NAD C 399
พลังโดดเด่นน่าทึ่ง จากแอมป์ระบบไฮบริดดิจิทัล พร้อมภาค DAC
แอมปลิไฟร์เออร์ NAD C 399 HybridDigital DAC เป็นผลิตภัณฑ์เรือธงซีรีส์ Classic โดยนำเทคโนโลยีและวิศวกรรมที่ประณีตจากซีรีส์ Master มาสู่กลุ่มผู้ฟังที่กว้างขึ้น ด้วยระบบขยายเสียงแบบ HybridDigital nCore ด้วยกำลังขับ 180 วัตต์ต่อแชนแนล ให้เสียงที่สะอาดและราบรื่น มาพร้อมกับการประมวลผลดิจิทัลชั้นสูง เปิดเผยรายละเอียดทางดนตรีที่ละเอียดอ่อนคมชัด และระบบการควบคุมคอนโทรล ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนักวิจารณ์ และได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์แห่งปีมากมาย
C 399 จึงกลายเป็นหนึ่งในแอมปลิไฟร์เออร์ที่น่าเชื่อถือและได้รับความนิยมมากที่สุดของ NAD และสามารถเพิ่มเติมความสามารถของแอมป์ ด้วยการสตรีม BluOS และ Dirac Live Room Correction ผ่าน MDC2 (เป็นออพชั่นเสริม) ซึ่ง C 399 ปรับตัวให้เข้ากับระบบขยายเสียงช่วยให้การฟังมีความสมดุลในทุกห้อง มีช่องต่อแบบ HDMI eARC, ภาคขยายสัญญาณเสียงโฟโน MM ที่เที่ยงตรง พร้อมท้้งอินพุตดิจิทัลและอนาล็อกที่หลากหลาย ให้ความสะดวกเพลิดเพลินจากเสียงเพลงในแหล่งต่างๆ หลายหลากรูปแบบ
NAD ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมโครงสร้างเครื่องแบบเดิมที่คลาสสิก เรียบง่าย แต่แข็งแรง มีคุณสมบัติเด่นด้วยกำลังขับ 180 วัตต์ต่อแชนแนล จากภาคขยาย HybridDigital nCore ดิจิทัลแอมปลิไฟร์ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อการถ่ายทอดเสียงที่ละเอียด และโดดเด่นเรื่องความปลอดจากสัญญาณรบกวนอย่างดีเยี่ยม มีสล็อตช่องเสียบ MDC2 สองช่องสำหรับการอัพเกรดในอนาคต ด้วยโมดูล MDC2 BluOS-D เสริมเพิ่มการสตรีมความละเอียดสูง BluOS และระบบแก้ไขเสียงในห้อง Dirac Live อินพุต HDMI eARC สำหรับการเชื่อมต่อภาคออดิโอของทีวีอย่างราบรื่น
ภาคขยายสัญญาณเสียงโฟโน MM ที่ได้รับการออกแบบเฉพาะ ด้วยเสียงรบกวนต่ำมาก พร้อมวงจรกรองเสียงความถี่ต่ำ มีอินพุตดิจิทัลแบบออปติคอลสองช่อง และแบบโคแอกเซียลสองช่อง รวมถึงอินพุตอนาล็อกสองชุด พร้อมภาคแอมปลิไฟร์เออร์สำหรับหูฟังโดยเฉพาะ ครบถ้วนด้วย Bluetooth ที่รองรับ aptX HD เอาต์พุตซับวูฟเฟอร์สองช่อง และขั้วต่อลำโพงสองชุด

สำหรับแอมปลิไฟร์ C 399 นี้ ได้มีการเปิดตัวครั้งแรกในงาน CEDIA Expo 2022 ที่เมืองดัลลัสประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็เริ่มวางจำหน่ายทั่วโลก ถือเป็นรุ่นเรือธงของ Classic Series และเป็นแอมป์ตัวแรกของ NAD ที่ใช้แพลตฟอร์ม MDC2 โดยสามารถเพิ่มโมดูล BluOS-D สำหรับสตรีมมิ่งและ Dirac Live
C 399 ยังคงจำหน่ายขายดีมาถึงปัจจุบัน แต่อาจจะมีขาดตลาดเป็นบางช่วง ควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากตัวแทนคือ Conice ครับ
C 399 ที่ผมได้รับมาทดสอบครั้งนี้ เป็นเครื่องที่มีการใช้งานหรือเดโมมาพอสมควร จึงพร้อมต่อการทำงานโดยไม่มีความจำเป็นจะต้องเบิร์นอะไรกันอีก อีกทั้งท่านที่เป็นแฟนคลับ NAD คงได้เห็นรายละเอียดและการรีวิวทั้งในต่างประเทศ และในประเทศมาพอสมควร
ดังนั้นในการทดสอบของผม จะให้แง่มุมเพิ่มเติมในเรื่องแนวทางเสียงของภาคขยายที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจ
การเปลี่ยนผ่านจากวงจรขยายแบบคลาส AB ที่หลายท่านฝังใจมาจาก NAD รุ่นประวัติศาสตร์ 3020 Series 20 ผมก็เป็นทั้งผู้ติดตามและผู้เล่นคนหนึ่ง กับช่วงเวลาการพัฒนาภาคขยายจากอนาล็อกสู่ดิจิตอล จึงขอนำเสนอไทม์ไลน์ของ NAD สักเล็กน้อย โดยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ด้วยกัน
ยุคที่ 1 : ตำนาน Class AB แบบอนาล็อก ในช่วงปี 1978–2005
เริ่มด้วย NAD 3020 (1978) แอมป์รุ่นในตำนานที่สร้างชื่อให้ NAD ทั่วโลก ด้วยกำลังขับเพียง 20 วัตต์ แต่ขับลำโพงยากๆ ได้ดี ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน Integrated Amplifier ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์เครื่องเสียง ต่อมาก็มีการพัฒนาวงจรเทคโนโลยี Power Envelope ด้วยบุคลิกเสียงอบอุ่น มีความเป็นดนตรีสูง และฟังง่าย
ต่อมาคือ NAD 3020i / NAD 304 / NAD 314 ช่วงยุค 1980–1990 ผู้สืบทอดปรัชญา 3020 ให้ทันสมัยขึ้น
และในปี 1998 มีรุ่น NAD C 370 หนึ่งใน Class AB ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ด้วยกำลังขับต่อเนื่องสูงถึง 120 วัตต์ต่อแชนแนล มีความโดดเด่นทางด้านไดนามิก เบสหนักแน่น ให้บุคลิก “NAD Sound” อย่างชัดเจน
ปี 2005 นำเสนอ NAD M3 รุ่นเรือธงของ Masters Series รุ่นแรก ดีไซน์ยกระดับขึ้นเป็นไฮเอ็นด์ ด้วยระบบ Dual Mono Design ด้วยการใช้วงจร PowerDrive ขั้นสูง ถือว่าเป็นสุดยอด Class AB ของ NAD
ยุคที่ 2 : ในปี 2009 คือการก้าวแรกสู่ Digital Amplification
ด้วย NAD M2 รุ่นที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของบริษัท มีการคิดค้นออกแบบ Direct Digital Amplifier เต็มรูปแบบ สามารถรับสัญญาณดิจิทัลแล้วขยายโดยตรง ใช้เทคโนโลยี Direct Digital Feedback ที่ถูกมองว่าเป็นแอมป์ที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยในขณะนั้นมาก
ยุคที่ 3 : ระบบ HybridDigital + Hypex nCore ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาระหว่างปี 2014–2019
เริ่มจากรุ่น M22 ใช้โมดูล Hypex nCore ที่ให้ค่าความเพี้ยนต่ำมาก แนวเสียงโปร่ง สะอาด แม่นยำ ตามมาด้วย NAD C 368 ในปี 2016 และรุ่นท็อปของซีรีส์ไฮบริด คือ C 388 ในปี 2017 เป็นการนำ HybridDigital ลงสู่ Classic Series ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ในระดับราคาที่เหมาะสม
ยุคที่ 4 : Purifi Eigentakt เป็นจุดสูงสุดของ Class D คือช่วงระหว่างปี 2020–ปัจจุบัน
เริ่มต้นด้วยแอมปลิไฟร์ M33 ที่ใช้ Purifi Eigentakt เป็นการรวมทั้งระบบ DAC, Streaming และ Dirac Live ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอินทริเกรเต็ดที่ดีที่สุดของยุค
ตามมาด้วย NAD M23 เพาเวอร์แอมป์ 2 แชนแนลระดับอ้างอิง เมื่อปี 2021 ในขณะที่ทีมงานออกแบบพยายามที่จะนำเทคโนโลยีที่โดดเด่นนี้ให้ลงมาอยู่ในแอมปลิไฟร์รุ่นคลาสสิกซีรีส์ด้วย และนั่นคือการปรากฏตัวของ NAD C 399 ในช่วงปี 2022 ด้วยการนำ HybridDigital nCore ระดับ Masters ลงสู่ Classic Series เป็นครั้งแรก
เส้นทางของ NAD แสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้ละทิ้งอุดมคติดั้งเดิม แต่พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เพื่อรักษาเป้าหมายเดิม ในการส่งผ่านดนตรีให้บริสุทธิ์ ทรงพลัง เข้าถึงอารมณ์ของผู้ฟัง จาก NAD 3020 ในปี 1978 มาจนถึง NAD C 399 ในปัจจุบัน NAD ยังคงยึดหลักเดิม คือ “Performance, Simplicity, Value” เพียงแต่ได้วิวัฒน์จากวงจรโซลิตเสตทแบบ Class AB ไปสู่ Class D ที่มีประสิทธิภาพสูงและเที่ยงตรงอย่างยิ่ง
ใน NAD C 399 นี้ ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับ NAD C 375 BEE ที่เป็นอนาล็อกแอมป์รุ่นท็อปหลังสุด ที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง
เมื่อได้รับเครื่อง C 399 มาทดสอบใช้งาน ผมมองเห็นรูปทรงเรียบๆ สวยงาม ด้วยมุมมนโค้งเล็กน้อยของหน้าปัด มีดิสเพลย์ตรงกลางเครื่อง พร้อมปุ่มซีเล็คเตอร์มุมซ้าย ช่องเสียบหูฟัง ส่วนด้านขวาเป็นปุ่มเลือก Source ปุ่มเร่งลดโวลุ่ม การปรับแต่งในด้านของความถี่เสียงและระบบโทนคอนโทรลสามารถทำได้จากรีโมท ประสานกับดิสเพลย์หน้าจอเครื่อง

ช่องสัญญาณอินพุตภาคไลน์และภาคโฟโนขยายหัวเข็ม MM ที่สามารถเข้าไปตั้งบาย-พาสสัญญาณได้ หรือให้ผ่านวงจรปรับแบบโทนคอนโทรลทุ้มแหลม โดยไม่ผ่านวงจร DSP แต่ถ้าต้องการความ Flat จริงๆ ก็สามารถใช้ภาค Analog Bypass ตัดสัญญาณตรงโดยไม่ผ่านทุกการปรับแต่งได้
มีจุดที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือการปรับค่าเกนโวลุ่มแบบอนาล็อก เพื่อให้มีความสัมพันธ์กับแหล่งสัญญาณอินพุต โดยในหัวข้อ Analog Gain จะปรับความแรงสัญญาณ ได้ระหว่าง 12.0dB ถึง +5.0dB ตามความเหมาะสม
การมีช่อง Pre-Out จะช่วยให้เราเพิ่มเติมเพาเวอร์แอมป์ในอนาคตได้ รวมทั้งช่องสัญญาณ Sub Out ซึ่งขอแนะนำว่าควรจะเข้าไปตั้งค่า No ในกรณีที่เราไม่ได้ใช้ Active Subwoofer หรือถ้าใช้งานซับวูฟเฟอร์ภายนอก ก็ยังสามารถปรับแต่งค่าจุดตัดความถี่ได้อีกครับ
เรียกว่าออกแบบมาเอาใจนักเล่นเครื่องเสียงทุกระดับอย่างเต็มที่เลยก็ว่าได้
ในการทดสอบครั้งนี้ผมเลือกใช้สัญญาณหลักจากเครื่องเล่นซีดี ทั้งช่องอนาล็อกและทดลองต่อสัญญาณดิจิทัลโคแอกจากเพลย์เยอร์ไปยังภาค DAC ภายในตัวเครื่อง NAD C 399 เพื่อพิเคราะห์คุณภาพเนื้อแท้ของเครื่อง
ด้วยความหลงใหลในอนาล็อกไวนีล ดังนั้นผมจึงจัดเอา NAD C 588 มาทดลองภาคอนาล็อก Phono ของ C 399 นั่นทำให้เกิดความหลงใหลในความสวยงามของภาคขยายหัวเข็มชุดนี้อยู่ไม่น้อยเลยครับ
การออกแบบทุกอย่าง ทีมงาน NAD ดูตั้งใจมาก เพื่อให้แฟนคลับของเขาได้ใช้งานอย่างคล่องตัวหลายหลากรูปแบบ รวมถึงประสิทธิภาพ DAC ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเกินความคาดหมายครับ

Test Report
การทดสอบฟัง ได้ใช้ลำโพงหลักทั้งหมด 3 คู่ คือ Harbeth P3ESR Anniversary, Harbeth SHL5 XD3 และ Rogers LS3/5 A Diamond Jubilee & AB3a ที่เน้นสมรรถนะและบุคลิกในความเป็นกลางสำหรับการถ่ายทอดเสียงดนตรีที่แม่นยำ โดยที่ผมใช้ NAD C 3050 และ NAD C 375 BEE มาเทียบเคียงในเรื่องของพลังขับและรายละเอียดเสียง
ซึ่งมีทั้งความคล้ายและความแตกต่างของภาคขยายไปตามลำดับแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีแอมปลิไฟร์ของ NAD จากอดีตถึงปัจจุบัน
ถ้าดูจากลำดับของช่วงเวลา ก็ถือว่า C 3050 จะให้แนวทางและบุคลิกเสียงที่ทีความใกล้เคียง C 399 มากที่สุด แต่พลังในการขยายเสียงนั้น C 399 ย่อมโดดเด่นกว่า ทั้งในเรื่องรายละเอียดที่ดีกว่า ส่วนเสียงร้องหรือย่านความถี่มิดเร้นจ์จะราบรื่นต่อเนื่องคล้ายคลึงกันครับ
ส่วนถ้าเรายกเอา C 375 BEE ซึ่งเป็นรูปแบบวงจรขยายคลาส AB ที่ยึดความดั้งเดิม มาเป็นตัวตั้งในการเปรียบเทียบ ด้านพลังเสียงความหนักแน่นของเสียงต่ำ รวมถึงแรงปะทะในกรณีฟังเพลงที่ต้องการไดนามิคขั้นสูง นับว่ามีความละม้ายใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตามก็ยังมีความแตกต่างในเรื่องของบุคลิกเสียงต่ำที่อบอุ่นของ C 375 BEE ที่มีมวลของเสียงดูอิ่มลึกเป็นพิเศษ
แต่ C 399 จะปรับมาสู่ความเหนือกว่าในเรื่องของความสะอาด ชัดเจน ราบรื่นและความแม่นยำของเบสช่วงต้น ถึงเนื้อเสียงช่วงต่ำสุดที่สมจริงมากยิ่งขึ้น คือเหมือนเดินเข้าไปใกล้ดนตรีจริงแบบสุดทางมากกว่า C 375 BEE
การพัฒนาการครั้งนี้ของ C 399 ถือว่าก้าวกระโดดมาไกลและน่าจะเป็นธงชัยหลักที่จะทำให้เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดนี้ ให้เสียงที่มีอานุภาพใกล้เคียงกับ Master Series มากขึ้น อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลยทีเดียว ฟังแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวาน่าตื่นเต้นกว่าครั้งไหนๆ ใน Classic Series ครับ
เป็นแอมปลิไฟร์ที่ขับเสียงลำโพงได้ปลอดโปร่งราบรื่นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้ฟังสามารถรู้สึกได้ถึงความคุ้มค่าและพลังที่พร้อมสรรพสำหรับลำโพงที่มีลักษณะพิเศษได้หลายคู่ในกลุ่มไฮเอ็นด์ ไม่ว่าลำโพงนั้นๆ จะขึ้นชื่อในเรื่องการขับเสียงยากเพียงใดก็ตาม C 399 ก็มีความสามารถสูงส่งพอจะส่งผ่านพลังอย่างต่อเนื่องถึงที่สุดจริงๆ
ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม ผมไม่แปลกใจที่ C 399 จัดจำหน่ายขายดีมาก และทำให้อาจมีช่วงขาดตลาดเป็นบางจังหวะ
การได้ทดสอบและเปรียบเทียบฟังครั้งนี้ เราเห็นถึงความสามารถของดีไซเนอร์และหลักวิศวกรรม ทางด้านแอมคลาส D ที่ก้าวสูงขึ้นตามลำดับ และเชื่อว่าด้วยแนวทางเทคโนโลยีใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพนี้ NAD จะไม่มีวันหวนกลับสู่แอมปลิไฟร์ในเชิงอนาล็อกดั้งเดิมอีกอย่างแน่นอน

จากการทดสอบฟังอย่างจริงจัง พบว่าจุดที่เด่นอย่างมากที่สุดก็คือ C 399 ให้ความลื่นไหลของเสียงดนตรีที่ต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย ในเพลงประเภทคลาสสิกคัลคุณจะได้ความรู้สึกสัมผัสถึงบรรยากาศวงดนตรีขนาดยักษ์ซึ่งอยู่ต่อหน้าเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเวทีเสียงหรือ Soundstage ที่กว้างลึกขนาดใหญ่ของลำโพง ที่ถูกขับเสียงโดยภาคขยายอันสมบูรณ์แบบ นับว่าหลุดทะลุขอบเขตจำกัดแล้วอย่างแน่นอน
โดยส่วนตัวชอบในความบริสุทธิ์ของพลังเสียงครับ ดูต่อเนื่องและน้ำหนักเสียงดีทุกย่านความถี่
ช่วงสำคัญของการทดสอบ เป็นความรู้สึกที่รับรู้ความยิ่งใหญ่อลังการของภาคขยายระดับ 180 วัตต์ต่อแชนแนล ด้วยเพลงทดสอบโปรดปรานที่สุดของผม นั่นคือ On the Beautiful Blue Danube, Op. 314 (แทร็กที่ 5) อัลบั้มประวัติศาสตร์ Ein Straussfest ของ Erich Kunzel และ Cincinnati Pops Orchestra
เพลงวอลตซ์อมตะ ซึ่งประพันธ์โดย Johann Strauss II และเวอร์ชันในอัลบั้มนี้มีบันทึกมาได้แม่นยำ มีความโดดเด่นอย่างมาก สำหรับการทดสอบภาคขยายของแอมป์หรือลำโพง หากขับเสียงได้ราบรื่น ย่อมแสดงถึงพลังค่าไดนามิคเร้นจ์ ในการส่งผ่านรายละเอียดที่ครบถ้วนครับ
ประสบการณ์การฟังครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกถึงอัตราการส่งผ่านสัญญาณในแบบที่มีทั้งอัตราการพีค หรือสะวิงสูงเป็นบางช่วง และการแผ่วเบาลงไปของเสียงดนตรี ซึ่งแทบจะหายไปกับบรรยากาศในลักษณะของการบรรเลงของวงออเคสตร้าที่เร้นจ์กว้างขวาง ท้าทายความสามรถของแอมป์ ซึ่ง C 399 นั้นทำได้ดีเกินคาด
จริงๆ เปรียบเสมือนเราได้รับฟังไดนามิคเร้นจ์ที่มีอัตราขยายกว้างขวางครบถ้วนที่สุดเท่าที่สตูดิโอจะบันทึกเก็บไว้และนำมาเล่นหรือเพลย์แบ็คออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ขาดตกบกพร่องใดๆ ทั้งสิ้น
ส่วนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ เราพบว่าภาคขยาย C 399 สามารถส่งผลต่อระดับเสียงและการควบคุมลำโพงได้อย่างต่อเนื่อง เก็บเอารายละเอียดหยุมหยิมตลอดเส้นทาง และย่านความถี่ของดนตรีครบถ้วน ในระดับใกล้เคียงกับเพาเวอร์แอมป์ M23 รุ่น Master Series ที่ผมคุ้นเคย
นี่คือก้าวที่สำคัญยิ่งของวงจรขยายแบบคลาส D ที่ต้องยอมรับว่าทีมออกแบบสามารถพัฒนามาจนถึงจุดสูงสุด นับเป็นการเอื้อเทคโนโลยีที่สูงล้ำของ NAD จะได้ใจจากนักเล่นเครื่องเสียงไปตลอดกาล
NAD C 399 สามารถบ่งชี้ว่า จากนี้โลกเครื่องเสียงไฮไฟของเราได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว กระบวนการขยายเสียงที่เที่ยงตรงจาก Class D ได้เดินทางมาถึงจุดที่สมบูรณ์ด้วยพลังและรายละเอียดที่บริสุทธิ์ เที่ยงตรงอย่างสมบูรณ์แบบ หนีห่างจากแอมป์ดิจตอลยุคบุกเบิกคนละเรื่องกันไปเลย
ในช่วงที่ภาพยนตร์ประวัติชีวิตของ Michael Jackson เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ วาระนี้ผมได้เลือกเอาบทเพลงจากอัลบั้มอมตะของเขามาเปิดฟัง ทั้งแผ่นซีดีและฟังจากไวนีล (NAD C 588)
และด้วยแผ่นสะสมหายากคือ Thriller first press ที่ยังบันทึกเสียงแบบดั้งเดิม โดยมีจุดสังเกตก็คือ ด้านหลังปกเวอร์ชันแรกสุดจะไม่มีข้อความว่า "Co-Produced by Michael Jackson" และรหัสแผ่นจะพิมพ์ ตัวเลข QE 38112
เป็นการพิสูจน์ได้เลยว่า ภาคปรีโฟโนในเครื่อง NAD C 399 จัดเป็นทีเด็ดของภาคขยายหัวเข็มแผ่นเสียง MM ได้เลยครับ มันได้ถูกออกแบบวงจรมาอย่างดีเยี่ยม สังเกตได้จากรายละเอียดปลายเสียงแหลม ที่ค่อนข้างเปิดโปร่งเป็นธรรมชาติ พร้อมกับการรักษาเสียงต่ำลึกครบถ้วนและให้พลังเสียงเบสได้ดุดันมากเลยทีเดียว ในเพลง Thriller ที่ฟังแล้วคออนาล็อกชื่นใจครับ

ต้องเรียนเพื่อทราบไว้เล็กน้อย ว่าเนื่องจากเครื่องที่ผมนำมาทดสอบนี้ ผมจะเน้นการใช้งานในภาคไลน์ในระบบขยายเสียง ไม่ได้ใส่โมดูลของ MDC เพื่อให้เล่น Streaming ดังนั้นผู้ที่เป็นเจ้าของสามารถเพิ่มเติม Option นี้ เพื่อให้เครื่องมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นได้นะครับ หรือถ้าต้องการทราบรายละเอียดและราคา สอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ของทาง Conice ได้เลยครับ
ส่วนประสิทธิภาพด้าน Streaming จากสื่อที่ได้ทดสอบไปแล้ว ทั้งต่างประเทศและผู้ทดสอบในประเทศไทย ต่างยืนยันตรงกันว่า ให้คุณภาพยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้งานควบคู่กับโมดูล MDC2 BluOS-D ก็จะเปลี่ยนแอมป์ตัวนี้ให้เป็นสตรีมมิ่งอินทิเกรตแอมป์ระดับไฮเอ็นด์ในทันที
โมดูลสามารถรองรับบริการสตรีมมิ่งชั้นนำ เช่น Tidal, Qobuz, Spotify และรองรับ MQA ซึ่งนักรีวิวต่างยกย่องในเรื่องความสะดวกและคุณภาพเสียงที่ดี เป็นระบบ Roon Ready ทำให้สามารถทำงานร่วมกับ Roon ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
(สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในสื่อออนไลน์ ที่มีผู้ทดสอบไว้โดยละเอียดแล้วครับ)
สำหรับผม การทดสอบภาค Line input ภาค DAC และ Phono PreAmp ใน C 399 เป็นจุดมุ่งหมาย และถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเมนหลักที่ให้ความคุ้มค่า ด้วยน้ำเสียงและศักยภาพใกล้เคียงกับภาคขยายแบบใหม่ใน Master Seriesได้อย่างมากที่สุด
คือถ้าไม่เห็นรูปทรงของเครื่อง นั่งหลับตาและฟังเสียงอย่างเดียว คุณจะคิดว่ามันใช่เลย เหมือนได้ฟังจากมาสเตอร์ซีรีส์ นับเป็นความสปอร์ตและใจกล้าของทีมออกแบบ ที่ทำคุณภาพเสียงของซีรีส์ไฮเอ็นด์และซีรีส์คลาสสิกปกติ เดินเข้ามาใกล้ชิดกันแบบ ชนิดหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว
C 399 ทำให้การเดินขึ้นบันไดไฮเอ็นด์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นครับ แนวบุคลิกเสียงที่เข้าถึงความเป็นธรรมชาติของดนตรีเป็นอย่างสูง รายละเอียดเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ให้ลักษณะเสียงที่มีโท
นัลบาลานซ์สวยงาม ความชุ่มฉ่ำที่ปลายเสียงแหลมมีเสน่ห์มากขึ้นยิ่งกว่าแอมป์ในซีรีส์เดิมตระกูล BEE ด้วยซ้ำ
และที่น่าชื่นชมคือมีความเป็นกลางสูงมากพอเพียงที่จะฟังเพลงได้โดยไม่จำกัดสไตล์
เสน่ห์ที่ชวนหลงใหลมากที่สุดสำหรับผม น่าจะเป็นการฟังจากภาคปรีโฟโน ที่ NAD ได้วางระบบการปรับอีควอไลเซอร์ RIAA ไว้อย่างเที่ยงตรง ภาคโฟโนขยายหัวเข็มแผ่นเสียงแบบ MM (ผมทดลองจากหัวเข็ม Ortofon Blue) เป็นระบบวงจรที่มีสัญญาณรบกวนต่ำมาก และรองรับสัญญาณได้ดีเยี่ยม
ปรีโฟโนใน C 399 ยังมีวงจรเฉพาะที่ช่วยลดสัญญาณรบกวนความถี่ต่ำ (infrasonic noise) ซึ่งสามารถพบในแผ่นเสียงทุกแผ่น โดยไม่ทำให้เสียงทุ้มลดลง หรือด้อยคุณภาพแต่อย่างใด นี่ก็ถือว่าเป็นทีเด็ดได้เลย
ยกตัวอย่างในช่วงฟังแผ่นเสียงจากภาค Phono ผมฟังเพลงร้องที่คุ้นเคยจากศิลปินคนโปรด แบบเบาๆ สบายๆ ด้วยภาคขยายที่ทรงพลังและให้ความละเมียดละไมของ C 399 ช่วยจับประโยคในลำคอแผ่วเบาของน้าเคน เคนนี่ โรเจอรส์ ได้เสียงสะอาดน่าประทับใจ ชนิดต้องหวนกลับมาฟังหลายๆ รอบเลยครับ โดนเฉพาะกับแทร็กซ์เพลง Lady ของ Kenny Rogers เพลงคันทรีและป็อป บัลลาดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก (อัลบั้มรวมฮิต Kenny Rogers' Greatest Hits ปี 1980) ซึ่งแต่งและโปรดิวซ์โดยศิลปินระดับตำนานอย่าง Lionel Richie

ช่วงท้ายๆ การทดสอบผมเน้นฟังแผ่นซีดีในตำนาน โดยส่งสัญญาณขาออก แบบดิจิตอลเอาต์โคแอกเซียล ไปให้ภาคแปลงรหัส หรือ DAC ภายในของ C 399 ทำงานอย่างต่อเนื่อง ชอบมากครับ เพราะได้เสียงสะอาดเป็นธรรมชาติ และแจกแจงรายละเอียดดนตรีได้ดีจริงๆ ให้ความรู้สึกเข้าถึงดนตรี Jazz ที่คุ้นเคยอย่างปลอดโปร่งสมจริง
และที่นับว่าเยี่ยมคือฟังจากแผ่นซีดีอัลบั้มสังกัด TBM เริ่มจากอัลบั้มเปียโนทริโอ ที่โดดเด่นด้วยเสียงเปียโนที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่นักฟังเพลงต้องมี (Miyamoto Masao / Tsuyoshi Yamamoto - Midnight Sugar ) ต่อด้วยอัลบั้มเปียโนแจ๊สมาตรฐาน หรือ Standard Jazz ที่มีทำนองไพเราะฟังสบาย และบันทึกเสียงได้อย่างน่าทึ่ง (Tsuyoshi Yamamoto - Misty)
ปิดท้ายด้วยอัลบั้ม Isao Suzuki - Blow Up อัลบั้มเบสที่โดดเด่นทั้งดับเบิลเบสและเชลโล บันทึกเสียงเครื่องสายได้ละเอียดและมีพลัง เป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญสำหรับ NAD C 399 ว่ามีความเป็นธรรมชาติของเสียงดนตรีอย่างสูงยิ่ง
นี่คือแอมปลิไฟร์ที่ให้ความเป็นดนตรียอดเยี่ยมมาก ด้วยเสียงที่สะอาดและควบคุมลำโพงให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ บนความเรียบง่ายของหน้าตาและการใช้งานที่ไม่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนนี้ กลับให้พลังงานที่โดดเด่นอย่างน่าทึ่ง เสียงที่สามารถเทียบเคียงได้กับชุดปรี-เพาเวอร์ ในระดับราคาสูง และเข้าใกล้ Master Series มากที่สุด
NAD C 399 จะเป็นต้นแบบของแอมปลิไฟร์ยุคใหม่ที่ตอบสนองดนตรีได้อย่างครบถ้วน จะเป็นหมุดหมายที่สำคัญสำหรับออดิโอไฟล์ ที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด มีความใกล้ชิดดนตรีแต่ด้วยระดับราคาที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
NAD ออกแบบอย่างประณีตพิถีพิถัน เพื่อให้ C 399 เป็นพลังเสียงที่บริสุทธิ์ โดดเด่นน่าทึ่ง ด้วยระบบภาคขยายระบบไฮบริดดิจิทัล ที่ผนวกมากับภาค DAC ชั้นดี ให้ความลงตัวคุ้มค่านับแต่แรกเริ่มเล่นไปจนถึงพัฒนาการเผื่ออนาคตเท่าที่ใจคุณต้องการครับ
NAD C 399 ราคา 108,800.- บาท (ไม่รวมออพชั่น MDC2 โมดูล)
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่
บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด
เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400
โทร 02-276-9644
E-mail: https://www.conice.co.th/