที่มีศักยภาพสูงขึ้น การจัดวงจรที่ทันสมัย ถือว่าล้ำขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ทำให้การสนองตอบความถี่และพลังไดนามิกที่ดียิ่งกว่าเวอร์ชั่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด       แต่รากฐานทั้งความงดงามกะทัดรัดของรูปทรง ทำให้ดูเหมือนการออกแบบศิลปะมากกว่า จะเป็นแค่เครื่องเสียงชุดหนึ่ง และในคุณภาพเสียงอันเที่ยงตรงนั้นกลับเข้าถึงรายละเอียดได้ระยิบระยับกว่าที่เราเคยฟังแอมปลิไฟร์ราคาระดับแสนอีกหลายชุดเลยทีเดียว!!!          ผมทดสอบฟังเพลงทั้ง 3 รูปแบบคือ แผ่นเสียงไวนีล ซีดี และสตรีมมิ่ง นับว่า QUAD 33 และ QUAD 303 ให้การสนองตอบได้ดีกับเพลงหลายหลากประเภท หรือไร้ข้อจำกัดกับแหล่งโปรแกรม  โดยจะมีบุคลิกของความเรียบง่ายละเอียดอ่อน ไม่หวือหวา ไม่สดชัดเกินจริง แต่ถ้าจะให้โฟกัสผมมองว่า เพลงในแนวเสียงธรรมชาติ โรแมนติคนับว่าเหมาะที่สุด ใครชอบเพลงร้องแนวหวานธรรมชาติบอกได้เลยว่า ฟังแล้วจะดึงดูดใจมากจริงๆ ครับ      อีกหนึ่งในความพิเศษสุดคือ ภาคขยายของหัวเข็ม MM/ MC หรือภาคปรีโฟโน ของ QUAD 303 มีพื้นเสียงที่สะอาดและให้ความสงัด ปราศจากเสียงรบกวนใดๆ น่าทึ่งครับ!!! ต้องเรียกว่าให้การการถ่ายทอดจังหวะและลำดับเสียงได้ดี สนองตอบเพลงที่มีรายละเอียดของชิ้นดนตรีจำนวนมากอาทิ วงออเคสตรา หรือบิ๊กแบนด์ ได้สมบูรณ์มากๆ      ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่า ขนาดเครื่องที่เล็กกะทัดรัดทรงเสน่ห์นี้ ให้เสียงได้ใหญ่ โอ่อ่าเปิดเผยดุจเดียวกับเครื่องปรีเพาเวอร์ ในระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ เพียงแต่ไม่ต้องแสดงอาการ “กล้ามโต” บึกบึนจากรูปทรงแต่อย่างใด เป็นดีไซน์ที่ซ่อนรูปความดีงามไว้ภายในได้อย่างเหลือเชื่อ       สิ่งที่แตกต่างจากปรีเพาเวอร์ทั่วไปคือ เสียงอบอุ่น ฟังเพลิดเพลินมีชีวิตชีวา ไม่เหนื่อยล้าแม้จะนั่งฟังยาวนาน เสียงร้องสมจริงประดุจนักร้องมาอยู่ตรงหน้า ฟังเพลงจากแผ่นเสียงยิ่งทำได้อบอุ่นละมุนละไมน่าประทับใจ ด้วยความละเอียด สะอาด พื้นเสียงสงัดอย่างมาก       ตัวเครื่องให้ความรู้สึก build quality ยอดเยี่ยม เสียงที่ดีในรูปแบบ “คลาสสิก” ยังโดดเด่นเสมอ ฟังก์ชั่น Tilt control และ Phono MM/MC นับเป็นจุดที่ถือว่าดีมาก ไม่เหมือนใคร และแน่นอน… คุณภาพเกินราคา        ผมฟังอัลบั้มทั้ง ไฮ-เรส แผ่นเสียง ด้วยดนตรีหลากหลายแนว จากคลาสสิกจนถึงป็อป โดยไม่มีขีดจำกัด โดยเฉพาะใครที่ชอบเสียงแนวโรแมนติค อบอุ่น ละเมียดละไม ช่วงเสียงกลางอิสระสมจริงรวมถึงปลายเสียงแหลมสะอาด เป็นแนวเสียงที่สวยงามมากๆ เบสมีความกลมกล่อมพอดีไม่เกินเลย รักษาทรวดทรงดนตรีเอาไว้ครบถ้วนสมจริง  สามารถบ่งชี้ความจริงและธรรมชาติในทุกรายละเอียดโดยปราศจากการแต้มสีสันใดๆ        ในท่ามกลางแอมปลิไฟร์แนวคิดก้าวกระโดดล้ำสมัย ดีไซน์บึกบึนใหญ่โต QUAD 33 และ QUAD 303 คือผลย้อนศร ให้ความยิ่งใหญ่อยู่บนรูปทรงกะทัดรัด มีความพิเศษอย่างยิ่ง ประกอบกับแนวทางออกแบบกะทัดรัดงามสง่าที่เหมือนประติมากรรมร่วมสมัย ทำให้ QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier คือปรากฏการณ์ดีไซน์ย้อนยุคและคุณภาพยอดเยี่ยมที่เราจะไม่พบเห็นได้ง่ายนัก        QUAD นำเสนอผลงานการออกแบบแอมปลิไฟร์ที่ถ่ายทอดสำเนียงแห่งธรรมชาติโดยแท้จริง     ทราบว่า ชุด QUAD 33/303 ได้รับรางวัล EISA Award 2025-2026 ซึ่งเป็นรางวัลจากสื่อที่ยกย่องว่าเป็น Best Pre Power Amplifier โดยชื่นชมทั้งคุณภาพเสียง ความละเอียดของเวทีเสียง และคุณค่าทางประสบการณ์ฟังเพลงที่ไม่อาจหาได้จากแอมปลิไฟร์ทั่วไปในตลาดไฮไฟ       ผู้ที่ต้องการชุดเครื่องเสียงในลักษณะงานดีไซน์ย้อนยุค และคุณภาพที่ยอดเยี่ยมในระดับไฮเอ็นด์ ไฮคลาสออดิโอ ที่สามารถสร้างความร่วมสมัย หาจุดบรรจบของเสียงดนตรีในอดีตและปัจจุบันได้อย่างลงตัว ต้องไม่พลาดครับ เพราะผลิตออกมาเสมือนงานศิลปะที่มีจำนวนไม่มากนัก      การได้ครอบครอง QUAD 33/303 ไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องเสียงหนึ่งชุด แต่มันคือการครอบครองประวัติศาสตร์ทางดนตรีชิ้นสำคัญ      นอกจากจะได้ครอบครองเสียงที่มีคุณภาพดีเยี่ยมแล้ว สำหรับ QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier เป็นผลงานศิลปะที่จะสร้างความทรงจำล้ำค่าไปอีกนานแสนนานครับ     QUAD 33 [Pre Amp] ราคาพิเศษ 54,000 บาท QUAD 303 [Power Amp] ราคาพิเศษ 54,000 บาท Promotion คู่ QUAD 33/303 [Pre + Power] ราคาพิเศษ 100,000 บาท     สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า)  โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower

AUDIOLAB 9000 Series ความน่าประทับใจในสไตล์ที่เที่ยงตรง ละเอียดลึกซึ้ง

AUDIOLAB 9000 Series ความน่าประทับใจในสไตล์ที่เที่ยงตรง ละเอียดลึกซึ้ง  หากเราจะย้อนประวัติของบริษัท Audiolab อย่างสังเขปก็คือ เมื่อปี1983 มีการก่อตั้งบริษัทใน เคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร โดย Philip Swift และ Derek Scotland โดยในช่วงทศวรรษ 1980 พวกเขาสร้างชื่อเสียงจาก 8000A อินทิเกรเต็ดแอมป์ เป็นอย่างมาก ถือเป็นผลงานอมตะของแบรนด์        ปี 1997 มีการควบรวมกิจการกับ TAG McLaren และมีการปรับภาพลักษณ์เป็น Hi-End ล้ำสมัยขึ้น ต่อมาในปี 1980 ก็ได้โอนย้ายมาในเครือบริษัทยักษ์ใหญ่กลุ่ม IAG       กลุ่ม IAG (International Audio Group) คือบริษัทแม่ ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเครื่องเสียงระดับโลก ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ดังหลายแบรนด์จากอังกฤษและยุโรป เช่น Audiolab, Wharfedale, Mission, Quad, Castle, Leak, Luxman, Tag McLaren Audio (เดิม) และอื่นๆ อีกหลายแบรนด์    ที่นี่ผมเคยมีโอกาสได้ไปเยือนโรงงานและบริษัทที่ถือว่ามีอาณาบริเวณกว้างขวางที่สุด มีแม้กระทั่งสตูดิโอห้องบันทึกเสียงที่ล้ำสมัย พิพิธภัณฑ์ ภัตตาคาร โรงแรม และสำนักงานออกแบบ โรงงานที่สามารถเดินเครื่องจักรได้ 24 ชั่วโมง เลยทีเดียว     ในการเปิดตัวเปิดตัว 9000 Series ถือเป็นช่วงยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ Premium Class นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา แนวคิดการออกแบบก้าวขึ้นสู่ความล้ำยุคยิ่งกว่าเดิม        9000 Series เป็นการยกระดับดีไซน์ให้ร่วมสมัยขึ้น โดดเด่นด้วย UI จอสี โดยมีโครงสร้างแชสซีแข็งแรงสวยงาม ให้ความพิถีพิถันทั้งเลย์เอาต์ภายใน โดยเน้นลดสัญญาณรบกวน หรือ Noise Optimization Layout อย่างดีที่สุด        หัวหน้าทีมวิศวกรผู้พัฒนา 9000 Series คือ Jan Ertner ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันของ Audiolab โดยเขาและทีมงานใช้แนวคิดหลัก “ให้สเปกที่วัดได้ยอดเยี่ยม โดยไม่สูญเสียความเป็นดนตรี”       • แนวปรัชญา Simplicity with Precision ภายนอกเรียบสะอาด แต่ภายในวงจรนั้น เน้นทุกรายละเอียด คัดเกรดอุปกรณ์ เพื่อให้ทุกภาคให้มีศักยภาพสูงสุด     • Engineering First ให้ความสำคัญกับการทดสอบวัดผล วัดสเปกฯ จริง ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดเสียงดนตรีที่แม่นยำ ที่สำคัญเครื่องรุ่นเรือธงนี้ จะไม่เน้นลูกเล่นเกินจำเป็น  • Music First Sound โทนเสียงเน้นความเป็นธรรมชาติ รายละเอียดดี ควบคุมจังหวะและไดนามิกแม่นยำ จากตำนานที่เลื่องชื่อพัฒนาสู่ความสมบูรณ์แบบในปัจจุบัน • เครื่องเสียงในซีรีส์ 9000 ของ Audiolab มีสามโมเดลคือ อินทิเกรเต็ดแอมป์ มิวสิคสตรีมเมอร์ และคอมแพ็คดิสก์ทรานสปอร์ต     AUDIOLAB 9000A เป็นอินทิเกรเต็ดแอมป์ วงจรคลาส AB ที่มีสเถียรภาพสูง ด้วยกำลังขับ 100 วัตต์ต่อแชนแนลที่ 8โอห์ม และ 160 วัตต์ต่อแชนแนล ที่ 4 โอห์ม มาพร้อม ภาค DAC ภายในตัวเอง คือ  ESS Sabre ES9038PRO สามารถรองรับ PCM 32bit/768kHz, DSD512 รวมถึงซัพพอร์ต MQA Full Decoder      มีอินพุต Analog RCA 3 ชุด ช่องต่อสัญญาณแบบ Balanced XLR หนึ่งชุด ภาครับอินพุต แบบดิจิตอล ออพติคัล 2 ชุด รวมถึง Coax อีก 2 ชุด พร้อมทั้งภาค Phono MM อินพุต สำหรับเล่นแผ่นเสียง มี USB Audio Interface (Type-B) จุดเด่นที่สะดุดตามากก็คือด้านซ้ายมีจอสี แสดงผลเมนูครบครัน     การออกแบบนี้จะรองรับอนาคต สำหรับการอัพเกรด โดยมีทั้ง Pre-Out และช่อง Sub-Out ในตัว     AUDIOLAB 9000CDT  เป็นพรีเมียมซีดีทรานสปอร์ต มีภาคดิจิตอลเอาต์พุตทั้งแบบ Optical / Coaxial ภายในใช้วงจรใช้ Read-Ahead Buffering ช่วยลดค่าการอ่านผิดพลาด ให้ผลลัพธ์ทางด้าน Jitter ต่ำสุด สำหรับถาดใส่แผ่นมีความแข็งแรง พร้อมด้วยกลไกการเข้าออกที่สมูทลื่นไหล เน้นโครงสร้างลดการสั่นสะเทือนได้ดีเยี่ยม        มีจอแสดงผลชัดเจน ควบคุมสะดวกด้วยรีโมตคอนโทรล เนื่องจากเป็น CD Transport จึงไม่มี DAC ภายใน และไม่มี Analog Output เพราะออกแบบมาให้ใช้คู่กับ DAC แยกภายนอกเพื่อคุณภาพสูงสุด       และแน่นอนว่า สามารถต่อเข้ากับ DAC ของ AUDIOLAB 9000A ได้อย่างลงตัว เป็นซิสเต็มที่ แมตชิ่งที่สมบูรณ์แบบ     AUDIOLAB 9000N แฟล็กชิพเน็ตเวิร์กสตรีมเมอร์ เป็นเน็ตเวิร์กสตรีมเมอร์รุ่นท็อป หรือรุ่นเรือธงของทาง Audiolab ให้การรองรับ UPnP / DLNA / Roon Ready รวมถึงรองรับ Spotify Connect, Tidal Connect, Qobuz, AirPlay2 อย่างครบถ้วน     และเป็นรุ่นที่สนองตอบ MQA Full Decoder / Hi-Res PCM / DSD streaming มีช่องสัญญาณ Coax / Optical / AES/EBU / USB     มีแอปพลิเคชัน ที่ชื่อ Audiolab 9000N ที่สามารถโหลดได้จาก Apple  App Store และแอนดรอยด์ จอสี  พร้อมแสดงปกอัลบั้ม ดีไซน์สวยงามในรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์เดียวกันของ 9000 Series • จุดเด่นของซีรีส์นี้โดยรวม มีดีไซน์ร่วมสมัย แข็งแรง เรียบหรู ออกแบบภาค DAC ดีเยี่ยมมาก ระบบDIGITAL CLOCKที่ช่วยลดค่า Jitter ลงต่ำสุด สร้างผลลัพธ์ด้านรายละเอียดที่ดีเยี่ยม อินเตอร์เฟสถือว่าดีกว่ารุ่นก่อนอย่าง 6000 Series เหมาะกับนักฟังที่ต้องการคุณภาพ ต่อราคาที่คุ้มค่าสุดๆ  • และการเปิดตัวโปรโมชั่นทั่วโลก ด้วยโครงการโปรโมชั่น "THE PERFECT PAIR" เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับโอกาสดี สำหรับแมตช์ชุดซิสเต็มผลิตภัณฑ์ที่จับคู่กันได้อย่างลงตัวดีเยี่ยม คือเมื่อซื้อแอมปลิไฟล์หนึ่งเครื่อง (9000A) จะมีสิทธิ์ในการซื้อเครื่องเล่นทรานสปอร์ตซีดี (9000CDT) หรือเครื่องสตรีมเมอร์ (9000N) ได้ในราคาเพียง 50% โปรนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนตลาดเครื่องเสียงได้อย่างแรงเลยครับ     ตอนนี้ต้องบอกว่าตัวแทนจำหน่ายต้องส่งเครื่องออกสู่ลูกค้าทุกวันไม่ว่างเว้น และโปรพิเศษนี้ก็จะไปสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ครับ   Test Report ได้รับเครื่องทั้งสามรุ่นมาจากไฮไฟ ทาวเวอร์แล้ว ผมก็จัดการแกะกล่อง ทดลองใช้งานทันที เนื่องจากเป็นเครื่องที่มีการเบิร์นมาพอสมควร จึงให้เสียงได้ลงตัว ชอบตรงที่รูปทรงดีไซน์ดูสะดุดตา สง่า เรียบขรึม คืออยู่บนพื้นฐานความเรียบง่ายสุขุม และเมื่อวางซ้อนทั้ง 3 เครื่อง จะพบว่านี่คือรูปลักษณ์เดียวกัน ด้านซ้ายเป็นจอ Display พื้นดำที่ให้รายละเอียดสวยงาม ในขณะที่ปุ่มปรับของเครื่องมีเท่าที่จำเป็น และใช้งานได้ครบถ้วน     สำหรับจอดิสเพลย์ที่เป็นหน้าจอสีแบบ IPS LCD Display ขนาด 4.3 นิ้ว ความละเอียดสูง จากที่ผมใช้งานพบว่า แสดงผลได้ชัดเจน มีมุมมองกว้าง หลักๆ โดยรวมหน้าที่ของจอ จะแสดงระดับเสียง, อินพุตที่เลือก, รูปแบบสัญญาณดิจิตอล (PCM/DSD), Sampling rate      แสดงเมนูการตั้งค่าระบบ, โหมดกรองดิจิทัล (Filter), โหมดแสดงผลแบบกราฟ EQ หรือ VU Meter แบบอนาล็อกจำลอง การแสดงแทร็ก แสดงปกอัลบั้มในเครื่องสตรีมเมอร์ ชอบเป็นพิเศษที่ ออกแบบได้กลมกลืนกับหน้าปัดอะลูมิเนียม เรียบหรูตามสไตล์ ในส่วนของสตรีมเมอร์ 9000N หลังจากโหลดแอปพลิเคชันมาแล้วการใช้งานต่างๆ ก็จะขึ้นอยู่กับโทรศัพท์มือถือหรือ PAD ของเราเป็นหลักครับ สะดวกง่ายดายมากๆ ครับ    Audiolab ให้รีโมตคอนโทรลมาในทุกเครื่อง แต่ถ้าเลือกใช้ซีรีส์ 9000 ทั้งสามเครื่อง รีโมตบางตัวสามารถใช้ควบคุมเครื่องร่วมกันได้ในบางฟังก์ชั่น ยกตัวอย่างดังนี้ รีโมตสำหรับ 9000A จะเป็นแบบเต็มฟังก์ชั่น ควบคุมระดับเสียง เลือกอินพุต การตั้งค่า Tone Control รวมถึงสามารถควบคุมเครื่องเล่น CD Transport ซีรีส์เดียวกันได้ด้วย     สำหรับรีโมต 9000CDT หน้าตาเหมือนกัน แต่ฟังก์ชั่นหลักถูกเซ็ตทำงานควบคุมภาค CD Transport เช่น Play Pause Skip Stop Eject ถ้าใช่ร่วมกับ 9000A สามารถสลับโหมดควบคุมได้ในรีโมตเดียวกัน ส่วน 9000N Network Streamer รีโมตจะมีการควบคุม Playback Input และเมนู Network ซึ่งจะใช้ได้บางฟังก์ชั่นกับแอมป์ และซีดี ทรานสปอร์ตในซีรีส์ เช่นควบคุม Volume Power Input เป็นต้น       เครื่องเสียง AUDIOLAB 9000 Series ชุดนี้ได้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย มาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว มีรีวิวเวอร์นำไปทดสอบ ซึ่งก็จะมีรีพอร์ตทั้งจากในประเทศไทยและต่างประเทศ เราจะได้ยินเสียงแห่งความชื่นชมมากมาย ดังนั้นผมจะพยายามมองในมุมของผู้ใช้งานที่รวบรัดและสรุปให้มากขึ้น เกี่ยวกับสไตล์เสียงโดยรวม โทนเสียง ความโดดเด่น ความของ 9000 Series ดังต่อไปนี้      • คุณภาพและพลังเสียงจากแอมปลิไฟร์ 9000A  นับเป็นความโชคดีที่เราได้ฟังอินทิเกรเต็ด 9000A ซึ่งใช้ภาคขยายแบบคลาส AB ที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมในช่วงยุคที่แอมป์คลาส D กำลังแพร่หลายอย่างมากในขณะนี้         จุดที่โดดเด่นก็คือเรื่องของน้ำหนักเสียงที่ดูทรงพลัง เกินกว่าจะเป็นแค่แอมป์ 100 วัตต์ ให้เนื้อเสียงและชิ้นดนตรีต่างๆ ดูสมจริง แสดงความกระจ่างในน้ำเสียงดีมากๆ และส่วนที่มีอิทธิพลสำคัญอย่างยิ่งก็คือ แอมปลิไฟร์เครื่องนี้ให้การเข้าถึง “อารมณ์เพลง“ ที่สะอาดฉ่ำ อิ่มเอม ในแบบที่ทุกคนเคยยกนิ้วให้ตั้งแต่ยุค 8000A  แต่ทว่า 9000A จะเหนือชั้นขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ก็คือในเรื่องของ Detail รายละเอียดต่างๆ นับว่าทำได้ยอดเยี่ยม       ด้วยบุคลิกเสียงที่ดูมีชีวิตชีวา น้ำหนักเสียงที่มีความพอดี กลมกล่อม เวทีเสียงเปิดกว้าง มีความตรงไปตรงมาเหมือนน้ำเสียงแอมป์ระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ เมื่อนำมาฟังกับเพลงที่บันทึกดีๆ ก็จะให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมมากครับ     ข้อแนะนำการจับคู่ลำโพง ควรจับคู่ลำโพงที่มีโทนเสียงค่อนข้าง ตรงไปตรงมา เพราะด้วยพลังขับที่ดี จึงแนะนำให้ใช้กับลำโพงที่มีบุคลิกเสียงแม่นยำ ก็จะยิ่งได้รับการตอบสนองดีในย่านกลาง-สูง เสียงจะเปิดกว้างสมจริง มีความสมดุลของย่านความถี่ทั้งแหล่งโปรแกรมสตรีมมิ่งและแผ่นซีดี ได้อย่างใกล้เคียงกัน        ต้องขอบคุณการออกแบบที่มองอย่างรอบด้าน ทำให้ AUDIOLAB 9000A คือแอมป์ที่ครบเครื่อง เหมาะทั้ง Analog & Digital Source, ฟังได้หลากหลายแนว ตั้งแต่ ป็อป แจ็ซ ไล้ท์มิวสิค เพลงไทย ไปจนถึงคลาสสิกวงขนาดใหญ่  โดยเฉพาะภาค DAC ในตัวเอง ที่ทำหน้าที่ได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยเสียงแม่นยำเที่ยงตรงครบทุกรายละเอียดอย่างแท้จริง ภาคปรีโฟโน แม้จะให้มาเฉพาะเกนขยายหัวเข็มMM แต่ถือว่า น้ำเสียงคุ้มค่ามาก    ฟังเสียงแล้ว จะได้ความรู้สึกที่ว่า เต็มอิ่มทุกอารมณ์ ในเพลงทุกสไตล์ ตอบสนองทุกพลังเสียงทุกรายละเอียด ด้วยความเที่ยงตรง แทบไม่พบในอินทิเกรเต็ดแอมป์ในระดับราคานี้        • คุณภาพและน้ำเสียงจาก 9000CDT สำหรับ 9000CDT เป็น CD Transport  รุ่นเรือธงเพียงรุ่นเดียวในซีรีส์ ได้ออกแบบให้ทำหน้าที่ “ส่งสัญญาณดิจิตอล” ไปให้ DAC ภายนอก หรือจะเป็นภาค DAC ภายในของ 9000A เอง จากการทดสอบคู่กัน ผมอยากจะสรุปสั้นๆ แบบตรงใจเลยก็คือ “Excellent Matching”  จริงๆ ครับ      เพราะมันได้ถูกสร้างขึ้นมา “เพื่อกันและกัน” อยู่แล้ว ผมชอบน้ำเสียงที่ให้รายละเอียดสมจริง ไม่ใช่โทนเสียงที่ถูกตกแต่งให้อบอุ่นเกินไป หรือทำให้ช่วงปลายสดเกินจริง ดังนั้นต้องถือว่านี่คือเสียงแห่งความแม่นยำและความสมจริงที่เราได้ฟังจาก CD Transport และ DAC ของแอมป์ที่อยู่ในอินทิเกรเต็ดแอมป์ลงตัวอย่างยิ่ง      ในฐานะซีดีทรานสปอร์ตต้องยอมรับว่าเครื่องรุ่นนี้  ให้เสียงกลางที่สวยงามมาก เปิดโปร่งโล่งในชิ้นดนตรี ทุกอย่างได้มาจากองค์ประกอบที่ดี รวมถึงการใช้โครงสร้างอะลูมิเนียมที่แข็งแรง ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน และมีการ Shield ป้องกันสภาพแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic shielding) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบให้เสียงมีคุณภาพสูง”เหนือธรรมดา”          อีกทั้งภายในวงจรมีทีเด็ดก็คือ มีการออกแบบวงจรควบคุม Jitter ด้วย Clock คุณภาพสูง มีระบบป้องกันสัญญาณรบกวนที่ทรงประสิทธิภาพ และช่วยรักษาคุณภาพสัญญาณดิจิตอลอันแม่นยำเที่ยงตรงก่อนส่งให้ภาค DAC ภายนอก       ผมไม่ได้เป็นเทคนิคเชียน แต่ในทางเทคนิค ได้พบข้อมูล 9000CDT จากแล็บเทสท์แห่งหนึ่งที่เขาระบุไว้ว่า เรื่องการให้ค่าเหลื่อมเวลาดิจิตอลนั้นทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ คือ Jitter ~ 118 psec สำหรับ CD input (16-bit) และ ~ 8 psec สำหรับ 24-bit input (แม้ในความเป็นจริงแล้วอุปกรณ์นี้เป็น Transport ที่ส่งสัญญาณดิจิทัลไปยังภาค DAC)        มีค่าความเพี้ยนทาง THD เพียง Distortion: ~ 0.0003% ที่ 0 dBFS (1 kHz) ตามการทดสอบรวมทั้งระบบ   ค่าเหล่านี้ถือว่ายอดเยี่ยม สำหรับ CD Transport ที่มี Jitter ต่ำมาก โดยเฉพาะ ~8 psec และ Distortion ที่ต้องบอกว่า เป็นเรื่องทางอุดมคติเลยทีเดียว      ในแง่ของรูปแบบดีไซน์ ในปัจจุบันเครื่องเล่นซีดีหรือซีดีทรานสปอร์ต เริ่มนิยมออกแบบช่องใส่ซีดีแบบ Slot แต่ทาง Audiolab ยังคงทำแบบ Tray-loading (ถาดใส่แผ่น) ซึ่งมาพร้อมกับกลไกที่มีความสมูทอย่างมาก         การใช้แบบถาดใส่แผ่นอาจจะทำให้เปลืองพื้นที่ด้านหน้าเครื่อง แต่ดีมากตรงลดโอกาสขีดขูดของแผ่น เพราะเราจะวางแผ่นลงบนถาดได้ตรงๆ ไม่ต้องสอดเข้าในช่อง ย่อมมีความสึกหรอน้อยกว่า เพราะไม่มีลูกกลิ้งยาง (roller) หรือเฟืองที่ต้อง “ดึงแผ่น” เข้า-ออก ระบบบ่อยๆ       9000CDT มีระบบกันสั่น (anti-vibration) และโครงสร้างถาดที่หนาแน่น ช่วยให้การหมุนแผ่นนิ่งยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการส่งผ่านสัญญาณดิจิตอลที่แม่นยำมากขึ้นด้วย     จุดที่พิเศษอีกประการหนึ่ง คือการรองรับการใช้งานดิจิตอล USB โดยมีพอร์ต USB-A ที่รองรับไฟล์ WAV, WMA, AAC, MP3 (ทางช่อง USB /HDD ที่ใช้อัพเดทเฟิร์มแวร์ในอนาคต) ทำให้มีความสามารถในการฟังเพลงได้อย่างหลากหลาย      ไม่ว่าคุณจะใช้ซีดีทรานสปอร์ตเครื่องนี้สำหรับใช้กับ DAC เครื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่จาก 9000A ก็ตาม ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่คุ้มค่าอย่างมาก       แต่ถ้าให้ดี ก็คือจับคู่ใช้ด้วยกันกับอินทิเกรเต็ด 9000A ส่งผลต่อรู้สึกได้ถึงความแมตช์ ความลงตัวที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งเลยครับ       การอ่านแผ่นเมื่อใส่แผ่นลงไปจะใช้เวลาสำรวจข้อมูลและแจ้งกลับบนดิสเพลย์ประมาณ 10 วินาที อาจจะไม่ได้ไวปานสายฟ้า แต่ไม่ช้าอืดอาดแน่นอน ผมว่ากำลังดี         การที่ผมมีคอลเลคชั่นแผ่นซีดีมากพอสมควร การได้ตัดสินใจซื้อ 9000CDT รุ่นนี้มาใช้งานเป็นการส่วนตัวในห้องฟัง ด้วยวิเคราะห์แล้วว่า ให้ความคุ้มค่าทั้งระบบการใช้งาน และคุณภาพเสียงในฐานะทรานสปอร์ตที่ดีเยี่ยม ซึ่งไม่อาจหาได้จากแบรนด์อื่นในราคานี้อย่างแน่นอน     สุดท้ายแล้ว ความประทับใจเป็นเรื่องของรายละเอียดเสียง และความแม่นยำเที่ยงตรงของสัญญาณ ที่จัดว่า AUDIOLAB 9000CDT มีความน่าพึงพอใจอย่างยิ่งคือ สามารถทำให้เรามั่นใจได้ว่าคุณภาพเสียงมีความเที่ยงตรง ทุกสิ่งที่ได้ยินใกล้เคียงกับสิ่งที่สตูดิโอได้บันทึกมา     • คุณภาพเสียงจาก 9000N ดังที่เรียนว่า 9000N ถูกออกแบบมาเพื่อนักฟังในระดับออดิโอไฟล์โดยตรง เพราะฉะนั้นตั้งแต่โครงสร้างไปจนถึงวงจรระบบปฏิบัติการต่างๆ ของสตรีมเมอร์เครื่องนี้จึงสนองตอบนักเล่นในระดับมือโปรจริงๆ สิ่งใดที่ไม่ใช่มาตรฐานหลักจะตัดทิ้งไป โดยเน้นโครงสร้างสวยงามน่าประทับใจ ระบบวงจร ระบบปฏิบัติการภายใน ล้ำสมัย และมีหลายสิ่งที่ Audiolab ออกแบบขึ้นมาเองเพื่อสนองตอบการใช้งานของออดิโอไฟล์โดยเฉพาะ        บนหน้าปัดเครื่องเรียบง่ายมาก เหมือนถอดแบบมาจากแอมปลิไฟร์ 9000A และ 9000CDT ให้ความรู้สึกที่ทรงคุณค่า มีเพียงปุ่มปรับสองปุ่ม และปุ่มสแตนด์บาย ด้านซ้ายมีจอดิสเพลย์ แสดงผลทั้งการเซ็ตอัพ การสั่งงาน หรือชมรายละเอียดปกอัลบั้ม ที่สามารถใช้รีโมตสั่งการเมนูที่สำคัญ ซึ่งลึกลงไปในฟังก์ชั่น ตั้งแต่การตั้งค่าไปจนถึงรายละเอียดการปรับแต่งที่มากพอดู      อาทิเมนู MENU ฟิลเตอร์ ระดับโวลุ่ม การเลือก MQA Decoding รวมถึงออพชั่นของดิสเพลย์ ที่ต้องใช้รีโมตโดยตรง ส่วนในแง่การเพลย์แบ็ค หรือเลือกสรรเพลงจากแหล่งผู้ให้บริการ แนะนำให้โหลดแอปลิเคชั่น Audiolab 9000N มาใช้งานครับ       การปรับค่าต่างๆ ในเมนู โดยเฉพาะเรื่องของฟิลเตอร์นั้น จะมีรายละเอียดหยุมหยิมมากมายพอสมควร จึงควรทดลองเล่น ศึกษารายละเอียด ก่อนใช้งานจริงจัง เพราะมีผลต่อบุคลิกเสียงและคุณภาพหรือความชื่นชอบเฉพาะตัวของคุณ        รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้งาน หรือเมนูการปรับแต่งเหล่านี้มีรีวิวเวอร์ได้นำเสนอกันไปมากมายพอสมควรแล้ว จึงขออนุญาตที่จะไม่ลงลึกในรายละเอียด ผมคิดว่าท่านผู้อ่าน หรือผู้ใช้งานสามารถที่จะไปทดลองปรับแต่งดูเองได้ ให้เริ่มจากค่ารีเซ็ทของโรงงานแล้วลองปรับเปลี่ยนดู บางทีท่านอาจจะได้พบกับน้ำเสียงซึ่งถูกใจโดยเฉพาะของท่านเอง     แต่ละอินพุตจะรองรับรายละเอียดแตกต่างกันไป นอกจากใช้เครื่องเป็นสตรีมเมอร์แล้วก็ยังสามารถที่จะนำไฟล์เพลงที่เราเก็บไว้ใน NAS หรือคอมพ์มาเล่นผ่าน DAC ในตัวของ 9000N ได้ รองรับฟอร์แมตช์รายละเอียดสูงได้กว้างขวางมาก        คุณสมบัติสำคัญที่โดดเด่นของรุ่นนี้ คือใช้ชิป DAC ระดับไฮเอ็นด์ ESS Sabre ES9038Pro 32-bit ที่มีหลายช่องสัญญาณ multi-channel(ชิปเซ็ตชุดเดียวกับใน9000A)ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคุณภาพเสียงสูงสุด  มีโปรเซสเซอร์ Quad Arm CortexA53 ความถี่ 1.8GHz ต่อคอร์ เพื่อจัดการระบบสตรีมมิ่งและการแสดงผลแบบมัลติทาสก์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ        ให้การรองรับการเชื่อมต่อทั้ง Wi-Fi (2.4/5GHz) และ Ethernet พร้อมโปรโตคอล UPnP / OpenHome เพื่อใช้งานเป็น Network Player ได้อย่างเต็มรูปแบบ และในความสวยงาม ด้วยหน้าจอ ขนาด 4.3 นิ้ว (800×480 พิกเซล ) แสดงภาพอัลบั้ม, ข้อมูลเพลง, รูปแบบไฟล์เสียง และสามารถตั้งให้แสดง VU Meter ได้ด้วย ในการใช้งาน    ให้การรองรับไฟล์ PCM สูงสุดถึง 32-bit / 768 kHz และ DSD สูงถึง DSD512 (Native) ที่พิเศษ คือรองรับการถอดรหัส MQA แบบ Full Decoder ซึ่งหมายถึงสามารถทำ “three-fold unfold” ภายในตัวได้ ไม่ใช่แค่ Renderer   ตรงนี้ผมขอขยายความเล็กน้อยตามความเข้าใจนะครับ คือระบบ MQA นั้น ถูกออกแบบมาให้บีบอัดสัญญาณระดับสูงแบบไฮเรส  ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สตรีมได้สะดวก เช่นผ่านTIDAL โดยไม่เสียข้อมูลสำคัญของต้นฉบับ แต่การจะเล่นให้ได้ เต็มคุณภาพ ต้องผ่านกระบวนการUnfold หรือคลี่ไฟล์เสียงทีละชั้น เหมือนการเปิดข้อมูลคลี่ออกมาสามชั้นหรือสามระดับโดยไม่ต้องพึ่งพาซอฟท์แวร์ภายนอกจึงเรียกว่าเป็น Full MQA Decoderทำให้ได้คุณภาพเป็นธรรมชาติเทียบเท่าระดับStudio นี่คือกระบวนการของ9000Nที่สามารถเข้าไปปรับในเมนูได้      ให้การรองรับบริการสตรีมมิ่งระดับ Hi-Res และฟีเจอร์อย่าง TIDAL Connect, Spotify Connect, Qobuz, TuneIn Radio รวมถึงรองรับระบบ Roon Ready ครบถ้วน        ระบบเชื่อมต่อและเอาต์พุต มีช่องเอาต์พุต อนาล็อกแบบ Balanced (XLR) และ Single-ended (RCA) ซึ่งให้ความยืดหยุ่นสูงทั้งในระบบปรีแอมป์หรือแอมป์ที่รองรับ XLR  มีช่องดิจิตอลเอาต์พุต (optical & coaxial) พร้อมฟังก์ชัน “MQA pass-through” สำหรับผู้ที่มี DAC แยกอยู่แล้ว อินพุต/เชื่อมต่ออื่นๆ ได้แก่ USB-B (สำหรับ PC/Mac), ช่อง USB storage, Ethernet และ 12V Trigger          การทดสอบใช้งาน มันทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความเพลิดเพลินในการฟังเพลงจากแหล่งโปรแกรม จากผู้ให้บริการสตรีมมิ่งต่างๆ โดยไม่มีข้อกังวลอย่างความราบรื่น แอพ 9000N ทำงานง่าย ราบรื่น สะดวกจริงๆ       ความโดดเด่นในด้านคุณภาพเสียง ผมรู้สึกได้ว่า น้ำเสียงนั้นคงไว้ซึ่งบุคลิกแนวเดียวกันกับแอมป์ 9000A และ 9000CDT        คือเสียงสะอาดสะอ้าน ราบรื่น รายละเอียดสูง บางเพลงทาง Streaming อาจจะให้รายละเอียดช่วงปลายเสียงได้มากกว่า 9000CDT ด้วยซ้ำไป โทนเสียงค่อนข้างแม่นตรง มีความเป็นกลางมาก  ราวกับว่าเราได้ฟังเสียงแบบไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ให้ความโปร่งใส รายละเอียดระยิบระยับดีมาก         อีกประการหนึ่งที่สำคัญเป็นเรื่องของเวทีเสียงและการแยกแยะชิ้นดนตรี ต้องถือว่าดีกว่าคู่แข่งในระดับใกล้เคียงกันหลายรุ่น เมื่อฟังเพลงที่มีรายละเอียดสูง (PCM, DSD, MQA) การมีฟิลเตอร์เสียงให้เลือกหลายแบบเพื่อปรับแต่งโทนเสียงตามชอบนั้น เสมือนการปรับบุคลิกเครื่องให้ตรงกับบุคลิกของเราได้อย่างน่าประทับใจ     การไม่มี Bluetooth และไม่มี Chromecast ในรุ่นนี้ คือข้อจำกัดอันเล็กน้อย หรือช่องอินพุตดิจิตอลที่ไม่มีช่อง Coaxial/Optical สำหรับรับสัญญาณจากอุปกรณ์ภายนอก แต่ที่สำคัญมีเอาต์พุตดิจิตอลให้คุณสามารถอัพเกรดได้กับ DAC ระดับสุดยอดในอนาคต อาจจะเป็นจุดมุ่งหมายที่ว่า เครื่อง 9000N ออกแบบมาเพื่อการเล่นสตรีมมิ่งสำหรับมือโปรจริงๆ และสำหรับท่านที่คิดว่าอยากจะฟังเพลงผ่านระบบไร้สายพื้นฐาน Bluetooth ก็ไปเล่นที่ตัว AUDIOLAB 9000A ได้ครับ     9000N เหมาะสมมากๆ กับผู้ฟังที่มีชุดลำโพงและระบบเครื่องขยายเสียงคุณภาพดี และอยากได้ Streamer/DAC ที่ “ให้เสียงสมจริงอย่างถึงที่สุด” เหมาะกับผู้ที่มีไฟล์เพลงความละเอียดสูงและใช้บริการสตรีมมิ่งคุณภาพ (เช่น Tidal, Qobuz) เพราะรองรับไฟล์คุณภาพสูงได้อย่างดีเยี่ยม     ถ้าลำโพงหรือระบบเสียงของคุณ “โดดเด่น” อยู่แล้ว การใช้ 9000N จะช่วยให้ฐานเสียงดีขึ้น ที่สำคัญ ถ้าอยากจะพบกับความแตกต่างอันละเมียดละไมยิ่งขึ้น และขอแนะนำเลยว่าช่อง XLR ที่เชื่อมต่อเสียงอนาล็อกให้กับภาคขยายของแอมปลิไฟร์ จะทำให้คุณเข้าได้ถึงส่วนนี้ ที่ลึกล้ำยิ่งขึ้นในคุณภาพเสียงที่ว่า เหมือนได้ฟังเสียงจากสตูดิโอนั่นเองครับ AUDIOLAB 9000 Series คือนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อการฟังเพลงที่เข้าถึงทุกรายละเอียดทียอดเยี่ยม ด้วยความน่าประทับใจในสไตล์ที่เที่ยงตรง ละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่งครับ      • ขอสรุปดังที่เรียนไว้เบื้องต้นว่า ขณะนี้ตัวแทนจำหน่ายคือ ไฮไฟ ทาวเวอร์ มีโปรโมชั่น “THE PERFECT PAIR" เนื่องจากผู้ออกแบบและผู้ผลิตเองต้องการให้ผู้บริโภคในระดับออดิโอไฟล์ ได้รับคุณภาพเสียงที่แมตช์กัน อย่างแท้จริง จึงมีโปรโมชั่น ซื้อ AUDIOLAB 9000A สามารถซื้อสตรีมเมอร์ 9000N และซีดีทรานสปอร์ต 9000CDT ในราคาลด 50% ดังนั้นถ้าใครมีความพร้อมก็ไม่อยากให้พลาดนะครับ • โปรโมชั่น "THE PERFECT PAIR" เมื่อซื้อ AUDIOLAB 9000A (Integrated Amp) ราคาพิเศษ 79,900 บาท มีรับสิทธิ์แลกซื้อ AUDIOLAB 9000N (Streamer) จากราคาพิเศษ 100,000 บาท... ลด 50% เหลือเพียง 50,000 บาท  หรือ AUDIOLAB 9000CDT (CD Transport) จากราคา 39,900 บาท... ลด 50% เหลือเพียง 19,950 บาท วันนี้ - 31 ธันวาคม 2568 นี้เท่านั้น! สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร : 02-881 7273-5 โทร : 081-682 7577  

EverSolo Play CD Edition ศูนย์กลางไฮไฟทุกระบบครบถ้วน

EverSolo Play CD Edition ศูนย์กลางไฮไฟทุกระบบครบถ้วน  เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสจับต้องสัมผัสเครื่องเล่นสตรีมเมอร์แอมป์ ที่มีขนาดย่อมๆ แต่คุณสมบัติ “ล้นเครื่อง” หรือพูดจาภาษานักเลงเครื่องเสียง ก็ต้องบอกว่า ให้มาจนจุกแน่นเลย เพราะไม่เคยมีใครใส่คุณสมบัติแบบไม่ยั้งในราคาขนาดนี้ และการออกแบบอำนวยความสะดวกง่ายดายถึงขนาดที่ว่า ต่อกับลำโพงคู่เดียวก็กลายเป็นซิสเต็มระดับออดิโอไฟล์ทันที    EverSolo Play CD Edition จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีงามสำหรับนักเล่นเครื่องเสียง        ซึ่งแบรนด์ EverSolo นั้น เป็นบริษัทเครื่องเสียงชั้นนำในเครือ Zidoo Technology มีความเชี่ยวชาญด้านเสียง ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ EverSolo มีความโดดเด่นทั้งด้านเสียง คุณภาพ และดีไซน์ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย         ทีมวิจัยและพัฒนาของ EverSolo ครอบคลุมหลากหลายด้าน ตั้งแต่รูปแบบถอดรหัสเสียง (Audio Decoding), ระบบอนาล็อก, การปรับจูนเสียง ภาคขยาย การออกแบบสตรีมเมอร์ โดยมุ่งเน้นทั้งประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง         EverSolo CD Edition เป็นอีกหนึ่งในดีไซน์ที่โดดเด่นในแบบเครื่องสตรีมเมอร์แอมป์ ชนิด All‑in‑one ที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางการฟังเพลงในระบบดิจิตอลและอนาล็อกครบครัน โดยจุดเด่นหลักของ EverSolo CD Edition ที่ผมเคยรวบรวมนำเสนอไว้ อย่างน้อย 6 ประการ ที่ทำให้ตลาดเครื่องเสียงฮือฮาคือ 1. มีไดร์ฟ CD ของ Hitachi/LG CD-ROM มาในตัว พร้อมระบบ Rip ซึ่งสามารถเล่นเพลงจากแผ่น CD ได้โดยตรง หรือ Rip เป็นไฟล์ WAV/FLAC ลงหน่วยความจำภายใน USB หรือ NAS ได้สะดวก นี่คือทีเด็ดที่ยังไม่พบจากสตรีมเมอร์แอมป์อื่นๆ      2. มีภาคออดิโอคุณภาพสูง โดยใช้ชิป DAC AKM AK4493SEQ พร้อมภาคขยายคลาส D (PurePath Ultra HD Class-D amplifier) กำลังขับ 60 วัตต์ ต่อเนื่อง ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 110 วัตต์ ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม ให้เสียงที่แม่นยำครบเครื่อง แม้ในห้องขนาดกลางถึงใหญ่        สามารถรองรับไฟล์ Hi‑Res สูงถึง PCM 768 kHz/32‑bit และ DSD512 รวมทั้ง FLAC, WAV, APE, AIFF        3. หน้าจอทัชสกรีน ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว เป็นหน้าจอ LCD สีความละเอียดสูง พร้อม UI ใหม่ สะดวกควบคุมทั้งแบบไม่ใช้มือถือ หรือจะใช้แอพ EverSolo Connect ในมือถือคอนโทรลก็ได้     4. ให้ระบบปรับแต่งเสียงอย่างมืออาชีพ อาทิ มีกราฟฟิกอีควอไลเซอร์ 15‑band และพาราเมติคอีควอไลเซอร์ 10‑band ช่วยปรับแต่งเสียงชดเชยสภาพอคูสติคห้อง หรือความชื่นชอบในสไตล์การฟัง       5. เชื่อมต่อสตรีมมิ่งครบจบในเครื่องเดียว โดยรองรับการสตรีมทุกรูปแบบ  อาทิ TIDAL, Qobuz,  IDAGIO, Amazon Music, TuneIn Radio, Presto Music, KKBOX, Radio Paradise, Deezer รวมถึง Apple Music แบบ lossless       มี Bluetooth 5.3 และยังรองรับ Tidal Connect, Qobuz Connect, Spotify Connect, Roon Ready, JPlay Certified อีกด้วย        มีพอร์ต HDMI ARC/eARC เชื่อมต่อทีวี, optical/coaxial ดิจิตอล, USB OTG (รองรับ DSD512โดยดาวน์มิกซ์ เป็น pcm ก่อน)     แถมด้วย Phono input MM/MC, Sub‑out  อะไรจะปานนั้น    6. ออกแบบสวยงามและทนทาน ตัวเครื่องผลิตจากอลูมิเนียมสีดำด้าน โครงสร้างด้านใต้เครื่องมีแผงระบายความร้อนเต็มผืน พร้อม Signature RGB ring light และ VU‑meter แบบไดนามิก สำหรับการแสดงภาพเสียงแบบเรียลไทม์         ทั้งหมดนี้ ราคาเพียง 26,900 บาท ดังนั้นผมไม่แปลกใจเลยว่า แค่เปิดสั่งจองล็อตแรกพรึ่บเดียวก็หมดไปจากตลาด‼️ ใครอยากได้ต้องรอล็อตต่อไปแล้วละครับ    เราได้ฟังได้ชมบางส่วนกันทาง Live เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม ทางเพจ วิจิตร บุญชู กันไปแล้วนะครับ จากนี้ไปคือผลทดสอบใช้งานจริง และบทสรุปสำหรับการตัดสินใจว่า EverSolo CD Edition นั้น คุ้มค่าเพียงใด     Test Report ยอมรับตรงๆ ในทุกครั้งที่ใช้งานเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ในระดับแนวหน้าทั้งหลาย ผมพบว่าตัวเองไม่สามารถที่จะใช้งานเครื่องได้ครบในทุกคุณสมบัติ อันเนื่องจากข้อจำกัดของผมเอง โดยเฉพาะในแง่ของระบบมัลติรูม การเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Connect ไร้สายกับอุปกรณ์อื่นๆ ภายในบ้าน แต่เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ทุกท่านสามารถนำไปต่อยอดกับระบบที่มีอยู่ในบ้านของทุกท่านได้     ดังนั้นหลักๆ ของผมก็คือขออนุญาต นำเสนอเรื่องการใช้งานภาค Streaming ภาค CD และ Phono Stage ที่ถือว่า EverSolo CD Edition ให้มาแบบจัดเต็ม ทำให้เครื่องขนาดย่อม เล็กพริกขี้หนูแบบนี้ มีคุณสมบัติที่คุ้มค่าเกินราคาที่จ่ายไปมากเลยทีเดียว และถึงที่สุดก็คือทุกคนคงอยากรู้ว่าคุณภาพหรือคุณสมบัติและคาแรกเตอร์ด้านเสียงนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งต่อไปนี้คือคำตอบครับ    แรกสุดการเชื่อมต่อทั้งแบบสาย Ethernet LAN และระบบ Wi-Fi ไร้สายทำได้ง่ายดาย ไม่ซับซ้อน มือใหม่ มือเก่าใครๆ ก็สามารถใช้งานได้ครับ แนะนำให้โหลดแอพพลิเคชัน EverSolo Control ใน App Store ลงโทรศัพท์มือถือ เพื่อสะดวกต่อการคอนโทรลระบบอย่างแท้จริงครับ จากการทดสอบใช้งานพบว่า การค้นหาเครื่องจากมือถือฉับไวและตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว      รูปแบบการใช้งาน และการแบ่งฟังก์ชั่น รวมถึงความสามารถของหน้าจอทัชสกรีน อันนี้ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบ ไม่มีความซับซ้อนใดๆ เพียงแค่คุณอาจจะต้องทำความคุ้นเคยวิธีการคอนโทรลหน้าจอในแต่ละส่วนสักระยะหนึ่ง ก็จะเข้าใจถึงองคาพยพทั้งหมดของเครื่องและสั่งงานได้อย่างสะดวกสบาย    แม้ว่าระบบฟังก์ชันบางส่วน อาจจะมีการซ้ำซ้อนอยู่บนหน้าปัดเดียว แต่ก็มีความง่ายดาย คือกลับมาเริ่มต้นที่ HOME แล้วมาไล่เลียงไปทีละสเต็ปได้ในทันที    การปรับการแสดงผลหน้าจอ และภาคสตรีมมิ่งจากผู้ให้บริการ  แรกสุดกดปุ่มคอนโทรลหน้าเครื่องมุมขวาสุดค้างไว้ เพื่อ On ระบบ หรือ Off ระบบ     จากนั้น หน้าจอจะเริ่มทำงานแสดงผลให้เลือกสั่งการฟังก์ชั่นที่แบ่งไว้อย่างเป็นระเบียบ ตามหัวข้อหลัก Music services, Functions, Apps, Connect, Cloud และ Setting ในขณะที่หน้าจอแสดงผลตรงช่วง Display เต็มหน้าจอนี้สามารถ Touch เลื่อนแบบสัมผัสไปได้เรื่อยๆ เหมือนหน้าจอมือถือ เมื่อนิ้วสัมผัสที่รูปแอพพลิเคชั่นบนหน้าจอ ก็จะนำเราสู่การ Play back ที่รวดเร็วมาก อันนี้ต้องถือว่ายอดเยี่ยม ให้ความรู้สึกสัมผัสที่คล่องมือจริงๆ       ยังแบ่งส่วนย่อยของหน้าปัดอีกหลายรูปแบบ เช่นคุณยังสามารถเลือก Display แสดงผลแบบกราฟฟิก หรือเข็มวียูได้เลยทั้ง 7 รูปแบบ หน้าจอแบบ VU นี้ ทำให้รู้สึกว่าเครื่องมีความเป็นโปรเฟสชั่นแนล เรียกว่ายกระดับเหนือธรรมดา การเข้าไปปรับอีควอไลเซชั่น ทั้งแบบกราฟฟิก และพาราเมตริก ทำให้เราเกิดความรู้สึกเสมือนเป็นซาวด์อินจิเนียร์ ที่อยู่ในห้อง Control Room เลย และเสียงที่ปรุงโดยมือของคุณเอง สามารถเลือกได้ตามความพอใจ บางครั้งในส่วน EQ นี้ ก็จะช่วยปรับให้ทำงานร่วมกับลำโพงได้อย่างลงตัวมากยิ่งขึ้น   อย่างน้อยที่สุดก็คือ ช่วยในการปรับการทำงานของเครื่องเพื่อให้เข้ากับสภาพ Acoustic แวดล้อมภายในห้องได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน    ในภาคสตรีมมิ่งนั้น ทำงานคล่องตัวครับ เสมือนผมได้ใช้งานหน้าจอเมือถือ การผสานการทำงานของแอพหน้าจอกับ TIDAL Spotify และผู้ให้บริการเพลงสตรีมมิ่ง ที่ใช้เป็นแหล่งหรือคลังดนตรีที่มีให้เลือกสรรนับล้านเพลงไม่สิ้นสุดในการฟังเพลงแบบจริงจังแบบออดิโอไฟล์ ได้อย่างราบรื่นมากๆ     ยอมรับว่า สตรีมมิ่งยุคนี้ให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก เห็นได้ถึงพัฒนาการของระบบส่งผ่านเพลงแบบ Streaming จากผู้ให้บริการต่างๆ ทำได้อย่างละเมียดละไมนุ่มนวล และครบถ้วนทุกรายละเอียด ถือเป็นการก้าวล้ำทางเทคโนโลยีที่อัพเกรดตัวเองขึ้นทุกปี   EverSolo Play CD Edition ให้แนวเสียงที่เข้าถึงง่าย อบอุ่นน่าฟัง นักฟังระดับออดิโอไฟล์จะต้องประทับใจครับ     เวลาส่วนใหญ่ในกิจวัตรประจำวันของผม เมื่อต้องการเพลิดเพลินไปกับเพลงที่เป็นแบ็คกราวนด์มิวสิค ผมก็จะเลือกโหมดเข้าถึงวิทยุอินเตอร์เน็ต ซึ่งเสมือนโลกทั้งใบที่เต็มไปด้วยดนตรีอันไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือความสุขที่เปิดกว้างไร้ขีดจำกัด หลายสถานีทำให้เข้าถึงเพลงที่มีคุณค่าแตกต่างจากหลายแหล่งทั่วโลก      พอจะใช้ภาค CD แรกสุด ผมก็ยังงงๆ นะครับว่าแล้วช่องใส่แผ่นซีดีอยู่ตรงไหนหนอ? เพราะดีไซน์มาเรียบสะอาดตา แทบไม่มีจุดที่สะดุดตรงไหนเลย ที่สุดก็มาเห็นว่าด้านซ้ายของเครื่องจะมีถาดแผ่นซีดีแนบอยู่กับช่องด้านข้างนี่เอง ออกแบบยอดเยี่ยมครับ      ภาค CD - CD Rip เปิดโอกาสให้เราสามารถหรือเล่น PLAY - PAUSE - FF - REW ตามปกติเหมือนเครื่องเล่นซีดีโดยทั่วไปโดยสั่งการได้จากแอพในระบบโทรศัพท์มือถือ และคอนโทรลจากจอทัชสกรีน ทุกอย่างคล่องตัวมาก       แผ่นที่นำมาเปิดกับเครื่องสามารถอ่านรวดเร็วคล่องตัว อาจจะมีสะดุดได้บ้าง ถ้าเป็นแผ่นเก่าที่มีรอยลึกเสียหายไปถึงหลุม Pitch ข้อมูล ซึ่งโอกาสตรงนี้ก็จะเหมือนซีดีเพลย์เยอร์โดยทั่วไปนั่นเอง แต่เท่าที่ได้ทดสอบใช้งานนับว่าไร้กังวลใดๆ ครับ เพียงแต่ถาดใส่แผ่นค่อนข้างบาง ควรใช้มือประคองด้านใต้ ตอนที่กดแผ่นลงดุมกลาง   คุณภาพเสียงและรายละเอียดเสียงโดยเฉลี่ย ผมว่าทำได้ดีมาก แม้ไฟล์ซีดีจะเพียงแค่ 44.1 KHz แต่ก็ได้รายละเอียดเสียงและความสดใสเปิดโปร่งดีทีเดียว แต่หากเทียบเคียงเพลงจากสตรีมมิ่งอย่าง TIDAL ผมว่าฟังจากสตรีมมิ่งจะได้เวทีเสียงและความโอ่อ่าได้ดีกว่าเล่นแผ่นซีดีโดยเฉลี่ย     ส่วนระบบการ Rip เพลงนั้น ก็ถือว่าเป็นความง่ายดายนะครับ หลังจากคุณใส่แผ่นซีดีลงไปในช่องใส่แผ่นแล้ว ก็ไปที่ฟังก์ชันบนหน้าปัดที่ระบุ CD Ripper เมื่อเห็นไฟล์เพลงแล้วก็กด Rip ได้เลย ต่อแผ่นนั้นเฉลี่ย 4-5 นาที ก็ริปเพลงเรียบร้อยครับ    หลังจากนั้นแล้วให้เข้าไปที่เครื่องหมาย HOME กดที่ FILES จะพบหัวข้อ Storage เลื่อนหา Music จะเจอกล่อง CD ROM ทำการกดสัมผัสอีกครั้ง จะพบแทร็กเพลงที่เราริปไว้ จากนั้นก็สามารถเพลย์ได้อย่างง่ายเลยครับ    EverSolo ออกแบบไว้ให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย และไม่ยากเลยสำหรับคนที่เริ่มต้นเล่นสตรีมมิ่งแอมปลิไฟร์เครื่องนี้     แต่สิ่งที่ผมค่อนข้างจะแปลกใจมากไปกว่านั้น ก็คือเพลงที่เรา Rip ลงไปในฮาร์ดดิสก์ภายในเครื่อง เมื่อฟังเปรียบเทียบเข้ากับแผ่นซีดีต้นฉบับ ผมว่ายากจะแยกออกนะครับว่าเสียงต่างกันอย่างไร?      จึงถือว่าระบบการบันทึกเก็บเพลงในรูปของไฟล์นั้นมีคุณภาพที่สูงมาก อย่างน่าพึงพอใจ       ภาคปรีโฟโน นี่คือหนึ่งในทีเด็ดของ EverSolo Play CD Edition เพราะมีภาคขยายหัวเข็มแผ่นเสียง มาทั้งแบบ MM/MC ครบถ้วนไปเลย เท่าที่ได้ทดสอบก็จะพบว่า รายละเอียดเสียงและความอิ่มละมุนของอนาล็อกแผ่นเสียงทำได้อย่างน่าประทับใจ มีความเรียบสะอาดและปลอดจากสัญญาณรบกวนได้เป็นอย่างดี     ต้องยอมรับนะครับว่าคุณภาพที่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับราคาเครื่องที่เราต้องจ่ายออกไปนั้น มันเกินกว่าคำว่าคุ้มค่า เพราะว่า EverSolo Play CD Edition ไม่ได้กั๊กอะไรเอาไว้เลย ต้องไม่ถือว่าในส่วนของ Phono เป็น “ของแถม” ด้วยซ้ำ เพราะให้คุณภาพที่เทียบเคียงภาคปรีโฟโนในระดับราคา 20,000 - 30,000 บาทได้อย่างแน่นอน       ผมไม่รู้ว่าผู้ผลิต เค้าให้คุณสมบัติต่างๆ มาอย่างดีเยี่ยมในเครื่องระดับ All-in-one แบบนี้ได้อย่างไร เรียกว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของเครื่องเล่นประเภทนี้ขึ้นมา และเป็นผลที่ทำให้ผู้ผลิตอื่นๆ อาจจะต้องนำไปขบคิด และพัฒนาเครื่องสตรีมเมอร์แอมป์ในอนาคตกันต่อไป      คุณสมบัติโดยรวมด้านเสียงของภาคปรีโฟโน EverSolo Play CD Edition นับว่าเป็นอีกฟังก์ชันหนึ่ง ซึ่งทำให้เราเกิดความประทับใจ เครื่องเล่นตัวย่อมๆ แบบนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ความสะอาดของเสียง ให้ความเที่ยงตรงของต้นฉบับ ด้วยการคงความดีงามของแผ่นเสียงแต่ละอัลบั้ม หรือแผ่นเสียงแต่ละยุค ช่วยรักษาเอกลักษณ์เอาไว้ โดยที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ซึ่งก็ทำได้ดีจนแทบไม่อยากเชื่อภาคปรีโฟโนที่ดีจะมาอยู่ในเครื่อง Streaming Amplifier แบบนี้ครับ    มีข้อแนะนำประการหนึ่งที่อยากจะเรียนกับผู้ที่เป็นเจ้าของเครื่องว่า ให้ฟังในลักษณะ “แฟลตเรสพอนด์” ไปก่อนนะครับ คือผมหมายถึงว่าอย่าพึ่งไปปรับแต่งอีควอไลเซอร์ทั้งสองรูปแบบ ให้ปล่อยไว้ที่ Flat      ควรฟังคาแรกเตอร์ของเสียงจากเครื่อง EverSolo Play CD Edition จนคุ้นเคยไปสักหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นถึงค่อยมาปรับแต่ง ถ้าคิดว่าเรายังขาดหรือเกินอะไรในเรื่องของย่านความถี่ เพราะการปรับเสียงจะมีผลกระทบต่อเสียงแหลม กลาง ทุ้ม ท่านจึงควรสร้างความคุ้นเคยกับลักษณะเสียงที่จูนอัพมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้วก่อน จากนั้นการปรับต่างๆ ในภายหลังก็จะเข้าใจและปรับได้ง่าย     ผมอาจจะไม่ได้มีเวลาทดสอบมากพอเพียง ที่จะนำไปใช้กับอุปกรณ์ไร้สายอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงกันในลักษณะการทำงานที่กว้างขวางในแบบมัลติรูม เพราะเครื่องมีฟีเจอร์ Customization เช่น Room Correction, EQ และ Multi‑room sync ซึ่งตรงนี้เป็นรูปแบบการใช้งานที่ผู้ซื้อหรือผู้ที่เป็นเจ้าของสามารถนำไปปรับใช้เข้ากับอุปกรณ์ของท่านที่บ้านได้อย่างง่ายดายและกว้างขวางครับ      บทสรุปการ Test Report ของผมที่มีต่อ EverSolo Play CD Edition ขอสรุปไว้ดังนี้ครับ ออกแบบมาเป็นอุปกรณ์ครบวงจร ทั้ง CD, Streaming, DAC และ Amplifier ในตัวเดียว รองรับเสียงระดับ Studio ด้วย PCM สูงสุด 768kHz/32-bit และ DSD512    การใช้งานลื่นไหล ราบรื่น คล่องตัวผ่านจอทัชสกรีน และแอพพลิเคชั่น พร้อมทั้งมี UI ที่ทันสมัย มีฟีเจอร์ EQ และ Room‑correction ช่วยปรับแต่งให้เข้ากับห้อง รองรับ Multi‑room และ Wake‑on‑LAN       คุณภาพเสียงและคาแรกเตอร์โดยรวมนั้นก็คือความเรียบง่าย อบอุ่น สะอาดและละเมียดละไม เสียงแบบผู้ดีๆ ไม่ใช่เครื่องที่ทรงพลังดุดัน แต่กำลังขับคลาส D ระดับ 60 วัตต์ ก็พอเพียงต่อการใช้งาน ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้ภายในห้องที่มีขนาดย่อมๆ หรือมุมฟังเพลงโปรดภายในบ้าน โดยมีลำโพงประเภท Bookshelf ที่มีความไวปานกลางถึงสูง อาทิ AE100 mkll , ELAC Debut B-6.2 , Wharfedale Diamond 12.0 , PSB Alpha P5 เป็นต้น      นี่คือเครื่องเสียงยุคใหม่แบบ All‑in‑one ที่ไม่ต้องต่ออุปกรณ์หลายตัว และเหมาะกับผู้มีแผ่น CD และต้องการระบบ Rip/CD playback ถ่ายโอนทันทีอย่างคล่องตัว      EverSolo Play CD Edition เป็นจุดรวมหรือศูนย์กลางไฮไฟทุกระบบครบถ้วน ในขนาดกะทัดรัด หน้าจอดินเพลย์แสดงผลคลาสสิกสวยงาม ทั้งปกอัลบั้ม วียูมีเตอร์ ดิสเพลย์กราฟฟิกที่เลือกใช้งานได้อย่างจุใจอย่างไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นต้นแบบของเครื่องเสียง All‑in‑one ขนาดย่อมที่มีฟังก์ชันให้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพเกินพอ รวมทั้งภาคกำลังขับแบบคลาส D ที่ถือว่าพอเพียงสำหรับการใช้งาน และทุกสิ่งนั้นให้มาอย่างคุ้มค่าอย่างชนิดที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว หมายเหตุ: เปิดรับจอง Pre-order EverSolo Play CD Edition รอบที่ 3 ในราคาพิเศษ 26,900.- บาท มัดจำล่วงหน้าเพียง 5,000 บาทเท่านั้น สินค้าจะมาราวต้นเดือนสิงหาคม สนใจสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ DISCOVERY HIFI  โทร. 085 517 8292  

Accuphase E-3000 พลังเสียงไฮเอนด์ที่งดงามเกินจินตนาการ

Accuphase E-3000  พลังเสียงไฮเอนด์ที่งดงามเกินจินตนาการ      ยาวนานกว่า 40 ปี ที่ผมรู้จักคุ้นเคยกับแบรนด์ไฮเอนด์ จากประเทศญี่ปุ่น นับแต่แรกเริ่ม ที่คุณจิโร่ คาซูกะ นำทีมวิศวกรชั้นยอดมาแสวงหาหนทางใหม่ ในการผลิตเครื่องเสียงที่ไร้ขีดจำกัดใดๆ ในเรื่องคุณภาพเครื่องและคุณภาพเสียง      ในปีก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 1972 แรกสุดใช้ชื่อแบรนด์ KENSONIC หรือ Kensonic Laboratory, Inc.โดยได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็น Accuphase ในปี 1973       นี่คือชื่ออันมีความหมายตรงกับหลักปรัชญาของบริษัท นั่นก็คือ Accu ย่อจาก “accurate” (ความเที่ยงตรง) และ Phase ที่สื่อได้ถึงความแม่นยำของเฟสสัญญาณในระบบเสียง     ทุกองคาพยพสร้างขึ้นด้วยเป้าหมายที่จะผลิตเครื่องเสียงในระดับอ้างอิง (Reference) ที่ให้คุณภาพเสียงสูงสุดโดยไม่ประนีประนอมในด้านวัสดุ เทคโนโลยี หรือการผลิตแต่อย่างใดทั้งสิ้น     ยึดหลัก Crafted Precision เน้นความเที่ยงตรงบริสุทธิ์ในการถ่ายทอดเสียง     หลักการที่ไม่เดินตามกระแสตลาดแมสโปรดักซ์ หรือระบบอะไรก็ตามที่หวือหวา เป็นแบบแฟชั่นที่มาเร็วไปเร็ว แต่เลือกใช้เทคโนโลยีที่ผ่านการพัฒนาและพิสูจน์แล้ว ทุกเครื่องจะผลิตด้วยมือล้วนในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่การประกอบจนถึงการทดสอบขั้นสุดท้าย     ในอดีตผมเคยมีโอกาสได้ไปเยือนบ้านอดีตประธานบริษัทคือ คุณมาสุมิ เดฮาระ นั่งสนทนาเรื่องเครื่องเสียงและฟังชุดซิสเต็มของท่าน รวมถึงการต้อนรับที่อบอุ่นที่สำนักงาน Accuphase ที่โยโกฮาม่า  ทั้งจากคุณจิม เอส.ไซโตะ และ คุณจิโร่ คาซูกะ     หลายปีที่ไปเยือนงานแสดงสินค้าเครื่องเสียงที่ญี่ปุ่น คุณจิโร่ คาซูกะ ท่านจะมาทักทาย หรือถ้าไม่เจอกัน ก็มักจะโทรมาหาที่โรงแรม สอบถามสารทุกข์สุขดิบ หรืออวยพรให้เดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพ ความมีน้ำใจไมตรี ความเอื้อเฟื้อ มิตรภาพที่ดีงามเหล่านี้ แม้ คุณมาสุมิ เดฮาระ และผู้ก่อตั้งบริษัท คุณจิโร่ คาซูกะ ได้จากไปแล้ว ก็ยังมิอาจลืมได้เลย ทั้งสองท่านคือความทรงจำที่ดีงาม และเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของผมเสมอมา     แอมปลิไฟร์ และผลิตภัณฑ์สินค้าของ Accuphase ทุกรุ่น จะมีการออกแบบจากผลการวิจัยค้นคว้าอย่างละเอียด คัดเกรดอุปกรณ์ทุกชิ้น นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเบื้องปลาย ที่เครื่องทุกเครื่องได้ถูกประกอบสำเร็จจากโรงงานที่ญี่ปุ่นจะได้รับการทดสอบ QC โดยละเอียดยิบก่อนออกวางตลาด      คำกล่าวที่ว่า เครื่องเสียง Accuphase งดงามสมบูรณ์แบบเพียบพร้อม ย่อมไม่เกินความเป็นจริง       Accuphase E-3000 เป็นอินทิเกรตแอมป์ (Integrated Amplifier) รุ่นใหม่ระดับกลางค่อนไปทางสูงของแบรนด์ไฮเอนด์จากญี่ปุ่น Accuphase ซึ่งขึ้นชื่อในด้านคุณภาพเสียงที่ใสสะอาด สมจริง และงานประกอบสุดประณีต โดย E-3000 ถูกออกแบบมา ให้มาแทนรุ่น E-380 ด้วยเทคโนโลยีและพลังขับที่พัฒนาให้ใกล้เคียงกับรุ่นใหญ่ (E-5000) มากขึ้น     อินทิเกรต E-3000 ถือกำเนิดขึ้นจากเส้นทางที่หล่อหลอมด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ในอุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ล้วนๆ ในทุกองค์ประกอบของเครื่องขยายเสียงนี้ เป็นวงจรควบคุมระดับเสียงที่สำคัญยิ่งยวดตามแนวทางปรัชญาของ Accuphase       ด้วยวงจรเครื่องขยายเสียงสเตอริโอแบบอินทิเกรต ที่มีจุดเด่นในเรื่องของคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย E-3000 ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์ทางดนตรีที่เหนือกว่า ด้วยกำลังขับ 100 วัตต์ต่อข้างที่ 8 โอห์ม และ 150 วัตต์ต่อข้างที่ 4 โอห์ม  นอกจากนี้ยังมีวงจรพิเศษเฉพาะตัว AAVA (Accuphase Analog Vari-gain Amplifier) สำหรับการควบคุมระดับเสียง และวงจร ANCC (Accuphase Noise and distortion Canceling Circuit) เพื่อลดสัญญาณรบกวนและสัญญาณเพี้ยน เพื่อให้เข้าถึงความบริสุทธิ์เต็มร้อย ใช้อุปกรณ์ MOS-FET สำหรับภาคขยายเพื่อป้องกันความเสียหายจากความร้อนหรือไฟฟ้าลัดวงจร  ใช้ระบบการจัดวางแบบ Instrumentation amplifier และมีวงจรป้อนกลับแบบชาญฉลาด Current feedback เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีในย่านความถี่สูง       จุดเด่นที่น่าสนใจทางเทคนิค บางส่วนคือ • Three-fold parallel push-pull configuration Class AB คือวงจรขยายกำลังแบบ Push-Pull ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ขับกำลัง 3 คู่ ต่อขนานกัน และทำงานในลักษณะ Class AB เพื่อให้ได้ทั้งกำลังสูง แต่ความร้อนต่ำ และคุณภาพเสียงดีเยี่ยม         เป็นเทคนิคที่พอจะอธิบายขยายความได้ว่า วิธีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสามารถในการจ่ายกระแส และลดความร้อนที่ตกค้างบนทรานซิสเตอร์แต่ละตัวได้ดี ทำให้การขยายกำลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น    • รูปแบบการขยาย แบบ Push-Pull Configuration Class AB Operation คือการทำงานที่ผสมผสานระหว่าง Class A และ Class B มีการ Bias ทรานซิสเตอร์ให้เริ่มนำกระแสเล็กน้อยแม้ไม่มีสัญญาณ (เหมือน Class A) แต่ไม่ส่งผ่านกระแสตลอดเวลา (เหมือน Class B) เหตุนี้จึงมีประสิทธิภาพพลังงานดีกว่า Class A และลดความบิดเบือน Crossover ที่เกิดใน Class B ได้อย่างหมดจด   • ระบบ AAVA (Accuphase Analog Vari‑gain Amplifier) ในรุ่น E-3000 คือวงจรปรับระดับเสียงแบบอนาล็อก ที่ไร้ตัวต้านทานปรับค่า (Potentiometer) ซึ่งแทนที่จะใช้การลดทอนสัญญาณด้วยตัวต้านทาน แต่ AAVA ใช้หลักการแยกสัญญาณอินพุตออกเป็นสตรีมกระแส 16 ระดับ (1/2, 1/2², …, 1/2¹⁶) แล้วรวมตามค่าตำแหน่งที่ตั้งของปุ่มในโวลุ่มปรับเสียง เพื่อทำให้ลดสัญญาณรบกวนและความเพี้ยน (Distortion) ได้อย่างมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน • เทคนิคในเวอร์ชันใหม่ของ E-3000 ยังใช้หลักการป้อนกลับแบบลบในรูปแบบ ANCC (Accuphase Noise and distortion Cancelling Circuit) ผสานเข้ากับ AAVA โดย ANCC จะใช้แอมพลิฟายเออร์ตัวรอง (Secondary amplifier) ทำการตรวจจับเสียงรบกวนหรือความเพี้ยนในวงจรหลัก จากนั้นส่งสัญญาณที่เป็นโพลาริตี ตรงข้ามเพื่อ “cancel” สัญญาณรบกวนเหล่านั้น ทำให้คุณภาพเสียงใสขึ้นโดยเฉพาะที่ระดับเสียงต่ำถึงกลาง   • ใช้ภาคจ่ายไฟที่มีหม้อแปลงขนาดใหญ่และตัวเก็บประจุแรงดันสูง เพื่อให้ได้พลังงานที่เพียงพอ     มีช่องสำหรับติดตั้งออปชั่นบอร์ดเพิ่มเติม 2 สล็อต เพื่อเพิ่มภาคปรีโฟโน และ DAC โครงสร้างอลูมินั่มหน้าปัดสีทองพร้อมเข็มวียูงดงาม ทำงานวัดระดับอย่างแม่นยำ มีฐานรองที่ทำจากเหล็กหล่อเพื่อลดแรงสั่นสะเทือน ด้านหลังช่องต่อทั้ง XLR Balanced (สำหรับเครื่องเล่น CD) และ RCA Input เกรด A มีจุกยางปิดทุกช่องเพื่อป้องกันการรบกวน Crosstalk      นี่คือผลงานที่ประณีตคลาสสิก ทุกมุมมอง ชนิดหมดจดไร้ที่ติ     สำหรับ E-3000 ได้ออกแบบเผื่ออนาคตในกรณี ใช้เครื่องทำเป็นปรีแอมป์ หรือเพาเวอร์แอมป์ได้ ทางช่อง Pre-Out Main-In         ผลการทดสอบ ผมได้หยิบยืม Accuphase DP-450 เครื่องเล่นซีดี มาใช้งานร่วม และเสริมออพชั่นบอร์ด AD-60 (ราคา 40,000 บาท) เพื่อใช้งานกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C-588 ในการทดสอบการเล่นแผ่นเสียงด้วย       นอกจากนั้นแล้ว ก็จะใช้ลำโพงหลัก 3 คู่ในการทดสอบ เพื่อพิสูจน์คุณภาพเสียงของ Accuphase E-3000 ได้แก่  ลำโพงแผ่นแบน Diptyque DP107 , ลำโพง Harbeth Monitor 30.2 Anniversary และ Rogers LS3/5A  Diamond Jubilee +AB 3a Active Sub     ก่อนทำการฟังทดสอบจริง จะมีการเบิร์นเครื่องด้วยการเปิดแผ่นซีดี วน Repeat ข้ามวันข้ามคืน 72 ชั่วโมงติดต่อกัน     นับว่าน่าประหลาดใจมากตลอดสามวันสามคืน ที่เครื่องมีอุณหภูมิเพียงอุ่นๆ เพียงเล็กน้อย ไม่ร้อนเหมือนแอมปลิไฟร์ โดยทั่วไป และข้อสำคัญคือการให้พลังเสียง ตั้งแต่เปิดชั่วโมงแรกจนถึงชั่วโมงท้ายสุด กำลังไม่ตกลงมาเลยแม้แต่น้อย นี่คือความพิเศษ ความสุดยอดของ Accuphase E-3000 ที่ไม่น่าจะหาได้จาก แอมป์อื่นๆ ครับ     ในแง่การควบคุมการทำงานของลำโพง ถือว่ามาสุดทาง กระชับ อิ่มเอมให้รายละเอียดปลายเสียงได้เต็มที่ การที่เสียงของภาพขยายมีความหมดจดถึงขนาดนี้ ผมว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณภาพของวงจรและภาคจ่ายไฟที่ทำให้ค่า แดมปิ้งแฟคเตอร์สูงถึง 600 เลยทีเดียว!!!       เสียงของ E-3000 คือการบ่งบอกถึงการพัฒนาใหม่ล่าสุดของภาคขยายเสียงที่มีคุณภาพอย่างสุดยอด แม้จะระบุกำลังขับไว้เพียง 100 วัตต์ต่อแชนเนล แต่ในการฟังทดสอบจริงจะรู้สึกได้ถึงพลังแฝงเร้นอย่างล้นเหลือ  เพลงร้องจะให้เสียงร้องที่ถ่ายทอดต้นฉบับจากศิลปินมาอย่างสมจริง ทุกกระเบียด แม้เสียงลงลำคอลึกๆ เสียงจากไร่ฟัน ทุกสำเนียงเสมือนจริง ดังที่คุ้นเคย ในศิลปินคนโปรด ยิ่งเป็นภาคปรีโฟโน ที่เสริมจากบอร์ดออพชั่น AD -60 คือเสียงอนาล็อกที่อิ่มฉ่ำ รายละเอียดระยิบระยับ   ที่สำคัญมากๆ คือเป็นภาคปรีโฟโนที่เสียงรบกวนเงียบกริบ ขนาดเอียงหูฟังหน้าลำโพงยังไม่ได้ยิน NOISE ครับ ยังไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเลยครับ สุดยอดจริงๆ      แน่นอนบุคลิกเสียงยังคงให้รายละเอียดระยิบระยับ สะอาดหมดจดในแบบ Accuphase E-3000และความอ่อนหวานที่ปลายเสียงอย่างที่ไม่มีแอมป์ในเร้นจ์ราคาเดียวกันเทียบเคียงได้ รวมถึงพลังที่แรงมากพอเพียงสำหรับเพลงคลาสสิก หรือวงออเคสตราขนาดยักษ์ ทำให้เห็นถึงความสามารถของภาคขยายที่เทคโนโลยีออกแบบแอมป์ไฮเอนด์ก้าวหน้ามาไกลมาก     Accuphase E-3000 มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งอยู่อีกประการหนึ่ง ซึ่งจะลืมเลยไปเสียไม่ได้นั่นก็คือความสะอาด Clean ในย่านความถี่เสียง ให้ความเปิดกว้างเวทีเสียง ฮาร์โมนิคสวยงาม และให้น้ำเสียงดนตรีจริงอย่างครบถี่ถ้วน อีกทั้งเสียงเบสที่แจ่มชัดลอยตัว มีทรวดทรงที่สวยงาม เมื่อฟังจาก ซีดี ถือเป็นภาคไลน์อินพุตที่เที่ยงตรงเหนือมาตรฐานจริงๆ      ความเที่ยงตรงของเสียงจึงยังคงเป็นหัวใจอันสำคัญของ Accuphase เสมอมา เทียบเคียงอินทิเกรตรุ่นเก่าๆ E-3000 จะโดดเด่นขึ้นมาอีกตรงเวทีเสียงกว้าง และมีมิติเป็นไดเมนชั่นที่สมจริงยิ่งขึ้น ให้เสียงเบสแน่น ชัดเจน กระชับ และควบคุมพละกำลังอย่างครบถ้วนแม่นยำ Accuphase E-3000 จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องขยายเสียงคุณภาพสูงที่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงเพลงได้เสมือนมีดนตรีจริงอยู่เบื้องหน้า     หากคุณตัดสินใจที่จะหาแอมป์ขยายที่ดีที่สุดในระดับราคานี้ ต้องการแอมป์ที่มีเสียงสมดุล สะอาด ละเมียดละไม ฟังเพลงได้ทุกแนวทุกสไตล์ รองรับได้กับลำโพงหลากหลายประเภท และเปิดให้มีการขยายระบบในอนาคต (เช่นเพิ่ม DAC หรือ Phono) Accuphase E-3000 เป็นตัวเลือกที่คิดว่า ออดิโอไฟล์ที่มีระดับย่อมไม่พลาดครับ       สุดท้ายนี้ ผมอยากให้คำจำกัดความว่า Accuphase E-3000 คือผลงานศิลปะ หรือประติมากรรมทางเทคโนโลยีขยายเสียง ที่งดงามทั้งคุณภาพเสียงและคุณภาพเครื่อง ให้ความสวยงามตั้งแต่โครงสร้างภายนอกจรดวงจร ที่ประณีตภายใน สวยงามทุกมุมมอง พร้อมทั้งแฝงเร้นไปด้วยพลังเสียง และรายละเอียดครบถ้วน โดดเด่นยิ่งในความสะอาดของเสียงอย่างเหลือเชื่อ และเป็นอินทิเกรตไฮเอนด์ที่คุณภาพเสียงงดงามเกินจินตนาการโดยแท้จริง    Accuphase E-3000 ราคาต่อเครื่อง 210,000.- บาท (เปิดพรีออเดอร์ในต้นเดือนสิงหาคม) พร้อมของขวัญพิเศษจาก Accuphase เฉพาะผู้สั่งจองครับ นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย บริษัท ไฮเอ็นด์ ออดิโอ (1979) จำกัด (Hi-End Audio (1979) Co., Ltd) โทร. 062-551-2410  

BLUESOUND NODE ICON & NODE & NODE NANO สุดยอดสตรีมเมอร์ ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้

BLUESOUND NODE ICON & NODE & NODE NANO สุดยอดสตรีมเมอร์ ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ สตรีมเมอร์ล้ำยุคระบบปฏิบัติการ BlueOS รุ่นล่าสุด จากผู้ผลิตชั้นนำ BLUESOUND ยกขบวนมาพร้อมกันสามรุ่นให้ผมได้ทดลองเล่นกันอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว ในบรรดาสตรีมเมอร์ชั้นแนวหน้าที่พัฒนามาอย่างยั่งยืนยาวนานต้องยกให้ผลิตภัณฑ์ BLUESOUND คือเบอร์ต้นๆ ของวงการ ทั้งในแง่คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมและราคาสมเหตุผล     BLUESOUND NODE ICON & NODE & NODE NANO ทั้งสามรุ่นนี้ มีขนาดกะทัดรัด เรียกว่า “เล็กดีรสโต” ทั้งเล็ก บาง และจิ๋ว แต่มีคุณสมบัติแบบเกินตัวไปมาก หลายท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วทั้งสามรุ่นนีั แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งผมจะขอสรุปสั้นๆ ดังนี้ครับ       • BLUESOUND NODE NANO WIRELESS MUSIC STREAMER “จิ๋วแต่แจ๋ว” เป็นมิวสิคสตรีมเมอร์รุ่นเริ่มต้น และเพิ่งเปิดตัวช่วงปี 2024 นี้เอง ภายในรูปทรงขนาดจิ๋ว  ใช้ชิป ESS SABRE เบอร์ ES9039Q2M DAC ที่รองรับการเล่น ไฟล์ WAV, FLAC, AIFF, MQA และสามารถรองรับ DSD256 (ผ่านอัปเดตซอฟต์แวร์ในอนาคต) ความละเอียดสูงสุด PCM 24‑bit / 192 kHz, SNR ประมาณ 116–118 dB และ THD+N เพียง 0.0007%         ข้อมูลด้านเทคนิค ใช้ซีพียู Quad‑core ARM Cortex‑A53 ความเร็ว 1.8GHz ทำงานบนระบบ BluOS พอร์ทเชื่อมต่อ Analog RCA, Coaxial, Optical Toslink, USB-A (ส่งสัญญาณดิจิตอลไป DAC ภายนอก) ระบบเครือข่าย Wi‑Fi 5 (dual‑band) + Ethernet Gigabit Bluetooth เวอร์ชั่น 5.2 มีพอร์ตเพิ่มเติม USB‑C (สำหรับจ่ายไฟ), IR input, 12 V trigger        BLUESOUND NODE NANO ใช้ระบบปฏิบัติการ  BluOS รองรับการควบคุม Multi‑room, มีระบบ Preset และปุ่มท้ายเครื่อง ให้การสตรีมผ่าน AirPlay 2, Spotify Connect, Tidal Connect, Roon Ready (รองรับ Deezer, Qobuz, Amazon Music ฯลฯ)  สามารถเชื่อมต่อระบบโฮมออโตเมชั่นได้ เช่น Control4, Crestron, RTI, ELAN, URC, Lutron         แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่ก็มีจุดเด่นด้านคุณภาพเสียงที่ดี ระบบเชื่อมต่อเท่าที่จำเป็นครบทั้งดิจิตอล อนาล็อก, ระบบเน็ตเวิร์ค, Bluetooth รองรับ Multi‑room และระบบอัตโนมัติจาก BluOS พกพาสะดวก ติดตั้งง่าย มีแผงปุ่มสัมผัสด้านหน้า (ปรีเซ็ต, เล่น/หยุด, ปรับระดับเสียง), มีไฟ LED และสามารถแขวนผนังได้     แต่จะไม่มีจอดิสเพลย์ ไม่มีช่อง Balanced ช่องหูฟัง และ HDMI รวมทั้งไม่รองรับ  Dirac Live ยังไม่มี Chromecast ในตอนนี้        แต่นี่คือเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ขนาดเล็กกะทัดรัด มีขนาดเครื่องเพียง 5.6 × 1.4 × 5.6 นิ้ว มีน้ำหนักต่ำกว่า 0.57 กก. ที่ประหยัดพื้นที่แต่ให้คุณภาพเสียงระดับไฮ‑ไฟ พร้อมการเชื่อมต่อครบทั้งบลูทูธ และไวไฟเน็ตเวิร์ค      ขนาดเล็กน่ารักแทบไม่น่าเชื่อเลยเมื่อคุณได้สัมผัสประสิทธิภาพจาก BLUESOUND NODE NANO  ราคา 11,900.- บาท • BLUESOUND NODE (2024) PERFORMANCE MUSIC STREAMER นี่คือรูปทรงแบนบางเดิมๆ ที่ติดตาตรึงใจแฟนๆ ของ BLUESOUND มาเนิ่นนาน มีการพัฒนาในลำดับล่าสุดที่ก้าวหน้าขึ้นมาอีกระดับ ใช้ชิป DAC คุณภาพสูง ESS ES9039Q2M SABREDAC รองรับเสียง PCM สูงสุด 24‑bit/192 kHz และ DSD256  มีคุณสมบัติครบถ้วนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น NANO      ที่ถือว่าโดดเด่นมากก็คือภาคขยายกำลังขับหูฟัง THX AAA ให้พลังขับได้ถึง 160 mW ที่ความต้านทาน 16  โอห์ม หรือ 230 mW @ 32 โอห์ม ตอบรับกับหูฟังชนิดต่างๆ ได้อย่างดีที่สุด     ระบบประมวลผลใช้ CPU Quad‑core ARM Cortex A53 1.8GHz รองรับการประมวลผลเสียงความละเอียดระดับสูง มีการเชื่อมต่อครบครันครบถ้วน ช่องต่อขาเข้า/ขาออกแบบดิจิตอล และอนาล็อก ทั้ง HDMI eARC, Optical In, USB-A, RCA, Coaxial, Subwoofer Out, 12 V trigger      ให้การรองรับ Wi‑Fi 5 (dual‑band), Ethernet Gigabit, Bluetooth 5.2 aptX Adaptive รวมถึงAirPlay 2, Spotify Connect, Tidal Connect, Roon Ready (Bluetooth aptX Adaptive อัพเพิ่มในอนาคต)     มีช่องเสียบหูฟัง 6.3 mm และ Subwoofer out ทั้งทางสาย RCA และไร้สาย (เมื่อ Pair กับ Pulse Sub+) มีปุ่มสัมผัสบนตัวเครื่อง 5 ปุ่ม, แถบเซ็นเซอร์ Proximity และสามารถตั้งค่าล่วงหน้าสำหรับแหล่งเพลงโปรด     ใช้ระบบ BluOS พร้อม Multi-room ที่สามารถรองรับการสตรีมพร้อมกันสูงสุด 64 ตัวทั้งบ้าน มีระบบ Room Correction (Dirac Live) รองรับ Roon และระบบควบคุมแบบอัตโนมัติ รวม Apple Siri, Amazon Alexa, Google Assistant (ผ่านอุปกรณ์เสริม), รองรับ Control4, Crestron, RTI เรียกว่าครบถ้วนจริงๆ       สิ่งที่ไม่มีคือหน้าจอดิสเพลย์ แบบ NODE ICON รวมทั้งไม่มีสิ่งเหล่านี้คือ HDMI eARC ภาคอินพุต-เอาต์พุต แบบ Balanced XLR และ USB‑C Input ขนาดเครื่อง 8.7 × 1.8 × 5.7 นิ้ว ราคา 25,400.- บาท     • BLUESOUND NODE ICON REFERENCE MUSIC STREAMER เป็นสตรีมเมอร์เพลงไร้สาย รุ่นเรือธง ที่ออกแบบมาแบบครบถ้วนที่สุด โครงสร้างอะลูมิเนียมหรูหรา และหน้าจอสี HD ความคมชัดสูงขนาด 5 นิ้ว แบบ Non-Touch ดูภาพปกอัลบั้มได้ขณะเพลย์แบ็คได้เต็มตาดีมากๆ และระบบสัมผัสจากตัวเครื่อง พร้อมปุ่ม Preset ด้านบน มี Proximity‑sensor ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเชื่อมต่อกับเครื่องขยาย ในระดับมิดเอ็นด์ถึงไฮเอนด์ทั่วไป         จุดเด่นคือ ภาคแปลงรหัสดิจิตอลในตัว ใช้ Dual‑Mono DAC ถึงสองชุด ESS SABRE เบอร์ ES9039Q2M เพื่อแปลงสัญาณแยกอิสระแชนแนลซ้ายและขวา พร้อมเทคโนโลยี QRONO d2a จาก MQA Labs เพื่อถ่ายทอดคุณภาพเสียงที่มีไดนามิกกว้าง ความผิดเพี้ยนต่ำ ให้ความสมจริงในระดับ Hi-Res มีชิป ES9826 SABRE สำหรับการแปลง analog‑to‑digital ที่เต็มไปด้วยความสะอาดราบรื่นต่อเนื่องของสัญญาณ        กรณีท่านที่เล่นแหล่งโปรแกรมจำพวก อนาล็อกไลน์เอาต์พุต เช่นเครื่องเล่นซีดีหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียง (พร้อมปรีขยาย Phono) สามารถนำมาต่อตรงเข้ากับไลน์อินพุตของ NODE ICON ระบบในตัวเครื่องจะทำการแปลงรหัสอนาอนาล็อกเป็นดิจิตอล ก่อนที่ทำการคอนเวิร์ส เป็นอนาล็อกอีกครั้ง เพื่อส่งออกอย่างแม่นยำ         มีวงจรเสริมแอมป์ภาคขยายสำหรับหูฟัง THX AAA(feed‑forward) สองช่อง (แจ็ค 6.3 มม. ซ้าย–ขวา) ให้เสียงเงียบสงัดความเพี้ยนต่ำสุด         สำหรับช่องต่อสัญญาณขาออก แบบ Balanced XLR, RCA, Coaxial, Optical, USB Audio และ Subwoofer มี HDMI eARC ที่จะส่งผ่านสัญญาณภาพและเสียงสำหรับผ่านทีวีแบบ Hi‑Res ด้วยสาย HDMI เพียงเส้นเดียวอย่างง่ายดาย        ช่องรับอินพุตมีหลากหลาย RCA, Optical, USB‑C (สำหรับ PC/audio), Bluetooth 5.2 (aptX Adaptive สองทาง)        แน่นอนว่าสำหรับแพลตฟอร์ม BluOS‑centric พร้อม Multi‑room ที่ใช้งานได้คล่องตัวต่อเนื่องราบรื่นมากๆ มันเป็นเอกลักษณ์ของบลูซาวด์ ให้การสตรีมผ่านแอพ BluOS (iOS, Android, Windows, macOS) รองรับ AirPlay 2, Spotify Connect, Tidal Connect, Roon Ready รวมถึงระบบควบคุมอัตโนมัติอย่าง Crestron, Control4 ฯลฯ  สามารถสร้างระบบ Multi‑room กับลำโพงและอุปกรณ์ BluOS อื่นๆ ได้ง่าย        ***รองรับ Dirac Live เพื่อแก้ไขสภาพ Acoustic ในห้อง ซึ่งสามารถอัปเกรดได้โดยตรงจาก Dirac ซึ่งแอปของ Dirac ช่วยวัดและปรับปรุงอะคูสติกของห้อง โดยปรับปรุงและขจัดคลื่นสแตนด์ดิ้งเวฟ เสียงสะท้อน และความผิดเพี้ยนต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงที่แม่นยำเหมือนต้นฉบับ มีโทนัลบาลานซ์ และรายละเอียดครบถ้วนสำหรับเพลงและภาพยนตร์      (ชุดคาลิเบรชันที่จะมาพร้อมไมโครโฟนความไวสูง ที่ใช้สำหรับการปรับแต่งนี้ คุณสามารถซื้อเพิ่มเติมจากทาง Bluesound)     จุดเด่นคือ ให้เสียงคุณภาพสูง ค่าไดนามิกที่กว้างขวาง รองรับไฟล์ Hi‑res แบบเต็มทุกรูปแบบ เชื่อมต่อครบครัน ทั้งดิจิตอล & อนาล็อก มีหน้าจอดิสเพลย์ขนาดใหญ่ ปุ่มควบคุมพร้อมระบบ Preset และ Proximity sensor รองรับฟีเจอร์ขั้นสูงอย่าง Dirac Live, Roon Ready, Multi-room ขนาดเครื่อง 8.7 × 3.3 × 7.6 นิ้ว ราคา 49,500.- บาท     อย่างไรก็ตาม BLUESOUND ในซีรีส์ NODE ทั้งสามรุ่นนี้ มือใหม่ควรทราบว่า เป็น Streamer + DAC เท่านั้น ไม่มีแอมป์ในตัว ต้องใช้อุปกรณ์ขยายเสียงเพิ่มเติม  คือถ้าจะสรุปกันอย่างง่ายๆ สำหรับคนที่มองสตรีมเมอร์บลูซาวด์เอาไว้ ให้พิจารณาจากงบประมาณและความต้องการ เช่นมีงบจำกัด เน้นคุณภาพเสียงดี ไม่เน้นฟีเจอร์ เลือก NODE NANO           มีงบประมาณปานกลาง ต้องการฟังก์ชั่นครบ อาทิ HDMI eARC, Dirac, แอมป์หูฟัง แนะนำรุ่น NODE     ส่วนท่านที่ต้องการคุณภาพเสียงระดับสูงสุด การเชื่อมต่อครบแบบมืออาชีพ และยินดีจ่ายเพื่อบรรลุจุดสูงสุดก็คงต้อง NODE  ICON ครับ     Preview เนื่องจากผลิตภัณฑ์สตรีมเมอร์ BLUESOUND ทั้งสามโมเดล คือ NODE ICON / NODE / NODE NANO นั้น มีบททดสอบ รีวิวออกมาอย่างมากมายของรีวิวเวอร์ ในช่วงระยะเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึงทั้งสำนักต่างประเทศด้วย ต่างก็ให้ความชื่นชม รวมทั้งกวาดรางวัลจากสถาบันต่างๆ ในระดับโลก       โดยเฉพาะ NODE ICON ที่ปรับรูปโฉมใหม่ทั้งหมด ได้รับทั้งรางวัล CES  Innovation Award และ AV Forums Award-Best in Class       บทรีวิว การแสดงความคิดเห็นจากสื่อต่างๆ ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความชื่นชม กล่าวถึงคุณภาพการใช้งานกันแทบจะทุกซอกทุกมุม ที่ทุกคนคงจะค้นหาอ่านได้ นั่นสิ... แล้วผมจะนำเสนอในแง่มุมไหนดี?        ดังนั้นขอเน้นไปที่การทดสอบใช้งาน “ด้านคุณภาพเสียง” ในทรรศนะของผมที่ได้ใช้งานทั้งสามโมเดลนี้อยู่ถึงสองสัปดาห์เต็มนะครับ        เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผมรื่นรมย์ เพลิดเพลินในบทเพลงจาก Streaming หลักๆ ของสำนัก TIDAL Spotify และวิทยุอินเตอร์เน็ต เพราะในชีวิตประจำวัน ผมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ วิธีเชื่อมต่อก็ถือว่าง่ายดายมากๆ อีกทั้งคุณสมบัติอีกมากมาย ทั้งระบบมัลติรูมและอื่นๆ ท่านคงสามารถพิจารณาในสื่อต่างๆ ในโซเชียลได้เลยครับ               การรีวิวจะขอเน้นไปที่รุ่นท็อป คือ NODE ICON ที่มีระบบการใช้งานสมบูรณ์แบบที่สุด รองลงไปคือ NODE และ NODE NANO ที่ให้คุณค่าเต็มประสิทธิภาพในวงเงินอันคุ้มค่า       บอกตรงๆ ว่า ดีไซน์ทั้งสามรุ่นนี้ กะทัดรัด สวยงามมาก โดยเฉพาะ NODE ICON ที่มีจอดิสเพลย์ ส่วนทรงแบนของ NODE ซึ่งก็ดูคลาสสิกคุ้นเคย และความจิ๋ว NODE NANO ที่ทำให้ผมต้องทึ่งว่ามันเล็กจิ๋วขนาดนี้แต่ประสิทธิภาพสูงสุดขีดเลย       ในการเชื่อมระบบทำได้ทั้ง Wi-Fi และเชื่อม Ethenet กับสาย LAN     กรณีของ Wi-Fi นั้น สามารถเช็คระดับความแรงของสัญญาณเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงดีที่สุดได้ จากแอปพลิเคชัน        ที่บ้านผมสปีดเน็ตนับว่าเหลือพอ 1000/700 Mbps แม้จะส่งแบบไร้สายทาง Wi-Fi สปีดก็จะลดลงมาแค่เล็กน้อย ดังนั้นในการฟังเพลงจาก Streamer ข้อแนะนำดีที่สุดคือการใช้สาย LAN จะได้ความชัดเจน และรายละเอียดของเสียงครบถ้วน ส่งข้อมูลอย่างราบรื่นต่อเนื่อง (ถ้าความแรงของWi-Fi น้อยเกินไป อาจจะได้คุณภาพต่ำลงครับ)      แรกสุดให้โหลดแอพ BlueOS ใน App Store มาใช้งาน เพื่อความสะดวกนะครับ ของผมใช้ Iphone 15 Pro Max เป็นศูนย์กลางของการสั่งงาน ซึ่งเอื้อต่อการซิ้งค์ระบบกันของแอปผู้ให้บริการเพลงสตรีมมิ่งได้ในทันที        ขอบอกว่า แอป BlueOS จัดเป็นแอปที่ดีที่สุดแอปหนึ่ง มีระบบปฏิบัติการที่ทำให้ใช้งานง่าย สะดวก เชื่อมต่อทันทีทันใด ไม่ค่อยเจอบั๊ก หรือไม่เคยเจออาการสะดุดเลยครับ ขนาดปิดเครื่อง ถอดสายไฟออกจาก NODE, NODE ICON หรือ NODE NANO พอต่อกลับอีกครั้ง ทุกอย่างจะวิ่งตรงเชื่อมประสานกับแอปในทันที ไม่วุ่นวายยุ่งยากอะไรทั้งสิ้น ปัจจุบันแอปพัฒนามาถึงเวอร์ชั่น 4.0 นับว่าเพียบพร้อม เสถียรมาก ส่งผลให้ BLUESOUND ทุกเครื่องทำงานได้ดีเยี่ยม     แต่ส่วนตัว ผมชอบมากตรงดิสเพลย์ของรุ่น NODE ICON เป็นที่สุดเลยครับ ดูปกอัลบั้มได้เต็มตา สวยงามชัดเจน ดีไซน์ได้เจิดจรัสจริงๆ มีจุดตำแหน่งระบบสัมผัสให้คอนโทรลที่ตัวเครื่อง ได้เสมือนหนึ่งเป็นเครื่องเล่นแหล่งโปรแกรมทั่วไปที่เราคุ้นเคย ทั้งระบบพรีเซ็ต เลือกเล่นเพลง เดินหน้า ถอยหลัง ปรับค่าโวลุ่มให้เหมาะสม และมีที่เสียบหูฟังที่ด้านหน้า (ยกเว้น NODE NANO จะไม่มีช่องหูฟังครับ)     ส่วน NODE และ NODE NANO เราต้องดูรายละเอียด ภาพปก และข้อมูลบนมือถือ หรือแพด แทนครับ        สรุปแล้วการใช้งานทั่วไป ก็เหมือนผมใช้เครื่องเล่นซีดี หรือจูนเนอร์นี่แหละ คนเพิ่งเริ่มต้นเล่นเครื่องสตรีมเมอร์ ไม่ต้องกลัวความยุ่งยาก เพราะ BLUESOUND ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาด้านเทคนิคอะไร สามารถเซ็ตด้วยตัวเอง ก็สะดวกมากๆ รู้แค่พื้นฐานการใช้แอป สมัครเป็นสมาชิกบริการสตรีมมิ่งที่ท่านชอบ แค่นี้ก็สั่งงานและฟังเพลงเพราะๆ ได้แล้ว (หรือติดขัดตรงไหน ยกหูถามทาง Conice ได้เลย)       เพลงในระดับรายละเอียดสูง ส่งผ่านแม่นยำฉับไว แบบว่าต้องตั้งสติดีๆ ว่า เพลงนับจำนวนล้านๆเพลงบนโลกใบนี้ จะโฟกัสไปที่ไหนดี       ไม่ใช่แค่ฟังเพื่อความบันเทิง แต่อยากจะหาข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของเพลงก็สะดวกเหลือใจครับ     สำหรับการเชื่อมระบบกับผู้ให้บริการ ง่ายดายมากครับ ผมเน้นที่ Tidal Spotify ส่วน Qobus ซึ่งต้องเรียนว่า ตามปกติการสมัครสมาชิก จะต้องมีวิธีที่เลี้ยวลดนิดนึง ดังนั้นก็ศึกษาได้จากกลุ่มนักเล่นไฟล์เพลงสตรีมเมอร์ในเฟซบุ๊กได้เลย        ในยามว่าง บางอารมณ์ อยากฟังเพลงไปเรื่อยๆ ทั้งวัน แบบแบ็คกราวนด์มิวสิค ก็ไปที่อินเตอร์เน็ตเรดิโอครับ คือแบบว่าเลือกกันแทบไม่ไหวจริงๆ แต่ด้วยความเคยชิน ก็จะไปหยุดอยู่ที่ BBC 2 และ BBC World Service ครับ สถานีเพลงของ BBC 2 มีเพลงป็อปหลากหลายที่น่าฟัง อีกทั้งคุณภาพเสียงบอกได้เลยว่า เพลงส่วนใหญ่ให้รายละเอียดและคุณภาพเสียงเหนือแผ่นซีดีไปแล้วอย่างสิ้นเชิงด้วยซ้ำไป     ต้องขออภัยด้วยว่าในบางฟังก์ชั่นผมไม่ได้มีเวลาทดสอบ อาทิการต่อช่อง Subwoofer การเชื่อมต่อ Roon การเพิ่มระบบเซ็ตค่าอคูสติค Dirac Live แค่จะเน้นการฟังเพลงจากระบบสตรีมมิ่งล้วนๆ เพราะนี่คือหมุดหมายหลักของนักเล่น         ทีนี้มาสรุปกันตรงคุณภาพเสียง ที่ผมอยากจะบอกว่าชื่นชอบ BLUESOUND ทั้งสามเครื่องครับ เพราะคุณภาพเสียงที่ได้นั้นเกินราคาค่าตัวทุกรุ่นเลยก็ว่าได้นะครับ      แต่ที่ทำให้ใจฟูมากๆ และคุณภาพเสียงที่เป็นคู่แข่งของสตรีมเมอร์ราคาแสนให้หนาวๆ ร้อนๆ ได้ คือ NODE ICON ครับ น้ำเสียงดีมาก ทั้งรายละเอียดที่แจกแจงดนตรี ให้มีมิติเสียงสุดยอดจริงๆ อาจจะเพราะการดับเบิ้ลชิป ES9039Q2M เข้าไปถึงสองตัว ทำงานถอดรหัสแยกซ้ายขวา ทั้งๆ ที่ชิปเดี่ยวๆ ตัวเดียว ก็ถอดรหัสในระบบสเตอริโอได้อย่างครบถ้วนอยู่แล้ว       นี่ก็เหมือนเราเล่นแอมป์ โมโนบล็อก 2 ตัว แยกอิสระไปเลย คุณภาพเสียงยิ่งถูกยกระดับขึ้นมาอย่างมากมาย ทิ้งห่างรุ่น NODE และ NODE NANO ชนิดฟังออกได้ทันที โดยเฉพาะความสามารถสนองตอบ MQA ที่สัมผัสได้จาก Tidal      แต่ก็นั่นแหละ เสียงของ NODE และ NODE NANO ก็ไม่ธรรมดานัก เรียกว่าทุกรายละเอียดเสียง คุ้มราคาค่าตัวของเขาจริงๆ ครับ      ตระกูลสตรีมเมอร์ NODE ชุดนี้ บุคลิกที่ละเอียดใสโปร่ง อ่อนหวานละเมียดละไม ความเปิดกังวานฮาร์โมนิคสวยๆ ครบถ้วน ผมฟังจากนักร้องคนโปรด อย่าง Amanda Mc Broom - Janis Ian - Linda Ronstadt - Jennifer Warns ทั้งหมดนี้ ได้ความสะอาดของพื้นเสียงเหนือกว่าสตรีมเมอร์ธรรมดาๆ อย่างมาก       โดยเฉพาะ NODE ICON ความสงัดของช่วงเสียงแผ่วเบา ช่างสุดขั้วจริงๆ ไม่เชื่อต้องลองฟัง อัลบั้ม Alice Sara Ott : John Field complete Nocturnes มันเป็นอะไรที่เข้าถึงแก่นใจกลางที่พริ้วไสวของมือเปียโนระดับโลกโดยแท้     และช่วงทดสอบไดนามิคเร็นจ์ ส่วนใหญ่จะใช้เพลงของค่ายเทลาร์ค อาทิ Round Up ถือได้ว่า สนองตอบคุณภาพเพลง คุณภาพการบันทึกได้เต็มเร้นจ์เสียงจริงๆ       จุดเด่นของคุณภาพเสียง ของ BLUESOUND ทั้งสามโมเดล ที่สลับใช้งานกันนี้ ทั้ง NODE ICON, NODE, NODE NANO ผมประทับใจเรื่องความแฟลตสะอาดของเสียง และค่าไดนามิกของเสียงดีเยี่ยมกับเพลงทุกประเภท ยิ่งการฟังด้วยเพลงซึ่งบรรเลงโดย วงออร์เคสตราขนาดใหญ่ จะต้องอุทานอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว แม้แต่ตัวจิ๋วอย่าง NODE NANO นั่นละครับ        สรุปสุดท้ายนี้คือ เครื่องสตรีมเมอร์ที่โดดเด่นที่สุดแห่งยุค สามารถนำไปใช้กับแอมปลิไฟล์ทั่วไปของนักเล่นเครื่องเสียงได้อย่างลงตัวยอดเยี่ยม     รุ่นเล็กอย่าง NODE NANO เพียงแค่นำไปต่อกับลำโพงแอคทีฟ คุณก็อาจจะรู้สึกฟินเพลิดเพลินไปในโลกของเสียงเพลงอย่างไม่รู้ลืม    หรือรุ่นกลาง NODE ที่เพิ่มคุณค่าทั้งช่องต่อ และรายละเอียดฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ เพิ่มขึ้นมา เหมาะกับการใช้กับเครื่องเสียงในระดับมิดเอ็นด์ได้อย่างลงตัว     และรุ่นท็อป NODE ICON เหมือนจะเป็นบทสรุปว่า เป็นการก้าวกระโดดของ BLUESOUND ที่ขึ้นมาถึงบันไดไฮเอ็นด์ของสตรีมเมอร์อย่างไม่เกรงกลัวใคร    ข้อแนะนำเพิ่มเติมก็คือ ถ้าแอมปลิไฟร์ของคุณเป็นระบบช่องต่อ XLR บาลานซ์แท้  โปรดเชื่อมต่อ NODE ICON ทางช่องนี้ครับ คุณจะสัมผัสคุณภาพเสียงดนตรีช่วงแผ่วเบามากๆ ได้ลึกล้ำน่าตกใจเลยทีเดียวขอบอก      BLUESOUND ได้นำเสนอทางเลือกสามระดับราคา จาก NODE ICON / NODE / NODE NANOทั้งสามพี่น้อง ก็คือกองทัพ Streamer ที่คุ้มค่ายิ่งกว่าใครในทุกระดับเร้นจ์ราคาครับ รับรองว่าปีนี้ คู่แข่งสะท้านสะเทือนเป็นแน่ครับ!!! สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: conice@conice.co.th  Reference: - Hattor Audio Ultimate Passive Preamplifier (Balanced) - Hattor Audio Ultimate Mono Power Amplifier (Balanced) - NAD C3050 Integrated Amplifier  - Rogers LS3/5A Diamond Jubilee - Harbeth Monitor 30.2 Anniversary  

J.Sikora INITIAL LINE & KV12 ความกระจ่าง เปิดโปร่ง ทรงพลัง ของอนาล็อกออดิโอ

J.Sikora INITIAL LINE & KV12 ความกระจ่าง เปิดโปร่ง ทรงพลัง ของอนาล็อกออดิโอ ผมเล่นเครื่องเสียงมาเกินห้าสิบปี บนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในโลกของออดิโอไฟล์ พบว่าจากยุคสู่ยุค ไม่ว่าจะเป็นอนาล็อกหรือดิจิตอล ล้วนมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวในการเอาชนะอุปสรรคขวางกั้น นั่นคือความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยนเป็นหลัก โดยเฉพาะฝั่งเครื่องเล่นแผ่นเสียงซึ่งมีความละเอียดอ่อนทั้งการเบี่ยงเบนเกี่ยวกับ Noise และ Vibration ที่จะมีต่อการแปลผลจากร่องแผ่นเสียง ไปสู่การชดเชยด้วยเคิร์ฟ RIAA และการขยายเสียงที่เที่ยงตรง และสมดุลในที่สุด        แต่ละเทคโนโลยี เทคนิค ระบบและวิธีการที่ผู้ผลิตจะคืนค่าเสียงที่แม่นยำให้กลับมา อาจแตกต่างกันไป  แต่จุดมุ่งหมายเดียวกัน นั้นคือ “ในขั้นตอนการเพลย์แบ็ค ต้องเก็บทุกรายละเอียดที่บันทึกเอาไว้ในแผ่น ให้คืนกลับมาอย่างครบถ้วน”        เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ผ่านการพัฒนามาอย่างยาวนานหลายทศวรรษนั้น ในปัจจุบันเป็นรูปแบบซึ่งค่อนข้างจะลงตัว มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ ระดับพันบาท ไปจนถึงระดับหลายล้านบาท ส่วนเครื่องเล่นแผ่นเสียงหรือเทิร์นเทเบิลที่ผมเคยได้ฟัง มีราคาสูงสุดเกินห้าล้านบาท ถือว่าเร้นจ์ของราคาและคุณภาพเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั้นกว้างมากๆ        J.Sikora เป็นผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียง และโทนอาร์มคุณภาพระดับไฮเอ็นด์จากโปแลนด์ ที่กำลังได้รับการยอมรับ มีความนิยมแพร่หลายในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว ด้วยความยอดเยี่ยมด้านวิศวกรรมในเชิงกลศาสตร์ ประดิษฐกรรมที่เต็มไปด้วยรายละเอียดทุกขั้นตอน โดยคุณ Janusz Sikora ซึ่งเป็นคนรักเครื่องเสียงเป็นชีวิตจิตใจ เป็นผู้ก่อตั้ง โดยอาชีหลักพื้นฐานของเขาก่อนหน้านั้นคือผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์โลหะของโปแลนด์ ต่อมาได้เริ่มต้นผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงและโทนอาร์ม มาตั้งแต่ปี 2007  ในปัจจุบัน Robert Sikora บุตรชายของเขาเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ เข้ามาดูแลรับผิดชอบหน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์       การดีไซน์ งานด้านโลหะ การขึ้นรูปแบบทุกชิ้นส่วน ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง ก็ยังผลิตขึ้นเองในโรงงานประเทศโปแลนด์ทั้งสิ้น     J.Sikora มีผลิตภัณฑ์เครื่องเล่นแผ่นเสียง ในไลน์ผลิตคือ - INITIAL LINE  - INITIAL MAX LINE - INITIAL MAX WHITE - STANDARD LINE - STANDARD MAX LINE - STANDARD MAX WHITE - STANDARD MAX SUPREME - REFERENCE LINE       ในทุกซีรีส์ สามารถเพิ่มเติมออพชั่น เข้าไปได้ตามความต้องการ หรือความเหมาะสมของผู้เล่น เพราะในแต่ละไลน์สินค้า สามารถเติมออพชั่นเพิ่มศักยภาพได้อย่างสุดทางเลยทีเดียว        สำหรับเครื่อง J.Sikora ที่ผมได้นำมาทดสอบนั้น จะเป็นรุ่น INITIAL LINE ซึ่งมีการเพิ่มออพชั่น ที่จะเปลี่ยนภาคจ่ายไฟแบบ Adaptor เป็น Linear Power Supply และมี Glass Fiber Mat หนา 6mm. กับ Clamp ทับแผ่นขนาด 1.5kg มาให้ด้วย     ในส่วนของลิเนียร์เพาเวอร์ซัพพลาย (พร้อมเพาเวอร์ซัพพลายแยกส่วน) เป็นระบบควบคุมรอบหมุน ที่มีปุ่มเลือกค่าสปีด 33 และ 45 RPM พร้อมจอแสดงผล Display และยังสามารถปรับสปีดความช้า - เร็ว (+, -) ถ้าต้องการ  แต่ด้วยกระบวนการของระบบที่ออกแบบมาดีเยี่ยม  ในขั้นตอนการทดสอบ ผมพบว่าตัวเครื่องจะควบคุมรอบหมุนแม่นยำที่สุดอยู่แล้ว จึงแทบไม่มีความจำเป็นต้องปรับค่าบวก ลบ ใดๆ     ลักษณะโครงสร้างหลัก J.Sikora INITIAL LINE นี่คือการออกแบบที่เน้นคุณภาพอย่างไร้การประนีประนอม ด้วยการเลือกสรรค์วัสดุและองค์ประกอบต่างๆ นำขึ้นมาผลิตในโรงงาน รุ่น INITIAL LINE แม้จะไม่อลังการเท่ารุ่น STANDARD หรือ REFERENCE แต่ก็ไม่ถือว่า มันคือรุ่น “ประหยัด” เพราะองค์ประกอบต่างๆ นั้น เข้าขั้นไฮเอนด์ทั้งสิ้น         ด้วยรูปแบบ Non-Suspended Mass-Loader คือระบบที่ไร้ซัสเพนชั่นแขวนลอย โดยตัวฐานใช้แผ่นอะลูมิเนียมขนาดหนาที่สามารถลดการสั่นสะเทือนได้เยี่ยมยอด พร้อมด้วยมอเตอร์คุณภาพสูงเพียงหนึ่งตัว ที่มีคุณสมบัติด้านความเงียบอย่างที่สุด มีแรงฉุดอันทรงพลังว่องไว ตั้งแต่เริ่มสตาร์ทจนถึงหยุดนิ่งอย่างเงียบกริบ        โครงสร้างแท่นอลูมินั่มโลหะ หนาประมาณ 3 เซนติเมตร จะมีการคว้านเป็นช่อง ตามการออกแบบซึ่งคำนวณการลดแรงเหวี่ยง พร้อมโครงสร้างช่วงกลาง เป็นแท่นทรงกระบอกรับแพลตเตอร์หรือแมตต์ อย่างลงตัว      ซึ่งแพลตเตอร์นี้ มีองค์ประกอบร่วมกันหลายวัสดุ โดยทาง J.Sikora ใช้วัสดุหลักที่ต่างออกไปจากแพลตเตอร์โลหะทั่วไป เรียกว่า Delrin         เดลริน เป็นเทอร์โมพลาสติกทางวิศวกรรมที่มีแรงเสียดทานต่ำ แต่มีความแกร่งสูง ให้ความเสถียรของมิติที่ยอดเยี่ยม เหมาะกับการสร้างชิ้นส่วนที่มีความแม่นยำสูง คุณสมบัติของวัสดุมีความน่าประทับใจ เช่น มีช่วงอุณหภูมิการทำงานที่กว้าง -40 ถึง 120 องศาเซลเซียส เลยทีเดียว  องค์ประกอบเหนือจากแพลตเตอร์แบบวัสดุเดลริน ก็จะเป็นชั้นของแผ่นกระจก ที่มีแผ่นอลูมิเนียมวางที่ใจกลาง ทั้งหมดนี้อยู่บนตลับลูกปืนเซรามิกแบบกลับด้าน โดยรวมตัวโครงของแพลตเตอร์ทั้งหมดจะทำจากอะลูมิเนียม, สแตนเลส และบรอนซ์ ที่ประกอบเข้าด้วยกัน ระบบขับหมุนของแพลตเตอร์ จะใช้สายพานวง 2 เส้น ที่มีลักษณะของเส้นเป็นสี่เหลี่ยมสำหรับกว้านด้วยมอเตอร์ ในขณะที่ส่วนรองรับแท่นด้านล่างสุดคือ ทิปโทเดือยแหลมพร้อมจานรอง 3 มุม      จากองค์ประกอบรุ่นเริ่มต้นของ J.Sikora INITIAL LINE ผมว่ามันเหนือกว่ารุ่น Top ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยทั่วไปอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ        โทนอาร์มที่นำมาใช้คู่กัน ทาง Audio House Thailand ได้ติดตั้งโทนอาร์ม KV12 มาให้ครับ        โทนอาร์ม KV12 มีความน่าสนใจคือ เป็นผลงานการออกแบบและผลิตของ J.Sikora เอง เพราะ แต่เดิมมาทาง J.Sikora ก็มักจะแนะนำ หรือเรคคอมเมนด์ให้ใช้ อาร์มของ Kuzma คู่กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงของเขา        KV12 เป็นโทนอาร์มดีไซน์ของ J.Sikora ที่มีลักษณะเป็น ท่อกลวง ทรงกระบอกเรียวยาว ผลิตจาก Kevlar มีความโดดเด่นตรงความแกร่งสูง และน้ำหนักเบาเพียง 13 กรัม ซึ่งจะมีผลต่อการก้องสะท้อนในตัวเอง (กำทอน) หรือเรโซแนนซ์ (Resonance) ที่ต่ำมากๆ       KV12 ตอบโจทย์ความต้องการอาร์มที่เบาและแกร่ง เป็นโทนอาร์มประเภทใช้เทคนิคแบบ จุดหมุนเดียว (Uni-Pivot) ขนาดความยาว 12 นิ้ว มี Oil-Dampened ในตัว      เฮดเชลล์ หรือตัวยึดหัวเข็มเล่นแผ่นเสียงช่วงปลายของโทนอาร์ม เป็นแผ่นโลหะแบน มีร่องยาว (Elongated Slots) ให้ความสะดวกต่อการเลื่อนหัวเข็มได้ขณะตั้งค่าแรงกด หรือมุมต่างๆ ที่จำเป็น มีการเดินสายภายในท่ออาร์มด้วยสายที่มีตัวนำวัสดุแบบเงินเคลือบทอง ผลิตมาพอดีจากปลายด้านหนึ่งไปสุดที่อีกด้านหนึ่งของอาร์ม KV12 ที่ RCA เอาต์พุต  ซึ่งตรงนี้ เราสามารถสั่งพิเศษเป็นแบบ XLR ได้ หรือเพิ่มออพชั่น เปลี่ยนเป็นหัว Din เพื่อเชื่อมต่อสาย Phono Cable แบรนด์อื่นๆ      โทนอาร์มประกอบด้วย Counterweights หรือตัวตุ้มถ่วงน้ำหนักแรงกดของหัวเข็ม ซึ่งจะมีสองชิ้น สำหรับปรับจูนน้ำหนักแรงกดปลายเข็ม ปรับ VTF และ Azimuth ให้ได้ความถูกต้องแม่นยำ รวมถึงปรับแรงต้านการหนีศูนย์กลาง หรือ Anti-Skating ด้วยเส้นใย (Thread)      KV12 จัดเป็นเป็นโทนอาร์มแบบมวลต่ำ (Low Mass) ที่มีเทคนิคอันยอดเยี่ยม รวมทั้งรูปทรงและสีสันเหลืองอ่อนที่สะดุดตามาก และจะมีให้เลือกทั้งแบบ VTA และ Non VTA (ซึ่งตัวที่ผมได้นำมาทดสอบนี้จะเป็นรุ่น Non VTA)     โดยรวมคือ ผมได้ทำการทดสอบเครื่องเล่นแผ่นเสียง J.Sikora INITIAL LINE & KV12 (Non VTA) ที่มีราคา 610,000.- บาท สำหรับการติดตั้งหัวเข็ม ทาง Audio House Thailand ได้ติดตั้งหัวเข็ม MC ของ HANA Umami Blue (ราคา 100,000.- บาท) ดังนั้นราคาเบ็ดเสร็จของชุดเทิร์นเทเบิล พร้อมหัวเข็ม J.Sikora INITIAL LINE & KV12 เท่ากับ 710,000.- บาท ท่านที่ติดตามรายการทางเพจ วิจิตร บุญชู คงได้ฟังเสียงของเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นนี้ไปแล้วในLIVE เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยฟังผ่าน ปรีโฟโน ของ MoonRiver Model 505 (ราคาระดับ190,000.- บาท) และชุดภาคขยายจากประเทศโปแลนด์ คือ Hattor Audio Ultimate Passive Pre - Amplifier + Hattor Audio Ultimate Mono Power Amplifier     อย่างไรก็ตามขอขอบคุณ คุณมนตรี แห่ง Audio House Thailand ที่ได้มาช่วย Setup ตั้งค่าต่างๆ ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงชุดนี้ อย่างถูกต้องโดยละเอียด เพื่อให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ     ผลการทดสอบ  ผมอยากจะเรียนว่าผลลัพธ์จากการทดสอบใช้งานจริงในเทิร์นเทเบิล J.Sikora INITIAL LINE & KV12 นอกจากผมจะได้สัมผัสกับรูปทรงที่ประณีตละเอียดย่างน่าทึ่งในทุกมุมมองแล้ว  เทิร์นเทเบิลในเวอร์ชั่นพิเศษชุดนี้  ยังมีเอกลักษณ์พิเศษคือ มาพร้อม Clamp ตัวทับแผ่นเสียงของเขาเอง   ในระหว่างการทดลองใช้ กับไม่ใช้ Clamp ขอบอกว่ามีผลต่างด้านน้ำหนักเสียง และรายละเอียดเสียงอย่างมากเลยทีเดียว จึงไม่ควรปลดตัวทับแผ่นออกอย่างเด็ดขาด       ผมชื่นชอบเป็นพิเศษตรงเริ่มเล่น ก็เร้าใจแล้วละครับ เพราะเมื่อ Start มอเตอร์ คือก่อนที่จะวางหัวเข็มลงบนร่องแผ่นเสียง กับการกดปุ่ม Stop หยุดการทำงาน มอเตอร์จะสนองตอบการทำงาน และหยุดการทำงานอย่างฉับไวนิ่งสนิท ในแบบที่เรียกว่า ใจสั่งมาเลยทีเดียว     บอกตรงๆ นะ ไม่เคยเจอในเครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวอื่น ที่จะสตาร์ท - สต็อปแบบฉับพลันทันทีได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้       ถัดมาคือลักษณะพิเศษสุดของเครื่องเล่นแผ่นเสียง J.Sikora INITIAL LINE พร้อมโทนอาร์ม KV12 เราจะพบว่าการทำงานของระบบกลไกขับหมุน และโทนอาร์ม รวมถึงวิถีของปลายเข็มที่สามารถเกาะลงไปในร่องของแผ่นเสียงนั้น นับว่าเกาะติด แบนสนิท ลึกล้ำ ราบรื่น เก็บเอาทุกรายละเอียดมาให้เราได้ยินอย่างชนิดที่คุณจะไม่เคยได้ยินรายละเอียดระดับนี้ ที่ไหนมาก่อน      แสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่สมบูรณ์แบบ ทำให้เราได้สัมผัสเสียงในแบบอนาล็อกอันราบรื่น อิ่มอุ่นละมุนละไม เข้าถึงย่านความถี่ช่วงปลายแหลมที่ระยิบระยับครบถ้วนจริงๆ เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงไม่กี่เครื่อง ที่จะสามารถชี้เฉพาะเจาะจงไปได้ว่าสตูดิโอบันทึกเสียงดนตรีมาให้คุณได้ฟังลึกล้ำ ครบถ้วน หรือโอ่อ่าโอฬาร มีไดนามิคเร้นจ์กว้างขวางขนาดไหน ความสามารถของซาวนด์อินจิเนียร์ จะถูกเปิดเผยให้ได้รับทราบ ว่าแต่ละสตูดิโอทำเพลงมาอย่างไร        ดังที่กล่าวไว้เบื้องต้นก็คือ J.Sikora INITIAL LINE พร้อมโทนอาร์ม KV12 ให้ความเที่ยงตรงแม่นยำ การเกาะร่องแผ่นเสียงได้อย่างแนบสนิท และความสามารถนี้เองที่จะถ่ายทอดทุกรายละเอียดเสียงที่เราได้ยินอย่างเป็นธรรมชาติครบถ้วน โดยไม่มีอะไรที่ปิดบังหลงเหลืออีกต่อไป        สิ่งที่น่าแปลกอีกประการหนึ่ง นั่นคือ แผ่นเสียงรุ่นเก่าๆ ที่ผมเก็บไว้ในกรุมานาน แต่เดิมมักจะเกิดสแตติค (Static electricity) รบกวน หรือการสแคร็ชจากร่องรอยขีดข่วนของแผ่นเสียงดังกล่าวออกมาค่อนข้างมาก แต่เมื่อนำมาเล่นกับ J.Sikora INITIAL LINE + KV12 กลับปรากฏว่าเสียงราบรื่น และมีเสียงรบกวนจากร่องแผ่นที่น้อยลงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ อันนี้ต้องบอกตรงๆ นะครับว่า ผมทึ่งมากกับเรื่องดังกล่าว “เสียงอนาล็อกที่ไหลหลากพรั่งพรูดั่งสายน้ำ” อยากให้ความจำกัดความแบบนี้เลยครับ สำหรับความดีงามของ J.Sikora นำเสนอ ถ่ายทอดเสียงดนตรีที่ให้ทั้งความสวยงาม เปิดเผย เสียงร้องแม่นยำ ไดนามิคกว้างในทุกๆ รายละเอียด ฟังแล้ว ติดใจปลายเสียงที่ชุ่มฉ่ำจริงๆ        J.Sikora INITIAL LINE คือความประทับใจสูงสุด สำหรับในรอบหลายปีที่ผมเล่นระบบเทิร์นเทเบิลมา โดยส่วนตัวเคยได้เล่นได้ฟังเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีระดับราคาห้าถึงหกล้านบาทมาแล้วหลายครั้งก็จริง....      แต่กับ J.Sikora INITIAL LINE ราคาหย่อนๆ เจ็ดแสนชุดนี้ กลับทำให้ผมประทับใจได้มากกว่า เพราะเหตุผลเรื่องความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดอย่างแม่นยำเที่ยงตรง เต็มไปด้วยรายละเอียดลึกล้ำ ที่ไม่ด้อยไปกว่าเทิร์นเทเบิลไฮเอ็นด์ชุดใด คือถ้าวัดกันด้วยคุณภาพเนื้อๆ J.Sikora มีเสน่ห์อย่างร้ายกาจมากทีเดียว    บทสรุป J.Sikora INITIAL LINE & KV12 คือคำอธิบายความจริง ของคำว่า “เสียงอนาล็อก ที่ราบรื่น กระจ่าง เปิดโปร่ง ทรงพลัง สวยงาม ต้องเป็นเช่นนี้ นี่เอง” สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือนัดทดลองฟังได้ที่ Audio House Thailand  โทร. 094-461-4152  

HEGEL H400 อินทีเกรเต็ดสตรีมมิ่งไฮเอนด์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2025

HEGEL H400 อินทีเกรเต็ดสตรีมมิ่งไฮเอนด์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2025        ผลิตภัณฑ์จากนอรเวย์ แบรนด์ HEGEL ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1988 ที่มหาวิทยาลัยเทคนิคในเมืองทรอนด์เฮม ประเทศนอร์เวย์ ปัจจุบัน HEGEL เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในตลาดเครื่องเสียงไฮไฟระดับสูง         ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจำหน่าย ได้แก่ อินทีเกรเต็ดแอมป์  ปรีแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ รวมถึง DAC ที่ล้ำสมัยที่สุด โดยมีตัวแทนและผลิตภัณฑ์ของบริษัท HEGEL จำหน่ายทั่วโลก ได้รับรางวัลและบทวิจารณ์ที่ดีจากสื่อต่างๆ เป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองอย่างมากมาย      H400 เป็นอินทีเกรเต็ดแอมปลิไฟร์ที่มีภาคขยาย Class AB ซึ่งให้พลังงานล้นเหลือ 250 วัตต์ 8 โอห์ม และมีความสามารถขับโหลดที่เสถียรจนถึง 2 โอห์ม ด้วยความน่าทึ่งนี้ H400 จึงมีสมรรถนะในการควบคุมลําโพง ทั้งแม่นยําและค่าไดนามิกเร้นจ์อย่างสุดยอด        ด้วยโครงสร้างโมโนบล็อกคู่บนแท่นเดียวกันของ H400 และวงจรเแบบสมมาตร ทําให้มั่นใจได้ถึงคุณภาพการแยกแยะทุกรายละเอียดเสียงที่เหนือกว่าแอมปลิไฟร์ธรรมดาทั่วๆ ไป     ในขณะที่เทคโนโลยี SoundEngine 2 ของ HEGEL ให้การแก้ไขความผิดเพี้ยนได้อย่างฉับพลันทันทีระหว่างการขยายสัญญาณ ส่งผลให้ได้มาซึ่งเสียงที่เต็มไปด้วยละเอียดและฉับไว มอบทั้งพลังหนักแน่น รายละเอียดเสียงที่ละเมียดละไม และความเที่ยงตรงระดับมอนิเตอร์ในทุกความถี่เสียง      การออกแบบ H400 ยังคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน โดยใช้พลังงานน้อยที่สุด ในขณะที่ให้ประสิทธิภาพระดับสูงสุด ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะตัวดังกล่าวนี้       และคุณสมบัติสแตนด์บายอัตโนมัติของเครื่องขยาย ช่วยลดความสิ้นเปลืองพลังงานได้เป็นอย่างดี คือเมื่อเราเปิดทิ้งไว้ แล้วเครื่องไม่ได้รับสัญญาณขยายเป็นระยะเวลาหนึ่ง ระบบก็จะกลับไปสู่โหมดStandby ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่กระทบต่อคุณภาพเสียง      แม้จะเป็นแอมป์ที่มีภาพขยายพลังสูงมากถึง 250 วัตต์ ต่อช่องเสียง แต่วิศวกรผู้ออกแบบ คํานึงถึงความเรียบง่ายและการใช้งานที่ใช้งานที่สะดวก ดังนั้น H400 จะมีรูปทรง และด้านหน้าดิสเพลย์ที่เพรียวบางแต่แข็งแกร่ง พร้อมลูกบิดอเนกประสงค์สองปุ่มสําหรับการเลือกแหล่งโปรแกรม และการควบคุมระดับเสียง รวมถึงยังสามารถกดปุ่มเพื่อปิดเสียง หยุดชั่วคราว หรือนําทางเมนูอุปกรณ์ได้อีกด้วย       จอแสดงผลดิสเพลย์กลางเครื่อง มีความชัดเจน และอ่านง่ายจากระยะไกล แสดงเฉพาะข้อมูลที่จําเป็นเท่านั้น เพื่อรักษารูปลักษณ์ที่สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย       ความแปลกแตกต่างคือ มีสวิตช์ปุ่มเปิดปิดอยู่ใต้เครื่องขยายเสียงด้านหน้า เป็นดีไซน์ที่สุขุมรอบคอบ ออกแบบที่โดยคำนึงถึงการใช้งานจริงนี้ทําให้มั่นใจได้ว่าไม่มีอะไรมารบกวนความสวยงามของการตั้งค่าเสียงต่างๆ ขณะใช้งาน            H400 นําเสนออินพุตแบบอนาล็อกและดิจิตอลอย่างครอบคลุม ทําให้มั่นใจได้ถึงความเข้ากันได้อย่างราบรื่นกับแหล่งเสียงต่างๆ พลังขยายที่เหนือชั้น ให้ทั้งรายละเอียด และการควบคุมที่น่าประทับใจ หมายความว่าคุณสามารถเชื่อมต่อลําโพงใดก็ได้ แม้แต่ลําโพงที่ขับยากมากๆ       ด้วยการตรวจจับสัญญาณอัตโนมัติ H400 จะจดจําแหล่งสัญญาณเสียงดิจิตอลที่เชื่อมต่ออยู่ทันทีและเปลี่ยนเป็นอินพุตที่ถูกต้อง ทําให้ไม่จําเป็นต้องเลือกด้วยตนเอง อินพุตทั้งหมดสามารถตั้งค่าที่ระดับเสียงสูงคงที่ ทําให้สามารถใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์หลายห้องได้       ยังมีฟังก์ชั่นรีโมตทีวี ที่ให้คุณใช้รีโมตทีวีเพื่อควบคุมเครื่องขยายเสียงได้อีกต่างหาก มีผลต่อการตั้งค่าความบันเทิงในบ้านของคุณให้ใช้งานง่ายขึ้น       ด้านเน็ตเวิร์ก H400 ได้รับการปรับให้เหมาะสมเพื่อความคล่องตัว โดยรองรับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยอดนิยม เช่น AirPlay, Spotify Connect, Roon Ready, Tidal Connect, Google Cast และ UPnP ผู้ใช้สามารถควบคุมเครื่องขยายเสียงผ่านบริการเหล่านี้ได้โดยตรง          นอกจากนี้ แอป Hegel Control ยังให้การควบคุมระดับเสียง อินพุต และการเข้าถึงวิทยุอินเทอร์เน็ต พอดคาสต์ รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ด้านสื่อ ช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้งานโดยรวม ไม่ว่าคุณจะสตรีมเพลย์ลิสต์โปรดของคุณ หรือสํารวจพอดคาสต์ใหม่ H400 นั้นจะทําให้ง่ายและสนุก     H400 รองรับเสียงหลายห้องผ่าน Roon, AirPlay และ Google Cast ทําให้สามารถเล่นเพลงแบบซิงโครไนซ์ในพื้นที่ต่างๆ ในบ้านได้อย่างคล่องตัว ลองนึกภาพการมีเสียงคุณภาพสูงแบบเดียวกันในทุกห้อง ที่หลอมรวมเข้ากับระบบบ้านอัจฉริยะได้อย่างราบรื่น         ภาค DAC ในตัวเอง ระบบ Bit-Perfect DAC ที่ยึดพื้นฐานมาจากรุ่น H600 ที่ใช้ Bit-Perfect DAC เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด หลายคนอาจจะอยากทราบว่า ใช้ชิปเซ็ตพื้นฐานของอะไรมาขยายขอบเขตการทำงานในวงจร     ซึ่งตามปกติภาค DAC ของ HEGEL จะใช้ของ AKM       อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญของชิปสำเร็จรูป เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งของวงจรส่วนร่วมในการดีไซน์ทางภาคดิจิตอลอื่นๆ ที่สำคัญ รวมทั้งภาคจ่ายไฟอิสระ ที่ถูกออกแบบเฉพาะวงจรของ DAC อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ในชื่อ Bit-Perfect DAC     ตัวเครื่องมาพร้อมรีโมตคอนโทรลขนาดย่อม พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานครบถ้วน    HEGEL H400 ได้รับรางวัล เครื่องขยายเสียงสตรีมมิ่งพรีเมียม EISA 2024 - 2025 เป็นการันตี ที่มั่นใจได้ในความเชื่อมั่นผลิตภัณฑ์ในระดับสากล       ผลการทดสอบใช้งาน      หลักๆ แล้วผมจะเล่นเพลงสองรูปแบบด้วยกันคือ แผ่นซีดี และใช้ภาค DAC ในตัว H400 เนื่องจากระบบของเครื่องไม่มีภาคปรีโฟโนสำหรับแผ่นเสียง แต่สนองตอบภาคไลน์ อินพุต - ดิจิตอลอินพุต หลายช่องต่อ (ส่วนตัวผมจะใช้ช่องต่อ Coaxial) และการเชื่อมต่อ Ehernet LAN เพื่อการสตรีมมิ่ง        ขอกล่าวถึงการใช้งานภาคสตรีมมิ่งก่อนนะครับ     ผมเริ่มเล่นระบบเน็ตเวิร์กในเครื่อง HEGEL H400 โดยดาวน์โหลด แอปพลิเคชั่น Hegel Control จากแอพสโตร์มาใช้ในไอโฟน 15 Pro Max เพื่อเชื่อมระบบสั่งงานระบบปฏิบัติการของเครื่อง H400        แค่เปิดแอปในมือถือ ก็เชื่อมต่อกันกับตัวเครื่อง H400 อัตโนมัติฉับไว สนองตอบได้ดี เหมือนแค่พริบตาเดียวเท่านั้น ก็ไม่มีอะไรให้ต้องรอ หรือเสียเวลาเซ็ตอัพใดๆ      จริงอยู่ว่า จอดิสเพลย์ H400 ไม่มีการแสดงผล ปกอัลบั้มเพลงสวยๆ (ต้องดูจากหน้าจอมือถือ หรือ แท็บเล็ตแทน) แต่ก็มีผลด้านคุณภาพในการทำงานที่ต้องยอมรับ แบบว่าคุณภาพเนื้อๆ กันไปเลย      ส่วนตัวผมชอบเลือกเล่นวิทยุอินเทอร์เน็ตก่อน เพราะท่องดนตรีทุกรูปแบบไปได้อย่างมีอิสระเสรีรอบโลกใบนี้ อย่างไร้ขีดจำกัด!!!        ฟังข่าวสาร ฟังดนตรี เพลงหลากรสชาติแบบอิ่ม แน่น ละมุนละไม และโอ่อ่า ทรงพลังเลยทีเดียว และที่แน่ๆ ช่วงฟังเพลงที่จริงจังจะยืนพื้นที่การเชื่อมต่อ TIDAL ทำให้เราฟังเพลงที่ชอบเพลิดเพลินทั้งคุณภาพดุจเดียวกับซีดี หรือไฮเรสออดิโอ      วิทยุอินเตอร์เน็ต ส่วนมากผมจะชื่นชอบสถานี BBC2 เป็นพิเศษ วันไหนไม่รีบร้อนอะไร ก็จะนั่งฟังแต่เช้ายันค่ำ มีเพลงดีๆ ให้ฟังมากมาย         ในประสบการณ์เล่นแอมป์ Streaming ผมเริ่มจับทางบางประการได้ว่า หากเราค่อยๆ ไต่ระดับ เล่นเครื่องสตรีมเมอร์แอมป์มาเรื่อยๆ และพบเครื่องที่มีคุณภาพสูงจริงๆ แล้วละก็ คุณจะได้เห็นความแตกต่างของเครื่องสตรีมเมอร์ระดับไฮเอนด์ ที่มีระดับคุณภาพและราคาสูงกว่าเครื่องทั่วๆ ไปได้ไม่ยากครับ       ความมีคุณภาพสูงของเครื่องตรงไหน จะแสดงออกให้เราจับสังเกตง่ายที่สุด?      นั่นคือ การแยกแยะ และการแสดงบุคลิกแนวทางของเพลงต่างอัลบั้ม ต่างสตูดิโอที่บันทึกเสียงอันหลากหลายนั้น จะต้องมีรสชาติที่ต่างกันไปตามต้นทางหรือสตูดิโอที่มาครับ        คือจะไม่ให้เสียงเรื่อยๆ มาเรียงๆ แบบว่าฟังเพลงสไตล์ไหน ค่ายใด บุคลิกเสียงก็เหมือนกันเสียทุกค่าย ทุกอัลบั้ม      แหละนี่คือจุดชี้ว่า เราเล่นสตรีมมิ่งมาถึงระดับไหนครับ     HEGEL H400 แม้จะมีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบแอมป์สตรีมมิ่งอื่นๆ อยู่บ้าง แต่เครื่องรุ่นนี้ ระดับนี้ จะนำพาคุณสัมผัสการเรียนรู้ธรรมชาติเสียงดนตรีอย่างชัดแจ้ง        เข้าถึงความสมจริง ความแตกต่างในคาแรกเตอร์ ของการบันทึกเสียงเพลง จากแต่ละค่ายเพลง ได้เป็นอย่างดี        นี่คงเป็นการพิสูจน์ว่า การได้รับรางวัล Best Product EISA AWARD 2024-2025 ย่อมมีคุณภาพครบถ้วนในมาตรฐานสูงสุดจริงๆ     ในส่วนการใช้งานอินพุตจากภาคไลน์ ผมใช้เครื่องเล่น SACD ต่อใช้งานสลับกันระหว่างเสียงที่ได้จากแผ่น CD-SACD ทางช่องไลน์อินพุต และเลือกช่อง Coaxial เพื่อการทดสอบภาค DAC ของH400 เปรียบเทียบกันไปด้วยในตัว     • ภาค DAC ของ H400 มีจุดเด่นที่ความปลอดโปร่ง ความสะอาดของเสียง สามารถสนองตอบ ดิจิตอลออดิโอได้ครบถ้วนมาก รวมถึงถอดรหัสของเพลงสตรีมมิ่ง อาทิ 24/192, DSD64 (DoP), เล่นแผ่น MQA หรือฟังสตรีมมิ่งจาก TIDAL จะเห็นผลด้านรายละเอียดเสียงที่ระยิบระยับในทุกรายละเอียด ส่วนทางช่องออพติคัลก็ให้การถอดรหัสเท่าเทียม Coaxial ครับ     กรณีนำไฟล์เพลงไฮเรสจากสตอเรจฮาร์ดดิสก์ หรือNAS เพลงที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์มาต่อเล่นทาง USB จะตอบสนอง ไฟล์เพลงได้สูงถึง 32/384, DSD256 (DoP) เรียกว่าเก็บได้ทุกรายละเอียด ที่ทางHEGEL H400 มีรองรับครบเครื่องจริงๆ      ดังที่กล่าวไว้เสมอว่า ตัวผมมักจะเล่นเพลงจาก TIDAL เป็นหลัก ในไฟล์ที่สตรีมจากผู้ให้บริการรายนี้ คิดว่ามันดีเยี่ยมพอเพียงกับความเป็น High-Fidelity โดยเฉพาะเมื่อฟังเพลงที่รายละเอียดระดับสูงสุด (MAX) รวมทั้ง MQA ทำให้เราเข้าถึงเบื้องลึกดนตรีไฮเรส ที่มีรายละเอียดมากกว่าฟังแผ่นซีดี ในหลายๆ อัลบั้ม     ด้วยคุณสมบัติของเครื่อง HEGEL H400 นั้น สนองตอบได้อย่างดีงามและคุ้มค่าที่สุด คือถ้าเราดูจากคุณค่า ที่แยกออกเป็นสามองค์ประกอบหลัก จะเห็นภาพได้ชัดว่า H400 เป็นสตรีมมิ่งแอมป์ ที่เกินคำว่าคุ้มค่าจริงๆ     - ภาคขยายดูอัลโมโน 250วัตต์ต่อแชนแนล ที่ขับลำโพงทุกคู่ได้อย่างหมดจด  - ภาค DAC ที่เสียงสะอาดมากๆ จนแทบนึกไม่ออกว่าเคยฟัง DAC ในแอมป์รุ่นไหนที่จะให้เสียงได้ดีเยี่ยมขนาดนี้มาก่อน - ภาคเน็ตเวิร์กสตรีมมิ่งที่คล่องตัว แม่นยำ เสียงอิ่มเอม สนองตอบการใข้งานอย่างกว้างขวาง กระทั่งผมเองยังใช้งานได้ไม่หมดด้วยซ้ำ        บทสรุป      1. เชื่อมต่อระบบเน็ตเวิร์กได้อย่างง่ายดาย ยอดเยี่ยม ไม่ต้องไปเสียเวลาเซ็ตอัพอะไรทั้งสิ้น ทำให้เราเข้าถึงวิทยุอินเทอร์เน็ตและพอดแคสต์ได้ทันที และผ่าน UPnP ไปยัง NAS ทั้งมีปุ่มสำหรับควบคุม Apple AirPlay และ Google Chromecast ปุ่ม "Spotify" จะนำเราไปที่หน้าจอข้อความพร้อมคำแนะนำในการเลือก H400 เป็นสัญญลักษณ์รูป "ลำโพง" ในแอป Spotify แล้วเปิดใช้งาน Spotify Connect รวมถึงเปิดการเชื่อมต่อแอป TIDAL ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ       ในฐานะสตรีมเมอร์นับว่า ทำงานได้เป็นเลิศ คุ้มค่าทุกวินาทีที่ใช้งาน ให้ความใกล้เคียงรุ่นใหญ่อย่าง H600 ในหลายส่วนเลยทีเดียว 2. ภาคขยายคลาส AB ที่มีเทคโนโลยี SoundEngine 2 ให้พลังและรายละเอียดที่เป็นเสียงธรรมชาติ และสามารถรับอัตราการพีคแรงๆ ของดนตรีได้อย่างไร้ความผิดเพี้ยน ผมชอบบุคลิกที่อิ่มละมุนและพร้อมจะส่งผ่านไดนามิคเร้นจ์ จากแผ่วเบาถึงอัตราสะวิงของเสียงที่สูงสุด อย่างแม่นยำ      ในฐานะภาคขยาย จะให้ทุกรายละเอียดครบถ้วน แม้แต่ปลายเสียงแหลมสุด จนถึงช่วงเสียงต่ำลึก เอาเป็นว่า ถ้าลำโพงคุณดีพอ จะได้ยินเสียงเบสอย่างอิ่ม หนักแน่นมีคุณภาพครบถ้วนโดยไม่ต้องพึ่งพาซับวูฟเฟอร์    อีกทั้งเป็นภาคขยายที่มีแบนด์วิธกว้างมากๆ อย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว       จากประสบการณ์ของผม ภาคขยาย HEGEL H400 อาจจะสมบูรณ์แบบกว่า ปรี-เพาเวอร์หลายชุดเลยครับ       แค่ภาคขยายเสียงอันยอดเยี่ยม ก็ทำให้เราเข้าถึงเพลงทุกสไตล์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัดนี้ ก็ถือว่าคุ้มราคาแล้วละครับ 3. ในการฟังทั้งสตรีมมิ่ง และจากช่องไลน์อินจากแผ่น CD-SACD ให้คุณภาพเสียงที่เต็มไปด้วยรายละเอียดความสมูทนิ่มนวลต่อเนื่อง ผมชอบตรงที่ว่า จะไม่มีขีดจำกัดในเรื่องของสไตล์เพลง ให้โทนเสียงช่วงมิดเร้นจ์ เสียงความถี่กลางมีเสน่ห์ ไหลลื่น    ไม่ต้องถามว่าเหมาะสมที่จะฟังเพลงประเภทใดเพราะทุกสิ่งที่คุณอยากฟัง คุณจะได้ฟังเต็มอิ่ม       คือเราสามารถฟังตั้งแต่ ไลท์มิวสิก คันทรี พ็อพ แจ๊ส ไปจนถึงคลาสสิก ให้เสียงที่เปิดกว้างแต่ก็สะอาดและนิ่มนวล เต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะเพลงร้องทำให้เราหลงใหลเสียงหวานๆ จากศิลปิน ใน HEGEL H400 อย่างง่ายดายเลยทีเดียว สำหรับการต่อแหล่งโปรแกรมภายนอก จุดที่เด่นอย่างมากก็คือการใช้ DAC ของ H400 เพราะรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบของภาคแปลงรหัสดิจิตอล มาสู่อนาล็อก นับว่าทำได้ดีงาม ในทุกๆ รายละเอียดเสียง       เป็นภาค DAC ที่ให้ฮาร์โมนิคเสียงอิ่มฉ่ำจริงๆ ครับ ตรงนี้เองที่ยิ่งทำให้ H400 เกินคำว่า “คุ้มค่า” อย่างมากที่สุด เป็นภาค DAC ที่ทำให้เราลืมความเป็นดิจิตอลหรืออนาล็อกไปได้เลย 4. คุณสมบัติด้านบุคลิกเสียง ศักยภาพเสียงเต็มไปด้วยรายละเอียด มีความเที่ยงตรง ละเมียดละไมสูงมาก ในทุกระดับความดัง สลับลำโพงมาทดลองใช้หลายคู่ ไม่มีคู่ไหนที่ HEGEL H400 จะขับไม่ออก ล้วนแต่สร้างความสมบูรณ์เต็มสเกลเสียงทั้งสิ้น     เมื่อมองจากโครงสร้างภายนอก หน้าตาดูจืดๆ ที่มีแต่ความเรียบง่าย ไม่โดดเด่นสะดุดตานี้ ทว่าภายในกลับบรรจุวงจรแน่นเอี้ยด ด้วยคุณสมบัติที่ดีเลิศของ ภาคขยายดูอัลโมโน, DAC ตัวแปลงรหัสระดับไฮเอนด์, สตรีมเมอร์ที่มีปฏิบัติการครบถ้วนที่สุด เหมือนเครื่องเสียง ทรี-อิน-วัน ที่สรรสร้างเสียงดนตรีให้เราประทับใจในคุณภาพเสียงอย่างแท้จริง      HEGEL H400 สมศักดิ์ศรีของสตรีมมิ่งแอมปลิไฟร์ รางวัล Best Product EISA AWARD 2024-2025 ที่คุณควรพิจารณาหาประสบการณ์ ก่อนตัดสินใจก้าวสู่สตรีมมิ่งแอมป์ ระดับไฮเอนด์ครับ     HEGEL H400 มีราคาต่อเครื่องอยู่ที่ 229,000.- บาท       สนใจสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ DISCOVERY HIFI  โทร. 085 517 8292  

ASL INT-50L สุดทางเสียงดนตรีกับแอมป์คลาส A

ASL INT-50L สุดทางเสียงดนตรีกับแอมป์คลาส A ผลงานของ Absolute Audio Labs. (ASL) เครื่องเสียงแบรนด์ไทยที่ออกแบบและผลิตแอมปลิไฟร์คลาส A ระดับยักษ์มาแล้วหลายปี ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทแยกชิ้นปรี-เพาเวอร์ และครั้งนี้เป็นการดีไซน์อินทิเกรเต็ดแอมป์ ASL INT-50L ที่ไบอัสกระแสวงจรในแบบ คลาส A Push Pull มีกำลังขับ 50 วัตต์ต่อแชนแนล (ซึ่งจะไม่ใช่แบบ ซิงเกิ้ลเอ็นด์คลาส A)          จุดเด่นคือจะให้กำลังที่สูงกว่าแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์ ในขณะที่ใช้กำลังไฟเท่าๆ กัน ในแง่ของการดีไซน์ มีข้อดีตรงที่สามารถแปรผันกระแสที่ไหลผ่านลำโพงเมื่ออิมพีแดนซ์ต่ำลงไปอีก ได้ราวหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว!          ระบบพุชพูลคลาสเอนั้น ถ้าออกแบบวงจรได้ดี จะสามารถปรับการทำงานของสัญญาณเสียงและเฟสให้สมมาตรกันได้ อันจะส่งผลต่อ ค่าความเพี้ยนทาง THD ต่ำลงไปได้เรื่อยๆ นั่นคือการขยายเสียงที่เที่ยงตรงแม่นยำ และต่อเนื่องอย่างแท้จริง         จากข้อมูลของผู้ผลิต ระบบพุชพูล ASL INT-50L ได้ออกแบบโดยศึกษาพฤติกรรมการใช้งานของนักเล่นเครื่องเสียง ที่เมื่อคุ้นชินกับระดับเสียงที่ฟังอยู่ในทุกๆ วัน ก็อยากขยับความดังขึ้นไปอีกเล็กน้อย โดยยังคงอยากได้รายละเอียดและบรรยากาศเดิมๆ อยู่             INT-50L จะวางระบบวงจรอยู่ชุดหนึ่ง ที่เรียกว่า QUAD OPTO BIAS ทำหน้าที่ควบคุมกระแสภายในวงจรด้วยระบบแสง ถึง 4 ชุด ช่วยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงอันฉับพลันของกระแสที่ไหลผ่านลำโพงในแต่ละเฟส แล้วนำปรับกระแสภายในวงจรให้เตรียมพร้อมที่จะขยายสัญญาณได้อย่างราบรื่นที่สุด           โดยที่วงจร Class A มีพื้นฐานการไบอัสกระแส ป้อนไฟเลี้ยงให้อุปกรณ์ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ราบรื่นต่อเนื่อง แตกต่างจากคลาสอื่น ที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงการสะวิงของสัญญาณ ก็จะทำให้เสียงจะขาดความต่อเนื่องและแผดกร้าวได้          INT-50L เป็นพุชพูล คลาสเอ ที่มีความเพี้ยนต่ำ ในช่วงการฟังปกติ 4-5 วัตต์แรก แต่เมื่อเร่งโวลลุ่มขึ้นมาจากเดิมอีกราวๆ 10% วงจร QUAD OPTO BIAS ก็จะทำการปรับเปลี่ยนการไหลของกระแส ให้มีคุณลักษณะของ ฮาร์มอนิกส์ ลำดับที่สองเด่นขึ้นมา จนถึงช่วงกึ่งหนึ่งของอัตราขยาย จึงกลับเข้ามาสู่โหมดความเพี้ยนต่ำอีกที ตรงนี้จะมีผลต่อคุณภาพเสียงที่ดีอย่างต่อเนื่อง           INT-50L ยังทำงานแบบ CFA (Current Feedback Amplifier) ที่มีความแม่นยำในการจัดการเรื่องเฟสเสียง ไม่ให้เลื่อนค่าเฟสไปเมื่อต้องใช้งานกับลำโพงที่มีวงจรครอสโอเวอร์อันซับซ้อนอีกด้วย           INT-50L ใช้อุปกรณ์ภายในที่ค่อนข้างพิเศษ เช่น เจเฟท และ มอส เฟ็ต จาก TOSHIBA และทรานซิสเตอร์จาก FAIRCHILDS ที่เป็นระดับหายากเป็นพิเศษไปแล้วในปัจจุบันนี้ และภาคเอาต์พุตยังใช้มอสเฟ็ต โมดูล ขนาดใหญ่กว่าอุปกรณ์ทั่วๆ ไป ถึง 4 เท่า!!!            มีการคัดเลือกเกรดอุปกรณ์แต่ละชิ้นอย่างพิถีพิถัน โดยใช้เครื่องวัดกราฟการทำงานของอุปกรณ์ (curve tracer) ชนิดพิเศษ ที่จะมีข้อมูลของอุปกรณ์แต่ละตัว ที่มีคุณสมบัติตรงตามซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจำลองการทำงาน ไว้เป็นมาตรฐานการวัด           จุดที่ผมคิดว่า มีผลดีต่อการใช้งานจริงมากที่สุด คือมีการออกแบบให้ระดับโวลุ่มแปรผันไปในลักษณะการใช้งานจริง โดยย่านการทำงานในช่วง 25 วัตต์แรก ตั้งแต่โวลลุ่ม 0 ถึง 30 จะค่อยๆ เพิ่มความดังในสเต็ป ละนิด ผู้ที่นิยมลำโพงยุควินเทจจึงสามารถนำมาใช้กับลำโพงฟูลเร้นจ์ หรือ ฮอร์น ความไวสูงระดับ 94-105dB ได้เป็นอย่างดี            และเมื่อเข้าสู่ตำแหน่งโวลลุ่มที่ 31 ถึง 50 ก็จะทวีความดังขึ้นมาอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เหมาะสมกับลำโพงความปานกลาง 87-92dB  และสุดท้ายระดับโวลลุ่มที่ 50 ถึง 75 ความไวของอัตราขยายก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากวงจรอัพกระแสสำรอง เพื่อให้เหมาะสมกับลำโพงยุคปัจจุบัน ที่มีความไวต่ำ 82-85dB         จัดว่าออกแบบไปตามพฤติกรรมการใช้งานจริง ของออดิโอไฟล์           ทุกท่านจะสามารถสัมผัสได้จากการทำงานอย่างราบรื่นขณะใช้งานขยายในวงจร           ตามข้อมูลของผู้ผลิต ในเทคนิคเชิงโครงสร้างนั้น ได้มีการให้รายละเอียดไว้ดังต่อไปนี้ 1. ขั้ว RCA อินพุตต่อตรง “ลัดสั้น” เข้าภาคควบคุมโวลลุ่ม และปรีแอมป์โดยตรง ลดทอนการสูญเสียสัญญาณ และสัญญาณรบกวนได้เป็นอย่างดี 2. ออกแบบการวางแผงวงจรแบบสมมาตร ทั้ง ซ้าย-ขวา รวมถึงเฟสบวก และลบของสัญญาณ 3. ใช้ตัวเก็บประจุขนาดรวม 120,000 ไมโครฟารัด ถือว่ามากที่สุดในอินทิเกรทแอมป์กำลังขับเท่าๆ กัน 4. ไดโอด เร็กติฟายเออร์ ใช้แบบตัวถัง SOT-227 ขนาด 80 แอมแปร์ ซึ่งจะพบเจอได้ในเพาเวอร์แอมป์ชั้นนำเท่านั้น 5. การจ่ายกระแสไฟให้อุปกรณ์มอสเฟ็ตเอาต์พุต ชนิดพิเศษ ใช้ระบบฮาร์ดวายริ่ง เพื่อการส่งผ่านกระแสไฟสูงสุด สามารถรองรับเอาต์พุต ขับโหลดได้ต่ำสุดถึง 2 โอห์ม 6. ตัวถังอลูมินั่มทั้งชิ้น ยึดด้วยน็อตอลูมินั่มรอบตัวถัง และใช้น็อตไทเทเนี่ยมชุบทองด้านหน้า 7. หน้าปัดแสดง ช่องสัญญาณอินพุต และตัวเลขโวลุ่มขนาดใหญ่ มองเห็นชัดเจน ซึ่งจะลดแสงลงเมื่อเราคอนโทรลเรียบร้อยแล้ว         อุปกรณ์มอสเฟ็ตเอาต์พุต ใช้ระบบฮาร์ดวายริ่ง เพื่อรองรับกระแสขนาดใหญ่           มีระบบ AC NOISE FILTER และ RECTIFIER DIODE ขนาดใหญ่ ที่มีระบบป้องกันกราวนด์ลูป (GROUND LOOP ELIMINATE) ในตัว ส่วนหม้อแปลงชนิดเทอรอยดัล ขนาดถึง 450VA ฮีทซิ้งค์ระบายความร้อนจัดวางตำแหน่งทั้งสองด้านซ้ายขวาของตัวถังดูขึงขังมาก     Test Report การทดสอบของผมคือ อยู่ในแง่ของการใช้งานจริง โดยใช้เวลาถึงสองสัปดาห์เต็ม จึงมีบทสรุป ASL INT-50L แอมปลิไฟร์ระบบคลาส A ดังต่อไปนี้ 1. ตัวถังมีโครงสร้างบึกบึนแข็งแรง อาจกล่าวได้ว่า แอมป์ระดับราคานี้ แทบไม่พบคุณสมบัติเท่าเทียม ASL INT-50L ฮีทซิ้งค์มีรูปทรงที่ลงตัว ระบายความร้อนได้ดี โครงสร้างนี้มีผลต่อการป้องกันการรบกวนจาก Noise ได้ครบถ้วน           และโดยรอบๆ ตัวถัง โครงสร้างเครื่องจะไม่มีส่วนมุมคมบาดมือ การเลเซอร์เจาะตราโลโก้ -รุ่น บนเพลทหน้าปัด ถือว่าผลงานมาตรฐาน ในเชิงโครงสร้างทำได้ประณีตมากเลยครับ   2. หน้าปัด ที่มีดิสเพลย์กลางเครื่องแม้ส่วนตัวผมคิดว่าไม่มีความจำเป็น แต่ในความเป็นจริง เมื่อใช้งาน จะให้ความสะดวกในการแจ้งระดับความดังเป็นตัวเลขขนาดใหญ่ คอนโทรลได้จากปุ่มโวลุ่มและซีเลคเตอร์ หรือรีโมตคอนโทรล           และในช่วง 2-3 วินาที ไฟที่สว่างนัันก็จะลดแสง หรือ “ดิม” ลงไป ไม่ให้เป็นจุดสะดุดต่อสายตาแต่อย่างใด 3. บุคลิกเสียงติดมาทางหวานฉ่ำละมุนที่ปลายเสียงจะคล้ายเสียงเครื่องหลอดมากครับ และให้พลังที่หนักแน่นตั้งแต่แรกเปิดเครื่องไปจนถึงชั่วโมงสุดท้ายที่คุณเปิดใช้งาน ต้องชมเชยว่า น่าประทับใจตรงเป็นแอมป์คลาส A ที่กำลังดีไม่มีตกเลยจริงๆ ไม่ว่าจะขับที่ความดังแผ่วเบา หรือใช้อัตราสะวิงที่ความดังสูงๆ ก็ตาม 4. ในแง่อัตราสะวิง ให้ค่าไดนามิคดีมาก เปรียบเทียบแอมป์คลาส A ด้วยกัน ถือว่าโดดเด่นมาก และด้วยกำลังขับขนาด 50 วัตต์ คลาส A ของ INT-50L นี้ เทียบกับแอมป์คลาสอื่นๆ จะเหมือนเรากำลังรับฟังแอมป์ขนาด 150 วัตต์ ที่ผมเคยใช้งานเลยละครับ           เสียงที่มีความโดดเด่นเรื่องการให้รายละเอียด จากความดังระดับต่ำๆ ไปจนถึงระดับความดังสูง ทำได้อย่างมีสัดส่วนดนตรีอันสวยงาม และเสียงโอ่อ่าเปิดเผยเป็นพิเศษ 5. การไดรฟ์ลำโพงซึ่งใช้วงจรครอสโอเวอร์ ที่มีความต้านทานสลับซับซ้อนอย่าง BBC LS3/5A, LS 5/9 หรือ Harbeth P3 ESR Monitor 30.2 รวมถึง Totem One ที่ว่า ขับยากๆ เหล่านี้ ผมทดลองทั้งหมดแล้ว พบว่าแอมป์  ASL INT 50-L “จัดเต็ม” ได้อย่างสบายมาก ทั้งที่ตัวเลขเร่งโวลุ่มไม่เกิน 30 เท่านั้น จึงมั่นใจความสามารถได้อย่างเต็มที่ 6. เป็นแอมป์ที่มีบุคลิกเสียงที่อิ่มฉ่ำ พลังลึกเร้นดี ขับย่านความถี่ลำโพงออกมาครบถ้วน ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ เสียงแบบนี้ต้องบอกว่าเกินความคาดหมายของผมไปมากครับ            นับเป็นผลงานการออกแบบแอมปลิไฟร์ คลาส A ที่น่าประทับใจ          เสียงดีเยี่ยมแบบนี้ อาจจะต้องแลกกับความร้อนที่ระบายออกมาทางฮีทซิ้งค์ ที่แผ่ไปจนถึงหลังเครื่อง และหน้าปัดอีกเล็กน้อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาเพราะผมเล่นแอมป์หลอด และแอมป์คลาส A มาตลอดอยู่แล้ว (คือถ้าแอมป์คลาส A ไม่ร้อนนี่ต่างหากที่ผมจะงง) 7. ในแง่ของการดีไซน์ ASL INT-50Lเป็นแอมป์ที่พิถีพิถันในการออกแบบ และได้ผลลัพธ์ที่ดี นี่คืออินทิเกรเต็ดที่สามารถสนองตอบการฟังเพลงได้ทุกสไตล์โดยไม่มีข้อจำกัด ไม่ได้แค่เพียงให้รายละเอียดได้ครบถ้วน เสียงหวานละมุนเท่านั้น แต่ยังคงไว้ซึ่งพละกำลังซ่อนเร้นอยู่อย่างมากมายเหลือพอ ที่จะแสดงศักยภาพออกมาอย่างครบถ้วนเมื่อคุณได้ฟังจริง         จากเพลงพ็อพ แจ๊ส ไปจนถึงคลาสสิก วงออเคสตร้าขนาดใหญ่ ทุกสไตล์ที่คุณได้ฟังจะมาพร้อมกับความแม่นยำเที่ยงตรงของเสียงดนตรี ให้เวทีเสียงที่มีความโอ่อ่า มีความเป็นธรรมชาติสูง และเสียงดนตรีที่ไหลราบรื่นต่อเนื่องสวยงามประดุจสายน้ำ           กล่าวได้ว่าสุดปลายทางเสียงดนตรีนั้น ASL INT-50L จะช่วยให้คุณไปถึงทุกจินตนาการได้ในทุกๆ รายละเอียดอย่างแน่นอน  ASL INT-50L ราคา 97,500.- บาทต่อเครื่อง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Absolute Audio Labs คุณบอย โทร. 083-121-4445  หรือทดลองฟังได้ที่  Hifi House กรุงเทพ  คุณศราวุฒิ  091-718-8716 โทร/ไลน์  

AURENDER A1000 สตรีมเมอร์ไฮเอนด์ สุดคุ้มค่า

AURENDER A1000 สตรีมเมอร์ไฮเอนด์ สุดคุ้มค่า          การเล่นเครื่องเสียงมีการพัฒนามาอย่างยาวนานนับศตวรรษ รูปแบบแหล่งโปรแกรมเปลี่ยนจากอนาล็อกมาถึงดิจิตอลออดิโอ บนเส้นทางของสตรีมมิ่ง หรือการฟังเพลงผ่านอินเตอร์เน็ต ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว           เราจะเห็นสตรีมเมอร์รุ่นใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นมาสนองตอบนักเล่น นับแต่ขั้นเริ่มต้น จนถึงไฮเอนด์นับพันๆ รุ่น            เปลี่ยนวิธีการทางคอมพิวเตอร์ด้วยการดาวน์โหลด มาเป็นสตรีม ที่ผมอยากพูดง่ายๆ ว่า เหมือนการ Live หรือถ่ายทอดสดจากผู้ให้บริการที่อัพโหลดแล้วส่งมายังเครื่องของเรานั่นเอง            อุปกรณ์หลักที่สามารถทำงานร่วมกันและยึดโยงเป็นเครือข่ายได้คือ คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน เครื่องเล่นสตรีมเมอร์ทั้งหลาย กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน            คิดว่าในยุคนี้ สตรีมมิ่งคือธงนำ นักเล่นเครื่องเสียงที่ต้องการคุณภาพเพลงที่ดี และมีความสะดวกสบายในการฟังเพลงในบ้านอย่างแท้จริง ระบบ-วิธีการเล่น ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก             จะเปรียบเสมือนว่า สตรีมเมอร์คือ เครื่องเล่นเพลงที่มีระบบปฏิบัติการ เพื่อฟังเพลงโดยเฉพาะ ที่อาจจะแยกวิธีใช้งานอย่างง่ายที่สุดด้วยระบบไร้สาย Bluetooth Wi-Fi หรือระบบสาย ด้วยอีเธอร์เน็ต เทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยสาย LAN             ความเสถียร และอัตราความเร็วของอินเตอร์เน็ต รวมถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อจะมีผลต่อ คุณภาพเพลง ที่เราจะได้ฟังด้วย             สำหรับผมได้ฟังเพลงสตรีมมิ่งมาหลายปี ทดลองตั้งแต่เครื่องราคาพื้นฐานมาจนถึงแยกชิ้น และที่ยังไม่ลงมือลงไปเล่นแบบจริงจัง ก็เพราะในช่วงก่อนหน้านี้ ผมยังไม่ค่อยปลื้มกับคุณภาพ ทั้งต้นทาง  กลางทาง และปลายทาง              ต้นทางคือคุณภาพไฟล์ ที่ได้จากผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ระยะแรก เสียงยังเทียบเคียงแผ่นซีดี ยังไม่ได้  สอง กลางทาง หมายถึงระบบจัดส่งสัญญาณทางอินเตอร์เน็ต ยังไม่เร็วพอ ไม่เสถียรพอ และสาม ปลายทาง คือเครื่องสตรีมเมอร์ และระบบปฏิบัติการยังไม่มีคุณภาพพอเพียง            กลับกันในปัจจุบัน มันเป็นคนละเรื่องกันเลย ผู้ให้บริการเริ่มมีการส่งไฟล์ ระดับไฮเรส ที่ดีกว่าการฟังแผ่น CD  อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และส่งข้อมูลได้แม่นยำ เครื่องเล่นสตรีมเมอร์ไฮเอนด์ ก็พัฒนากันแบบสุดโต่งไปเลย             โดยเฉพาะเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ที่มีระบบสตรีม มีภาค DAC และภาคปรีในตัว พร้อมที่จะนำไปเชื่อมต่อกับภาคขยาย อย่าง AURENDER A1000 นี้ คือคำตอบของทุกๆ เหตุผล ถ้าคุณจะหันมาเล่นเพลงสตรีมมิ่งอย่างสมบูรณ์แบบ            หากย้อนหลังกลับไป น้อยคนจะทราบว่า ผู้ที่คิดค้นเครื่องเล่นสตรีมเมอร์เครื่องแรกขึ้นมาในโลก บริษัทนั้นก็คือ AURENDER จากประเทศเกาหลี เมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้ว‼️             พัฒนาการของ AURENDER จึงถือว่าก้าวหน้ารวดเร็วกว่าใคร โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ไฮเอนด์ ถือว่ายืนอยู่แถวหน้าเลยด้วยซ้ำ            การเป็นผู้ริเริ่มก่อน พัฒนาก่อน คือข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดเจน             แม้ผมจะไม่ใช่ขาหลักด้านสตรีมเมอร์ เพราะชีวิตทุ่มเทให้กับการเล่นแผ่นเสียงแบบอนาล็อกมากกว่า           อีกทั้งมีผู้เชี่ยวชาญ ด้านสตรีมมิ่ง ที่เขาลงไปปักหลักลงลึกมายาวนาน อาจจะอธิบายเทคนิคลงไปในดีเทลได้ละเอียดยิ่งกว่าผมด้วยซ้ำ             แต่ผมก็จะพูดถึงในฐานะ “คนเล่นเครื่องเสียง” ที่เล่นทุกระบบซึ่งให้คุณประโยชน์ต่อการฟังเพลง ว่าหากเปิดใจให้ระบบสตรีมมิ่ง เครื่อง AURENDER A1000 น่าจะเป็นเครื่องสตรีมเมอร์ ที่ใจของนักเล่นอย่างเรา ยอมรับได้อย่างไร้ข้อกังขาครับ           AURENDER A1000 สำหรับผมก็เปรียบเสมือนเครื่องเล่น SACD ผสมดิจิตอลจูนเนอร์ ที่มีภาค DAC ในตัว ต่อเข้ากับแอมป์ เซ็ตอัพนิดหน่อย เล่นเพลงได้ทันที ไม่ต้องมีภาระเก็บแผ่นเพลงที่ชอบเป็นพันๆ แผ่น เช่นปัจจุบันอยากฟังเพลงก็แค่เป็นสมาชิกผู้ให้บริการ และเพลงมีให้เลือกเป็นล้านอัลบั้ม‼️          หรือจะเลือกบริการฟังเพลงและข่าวสารฟรีจากวิทยุอินเตอร์เน็ตบนโลกใบนี้ AURENDER A1000 มีให้คุณเลือกฟังเป็นหมื่นสถานี  โดยเฉพาะสถานีเพลงที่ให้คุณภาพเสียงกันในระดับออดิโอไฟล์          AURENDER A1000 มีจุดเด่นที่นอกเหนือจากโครงสร้าง รูปทรงจะงดงามแข็งแกร่ง มีหน้าจอ IPS LCD 6.9" ขนาดใหญ่ โชว์ข้อมูลและหน้าปกอัลบั้มเพลงที่กำลังเล่นอยู่ ภายในยังออกแบบระบบวงจรอย่างเป็นเลิศด้วย   มีภาคชิปแด็ค AKM4490REQ ทำงานในแบบ Dual Mono โดยใช้ชิป 2 ตัวแยกกันทำงานอิสระ ตัวละ Channel ไปเลย          ให้การรองรับ Tidal, Tidal Connect, Qobuz, Spotify Connect, AirPlay และยังมี Bluetooth AptX-HD และ Google Cast Audio         รองรับไฟล์เพลงได้ในระดับ  32-bit 768 kHz และ DSD512          ที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญเลย คือภาคจ่ายไฟภายในที่ใช้ 5 ชุดแยกอิสระ สำหรับภาคดิจิตอลและภาคอนาล็อก รวมไปถึง Clock และ FPGA           มี Digital output และ Digital input ครบทุกรูปแบบ สะดวกอย่างยิ่งในการต่อใช้งานร่วมกับเครื่องอื่นและการขยายการทำงานในอนาคต         มี HDMI ARC Input, Bluetooth AptX-HD, Google Cast Audio สะดวกอย่างยิ่งในการต่อใช้งานกับ Device ต่างๆ         มีสล็อตสำหรับติดตั้ง SSD เพิ่มเติม หากต้องการสตรีมไฟล์ไฮเรสจากในเครื่องโดยตรง            สรุปก็คือ AURENDER A1000 มีความสามารถหลากหลาย สามารถใช้งานเป็นสตรีมเมอร์, Digital Transport, D/A Converter และเป็น Preamplifier ในตัว              หากเรามาวิเคราะห์เจาะลึกลงไปจากด้านหน้าที่เรียบง่าย มีปุ่มเลือกกด Power และซีเลคเตอร์ ไม่กี่ปุ่มไปจรดด้านหลังที่มีอินพุต เอาต์พุตครบครัน    • หากเปิดหลังเครื่องเข้าไปดูภายใน เราจะเห็นแผงวงจรของภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่เกือบครึ่งหนึ่งของตัวเครื่องเลยทีเดียว มีหม้อแปลงลูกใหญ่ 1 ชุด ทำหน้าที่จ่ายไฟให้กับดิจิตอลบอร์ด และหม้อแปลงลูกเล็ก อีก 2 ชุด ที่จะมีภาคจ่ายไฟแบบเรกกูเรตย่อยๆ ออกไปอีก 6 ชุด เพื่อจ่ายไฟให้กับภาคดิจิตอล และ D/A Converter             สำหรับภาคจ่ายไฟทั้งหมดเป็นรูปแบบ “เรกกูเรต” ซึ่งมีใช้ในเฉพาะสำหรับเครื่องไฮเอนด์เท่านั้น เครื่องสตรีมเมอร์ทั่วๆ ไปยากจะฝันถึง           แผงวงจรภายใน AURENDER A1000 จะประกอบไปด้วยแผงวงจรหลัก 3 แผง ภาคจ่ายไฟ 1 แผง ดิจิตอลเมนบอร์ดที่ติดตั้ง CPU อีก 1 แผง และภาคดิจิตอลออดิโอกับภาคแปลงรหัส  D/A Converter อีก 1 แผง             น่าทึ่งตรงที่ ตามปกติเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ชั้นดีทั่วไป มักไม่ได้ทำการแยกแผงเมนบอร์ด และดิจิตอลออดิโอออกจากกัน ก็เพื่อประหยัดต้นทุนและความรวดเร็วในการผลิต            แต่ AURENDER ให้ความพิถีพิถันกับเรื่องเหล่านี้มาก ด้วยการแยกบอร์ดทั้งสองออกจากกัน จะทำให้สามารถลดสัญญาณรบกวนจากดิจิตอลบอร์ดไปยังอนาล็อกบอร์ดลงได้อย่างมาก เพื่อคุณภาพเสียงที่ดีและถ่ายทอดทุกไฟล์เสียงอย่างหมดจดจริงๆ        รายละเอียดทางด้านการออกแบบ ท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้จากเพจ DISCOVERY HIFI เพิ่มเติมได้เลยครับ https://www.facebook.com/people/DISCOVERY-HIFI/61557919654271/     • การทดสอบใช้งาน เพื่อความสะดวกในการคอนโทรลระบบสตรีมมิ่ง ต้องโหลดแอพพลิเคชั่น Conductor ของ AURENDER ในแอพสโตร์ มาใช้งานนะครับ กรณีของผมใช้กับ iPhone 15 ProMax และ MC Book Pro บางท่านอาจจะใช้เป็นแท็บเล็ตก็ขึ้นกับความสะดวกของแต่ละท่าน             ในระยะเวลาสองสัปดาห์แรกที่ผ่านมา ผมมีโอกาสคลุกคลีใช้งานเครื่อง AURENDER A1000 อย่างจริงจังในฐานะนักเล่นเครื่องเสียงที่ปรารถนาคุณภาพเสียงดนตรีที่ดีงามอย่างหลายหลาก และต้องการความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน           การต่อใช้งาน ผมใช้สาย LAN เป็นตัวเชื่อมต่อรับสัญญาณจากเราเตอร์ ตรงมายัง A1000 ซึ่งเป็นสายธรรมดาตามมาตรฐาน (แพคเกจอินเตอร์เน็ตที่ใช้คือ 1000/700) ผมฟังเพลงสตรีม จากAURENDER A1000 มาได้สัก 3-4 วัน โดยต่อสายแลนจากเราเตอร์โดยตรงไม่ได้ผ่านอุปกรณ์อื่นใด ผมว่าปกติ AURENDER A1000 ให้คุณภาพ รายละเอียด ที่ดีเยี่ยมน่าพอใจจากเพลงของผู้ให้บริการ Streaming หลายเจ้าที่ผมเป็นสมาชิกอยู่แล้วละครับ             แต่เมื่อ คุณกิตติคุณ DISCOVERY HIFI ได้ส่งเน็ตเวิร์คสวิตช์ Ediscreation SILENT SWITCH OCXO มาให้พร้อมกับสาย LAN เกรดสูง Viard Audio มาให้ พอนำมาต่อคั่นใช้งาน ผมมีความรู้สึกเหมือนโลกแห่งเสียงดนตรี เปลี่ยนไปอีกหนึ่งสเต็ปทันที           ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งอยู่ไม่น้อย เสียงที่ดูเรียบสะอาดมากๆ ให้ความอิ่มฉ่ำ อบอุ่นขึ้น รายละเอียดเสียงดีขึ้น เพลงที่มาจาก TIDAL แนวเพลงที่ชอบเหมือนถูกยกระดับไปอีกขั้นหนึ่งเลย และเมื่อฟังเพลงจากวิทยุอินเตอร์เน็ตของ BBC ประเทศอังกฤษ เสียงช่วงปลายดูเนียน เสียงสนทนาของผู้จัดทำรายการ หลุดลอยออกมาเหมือนไปนั่งฟังเขาพูดต่อหน้า             เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันที เสมือนหนึ่งว่า Noise ต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ระบบการเล่นเพลง Streaming นั้น ถูกคัดกรองสัญญาณรบกวนออกไป ให้เราฟังเสียงที่สะอาดกว่า           เป็นบทเรียนอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าการเล่นเพลงทุกระบบ ไม่ว่าจะอนาล็อก หรือดิจิตอล จะต้องเอาใจใส่เกี่ยวกับเรื่องของสัญญาณรบกวนมาก-น้อยเพียงใด         พูดให้ชัดคือ ตอนนี้ผมฟังเพลงโดยไม่ผ่าน Network Switch ไม่ได้แล้วละครับ            AURENDER  A1000 เป็นอะไรที่ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อนครับ หลังจากต่อสาย LAN กดเปิดเครื่อง ระบบจะรันกับอินเตอร์เน็ต เพื่อใช้งานโดยแสดงเลขไอพี ของอินเตอร์เน็ต กรณีที่ต่อคร้้งแรก หากยังเชื่อมต่อไม่ได้ หรือค้นหาไม่พบ ก็แค่ปิดเราเตอร์ของเรา แล้วเปิดใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็จะใช้งานได้ทันที           บางกรณีถ้าเปิดเครื่องขึ้นมาแล้ว มีการอัพเดท จะต้องปล่อยให้เครื่องอัพเดทให้เสร็จเรียบร้อยก่อนทุกครั้ง ที่คุณจะคอนโทรลหรือใช้งานเครื่อง          บางกรณี หลังจากอัพเดท เครื่องอาจจะสุ่มไอพีขึ้นมาใหม่ ตรงนี้เราก็ใช้สมาร์ทโฟนปรับไอพีให้ตรงกัน จากนั้นระบบก็จะเข้าสู่โหมดการทำงานปกติได้เลย       บทสรุปคุณภาพเสียงของ AURENDER  A1000 1. ความสะอาดของเสียง นับว่ามีความเป็นเอกลักษณ์จริงๆ เป็นเสียงที่ Clean มากกว่าที่เคยได้ฟังจากสตรีมเมอร์ DAC อื่นๆ อย่างชัดแจ้ง 2. ในเรื่องสำคัญคือ ดีเทล หรือรายละเอียด เป็นความแตกต่างที่เราพบได้ว่า AURENDER A1000 ให้รายละเอียดดีมาก เก็บทุกเม็ดเสียงกับเพลงระดับออดิโอไฟล์ แม้จะมีบิตเรตพื้นฐานแค่ 16 บิต /44.1 KHz ก็ตาม และไฟล์เสียงที่เสียงละเอียดยิบขนาด MAX หรือ 24 บิต/44.1 และ 24 บิต 192 KHz ไปจนถึง MQA 16 บิต 352.8 KHz ก็ยิ่งเข้าถึงรายละเอียดมากขึ้นอย่างน่าทึ่ง เป็นประสบการณ์ที่เราจะต้องยอมรับว่า วิถีของ Hi-Res ในสตรีมมิ่งนั้น เข้าถึงทุกรายละเอียดอย่างสมบูรณ์จริงๆ ที่สำคัญภาค DAC ที่ถอดรหัสฉับไว สะอาด คืออีกหนึ่งหัวใจของเครื่องโดยแท้จริง 3. AURENDER A1000 ให้ความรู้สึกที่เข้าถึงง่าย ใช้งานง่ายดุจพลิกฝ่ามือ และใกล้ชิดในทุกเสียงแผ่วเบาของดนตรี นับว่าให้อารมณ์การรับฟังที่อิ่มเอมมาก โดยเฉพาะเพลงคลาสสิกคัล ที่ขยายขอบเขตการฟัง และ Dynamic Range ที่ยอดเยี่ยมมากขึ้นกว่าธรรมดา 4. เพลงจากค่าย Telarc หลายอัลบั้ม อาจจะเป็นเพลงที่ใช้ทดสอบระบบเสียงซิสเต็มของคุณได้ สามารถเล่นจาก AURENDER A1000 ได้ค่าไดนามิคคอนทราสต์ หรือไดนามิคเร้นจ์ อย่างสมบูรณ์ดีมาก  5. ฟังอินเตอร์เน็ตเรดิโอ ได้นับหมื่นสถานี เรียกว่ามากมายไม่จบสิ้น ให้ความสะดวกยอดเยี่ยม โดย AURENDER A1000 สามารถไล่เรียงตั้งแต่สถานีเพลงในประเทศไทย และครอบคลุมไปทั่วโลก และผมก็มักจะพักใจเอาไว้ที่สถานีวิทยุของ BBC สหราชอาณาจักร ทั้งเพลง ข่าวสาร บางวันอาจจะเพลิดเพลินเพลงคลาสสิกกับสถานี Linn เป็นต้น บางสถานีให้คุณภาพเสียงยอดเยี่ยมใกล้เคียงแผ่น SACD เลยด้วยซ้ำครับ 6. AURENDER A1000 ให้ความไพเราะ ความกังวานหวานใส ความละเมียดละไมอิ่มอุ่นของดนตรีหลายประเภท โดยปราศจากข้อจำกัดใดๆ โดยเฉพาะผมฟังเสียงบรรเลง เปียโน ของ Alice Sara Ott แล้ว อัศจรรย์ใจในการเก็บทุกรายละเอียด และฮาร์โมนิคครบถ้วนจริงๆ 7. เพลงไทยที่มีในผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ดูเหมือนทาง Spotify จะมีให้เลือกฟังได้มากกว่า ความ สมบูรณ์ของ AURENDER A1000 ช่วยให้เราได้รับรายละเอียดของชิ้นดนตรีมากที่สุดเท่าที่สตูดิโอได้บันทึกมา 8. ชอบการแสดงผลหน้าจอของ AURENDER A1000 ที่มีขนาดใหญ่พอดิบพอดี แจ้งรายะเอียดเพลง ขนาดไฟล์เพลง บริการสตรีมมิ่ง ครบถ้วน รวมทั้งสถานีอินเตอร์เน็ตเรดิโอ   9. วันเวลาที่ใช้งาน AURENDER A1000 เหมือนกับย่อยดนตรีทั้งโลกมาอยู่ที่ปลายนิ้ว จะบันทึกไว้ใน Library สำหรับเลือกฟังทุกครั้งที่ต้องการ สร้าง Queue คิวเพลงได้ถึง 2,000 คิว สร้างรายการเพลงไว้เป็น Playlist (เพลย์ลิสต์) ตามใจชอบได้ 10. บทสรุป AURENDER A1000 คือสตรีมเมอร์ที่ผสานภาคแปลงรหัสดิจิตอลเป็นอนาล็อก หรือDAC และปรีแอมป์ ที่สมบูรณ์แบบก้าวหน้าที่สุดเครื่องหนึ่งในปัจจุบัน ซึ่ง AURENDER มีความตั้งใจอย่างมากในการทุ่มเทการออกแบบ A1000 เพื่อสนองต่อนักฟังเพลงในระดับออดิโอไฟล์ ที่มีความต้องการความสมบูรณ์ครบถ้วน เท่าที่เทคโนโลยีล้ำยุคจะอำนวยให้ได้   • ข้อแนะนำนะครับ สำหรับผู้ที่ตั้งงบประมาณเอาไว้สำหรับสตรีมเมอร์หนึ่งเครื่องในระดับราคาไม่เกิน 200,000.- - 300,000.- บาท ตอนนี้คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องลงงบขนาดนั้นก็ได้       • หรือบางท่านตั้งงบไว้ใกล้เคียง 100,000.- บาท ก็ขอให้ขยับดึงงบประมาณของท่านขึ้นไปอีกสักเล็กน้อย แล้วพิเคราะห์ AURENDER A1000 ให้ดีๆ ครับ เพราะเป็นเครื่องที่ให้ความคุ้มค่าในแบบไฮเอนด์ ที่เล่นแล้วไม่อยากขยับไปไหนอีกเลย         ถ้าจะมีบทสรุปสั้นที่สุด ผมคงกล่าวคำจำกัดความว่า “AURENDER A1000 สตรีมเมอร์ไฮเอนด์ สุดคุ้มค่า” โดยไม่ต้องขยายความอะไรเพิ่มเติมอีกเลย • ราคาพิเศษสุดสำหรับช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถซื้อได้ในราคาเพียง เครื่องละ 109,000.- บาทเท่านั้น จากราคาปกติเครื่องละ 129,000- บาท   สนใจสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ DISCOVERY HIFI  โทร. 085 517 8292 • หมายเหตุ ชุดซิสเต็ม Reference - Hattor Audio Ultimate Passive Pre - Hattor Audio Ultimate Mono Power Amp 400Watts - Harbeth Monitor 30.2 Anniversary Speaker

Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier ลึกซึ้งในเสียงดนตรีที่มีชีวิต

Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier ลึกซึ้งในเสียงดนตรีที่มีชีวิต    เริ่มต้นปีศักราช 2568 ด้วยแอมปลิไฟร์ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากตลาดไฮเอ็นด์ออดิโอทั่วไปอย่างสิ้นเชิง นั่นทำให้รู้สึกว่า ปีนี้เราจะมีอะไรเพิ่มเติมวิถีทางออดิโอไฟล์ให้เข้าใกล้ดนตรีมากเป็นพิเศษ         บริษัท Hattor Audio มีสำนักออกแบบในประเทศสเปน และโรงงานผลิตอยู่ในโปแลนด์ ย่อมทำให้ผมแปลกใจยิ่งขึ้นว่า สาธารณรัฐโปแลนด์มีผลิตภัณฑ์ที่เราน่าจะคุ้นเคยต่อไปในอนาคตอีกหลายแบรนด์หรือไม่อย่างไร        การออกแบบที่สวยงามเกินบรรยาย หน้าดิสเพลย์พื้นไม้ธรรมชาติที่คัดเฉพาะ ทำให้ Hattor Audio นี้ ดูมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ มีขนาดเครื่องเท่ากันทั้งแพสสีพปรีแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ คลาส D โมโนบล็อก คือ กว้าง x ลึก x สูง : 27 x 25 x 9 เซนติเมตร           ปรัชญาและหลักการออกแบบของ Hattor Audio นั้นเน้นไปที่  • อุปกรณ์ชิ้นส่วนระดับ High Performance เพื่อให้มีค่าเบี่ยงเบนน้อยที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น • ระบบ Fully Balanced ส่งผลให้เสียงสะอาดและมีไดนามิกมากขึ้นแยกช่องสัญญาณได้ดีขึ้น และมีเวทีเสียงที่ดีขึ้น • เส้นทางสัญญาณในวงจรลัด สั้นที่สุด ช่วยให้เสียงมีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยยังคงรักษาคุณลักษณะดั้งเดิมของดนตรีจากอินพุตเอาไว้ให้สมบูรณ์ • มีการตั้งค่าเกน อินพุต/เอาต์พุต และการควบคุมระดับเสียงที่แตกต่างกัน ด้วยรายละเอียดแต่ละสเตปอย่างแม่นยำ • การออกแบบและวิศวกรรมมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่วงจรไปจนถึงวัสดุของโครงสร้างเครื่อง ทุกอย่างล้วนได้รับการพิจารณาเพื่อลดการสั่นพ้องและการสั่นสะเทือน  • ในปรีแอมป์ของ Hattor เน้นโครงสร้างเกนขยายที่เหมาะสม ให้ช่วงไดนามิกที่กว้างและพื้นเสียงรบกวนต่ำ สามารถรับมือกับระดับสัญญาณที่แตกต่างกันได้โดยไม่ทำให้เกิดการบิดเบือน • องค์ประกอบของปรีแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ ออกแบบให้ลดการสั่นสะเทือน และสามารถป้องกันสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าได้ในตัวเอง ทำให้ประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์ของเสียงดีขึ้น     • Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier เป็นความตั้งใจของผู้ออกแบบ ที่จะนำระบบแพสสีพ ปรีแอมป์ ที่เน้นคุณภาพอุปกรณ์ในวงจรที่ไม่มีไฟเลี้ยง หรือ Passive Pre-Amp ให้ทำงานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อก Dual mono ระบบวงจรขยาย New Class D         ขออธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับแพสสีพ ปรีแอมป์ สักเล็กน้อย เพราะเป็นปรีที่น่าจะมีโอกาสให้สัญญาณรบกวนเข้าไปยุ่งกับมันน้อยที่สุด เนื่องจากเน้นที่เกรดอุปกรณ์เป็นหลัก ทั้งตัวเก็บประจุ ตัวต้านทาน และขั้วต่อระดับพรีเมียมที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อประสิทธิภาพเสียงแบบบริสุทธิ์นิยม         ปกติปรีแอมป์แบบแพสสีพไม่ต้องการแหล่งจ่ายไฟ แต่จะใช้ส่วนประกอบแบบพาสซีฟ เช่น ตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ และบางครั้งมีหม้อแปลงเพื่อลดทอนหรือขยายสัญญาณกับตัวโวลุ่ม          แต่ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier ตัวนี้ ไม่มีหม้อแปลงใดๆ เลย ที่เห็นจากตัวจ่ายไฟ ซึ่งแยกออกจากตัวเครื่องนั้น มีไว้สำหรับ รีโมตคอนโทรล, บัฟเฟอร์ของขั้วต่อ RCA และ XLR Balanced  ไฟดิสเพลย์หน้าปัด แสดงตัวเลขโวลุ่ม และแหล่งอินพุต (เลือกปิดได้)           มีช่องต่อ XLR หนึ่งชุด RCA 2 ชุด สำหรับเชื่อมต่อเอาต์พุตสู่เพาเวอร์แอมป์          ส่วนอินพุตแหล่งสัญญาณขาเข้าแบบ XLR มี 3 ชุด และ อินพุต RCA  อีก 2 ชุด ซึ่งผู้ออกแบบแนะนำว่าถ้าทำได้ควรใช้ช่อง XLR เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด         ผมหาข้อมูลของ Hattor Audio ได้ไม่มากนักทางออนไลน์ แต่ในกลุ่มนักเล่นไฮเอ็นด์ ทางเว็บไซต์ ได้มีการกล่าวถึงกันมากพอดู         นักเล่นคนหนึ่งกล่าวว่า Hattor Passive Preamp ที่เขาเป็นเจ้าของอยู่นั้นยอดเยี่ยมมากในความเห็นของเขา โดยเขาเป็นเจ้าของปรีแอมป์ราคาติดเพดานไฮเอ็นด์ ประมาณ 20 ตัว โดยมีอย่างน้อย 2 ตัวที่มีราคาสูงกว่า 10,000 เหรียญ ‼️     • Hattor Audio Ultimate Mono Power Amplifier เพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกชุดนี้ เป็นวงจรขยายแบบ New Class D ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก Hattor Audio แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีคลาส D ก้าวมาไกลสูงสุดถึงจุดอุดมคติแล้วจริงๆ เสียงที่สะอาด รายละเอียดดีเยี่ยม และมีพลังเกินพอสำหรับขับลำโพงทุกคู่         ขออธิบายนิดหนึ่งเกี่ยวกับแอมป์ คลาส D นะครับ หลายคนหรือแม้แต่ผมเอง บางครั้งก็อาจจะเผลอเข้าใจผิดว่า มันคือแอมป์ Digital แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่นะครับ          มันจะคล้ายกับแอมป์ คลาส T ที่คุณบ็อบ คาร์เวอร์ เคยนำเสนอในอดีต คือการทำงานด้วยระบบสวิตชิ่ง (Switching Power Supply) ภาคขยายจะทำงานในลักษณะสวิตช์ ปิด-เปิด ตามความถี่ของสัญญาณ Pulse Width Modulation (PWM)              ตามปกติภาคจ่ายไฟจะทำงานเต็มระบบไม่ว่าจะมีสัญญาณเข้ามาหรือไม่ จะมากหรือน้อย แต่สำหรับคลาส D จะขึ้นกับสัญญาณขยายเบา-แรง ไม่ต้องทำงานแบบเต็มที่ตลอดเวลา เครื่องจะไม่ร้อนเหมือนแอมป์คลาส A คลาส AB ทั้งหลาย  (รายละเอียดแอมป์คลาส D ผมจะหาเวลามาเขียนอีกครั้งนะครับ)           เทคโนโลยีแอมป์คลาส D ผ่านการพัฒนามายาวนาน ทำให้ปัจจุบันเป็นแอมปลิไฟร์ที่ บริษัทเครื่องเสียงไฮเอ็นด์หลายแห่งเลือกใช้งานครับ          Hattor Audio Ultimate Mono Power Amplifier นั้น ใช้เทคโนโลยีขยายเสียง nCore ล่าสุดจาก Hypex ด้วยระบบขยายสัญญาณแบบคลาส D ที่สมบูรณ์แบบ มีความผิดเพี้ยนต่ำ และมีเสถียรภาพในการขับลำโพงได้ทุกประเภท           เมื่อพิเคราะห์จากสเปคฯ นับว่าน่าทึ่งมาก ด้วยกำลังขับ 400 W/8 ohm, 700W/4 ohm, 550W/2 Ohm มีอัตราส่วนสัญญาณ ต่อเสียงรบกวน 125dB และถ้าดูตามสเปคฯ ให้ค่าความเพี้ยนทาง THD และ IMD เพียง 0.001 % ตอบสนองความถี่ได้ 2Hz – 50kHz 0/-3db        • ทั้ง 3 เครื่องนี้ มีขนาดกะทัดรัดอย่างน่าแปลกใจ เลยทีเดียว     ผลการทดสอบฟัง เป็นแอมป์ที่ถือว่า สวย รวยเสน่ห์ ตั้งแต่แรกเห็นแล้วละครับ เมื่อได้ฟังจริงบอกได้เลยว่า ทำให้ผมต้องนั่งอึ้งไปหลายนาที!!!         จุดแรกที่น่าสังเกตคือ เป็นชุดแอมปลิไฟร์ที่เสียงสะอาดสุดๆ ตลอดทุกย่านความถี่ หากจะเคยได้ยินเสียงดนตรีที่งดงามสะอาดสุดๆ แบบนี้ เปรียบเทียบได้ว่ามันเสียงสะอาดเท่าเทียมกับแอมป์ราคาชุดละห้าแสนถึงหนึ่งล้านกว่าบาทที่ผมเคยฟังครับ‼️         จริงอยู่ว่าหลายองค์ประกอบ อาทิค่าไดนามิค Dynamic การสะวิง แรงพั้นช์จะได้ไม่เท่าแอมป์หลอด ระดับล้านบาท แต่โดยรวมคุณภาพของมันก็หายใจรดต้นคอแอมป์ราคาสุดโต่งได้อย่างน่าแปลกใจ... คือในใจตอนทดสอบคิดว่าถ้าผมมีงบสองแสนบาท ผมต้องเลือก Hattor Audio ชุดนี้แน่นอน         เป็นชุดแอมปลิไฟร์ที่ทำให้ผู้ฟังเข้าถึงต้นฉบับเพลงที่บันทึกมาจากสตูดิโอแบบ “แนบชิดติดความเป็นจริง” ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ความสวยงามทั้งตัวเครื่องและคุณภาพเสียง เปิดประสบการณ์ที่ถือว่า ล้ำค่ามาก กับปรีแอมป์แพสสีพที่ไม่มีไฟเลี้ยงวงจร และเพาเวอร์แอมป์ New Class D เซ็ตนี้        Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifierและ Ultimate Mono Power Amplifier เป็นชุดเครื่องเสียงที่ทรงเสน่ห์จริงๆ ทำให้ได้คุณภาพอันล้นเหลือ ซึ่งสรุปความโดดเด่นได้ดังนี้ 1. มีความ CLEAN หรือความสะอาดของเสียงอย่างมากในทุกๆย่านความถี่ 2. รายละเอียดระยิบระยับครบถ้วน 3. พลังเสียงที่มาพร้อมกับความลื่นไหลต่อเนื่องของดนตรี อย่างน่าทึ่ง 4. เสียงมีความสง่างาม มีชีวิต ฉ่ำ เนียน ฮาร์โมนิคงดงาม 5. แยกแชนแนลได้แม่นยำ อิมเมจเสียงถือว่า เข้าขั้น “สุดทาง” 6. มีบุคลิก ที่ไม่ใช่บุคลิกของเครื่อง แต่เป็นบุคลิกของเสียงดนตรีแท้ๆ 7. รายละเอียดช่วงดนตรีแผ่วเบา นับว่ามีความครบถ้วนอย่างมาก 8. เป็นชุดปรี เพาเวอร์ ที่เข้าถึงอารมณ์ในการฟังเพลงทั้งดิจิตอลและอนาล็อกอย่างดีและใกล้เคียงกัน 9. ออกแบบได้ลงตัวทั้งศาสตร์และศิลป์ คุณภาพเสียงตรงตามต้นฉบับการบันทึกเสียงจากสตูดิโอ ไร้การปรุงแต่ง และรูปทรงเครื่องสวยงามเป็นพิเศษ        ข้อแนะนำ : ให้เลือกแมตช์กันทั้งชุด ปรี-เพาเวอร์ จะดีที่สุด และจับคู่ลำโพงที่มีความสะอาดเสียง จะแมตช์เป็นพิเศษครับ         Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier ให้ความลึกซึ้ง และลึกล้ำในการฟังดนตรีอย่างไม่เคยสัมผัสมาก่อนครับ ราคารวมทั้งชุด 200,000.-  บาท (รับประกัน 3 ปี)  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 Msound line : m_240956  

MOONRIVER AUDIO MODEL 505 HYBRID PHONO STAGE ความละเมียดละไมที่งดงามของอนาล็อก

MOONRIVER AUDIO MODEL 505  HYBRID PHONO STAGE ความละเมียดละไมที่งดงามของอนาล็อก นี่คือ 505 PHONO STAGE ของ MOONRIVER AUDIO ที่จะตอบสนองทุกความต้องการของนักเล่นแผ่นเสียงผู้ชื่นชอบเสียงไวนิลทุกคน ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงนักเล่นแผ่นเสียง นักสะสมแผ่นเสียง และผู้ที่ชื่นชอบแผ่นเสียงไวนิล โดยมีอินพุต 4 ชุด วางตำแหน่งปุ่มปรับค่าและสวิตช์เฉพาะที่เหมาะกับหัวเข็ม MC หรือ MM จุดเด่นคือเล่นไป ปรับไปได้ ช่วยให้สามารถทดสอบการฟังได้แบบ “ทันที” ด้วยการปรับแต่งต่างๆ โดยไม่ต้องปิดเครื่อง ถอดฝาครอบ เปิดเครื่องใหม่อีกครั้ง หรือรออุ่นเครื่อง          อาจจะแปลกที่ระบบวงจรขยาย มีการการออกแบบ “ไฮบริด” คือ ผสมผสานการใช้ไอซีและวงจรโซลิดสเตตแบบแยกส่วนเพื่อสร้างวงจรประสิทธิภาพสูงที่เหมาะสม และมีเสียงรบกวนต่ำมาก ในขณะที่มีการใช้ออปแอมป์ไอซีซึ่งให้ระดับสัญญารบกวนต่ำมาก ทุกวงจรจะเป็นวงจรแบบแยกส่วน ให้พลังเสียงและความถี่ไดนามิกที่สมจริง ซึ่งไม่สามารถหาได้จากออปแอมป์ไอซีอื่นๆ ทั่วไป             หลังจากการ Test Report อย่างจริงจังสองสัปดาห์ ที่ผ่านมา ผมแปลกใจมาก คิดว่า น้ำเสียงฉ่ำ ฮาร์โมนิกสวยๆ เหมือนได้ฟังเครื่องหลอดซูเปอร์ไฮเอ็นด์ แบบนี้ มาจากวงจรไฮบริด แน่หรือ? นี่เรากำลังจะหลงมนต์เสน่ห์เสียงอนาล็อกจาก MOONRIVER 505 HYBRID PHONO STAGE อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้วครับ        เคยได้ยินคำกล่าวของนักออกแบบระดับโลกบอกกับผมว่า           “คุณอย่าไปฝังใจว่าวงจรหลอดสุญญากาศเท่านั้นที่จะให้เสียงฉ่ำหวาน ฮาร์โมนิกสวยๆ วงจรโซลิดสเตตที่ดี ที่คนออกแบบเก่งจริง สามารถทำให้เสียงหวานฉ่ำเท่าหลอด และอาจจะดีเลยขอบเขตนั้นได้ด้วย เพราะหัวใจสำคัญคือการขจัด Noise ที่สร้างความระคายหู นั่นเอง”          ด้วยความหลงใหลในเพลง Moon River จากภาพยนตร์ Breakfast at Tiffany's (1961) อาจเป็นตัวดึงดูดให้วิศวกร เจ้าของแบรนด์ ตั้งใจใช้ชื่อ MOONRIVER นี้ และออกแบบผลิตด้วยมือทุกขั้นตอนในประเทศสวีเดน และพวกเขาเชื่อมั่นว่า วงจรโซลิดสเตต หลอดสุญญากาศ หรือ ไฮบริด ก็สามารถถ่ายทอดเสียงดนตรีอย่างเที่ยงตรงได้เฉกเช่นเดียวกันถ้าออกแบบได้อย่างถูกต้อง         ผมชอบคำอรรถาธิบาย จุดประสงค์ของ MOONRIVER AUDIO 505 HYBRID PHONO STAGE ที่ว่า          “เป็นความมุ่งมั่นที่จะสร้างสมดุล ในเส้นแบ่งที่ละเอียดอ่อน ระหว่างความเป็นดนตรี และความมีจิตวิญญาณของดนตรี ซึ่งหมายถึง มันไม่ใช่แค่ความถี่เสียง แต่ต้องครบถ้วนในการถ่ายทอดอารมณ์ ความหลงใหล และความรุกเร้าใจด้วย”        ในทางเทคนิค จุดอ่อนของปรีโฟโนส่วนมากจะด้อยในย่านความถี่ 200 –  4,000Hz หากไม่มีวงจรที่สามารถสร้างเสถียรภาพของความถี่ตรงนี้ได้ดีพอเพียง เสียงจะเบาบางในการส่งผ่านสู่การขยายในเคิร์ฟ RIAA        ตรงนี้เองที่วงจรขยายหัวเข็มแผ่นเสียงอันยอดเยี่ยมของ MOONRIVER AUDIO 505 HYBRID PHONO STAGE จะอธิบายความแตกต่างในคาแรคเตอร์ ของไวโอลิน Guarneri กับไวโอลิน Stradivarius ด้วยการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานร่วมกันโดยไม่บดบัง หรือทำให้รายละเอียดต่างๆ เกินจริงทั้งสองประการ         นับว่าเป็นผลงานที่ท้าทายนักฟังอย่างยิ่ง ในระดับประสิทธิภาพของโฟโนสเตจ MOONRIVER 505          ความพิถีพิถันเริ่มจากเลย์เอาต์ของ PCB ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงหลักการ 3 ประการ  1.    มีการแยกกันระหว่างแหล่งกำเนิดเสียงรบกวน และสัญญาณเสียงออดิโอที่ละเอียดอ่อน เช่น หม้อแปลง และเกนของวงจรสเตจ 2.    ด้วยแนวทางที่เรียบง่าย โดยใช้อุปกรณ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในวงจรขยาย  3.    และสุดท้าย เส้นทางสัญญาณที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้          MOONRIVER 505 ใช้การป้องกันสองชั้น หนึ่งชั้นสำหรับหม้อแปลง และอีกชั้นสำหรับวงจรเกนแอคทีฟ แนวทางนี้ช่วย ขจัดความจำเป็นในการต้องออกแบบแยกส่วนหม้อแปลงไปไว้นอกตัวเครื่องหลัก          ภาพลักษณ์ภายนอก ความโดดเด่น กลับเป็นความเรียบที่คลาสสิก ใช้วัสดุคุณภาพสูง เช่น ปุ่มหมุนอลูมิเนียมขนาดใหญ่ ประกบด้วยแผงด้านข้างเนื้อวอลนัท โครงสร้างมีความแข็งแรง และปุ่มปรับออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ไม่มีไฟแสงสีสุนทรียศาสตร์แบบ "โชว์" ไม่มีหน้าจอที่มีเมนูหวือหวา หัวใจสำคัญของรุ่น 505 คือความเรียบง่ายและมินิมอล แต่วิธีการออกแบบเน้นไปที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งภายในไม่กี่วินาที โดยไม่ต้องพึ่งพาแมนนวลหรือคู่มือผู้ใช้           เพื่อให้การเข้าถึงการปรับแต่งที่จำเป็นทั้งหมดโดยตรง MOONRIVER AUDIO 505  ประกอบด้วยปุ่มหมุน 4 ปุ่ม และสวิตช์ 5 ตัวสำหรับการปรับแต่งทั้งหมด มีอินพุต 4 ชุด สามารถตั้งเกน 12 แบบ (6 ระดับการตั้งค่าความจุหัวเข็ม MM และการตั้งค่าโหลดหัวเข็ม MC 5 แบบ)          รวมถึงตัวเลือกแบบกำหนดเอง การตั้งค่าโหลดหัวเข็ม MM 3 แบบ และตัวเลือก อีควอไลเซชั่น สำหรับแผ่นเสียง RIAA, Decca หรือเล่นกับแผ่น Columbia แบบดั้งเดิมที่ 78 รอบต่อนาที เพื่อการย้อนกลับไปฟังแผ่นเสียงเก่ายุคอดีต นอกจากนั้นแล้ว MOONRIVER AUDIO 505 จะจัดการกับสัญญาณจากหัวเข็ม MC ด้วยประสิทธิภาพที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ และจะทำให้หัวเข็ม MM ทั่วๆ ไป ให้เสียงที่พิเศษ ฟังเสียงได้ลึกล้ำจนถึงทุกรายละเอียดเสียง แม้จะเป็นระดับที่เบามากๆ ก็ตาม            MOONRIVER 505 เครื่องโฟโนสเตจไฮบริด ประกอบด้วยแหล่งจ่ายไฟแยกกัน 6 ตัว รวมตัวเก็บประจุมหาศาลถึง 70,000uf และได้รับการออกแบบให้ทำงานแบบวงจรแยกอิสระซ้ายขวา โมโนคู่ ในแต่ละสเตจมีแหล่งจ่ายไฟของตัวเอง รวมถึงวงจรควบคุมเชิงเส้นแบบแยกส่วนและวงจรตัดเสียงสัญญาณรบกวนแบบแยกส่วนด้วยเช่นกัน         MOONRIVER 505 ให้ค่าเกนสูงสุด 72dB (x4000 เท่า) ในการตั้งค่า MC โดยใช้สเตจขยายแอคทีฟที่มีสัญญาณรบกวนต่ำเป็นพิเศษ ในการตั้งค่าหัวเข็มแบบ MM และค่าหัวเข็มแบบ MC ใช้สเตจอินพุตที่แตกต่างกันโดยมีออปแอมป์คนละส่วนที่เลือกมาโดยเฉพาะสำหรับแต่ละกรณี          ระบบการทำงานของไมโครคอนโทรลเลอร์พร้อมฟังก์ชั่นบันทึกหน่วยความจำ มีการทำงานที่เงียบสนิท ในการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าทุกครั้งจะถูกบันทึกโดยอัตโนมัติสำหรับอินพุตทั้ง 4 อินพุต         ส่วนที่เป็นหัวใจของภาคแปลงความถี่เสียง จากแผ่นไวนีล หรือวงจร EQ ใช้แบบพาสซีฟ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการตอบสนองความถี่ที่ราบเรียบสุดขีดโดยไม่รบกวนขั้นตอนอื่นๆ          วงจร EQ ประกอบด้วย เคิร์ฟมาตรฐานสองเคิร์ฟ ได้แก่ RIAA Curve และเส้นเคิร์ฟของ DECCA หรือ COLUMBIA เหมาะสำหรับฟังและเล่นแผ่นเสียง 78 รอบต่อนาที วงจร EQ ทั้งสองแบบถูกสร้างขึ้นโดยใช้แนวทางที่เรียบง่าย โดยมีส่วนประกอบคุณภาพระดับออดิโอไฟล์เพียงไม่กี่ชิ้นที่มีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำมาก       Test Report         ผมได้ใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง 2 เครื่อง หัวเข็ม 3 หัว ในการทดสอบฟัง MOONRIVER AUDIO 505  • เครื่องเล่นแผ่นเสียง ELAC Miracord 90 ใช้สลับกันระหว่างหัวเข็มแบบ Mi คือ GRADO Statement Platinum 2 ที่มีค่าเอาต์พุต 1mV และ หัวเข็มแบบ MC ของ HANA EL มีค่าเอาต์พุตอยู่ที่ 0.5 mV • เครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C588 ใช้หัวเข็ม ORTOFON 2M Blue ที่มีค่าเอาต์พุต 5.5 mV          จากการทดสอบ หัวเข็มแผ่นเสียง GRADO Statement Platinum 2  ดูจะค่อนข้างปรับได้หาความลงตัวพอดีได้ยากที่สุด ในแง่การใช้งานปรับเกนระดับความดัง และค่าต้นทาน เพราะเหตุที่มันเป็นหัวเข็มแบบ Mi ซึ่งยืนอยู่ระหว่างกลาง ของหัวเข็มแบบ MM และ MC เมื่อใช้หัวเข็มMi ผมต้องตัดสินใจ ว่า ในวงจรขยายภาคโฟโนของ MOONRIVER AUDIO 505 นั้น จะเลือกที่ฐานของ MMหรือ MC กันดี? • ในที่สุดจากการทดสอบ ผมเลือกเป็นค่าของ MM และปรับค่าระดับความดัง อยู่ที่ Gain 44(58) ค่าคาปาซิแตนท์ 330 • ส่วนหัวเข็ม ORTOFON 2M Blue เลือกปรับค่าเกนที่ 34 (48) ส่วนค่าคาปาซิแตนท์ 470 • หัวเข็ม HANA เลือกปรับค่าเกนที่ 44 (58) และ ค่า MC Input Impedance ไปที่ 47          ทั้งหมดนี้ยังเกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่กับการปรับค่าเกณฑ์ซีเล็คเตอร์ และค่าความต้านทาน ของหัวเข็ม MM รวมถึงเลือกสวิตช์ไปยัง EQ เคิร์ฟ ซึ่งก็จะตั้งค่าไว้ที่ RIAA ตลอด เนื่องจากไม่ได้มีการเล่นแผ่นในสปีด 78 นั่นเอง        ถ้าท่านใช้หัวเข็มอื่นโดยทั่วไป ให้ลองปรับค่าต่างๆ ของเครื่องดู เพราะปรับได้ละเอียดและที่สำคัญคือ สามารถปรับได้ในขณะที่เราฟังแผ่นเสียงได้โดยทันที โดยไม่เกิดเอฟเฟ็กต์ใดๆ         คุณภาพเสียง และความพึงพอใจ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละท่านที่ว่าต้องการน้ำเสียงแบบใดนั่นเอง MOONRIVER AUDIO 505 มีให้เลือกปรับอย่างเหลือพอ         คุณภาพเสียงโดยรวมจากการทดสอบครั้งนี้ ผมชื่นชม MOONRIVER AUDIO 505 ตรงให้ความเป็นกลางของเสียงแบบอนาล็อกยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะกับแผ่นเสียงในระดับออดิโอไฟล์ด้วยแล้ว คุณจะพบถึงรายละเอียดระยิบระยับครบถ้วนอย่างแท้จริง คือในช่วงที่ฟังแผ่วเบา จะแสดงผลได้เหนือชั้นมากกว่า ปรีโฟโนธรรมดาโดยทั่วไปมากทีเดียว        ถ้าถามว่า MOONRIVER AUDIO 505 เหมาะกับหัวเข็มแบบไหน?  MM – MC หรือ Mi ดังที่ผมหามาทดสอบทั้งสามประเภทนี้ บอกได้เลยว่า ใช้ได้ทั้งหมด ไม่เกี่ยงประเภทหัวเข็มแต่อย่างใด           แต่ในความเห็นส่วนตัว ดีที่สุดเรียงตามลำดับคือ อันดับหนึ่ง หัวเข็ม MC  อันดับสอง หัวเข็ม MM และสุดท้ายหัวเข็ม Mi           ภาคปรีโฟโนเครื่องนี้ให้ความสมดุล รวมไปจนถึงการปรับแต่งค่าต่างๆ เหมาะสมกับหัวเข็มทุกประเภทอย่างครบถ้วนครับ         ส่วนหนึ่งที่จะรับรู้ได้โดยไม่ยากก็คือความเงียบสนิทของสัญญาณรบกวน ที่จะเข้ามาในวงจรขยายหัวเข็มแผ่นเสียง อันนี้ถือว่าดีมากๆ มันเป็นยอดปรารถนาของนักฟังแผ่นอนาล็อก เพราะเรามักจะหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวนกันได้ค่อนข้างลำบากเป็นปกติอยู่แล้ว          MOONRIVER AUDIO 505 ช่วยเพิ่มความชื่นชม และมีความศรัทธาในระบบอนาล็อกออดิโอ และเป็นภาคโฟโนสเตจ ที่มีสัญญาณรบกวนต่ำ ให้ช่องว่างดนตรีสงัดที่สุดเท่าที่เคยฟังภาคปรีโฟโนมาในรอบหลายๆ ปีเลยครับ        ด้วยความเที่ยงตรงของ MOONRIVER AUDIO 505 ทำให้ได้ยินรายละเอียดและความสง่าผ่าเผยของแผ่นเสียง แต่ละแผ่นได้อย่างครบถ้วน           อาจจะเป็นครั้งแรกที่ผมฟังแผ่นในค่าย Sheffield Lab ที่เก็บสะสมเอาไว้ แล้วได้รู้สึกถึงคุณค่าของการบันทึกแผ่นแบบ Direct Cut  ว่ามีรายละเอียดและค่าไดนามิคเร้นจ์ ยอดเยี่ยมเหนือแผ่นทั่วไปอย่าง ชัดเจน แจ่มแจ้ง หรือฟังแผ่นเสียงค่าย Telarc กับเพลงแนวดุดันหลายอัลบั้ม ให้ความชัดครบถ้วน สมจริง เป็นแนวเสียงแบบอนาล็อกที่งดงามมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง         MOONRIVER AUDIO 505 ช่วยให้เข้าถึงในทุกรายละเอียด ความพริ้วหวาน ความอิ่มฉ่ำหรือแม้แต่พลังแรงพั้นช์ ที่รุนแรง มีอย่างครบถ้วน ขอตอกย้ำอีกครั้งว่าในด้านรายละเอียดช่วงปลายเสียงแหลมนี้ถือว่าไปได้สุดจริงๆ ครับ ส่วนความถี่ต่ำนั้นจะมีตัวตนของเสียงเบสชัดเจน และเครื่องดนตรีทุกชิ้นจะถ่ายทอดออกมา สมจริงเป็นธรรมชาติมากๆ          บทสรุป MOONRIVER AUDIO 505 ส่งผ่านความความลื่นไหล อบอุ่น ละเมียดละไม และให้พลังเสียง ที่เป็นธรรมชาติมาก เป็นความละเมียดละไมที่งดงามของอนาล็อกไฮเอ็นด์ ที่คุณฟังครั้งเดียวไม่เคยพอครับ! MOONRIVER AUDIO MODEL 505 ราคา 190,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ HiFi House by Msound โทร. 096 978 7424  ID Line : m_240956 Email : msound.pechponk@gmail.com