Review
REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve พลังแห่งเสียงดนตรีที่แท้จริง

REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve พลังแห่งเสียงดนตรีที่แท้จริง REVIVAL AUDIO ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2021 ที่ประเทศฝรั่งเศส หลังจากสั่งสมความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับลำโพงไฮเอ็นด์มาเกือบสี่ทศวรรษ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์เรือธงชื่อดังมากมายในแบรนด์ชั้นนำของเดนมาร์ก คุณแดเนียล เอมอนต์ส วิศวกรผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้มากว่า 30 ปี ก็ตัดสินใจบุกเบิกลำโพงระดับสุดยอดขึ้นมาในชื่อ REVIVAL AUDIO และซีรีส์ ATALANTE ก็เริ่มเป็นที่กล่าวขานทั่วโลก คงต้องมีสักครั้งหนึ่งที่แดเนียลมีความต้องการสร้างลำโพง ให้อยู่ในความทรงจำรำลึกและเป็นอมตะตลอดกาล หลังจากการพัฒนาปรับปรุงตัวขับเสียงรูปแบบครอสโอเวอร์และตัวตู้ ก็มาถึงจุดหมายปลายทางในลำโพงรุ่นพิเศษสุด REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve   เนื่องจากศัพท์คำว่า Grande Réserve นั้น เป็นภาษาฝรั่งเศส ผมเองก็ยังอ่านผิดๆ พลาดๆ ดังนั้นจะขออธิบายความหมายที่ถูกต้องดังนี้ Grande Réserve เป็นรากศัพท์ภาษาฝรั่งเศสที่ใช้กันอยู่ในวงการไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นคอนญัก เพื่อบ่งบอกถึงคุณภาพที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไป ซึ่งเราต้องอ่านว่า “กรองด์ เรเซอร์ฟ” Grande (กรองด์) มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “ยิ่งใหญ่” หรือ “สำคัญ” เทียบเท่ากับ Grand ในภาษาอังกฤษ Réserve (เรเซอร์ฟ) มาจากภาษาฝรั่งเศส ซึ่งรากศัพท์มาจากภาษาละติน reservare แปลว่า “การเก็บรักษาไว้” หรือ “การสำรองไว้” นั่นเอง Grande Réserve คือเครื่องหมายแห่งความโดดเด่นสูงสุดในคอนญักและแชมเปญของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สงวนไว้สำหรับสิ่งที่ดีที่สุดและหายากที่สุด ในทำนองเดียวกัน ATALANTE Grande Réserve คือผลงานสร้างสรรค์ที่เหนือระดับที่สุด ที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 300 คู่ทั่วโลกเท่านั้น ลำโพงรุ่นนี้ได้พัฒนาต่อยอดจากมาตรฐานที่กำหนดโดย ATALANTE 7 Évo ออกแบบมาสำหรับผู้ฟังที่แสวงหาประสิทธิภาพระดับอ้างอิงในสัดส่วนที่ประณีต ผสมผสานทั้งมรดกและการพัฒนาภายในตระกูล ATALANTE ด้วยการเปิดตัวทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ RASC Évo วูฟเฟอร์ BSC Grande Réserve ขนาด 12 นิ้วที่ได้รับการออกแบบใหม่ และแผงแบบเฟิ่ลด้านหน้าแบบหลายชั้น StrataBaffle ทำให้ความแม่นยำทางเสียงก้าวไปอีกระดับ โครงสร้างตู้ลำโพงที่ประณีต ขาตั้งไม้ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ และส่วนประกอบระดับพรีเมียม ทั้ง Mundorf, WBT, van den Hul Skyline ช่วยรักษาความบริสุทธิ์และการควบคุมตลอดเส้นทางสัญญาณ ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงเบสที่สมดุลและชัดเจน รายละเอียดเสียงที่คมชัด และความลื่นไหลของดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ มอบความยิ่งใหญ่ของลำโพงระดับเรือธงอย่างแท้จริงในพื้นที่ที่สัดส่วนและประสิทธิภาพมีความสำคัญเท่าเทียมกัน     รูปลักษณ์ระดับเรือธงด้วยสัดส่วนที่ลงตัว ATALANTE Grande Réserve คือความก้าวหน้าด้านการออกแบบ มอบรูปลักษณ์ระดับเรือธงอย่างแท้จริงในสัดส่วนที่ลงตัวยิ่งขึ้น ด้วยผิวไม้โอ๊ครมควันและแผงด้านหน้า StrataBaffle ที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต พร้อมขอบที่ตัดเฉียง ทุกรายละเอียดสะท้อนถึงความหายากและจุดประสงค์ในการสร้างสรรค์เพียง 300 คู่เท่านั้น ผิวไม้โอ๊ครมควัน ด้วยไม้วีเนียร์ระดับพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์แบบยุค Époque ผสานความอบอุ่นเข้ากับความหรูหราอย่างมีระดับ แผงด้านหน้า StrataBaffle ใช้ไม้โอ๊คเนื้อแข็งหลายชั้น แกน UDF และแผ่นรอง MDF พร้อมขอบที่ตัดเฉียงเพื่อความแข็งแรง การควบคุมเสียงสะท้อน และรูปลักษณ์ที่ประณีตยิ่งขึ้น ขาตั้งไม้เฉพาะ ออกแบบมาเป็นพิเศษ พร้อมขอบที่ตัดเฉียงและแผ่นฐานที่สลักด้วยเลเซอร์ให้เข้ากับตัวลำโพง แผ่นปิดขั้วต่ออลูมิเนียมพร้อมหมายเลข บนแผ่นด้านหลังแบบกำหนดเองพร้อมขั้วต่อ WBT และการสลักหมายเลขเฉพาะตัว งานฝีมือของ REVIVAL AUDIO เป็นสัญลักษณ์แห่งความเชี่ยวชาญของโดยแท้จริง     คุณสมบัติเด่น ATALANTE Grande Réserve ผสานความพิเศษเฉพาะตัวเข้ากับงานศิลปะระดับอ้างอิงอย่างแท้จริง แสดงถึงความเชี่ยวชาญและความชำนาญขั้นสูงสุดของ REVIVAL AUDIO เอกลักษณ์ของมันได้ถูกกำหนดด้วยความสมดุลที่โดดเด่น การเก็บรายละเอียดที่ประณีต และความลื่นไหลของดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นความประณีตที่เกิดขึ้นได้จากทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ RASC Évo รุ่นใหม่ล่าสุด วูฟเฟอร์ BSC Grande Réserve ขนาด 12 นิ้วที่ได้รับการออกแบบใหม่ แผงด้านหน้า StrataBaffle ที่ล้ำสมัย และเส้นทางสัญญาณที่คัดสรรมาอย่างดีจากส่วนประกอบ Mundorf, WBT และ van den Hul Skyline แผ่นกั้นด้านหน้าแบบหลายชั้น StrataBaffle แผงแบบเฟิ่ลที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ ATALANTE Grande Réserve แผ่นกั้นด้านหน้า StrataBaffle ผสมผสานชั้นไม้หนาพิเศษ 25 มม. น้ำหนัก 6 กก. มีแกน UDF และโครงสร้างรองรับที่ออกแบบมาอย่างแม่นยำ ด้วยขอบที่ลบมุม ทำให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ลดเสียงสะท้อน และปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ดียิ่งขึ้น แต่ละคู่มีเอกลักษณ์และดูดีเหนือกาลเวลา ตัวตู้ชั้นนอกทำจากไม้โอ๊ค หนา 25 มม. น้ำหนัก 6 กก. ไม้โอ๊คหนาพิเศษช่วยเพิ่มความสง่างามและความแข็งแกร่ง ลดการสั่นสะเทือนเพื่อเสียงที่คมชัดและเป็นธรรมชาติ แกน UDF (Ultra-Density Fibreboard) ให้ความแข็งแรงและการลดแรงสั่นสะเทือน ลดเสียงสะท้อนเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น โครงสร้างรองรับที่ออกแบบมาเป็นพิเศษนี้ ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความหนาแน่นและความเสถียร เพื่อการติดตั้งไดรเวอร์ได้ดีที่สุด ส่วนขอบลำโพงมีการลบมุม ช่วยลดการเลี้ยวเบนของเสียง พร้อมทั้งเพิ่มความสง่างามที่โดดเด่น   วูฟเฟอร์ BSC™ Grande Réserve ขนาด 12 นิ้ว นี่คือการต่อยอดจากวูฟเฟอร์ขนาด 12 นิ้ว ที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วของ ATALANTE 5 โดยวูฟเฟอร์ BSC Grande Réserve ได้ยกระดับประสิทธิภาพเสียงเบสไปอีกขั้น มอบเสียงเบสที่ลึกกว่า กว้างกว่า และชัดเจนกว่าเดิม ตัววูฟเฟอร์มีระยะช่วงชักในการเคลื่อนที่เป็นเชิงเส้นถึง 10 มม. และขอบยางแบบ High-Roll ระยะการเคลื่อนที่ X-max ทางเดียวเพิ่มขึ้น 45% เป็น ±12 มม. เพื่อเสียงเบสที่ลึกกว่า ปราศจากความผิดเพี้ยน ที่ระดับไดนามิกสูงขึ้น  วอยซ์คอยล์ขนาดใหญ่ถึง 2.25 นิ้ว เพิ่มประสิทธิภาพในการรับกำลังขับ การตอบสนองต่อสัญญาณชั่วขณะ และความเสถียรในระยะยาว ระบบแม่เหล็กที่ได้รับการอัพเกรด โดยใช้แผ่นแม่เหล็กหนาขึ้นถึง 29% เป็น ขนาด 36 มม. และใช้แม่เหล็กเกรดสูงสุด มอบแรงขับที่แข็งแกร่งและการควบคุมที่แม่นยำยิ่งขึ้น ปกติแล้ว REVIVAL AUDIO ออกแบบระบบวอยซ์คอยล์สองชั้น แต่ตอนนี้มาพร้อมกับวอยซ์คอยล์ถึง 4 ชั้น พร้อมลวดทนความร้อนขนาดหนาขึ้น และแกนอลูมิเนียมสีดำเพื่อการระบายความร้อนที่ดีขึ้นและความเสถียรในระยะยาว เทคโนโลยีโครงสร้างแซนด์วิชบะซอลต์ (BSC) กรวยลำโพงผลิตจากหินลาวาบะซอลต์มีความแข็งแกร่งตามธรรมชาติ แต่มีน้ำหนักเบา ให้ความสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งและการลดการสั่นสะเทือน เพื่อเสียงเบสที่แน่นและปราศจากความผิดเพี้ยน     ทวีตเตอร์ RASC Évo ด้วยความพยายามทางวิศวกรรมอย่างมหาศาล ออกแบบมาเพื่อความคมชัด ความแม่นยำ และรายละเอียดที่เหนือกว่า ทวีตเตอร์ RASC Évo จึงให้เสียงแหลมที่กว้างและเป็นธรรมชาติ ปราศจากความกระด้างและความเมื่อยล้า เทคโนโลยี ARID ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ได้รับการปรับปรุงในเวอร์ชั่น Évo โดมภายในป้องกันการสั่นสะเทือนได้อย่างยอดเยี่ยม โดยสามารถดูดซับการสั่นสะเทือนภายในได้มากกว่า 97% เป็นการขจัดความผิดเพี้ยนเพื่อเสียงแหลมที่สะอาดและแม่นยำยิ่งขึ้น ระบบแม่เหล็กนีโอไดเมียมเพิ่มความไว 5dB เพิ่มไดนามิก ประสิทธิภาพ และการควบคุมโดม Tetoron ที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษ มีการเคลือบเพื่อการตอบสนองที่ราบรื่นและให้เสียงแหลมที่เป็นธรรมชาติ ฟังได้ระยะยาวนาน ปราศจากความเมื่อยล้า วอยซ์คอยล์อลูมิเนียมบริสุทธิ์ เพิ่มการดึงรายละเอียดและความแม่นยำด้วยค่าความเหนี่ยวนำที่ต่ำมาก  ตัวทวีตเตอร์มีแชมเบอร์ด้านหลังแบบอลูมิเนียมลดการสั่นสะเทือน และปรับปรุงการระบายความร้อน จึงให้เสียงที่เปิดกว้างและโปร่งใสเป็นธรรมชาติ มีแผ่นหลังระบายอากาศและตัวกระจาย ช่วยในการไหลเวียนของอากาศที่เหมาะสมที่สุดเพื่อประสิทธิภาพความถี่สูงที่ราบรื่น RASC Évo Midrange มอบความโปร่งใส ความบริสุทธิ์ของโทนเสียง และความสมดุลที่ไม่มีใครเทียบได้ RASC Évo Midrange นำเสนอทุกรายละเอียดทางดนตรีด้วยความคมชัด ความลึก และความสมจริงเป็นพิเศษ ด้วยเทคโนโลยี ARID+ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร คือประสิทธิภาพที่ได้รับการปรับปรุงในเวอร์ชัน Évo ดูดซับเสียงสะท้อนภายในได้มากกว่า 96% ขจัดเสียงสะท้อนที่ไม่ต้องการเพื่อการตอบสนองที่ราบรื่นและปราศจากความผิดเพี้ยน ระบบแม่เหล็กนีโอไดเมียม มอเตอร์กำลังสูง BL เพิ่มความไวและการควบคุมที่แม่นยำ ทำให้ได้เสียงกลางที่ไดนามิกและแสดงออกได้อย่างเต็มที่ พร้อมการกระจายเสียงที่ลงตัวสมจริง แผ่นรองด้านหลังและตัวกระจายเสียงแบบระบายอากาศ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของพลังงาน ลดการบีบอัด เพื่อการสร้างเสียงที่สมจริงและราบรื่น     ตู้ลำโพงและขาตั้ง Grande Réserve ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดผ่านการจำลองและการทดสอบหลายร้อยชั่วโมง ทำให้ตู้ลำโพง ATALANTE Grande Réserve มีโครงสร้างที่ปราศจากเสียงสะท้อนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา จับคู่กับขาตั้งไม้โอ๊คเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุหล่อขึ้นรูปเพื่อการลดแรงสั่นสะเทือนตามธรรมชาติและความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า ตู้ลำโพงที่ปรับแต่งเพื่อลดเสียงสะท้อน ได้รับการปรับแต่งผ่านการจำลองและการทดสอบอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่เกือบปราศจากเสียงสะท้อนและความสมบูรณ์ของโครงสร้าง มีเดือยแหลม Spike แยกส่วนระหว่างตู้ลำโพงและขาตั้ง เพื่อแยกการสั่นสะเทือนอย่างสมบูรณ์ รักษาความคมชัดและรายละเอียดของเสียงตลอดย่านความถี่ โครงสร้างขาตั้งแบบไฮบริด โครงสร้างไม้โอ๊คเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุหล่อขึ้นรูป ผสมผสานการลดแรงสั่นสะเทือนตามธรรมชาติเข้ากับความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า วงจรครอสโอเวอร์ ATALANTE Grande Réserve ออกแบบด้วยส่วนประกอบระดับโลกและความแม่นยำระดับช่างฝีมือ วงจรครอสโอเวอร์ ATALANTE Grande Réserve ให้การทำงานร่วมกันของไดรเวอร์อย่างราบรื่น มีความบริสุทธิ์ของโทนเสียง และความน่าเชื่อถือที่ยาวนาน ใช้ส่วนประกอบ Mundorf Supreme และขั้วต่อ WBT โดยมีตัวเก็บประจุและตัวต้านทานระดับพรีเมียมเพื่อความคมชัดและความละเอียดอ่อนสูงสุด ขั้วต่อชั้นนำของอุตสาหกรรมรับประกันการส่งผ่านของสัญญาณที่ปลอดภัยและไม่สูญเสีย ชิ้นส่วนอุปกรณ์ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค REVIVAL AUDIO แบบกำหนดเอง และคอยล์ Supreme Air ตัวเก็บประจุ ตัวเหนี่ยวนำ และคอยล์ขนาดใหญ่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ ออกแบบมาเพื่อเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไม่ผิดเพี้ยน และความสมดุลของโทนเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ภายในใช้สาย Van den Hul Skylineไวร์ลิ่ง เพื่อการส่งสัญญาณเกรดพรีเมียม รักษาความคมชัดและความเที่ยงตรงเพื่อประสบการณ์ทางดนตรีที่บริสุทธิ์ที่สุด โครงสร้างตัวกรองแบบ All-Pass ความแม่นยำที่ปรับแต่งด้วยมือ เพิ่มความสอดคล้องของเฟสเสียง สร้างเวทีเสียงที่ราบรื่นและสมจริงด้วยความแม่นยำ วงจรครอสโอเวอร์ทุกตัวได้รับการปรับแต่งอย่างละเอียดเพื่อการทำงานร่วมกันของไดรเวอร์ที่ดีที่สุด มอบเสียงที่สมดุลและละเอียดอ่อนถึงที่สุด     ช่องระบายเสียงเบสคู่ด้านหลัง AeroVex เทคโนโลยี AeroVex ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกใน ATALANTE 7 Évo ได้ถูกนำมาใช้กับ ATALANTE Grande Réserve ด้วยการออกแบบช่องระบายเสียงเบสคู่ด้านหลัง ออกแบบมาเพื่อการไหลเวียนของอากาศที่ราบรื่น การควบคุมเสียงเบสที่แม่นยำ และความถี่ต่ำที่ปราศจากความผิดเพี้ยน ทำให้การใช้งานราบรื่นไร้ที่ติ พร้อมเพิ่มความคมชัดและขยายเสียงเบสให้สูงสุด การออกแบบ AeroVex ท่อนำคลื่นคู่นี้ผ่านการจำลองหลายร้อยชั่วโมง รูปแบบพิเศษนี้ช่วยลดการไหลเวียนของอากาศที่ปั่นป่วนและลดเสียงรบกวนจากช่องระบายเสียงได้มากกว่า 94% ระบบช่องระบายเสียงคู่ด้านหลัง ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศราบรื่นและขยายความถี่ต่ำด้วยการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น ทำให้ได้ประสิทธิภาพที่ทรงพลังแต่สมดุล ดีไซน์ที่ REVIVAL AUDIO ได้นำเรามาไกลสุดทางจริงๆ ครับ     Test Report ลำโพง REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve ถูกนำส่งมายังห้องฟังผมในลักษณะที่ต้องใช้ชายฉกรรจ์แรงพลังเหลือเฟือ จึงจะยกโยกย้ายกันไหว ถ้าไม่ได้สองหนุ่มช่วย ผมคงสลบเหมือดก่อนแน่ๆ เพราะน้ำหนักเฉพาะตู้ ตู้ละ 35 กิโลกรัม ไม่รวมขาตั้ง ถ้าขนส่งมาพร้อมแพ็คเกจกล่องไม้ หนักรวมๆ เกือบร้อยกิโลกรัม การเซ็ตอัพ การขยับทีละเล็กละน้อย ยังพอไหวครับ ลำโพงถูกเบิร์นมาพอสมควรเพราะจากการฟังเสียงจะพบว่า ความไหลลื่นเป็นธรรมชาติของลำโพงคู่นี้มาดีอยู่แล้ว แต่ผมก็ยังขอเวลาที่จะเบิร์นให้เต็มที่สักระยะนึง เพิ่มความมั่นใจว่าลำโพงพร้อมทำงานอย่างเต็มร้อย และกว่าที่จะหาจุดตำแหน่งที่ตั้งให้พอดีกับห้องฟังและระยะของการฟังก็ใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็มๆ  ระยะห่างระหว่างลำโพง ทั้งคู่วัดจากศูนย์กลางลำโพงซ้ายไปหาศูนย์กลางลำโพงขวาก็คือ 2.10 เมตร ห่างผนังหลัง 1 เมตร ห่างผนังข้าง 70 เซนติเมตร ในห้องฟังที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ สามารถปรับตำแหน่ง ให้วางลำโพงห่างกันถึง 3.00 เมตร ได้ครับ เพราะลำโพงมีพลังที่เหมาะสมกับห้องขนาดใหญ่อยู่แล้ว ตลอดการทดสอบฟัง ผมจะเน้นฟังจากชุดปรีเพาเวอร์แอมป์ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier เป็นหลัก มีการหยิบยกเอาแอมป์หลอดมาใช้บ้างในบางช่วงเวลา พบว่า ATALANTE Grande Réserve นั้น ไม่เกี่ยงภาคขยายนักเท่าไร ความต้องการคือแอมป์ที่มีมาตรฐานสูง สามารถตอบรับการทำงานของมันได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะภาคจ่ายไฟที่ดี เนื่องจากเป็นลำโพงค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม แต่ความไวสูงมากถึง 89dB/2.83V/1 metre     ลักษณะการฟังทั่วๆ ไป ผมชื่นชอบลำโพงคู่นี้ในทันทีก็คือ โทนัลบาลานซ์และฮาร์โมนิคสวยงามมากๆ ฟังเพลงร้องอย่าง Linda Ronstadt, Holly Cole Trio, Janis Ain ได้ลึกซึ้งถึงความจริงเป็นอย่างยิ่ง และบางครั้งกับความหวานใสไหลลื่นราวสายน้ำไหลอย่างต่อเนื่องของเจ้าแม่เพลงนิวเอจ (Enya Shepherd Moons) ฟังแล้วต้องย้อนทวนต้นเลยทีเดียวครับ อะไรมันจะน่าฟังรื่นรมย์ถึงเพียงนี้ จุดที่ลำโพงมีค่าความไวสูง ATALANTE Grande Réserve ย่อมได้เปรียบลำโพงระดับไฮเอ็นด์ด้วยกันคือ แจกแจงรายละเอียดหยุมหยิมระยิบระยับระดับไมโครดีเทลได้ดีมากๆ แม้ในช่วงเวลานั้น คุณจะเปิดฟังในระดับที่ค่อนข้างแผ่วเบาก็ตาม ลำโพงถ่ายทอดทุกสิ่งออกมาครบมากๆ และในยามหนักหน่วงพลังแรง ผมก็ต้องยอมรับว่าลำโพงมีพลังไม่อั้น กับวงออเคสตร้าวงขนาดยักษ์ (Round-Up (Erich Kunzel / Cincinnati Pops Orchestra) อัลบั้มเพลงแนวคาวบอยตะวันตกที่บันทึกเสียงสด ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง เป็นที่นิยมในหมู่นักฟัง Audiophile มานานแสนนาน ลำโพง ATALANTE Grande Réserve พาเราท่องรสชาตดนตรีที่มีค่าไดนามิคเร้นจ์กว้าง ชนิดไม่อั้น และ “สวยงามเหลือเกิน” ครับ ความสุดยอดของลำโพงอยู่ที่การถ่ายทอดเสียงดนตรีที่ลื่นไหล ไม่มีเรื่องของความตึงเครียด ให้ความสมดุลของโทนเสียงที่เป็นธรรมชาติมากๆ เหมือนผู้ฟังจะได้รับอารมณ์ดนตรีชนิดไม่เว้นวรรค อิ่มอยู่กับความสุขอย่างเนิ่นนานมากๆ โดยเฉพาะเพลงในแนวแจ๊สวงขนาดใหญ่ หรือแม้แต่การร่ายมนต์ในบทเพลงร็อคระดับมาสเตอร์พีซ ในตำนานด้วย I Robot (อัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 2 ของวงโปรเกรสซีฟร็อกสัญชาติอังกฤษ The Alan Parsons Project) ที่ผมฟังถึง 2 รอบ ครบทุกแทร็กอย่างเร่งเร้าทุกอารมณ์  ในแง่ซาวด์สเตจและมิติเสียง ผลจากการทดสอบพบว่า ATALANTE Grande Réserve สามารถสร้างเวทีเสียงที่มีขนาดใหญ่และลึก ให้ความรู้สึกโอบล้อมและมีมิติสมจริง ดึงเอาทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานของซาวด์เอ็นจิเนียร์ในห้องบันทึกเสียงถูกถ่ายทอดออกมาอย่างถี่ถ้วน ต้องเรียกว่าเก็บมาในทุกรายละเอียดก็ว่าได้ และนี่ก็คือลำโพงที่ให้เสียงเบสได้ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยฟังมาในรอบหลายสิบปีนี้ครับ เป็นทั้งเสียงเบสที่ทรงพลังแต่ควบคุมได้ดีเยี่ยม ด้วยวูฟเฟอร์ขนาด 12 นิ้วแบบ BSC™ Grande Réserve ทำให้ได้เสียงเบสที่ลึกและมีพลัง แต่ยังคงความกระชับและแม่นยำ ไม่บวมเบลอแม้แต่น้อย ยกตัวอย่าง Jennifer Warnes: Famous Blue Raincoat ในเพลง "Bird on a Wire" มีเสียงกลองและเบสที่มีตำแหน่งชัดเจนและเป็นธรรมชาติอย่างน่าทึ่งมากครับ เป็นลำโพงที่ให้เสียงดนตรีทรงพลังมากครับ โดยเฉพาะในแง่ของเวทีเสียงต้องถือว่าเป็นลำโพงที่ก้าวขึ้นไปถึงระดับยิ่งใหญ่ล้ำลึกโอฬารเลยทีเดียว จุดที่โดดเด่นมากคงเป็นเรื่องของโทนัลบาลานซ์ และความสามารถที่จะตอบสนองกับเพลงได้ทุกประเภทโดยไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่มีลีลาอ่อนหวานละเมียดละไมไปจนถึงเพลงร็อคที่ดุดัน      นอกเหนือจากคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยม คือตัวตู้คลาสสิกประณีตด้วยวัสดุที่สวยงาม ผมชื่นชมการออกแบบตู้ลำโพงที่ใช้ผิวไม้ Smoked Oak และแผงหน้า StrataBaffle ซึ่งมีความหนา 25 มม. ช่วยลดการหักเหของเสียงและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้าง เป็นผลต่อย่านความถี่ของเสียงดนตรีจากแหลมสุดลงไปถึงทุ่มสุดได้อย่างแม่นยำ REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve เป็นลำโพงที่มีคุณลักษณะเสียงแบบฝรั่งเศสก็คือ มีน้ำมีเนื้อและให้ความอบอุ่น ให้เสียงดนตรีที่ไหลลื่นเป็นธรรมชาติ มีเสน่ห์ดึงดูดใจ ทำให้เรานั่งฟังได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนลำโพงอื่นๆ ผมอยากให้คำจำกัดความสั้นๆ ว่า นี่คือพลังแห่งเสียงดนตรีที่แท้จริง และยังเป็นรุ่นเรือธงหายาก ด้วยการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 300 คู่ทั่วโลกเท่านั้น • ตอบสนองความถี่ 26Hz – 24kHz • ความไว 89dB/2.83V/1 metre • ค่าความต้านทาน 4 ohms • จุดตัดครอสโอเวอร์ 400Hz and 2.0kHz • ขนาด With Stand: 1176 mm x 420 mm x 355 mm (46.3 in x 16.5 in x 14.0 in) • น้ำหนักต่อตู้ Without Stand: 35.5 kg REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve ราคาคู่ละ  380,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 Msound line : m_240956  

WEAVA THREAD BASELINE SPEAKER CABLE พลังแห่งความเรียบง่าย ที่คุ้มค่า

WEAVA THREAD BASELINE SPEAKER CABLE  พลังแห่งความเรียบง่าย ที่คุ้มค่า ผมกำลังมองหาสายลำโพงที่มีขนาดมาตรฐานทั่วไป ที่ไม่ใหญ่ ไม่แข็ง และสามารถวางลัดเลาะในห้องฟังไปตามชุดเครื่องเสียงที่เรียบง่ายได้ มาระยะหนึ่ง   เพิ่งได้มาเห็นสายลำโพง OFC ที่มีขนาด 12/14/16 AWG - WEAVA THREAD BASELINE นี่เอง ทั้งสามขนาดนี้ นอกจากจะใช้เป็นสายลำโพงแล้ว ผมพบว่าเหมาะกับการใช้งานไวร์ลิ่งในชุดครอสโอเวอร์กับไดรเวอร์ภายในลำโพงอีกด้วย สำหรับคอเครื่องเสียงระดับมิดเอ็นด์ สายลำโพงชุดนี้น่าสนใจครับ ทาง Pyramid Lifestyle Technology สั่งผลิตจากโรงงานผลิตสายสัญญาณมาตรฐานโลก และนำเข้ามาเป็นพิเศษ เพื่อสนองตอบทุกความต้องการด้านเสียง โดยไม่เน้นรูปลักษณ์คอสเมติคภายนอก แต่ภายในตัวนำและฉนวนจะใช้คุณสมบัติที่ดี ให้เราได้กลับไปสู่ความจริงที่เรียบง่าย ไม่ต้องใช้สารพัดตัวหุ้มที่พิศดารพันลึก เหมือนย้อนวันเวลาในช่วงยุคไฮไฟ 1980 ที่ระบบอนาล็อกสเตอริโอ รุ่งเรืองสุดขีด  เรื่องที่ชวนให้เข้าใจก่อนคือ ขนาดสายที่ระบุ 12/14/16 AWG ทั้งสามขนาดนี้คืออะไร หลายท่านอาจไม่ทราบ เล่นเครื่องเสียงไปนานๆ ขนาดผมเองก็เกือบจะลืมไปเลย  AWG ย่อมาจาก American Wire Gauge เป็นมาตรฐานการวัดขนาดลวดตัวนำไฟฟ้าที่นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกาและแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีหลักการสำคัญคือ ตัวเลขยิ่งน้อย สายยิ่งมีขนาดใหญ่และพื้นที่หน้าตัดกว้างขึ้น ผู้วางมาตรฐานคือ American Society for Testing and Materials     สำหรับขนาดพื้นที่หน้าตัดสรุปง่ายๆ  12 AWG มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.05 มิลลิเมตร หรือพื้นที่หน้าตัด 3.31 มม.² 14 AWG มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.63 มิลลิเมตร หรือพื้นที่หน้าตัด 2.08 มม.² 16 AWG มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.29 มิลลิเมตร หรือพื้นที่หน้าตัด 1.31 มม.² ตัวเลขยิ่งมาก ขนาดของสายจะยิ่งเล็กลงครับ ในด้านความต้านทานไฟฟ้า สายที่มีเลข AWG น้อย จะมีความต้านทานไฟฟ้าต่ำกว่า ทำให้ส่งสัญญาณได้ดีในระยะไกลโดยสูญเสียน้อย ในการเลือกใช้งานทั่วๆ ไป  ขนาด 16 AWG เหมาะสำหรับลำโพงขนาดเล็กทั่วไป หรือต่อสายในระยะใกล้ๆ รวมถึงระบบเสียงที่ไม่ต้องการกำลังขับสูงมาก รวมถึงการใช้ไวริ่งสายภายในเครื่องและลำโพง ขนาด 14 AWG ถือเป็นขนาดอเนกประสงค์ ที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับระบบโฮมเธียเตอร์ เครื่องเสียงและลำโพงบ้านทั่วไป ส่วนขนาด 12 AWG เหมาะสำหรับออดิโอไฟล์ ที่ใช้ลำโพงขนาดใหญ่ หรือลำโพงระบบไฮไฟที่ใช้กำลังขับสูง หรือการเดินสายระยะไกล บางครั้งในงาน PA จะสามารถใช้ความยาวได้มากกว่า 15 เมตรขึ้นไป สายลำโพง WEAVA สั่งผลิตภายใต้แบรนด์ที่กำหนดค่าวัสดุและฉนวนที่เหมาะสมในการใช้งานระดับออดิโอไฟล์ ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งสามารถใช้ในบ้าน ในระบบเสียงภายในรถยนต์ หรือใช้ในการประกอบตู้ลำโพงเดินสายในห้องโฮมเธียเตอร์  ส่วนตัวนำ วัสดุฉนวนแบบ PVC อ่อนนุ่ม ติดตั้งง่าย สี Matte white มีสกรีนบอกที่สายชัดเจน ตัวนำภายในเป็นทองแดง OFC แท้ เกรดตัวนำแบบ Oxygen-Free Copper จะเป็นตัวนำทองแดงปลอดออกซิเจน ที่มีความบริสุทธิ์สูงมากเพียงพอสำหรับออดิโอซิสเต็ม โดยผ่านกระบวนการกลั่นด้วยไฟฟ้า (ตกผลึกด้วยการไล่ออกซิเจน) เพื่อลดปริมาณออกซิเจนให้เหลือน้อยกว่า 0.001% ในเรื่องของสายลำโพงพื้นฐาน เส้นที่ไม่ใหญ่โต นอกจากจะมีข้อสงสัยในเรื่องเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของตัวนำและความสมดุลของชนวนแล้ว ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือ คนมักจะพูดถึงสายประเภทที่เป็นตัวนำแกนเดี่ยวขนาดใหญ่เส้นเดียว กับสายฝอยหลายเส้น ว่าแบบใดจะดีกว่ากัน สายลำโพงแบบสายแข็งเดี่ยว (Solid Core) และสายฝอย (Stranded) จะแตกต่างกันหลักๆ ที่โครงสร้างตัวนำและลักษณะเสียง สายแข็งใช้ทองแดงเส้นเดียวหลักๆ จะให้เสียงที่สะอาด โฟกัสแม่นยำ เบสอิ่มดี แต่เดินสายยาก เพราะตัวสายจะแข็ง แต่สายฝอยใช้เส้นทองแดงเล็กๆ บิดเกลียวรวมกัน จะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และมักจะให้เสียงโดยรวมสมดุลและปลายเสียงแหลมจะละเอียดได้มากกว่า ดังนั้นสายลำโพงของ WEAVA แม้จะมีขนาดพื้นฐาน แต่ก็เลือกใช้สายที่เป็นเส้นทองแดงฝอยบริสุทธิ์มารวมตัวกัน     นอกจากความพยายามในเรื่องของตัวนำบริสุทธิ์ สายลำโพง WEAVA ก็ยังต้องคำนึงถึงปรากฏการณ์ ที่เรียกว่า Skin Effect คือปรากฏการณ์ที่ความถี่เสียงแหลมมักจะวิ่งบนผิวของวัสดุได้ดี และจะลดลงเมื่อลึกเข้าไปในแกนกลางของเส้นวัสดุ  แม้ในงานวิจัยระบุว่าความลึกของ Skin Depth ที่ 0.5 mm ในทองแดงที่ 20kHz ทำให้ปรากฏการณ์นี้มีผลน้อยมากต่อสายลำโพงขนาดปกติ แทบไม่มีผลต่อ Phase Shift หรือการบิดเบือนสัญญาณในย่านความถี่เสียง  แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันในเรื่องนี้ ผู้ผลิตสายระดับ High-End เชื่อว่า Skin Effect ส่งผลต่อ Phase Discontinuity หรือทำให้รายละเอียดเสียงแหลมและมิติเสียงลดลง  วิธีหลีกเลี่ยง Skin Effect หรือความถี่สูงวิ่งลงลึกไปจากผิววัสดุไปสู่ใจกลาง แทนที่จะใช้สายแกนเดี่ยวเส้นหนาเส้นเดียว ก็คือการใช้ตัวนำแกนเดี่ยวขนาดเล็กหลายเส้นขนานกัน เพื่อให้รัศมีของตัวนำแต่ละเส้นน้อยกว่าค่า Skin Depth ประมาณ 0.5 mm ที่ 20kHz ซึ่งจะช่วยให้กระแสไหลได้เต็มพื้นที่หน้าตัดของทุุกเส้น และด้วยจำนวนเส้นฝอยของสาย WEAVA THREAD BASELINE ได้มีการพิจารณาจำนวนเส้นให้เหมาะกับขนาดของโมเดล แต่ละโมเดลเป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ว่าจะได้ผลออกมาได้ดี สายลำโพง WEAVA มีสั่งนำเข้ามาจำหน่าย 3 รุ่น สามขนาด BASELINE16 : จำนวนแกนสาย 119 เส้น  ขนาดหน้าตัดสาย 1.24 mm² เป็นสายอเนกประสงค์ สามารถใช้ในการอัพเกรดระบบพื้นฐานต่างๆ ได้ดี เหมาะกับชุดลำโพงขนาดเล็กถึงปานกลาง เหมาะกับการใช้เดินสายในระบบเครื่องเสียงรถยนต์ เพราะขนาดเล็กติดตั้งง่าย และเหมาะสมกับระบบ Home Theatre  BASELINE 14 : จำนวนแกนสาย 196 เส้น ขนาดหน้าตัดสาย 2.08 mm² เป็นสายที่เหมาะสมกับระบบขนาดกลางทั่วไป และเหมาะกับการใช้เดินสายในระบบเครื่องเสียงมาตรฐานสูงที่ต้องการ การควบคุมและส่งต่อพละกำลังมากขึ้น  BASELINE 12 : จำนวนแกนสาย 315 เส้น ขนาดหน้าตัดสาย 3.3 mm² เป็นสายที่เหมาะกับระบบที่ต้องการส่งต่อพละกำลังระดับสูง สำหรับลำโพงที่ต้องการ การควบคุมที่ดี ให้เสียงเต็มตลอดย่าน เหมาะกับดอกลำโพงขนาดใหญ่ หรือลำโพงกลุ่มออดิโอไฟล์ ขนาดพื้นที่หน้าตัดช่วยลดการสูญเสียในสายในกรณีที่ต้องเดินสายยาวมากๆ สาย WEAVA THREAD BASELINE อาจจะดูเป็นสายพื้นๆ ไม่โดดเด่น ไม่มีฉนวนหุ้มรอบแบบหวือหวา น่าตื่นเต้น แถมราคาก็ดูจะเบสิกเกินไป ระดับเมตรละ 200-600 บาท มันธรรมดาไปไหมสำหรับบางคน.. แต่จากการทดสอบใช้งาน ถือว่าให้คุณภาพที่ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับราคาต่อเมตรที่วางจำหน่ายละก็ ของที่มีราคาสมเหตุผลแบบนี้ ก็ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ เหมือนกัน     Preview  การทดสอบนี้คือผลลัพธ์ต่อการใช้งานกับซิสเต็มระหว่างแอมปลิไฟร์และลำโพงสองยุคสมัย คือ แอมป์คลาส D กับลำโพงยุคใหม่ และแอมป์หลอดประเภท Single End กับลำโพงยุควินเทจครับ  ผมนำมา WEAVA THREAD BASELINE มาทดลองสลับกันทั้งสามขนาด  ข้อแนะนำ ให้สังเกตว่า สายลำโพงเป็นเส้นคู่ ใช้ส่วนที่พิมพ์ตัวอักษรเป็นเส้นบวก (ลักษณะเป็นฉนวนหุ้มสี่เหลี่ยม) ส่วนเส้นกลมที่ไม่มีการสกรีนอักษรเป็นเส้นลบ  และทริคง่ายๆ สายลำโพงชุดนี้ ไม่มีการระบุทิศทางหรือลูกศรโดยตรง ว่าปลายเส้นทางไหนเป็นขาออกจากแอมป์  ปลายทางด้านไหนเป็นขาเข้าที่ต่อกับขั้วลำโพง   แต่ยึดหลักง่ายๆ คือ ใช้ตัวอักษรที่สกรีนบนสาย ตัวสุดท้าย เป็นทางขาออกครับ คือทิศนั้นต่อเข้ากับลำโพง ผลสรุปคุณภาพเสียงที่ได้ ผมว่าน่าพอใจมากครับ สายทั้งสามโมเดล ให้เสียงโดยรวมออกแฟลต อิ่มสะอาด เปิดโปร่งพองาม เข้าลักษณะ Natural Sound แม้จะเป็นสายขนาดพื้นที่หน้าตัดพื้นฐาน แต่สามารถให้ความถี่เสียงครบถ้วน ที่สำคัญผมชอบเรื่องเฟสเสียงครับ โดยเฉพาะรุ่น BASELINE 12 ที่ดูจะสมดุลมากๆ เรียกว่า โทนัลบาลานซ์สวยงามเลยละครับ เหมาะสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงออดิโอไฟล์ ที่ต้องการสายลำโพงคุณภาพดี ไม่เน้นเรื่องรูปลักษณ์ หรือคอสเมติคภายนอกหรูหรา แต่ต้องการคุณภาพเนื้อในที่ดีอย่างวัสดุทองแดงตกผลึกบริสุทธิ์ระดับ OFC เช่นนี้ รับรองว่าไม่ผิดหวัง ถึงจะไม่ดูหรู แต่เสียงเทียบเคียงสายหรูๆ เมตรละเฉียดหนึ่งพัน ก็ไม่ถือว่าเสียเปรียบเลย ประหยัดและดี      จุดเด่นสำหรับความเห็นส่วนตัวผมคือ เป็นสายลำโพงที่ดูว่า เรากลับไปยัง Back to the Basic แต่ให้คุณค่าเสียงที่สมดุล ครบถ้วนรายละเอียด เสียงอิ่มละมุน ปลายเสียงโปร่งสะอาด และเป็นสายลำโพงที่รักษาคาแรคเตอร์เดิมของซิสเต็มได้คงที่ เหมาะทั้งกับซิสเต็มในยุคใหม่ ให้ความไหลลื่นของเสียงกับแอมป์ คลาส A, AB และคลาส D  และโดยเฉพาะดีมากๆ กับแอมป์หลอดสุญญากาศ ซิงเกิ้ลเอ็นด์ และลำโพงวินเทจในยุคอดีต เสียงจะกลมกล่อมน่าฟังมากๆ ครับ แต่.. ดูราคาแล้วอย่าเพิ่งตกใจเสียล่ะ!!! ราคาสาย WEAVA THREAD BASELINE  Baseline 16  เมตรละ 200.- บาท Baseline 14  เมตรละ 370.- บาท Baseline 12  เมตรละ 680.- บาท (ราคานี้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology  โทร. 02 429 1236  

SB ACOUSTICS Kinnara ต้นแบบลำโพงตั้งพื้นที่เรียบง่ายแต่ให้เสียงดุจธรรมชาติ

SB ACOUSTICS Kinnara  ต้นแบบลำโพงตั้งพื้นที่เรียบง่ายแต่ให้เสียงดุจธรรมชาติ ในตลาดลำโพงชุดคิทในระดับออดิโอไฟล์ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความน่าสนใจและท้าทายอย่างมาก เสมือน “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์” เพราะเป็นแหล่งรวมของนัก D.I.Y. ผู้ที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถสนองตอบความต้องการอย่างไม่มีขีดจำกัดด้วยฝีมือของตัวเอง ดังที่นักเล่นเครื่องเสียงญี่ปุ่นเคยบอกกับผมว่า เครื่องเสียงไฮเอ็นด์จริงๆ แล้ว สำหรับพวกเขาคือเสียงที่รังสรรค์ขึ้นมาเอง ไม่ใช่สินค้าแบรนด์ในตลาด เป็นความอุตสาหะพยายามที่ได้เรียนรู้ และสร้างขึ้นด้วยมือ จึงเป็นความหมายล้ำลึกเฉพาะตัว ที่ไม่ซ้ำแบบใคร นี่คือหนึ่งในต้นแบบลำโพงที่ดีไซน์ขึ้นมาให้นักดีไอวายได้ก้าวเดินไปถึงฝั่งฝันของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดย SB ACOUSTICS ลำโพงแบบโอเพ่นซอร์ส (Open Source Kit) มีจำหน่ายเป็นชุดสำเร็จรูป แต่ผู้ผลิตประกอบตู้ต้นแบบให้ได้เห็นเป็นตัวอย่าง สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ต้องการสร้างสรรค์ลำโพงด้วยตนเอง สามารถสั่งซื้อไดรเวอร์และอุปกรณ์ ไปประกอบตู้เองได้     Kinnara ลำโพงที่มีหัวใจหลักคือวูฟเฟอร์รุ่น SB20PFCS30-7 ขนาด 8 นิ้ว กรวยเส้นใยกระดาษ ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับตู้ปิด (Sealed Enclosure) การใช้ขอบเซอร์ราวด์โฟมน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มความชัดเจนในย่านเสียงกลาง ให้ความโปร่งใสยอดเยี่ยม และตอบสนองความถี่ได้กว้างมาก SB ACOUSTICS Kinnara แสดงให้เห็นหลักการใช้งานภาคครอสโอเวอร์ ด้วยคาปาซิเตอร์แบบอนุกรมค่าสูง เพื่อปรับลักษณะเสียงเบสของตู้ปิดที่มีค่า Q สูง การจูนด้วยคาปาซิเตอร์นี้จะช่วยลดจุดพีคจากเรโซแนนซ์ตามธรรมชาติ ส่งผลให้ได้เสียงเบสที่ควบคุมได้ดี ลึก และมีความเป็นดนตรีสูง ในย่านความถี่สูง ใช้ทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมขนาด 26 มม. รุ่น SB26ADC-C000-4 ซึ่งมีความเพี้ยนต่ำมาก ใช้เทคนิคการออกแบบพิเศษ ให้มีการเลื่อนจุด Break-up ไปสูงมาก เพื่อลดอาการคมแข็งของโลหะ ให้การตอบสนองที่ราบเรียบ โดยสามารถผสานกับวูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้วได้อย่างกลมกลืน พร้อมการจัดเฟสที่ดีในวงจรครอสโอเวอร์     เรียนว่าค่าเบรคอัพในตัวไดรเวอร์ จะมีทุกรุ่นทุกยี่ห้อ มันจะมีผลต่อความระคายหู ถ้าค่าดังกล่าวอยู่ในช่วงที่หูมนุษย์ได้ยิน ดังนั้น SB ACOUSTICS จึงออกแบบทวีตเตอร์ให้มีค่าเบรคอัพสูงเลยขึ้นไปมากกว่าที่เราจะได้ยิน (เกิน 20,000Hz) เป็นผลให้ทวีตเตอร์โดมโลหะรุ่นนี้ จะให้เสียงละเอียดราบรื่น สำหรับรูปลักษณ์ Kinnara ได้แรงบันดาลใจจากลำโพงยอดเยี่ยมแห่งอดีต Snell Type E ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย และดีไซน์ที่คลาสสิกเหนือกาลเวลา ตัวตู้ด้านหลังมีมุมเรียว ที่ไล่เรียงในแนวตั้งช่วยลดคลื่นนิ่งภายในตู้ ขณะที่มุมมองด้านหน้าและด้านข้างยังคงความสะอาด เรียบง่าย ไม่มีสิ่งรบกวนสายตา Kinnara สามารถจัดเข้ากับสภาพแวดล้อมการฟังได้หลากหลาย ด้วยความสง่างามแบบเรียบง่าย เป็นลำโพงที่ให้ความเป็นดนตรีสูง ฟังเพลินจนคุณลืมเรื่องอุปกรณ์ และดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ทางดนตรีได้อย่างแท้จริง ชุดคิทโอเพ่นซอร์ส (Open Source Kit) Kinnara เป็นชุดคิทแบบโอเพ่นซอร์ส หมายความว่าลำโพงนี้ถูกพัฒนาดีไซน์ตู้ต้นแบบโดย SB ACOUSTICS อย่างครบถ้วน และคุณสามารถนำแบบไปใช้งานได้อย่างอิสระ ทาง Pyramid Lifestyle Technology ได้สั่งนำเข้าลำโพงรุ่นต้นแบบนี้มาให้นักเล่นเครื่องเสียงในประเทศไทย ได้เลือกซื้อใช้งาน โดยพร้อมผลิตให้ทั้งตู้ หรือจะสั่งไดรเวอร์ไปประกอบด้วยตนเองก็ย่อมได้     สำหรับตัวขับเสียงต่ำขนาด 8 นิ้ว ตัววัสดุโคนลำโพงที่เป็นสิทธิบัติเฉพาะ ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ ทุกกระบวนการทำเองภายในบริษัท โดยเลือกใช้ขอบโฟมเพื่อให้มีค่าความไวในการผลักอากาศได้ดี มีความโปร่งใสและความละเอียดของเสียงกลางสูงสุด  สไปเดอร์ขนาดใหญ่เพื่อความเป็นเชิงเส้นตรงที่ดีขึ้น ส่วนระบบมอเตอร์และแกนขดลวดแบบมีช่องระบายอากาศเพื่อลดการบีบอัด ตัวถังมีพลาสติกเสริมแรงแบบมีช่องระบายอากาศ เหมาะสำหรับออกแบบใช้งานในตู้ลำโพงแบบปิด แบบอคูสติคซัสเพนชั่นโดยเฉพาะ โดยไดรเวอร์มีความไวอยู่ที่ 88dB โดมทวีตเตอร์ ที่มีการออกแบบไดอะแฟรม ปรับเฟสให้เหมาะสมเพื่อการกระจายความถี่สูงที่สอดคล้องกันตลอดย่าน มีฝาครอบทองแดงเพื่อลดค่าความเหนี่ยวนำของวอยซ์คอยล์และลดการเลื่อนเฟสให้น้อยที่สุด ระบบมอเตอร์ควบคุมการอิ่มตัวแม่เหล็ก เพื่อลดความผิดเพี้ยน  มีแชมเบอร์ด้านหลังแบบปราศจากเรโซแนนซ์ พร้อมการลดการสั่นสะเทือนที่เหมาะสม เพื่อไดนามิกที่ดีขึ้น ชิ้นส่วนขั้วแม่เหล็กแบบปรับการไหลเวียนอากาศที่ให้ดีขึ้น วอยซ์คอยล์ CCAW เพื่อให้มีมวลแบบเคลื่อนที่ต่ำ สายเชื่อมตะกั่วเงิน ให้ความฉับไวของสัญญาณ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน     ตัวตู้ของ Kinnara นั้น จะเป็นลักษณะตู้ปิด มีด้านข้าง “สอบเข้า” หรือ Tapered Side Panel โครงด้านหลังเฉียงหรือเรียวจากบนลงล่าง ประมาณ 15 องศา ที่อาจจะมองจากภายนอกไม่เห็น ตรงนี้ทำให้ปริมาตรด้านหลังแคบกว่าด้านหน้า และมี Internal Bracing หลายจุด ความสูงของตู้ประมาณ 108 กว้าง 330 และลึก 270 มิลลิเมตร ผู้ที่นำตัวขับเสียงไปต่อตู้เองสามารถปรับขนาดได้เล็กน้อยตามความพอใจ ส่วนครอสโอเวอร์ของ SB ACOUSTICS เป็นระบบ 2-Way Passive จุดตัดประมาณ 2.3kHz ขั้วต่อแบบซิงเกิ้ลไวร์ พิเคราะห์ลักษณะการวางตัวขับเสียงสมมาตรเป็นแนวดิ่ง หรือ 2 Way Vertical Driver Alignment โดยไดรเวอร์ทั้งคู่จะอยู่ส่วนบนสุดของตู้ลำโพง สังเกตได้ว่าทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์จะมีระยะที่ใกล้หรือประชิดกันมาก ดังนั้นถ้าเราดูจาก Driver จะอยู่สูงจากพื้น 83 เซนติเมตร (วูฟเฟอร์) และ 1 เมตร (ทวีตเตอร์) เป็นระยะที่เหมาะสำหรับการนั่งฟังบนโซฟาโดยทั่วไป ในการทดสอบครั้งนี้ผมได้ใช้ตัวรอง Life Audio Signature Mellow ด้วย ทำให้ลำโพงสูงขึ้นประมาณ 1-1.5 นิ้ว ทำให้เสียงเปิดโปร่งและ Image นิ่งยิ่งขึ้น     ทดสอบฟัง เป็นลำโพงตั้งพื้นที่ดูเรียบง่าย แทบจะไม่มีจุดเด่น นอกจากความสูงของลำโพงที่ดูสง่าอยู่ไม่น้อย และออกจะเป็นรูปแบบดีไซน์ที่ผิดแปลกไปจากลำโพงยุคนี้ ซึ่งลำโพงตั้งพื้นส่วนใหญ่มักจะทำให้ตู้ลึกแต่สำหรับ Kinnara นั่นเป็นแรงบันดาลใจจากลำโพง Snell Type E ลำโพงทรงตู้บางซึ่งเคยประสบผลสำเร็จสูงมากในตลาดเครื่องเสียงในอดีต  ผมเบิร์นลำโพงคู่นี้อยู่ถึงหนึ่งสัปดาห์เศษ เพื่อให้ตัวขับเสียงพร้อมทำงานอย่างราบรื่นประมาณ 150 ชั่วโมง ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้น่าจะลงตัว ทำให้เราได้เข้าถึงความไหลลื่นของสัญญาณเสียงและย่านความถี่ที่ครอบคลุมจากทุ้มสุดไปหาปลายเสียงแหลมสุด ที่มีความราบเรียบสะอาดดี ระยะการจูนอัพ หรือจัดตำแหน่งของลำโพงที่ดีที่สุดภายในห้องผม คือให้ลำโพงทั้งคู่ห่างกัน (วัดจากศูนย์กลางของลำโพงด้านซ้ายไปจนถึงลำโพงด้านขวา) อยู่ที่ 2.30 เมตร เอียงหน้าเข้าหากันเพียงเล็กน้อยประมาณ 4 ถึง 5 องศา ในลักษณะโทอิน  ผมอยากจะแยกการอธิบายการทดสอบเสียง ลำโพงคู่นี้ออกเป็นสามส่วน ส่วนแรก : เป็นเรื่องของ Detail หรือรายละเอียดเสียง ซึ่งจะเป็นเป็นการทำงานควบคู่กันระหว่างทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์ มีหลักสังเกตได้เลยว่าลำโพงคู่นี้ให้เสียงในแนวมอนิเตอร์ สปีกเกอร์ คล้ายลำโพงในห้องบันทึกเสียง มีความแม่นตรง ส่งผ่านรายละเอียดต่างๆ แบบฉับไว แต่ยังคงรักษาโทนของ “ความนุ่มสะอาดและไหลลื่น” เป็นพิเศษ ผมรู้สึกเชื่อมั่นว่าอุปกรณ์ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค ถูกทาง SB ACOUSTICS ออกแบบจัดวางเอาไว้อย่างดีเยี่ยม เพราะเราจะรู้สึกเสมือนว่าลำโพงคู่นี้ให้เสียงโดยรวม มีความเป็น “ฟูลเร้นจ์” หรือการเชื่อมต่อระหว่าง Driver ทั้งคู่แนบเนียนจริงๆ เปล่งศักยภาพเสียงด้านนี้ออกมาได้เต็มที่อย่างมาก Kinnara ให้เสียงที่มีความระยิบระยับเปล่งประกายสวยงาม โดยเฉพาะเสียงแหลมด้านบน จุดที่โดดเด่นและแตกต่างก็คือ เต็มไปด้วยความสุภาพสะอาดสะอ้านไม่มีอะไรที่จะปิดบัง ทำให้เรารู้สึกว่าเสียงช่วงปลายแหลม ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างอิสระ เต็มสเกล เปิดกว้าง ฟังได้กับเพลงทุกประเภทตั้งแต่ป็อป แจ๊ส ไปจนถึงวงคลาสสิกขนาดยักษ์อย่างลงตัว     ส่วนที่สอง : ก็คือเรื่องของเวทีเสียง Soundstage และจุดตำแหน่งชิ้นดนตรี Image เป็นลำโพงตั้งพื้นที่สามารถแสดงผลของความกว้างลึกเวทีเสียงรวมทั้งเพดานเสียงด้านบนที่โอ่อ่าเป็นอย่างมาก ในขณะที่ยังคงรักษาจุดตำแหน่งของชิ้นดนตรีได้อย่างแม่นยำทั้งระดับความดังสูงและระดับเสียงที่แผ่วเบา ถ้าจะพูดให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น มี Dynamic ของเสียงโดดเด่นเป็นพิเศษครับ เรียกได้ว่า Impact ดีมากเลย  ใครที่ฟังลำโพงขนาดเล็กวางขาตั้งอยู่เป็นประจำ หากได้ลองฟังลำโพงตั้งพื้น Kinnara คุณก็จะยังคงได้เสียงที่แม่นยำของอิมเมจในแบบลำโพงขนาดเล็ก แต่พลังของเสียงหรือเอนเนอร์ยีจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว อีกประการหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ก็คือว่า เป็นลำโพงที่เสียงกลางสวยงามมากทีเดียว โดยเฉพาะท่านที่ชอบเพลงร้องจะต้องรู้สึกประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงที่เรียบง่าย แต่มีชั้นเชิงของเสียงกลางที่สวยงาม ตอบรับกับอารมณ์ผู้ฟังอย่างยิ่ง ด้วยลักษณะของโดมโลหะพิเศษ ทวีตเตอร์ที่ออกแบบลดเสียงระคายหูในช่วงเสียงสูงได้ดีอย่างน่าทึ่งใน Kinnara คุณจะต้องแปลกใจในน้ำเสียงที่ผิดแผกไปจากโดมโลหะอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง แทบไม่เชื่อว่านี่เป็นลำโพงแบบโดมโลหะ  ทวีตเตอร์ทำงานร่วมกับตัวขับเสียงต่ำกรวยเส้นใยธรรมชาติ จะให้เสียงแหลม นุ่ม ละมุน ไม่บาดหู โทนออกไปทาง Musical ฟังสบายในระยะยาวนานโดยไม่เบื่อล้า รวมถึงเสียงที่แม่นยำให้การกระจายเสียง (Dispersion) ดี แม้จะนั่งฟังนอกแกนยังบาลานซ์ ...นุ่ม กลมกลืนเป็นธรรมชาติ     ส่วนที่สาม : บุคลิกหลักของลำโพง Kinnara ให้ความสมบูรณ์แบบทั้งในเรื่องความอ่อนหวานละเมียดละไม และพลังที่ดุดันไปได้พร้อมกัน แต่ไม่ใช่ลำโพงประเภทเสียงตูมตามฟังแล้วระทึกเข้าไปในหัวอกหัวใจ แต่มีพลังที่ลึกเร้น เสียงต่ำที่มีมวลนับว่าเป็นลำโพงตั้งพื้นที่ดีที่สุดคู่หนึ่ง ที่เราไม่ควรมองข้าม ที่สำคัญไม่ใช่ลำโพงที่กินกำลังขับจากแอมป์ เรียกว่าถ้าได้ใช้แอมป์ที่มีคุณภาพ นี่คือลำโพงที่สามารถกลมกลืนกับภาคขยายแทบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแอมป์หลอด แอมป์คลาสเอบี คลาสเอ และแอมป์ดิจิตอล  บทสรุป ลำโพง SB ACOUSTICS Kinnara ที่มีความเรียบสะอาดสุภาพ เสมือนลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ชั้นดี ให้เสียงที่ไหลลื่นนุ่มละมุนและเบสที่ลึกอย่างน่าพอใจ มีความเป็นธรรมชาติของเสียงดนตรีที่ลื่นไหล ในการทดสอบผมรู้สึกว่า เสียงเบสลงไปถึงความถี่ที่ลึกกว่าสเปกฯ ระบุไว้ 45 เฮิรตซ์ด้วยซ้ำไป เป็นลำโพงต้นแบบที่เสียงดีมากๆ สามารถซื้อได้สำเร็จรูป หรือจะนำ Driver และไปออกแบบตู้เองก็ได้ โดยตัวแทนจำหน่ายพร้อมให้คำปรึกษาตลอดเวลา SB ACOUSTICS Kinnara ราคา 116,000.- บาทต่อคู่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology  โทร. 02 429 1236 ***Specifications : * Frequency Range: 45 – 25000 Hz * Sensitivity (2.83V / 1m): 84 dB * Nominal Impedance: 6 Ω * Max SPL: 105 dB * Recommended Amplifier: 100 – 200 W * Crossover Frequency: 2300 Hz * Enclosure Type: Sealed * Drive Units: SB26ADC-C000-4 & 8″ SB20PFCS30-7  

DALI SONIK 1 กะทัดรัดแต่ทรงพลังอย่างน่าทึ่ง

DALI SONIK 1  กะทัดรัดแต่ทรงพลังอย่างน่าทึ่ง เป้าหมายสูงสุดของ DALI ในการออกแบบลำโพงในซีรีส์ SONIK Series คือลำโพงซีรีส์ใหม่ที่เน้นความมีคุณภาพสูง ในรูปทรงกะทัดรัด ตอบโจทย์การดูหนังฟังเพลงได้อย่างครบถ้วน โดยเลือกเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาใช้งานอย่างลงตัว ทำให้โลกไฮไฟเปลี่ยนไปตรงที่ว่า ขนาดไม่อาจจำกัดคุณภาพได้อีกต่อไป SONIK 1 เป็นลำโพงเล็ก แต่เสียงที่เต็มอิ่มมาก ให้รายละเอียดครบถ้วนในดีไซน์ขนาดย่อม มาพร้อมทวีตเตอร์แบบโดมขนาด 29 มม. น้ำหนักเบาเป็นพิเศษ และวูฟเฟอร์ขนาด 5¼ นิ้ว ที่ทำขึ้นจากใยไม้ SMC และ Clarity Cone ดีไซน์ตู้ลำโพงขนาดเล็กให้ความสมดุลที่ลงตัวระหว่างประสิทธิภาพเสียงเบส และการประหยัดพื้นที่ ทำให้เหมาะสำหรับห้องขนาดเล็ก วางบนชั้นวาง ตั้งพื้น หรือติดผนังได้ พื้นฐานในการออกแบบของ DALI SONIK 1 คือการให้เสียงสูงที่ชัดเจนและเสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ มอบเสียงร้องและเครื่องดนตรีที่เปล่งประกายได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะ แม้เป็นลำโพงตู้เล็กแต่จะให้ประสิทธิภาพหลายด้านที่เทียบเท่าลำโพงขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้เพลงและฉากโปรดในภาพยนตร์ มีชีวิตชีวาสมจริงขึ้น     เทคโนโลยีลำโพง DALI SONIK 1 ได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีชั้นสูงจาก DALI KORE  โดยเฉพาะไดร์เวอร์เสียงเบสและเสียงกลางของ SONIK Series โดดเด่นด้วยกรวยลำโพง Clarity Cone ทำจากส่วนผสมของกระดาษและใยไม้ ที่มีความแข็งแรงแต่น้ำหนักเบา และสามารถควบคุมการสั่นสะเทือนได้อย่างดีมาก กรวย Clarity Cone ยังช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากไดร์เวอร์หนึ่ง ไปยังอีกไดร์เวอร์หนึ่งเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงกลางช่วงบนที่สมจริง ไม่มีการปรุงแต่ง และการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นไปยังเสียงแหลมหรือทวีตเตอร์อีกด้วย อีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าโดดเด่นมากก็คือ ระบบแม่เหล็ก SMC Essential ในซีรีส์ SONIK ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร แม่เหล็กที่ออกแบบมาเพื่อลดความผิดเพี้ยน และปรับปรุงความเป็นเชิงเส้นตรง ด้วยวงแหวนเฟอร์ไรต์ล้อมรอบแกนแม่เหล็กแบบไฮบริด  แม่เหล็ก SMC ถูกจัดวางไว้ในบริเวณการทำงานของวอยซ์คอยล์เสียงโดยตรง ซึ่ง SMC จะช่วยลดปฏิกิริยา “ฮิสเทอรีซิส (Hysteresis)” และกระแสไหลวน ทำให้ได้เสียงกลางที่สะอาด เต็มไปด้วยรายละเอียด และผ่อนคลายยิ่งขึ้น DALI SMC คือเทคโนโลยีวัสดุแม่เหล็กสำหรับตัวขับลำโพงที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งมีใช้ในลำโพงส่วนใหญ่ของ DALI  SMC หรือ Soft Magnetic Composite มีการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2012 พร้อมกับลำโพงซีรีส์ EPICON ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของ DALI   SMC เป็นวัสดุแม่เหล็กแบบเม็ดเล็กเคลือบผิว ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ให้การส่งผ่านของเส้นแรงแม่เหล็กสูง และยังมีการนำไฟฟ้าที่ต่ำมาก เนื่องจากเป็นวัสดุคอมโพสิตแบบเม็ดเล็ก SMC จึงสามารถขึ้นรูปได้เกือบทุกรูปทรง โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ใช้ในระบบแม่เหล็กลำโพงหลายรุ่นของ DALI SMC ช่วยลดผลกระทบจากการหน่วงของเหล็กที่มักเกิดขึ้นกับการเคลื่อนที่อย่างอิสระของขดลวดเสียง เช่น ฮิสเทอรีซิส กระแสไหลวน และความไม่เป็นเชิงเส้นของความถี่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการบิดเบือนและสีสันของเสียงที่ไม่พึงประสงค์     ***หมายเหตุ: Hysteresis (ฮิสเทอรีซิส) ในระบบแม่เหล็กลำโพง คือปรากฏการณ์ความล่าช้าของวัสดุแม่เหล็กในการตอบสนองต่อ “สนามแม่เหล็ก” ที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยขั้วแม่เหล็กจะไม่กลับสู่สถานะเดิมทันที เมื่อกระแสสลับส่งมายังวอยซ์คอยล์ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียพลังงานในรูปความร้อน และทำให้เสียงผิดเพี้ยนได้ พูดสั้นๆ คือ วัสดุแม่เหล็กไม่ได้ตอบสนองแบบ “ทันทีและตรงไปตรงมา” นั่นเอง และระบบแม่เหล็ก SMC สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ตัวขับเสียงทรงพลัง มีความเที่ยงตรงแม่นยำมากขึ้น ลำโพง DALI SONIK 1 เป็นรุ่นเล็กสุดในซีรีส์ที่ถูกออกแบบมา โดยเน้น 3 แกนหลักในแนวคิดก็คือ รูปทรงเล็กกะทัดรัด  ให้พลังเสียงที่เกินตัว และจัดวางได้ง่ายภายในบ้าน โครงสร้างตู้แบบ 2 ทาง มีท่อเปิดออกด้านหลัง ที่คำนวณท่อลมเพื่อให้เบสสะอาด และควบคุมจังหวะของเสียงกลางต่ำได้ดี   โดย DALI อธิบายว่า ด้วยการกระจายเสียงที่แผ่กว้างของตัวขับและดีไซน์ตู้ขนาดย่อม แทบไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เราจะต้องโท-อินลำโพงเข้าหากัน เพราะลำโพงคู่นี้มี Sweet Spot กว้าง ฟังได้หลายตำแหน่ง ให้การตอบสนองความถี่ 51 – 26,000Hz มีค่าความไวอยู่ที่ 86dB และอิมพีแดนซ์ 6 โอห์ม     Test Report ลำโพงคู่ที่นำมาทดสอบได้ถูกแกะกล่องและมีการเบิร์น-อินมานานพอสมควรเลย สังเกตได้ว่าตอนผมนำมา Setup ภายในห้องฟังนั้นเสียงจะลงตัวได้อย่างง่ายดาย และการจัดตำแหน่งต่างๆ ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนเหมือนลำโพงเล็กอื่นๆ แต่การที่ตู้ลำโพง DALI SONIK 1 มีน้ำหนักค่อนข้างเบาเพียง 4 กิโลกรัมต่อตู้ ทำให้บางคนอาจจะคิดไปได้ต่างๆ นานาก่อนล่วงหน้า ว่ามันจะให้เสียงดีหรือไม่อย่างไร? แต่เมื่อผมได้ทดสอบฟังอย่างจริงจังแล้ว ก็พบว่าน้ำหนักตู้ของลำโพงไม่สามารถกำหนดเรื่องคุณภาพเสียงได้เสมอไป และนี่คือลำโพงที่มีขนาด น้ำหนัก ที่ลงตัวพอดีพอดีและพลังเสียงเกินตัวขึ้นไปหลายเท่าเลยทีเดียว ดูกันที่ขนาดตู้ จะเห็นว่าเป็นลำโพงเล็กที่วางตำแหน่งของไดรเวอร์ตัวขับเสียงได้เต็มกรอบหน้าแบบเฟิลของลำโพงกันเลยทีเดียว โดยมีขนาดตู้ สูง 274 กว้าง 162 และลึก 231 มิลลิเมตร ท่อพอร์ทด้านหลังแบบบกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว ออกแบบได้ดีมาก สังเกตได้จากที่มีการทดสอบฟังเพลงที่เบสหนักๆ ท่อระบายลมออกจากท่อเบสนี้ได้ค่อนข้างรวดเร็วและทรงพลังมากๆ     ขั้วลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์ ดูแข็งแรงมั่นคง และมีช่วงบนสุดติดตั้งแผ่นอุปกรณ์เสริมเป็นช่องแบบขอเกี่ยวสำหรับติดลำโพงเข้ากับผนังห้องได้ เป็นดังที่ DALI ได้แจ้งเอาไว้ว่า ผู้ใช้สามารถเซ็ตบนขาตั้ง วางบนชั้นวางทั่วไป หรือติดผนังก็ทำได้โดยง่ายดาย โดยที่คุณภาพเสียงจะไม่เปลี่ยนจากกันไปมากนัก แต่ก็แนะนำว่า ถ้าติดผนังให้ใช้ฟองน้ำอุดท่อด้านหลังได้ ซึ่งความไวลำโพงอาจลดลงเล็กน้อย ในการทดสอบ ผมใช้ขาตั้งลำโพงของ ATACAMA รองสไปก์ด้านใต้ด้วยตัวรอง Life Audio Signature Mellow และติดยึดลำโพงกับแผ่นเพลทขาตั้งด้วยกาวบลูแท็คให้แน่นหนา แล้วทำการ เซ็ตอัพลำโพงให้ได้ตำแหน่งที่เหมาะสม  นั่นคือลำโพงทั้งคู่ วางห่างกัน 1.7 เมตร ห่างผนังด้านหลัง 92 เซนติเมตร และห่างผนังด้านข้างประมาณ 1.2 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่ลงตัวภายในห้องฟังของผม แต่สำหรับผู้ที่ใช้ลำโพงคู่นี้สามารถปรับตำแหน่งและขาตั้งลำโพงได้ตามไซส์หรือขนาดห้องของคุณเอง โดยอิงตัวอย่างนี้ได้ครับ ในระยะการ Setup แบบนี้พบว่าไม่มีความจำเป็นต่อการเอียงหน้า โท-อินลำโพงเข้าหากัน หรือต่อให้คุณโท-อินทดลองเปรียบเทียบดู กับการวางลำโพงในหน้าตรง ทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันน้อยมาก ถือว่าการดีไซน์เพื่อให้ SONIK 1 เป็นลำโพงอเนกประสงค์ ที่กลมกลืนสภาพแวดล้อมได้หากหลาย ตอบรับกับทุกสถานการณ์ ได้อย่างยอดเยี่ยม  อีกประการหนึ่งก็คือ การปิดหรือเปิดหน้ากากลำโพงนั้น อาจทำให้ระดับของเสียงแหลมมีความแตกต่างกันบ้าง ที่ปลายเสียงแหลมสุดสำหรับการฟังโดยทั่วไปหากต้องการให้การกระจายเสียงที่กว้าง และอิมเมจที่ดี ผมขอแนะนำให้เปิดหน้ากากฟังครับ ส่วนการพิจารณาขาตั้งที่เหมาะสม ให้เลือกขาตั้งที่สูงประมาณ 60 เซนติเมตร และจากการทดสอบการเซ็ตลำโพง ผมพบว่าขาตั้งประเภทโลหะหรือกึ่งโลหะผสมจะดีที่สุดครับ     เคยได้ยินกิตติศัพท์เกี่ยวกับลำโพงคู่นี้มาว่าจะให้เอกลักษณ์ที่สำคัญสองประการอันแตกต่างจากลำโพงอื่นก็คือ หนึ่งให้เวทีสิ่งที่กว้างมาก และสองให้แรงพั้นช์ หรือแรงปะทะของเบสที่เหนือกว่าลำโพงที่ใช้ตัวขับเสียง 5 นิ้วด้วยกันแทบทุกคู่  ผมจึงตั้งใจเริ่มทดสอบด้วยอัลบั้มเพลงโพรเกรสสีพร็อคสัญชาติอังกฤษ The Alan Parsons Project :I Robot (1977) เป็นอัลบั้มหนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่สร้างชื่อเสียงในด้านการบันทึกเสียงที่ล้ำสมัยในยุคนั้น และเด่นมากสำหรับการทดสอบช่วงความถี่ต่ำลึกและปลายเสียงแหลมสุดของลำโพง เรียกว่า ลำโพงคู่นี้สนองตอบได้ดีมากๆ เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากจริงๆ ครับ กับ DALI SOIK 1 ด้วยพลังเสียงที่รุกเร้าใจ มีชีวิตชีวา แสดงความทรงพลังของย่านความถี่กลาง-ต่ำได้อย่างสุดๆ ไปเลย เบสลึกกระหึ่มเป็นรูปทรง ในขณะที่เสียงแหลมช่วงปลาย ไปได้สุดทางมากๆ นี่คือเสียงที่น่าแปลกใจชนิดแทบไม่เชื่อหูเอาเสียเลย ว่าลำโพงจะให้ความถี่ที่ครบสมจริงมาก เพราะการย้อนกลับมาฟังเพลงโปรดสำหรับการทดสอบความไหลลื่นของดนตรี พลังที่กระหึ่ม เวทีเสียงกว้างลึกมโหฬาร อย่างเพลง On The Beautiful Blue Danube Waltz, Op. 314 จากอัลบั้มErich Kunzel, Cincinnati Pops - Ein Straussfest เป็นการบ่งชี้ความสามารถของลำโพงคู่เล็กคู่นี้ว่าไม่ใช่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย มีลำโพงเล็กไม่กี่คู่ที่สามารถตอบสนองเสียงช่วงกว้างได้ถึงขนาดนี้ ฟังทดสอบด้วยเพลงระดับโอ่อ่าโอฬารแล้ว จะเข้าใจว่า SONIK 1 ให้เวทีเสียงกว้างลึกได้ใกล้เคียงลำโพงที่ตู้ใหญ่กว่าเกือบหนึ่งเท่าตัวได้อย่างสบาย ตรงนี้แหละที่มองเห็นขนาดตู้ลำโพงทีไร ก็ต้องชมทีมออกแบบ DALI ว่าทำได้น่าประทับใจ การสร้างลำโพงเล็กที่มีเทคโนโลยีตัวขับและวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คชั้นดี จะได้เปรียบเรื่องความกระชับฉับไวของเสียง ดังนั้นด้วยความกระจ่างแจ้งของรายละเอียดเสียงที่สะอาดละเมียดละไม ใน DALI SONIK 1 ต้องถือว่าเหมาะสมจริงๆ สำหรับเพลงประเภท Pop Jazz โดยเฉพาะ คือความลงตัวที่พอดิบพอดี ทั้งเสียงร้องและดนตรี (Olivia Newton John : Dancin' 'Round And 'Round)     การแสดงศักยภาพของทวีตเตอร์โดมอ่อนของ DALI คือจุดเด่นอีกประการหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ก็คือ ลำโพงจะให้รายละเอียดเสียงที่มีความกระจ่าง สามารถเข้าถึงย่านความถี่ปลายแหลมสุด ที่เปิดโปร่งโดยไม่มีความจัดจ้านเลยแม้แต่น้อย โดมทวีตเตอร์เป็นอีกหนึ่งหัวใจหลัก ที่ผสานทำงานร่วมกับมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ แบบกรวย Clarity Cone อย่างต่อเนื่องและราบรื่นมาก เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าถึงค่าไดนามิคเร้นจ์จริงๆ ของลำโพงได้ ยกตัวอย่างจากการทดสอบฟังด้วยอัลบั้มเพลงชั้นครู Dave Grusin : Mountain Dance ด้วยจังหวะที่สนุกเร้าใจสมจริง และไดนามิคเร้นจ์ที่ยอดเยี่ยม เป็นส่วนที่ทำให้ผู้ฟังแทบไม่รู้สึกเลยว่า กำลังฟังลำโพงขนาดเล็กอยู่ นี่คือจุดที่โดดเด่นของ DALI SONIK 1 ครับ บางช่วงได้ทดลองฟังเพลงที่เน้นเสียงกลางแหลมหรือความโปร่งเบาของชิ้นดนตรี เสียงร้องที่เน้นรายละเอียดมากกว่าค่าไดนามิกแรงๆ หรือความพั้นช์ของเสียง หมายถึงว่าเราอยากจะเข้าถึงความอ่อนโยนละเมียดละไมของเสียงกลาง จากอัลบั้ม Greatest Hits. Kenny Rogers จะให้เสียงแฟลต เรียบสะอาด ชี้จุดตำแหน่งชิ้นดนตรีได้อย่างชัดเจน และตรึงอารมณ์กับฮาร์โมนิค และเสียงธรรมชาติได้เป็นอย่างดี มีอัลบั้มที่ใช้สำหรับทดสอบในระดับออดิโอไฟล์มากมาย ที่ผมหยิบยกมาทดลองกับลำโพง SONIK 1 ซึ่งก็เป็นการค้นพบโทนับบาลานซ์ที่ดีในลำโพงขนาดย่อม จนทำให้ลำโพงคู่นี้จะเป็นตัวอย่างของคำว่าสมดุลหรือ Tonal Balance รวมทั้งการทดสอบเรื่องอิมเมจ และซาวนด์สเตจของลำโพง (Janis Ian : Breaking Silence) ได้สะท้อนถึงความสามารถที่จะทำให้เทียบเคียงลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ได้เลย ต้องกล่าวว่า การพัฒนาลำโพงตู้ขนาดเล็กในยุคสมัยนี้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาได้อย่างน่าตกใจไม่น้อยเลยทีเดียว DALI ไม่เคยทำให้ผู้ฟังผิดหวัง ในฐานะผู้ผลิตลำโพงอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะลำโพงในซีรีส์ใด มักสร้างความเซอร์ไพรส์ให้เสมอ ผมฟังลำโพงคู่นี้กับบางอัลบั้มอัลบั้มระดับออดิโอไฟล์แล้ว ให้แปลกประหลาดใจในลำโพง SONIK 1 ที่ให้บรรยากาศและค่าฮาร์โมนิคเสียงอย่างยอดเยี่ยมเทียบเคียงลำโพงขนาดใหญ่ได้ (Don't Smoke in Bed is an album by the Holly Cole Trio) ปิดท้ายการทดสอบ DALI SONIK 1 ด้วยเพลงไทยแนวคันทรีและสตริง ซึ่งให้การตอบสนองอย่างราบรื่นและให้เสียงแบบอิ่มเอิบเข้าถึงง่าย หมายถึงความสามารถของลำโพงคู่นี้ฟังกับเพลงได้หลากสไตล์โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ผมทดลองขยับปรับเปลี่ยน ด้วยการนำลำโพงไปวางบนชั้นวางหนังสือและชั้นวางทั่วไป (ไม่ใช่เซ็ตอัพฟังบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์) รวมทั้งเมื่อเราจัดวางใกล้ชิดกับผนังห้องมากกว่าปกติ จากนั้นก็วิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงของเสียง แน่นอนว่าค่าความถี่ต่างๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ก็ยังคงรักษาคุณภาพเสียงได้ดี  รวมถึงในด้านความกว้างลึกเวทีเสียงยังทำได้สมดุลเสมอ สรุปโดยรวมมีผลเอฟเฟกต์ต่อพื้นที่ห้องน้อยกว่าลำโพงอื่นๆ ที่ผมเคยทดสอบมา  DALI SONIK 1 สามารถใช้แอมป์พื้นฐานที่กำลังขับไม่ต้องสูงมาขับเสียงก็ได้ครับ เพราะไม่กินกำลังขับแอมป์ทุกรูปแบบ มีข้อแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าตั้งใจฟังแบบออิโอไฟล์ ให้วางและยึดตู้ลำโพงบนขาตั้งอย่างมั่นคง นี่จะทำให้ลำโพงมีขีดศักยภาพเหนือระดับแบบต้องทึ่งเลยทีเดียว     DALI SONIK 1 ให้บทสรุปที่รวบรัดหมดจด คือลำโพงตู้ขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลังอย่างน่าทึ่งกับเพลงทุกสไตล์ครับ ด้วยสนนราคาคู่ละไม่ถึงสามหมื่นบาท ถือได้ว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมจากค่ายลำโพงเดนมาร์ก นามว่า DALI โดยแท้ Reference: • NAD C3050 • DENON DCD 2500 NE SACD • NAD M51 DAC • MARANZ PM 4 Esotec • Audio Innovations 500 Tube Amplifier  DALI SONIK 1 ราคาคู่ละ 28,600.-บาท (มีให้เลือกผิวตู้ 4 สี) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/  

Harbeth SHL5plus XD2 คุณค่าแห่งเสียงธรรมชาติ

Harbeth SHL5plus XD2 คุณค่าแห่งเสียงธรรมชาติ น้ำเสียงแห่งความเป็นเลิศคือจุดหมายปลายทาง นับตั้งแต่ Harbeth ก่อตั้งบริษัทในปี 1977 ความมุ่งมั่นที่จะสร้างลำโพงที่ดีที่สุด ประกอบด้วยการใช้เครื่องมือทดสอบที่ทันสมัยที่สุด เพื่อสำรวจและคิดค้นศาตร์และเทคโนโลยีใหม่ในทุกแง่มุมของการออกแบบลำโพง นอกจากนี้ช่างเทคนิคฝ่ายผลิตที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญยังทำการทดสอบทุกชิ้นส่วนอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสูงสุดเพื่อให้ได้คุณภาพที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ Harbeth ทำให้ผู้ผลิตลำโพงรายนี้ ได้รับความเชื่อถือและกลายเป็นเสาหลักแห่งลำโพงจากสหราชอาณาจักร เราจะพบว่าลำโพงแต่ละรุ่นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อโมเดล เพราะโครงสร้างถือว่าสมบูรณ์แบบในตัวอยู่แล้ว แต่รหัสแห่งการพัฒนาอัปเกรดจะแสดงไว้ต่อท้ายรุ่น แสดงให้เห็นถึงลำดับแห่งการพัฒนาในแต่ละปี และวันนี้คือการเริ่มต้นของซีรีส์ XD2 ที่เติมเต็มลำโพงที่ขึ้นชื่อว่ายอดเยี่ยมที่สุด ลำโพง Harbeth ซีรีส์ XD2 ออกแบบเพื่อส่งมอบทุกรายละเอียดเสียงดนตรีที่สตูดิโอได้บันทึกเสียงมา เป็นลำโพงแนวบริสุทธิ์นิยมที่ให้คุณค่าสูงยิ่งตลอดกาล     ด้วยความเชี่ยวชาญด้านตัวขับเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ Harbeth ในฐานะบุกเบิกในการพัฒนาศาสตร์แห่งวัสดุของไดอะแฟรมลำโพง ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยเทคโนโลยีกรวยขั้นสูงสุด ด้วย RADIAL4 กรวยลำโพงที่ให้เสียงเป็นธรรมชาติ ไร้การบิดเบือนอย่างแท้จริง โดยเทคโนโลยีกรวยลำโพงมิด/เบส RADIAL4 ใหม่ล่าสุดนี้ เป็นหัวใจสำคัญของลำโพงทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น P3 ESR XD2, C7ES-3 XD2 (Compact 7), M30.3 XD2 (Monitor 30.3), SHL5plus XD2 (Super HL5 Plus) และ M40.5 XD2 (Monitor 40.5) Harbeth XD2 ใหม่ล่าสุดนี้ ยังคงรักษาความเป็นดนตรีละเมียดละไมสม่ำเสมอ มั่นใจได้ถึงเสียงที่เป็นธรรมชาติ สมจริง และน่าดึงดูดใจ การเลือกรุ่นที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับขนาดห้อง กำลังขับ และงบประมาณ เนื่องจาก Harbeth ทุกรุ่นล้วนมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมด้วยกันทั้งสิ้น  โดยเฉพาะรุ่นกลาง ระบบสามทาง SHL5plus XD2 ที่สร้างชื่อเอาไว้มากที่สุด ที่เราได้นำมาทดสอบในครั้งนี้     SHL5plus XD2 ลำโพงระบบสามทาง รุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับบริษัท Harbeth มากที่สุดรุ่นหนึ่ง ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในเรื่องเสียงที่ทรงพลัง และความไพเราะงดงามทุกรายละเอียด SHL5plus XD2 รุ่นนี้ได้ยกระดับประเพณีของ Harbeth ในการสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่น่าทึ่งก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง Harbeth SHL5plus XD นั้น มอบประสบการณ์เสียงระดับไฮเอ็นด์ที่เหนือกว่า โดยสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของไดร์เวอร์เบส/มิดเรนจ์ RADIAL4 ขนาด 200 มม. ที่ออกแบบโดย Harbeth ให้ออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเสียงที่กว้างขวาง ทรงพลัง สะอาด คมชัด พร้อมความโปร่งใสชัดเจน บนความสดใหม่ที่น่าทึ่ง การพัฒนาสู่ XD2 นั้น มาพร้อมกับการออกแบบวงจรครอสโอเวอร์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างเสียงเบส เสียงกลาง และเสียงแหลม ที่มีการใช้ Super Tweeter มาเสริมเสียงช่วงปลายสุดส่งผลให้ประสบการณ์เสียงราบรื่นและครบทุกรายละเอียด   วงจรครอสโอเวอร์ที่ได้รับการปรับปรุงนี้ช่วยให้ ช่วงความถี่แต่ละช่วงทำงานได้อย่างลงตัว สร้างสรรค์เสียงที่ผสมผสานกันอย่างราบรื่น ให้ความรู้สึกสมดุลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือ ลำโพงที่ไม่เพียงแต่ให้เสียงที่แม่นยำ แต่ยังให้ความลึกและความคมชัดที่มากขึ้น ผู้ฟังจะได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ทางดนตรีที่สมจริง ลำโพงรุ่นล่าสุดซีรีส์ XD2 ใช้หลักการออกแบบโครงสร้างตู้แบบ Thin-Wall ซึ่งทำจากไม้ที่คัดสรรพิเศษเพื่อความคลาสสิก ตู้ลำโพงที่ใช้แผ่นไม้อัดระดับพรีเมียม แต่ละแผ่นจะได้รับการคัดสรรเนื้อไม้ ผิววีเนียร์ด้วยการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในภูมิปัญญาด้านฝีมือและความใส่ใจในรายละเอียด ผลลัพธ์ที่ได้คือลำโพงที่ไม่เพียงแต่ให้เสียงที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นส่วนเสริมบรรยากาศที่สวยงามตระการตาสำหรับพื้นที่ฟังเพลงทุกแห่ง ตู้ลำโพงย่อมเปล่งประกายความสง่างามเหนือกาลเวลาตลอดไป  Harbeth SHL5plus XD2 (eXtended Definition) เป็นลำโพง 3 ทางรุ่นพัฒนาใหม่จากอังกฤษ ใช้เทคโนโลยีวูฟเฟอร์ RADIAL4 ขนาด 200 มม. อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ พร้อม Tweeter โดมอ่อน 25 มม. และ Super Tweeter 20 มม. ให้เสียงที่แม่นยำ สมจริง ราบเรียบ และตอบสนองความถี่ 40-20,000Hz ±3dB แม่นยำสุดยอด Harbeth SHL5plus XD2 เป็นดีไซน์รุ่นเดียวในซีรีส์ที่ใช้ Super Tweeter ขนาด 20 มม. ช่วยขยายมุมกระจายเสียงด้านบน (off-axis response) ส่งผลถึงรายละเอียดเสียงสูงสุดโดยอลัน ชอว์ ผู้ออกแบบดีไซน์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ด้วยรูปแบบ ขนาดตู้ วงจรครอสโอเวอร์ และการทำงานตัวขับเสียงในระบบสามทางรุ่นนี้ เพียงรุ่นเดียวเท่านั้นที่เหมาะกับการใช้ Super Tweeter ดังกล่าว Super Tweeter สำหรับแนวคิด Harbeth แล้ว ไม่ได้นำมาเสริมเพื่อทำให้เสียงแหลมนั้นสดใสหรือแสดงผลความถี่สูงเกินกว่าหูมนุษย์ได้ยินแต่อย่างใด แต่การใช้งานครั้งนี้ เพื่อจะทำให้ปลายยอดความถี่สูงสุดนั้นมีความราบรื่นเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น  Harbeth SHL5plus XD2 จึงเป็นการปรับปรุงทั้งตัวตู้ ครอสโอเวอร์ ตัวขับเสียงใหม่ เพื่อให้สนองตอบเสียงดนตรีได้ราบรื่นยิ่งกว่าเดิม เป็นลำโพงที่มีความต้านทาน 6 โอห์ม ค่าความไว 86dB แนะนำให้ใช้กับแอมป์กำลังขับตั้งแต่ 25 วัตต์ขึ้นไป ออกแบบมาเพื่อวางบนขาตั้ง (Stand-mount) โดยแนะนำให้ลำโพงอยู่ห่างจากผนังตามคำแนะนำของคู่มือ เพื่อผลด้านคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยม     Test Report  ผมแกะกล่องใหม่หมาดๆ ของ Harbeth SHL5plus XD2 ก็พบว่าลำโพงคู่นี้เป็นรุ่นที่มีตู้สีพิเศษแบบเดียวกันกับรุ่น Monitor 30.3 XD2 ที่ผมนำมาทดสอบก่อนหน้า คือตู้สี Silver Willow สีโทนเทาเงินเล็กน้อย รักษาลวดลายและสัมผัสของเสี้ยนไม้ธรรมชาติ (Veneer) ความละเอียดสูง ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกและความล้ำสมัยอยู่ในตู้เดียวกัน  ผมคิดว่าไม่น่าจะมีบริษัทลำโพงอื่นใดที่สามารถทำสีผิวตู้ลำโพงได้เนี้ยบขนาดนี้อีกแล้วละครับ สุดยอดแห่งความสง่างามอย่างแท้จริง  ทางทีม SoundBox จัดส่งลำโพงมาพร้อมขาตั้งไม้ HiFi Rack Limited ที่ความสูง 17 นิ้ว เมื่อรวมกับสไปก์ และผมมาเสริมตัวรองของ Life Audio Signature Mellow จะได้ความสูงประมาณ 18 นิ้วพอดีๆ ข้อแนะนำจากโรงงานผู้ผลิตคือ ให้วางลำโพงห่างผนังอย่างน้อย 60 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ซึ่งในที่นี้ได้จัดวางห่างกันอยู่ที่ 2.10 เมตร และห่างผนังด้านหลังที่ 80 เซนติเมตร เป็นไปตามความเหมาะสมในขนาดห้องของผม  และผลจากการทดสอบ ผมเชื่อมั่นว่าห้องตั้งแต่ขนาด 20-35 ตารางเมตร ลำโพงจะทำงานได้เต็มศักยภาพอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามผลเอฟเฟกต์ที่มีต่อผนังห้อง กับลำโพงที่มีท่อพอร์ตเปิดด้านหน้าแบบนี้ ทาง Harbeth ดีไซน์มาค่อนข้างลงตัว ดังนั้นผลสะท้อนจากผนังด้านข้างและด้านหลังจึงไม่ก่อผลรบกวนออกมาได้มากนักแม้จะรับฟังในระดับความดังสูงโดยเฉลี่ยถึง 80 ดีบี และเมื่อเราเซ็ตตำแหน่งได้ลงตัวแล้ว สังเกตได้ง่ายๆ จากพลังเสียงต่ำทุ้มที่สะอาดหลุดลอยเป็นอิสระ  แรกสุดระยะการเซ็ตลำโพงจะเป็นลักษณะมุมสามเหลี่ยมด้านเท่ากับตำแหน่งนั่งฟัง และจะค่อยๆ ขยับลำโพง เข้าออก มาให้ห่างในลักษณะสามเหลี่ยมหน้าจั่วได้ตามความเหมาะสม กับระดับความดังเฉลี่ยที่เราฟังจากลำโพงครับ ลำโพงจะถูกผมเบิร์น วันละ 12-15 ชั่วโมง อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่าเช้าจรดค่ำนั่นเอง เพื่อให้มีความพร้อมต่อการทำงานจริงๆ เนื่องจากเป็นลำโพงใหม่แกะกล่อง และเมื่อครบ 100 ชั่วโมง ก็จะเป็นช่วงของการเซ็ตอัพตำแหน่ง และนั่งฟังอย่างจริงจัง จุดสังเกตของผลการเซ็ตอัพที่ลงตัวก็คือ เมื่อเซ็ตได้ตรงจุด และตำแหน่งที่เหมาะสมภายในห้องฟังแล้ว Harbeth SHL5plus XD2 จะให้เวทีเสียงกว้างลึก ให้โฟกัสอิมเมจได้ดีรวมถึงเสียงร้องเด่นลอยชัดเจนมากขึ้นอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว เรียกว่าเสียงเป็นสามมิติให้อิสระดนตรีอย่างไร้กรอบบังคับ เสียงแรกที่ประทับใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ ย่านความถี่ทุ้ม กลาง แหลม มีโทนัลบาลานซ์ที่ยอดเยี่ยม ถ้าใครสักคนไม่เข้าใจว่า Tonal Balance นั้นคืออะไร สำคัญอย่างไร แนะนำเลยครับ ให้ลองฟังลำโพง Harbeth สักครั้งหนึ่ง คุณจะเข้าใจได้อย่างง่ายดาย     SHL5plus XD2 ให้ความงดงามของช่วงมิดเร้นจ์ในระดับครู ดังที่อลัน ชอว์ เค้าเชื่อมั่นว่าลำโพงที่ให้เสียงใกล้เคียง “เสียงของมนุษย์” เท่านั้น จึงจะถือว่าสามารถถ่ายทอดย่านความถี่ต่างๆ ที่เราได้ยินอย่างถูกต้อง หลายอัลบั้มที่นำมาทดสอบลำโพง โดยเฉพาะอัลบั้มเสียงร้องระดับตำนาน ที่ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความไพเราะเสนาะโสตจริงๆ ครับ (Voices : Amanda Mc Broom ในเพลง The Rose) กับเพลงป็อปที่เน้นความเป็นอิสระย่านความถี่ ผมชอบเสียงเบสที่ลอยและเป็นชิ้นเป็นอัน เหมือนกับเราได้ฟังเบสจริงๆ ที่เสียงบริสุทธิ์ ตรงนี้อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะของลำโพง Harbeth ที่ทำได้แบบไม่มีใครเสมอเหมือน และเสียงที่หลุดลอยออกจากตู้โดยไม่มีกรอบบังคับ ถือเป็นลำโพงที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยและพิสูจน์ในเรื่องของคุณภาพเสียงมาได้อย่างดีเยี่ยม (Somewhere Somebody : Jenifer Warnes) ด้วยระยะเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก ที่ผมได้มีการทดสอบลำโพงรุ่น Monitor 30.3 XD2 เปรียบเทียบกับลำโพง SHL5plus XD2 รุ่นนี้ ผมมีข้อสังเกตก็คือ SHL5plus XD2 นั้น จะให้เสียงที่รู้สึกได้ถึงซาวนด์สเตจที่กว้าง-ลึกกว่า และผลโดยรวมการฟังเพลงในลักษณะวงใหญ่อย่างเช่นวง Orchestra หรือวงบิ๊กแบนด์ ผลลัพธ์คือยอดเยี่ยมมาก เพลงที่เน้นน้ำหนักและไดนามิคเร้นจ์ ด้วยอัลบั้มที่บันทึกมาในระดับท็อปๆ (Various Artists : Telarc A Spectacular Sound Experience) ลำโพง SHL5plus XD2 จะให้ความรู้สึกถึงการตอบรับน้ำหนักเสียงได้ดีกว่าและมีพลังที่ยิ่งใหญ่โอฬารกว่าครับ ความโอ่อ่าเปิดเผยในแบบนี้ ต้องยกให้พลังจาก SHL5plus XD2 ว่ามาเต็มจริงๆ (William Tell & Other Favorite Overtures by Cincinnati Pops Orchestra) แม้สำเนียงของลำโพง Harbeth หลายโมเดล จะมีบุคลิกที่ใกล้เคียงกันเสมอ ในเรื่องของความสะอาดเสียง ความบริสุทธิ์ และความเป็นธรรมชาติของย่านความถี่เสียงดนตรี แต่ SHL5plus XD2 นั้น ได้แสดงถึงพลังเสียงที่ทำให้เราพบว่ามันพร้อมจะถ่ายทอดเพลงได้ครบถ้วนและหลากหลายสไตล์มากกว่า ตั้งแต่ความละมุนเรียบสะอาด สุภาพ ไปจนถึงเพลงร็อคที่คึกคักเร้าใจ โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ แถมยังให้ความโดดเด่นในบรรยากาศสถานที่บันทึกได้อย่างลึกซึ้ง (Jazz at the Pawnshop)  เป็นลำโพงที่รักษาความเป็นธรรมชาติเสียงที่ละเอียดละออ และให้ช่วงปลายแหลมสุดได้เทพมากๆ คือสวยงามไพเราะจนยากที่จะบรรยายเป็นตัวอักษรได้จริงๆ รวมถึงการเข้าถึงเนื้อในของอารมณ์ดนตรีแจ๊สในแบบของป๋า เดฟ กรูซิน นั้นไหลลื่นเป็นธรรมชาติในแบบที่ผมแทบไม่เคยประทับใจเท่านี้มาก่อน ลำโพงสามารถขยายขอบเขตดนตรีที่แทบทำให้เราจับต้องได้ (Discovered Again! : Dave Grusin)  อารมณ์ละเมียดละไม ที่ฟังย้อนกลับไปมาได้หลายเที่ยวแบบจมลึกถึงก้นบึ้งหัวใจ เมื่อผมทดลองฟังจากอัลบั้ม Lang Lang : Piano Book 2 อันเป็นผลงานที่กลับมาบรรเลงเปียโนของนักดนตรีอัจฉริยะอีกครั้ง ลำโพง SHL5plus XD2 ถ่ายทอดเสียงที่แม่นยำตรงไปตรงมา เพิ่มคุณค่าดนตรีมากกว่าทุกครั้ง     ลำโพง SHL5plus XD2 ค่อยๆ สอนให้เราเข้าถึงดนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเข้าสู่ “ศิลปะการขยับนิ้วของศิลปิน” ลำโพงที่สามารถถ่ายทอดออกมาให้ผมได้เข้าถึงหลักการบรรเลงเปียโนจากเบื้องลึกของศิลปินระดับสุดยอดครบถ้วนทั้งสี่ประการ ชนิดที่เราไม่ค่อยพบได้จากลำโพงทั่วไป นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า เมื่อเราเป็นมิวสิคเลิฟเวอร์และออดิโอไฟล์จริงๆ ควรจะสัมผัสถึงสิ่งเหล่านี้ได้ • ไม่ว่าจะเป็น Decay ของโน้ตที่ค่อยๆ จางหาย หมายถึงเสียงที่ยังล่องลอยอยู่หลังจากกดคีย์ไปแล้ว แผ่วเบาและละลายหายไป หางสียงของโน้ตมีความยาวและนุ่มเหมือนเสียงลอยในอากาศ • Resonance ของ Soundboard นั่นคือ…เสียงสะท้อนจากตัวไม้ ซาวนด์บอร์ดของเปียโน ที่ทำให้เสียงมีมิติและความอุ่น • น้ำหนักนิ้วที่แตกต่างในแต่ละคีย์เมื่อแรงกดของนักเปียโน ที่ทำให้แต่ละโน้ตไม่เท่ากัน เบาเหมือนกระซิบ พลังหนักแน่นเหมือนย้ำเตือน • สัมผัสแอมเบี้ยนของฮอลล์ เสียงสะท้อน พละอากาศ บ่งชี้ขนาดของห้องอย่างครบถ้วน อารมณ์ละเมียดละไม จากหางเสียงที่ค่อยๆ จางหายอย่างเป็นสัดส่วน ความก้องอุ่นจากตัวเปียโน พร้อมอารมณ์ที่ซ่อนในแรงกดของนิ้ว และแอมเบี้ยนบรรยากาศของสถานที่ ลำโพงในระดับที่จะสื่อถึงสิ่งเหล่านี้ได้ มีไม่กี่คู่ และขอบอกว่า SHL5plus XD2 คือลำโพงคู่นั้นครับ มีข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเข้าถึงลำโพงที่ได้ทดสอบฟังก็คือ การลดระดับวอลุ่มจากภาคขยายลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่เราถือว่าฟังในระดับความดังที่แผ่วเบากว่าปกติธรรมดาตรงนี้เองที่เราจะเห็น Detail หรือรายละเอียดที่แท้จริงว่าลำโพงยังคงสัดส่วนและสเกลของดนตรีไว้ได้อย่างครบถ้วนและสวยงามไหม และ SHL5plus XD2 ทำได้สมบูรณ์ไร้ที่ติ (Dave Grusin : Mountain Dance) ช่วงท้ายๆ ของการทดสอบ ก่อนถึงบทสรุป ผมได้ฟังอะไรที่ผ่อนคลายสนุกๆ เพลินๆ จาก Piano in the Dark จากศิลปินผิวสี เบรนดา รัสเซลล์ ทำให้โลกสดใส สนุกสนาน เริงร่า ก่อนเข้าโหมดเพลงไทยของคุณโจ โปสเตอร์ “ฤดีเดียว” นี่อาจจะบอกได้ว่างานของผู้บันทึกเสียงจากสตูดิโอทำงานได้ประณีตเพียงใด สวยงามและน่าประทับใจกับความสามารถของ SHL5plus XD2 ที่เปรียบเสมือนเสียงมอนิเตอร์สปีกเกอร์ชั้นดีจริงๆ ไม่มีอะไรที่น้อยไป ไม่มีอะไรที่มากไป ให้ทุกสรรพสำเนียงพอดีๆ ครบถ้วนโดยไม่ต้องร้องขอใดๆ และปิดท้ายด้วย What a Wonderful World จากหลุยส์ อาร์มสตรอง เพื่อผ่อนคลาย ก่อนมาส่งท้ายกับผู้อ่านว่า ผมได้ทดสอบลำโพงคู่นี้อย่างสมบูรณ์และพึงพอใจเป็นที่สุดแล้ว     แนะนำว่าลำโพง SHL5plus XD2 ฟังในสภาพปิดหน้ากาก และเปิดหน้ากาก อาจมีผลด้านคุณภาพเสียงต่างกันบ้าง เมื่อเปิดหน้ากากจะให้เสียงที่เป็นอิสระกว่าเล็กน้อย ทั้งในแง่เวทีเสียงและ Image ดังนั้นสำหรับผมชอบแบบเปิดหน้ากากมากกว่า เราจะได้เพลิดเพลินกับเสียงดนตรีที่ไพเราะสมจริงเป็นธรรมชาติ และชื่นชมความสวยงามของลำโพง ที่ดึงดูดให้เรารู้สึกภูมิใจอยู่เสมอกับผลงานระดับมาสเตอร์พีชของอลัน ชอว์ ชิ้นนี้ครับ ผมอยากเรียนว่า SHL5plus XD2 เป็นลำโพงที่น่าทึ่ง สามารถบาลานซ์ระหว่างเสียงที่โรแมนติกอ่อนหวาน และพลังเสียงที่ดุดัน โดยมีอัตราพีคสูง มีไดนามิคอันยอดเยี่ยมและความถี่ครบถ้วนเลยทีเดียว รายละเอียดอยู่ในระดับไมโครดีเทล เป็นลำโพงที่ฟังเพลงได้ทุกสไตล์อย่างไร้ขีดจำกัด อาจจะแตกต่างจากลำโพงซีรีส์ XD2 รุ่นที่เล็กกว่า ก็ตรงนี้นี่เองครับ Harbeth SHL5plus XD2 คุณค่าแห่งเสียงธรรมชาติที่สมจริงในทุกรายละเอียด และไม่อาจหาได้จากลำโพงทั่วไปครับ Reference: - Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier - Denon DCD 2500 NE SACD - NAD M51 DAC - Life Audio Signature Mellow - Tellurium Q Silver XLR & Speaker Cable  Harbeth SHL5plus XD2 ราคา 249,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Sound Box อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ชั้น 3  ธงชัย : โทร. 092-890-4660 Line ID : tsoundbox  ทราย : โทร. 083-793-7386 Line ID : pzp2789  

Clef PowerBRIDGE-EX 20A (NEW) คุณค่าในความบริสุทธิ์ของเสียง

Clef PowerBRIDGE-EX 20A (NEW) คุณค่าในความบริสุทธิ์ของเสียง Power BRIDGE-EX 20A รุ่นใหม่ เป็นปลั๊กรางไฟแบบมีระบบกรองความบริสุทธิ์ของสัญญาณไฟฟ้า มาในตัว ซึ่งทาง Clef Audio ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ ทั้งอุปกรณ์และวงจรที่อยู่ภายในให้ได้การตอบรับคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด โดยการลดสัญญาณรบกวน EMI/RFI ต่างๆ ให้ราบเรียบสะอาด ด้วยการนำวงจรไฮบริด (Hybrid Circuit) ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจาก PowerBRIDGE-10se 20A มาเป็นหัวใจสำคัญ ภายในใช้วงจรกรองแบบขนาน (Parallel Filtering Circuit) เพื่อขจัดปัญหาการอั้นของกระแสไฟฟ้า ร่วมกับวงจร Nano Coil ที่รองรับกำลังไฟสูงถึง 20 แอมป์ (4600W) ทำให้สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องเต็มประสิทธิภาพ  Clef PowerBRIDGE-EX 20A มีการอัปเกรดอุปกรณ์สำคัญในแบบ Audio Grade ทั้งหมด เพื่อประสบการณ์เสียงที่ดี ระบบ IEC และเต้าเสียบไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นรุ่น Audio Grade ชุบทอง (Gold-Plated) เพื่อการนำไฟฟ้าที่เหนือกว่า การเดินสายภายในและระบบ Ground ด้วยสาย Furutech Triple C เคลือบจุดเชื่อมต่อด้วยกราฟีน (Graphene Coating) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำไฟฟ้าที่เหนือกว่า     Preview  เมื่อได้รับตัวกรองไฟรุ่นใหม่มา ผมได้พิเคราะห์องค์ประกอบโดยรวมของเครื่องกรองไฟ Clef PowerBRIDGE-EX 20A ต้องชื่นชมว่ามีความสวยงามสง่า เทียบเคียงสินค้าระดับไฮเอ็นด์จากต่างประเทศเลยทีเดียว ได้ทั้งความสวยงามและแข็งแรง มีช่องเสียบปลั๊กไฟที่ผ่านวงจรกรองจำนวนหกชุด และอีกสองชุดจะเป็นแบบบายพาส หรือ Direct ไม่ผ่านวงจรกรอง ซึ่งเหมาะสำหรับท่านที่ต้องการต่อแอมป์กำลังขับสูงเข้าทางช่องนี้ได้ตรง สายไฟคุณภาพสูง ที่ให้มาพร้อมกับตัว PowerBRIDGE-EX 20A นั้น ออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกันโดยเฉพาะนะครับ สังเกตจากหัวสายสำหรับเสียบซ็อกเก็ต หรือช่องต่อนั้นจะเป็นลักษณะเฉพาะ (ขั้วแบน) เราไม่สามารถใช้สายไฟทั่วไป หรืออัพสายอื่นๆ มาเสียบต่อได้ แต่ก็อยากให้มั่นใจได้ว่า การออกแบบสายไฟเพื่อใช้กับตัวเครื่องของ PowerBRIDGE-EX 20A นั้น เขามีการคำนวณถึงความสมดุลอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ  ต้องไปขวนขวายหาสายไฟอื่นมาใช้แทน หลังจากเสียบต่อกับปลั๊กไฟผนังบ้านแล้ว พบว่าที่ตัวเครื่องจะแสดงสถานะ 3 อย่างขึ้นมาเป็นปุ่มไฟ LED คือ Power (แดง), Ground (เขียว), Filter (เขียว) แสดงถึงความพร้อมที่จะทำงานแล้ว  ช่องต่อที่ผ่านวงจรกรอง (Filtered) ที่มีอยู่ 3 ชุด ชุดละ 2 ช่อง รวมหกช่องปลั๊กอินนั้น ผมขอแนะนำให้ใช้อุปกรณ์จำพวกแหล่งโปรแกรมเสียบต่อเข้าไปจะได้ผลดีอย่างมาก อาทิเครื่อง DAC, เครื่องเล่นซีดี, เครื่อง Streamer หรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นต้น ส่วนเพาเวอร์แอมป์ อินทิเกรเต็ดแอมป์ ควรต่อในช่องปลั๊กไฟตรง Hi Power (Direct) เพื่อให้เครื่องที่กินไฟระดับสูง จะทำงานขยายได้อย่างเต็มที่      ผลจากการทดสอบใช้งาน สิ่งที่พบได้ทันทีก็คือเสียงดนตรีที่จะสะอาดดีมาก อันนี้ฟังได้ไม่ยากครับ ช่วงที่ดนตรีมีระดับความแผ่วเบามากๆ เราจะเข้าถึงรายละเอียดได้มากยิ่งขึ้น มันเหมือนการอิมพรูฟคุณภาพเสียงโดยที่ย่านความถี่ต่างๆ ไม่ได้มีการปรับแต่งแต่อย่างใด Clef PowerBRIDGE-EX 20A ยังรักษาบุคลิกดั้งเดิมของเครื่องเสียงเอาไว้ อันนี้คือจุดที่ดีมาก แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเมื่อใช้งาน Clef PowerBRIDGE-EX 20A ก็คือเราได้ความโปร่งใส และรายละเอียดที่ปลายสุดของความถี่เสียงแหลมมากยิ่งขึ้น รวมถึงความลึกของเบสดูเป็นตัวตนมากกว่าที่เคยฟัง ผมชอบความ “บริสุทธิ์ของเสียง” ที่ให้ความปลอดโปร่งโล่งใจ ฮาร์โมนิคสวยๆ อิ่มเอมในดนตรีมาเต็ม และเวทีเสียงนั้นเปิดกว้างดีจริงๆ จุดที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงอย่างมากที่สุดเท่าที่ผมใช้ PowerBRIDGE-EX 20A ก็คือความ Clean ความสะอาด รวมถึงการแสดงไมโครดีเทลด้านรายละเอียดเสียงที่หยุมหยิมระยิบระยับทั้งหลายจะเพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นั่นแสดงให้เห็นว่าระบบไฟที่เราใช้ตามปกติ (ผ่านปลั๊กรางไฟทั่วไป) ซึ่งมีการรบกวนอยู่เป็นทุนเดิม เสียงที่ดีๆ ที่ช่วงปลายสุดเหล่านี้ก็มักจะถูกกลืนหายไปกับ EMI/RFI ที่ท่วมทับอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เมื่อเราใช้งานเครื่องเสียงผ่านระบบกรองของ PowerBRIDGE-EX 20A สามารถดึงเอารายละเอียดขึ้นมาได้แบบคิดไม่ถึง นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่นักเล่นระดับออดิโอไฟล์ที่ให้ความสำคัญระบบไฟกันอย่างถึงที่สุด      PowerBRIDGE-EX 20A เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่คนเล่นเครื่องเสียงระดับมิดเอ็นด์ขึ้นไปควรต้องมี ไม่ใช่เพียงแค่เสียงที่สะอาดเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ดีงามนะครับ ความแข็งแรงของโครงสร้างที่ออกแบบมาในลักษณะ Heavy Duty เช่นนี้ ให้ความปลอดภัยไร้กังวลด้วยครับ เมื่อมีการจัดการระบบต้นทางไฟที่ดี อุปกรณ์เครื่องเสียงที่เราใช้อยู่จะได้เปล่งศักยภาพของมันออกมาอย่างเต็มที่ ความเอาใจใส่ของแต่ละท่านอาจจะไม่เท่ากันในเรื่องนี้ แต่ด้วยประสบการณ์ของผม อยากจะขอบอกว่าความบริสุทธิ์ของต้นทางนั้นคือที่สิ่งที่สำคัญที่สุด  การลงทุนด้วยปัจจัยที่สมเหตุผลเช่นนี้ คุณค่าที่ได้รับกลับมา ย่อมรู้สึกได้จากความอิ่มเอมในอารมณ์ดนตรีที่ครบถ้วนมากยิ่งกว่าเดิมอย่างชัดเจน นี่และคือความบริสุทธิ์ของเสียงที่ได้มาจากการใช้งานอุปกรณ์ Clef PowerBRIDGE-EX 20A ครับ Clef PowerBRIDGE-EX 20A ราคา 19,800.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd.  โทร. 0-2932-5981  

QUAD 3 Integrated Amplifier เอกลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบ

QUAD 3 Integrated Amplifier  เอกลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบ มีอินทิเกรเต็ดแอมป์สักกี่เครื่อง ที่เห็นแล้วทำให้เกิดความหลงรักอย่างปัจจุบันทันด่วน และเมื่อได้ฟังเสียงก็จะรักมากยิ่งขึ้นไปอีก แน่นอนว่าดีไซน์ของ QUAD 3 คือหนึ่งในความหมายเช่นนั้น นี่คืออินทิเกรเต็ดแอมป์ที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกประทับใจขึ้นมาทันทีที่พบเห็น ด้วยการออกแบบที่ค่อนข้างแหวกแนวจากแอมปลิไฟร์โดยทั่วไปในกลุ่มออดิโอไฟล์อย่างเห็นได้ชัด QUAD 3 จัดเป็นลำดับผลงานต่อเนื่องจากชุดปรี-เพาเวอร์ QUAD 33/303 อันโด่งดังที่วางตลาดก่อนหน้าเล็กน้อย  ( อ่านผลทดสอบของปรี เพาเวอร์ได้ที่ https://www.thewave-online.com/article/35 ) ด้วยการออกแบบอันเหนือกาลเวลาของ QUAD ทำให้ผสานรูปทรงเรโทร กับเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากันได้อย่างลงตัว เป็นการมอบโซลูชันแอมปลิไฟเออร์แบบครบวงจร ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ชื่นชอบระบบอนาล็อกแบบดั้งเดิม และผู้รักเสียงเพลงดิจิทัลสมัยใหม่  รูปแบบหน้าตาของ QUAD 3 ได้รับแรงบันดาลใจจาก QUAD 22 ปรีแอมป์หลอดสุญญากาศคลาสสิกระดับตำนานจากยุค 1950s-1960s ที่ออกแบบโดย Peter J. Walker เอกลักษณ์จากอดีต ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่สดใหม่ และให้คุณสมบัติอันครบถ้วน  และส่วนหนึ่ง QUAD ได้ถ่ายทอดคุณภาพทั้งมวลของ QUAD 33 และ 303 ชุดปรี-เพาเวอร์รุ่นล่าสุดมาลงไว้ใน QUAD 3 ได้อย่างลงตัวพอดิบพอดี     การออกแบบของ QUAD 3 นั้น นับได้ว่าเป็นการแสดงความเคารพต่ออดีตอย่างล้ำลึก โดยเน้นดิสเพลย์เป็นแถบ LCD สีส้มอันเป็นเอกลักษณ์เช่นเดียวกับปรีแอมป์ QUAD 33 เพื่อการแสดงผลการทำงานที่ใช้งานง่าย ทั้งการตั้งค่าพารามิเตอร์ การเลือกแหล่งสัญญาณ โวลุ่ม ผู้ใช้สามารถปรับความสว่างของแสงไฟ หรือปิดได้ทั้งหมด เพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมหรือความชื่นชอบเป็นการส่วนตัว  นอกเหนือจากการตกแต่งด้วยสีส้มแบบคลาสสิกสะท้อนถึงความสวยงามในตำนานแล้ว ปุ่มหมุนดิจิทัลแบบสัมผัสที่วางเรียงต่อกัน ก็ให้การควบคุมที่แม่นยำ มีทั้งการเลือกแหล่งสัญญาณ ปรับความสมดุลเสียงเบส และการควบคุม Tilt อันโด่งดังของ QUAD ซึ่งสามารถปรับแต่งสเปกตรัมเสียงได้อย่างละเอียดโดยไม่เพิ่มสีสันเกินจริง QUAD 3 ให้การรองรับสัญญาณดิจิทัลอย่างครบถ้วน โดยมีภาคอินพุตแบบ USB สำหรับรองรับเสียงความละเอียดสูงถึง 768kHz/DSD512 ให้การเชื่อมต่อที่ไร้ที่ติสำหรับ PC และ Mac มีอินพุต Coaxial และ Optical S/PDIF สำหรับการรองรับเสียงความละเอียดสูงถึง 192kHz จึงเหมาะสำหรับเครื่องเล่น CD สตรีมมิ่ง และแหล่งเพลงดิจิทัลทั้งหลาย นอกเหนือจากนั้น ก็ยังมีอินพุต HDMI ARC เพื่อการขยายเสียงจากทีวีมาสู่ระบบเสียงของคุณโดยตรง พร้อมความสะดวกสบายในการใช้รีโมททีวีเพื่อควบคุมระดับเสียง และเปิด/ปิด ได้อีกด้วย ในยุคแห่งการฟังเพลงอย่างหลากหลาย QUAD มีระบบไร้สายที่อำนวยความสะดวกในการเล่นเพลงที่ชื่นชอบ ด้วยบลูทูธเวอร์ชั่น 5.1 ซึ่งจะช่วยให้การสตรีมเพลงจากอุปกรณ์สมาร์ทโฟน เป็นไปได้อย่างราบรื่น ด้วยการรองรับ aptX HD ที่ช่วยให้เพลิดเพลินระบบเสียงรายละเอียดสูง ในระดับ 24 บิต ผ่านบลูทูธได้อย่างไม่มีข้อจำกัด QUAD 3 ยังให้ความสมบูรณ์แบบของภาคขยายสัญญาณเสียงสำหรับแผ่นเสียงอนาล็อก ผู้ที่ชื่นชอบแผ่นเสียงไวนิลจะรู้สึกประทับใจกับภาคขยายสัญญาณเสียงสำหรับหัวเข็ม MM ซึ่งวงจรภาคPhono นั้นได้ถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพการทำงานอย่างดีเยี่ยม มีเสียงรบกวนต่ำสุด ให้มาตรฐานการปรับสมดุลภาค RIAA อันแม่นยำ      มีอินพุต RCA แบบช่องไลน์สองช่อง เพื่อช่วยให้การเชื่อมต่อกับแหล่งสัญญาณอนาล็อกเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเน้นความบริสุทธิ์ราบเรียบของสัญญาณอนาล็อก นอกจากนั้นมีภาคสัญญาณขาออกแบบ Pre-Out เผื่อขยายการเล่นในอนาคต ให้คุณใช้ต่อกับเพาเวอร์กำลังสูงภายนอกได้ ในยุคที่นักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ ที่ชื่นชอบการเล่นไฟล์เพลงรายละเอียดสูงจากพีซี เครื่องรุ่นนี้มีระบบเชื่อมต่อ USB สำหรับผู้ที่ต้องการสตรีมเสียงความละเอียดสูงโดยตรงจากข้อมูลหรือไฟล์เพลงในคอมพิวเตอร์  โดย QUAD 3 มีอินพุต USB-B เฉพาะที่รองรับการเล่นเสียงความละเอียดสูงถึง 768kHz ในรูปแบบ PCM และ DSD512 ทำให้เป็นโซลูชันที่เหมาะสำหรับนักฟังเพลงที่ใช้พีซีหรือแล็ปท็อปเป็นแหล่งเพลงดิจิทัลหลัก ด้วยฟังก์ชัน “ปลั๊กแอนด์เพลย์” เสียบต่อใช้งานได้ทันที  ช่วยเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ให้เป็นแหล่งเสียงดิจิทัลระดับไฮเอ็นด์ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าคุณจะใช้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ไฟล์ในเครื่อง หรือซอฟต์แวร์เล่นขั้นสูง  อินทิเกรเต็ดที่ถึงพร้อมด้วยภาค DAC ชั้นเยี่ยมในตัวเอง หัวใจสำคัญของระบบประมวลผลดิจิทัลของ QUAD 3 ก็คือชิปเซ็ต DAC ESS9038Q2M ที่ล้ำสมัย ซึ่งได้รับการออกแบบมาอย่างเชี่ยวชาญ ให้ผู้ฟังสามารถเข้าถึงคุณภาพเสียงที่แม่นยำ ละเอียดลออ เมื่อจับคู่กับวงจรกรองสัญญาณ DAC แบบ Class A ซึ่งการกำหนดค่านี้จะช่วยดึงศักยภาพเสียงสูงสุดจากแหล่งสัญญาณดิจิทัลอย่างแท้จริง  สามารถเพิ่มอัตราแซมปลิ้งให้กับสัญญาณเสียงจากทั้ง SPDIF และ USB ได้ โดยสัญญาณเสียงดิจิทัลจะถูกเพิ่มอัตราการสุ่มตัวอย่างเป็น 352.8kHz หรือ 384kHz และยังทำหน้าที่เป็นตัวถอดรหัส MQA เต็มรูปแบบ ถ่ายทอดต้นฉบับจากสตูดิโอได้อย่างแม่นยำ พร้อมการชดเชยเฉพาะไฟล์ เพื่อความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น  มี Digital Filter หรือตัวกรองดิจิทัลฟิลเตอร์ที่ผู้ใช้เลือกได้ถึงห้าแบบ ช่วยให้สามารถปรับแต่งเสียงให้เหมาะกับแหล่งที่มาต่างๆ ได้อย่างละเอียด ทำให้มั่นใจได้ว่าการเล่นจะเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือบริการสตรีมมิ่งใดๆ ก็ตาม     ถึงแม้จะมีขนาดกะทัดรัด แต่ QUAD 3 ก็ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ ด้วยภาคขยายเสียงคลาส AB มาพร้อมกับแหล่งจ่ายไฟที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยมีหม้อแปลง Toroidal ขนาด 235VA ที่แข็งแรงทนทาน จ่ายไฟให้กับภาคขยายเสียง มีตัวเก็บประจุขนาด 30,000uF ช่วยเสริมเพื่อให้มั่นใจได้ถึงไดนามิกเฮดรูมที่มีความผิดเพี้ยนต่ำ  QUAD 3 มีกำลังขับ 65 วัตต์ต่อช่อง (8 โอห์ม) และสูงสุด 100 วัตต์ (4 โอห์ม) จึงสามารถขับลำโพงที่ต้องการกำลังขับสูงได้อย่างง่ายดาย ด้วยการควบคุมและพลังเสียงที่เป็นธรรมชาติในแบบฉบับ QUAD อย่างแท้จริง นอกจากนั้นแล้ว QUAD 3 ยังมาพร้อมวงจรขยายสัญญาณหูฟังคุณภาพสูงแยกอิสระออกมาต่างหาก สะท้อนถึงความแม่นยำของวงจรขยายที่เหมาะสมกับการใช้งานหูฟังโดยเฉพาะ เมื่อนำเครื่องมาทดสอบใช้งาน แรกสุดผมประทับใจในความสวยงามที่แตกต่างจากรูปทรงเครื่องเสียงทั่วไป ด้วยขนาดที่กะทัดรัดอย่างน่าทึ่ง เราสามารถสัมผัสเอกลักษณ์ของ QUAD 3 ที่ได้รับอิทธิพลการออกแบบในอดีตของ QUAD 22 เหมือนย้ายกาลเวลาในอดีตมาลงตัวในปัจจุบัน     ทีมวิศวกรได้ทำการขัดเกลารูปทรงดีไซน์ให้ล้ำยุค สามารถเห็นได้จากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บนแผงด้านหน้า และแถวของตัวเข้ารหัสแบบดิจิทัลที่เรียงอย่างเป็นระเบียบ มีตัวควบคุมแบบหมุนที่สัมผัสได้ เหล่านี้ให้การควบคุมระดับเสียง การเลือกแหล่งสัญญาณ การควบคุมเสียงเบส รวมถึงการควบคุม Tilt ของ QUAD และการปรับสมดุลเสียงที่ไม่เหมือนใคร  การปรับเสียงเบสช่วยให้สามารถปรับความถี่ต่ำได้ +/-3dB เพิ่มความสมบูรณ์และความลึกอิ่ม หรือลดเสียงกระหึ่มที่อาจจะมีผลกระทบสภาพแวดล้อมหรือห้องของคุณ  แต่การควบคุม 'Tilt' นั้น มีความแตกต่างออกไป โดยเป็นการปรับทั้งสองด้านของสเปกตรัมความถี่พร้อมกัน หมายถึงการปรับขึ้นหรือลดลงตลอดทั้งย่านความถี่เสียง ไม่ว่าจะลดเสียงเบสและเพิ่มเสียงแหลม หรือเพิ่มเสียงเบสและลดเสียงแหลมในขั้นตอนละ1dB  เป็นเทคนิคการ 'เอียง' ช่วงความถี่ที่ได้ยินบนแกน 700Hz ด้วยการปรับสมดุลเสียงโดยรวมให้ 'อบอุ่น' หรือ 'ใส' มากขึ้น เพื่อให้เหมาะกับดนตรีที่ได้รับการบันทึกมา หรือเพื่อชดเชยอะคูสติกของห้องฟัง QUAD 3 ไม่เพียงแต่ให้ประสิทธิภาพเสียงที่เหนือกว่าเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นด้วยรีโมทคอนโทรลแบบครบฟังก์ชัน ออกแบบมาเพื่อการนำทางที่ใช้งานง่าย รีโมทช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับเสียง สลับแหล่งสัญญาณ ปรับแต่งเสียงเบสและเสียงแหลม ใช้งานฟังก์ชั่น ‘Tilt’ ที่มีชื่อเสียงของ QUAD และนำทางผ่านเมนูต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย  ไม่ว่าคุณจะอยู่ไกลออกไปหรือนั่งสบายๆ บนเก้าอี้ฟังเพลง รีโมทของ QUAD 3 ก็ช่วยให้คุณควบคุมประสบการณ์การฟังได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสูง การนำเสนอ QUAD 3 คือสัญลักษณ์แห่งรสนิยม ด้วยการผสมผสานระหว่างความสวยงามแบบคลาสสิก ประสิทธิภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม และการเชื่อมต่อที่รองรับอนาคต จึงเป็นนิยามใหม่ของสิ่งที่อินทิเกรเต็ดแอมป์ สามารถมอบให้ได้  ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรักแผ่นเสียงไวนิล หรือผู้หลงใหลในระบบดิจิทัล QUAD 3 ถูกสร้างมาเพื่อรองรับและออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจอย่างรอบด้านจริงๆ     Test Report ในการทดสอบครั้งนี้ผมมีเวลาอยู่กับ QUAD 3 อย่างพอเพียง และใช้เรฟเฟอเรนซ์ในระดับมาตรฐานจากลำโพงสามคู่หลักที่ยอดเยี่ยม มั่นใจได้ถึงความเที่ยงตรงคือ Harbeth Monitor 30.3 XD2, ลำโพง Rogers LS3/5 A Diamond Jubilee และ Acoustic Energy AE300 MK ll  ล้วนแล้วแต่ต่างบุคลิก และขับได้ยากง่ายผิดแผกต่างกันไป ทว่า QUAD 3 ก็สามารถขับได้ดีทุกคู่ครับ เครื่องเล่นแผ่นเสียงใช้ NAD C588 เครื่องเล่นซีดี ทรานสปอร์ตของ Audiolab 9000CDT และภาค DAC NAD M51 (สลับมาใช้เปรียบเทียบกับ DAC ในตัวของ QUAD 3 บางช่วงเวลา)  QUAD 3 Integrated Amplifier เป็นอินทิเกรเต็ดแอมป์ขนาดกะทัดรัดแนว Compact Hi-Fi ที่มีการออกแบบย้อนยุคเรโทร (Retro Design) ที่มีความกว้าง 300 มิลลิเมตร ความสูง 101 มิลลิเมตร ความลึก 332 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวเครื่อง 8 กิโลกรัม   ถ้าเปรียบเทียบความกว้างอินทิเกรเต็ดแอมป์ทั่วไป จะเห็นว่า QUAD มีขนาดเล็กกว่าแอมป์มาตรฐาน ที่มักจะกว้างประมาณ 430-440 มิลลิเมตร ดีไซน์จึงดูแปลกตา มีความทันสมัย วางในพื้นที่จำกัดได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแอมป์ประสิทธิภาพสูงในขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และดีไซน์ที่เท่ห์ มีเสน่ห์เกินห้ามใจ การออกแบบดีไซน์ใหม่นี้ เป็นฝีมือของ David McNeill เป็นแบบทูโทน สีเงินด้าน เทาเข้ม พร้อมปุ่มควบคุมแบบฝัง จัดเป็นแอมป์ที่มี DAC และ Phono MM ในตัว เหมาะสำหรับทั้งการฟังเพลงแบบ Analog และ Digital ด้วยลักษณะวงจรขยายแบบ Class AB ที่มีกำลังขับ 65 วัตต์ แต่มีภาค จ่ายไฟที่ดีเยี่ยมเท่าเทียมแอมป์ขนาดเกิน 100 วัตต์เลยทีเดียว ผลจากการทดสอบ ผมสามารถบอกได้เลยว่า QUAD ให้คุณภาพด้านรายละเอียดเสียงได้อย่างน่าประทับใจมาก และยังให้บุคลิกที่มีความเป็นธรรมชาติในน้ำเสียงสูงสุด นี่คือบุคลิกเสียงที่เข้าถึงเสียงดนตรีในทุกความถี่ได้อย่างสมบูรณ์ โดดเด่นมากตรงการควบคุมย่านความถี่มิดเร้นจ์ ที่เรียบสะอาด ให้ความอิ่ม เปิดเผยตัวตนของเสียงต่ำอย่างแม่นยำสมจริง และปลายเสียงแหลมที่ใสโปร่งน่ารักเป็นอย่างยิ่ง เป็นแอมปลิไฟล์ที่เราสามารถปรับเสียงให้เข้าถึงบุคลิกได้หลายแนวทาง เคล็ดลับตรงนี้ถูกบรรจุวงจรมาอย่างทรงประสิทธิภาพ จากทีมออกแบบของ QUAD กล่าวได้ว่านี่คืออินทิเกรเต็ดแอมป์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเครื่องหนึ่งของปี 2026 ครับ     ก่อนที่จะไปสรุปเรื่องบุคลิกและศักยภาพเสียงทั้งหมด ผมขอนำเสนอเรื่องราวของการปรับใช้งาน QUAD 3 เครื่องนี้ เพื่อให้ท่านได้รู้ว่าทีมงานผู้ออกแบบได้บรรจงใส่ระบบต่างๆ ที่จำเป็นต่อการฟังเพลงให้คุณมากจนเกินพอ และแทบไม่เคยมีใครออกแบบมาได้ถึงจุดนี้ นั่นคือ Filter และระบบปรับแต่งเสียงชดเชยแบบ Bass และ Tilt ที่ไม่เหมือนใคร ออกแบบมาด้วยความเข้าใจถึงการปรับแต่งเท่าที่จำเป็น และไม่ทิ้งความเป็นธรรมชาติแห่งเสียงดนตรีเลยแม้แต่น้อย สำหรับ QUAD มีทีเด็ดคือ Digital Filter หรือวงจรกรองดิจิทัลฟิลเตอร์ที่ให้มาในเครื่อง ตรงนี้ถือว่ามีประโยชน์มากๆ ครับ ไม่ค่อยพบเจอในอินทิเกรตอื่นๆ นักเท่าไร ระบบกรองเหล่านี้เป็นกระบวนการทำงานภายในชิป DAC (Digital-to-Analog Converter) เพื่อใช้จัดการกับสัญญาณขยะดิจิทัล (Aliasing/Ringing) ก่อนที่จะแปลงเป็นเสียงอนาล็อกให้เราได้ยิน โดยเราสามารถเลือก Filter ได้ถึง 5 รูปแบบด้วยกัน ต่อจากนี้คือลำดับขั้นตอนทั่วไปจากากรทดสอบจริง ในการปรับ Digital Filter ใน QUAD 3  กดเมนูที่รีโมท หรือกดปุ่มโวลุ่มหน้าเครื่องให้ค้างไว้ เพื่อเข้าเมนูหลัก จากนั้นเลื่อนหาเมนู Filter ด้วยรีโมทหรือหมุนปุ่มโวลุ่มไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา จนหน้าจอแสดงเมนู Filter จากนั้นสามารถ เลือกฟิลเตอร์เสียงที่ต้องการได้เลย โดยกดปุ่มสั้นๆ 1 ครั้ง ในแต่ละฟิลเตอร์ที่แสดง วนไปทั้ง 5 แบบ หน้าจอจะแสดงฟิลเตอร์ให้เห็นดังนี้  • Linear Slow • Minimum Fast  • Minimum Slow • Hybrid Fast  • Linear Fast  ทั้งหมดนี้เมื่อได้รูปแบบที่ต้องการแล้วให้กดปุ่มโวลุ่ม หรือเมนูที่รีโมทค้างไว้เพื่อบันทึกค่า และกลับคืนสู่หน้าจอหลัก  ต้องเข้าใจว่าผลต่อคุณภาพเสียงจะมีผลเฉพาะกับสัญญาณที่เข้ามาทาง Digital Input เท่านั้นครับ ถ้าคุณชอบเสียงเคลียร์ ชัดเจนสดใส ให้เลือก Linear Fast ก็จะให้รายละเอียดสูงสุดแต่บางคนอาจมองว่ามันอาจจะสดไปนิดนึงก็ได้  หากชอบบุคลิกเสียงที่เป็นธรรมชาติควรเลือก Linear Slow ฟิลเตอร์ตัวนี้เป็นค่ามาตรฐานที่ฟังสบายที่สุดสำหรับการฟังเพลงเกือบทุกแนว เข้าถึงง่าย ด้วยเสียงแห่งความประนีประนอม ถ้าชอบมิติเสียงและเวทีเสียง (Focus & Imaging) ให้เลือก Minimum Fast ฟิลเตอร์นี้จะช่วยลดเสียงฟุ้งกระจายของสัญญาณดิจิทัล โดยทำให้ตำแหน่งชิ้นดนตรีเด่นชัดขึ้น ส่วนท่านที่ชอบเบสหนักแน่น และมีแรงปะทะดี ให้เลือก Minimum Slow ก็จะให้เนื้อเสียงที่อิ่มและนุ่มนวลกว่าฟิลเตอร์แบบอื่นครับ หมายเหตุที่สำคัญ หากคุณฟังเพลงผ่าน MQA (เช่น Tidal Master) ตัวเครื่องจะข้าม (Bypass) ฟิลเตอร์เหล่านี้ไปใช้ตัวกรองเฉพาะของ MQA โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้เสียงตามต้นฉบับ ส่วนตัวผมที่มักจะฟังเพลงหลากหลายรูปแบบ ทั้งสไตล์ ป็อป แจ๊ส ลูกกรุง-ลูกทุ่ง เพลงคลาสสิก ดังนั้นก็จะเลือก Linear Slow เพราะฟิลเตอร์ตัวนี้ให้เสียงที่เป็นธรรมชาติที่สุด ช่วยให้เสียงร้องอิ่มอุ่นละมุนละไม ไม่คมแข็งจนเกินไป และรักษาบรรยากาศ Ambience ของห้องอัดไว้ได้ดี คล้ายดังว่าเรากำลังฟังเพลงจากสตูดิโอของ BBC แต่ในเฉพาะช่วงที่ฟังวงออเคสตราขนาดยักษ์ อย่างเพลงในอัลบั้มของ Telarc ผมอาจจะปรับมาที่ Minimum  Fast ฟิลเตอร์ช่วยลดการสั่นค้างของสัญญาณดิจิทัล (Pre-ringing) ได้ดี ทำให้การวางตำแหน่งชิ้นดนตรีในวงออร์เคสตรามีความชัดเจน และมีมิติที่ลึกยิ่งขึ้นไปอีกระดับ ขอย้อนทวนต้นสักเล็กน้อยนะครับ ตามปกติแล้วเมื่อกดเมนู MENU ที่รีโมทหรือกดค้างที่โวลุ่มของเครื่อง เมนูจะมีหลายโหมดให้เลือกใช้งาน  MENU จะเริ่มจาก Filter -> MQA Mode -> DPLL -> Sensitivity -> VOL Limit -> VOL Indicator -> TONE -> CEC -> Trigger -> Backlight -> Contrast -> Display TEXT -> Auto Standby -> Reset -> Version วนไปนะครับ ดังนั้นถ้าต้องการเซตที่เมนูใดก็สามารถเลือกปรับได้ นี่คือระบบฟิลเตอร์ของ QUAD ที่มีมาให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ชนิดที่คุณจะไม่เคยพบได้จากอินทิเกรเต็ดแอมป์ระดับราคาเดียวกัน!!!     อีกเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าหลายคนที่ไม่เคยใช้แอมปลิไฟร์ของ QUAD อาจไม่ทราบว่า วงจรปรับโทนเสียงทุ้มและวงจรปรับ Tilt ในส่วนภาคปรีของเขานั้น นับว่าเป็นระบบปรับความถี่เสียงที่พิเศษสุดแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างสิ้นเชิง และช่วยปรับได้โดยไม่มีผลกระทบต่อความถี่ช่วงปลายเสียงใดๆ ทั้งสิ้น วงจรปรับค่าความถี่ มีมาให้ 2 ชุด ชุดแรกคือปรับเสียงต่ำ กรณีของเสียงต่ำหรือ Bass จะปรับบวก-ลบ ได้ไม่เกิน 3dB และชุดที่สองคือ Tilt นั้น เป็นการปรับย่านความถี่รวมแบบคิดถึงผลการ ตอบสนองความถี่ “เป็นเชิงเส้นทั้งกราฟหรือตลอดช่วงความถี่เสียง” เป็นหลัก ไม่ใช่การปรับแต่เฉพาะเสียงแหลมช่วงปลายๆ แต่อย่างใด นี่คือเอกลักษณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร และไม่มีใครจะทำเหมือน QUAD ได้ เป็นการปรับที่เหมือนกับการเลื่อนกราฟความถี่ทั้งกราฟแบบสมดุล ฟังก์ชันการปรับเสียง Tilt ของ QUAD (คิดค้นโดย Peter Walker) ทำงานโดยการ "หมุน" (Rotate) หรือ "เอียง" กราฟการตอบสนองความถี่ทั้งย่านไปพร้อมกัน ด้วยรอบจุดหมุนคงที่ เพื่อปรับสมดุลเสียงโดยรวมให้ "อุ่นขึ้น" (Warmer) หรือ "ใสขึ้น" (Cooler) โดยไม่ทำให้ระดับความดังโดยรวมเปลี่ยนไป หรือจงใจปรับปลายทุ้ม-ปลายแหลม ในแบบโทนคอนโทรลอื่นๆ   นี่คือการปรับกราฟการตอบสนองความถี่ตลอดย่าน ที่มีผลต่อคาแรกเตอร์เสียงโดยรวม ในอดีตเครื่องเสียงของ QUAD การปรับค่า Tilt ตรงนี้ จะใช้การปรับแบบปุ่มมือหมุน แต่ใน QUAD 3 รุ่นปัจจุบันใช้การปรับด้วยรีโมทคอนโทรล ซึ่งจะสามารถดูผลตัวเลขที่หน้าจอ Display สีส้มไปพร้อมกับการเลือกฟังก์ชั่น  จากผลการทดสอบ ผมมีข้อแนะนำในทางปฏิบัติกับระบบปรับความถี่ Tilt โดยอ้างอิงมาตรฐานการบันทึกเสียงในอัลบั้มเพลงระดับออดิโอไฟล์ดังนี้ครับ ปกติการฟังจากภาคไลน์อินพุตและแผ่นเสียงไวนิล ควรตั้งไว้ที่ 0 (Flat) สำหรับแนวเพลงร้องหรือเพลงจากดนตรีวงใหญ่ เพื่อให้ได้ดุลเสียงที่เที่ยงตรงตามที่โปรดิวเซอร์เขาตั้งใจบันทึกเสียงมา ยกเว้นว่าลำโพงตัวเล็กมากจริงๆ ค่อยเพิ่มเป็น +1 เพื่อเสริมฐานเสียงเชลโลหรือดับเบิลเบส ได้ตามสมควร การปรับไปที่ -1 จะช่วยเพิ่มความอิ่มของเสียง หรือบอร์ดี้ให้กับเสียงนักร้อง และสังเกตว่าเสียงเบสแบบ Walking Bass จะดูหนานุ่มขึ้น ลดความเกร็งของเสียงแหลมจากฉาบแฉ (Cymbals) ลงได้เล็กน้อย  หากฟังเพลงแนววงใหญ่แบบออเคสตรา หรือต้องการความระยิบระยับของเสียงไวโอลิน เครื่องเป่าทองเหลือง คีย์เปียโนเด่นๆ การปรับไปทางบวกเล็กน้อยจะช่วยให้เปิดรายละเอียดปลายแหลมให้ใสกระจ่างขึ้นครับ การปรับนี้ ถ้าป้อนแหล่งโปรแกรมมายังภาค DAC เราอาจจะควบคู่ไปกันกับการปรับระดับของเสียงเบสในโหมด Filter ไปพร้อมกัน เช่นการปรับไปที่ L-SLOW บวกกับ Tilt -1 เสียงร้องจะหวานละมุน ฟังสบายได้ทั้งวันเป็นต้น QUAD 3 ได้ให้ฟังก์ชันการปรับแต่งมาค่อนข้างเต็มที่ ทำให้เรารู้สึกได้เลยว่าเขามอบเครื่องมือที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงในการฟังเพลง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฟิลเตอร์ การปรับเสียงเบส หรือการปรับซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะ Tilt จะทำให้กราฟการตอบสนองความถี่ กลมกลืนเข้ากับสภาพอะคูสติคภายในบ้านของเรา หรือความชื่นชอบในการรับฟังเพลงได้มากที่สุด  นี้คือการปรับด้วยลักษณะแมนนวล และอาศัยหูของเราเป็นหลักครับ ไม่ใช่ให้เครื่องทำงานอัตโนมัติ  ต้องขอชื่นชมว่า QUAD เข้าใจความต้องการของออดิโอไฟล์ที่รักเสียงเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ ทุกอย่างออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา "สมดุลเสียง" (Spectral Balance) โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่การเพิ่มความถี่ด้วยความถี่ใดความถี่หนึ่งที่จะทำให้เราหนีห่างไกลออกไปจากเสียงดนตรีที่แท้จริง วิศวกรของ QUAD มักจะย้ำเสมอว่า "ไม่มีค่าที่ถูกต้องที่สุด มีแต่ค่าเสียงที่คุณชอบที่สุด" เพราะสภาพอะคูสติกในห้องฟังของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การปรับ Tilt จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่ QUAD มอบให้มา โดยให้คุณเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเลือกในรสนิยมของตัวเอง โดยยึดความจริงแท้ของเสียงดนตรี     คุณภาพเสียงโดยรวมจากการทดสอบ QUAD 3 คือการเข้าถึงเสียงดนตรีที่ผมชื่นชอบ นอกจากให้ความเรียบสะอาดของสัญญาณเสียงแล้ว ยังให้บรรยากาศ ฮาร์โมนิค ที่เสมือนเราได้นั่งฟังเพลงขณะบันทึกจากสตูดิโอ ถ่ายทอดความมีชีวิตชีวาที่เราปรับค่าได้จากฟิลเตอร์และระบบพิเศษ Tilt ของ QUAD ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งการให้เครื่องเสียงทำงานเข้ากับรสนิยมของตนเองได้อย่างราบรื่น QUAD 3 นำพาเราเข้าสู่พลังเสียงของดนตรีที่มีความละเอียดครบถ้วน ให้เสียงกลางที่ผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ เป็นเสียงในแบบที่เข้าถึงได้ง่ายจริงๆ ความสุดยอดก็คือภาคดิจิทัลฟิลเตอร์ที่ทำให้ปรับค่าของเสียงเพลงจากการสตรีม ผ่านบลูทูธ (MQA) หรือการส่งผ่านไฟล์เพลงจากคอมฯ สู่ภาค DAC อินทิเกรเต็ดแอมป์จะส่งผ่านเสียงที่นำพาเราให้เข้าไปชิดติดเวทีการแสดงที่เสมือนจริงมากขึ้น และปรับค่าให้เสียงเคลียร์ สะอาด ด้วยประสบการณ์อันน่าทึ่ง  QUAD นอกจากจะมีดีไซน์หน้าตารูปทรงมีเสน่ห์น่ารักแล้ว ยังให้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยาย เสียงที่ผ่อนคลายและเป็นจริง ตลอดช่วงการรับฟังที่ยาวนานในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี การฟังอัลบั้มแผ่นซีดีผ่านภาค DAC ใน QUAD 3 ถือเป็นคุณภาพเสียงที่ผมพึงพอใจที่สุด ถัดมาคือภาคขยายปรีโฟโน ที่ให้ความสะอาดสะอ้านของเสียง ชวนประทับใจ และเมื่อยามที่เราต้องการความเรียบง่ายการฟังเพลงผ่านบลูทูธ ก็นับว่าให้คุณภาพที่เราติดตรึงใจไม่น้อยเลย สำหรับการส่งผ่านไฟล์เพลงในคอมฯ มายังภาคแปลงรหัสในอินทิเกรเต็ดแอมป์ อาจจะเป็นจุดที่ดีที่สุด ถ้าคุณมีเพลง Hi-Res ชั้นดีอยู่ในสตอเรจครับ QUAD 3 เป็นวัฒนธรรมของเสียงดนตรีในแบบเที่ยงตรง เหมือนเราได้สัมผัสเสียงจากซาวด์เอ็นจิเนียร์ผู้มุ่งมั่น หรือเนื้อแท้ของเสียงจาก Studio โดยไม่เบี่ยงเบนผิดพลาด เป็นเสียงที่เราจะฟังได้อย่างยาวนานและเข้าถึงธรรมชาติอันแท้จริง เข้าถึงดนตรีจริง เข้าถึงธรรมชาติของเสียง ต้อง QUAD 3 นี่แหละครับ ในความเห็นส่วนตัว เท่าที่ได้ทดสอบแบบ “ใช้ชีวิตร่วมกัน” แรมเดือน ผมพบว่า QUAD 3 ไม่ใช่แค่เพียงอินทิเกรเต็ดเครื่องหนึ่ง แต่เป็นงานศิลปะรูปทรงเรโทร ที่นำเสนอด้วยเทคโนโลยีการฟังเพลงที่ล้ำยุค มีรูปทรงดีไซน์คลาสสิกเปี่ยมเสน่ห์ ภาคขยายส่งผ่านอารมณ์ล้ำลึก และสิ่งที่ทำให้ทรงคุณค่ามากเกินพอก็คือ ความสามารถในการถ่ายทอดน้ำเสียงที่สมจริงของดนตรี ด้วยความผ่อนคลาย แนว British Sound ที่ยากจะหาคู่แข่งได้ในงบประมาณนี้ครับ QUAD 3 ราคาเครื่องละ 55,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า)  โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower  

Weava Core Abyss 28 / Weava Locus ความสมดุลแห่งพลัง

• Weava Core Abyss 28 • Weava Locus  ความสมดุลแห่งพลัง   การดีไซน์ลำโพงตู้เบสโมดูล รุ่นสูงสุด Weava Core Abyss 28 ในซีรีส์  Weava Active Bass Module มีจุดมุ่งหมายที่จะนำตู้เสริมความถี่ต่ำที่มีคุณภาพสูง มาสนองตอบผู้ใช้ลำโพงวางหิ้งขนาดกลาง ให้สามารถสนองต่อความถี่ได้ครบถ้วน โดยเฉพาะเบสย่านลึก ที่ลำโพงหลักขนาดย่อม ไม่สามารถลงไปที่ย่านความถี่ที่ลึกกว่า 70Hz ได้   โครงงานของ Pyramid Lifestyle Technology นำเสนอในด้านของแนวคิดไอเดียใหม่ สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปต่อตู้เอง หรือจะซื้อสำเร็จรูปจากบริษัทผู้จัดจำหน่าย ที่จะยังสามารถเลือกผิวตู้ได้ทุกรูปแบบ เนื่องจากโรงงานสามารถผลิตตามสั่งได้ เบสโมดูล Active Bass Module ชุดนี้ ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับใช้งานในระบบฟังเพลงสเตอริโอ หรือจะนำไปใช้ในระบบ Home Theater ก็ได้ ด้วยรูปแบบดีไซน์ทรงทาวเวอร์ด้านไม่เท่า โดยสามารถนำลำโพงหลักมาวางด้านบน พื้นที่ส่วนบนสุดของเบสโมดูล หรือจะเลือกจูนอัพด้วยการแยกตู้เบสโมดูลออกไปวางต่างหากก็ได้ แต่มีข้อแนะนำว่าลำโพงหลักและเบสโมดูลควรจะวางอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน     สำหรับในการดีไซน์ Weava Core Abyss 28 นั้น ได้เลือกใช้ดอกลำโพงหลักก็คือ SEAS L22ROY2 เป็นตัวขับวูฟเฟอร์ แบบกรวยอลูมิเนียมที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ให้ช่วงชักยาว เสมือนลูกสูบโดยติดต้้งในตู้แบบปิด Sealed Enclosure มีการวางตำแหน่งคว่ำ ยิงลงพื้นแบบ Down Firing และยังเสริมด้วย Passive Radiator รุ่น SL26R กรวยอลูมิเนียมขนาด 10 นิ้ว สองดอก ยิงเสียงออกด้านตรงกันข้าม คือข้างซ้ายและขวา จุดที่โดดเด่นมากก็คือ ภาคขยายภายในเป็นแบบคลาส D ของ Hypex FA251: Plate amp with DSP ที่สามารถปรับจูนค่าจุดตัดความถี่ระดับความดังเฟส และค่าพารามิเตอร์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เกิดความแม่นยำและส่งผ่านความถี่ต่ำได้อย่างกลมกลืนกับลำโพงหลัก ตู้ลำโพงจะมีความสูง 55 เซนติเมตร เมื่อรวมกับตัวรอง SoundCare จะมีความสูงเป็น 59 เซนติเมตร  เนื่องจากรูปทรงของตู้ลำโพงเบสโมดูลจะคล้ายพีระมิดตัดยอด ทำให้มีความกว้างขอบฐานอยู่ที่ 32 เซนติเมตร และลึก 32 เซนติเมตร แต่ถ้าวัดที่ด้านบนของตู้ลำโพง จะมีความกว้าง 25 เซนติเมตร และลึก 32 เซนติเมตร อันเป็นแนวทางการออกแบบตู้ลำโพงแบบ “อสมมาตร” ไม่มีด้านที่ลงตัวกันพอดี เพื่อให้มีผลต่อการกระจายความถี่ได้โดยปราศจากการเลี้ยวเบน หรือการทับซ้อนกันของย่านความถี่ต่ำ ความจุของตู้ (Net Volume) มีขนาด 25 ลิตร  Weava Core Abyss 28 ราคา 99,000.- บาทต่อตู้     ในการทดสอบครั้งนี้ผมได้รับลำโพงที่มีการดีไซน์ขึ้นมาใหม่อีกชุดหนึ่ง จาก Pyramid Lifestyle Technology เพื่อใช้เป็นลำโพงหลัก ทำงานควบคู่กับเบสโมดูล นั่นก็คือลำโพง Full-range Weava Locus ที่ดีไซน์ตามรูปแบบลำโพงชุดคิท Seas DIY Kit : Locus ซึ่งจะมีคุณสมบัติในรูปแบบของลำโพงที่ให้เสียงครบทุกย่านความถี่ โดยมีให้เลือกสำหรับวงจรปรับความถี่สูง เพื่อความเหมาะสมของผู้ที่ต้องการโทนเสียงที่แตกต่างกัน SEAS DIY Kit : Locus นั้น เป็นชุดลำโพง DIY ระดับ “Full-range Audiophile” ที่ออกแบบโดยทีม R&D ของ SEAS เน้นความเรียบง่าย แต่ให้คุณภาพเสียงแบบ Coherent สูงมาก หมายถึงแนวเสียงจะราบรื่นต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันอย่างยอดเยี่ยม ตัวขับเสียงภายในเป็นรุ่น FEA18 RCZ ที่มีขนาด 7 นิ้ว หรือ 18 เซนติเมตร ให้ค่าความไวสูง เหมาะกับแอมป์กำลังต่ำ–กลางโดยทั่วไป ลำโพงจะตอบสนองย่านเสียงกว้าง ครบทุกความถี่แบบ full-range ให้โทนเสียงต่อเนื่องในหนึ่งเดียว  สำหรับสูตรตู้ของ SEAS จะแนะนำให้ใช้ตู้ลำโพงแบบท่อเปิด Bass Reflex ที่มีปริมาตร 19 ลิตร และความถี่สำหรับจูนพอร์ต 47 Hz โดยพื้นฐานตัวไดรเวอร์จะมีคาแรกเตอร์ Bass Boost หรือเสียงต่ำที่โดดเด่นอยู่เล็กน้อยแถวๆ ย่านความถี่ 90Hz ทาง SEAS จึงเล็งเห็นว่า เพื่อให้การทำงานแบบฟูลเร้นจ์เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ สามารถเลือกค่าการตอบสนองความถี่ได้สองระดับ จึงมีระบบระบบปรับเสียง Simple Network มาให้ด้วย ระบบ Full-range ที่มีออพชั่นเสริม Simple Network ต้องเรียนว่า มันไม่ใช่ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก แบบแบ่งความถี่ให้ลำโพงสองหรือสามทางทั่วไป แต่จะเป็นการใช้ขดลวด Inductor ~1.2 mH มิลลิเฮนรี่ และรีซิสเตอร์ Resistor -18 Ohm มาคั่น สำหรับทำหน้าที่ลดความเข้มของเสียงแหลม (HF attenuation) เพื่อปรับบาลานซ์โทนเสียงตามห้องหรือรสนิยมเฉพาะตัวได้ โดยทาง Weava จะมีขั้วลำโพงให้เลือกใช้สองชุด ระหว่างการใช้งานตรง หรือผ่านตัวปรับการตอบสนองความถี่ดังกล่าว  Weava Locus ราคา 59,900.- บาท ต่อคู่  (พร้อมวงจร Simple Network ปรับความถี่สูงภายใน)     Test Report สำหรับการจัดวางทดสอบนั้น ก็จะใช้ Weava Locus วางซ้อนบน Weava Core Abyss 28 ซึ่งจะทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี โดยมีการใช้โปรแกรมจากคอมพิวเตอร์ในการจูนอัพ ปรับแต่งย่านความถี่เพื่อให้เกิดความราบรื่นระหว่างลำโพงทั้งสองชุด ผมตั้งลำโพงห่างกันโดยประมาณ 2.20 เมตร และห่างจากผนังหลังประมาณ 1 เมตร เป็นระยะที่เหมาะสมกับห้องขนาดกลางทั่วๆ ไป ใช้ภาคขยายหลักขับลำโพง Weava Locus ด้วย QUAD 3 และพ่วงการทำงานด้วยสายเชื่อมเข้ากับซับเบสโมดูล Weava Core Abyss 28 สำหรับแหล่งโปรแกรมนั้นผมใช้ทั้งภาค Streaming ด้วยบลูทูธจากตัว QUAD 3 และเครื่องเล่นซีดีทรานสปอร์ต AUDIOLAB 9000CDT ผนวก NAD M51 DAC แม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นลำโพงตู้รุ่นตัวอย่างหรือ Prototype (ต้นแบบ) แต่ก็ผ่านการคำนวณและออกแบบดีไซน์มาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ซึ่งถ้ามีผู้สนใจก็สามารถสั่งผลิต โดยเลือกผิวตู้ลำโพงให้สวยงามตามความต้องการได้ครับ ผมคำนึงถึงจุดแรกก็คือการพิจารณาความกลมกลืนซึ่งกันและกันของลำโพงหลัก และลำโพงตู้เสียงต่ำเฉพาะ  โดยเหตุที่เรามักจะพบบ่อยๆ ว่า ตู้ลำโพง Sub-Woofer หรือเบสโมดูล (Bass Module) ทั่วๆ ไปนั้น ถ้าถูกออกแบบมาอย่างไม่เหมาะสม ก็จะมีข้อจำกัดในการนำไปแมตช์กับลำโพงหลักที่จะเข้ากันได้ยาก  เช่นไม่ว่าจะปรับอย่างไร มักมีปริมาณเบสมากเกินไป เมื่อคำนึงถึงเรื่องสเกลของเสียงดนตรี ซับเบสบางตู้จะให้เบสทุ้มลึกใหญ่ ลากยาวจนท่วมทับกลบเสียงลำโพงเมนหลักได้ง่ายๆ ดังนั้นเพื่อให้ปลอดจากปัญหาดังกล่าว นอกจากเรื่องของตู้ลำโพงและดอกลำโพงที่คำนวณมาอย่างดีแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการใช้ Amplifier วงจร DSP ที่มีอยู่ในตัวของ Weava Core Abyss 28 นั่นเอง ภาคขยายใน Weava Core Abyss 28 คือ Hypex FusionAmp FA251 เป็นโมดูลแอปลิไฟร์เออร์แบบ Plate Amp หรือแอมป์ติดหลังตู้ ชนิด 1 way (Mono) ที่ใช้เทคโนโลยี Ncore Class D อันเลื่องชื่อของ Hypex โดยมาพร้อมกับระบบ DSP และภาคจ่ายไฟ SMPS ในตัว ที่ออกแบบมาเพื่อความเหมาะสำหรับทำซับวูฟเฟอร์แบบ Active หรือลำโพงมอนิเตอร์ช่องสัญญาณเดียว  โดยมีกำลังขับต่อเนื่องอยู่ที่ 250 วัตต์ ที่ 4 โอห์ม และ 130 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม ส่วนระบบดีเอสพีใช้ซอฟต์แวร์ Hypex Filter Design (HFD) ในการปรับแต่งผ่านพอร์ต USB สำหรับการทำ EQ และ Cross-over ที่มีจุดปรับรายละเอียดสูง โดยแผงด้านหลังจะมีช่อง Analogue Balanced XLR (In/Through) Analogue Unbalanced RCA และ High-level Input  สังเกตว่าด้านหลังจะมีพอร์ตสำหรับเซอร์วิส ที่มีลักษณะหัวต่อเป็นช่องเสียบแบบ USB Mini-B (5-pin) ซึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดเล็ก เพื่อใช้ปรับแต่งค่า DSP เช่น ฟิลเตอร์, ระดับเสียง และพารามิเตอร์ของระบบ  ผู้ที่ต้องการปรับจูน ต้องลงโปรแกรมสำหรับกำหนดค่า DSP (Configuration) ผ่านซอฟต์แวร์ Hype. Filter Design (HFD) โดยเปิดโปรแกรม HFD บนคอมพิวเตอร์ก่อน แล้วจึงเสียบสาย USB เพื่อให้โปรแกรมตรวจพบอุปกรณ์และเริ่มปรับจูนค่าฟิลเตอร์หรือระดับเสียงได้  ในด้านเทคนิคการปรับจูนหรือแต่งย่านความถี่จุดตัดต่างๆ แนะนำว่าให้ปรึกษากับทาง Pyramid Lifestyle Technology ครับ เพราะทีมเทคนิคจะไปจูนอัพเบสโมดูลของ Weava ให้กับลูกค้าทุกรายที่ซื้อไปใช้งาน เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่กลมกลืนระหว่างลำโพงเมนหลักและตู้เบสโมดูล อย่างสมบูรณ์ครับ     ผลการทดสอบ ถือว่าเป็นการจับคู่ที่เหมาะเจาะดีมากครับ ระหว่าง Weava Core Abyss 28 เบสโมดูล และ Weava Locus ลำโพงฟูลเร้นจ์ตู้หลัก โดยปกติการใช้ลำโพงประเภทฟูลเร้นจ์ ผมชื่นชอบเรื่องเสียงที่เป็นธรรมชาติและไม่มีอะไรที่เกินเลยไปจากความถี่ที่ครบถ้วน และความเป็นธรรมชาติของเสียง เพราะลำโพง Full-range ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ซึ่ง Weava Locus ให้บุคลิกที่สะอาดสะอ้านน่าพึงพอใจ สำหรับ Weava Locus มีให้เลือกการสนองตอบต่อความถี่ สองบุคลิกเสียง ยิ่งช่วยให้เราปรับจูนตู้เบสโมดูล ได้ลงตัวตามความบุคลิกที่ต้องการได้ง่าย อย่างน้อยตัวตั้งต้นของเราจะมี 2 รูปแบบ การมี Weava Core Abyss 28 เข้ามาเสริมลำโพงหลัก Weava Locus ทำให้รู้สึกว่าลำโพงแบบฟูลเร้นจ์คู่นี้ สามารถจูนให้กลมกลืนลงตัวกับเบสโมดูลได้ง่ายกว่าลำโพงประเภทสองทาง สามทาง ด้วยซ้ำไป การเชื่อม “รอยต่อ” ของย่านความถี่นั้น สามารถจูนให้รู้สึกกลืนกันได้อย่างราบรื่น ด้วยระบบการต่อกับขั้วลำโพงชุด Direct ครับ แต่ถ้าปรับไปใช้ระบบชดเชยเสียงแหลมด้วยขั้วลำโพงชุดที่สองของ Weava Locus ผมรู้สึกว่าเราจะต้องจูน Weava Core Abyss 28 ให้เพิ่มความถี่ต่ำขึ้นมาชดเชยเล็กน้อย และอาจจะต้องปรับค่าพารามิเตอร์ ในโปรแกรมควบคู่กันไปด้วย  ส่วนตัวชอบการต่อแบบขั้วตรง ไม่ผ่านวงจรขดลวดอินดั๊กเตอร์และรีซิสเตอร์ มากกว่าครับ Weava Core Abyss 28 เสริมให้ Weava Locus มีเสียงอิ่ม ละมุนละไม และสามารถสนองตอบสไตล์เพลงกว้างขวางขึ้น แค่ทดสอบด้วยเพลง On the Beautiful Blue Danube Waltz, Op.314 ในอัลบั้ม Erich Kunzel & Cincinnati Pops Orchestra Ein Straussfest เพลงเดียวก็ได้รับเสียงที่มีความสมดุลครบถ้วนและน่าประทับใจอย่างยิ่ง เป็นคำตอบที่ว่า เสียงที่ดีจริงๆ นั้น จะมีสเกลสัดส่วนของเสียงต่ำและความถี่กลางแหลมที่สมดุล น่าฟังแบบนี้แหละครับ จุดเด่นที่สุดคือโทนัลบาลานซ์ เราฟังโดยไม่รู้สึกเลยว่า นี่คือการเสริมเบสโมดูลเพิ่มเติมลงไป และเสียงโดยรวมอิ่มเอิบและเวทีเสียงกว้างลึกมาก เหมือนฟังลำโพงคู่ตั้งพื้นขนาดยักษ์ ได้รับความรู้สึกต่อเสียงของวงออเคสตร้าที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างทรงพลังเป็นอย่างมากครับ ได้ทั้งอารมณ์ที่เพลิดเพลิน ล้ำลึกสนุก มีชีวิตชีวา ในแง่เพลงร้อง เพลงแจ๊ส ป็อปทั่วไป เรารู้สึกได้ถึงพลังและรายละเอียดของเสียงดนตรี เสียงร้องที่แจ่มชัด ให้ความเป็นตัวตนของชิ้นดนตรีต่างๆ นั้น ทำได้ดีมาก ลำโพงหลักฟูลเร้นจ์ให้เสียงแฟลตและเสียงอิ่มจากเบสโมดูลให้ผลรวมที่ดีจริงๆ เป็นชุดลำโพงทั้งซิสเต็ม ที่ให้ระดับความถี่ต่ำเป็นธรรมชาติ ไม่บีบเค้น ไม่แสดงตัวของเบสโมดูลที่เกินจริง ทุกความถี่บาลานซ์กัน รวมทั้งยังคงรักษาฮาร์โมนิคของเสียงกลางแหลมได้อย่างครบถ้วน ในสไตล์ลำโพง Full-range ได้เป็นอย่างดี     ผมมาจบการทดสอบช่วงเวลาสุดท้าย ด้วยสองอัลบั้มหลักที่สามารถพิสูจน์ศักยภาพของลำโพงได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพลงที่มีอานุภาพของเวทีเสียงอันยอดเยี่ยม Cry Like a Rainstorm Howl Like the Wind โดย Linda Ronstadt และเพลงที่ดื่มด่ำกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างโดดเด่น ด้วยลูกคอแหบพร่าทรงเสน่ห์ของ Louis Armstrong ใน What A Wonderful World ฟังแล้วเข้าถึงบรรยากาศใกล้ชิดกับศิลปินคนโปรดมากกว่าที่เคย นับว่าลำโพงชุด Weava Core Abyss 28 และ Weava Locus ให้คำตอบที่ดีว่าเมื่อเราจะลงทุนกับการเล่นเครื่องเสียง แน่นอนลำโพงจะเป็นหมุดหมายแรกที่เราต้องค้นพบคุณภาพและศักยภาพให้ได้ดีที่สุด ลำโพงที่สมบูรณ์ต้องสามารถฟังเพลงหลากหลายสไตล์ได้โดยไม่จำกัด และการเสริมเบสโมดูลเข้าไปเพื่อให้ลำโพงหลักทำงานได้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ทำให้เบสตูมตามหรือปริมาณมากขึ้น คำว่า Tonal Balance จึงสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอสำหรับออดิโอไฟล์ตัวจริง นี่อาจจะเป็นการตอบโจทย์กับพื้นที่ขนาดเล็ก และพื้นที่ขนาดกลางโดยทั่วไป ว่าอยากได้เสียงเต็มอิ่มที่สุดโดยไม่ต้องอึดอัดกับลำโพงตั้งพื้นขนาดยักษ์ คุณสามารถเลือกเฟ้นความสุดยอดของไดรเวอร์ชั้นเยี่ยมมาประกอบกันขึ้นเป็นชุดลำโพงฟูลเร้นจ์ และเสริมเบสโมดูลอีกหนึ่งคู่ ก็จะได้เสียงสมบูรณ์แบบที่สุดได้อย่างแน่นอน จากจุดเริ่มต้นของ Driver ที่มีคุณภาพสูง ใช้หลักวิชาการในการประกอบตู้ตรงตามสเปคฯ ของผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ระดับโลก เราสามารถฟังลำโพงคุณภาพสูงในระดับไฮเอ็นด์อย่างคุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินในระดับที่สูงเกินความเป็นจริงครับ  สนใจติดต่อทดลองฟังได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology  โทร. 02 429 1236  

Tellurium Q Silver III การส่งผ่านสัญญาณเที่ยงตรงที่แม่นยำเป็นธรรมชาติ

Tellurium Q Silver III  การส่งผ่านสัญญาณเที่ยงตรงที่แม่นยำเป็นธรรมชาติ       ดังที่ผมได้นำเสนอหลักการของสายนำสัญญาณจากประเทศอังกฤษรายนี้ ไปก่อนหน้านี้ ถึงปรัชญาในการออกแบบว่า เขาคำนึงถึงการส่งผ่านสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทางด้วยความแม่นยำเที่ยงตรง สายสัญญาณทั้งหลายของเขาจะต้องไม่ทำตัวเป็นฟิลเตอร์ หรือเป็นตัวหักล้างสัญญาณใดๆ ในเส้นทาง ดังนั้นการบาลานซ์ระหว่างตัวนำฉนวนและกรรมวิธีทางเคมีคัลในการชุบตัวนำ ขั้วต่อ ก็จะต้องมีโทนัลบาลานซ์ที่ลงตัวเป็นสำคัญ หลักการออกแบบของ Tellurium Q แตกต่างจากผู้ผลิตสายสัญญาณทั่วไป TQ ไม่มีการเน้นเรื่องของการตลาดเกี่ยวกับวัสดุตัวนำ แต่เน้นไปที่พฤติกรรมของสัญญาณ และความถูกต้องของเฟสเป็นสำคัญ (Time Domain & Phase Behaviour) แนวคิดหลัก เมื่อมีสัญญาณเดินทางผ่านสาย อาจจะเกิดการเลื่อนของเฟส อาการหน่วงหรือดีเลย์ และการบิดเบือนของรูปคลื่นได้ ดังนั้นผลที่ได้จากสายนำสัญญาณที่แม้มีตัวนำชั้นดีมาก แต่อาจจะเบี่ยงเบนตำแหน่งดนตรี ทำให้ขาดความคมชัด และรายละเอียดทางด้านแอมเบี้ยนหายไป ดนตรีจริงนั้นไม่ใช่เพียงแค่ “ความถี่” แต่จะหมายถึงการสนองตอบของสัญญาณความถี่ด้วย เหตุการณ์นี้เราเรียกว่า “เสียงเกิดขึ้นตามช่วงเวลา” เมื่อดนตรีบรรเลงขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นชิ้นใดก็ตาม เช่นการดีดกีตาร์ การกดคีย์เปียโน การสีไวโอลิน การตีกลอง สิ่งแรกที่เราควรได้ก็คือการตอบสนองฉับไวของสัมผัสแรกสุด ที่เรียกว่าทรานเชี้ยนท์ และตามมาด้วยฮาร์โมนิกครบถ้วน การจะทำให้เสียงดนตรีคงอยู่เสมือนจริง ในหลักการก็ต้องมีความแม่นยำ และการเดินทางของเสียงที่เฟสถูกต้องเสมอ     สายนำสัญญาณของ Tellurium Q นั้น ถูกออกแบบให้เกิดความสมดุล โดยสัญญาณทุกย่านความถี่จะต้องมาถึงปลายทางพร้อมกัน หรือในทางอุดมคติคือ Absolute phase นั่นเอง วิศวกรผู้ออกแบบ Tellurium Q ไม่ได้พยายามอธิบายถึงเรื่องของวัสดุตัวนำและฉนวนพิเศษที่เขาเลือกใช้ โดยจะเน้นในเรื่องของการจัดโครงสร้างของสาย ในลักษณะ Geometry ที่มีมีผลต่อพฤติกรรมของสัญญาณ ไม่พยายามเปิดเผยความลับเรื่องวัสดุและวิธีการ วัสดุมีความสำคัญ แต่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น แต่พฤติกรรมของสัญญาณที่ถูกส่งผ่านในสายของ TQ ถือว่าสำคัญมาก มีการคำนวณเรื่องตัวนำฉนวนและรูปแบบของการเคลือบภายใน ที่มีผลต่อการส่งสัญญาณอันเที่ยงตรงแม่นยำเป็นสำคัญ  การจัดระยะห่างของตัวนำ ลักษณะการจัดวางตำนำต้องมีผลดีต่อ Capacitance Inductance และ Propagation Speed นี่คือหัวใจของ Tellurium Q  อธิบายเล็กน้อยนะครับว่า Capacitance คือความสามารถในการกักเก็บประจุไฟฟ้าในรูปที่เสมือนถังพัก ช่วยสำรองพลังงานหรือกรองสัญญาณ ดังนั้นสายของ TQ จะลดความเป็นตัวกรองหรือการทำตัวเป็นประจุของสายออกไป ส่วน Inductance หรือความเหนี่ยวนำ หมายถึงความสามารถในการต้านการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟหรือการสร้างสนามแม่เหล็ก สายที่ดีต้องมีความพอเหมาะพอดี หรือสมดุล อีกเรื่องหนึ่งคือ Propagation Speed ความเร็วการแพร่กระจายสัญญาณ คือความเร็วที่สัญญาณแพร่ขยาย หรือเดินทางผ่านตัวกลาง ซึ่งมักจะช้ากว่าความเร็วแสงในสุญญากาศเล็กน้อย นอกจากตัวนำแล้ว ยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของฉนวนที่เลือกใช้ด้วย สิ่งเหล่านี้ ส่งผลต่อ Phase และ Time alignment Tellurium Q มีความพยายามขั้นสูงสุดสำหรับการลดไมโครดิสทอร์ชั่นของ Waveform (ความดังและความถี่เสียงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง) ด้วยหลักการที่ว่า ถ้าสัญญาณความถี่ของเสียงดนตรีถึงหูผู้ฟังพร้อมกัน ปราศจากความผิดเพี้ยนแม้เล็กน้อย ก็จะทำให้คุณภาพเสียงนั้นมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากสัญญาณดนตรีมีข้อมูลเล็ก ละเอียดหยุมหยิมมาก เช่น เสียงของเครื่องดนตรี เสียงก้องสะท้อนของห้อง รวมถึงเอ็มเบี้ยนของสตูดิโอ จะผสมผสานกันและกัน การส่งสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทางนั้น ในอุดมคติก็คือสัญญาณทั้งสองจะต้องส่งผ่านด้วยความรวดเร็วหรือมีความมีความรู้สึกที่ใกล้ชิดหรือลัดสั้นที่สุด สายของ TQ จะพัฒนาทุกองค์ประกอบ จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้สายสัญญาณมีคุณภาพดียิ่งขึ้นในทุกครั้งที่มีการอัพเกรด  สายสัญญาณในรุ่นพัฒนาปรับปรุงใหม่ในซีรีส์ Silver lll นั้น ก้าวข้ามความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน ด้วยการปรับโครงสร้างสายอย่างเข้มงวด และจะต้องมีการนำมาทดสอบฟัง แล้วปรับอีกหลายครั้ง จนได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด     Tellurium Q Silver lll ออกแบบเพื่อบรรลุถึง: 1. การลด Phase Distortion ความผิดเพี้ยนทางเฟส 2. รักษา Time domain accuracy ช่วงเวลาที่ตรงต้องต่อความจริง 3. ควบคุม Geometry และ Electrical interaction 4. ลด Micro distortion ของ Waveform 5. ทางทีมวิศวกรจะใช้แนวทางการฟังจริง ร่วมกับการวัดผลทางห้อง Lab ดังนั้นสาย Tellurium Q Silver III จะให้เวทีเสียงที่ลึก จุดตำแหน่งดนตรีหรือ Image แจ่มกระจ่าง รวมถึงให้โทนเสียงเป็นธรรมชาติ เก็บทุกรายละเอียดครบถ้วน Tellurium Q Silver III รุ่นใหม่ล่าสุด ของปี 2026 เป็นสายสัญญาณและสายลำโพงระดับไฮเอ็นด์ที่ยกระดับจาก Silver II โดยเน้นความคมชัด เวทีเสียงที่กว้างขวาง และให้ความสมจริงของตัวโน้ตมากยิ่งขึ้น โครงสร้างสายยืดหยุ่นกว่ารุ่นเดิม ทำให้จัดวางได้สะดวกขึ้น โดดเด่นด้วยโทนเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไร้สีสันปรุงแต่ง และมีความสมดุลตลอดช่วงความถี่ สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ Silver III ทั้งสายลำโพง สายไฟ สายนำสัญญาณ ยังคงรักษาขนาดและรูปลักษณ์ภายนอกเท่าเดิม ไม่เพียงแค่เหมือนกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Silver II เท่านั้น แต่ยังคงขนาดเดียวกับ Silver รุ่นแรกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต่างออกไปคือ ภายในได้รับการปรับปรุงให้มีความเป็นธรรมชาติของเสียงดีขึ้น การควบคุมย่านเสียงต่ำยิ่งขึ้น ให้มิติเสียงแบบสามมิติชัดเจน ส่งผลต่อเวทีเสียงและจุดตำแหน่งเครื่องดนตรี ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิม     สาย TQ Silver lll ที่ผมได้รับมาทดสอบ มีสองรูปแบบ ชุดแรกเป็นสายนำสัญญาณ XLR Balanced ขนาดความยาว 1.65 เมตร ที่มีขั้วต่อแข็งแรงแบบชุบเงิน โครงสร้างเส้นใยถักทอห่อหุ้มด้วยวัสดุที่ดูดีมากๆ   และสายลำโพง ในรุ่น Silver lll ที่มีความยาวเส้นละ 2.50 เมตร มีคุณลักษณะแบน อ่อนหยุ่น ใช้ต่อระหว่างแอมป์และลำโพง สามารถวางลัดเลาะไปตามพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม โดยปลายขั้วสายเป็นแบบ BFA (British Federation of Audio) มีลักษณะเหมือนท่อโลหะกลวงผ่าซีก ให้พื้นที่ผิวสัมผัสแน่นมาก     Test Report ตามปกติแล้วผมมีสาย Tellurium Q ใช้งานอยู่สองสามชุดนะครับ ได้ทราบถึงคุณสมบัติพิเศษของเขามาตลอดก็คือ จะเป็นสายที่รักษาความเรียบของสัญญาณได้ดีมาก เป็นสายสัญญาณที่สามารถใช้ได้โดยปราศจากข้อจำกัด ไม่ว่าจะใช้กับเครื่องเสียงในยุคใหม่หรือย้อนกลับไปใช้กับยุควินเทจก็ได้ทั้งคู่ครับ เนื่องจากเป็นสายที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ในบุคลิกเสียงเพิ่มเติม แต่จะเน้นเรื่องความสะอาดของสัญญาณเป็นหลัก ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมคือ เน้นเรื่องความเป็นธรรมชาติเสียงมากกว่าสิ่งอื่น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนจากสายเดิมๆ มาใช้สาย Tellurium Q จะไม่เกิดอาการ “ของขึ้นโผงผาง ทันทีทันใด” แต่การเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นไปอย่างละเมียดละไมราบรื่น และเมื่อพ้นการฟังเพลงไปสักหนึ่งถึงสองเพลง คุณจะรับรู้ได้เลยว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นไม่ธรรมดา อะไรที่เราได้จากสาย Tellurium Q Silver lll สิ่งที่ผมสามารถเรียนรู้ได้แทบจะทันทีหลังจากฟังอัลบั้มคุ้นหูนั่นก็คือ Tellurium Q Silver lll ยังคงจุดเด่นเรื่องรายละเอียดที่ระยิบระยับ ดีงามตามสไตล์ "Silver" แต่เพิ่มเติมความสมจริงและมิติด้านลึกให้โดดเด่นยิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิมอย่างแน่นนอน และมีอยู่สองเรื่องด้วยกัน ซึ่งทำให้สายสายนำสัญญาณ (XLR) และสายลำโพง Silver lll มีความผิดแผกแตกต่างจากสายทั่วไปก็คือ เราจะได้รับฟังเสียงดนตรี ที่มีการจัดวางจุดตำแหน่งของชิ้นดนตรีที่แม่นยำขึ้นอีกมาก และควบคู่มากับบรรยากาศ ฉ่ำ อิ่ม ระรื่นหู มีการส่งผ่านฮาร์โมนิกที่สวยงามละเมียดละไม เมื่อได้ฟังแล้วจะรู้สึกได้ถึง การหลุดลอยของเสียงร้องเป็นสามมิติ และการจำแนกแจกแจงชิ้นดนตรีที่มีความกว้างของ Sound Stage ที่โออ่าโอฬารยิ่งขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนตัวผมชอบความเป็นธรรมชาติของเสียง รักษาซึ่งความราบรื่นความสะอาดสะอ้าน ถือเป็นหัวใจหลักของสาย Tellurium Q มาตลอด ถ้าวิเคราะห์หรือแยกแยะเฉพาะในเรื่องของย่านความถี่ ในด้านความถี่เสียงต่ำหรือเบส พัฒนาขึ้นมามากทีเดียว คือให้เบสที่อิ่ม ลอยเด่นเป็นชิ้นเป็นอัน และกระชับสมจริง สามารถควบคุมช่วงต้นของเบสได้ดีกว่ารุ่น Silver ll รวมถึงย่านความถี่เสียงแหลม มีหลักสังเกตก็คือ สามารถถ่ายทอดรายละเอียดช่วงปลายเสียงที่ซับซ้อนได้อย่างราบรื่น แนบเนียน เปิดกว้างอิสระ แต่ก็ให้ความผ่อนคลาย     สายสัญญาณ Silver III (XLR) ให้เสียงใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับรุ่นพี่อย่าง Ultra Silver มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างฮาร์โมนิกของดนตรีที่ยอดเยี่ยม ส่วนในสายลำโพง Silver III ช่วยเพิ่มความชัดเจน (Clarity) และโฟกัส (Focus) ให้กับระบบเสียงเครื่องเสียงของเราได้อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าคิดแบบว่า ใช้เงินให้คุ้มค่า นี่คือสายลำโพงที่ดีมาก โดยไม่จำเป็นต้องขยับไปรุ่นที่แพงกว่านี้แต่อย่างใด ผลการทดสอบ เราจะได้รับผลทางด้านคุณภาพเสียงที่ดี และยังคงรักษาความแม่นยำของเฟสเสียง ทำให้เกิดโทนัลบาลานซ์ที่ดี อันเป็นผลที่มาจากหลักปรัชญาด้านการลด "Phase Distortion" หรือการบิดเบือนของเฟสสัญญาณ และการจัดการเรื่อง "Timing" อันเป็นหัวใจสำคัญ ทำให้เสียงที่ได้ มีจังหวะจะโคนแม่น ตรง เป็นสามมิติ  คือการอัปเกรดที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ชอบรายละเอียดและความใสกระจ่าง แต่ต้องการเสียงที่มีเนื้อหนังและมีความเป็นดนตรีที่สมดุลเป็นธรรมชาติมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม คำจำกัดความสั้นๆ คือ Tellurium Q Silver III นำเครื่องเสียงทั้งชุดของเรา คืนสู่ธรรมชาติของเสียงในทุกรายละเอียดไม่ปรุงแต่งเกินจริง เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมากครับ Reference: Accuphase DP 570S Accuphase E4000 Harbeth Monitor 30.3 XD2 ราคาจำหน่าย : Tellurium Q Silver III (2026) สายลำโพง Tellurium Q Silver III 2.5 M  (31,700) Tellurium Q Silver III Jumper  (6,500) Tellurium Q Silver III RCA 1 M (21,000) Tellurium Q Silver III XLR 1 M (28,000) Tellurium Q Silver III USB 1 M (24,500) Tellurium Q Silver III Phon RCA 1 M (21,000) Tellurium Q Silver III Power 1.5 M (69,000) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ SoundBox โทร: 089-920-8297 ตัวแทนจำหน่าย: Sound Box  089-920-8297 คุณโจ้ . HiFi House  096-978-7424 คุณเอ็ม . HiFi 99 081-999-1699 คุณนะ . Inter HiFi 094-124-2732 คุณโมท . TSV 081-657-3397 คุณท็อป . Audi Home HiFi 089-028-7117 คุณตั้ม . Audio Mate 081-869-3613 คุณปัน . Turntable One 084-814-9011 คุณพิทักษ์ . MAS HIFI 081-9820282 คุณมาศ  

KEF LSX II New Colours : Wireless HiFi Speakers

KEF LSX II New Colours Wireless HiFi Speakers นี่คือลำโพงแห่งยุคสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของมิวสิคเลิฟเวอร์ ที่ต้องการคุณภาพเสียงในระดับไฮไฟ ออกแบบให้มีทั้งความเรียบง่าย และงดงามตระการตา  KEF LSX II เป็นระบบลำโพงแอคทีฟสตรีมมิ่งไร้สาย ระดับไฮคลาสโดยผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกจากประเทศอังกฤษ นอกจากลำโพงโฮมไฮไฟที่ขึ้นชื่อลือชาแล้ว ในตลาดลำโพงไร้สาย KEF ก็ได้รับความนิยมในระดับสูงสุด KEF LSX เป็นรุ่นแรกที่วางตลาดเมื่อปี 2018 และได้พัฒนาขึ้นมาเป็นรุ่น LSX ll มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2022 โดยมียอดจำหน่ายขายดีในอันดับต้นๆ  และด้วยหลักวิศวกรรมการออกแบบที่ยอดเยี่ยม KEF LSX II จึงคว้ารางวัลนวัตกรรมลำโพงวางหิ้งแบบไร้สายแห่งยุโรปคือ EISA Best Wireless Bookshelf Speakers 2023-2024      จุดเด่นอยู่การออกแบบที่ล้ำยุคด้วยขนาดกะทัดรัดสีสันที่สวยงามเสมือนหนึ่งเครื่องประดับภายในบ้าน จึงได้รับการต้อนรับจากนักฟังเพลงทุกระดับ  ลำโพง LSX II รุ่นล่าสุดนำเสนอความงดงามของตู้ มีสีให้เลือกถึง 4 สี ด้วยกันคือ คาร์บอนแบล็ค (Carbon Black), ซาวด์เวฟ (Soundwave by Terence Conran), คอตตอน ไวท์ (Cotton White), แอมเบอร์ เฮส (Amber Haze) และเป็นครั้งแรกที่ทุกสีของ LSX II มีผิวสัมผัสเป็นผ้าทั้งหมด  โดยสีที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่คือคอตตอน ไวท์ (Cotton White) และแอมเบอร์ เฮส (Amber Haze) ที่ให้ทั้งความคลาสสิกสวยงามและสัมผัสนุ่มนวลด้วยผ้าที่ถักทอเส้นใยขึ้นโดยเฉพาะสำหรับ KEF  ผมได้รับลำโพง KEF LSX II คอตตอน ไวท์ (Cotton White) มาทดสอบฟังอีกครั้งหนึ่ง นับเป็นช่วงเวลาที่ดีๆ อันน่าประทับใจ เสียงที่มีเอกลักษณ์ โทนหวานใส พร้อมกับความอบอุ่นละมุนละไม สร้างบรรยากาศเสียงดนตรีที่สมจริงเหมือนเช่นเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปบ้างคือสัมผัสของตัวตู้แบบหุ้มโดยรอบด้วยผ้าที่คลาสสิกน่าประทับใจ การออกแบบดีไซน์ ในระดับ High-Fidelity ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ใช้ไดรเวอร์ตัวขับเสียงแบบ Uni-Q และระบบขับเคลื่อนภายใน Music Integrity Engine (MIE) อันเป็นสิทธิบัติเฉพาะตัว จึงเข้าถึงมิติเสียงที่ทั้งโอบล้อมและสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ ความสวยงามในดีไซน์ใหม่ล่าสุดนี้ ตัวตู้ลำโพงมีรูปทรงของความมินิมอลที่ประณีตและหุ้มผ้าโดยรอบ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ออกแบบโดย Michael Young ร่วมกับ KEF จึงมีทั้งความโดดเด่นและเป็นการสร้างศิลปะบนตู้ลำโพงที่แตกต่าง     ภายในลำโพงประกอบด้วย ชุดไดรเวอร์ Uni-Q ขนาด 4.5 นิ้ว เจนเนอเรชั่น 11 ให้เสียงที่บริสุทธิ์แม่นยำและให้การกระจายอย่างทั่วถึงทั้งห้อง ด้วยความสามารถของ Music Integrity Engine ระบบ DSP ที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับชุดไดรเวอร์ Uni-Q เพื่อประสิทธิภาพที่สมบูรณ์แบบ พร้อมเสียงที่ชัดเจนและสมดุล เป็นลำโพงระบบแอคทีฟเต็มรูปแบบพร้อมภาคขยายในตัวเองที่มีกำลังขับรวมทั้งระบบ 200W ให้พลังความดังสูงสุดถึง 102dB SPL (Max. SPL 102dB) มีช่องสำหรับติดตั้งเพื่อยึดเข้ากับขาตั้งพื้น KEF S1, แผ่นรองโต๊ะ P1 และขายึดติดผนัง B1 (ที่มีจำหน่ายแยกต่างหาก) KEF LSX II ยังอำนวยความสะดวกในการตอบสนองการฟังเพลงด้วยระบบ Multi-room Streaming เชื่อมต่อได้อย่างราบรื่นกับลำโพง LS Wireless Collection อื่นๆ ผ่าน Wi-Fi โดยใช้ AirPlay 2, Google Cast และ Roon ระบบลำโพงให้การรองรับบริการสตรีมเพลงที่สำคัญทั้งหมดรวมถึง Spotify, Tidal, Qplay, Amazon Music นอกเหนือจากนั้น ยังสามารถเชื่อมต่อแบบมีสาย ที่ครอบคลุมรวมถึง HDMI, USB Type-C, Optical และ AUX 3.5 mm. ครบถ้วนอีกด้วย พร้อมแอพพลิเคชั่น KEF Connect App สำหรับการสตรีมมิ่ง ที่มีการควบคุมและการตั้งค่าอย่างละเอียด สำหรับคุณภาพเสียงจากการทดสอบ ผมขอสรุปจาก Test Report มาให้ได้อ่านกันดังต่อไปนี้ครับ  อ่าน Test Report ฉบับเต็มได้ที่ : https://www.facebook.com/share/p/1BqwuBrMQB/     ด้วยขนาดอันเหมาะสมเพียง 240 x 155 x 180 มิลลิเมตร ทำให้วางได้ทุกสถานที่ในบ้าน ไม่ว่าจะห้องนั่งเล่น โฮมออฟฟิศ หรือแม้กระทั่งในสตูดิโอ ด้วยลำโพงเพียงคู่เดียวที่จะสร้างเวทีเสียงสเตอริโอให้คุณได้อย่างเต็มที่ ระบบลำโพงเป็นสเตอริโอ ซ้ายขวา โดยลำโพงด้านขวา จะเป็นหลักในการคอนโทรลแหล่งเสียง และรับสัญญาณไร้สาย ส่งผ่านให้ลำโพงซ้ายในระบบสเตอริโอโดยไม่ต้องมีการเชื่อมสายระหว่างลำโพงอีกต่อไป เรียกว่าไร้สายที่สมบูรณ์แบบจริงๆ หมายเหตุ: สำหรับลำโพงสองตู้นี้ ตู้ที่มีตัวอักษรกำกับว่า Primary จะเป็นลำโพงศูนย์กลางหลัก (เป็นแชนแนลขวา) ที่ทำหน้าที่เป็นฮับ ที่จะต่ออินพุตครบถ้วนทั้งดิจิตอลและอนาล็อก (USB-C, HDMI ARC, Optical และ Analog Input AUX Subwoofer) คือการเชื่อมต่อหลักทั้งหมด รวมถึงมีช่องโยงสายลำโพงหากัน (กรณีเราไม่ต้องการระบบไร้สาย ระหว่างลำโพงซ้าย-ขวา) ส่วนอีกตู้หนึ่งจะเป็นลำโพง Secondary ซึ่งจะเป็นแชนแนลซ้ายครับ     ดูด้านหลังจะเห็นช่องต่อของลำโพงด้านขวา (Primary Speaker) มีช่องอินพุต LAN network สำหรับต่อจากอีเทอร์เนท เร้าเตอร์ สายเชื่อมต่อระหว่างลำโพง (ในรุ่นนี้ไม่จำเป็นต้องใช้) ช่องต่ออินพุต USB-C, Optical, HDMI ช่อง AUX ที่จะส่งผ่านสัญญาณอนาล็อก จากเครื่องเล่นซีดี และเครื่องเล่นแผ่นเสียง (ที่มีวงจรภาค Phono ในตัว) ช่องต่อเสริมซับวูฟเฟอร์ที่จะทำให้ยกระดับชุดลำโพงของคุณชุดนี้ให้มีพลังที่ใหญ่โตขึ้นไปอีกนับเป็นเท่าตัว ส่วนลำโพงตู้ซ้ายมีช่องเชื่อมต่อระหว่างลำโพง และปุ่มกดสำหรับแพร์ริ่ง กับตัวลำโพงหลักเท่านั้นเอง ผมต่อสายไฟ ให้กับตู้ลำโพง ซ้าย-ขวา ต่อสาย LAN ให้ลำโพงตู้ขวา (Primary Speaker) ที่จะเป็นฮับหรือศูนย์กลางของระบบ ซึ่งก็จะเป็นตัวหลักที่สามารถควบคุมทุกอย่างได้อย่างคล่องตัว เซ็ตอัพลำโพงบนขาตั้งโลหะผสม วางลำโพงห่างกัน 1.50 เมตร เหมือนเราฟังลำโพงแพสสีพโดยทั่วไป  จุดเด่นใน KEF LSX II รุ่นล่าสุดนี้ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ เมื่อคุณดาวน์โหลดเอาแอพพลิเคชั่นของ KEF มาอยู่ในสมาร์ทโฟนแล้ว ระบบการสั่งงานจะทำได้ง่ายดายสะดวกอย่างยิ่ง KEF LSX II ออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย เป็น User friendly มากๆ โหลดมาใช้งาน เปิดปุ๊บ คอนโทรลได้ทันที แอพจะมองเห็นลำโพง เริ่มเชื่อมต่อทุกอย่างเข้ากับระบบผู้ให้การสตรีมมิ่งอย่างอัตโนมัติ มีลำโพง KEF LSX II ก็เหมือนเราได้ยกวงดนตรีทุกรูปแบบบนโลกใบนี้มาอยู่บนฝ่ามือ ใช้ได้ทั้งสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต การทำงานคล่องตัวอย่างเหลือเชื่อ อีกทั้งปฏิสัมพันธ์ทุกอย่าง ระหว่าง KEF LSX II กับผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ลงตัวอย่างพร้อมสรรพ ช่วยให้เราเข้าถึงเพลง ดนตรี อย่างไร้ขอบเขต     ในฐานะนักฟังเพลงจากระบบออดิโอไฟล์ ขอชื่นชมว่า KEF LSX II ได้เปิดโลกใบใหม่ด้วยตัวขับเสียงประสิทธิภาพสูงแบบ Uni-Q Gen 11 อันเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ KEF ที่สามารถกระจายเสียงไปทั่วห้องได้อย่างทั่วถึง  คุณภาพเสียงจึงมิได้ต่างไปจากการฟังเพลงจากต้นฉบับของสตูดิโอ ให้รายละเอียดทุกย่านความถี่ฉับไวเสมือนจริง ทุกรายละเอียดเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา อีกทั้งดีไซน์กะทัดงดงามเกินห้ามใจ ความโดดเด่นของระบบอิเล็กทรอนิกส์ DSP ภายในตู้ใช้หน่วยประมวลผล Music Integrity Engine ขั้นสูง ที่ให้การคำนวนเสียงได้อย่างอย่างถูกต้อง ทำให้เป็นลำโพงแอคทีฟสตรีมมิ่งที่ครบสมบูรณ์ และเสียงดีระดับไฮคลาสอย่างแท้จริงครับ สำหรับในการทดสอบฟังอีกครั้ง ในช่วงเวลาขณะนี้กับ LSX II รุ่นอัปเกรดตู้เน้นผิวสัมผัสเป็นผ้า ในสไตล์ Fabric Wrapped คุณภาพสูงจาก Kvadrat นั้น ความรู้สึกในใจบ่งชี้ว่าเรารู้สึกอบอุ่นละมุน เหมือนอยู่กับงานศิลปะ ทำให้ลำโพงดูมีคลาสขึ้นไปอีกระดับ  ในด้านการถ่ายทอดคุณภาพเสียง ผมยังคงชื่นชมความสามารถของ KEF LSX II ในแง่ของศักยภาพ ซึ่งให้ทั้งความโอ่อ่าและมีพลังเสียงที่เปิดกว้าง เสียงสะอาดสดใส เบสอิ่มลึกล้ำ เกินกว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า ว่านี่คือลำโพงขนาดย่อมๆ เท่านั้น แต่เสียงที่ได้รับฟัง เหมือนได้ฟังชุดเครื่องเสียงชั้นดีชุดใหญ่ เป็นลำโพงแอคทีฟที่เสียงดีมาก และดูสวยงามราวงานศิลปะ อันเป็นสิ่งที่ KEF เท่านั้นที่จะดีไซน์ได้สวยงาม และลงตัวขนาดนี้ครับ KEF LSX II ราคา 55,900.- บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand  

WHARFEDALE DIAMOND 12.1i อัญมณีแห่งเสียง Hi-Fi ที่คุ้มค่า

WHARFEDALE DIAMOND 12.1i อัญมณีแห่งเสียง Hi-Fi ที่คุ้มค่า  ตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ตระกูลลำโพง DIAMOND ของ WHARFEDALE ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในลำโพงที่มอบ “คุณภาพเสียงเกินราคา” มากที่สุดในโลกเครื่องเสียง โดยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1982 ในชื่อรุ่น DIAMOND จากนั้นเป็นต้นมาลำโพงตระกูล DIAMOND คือประตูบานแรกสู่โลกเครื่องเสียงของนักเล่นนับล้านคนทั่วโลก พร้อมทั้งคว้ารางวัล Product of the Year จากสื่อนิตยสารมากมาย   เมื่อ DIAMOND 12 Series เปิดตัวในปี 2020 ก็ได้ตอกย้ำสถานะนั้นอีกครั้ง ด้วยการผสมผสานระหว่างงานออกแบบที่พิถีพิถัน วัสดุคุณภาพสูง และบุคลิกเสียงที่สมดุลเป็นธรรมชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในลำโพงระดับราคาประหยัดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในตลาด     ปี 2025 แม้จะผ่านกาลเวลามาห้าปี แม้จะยังไม่มีเหตุผลเร่งด่วนให้ต้องเปลี่ยนรุ่นใหม่ แต่พัฒนาการของกระบวนการออกแบบและเทคโนโลยีการผลิต ทีมวิศวกรของ WHARFEDALE ได้มองเห็นโอกาสในการปรับปรุงรายละเอียดบางประการให้ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือการอัปเกรดครั้งสำคัญในชื่อ DIAMOND 12i Series โดยยังคงรักษาจุดเด่นทั้งหมดของรุ่นเดิมไว้ พร้อมเพิ่มความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในหลายด้าน  ที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ การพัฒนาครั้งใหม่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เพิ่มราคาจำหน่ายแม้แต่น้อย ลำโพงรุ่นเดิมที่ดีอยู่แล้ว เมื่อปรับปรุงคุณภาพ จะมีส่วนใดที่พัฒนาแตกต่างออกไปบ้าง? การพัฒนาซีรีส์ DIAMOND 12i ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ทีมวิศวกรของ WHARFEDALE ได้ทบทวนการออกแบบของลำโพงแต่ละรุ่นใหม่ทั้งหมด โดยมีคุณ Peter Comeau ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบอะคูสติกเป็นผู้นำทีม ร่วมกับวิศวกร Dan Bailey Ornellas และ Oliver Davies ทำการปรับปรุงอย่างละเอียดเข้มงวดทุกจุด     การพัฒนามุ่งเน้นไปที่การปรับจูนช่องพอร์ตเบส และการควบคุมการไหลเวียนของอากาศภายในตู้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของเสียงย่านความถี่ต่ำ โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง เช่น Laser Interferometry ซึ่งเป็นเทคนิคการวัดความละเอียดสูง โดยใช้หลักการวิเคราะห์ผ่านลำแสงเลเซอร์ ตรวจจับคลื่นระดับนาโนเมตร สร้างแพทเทิร์นที่แม่นยำในการตอบสนองความถี่ของลำโพง มีการเปรียบเทียบการวัดทั้งในห้อง Anechoic ไร้เสียงสะท้อน และการทดสอบในสภาพห้องฟังจริง มีการปรับรูปแบบของท่อพอร์ตภายในแบบใหม่ ผลลัพธ์คือเสียงเบสที่มีความชัดเจน ควบคุมการส่งผ่านย่านความถี่ต่ำได้ดี และมีการเชื่อมต่อกับย่านมิดเรนจ์ได้อย่างลื่นไหล ขณะเดียวกันยังคงรักษาเอกลักษณ์เสียงที่เป็นกลางและโปร่งใสของตระกูล DIAMOND ไว้อย่างครบถ้วน หัวใจสำคัญของไดรเวอร์มิด/เบสในซีรีส์ DIAMOND 12i คือ กรวยลำโพงที่ทำจากวัสดุคอมโพสิต ระหว่างโพลีโพรพิลีนและไมก้า (MICA) ซึ่ง WHARFEDALE เรียกว่า Klarity วัสดุชนิดนี้ได้รับการพัฒนาตั้งแต่ DIAMOND 12 Series และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำโพงชุดนี้สามารถให้คุณภาพเสียงเหนือระดับราคาตลอดมา โพลีโพรพิลีนเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้ทำกรวยลำโพงตั้งแต่ยุคการวิจัยของ BBC ในช่วงทศวรรษ 1970 เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ เช่นความเพี้ยนต่ำการควบคุมพฤติกรรมขยับของกรวยได้ดี ทนต่อความชื้นในอากาศ และการเติมไมก้าเข้าไปในสูตรวัสดุ Klarity ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างกรวย ลดการบิดตัว และทำให้ได้กรวยลำโพงที่มีน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแกร่งสูง พร้อมการตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำ     ระบบมอเตอร์ หรือแม่เหล็กและวอยซ์คอยล์ในโครงสร้างไดรเวอร์ คืออีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ โดยไดอะแฟรม Klarity จะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ผลิตอย่างแม่นยำ พร้อมวงแหวนชดเชยค่าอินดักแตนซ์ (Aluminium Compensation Ring) เพื่อลดผลกระทบจากการเคลื่อนที่ของวอยซ์คอยล์ ให้มีความเสถียรยิ่งขึ้น ตัววอยซ์คอยล์ถูกพันอยู่บนบ็อบบิน หรือท่อทรงกระบอกเล็กๆ ที่ใช้เป็น “แกน” สำหรับพันคอยล์ที่ทำจากใยแก้วและเรซินอีพ็อกซี ซึ่งให้ความแข็งแรงและมีเสถียรภาพทางความร้อนสูงกว่าวัสดุทั่วไป ผลลัพธ์คือระบบขับเคลื่อนตัวของลำโพง ที่สามารถลดความเพี้ยน ให้เสียงที่สะอาด เที่ยงตรง และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เสียงย่านความถี่สูงถูกสร้างขึ้นโดยทวีตเตอร์โดมขนาด 25 มม. ที่ทำจากโพลีเอสเตอร์แบบถัก พร้อมสารแดมป์พิเศษเพื่อควบคุมการสั่นค้าง แผ่นหน้าของทวีตเตอร์ถูกออกแบบให้มี Waveguide เพื่อเพิ่มการกระจายเสียง ทำให้เสียงแหลมยังคงมีคุณภาพดี แม้จะฟังนอกแนวแกนของลำโพง     ทวีตเตอร์จะทำงานร่วมกับไดรเวอร์มิด/เบส ผ่านครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คแบบ Linkwitz-Riley ที่ปรับจูนอย่างละเอียดเพื่อลดการเลื่อนเฟสของสัญญาณ ในวงจรยังใช้ขดลวดแกนอากาศ Air-Core Inductor ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มักพบในลำโพงระดับไฮเอ็นด์ เนื่องจากให้ความเพี้ยนต่ำที่สุด โดยตู้ลำโพงของ DIAMOND 12i ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ทำงานร่วมกับระบบไดรเวอร์อย่างสมบูรณ์แบบ ผนังตู้ทำจากแผ่นไฟเบอร์บอร์ดหลายระดับความหนา เพื่อลดการสั่นสะเทือนและความผิดเพี้ยนจากโครงสร้างตู้ ภายในยังมีระบบค้ำยัน Intelligent Spot Bracing ที่เชื่อมผนังตู้ด้านตรงข้ามอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการสั่นพ้องได้ดีกว่าโครงค้ำแบบดั้งเดิม เพื่อให้ได้โครงสร้างที่ให้เสียงบริสุทธิ์ การพัฒนาของ WHARFEDALE DIAMOND Series 12i นี้ จะนำมาใช้กับลำโพงทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นลำโพงวางขาตั้งแบบ 2 ทาง ไปจนถึงลำโพงตั้งพื้นแบบ 2.5 ทาง ทุกโมเดลในซีรีส์นี้ต่างถ่ายทอดบุคลิกเสียงเดียวกัน คือความสมดุลระหว่างเสียงที่ละเอียดอ่อนและพลังในการแสดงออกทางดนตรีที่เข้มข้น เมื่อขยับขึ้นไปยังรุ่นที่ใหญ่ขึ้น ผู้ฟังก็จะได้รับพลังเสียง เวทีเสียง และสเกลของดนตรีที่ยิ่งใหญ่ขึ้นตามลำดับ ลำโพง WHARFEDALE DIAMOND ที่พัฒนาใหม่ มีทั้งหมด 7 รุ่นคือ • ลำโพงวางหิ้ง : DIAMOND 12.0i, DIAMOND 12.1i, DIAMOND 12.2i • ลำโพงตั้งพื้น : DIAMOND 12.3i, DIAMOND 12.4i  • ลำโพงเซ็นเตอร์ : DIAMOND 12.Ci • ลำโพง Dolby Atmos : DIAMOND 12.3Di      ลำโพงรุ่นวางหิ้งหรือวางขาตั้งที่เราได้รับมาทำการทดสอบฟังแบบสดๆ ร้อนๆ นี้ ก็คือ DIAMOND 12.1i ที่พัฒนามาครบทุกกระบวนการของทีมวิศวกรดังกล่าวข้างต้น แม้จะเป็นลำโพงรุ่นเริ่มต้น แต่เมื่อได้ฟังแล้วต้องประทับใจ ยกให้เป็นลำโพงที่สุดแห่งปีเลยครับ WHARFEDALE DIAMOND 12.1 ที่ออกแบบและวางตลาดมานานกว่า 5 ปี ทางทีมวิศวกรได้สำรวจทุกคอมเม้นท์ของนักฟังทั่วโลก แล้วนำความต้องการของออดิโอไฟล์และแฟนคลับของ WHARFEDALE มาปรับปรุงประสิทธิภาพให้ยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น  DIAMOND 12.1 รุ่นเดิมมีตัวเลือกผิวตู้ลายไม้สี่สี ได้แก่ ดำ ขาว วอลนัต และโอ๊คสีอ่อน ให้บุคลิกที่สุภาพ เรียบง่าย และคลาสสิก สำหรับ DIAMOND 12i Series WHARFEDALE ได้ปรับโฉมใหม่ด้วยโทนสีร่วมสมัยที่ให้ความรู้สึกสดใหม่มากขึ้น ได้แก่ Deep Black – ผิวสีดำกึ่งด้านที่ให้ความรู้สึกเรียบหรูและทันสมัย Stone Grey – สีเทากึ่งด้านที่โดดเด่นในสไตล์โมเดิร์น และเข้ากับการตกแต่งหลากหลายรูปแบบ Classic Walnut – การตีความใหม่ของลายไม้วอลนัต ผสานความอบอุ่นของไม้ธรรมชาติกับแผงหน้าสีดำกึ่งด้านอย่างสง่างาม  คุณภาพของงานผิวและความประณีตของการประกอบตู้ลำโพงยังคงเป็นจุดเด่นสำคัญ ซึ่งถือว่าเหนือความคาดหมายอย่างมากเมื่อเทียบกับระดับราคาของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ใช้ไดรเวอร์กลาง/เสียงต่ำขนาด 5 นิ้ว หรือ 130 มม. ใช้วัสดุ Advanced PP Cone (Klarity) ที่มีความแข็งแกร่งและตอบสนองได้รวดเร็ว ส่วนไดรเวอร์เสียงแหลม มีขนาด 1 นิ้ว (25 มม.) แบบ Textile Dome เพื่อการกระจายเสียงที่กว้างและสะอาดเรียบเป็นธรรมชาติ ลำโพงให้การตอบสนองความถี่ 65Hz - 20kHz มีความไว 88dB (2.83V @ 1m) ค่าความต้านทานเฉลี่ย 8 โอห์ม โครงสร้างและการออกแบบเป็นตู้เปิดเบสรีเฟล็กซ์ โดยมีพอร์ตระบายลมอยู่ด้านหลังที่ผ่านการปรับจูนใหม่เพื่อประสิทธิภาพเสียงย่านต่ำที่ดีขึ้น จุดตัดความถี่ ครอสโอเวอร์ Frequency 2.6kHz โดยใช้เทคโนโลยี Linkwitz-Riley เพื่อการเชื่อมต่อของเสียงที่ราบรื่น ขนาดตัวตู้ สูง x กว้าง x ลึก (H x W x D) : 312 x 180 x 250 มม. น้ำหนัก 6.8 กิโลกรัมต่อข้าง ลำโพง DIAMOND 12.1i มีราคาต่อคู่ เพียง 11,000.- บาท ผลงานระดับคุณภาพสูงขนาดนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่โรงงานของ WHARFEDALE เพราะ WHARFEDALE สามารถผลิตได้เองทุกชิ้นส่วน ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ตัวขับเสียงไปจนถึงครอสโอเวอร์และตัวตู้     Test Report นี่คือปรากฏการณ์อีกครั้งของลำโพงในระดับเริ่มต้นของ WHARFEDALE ที่ท้าทายตลาดลำโพงออดิโอไฟล์ซึ่งมีราคาระดับหมื่นต้น เพราะเดิมที WHARFEDALE DIAMOND 12.1 ก็ครอบครองตลาดนี้อย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว ชนิดแทบไม่ปล่อยช่องว่างให้ใครแทรกได้ง่ายๆ เมื่อมีการอัพศักยภาพในรูปทรงเดิมขึ้นไปอีกระดับสู่ DIAMOND 12.1i หรือรุ่น Improve ก็คงจะทำให้ลำโพงรุ่นนี้ได้รับการตอบรับมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน  ถ้าพิเคราะห์กายภาพของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i นั้น เราอาจจะมองหาจุดแตกต่างจากรุ่นเดิมจากภายนอกได้ยากนิดนึง  แต่จุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของ WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เมื่อเทียบกับรุ่น 12.1 เดิมก็คือการปรับปรุงภายในครับ เช่นท่อเบส (Bass Port) กับระบบควบคุมการไหลเวียนอากาศ (Airflow) ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการแดมปิ้งภายใน (Internal Damping) ซึ่งช่วยให้เสียงเบสมีความกระชับ ควบคุมพลังได้ดีขึ้น รวมถึงลดเสียงรบกวนจากตัวตู้ได้มากกว่าเดิม และยังมีการปรับมาตรฐานการผลิตไดรเวอร์ ให้มีความแม่นยำสูงขึ้นกว่ารุ่นเดิม เพื่อดึงประสิทธิภาพของวัสดุ Klarity ให้ออกมาอย่างเต็มที่ จากสายตาที่เราสามารถมองเห็นความแตกต่างจากภายนอกคือ เดิมทีรุ่น 12.1 แผงแบฟเฟิ่ลหน้าดำมัน แต่รุ่นใหม่ DIAMOND 12.1i แผงหน้าเป็นสีดำด้าน (Semi-matte Black) ให้สัมผัสที่ดูนุ่มนวล ลดการสะท้อนแสง และไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย พร้อมอักษรสกรีนโลโก้แบรนด์ WHARFEDALE มีขั้วต่อด้านหลังเป็นแบบ Single-wire แทนระบบเดิมซึ่งเป็นขั้ว 2 ชุดแบบ Bi-wire  สำหรับตู้ที่ผมนำมาทดสอบจะเป็นผิววอลนัต ดูสวยงามคลาสสิกดีทีเดียว     แน่นอนว่า การเปลี่ยนจากขั้วต่อสองชุดแบบไบร์-ไวร์ บางคนอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลนัก เพราะนี่ไม่ใช่การลดต้นทุน แต่เป็นการออกแบบด้วยเหตุผลเชิงวิศวกรรม ซึ่งผมจะขออนุญาตอธิบายสักเล็กน้อย ก่อนที่จะไปถึงผลของการทดสอบลำโพงนะครับ เนื่องจากลำโพงรุ่นใหม่ 12.1i มีการปรับค่าการจูนพอร์ตใหม่ เพื่อให้เสียงเบสกระชับขึ้น รวมถึงเสียงร้องมีมวลที่สมจริงและโดดเด่น เมื่อครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กถูกออกแบบให้เฟสเสียงแม่นขึ้น รวมถึงการแยกความถี่ชัดขึ้น การแยกขั้ว HF/LF สำหรับ Bi-wire จึงแทบไม่ให้ประโยชน์เพิ่มในลำโพงระดับนี้  พูดง่ายๆ คือ วิศวกรสามารถควบคุมการทำงานของตัวขับเสียงผ่านครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คได้ดีพอแล้ว และระบบขั้วต่อซิงเกิ้ลยังเป็นการ “ลดจุดเชื่อมต่อในทางเดินสัญญาณ” ที่เราอาจจะลืมไปว่าระบบ Bi-wire terminal จะมีตัวจั๊มเปอร์ และขั้วต่อและจุดสัมผัสโลหะเพิ่ม สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดระยะทางห่าง หรือการหน่วงขึ้นในเส้นทางสัญญาณ จากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า การใช้ Single terminal หรือขั้วต่อแบบเดี่ยว จะให้เส้นทางสัญญาณสั้นกว่า มีจุดสัมผัสน้อยกว่า ความต้านทานรวมต่ำกว่า แนวคิดนี้พบได้มากขึ้นในลำโพงระดับไฮเอ็นด์ยุโรปยุคใหม่ เราย่อมเห็นถึงการปรับตัวมาใช้ขั้วต่อซิงเกิ้ลเป็นส่วนใหญ่ เพราะผลทางเสียง มักจะไม่คุ้มกับความซับซ้อน และการต่อระบบไบร์-ไวร์ ที่ผมพบกับตัวเองส่วนใหญ่คือเกิด Phase Mismatch หรือเฟสผิดเพี้ยนได้ง่าย เมื่อภาคขยายแอมปลิไฟร์ไม่มีคุณภาพสูงสุดอย่างเพียงพอ และเราต้องยอมรับว่า ในลำโพงระดับเริ่มต้น ระบบ Bi-wire มักเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งทางการตลาดในยุคหนึ่งมากกว่าความจำเป็นทางด้านอะคูสติค และในกรณีของ WHARFEDALE 12.1i ในเมื่อต้องการขจัดปัญหาเสียงเบสและการควบคุมโทนัลบาลานซ์ จึงเลือกที่จะใช้ “เส้นทางสัญญาณที่สั้นและสะอาดที่สุด” เป็นหลักสำคัญ     ก่อนทำการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงในการทดสอบ ผมได้วิเคราะห์ขนาดตู้ของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ต้องถือว่าเป็น “สัดส่วนทองคำ” เลยก็ว่าได้ สำหรับการใช้ตู้ลำโพงขนาดนี้ มีปริมาตรตู้ที่ 8.2 ลิตร (312 × 180 × 250 มม.) ถือว่ากำลังพอดีๆ กับห้องขนาดเล็ก ขนาดกลางทั่วไป ผมทำการจัดวางบนขาตั้งโลหะ ที่มีตัวรองของ Life Audio Signature Mellow รองรับ ซึ่งจะทำให้ขาตั้งมีความสูงอยู่ที่ 25 นิ้ว อัตราส่วนที่เซ็ตอัพลำโพงในห้องที่ลงตัวและสมดุลคือ จัดให้ลำโพงทั้งคู่ห่างกัน 1.85 เมตร ห่างผนังด้านหลัง 1.00 เมตร และห่างผนังด้านข้าง 76 เซนติเมตร สำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงคู่นี้สามารถนำไปเซ็ตอัพในห้องของท่าน ให้แตกต่างไปจากอัตราส่วนของผมได้นะครับ เพราะการเซ็ตกับลำโพงย่อมขึ้นอยู่กับขนาดของห้องด้วย ระยะการเบิร์นและวิธีการเบิร์น เพื่อให้ลำโพงพร้อมต่อการทำงานนั้น ให้ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์เศษ โดยเปิดเพลงสตรีมมิ่งจากสถานีวิทยุอินเตอร์เน็ตเรดิโอ ทิ้งไว้ทุกวันประมาณวันละ 10 ชั่วโมง รวมๆ 80 ชั่วโมง สำหรับผมคิดว่าลงตัวและพร้อมในการใช้งาน WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงที่มีบุคลิกโดดเด่น ก็คือเรื่องความสะอาดของเสียง และย่านความถี่เสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อเน้นฟังเพลงร้อง เราจะรู้สึกว่าเสียงร้องของศิลปินหลุดลอยออกมาโดดเด่นไม่แพ้ลำโพงที่แพงกว่านี้อีกหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว นี่อาจจะบอกเราได้ว่าความคุ้มค่าของลำโพงเล็กคู่นี้ นับว่า “ยืนหนึ่ง”อย่างแน่นอน DIAMOND 12.1i ให้เวทีเสียงที่เปิดกว้าง และแสดงจุดตำแหน่งดนตรี (อิมเมจ) ที่แม่นยำ นี่คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของลำโพงระดับราคานี้ ที่สามารถทำได้อย่างดีงามเลยครับ เป็นลำโพงเล็กที่มี Soundstage กว้างขวาง และให้เสียงลอยเด่นออกจากตู้อย่างอิสระอย่างน่าประหลาดใจ รวมทั้งยังให้คุณภาพเสียงที่สร้างอารมณ์เพลงที่ไพเราะได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งฟังนานๆ ก็ยิ่งอิ่มเอม DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงที่มีท่อพอร์ตออกด้านหลังก็จริง แต่เมื่อทดลองขยับลำโพงให้เข้าใกล้ผนังหลังมากถึง 30 เซนติเมตร ลำโพงก็ยังสามารถจูนเสียงต่ำหรือเบสลึกๆ ได้โดยไม่พร่าบวม ซึ่งเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (12.1) ก็ต้องถือว่าทำได้ดีกว่ามากทีเดียว นี่คือผลลัพธ์ในการปรับปรุงท่อเบสใหม่ ทำให้เสียงยังคงมีความสมดุล แม้จะวางลำโพงในพื้นที่จำกัดหรือใกล้ผนังก็ตาม  กล่าวได้เลยว่าเป็นลำโพงขนาดย่อมที่ให้เสียงเบสที่ชัดเจนขึ้น และความถี่ต่ำลึกจะมีน้ำหนัก เสียงอิ่มและเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม การเชื่อมรอยต่อระหว่างย่านความถี่เสียงเบสและเสียงกลางมีความต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ฟังเพลงแนวป็อปแล้วพูดได้สั้นๆ ว่า “ติดใจ” ให้ความสุขในการฟังมากครับ อย่างไรก็ตาม WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงขนาดย่อมที่สามารถฟังเพลงได้หลากหลายสไตล์ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งเพลงในแนวคลาสสิก และสามารถฟังโพรเกรสซีพร็อก เพลงไทยยุคเก่า ได้อย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินอีกด้วย ผมทดสอบฟังเพลงหลายอัลบั้ม พบว่าเราสามารถท่องโลกดนตรีอย่างไร้ข้อจำกัดทั้ง Jazz, Vocal, Acoustic, Pop, Classical เรียกว่าทุกสไตล์ ลำโพงคู่นี้ทำได้ยอดเยี่ยมเกินคาดจริงๆ     สรุปคือเป็นลำโพงที่มีคาแรกเตอร์ โทนอบอุ่น เข้าถึงง่าย ถ่ายทอดเสียงกลางที่อิ่ม รวมถึงเสียงร้องเป็นธรรมชาติ ฟังได้นานโดยไม่เบื่อล้า ให้ความเป็น Musical ที่สูงยิ่ง แทบไม่เคยเจอคุณสมบัติยอดเยี่ยมแบบนี้มาก่อนเลยในลำโพงที่วางราคาไว้เพียงหนึ่งหมื่นต้นๆ เช่นนี้ DIAMOND 12.1i จึงเป็นหนึ่งในลำโพง Bookshelf ที่ “คุ้มค่าที่สุด” ในช่วงราคาประมาณหนึ่งหมื่นกว่าบาท เพราะให้เสียงในแบบมิวสิคคัลฟังสบายเข้าถึงง่าย เข้ากับแอมป์ได้ง่ายอีกด้วย เพราะไม่เกี่ยงแอมป์ทั้งกำลังขับปานกลาง กำลังขับสูง แอมป์หลอด หรือทรานซิสเตอร์  สิ่งที่ผมรู้สึกทึ่งอีกประการหนึ่งคือ คุณภาพของตัวขับเสียงต่ำที่ให้คุณภาพของเบสดีมากด้วย ขนาดเพียง 5 นิ้ว แต่เหมือนเราได้ฟังจากวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ รวมถึงเสียงแหลมที่เป็นธรรมชาติ รื่นรมย์ กลมกลืนทุกย่านความถี่ ฟังสบายในระยะยาว ถ้าจะกล่าวว่า WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นเพชรหรืออัญมณีแห่งเสียงที่ทรงคุณค่าก็ไม่ผิดความจริงเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นผู้ที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียง โดยเฉพาะท่านที่เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาในเส้นทางไฮไฟ และอยากใช้งบประมาณให้คุ้มค่าอย่างถึงที่สุด จะต้องไม่พลาดในการค้นพบประสบการณ์จากลำโพงคู่พิเศษที่สุดในรอบปี ฟัง…แล้วคุณจะเชื่อว่า เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ลำโพงคู่ละหนึ่งหมื่นบาท สามารถสร้างความตื่นตะลึงและประทับใจให้คุณได้อย่างไม่มีวันลืม   Reference: Audiolab 9000CDT CD Transport NAD M51 DAC QUAD 3 Integrated Amplifier NAD C3050 Integrated Amplifier Marantz PM4 Esotec Integrated Amplifier Manley Stingray Tube Amplifier WHARFEDALE DIAMOND 12.1i  ราคา 11,000.- บาทต่อคู่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า)  โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower

Acoustic Energy AE300² ธรรมชาติแห่งดนตรี

Acoustic Energy AE300²  ธรรมชาติแห่งดนตรี ลำโพง Acoustic Energy AE300² หรือ AE300 MK2 เป็นลำโพงที่มีการปรับปรุงใหม่ ด้วยคุณสมบัติเด่นในการพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นเดิม โดยการนำเทคโนโลยีจากรุ่นเรือธงอย่าง Corinium มาปรับใช้เพื่อให้ได้เสียงที่สมดุลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยมีจุดเด่นหลักๆ คือ พัฒนาวัสดุสำหรับกรวยไดรเวอร์ขับเสียงเสียงต่ำ ด้วยวัสดุผสม Paper/Coconut Fibre ขนาด 120 มิลลิเมตร ที่ผลิตขึ้นรูปจากกระดาษผสมเส้นใยมะพร้าว ช่วยให้เสียงมีความนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ มีความชัดเจนของหัวโน้ตที่ฉับไวในแบบเดียวกับกรวยอลูมิเนียมดั้งเดิม แต่จะได้ความผ่อนคลายเป็นธรรมชาติเสียงได้มากกว่า ทำไมต้องใช้กรวยผสมเส้นใยมะพร้าวและกระดาษ? ความโดดเด่นในการผสมผสานข้อดีของวัสดุธรรมชาติ 2 ชนิดเข้าด้วยกัน จะให้ผลประการแรกคือ น้ำหนักที่เบาแต่แข็งแกร่ง (Rigidity) เพราะใยมะพร้าวมีความเหนียวและแข็งแรงในเชิงโครงสร้างสูงมาก เมื่อนำมาผสมกับเยื่อกระดาษก็จะช่วยให้กรวยลำโพงมีความแข็งแกร่งขึ้น การผลักอากาศไม่เสียรูปทรงได้ง่ายเมื่อต้องขยับตัวแรงๆ เพื่อสร้างเสียงเบส ประการต่อมาคือค่าแดมปิ้ง หรือการหยุดตัวที่ยอดเยี่ยม (High Internal Damping) วัสดุจากธรรมชาติมีคุณสมบัติในการซับแรงสั่นสะเทือนในตัวได้ดีกว่าโลหะ ทำให้เสียงไม่มีอาการ “สั่นค้าง” หรือหางเสียงหน่วงๆ จึงส่งผลต่อเสียงกลางที่สะอาดและเป็นธรรมชาติ ผลในเรื่องของความฉับไว หรือ Transient Response อันเนื่องจากกรวยที่มีน้ำหนักเบา มวลรวมของไดรเวอร์จึงตอบสนองต่อสัญญาณได้รวดเร็ว สร้างหัวโน้ตที่คมชัด ไม่เบลอบวม ไม่สั่นค้าง จึงสนองตอบเพลงที่มีจังหวะชับได้ดี ประการสุดท้ายคือให้ค่าความเพี้ยนต่ำ เพราะการผสมใยมะพร้าวช่วยลดการเกิด “Break-up mode” หรือการบิดเบือนของแผ่นกรวยในย่านความถี่กลางสูง ทำให้รอยต่อระหว่างเสียงกลาง จากวูฟเฟอร์ และเสียงแหลมจากทวีตเตอร์ มีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน นี่คือการนำเอา “ความนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ” ของกระดาษ มารวมกับ “ความแรงและแม่นยำ” ของใยมะพร้าว ทำให้ได้เสียงที่ทั้งสมจริงและมีพลัง     ทวีตเตอร์โดมผ้า ซอฟท์โดมขนาด 29 มิลลิเมตร ให้เสียงแหลมที่เปิดกว้าง และละเอียดอ่อนเป็นธรรมชาติ พร้อมการออกแบบที่มีแผ่นนำคลื่นแบบ Wide Dispersion Technology (WDT) เพื่อให้เสียงกระจายตัวได้ดีและสมูท แม้ผู้ฟังจะอยู่นอกสวีทสปอต หรือแกนลำโพงก็ตาม ความน่าสนใจของแผ่นรูปทรงกรวยตื้นที่ล้อมรอบทวีตเตอร์ คือเทคโนโลยี Wide Dispersion Technology (WDT) ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ มีหน้าที่สำคัญในการสร้างจุดหลัก หรือ Sweet Spot ที่กว้างมากขึ้น ดังนั้นเสียงแหลมจะทำได้กว้างและสม่ำเสมอทั่วทั้งห้อง ทำให้ผู้ฟังไม่ต้องนั่งตรงกลางแบบฟิกซ์ โดยยังได้มิติเสียงที่ชัดเจน WDT ช่วยลดการหักเหของเสียง หรืออาการ Diffraction เป็นการช่วยจัดระเบียบรอยต่อของเสียงระหว่างทวีตเตอร์กับวูฟเฟอร์ให้มีความราบรื่นไปในตัว ช่งยลดปัญหา “เสียงโดด” อันเกิดจากรอยต่อที่ต้องผสานกันของครอสโอเวอร์อีกด้วย WDT ยังช่วยสร้างความสมดุลของมิติเสียง ควบคุมทิศทางไม่ให้สะท้อนกับผนังห้องมากเกินไป เป็นผลถึงเวทีเสียง ความลึก และตำแหน่งชิ้นดนตรีที่แม่นยำยิ่งขึ้น     สำหรับตัวตู้ลำโพงนั้น จะใช้เทคโนโลยี RSC (Resonance Suppression Composite) โดยตัวตู้ทำจากไม้ MDF หนา 18 มม. เสริมด้วย Bitumen ซึ่งเป็นวัสดุสารประกอบทางไฮโดรคาร์บอร์นที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ เพื่อลดการสั่นค้างและการก้องกังวานของตัวตู้ ทำให้เสียงที่ออกมามีความสะอาดและเที่ยงตรงสูง พร้อมด้วยพอร์ตระบายเบสทรงสล็อต (Slot-shaped Rear Port) ช่วยลดเสียงรบกวนจากการไหลเวียนอากาศ ทำให้ได้เสียงเบสที่สะอาดและควบคุมได้ง่าย ลำโพง Acoustic Energy AE300² มีดีไซน์มินิมอล มาพร้อมหน้ากากผ้าแบบแม่เหล็ก และผิวสัมผัสแบบ Silk-Touch Matte (สีดำและสีขาว) หรือสีวอลนัทที่ดูทันสมัย และกลมกลืนกับห้องได้ง่าย ลำโพงให้ผลการตอบสนองความถี่ครอบคลุมตั้งแต่ 42Hz – 29kHz ได้เสียงที่ครบทั้งย่านต่ำที่กระชับ และย่านสูงที่สดใส มีค่าความไวปานกลางอยู่ที่ 86dB SPL แต่ก็เป็นลำโพงที่เข้ากับแอมป์ได้หลากหลาย ตั้งแต่แอมป์หลอดไปจนถึงอินทิเกรตแอมป์สมัยใหม่ทั่วไป  จากการทดสอบพบว่าเป็นลำโพงที่เหมาะกับห้องขนาดเล็กถึงขนาดกลางโดยทั่วไป การเซ็ตอัพง่าย เราสามารถจัดเซ็ตเข้ากับแอมป์ขยายเสียงได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแอมป์คลาส A คลาส AB หรือคลาส D รวมถึงภาคขยายหลอดสุญญากาศ เนื่องจากเป็นลำโพงที่ให้เสียงที่ค่อนข้างละมุนละไม โทนซอฟท์ๆ จึงไม่เกี่ยงแอมป์ แต่อย่างใด หลังจากวางตลาดได้ไม่นาน ลำโพง Acoustic Energy AE300² ได้รับเสียงชื่นชมมากทีเดียว โดยเฉพาะWhat Hi-Fi? UK จัดให้เป็นลำโพงระดับ 5 ดาว และคว้าตำแหน่ง “Product of the Year 2025” ในหมวดลำโพงวางหิ้งอีกด้วย     Test Report ผมได้รับ Acoustic Energy AE300² ตู้สีขาวน่ารักมาทดสอบ เป็นลำโพงที่ขับเสียงง่ายมาก การจัดวางตู้ซ้ายและขวา ห่างกันในระดับ 1.75 เมตร ภายในห้องทดสอบฟัง ซึ่งดูจะลงตัวมาก และการขยับปรับตำแหน่งไม่นานนักก็ลงตัว เรียกว่าไม่มีอะไรจู้จี้จุกจิกเลยแม้แต่น้อย เป็นลำโพงที่สามารถเซ็ตให้ลงตัวได้ง่ายครับ     สิ่งที่แนะนำเป็นเบื้องต้นก็คือ สมควรเบิร์นลำโพงทิ้งไว้อย่างน้อยประมาณ 100 ชั่วโมง ก่อนถึงช่วงเวลาที่ฟังอย่างจริงจังครับ     สำหรับการตอบสนองความถี่จากความถี่สูงสุด จนถึงเสียงต่ำสุดราบรื่น จัดได้เลยว่านี่คือหนึ่งในลำโพงที่มี “โทนัลบาลานซ์” ดีเยี่ยม เป็นบุคลิกของการถ่ายทอดเสียงอย่างสมดุลและเที่ยงตรงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน ต้องนับว่า Acoustic Energy AE300² สามารถแสดงความเหนือชั้นในลำโพงกลุ่มสามหมื่นบาท ในด้านความสมดุลเสียงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งหนึ่งที่น่ายกย่องก็คือเรื่องโทนเสียง สะอาด และรักษาความเป็นธรรมชาติเนื้อแท้ของดนตรี แบบไม่มีอะไรที่ขาด หรือไม่มีอะไรที่เกินกว่าความเป็นจริง ให้ความบาลานซ์และความแม่นยำ ด้วยการรักษาเฟสเสียงได้กลมกลืนอย่างยิ่ง     Acoustic Energy AE300² แม้จะโดดเด่นในความเป็นธรรมชาติของเสียง รวมถึงความอบอุ่นละมุนละไม แต่กระนั้นก็สามารถตอบสนองกับพลังแรง หรือโหมกระหน่ำกระแทกกระทั้นกับเพลงบางประเภทที่ต้องการไดนามิกเข้มข้นได้เป็นอย่างดี ค่าความไวตอบสนองต่อสัญญาณเสียงฉับไว ที่นับว่าก้าวกระโดดจากรุ่นเดิม (AE300) มาพอสมควรครับ คือผมอยากชี้ให้เห็นว่า AE300² มีความสามารถในการแจกแจงรายละเอียดเสียง ที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนหน้า และยังคงรักษาความสนุกสนานมีชีวิตชีวาที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้ นอกจากคุณภาพเสียงที่มีความรู้สึกไพเราะรื่นหูตลอดช่วงการฟังเป็นระยะเวลายาวนานแล้ว โดยส่วนตัวแล้วผมยังชื่นชอบงานประกอบตู้ที่ประณีตของลำโพงด้วยว่าสง่างาม ฝีมือเทียบเคียงกับลำโพงระดับไฮเอ็นด์ระดับเรือนแสนได้เลย  จุดที่เด่นมากอีกประการหนึ่งของลำโพงรุ่นนี้ก็คือ Soundstage และตำแหน่งชิ้นดนตรี Acoustic Energy AE300² ให้เวทีเสียงกว้างมากๆ รวมถึงการแยกตำแหน่งเครื่องดนตรีแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเวอร์ชั่นแรก บางครั้งฟังแล้วเหมือนได้รับเสียงที่ลอยอยู่ข้างหน้า เกินขอบเขตการวางหรือตำแหน่งที่ตั้งของลำโพง บอกได้เลยว่านี่เป็นความสามารถที่เหนือชั้นจริงๆ   Acoustic Energy แสดงถึงพัฒนาการลำโพง แบบก้าวกระโดดอย่างมาก บางครั้งหลับตาฟังแล้ว แทบหาไม่เจอว่าลำโพงอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการออกแบบด้านการกระจายเสียงนั้น ทำได้ดีมากๆ เสียงมีไดเมนชั่น กว้าง ลึก และน้ำหนักของเสียงทุ้มเต็มอิ่ม ประดุจนั่งฟังลำโพงตั้งพื้นชั้นดีเลยทีเดียว ผมทดสอบฟังทั้งเพลงป็อป แจ๊ส รวมทั้งความยิ่งใหญ่ของวงดนตรี Orchestra หลายหลากสไตล์ โดยไม่มีข้อจำกัดแต่อย่างใด น่าประทับใจที่ Acoustic Energy AE300² เป็นลำโพงที่ไม่กินกำลังขับจากแอมป์ เพียงแค่ว่าถ้าคุณอยากได้พลังในเชิงสร้างสรรค์และเสียงที่ “ฟูลสเกล” เต็มห้อง ขอแนะนำว่า ให้ใช้ภาคขยายที่มีพลังสูงจะทำให้ลำโพงเปล่งศักยภาพได้ยิ่งใหญ่ได้เกินคาดเลยทีเดียว     Acoustic Energy AE300² ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นลำโพงที่สร้างสรรค์เสียงดนตรีจากแหล่งต้นฉบับได้อย่างแม่นยำ ไม่มีการเติมสีสันใดๆ เกินจริงทั้งสิ้น นำพาผู้ฟังให้ได้เข้าถึงธรรมชาติและรายละเอียดอันไพเราะเสนาะโสต ที่ต้องเรียกขานว่า คือลำโพงในระดับที่ “คุณภาพเหนือราคา” ต้องชื่นชมว่าเป็นลำโพงรุ่น “ยกกำลังสอง” ที่ทีมวิศวกรของเขาพัฒนาได้อย่างน่าประทับใจอย่างถึงที่สุดครับ Reference: • NAD C3050 Streaming Amplifier  • Audio Innovation 500 Series Tube Amplifier • QUAD 3 Streaming Amplifier • Audiolab 9000 CDT SACD Transport • NAD M51 DAC • NAD C588 Turntable  Acoustic Energy AE300² ราคาคู่ละ 29,700.- บาท มีให้เลือกหลักๆ 3 สี ได้แก่ สีดำ (Matte Black), สีขาว (Matte White) และสีวอลนัท (Walnut) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/  

Harbeth NLE-1 นำคุณเข้าถึงความเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ

Harbeth NLE-1  นำคุณเข้าถึงความเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ ในงานแสดงเครื่องเสียง High End Munich 2025 ที่เยอรมัน ผมไปสะดุดตากับลำโพงแอคทีฟ จาก Harbeth แรกสุดก็ออกจะแปลกใจไม่น้อย ที่บริษัทผู้ผลิตลำโพงแนวอนุรักษ์นิยมเค้าคิดอย่างไรถึงได้นำเสนอลำโพงกึ่งสตูดิโอมอนิเตอร์แบบนี้ออกมา และแม้แต่ข่าวคราวจากคุณ อลัน ชอว์ ก่อนหน้า ก็ไม่เคยปริปากว่าจะหันมาทำแนวแอคทีฟสปีกเกอร์ อย่างไรก็ตามลำโพงแนวแอคทีฟนั้น ก็ไม่ใช่ของใหม่ มีการใช้งานกันในสตูดิโอมาตั้งแต่ยุค 1990 และลำโพง BBC Monitor LS3/5A ที่ถูกผลิตส่งให้กับทาง British Broadcasting Corporation (บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะแห่งสหราชอาณาจักร) นั้น จะมีการผนวกเอาเพาเวอร์แอมป์ของ QUAD ยึดติดไว้ด้านหลังตู้ลำโพง ให้ทำงานแบบ Active มานานแล้ว ซึ่งแตกต่างจากไปจากลำโพง LS3/5A เวอร์ชั่นใช้งานในบ้าน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ บริษัทผู้ผลิตลำโพงชื่อดัง ต่างเริ่มเปิดตลาดลำโพงแอคทีฟสำหรับโฮมออดิโอ ในช่วงปี 2000 กันมากขึ้น โดยนำพื้นฐานลำโพงพาสซีพมาดีไซน์ใหม่ ด้วยการผนวกภาคขยาย ทำเป็นแอคทีฟสปีกเกอร์  คงต้องแยกแยะลำโพงประเภท Active Speaker ออกจากลำโพง Bluetooth หรือ Wi-Fi Active Speaker และ Streaming Active Speaker ที่เป็นลำโพงไร้สายซึ่งจะเป็นคนละตลาดกันนะครับ เพราะลำโพงในกลุ่ม Active Speaker แบบออดิโอไฟล์นั้น ไม่ได้ใส่ฟังก์ชั่นไร้สายมาให้  ถ้าคิดในแบบผม ในฐานะคนฟังเพลง เล่นเครื่องเสียง และทำงานในสตูดิโอมาบ้าง ก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไม Harbeth จึงเลือกเปิดตลาดลำโพงแอคทีฟในช่วงเวลาปัจจุบัน เพราะระบบการฟังเพลงนั้นได้เริ่มเข้าสู่โหมดที่ต้องการความสะดวก ลดความซับซ้อนลงไปอย่างมากนั่นเอง ผมมีลำโพง Harbeth P3ESR 40th Anniversary ที่ซื้อไว้ใช้งานส่วนตัว ในการแมตช์แอมป์กับลำโพง P3ESR ต้องใช้เวลาตกผลึกความคิด ในการจับคู่แอมป์ดีๆ ให้ลำโพงเหมือนกัน เพราะมีอัตราเสี่ยงที่แอมป์อาจจะไม่เข้ากันกับลำโพงได้เช่นกัน แล้วถ้ามีการแมตช์ชิ่งแอมป์ใส่มาให้ในลำโพงรุ่น P3ESR จากโรงงาน จะเป็นเช่นไร? คำตอบก็คงจะออกมาในวันนี้คือ Harbeth NLE-1 นี่แหละครับ     ลำโพงในตระกูลใหม่ NLE หรือ “New Listening Experience” เป็นการนำเสนอประสบการณ์การฟังแบบใหม่ ซึ่งสะท้อนแนวคิดหลักของลำโพงซีรีส์นี้ ด้วยการพัฒนาลำโพงให้แตกต่างจากอดีตของแบรนด์ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่บรรจุแอมป์ขับเสียง และระบบปรับแต่ง DSP ให้อยู่ภายในตัวลำโพง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่แม่นยำและตอบสนองในสภาพแวดล้อมจริงได้ดีขึ้นกว่าเดิม  Harbeth ดีไซน์ลำโพงตระกูลแอคทีฟซีรีส์ NLE ออกมาสองรุ่นคือ รุ่น NLE-1 และ NLE-3 (ระบบสามทาง) สำหรับการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ตัวแทนโดยบริษัท บูลด๊อก ออดิโอ จำกัด ได้นำเข้าเฉพาะรุ่น NLE-1 ก่อน ลำโพง NLE-1 มาพร้อมเทคโนโลยีไดรเวอร์ RADIAL ที่พัฒนาและผลิตภายในบริษัทของ Harbeth เอง โดยมีระบบ DSP (Digital Signal Processing) ช่วยควบคุมการทำงาน ขับเคลื่อนด้วยโมดูลแอมปลิไฟเออร์แบบ Class D เพื่อให้เราได้เพลิดเพลินกับบทเพลงโปรดอย่างเต็มอรรถรส โดยไม่ต้องกังวลว่า ซื้อลำโพงมาแล้วจะใช้แอมป์อะไรขับ แค่แหล่งโปรแกรมต้นทาง อาทิ สตรีมเมอร์ เครื่องเล่นซีดี เพียงเครื่องเดียว ก็ทำให้ฟังเพลงโปรดได้โดยสะดวกสบาย     ตัวขับเสียงทั้งชุดใน NLE-1 เท่าที่ทราบคือไดรเวอร์ชุดเดียวกับรุ่น P3ESR นั่นเอง โดยถูกออกแบบให้เป็นลำโพงแบบ 2 ทาง ประกอบด้วยไดรเวอร์มิด-เบส RADIAL ขนาด 110 มิลลิเมตร และทวีตเตอร์โดมขนาด 19 มิลลิเมตร ที่ใช้สารแม่เหล็กเหลว Ferrofluid-cooled ช่วยระบายความร้อน ซึ่งมีผลต่อการ “ลดการบิดเบือนของเสียงแหลมได้ดี” เมื่อใช้งานระยะยาวนาน   ลำโพงให้ช่วงตอบสนองความถี่ครอบคลุมตั้งแต่ 75Hz ถึง 20kHz (±3 dB) มีภาคขยายแบบคลาส D ขนาดกำลังขับ 50 วัตต์ สองชุด (รวม 100 วัตต์) ต่อตู้ แยกขับแบบไบร์-แอมป์ให้ทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์โดยตรง   ภายในได้ออกแบบวงจร DSP ที่ถูกจูนมาเพื่อให้ได้โทนเสียงที่เป็นกลางและชัดเจน ควบคุมการแบ่งย่านความถี่และการตอบสนองเสียงอย่างละเอียด มีสวิตช์ Bass Enhancer / Personality Mode สามโหมด สำหรับลักษณะเสียง 3 แบบ (A/B/C) เพื่อเสียงที่เหมาะกับห้อง หรือเพิ่มความลึกของเบสเมื่อฟังที่ระดับความดังต่ำๆ   ด้านหลังมีโวลุ่มปรับระดับความดัง ช่องอินพุต XLR และ RCA ช่องต่อสายไฟ AC พร้อมสวิตช์ปรับ DSP สามโหมดดังกล่าว     ขนาดลำโพง NLE-1 มีหน้าแคบกว่า P3ESR (แต่จะลึกกว่า) ใช้ระบบตู้ปิด Acoustic Suspension ผนังหนา ด้วยขนาดความสูง 275 มิลลิเมตร × กว้าง 166 มิลลิเมตร × ลึก 230 มิลลิเมตร  เพื่อประสบการณ์แปลกใหม่ ลำโพงรุ่นนี้จะมีเอกลักษณ์สีสันของตู้ ที่เลือกได้หลากสี ทั้ง Satin Black, Satin White, Titanium Gray, Ivory Sand, Midnight Blue, Racing Gray, Crimson Red เรียกว่าจัดตามไลฟ์สไตล์ได้เลยครับ ส่วนที่ออกจะแปลกคือ ลำโพงมีครอบเพลทหน้าที่ผลิตจากไม้เคลือบสี มีการวางมุมแอ่งเว้าเหมือนเป็น Waveguide ที่จะปิดลงไปครอบตัวไดรเวอร์ หรือถอดออกด้วยการยึดติดแบบแม่เหล็ก ผมอยากเรียกว่าเป็นหน้ากากซ้อน หรือ “แบบเฟิลซ้อนหน้าลำโพง” เพื่อจูนดิฟเฟรคชั่น และควบคุมทิศทางยิงเสียง ซึ่งจะขอไปอธิบายในผลการทดสอบเสียงนะครับ     Test Report ชุดฟังหลักที่ประกอบการทดสอบ คือนำเอา NAD C3050 มาตัดภาคเพาเวอร์ออก แล้วใช้เฉพาะ Pre-Out ส่วนอีกชุดหนึ่งที่สลับใช้คือ พาสสีพปรีแอมป์ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier โดยต่อสายสัญญาณ RCA ยาวข้างละ 1.50 เมตร ไดเร็คตรงๆ เข้าช่องรับสัญญาณของ NLE-1  แหล่งโปรแกรมมี DENON DCD 2500ne / NAD M51 DAC / NAD C588 Turntable  นานเหลือเกินที่ผมไม่ได้มีโอกาสฟังลำโพงแนวสตูดิโอมอนิเตอร์ระบบแอคทีฟเช่นนี้ และ Harbeth NLE-1 จะเป็นคู่แรกในปี 2026 ดังนั้นอยากให้ได้รายละเอียด และข้อเปรียบเทียบที่ชัดเจนที่สุด  ขอหยิบยกเอาลำโพง Harbeth P3ESR 40th Anniversary เป็นบรรทัดฐาน ด้วยการฟังทบทวนสักสองสามชั่วโมงเพื่อจดจำ เมโมรีคาแรคเตอร์ เสียงในแบบที่เราชื่นชอบให้ขึ้นใจ ก่อนที่จะก้าวไปสู่การทดสอบลำโพงแอคทีฟรุ่นล่าสุดของ Harbeth NLE-1 ที่มีส่วนคล้าย P3ESR มากที่สุดในแง่ของชุดตัวขับเสียง แต่ผนังตู้และชุดครอสโอเวอร์อาจจะต่างออกไป     สำหรับการทดสอบฟัง Harbeth NLE-1 นั้นจะใช้วิธีทดสอบสองรูปแบบหลัก  1. การฟังแบบ Nearfield ก็คือนำลำโพงมาตั้งในลักษณะเดียวกับการทำงานในสตูดิโอ ให้ลำโพงมอนิเตอร์คู่นี้อยู่ใกล้ชิดผู้ฟังที่สุด วางลำโพงห่างกันซ้ายขวาจะไม่เกิน 1.10 เมตร และลำโพงอยู่ห่างเราหรือจุดนั่งฟังเพียงครึ่งเมตร เหมือนย้อนกลับไปใช้งานในสตูดิโอเลย (ปรับโหมด DSP โหมด C จะเหมาะที่สุดกับการฟัง Nearfield) 2. และรูปแบบที่สองก็คือ การฟังในแบบออดิโอไฟล์ทั่วไป ใช้วิธีการเซ็ตอัพลำโพงไว้บนขาตั้งสูง 24 นิ้ว ครั้งนี้ผมได้ทดสอบระหว่างขาตั้งไม้ และขาตั้งโลหะด้วย ซึ่งใช้ได้ทั้งสองรูปแบบนะครับ ไม่มีข้อจำกัดเหมือนลำโพง P3ESR ที่กำหนดให้ใช้เฉพาะขาตั้งไม้เท่านั้น  คือรวมๆ ผลของการใช้ขาตั้งนั้น เสียงจะไม่ต่างกันมาก บุคลิกเสียงคล้ายกับลำโพงรุ่นปกติอย่างเช่น Harbeth P3ESR แต่ก็แปลกตรงที่ว่าเมื่อใช้กับขาตั้งโลหะผมกลับฟังได้ผลที่ดีกว่าโดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเสียง  NLE-1 ได้บุคลิกหลากหลายอารมณ์กว่าลำโพง P3ESR เนื่องจากมีให้ปรับโหมดการฟังได้สามบุคลิกด้วย DSP เช่นที่โหมด A จะเหมาะกับการฟังแบบเซ็ตอัพบนขาตั้ง หรือแนวออดิโอไฟล์ที่สุด แต่ถ้าตั้งห่างผนังห้องมากเบสจางลง อาจจะปรับมาที่โหมด B เพิ่มความถี่ต่ำได้ หรือถ้าวางลำโพงชิดผนังมากก็ปรับมาที่โหมด C     ด้านหลังลำโพงจะมีช่องต่อสายไฟ AC มาให้ รวมถึงปุ่มเร่ง-ลดระดับโวลุ่ม และสวิตช์เลือกคาแรคเตอร์เสียงด้วยระบบ DSP ภายในจะกำหนดค่าเอาไว้ 3 ค่า A/B/C สำหรับการปรับค่า ความดังด้วยโวลุ่ม ทางผู้ผลิตแนะนำว่าจะเร่งไว้สุดเลยก็ได้ แล้วไปคอนโทรลระดับเสียงที่ต้นทาง ปรีแอมป์หรือแหล่งโปรแกรมในการทดสอบผมเร่งระดับไว้แค่กึ่งกลาง หรือที่ 12 นาฬิกา คิดว่าเหมาะสมที่สุดในทางปฏิบัติกับการฟังทั้งจากสตรีมมิ่ง ซีดี และแผ่นเสียง แหล่งโปรแกรมหลักสำหรับฟังเพลง จากสตรีมมิ่งด้วยแอป Blue Os เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเรดิโอ และ TIDAL Spotify และสลับฟัง CD และเครื่องเล่นแผ่นเสียง เปรียบเสมือนว่า NAD C3050 คือศูนย์กลางการส่งผ่านดนตรีไปขยายเสียงยังลำโพง NLE-1 โดยตรงนั่นเอง ผมขอพูดถึงคุณภาพเสียงโดยรวมและคาแรกเตอร์ที่ได้จากลำโพง NLE-1 ก่อนนะครับ ว่าควรตั้งค่าไว้ที่โหมด A ซึ่งเป็นโหมดหลักที่ผู้ผลิตแนะนำ ถ้าหากเราต้องการได้เสียงที่แฟลตที่สุด และดูเหมือนว่าโหมดนี้ เสียงจะมีคาแรกเตอร์คล้ายการฟัง Harbeth P3ESR มากที่สุดด้วย โดยโหมด A จะให้โทนเสียงที่สะอาดสะอ้าน เสียงกลางหรือเสียงร้องชัดเจน รายละเอียดต่างๆ ดูเหมือนหลุดทะลุมิติออกมาอย่างครบถ้วน ให้เสียงเที่ยงตรงเหมือนต้นแหล่งการบันทึกเสียงของสตูดิโอ     ตรงจุดปรับโหมดเลือกเสียง ตรงนี้ถือว่าสำคัญ มันจะทำให้เราเลือกคาแรกเตอร์ของเสียงตามความพึงพอใจ หรือปรับแต่งไปตามความจำเป็นของ Acoustic ห้อง โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงมากนัก ซึ่งขอสรุปดังนี้ A – Natural / Reference ที่ให้โทนสมดุล เป็นกลางที่สุด เป็นการจูนแบบมาตรฐานของโรงงาน เหมาะกับห้องที่อะคูสติกค่อนข้างดี ส่วนตัวผมชอบโหมดนี้มากที่สุด เสียงมีความชัดเจน มีความเป็นธรรมชาติ สมจริง โทนัลบาลานซ์ยอดเยี่ยม (ละม้ายการฟัง P3ESR)      B – Warm / Rich โหมดนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักย่านกลาง–ต่ำเล็กน้อย ทำให้เสียงอิ่ม หนานุ่ม ฟังสบาย เหมาะกับห้องที่ค่อนข้างโปร่ง กว้าง หรือมีความจำเป็นในสถานการณ์ที่จะต้องตั้งลำโพงห่างผนังห้องออกมามากกว่าปกติ จนทำให้เบสรู้สึกเบาบาง  การปรับตรงนี้อาจจะมีผลที่ดีกับเพลงที่ต้องการน้ำหนักเสียงและแรงกระแทกกระทั้นสนุกสนาน หรือการฟังเพลงในสไตล์ที่ต้องการความอบอุ่นและน้ำหนักเสียงที่มีชีวิตชีวา โหมดนี้ถือว่าเหมาะสมมากเช่นเดียวกัน โดยเหตุที่สวิตช์ปรับโหมด B นั้น ได้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มพลังเสียงต่ำอีกหนึ่งอ็อกเทฟ ดังนั้นประโยชน์ที่ตามมาอีกส่วนหนึ่งคือ เมื่อฟังในระดับเสียงที่เบาลงมากๆ ก็ยังจะ ช่วยให้ได้เสียงเบสที่ลึกขึ้นโดยไม่เพิ่มความทึบหรือทำให้เสียงหนักเกินไป เหมาะการฟังเพลงในระดับความดังต่ำ แต่ต้องการให้มีรายละเอียดครบถ้วน   C – Open / Clear สวิตช์มาตรงนี้ ปลายแหลมเปิดขึ้น โปร่ง รายละเอียดชัด เบสกระชับขึ้นเล็กน้อย เหมาะกับห้องที่มีการซับเสียงมาก หรือเมื่อจำเป็นต้องวางลำโพงใกล้ชิดผนัง แล้วอยากได้โทนสดใสขึ้น ซึ่งบางครั้งผมว่ามันน่าจะเหมาะกับการฟังในลักษณะใกล้ชิด (Nearfield)  ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ โหมด  A เสียงแฟล็ตเที่ยงตรง, B  เสียงอุ่นหนา และ C โปร่ง ชัดกระจ่าง เมื่อทดลองฟังแบบวางลำโพงบนขาตั้ง แล้วเซ็ตอัพแบบออดิโอไฟล์ ใช้โหมดปรับเสียงทั้งสามโหมดนี้ ก็ทำให้เราเหมือนได้ฟังลำโพงที่มีบุคลิกต่างกันเล็กน้อย ถึงสามคู่เลยทีเดียว ยังไม่นับถึงวิธีการฟังโดยถอดเอาแผ่นแบบเฟิลที่ซ้อนด้วยระบบแม่เหล็กออกไป ซึ่งตรงนี้ก็จะให้คาแรกเตอร์ไปอีกแบบหนึ่ง ที่ผมจะขออธิบายผลจากการทดสอบดังต่อไปนี้ แผ่นหน้า (Overlay baffle trim) ยึดด้วยแม่เหล็ก เพลทตัวนี้จะไม่ปิดตัวขับเสียงเลย จึงดูเหมือน “แบบเฟิลซ้อนแบบเฟิล” มากกว่าจะเป็นแค่หน้ากากลำโพง ที่ผู้ผลิตตั้งใจทำมาเพื่อความยืดหยุ่นด้านอะคูสติก  แม้ตัวฝาหน้าจะคว้านช่องไว้เป็นแอ่ง ที่ไม่ปิดดอกลำโพง แต่รูปทรงและขอบของแผ่นหน้ามีผลต่อการเลี้ยวเบนของคลื่นเสียง (edge diffraction) รวมถึงการการกระจายเสียง (dispersion) ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องย่านกลาง–แหลมอย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ใช่ปิดเอาไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น นี่คือความชาญฉลาด ด้วยการใช้เป็นเครื่องมือไฟน์จูนอะคูสติคแบบถอดได้ และเมื่อปิดเพลทหน้าแบบแม่เหล็กนี้แล้ว ก็จะทำให้เรียบหรูไม่มีรูน็อตให้เห็น เปลี่ยนลุคการมองที่ดูทันสมัยขึ้น  ในเชิงทฤษฎี มันช่วยลดไมโครไวเบรชั่นบริเวณหน้าแผงได้อย่างจริงจังเลยทีเดียว จากการทดสอบฟังของผม การถอดออกหรือใส่เข้าไป ในทางปฏิบัติความแตกต่างอาจไม่เปลี่ยนแปลงแบบ “พลิกโลก” แต่สำหรับลำโพงคุณภาพสูงระดับนี้ ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ย่อมมีผลทำให้อิมเมจเสียงนั้นแตกต่างกันได้ สังเกตว่าเมื่อใส่เพลทหน้าลงไปความนิ่งของจุดตำแหน่งดนตรี และเวทีเสียงจะดีขึ้น แต่เมื่อเอาแผ่นครอบออกไป ผลในทางปฏิบัติและทดสอบฟังของผม ได้พบว่าย่านความถี่เสียงร้องจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในย่านความถี่ 2–6 kHz หากถอดแผ่นเพลทแบบเฟิลหน้านี้ออกไป เสียงร้องจะดูเหมือนถอยลึกเข้าไปด้านในเวที เป็นมิติเสียงอีกแบบหนึ่ง ในทางปฏิบัติผมจะถอดแผ่นเพลทหน้านี้ออก ก็ต่อเมื่อนำลำโพง NLE-1 มาวางในตำแหน่งการฟังแบบใกล้ชิดในแบบ Nearfield เท่านั้น แต่ถ้าฟังระยะห่างด้วยการวางลำโพงและเซ็ตบนขาตั้ง ไม่ควรถอดแผ่นเพลทหน้านี้ออก  นับเป็นข้อดีของ Active Speaker ระดับไฮเอ็นด์ อย่าง NLE-1 คือลำโพงมีแอมปลิไฟร์ในตัว ซึ่งถูกเลือกมาให้แมตช์ชิ่งตั้งแต่ต้นทาง ย่อมได้คำนวณความเหมาะสมกับไดรเวอร์ดีที่สุด ลดการสูญเสียผิดเพี้ยนจากการใช้สายลำโพง และให้กำลังขับที่เหมาะสมด้วยระบบไบร์-แอมป์ เสียงมีความแม่นยำโดยไม่มีอาการ Phase Shift หรือผิดเฟส      Harbeth NLE-1 ยังคงฟังรักษาบุคลิกเสียงแบบธรรมชาติ ฟังเพลงได้อย่างละเอียดไพเราะเฉกเช่นลำโพงพาสซีพของ Harbeth แต่สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือความแม่นยำของเสียง รวมถึงพลังที่เต็มอิ่ม ให้การแยกแยะรายละเอียดดนตรียอดเยี่ยม อีกทั้งยังสามารถปรับแนวทางการฟังได้หลายหลากอารมณ์ หรือเลือกความกลมกลืนกับอะคูสติคของห้องได้อย่างสมบูรณ์ อาจจะเพราะความแมตช์ชิ่งของแอมป์แบบแยกขับ Bi-Amp ภายในตัวเอง ที่ออกแบบมาจากโรงงาน ผมจึงรู้สึกว่ามันเป็นลำโพงที่เพอร์เฟ็คในตัวเองโดยไม่ต้องเสี่ยงไปเลือกแอมป์ภายนอกแต่อย่างใด จุดเด่นด้านคุณภาพเสียงโดยรวม เป็นลำโพงมอนิเตอร์แอคทีฟที่ขนาดกะทัดรัด เสียงน่ารักมากๆ ให้ความเป็นธรรมชาติ ราบเรียบ ไม่ตกแต่งมากเกินไป เหมาะกับคนที่ชอบลำโพงที่ถ่ายทอดเสียง “เหมือนจริง” ไม่หวือหวา หรือพร้อมจะอยู่กับความเที่ยงตรงของเสียงในทุกย่านความถี่ ด้วย DSP และแอมป์ Class-D ในตัว ทำให้ควบคุมไดนามิกได้ดีกว่าลำโพง Passive ทั่วไป NLE-1 จึงเป็นก้าวใหม่ของ Harbeth เพื่อตอบโจทย์ New Listening Experience ด้วยเสียงที่แม่นยำและสะอาดขึ้น โดยยังคงปรัชญาการออกแบบเสียงของแบรนด์ดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างมั่นคง สนนราคาของ Harbeth NLE-1 เพียงคู่ละ 115,000.- บาทเท่านั้น ทุกอย่างเบ็ดเสร็จในตัวเอง ไม่ต้องเพิ่มภาคขยายภายนอก ทำให้เราอาจต้องคิดหนักเลยทีเดียวว่า ถ้าเปรียบเทียบกันโดยจัดเอาลำโพงอย่าง P3ESR ไปแมตช์แอมป์ภายนอกด้วยตัวเราเอง ความเป็นไปได้คือรวมๆ แล้วราคาจะสูงกว่า NLE -1 ตามสมควร ทุกท่านก็คงต้องไปคิดเป็นการบ้านกันดู แบบไหนเหมาะกับการใช้งานของคุณ ไม่ว่าจะเป็นนักฟังในระดับออดิโอไฟล์ คนทำงานด้านสตูดิโอที่ต้องการยกระดับลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ ให้ก้าวถึงระดับไฮเอ็นด์ Harbeth NLE-1 ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำผู้ฟังเข้าสู่เสียงแบบธรรมชาติอย่างเรียบง่าย แม่นยำ เที่ยงตรง ลดความซับซ้อนในแบบที่เคยชินกันมายาวนาน หากได้ทดลองฟังและใช้งานสักครั้ง คุณจะเข้าใจว่า ทำไม Harbeth เลือกเส้นทางสายใหม่ New Listening Experience นี้ ให้กับวงการเครื่องเสียงครับ Harbeth NLE-1 คู่ละ 115,000.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดทดลองฟังได้ที่ Komfortsound อ่อนนุช  โทร. 081-457-2200 Sound Box  โทร. 089-920-8297  Prestige Hifi CDC  โทร. 063-638-4498 Audio Mate  โทร. 082-946-6950 Top Sound & Vision CDC  โทร. 081-657-3397 HiFi House by Msound  โทร. 096-978-7424 HD HiFi พระรามเก้า  โทร. 063-236-6193 MAS HIFI  โทร. 081-982-0282  HiFi 99  โทร. 081-999-1699  Inter HiFi  โทร. 094-124-2732  Audi Home HiFi  โทร. 089-028-7117  Piyanas Electric ทุกสาขา Turntable One  โทร. 084-814-9011  Arm_Hi-Fi&Pa.  โทร. 083-178-2171    

Harbeth Monitor 30.3 XD2 เสียงดนตรีในอุดมคติ

Harbeth Monitor 30.3 XD2 เสียงดนตรีในอุดมคติ      ลำโพงอังกฤษแท้ๆ ที่ยังคงรักษารากฐานดั้งเดิมและพัฒนาแนวคิดในเชิงปรัชญา “บีบีซีมอนิเตอร์” มาอย่างยาวนานคือ Harbeth ในปัจจุบันโรงงานผลิตลำโพงแห่งนี้ มีคุณอลัน ชอว์ เป็นดีไซน์เนอร์และเจ้าของ มาตั้งแต่ช่วงปี 1986 เป็นต้นมา แต่ถ้าย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดจริงๆ Harbeth ถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1977 โดยหัวหน้าวิศวกรในแผนกวิจัยค้นคว้าลำโพงมอนิเตอร์ของ BBC คือ Dudley Harwood ซึ่งการตั้งชื่อบริษัทลำโพงว่า Harbeth นั้น มาจากสองส่วนคือ Har (Harwood) + Beth (Elizabeth) อันเป็นชื่อภรรยาของเขานั่นเอง คุณดัดลี่ย์ ฮาร์วูด คือหนึ่งในทีมออกแบบลำโพงประวัติศาสตร์ BBC Monitor แทบทุกรุ่น รวมถึง LS3/5 A ที่โด่งดังยาวนานที่สุด และทำงานร่วมกับอลัน ชอว์ ด้วยความศรัทธาในแนวคิดของกันและกันมาในช่วงระยะหนึ่ง เมื่อ Dudley Harwood เกษียณ Alan Shaw ซึ่งเป็นวิศวกรหนุ่มด้านอิเล็กทรอนิกส์ และนัก DIY เครื่องเสียงตัวจริง ผู้ชื่นชอบแนวเสียงลำโพงแบบบีบีซีมอนิเตอร์ ก็ได้เข้าซื้อกิจการ Harbeth นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาเป็นทั้งเจ้าของและดีไซน์เนอร์ ผู้กำหนดปรัชญาเสียงทั้งหมดของ Harbeth แม้จะสืบทอดแนวทางของบีบีซี แต่อลัน ชอว์ ก็ไม่ได้หยุดอยู่กับอดีต สิ่งที่เขาพัฒนาขึ้นมาและได้รับการยกย่องมากที่สุดคือกรวยลำโพง RADIAL ด้วยการวิจัยวัสดุโพลิเมอร์ต่อเนื่องหลายสิบปีเพื่อให้เสียงกลางเป็นธรรมชาติ “แบบเสียงของมนุษย์จริงๆ” พัฒนามาจนถึงขั้นที่เขากล่าวว่า เป็นวัสดุที่ถ่ายทอดเสียงกลางต่ำได้สมบูรณ์เที่ยงตรงที่สุด การพัฒนาของ อลัน ชอว์ อาจจะสวนทางกับแบรนด์ผู้ผลิตลำโพงไฮเอ็นด์อื่นๆ อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยพูดว่าเทคโนโลยีการผลิตลำโพงอื่นๆ ผิด เพียงแต่เขาต้องการให้ทางเลือกใหม่ โดยล้มเลิกแนว Ultra Rigid และ Exotic Materials  คำว่า Ultra Rigid หมายถึงตู้ลำโพงที่ถูกออกแบบให้แข็ง และนิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้ ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าตู้ไม่สั่นเสียงจะสะอาดที่สุด ด้วยการเลือกใช้ผนังตู้หนามาก รวมถึงมีโครงยึดโยงภายในจำนวนมาก ทำให้น้ำหนักตู้หลายสิบถึงร้อยกิโล ส่วนคำว่า Exotic Materials หมายถึงวัสดุพิเศษราคาแพง หรือวัสดุอวกาศที่ใช้ทำไดรเวอร์หรือตู้นั่นเอง แต่ Alan Shaw มองต่างออกไป เพราะเขาเชื่อว่าตู้ที่แข็งเกินไป จะ “เก็บพลังงานเสียง” แล้วปล่อยออกมาช้า ผลที่ได้คือ แม้จะได้ทรานเชี้ยนที่ฉับไวแต่เกร็งแข็งง่าย โทนเสียงที่ฟังไปนานๆ อาจจะล้าหู  ดังนั้น Harbeth หันมาใช้แนวคิด Controlled Flexibility ผนังตู้บางแต่ควบคุมการสั่นได้สอดคล้องกับตัวไดรเวอร์   นี่เองที่ทำให้ลำโพง Harbeth อาจจะแตกต่างออกไปจากลำโพงไฮเอ็นด์โดยทั่วไป ด้วยการค้นคว้าเสียงที่เป็นธรรมชาติสอดคล้องกับการได้ยินจริงแบบมนุษย์ พร้อมการสร้างเครื่องมือวัดเชิง Computer Modeling ที่แม่นยำ ด้วยการให้ลำโพงส่งผ่าน “เครื่องดนตรีที่มีชีวิต” มากกว่า “เครื่องจักรเสียง” จุดสำคัญมากๆ เปรียบเสมือนหัวใจในระบบลำโพงคือ Harbeth ออกแบบและควบคุม Crossover Network ภายในบริษัททั้งหมด สั่งผลิตอุปกรณ์แบบ Custom-made มีการวัดค่าจริงทีละตัว คัดเกรด แมตช์แพร์เป็นคู่ อลัน ชอว์ กล่าวว่า คนจำนวนมากมักสนใจแค่ไดรเวอร์ แต่เสียงจริงถูกกำหนดโดยครอสโอเวอร์!!!    เนื่องจากมีรายละเอียดลึกๆ ที่มีมากมาย ผมจะขออนุญาตนำไปเล่าในคลิป Wijit's Radio Talk ในโอาสต่อๆ ไปทางเพจนะครับ สำหรับการพัฒนาการลำโพงรุ่นใหม่ล่าสุดในซีรีส์ Monitor XD2 ในปี 2026 นี้ นับว่าเป็นจังหวะก้าวกระโดดที่ถือว่า เข้าขั้นอุดมคติเลยทีเดียว ในซีรีส์นี้จะเรียงลำดับรุ่นคือ P3ESR XD2, C7ES3 XD2, M30.3 XD2, SHL5plus XD2, M40.5 XD2  ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกวางตลาด ยังไม่นับรวมลำโพงแอคทีฟสองรุ่นคือ NLE-1 และ NLE-3 ซึ่งผมจะนำมาทดสอบในลำดับถัดไป ครั้งนี้ผมขอหยิบยกเอา Monitor 30.3 XD2 มาทดสอบฟัง และนำเสนอให้ได้ทราบกันนะครับ เพราะโดยส่วนตัวผมเป็นเจ้าของลำโพง Harbeth Monitor 30.2  รุ่น 40th Anniversary และเคยได้ทดสอบ Monitor 30.2 XD มาก่อนหน้า ดังนั้นพัฒนาการล่าสุดของ Monitor 30.3 XD2 จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า อลัน ชอว์ เขาพัฒนาเสียงให้ก้าวหน้าไปในระดับใด  ลำโพง Harbeth Monitor 30.3 XD2 ได้รับการอัปเกรดใช้ไดรเวอร์เทคโนโลยี RADIAL4 ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดจาก RADIAL รุ่นก่อนหน้า โดยเทคโนโลยีนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในซีรีส์ XD2 เพื่อยกระดับความใส เคลียร์ และความละเอียดของเสียงให้สูงขึ้นไปอีกขั้น  รายละเอียดเทคนิคและการพัฒนาของตัวขับเสียง RADIAL4 ในรุ่น Monitor 30.3 XD2 นี้ Harbeth ได้เปลี่ยนมาใช้ตัวไดรเวอร์ เบส/กลาง ขนาด 200 มิลลิเมตร ที่ผลิตจากวัสดุ RADIAL4 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีไดอะแฟรมแบบฉีดขึ้นรูปรุ่นใหม่ล่าสุด ช่วยลดความเพี้ยนและเพิ่มความฉับไวในการตอบสนอง ทำให้เสียงกลางมีความเปิดโปร่งและถ่ายทอดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้แม่นยำกว่าเดิมหลายช่วงตัว มีการอัปเกรดครอสโอเวอร์ โดยปรับปรุงวงจรตัดแบ่งความถี่ Crossoverใหม่ทั้งหมดสำหรับซีรีส์ XD2 เพื่อให้ทำงานร่วมกับไดรเวอร์ RADIAL4 เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้การเชื่อมต่อในระหว่างเสียงแหลมและเสียงกลางราบรื่น และให้เวทีเสียงที่มีมิติสมจริงมากขึ้น สำหรับทวีตเตอร์ ยังคงเลือกใช้ซอฟต์โดมทวีตเตอร์ ขนาด 25 มิลิเมตร ที่ระบายความร้อนด้วยสารแม่เหล็กเหลว Ferrofluid ซึ่งสั่งทำพิเศษ (Custom-made) ตามมาตรฐานของ Harbeth เพื่อความทนทานและการตอบสนองความถี่สูงที่นุ่มนวลแต่ละเอียด อย่างไรก็ตามก็ยังคงปรัชญาแนวทางในการใช้ตู้ลำโพงผนังบาง หรือ Thin-Wall Cabinet Designตามแบบฉบับ BBC เพื่อให้ตู้ "หายใจ" และลดการกักเก็บพลังงานส่วนเกินที่อาจไปรบกวนความบริสุทธิ์ของเสียง   รุ่นปัจจุบัน Monitor 30.3 XD2 มีน้ำหนักตู้ 11.6 กิโลกรัม เท่ากันกันกับรุ่น Monitor 30.2 XD แสดงถึงความบาง-ความหนาผนังตู้เท่าๆ กัน แต่ทว่าถ้าย้อนกลับไปถึง Harbeth Monitor 30.2 Anniversary จะมีน้ำหนักตู้อยู่ที่ 12.5 กิโลกรัม แสดงถึงอลัน ชอว์ ได้มีการลดความหนาผนังลำโพงลงมาเล็กน้อยตั้งแต่รุ่น XD เป็นต้นมาแล้ว เพื่อผลทางเทคนิคเสียงที่ดียิ่งขึ้น สเปกฯจากโรงงาน : เป็นลำโพงตู้เปิด ขนาด 460 x 277 x 275 มม. ที่ให้ค่าการตอบสนองความถี่ 50Hz – 20kHz ±3dB ค่าความต้านเฉลี่ย 6 โอห์ม มีค่าความไว 85dB / 2.83V / 1m น้ำหนักตู้ 11.6 กก. ต่อข้าง การอัปเกรดเป็น RADIAL4 ในรุ่น XD2 นี้ ทำให้ลำโพงมีความเป็นมอนิเตอร์ที่ทันสมัยขึ้น โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เสียงกลางที่เป็นธรรมชาติของ Harbeth ไว้ได้อย่างครบถ้วน Harbeth Monitor 30.3 XD2 ได้รับการพัฒนาให้มีเสียงที่เปิดกว้างและกระจ่างใสมากกว่ารุ่น M30.2 XD เดิมอย่างชัดเจน  ผลจากการทดสอบ ผมขออนุญาตให้ความคิดเห็นตามประสบการณ์ ในเรื่องความแตกต่างในคุณภาพเสียงระหว่าง Monitor 30.2 XD และ Monitor 30.3 XD2 แม้ว่าทั้งสองรุ่นจะใช้โครงสร้างตู้แบบ Thin-wall ที่เน้นความกังวานอย่างมีศิลปะ แต่ Monitor 30.3 XD2 กลับให้ความรู้สึกที่ทันสมัยขึ้นในแง่ของเทคนิคมากกว่า เสียงที่เข้าใกล้ความจริงอย่างอิสระมากยิ่งกว่า ในแง่ความโปร่งใสและรายละเอียด : XD2 มีการอัปเกรดครอสโอเวอร์และวัสดุไดรเวอร์เป็น RADIAL4 ทำให้เสียงมีความกระจ่าง (Clarity) และมิติที่ลึกกว่ารุ่นเดิม อีกทั้งในแง่การตอบสนองความถี่สูง พบว่ารุ่น XD2 ช่วยลดปัญหาเสียงกลางที่หนาเกินไป (Mid-bass hump) ในรุ่นก่อนหน้า ทำให้เสียงแหลมดูเปิดและพลิ้วไหวมากขึ้น หากเปรียบเทียบรุ่นครบรอบ 40 ปี หรือ Monitor 30.2 Anniversary รุ่นดังกล่าวยังคงติดในย่านความถี่กลางจะหนาๆ กว่านิดหนึ่ง ความพลิ้วช่วงปลายจะยังไม่เทียมเท่า ความสามารถของรุ่น Monitor 30.3 XD2 ครับ  นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เมื่อเราได้ยินเสียงครั้งแรกจะรู้สึกประทับใจมาก เพราะให้ความโปร่งและน้ำหนักเบสอิ่ม มีมวล ทรงพลัง กระชับฉับไวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปลายเสียงแหลมซึ่งเปิดสว่าง เสียงพลิ้วสวยงามขึ้นอีกระดับ รวมถึงยังคงควบคุมความเรียบสะอาดของสัญญาณ ในแบบ บีบีซี มอนิเตอร์ได้เป็นอย่างดี และเสียงปิดแบบ “หลุดตู้” ในทันทีที่ฟัง     Test Report  ผมได้รับ Harbeth Monitor 30.3 XD2 มาพร้อมกับขาตั้งไม้ HiFi Rack Limited  โดยในแง่ของตัวตู้ลำโพง ถือว่าตู้สี Silver Willow (หรือ Gray Willow) ดูน่าทึ่งแปลกตา แตกต่างจากลายไม้โทนอุ่นแบบดั้งเดิม เช่น Cherry หรือ Walnut   โดยตู้ซิลเวอร์วิลโลว์ แม้จะมีสีโทนเทาเงินเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาลวดลายและสัมผัสของเสี้ยนไม้ธรรมชาติ (Veneer) ที่มีความละเอียดสูง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานฝีมือจาก Harbeth ที่ให้ลุคที่ดูทันสมัยและเรียบหรู เข้ากับการตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิลได้อย่างลงตัว  ต้องบอกว่าศิลปะการย้อมสีเนื้อไม้ และวางเสี้ยนแนวนอนขวางตัวตู้ เป็นงานฝีมือที่ไม่ธรรมดาจริงๆ     ผิวสี Silver Willow ต้องใช้เทคนิคที่ละเอียดเพื่อให้สีสม่ำเสมอแต่ยังคงคุณสมบัติการเรโซแนนซ์ของตู้ไม้ไว้ได้ แต่กระนั้นไม่ว่าจะเป็นสีผิวใด ทาง Harbeth ก็จะเลือกแผ่นไม้ที่มีลวดลายต่อเนื่อง (Book-matched) เพื่อให้ลำโพงทั้งสองข้างมีลายไม้ที่สมมาตรและสวยงามเหมือนกัน ถือเป็นความประณีตที่หาได้ยากจากลำโพงอื่นๆ ในท้องตลาด ทาง Harbeth ก็ยังคงผลิตผิวตู้สีอื่นๆ ออกมาให้เลือกด้วย เช่น สีวอลนัต โอ๊ค เชอรี่ โรสวูด ซาตินแบล็ค (ดำ) และสี Silver Willow ที่ราคาสูงกว่าสีอื่นๆ เล็กน้อย เรื่องผิวสีลำโพงนั้น มีการสั่งสีใดเข้ามาบ้าง ติดต่อสอบถามได้จาก Sound Box ได้เลยครับ ลำโพงคู่นี้ แนะนำให้วางห่างจากผนังหลังและผนังข้างอย่างน้อย 2 ฟุต เพื่อให้ได้เวทีเสียงที่ดีที่สุดและลดการสะท้อนของเบส ระยะห่างระหว่างลำโพงซ้ายขวาในห้องฟังของผม อยู่ที่ 1.98 เมตร  การเซ็ตอัพจุดตำแหน่งลำโพง ให้ขึ้นอยู่กับขนาดห้อง และสภาพอะคูสติกของห้องของแต่ละท่านด้วยนะครับ ชุดทดสอบ ผมจะใช้แอมปลิไฟร์หลักคือ Accuphase E4000 รุ่นท็อปสุด และเครื่องเล่น SACD ของ Accuphase รุ่น DP-570S หลังจากเซ็ตอัพระยะห่างลำโพงได้ลงตัวกับขนาดห้องฟัง ให้ได้รับความสมดุลทุกย่านความถี่แล้ว ก็ได้ทดสอบฟังอย่างจริงจังต่อไป เนื่องจากลำโพงมีการเบิร์นมานานตามสมควรจากทาง Sound Box ผมจึงใช้เวลาการเบิน์นต่อมาอีกไม่นานนัก ทุกอย่างดูลงตัวและสมดุล พร้อมต่อการขับขานสรรพสำเนียงดนตรี  เสียงที่ได้ฟังครั้งแรก นับว่าเป็นเสียงที่ยังคงสำเนียง “ลายเซ็นต์” ของ Harbeth เดิมๆ เรียกว่าเชื้อไม่ทิ้งแถว เรียบง่ายสะอาด เป็นธรรมชาติ กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นความกระหายอยากฟังและมุ่งเข้าสู่เสียงดนตรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพียงแต่ Harbeth Monitor 30.3 XD2 นั้น มีพลังเสียงที่ยิ่งใหญ่ขึ้น โอ่อ่า โอฬาร อิ่มขึ้น รายละเอียดระยิบระยับในช่วงปลายเสียง และความไหล่ลื่นต่อเนื่องของดนตรี ดียิ่งกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัดมากๆ ครับ โดยเฉพาะในเรื่องของเวทีเสียงในแนวกว้างและลึก รวมทั้งเพดานเสียงด้านบนเมื่อฟังจากเพลงประเภทคลาสสิกนับว่าทำได้น่าประทับใจสูงสุดเลยทีเดียว     เมื่อผมได้เปรียบเทียบเข้ากับรุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี Monitor 30.2 Anniversary แม้สำเนียงมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก แต่ความกว้างของเวทีเสียง รายละเอียดเสียง รวมถึงในแง่ของความไว หรือระดับความดัง Monitor 30.3 XD2 ก็ทำได้ดีกว่า เหมือนดังว่าเป็นลำโพงที่ขับเสียงได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเก่า จุดโดดเด่นที่สุดคือเสียงร้อง เสียงเครื่องดนตรีย่านความถี่มิดเร้นจ์ ก้าวขึ้นมาอีกระดับ ทั้งนี้หากได้ศึกษาเกี่ยวกับตัวขับเสียงรุ่นใหม่ ก็สามารถที่จะเข้าใจได้เลยว่า โครงสร้างทางเทคนิคของเนื้อกรวย Polymer Compound ใหม่ของวูฟเฟอร์ RADIAL4 สามารถลดเบรคอัพ-เรโซเเนนซ์ ในช่วงของย่านความถี่มิดเร้นจ์ได้อย่างยอดเยี่ยม เสียงร้องจึง “นิ่งและสมจริง” มากขึ้น  รายละเอียดเสียงในระดับไมโคร ที่ผมมักจะเปรียบเปรยว่า “ความหยุมหยิมระยิบระยับ” ชัดขึ้น กระนั้นก็ไม่สว่างเปิดแบบลำโพงอื่น ที่ให้เสียงเปิดแบบจงใจ และแน่นอนว่าเวทีเสียงหรือซาวนด์สเตจ เปิดกว้างกว่า XD รุ่นเดิม ชนิดฟังออกได้ในครั้งแรกเลยครับ ทำให้ผมเข้าใจแล้วละครับว่าทำไม Alan Shaw ถึงได้ออกมาพูดก่อนหน้านี้ว่า การนำเสนอลำโพงรุ่นใหม่ออกมา ในทุกการพัฒนาก็เหมือนกับการที่เรามีแว่นขยายส่องลงไปดูรายละเอียดที่มากยิ่งขึ้นสำหรับการออกแบบและผลิตลำโพงเพื่อให้เข้าถึงเนื้อเสียงดนตรีที่มีธรรมชาติอย่างแท้จริง หรือการเข้าถึงความจริงมากขึ้นจนถึงอุดมคติ "ใกล้เสียงมนุษย์จริงมากที่สุด" ลำโพง Harbeth Monitor 30.3 XD2 ทำหน้าที่ถ่ายทอดเสียงดนตรีแบบมุ่งตรงสู่ความจริง โดยการทำงาน “เชิงคู่” ผสานกันของตัวขับและผนังตู้แบบบางพอดี โดยตู้ลำโพง Thin-wall damped เป็นแนวทางการออกแบบเฉพาะ ที่ช่วยลดการก้องสะท้อนภายใน โดยการทำให้มันสั่นพ้องไปกับตัวขับเสียง เสียงแต่ละย่านความถี่ที่สั่นสะเทือนไปพร้อมกับเสียงเพลงจึงอิสระเป็นเสียงผ่อนคลายแบบธรรมชาติ เสียงร้องจากศิบปินคนโปรดของผม จากอัลบั้มเพลงร้องแบบออดิโอไฟล์ ถึงอัลบั้มคอมเมอร์เชียลทั่วไป ฟังแล้วมีทั้งความชัดเจนและผ่อนคลายดังหนึ่งศิลปินปรากฏตรงหน้าเลยทีเดียว     สิ่งหนึ่งที่ Harbeth Monitor 30.3 XD2 แตกต่างมากจากลำโพงในตลาดทั่วไปคือเสียงกลางเป็นธรรมชาติสวยงาม และเป็นไปในแบบที่อลัน ชอว์ เชื่อมั่นว่า เสียงกลางของลำโพงที่ดีจะต้องแม่นยำที่สุดเท่านั้น การยึดหลักผนังตู้บาง กับจังหวะของการสั่นพ้องที่เสริมซึ่งกันและกันระหว่างตัวขับเสียงและผนังตู้ เป็นผลให้ทาง Harbeth ต้องระบุถึงการใช้ขาตั้งไม้เท่านั้น เพื่อให้ทุกเสียงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ ด้วยการดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากตู้ลำโพงโดยตรงและสลายพลังงานลงสู่พื้นอย่างเหมาะสม เสียงของ Harbeth Monitor 30.3 XD2 ที่ผมสัมผัสได้ตลอดการทดสอบฟัง ก็คือความเป็นธรรมชาติของเนื้อเสียงที่ละเอียดอ่อนเหมือน กับลำโพงคู่นี้เป็นเครื่องดนตรี Acoustic ชิ้นหนึ่ง ซึ่งมันจะอาศัยการทำงานของพลังเสียงจากไดรเวอร์และตัวตู้อย่างสอดคล้องต้องกันอย่างน่าทึ่ง  คล้ายดังตัวถังของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายอย่างไวโอลิน ที่เราจะได้ยินเสียงของเส้นสายมาพร้อมการสั่นทางอคูสติคเชิงกลของผนังกล่องในเคสของไวโอลินนั่นเองครับ เสน่ห์ของ Harbeth Monitor 30.3 XD2 คือลำโพงที่ให้ความสุขในการฟังและการเข้าถึงธรรมชาติโดยไม่ย้อนแย้ง โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับลำโพงประเภทอคูสติคด้วยแล้ว จะรู้สึกได้ว่าลำโพงคู่นี้คือคำตอบที่ทำให้คุณแนบชิดสนิทกับดนตรีเป็นธรรมชาติได้อย่างถึงที่สุด  Harbeth Monitor 30.3 XD2 ฟังเพลงได้หลากหลายสไตล์ ด้วยพลังหนักแน่น เปิดโปร่ง สะอาดสะอ้าน เป็นลำโพงในระดับไฮเอ็นด์ที่เพียงไม่กี่คู่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ฟังแล้วเราจะรักในเสียงดนตรี เราจะรักในลำโพงมากกว่าแค่การได้ยินเสียงที่งดงามสมจริงของมัน Harbeth Monitor 30.3 XD2 ให้เสียงร้อง “นิ่งและสมจริง” มากขึ้น เข้าถึงรายละเอียดเสียงระดับ “ไมโครดีเทล” ดีเยี่ยม โดยยังคงให้ความผ่อนคลาย สำเนียงที่เป็นธรรมชาติ และมีความสุขตลอดช่วงเวลาในการฟัง นี่คือลำโพงที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นส่วนผสมผสานของเทคโนโลยีและศิลปะชั้นสูง ที่พาเราเดินมาจนถึงจุดอุดมคติในที่สุดครับ Harbeth Monitor 30.3 XD2 (สี Oak) ราคา 209,000.- บาท Harbeth Monitor 30.3 XD2 (สี Silver Willow) ราคา 215,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  Sound Box ชั้น 3 ฟอร์จูน ทาวน์ โทร. 089-920-8297  

StackAudio AUVA EQ คืนรายละเอียด อิมเมจ และซาวนด์สเตจ ให้เครื่องเสียงของคุณ

StackAudio AUVA EQ  คืนรายละเอียด อิมเมจ และซาวนด์สเตจ ให้เครื่องเสียงของคุณ        ดังที่เรียนไว้นะครับว่าช่วงนี้ เราอาจจะมีการทดสอบอุปกรณ์รองเครื่อง ชั้นวาง สไปก์ ขาตั้งลำโพง ค่อนข้างจะถี่กว่าอุปกรณ์อื่น เพราะตลาดออดิโอไฟล์กำลังนิยม และมีสินค้าในมือที่ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการส่งมาให้ทดลองใช้งานมากเป็นพิเศษ แสดงถึงการเติบโตของแอคเซสเซอรี่ในตลาดบ้านเรา      StackAudio เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงไฮไฟ (Hi-Fi) แบรนด์สัญชาติอังกฤษ ผลิตภัณฑ์มีสองกลุ่มหลักๆ คือ ผลิตภัณฑ์ควบคุมการสั่นสะเทือน (Vibration Control) และกลุ่มผลิตภัณฑ์ปรับปรุงสัญญาณดิจิทัล (Digital/Network Performance)     ผมได้รับผลิตภัณฑ์ควบคุมการสั่นสะเทือน ประเภทขาตั้ง (Feet) หรือฐานรอง (Isolator) สำหรับวางใต้เครื่องเล่นแผ่นเสียง, เครื่องเล่นซีดี, แอมปลิฟายเออร์, ลำโพง หรืออุปกรณ์อื่นๆ รุ่นที่ได้รับมาคือ StackAudio AUVA EQ ใช้หลักการคอนโทรล “ความสมดุลของพลังงานสั่นสะเทือน” เพื่อปรับปรุงคุณภาพเสียงแบบละเอียดจริงจัง สำหรับ StackAudio AUVA EQ เป็นดีไซน์ตัวรองทรงกลมที่ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนรองรับน้ำหนัก (AUVA) และส่วนคลายตัว (CSA) ประกอบกัน องค์ประกอบแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงหลัก หยิน-หยาง ขึ้นมาเลยครับ คือแข็งและอ่อนหยุ่นผสมผสานกันในหนึ่งเดียว       หลักคิดเรื่องการกำจัดแรงสั่นสะเทือนของ StackAudio ไวเบรชั่นสามารถก่อให้เกิดการรบกวนได้ แม้ในระบบที่ปรับแต่งมาอย่างละเอียดที่สุด ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดการสั่นสะเทือนทางกายภาพ และมีผลทางอ้อมในการสร้างสัญญาณไฟฟ้าที่ไม่ต้องการ ภายในส่วนประกอบที่ไวต่อการสั่นสะเทือนนั้นด้วย  อุปกรณ์ขารอง StackAudio AUVA EQ ได้รับการออกแบบมาเพื่อแยกอุปกรณ์เครื่องเสียงให้ออกจากแรงสั่นสะเทือนทั้งภายในและภายนอก ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนเสียง แต่เพื่อช่วยให้อุปกรณ์ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ  ทุกองค์ประกอบของการออกแบบได้ศึกษาข้อมูลจากการวัด การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในห้องแล็บ และการฟังอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพที่ทั้งถูกต้องตามหลักเทคนิคด้านกลศาสตร์และมีความหมายทางดนตรี เทคโนโลยีที่ผสานรวมกันระหว่าง AUVA และ CSA จะสร้างระบบแยกแรงสั่นสะเทือนที่สมดุลอย่างเป็นเอกลักษณ์ เพื่อเผยให้เห็นศักยภาพที่มากขึ้นของระบบไฮไฟของคุณที่มีอยู่แล้ว  เทคโนโลยีในตัวรองชุดนี้ แต่ละส่วนมีบทบาทที่แตกต่างกัน     AUVA โครงสร้างหลักที่เป็นบอดี้โลหะอลูมินั่ม จะจัดการกับแรงสั่นสะเทือนภายในที่ต้นกำเนิด เมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนจากไวเบรชั่นเล็กจากตัวเครื่องเสียง หรือการสั่นจากภายนอก โดยใช้อนุภาคโลหะเล็กๆ ที่เป็นลูกปืนจิ๋วขนาดเม็ดทราย เมื่ออนุภาคเคลื่อนที่และชนกัน พลังงานจะถูกแปลงให้เป็นความร้อนและสลายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยขจัดเสียงรบกวนก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อเสียง  เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดคือ เหมือนกับการปล่อยลูกบอลบนพื้นผิวแข็ง มันจะกระเด้ง แต่ถ้าตกลงในในบ่อทราย มันจะหยุดทันที ในขณะที่ CSA ที่เป็นลักษณะยางซิลิโคนส่วนล่าง ที่มีแชมเบอร์ จะจัดการพลังงานสั่นสะเทือนที่ส่งผลมาจจากพื้นผิวด้านล่าง ด้วยการแยกออกด้วยการดูดซับแรงไม่ให้ส่งผลย้อนขึ้นไปยังตัวเครื่อง  เมื่อใช้ร่วมกัน พวกมันจะสร้างโซลูชันที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมุ่งเป้าไปยังเส้นทางการสั่นสะเทือนและความถี่หลายเส้นทาง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบ และควบคุมได้มากขึ้นสำหรับอุปกรณ์ของเครื่องเสียงขณะที่มีการทำงาน AUVA EQ ทั้งระบบจึงใช้ระบบแยกการสั่นสะเทือนสองขั้นตอน คือสลายแรงสั่นจากเครื่องลงสู่ด้านล่าง และสลายแรงสั่นจากด้านล่างที่จะส่งผลไปด้านบน จัดการกับการสั่นสะเทือนที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลต่อระบบเสียงไฮไฟ และลดการรบกวนที่อาจบดบังความบริสุทธิ์ของสัญญาณ  ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นฐานที่สงบเงียบ ซึ่งช่วยให้ระบบเครื่องเสียงทำงานได้อย่างชัดเจนและควบคุมได้ดีเยี่ยม โดยไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะเฉพาะของระบบ     นี่คือตัวรอง StackAudio AUVA EQ  ที่นิยมในกลุ่มเครื่องเสียง High-End ปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งจะอยู่ในตระกูล Isolation Feet ที่มีให้เลือกสามขนาด ตามความสามารถในการรับน้ำหนักคือ รหัส CSA 1  : รองรับน้ำหนัก (ต่อตัว) 0-4 กิโลกรัม รหัส CSA 2  : รองรับน้ำหนัก (ต่อตัว) 4-10 กิโลกรัม  รหัส CSA 3  : รองรับน้ำหนัก (ต่อตัว) 10-15 กิโลกรัม  ดังนั้นอย่าใช้รองรับเครื่องที่น้ำหนักเกิน หรือไม่สมดุลกับเบอร์ของ StackAudio AUVA EQ    วิธีการคำนวณคือ เอาน้ำหนักเครื่องหารด้วยจำนวนชุดที่รอง เช่นเครื่องมีน้ำหนัก 18 กิโลกรัม ก็ต้องเอา 18 หารด้วย 4 ก็จะเท่ากับต้องใช้รุ่น CSA 2 จำนวนสามหรือสี่ตัว เพราะรุ่น CSA 2 รองรับได้ 4-10 กิโลกรัม วิธีใช้งาน AUVA EQ ให้ใช้ส่วนบนที่มีตราโลโก้ผิวอลูมินั่มแข็ง วางสัมผัสตัวเครื่องโดยตรง ซึ่งตรงนั้นภายในจะมีห้องโลหะปิด ที่บรรจุชั้นของการจูนแดมปิ้ง โดยมีมวลอนุภาคในระดับไมโครที่คำนวณมาโดยเฉพาะ และใช้ส่วนประกอบด้านล่าง ซึ่งจะเป็นซิลิโคนแบบ Air-Spring Suspension วางกับพื้น หรือบนชั้นวาง ให้วาง AUVA EQ ใกล้จุดของขาเดิมของเครื่องเสียง อย่าวางรองรับใต้ขาของเครื่องเสียงเด็ดขาด ยกเว้นคุณจะเอาขาเดิมของเครื่องเสียงออกไปแล้ว และใช้ AUVA EQ รองทดแทนตามจุดนั้นๆ  โดยทั่วไปขนาดทางกายภาพต่อ 1 ลูก มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 50 มิลลิเมตร สูง 28 มิลลิเมตร สำหรับ AUVA EQ นั้น สามารถปรับความสูงด้วยการหมุนเกลียวปรับให้สูงได้อีกประมาณ 3 มิลลิเมตร เผื่อความยืดหยุ่นในการรองรับ ผมได้ตัวรอง AUVA EQ มาทดสอบสองเบอร์ครับ รหัส CSA 1 ที่รองรับน้ำหนัก (ต่อตัว) 0-4 กิโลกรัม มีจำนวน 4 ชิ้น และรุ่นรหัส CSA 2 รองรับน้ำหนัก (ต่อตัว) 4-10 กิโลกรัม จำนวน 3 ชิ้น คือถ้าคำนวณตามการใช้งาน ชุด 4 ชิ้น (CSA 1) จะรับน้ำหนักสูงสุดที่ 16 กิโลกรัม และชุด 3 ชิ้น (CSA 2) รับน้ำหนักได้ 30 กิโลกรัม     Preview  ต้องยอมรับว่าเป็นการจัดวางที่ผิดแผกไปจากรูปแบบของตัวรองแบบอื่นๆ คือเราจะต้องวางด้านที่เป็นซิลิโคนยางรองรับกับพื้น ส่วนบนที่เป็นโลหะมีตราโลโก้ให้วางด้านใต้ของเครื่องเสียง หลายคนอาจจะวางผิดพลาด เอายางซิลิโคนขึ้นด้านบน เอาโลหะลงด้านล่าง? สิ่งที่ตามมาจะทำให้คุมไวเบรชั่นไม่ได้ ระบบการสลายการสั่นไม่เข้าสู่ AUVA Chamber แดมปิ้งทำงานผิดทิศ เกิดเสียงทึบ เบสบวม อิมเมจหลวมๆ ไม่แม่นยำ พูดง่ายๆ คือ ประสิทธิภาพหายไปเกินครึ่งเลยทีเดียว ดังนั้น สรุปง่ายที่สุดก็คือเมื่อเห็นโลโก้และด้านที่เป็นโลหะ ให้ใช้เป็นด้านบนวางรองรับตัวเครื่องเสียงโดยตรง และส่วนที่เป็นยางซิลิโคนจะเป็นส่วนด้านล่างใช้วางรองรับบนชั้นวางหรือออดิโอแรค (Audio Rack)  หากเครื่องเสียงของคุณถอดขาเดิมออกได้ ก็ให้ถอดออก และวางอุปกรณ์ StackAudio AUVA EQ ลงไปแทนที่ แต่ถ้าไม่สามารถถอดออกได้ ก็ให้วางชิดขาเดิมของเครื่องแทน โดยเว้นระยะออกมา 0.5-1 เซนติเมตร จุดตำแหน่งที่วางกับผืนด้านใต้ของตัวเครื่องเสียง ไม่ว่าจะเป็นสามจุดหรือสี่จุด ให้คำนึงถึงความบาลานซ์น้ำหนักของตัวเครื่องเป็นสำคัญ โดยวางเครื่องลงช้าๆ บน StackAudio AUVA EQ  ให้ส่วนซิลิโคนยุบตัวลงเล็กน้อย แล้วตรวจว่าแต่ละลูกรับน้ำหนักใกล้เคียงกันไหม? ถ้าลูกใด “ไม่ยุบเลย” แปลว่าอัตราการโหลดยังไม่สมดุล ต้องปรับเปลี่ยนจุดรองรับนั้น หลักปฏิบัติคือ ให้ทดลองยกเครื่องทีละมุมเบาๆ ใช้นิ้วดันใต้เครื่องเล็กน้อยคุณจะรู้สึกว่า มุมหนึ่งหนักกว่า มุมหนึ่งเบากว่า จงยึดตรงจุดที่น้ำหนักทิ้งตัวลงมากที่สุด เป็นจุดหลัก ส่วนจุดที่เหลือเป็น จุดรองเฉลี่ยกันไป  ซึ่งถ้าเราสังเกตก็จะพบว่าด้านที่มีน้ำหนักมักจะเป็นจุดตำแหน่งของทรานส์ฟอร์เมอร์ หรือตำแหน่งของระบบขับหมุนต่างๆ ของเครื่องเสียง  ในภาคปฏิบัติสังเกตได้ง่ายๆ ก็คือ เมื่อเราวางไม่ถูกจุดตำแหน่ง จะรู้สึกว่าน้ำหนักเสียงเบาบางลง เบสลอยๆ ไร้พลัง เวทีเสียงไม่แม่น บางทีรู้สึกได้ถึงความเกร็งแข็ง อาจเป็นเหตุที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า AUVA EQ เปลี่ยนเสียงนิดเดียว แต่จริงๆ คือวางตำแหน่งผิด วิธีทดสอบความถูกต้องในการวางรองอย่างง่ายๆ คือ เปิดเพลงที่มีเสียงร้องหรือความถี่กลางชัดๆ และมีเบสเดินต่อเนื่องถ้าวางถูกต้อง เสียงร้องนิ่งตรงกลางเป๊ะ ฉากหลังเงียบขึ้น เบสหยุดสนิทไม่เบลอบวม  จากการทดสอบใช้ StackAudio AUVA EQ เบอร์ 2 สามตัว วางรองใต้เครื่องเล่น SACD ของ Accuphase DP-570S (น้ำหนักเครื่อง 18.4 กิโลกรัม) ที่มีกลไกอ่านแผ่นอยู่ค่อนไปด้านหน้า และหม้อแปลงใหญ่อยู่ด้านใน น้ำหนักอาจจะเทมาทางด้านหน้ามากกว่าด้านหลัง 60:40 ในวิธีการเดียวกันนี้ผมใช้ AUVA EQ รองกับเครื่อง DAC อย่าง NAD M51 และ DENON DCD 2500NE ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากคือ เสียงจะเรียบสะอาดขึ้น อิมเมจแม่นยำ และเวทีตื้นลึกของซาวนด์สเตทดียิ่งขึ้น การทอดตัวปลายเสียงแหลม ต้องบอกว่าสวยงามน่าดูชมแบบไม่ต้องลุ้นครับ บางอัลบั้ม บางเพลงนี่ทำเอาตะลึงได้เลย     ในกรณีใช้ StackAudio AUVA EQ (CSA 2) จำนวน 3 ตัว รองกับแอมปลิไฟร์สองสามเครื่องที่ผมใช้งาน ผลที่ได้ก็น่าสนใจมากสำหรับภาคขยายเสียงทั้งหลาย คือจะให้ผลด้านพลังอิ่มเอิบของเสียงมากขึ้นกับภาคขยาย มีรายละเอียดหยุมหยิมเล็กๆ น้อยๆ แสดงผลออกมาอย่างน่าแปลกใจเลยละครับ แม้แต่แอมป์รุ่นกลางๆ อย่าง NAD C 3050 ก็ให้ผลทำนองเดียวกัน  StackAudio AUVA EQ เป็นอุปกรณ์รองใต้เครื่อง ที่ใช้วิธีการโอนถ่ายพลังงานสั่นออกไปจากเครื่องเสียงอย่างมีแบบแผน ป้องกันแรงสั่นสะท้อนย้อนกลับเข้าสู่ตัวเครื่อง สามารถคืนอิมเมจและซาวนด์สเตจให้เครื่องขยายเสียง เปลี่ยนไปสู่ความโดดเด่นน่าทึ่งยิ่งขึ้น  คุณอาจไม่เคยได้ยินเสียงเบสกระชับเป็นตัวตน แอมเบี้ยนสวยงาม จุดตำแหน่งดนตรีแม่นถึงขนาดนี้มาก่อนก็ได้ครับ ผลลัพธ์ระหว่าง StackAudio AUVA EQ แบบ 3 ตัว (AUVA EQ CSA 2) และแบบ 4 ตัว (AUVA EQ CSA 1) ในด้านประสิทธิภาพเสียงอาจมีความแตกต่างกันได้เล็กน้อย ขึ้นกับการใช้เป็นสี่ตัวหรือสามตัว และความสมดุลของการรองรับน้ำหนักเครื่อง ดังนั้นจึงควรพิจารณาในแง่นี้ให้ดีๆ ทุกอย่างน่าจะอยู่ที่ขนาด น้ำหนักเครื่อง และรุ่นรหัสของตัวรองที่เหมาะสมกันมากกว่า อย่างรุ่นรหัส CSA 1 จะเหมาะกับเครื่องแหล่งโปรแกรม DAC, CD, STREAMER หรือรุ่นรหัส CSA 2 และCSA 3 เหมาะกับแอมปลิไฟร์ที่มีน้ำหนักมากๆ เป็นหลัก ส่วนวิธีการวาง ความเห็นส่วนตัวโดยรวม ผมกลับชอบการวางแบบ 3 ตัว ที่ได้ทั้งอิมเมจ ซาวด์สเตจ รายละเอียดเสียงดีขึ้น เบสอิ่มลอยตัว แบบว่าครบถ้วน รวมถึงฮาร์โมนิคสวยๆ ให้ความประทับใจมากจริงๆ ในขณะที่วาง 4 ตัว อาจจะให้ความอิ่มของเสียงเบสได้ไม่เท่ากับใช้ 3 ตัว (ทั้งสองรุ่น) ส่วนศักยภาพอื่นๆ ก็ใกล้เคียงกันครับ ท่านใดที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่า StackAudio AUVA EQ จะให้ผลความเงียบสงัดดีขึ้น หรืออิมเมจ ซาวนด์สเตจน่าทึ่งขนาดไหน? ผมบอกเลยว่า วิธีเดียวคือต้องหาโอกาสทดลองให้ได้ครับ  เพราะมันจะเป็นข้อยืนยันว่า ไวเบรชั่นระดับน้อยๆ หรือไมโครไวเบรชั่น ทั้งจากภายในตัวเครื่องเสียงเอง และสภาวะแวดล้อมด้านนอกนั้น มีความสำคัญและมีผลต่อคุณภาพเสียงอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว StackAudio AUVA EQ  ราคา  8,900.- / Set 3 pcs. StackAudio AUVA EQ  ราคา  11,800.- / Set 4 pcs. สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd.  โทร. 0-2932-5981  

Accuphase DP-570S คุณภาพเสียงที่ครบถ้วนทั้งศาสตร์และศิลป์

Accuphase DP-570S  คุณภาพเสียงที่ครบถ้วนทั้งศาสตร์และศิลป์ เมื่อได้รับ Accuphase DP-570S เครื่องเล่น SACD/CD ของแอคคิวเฟสมาทดสอบใช้งาน สิ่งที่รับรู้ได้จากสัมผัสแรก นี่คืองานในระดับ “ประติมากรรมทางเทคโนโลยี” ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ ทุกสิ่งในเครื่องรุ่นนี้ เป็นทั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ด้วยงานออกแบบ และการผลิตที่ประณีตทุกขั้นตอนอย่างแท้จริง สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นแผ่นซีดี อาจจะมองว่าการลงทุน จะยังคุ้มค่าไหมกับเครื่องเล่น SACD/CD เพราะตลาดได้แปรเปลี่ยนสภาพเป็นดิจิตอลสตรีมมิ่งที่ทันสมัยกว่า  นั่นก็อาจจะลืมก็ได้ไปว่า ทำไมยังมีออดิโอไฟล์ผู้นิยมจับต้องเป็นเจ้าของแผ่นอีกจำนวนมิใช่น้อย ที่ยังคงเล่นแผ่นประเภทนี้กันอยู่ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งสตูดิโอและบริษัทผู้ผลิตเพลงก็ยังคงมีอัลบั้มใหม่ตีคู่มากับแผ่นเสียงไวนีลและสตรีมมิ่ง ในส่วนตัวผม ถ้าถามว่าทุกวันนี้ฟังเพลงจากแหล่งโปรแกรมแบบใดเป็นหลัก คำตอบคือ ผมยังคงเล่นแผ่น CD เป็นอันดับต้นๆ คู่กับแผ่นเสียงไวนีลและสตรีมมิ่ง แต่ก็เล่นแผ่นซีดีมากที่สุด เนื่องจากผมยังมีแผ่นที่สะสมไว้นับพันๆ แผ่น และยังคงหาซื้ออัลบั้มเพลงใหม่ๆ มาเพิ่มได้อีกด้วย  เทคโนโลยีที่หลายคนมองว่ามันหมดยุค แต่ในความเป็นจริง CD ยังคงเป็นแหล่งโปรแกรมซึ่งมีตลาด แคบลงมาแค่นั้นเองครับ เนื่องจากออดิโอไฟล์ส่วนหนึ่งยังมีความสุขกับมัน  แน่นอนว่า สัดส่วนตลาดลดลงเมื่อเทียบกับสตรีมมิ่ง แต่ตลาดแผ่นซีดีก็ยังคงได้รับความสนใจจากกลุ่มออดิโอไฟล์  ที่ต้องการเครื่องเล่นคุณภาพสูง และกลุ่มแฟนคลับที่ต้องการครอบครองผลงานในรูปแบบที่ “จับต้องได้” การตัดสินใจยังคงผลิตเครื่องเล่น SACD/CD ของแบรนด์ระดับไฮเอ็นด์ อย่าง Accuphase อาจจะพอบอกความเป็นไปของตลาดคนเล่นแผ่นที่ยังคงต้องการ “เพลงจากแผ่น” ได้ตามสมควร     Accuphase DP-570S เป็นเครื่องเล่น SA-CD/CD ระดับไฮเอ็นด์รุ่นใหม่ที่พัฒนาจากรุ่น DP-570 ซึ่งมีความโดดเด่นด้วยชุดขับเคลื่อนแผ่นที่มีความแม่นยำสูงและลดแรงสั่นสะเทือนได้ดีเยี่ยม ใช้ DAC รุ่น ES9028PRO พร้อมเทคโนโลยี MDS+ และ ANCC ให้เสียงที่บริสุทธิ์สมจริง รองรับ DSD และ PCM ความละเอียดสูง เชื่อมต่อครบครัน เหมาะสำหรับนักฟังที่ต้องการรายละเอียดสูงสุด ใช้กลไกการโหลดแผ่นที่นุ่มนวลและเงียบเป็นพิเศษ มีระบบลดการสั่นสะเทือนที่ออกแบบด้วยฐานเหล็กหล่อคาร์บอน ความแตกต่างที่สำคัญบางอย่างของ DP-570S ที่ต่างไปจาก DP-570 ก็คือ DP-570S มีการเพิ่มระบบ ANCC และรูปแบบโครงสร้างที่เปลี่ยนจาก Rigid Base เป็นระบบ 3 Layer และชีลด์โครงสร้างชั้นนอกอีก 5 เลเยอร์ นอกจากนั้น DP-570S ก็จะมีการใช้ยางแดมเปอร์ในแบบเดียวกับ DP-770 อีกด้วย     ในส่วนของภาค DAC ของ DP-570S ใช้ DAC คุณภาพสูง (MDS+ Converter) โดยใช้ชิป ESS Technology ES9028PRO ทำงานร่วมกับวงจร MDS+ (Multiple Delta-Sigma) ด้วย 4 วงจรคู่ขนาน พร้อมเทคโนโลยี ANCC ช่วยลดสัญญาณรบกวนและ Distortion ให้การรองรับไฟล์ความละเอียดสูงทั้ง DSD ที่สูงสุด 22.5 MHz และ PCM (สูงสุด 32-bit/384 kHz) ผ่านทาง USB และ HS-Link ระบบการเชื่อมต่อ ประกอบด้วยเอาต์พุตแบบ Balanced (XLR) และ Unbalanced (RCA) รวมถึงช่องอินพุตดิจิทัล (USB, Coaxial, Optical) โครงสร้างแข็งแรงตามแบบฉบับ Accuphase ตัวเครื่องมาพร้อมกับรีโมทคอนโทรล และสายสัญญาณคุณภาพสูง  Accuphase DP-570S ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องเล่นที่ให้เสียงมีรายละเอียดสูง นุ่มนวล และสมจริง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการอัปเกรดประสบการณ์การฟังเพลงจากแผ่นซีดีและ SACD ไปอีกขั้น เมื่อวิเคราะห์เทคโนโลยีในเชิงลึกของวงจร MDS+ (Multiple Delta-Sigma) ในเครื่อง Accuphase DP-570S ไม่ใช่แค่การมี DAC หลายตัว แต่เป็นเทคนิคการ “เชื่อมต่อแบบขนาน” เพื่อยกระดับคุณภาพเสียงให้สูงกว่าขีดจำกัดของชิปเพียงตัวเดียว  นี่คือเหตุผลว่าทำไมวงจรนี้ถึงมีความสำคัญต่อคุณภาพเสียง คุณสมบัติอันยอดเยี่ยมเหนือ DAC โดยทั่วไป  1. การลดสัญญาณรบกวน Noise Reduction หลักการพื้นฐานของ MDS+ คือการนำชิป DAC จำนวน 4 วงจร มาประมวลผลสัญญาณชุดเดียวกัน จึงให้ผลลัพธ์แบบเชิงเส้นที่ดีกว่า ด้วยวิธีการนี้สัญญาณรบกวน (Noise) ซึ่งเกิดขึ้นแบบสุ่มสลับนั้นก็จะหักล้างกันเองไปด้วย โดยตัวเลขทางเทคนิคจะแสดงถึงประสิทธิภาพจะดีขึ้นตาม "รากที่สองของจำนวน DAC" ซึ่งในกรณีนี้ด้วยชิป DAC ขนานรวมกันทั้ง 4 วงจร จะช่วยให้ประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้นอย่างน้อยถึง 2 เท่าตัว หรือลด Noise ลงได้มากกว่าเมื่อเทียบกับระบบวงจรเดี่ยว 2. ค่าความแม่นยำและการแปลงรหัสสัญญาณ (Conversion Accuracy) แอคคิวเฟสออกแบบโดยใช้ทางเดินสัญญาณขนานกัน ช่วยลดค่าความผิดเพี้ยน (Distortion) และเพิ่มความนิ่งของสัญญาณ (Stability) ทำให้การแปลงสัญญาณจากดิจิทัลเป็นอนาล็อกมีความแม่นยำสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงจังหวะเพลงที่มีความซับซ้อนหรือมีไดนามิกเรนจ์กว้าง 3. เทคโนโลยี ANCC (Accuphase Noise and Distortion Cancelling Circuit) ในรุ่น DP-570S มี ANNC ซึ่งเป็นวงจรเฉพาะของ Accuphase ที่คอยตรวจจับและกำจัด Noise กับ Distortion ในภาค Output Amp อีกชั้นหนึ่ง ทำให้พื้นหลังของเสียงนั้นเงียบสงัดอย่างแท้จริง      นอกเหนือจากนั้น เครื่องเล่น SACD/CD ระดับอ้างอิง รุ่น DP-570S ยังถูกออกแบบโดยเน้น “ความแม่นยำเชิงกล” (Mechanical Precision) ควบคู่ไปกับความเสถียรของการอ่านข้อมูล (Reading Accuracy) เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของระบบ กล่าวได้ว่านี่คือทรานสปอร์ตชั้นยอด และ DAC ชั้นเยี่ยมที่ถูกนำมาผนวกเข้าด้วยกันอย่างลงตัวที่สุด ความน่าสนใจอยู่ที่ระบบขับหมุน และชุดหัวอ่านที่ Accuphase พัฒนาเองเกือบทั้งหมด พื้นฐานระบบกลไกขับหมุนของ Accuphase ตามปกติแล้วไม่ได้ใช้กลไก OEM ทั่วไป แต่ออกแบบและสร้างองค์ประกอบชุดหัวอ่านและกลไกขับหมุนแบบเฉพาะตัวขึ้นมาเองทั้งชุด โดยมีจุดเด่นสำคัญคือโครงสร้างแบบ High Mass & High Rigidity ซึ่งใช้โครงอลูมิเนียมหล่อหนาพิเศษช่วยในการลดการสั่นระดับไมโครไวเบรชั่นจากมอเตอร์หมุนแผ่น รวมถึงลดเรโซแนนซ์ ที่ทำจะทำให้เกิดการคลาดเคลื่อน Clock Error อีกด้วย ระบบ Direct Stabilized Disc Rotation ที่แผ่นจะถูกกดแนบสนิทกับศูนย์กลางอย่างแม่นยำ ลดการแกว่งของแผ่นขณะเข้าสู่ระบบกลไกขับหมุน เป็นเทคนิคที่ส่งผลถึงการลด Servo Correction ที่ไม่จำเป็น นี่คือเหตุผลที่เสียงของ DP-570S ให้โฟกัสนิ่ง เวทีเสียงไม่สั่น และแบ็คกราวนด์เรียบสะอาดอย่างน่าทึ่ง DP-570S จะใช้แนวคิดหลักคือ การอ่านข้อมูลให้ถูกตั้งแต่ต้น แทนการแก้ไขภายหลังด้วยระบบอิเล็คโทรนิก Digital Processing ดังนั้นโครงสร้างสำคัญจึงพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น โดยเริ่มจากฐานกลไก Rigid Multi-Layer Construction ด้วยแท่นยึดแบบหลายชั้น ช่วยลดเรโซแนนซ์ มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Center of Gravity) และระบบโหลดแผ่นเงียบมาก โดยโครงสร้างใหม่ในรุ่น S จะใช้ยางแดมป์ rubber damper ช่วยลดแรงสั่น มีแท่นยึด 3 ชั้น ผนวกกับฝาครอบ 5 ชั้น และถาดใส่แผ่นแบบอลูมิเนียมกลึงทั้งชิ้นที่ช่วยลดการส่งแรงสั่นไปยัง Laser Tracking อย่างมาก   เทคนิค Ultra-Stable Disc Rotation  สิ่งที่คนมักไม่รู้ก็คือ ระบบการอ่านข้อมูลของ CD และ SACD ไม่ได้อ่านค่าบิตเรตสมบูรณ์ 100% เสมอไป ดังนั้นถ้าเกิดการหมุนไม่เสถียร ย่อมเกิดข้อมูลคลาดเคลื่อน (Tracking Error) รวมทั้งมีการเบี่ยงเบนหรือการผันผวนของเวลา (Timing Fluctuation) เป็นผลให้ระบบวงจรแปลงรหัสนั้น จะทำการแก้ไขความผิดพลาดมากเกินไป  เครื่องเล่นซีดี Accuphade ดีไซน์ใหม่ จะลดเสียงของกลไกขับหมุนลงเหลือประมาณหนึ่งในสามของดีไซน์เก่า ผลคือค่าผิดเพี้ยนทางเวลา Clock jitter จะต่ำลงอย่างเป็นนัยยะสำคัญ DP-570S ใช้หัวอ่านแบบคู่ทวินเลเซอร์ พร้อมระบบ Non-Contact Optical Pickup มีคุณสมบัติที่ไม่มีแรงกดทางกล ดังนั้นการอ่านสัญญาณข้อมูลจะแม่นยำอย่างต่อเนื่อง และระบบหัวอ่านยังใช้ Laser ที่แยกเฉพาะ (SACD ที่ 655 นาโนเมตร และ CD ที่ 790 นาโนเมตร)     Accuphase ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ดูเล็กมากอย่างเช่น กลไกเปิด-ปิด ได้ใช้ Steel guide pin ที่มีแรงสั่นขณะถาดใส่แผ่นเคลื่อนตัวที่ต่ำมาก เท่ากับเป็นการลดไมโครไวเบรชั่นตั้งแต่เริ่ม  บางคนอาจจะคิดว่า เสียงที่ดีน่าจะมาจากภาค DAC ในตัวเครื่องเป็นหลัก? นั่นคือถูกเพียงครึ่งเดียว แต่ความจริงก็คือ การใช้ระบบ Transport ที่ดีจะทำให้เสียง Analog ดียิ่งขึ้น ทำงานด้วยอัตราการขับหมุนที่แม่นยำคงที่ จะทำให้สัญญาณกวนน้อยลง มี Jitter เชิงกลต่ำ ส่งผลต่อช่วงจังหวะเวลาดนตรีแม่นขึ้น Floating Optical Block Structure ชุดหัวอ่านถูกติดตั้งแบบ Semi-Floating และต้านทานการสั่นไหวขณะขับหมุน เพื่อป้องกันการสั่นจากหม้อแปลง รวมถึง Acoustic Feedback จากลำโพง ผลคือจะทำให้รายละเอียดเล็กน้อยหยุมหยิมจะไม่ขาดหายไป Accuphase ใช้ Servo Algorithm ที่ควบคุมแบบละเอียดมาก โดยระบบจะปรับกำลังของเลเซอร์หัวอ่านโดยอัตโนมัติ เพื่อแทรคกิ้งเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ รวมถึงลดการแก้ไขข้อผิดพลาดซ้ำๆ ด้วยหลักคิดสำคัญ ในความหมายที่ว่า “อ่านให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก ดีกว่าแก้ทีหลัง”    ดังนั้นเมื่อระบบกลไกและหัวอ่านแม่นยำตั้งแต่จุดเริ่มต้น ย่อมส่งผลต่อเวทีเสียงนิ่งลึก แสดงผลเครื่องดนตรีให้มีความสมจริง รวมถึงความต่อเนื่องของตัวโน้ตไหลลื่นดีมาก เสียงจะไม่เครียดแม้จะฟังในระยะที่ยาวนาน นี่ถือว่าเป็นเสียงบริสุทธ์ อันเป็นซิกเนเจอร์ของ Accuphase มาอย่างยาวนาน   เราควรทราบว่า ในทางเทคนิค คุณภาพเสียงดิจิทัลเริ่มตั้งแต่การอ่านแผ่นจากตัวทรานสปอร์ตไม่ใช่ตอนแปลงสัญญาณอย่างเดียวแม้ข้อมูลใน CD จะเป็น 1 และ 0 เหมือนกันแต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันเลย คือเวลา (Timing Accuracy) เพราะ DAC ไม่ได้อ่านแค่ข้อมูล แต่ต้องอ่านว่า “บิตนั้นมาถึงเมื่อไร” ถ้าช่วงเวลาอ่านแผ่นเลื่อนหรือเบี่ยงเบนก็จะเกิด Jitter     เมื่อ Transport ไม่ดี เช่นผลจากกลไกหมุนแผ่นที่มีการสั่น หรือแผ่นเยื้องศูนย์ ทำให้ระบบ Servo ต้องวิ่งแก้ไขตลอดเวลา ยกตัวอย่างในระบบซีดีที่มีการอ่านข้อมูลในแผ่นผิด วงจรแก้ไขก็จะทำการปรับแก้และชดเชยเวลาที่ Clock หมายถึง DAC ต้องคาดเดาเวลาใหม่อยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้เครื่องเล่นซีดีหลายเครื่องให้เสียงแข็งแบนเวทีไม่นิ่งและฟังล้าหูได้ง่าย เมื่อ Transport ระดับ Reference อย่าง DP-570S อ่านข้อมูลได้อย่างถูกต้องช่วงเวลาดิจิตอลคล็อกก็จะนิ่ง และทำงานได้อย่างง่ายดาย ถูกต้องแม่นยำ ย่อมทำให้ได้ทรานเชี้ยนตอบสนออย่างเป็นธรรมชาติ มีฮาร์โมนิคต่อเนื่อง เวทีเสียงลอยเด่น มีความเป็นอนาล็อกสูง ดังนั้นทรานสปอตที่ดี กับ DAC ที่ดี ต้องคู่ควบกันไป     Test Report การทดสอบ DP-570S ครั้งนี้ถือว่าเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีมาก เพราะนี่เป็นเครื่อง SACD/CD Player รุ่นล่าสุดซึ่งมีการพัฒนาโดยอ้างอิงเทคโนโลยีจากรุ่นใหญ่ก็คือ DP-770 ด้วยเทคนิคหลายอย่างได้ถูกนำมาถ่ายทอดสู่ DP-570S อย่างเหมาะสมลงตัว    ผมได้ค้นเอาแผ่นซีดีที่อยู่ในคอลเลคชั่น และได้รับแผ่นที่สั่งไปทางต่างประเทศมาอีกหลายสิบอัลบั้มในช่วงนี้พอดี จึงเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขจริงๆ กับการได้ฟังดนตรีประเภทต่างๆ อย่างเต็มที่  แค่ได้จับต้องตัวเครื่องและจัดวาง เซ็ตอัพ ก็รู้สึกดีเยี่ยม โครงสร้างสวยงามประณีตดังงานศิลปะ ระบบกลไกเข้าออกของถาดใส่แผ่นนิ่มนวลละมุนละไมสุดยอด การอ่านแผ่นราบรื่น ทั้งแผ่น CD และ SACD เทียบเคียงรุ่นเดิมจะมีรูปทรงเดียวกัน แต่มีการดีไซน์ที่เน้นมีมุม มีเหลี่ยมที่คมขึ้น และถาดใส่แผ่นจะเป็นโลหะเคลือบสีทองอร่าม ไม่ใช่สีดำเหมือนเดิม ทุกๆ เสียง ทุกสำเนียงที่สัมผัส สามารถยืนยันได้ว่า DP-570S คือราชาแห่ง "ดีเทล" เสียงที่เต็มไปด้วย รายละเอียดที่ดีที่สุด มีคุณภาพท้าทาย ทรานสปอร์ต และ DAC แยกชิ้นระดับไฮเอ็นด์ได้อย่างสบายๆ ผมทดสอบคู่กันกับ Accuphase E-4000 อินทิเกรเต็ดแอมป์ จึงเลือกใช้ช่อง XLR Balanced เชื่อมต่อ (ด้วยสายบาลานซ์ Life Audio Gold MK ll) มีลำโพงเรฟเฟอร์เร้นซ์ Harbeth Monitor 30.3 XD2 สำหรับการถ่ายทอดเสียง เรื่องน่าแปลกสำหรับผู้ที่เลือกเล่นเครื่อง SACD/CD Player ของ Accuphase ก็คือ ทุกๆ เสียงล้วนเป็น “อนาล็อกซาวนด์” ที่อ่อนหวาน ละเอียด ละเมียดละไม และมีพลังอันเป็นแก่นแท้ธรรมชาติคงเส้นคงวาในแบบของ Accuphase เลยครับ เพราะเมื่อฟังแล้วจะรู้ทันทีว่า DP-570S ให้ความรู้สึกใกล้ Analog ทั้งที่แผ่นซีดียังเป็นแผ่นที่บันทึกข้อมูล Digital 16bit/44.1kHz   เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ที่ DAC อย่างเดียว แต่อยู่ที่ปรัชญาการออกแบบ Transport ทั้งระบบที่ถือว่าสุดทางมากๆ จึงทำให้การถ่ายทอดทุกรายละเอียดส่งผ่านมาจากต้นทางแม่นยำ พร้อมด้วยจังหวะในการแปลงรหัสที่เที่ยงตรง เราจึงได้เสียงในแบบอนาล็อกที่ไม่มีใครเสมอเหมือน  DP-570S ให้ประสบการณ์เสียงที่ลึก เบสอิ่มลอยตัว เสียงแหลมใสสะอาด บริสุทธิ์เหมือนน้ำกลั่น เวทีเสียงมีตื้น-ลึก มีความกว้างที่โดดเด่นเป็นอิสระ หรือเสียงที่แสดงมิติอย่างเป็นเลิศ  ประสบการณ์ที่เข้าถึงความลึกล้ำแห่งอารมณ์ของดนตรี อันแตกต่างไปจากซีดีเพลเยอร์อื่นอย่างสิ้นเชิง      ผมอยากอธิบายว่า Accuphase DP-570S มีความแตกต่างออกไปจากเครื่องเล่น SACD/CD ทั่วไปตรงที่สามารถบอกผู้ฟังได้ถึง Emotional Depth หรือระดับความลึกของอารมณ์ดนตรี “ที่ไม่ได้หมายถึงเสียงหวานหรือเสียงแบบช้าๆ” แต่คือความสามารถของระบบเสียงที่ทำให้ผู้ฟังรับรู้ทั้งน้ำหนักความรู้สึกของนักดนตรี ความต่อเนื่องของโน้ต และบรรยากาศของสถานที่บันทึกเสียงที่เหมือนเรานั่งได้อยู่ “ในเหตุการณ์” ยิ่งแผ่นซีดีระดับออดิโอไฟล์ ก็จะยิ่งเข้าถึงส่วนลึกของดนตรีได้มากกว่าที่ฟังมาก่อนหน้านั้น      ให้ความต่อเนื่องของโน้ต หรือ Musical Flow ยอดเยี่ยมมาก ยิ่งในการฟังจากแผ่น SACD จะได้ยินเสียงเปียโนทอดยาว เสียงร้องต่อเนื่องไหลลื่น ไม่ขาดช่วง ฮาร์โมนิคที่ค่อยๆ จางอย่างธรรมชาติ มีสัดส่วนสมจริง รวมความลึกของอารมณ์เกิดจากความเงียบระหว่างเสียง อีกทั้งการแสดงความผ่อน หนัก เบา เสน่ห์ลึกล้ำ ของตัวโน้ตดนตรีที่ไม่มีใครทำได้เหมือน Accuphase เลย     DP-570S นับตั้งแต่เริ่มแรกใช้งาน เต็มไปด้วยด้วยความสมูทของระบบกลไกการเข้าออกของถาดใส่แผ่น เงียบกริบ ไปจนถึงรายละเอียดเสียงที่สมจริง เปิดโปร่งละเมียดทุกตัวโน้ต เสียงกลางที่สวยงาม เบสอิ่มลึก ช่วงปลายความถี่สูงครบถ้วน ละเอียดระยิบระยับ เป็นเพลเยอร์เครื่องพิเศษที่ฟังได้ยาวนานต่อเนื่องโดยไม่ล้า มีแต่อยากฟังเพลงต่อไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด  กล่าวได้ว่ามีเครื่อง SACD/CD ไม่กี่เครื่องที่ฟังแล้วจะสนใจดนตรีมากกว่าเครื่องเสียง และเวลาเหมือนเดินช้าลง ดึงเราให้ติดตรึงอยู่กับที่เช่น DP-570S Accuphase DP-570S ให้คำตอบถึงเบื้องลึกของอารมณ์ในการฟังดนตรีอย่างที่ไม่มีเพลย์เยอร์อื่นทำได้เสมอเหมือน จริงอยู่ราคา 330,000.- บาท อาจจะดูว่าสูงนะครับ แต่มันเป็นเครื่องเล่นแหล่งโปรแกรมที่ถือว่าเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ล้ำค่ามาก สมบูรณ์ทั้งเทคโนโลยีสุดยอด โครงสร้างออกแบบแข็งแกร่งราวปราการโลหะ ตัวเครื่องสวยประณีตงดงามมีคลาส เป็นการสร้างสรรค์ผลงานมาให้ใช้งานทนทานได้ยาวนานหลายสิบปีเลยทีเดียว สำหรับ Accuphase DP-570S นั้น เปรียบดังเราซื้อทรานสปอร์ตและ DAC ไฮเอ็นด์แยกชิ้น ตัวละแสนกว่าบาทมารวมกันไว้ในหนึ่งเดียว คุณภาพเสียงระดับเทพขนาดนี้ นับว่าคุ้มมาก Accuphase DP-570S เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ถือว่าจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ของ Player สำหรับนักเล่นที่ต้องการฟังแผ่นที่จับต้องได้อย่างมีศิลปะ ด้วยความสามารถในการแจกแจงดนตรีทุกรายละเอียดทุกอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม ครบถ้วนทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นการก้าวข้ามมาอีกขั้นหนึ่งของเพลย์เยอร์ระดับ “ซูเปอร์ไฮเอ็นด์” Accuphase DP-570S ราคา 330,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือนัดทดลองฟังได้ที่ บริษัท ไฮเอ็นด์ ออดิโอ (1979) จำกัด โทร. 062-551-2410

Soundcare by SEAS : SuperSpike คืนรายละเอียดเสียงอย่างเป็นรูปธรรม

Soundcare by SEAS : SuperSpike คืนรายละเอียดเสียงอย่างเป็นรูปธรรม       ดังที่เรียนว่า ระยะนี้จะมีภารกิจในการทดสอบอุปกรณ์เสริมหลายสิบชนิด และเลือกที่จะนำมานำเสนอให้กับแฟนคลับได้วิเคราะห์กันนะครับ       อุปกรณ์เสริมที่จัดเป็นแอคเซสเซอรี่ในระดับไฮไฟที่นักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลกรู้จัก และเป็นอีกมาตรฐานหนึ่งที่ออดิโอไฟล์ในยุโรปนิยมกันมากนั่นก็คือ Soundcare by SEAS      Soundcare by SEAS หนึ่งในแบรนด์อุปกรณ์เสริมเครื่องเสียงระดับ Hi-Fi โดยเฉพาะเอกลักษณ์ของ “SuperSpike” ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณปี 1996 ด้วยแนวคิดจากนักเล่นเครื่องเสียงนอร์เวย์ โดยคุณ Terje Borgen โดยเขาพบว่าสไปก์แบบเดือยแหลมให้เสียงดีจริง แต่ก็มักจะมีปัญหาในเรื่องของการทำให้พื้นและเฟอร์นิเจอร์เสียหาย จึงเกิดแนวคิดออกแบบสไปก์ในรูปทรงที่ไม่ทำให้พื้นห้องเสียหายและยังคงเสริมการซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีอีกด้วย     ช่วงแรกอุปกรณ์ชิ้นนี้ถือเป็นงานฮอบบี้ควบคู่กับงานประจำของผู้ก่อตั้งในช่วงแรก มากกว่าที่จะนำออกมาขายอย่างจริงจัง ต่อมาในปี 2017 ผู้บริหาร SEAS ให้ความสนใจและรับมาผลิต รวมถึงจัดจำหน่ายในมาตรฐานอุตสาหกรรมไฮไฟ และเปิดตัวสู่สาธารณะครั้งแรกที่งาน IFA Berlin ปี 2000        ปัจจุบัน Soundcare ถูกจำหน่ายออกไปมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก มีกำลังการผลิตประมาณ 1 ล้านชิ้นต่อปี ชิ้นส่วนทั้งหมดผลิตในนอร์เวย์ โดยผู้ก่อตั้งยังคงทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางด้านเทคนิคการออกแบบและด้านธุรกิจ โดยมีสินค้าตัวชูโรงคือ Superspike ที่มีอยู่ 3 รูปแบบ      • Type 1 Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model เป็นลักษณะขารอง ที่ไม่มีเกลียว ใช้วางใต้เครื่องโดยตรงแทนขารอง สำหรับวางรองใต้เครื่องแอมป์ CD player, DAC, Streamer หรือ Rack       • Type 2 เป็นรุ่นที่มีเกลียว เรียกว่า Soundcare SuperSpike - Threaded Model M แบ่งเป็นขนาดมาตรฐานของ Spike คือ M6 / M8  ใช้สำหรับแทน Spike เดิมของลำโพง ลักษณะมีเกลียวที่หมุนเข้าฐานลำโพงหรือขาตั้งลำโพงได้เลย นี่คือรุ่นที่ได้รับความนิยมที่สุด      ซึ่งผมก็ได้รับมาทดสอบพร้อมกันทั้งสอง Type ใช้วางรองใต้เครื่อง และรุ่นที่เป็นเกลียวก็จะใช้กับขาตั้งลำโพง • Type 3 Electronic Foot จะคล้ายกับ Type 1 หรือ Self Adhesive Standard แต่จะเป็นลักษณะหัวกลับลง ซึ่งยังไม่มีการสั่งนำเข้ามาในขณะนี้ อีกส่วนหนึ่งทางโรงงาน SEAS ผลิตสำหรับ OEM หรือติดมากับลำโพงจากโรงงาน เรียกว่า SuperSpike for Loudspeaker     เทคนิคในการออกแบบ ช่วยป้องกันรอยขีดข่วน ลดแรงสั่นสะเทือน (Mechanical vibration isolation) ยึดแนวคิดเรียบง่ายแต่ลึกมากในเชิงวิศวกรรม แตกต่างจาก Spike แบบดั้งเดิมที่ต้องมีจานรองรับที่ติดตั้งยากมีอัตราเสี่ยงล้มหรือทำให้พื้นเสียหาย      หลักการออกแบบเชิงเทคนิคมี 3 ขั้นตอนพร้อมกันคือ 1. การระบายแรงสั่น (Energy Drain)  เพราะเมื่อดอกลำโพงทำงาน จะเกิดอาการสั่นของตู้ พลังงานส่วนเกินรวมถึงไมโครเรโซแนนซ์จากเครื่อง เพราะถ้าวางลำโพงบนพื้นตรงๆ พลังงานนี้จะ สะท้อนกลับเข้าตู้มีผลให้เบสบวม เสียงกลางขุ่น เวทีเสียงไม่นิ่ง SuperSpike ทำหน้าที่เหมือนการระบายแรงสั่นทางเดียว ส่งพลังงานลงพื้น แต่ลดการสะท้อนกลับ 2. ควบคุมพื้นที่หน้าสัมผัสของอุปกรณ์เครื่องเสียง (Controlled Contact Area) เพราะ Spike ปกติมีข้อดีตรงจุดสัมผัสเล็กมากก็จริง แต่ปัญหาคือความไม่มั่นคงและเลื่อนไถลได้ง่าย Soundcare Superspike ออกแบบให้มีเข็มแหลมโลหะแข็งตรงกลาง และประกอบด้วยเฮ้าส์ซิ่งครอบรอบนอก  3. ระบบตัดการเคลื่อนไหวระดับไมโคร Micro-Movement Suppression)  สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือลำโพง “ขยับ” ตลอดเวลาในระดับไมครอน การเคลื่อนตัวที่เล็กมากนี้ทำให้จุดตำแห่งอิมเมจฟุ้ง โฟกัสเสียงบางส่วนหายไป SuperSpike ช่วยลด Micro rocking motion ทำให้ภาพพจน์เสียง เหมือนการล็อกตำแหน่งชิ้นดนตรีให้นิ่งขึ้น      และที่น่าสนใจคือแบรนด์ยุโรปจำนวนมากเลือกใช้ OEM เพราะ SuperSpike ไม่เปลี่ยน Character เดิมของลำโพงนั่นเอง           ผลการทดสอบ ช่วงนี้ผมใช้เวลาในการทดสอบอุปกรณ์เสริมระบบเสียงค่อนข้างเข้มข้นอยู่พอสมควร และอุปกรณ์ Soundcare Superspike สองรูปแบบนี้ ผมใช้ระยะเวลาทดสอบจริงจังประมาณ 3 สัปดาห์ จึงได้นำผลลัพธ์มาให้ได้รับทราบกันดังต่อไปนี้     ตัว Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model รูปแบบทรงกลมขนาด 32 มิลลิเมตร (ชุด 3 ชิ้น) แนะนำให้วางโดยคำนึงถึงความบาลานซ์ของตัวเครื่องไม่ว่าจะเป็นซีดี เพลย์เยอร์ DAC สตรีมมิ่ง หรือเครื่องขยายเสียง       จุดแรกที่จะต้องพิจารณาวางรอง ก็คือตรงช่วงที่มีน้ำหนักของเครื่องถ่ายเทไปทางทิศนั้นมากที่สุด อาทิจุดตำแหน่งทรานส์ฟอร์เมอร์หรือหม้อแปลงภายในเครื่อง ซึ่งเราใช้มือช้อนด้านใต้เครื่อง ขยับๆดูก็จะพอดีรู้ว่า น้ำหนักถ่ายเทไปทางด้านไหน อีก 2 จุดถัดมาก็คือ บาลานซ์มุมอื่นเพื่อให้เครื่องมีความสเถียรมั่นคง    เทคนิคขั้นสูงคือ ถ้าขารองของตัวเครื่องเสียงสามารถขันถอดออกได้ ก็ถอดออกเก็บไว้ แล้วใช้ SuperSpike - Self Adhesive Standard Model ติดด้านใต้แทน แต่ถ้าถอดออกไม่สะดวก ก็ให้ติดตั้งด้านใต้ที่ใกล้กับขารองเครื่อง       สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งก็คือการนำเอา Self Adhesive Standard Model ไปรองซ้อนตรงจุดด้านใต้ขารองของเครื่องเสียงอีกทีนะครับ มันจะทำให้เสียงทุกเสียงออกแนว Dark หรือเสียงกลับมืดลง (ทึบ) ส่วนรุ่นที่มีเกลียว หรือ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M นั้น ผมได้รับรุ่น M8 มาตรฐานที่ใช้สำหรับแทน Spike เดิมของลำโพง ขาตั้งลำโพง (ชั้นวาง) มาทดสอบซึ่งลักษณะมีเกลียวที่หมุนเข้าฐานลำโพง-ขาตั้งลำโพง ผมจะใช้ 8 ตัว หรือสองชุดสำหรับขาตั้งแต่ละตัวแยก ซ้ายขวา  ซึ่งก็สามารถปรับเปลี่ยนใช้งานได้อย่างง่ายดาย เราก็แค่ถอดสไปก์เดือยแหลมของขาตั้งลำโพง เดิม(หรือใต้ฐานลำโพงตั้งพื้น) ออกไป จากนั้นก็นำเอาตัว Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 ใส่ทดแทนเข้าไปได้เลย หมุนเกลียวให้สุดทั้งสี่มุมแล้วค่อยมาปรับระดับสูงต่ำในขั้นตอนการวัดและเซ็ตอัพ      การปรับเกลียวตรงนี้อาจต่างจากการใช้สไปก์แบบเดือยแหลมและจานรองเล็กน้อย เพราะว่านี่คืออุปกรณ์ที่ออกแบบโดยมีทั้งเกลียวและตัวรองอยู่ในตัวเอง ไม่ใช่แบบแยกส่วน      การปรับหมุน จะต้องค่อยๆ ปรับให้ได้ศูนย์ (ควรใช้ลูกน้ำวัด) ทั้งสี่มุม ในตอนทดสอบนั้น ผมเน้นไปที่ขาตั้งลำโพงเป็นหลัก ซึ่งเราก็จะต้องใช้วิธีปรับศูนย์ของขาตั้งลำโพงให้ได้ก่อนแล้วจึงวางตู้ลำโพงด้านบนอีกที     การใช้ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 จะทำให้ขาตั้งลำโพงหรือลำโพงนั้นสูงขึ้นอีกประมาณ 3.5 เซนติเมตรโดยรวม     การเซ็ตอัพ ปรับจูน ใช้เวลามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพื้นห้องจะมีความลาดเอียงสูงต่ำต่างกันแค่ไหนนั่นเอง แต่ก็ไม่ถือว่า กินเวลามากนัก      ถ้าหากต้องการให้เราสามารถปรับเลื่อนขาตั้งลำโพงหรือลำโพงได้ หลังจากใส่ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 เข้าไปแล้ว ก็สามารถที่จะนำเอาแผ่นสักกะหลาดกลม (แถมมาในกล่อง) แปะติดด้านใต้ได้ครับ ก็จัดว่าสะดวกดีสำหรับช่วยให้การขยับเลื่อนตำแหน่งลำโพงไปมาในการเซ็ต ทาง Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 ถูกออกแบบมาให้เรียบง่ายแม้ดูจากภายนอกจะไม่พิสดารหวือหวาก็ตาม        บทสรุปแรก ในเรื่องของคุณภาพเสียงและการส่งผลต่อการใช้งานก็คือ ตัวรองสามจุดด้านใต้เครื่อง Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model (ชุด 3 ชิ้น รองใต้เครื่อง) จะให้ความสมดุลในย่านความถี่มากขึ้น รับรู้ได้ถึง Image หรือโฟกัสดีขึ้นกว่าเดิม แม้กระทั่งเครื่องสตรีมมิ่ง และ DAC ก็สัมผัสได้ง่ายที่สุด คือเสียงร้องนิ่งตรงกลางเวที ให้ความรู้สึกด้านความถี่ต่ำหรือเบสกระชับขึ้น แบ็คกราวนด์เงียบขึ้น โดยเฉพาะ CD Player และปรีแอมป์จะส่งผลตรงนี้มากที่สุด ส่วนภาคขยายหรือแอมป์ทั่วไป เช่นแอมป์ คลาส A และ AB เรารู้สึกได้ถึงความสะอาดเสียงได้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้นครับ ส่วนแอมป์แนวคลาส D ก็รู้สึกได้ถึงอิมเมจที่แจ่มกระจ่างขึ้น        สิ่งที่ไว้วางใจได้คือบุคลิกแนวเสียงในซิสเต็มจะคงเดิม เพียงแต่เป็นการเพิ่มความนิ่ง และรายละเอียดดียิ่งกว่าเดิมชัดเจน       แต่ต้องเรียนว่า ผมไม่แนะนำให้ใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงครับ      เพราะเครื่องเล่นแผ่นเสียง ถ้าจะใช้ต้องรองใช้ถึง 4 จุด การใช้แค่ 3 จุด จะหาสมดุลได้ยากมาก อีกทั้งการสั่นไหวของรอบหมุนของมอเตอร์ พูลเล่ ซึ่งจะมีผลต่อแรงสั่นที่ค่อนข้างแรงไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่ Standard Model จะเหมาะกับเทิร์นเทเบิล       โดยเฉพาะเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีระบบสปริงหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่แพล็ตเตอร์ลอยตัวจากฐานเครื่องถือเป็นข้อห้าม        แต่ถ้าเป็นเทิร์นเทเบิลแบบ Non-Suspension หรือระบบไดเร็คไดรฟ์ขนาดเล็ก “อาจจะพอได้” แต่ก็ต้องใช้ 4 จุดอยู่ดี ดังนั้นบทสรุปคือ Standard Model ควรใช้กับการรองรับใต้เครื่อง เสียง หรือชั้นวาง มากกว่าใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยตรง         ผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพ Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model จะดีมากกับการวางรองเครื่อง CD, DAC, Pre-Amp, Power Amp, Integrated Amp และ Streaming ครับ เพราะโดยพื้นฐานนั้นทางผู้ออกแบบต้องการให้เราได้ใช้กับเครื่องแหล่งโปรแกรม และเครื่องระบบกลไก เครื่องที่มีไวเบรทจากหม้อแปลงทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแรงสั่นสะเทือนน้อยๆ ประเภทไมโครไวเบรชั่นเป็นหลัก       • เสียงโดยรวมคือ นิ่ง สมูท อิ่ม และรายละเอียดเสียงจะดีมากขึ้น แต่จะไม่ให้ผลด้านความไบรท์ หรือความสว่างของเสียง ดังนั้นท่านใดที่ต้องการความสะอาดเสียง ความละมุนละไม ใช้ Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model รองใต้เครื่อง หรือแผ่นเพลทรองเครื่อง ถือว่าเหมาะมาก แต่ถ้าท่านใดต้องการเสียงที่มีความสว่างปลายเสียง สินค้าชุดนี้ก็อาจจะไม่ใช่จุดมุ่งหมายครับ         บทสรุปที่สอง จากการทดสอบ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเป็นของ Soundcare รุ่น  SuperSpike Threaded Model M8  รุ่นมีเกลียวและตัวรองในตัว ที่ผมใช้แทนสไปก์ของขาตั้งลำโพง อันนี้แหละครับที่นับว่าน่าทึ่ง อาจจะเป็นเพราะลำโพงสามารถแสดงผลทางด้านคุณภาพเสียงได้มากกว่าทุกอุปกรณ์    สิ่งที่ได้จาก Threaded Model M8 คือความสะอาดเสียง ความนิ่งของจุดตำแหน่งดนตรี หรือ Image ของลำโพงจะแม่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังรักษาฮาร์โมนิคสวยๆ ของดนตรีเอาไว้ได้อย่างมั่นคง        รายละเอียดและความเป็นธรรมชาติของเสียงนั้นนับว่า “ยืนหนึ่ง” เลยครับ นี่จะอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ Threaded Model M8 ได้รับความนิยมสูงสุดของ Soundcare      ซึ่งมันก็อาจจะดูว่าเป็นอุปกรณ์ที่แปลกไปกว่าสไปก์ทั่วไป ที่มักจะเป็นเดือนแหลมและมีจานรองรับ      แต่ Threaded Model M8  จะมีโครงสร้างหมุดแหลมอยู่ด้านใน ส่วนด้านนอกยึดรวมมากับเฮ้าส์ซิ่งทรงกลมเป็นปลายขา      Threaded Model M8 ไม่ใช่ Spike ธรรมดา แต่เป็นระบบหลายชั้น (multi-layer mechanical interface) โครงสร้างจะแบ่งเป็น 5 ส่วนหลัก 1. เหล็กกล้าชุบแข็ง ทำหน้าที่ยึดกับตัวชุดขาตั้งลำโพง เป็นทางผ่าน Vibration หลัก แรงสั่นจากเครื่องจะไหลเข้าจุดนี้ก่อน 2. แกนหลักหรือ Main Spike Core แกน Spike ใช้วัสดุสเตนเลส มีลักษณะปลายแหลมที่มุมปลาย สุด ผ่านการคำนวณมาอย่างดี เพื่อให้เกิดจุดสัมผัสแบบรวมพลังงานสั่นให้เล็กที่สุด เพิ่ม Pressure หรือแรงกดเพียงจุดเดียวต่อพื้นที่ 3. อินเตอรเฟซแดมป์ (Internal Damping Interface) เป็นสิ่งที่ทำให้ SuperSpike Threaded Standard Model M8 ต่างจาก Spike ปกติ โดยภายในจะมีโพลีเมอร์แดมปิ้งความคุมแรงสั่นระดับไมโคร ลด Ringing ของโลหะไม่ให้ Vibration สะท้อนกลับขึ้นไปที่เครื่อง 4. ส่วนครอบด้านล่าง ที่เห็นเป็นจานคือ Protective Cup Housing ที่ใช้วัสดุคอมโพสิตโพลิเมอร์ความแข็งแรงสูง ทำหน้าที่รองรับปลายสไปก์ และช่วยกระจายน้ำหนักลงไปสู่พื้น 5. ระบบสัมผัสลอยตัว (Floating Contact Micro-Gap) เป็นจุดสำคัญที่ภายในไม่ได้ล็อกแน่น 100% แต่มีการเคลื่อนตัวไมโคร-มูฟว์เม้นท์ ในระดับไมครอน ช่วยกำจัดไมโครเรโซแนนซ์ ลดแรงสั่นที่ย่านความถี่สูง       ผลรวมของคุณภาพเสียงที่ได้จาก Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8  ก็คือ เบสอิ่มมีมวลมากขึ้น ควบคุมการลอยตัวของเบสได้อย่างดี เสียงกลางหรือช่วงมิดเร้นจ์ชัดเจนเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ปลายแหลมจะสะอาดเรียบคุมโทนได้นิ่ง ให้โฟกัสดีกว่าการใช้เดือยแหลม ลดไวเบรชั่นโดยปราศจากการตัดทอนความถี่ออดิโอ ดังนั้นคาแรกเตอร์เครื่องและลำโพงจึงคงเดิม    ช่วงปลายเสียงของ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 นี้ ขอเรียนว่าจะออกไปทางแฟลต เรียบสะอาดสมจริงมากๆ ครับ ไม่ใช่แบบไบรท์หรือสดใสแต่อย่างใด    จุดสังเกต Threaded Model M8 ให้ผลดีที่สุดกับขาตั้งลำโพงโลหะ ส่วนขาตั้งไม้จะได้รับผลรองลงมา และผลลัพธ์จะขึ้นกับความอ่อนไหวของระบบเดิมหรือคุณภาพของเครื่องเสียงและลำโพงด้วย กล่าวได้ว่าซิสเต็มยิ่งดี ยิ่งแสดงผลได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ Soundcare by SEAS SuperSpike คืออุปกรณ์เสริมที่ระบายแรงสั่นไวเบรชั่นได้ดีจริงๆ เทียบเคียงกับแบบสไปก์เดือยแหลมจะให้เสียงเนียนกว่าและใช้ง่ายกว่า สามารถคืนรายละเอียดเสียงกลับมาอย่างสมจริง รักษาดุลเสียงและย่านคว่มถี่ได้สวย มีความโดดเด่นเป็นรูปธรรม    Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model  ราคา 3,000 บาทต่อชุด  (1 ชุดมี 3 ชิ้น) Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8  ราคา 4,000 บาทต่อชุด (1 ชุดมี 4 ชิ้น) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology  โทร. 02 429 1236

TAOC SCB-RS-HC50G สลายแรงสั่นในระดับไมโคร เพื่อยกคุณภาพเสียงอีกระดับ

TAOC SCB-RS-HC50G  สลายแรงสั่นในระดับไมโคร เพื่อยกคุณภาพเสียงอีกระดับ TAOC เป็นแบรนด์สินค้าคุณภาพสูงสำหรับระบบเครื่องเสียงและโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จากไอชิน ทากาโอกะ (Aisin Takaoka) บริษัทญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานในการผลิตชิ้นส่วนเหล็กหล่อสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเป็นหนึ่งในผู้ผลิต Cast Iron เหล็กหล่อรายใหญ่และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Toyota Group ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการหล่อและการควบคุมแรงสั่นสะเทือนมาเป็นเวลาหลายสิบปี      ในปี 1977 เริ่มต้นการวิจัยเรื่องเหล็กหล่อและคุณสมบัติในการลดแรงสั่นสะเทือน โดยอาศัยเทคโนโลยีการหล่อที่ใช้ในงานยานยนต์ ปี 1982–1983 เริ่มจัดตั้งทีม Audio Project เพื่อสร้างแบรนด์ TAOC อย่างเป็นทางการในปี 1983 พร้อมเริ่มผลิตฐานรองลำโพงและอุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือนสำหรับเครื่องเสียงอย่างเต็มรูปแบบ       ต่อมาได้ขยายไลน์สินค้าเป็น ออดิโอบอร์ด ออดิโอแร็ค ขาตั้งลำโพง สินค้ากลุ่ม Insulator และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงโดยควบคุมแรงสั่นสะเทือนอย่างมีประสิทธิภาพ       ชื่อ “TAOC” ย่อมาจาก Takaoka Anti-Oscillation Casting ซึ่งหมายถึงการควบคุมแรงสั่นสะเทือนด้วยวัสดุเหล็กหล่อ แนวคิดพื้นฐานที่แบรนด์ยึดถือในการพัฒนาสินค้าทุกชิ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เสียงมีความบริสุทธิ์ที่สุด       TAOC พัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดดเด่นมากในโครงสร้าง Honeycomb Core ที่ใช้ผงเหล็กหล่อเพื่อเพิ่มการลดแรงสั่นสะเทือนในออดิโอบอร์ด และชั้นวางเครื่องเสียง และยังได้พัฒนาชุดชั้นวางระดับพรีเมียม อาทิ CSR Series ที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้ฟังเพลงและนักเครื่องเสียงทั่วโลก      เทคโนโลยีเหล็กหล่อความหนาแน่นสูง High-Density Cast Iron ของ TAOC ใช้เหล็กหล่อพิเศษ ที่มีโครงสร้างภายในซับซ้อนระดับไมโคร โดยคุณสมบัติเด่นคือ ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าเหล็กแผ่นหรืออะลูมิเนียมทั่วไป ลด Resonance ที่เกิดจากเครื่องเสียงและพื้นห้อง รวมถึงควบคุมฮาร์มอนิกที่ไม่พึงประสงค์     แนวคิดหลักของ TAOC คือความสามารถในการควบคุมการสั่นระดับไมโคร เพื่อรักษาความเที่ยงตรงของสัญญาณเสียง โดยเฉพาะกับแอมปลิไฟร์เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นซีดี DAC ลำโพง        TAOC SCB-RS-HC50G เป็นแผ่นเพลทสลายแรงสั่นชิ้นเดี่ยว เป็นรุ่นหนึ่งในซีรีส์ SCB-RS-HC ซึ่งถือเป็นรุ่น Master Class หรือ Flagship ในกลุ่ม Audio Board จาก TAOC มีโครงสร้างวัสดุแตกต่างกันถึง 7 ชั้น ที่พัฒนาต่อยอดจากรุ่น SCB ปกติ เพื่อให้การดูดซับแรงสั่นสะเทือนอันยอดเยี่ยม         มีการใช้โครงสร้าง Honeycomb Core (แบบรังผึ้ง) ร่วมกับไม้และวัสดุอื่นๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและการลดการสั่นสะเทือนอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับวางใต้อุปกรณ์เครื่องเสียงขนาดใหญ่ ที่ต้องการความคงตัวสูงและลดผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน พื้นผิวภายนอกสุด สีเทาเข้มเมทัลลิค (Dark Gray Metallic) มีขนาด 500 × 450 × 52 มม. น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัมต่อแผ่น         TAOC SCB-RS-HC50G เป็น Audio Board ประสิทธิภาพสูงระดับ Flagship ของ TAOC ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและปรับปรุงคุณภาพเสียง เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มความคงที่และความชัดเจนของเสียงในระบบเครื่องเสียง โดยสามารถวางรองเครื่องเสียงแบบแยกอิสระชิ้นต่อชิ้น       เป็นออดิโอบอร์ดที่วางรองอุปกรณ์ได้ผลต่อเสียงอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องเสียงที่มีระบบกลไก       ผลการทดสอบ หลังจากได้รับแผ่นบอร์ด น้ำหนักอึ้ง ตึงมือ TAOC SCB-RS-HC50G มาใช้ ผมได้พิจารณาโครงสร้างทั่วไปของแผ่นเพลทที่ใช้วัสดุลูกผสม มีโครงสร้างหนาและมีมวล มีสีสันเคร่งขรึมแนวสีเทาเมทัลลิค สิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นจากภายนอกก็คือ ภายในมีการบรรจุผงเหล็กช่วยกระจายและดูดซับพลังงานสั่นได้มีประสิทธิภาพมาด้วย          เป็นเพลทชนิดเดียวที่ใช้วิธีดึงเอาแรงสั่นสะเทือนน้อยๆที่เกิดจากตัวเครื่องเสียงมากระจายเป็นความร้อนแล้วสลายไวเบรชั่นออกไปอย่างได้ผล        TAOC SCB-RS-HC50G มีโครงสร้างซับซ้อนภายในถึง 7 ชั้น พร้อมชั้นเพลทรังผึ้ง (Honeycomb Core) ที่บรรจุผงเหล็กหล่ออยู่ตรงกลาง ซึ่งช่วยให้วัสดุเหล่านี้ช่วยดูดซับแรงสั่นได้ดียิ่งกว่าโฟม หรือไม้ธรรมดา โดยแรงสั่นจะถูกแปลงเป็นพลังงานความร้อนเล็กน้อยภายในเนื้อวัสดุ แล้วสลายทิ้งไป แทนที่จะสะท้อนกลับไปยังชิ้นส่วนเครื่องเสียงหรือพื้น ช่วยให้เสียงสะอาดและนิ่งขึ้นกว่าการวางตรงบนพื้นหรือชั้นวางธรรมดา       แผ่น TAOC SCB-RS-HC50G จำเป็นต้องใช้สไปก์และตัวรองด้วย ซึ่งจะเป็นออพชั่นเสริม ท่านใดที่มีอุปกรณ์เดือยแหลมและตัวรองมาตรฐานสามารถนำมาใช้ร่วมได้ แต่ผมแนะนำว่าให้ใช้ของ TAOC เองเลย จะดีกว่าครับ      ในที่นี้ผมใช้ชุดสไปก์และตัวรอง รุ่น SP-100-GE ซึ่งมีอุปกรณ์ 4 ชุด อยู่ในกล่องมาติดตั้งด้านใต้เพลท ซึ่งอุปกรณ์ส่วนนี้ ทางตัวแทนจำหน่ายจะจัดแถมมาให้พร้อมกันโดยไม่ต้องซื้อเพิ่มเติม      การจัดวางเพลทลงบนพื้น แรกสุดแนะนำว่า ควรใช้ตัววัดระดับลูกน้ำทำการปรับตั้งให้ทั้ง 4 มุมของเพลทนั้น ได้ศูนย์จริงๆ จากนั้นจึงนำเอาเครื่องเสียงวางลงบนเพลทได้เลยครับ        ลำดับในการทดสอบนั้น ผมเริ่มจากการนำเอาเครื่องเล่น SACD และเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาวางสลับกันไป ในแต่ละช่วงเวลา หลังจากนั้นเปลี่ยนมาทดลองกับอินทิเกรเต็ดแอมป์ และ DAC    คืออยากทำความเข้าใจก่อนว่า นี่คงจะเป็นเพลทชนิดเดียวที่ใช้เทคโนโลยีในการสลายแรงสั่นไมโครไวเบรชั่น จากทั้งภายในตัวเครื่องเสียงเอง และการสั่นไวเบรชั่นจากภายนอก ควบคู่กันไป     ผลสรุปที่น่าตื่นตาตื่นใจคือ ผลที่มีต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงและเครื่องเล่น SACD / CD ครับ ต้องบอกว่า เสียงดีๆ มาทันใจ แบบไม่ต้องตั้งใจฟัง ก็ฟังออกถึงทุกความเปลี่ยนแปลง     แค่นำเครื่องลงไปวางบนเพลท SCB-RS-HC50G ไม่เกิน 3-4 นาที เสียงเดิมจะเปลี่ยนไปในทันที!!!  คือเราจะพบได้เลยกับความแตกต่างในเรื่องของปลายเสียงแหลมพลิ้วที่ทอดยาวมากขึ้น เสียงร้องหรือย่านความถี่มิดเร้นจ์ดูสมจริง หลุดลอยออกมาแบบว่าเหมือนหนังคนละม้วนกับเสียงที่เราฟังอยู่ทุกวัน จุดเด่นที่สุดของออดิโอบอร์ด SCB-RS-HC50G ก็คือการแสดงผลของเสียงที่มีมิติ หรือ Dimension สวยงามในทันทีทันใด      และหากผมทดลองยกเครื่องออกไปจากแผ่นเพลท ก็เป็นเรื่องเลยครับ มิติเสียงจะหุบลงมาทันที เล่นเอางงไปเลยว่า แผ่นรองเครื่องอะไรหนอจะมีอิทธิพลต่อคุณภาพเสียงถึงเพียงนี้      ถ้ายิ่งเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงด้วยแล้ว ผลต่อมิติเสียง การกระจายความถี่ รายละเอียดจะโดดเด่นยิ่งขึ้น ปลายเสียงเปิดอิสระ ในขณะที่ยังคงรักษาคาแรกเตอร์เดิมของเสียงเอาไว้ได้อย่างมั่นคง        เปรียบเทียบระหว่างการใช้ SCB-RS-HC50G กับการวางเครื่องลงบนพื้นธรรมดาแต่แน่นอนว่าในเรื่องของ Detail หรือรายละเอียดของเสียง การเปิดของมิติเสียงนั้นต้องถือว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย มันเป็นอุปกรณ์ที่แต่แรก ผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมากนัก แต่สิ่งที่ได้มากับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดอย่างสิ้นเชิง เอาเป็นว่า ใช้รองเครื่องแล้วต้องอึ้งไปเลยครับ        ในกรณีของการใช้ TAOC SCB-RS-HC50G รองรับภาคขยายหรือเครื่องเสียงจำพวกอินทิเกรเต็ดแอมป์ โดยเฉพาะเครื่องที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ มีทรานส์ฟอร์เมอร์ใหญ่ๆ และตัวเก็บประจุขนาดยักษ์ทั้งหลาย เราจะพบได้ถึงมิติเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง      มันเหมือนกับเราได้รับคุณภาพเสียงที่เปิดกว้างมากขึ้นและมีมิติของเสียงที่อิสระ ทะลุทะลวงมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ      เหมือนเพิ่งมารู้ว่า อันที่จริงเครื่องเสียงของเรามีศักยภาพสูงกว่าที่คิดครับ        ความสามารถในการลดเสียงรบกวนหรือการสั่นสะเทือนน้อยๆ แบบไมโครไวเบรชันไปจนถึงการสั่นสะเทือนทางกลที่เกิดจากเสียงของลำโพงที่ไปกระทบสรรพสิ่ง สภาพแวดล้อมของห้องแล้วย้อนกลับมาที่ตัวเครื่องเสียง ได้ถูกสลายออกไปอย่างเป็นรูปธรรม ผลที่เราได้จึงนับว่าเป็นเสียงบริสุทธิ์ ที่น่าประทับใจจริงๆ     สำหรับผมแล้ว นี่คือการได้รับโฟกัสของเสียงที่ไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อนเลย ฟังแล้วตื่นเต้นประทับใจ ชวนให้ค้นหาจินตนาการดนตรีไม่มีที่สิ้นสุดในเครื่องเสียงของเรา      ความรู้สึกถึงความสวยงามของเสียง ความลึกล้ำในฮาร์โมนิคเสียงที่ได้มา ถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือ อยากให้ได้มีโอกาสทดลอง SCB-RS-HC50G ด้วยตัวของท่านเองกันมากกว่า เราจะเข้าใจคำว่า "ความสงัดเสียงช่วยปลดปล่อยพลัง" นั้นเป็นเช่นไร  เพราะเรื่องความเงียบของพื้นหลังและความชัดของรายละเอียดเสียง โดยเฉพาะกับระบบเครื่องเสียงนั้น เป็นสัมผัสที่ลึกล้ำ ไม่ใช่มาจากการวัดด้วยเครื่องมือ แต่ต้องวัดกันด้วย “สิ่งที่ได้ยิน” เพราะทุกผลลัพธ์จะต้องกระจ่างด้วยตัวของผู้ฟังเอง  นี่คืออุปกรณ์เสริมที่แสดงผลของสลายแรงสั่นในระดับไมโคร เพื่อยกคุณภาพเสียงขึ้นไปอีกระดับที่สัมผัสความแตกต่างได้ง่ายมากครับ     TAOC SCB-RS-HC50G ราคา 24,000.- บาท (แถมชุดสไป๊ก ตัวรอง TAOC SP-100-GE) Reference: NAD C588 Turn Table Linn Sondek LP12 Majik Turntable Hattor Audio Ultimate System Accuphase DP 570S Accuphase E4000 NAD M51 DAC Denon DCD 2500NE SACD      สอบถามได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำ Taan Fortune Town Top Sound&Vision Prestige Hifi Komfortsound HiFi House by Msound HD HiFi HD HiFi Online Audiomate.bkk BOSS Hi End Audio Solutions เครื่องเสียงไฮเอนด์ Piyanas Electric Life Audio MUSE AUDIONICE Blue in green  

SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module ลำโพงซิสเต็มที่สนองตอบเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพ

SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module ลำโพงซิสเต็มที่สนองตอบเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพ       เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมมีโอกาสทดสอบผลิตภัณฑ์จากการรังสรรค์ของ Pyramid Lifestyle Technology โดยเป็นลำโพงทางเลือกของผู้ต้องการความเป็นเลิศในบุคลิกเสียงเฉพาะของแต่ละท่านเอง เมื่อลำโพงในตลาดเครื่องเสียงทั่วไป ไม่สามารถตอบโจทย์ได้        ความน่าสนใจของซิสเต็มลำโพงจาก SB Acoustics และ เบสโมดูล Weava ก็คือการนำเสนอภาพรวมของซิสเต็มลำโพง ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพกันและกัน ให้ประสบการณ์สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ และผู้ที่ชื่นชอบการต่อตู้ลำโพงด้วยตนเอง ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของผู้ผลิต ก็จะมีทั้ง SB Acoustics - Pyramid Lifestyle Technology (Weava) - ScanSpeak     ลำโพงหลักทรงตู้ปิรามิดตัดยอด ออกแบบและผลิตโดย SB Acoustics ในรุ่น TIFA6 ที่เพิ่งออกโชว์ในงาน High-End Munich ที่ผ่านมาเมื่อปี 2025 นี้เอง เป็นลำโพงระบบสองทางตู้เปิดที่สร้างความประทับใจในงานดังกล่าวเป็นอันมาก    สำหรับ SB Acoustics เป็นแบรนด์ไดรเวอร์ลำโพงคุณภาพสูง ที่มีสำนักงานออกแบบในประเทศเดนมาร์ก และผลิตในโรงงานประเทศอินโดนีเซีย โดยมีจุดเด่นเรื่องคุณภาพเสียงและความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา ซึ่งเป็นที่ยอมรับในกลุ่มนักออกแบบลำโพง DIY และผู้ผลิตลำโพงระดับสูงทั่วโลกเลือกไปใช้งานในผลิตภัณฑ์ของตน       SB Acoustics TIFA6 ลำโพงสองทางวางหิ้ง โดยเป็นชุดคิทประกอบสำเร็จจากโรงงาน ใช้ตัวขับเสียงแหลม ขนาด 26 มม. และวูฟเฟอร์ขนาด 6 นิ้ว อยู่ในตู้ลำโพงที่มีสีสันทันสมัย แบบผิวเปียโน ซึ่งออกแบบโดยคำนึงถึงการลดเสียงสะท้อนในตู้ จากการออกแบบให้ตู้มีด้านไม่ขนานกัน ทำให้เสียงเป็นธรรมชาติ ชัดเจน ฟังสบาย อบอุ่น ทั้งยังให้น้ำเสียงสมดุลมีพละกำลัง ให้เบสที่เหมาะกับห้องฟังเพลงขนาดทั่วไปได้เป็นอย่างดี เหมาะกับแอมป์คุณภาพสูง ทั้งแบบ Solid State Class A/B, Class D และแอมป์หลอด        ตัวขับเสียงแหลมใช้เป็นโดมผ้า และวูฟเฟอร์กรวยเส้นใยธรรมชาติ ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ส่วนในการออกแบบลำโพงคู่นี้ โดยทีมวิศวกรเดนมาร์กมากประสบการณ์มาอย่างยาวนาน      คุณสมบัติหลักให้การตอบสนองความถี่ 36Hz – 26kHz  ความไว 2.83V / 1m อยู่ที่ 85dB และมีค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม ให้ความดังสูงสุด SPL : 105dB ใช้จุดตัดครอสโอเวอร์  2600Hz ตู้แบบเปิด Bass reflex ท่อพอร์ตด้านหลังตู้ ขั้วลำโพงแบบซิงเกิ้ล       ในการออกแบบสำเร็จจากโรงงาน ตู้ TIFA 6 แม้จะดูจากภายนอกเป็นสองส่วน มีส่วนสีแดง - ดำ แต่จะมีพื้นที่ภายใน หนึ่งห้องใหญ่ (single internal chamber) สำหรับทั้งทวีตเตอร์ (tweeter) และ วูฟเฟอร์ (woofer) จะไม่มีผนังกั้นแยกเฉพาะในตู้ เพื่อแบ่งออกเป็นห้องของทวีตเตอร์ และวูฟเฟอร์แต่ละตัว มีการใช้วัสดุดูดซับเสียงภายในเพื่อช่วยลดคลื่นสะท้อนและปรับเสียงให้ดีขึ้น      Tweeter แบบผ้าโดมผ้าอ่อนหรือ Soft Fabric Dome ขนาดประมาณ 1 นิ้ว โดยรุ่นที่ใช้คือ SB26ST-C000-5 และวูฟเฟอร์ (Woofer / Mid-Bass) มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 6 นิ้ว รุ่น SB16PFCR25-4      • สำหรับในส่วนที่สองที่เรานำมาจัดคู่กันนั้นเป็นทั้งลำโพงแอคทีฟรองรับความถี่ต่ำและเป็นตู้ให้ลำโพงหลักได้วางซ้อนได้ คือ Bass Module Weava Core Terra8 Weava Core Terra8 จัดเป็น Active Bass module ที่มีตัวขับเสียงเพียงตัวเดียว โดยทาง Pyramid Lifestyle Technology ได้เลือกใช้ Woofer ของ Scanspeak ที่มีขนาด 8 นิ้ว       Weava Core Terra8 วางตำแหน่งการยิงเสียงตรงแบบ Direct ผลักอากาศมาทางด้านหน้า ภายในวางวงจรขยายขับด้วย DSP plate amp กำลังขับ 250 watt ตู้ออกแบบทรง Truncated Pyramid ที่อ้างอิงจากการทำตู้ลำโพงที่ไม่ขนานกัน ลดคลื่นซ้ำซ้อน Standing Wave ภายใน  ตัวตู้สร้างจากไม้หนา 18 มิลลิเมตร ปิดผิวด้วยลายไม้ ซึ่งสามารถเลือกผิวไม้ได้ตามสั่ง     ด้านหลังของตู้มีช่องเชื่อมต่อหลากหลาย ทั้ง High Level, RCA และ XLR พร้อมสไปก์แบบยางรอง Soundcare เพื่อให้มีความมั่นคง ในการนำมาทดสอบร่วมกันในครั้งนี้ผมจะใช้การเชื่อมต่อแบบ High Level และใช้โปรแกรม DSP สำหรับปรับค่าจุดตัดและจูนอัพให้กลมกลืนกับลำโพงหลัก SB Acoustics TIFA6     จากการคำนวณทุกรายละเอียดในขนาดตู้ Weava Core Terra8 และไดรเวอร์คุณภาพสูงของ Scanspeak ทำให้ได้มาซึ่งเบสโมดูลที่โดดเด่นอีกรุ่นหนึ่ง       ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ผลรวมจากการคัดสรรทั้งตัวขับเสียง การดีไซน์ตู้ ครอสโอเวอร์ และแอมปลิไฟร์นี้ ทาง Pyramid Lifestyle Technology ได้สร้างผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Weava ขึ้นมา เพื่อให้เป็นแนวทางอันชัดเจนในการวางตลาดในอนาคต เนื่องจากเป็นตัวแทนจำหน่ายไดรเวอร์ในระดับไฮเอ็นด์หลายแบรนด์ ที่พร้อมจะนำมาดีไซน์ลำโพงในนาม Weava ได้      ถ้าเราพิเคราะห์ถึงความเหมาะสมระหว่างลำโพงหลักที่วางซ้อนบนเบสโมดูล จะพบว่าตัวขับเสียงกลางต่ำของ SB Acoustics TIFA6 นั้น มีขนาด 6 นิ้ว และตัวขับเบสโมดูล Weava Core Terra8 นั้น มีตัวขับขนาด 8 นิ้ว ถือว่าขนาดใกล้เคียงกัน การจูนค่าการตอบสนองความถี่สามารถทำให้เป็นเส้นกราฟต่อเนื่องกันได้สมูทอย่างจริงจัง      Test Report ผมแบ่งรูปแบบสำหรับการทดสอบนั้นออกเป็นสองสถานะด้วยกัน คือหนึ่ง ทดสอบฟังเฉพาะลำโพงตู้หลักคือ SB Acoustics TIFA6 และสอง เปรียบเทียบด้วยการนำเอาตู้เบสโมดูลมาผสมผสานเป็นซิสเต็ม SB Acoustics TIFA6 และ Weava Core Terra8 Bass Module      ในสถานะนี้ที่ใช้ TIFA6 วางบนเบสโมดูล เราได้มีการใช้โปรแกรมจูนอัพเพื่อให้เบสโมดูลนั้นตัดแบ่งครอสโอเวอร์ที่มีความถี่อย่างแม่นยำเหมาะสม ความกลมกลืนของเสียงที่ลงตัวกันได้พอดีกับลำโพงทั้งคู่ให้เป็น“เนื้อเดียวกัน” ตรงนี้ถือว่าสำคัญมาก สำหรับผู้ที่จะเล่นลำโพงหลัก ผสมตู้เบสแยก       เพราะลำพังแค่การจูนเพื่อให้ลำโพงมีเสียงหรือบุคลิกเดียวกัน ด้วยหูผู้ฟังอย่างเดียวไม่พอ ผลสะท้อนต่อห้องฟังในแต่ละห้องย่อมมีความละอียดอ่อนมาก ดังนั้นทาง Pyramid Lifestyle Technology จึงพร้อมไปจูนให้ผู้ซื้อลำโพง Bass Module ด้วยโปรแกรมทางเทคนิคเฉพาะทางในทุกห้องฟังเพื่อความสมบูรณ์ครับ      จากการทดสอบ เฉพาะลำโพง SB Acoustics TIFA6 เป็นที่น่าพึงพอใจมากสำหรับผมนะครับ เป็นเรื่องที่น่าสนใจตรงระยะการเบิร์นช่วงแรกค่อนข้างสั้น คือใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ แบบว่าฟังทุกวัน วันละ 5-6 ชั่วโมง ก็เข้าที่เข้าทางแล้ว ผมคาดการณ์ว่าลำโพงคู่นี้ได้มีการเบิร์นอินมาก่อนหน้านี้ตามสมควร ดังนั้นก็ประเมินได้ว่า ลำโพง SB Acoustics TIFA6 ใช้เวลาเบิร์นเพียงแค่ 80-100 ชั่วโมงน่าจะพอเพียง    แรกสุดชอบเสียงอิ่มๆ ของลำโพง TIFA6 ครับ แนวเสียงบุคลิกคือความอิ่มละมุน และปลายเสียงแหลมสุภาพฟังสบายในสไตล์โดมผ้า ซึ่งเข้าถึงความเป็นธรรมชาติได้อย่างดีมาก    จุดเด่นที่ดูจะส่งผ่านความเที่ยงตรงและเรียบสะอาดเป็นธรรมชาติของลำโพงคู่นี้คือ โทนเสียงสมดุล เสียงกลางฟังสบายๆ ไม่บีบเค้น เป็นความสมดุลของทั้งย่านความถี่ ทำให้รู้สึกได้ว่าแหลมใสไม่เกินโทนธรรมชาติ เบสค่อนข้างพอดี แม้จะไม่ลงลึกมากแบบลำโพงตั้งพื้นก็ตาม และเสียงที่เป็นธรรมชาติที่ผมกล่าวถึงของ TIFA6 คือ เสียงที่ไม่มีช่วงความถี่ใด “อยากดังเด่นกว่าเพื่อน” ทุกย่านความถี่สนองตอบนั้น ไดรเวอร์ทั้งคู่ทำงานเท่าเทียมกัน ดนตรีจะไหลลื่นโดยไม่สะดุดหู นี่อาจจะเป็นผลรวมของการออกแบบครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กและตู้ด้วย     หัวใจหลักของ TIFA6 คือความละมุน ย่านความถี่กลางถึงมิดเบสสวยมากครับ  จากการทดสอบเสียงร้องเฉพาะอัลบั้มออดิโอไฟล์ รู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่มีน้ำหนักการออกเสียงของศิลปินสมจริงเป็นธรรมชาติ ให้การถ่ายทอด แม้กระทั่งลมหายใจของนักร้องและเครื่องดนตรีแบบแจ่มชัดดีมากๆ (อัลบั้มหมอนแดง ของ Tong Li) ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่า นักร้องยืนอยู่ตรงหน้า เป็นเสียงที่ไม่ใช่ถูกอัดพลังแบบบีบเค้นออกมาจากกล่อง จึงได้ “ความอิสระของเสียง” เป็นเหตุที่ทำให้ผมฟังเพลง Don't Know Much ของ Linda Ronstadt และ Aaron Neville อัลบั้มปี 1989 ได้หลายต่อหลายเที่ยวอย่างอิ่มเอมใจเลยทีเดียว      TIFA6 มีไดนามิคเร้นจ์กำลังพอดี ให้พลังลึกเร้นกับเพลงแนวรุกเร้าใจหรือเพลงร็อก เพลงบรรเลงของวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ได้สมจริง ดังนั้นการเลือกดอกลำโพงคุณภาพสูง การจูน Crossover ที่ลงตัวกับดีไซน์ของตู้จึงนับว่าสำคัญมากครับ และ SB Acoustics TIFA6 ก็ส่งมอบไดนามิคให้เราอย่างเต็มสเกลเสียงจริงๆ       การทดสอบในภาคที่สอง เมื่อเราใส่ระบบเบสโมดูล ที่ทำให้ลำโพง “เดินทางได้ไกล” มากขึ้น เหมือนดังคำที่ว่า เสริมปีกให้พยัคฆ์ มีการตอบสนองเสียงดนตรีเต็มไปด้วยความราบรื่นและทรงพลัง ดึงเอาเวทีเสียงแผ่กว้างลึกยิ่งขึ้น ด้วยซิสเต็มรวม SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module  ในขณะที่นั่งฟังทดสอบ ผมก็ถือโอกาสสังเกตุเห็นการผลักอากาศของไดรเวอร์เสียงกลางต่ำ ของ SB Acoustics TIFA6 ที่มีขนาด 6 นิ้ว กับวูฟเฟอร์ของ Weava Core Terra8 Bass Module ขนาดตัวขับ 8 นิ้ว ผลักอากาศคู่กันได้อย่างสม่ำเสมอในทิศทางเดียวกัน เฟสราบรื่นดี       ต้องขอชื่นชมว่า การออกแบบเบสโมดูล Weava Core Terra8 Bass Module ของทางทีมงาน Pyramid Lifestyle Technology เดินทางมาจนถึงขั้นที่สมบูรณ์จริงๆ เพราะเมื่อจูนอัพจากโปรแกรมในคอมพิวเตอร์แล้ว เราจะพบว่าเสียงต่ำจากดอกลำโพงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ของ ScanSpeak ในตู้ลำโพง Weava Core Terra8 Bass Module นี้ ทำงานได้อย่างผสานกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับลำโพงหลักจริงๆ       อย่างไรก็ตามการเติมเบสโมดูลเข้าไปในระบบช่วงการทดสอบช่วงที่สอง ผมเน้นการฟังเพลงอันหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยทดลองเพลงแนวโปรเกรสซีฟร็อกที่โดดเด่นของ The Alan Parsons Project ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ทดสอบระบบเสียงและคุณภาพเครื่องเสียง       ที่อยากให้ทุกท่านได้ทดลองใช้เป็นมาตรฐานกันคือ เพลงที่มีการบันทึกเสียงอย่างละเอียด และมีเบสหนักแน่นอย่าง "I Wouldn't Want to Be Like You", "Eye in the Sky" และ "Games People Play" อันนี้ทำให้พบศักยภาพที่แท้จริงของลำโพงมากยิ่งขึ้นครับ      SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module เป็นผลรวมที่ดีสำหรับลำโพงทั้งระบบ ที่มีความสมดุลซึ่งกันและกัน ให้ผลรวมที่น่าพึงพอใจ ไม่รู้สึกว่าเป็นการผสมที่แตกต่างใดๆ      นอกจากความกลมกลืนโทนัลบาลานซ์ที่สมดุลแล้ว การแสดงตำแหน่งของชิ้นดนตรี Soundstage เวทีเสียงให้ความกว้างลึกเป็นเชิงชั้นสวยงาม โดยเฉพาะการแสดงจุดตำแหน่งดนตรี (Image) แม่นยำเหมือนใช้ลำโพงตู้เดียว ทำให้ได้ความเด่นชัดและมีความโออ่าไปพร้อมกัน  ซึ่งผมคาดว่าในห้องขนาดกลางถึงห้องขนาดใหญ่ลำโพงซิสเต็มนี้สามารถปลดปล่อย “อิสรภาพ” ของเสียงดนตรี อย่างสมจริงเป็นอย่างยิ่ง      คือซิสเต็มลำโพงที่ให้ความเป็นธรรมธรรมชาติของเสียง ถ่ายทอดดนตรีเหมือนน้ำไหล และในช่วงที่ต้องการพลังโหมกระหน่ำของดนตรีบางประเภทก็สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์หมดจดเลยทีเดียวครับ     ถือว่าเป็นอีกผลงานหนึ่งของ Pyramid Lifestyle Technology ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับออดิโอไฟล์บางท่านผู้ต้องการคุณภาพเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนจริงๆ รวมถึงนักดีไอวายระดับสูงที่อยากเห็นตัวอย่างของลำโพงซิสเต็มแบบนี้ ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะซื้อ Driver ไปประกอบด้วยตนเองก็ยังได้ครับ      หมายเหตุ ผมได้ใช้ภาคขยายทั้งแอมปลิไฟร์ Pure Class A เครื่องเสียงหลอดสุญญากาศ แอมป์คลาส D สลับมาใช้งานตลอดระเวลา 2-3 สัปดาห์ ซึ่งไม่มีข้อจำกัดใดๆ สำหรับการทำงานร่วมกับลำโพงชุดนี้  แต่ที่รู้สึกว่ามีผลลัพธ์ในทางบวกมากที่สุดคือ Class A Amplifier ครับผม เพราะว่าให้เสียงได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบไม่มีอะไรที่ขาด-เกิน ให้พลังเสียงและคาแรกเตอร์ที่เดินไปสู่ความใกล้เคียงดนตรีจริง (High Fidelity) อย่างน่าประทับใจมาก     อยากแนะนำว่า สำหรับผู้ที่มองหาลำโพงซิสเต็ม ที่สนองตอบเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพ จะต้องหาทางทดลองฟัง SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module โดยจัดเป็น “หมุดหมาย” เริ่มต้นเลยครับ      มีอีกสิ่งหนึ่งที่อาจจะไม่ได้นำมากล่าวถึงโดยละเอียดนั่นคือ Soundcare by SEAS รุ่น SuperSpike อุปกรณ์เสริมที่ใช้รองด้านใต้ของเครื่องเสียง รองด้านใต้ของลำโพงหลัก SB Acoustics TIFA6       นอกจากนั้นในการทดสอบครั้งนี้ ยังมี Soundcare by SEAS รุ่น SuperSpike ซึ่งมีลักษณะที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากสไปก์ ตัวรองอื่นๆ ในตลาดเครื่องเสียง เพราะด้านใต้เป็นฐานยางแทนที่จะเป็นโลหะ ซึ่งรองเป็นฐานของ Weava Core Terra8 Bass Module ได้อย่างเหมาะสมลงตัวทำให้เบสนิ่งเป็นตัวตน     อย่างไรก็ตามอุปกรณ์เสริมของทาง SEAS นี้ ผมจะนำมากล่าวถึงโดยละเอียดในการทดสอบเฉพาะอุปกรณ์ในลำดับถัดไปครับ SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module คือผลรวมของความอบอุ่นละเมียดละไม ด้วยเสียงที่เป็นธรรมชาติ ให้ย่านความถี่ของเสียงดนตรีที่ครบถ้วน มีพลังสนองตอบดนตรีหลายหลากสไตล์ ทั้งยังเป็นซิสเต็มลำโพงหลักและเบสโมดูลที่ทาง Pyramid Lifestyle Technology พร้อมจูนอัพให้ลงตัวได้ในทุกห้องฟังด้วยโปรแกรมที่ล้ำสมัยครับ     • SB Acoustics TIFA6  ราคา  71,800.- บาท/คู่ • Weava Terra8  ราคา  114,400.- บาท/คู่  (เป็นราคาเปิดตัว Promotion พร้อมแถมขาตั้ง SoundCare M8) สนใจติดต่อทดลองฟังได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology  โทร. 02 429 1236  

The System : Wharfedale Super Linton / Quad 33 / Quad 303 สัมผัสแห่งธรรมชาติ และพลัง

The System : Wharfedale Super Linton  Quad 33 / Quad 303  สัมผัสแห่งธรรมชาติ และพลัง        อีกหนึ่งประสบการณ์ที่สมควรแก่การนำเสนอ สำหรับทุกท่านที่กำลังมองหาซิสเต็มเครื่องเสียงครบชุด ประกอบด้วยชุดปรี-เพาเวอร์ (บริดจ์โมโน) และลำโพงที่รังสรรค์รูปทรงดีไซน์ ที่เคยลือชื่อจากยุควินเทจมาสู่ความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ โดยผมจะเน้นการนำเสนอบททดสอบลำโพงเป็นหลัก เพราะเคยได้มีการเทสท์รีพอร์ต ชุดปรี เพาเวอร์ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้    เรามาเข้าถึงลำโพง Wharfedale Super Linton กันเป็นลำดับแรกครับ       พัฒนาการลำโพงไฮไฟซีรีส์ Heritage จาก Wharfedale ที่ใช้รากฐานจาก Model Denton และ Linton รุ่นคลาสสิก ที่ให้คุณภาพสูงระดับออดิโอไฟล์ พร้อมงานไม้ตู้ผิวไม้จริงที่สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบเสียงดนตรีหลากสไตล์ไร้ข้อจำกัด ด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม        ก่อนอื่นเพื่อความเข้าใจในลำดับช่วงเวลาลำโพงในซีรส์ Heritage Series ผมขอเรียงลำดับไทม์ไลน์และพัฒนาการเชิงแนวคิดของ Wharfedale ดังนี้ครับ     • ยุคต้นกำเนิด Original Classics - ปี 1960 เปิดตัวลำโพงรุ่น Denton ซึ่งเป็นลำโพง Bookshelf รุ่นแรกๆ ของ Wharfedale ด้วยแนวคิด Compact, Musical, British Sound โทนเสียงเรียบสะอาดอบอุ่น - ปี 1965 นำเสนอลำโพงรุ่น Linton ที่ขยายแนวคิดจาก Denton ด้วยตู้ที่ใหญ่มากขึ้น เริ่มเป็นลำโพงแนวมอนิเตอร์เวทีเสียงกว้าง มวลเสียงมากขึ้น - ปี 1971–1973 วางตลาดลำโพงรุ่น Denton 3 ถือเป็นรุ่นสำคัญที่สุดในยุคคลาสสิกด้วยระบบ 3-Way ขนาดเล็ก เสียงกลางมีมิติและความสมดุลสูง เป็นแรงบันดาลใจโดยตรงของ Super Denton ยุคใหม่       ช่วงที่ลำโพงซีรีส์นี้ได้หายไปกับกาลเวลาคือในช่วงปี 1980-2000 โดยโรงงานได้ยุติการผลิตลำโพงเหล่านี้ไป ชื่อรุ่นจึงกลายเป็น “ตำนาน”ที่อยู่ในความทรงจำของนักฟังตลอดมา      ช่วงยุคปี 2012 มีการกลับมารื้อฟื้นตำนาน Heritage อีกครั้ง ในปี 2012 การกำเนิดลำโพงรุ่น Denton 80th Anniversary ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Heritage Series ยุคใหม่ โดยการนำต้นแบบ Denton กลับมาในดีไซน์วินเทจหรือเรโทร ด้วยเทคโนโลยีใหม่ด้วยเป้าหมายการเชื่อมอดีต เข้ากับยุคปัจจุบัน - ปี 2014 ลำโพงรุ่น Denton 85th Anniversary ที่ปรับปรุงเสียงจากรุ่น 80th ให้สมดุลเสียงดีขึ้น นับเป็น Denton รุ่นที่นิยมอย่างมากในตลาดโลก - ปี 2019 เริ่มต้นยุค Linton Heritage เป็นการคืนชีพของ Linton อย่างจริงจัง ด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญของ Wharfedale คือสร้างลำโพงที่มีตู้ใหญ่ขึ้น ใช้ระบบสามทาง และดีไซน์ขาตั้งเฉพาะ - ยุค “Super” ซึ่งเป็นการดีไซน์แบบยกระดับ ไม่ใช่แค่รื้อฟื้นตำนานเท่านั้น ปี 2023 ลำโพงรุ่น Super Denton ซึ่งเปิดตัวปีเดียวกับ Super Linton เป็นการสืบสายตรงจาก Denton 3 ในรูปแบบลำโพง3-Way ขนาดกะทัดรัด - ปี 2023 ลำโพงรุ่น Super Linton ที่ทำการพัฒนาจาก Linton Heritage ด้วยการยกระดับทั้งระบบ โดยมีการปรับโครงสร้างตู้ ไดรเวอร์ ครอสโอเวอร์ สู่คุณภาพเสียงที่โปร่งกว่า เบสนิ่งและลึกกว่า เวทีเสียงกว้างลึกมาก       • Wharfedale Super Linton เป็นลำโพงดีไซน์มาพร้อมขาตั้ง Stand mount ด้วยโครงสร้างลำโพง 3-way bass-reflex มี Woofer ไดรเวอร์เสียงต่ำขนาด 8 นิ้ว กรวยลำโพงที่ทอขึ้นด้วยเส้นใย Kevlar เพื่อส่งผ่านคุณภาพเสียงเบสลึกอิ่มสมจริง ในขณะที่ Midrange หรือไดรเวอร์เสียงกลางขนาด 5 นิ้ว ชนิดกรวย Kevlar cone เพื่อคงไว้ซึ่งรายละเอียดเสียงร้อง และเครื่องดนตรีที่ชัดเจน รวมถึงทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว แบบ Soft dome ให้เสียงสูงหวานและละเอียดละเมียดละไม      เป็นลำโพงที่วัดค่าการตอบสนองความถี่จากห้องแล็ป ได้กว้าง 39 Hz – 20 kHz (±3 dB) ในด้านความไวถือว่าทำได้ดีมาก โดยมี Sensitivity 90 dB ที่กำลังขับ 1 วัตต์ และค่าความต้านทานระดับกลางที่ 6 โอห์ม      จุดเด่นคือการออกแบบรังสรรค์ตัวตู้แบบ MDF สองชั้น ผสมผสานการอัดกาวลดแรงสั่นสะเทือน เพื่อเสียงที่ชัดเจนไม่สั่นค้างและเกิดแรงสะท้อนภายในตู้ เปรียบเทียบ Super Linton แล้ว จะมีขนาดตู้ใหญ่กว่า Linton รุ่นคลาสสิกเดิมประมาณ 50 มิลลิเมตร เพื่อให้เสียงเบสมีพื้นที่ทำงานมากขึ้น มีการตกแต่งด้วยไม้จริงและลายไม้งดงาม ให้ลุคของลำโพงซีรีส์ Heritage ดูคลาสสิก      ตัวตู้มีขนาดสูงรวมฐาน 605 มิลลิเมต กว้าง 300 มิลลิเมตร ลึกรวมขั้วต่อ 350 มิลลิเมตร น้ำหนัก 19.8 กิโลกรัมต่อตู้ ดูงามสง่า พร้อมขาตั้งที่ดีไซน์มาเฉพาะรุ่นที่ลงตัว       การออกแบบเต็มไปด้วยความชาญฉลาด เพราะรูปทรงคลาสสิกของต้นแบบอย่าง Denton-Linton ยังคงเป็นความปรารถนาของนักฟังที่ต้องการความสวยงามคลาสสิก และเสียงที่ตอบสนองดนตรีอันเป็นเลิศไปพร้อมๆกัน     การพัฒนาการสู่ Super Linton นั้น คุณ Peter Comeau ตำแหน่ง Director of Acoustic Design ของ Wharfedale เป็นหัวหน้าทีม ได้รวมนักออกแบบชั้นหัวกระทิ นำเสนอ วิเคราะห์ วิจัย รูปแบบของ Super Linton โดยออกแบบองค์ประกอบทั้งหมดของลำโพง ตั้งแต่การปรับโครงสร้างตู้ไดรเวอร์จนถึง Crossover Network ใหม่ทั้งหมด          สำหรับรายละเอียดเชิงลึกในการออกแบบทางวิศวกรรมของ Wharfedale Super Linton มีความน่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. โครงสร้างตู้ลำโพง (Cabinet Design) ที่มีขนาดตู้ใหญ่ขึ้น แต่ทรงและสัดส่วนแบบเดิม Super Linton มีตู้สูงขึ้นกว่า Linton รุ่นพื้นฐานประมาณ 40 มม. ซึ่งทำให้มีปริมาตรภายในเพิ่มขึ้น ช่วยให้กรวยวูฟเฟอร์ “ผลักอากาศอย่างทรงพลัง” มากยิ่งขึ้น และทำให้เสียงเบสลงได้ลึกกว่าเดิมที่ 32 Hz ซึ่งลึกกว่ารุ่นพื้นฐานโดยปราศจากการบิดเบือน       ตัวตู้มีชั้นไม้แบบ Sandwich แบบ MDF สองชั้น พร้อมกาวลดแรงสั่นสะเทือน (Damping Glue) ซึ่งสามารถลดการสั่นของแผ่นผนังตู้ที่ไม่พึงประสงค์ ช่วยให้เสียงไม่ “ก้อง” หรือขุ่นมัวในช่วงความถี่กลางและสูง การบุฉนวนด้านในมีการใส่ Long-hair fibre และโฟมซับเสียง ที่คัดสรรตำแหน่งไว้เฉพาะจุด เพื่อลดการสะท้อนภายในและควบคุมคลื่นเสียงภายในตู้ให้นิ่งยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงเบสมี “น้ำหนัก” และ “ความแม่นยำ” มากยิ่งขึ้น โดยยังรักษาความโปร่งใสของย่านกลางและสูงไว้ได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย     2. ไดรเวอร์สำหรับขับช่วงความถี่ต่ำจะใช้วูฟเฟอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว หรือ 200 มิลลิเมตร กรวย Kevlar สีดำที่ระบบแม่เหล็ก (Motor System) ถูกออกแบบใหม่ให้มีแรงขับและพลวัตสูงขึ้น ส่งผลให้เบสสามารถลงได้ลึกและตอบสนองได้ฉับไวทันทีทันใดกว่า       ส่วน Midrange หรือลำโพงเสียงกลางกรวยขนาด 135 มิลลิเมตร แบบ Kevlar cone ที่จะอยู่ในห้องหรือแชมเบอร์เฉพาะ ภายในตู้ลำโพง (Dedicated Cylindrical Chamber) ซึ่งมีชั้นวัสดุดูดซับ ออกแบบมาเพื่อยับยั้งคลื่นเสียงย้อนกลับ (back-wave) ช่วยให้เสียงร้องและเครื่องดนตรีมีความชัดใสและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น              ตัวขับเสียงแหลมหรือทวีตเตอร์ (Tweeter) ใช้เฟบริคซอฟท์โดม ขนาด 25 มิลลิเมตร ที่ใช้ระบบแม่เหล็กแบบเซรามิก (Ceramic Magnet) พร้อมห้องแชมเบอร์ด้านหลังรองรับความถี่สูง แยกอิสระภายในเป็นของตัวเอง ช่วยลดการสะท้อนย้อนกลับ (Rear Damping Chamber) เป็นกรรมวิธีในการปรับจูนให้ทวีตเตอร์ทำงานได้สมูธยิ่งขึ้น สามารถเพิ่มรายละเอียดและฮาร์มอนิก ของเสียงสูงโดยเสียงแหลมจะมีความบริสุทธิ์ละมุนละไมอย่างเต็มที่      มี Short Horn Profile อยู่รอบกรวยทวีตเตอร์ และFront Plate Design ที่ช่วยให้การกระจายเสียงสูง มีความกว้างและสม่ำเสมอยิ่งขึ้น โดยชุดไดรเวอร์ทั้งสามได้รับการจูนเพื่อให้ตอบสนองอย่างลื่นไหลในจุดตัดความถี่ที่ 550 Hz และ 2.5 kHz โดยไม่เกิดช่องว่าง หรือรอยต่อชัดเจนในย่านความถี่ต่างๆ       3. ระบบแบ่งความถี่ (Crossover Network) ใช้แผงวงจรแบ่งความถี่แบบแยกสองบอร์ด (Split PCB) เพื่อลดการรบกวนระหว่างวงจรความถี่ต่ำกับความถี่สูง ส่งผลให้เสียงโดยรวมสะอาดขึ้นและแต่ละไดรเวอร์ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น        ใช้คาปาซิเตอร์คุณภาพสูง อินดักเตอร์หรือคอยล์ขดลวดที่ตอบสนองอย่างดีเยี่ยม และใช้การไวริ่งสายภายในเกรด Hi-Fi เพื่อให้สัญญาณเสียงที่ย่านต่างๆ ไม่ถูกลดทอนหรือปนกัน เสริมให้รายละเอียดเสียงระดับไมโครไดนามิค ชัดกว่าการออกแบบ Crossover แบบทั่วไป      4. ดีไซน์ภายนอกและงานไม้ เป็นลำโพงที่ใช้ Veneer ไม้จริง ที่ผ่านการเลือกและขัดแต่งอย่างพิถีพิถัน ไม่เพียงแค่ “ดูคลาสสิก” แต่ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับตู้ และลดการสั่นที่ไม่พึงประสงค์อีกชั้นหนึ่ง ดีไซน์ยังเข้ากันได้กับขาตั้ง Linton รุ่นเดิม ช่วยให้สามารถวางตำแหน่งลำโพงได้เหมาะสมกับการฟังโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนขนาดหรือสไตล์ห้องมากนัก       นี่คือลำโพงที่ยังคงเสน่ห์ด้วยกลิ่นอายวินเทจ แต่ภายในกลับใช้เทคโนโลยีระดับสุดยอด เพื่อให้ลำโพงคู่นี้ก้าวข้ามผ่านยุคมาร่วมสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ        ในการทดสอบครั้งนี้ เรานำมาจัดเป็นซิสเต็มร่วมกับภาคขยาย ปรี-เพาเวอร์สุดคลาสสิคย้อนยุค ในเครือ IAG ด้วยกัน ส่วน QUAD 33 และ QUAD 303 นั้น เคยมีบททดสอบก่อนหน้านี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่เว็บ https://www.thewave-online.com/article/35 การทดสอบเป็นชุดซิสเต็มร่วมกับ Wharfedale Super Linton ครั้งนี้ น่าจะมีแง่มุมประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้นครับ      สำหรับชุดเครื่องเสียง ประกอบด้วย ปรีแอมป์ QUAD 33 รุ่นใหม่เป็น Preamplifier แบบอนาล็อก ที่ใช้ควบคุมแหล่งสัญญาณต่างๆ อย่างแม่นยำสูงสุด ก่อนส่งสัญญาณต้นทางไปที่เพาเวอร์แอมป์ ที่ยังคงรูปทรงแบบคลาสสิกจากรุ่นดั้งเดิม แต่มีการอัพเกรดเพื่อรองรับระบบสมัยใหม่ โดยมีอินพุตภาคไลน์ 3 ชุด รวมทั้งภาคปรีโฟโน ที่เล่นได้ทั้งหัวเข็ม MM/MC      มีช่อง Balanced XLR ทั้งอินพุต เอาต์พุต สำหรับเชื่อมต่อโดยตรงกับเพาเวอร์แอมป์ QUAD 303 มีช่องต่อหูฟัง และภาคขยายเฉพาะมาให้ด้วย       ด้วยความสง่างดงามตัวเครื่องขนาดย่อมๆ สีเทาคลาสสิกเล็กกะทัดรัดพร้อมจอ LCD ไฟส้มและปุ่มกดแสดงสถานะ รวมถึงรีโมตคอนโทรลมาอย่างครบครัน         ขนาดเครื่อง QUAD 33 กว้าง 258 มม. สูง 82.9 มม. ลึก 165 มม. แค่เห็นก็ยอมรับว่าเทคะแนนความชื่นชมให้เต็มหัวใจ ออกแบบได้คลาสสิกจริงๆ     QUAD 303 Power Amplifier เพาเวอร์แอมป์วงจรขยาย Class AB ที่ออกแบบคงรูปทรงคลาสสิกเอาไว้อย่างมั่นคง ใช้เทคโนโลยี Symmetrical Triples Output Stage ซึ่งให้เสียงละเอียด และมีความผิดเพี้ยนต่ำ ให้พลังงานเพียงพอกับลำโพงทั่วไป แม้จะระบุกำลังขับไม่สูง ที่ 2 × 50 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 2 × 70 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม แต่ขับเสียงทั้งลำโพงยุคปัจจุบัน และยุควินเทจได้ลงตัว      ที่สำคัญในกรณีการทดสอบครั้งนี้ ผมได้นำมาทำการ Bridged mode ให้ได้กำลังขับ 140 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์มหรือ 170 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม (ต่อเครื่อง)     มีช่องต่ออินพุตทั้งแบบ RCA และ Balanced XLR มาครบถ้วนให้เลือกใช้งาน          QUAD 303 เพาเวอร์แอมป์ ที่มีขนาดเครื่องที่ออกแบบในแนวตั้ง คลาสสิก ดูสวยสง่า กว้าง 120 มม.สูง 176 มม.และลึก 325 มม. ปุ่ม Power สีส้มเหมือนปรีแอมป์รุ่น 33 เสมือนหนึ่งเนื้อเดียวกัน      การออกแบบเพาเวอร์แอมป์ รุ่น 303 ใหม่นี้ ยังคงลักษณะเสียงแบบอนาล็อกอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ เหมือนรุ่นคลาสสิก แต่มีความนิ่งและสะอาด ชัดเจนมากขึ้นยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน มีอินพุตสมัยใหม่ เช่น Balanced XLR, รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ยุคใหม่ สามารถทำงานร่วมกันโดยใช้ 12 V trigger เพื่อเปิด/ปิดอัตโนมัติ       Test Report นี่คือการจัดเข้าชุดเครื่องเสียงระหว่างลำโพงและภาคขยายที่ลงตัวกันมาตั้งแต่แรก มีความสมบูรณ์โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ว่ามันจะไปกันได้ดีหรือไม่ อย่างไร       เพราะทีมออกแบบลำโพง Super Linton และทีมออกแบบแอมปลิไฟร์ QUAD 33/QUAD 303 ทำงานใกล้ชิดกันตลอดเวลาอยู่แล้ว       มาตรฐานของ Wharfedale Super Linton ก็ได้ใช้แอมปลิไฟล์ชุดนี้เป็นเรฟเฟอร์เรนซ์อ้างอิงอยู่แล้วครับ และเราก็เลือกที่จะใช้เพาเวอร์ QUAD 303 บริดจ์โมโน สองตัวคู่ เพื่อให้การทำงานมีพลังขับเคลื่อนสูงสุดในการขับลำโพง เป็นไปตามคำแนะนำของผู้ออกแบบแอมปลิไฟร์และลำโพง ผมชื่นชอบความเป็นตัวเองของ Wharfedale Super Linton เป็นอย่างมาก เพราะนี่คือลำโพงที่มีรูปทรงที่แตกต่างไปจากลำโพงอื่นๆ ในท้องตลาดอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะสัดส่วนของความกว้างและความลึก อาจจะใกล้เคียงลำโพงอังกฤษทั่วไป แต่สัดส่วนความสูงจะสูงกว่าปกติเล็กน้อย นี่ก็คือเหตุผลที่จะต้องใช้ขาตั้งของเขาเองซึ่งมีความสูงเพียง 44 เซนติเมตร ในขณะที่ลำโพงหน้ากว้างเท่าๆ กัน มักจะใช้ขาตั้งสูง 60 เซนติเมตรขึ้นไป        ลำโพงซึ่งเป็นทรงเรโทรย้อนยุคแต่กลับแฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีของเสียงล้ำสมัยที่บรรจุอยู่ภายในอย่างปราณีตเข้มข้นเลยทีเดียว ด้วยจุดประสงค์ที่ทำให้เราฟังเพลงย้อนไปในยุคอนาล็อก จนถึงเพลงยุคปัจจุบันโดยไม่มีขีดจำกัดใดๆ       ดีไซน์ในแบบที่เมื่อคุณต้องการความอิ่มอุ่นละเมียดละไม ลำโพงสามารถให้คุณได้ หรือต้องการความมีชีวิตชีวาเบิกบาน ลำโพงก็ให้คุณได้เช่นกัน          มีข้อแนะนำที่สำคัญประการหนึ่ง ก็คือควรจะซื้อลำโพงพร้อมขาตั้งของเขาเองจะดีที่สุด นี่เป็นขาตั้งเฉพาะทาง ที่ทำจากโลหะพ่นเคลือบสีดำด้าน และมีชิ้นไม้ประกอบอย่างสวยงามเป็นแผ่นเพลทรองอยู่ด้านล่าง      ดีไซน์ขาตั้งจะเป็นผู้กำหนดให้วางตำแหน่งลำโพงแล้วได้ความสูงเหมาะสม ซึ่งช่วยให้ทวีตเตอร์อยู่ในระดับหู ในขณะนั่งฟังส่งผลให้เสียงกลาง–แหลมชัดและสมจริงยิ่งขึ้น ช่วยลดการสั่นสะเทือนจากพื้นและจากตู้ลำโพง และเท่ห์ไปอีกแบบที่ช่องโปร่งๆ นั้น ใช้เก็บแผ่นเสียง (LP) หรืออุปกรณ์เล็กๆ ในช่องด้านล่าง ทำให้ดูเหมือนเฟอร์นิเจอร์หรือตู้วินเทจมากขึ้น     • การเซ็ตอัพระยะห่างของลำโพง ลงตัวที่สุดในห้องฟังของผมคือ 2.15 เมตร ลำโพงห่างผนังด้านข้าง 0.70 เมตร และห่างผนังหลัง 0.95 เมตร เป็นระยะที่เหมาะสมกับการได้มาซึ่งโทนัลบาลานซ์ที่ดี และเสียงทุกย่านความถี่สมดุล เสียงเบสลอยมาเป็นตัวตนที่ดี        หลังจากทดสอบฟัง และขยับปรับตำแหน่งหลายรอบ ผมมีข้อแนะนำในการเซ็ตตำแหน่ง Super Linton ก็คือ ควรตั้งลำโพงในลักษณะ “หน้าตรง” เสมอ อย่าทำการโท-อิน       คือตั้งให้ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ และระยะที่คุณนั่งห่างลำโพงออกมา สัมพันธ์กับระดับความดังที่คุณต้องการ ก็จะได้ทั้งอิมเมจ ซาวนด์สเตจ ที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอนครับ     การโท-อินจะมีผลกระทบต่อเวทีเสียงที่แคบลงโดยง่าย จึงไม่แนะนำให้ทำครับ      ดูจากภายนอกอาจจะคล้ายกับลำโพงรุ่น Linton แต่ภายในลำโพง Wharfedale Super Linton ได้มีการปรับปรุงวงจรครอสโอเวอร์อย่างมาก โดยแยกอิสระ ใช้แผงวงจรครอสโอเวอร์ถึงสองแผง โดยครอสโอเวอร์ของรุ่น Super นั้น ได้ใช้ตัวเหนี่ยวนำคุณภาพดีกว่า ขดลวดคุณภาพดีกว่า รวมทั้งสายเคเบิลสำหรับไวริ่งที่มีคุณภาพดีกว่าอีกด้วย          แตกต่างจากครอสโอเวอร์แบบแผงเดียวที่ดูเรียบง่ายของรุ่น Linton ด้านหลังของลำโพงใช้ขั้วต่อสายลำโพงแบบใหม่ที่ใช้สำหรับรุ่น Super ระบุอักษรเล็กๆ ว่าลำโพงตู้ไหนเป็นด้านซ้าย LEFT หรือด้านขวา RIGHT        ผมเบิร์นลำโพงอยู่หนึ่งสัปดาห์ ทั้งที่ทราบว่าลำโพงคู่นี้มีการเปิดทดลองมาบ้างแล้วจากทาง Hi Fi Tower และนั่งมองอยู่ 2-3 วัน ว่าผมจะถอดตะแกรงผ้าด้านหน้าออกได้ไหม ทำอย่างไร จะได้ทดสอบ เปรียบเทียบ การใส่หรือการถอดหน้ากากได้ว่า เสียงเปลี่ยนแปลงไหม? ซึ่งทำได้ยากมากในตอนแรกเพราะหน้ากากยึดแน่นจริงๆ นิ้วมือไม่อาจดึงออกมาได้     ต้องมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อความปลอดภัย ไม่ให้เกิดอะไรเสียหาย จึงนำเอาไม้บรรทัดโลหะขนาดความยาว 6 นิ้ว มาค่อยๆ สอดและเลาะไปตามขอบมุมเบาๆ ทีละนิด พบว่าก็สามารถถอดได้โดย “สวัสดิภาพ” เมื่อเห็นภายในที่หน้าแบบเฟิล จึงเข้าใจทันที เพราะ Super Linton มีตัวล็อกหน้ากากอยู่ถึง 6 จุด ทำให้ค่อนข้างแน่นหนาและถอดยากเป็นพิเศษนั่นเอง         ผลการทดสอบของผม ขอเรียนว่าระหว่างการใส่หน้ากาก และการถอดหน้ากากออก การเปลี่ยนแปลงมีน้อยมาก ก็อาจจะมีผลบ้างที่ช่วงความถี่เสียงกลางแหลมที่ซอฟท์ลงเล็กน้อยเมื่อปิดผ้าหน้ากาก แต่อิมเมจเสียงยังคงแม่นตรงครับ ดังนั้นตลอดการใช้งานผมจะเน้นการปิดผ้าหน้ากาก เพราะทำแบบนี้ผมคิดว่าโทนัลบาลานซ์ลงตัวดีนั่นเอง        ส่วนท่านใดจะไปเปิดหน้ากากฟังก็ไม่ได้ผิดกติกาอะไรนะครับ อาจจะทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้นที่ได้เห็นความสวยงามของแบบเฟิลและตัว Driver ทั้งสาม ซึ่งทำงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และปลายแหลมจะเปิดอีกนิดๆ       ระยะเวลาของการเบิร์นลำโพงนั้น มีนักทดสอบต่างประเทศเขาได้แจกแจงไว้ว่าลำโพงรุ่น Super Linton มีระยะเวลาการเบิร์นอินนานกว่าลำโพงรุ่น Linton บางคนบอกว่ารุ่น Super จะใช้เวลาเป็นสองเท่าเลยทีเดียว แต่สำหรับในการเบิร์นของผมแล้วคิดว่ามันลงตัวเข้าที่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 100-150 ชั่วโมงเป็นพื้นฐานครับ        ข้อสังเกตสำหรับท่านที่ได้ลำโพงแบบ “แกะกล่อง” ใหม่ ก็คือเสียงของลำโพงในช่วงกลางแหลมอาจจะพยศเล็กน้อย  นอกจากเสียงที่มีชีวิตชีวาและทรงพลังแล้ว เสียงแหลมในช่วงแรกจะมีเสียง “ซซซ” ปลายแหลมสุดมากเกินไปสักเล็กน้อยในย่านเสียงร้อง        โดยเสียงที่เป็นส่วนเกินนี้ จะลดลงอย่างรวดเร็ว และคงที่เมื่อเบิร์นไปราวๆ 20 ชั่วโมงเท่านั้น สามารถสังเกตได้เลย ถึงความผ่อนคลายและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นและเมื่อเบิร์นไปเกิน 100 ชั่วโมง คุณจะพบว่าทุกเสียงจะ “คงที่” โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก          คาแรกเตอร์และน้ำเสียงเป็นอย่างไรบ้าง? นับตั้งแต่แรกเริ่มแล้วนะครับที่นั่งฟังอย่างจริงจัง พบว่าเป็นลำโพงที่มีสำเนียงที่น่ารักมาก คือเราสามารถเข้าถึง Detail หรือรายละเอียดของเสียงดนตรีได้อย่างผ่อนคลายในทุกช่วงความถี่ อาจจะพูดว่านี่คือลำโพงที่เป็นมิตรกับผู้ฟังมากที่สุดคู่หนึ่งตั้งแต่เคยทดสอบมา ทำให้ผมนึกถึงคำว่าเสียงสุภาพแบบผู้ดีอังกฤษขึ้นมาทันที         ย่านความถี่กลางแหลมสวยงาม ราบรื่น เบสอิ่มเอมพอดีๆ ไม่บีบเค้น มีแต่ความผ่อนคลายอย่างน่าทึ่ง อย่างไรก็ตาม Super Linton ไม่ได้เป็นลำโพงที่สร้างมาเพื่อฟังผ่านไปแบบเพลินๆ เรื่อยๆ เพราะในความสุภาพอิ่มละมุนนั้น ก็สามารถแสดง รายละเอียดเต็มเปี่ยมพร้อมความมีชีวิตชีวาของดนตรีเสียงที่รุกเร้า หรือพลังที่โดดเด่นของเพลงบางประเภท ทั้งวงออเคสตร้า และเพลงแนวร็อค ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก (Turn of the Tide : Barclay James Harvest , Erich Kunzel Cincinnati Pops Orchestra : Happy Trails & Round-Up)     จากอัลบั้มเหล่านั้น ผมพบว่าลำโพงให้การถ่ายทอดเสียง ที่มีชีวิตชีวาเป็นธรรมชาติอย่างยิ่งครับ     Super Linton จาก Wharfedale เมื่อจับคู่กับปรี-เพาเวอร์ QUAD 33 และ QUAD 303 ถือว่าเข้ากันอย่างลงตัว เหมือนออกแบบมาเพื่อกันและกันจริงๆ ครับ โดยเฉพาะการบริดจ์เพาเวอร์แอมป์ ใชัเป็นสองตัวคู่แบบ Mono พลังที่ส่งผ่านมายังลำโพง นับว่าควบคุมได้ทุกระดับความดัง พร้อมทั้งความอิ่มเอมแนบเนียนยิ่งไม่ว่าจะฟังไปยาวนานเพียงไร     ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมทดลองฟังลำโพง Super Linton แล้ว เหมือนไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาทดสอบเลย       คือลำโพงกับเรา ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีงามตั้งแต่แรก เข้าถึงง่าย ฟังง่าย และก็เต็มไปด้วยรายละเอียด ระยิบระยับอย่างน่าชื่นชม ทุกเสียงมีความพอดีอยู่เสมอ หาอะไรที่ขาด หรือเกินแทบไม่ได้เลย นี่คือเสียงธรรมชาติเนื้อแท้ครับ      เสียงเบสอิ่มมีความเป็นตัวตน แม้จะวางห่างผนังมากกว่า 1 เมตรขึ้นไปก็ยังให้เบสเต็มสเกลน่าประทับใจ ในทางตรงกันข้าม  แม้จะวางชิดติดผนัง ถึง 50 เซนติเมตร เบสก็ไม่พร่าบวม เรียกว่าการออกแบบท่อเบสคู่ที่ด้านหลัง แต่ทำให้ส่งผลกระทบต่อผนังไม่มากเลยครับ เรียกว่าพร้อมสำหรับความยืดหยุ่นในการใช้งาน ในห้องขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ โดยโทนเสียงต่ำจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก      ความสามารถถ่ายทอดมิติของเสียงดนตรีทำได้ดีเยี่ยมมากครับ ฮาร์โมนิคหรือความฉ่ำหวานรอบๆ ชิ้นดนตรี ทำให้สัมผัสถึงความสมบูรณ์แบบที่สตูดิโอบันทึกมา แสดงผลเวทีเสียง ที่มีด้านหน้าและบรรยากาศส่วนแบ็คกราวนด์หลัง เชิงชั้น ลดหลั่นของตำแหน่งดนตรีได้เกินกว่าที่เราคาดหวังมากทีเดียว (Janis Ian : Breaking Silence และ Holly Cole Trio : Don't Smoke In Bed)       ในการฟังเพลงทุกประเภท พบว่า Wharfedale Super Linton ทำได้ดี และปราศจากข้อจำกัดเรื่องของสไตล์เพลง ทำให้การฟังมีความกว้างขวางอย่างมาก และน่าชื่นชมที่เพลงร้องที่มีความจำเพาะเจาะจง หรือมีความโดดเด่นของศิลปินผู้ขับร้อง ลำโพงแสดงคาแรกเตอร์ได้อย่างแม่นยำเที่ยงตรงและสมจริงกับบุคลิกเฉพาะของศิลปินแต่ละท่าน       รวมทั้งเพลงแนวสบายๆ แบบคันทรีที่ผมชอบเป็นพิเศษ ทำให้การฟังลำโพงคู่นี้ รู้สึกอินกับเสียงขับร้อง จนต้องฮัมเพลงตามไปด้วย (Greatest Hits : Kenny Rogers, We Must Believe in Magic : Crystal Gayle)           ถ้าหากถามว่าชื่นชอบลำโพงคู่นี้ที่ตรงไหนมากที่สุด ก็คงจะเป็นเรื่องของการให้ “สเกลสัดส่วน” ของชิ้นดนตรีได้ดี และสมจริงมากๆ นั่นเอง      ผมยกตัวอย่างเช่น เพลงๆ หนึ่งอาจประกอบขึ้นด้วยดนตรีหลายชิ้น เมื่อมีการบันทึกเสียงที่ดี (จากอัลบั้มระดับออดิโอไฟล์) จะพบว่าเสียงทรัมเป็ต ไวโอลิน เปียโน กีต้าร์ กลอง เบส ดับเบิ้ลเบส อัตราส่วนของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นนั้นมีสัดส่วนที่ถูกต้อง ไม่เบี่ยงเบน ไม่มีอะไรที่มากไป น้อยไป เฉกเช่นตอนที่เรามีประสบการณ์การฟังดนตรีจริงที่มาบรรเลงต่อหน้า       โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องชมเชยการทำงานของมิดเร้นจ์ ต่อเนื่อง ไหลลื่น กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน กับวูฟเฟอร์และทวีตเตอร์ ถือว่า การออกแบบครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ระบบสามทางแบบใหม่นี้ ทำงานได้ราบรื่นมาก      การให้ความรู้สึกถึงความชัดเจน ที่มีทั้งความตื้น-ลึก มีเลเยอร์ ของเวทีด้านหน้าและแบ็คกราวนด์หลัง ทำได้ดีมาก เราสามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างดังกล่าวนั้นได้ทุกช่วงเวลาที่นั่งฟัง      นี่คือลำโพงซึ่งกระจายเสียงได้กว้างลึก อิสระ โฟกัสเสียงร้องโดดเด่นเป็นพิเศษ สนองตอบความมีน้ำหนักหรือความทรงพลังของเสียงกลางได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่ชอบฟังเพลงร้องจากเสียงศิลปินกับเครื่องดนตรีน้อยชิ้น จะรู้สึกทึ่งเลยทีเดียว กับเสียงที่หลุดลอยออกมาจากลำโพง (Rebecca Pidgeon - The Raven)     Wharfedale Super Linton เป็นลำโพงที่มีความพอดีในทุกย่านความถี่ คือเราไม่รู้สึกว่าอะไรที่น้อยไป หรืออะไรที่มากเกินไป ทำให้มั่นใจได้ว่าเราอยู่กับพลังแห่งเสียงดนตรีจริง ที่ฟังยาวนานเท่าใดก็ได้ จะไม่รู้สึกเบื่อล้าเพราะทุกเสียงล้วนกลั่นกรองออกมาได้เป็น “ธรรมชาติ” จริงๆ        และพลังไดนามิคแรงๆ ของดนตรียุคใหม่ที่ได้จากลำโพง มีความนิ่งปราศจากการเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน หรือเบสที่มีน้ำหนักแรงๆ ก็ดูจะกระชับพอเพียง ไม่สั่นไหว อันเนื่องจากการดีไซน์ตู้แบบสองชั้นที่ทีมงาน Wharfedale เชื่อมั่นว่าจะสร้างปรากฏการณ์ที่ดีที่สุดในการมอบความถี่ต่ำ     นั่นคือทั้งหมดที่ผมประทับใจในลำโพง Wharfedale Super Linton           แต่ถ้ากล่าวถึงผลโดยรวมทั้งซิสเต็มแล้ว Quad เป็นชุดเครื่องเสียงที่ ให้เสียงที่ลงตัวพอดีๆ มีชีวิตชีวา น่าจะพิจารณาใช้กับลำโพง Super Linton อย่าง QUAD 33 และ 303 เป็นอันดับเริ่มต้นเช่นนี้ ทุกอย่างดูสมเหตุสมผล หรือเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม       เพราะทั้งลำโพงและปรี-เพาเวอร์ให้เสียงโทนอุ่นธรรมชาติที่เข้ากันได้ดีมาก เสียงที่นุ่มนวลในย่านเสียงกลางและเสียงสูง พร้อมด้วยความอิ่มเอมน่าประหลาดในการขับเสียงเบส ช่วยให้ได้เสียงโดยรวมที่สมดุล ลงตัวพอดิบพอดี ผู้ฟังจะสัมผัสกับความไพเราะ ที่ไม่ทำให้เหนื่อยล้าได้ในทุกช่วงเวลาและในทุกๆ วัน       แอมปลิไฟร์มีส่วนผลักดันให้เสียงร้องของลำโพงมีความเป็นธรรมชาติ ไม่เรียบแห้ง และรายละเอียดชัด โดยเฉพาะเพลงอะคูสติกหรือคลาสสิกจะได้อารมณ์ “เหมือนอยู่หน้าศิลปินจริงๆ”     ซิสเต็มทั้งชุด อาจเป็นที่ปรารถนาแห่งชีวิต เสียงให้ความเด่นที่อารมณ์และการแยกเลเยอร์เสียงได้ดี ซึ่งทำให้เพลงทุกแนวมีโทนเสียงที่ “ธรรมชาติ” โดยไม่หวือหวา เป็นชุดเครื่องเสียงที่ทำให้เราคิดถึงว่า เมื่อเสร็จภารกิจประจำวันอย่างอื่นแล้ว ได้มานั่งลงตรงหน้ากับชุดเครื่องเสียงชุดนี้ Wharfedale Super Linton , QUAD 33/303 ก็จะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย จิตใจโลดแล่นไปกับเสียงดนตรีที่ชื่นชอบ เหมือนการอยู่กับ Natural Sound ที่ใกล้ชิด และเต็มอิ่มกับเสียงธรรมชาติ เป็นซิสเต็มที่สมบูรณ์แบบ และสร้างทุกแรงบันดาลใจในเสียงดนตรีโดยไร้ขีดจำกัดใดๆ สัมผัสแห่งพลังธรรมชาติ ที่ผ่อนคลาย มีชีวิตชีวา ในความจริงแท้ของเสียงดนตรี  กับเครื่องเสียงซิสเต็มนี้ ผมถือว่าคุ้มค่าทุกช่วงเวลา และน่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมด้วยกันตลอดไปครับ Reference: • Audiolab 9000CDT CD Transport • NAD M51 DAC • NAD C588 Turntable  • Life Audio Signature Mellow Wharfedale Super Linton + Stand   ราคาพิเศษ 85,000.- บาท Quad 33   ราคาพิเศษ 54,000.- บาท/ตัว Quad 303   ราคาพิเศษ 54,000 บาท/ตัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า)  โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower  

KEF Muo : PORTABLE BLUETOOTH HIFI SPEAKER เสียงใหญ่ ในขนาดย่อม และเปี่ยมด้วยคุณภาพระดับออดิโอไฟล์

KEF Muo PORTABLE BLUETOOTH HIFI SPEAKER เสียงใหญ่ ในขนาดย่อม และเปี่ยมด้วยคุณภาพระดับออดิโอไฟล์      สวยงามกะทัดรัดเสียงน่าทึ่งในรอบทศวรรษ ต้องยกให้ลำโพงพกพารุ่นนี้เลยครับ นั่นคือ Muo ที่ได้รับการออกแบบโดย Ross Lovegrove และได้รับการพัฒนาเชิงวิศวกรรมโดย KEF ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ Lovegrove เรียกขานว่า “Organic Essentialism” ปรัชญาแห่งถ่ายทอดจังหวะดนตรีและความกลมกลืนของย่านความถี่เสียงอย่างธรรมชาติของรูปทรงที่งดงาม เหมาะกับไลฟ์สไตล์นักฟังเพลงยุคใหม่     Muo รุ่นเดิมเคยออกวางตลาดเมื่อปี 2015 ซึ่งได้ถูกพัฒนาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในรุ่นปี 2025 นี้         ด้วยขนาดเพียง 216 × 82 × 59 มิลลิเมตร น้ำหนัก 740 กรัม ผลิตจากวัสดุอลูมิเนียมเกรดพรีเมียม ในรูปทรงที่ย่อส่วนจากลำโพงสุดขอบไฮเอ็นด์รุ่น KEF Muon รุ่นใหญ่มาสู่ขนาดที่ “พกพา” ได้ พร้อมสายคล้องที่เหมาะกับทุกการใช้งาน       KEF Muo ลำโพงบลูทูธแบบพกพาระดับพรีเมียม ที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง KEF นำเสนอด้วยไดรเวอร์ Racetrack และเทคโนโลยี P-Flex Surround และจุดที่ถือว่าเป็นหัวใจระบบคือ Music Integrity Engine (MIE) อันเป็นอัลกอริทึม DSP เอกสิทธิ์เฉพาะของ KEF ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์และรายละเอียดของเสียงได้สมจริงยิ่งขึ้น      พร้อมความทนทานระดับ IP67 ที่กันน้ำและฝุ่น และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน ทำให้ Muo พร้อมไปได้ในทุกสถานที่ ในทุกการเดินทาง มีให้เลือก 7 สีสันสดใส ที่สะท้อนไลฟสไตล์เฉพาะบุคคล คือ Silver Dusk, Amber Haze, Orange Moon, Blue Aura, Moss Green, Cocoa Brown และ Midnight Black          Muo มาพร้อมระบบไร้สาย Bluetooth 5.4 aptX Adaptive รองรับ Codec คุณภาพสูง aptX Adaptive, AAC และ SBC รวมถึงรองรับการจับคู่แบบ True Wireless Stereo (TWS) เมื่อใช้ลำโพง 2 ตัวร่วมกัน เพื่อเสียงระดับไฮไฟ และมีความหน่วงต่ำ มีไมโครโฟน Built-in พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนและลดเสียงสะท้อน สำหรับรับสายโทรศัพท์หรือคำสั่งเสียง         ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จะมีระยะเวลาการเล่นได้ยาวนานสูงสุด 24 ชั่วโมง ที่ระดับเสียงปานกลาง หรือสามารถชาร์จด่วน 15 นาที ฟังได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง       กันน้ำและกันฝุ่นทนทานต่อสภาพอากาศในระดับ IP67 เหมาะกับสภาวะอากาศตั้งแต่ -20°C ถึง 45°C ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ริมสระหรือทริปตั้งแคมป์ก็พร้อมสรรพทุกความมั่นใจ        จุดสังเกต รุ่นใหม่ปี 2025 ใช้ไดรเวอร์สองแบบแยกชัดเจน โดยมีไดรเวอร์เบส/กลาง แบบ Racetrack รูปวงรีขนาด 58 × 117 มม. มีเทคโนโลยี P-Flex Surround เพื่อการเคลื่อนที่ของกรวยที่แม่นยำและเบสลงได้ลึกกว่า พร้อมทวีตเตอร์โดมแยกเฉพาะ สำหรับย่านความถี่สูง ให้เสียงแหลมที่คมชัดรายละเอียดสูง     ส่วนแอมปลิฟายเออร์ภายในใช้ภาคขับเสียงแบบ Class D คู่ โดยแยกอิสระ 10 วัตต์ สำหรับทวีตเตอร์ และ 30 วัตต์  สำหรับไดรเวอร์กลาง-เบส (Racetrack)      สามารถโหลดแอปควบคุม KEF Connect (iOS/Android) สำหรับจัดการตั้งค่า, ปรับแต่งเสียงเลือก EQ, และอัปเดตเฟิร์มแวร์      มีพอร์ต USB-C ชุดเดียว ที่ใช้ทั้งสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และเล่นเสียงแบบมีสาย รองรับสัญญาณเสียงสูงถึง 48 kHz/24-bit เมื่อใช้ USB-C (ขึ้นกับอุปกรณ์ต้นทาง)         Preview เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจครับ เพราะนานๆ ทีจะได้ฟังลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดย่อม แล้วให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจถึงขนาดนี้ เอาเป็นว่าได้ยินเสียงแรกก็ตะลึงเลยเหมือนกันครับ นอกจากรายละเอียดที่ดี เสียงเบสลึกอิ่มๆมาจากไหน? โดยแรกสดุผู้ผลิตระบุเอาไว้ที่ 43 Hz – 20 kHz นั้นไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อได้ฟังจริงๆ ต้องถือว่าน่าทึ่งมากๆ ครับ     สำหรับการใช้งานทั่วไป KEF Muo นี้ มีขั้นตอนง่ายมากครับ มือใหม่ก็สามารถใช้งานได้ทันที ระบบคอนโทรลหลักอยู่บนหลังลำโพง ส่วนปุ่มบลูทูธวางตำแหน่งที่ด้านหลังลำโพง มีปุ่มยางเล็กๆ ช่วยให้วางได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอนได้อย่างมั่นคงเพื่อสัมผัสพื้นผิวทั่วไป     เริ่มใช้งานครั้งแรก ให้กดปุ่ม Power ที่ด้านบนของตัวลำโพงค้างไว้ประมาณ 3 วินาที จนไฟ LED ติดค้าง แสดงสถานะพร้อมใช้งาน นี่คือจุดเริ่มต้นก่อนจะเชื่อมต่อหรือจับคู่ใดๆ  จากนั้นเสียบสาย USB-C เข้าที่พอร์ตด้านหลังของ Muo ในกรณีเล่นเพลงจากคอมพ์ หรือต้องการชาร์ตไฟ โดยปลายสายอีกด้าน เสียบเข้ากับอะแดปเตอร์หรือพอร์ต USB ในคอมพิวเตอร์ ไฟ LED จะแสดงสถานะ กำลังชาร์จ  เมื่อชาร์จเต็มแล้วใช้งานได้ยาวสูงสุด 24 ชม. (ขึ้นอยู่กับระดับเสียง) เคล็ดลับก็คือชาร์จ 15 นาที ก็ได้เวลาเล่นเพิ่ม 3 ชั่วโมงแล้ว      วิธีการจับคู่ Bluetooth กับอุปกรณ์สมาร์ทโฟน เมื่อเครื่องเปิดอยู่ ให้กดปุ่ม Bluetooth Pairing ที่ด้านหลังไฟ LED จะกระพริบสีน้ำเงิน แสดงว่าลำโพงพร้อมจับคู่ ให้เปิด Bluetooth ในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เลือกอุปกรณ์ชื่อ “KEF Muo” จากรายการเมื่อเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว ไฟ LED จะคงติด สีน้ำเงินค้างอยู่ จากนั้นก็เริ่มเล่นเพลงจากแหล่งที่มาจากสมาร์ทโฟนได้เลย ของผมจะเน้นไปที่ Youtube – Spotify และ TIDAL เป็นหลักครับ เพราะมีเพลงหลากลหายสไตล์คุณภาพดีๆ ที่ฟังเป็นประจำ     ถ้าคุณอยากใช้สาย USB-C เพื่อเล่นเสียงจากคอมพิวเตอร์ ให้กดปุ่ม Bluetooth 2 ครั้ง เพื่อสลับการใช้งาน โดยโหมดไฟ LED จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเมื่ออยู่ในโหมด USB-C และกดอีกครั้งเพื่อย้อนกลับไปยังการใช้งาน Bluetooth          การวางลำโพงและปรับระดับเสียง ให้ดูจากปุ่มด้านบนของตัวลำโพงจะมีปุ่ม Volume + (เพิ่มเสียง) Volume – (ลดเสียง) ปุ่ม Power ใช้สำหรับเปิด/ปิด … ปุ่มสามขีดนี้ สำหรับเลือกฟังก์ชั่น     กรณีจับคู่สเตอริโอ TWS โดยใช้ 2 ตัว ซึ่งผมทดสอบการจับคู่ลำโพงแบบสเตอริโอแล้วบอกได้เลยว่ายิ่งประทับใจแบบคูณสองครับ วิธีการจับคู่ก็ง่ายมาก ไม่ต้องอาศัยแอปแต่อย่างใด โดยเปิด KEF Muo ทั้งสองตัวใช้งานพร้อมกัน หลังจากนั้นบนตัวแรก ให้กดปุ่ม Function + Bluetooth (ด้านหลังลำโพง) พร้อมกันค้างไว้ เพื่อรีเซ็ตและตั้งเป็นลำโพงแชนแนลขวา  จากนั้นก็ทำเหมือนกันบนตัวที่สอง เพื่อให้เป็นลำโพงแชนแนลซ้าย  สังเกตว่า ไฟ LED จะสว่างค้างและทั้งคู่จะจับคู่กันเอง หลังจากจับคู่แล้ว เราจะเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับตัวขวา (Primary) เพื่อเริ่มเล่นเพลงพร้อมกันทั้งสองตัวให้เข้าสู่ระบบ Stereo ครับ         จากการทดสอบใช้งานจริง โดยผมเริ่มจากการใช้ลำโพงเพียงตัวเดียวก่อน ยอมรับว่ามีความประทับใจมากในเรื่องของน้ำเสียงที่แผ่ออกมากว้างลึกและหลุดลอยเป็นอิสระจากตู้ของลำโพง รายละเอียดปลายเสียงแหลมสวยงาม เสียงช่วงปลายดูสุภาพ เสียงกลางสะอาด ในขณะที่เสียงเบสลึกแน่นอิ่มอย่างน่าตกใจ เรียกว่าเกินคาดเลยทีเดียว       ในการเซ็ตอัพลำโพงสองตัวในระบบสเตอริโอ แนะนำให้วางลำโพงทั้งสองให้ห่างประมาณ 1 - 1.50 เมตร เพื่อสร้างเวทีเสียงที่กว้างขึ้น ท่านที่เป็นนักฟังระดับออดิโอไฟล์จะต้องชอบใจเมื่อใช้ Muo จับคู่กันเป็นสตูดิโอสองตัวแบบนี้อย่างแน่นอน เพราะเสียงเหมือนฟังชุดเครื่องเสียงแยกชิ้นที่เวทีเสียงกว้างลึกมากๆ ครับ       เคล็ดลับใช้งานด้วยแอป KEF Connect คุณสามารถดาวน์โหลด KEF Connect ใน iOS หรือ Android ใช้แอปเพื่อควบคุม EQ, เปลี่ยนชื่ออุปกรณ์, อัพเดตเฟิร์มแวร์ และจัดการลำโพงหลายตัวพร้อมกัน นี่คือความสะดวกและยกระดับการใช้งานลำโพงไปอีกหนึ่งขั้น     และจากการทดสอบพบว่า ถ้าลำโพงไม่ได้เชื่อมต่อหรือไม่ได้ใช้งาน จะปิดตัวเองอัตโนมัติ เพื่อประหยัดแบตเตอรี่       ผลการทดสอบ KEF Muo ลำโพงพกพาที่เสียงไม่ธรรมดา ให้คุณภาพเสียงและเวทีเสียงออกมาได้เกินตัว โดยเฉพาะเรื่องเสียงร้องและเครื่องดนตรี ให้รายละเอียดที่ดีมาก ด้วยบุคลิกเสียงแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการ ถ่ายทอดความละเมียดละไมตลอดย่านความถี่ จากแหลมสุดไปหาเสียงต่ำสุดแบบที่คุณแทบไม่เคยได้ยินจากลำโพงพกพาใดๆ แบบนี้มาก่อน ให้เสียงสูงเปิดกว้างลื่นไหล ไม่มีเสียงแข็งกระด้างเฉกเช่นลำโพงพกพาอื่นๆ ความนุ่มนวลที่ต้องยกให้เลยครับว่า มาสุดทางจริงๆ เมื่อจับคู่สองตัว (Stereo) จะสร้างเวทีเสียงกว้างและสมจริงยิ่งขึ้น ผมชื่นชมที่แอมป์ภายใน และไดรเวอร์มีความพอเหมาะพอดีกัน รักษาความคมชัดได้ดีแม้ฟังในระดับความดังสูงๆ ส่วนการใช้งานผ่านแอป KEF Connect ทำง่ายและควบคุมได้มากยิ่งขึ้น       น้ำเสียงโดยรวม ให้บุคลิกที่ละเมียดละไมน่ารัก เปิดกว้างเบสอิ่มเอมน่าทึ่ง และระดับความดังของเสียงพอเพียงกับห้องขนาดเล็ก – กลางทั่วไป และเมื่อใช้สองตัวเป็นสเตอริโอ จะให้ซาวด์สเตจ กว้างขึ้น เสียงสูงสะอาดไม่ออกแนวคมสด เรียกว่ารักษาบุคลิกเสียงในแบบผู้ดีอังกฤษเอาไว้อย่างมั่นคง      ฟังเพลงทั้ง Pop Jazz วงบิ๊กแบนด์ ผมก็ต้องแปลกใจทุกครั้งที่เสียงเบสแน่นและควบคุมได้ดีมาก สำหรับลำโพงขนาดเล็กที่มีเสียงสูงใสและแยกรายละเอียดได้ดี แต่ไม่จัดจ้านแม้แต้น้อยนิด ให้ประสบการณ์ฟังเพลงที่ “สมจริงและสดใส” ยิ่งกว่าลำโพงสำหรับสมาร์ทโฟนทั่วไป  และเหมาะมากๆ สำหรับการฟังแบบใกล้ๆ Near Field อีกด้วย       สำหรับบางท่านที่อาจสงสัยว่าลำโพง KEF Muo ควรจะวางในแนวตั้งหรือในแนวนอนจะให้เสียงดีกว่ากัน จากการทดสอบฟังอย่างจริงจัง มีบทสรุปว่า ฟังได้ดีทั้งสองรูปแบบครับ แต่ถ้าต้องการฟังแบบออดิโอไฟล์ แนะนำให้วางในแนวตั้ง เพราะว่าการกระจายเสียงแหลมและเสียงทุ้มจะดูราบรื่นและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างยอดเยี่ยม      ด้วยระดับราคาอาจจะมองเผินๆ ว่าสูงนิดนึง แค่ถ้าคุณได้จับต้องตัวจริงจะเห็นถึงความพรีเมียมในวัสดุ สีสัน ว่าเป็นอีกคลาสหนึ่งของลำโพงพกพา และเมื่อฟังเสียงจะรู้สึกว่า KEF Muo นั้น คุ้มค่าทุกมิติเลยครับ     KEF Muo มีขนาดกะทัดรัด แต่เต็มไปด้วยพลังเสียงเต็มอิ่ม ในแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการ ในการฟังทุกครั้ง ผมแทบไม่เชื่อว่าเสียงดนตรีอันเจิดจรัส สมจริง จะออกมาจากขนาดลำโพงเล็กๆ นี้ เสียงของ Muo ประดุจการฟังลำโพงขนาดใหญ่เลยทีเดียว งานวิศวกรรมชิ้นนี้ ยกให้เป็นสุดยอดของลำโพงพกพาของปี 2026 เลยครับ ราคาจำหน่าย KEF MUO ราคา 10,900.- บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand  

AE1 40th Anniversary Edition มนต์เสน่ห์ลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์ และคุณภาพเสียง

AE1 40th Anniversary Edition มนต์เสน่ห์ลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์ และคุณภาพเสียง AE1 ลำโพงรุ่นแรก ที่ถือกำเนิดพร้อมบริษัท Acoustic Energy เคยเป็นแรงบันดาลใจในยุคทองของเสียงแบบอนาล็อก ได้ย้อนกลับมายืนเด่นเป็นสง่า ในช่วงเวลาของดิจิตอลออดิโอรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้ง แสดงถึงการผสมผสานเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยม เพื่อให้ได้คุณภาพที่ละเมียดละไมของยุคเก่า และความเปิดกว้างไดนามิคเร้นจ์ของยุคใหม่ได้อย่างลงตัว      • จุดเริ่มต้น  AE1 รุ่นแรก ปี 1987 Acoustic Energy ได้ก่อตั้งขึ้นในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 1987 มาพร้อมกับการเปิดตัวลำโพง AE1 เป็นรุ่นแรก โดยระดมสรรพกำลังและสมองของทีมออกแบบให้ได้มาซึ่งลำโพงเล็กที่สนองตอบความเที่ยงตรงของดนตรีมากที่สุด      จุดเด่นของ AE1 ในช่วงเวลานั้นคือ ลำโพง Stand‑Mount / Bookshelf ขนาดเล็ก ที่ให้ไดนามิกสูง เบสสะอาดชัดเจน และถ่ายทอดความเที่ยงตรงที่เกินคาดสำหรับลำโพงขนาดเล็ก ซึ่งถือว่าได้ “ทลายขีดจำกัด” ที่เคยมี เมื่อเทียบกับข้อจำกัดทั่วไปของลำโพงขนาดเล็กในยุคนั้น   • การพัฒนาเวอร์ชั่นต่างๆ ตามลำดับ  - ปี 1987 AE1 รุ่นแรกเปิดตัวครั้งแรกในอังกฤษ ในดีไซน์ Compact Monitor ขนาดเล็ก ที่ให้ไดนามิกสูง โดยใช้ Aluminium Cone Woofer (ที่ล้ำหน้าในยุคนั้นมาก) - ปี 1991  AE1 MK II ปรับปรุงภายใน ทั้ง Crossover และไดรเวอร์ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น - ปี 1996 AE1 MK IIl นับเป็นรุ่นที่ปรับปรุงมากขึ้นอีกระดับ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของย่านความถี่ต่ำ ความสดใสของเสียงแหลม มีการใช้ตู้ที่หนาขึ้น แดมปิ้งที่ดียิ่งขึ้น - ปี 2001 AE1 MK IIl SE (Special Edition) เป็นรุ่นย้อนยุคที่ออกแบบให้ใกล้เคียงกับ AE1 ดั้งเดิมมากที่สุด โดยใช้วูฟเฟอร์แบบอลูมิเนียมโคน และทวีตเตอร์แบบซอฟท์โดม - ปี 2016 ได้ยุติการผลิต Series AE1 ในแบบลำโพงแพสสีพไประยะหนึ่ง - ปี 2017 ปรับสายการผลิต เป็นลำโพงแอคทีฟ รุ่น AE1 Active - ปี 2021 เริ่มผลิต AE500 Series แม้ไม่ใช่ AE1 โดยตรง แต่ AE500 ได้แรงบันดาลใจจาก AE1 โดยเฉพาะการใช้วัสดุเซรามิก อลูมิเนียมไดรเวอร์     และในปี 2025 ช่วงเวลาย้อนประวัติศาสตร์ ด้วย AE1 40th Anniversary Edition ลำโพงวางขาตั้งรุ่นพิเศษ เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของตระกูล AE1 ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในลำโพงที่สร้างชื่อในยุค 80 ด้วยเสียงที่เที่ยงตรง ไดนามิกดีเยี่ยม มีใช้งานในสตูดิโอหลายแห่งทั่วโลก โดยรุ่น 40th Anniversary Edition นี้ยังคง DNA ของรุ่นดั้งเดิมไว้ แต่ได้พัฒนาปรับปรุงชิ้นส่วนและอัพเกรดเทคโนโลยีให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อคุณภาพเสียงและการใช้งานที่ดีและกว้างขวางกว่าเดิม     จุดเด่นหลัก 1. ไดรเวอร์ที่พัฒนาใหม่อย่างละเอียดประณีต • ทวีตเตอร์อลูมิเนียมโดม ขนาด 29 มิลลิเมตร มีขดลวดขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นเดิม ช่วยลดความร้อนในคอยล์ ลดการบีบอัดพลังงาน และเพิ่มไดนามิกในช่วงความถี่สูงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมแชมเบอร์ภายในที่ช่วยดูดซับพลังงานเสียงด้านหลังเพื่อควบคุมเรโซแนนซ์ให้ต่ำลง • วูฟเฟอร์/มิดเบส ขนาด 125 มิลลิเมตร ออกแบบให้ใหญ่ขึ้นตามมาตรฐานปัจจุบัน พร้อมกรรมวิธีเคลือบฮาร์ด-อะโนไดซ์ทั้งสองด้านให้แข็งแรง ส่งพลังขับเคลื่อนอากาศได้มากขึ้น ช่วยลดความผิดเพี้ยนของเสียงในย่านกลาง-ต่ำได้อย่างดีเยี่ยม ในแง่ของการใช้เทคโนโลยีออกแบบตัวขับเสียงต่ำของ AE1 40th Anniversary Edition นับเป็นกระบวนการที่น่าสนใจมาก      AE เลือกใช้วิธีการขึ้นรูปกรวยอะลูมิเนียมแบบ Spun (Spun Aluminium Cone) ซึ่งผลิตโดยกระบวนการ Spinning คือการปั้นกรวยลำโพงจากแผ่นโลหะให้ได้รูปทรงที่แม่นยำและแข็งแรง แทนการใช้วิธีอัดขึ้นรูปดังที่เราพบในลำโพงทั่วไป        AE ใช้เครื่องจักรในการขึ้นรูปโลหะแผ่นให้เป็นรูปทรงโค้งของกรวย โดยการกดโลหะแผ่นให้เข้ากับแม่พิมพ์ที่หมุนอยู่ด้วยแรงดันจากลูกกลิ้ง ทำให้ได้ชิ้นงานที่บางและสม่ำเสมอ       จากนั้นกรวยลำโพงที่ได้ ก็จะมีการเคลือบด้วยชั้น Hard-anodized และ Ceramic coating ทั้งสองด้าน เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ลดการบิดงอ ควบคุมการสั่นสะเทือนของกรวยอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เสียงกลางและเสียงต่ำมีความเป็นธรรมชาติ          ทำไม AE1 เลือกวิธี Spun Aluminium เนื่องจากกรวยแบบนี้จะให้คุณสมบัติที่นักออกแบบลำโพงระดับเรฟเฟอร์เรนซ์ต้องการ เพราะให้ความแข็งแกร่งต่อมวลสูง มีการเบรคอัพที่ควบคุมได้ รวมถึงสนองตอบต่อย่านความถี่กลางต่ำได้อย่างฉับไวไม่ฟุ้งกระจาย คงบุคลิกเสียงแบบลำโพงมอนิเตอร์ เอาไว้อย่างมั่นคง         2. การออกแบบโครงสร้างตู้ลำโพงที่มีความประณีตพิถีพิถัน โดยตู้ทำจาก HDF ชั้นหนา พร้อมวัสดุ RSC ที่ควบคุมการสั่นสะเทือนและเรโซแนนซ์ได้ดี ให้เสียงมีความชัดและเป็นธรรมชาติ      วัสดุ RSC นั้น เป็นโครงสร้างไม้แบบหลายชั้น (Constrained-layer Construction) ออกแบบมาเพื่อกำจัดการสั่นและเรโซแนนซ์ของตู้ลำโพงโดยตรง        ในกรณีของ AE1 40th Anniversary Edition โครงสร้างหลักจะประกอบด้วย แผ่น HDF และ MDF ที่มีความหนาแน่นสูง มีชั้นโพลิเมอร์แดมป์ (Visco-elastic Layer) เป็นการประกบในแบบแซนด์วิชภายใต้แรงอัดสูง เมื่อตู้มีการสั่น พลังงานจะถูกแปลงเป็นความร้อนเล็กน้อย แทนที่จะสะท้อนกลับมาเป็นเสียงรบกวน นับเป็นเทคนิคที่ฉลาดล้ำมาก     เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ของตู้ลำโพง เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นจากภายนอก แต่ภายในหลักการทำงานของระบบ Constrained-Layer Damping คือใช้แผ่นไม้แข็ง 2 ชั้น เมื่อตู้พยายามสั่น ชั้นแดมป์ตรงกลาง จะทำการต้านการเคลื่อนตัว จากนั้นพลังงานที่สั่นจะถูกขจัดทิ้งในชั้นกลาง ผลคือได้ตู้ที่นิ่งมาก โดยไม่มีเสียงของ “กล่อง” มาปะปนกับเสียงดนตรี ช่วยให้ทุกความถี่สะอาด มีความโปร่งโฟกัสดี      แนวคิดคือ ทำให้ตู้เงียบที่สุด เพื่อให้ได้ยินแต่เสียงจากดอกลำโพง     ตู้ลำโพงจะทำการเคลือบสีถึง 10 ชั้น เป็น Gloss หรือ Walnut Veneer สวยงามและทนทาน พอร์ตคู่ด้านหน้า Twin Front Reflex ที่ออกแบบใหม่ด้วยเทคนิคลดเสียงของพอร์ต ช่วยขยายช่วงความถี่ต่ำได้สะอาดยิ่งขึ้น       3. การออกแบบ Crossover วงจรแบ่งความถี่ด้วยอุปกรณ์คุณภาพสูง ใช้ส่วนประกอบระดับออดิโอไฟล์เกรด Low-order Filter เพื่อรักษาเฟสให้สอดคล้องในการทำงานของไดรเวอร์ ทั้งยังช่วยลดการทับซ้อนกัน เมื่อย่านเสียงสูงและต่ำเปลี่ยนผ่าน จึงได้เสียงที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ     หลังจาก AE1 40th Anniversary Edition เริ่มวางจำหน่ายและส่งให้รีวิวเวอร์ได้ทดสอบ ก็ได้รับคำชมจากสื่อหลัก อาทิ Outstanding Product จาก Hi-Fi News ด้วยคะแนนที่สูง ทั้งเรื่องความสามารถในการขับเสียงที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองที่ดีและแม่นยำ งานประกอบตู้ที่ยอดเยี่ยม       ได้รับรางวัล “Editor’s Choice Award” จาก The Ear ที่ชื่นชมว่าลำโพงรุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี ยังคงให้อารมณ์และเสียงคลาสสิกของ AE1 ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งเพิ่มความเร้าใจ มีชีวิตชีวา ดึงดูดใจให้ฟังดนตรีได้ยาวนานกว่าลำโพงที่ราคาแพงกว่าอีกหลายรุ่น      แทบทุกสื่อไฮไฟชั้นนำให้ความคิดเห็นในเชิงบวกมาก โดยเฉพาะในด้านคาแรกเตอร์เสียงที่สมดุล มีพลัง และให้รายละเอียดดีมากๆ     Test Report ลำโพงคู่นี้สร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้กับผมได้มากที่สุดคู่หนึ่งในรอบปี แน่นอนว่า นอกเหนือจากเรื่องของคุณภาพเสียงแล้ว AE1 40th Anniversary Edition ทำให้เรารู้ว่าลำโพงคู่หนึ่ง ถูกสร้างให้ดีที่สุดทั้งรูปลักษณ์ เทคโนโลยี ได้อย่างไร       AE1 40th Anniversary Edition เป็นลำโพงที่เราสามารถเซ็ตอัพโดยไม่ยุ่งยากซับซ้อน ให้ผลของการรับฟังที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละจุดตำแหน่ง หรือในระยะของการเซ็ตต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และน่าตื่นเต้น  เพียงขยับตำแหน่งเล็กน้อย คุณก็จะพบความเปลี่ยนแปลงได้ในทันที และสามารถหาจุดที่เหมาะสำหรับการฟังอย่างสมบูรณ์ในห้องฟังของคุณ    ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าเท่าที่ได้ทดสอบ AE1 40th Anniversary Edition กับขาตั้งโดยทั่วไปหลายคู่ ขอยืนยันว่าลำโพงคู่นี้เหมาะสำหรับขาตั้งโลหะเท่านั้น ไม่ควรใช้กับขาตั้งไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้เนื้อแข็ง ไม้เนื้ออ่อน หรือแม้แต่กระทั่งไม้ MDF เพราะขาตั้งเหล่านั้นจะบดบังความสง่างามเสียงกลางแหลมที่ยอดเยี่ยมของลำโพง     และขาตั้งไม้บางคู่อาจจะมีผลทำให้เสียงต่ำเฉื่อยลงอีกด้วย     ผลตรงนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับนักฟังแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่พอสมควร ดังนั้นแนะนำเลยนะครับว่าขาตั้งโลหะที่ดีกับ AE1 40th Anniversary Edition คือคำตอบสุดท้าย     จากผลการทดสอบ ด้วยชั่วโมงรวมในการฟังจริงของผมมากกว่าหนึ่งร้อยชั่วโมง น่าจะเป็นแนวทางสรุปได้ว่าลำโพงคู่นี้ เสียงเป็นอย่างไร        ลำโพงซ้ายขวา ถูกเซ็ตอัพให้วางห่างกันในระยะที่ 1.70 เมตร โดยห่างจากผนังด้านหลัง 1 เมตร และผนังด้านข้าง 85 เซนติเมตรโดยประมาณ จัดว่าลงตัวที่สุด (ห้องขนาด 3.5x4.5 เมตร)     แอมปลิไฟร์ ที่นำมาขับเสียงคือ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier 400 Watts per Channel  สลับกับ Audio Innovations Series 500 เป็นบางช่วง เมื่อต้องการฟังแบบผ่อนคลายสบายๆ ก็จัดมาทาง NAD C3050  ส่วนแหล่งโปรแกรม มีเครื่องเล่น CD Transport  Audiolab 9000CDT, NAD M51 DAC  เครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C588 และ Rega Fono Mini A2D         โอเคละ ผมเป็นคนชอบความสวยงาม ดังนั้นเมื่อเห็นลำโพง AE1 40th Anniversary Edition ทำให้รู้สึกชอบทันที การรังสรรค์ตู้ขึ้นมาอย่างประณีตเทียมเท่ากับลำโพงระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ งานเคลือบภายนอกผิวเปียโน ในขนาดกะทัดรัดที่ประณีตทุกมุมมอง สวยงามจนน่าตะลึง แทบลืมไปเลยว่าภายในมีเทคนิคด้านกลศาสตร์แฝงอยู่ทุกอณูเลยทีเดียว เทียบเคียงกับ AE1 เวอร์ชั้นในตำนานปี 1987 แล้ว ความน่าทึ่งก็คือ แม้ AE1 40th Anniversary Edition เป็นเวอร์ชั่นใหม่ แต่ยังคงรักษาคาแรคเตอร์เดิมในแง่เสียงกลางที่เที่ยงตรงสะอาด เบสอิ่มเอมมีความแม่นยำสมจริง สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ ช่วงปลายแหลมที่กระจ่างขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ     เป็นลำโพงที่มีสเกล สัดส่วนชิ้นดนตรีสมจริงมากที่สุดคู่หนึ่ง ให้เสียงเปิดกว้าง และขับง่ายกว่ารุ่นเดิม สนองตอบดนตรีหลากสไตล์ได้ดีกว่า ไม่เกี่ยงว่าแหล่งโปรแกรมนั้น จะเป็นอนาล็อกแผ่นเสียง หรือสตรีมมิ่ง    ผมฟังเพลงแนวป็อป แจ๊ซ และระดับวงบิ๊กแบนด์ ได้เสียงที่ครบถ้วนทั้งกลางแหลมและเบสลึกๆกระหึ่ม อิ่ม นิ่ง เก็บบรรยากาศการบันทึกเสียงมาครบมากครับ ฟังแล้วติดอกติดใจ เหมือนอ่านหนังสือที่วางไม่ลง บางช่วงฟังนานสี่ห้าชั่วโมงติดต่อกันเลยทีเดียว    ผมชอบมากๆ ที่เสียงร้องมีอิสระหลุดลอย “เสมือนดังนักร้องมายืนอยู่ต่อหน้า” คือสมรรถนะที่ ลำโพงในระดับราคาเดียวกันต้องสะเทิ้นอายได้เลยครับ อีกทั้งผมยังชอบการถ่ายทอดเสียงที่เข้าถึงง่าย ฟังได้จับใจทุกอารมณ์ ได้บรรยากาศลึกล้ำ ฮาร์โมนิกสวยงามยิ่งนัก     Janis Ian: Breaking Silence เป็นอัลบั้มที่บ่งชี้ถึงความแม่นยำและอิสระของเสียงที่เรียกว่า หลุดออกมานอกกรอบตู้ ที่ AE1 40th Anniversary Edition ทำได้น่าประทับใจแบบไม่สามารถบรรยายความรู้สึกได้ทั้งหมด อิมเมจ เสียงร้อง และซาวนด์สเตจเสมือนจริงมากครับ ถือว่าเป็นลำโพงระดับมอนิเตอร์อีกคู่หนึ่งที่สร้างตำนานให้จดจำไปอีกนานแสนนาน     ตามติดมาด้วยอัลบั้ม What's New โดย ลินดา รอนสตัดท์ นี่คืออัลบั้มแรกในไตรภาคของอัลบั้มในช่วงทศวรรษ 1980 ที่รอนสตัดท์ได้ทำงานร่วมกับผู้เรียบเรียง เนลสัน ริดเดิ้ล เป็นคัมภีร์ของการใช้ฟังทดสอบเสียงลำโพงของผมมานานปี  สิ่งที่ยืนยันได้คือ ลำโพงให้คุณภาพและศักยภาพเสียงดีเยี่ยมจริงๆ ให้การตอบสนองเสียงกลางสูงเป็นธรรมชาติ ให้ความเปิดโปร่ง รายละเอียดชัดเจน เสียงร้องแม่น เวทีดนตรีกระจ่างเรียบเนียน สง่า โอ่อ่าโอฬาร รักษาดุลของย่านความถี่เสียงอย่างมีสัดส่วนดีมาก     ศักยภาพลำโพงเล็ก เราสามารถพิสูจน์ความทรงพลังและไดนามิคเรนจ์ได้จริงๆ ก็ต้องอัลบั้มแนวบันทึกการแสดงสดหรือวงออเคสตร้า โดยอัลบั้ม Belafonte At Carnegie Hall: Harry Belafonte และ Jazz at the Pawnshop ทำให้ผมลงความเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะจริงๆ ของลำโพงได้อย่างง่ายดาย ว่าทีมออกแบบลำโพงคู่นี้ เขาทำมาได้สุดทางมากครับ     ต้องเรียนว่า ศักยภาพของ AE1 40th Anniversary Edition นั้น เกินกว่าความคาดหมายของผมไปมากจริงๆ ครับ  แม้ว่าลำโพงถูกวางห่างกันอยู่ที่ 1.70 เมตร เป็นมาตรฐานที่ถือว่าเหมาะที่สุดในห้องของผม แต่ในการฟังจริงๆ กลับได้รับมิติเสียงทั้งหมดแบบเปิดกว้างมาก เสียงเลยออกไปมากกว่าจุดตำแหน่งที่วางลำโพงอย่างน่าทึ่ง คือเหมือนเสียงหลุดเลยทะลุห้องฟัง ในทุกๆ วินาทีที่ได้ฟังอัลบั้มเพลงดังกล่าว และด้วยเสียงเบสอิ่มทรงพลังในขนาดตู้ย่อมๆ แบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงสมรรถนะลำโพงตั้งพื้นขึ้นมาทันที อาจจะเพราะตู้และพอร์ตได้รับการปรับปรุงโดยใช้วัสดุ RSC ที่แข็งแกร่งและมั่นคงขึ้น รวมถึงท่อพอร์ตที่มีการปรับดีไซน์ให้ลดเสียงเบี่ยงเบน ทำให้เบสสะอาดมีรูปทรงเหมือนฟังลำโพงตั้งพื้นเลยทีเดียว     ออดิโอไฟล์ และมิวสิคเลิฟเวอร์ท่านใดที่ต้องการลำโพงที่สามารถสนองต่อเสียงดนตรีได้อย่างสมจริง มีความแม่นยำและให้ความอบอุ่นละมุนละไมไปในตัว โดยเฉพาะผู้ที่ชอบฟังเพลงร้อง รับรองได้เลยว่านี่คือลำโพงที่คุณจะต้องรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่ฟังและอยากที่จะเป็นเจ้าของเสียงที่มีเสน่ห์ตรึงตา ตรึงใจแบบนี้      เป็นลำโพงที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้สามารถจับคู่กับแอมป์ง่ายขึ้น ด้วยค่าความไว 87dB ความต้านทานเฉลี่ย 6 โอห์ม แอมป์โซลิดสเตทหรือแอมป์หลอดกำลังขับปานกลางทั่วไปขับได้อย่างเต็มที่     AE1 40th Anniversary Edition นั้น โดดเด่นอย่างมากที่ย่านความถี่เสียงกลาง ชัดเจนและเป็นธรรมชาติ เบสอิ่มลอยตัวเป็นชิ้นเป็นอัน เหมาะกับเสียงร้องและดนตรีอะคูสติกเป็นลำดับต้นๆ ให้เบสที่ลึกขึ้น อิ่มขึ้นเล็กน้อยจากรุ่นก่อน แม้วางห่างผนังหลัง 70-80 เซนติเมตร เบสก็ไม่มีอาการบวมหรือดังกระโชกแบบไร้การควบคุม  และเป็นลำโพงที่ปรับ ขยับอย่างไรก็ตามเบสจะไม่ Boomy ได้ง่ายเหมือนลำโพงอื่นๆ เลย       AE1 40th Anniversary Edition ในฐานะของลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์และคุณภาพเสียง ต้องขอบคุณทีมงานของ Acoustic Energy ที่ฟื้นชีพให้กับ AE1 กลับมาอีกครั้ง ด้วยคุณภาพเสียงที่โดดเด่นน่าประทับใจเกินความคาดหมาย         เป็นลำโพงอีกคู่หนึ่งที่รังสรรค์คุณภาพในระดับที่ต้องจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ออดิโอไฟล์ และเป็นหมุดหมายสำหรับนักฟังที่ต้องการความสมบูรณ์แบบทั้งคุณภาพเสียงและรูปลักษณ์ที่มีเสน่ห์อย่างลึกล้ำ  เตือนเอาไว้ก่อนนะครับว่า ฟังครั้งแรกจะประทับใจ ยิ่งฟังก็ยิ่งให้ความอิ่มเอม และอาจจะหลงรักเสียงของลำโพงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น    AE1 40th Anniversary Edition เป็นลำโพงที่คุ้มค่าตัวอย่างมาก สำหรับคนที่อยากได้ลำโพง Bookshelf ระดับไฮเอ็นด์ที่ไม่ไกลเกินฝัน ด้วยการรักษาคาแรกเตอร์ต้นตำรับไว้ แต่ปรับให้ตอบโจทย์กับเพลงยุคใหม่ ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น AE1 40th Anniversary Edition ราคาคู่ละ 79,500.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/  

Weava Core Impulse 13 เบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์

Weava Core Impulse 13 เบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์          นี่คือผลงานทางด้านวิศวกรรมเสียงที่น่าสนใจจากผู้แทนจำหน่ายไดรเวอร์ลำโพงระดับโลก Pyramid Lifestyle Technology โดยทีมงานออกแบบลำโพง ได้พิจารณาเห็นว่าลำโพงตู้ขนาดเล็กที่มีคุณภาพสูงมากมายในระดับ Monitor Speaker ที่ยังคงตอบสนองความถี่ต่ำได้ไม่ครบถ้วนเท่าที่ควรจะเป็น อันเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องขนาดตู้        อย่างไรก็ตาม บรรดาออดิโอไฟล์ชื่นชอบลำโพงเล็ก เนื่องจากคุณสมบัติด้านอิมเมจและความเที่ยงตรงของเสียง รวมถึงบุคลิกเฉพาะ ย่อมไม่อยากขยับขึ้นไปเล่นลำโพงรุ่นใหญ่กว่า เพราะลำโพงระดับมินิมอนิเตอร์ดังกล่าว คือคาแรคเตอร์ที่พวกเขาชื่นชม         ทางเลือกในการขยายขอบเขตความถี่ต่ำให้ลงลึกไปอีก มีเส้นทางเดียวคือเสริม “ตู้ลำโพงความถี่ต่ำ” ให้ร่วมทำงานด้วยกัน แต่ปัญหาที่ตามมาจะเป็นเรื่องความกลมกลืน ระหว่างลำโพงหลักและลำโพงตู้ความถี่ต่ำ       การออกแบบตู้ลำโพงความถี่ต่ำเพื่อเสริมลำโพงขนาดเล็ก หัวใจหลักที่ถูกต้องคือ ให้ความถี่ตอบสนองต่อเนื่องกันอย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออกว่ามีตู้ซับอยู่ในระบบ‼️       …ไม่ใช่แค่ให้เสียงเบสดังขึ้นเท่านั้น หรือคิดเพียงแค่ว่ามีเบสให้เยอะขึ้น ซึ่งวิธีคิดแบบนั้นทำให้เบสมีสเกลเกินลำโพงหลัก มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง      ทาง Pyramid Lifestyle Technology จึงต้องศึกษาวิเคราะห์ว่า ลำโพงที่โดดเด่น โด่งดังมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของวงการออดิโอไฟล์ จะมีรุ่นไหนบ้าง มีมิดเร้นจ์ / วูฟเฟอร์ ขนาดใด และตอบสนองความถี่ต่ำลงได้ลึกเท่าไร เพื่อจะได้ออกแบบตู้ลำโพงความถี่ต่ำมาเสริมให้ได้กลมกลืนและลงตัวจริงๆ      เพราะช่วงต่อของการส่งผ่านความถี่ต่ำนับว่าสำคัญที่สุด     ในการออกแบบตู้ “เบสโมดูล” ครั้งนี้ จึงเป็นจุดถือกำเนิด แบรนด์ WEAVA อันเป็นคำตอบของการค้นคว้า วิจัย ทดลอง ตัวขับเสียง ตู้ ครอสโอเวอร์ ด้วยการเลือกสรรเทคโนโลยีอันเป็นที่สุดของวงการ มาบรรจุอยู่ในเบสโมดูล         หากตั้งต้นที่ลำโพงหลัก อย่าง BBC Monitor LS3/5A, Totem Model 1, Harbeth P3ESR, ProAc Tablette 10, Monitor Audio 1 gold, AE1 40th Anniversary Edition, NHT SuperZero 2.0 ประมาณนี้  ทางดีไซน์เนอร์ได้ออกแบบตู้ลำโพงแอคทีฟความถี่ต่ำขึ้นมา 3 โมเดล ในแบรนด์ Weava Core Series ขึ้นมาตอบรับ       โดยรุ่น Weava Core Impulse 13 เป็นหนึ่งในนั้น ที่จะเหมาะที่สุดสำหรับลำโพงมอนิเตอร์ขนาดย่อมดังกล่าว       อีกสองรุ่นคือ Weava Core Terra 8 และ Weava Core Abyss 28 จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งสำหรับลำโพงหลักขนาดเล็ก ขนาดกลาง ที่เราจะนำมาทดสอบในลำดับถัดไป         Weava Core ไม่เรียกตัวเองว่า เป็น Active Subwoofer เพราะอยากให้เข้าใจจุดประสงค์ในการออกแบบเพื่อเสริมความถี่ต่ำอย่างกลมกลืนในระบบฟังเพลง 2 แชนแนล ที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบโฮมเธียเตอร์ โดยยึดโยงกับลำโพงหลักขนาดเล็ก ให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง      และด้วยลักษณะของโมดูลตู้ความถี่ต่ำที่ ทำงานด้วยภาคขยายระดับไฮเอ็นด์ จึงเรียกขานเป็น Bass Module          Weava Core Impulse 13 มีเทคนิคในการออกแบบและคัดสรรไดรเวอร์อย่างเข้มข้น โดยเลือกใช้ดอกลำโพง SB Acoustics ขนาด 17 ซม. (6.5”) ความต้านทาน 8 โอห์ม จำนวน 2 ดอก ทำการต่อขนานในตู้เดียวเพื่อทำหน้าที่เป็น Bass Module ซึ่งจะทำให้ค่าความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม      โดยเฉพาะตัวขับเสียงทั้งชุด เป็นกรวย NRX ทำงานได้อย่างเหมาะสมถูกที่ ถูกบทบาทมาก     หลายท่านอาจไม่คุ้นเคยคำว่า NRX ผมจึงขอขยายความดังนี้ครับ แบรนด์ SB Acoustics ใช้เทคโนโลยีไดรเวอร์แบบ “Norex” อันเป็นหัวใจของตัวขับซีรีส์นี้ โดยเป็นไดรเวอร์ที่ออกแบบให้มีคุณภาพเสียงระดับสูงในราคาที่เข้าถึงได้ เหมาะสำหรับงาน DIY หรือเสียงระดับ Hi-Fi ที่คุ้มค่า      กรวย Norex เป็นกรวยกระดาษที่พัฒนาขึ้นเองของ SB Acoustics เพื่อความเป็นธรรมชาติของเสียง ส่วนโครงลำโพงอะลูมิเนียมหล่อ ระบายอากาศดี ลดการสะสมความดันและการเบี่ยงเบนของเสียง คอยล์และขอบยางลดการบิดเบี้ยว เพื่อ linear movement และมีเสียงบิดเบือนต่ำ ระบบ Motor และ Shorting Ring ลดความเพี้ยนและเพิ่มความต่อเนื่องของเสียง       ขออธิบายคำศัพท์ทางเทคนิคเล็กน้อยนะครับ • Linear movement ในระบบลำโพง หมายถึงการเคลื่อนที่ของไดอะแฟรมหรือกรวยลำโพงแบบเที่ยงตรง-สม่ำเสมอ ผลักอากาศเป็นเส้นตรง ไป-กลับโดยไม่บิด ไม่เอียง ไม่โคลง และไม่เพี้ยน ตลอดช่วงการทำงาน • คำว่า Motor หมายถึงชุดขับเคลื่อนทางแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้า สู่การเคลื่อนที่ของกรวย หลักๆ คือ แม่เหล็กและวอยซ์คอยล์  • ส่วน Shorting Ring คือ วงแหวนโลหะ ใส่ไว้ในชุด Motor รอบ Pole Piece มีหน้าที่หลักช่วยลดความเพี้ยน ลดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กตามกระแสเสียง รวมทั้งลดค่าเหนี่ยวนำของวอยซ์คอยล์ ทำให้การตอบสนองความถี่สะอาด เสียงไม่อั้น ไม่ทึบ ช่วยให้การเคลื่อนที่เป็นลิเนียร์ปมากขึ้นโดยเฉพาะตอนที่กรวยขยับตัวแรงๆ      ในหลักการ สิ่งแรกที่สำคัญมากสำหรับตัววูฟเฟอร์สำหรับแสดงผลความถี่ต่ำคือ การควบคุมการสั่นของกรวยในย่านความถี่ ที่หูคนไวที่สุด (ประมาณ 100–400Hz) ซึ่งกรวย NRX มี Internal Damping สูงตามธรรมชาติของเส้นใยกระดาษที่ถูกจัดเรียงมาอย่างดี       ส่วนคำว่า Internal Damping หมายถึงความสามารถในการดูดซับและสลายพลังงานสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นภายในระบบลำโพงหรืออุปกรณ์เสียง เพื่อไม่ให้การสั่นนั้นย้อนกลับมาเป็นเสียงรบกวนหรือทำให้มีสีสันเพิ่มเติมเข้าไปในเสียงบริสุทธิ์นั่นเอง        ถ้า Internal Damping ต่ำเกินไปในกรวยบางประเภท สิ่งที่ติดตามมาคือเบสย้วย ขุ่นมัว เสียงอั้น ดังนั้น NRX จึงเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการสร้างเบสโมดูลเพื่อความบริสุทธิ์ของเสียงต่ำอย่างแท้จริง ส่วนขนาดกรวย พยายามไม่ให้ใหญ่กว่าลำโพงหลักมากเกินไป จึงเลือกเป็น 6.5 นิ้ว สองตัวคู่      การใช้ขนาดตัวขับ 6.5 นิ้ว สองดอก ทำให้ได้มาซึ่งพื้นที่กรวยรวม (Sd) ใกล้เคียงวูฟเฟอร์ใหญ่ขึ้น แต่ยังคงให้ความรวดเร็วในการตอบสนองที่ว่องไวในแบบดอกลำโพงขนาดเล็ก โดยเฉพาะกรวย NRX เหมาะสมมาก เนื่องจากกรวยไม่สะท้อนพลังกลับแบบกรวยโลหะ       เมื่อนำมาขนานสองดอกแล้ว แรงดันอากาศเพิ่มขึ้น เบสอิ่มขึ้น แต่ยังคงความสะอาดของเสียงเบสและความฉับไวควบคู่กันไป     ในการออกแบบ Weava Core Impulse 13 เบสโมดูล ได้ใช้หลักทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกัน 3 ส่วนคือ 1) ดอกลำโพง (Driver) เลือกไดรเวอร์ที่ควบคุมการสั่นค้างของกรวยได้ดี มีสัดส่วนของการสะท้อนพลังงานกลับจากขอบกรวยได้ นี่คือเหตุผลของกรวย NRX 2) ตู้ลำโพง (Cabinet) ดีไซน์ให้ลงตัวกับไดรเวอร์คู่ คำนึงถึงแรงอัด รวมถึงคลื่นเสียงด้านหลังของดอกลำโพงที่ต้องมีการสะท้อนกลับอย่างเป็นธรรมชาติ ความแน่นหนาของตู้ MDF ควบคุมผนังตู้สั่น และขจัด Standing Wave ภายในตู้ ซึ่งใน Weava Core Impulse 13 จะเป็นลักษณะตู้ปิด (Sealed) 3) วัสดุภายในตู้ (Damping material) เลือกใช้วัสดุทำหน้าที่ดูดซับพลังงานเสียงลดค่า Q ของตู้ ลดเสียงก้องภายใน เป็นผลให้เสียงต่ำลึกคงตัว แม่นยำ เบสหยุดเป็นจังหวะ ไม่มีหางเบสย้อย ย้วย แม้เปิดที่ความดังสูง       ภายในได้เลือกสรร ทำการบรรจุเพาเวอร์แอมป์คลาส D ของ Hypex FA251 ซึ่งเป็นแอมป์คลาส D แบบ Plate Amplifier ที่มีกำลังขับ 1x250W ที่ 4 โอห์ม และ 130W ที่ 8 โอห์ม โดยใช้เทคโนโลยี NCORE ที่ภายในมี DSP พร้อม DAC/ADC ในตัว ตั้งค่าผ่าน USB สามารถรองรับอินพุตหลากหลาย (XLR, RCA, High Level) มีฟีเจอร์ป้องกัน และประหยัดพลังงาน ซึ่งเหมาะสำหรับทำตู้ลำโพงแอคทีฟหรือตู้เบสโมดูล ตามคุณสมบัติที่ออกแบบมาดังกล่าว         วงจร DSP สามารถตั้งโปรแกรมผ่าน Hypex Filter Designer (HFD) บน PC มีส่วนของฟีเจอร์ป้องกัน Clip protect, Thermal protect, Filter protection อย่างครบถ้วน     สรุป FA251 เป็นโมดูลแอมป์ที่ทรงพลัง ครบวงจรด้วย DSP สำหรับงานลำโพงแอคทีฟ ที่ให้ทั้งกำลังขับสูงและเสียงคุณภาพดี ด้วยเทคโนโลยีของ Hypex       Weava Core Impulse 13 Bass Module สามารถตอบสนองความถี่ 45-2000Hz เพื่อคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง สำหรับลำโพงมินิมอเตอร์      สำหรับขนาดตู้คือ กว้าง 23 เซนติเมตร ลึก 35 เซนติเมตร และสูงรวม Spike 62 เซนติเมตร มีช่องต่อ ทั้ง XLR RCA input และ High Level เพื่อเชื่อมกับขั้วลำโพงหลัก พร้อมเกนโวลุ่ม        สำหรับการต่อใช้งานนั้นมีข้อแนะนำอยู่สองรูปแบบ 1. นำตู้เบสโมดูลเข้าไปเสริมลำโพงหลัก ที่เซ็ตอัพไว้เรียบร้อยแล้ว 2. นำลำโพงหลักมาเซ็ตและวางไว้บนตู้เบสโมดูล เชื่อมต่อเสมือนเป็นซิสเต็มเดียวกัน ซึ่งในกรณีนี้ จะต้องเซ็ตอัพค่าที่แตกต่างจากแบบแรก  • ในการวางลำโพงหลักซ้อนบน เบสโมดูล Weava Core Impulse 13 หากต้องการให้ความสูงของลำโพงหลักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทาง Weava มีแท่นรอง Weava Base เป็นออพชั่น     แท่นรองดังกล่าว เป็นออพชั่นเสริมนะครับ จึงยังไม่ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งผมจะขอเรียกเป็น Weava Base ไปก่อน     แท่นนี้มีจุดประสงค์หลักคือใช้ปรับระดับความสูงของลำโพงมอนิเตอร์หลัก ให้สูงได้อีกประมาณ 3.3 เซนติเมตร ให้เหมาะสมกับตำแหน่งนั่งฟังในกรณีที่ลำโพงหลักไม่ได้สูงมากนัก      จุดที่ปรับเองได้ภายนอกตู้ มีแค่โวลุ่มเกน ดังนั้นการปรับเฟส และค่าพารามิเตอร์ต่างๆ จะต้องทำผ่านโปรแกรม โดยทาง Pyramid Lifestyle Technology จะส่งทีมไปปรับตั้งให้ลูกค้าผู้ซื้อ Weava Core Impulse 13 ทุกชุด เพื่อให้การจูนอัพ กลมกลืนกับลำโพงหลักอย่างแท้จริง     ไม่ใช่ตู้เบสที่จำหน่ายแล้ว ให้ผู้บริโภคไปปรับตั้งเอง ซึ่งอาจจะไม่ให้ผลลัพธ์ดีเท่าที่ควร       แม้แต่ตู้ที่นำมาทดสอบชุดนี้ ทางทีมงานก็เป็นผู้มาช่วยในการปรับจูนให้สมดุลกับห้องและลำโพงหลักของผมครับ      โดยผมได้ใช้ลำโพงหลักสลับกันทดสอบ 4 คู่ ด้วยกัน     ลำโพงหลักได้แก่ Rogers LS3/5A Diamond Jubilee       Harbeth P3ESR Anniversary Harbeth LS5/12 BBC Monitor KEF LS3/5A Limited Edition • ต้องเรียนว่า Weava Core Impulse 13 ออกแบบเป็น เบสโมดูล สองตู้แบบ Stereo เพื่อให้ความสมดุลของซิสเต็ม ดังนั้นการเซ็ตอัพย่อมจะทำให้ลงตัวได้ง่ายกว่าใช้เพียงตู้เดียว      หลังจากปรับพารามิเตอร์ต่างๆ ได้สมดุลแล้ว ในที่นี้เริ่มจาก Harbeth P3ESR สิ่งที่จะแตกต่างกันออกไปบ้างตอนเปลี่ยนไปใช้ลำโพงคู่อื่นก็คือ Volume Gain อาจจะปรับระดับต่างกันไป เพื่อความเหมาะกับค่าความไวหรือ Sensitivity ของลำโพงแต่ละคู่      Test Report ผมได้ทำการทดสอบ ทั้งการเซ็ตอัพลำโพงหลักให้แยกออกจากเบสโมดูล และอีกวิธีหนึ่งคือนำเอาลำโพงหลักไปตั้งไว้บนเบสโมดูล       ซึ่งจะสรุปให้อ่านตอนท้ายว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?      การปรับค่าเบสโมดูลหรือ Sub-Woofer เสริมลำโพงหลักนั้น ใดๆ ก็ตามหัวใจคือให้คำนึงถึงระบบรวมทั้งซิสเต็ม จะต้องให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน “เสียงเบส” ย่านต่ำ เป็นการเสริมสิ่งที่ขาด ไม่ใช่เบสเดินหน้าออกมาเป็นพระเอก         หลังจากจูนอัพในโปรแกรมเรียบร้อย สิ่งที่ได้จาก Weava Core Impulse 13 นับว่าน่าพอใจมากจริงๆ       ผมพยายามสังเกตว่ามีเสียงซับเบสมาโผล่อยู่ตรงไหนหรือไม่? ถ้าเป็นแบบนั้น จะวงแตกทันที‼️ สิ่งที่เราต้องการได้ คือต้องเบสโมดูลที่ “หายไป” กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่ “โผล่มา”      นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคุณต้องถึงต้องเลือกตู้แอคทีฟระบบความถี่ต่ำ ที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำโพงมินิมอนิเตอร์ระดับขึ้นหิ้งทั้งหลาย มักจะยอมกลมกลืนกับตู้ลำโพงเสียงต่ำได้ค่อนข้างยากเป็นทุนเดิม      แต่ Weava Core Impulse 13 Bass Module  ที่ทำให้ผมยอมรับได้ว่า ดีไซน์ออกมาได้ดีมาก ให้ความกลมกลืนของทุกย่านความถี่เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกันกับลำโพงหลัก คือถ้าหลับตาลง ไม่ได้มองไปที่ตู้เบสโมดูล เราแทบไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีเบสโมดูลหรือ แอคทีฟซับเสริมอยู่        ตรงนี้ถือว่าเป็นผลสำเร็จตามจุดประสงค์ คือมาจากหลักของการออกแบบเรื่อง Driver ตัวตู้ และ DSP ในแอมปลิไฟล์ ที่สามารถจูนอัพได้ด้วยโปรแกรมเฉพาะทางนั่นเอง      ต้องชื่นชมว่า เสียงทุกย่านความถี่ โดยเฉพาะช่วงมิดเบสลงมาหาเบสย่านต่ำลึก ถือว่า “เนียน” กลมกลืนดีมากครับ ทำให้ลำโพงเล็กระดับต้นๆ ของวงการเสียงอิ่มเอม โดยไม่ทิ้งบุคลิกเดิมแต่อย่างใด และเบสต่ำลึกๆ ที่ควรมีในชิ้นดนตรี มีครบครันน่าฟังขึ้นแยะ    เป็นสิ่งที่เสริมลงไปในระบบแล้ว เพิ่มคุณค่าค่าของลำโพงทั้งซิสเต็ม ไม่ได้เป็นการเอาเสียงเบสมาข่มเสียงกลางแหลมแต่เดิมที่ดีอยู่แล้วของลำโพงเมนหลัก และ Weava Core Impulse 13 นี้ทำให้มินิมอนิเตอร์ทั้ง 4 คู่ (สลับกันใช้งาน) สร้างเวทีเสียงกว้างลึกใหญ่ขึ้น สิ่งที่ต่างกันบ้าง ก็คือการปรับระดับเกนโวลุ่ม     เปรียบเทียบการปรับค่าเกนโวลุ่มของ Harbeth P3 ESR และ Rogers LS3/5A เราจะต้องปรับเกนของ Rogers LS3/5A Diamond Jubilee  เพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย จึงจะสมดุล      ในขณะที่ Harbeth P3 ESR และ KEF LS3/5 A Limited Edition เกนโวลุ่มจะเท่าๆ กัน     ส่วนคู่สุดท้าย Harbeth LS5/12A ต้องเร่งโวลุ่มของตู้เบสโมดูล Weava Core Impulse 13 ไปอีกสเต็ปหนึ่งครับ คือจะต้องเร่งระดับเบสโมดูลมากกว่าทุกคู่     แต่เกนโวลุ่มที่กล่าวถึงนั้น จะไม่มากน้อยกว่ากันแบบทิ้งห่างนะครับ เรียกว่าปรับค่าต่างกันในระดับมิลลิเมตรเท่านั้น       ผมมีข้อแนะนำเล็กน้อยสำหรับท่านที่จะใช้เบสโมดูลแบบนี้หรือจะเป็นแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ ของแบรนด์ใดก็ตาม ให้สังเกตดังนี้     ที่ระดับความดัง หรือ Gain ที่อาจเป็นศัตรูเงียบของความเนียนก็ได้  เมื่อใดเร่งเกนโวลุ่มตู้เบสโมดูลแล้วรู้สึกว่าเบสดีขึ้นทันที ตรงนี้ เกนที่เราปรับมักจะดังเกินหน้าลำโพงหลักไป     แต่ถ้าเร่งเกนโวลุ่ม แล้วรู้สึกถึงเสียงที่เบสอบอุ่น อิ่มเอมขึ้น โดยไม่ไปกลบย่านมิดเบส มิดเร้นจ์ และพอปิดเพาเวอร์จากเบสโมดูลแล้วรู้สึก “ขาดหายไปบางอย่าง” นั่นละครับ ถือว่าปรับได้ถูกต้องแล้ว     อย่างไรก็ตามทางผู้ผลิต Pyramid Lifestyle Technology พร้อมส่งทีมงานไปจูนอัพให้กับ ลำโพงทุกคู่ที่ใช้เบสโมดูล ของ Weava ดังนั้นคุณจะได้คุณภาพเสียงที่กลมกลืนอย่างที่สุดกับลำโพงหลักของคุณแน่นอนครับ     ไม่บ่อยครั้งนะครับที่เราจะได้ฟังการเสริมศักยภาพของลำโพงคู่เดิมของเราให้มีลักษณะเสียงที่โออ่ามากขึ้น ทั้งเวทีเสียงกว้างลึกและเพดานเสียงด้านบน ขยายขอบเขตออกไป       มันไม่ใช่การเพิ่มเสียงต่ำให้มากขึ้น แต่มันเป็นเสียงต่ำ หรือเสียงเบสที่สมจริงขึ้น มีความเป็นธรรมชาติ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับลำโพงเดิมของเรา เป็นสิ่งที่ลำโพงคู่หนึ่งๆ ควรจะให้ดนตรีได้อย่างครบถ้วนดังวกล่าวครับ     สำหรับการเซ็ตอัพอีกรูปแบบหนึ่งก็คือนำลำโพงหลักวางไว้บนตู้เบสโมดูล สิ่งที่อาจจะแตกต่างกันบ้างก็คือการปรับเกนโวลุ่มอาจจะลดลง หรือเพิ่มจากเดิมได้เล็กน้อย (ขึ้นกับลักษณะการจัดตำแหน่งวางกับผนังห้องด้วยครับ)       แต่สิ่งที่เราได้จากเบสอิ่มเป็นธรรมชาติ ความกลมกลืนแทบจะไม่แตกต่างกัน      และที่สำคัญก็คือผู้ผลิตพร้อมที่จะไปจูนอัพให้ ตามลักษณะที่คุณใช้งานจริงภายในห้องฟังด้วยครับ จึงมั่นใจในความสมบูรณ์ของเสียงได้อย่างเต็มที่     นี่คือประสบการณ์อีกครั้งหนึ่ง ที่ถือว่ามีค่ามากทีเดียวสำหรับการได้ฟังเสียงต่ำที่ดี มีคุณภาพจากลำโพงดั้งเดิมของเราโดยที่ยังรักษาคาแรกเตอร์ของลำโพงหลักที่เราชื่นชอบนั้นเอาไว้ได้อย่างมั่นคง    Weava Core Impulse 13 คือการใช้เทคนิคการออกแบบเบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ยังรักษาธรรมชาติของเสียงดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน       ดังนั้นใครที่คิดว่าอยากให้เสียงต่ำของลำโพงสมบูรณ์ขึ้น ดนตรีทุกชิ้นมีความเป็นจริงมากขึ้น โดยยังคงรักษาฐานเสียงและคาแรกเตอร์ที่ดีที่คุณชื่นชอบเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนละก็ หาโอกาสมาทดลองประสบการณ์จาก Weava Core Impulse 13 กันนะครับ    เป็นผลงานระดับฝีมือ ที่ฝากไว้ให้ออดิโอไฟล์ ได้พิจารณากัน หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พีระมิด ไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี 120/44 ม.7 ตำบล ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร 74110  โทร. 02 429 1236 Email: info@pltspeaker.com

Life Audio Signature 10 เปิดเผยทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี

Life Audio Signature 10 เปิดเผยทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี      ความมุ่งมั่นตั้งใจออกแบบลำโพงเพื่อให้เป็น “บันทึกประวัติศาสตร์” หน้าสำคัญของวงการไฮไฟ โดย Life Audio ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีการวางแนวคิดมายาวนาน เพราะเป็นลำโพงที่กลั่นกรองจากความรู้และประสบการณ์หลายสิบปีในวงการเครื่องเสียงของคุณหน่อย เพื่อที่จะบรรลุซึ่งระบบลำโพงในอุดมคติ เท่าที่เทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์ และฟิสิกส์ มีความพร้อมเต็มที่ในยุคปัจจุบัน      การร่างแบบในไอเดีย ลงมาจนถึงการออกแบบดีไซน์จริง ด้วยเส้นสายลายเส้นในห้องทดลองมายาวนาน ค้นคว้าวิจัย เปรียบเทียบกับลำโพงระดับท็อปคลาสนับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะมาเป็น Life Audio Signature 10 มีการปรับปรุงจนสุดเส้นทางแห่งศาตร์และศิลป์จริงๆ      เมื่อสองปีที่แล้ว ในระหว่างที่ผมสนทนากันกับคุณหน่อยได้เปิดเผย แบบร่างลำโพง Life Audio กับผมว่า เขากำลังออกแบบลำโพง ทั้งดีไซน์ตั้งพื้น และลำโพงพร้อมชุดขาตั้ง ที่ทดลองปรับปรุงมานานแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่ลงตัว ทุ่มเทเวลามากมาย ไปพร้อมกับการแสวงหาองค์ประกอบของตู้ ตัวขับเสียง และอุปกรณ์ครอสโอเวอร์ มาทำการทดลองต่างๆได้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ “เพราะอยากให้ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด” ไม่ใช่แค่เพียงประกาศให้โลกรู้ว่า “คนไทยทำได้” แต่ความหมายลึกซึ้งมากไปกว่านั้น      Life Audio Signature 10 คือลำโพงแห่งเกียรติยศ และความภาคภูมิใจของผู้ผลิต ที่จะมอบไว้ให้กับวงการออดิโอไฟล์ของไทย อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้น แห่งแรงบันดาลใจ หรือสร้างพลังใจให้กับนักออกแบบบ้านเรา ท่านอื่นๆ จะได้สร้างงานที่ดีๆ ออกมาประดับวงการในภายภาคหน้ากันต่อไป เพราะคนไทยที่มีความรู้ความสามารถ มีอยู่มากมาย เพียงแต่โอกาสยังไม่เปิดอย่างเต็มที่เท่านั้นเอง      ลำโพง Life Audio Signature 10 ไม่ได้ผลิตเพื่อสร้างรายได้ เพราะต้องการผลิต Limited แค่เพียง 10 คู่เท่านั้น ผลงานชิ้นนี้ จึงมีความท้าทายในกระบวนการทางฟิสิกส์ และศิลปะชั้นสูง อาจเป็นงานวิจัยต้นแบบแห่งการเรียนรู้ของ Life Audio ที่ทำให้ก่อกำเนิดการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ไฮไฟอื่นๆ ตามมาใสอนาคตด้วย      ศาสตร์และศิลปะที่มาพร้อมกันอย่างเพียบพร้อม แสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะในหลายปีมานี้ สำเร็จลงได้ด้วยลำโพง Signature 10 ที่เราคงไม่อาจกล่าวถึงรายละเอียดได้ทั้งหมด และผมก็ได้มีโอกาสทดลองฟังแล้ว ให้ความประทับใจอย่างยิ่ง     นี่คือลำโพงที่เดินไปสุดทางของออดิโอไฟล์ ที่สามารถขึ้นไปเทียบเคียงกับลำโพงไฮเอ็นด์ในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิใจ         ด้วยความเป็นจริงที่ว่า ลำโพงระดับไฮเอ็นด์ ซูเปอร์ไฮเอ็นด์ ในตลาดโลกที่มีชื่อเสียง ล้วนยอดเยี่ยม มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เราไม่ได้บอกว่า Life Audio Signature 10 ดีกว่า หรือดีที่สุด แต่ทว่า ลำโพงรุ่นฉลองครบรอบสิบปี Life Audio จะเป็นหนึ่งในทำเนียบลำโพงที่สามารถเคียงบ่าเคียงไหล่ลำโพงระดับสุดยอดเหล่านั้นได้ ด้วยศาสตร์แห่งดีไซน์ และคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมอันพิสูจน์ได้     หลังจากมีนักฟังระดับไฮเอ็นด์ได้ทดลองฟัง Life Audio Signature 10 ที่มีกำหนดเป้าหมายผลิตเพียง 10 คู่ บัดนี้ได้ถูกสั่งจองไปแล้ว 7 คู่‼️ ต้องกล่าวว่านอกเหนือความคาดหมายจริงๆ    หลังบทความทดสอบสั้นๆ ชิ้นนี้โพสให้ท่านได้อ่านกัน ลำโพงรุ่นลิมิเต็ดนี้ อาจจะมีเจ้าของไปทั้งหมดแล้วก็ได้ครับ        เราลองมาพิเคราะห์เทคนิคการออกแบบบางส่วนเท่าที่เปิดเผยได้ดังต่อไปนี้       Life Audio Signature 10 รังสรรค์ตัวตู้ด้วยอลูมิเนียมที่มีความหนา 20 mm. ทุกด้าน ประกอบมาอย่างประณีตพิถีพิถัน มีการใช้ชิ้นส่วนที่เป็นทองเหลือง เคลือบด้วยทองคำ 24K ถึง 8 ชิ้น ต่อ 1 ตู้        มีชิ้นส่วนที่เป็นทองแดง ofc เคลือบ Platinum Mix กับ Rhodium อีก 1 ชิ้น ต่อ 1 ตู้       กระบวนการใช้โลหะเป็นตู้ลำโพง คืองานที่ยากลำบากที่สุดโดยเฉพาะความสามารถในการควบคุมเรโซแนนซ์ เคยมีลำโพงไฮเอ็นด์ไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่นำมาใช้ อาทิ KEF Brade , YG Acoustic (USA) Magico (USA) Genelec Finland, B&O (Bang & Olufsen) ในสิ่งที่เราเรียนรู้มาว่า ตู้ลำโพงอลูมิเนียมมีข้อดีตรงความมั่นคงปราศจากการกระพือสั่นไหวอย่างดีเยี่ยม แต่จะต้องทั้งคำนวณขนาด และจัดการระบบภายในอย่างเข้มงวด ต้องสอบผ่านในหลักสามประการนี้  - ควบคุมค่า High-Q Resonance - Ring & Bell Effect เมื่อถูกกระตุ้นจากตัวขับเสียง - Energy Reflection ควบคุมการสะท้อนภายในตู้        การจัดการในเชิงวิศวกรรมตู้ของ Life Audio Signature 10 ทำให้ได้มาซึ่งเสียงที่สะอาดหมดจดมาก เวทีเสียงนิ่งแม่นยำ ตัวขับสามารถแสดงผลด้านรายละเอียดที่สูงสุดโดยปราศจากสีสันของตู้ อีกทั้งภายในมีการใช้แผ่น C3 LeDisq Magnetiq สูตรพิเศษที่ทำให้เฉพาะ Life Audio ใช้เป็นรายแรกของโลก สำหรับสายที่ใช้ไวริ่งภายในตู้  ใช้ตัวนำสูตรเดียวกับสายลำโพงรุ่น Masterpiece Grand (ราคา 3 ล้านกว่า)          Crossover อุปกรณ์คัดเกรดพิเศษ และทำขึ้นด้วยเทคนิคที่ไม่เหมือนใคร อันนี้อาจจะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดตรงนี้ได้     ขั้วต่อด้านหลังลำโพงสวยงาม แกร่งในลักษณะ Heavy Duty มีขั้ว Ground เฉพาะที่สามารถต่อเข้าระบบกราวด์ของภาคขยายได้ เพื่อให้เสียงมีความสะอาด สงัดยิ่งขึ้น      และสำหรับชุดขั้วต่อลำโพง สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็นแบบ Single หรือ Bi-Wire (โดย Bi-Wire มีส่วนเพิ่มอีก 12,000 บาท)     Life Audio Signature 10 มีขนาดตู้ขนาดตู้ กว้าง 23 ลึก 22.5 สูง 39 เซนติเมตร  เป็นลำโพง 2 ทาง แบบท่อเปิดเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลังขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ทวีตเตอร์โดมขนาด 1.5 นิ้ว พร้อมเพลทรอบตัวขับขนาด 4 นิ้ว วูฟเฟอร์ขนาด 7 นิ้ว ตอบสนองความถี่ที่ 29 Hz. ถึง 22 kHz. ค่าความไว 88 db/1Watt/1Meter ความต้านทาน 8 Ohm. เฉพาะตัวตู้มีน้ำหนักข้างละ 30 กิโลกรัม‼️         ราคา 490,000.- บาท มีราคาพิเศษ 388,000.- บาท สำหรับผู้สั่งจอง ผลิตในจำนวนจำกัด 10 คู่เท่านั้น     และในเวลานี้ได้มีผู้จองไปแล้ว 7 คู่ ดังนั้นลำโพง Life Audio Signature 10 จะมีให้นักฟังได้เป็นเจ้าของอีกเพียง 3 คู่เท่านั้นครับ      คุณหน่อยกล่าวว่า “นี่คือการผสมผสานที่เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ตลอดชีวิตที่เล่นเครื่องเสียง ได้ทดลอง ได้จำหน่ายชุดเครื่องเสียง และลำโพง Hi-End , Super Hi-End มาอย่างมากมาย จึงทำให้ทราบ จุดดี จุดเด่น จุดด้อย และปัญหาต่างๆ ของซิสเต็มเครื่องเสียง รวมถึงการแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบที่สุด“ “เหมือนกับสาย Life Audio ที่สร้างขึ้นตามความต้องการที่อยากจะมีสายที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน”      ดังนั้นการสร้างลำโพงของ Life Audio รุ่น Signature 10 จึงเป็นหมุดหมายที่ต้องการสร้างความสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน ให้ได้มากที่สุด เท่าที่ลำโพงวางขาตั้ง 1 คู่จะทำได้ และสามารถให้คุณภาพที่ดีกว่าลำโพงตั้งพื้นในหลายๆ ด้าน ซึ่งศาสตร์และศิลปะชิ้นนี้ อยากมอบไว้ให้กับผู้คนในวงการได้หาประสบการณ์กันครับ     Preview สำหรับลำโพงพิเศษนี้ หลังจากคู่แรกสำเร็จออกมา ก็กลายเป็นลำโพงที่มีวาระใน “การเดินทาง”แทบไม่เว้นว่างเลยจริงๆ ครับ     โดยเฉพาะมีโอกาสเข้าไปฟังในห้องฟังของออดิโอไฟล์ระดับต้นๆ ของเมืองไทยหลายแห่ง แต่โชคดีที่ยังมีโอกาสมาแวะพักที่ผม 2-3 วัน ให้ได้เซ็ตอัพ ได้ทดลองฟังด้วยแอมป์โซลิดสเตท สลับกับแอมป์หลอดสุญญากาศระดับคลาสสิก นับว่าได้ประสบการณ์น่าประทับใจมากทีเดียว  แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาการทดสอบฟังที่ไม่นานมากนัก แต่ก็ได้ประสบการณ์ ที่นำมากล่าวถึงหลายเรื่องด้วยกันที่ผมจะขอสรุปดังต่อไปนี้     ตัวตู้ที่หนักมาก 30 กิโลกรัม ระดับที่คนแข็งแรงยกคนเดียวแทบไม่ไหว ผมไม่เคยพบว่ามีลำโพงตู้ขนาดเดียวกันที่หนักอึ้งถึงเพียงนี้ ผนวกกับขาตั้งโลหะที่ดีไซน์ตอบรับอย่างพิถีพิถัน ทุกจุดสัมผัสที่ระบบลูกกลมหรือ Ball Bearing ที่ตัดไวเบรชั่นส่วนเกินออกไปได้อย่างหมดจด ส่วนล่างสุดใช้ Life Audio ตระกูล Mellow รองรับปรับระดับให้ได้ศูนย์อย่างแม่นยำ ลำโพงจึงมั่นคงเสมือป้อมปราการดีๆ นี่เอง       จาการทดสอบ พบถึงจุดเด่นคือมีความแกร่งปราศจากการสั่นกระพือใดๆ การทำงานของไดรเวอร์จะแม่นยำ ให้ไดนามิคที่หนักหน่วงมีอิสระ เสียงที่ได้ยินจากเพลงในสไตล์วงออเคสตราวงใหญ่ ลำโพงคู่นี้ทำได้ทรงพลังโอ่อ่าจนผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว (Round-Up Erich Kunzel, Cincinnati Pops Orchestra) เสียงจากชิ้นดนตรีชัดเจนแจ่มแจ้ง หลุดลอยทะลุมิติเสียง เหมือนลำโพงไร้ตู้       ที่ทำให้ผมแปลกใจยิ่งไปกว่านั้น คือเสียงเบสที่อิ่มเอม สมจริง ลอยตัวเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เกินเลย โดยฟังจากอัลบั้มเพลงชั้นครูของ Janis Ian: Breaking Silence (1992) ที่บันทึกเสียงมาได้อย่างสะอาดคลีนเป็นธรรมชาติ ลำโพง Life Audio Signature 10 นำเสนออย่างตรงไปตรงมา ให้เสียงเบสที่เป็นเบสจริงๆ ในขณะที่ตอกย้ำด้วยอัลบั้ม Jennifer Warnes: The Hunter ความอิ่ม นุ่ม หนักแน่น มาเต็มสเกลเสียง นับเป็นพลังเสียงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ        ในแง่ของคาแรกเตอร์ลำโพง ต้องเรียนว่า ลำโพง Life Audio Signature 10 ไม่ออกแนว “คัลเลอร์เรชัน” หรือปรุงแต่งเสียงเลยแม้แต่น้อย เป็นบุคลิกของผู้ถ่ายทอดความจริงเที่ยงตรงเป็นหลัก ผมพบว่านี่อาจจะเป็นลำโพงไม่กี่คู่ที่ผมเคยฟังมาแล้วรู้สึกถึง ความลงตัวพอดี หรือ Tonal Balance อันยอดเยี่ยมมากๆ นับแต่เพลงแรกที่ฟังก็จะพบได้ทันทีว่า นี่คือธรรมชาติของเสียงดนตรีที่มีชีวิตที่ปรากฏต่อหน้า     เอกลักษณ์ของเสียง Signature 10 ดูสมจริงแต่ผ่อนคลาย เสียงที่เปิดสว่าง มีน้ำหนักเสียงพอดีๆ กับปลายเสียงแหลมละเอียดละออ รักษาได้ทุกดุลเสียงอย่างบาลานซ์ มีฮาร์โมนิคที่ยอดเยี่ยมด้วยสัดส่วนงดงาม ทำให้ผู้ฟังได้รู้สึกถึง “ส่วนลึกของอารมณ์ดนตรี” ได้ครบถ้วน     นี่อาจเป็นเหตุผลที่ผมฟังอัลบั้ม Kenny Rogers' Greatest Hits ได้สองรอบในช่วงเวลาทดสอบในหนึ่งวัน      Signature 10 ผ่องถ่ายเสียงของศิลปินคนโปรดด้วยความรู้สึกลึกๆ ชิดใกล้ อาทิเพลง Lady และ Don't Fall In Love With A Dreamer ที่เสมือนหนึ่งว่า เขามายืนร้องต่อหน้าแบบมีชีวิตจริง      นี่คือลำโพงที่แทบจะไม่ใช่ลำโพง แต่เป็นสำเนียงเสียงนักร้องและดนตรีที่สามารถสื่อลึกเข้าไปถึงจิตใจได้ด้วยการถ่ายทอดธรรมชาติ และ “ความเป็นจริง” ที่เราสัมผัสได้ เนื่องจากผมมีโอกาสทดสอบ Life Audio Signature 10 ด้วยแอมป์แบบโซลิตสเตท และแอมป์หลอดสุญญากาศ อาจมีบางท่านอยากทราบ จึงอยากสรุปต่อท้ายสักเล็กน้อยว่า ด้วยความเที่ยงตรงแม่นยำของลำโพงซึ่งถือว่าออกแบบเอาไว้ได้สุดยอดมาก ทำให้การใช้แอมป์ที่แตกต่างกันทางโครงสร้างวงจรขยายจึงมีผลแตกต่างกันไม่มาก  อาทิกับแอมป์หลอด ลำโพงอาจจะเสียงอุ่นกว่านิดหน่อย ปลายเสียงฉ่ำขึ้น แต่ยังคงมีชีวิตชีวาไม่ต่างจากแอมป์โซลิดสเตทแต่อย่างใด เรียกว่าความเที่ยงตรงในคุณภาพเสียงของลำโพงเป็นต่อทุกสิ่งอย่างในการแมตชิ่งครับ  ดังนั้น Life Audio Signature 10 จึงไม่มีข้อจำกัดตรงความเป็นหลอด หรือทรานซิสเตอร์ แต่อย่างใด แน่นอนว่าเสียงแบบหลอดและโซลิดสเตท อาจจะพิสูจน์กันได้ตรงปลายเสียงแหลมสุด และความหวานของเสียงร้องเท่านั้นครับ     ช่วงท้ายของการฟัง ผมทดสอบฟังด้วยเพลงแนวร็อคที่ชื่นชอบ คือ Turn of the Tide : Barclay James Harvest แม้จะเป็นการบันทึกเสียงยุคเก่าตั้งแต่ปี 1981 แต่ผมถือว่า นี่คืออัลบั้มร็อคที่เสียงหนักแน่น ละมุนจริงจังอย่างที่สุด ลำโพงสองทางส่วนใหญ่ที่ฟังๆ มา มักจะสนองตอบได้ในระดับกลางๆ      แต่ Life Audio Signature 10 สนองตอบได้ยอดเยี่ยมมาก อิ่ม ทรงพลังหนักแน่น เทียบเคียงลำโพงตั้งพื้นไฮเอ็นด์ได้เลยครับ ผมจึงต้องมาปิดท้าย ในวันที่จะต้องยกลำโพงลงกล่อง ด้วย Alan Parsons Project: I Robot อีกสักรอบ เรียกว่าได้ความรู้สึกของเวทีเสียงกว้าง ลึก พลังเสียงต่ำรวมทั้งค่าไดนามิคเร้นจ์ ดังสุด-เบาสุด แสดงผลออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชนิดที่แทบไม่เคยฟังได้จากลำโพง Bookshelf คู่ใด ได้ในแบบนี้ครับ     ยกให้เป็นลำโพงที่มีความเที่ยงตรงสูง เปิดเผยทุกรายละเอียดของเสียงดนตรีอย่างไม่ปรุงแต่ง เมื่อต้องการเข้าถึงความเป็นจริง ผมเชื่อว่า ลำโพงคู่นี้ให้คำตอบคุณได้แน่นอน      การทดสอบฟัง Life Audio Signature 10 ของผมคือประสบการณ์ครั้งสำคัญ สำหรับลำโพงที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันยอดเยี่ยมเช่นนี้ อยากให้คนออดิโอไฟล์ได้มีโอกาสฟัง และวิเคราะห์เพื่อเป็นประโยชน์ สำหรับพัฒนาความก้าวหน้าของวงการผู้ผลิตไทยให้โดดเด่นยิ่งๆ ขึ้นไปครับ     หลังบทความสั้นๆ ชิ้นนี้ออกไป ผมไม่แน่ใจว่า Life Audio Signature 10 คู่สุดท้ายอาจจะถูกจับจองไปแล้วหรือไม่ เพราะผลิตออกมาแบบ Limited จริงๆ  ดังนั้นให้สอบถามจากเจ้าของโปรเจค คือคุณหน่อย Life Audio หรือ คุณวรวุฒิ วินาสันตุ โทร. 084-596-6262 ได้เลยครับ  

QUAD 33 Pre Amplifier / QUAD 303 Power Amplifier ศิลป์สำเนียง แห่งเสียงธรรมชาติ

QUAD 33 Pre Amplifier QUAD 303 Power Amplifier ศิลป์สำเนียง แห่งเสียงธรรมชาติ      ในยุคปี 1960 ที่นักเล่นเครื่องเสียงระดับแนวหน้ามักชื่นชมในเสียงภาคขยายหลอดสุญญากาศว่าดีที่สุด เพราะยังไม่มีแอมป์โซลิดสเตทใดๆ ให้เสียงที่มีความเป็นดนตรีอย่างที่พวกเขาคาดหวัง วิศวกรเสียงที่เชื่อมั่นในการทำงานของทรานซิสเตอร์ จึงต้องค้นคว้าวงจรที่ดีเพื่อเป็นคำตอบว่า โซลิดสเตทสามารถให้เสียงยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน     และนี่คือหนึ่งในประวัติศาสตร์ไฮไฟได้บันทึกเอาไว้ถึงความสำเร็จที่งดงาม และมีชื่อเสียงมากที่สุดของผลิตภัณฑ์ภาคขยายโซลิดสเตทสหราชอาณาจักร        ในปี 1967 คุณปีเตอร์ วอล์กเกอร์ (Peter J. Walker) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง QUAD วิศวกรที่มีแนวคิดว่า “The closest approach to the original sound” ไม่เน้นเสียงที่หวือหวา แต่ยึดมั่นในความเที่ยงตรง ความเสถียร การถ่ายทอดสมจริงที่การฟังระยะยาวเป็นสำคัญ เขาได้ออกแบบชุดปรีเพาเวอร์ QUAD 33 และ 303 ขึ้นมา         วอล์กเกอร์ ได้ใช้หลักปรัชญา “สู่ความเที่ยงตรง” นี้ออกแบบเครื่องเสียงของเขามาตลอดชีวิต       วอล์กเกอร์อยากให้นักฟังได้เข้าใจบริบทแรกก่อนว่า ด้วยเหตุผลหลายประการ เสียงจากเครื่องเสียงที่ฟังในบ้านทั้งหลายไม่มีวัน “เหมือนดนตรีจริง” ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ต้อง “ใกล้เคียงความจริงอย่างถึงที่สุด”(High Fidelity)        หมายความว่าควรให้เข้าใกล้ความจริงสมมากที่สุด โดยไม่เติมสิ่งที่ “ไม่มีอยู่จริง” นี่คือความซื่อสัตย์ทางวิศวกรรม‼️      มันไม่ใช่เสียงที่ไพเราะที่สุด ไม่ใช่เสียงที่ถูกใจที่สุด ไม่ใช่เสียงที่ขายง่ายที่สุด แต่ต้องพยายามถ่ายทอดความจริงให้มากที่สุดต่างหาก      และดีไซน์ของ QUAD 33/303 กลายเป็นมาตรฐานอ้างอิงของ BBC ที่มีการนำไปใช้งานแพร่หลายในสตูดิโอ ห้องควบคุมเสียงของมหาวิทยาลัยที่วิจัยด้านเสียง เป็นระบบที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงสมรรถนะทรานซิสเตอร์ที่ให้เสียงดนตรีได้ “มีจิตวิญญาณ” เฉกเช่นหลอดสุญญากาศ แต่ได้เปรียบอีกหลายๆ ประการในแง่การขยายเสียง โดยเฉพาะค่าไดนามิก อัตราการสะวิงของเสียง         ในอดีต ขณะที่ผมยังมีอาชีพนักจัดรายการวิทยุอยู่ที่สถานี FM 97.5 MHz ลำโพงมอนิเตอร์ซึ่งใช้งานบันทึกเสียงและออกอากาศในสถานี คือ Rogers LS3/5A ก็ผนวกเพาเวอร์แอมป์ QUAD ยึดติดมาด้านหลังลำโพง เรียกว่าผูกติดกันในเรื่องการขยายเสียงที่เน้นความแม่นยำถูกต้องมาอย่างเนิ่นนานแล้ว      แนวคิดในเชิงปรัชญา QUAD 33/303 นับแต่แรก ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อโชว์พลัง แต่ถูกสร้างมาเพื่อ “ไม่ขวางกั้นสัญญาณดนตรี”       นั่นคือเหตุผลที่แม้จะยาวนานกว่า 50 ปี QUAD 33/303 ยังคงมีคุณค่าไม่เสื่อมคลาย ควรค่าในการนำกลับมาผลิตใหม่ โดยยึดแนวคิดเดิมของ Peter Walker อย่างเคร่งครัด และพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น        สำหรับ QUAD 33/303 ดั้งเดิมนั้น ใช้หลักการออกแบบให้เป็น Transistor Preamplifier รุ่นแรกๆ ของโลก ที่จริงจังด้านคุณภาพเสียง ใช้ระบบโมดูลปลั๊กอิน ซึ่งสามารถเปลี่ยนภาค Phono / Line ได้         จุดเด่น ปรี QUAD 33 เริ่มใช้ระบบปรับโทนคอนโทรล Tilt อันเป็นเอกลักษณ์ของ QUAD ที่ไม่เหมือนแอมป์ตลาดทั่วไป โดยระบบการปรับความถี่ทุ้มแหลมช่วงปลายดังกล่าวของ QUAD จะมีการปรับหมุน ทั้งย่านความถี่พร้อมกับจุดเทอร์นโอเวอร์ อยู่ที่ 1 kHz การปรับให้เสียงอุ่นขึ้นหรือสว่างขึ้นได้ แต่จะยังคงรักษาสัดส่วนดนตรีไว้ไม่ให้เสียหาย      แน่นอนว่าในเวอร์ชั่นปัจจุบันก็ยังคงรักษาแนวทางนี้อย่างมั่นคง แต่ก็ได้เสริมอุปกรณ์เทคโนโลยีสูงเข้าไปทดแทน     มีการให้ความสำคัญภาค Phono stage ที่มีคุณภาพสูงมาก ให้ทำงานง่าย เบสิก แม้ผู้ใช้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญระบบเสียงอนาล็อกก็ตาม สามารถเข้าใจการทำงานและตอบรับคุณภาพที่ได้อย่างเข้าถึงทุกอณุแห่งความสมจริง       สิ่งที่ผมจำได้ตลอดมา คือคาแรกเตอร์เสียงกลางหวาน เป็นธรรมชาติ เสียงร้องอิสระ ไม่แต่งปลายเสียงใดๆ ทั้งสิ้น        ในขณะที่ QUAD 303 มีแนวคิดใช้อุปกรณ์ทรานซิสเตอร์คัดเกรด ที่เน้นความเสถียรและความทนทาน มากกว่าพลังวัตต์ โดยเทคโนโลยีสำคัญคือ Current Dumping คือดีไซน์เริ่มต้นใช้ภาคขยายขนาดเล็กที่มีความแม่นยำสูง สามารถควบคุมภาคขยายให้มีความเสถียร ด้วยพลังเต็มสเกล ซึ่งเป็นแนวคิดตั้งต้นที่ยังคงตกทอดมาถึงรุ่นปัจจุบัน  หมายเหตุ: ระบบ Current Dumping อันเป็นสิทธิบัติของ QUAD นั้นใช้ วิธีคำนวณยาก รวมถึงต้องใช้ชิ้นส่วนแม่นยำสูงมาก จึงแทบไม่พบว่าจะมีผู้ผลิตใดได้ลงมือทำในแบบเดียวกันนี้      ถ้าถามว่า ทำไมในยุคอดีตออดิโอไฟล์ถึงยกย่องภาคขยายของ QUAD ก็เนื่องจากให้เสียงสะอาด เป็นธรรมชาติ สามารถขับลำโพงยากๆ ได้โดยก่อเสียงไม่เครียด หรือผิดเพี้ยน สามารถฟังได้ยาวนานอย่างไม่ล้าหู นี่คือเหตุผลที่นักเล่นระดับไฮเอ็นด์มักกล่าวด้วยความอัศจรรย์ใจว่า QUAD วัตต์ไม่เยอะ แต่ขับได้ดีจริง         ในช่วงปีปัจจุบัน 2025 มีการย้อนกลับไปนำเอาแนวทางออกแบบดั้งเดิมทั้งหมดเมื่อปี 1967 ของPeter J. Walker มาปรับปรุงและพัฒนาและผลิต QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง สร้างความตื่นตาตื่นใจและประทับใจต่อนักเล่นเครื่องเสียงที่ชื่นชอบเสียงแนวบริสุทธิ์นิยมเป็นอย่างยิ่ง QUAD รักษาแนวทางธรรมชาติ แต่พัฒนาให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น       รุ่นรีอิสชู่ (2024/2025 Edition) คือการนำเอาเครื่องระดับคลาสสิกจากยุค 1960’s กลับมาทำใหม่ โดยยังคงเสียงและแนวคิดดั้งเดิมเอาไว้อย่างมั่นคง แต่ได้ปรับปรุงให้เข้ากับการใช้งานยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ทั้งคุณภาพงานภายใน, อินพุต/เอาต์พุต, และฟีเจอร์ใหม่ๆ โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของเสียงอนาล็อกแบบดั้งเดิม        • QUAD 33 รุ่นใหม่ เป็น Preamplifier แบบอนาล็อก ที่ใช้การควบคุมแหล่งสัญญาณต่างๆ อย่างแม่นยำสูงสุด ก่อนส่งสัญญาณต้นทางไปที่เพาเวอร์แอมป์ ซึ่งยังคงรูปทรงแบบคลาสสิกจากรุ่นดั้งเดิม แต่มีการอัปเดตเพื่อรองรับระบบสมัยใหม่ โดยมีอินพุตภาคไลน์ 3 ชุด รวมทั้งภาคปรีโฟโน ที่เล่นได้ทั้งหัวเข็ม MM/MC (ปรับค่าได้ง่ายๆ แค่เลือกกดปุ่ม MM หรือ MC ที่ปุ่มคอนโทรลหน้าปัด)     มีช่อง Balanced XLR ทั้งอินพุต เอาต์พุต สำหรับเชื่อมต่อโดยตรงกับเพาเวอร์แอมป์ QUAD 303 มีช่องต่อหูฟัง และภาคขยายเฉพาะมาให้ด้วย      ความสง่างดงาม ตัวเครื่องขนาดย่อมๆ สีเทาคลาสสิก เล็กกะทัดรัดพร้อมจอ LCD ไฟส้ม และปุ่มกดแสดงสถานะ รวมถึงรีโมตคอนโทรลมาอย่างครบครัน       ขนาดเครื่อง QUAD 33 กว้าง 258 มม. สูง 82.9 มม. ลึก 165 มม. แค่เห็นดีไซน์เก๋ไก๋ ก็ยอมรับว่าเทคะแนนความชื่นชมให้เต็มหัวใจ เพราะออกแบบได้คลาสสิกจริงๆ     • QUAD 303 Power Amplifier เพาเวอร์แอมป์วงจรขยาย Class AB ที่ออกแบบคงรูปทรงคลาสสิกเอาไว้อย่างมั่นคง ใช้เทคโนโลยี Symmetrical Triples Output Stage ซึ่งให้เสียงละเอียด และมีความผิดเพี้ยนต่ำ ให้พลังงานเพียงพอกับลำโพงทั่วไป แม้จะระบุกำลังขับไม่สูง ที่ 2 × 50 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 2 × 70 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม แต่ขับเสียงทั้งลำโพงยุคปัจจุบัน และยุควินเทจได้ลงตัวทุกรูปแบบ      ที่สำคัญในกรณี ทำการ Bridged mode จะได้กำลังขับ 140 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 170 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม (ต่อเครื่อง) สำหรับผู้ที่ต้องการพลังสูงสุด     มีช่องต่ออินพุตทั้งแบบ RCA และ Balanced XLR มาครบครัน        QUAD 303 เพาเวอร์แอมป์ ที่มีขนาดเครื่องที่ออกแบบในแนวตั้ง คลาสสิก ดูสวยสง่า กว้าง 120 มม. สูง 176 มม. และลึก 325 มม. ปุ่ม Power สีส้ม เหมือนปรีแอมป์รุ่น 33 สวยงามเป็นหนึ่งเดียวกัน      การออกแบบเพาเวอร์แอมป์ รุ่น 303 ใหม่นี้ ยังคงลักษณะเสียงแบบอนาล็อกอบอุ่น และเป็นธรรมชาติ เหมือนรุ่นคลาสสิก แต่มีความนิ่งและสะอาด ชัดเจนมากขึ้นยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน  มีอินพุตสมัยใหม่ เช่น Balanced XLR, ปุ่มโทนและรีโมต รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ยุคใหม่  สามารถทำงานร่วมกันโดยใช้ 12 V trigger เพื่อเปิด/ปิดอัตโนมัติ         จากประสบการณ์ส่วนตัวผมพบว่าเพาเวอร์ 303 รุ่นเก่า จะใช้หม้อแปลง EI และอุปกรณ์คาปาซิเตอร์ค่าไม่สูงมากตามยุคสมัยนั้น แต่รุ่นใหม่ใช้หม้อแปลงคุณภาพสูง เลือกคาปาซิเตอร์เกรดAขนาดใหญ่ จึงให้อัตราทรานเชี้ยนที่เร็วมากขึ้น สามารถคุมลำโพงสมัยใหม่ได้ดีกว่าเดิม รวมทั้งให้เสียงเบสอิ่มกระชับขึ้น และเวทีเสียงมั่นคง     On test น้อยคนจะเคยฟังและเป็นเจ้าของ ปรีเพาเวอร์ ของ QUAD รุ่นดั้งเดิม แต่ผมคือหนึ่งในนั้น เมื่อมีการรีอิสชู่ทำขึ้นมาอีกครั้ง นอกจากความชื่นชมแล้ว ผมย่อมมีความรู้สึกดีใจที่ได้จับต้องและอบอุ่นใจที่ได้ฟังปรีและเพาเวอร์ QUAD 33/303 ชุดนี้เป็นอย่างมาก  เหมือนเรากลับไปยืนอยู่อดีตเมื่อวันวานแล้วจับเอาความรุ่งโรจน์ในอดีตมาพัฒนาให้ล้ำลึกยิ่งกว่า เพื่อหลอมรวมกับปัจจุบันสมัยได้อย่างลงตัว     อย่าลืมว่า ด้วยกระบวนผลิตทางด้านอุตสาหกรรมแอมปลิไฟร์ ที่ต้องการด้านจำนวนมากๆ และความง่ายต่อสายงานการผลิตก็มักจะใช้พิมพ์นิยม ขนาดมาตรฐานหน้ากว้าง 17-19 นิ้ว ดังเช่นที่เราเห็นอยู่ แต่ผลิตภัณฑ์เฉพาะอย่าง QUAD 33/303 กลับมีขนาดที่ย่นย่อเล็กกะทัดรัดลงมา หมายถึงการเปิดโมขนาดตัวถังใหม่ทั้งหมด ซึ่งสิ้นเปลืองเงินทุนมาก เครื่องของ QUAD ชุดนี้ จึงมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของแอมปลิไฟร์ทั่วไปเท่านั้น     นอกจากขนาดแล้ว วงจรและอุปกรณ์ต่างๆ จะต้องเลือกสรรที่ดีที่สุด คุณภาพสูงสุด และมีไซส์ที่กะทัดรัด แน่นอนอุปกรณ์เหล่านี้จะมีราคาแพงลิบลิ่วเมื่อเทียบเคียงเครื่องเสียงพื้นฐานในแวดวงอุตสาหกรรมเครื่องเสียงโดยทั่วๆ ไป     QUAD 33/303 ออกแบบยึดมั่นในหลัก “เล็กในรูปทรง แต่ยิ่งใหญ่ในคุณภาพเสียง” ครับ     ขั้นตอนการทดสอบ ผมใช้การเชื่อมต่อ อินพุต เอาต์พุต ระหว่างปรีเพาเวอร์ ผมเลือกใช้ Balanced XLR เป็นหลัก เพื่อเข้าถึงคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด        เพียงแค่ได้ยินสรรพสำเนียงเสียงดนตรีครั้งแรกจากปรี เพาเวอร์คู่นี้ นี่คือการถ่ายทอดเสียงดนตรีที่น่ารักและดื่มด่ำในอารมณ์มาก ด้วยน้ำเสียงยังคงมีความลึกล้ำ ให้ความเป็นอนาล็อกอย่างสูง และผมประทับใจที่สุดก็คือ “ความสะอาดตลอดย่านความถี่เสียง” ที่ไม่เคยพบจากแอมปลิไฟร์ระดับราคาเดียวกันนี้  และในท่วงทำนองเดียวกันก็สามารถสนองตอบการฟังเพลงในยุคใหม่แบบฉับไว ได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย      ฟังแล้วเหมือนดึงเอาอดีตที่สวยงามมาบรรจบกับปัจจุบันที่สมจริง ร่วมสมัยกันอย่างลงตัวกับเพลงทุกสไตล์      โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับลำโพงในแนวเสียงแม่นยำเที่ยงตรงระดับ Monitor Speaker คุณจะเข้าใกล้เสียงดนตรีจริงมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา และรู้สึกได้ถึงความลึกซึ้งในฮาร์โมนิคของดนตรีที่เสนอความจริงแบบไม่เสกสรรค์ปั้นแต่ง สามารถถ่ายทอดต้นทางขยายไปสู่ปลายทางอย่างเที่ยงตรงและแม่นยำ        QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier เป็นซิสเต็มที่ช่วยให้ลำโพงซึ่งนำมาเข้าชุด เปิดเผยความโดดเด่นทรงคุณค่า ส่งผ่านความจริงได้มากยิ่งขึ้น         และที่ต้องยอมรับว่า ดีไซน์ใหม่ของปรี เพาเวอร์ชุดนี้ รักษาดุลเสียงที่เน้นความเรียบสะอาดสมจริงเป็นหลัก จึงทำให้สามารถเข้ากันได้กับลำโพงทุกยุคสมัยอย่างที่ผมได้มีโอกาสจับคู่ทดสอบถึงสี่คู่หลักก็คือ     ลำโพงยุควินเทจ Tannoy Stirling HW และ JBL 4301B ลำโพงมอนิเตอร์ บีบีซี Rogers LS3/5 A Diamond Jubilee  ลำโพง Harbeth P3ESR Anniversary และ Harbeth Monitor 30.2 Anniversary       ลำโพงทุกคู่ ชุด QUAD 33 / QUAD 303 สามารถควบคุมการทำงานได้ราบรื่นแม่นยำ และขับได้อย่างสบายๆ พลังเหลือพอ แม้ดูจากภายนอก ขนาดตัวเล็กแค่นี้ แต่ลำโพงใหญ่มหึมาแค่ไหนก็เอาอยู่ครับ       ความน่าสนใจอยู่ที่ QUAD 33 / QUAD 303 สามารถขับลำโพงได้ดีทั้งยุคเก่าและยุคใหม่ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เราเรียนรู้ถึงความเป็นกลางของภาคขยายเสียง คือถ้าภาคขยายมีความสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ย่อมจะช่วยให้ลำโพงแสดงจุดเด่นของตนเองออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งๆ ขึ้นไปครับ     บอกตรงๆ ครับ ว่ามันน่าทึ่งที่แอมปลิไฟร์ชุดนี้ ยังคงลักษณะเสียงแบบอนาล็อกอบอุ่น และเป็นธรรมชาติเหมือนรุ่นคลาสสิก แต่ส่วนที่ต่างออกไป คือกลับจะมีความนิ่งและชัดเจนมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบขึ้นในอีกระดับ        คนที่รักเสียงสะอาด ชื่นชมสำเนียงคลาสสิก แต่อยากได้ระบบที่เข้ากับแหล่งเสียงและอุปกรณ์สมัยใหม่ จะต้องประทับใจอย่างแน่นอนครับ       นานมาแล้วที่ไม่ได้ฟังปรี เพาเวอร์ที่แสดงออกถึงคุณสมบัติของเสียงที่อบอุ่นเป็นธรรมชาติ แม้จะเป็นระบบขยายโซลิดสเตทก็ตาม QUAD 33 และ 303 ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและไหลลื่นเหมือนหล่อหลอมมาจากวงจรแบบหลอดสุญญากาศ ทว่ามีความเด่นที่รายละเอียดและไดนามิกดีกว่าที่คาดไว้มากมายนัก จากเสียงแผ่วเบาสุดถึงดังสุด มีสัดส่วนงดงามมากครับ QUAD 33 และ QUAD 303 เวอร์ชั่นนี้ พัฒนาจากมรดกตกทอดดั้งเดิมที่ได้รับการยกย่องมายาวนานกว่า 58 ปี รักษาความเดิมเอาไว้ได้อย่างมั่นคง นับตั้งแต่การอัปเกรดอุปกรณ์ที่มีศักยภาพสูงขึ้น การจัดวงจรที่ทันสมัย ถือว่าล้ำขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ทำให้การสนองตอบความถี่และพลังไดนามิกที่ดียิ่งกว่าเวอร์ชั่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด       แต่รากฐานทั้งความงดงามกะทัดรัดของรูปทรง ทำให้ดูเหมือนการออกแบบศิลปะมากกว่า จะเป็นแค่เครื่องเสียงชุดหนึ่ง และในคุณภาพเสียงอันเที่ยงตรงนั้นกลับเข้าถึงรายละเอียดได้ระยิบระยับกว่าที่เราเคยฟังแอมปลิไฟร์ราคาระดับแสนอีกหลายชุดเลยทีเดียว!!!          ผมทดสอบฟังเพลงทั้ง 3 รูปแบบคือ แผ่นเสียงไวนีล ซีดี และสตรีมมิ่ง นับว่า QUAD 33 และ QUAD 303 ให้การสนองตอบได้ดีกับเพลงหลายหลากประเภท หรือไร้ข้อจำกัดกับแหล่งโปรแกรม  โดยจะมีบุคลิกของความเรียบง่ายละเอียดอ่อน ไม่หวือหวา ไม่สดชัดเกินจริง แต่ถ้าจะให้โฟกัสผมมองว่า เพลงในแนวเสียงธรรมชาติ โรแมนติคนับว่าเหมาะที่สุด ใครชอบเพลงร้องแนวหวานธรรมชาติบอกได้เลยว่า ฟังแล้วจะดึงดูดใจมากจริงๆ ครับ      อีกหนึ่งในความพิเศษสุดคือ ภาคขยายของหัวเข็ม MM/ MC หรือภาคปรีโฟโน ของ QUAD 303 มีพื้นเสียงที่สะอาดและให้ความสงัด ปราศจากเสียงรบกวนใดๆ น่าทึ่งครับ!!! ต้องเรียกว่าให้การการถ่ายทอดจังหวะและลำดับเสียงได้ดี สนองตอบเพลงที่มีรายละเอียดของชิ้นดนตรีจำนวนมากอาทิ วงออเคสตรา หรือบิ๊กแบนด์ ได้สมบูรณ์มากๆ      ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่า ขนาดเครื่องที่เล็กกะทัดรัดทรงเสน่ห์นี้ ให้เสียงได้ใหญ่ โอ่อ่าเปิดเผยดุจเดียวกับเครื่องปรีเพาเวอร์ ในระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ เพียงแต่ไม่ต้องแสดงอาการ “กล้ามโต” บึกบึนจากรูปทรงแต่อย่างใด เป็นดีไซน์ที่ซ่อนรูปความดีงามไว้ภายในได้อย่างเหลือเชื่อ       สิ่งที่แตกต่างจากปรีเพาเวอร์ทั่วไปคือ เสียงอบอุ่น ฟังเพลิดเพลินมีชีวิตชีวา ไม่เหนื่อยล้าแม้จะนั่งฟังยาวนาน เสียงร้องสมจริงประดุจนักร้องมาอยู่ตรงหน้า ฟังเพลงจากแผ่นเสียงยิ่งทำได้อบอุ่นละมุนละไมน่าประทับใจ ด้วยความละเอียด สะอาด พื้นเสียงสงัดอย่างมาก       ตัวเครื่องให้ความรู้สึก build quality ยอดเยี่ยม เสียงที่ดีในรูปแบบ “คลาสสิก” ยังโดดเด่นเสมอ ฟังก์ชั่น Tilt control และ Phono MM/MC นับเป็นจุดที่ถือว่าดีมาก ไม่เหมือนใคร และแน่นอน… คุณภาพเกินราคา        ผมฟังอัลบั้มทั้ง ไฮ-เรส แผ่นเสียง ด้วยดนตรีหลากหลายแนว จากคลาสสิกจนถึงป็อป โดยไม่มีขีดจำกัด โดยเฉพาะใครที่ชอบเสียงแนวโรแมนติค อบอุ่น ละเมียดละไม ช่วงเสียงกลางอิสระสมจริงรวมถึงปลายเสียงแหลมสะอาด เป็นแนวเสียงที่สวยงามมากๆ เบสมีความกลมกล่อมพอดีไม่เกินเลย รักษาทรวดทรงดนตรีเอาไว้ครบถ้วนสมจริง  สามารถบ่งชี้ความจริงและธรรมชาติในทุกรายละเอียดโดยปราศจากการแต้มสีสันใดๆ        ในท่ามกลางแอมปลิไฟร์แนวคิดก้าวกระโดดล้ำสมัย ดีไซน์บึกบึนใหญ่โต QUAD 33 และ QUAD 303 คือผลย้อนศร ให้ความยิ่งใหญ่อยู่บนรูปทรงกะทัดรัด มีความพิเศษอย่างยิ่ง ประกอบกับแนวทางออกแบบกะทัดรัดงามสง่าที่เหมือนประติมากรรมร่วมสมัย ทำให้ QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier คือปรากฏการณ์ดีไซน์ย้อนยุคและคุณภาพยอดเยี่ยมที่เราจะไม่พบเห็นได้ง่ายนัก        QUAD นำเสนอผลงานการออกแบบแอมปลิไฟร์ที่ถ่ายทอดสำเนียงแห่งธรรมชาติโดยแท้จริง     ทราบว่า ชุด QUAD 33/303 ได้รับรางวัล EISA Award 2025-2026 ซึ่งเป็นรางวัลจากสื่อที่ยกย่องว่าเป็น Best Pre Power Amplifier โดยชื่นชมทั้งคุณภาพเสียง ความละเอียดของเวทีเสียง และคุณค่าทางประสบการณ์ฟังเพลงที่ไม่อาจหาได้จากแอมปลิไฟร์ทั่วไปในตลาดไฮไฟ       ผู้ที่ต้องการชุดเครื่องเสียงในลักษณะงานดีไซน์ย้อนยุค และคุณภาพที่ยอดเยี่ยมในระดับไฮเอ็นด์ ไฮคลาสออดิโอ ที่สามารถสร้างความร่วมสมัย หาจุดบรรจบของเสียงดนตรีในอดีตและปัจจุบันได้อย่างลงตัว ต้องไม่พลาดครับ เพราะผลิตออกมาเสมือนงานศิลปะที่มีจำนวนไม่มากนัก      การได้ครอบครอง QUAD 33/303 ไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องเสียงหนึ่งชุด แต่มันคือการครอบครองประวัติศาสตร์ทางดนตรีชิ้นสำคัญ      นอกจากจะได้ครอบครองเสียงที่มีคุณภาพดีเยี่ยมแล้ว สำหรับ QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier เป็นผลงานศิลปะที่จะสร้างความทรงจำล้ำค่าไปอีกนานแสนนานครับ     QUAD 33 [Pre Amp] ราคาพิเศษ 54,000 บาท QUAD 303 [Power Amp] ราคาพิเศษ 54,000 บาท Promotion คู่ QUAD 33/303 [Pre + Power] ราคาพิเศษ 100,000 บาท     สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า)  โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower

DALI KUPID ลำโพงเล็กเสียงดี ที่ให้ความไพเราะในทุกสภาวะแวดล้อม

DALI KUPID ลำโพงเล็กเสียงดี ที่ให้ความไพเราะในทุกสภาวะแวดล้อม         การออกแบบลำโพงเล็กที่ดีๆ สักคู่หนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก… แต่ถ้าความมุ่งมั่นปรารถนาที่ให้ลำโพงคู่นั้น สามารถใช้งานอย่างลงตัวกว้างขวาง เช่น จัดวางบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์ วางบนหิ้ง ใส่ในชั้นวาง หรือติดยึดกับผนัง ด้วยแนวทางอเนกประสงค์ได้หลายๆ รูปแบบ โดยที่ยังคงคุณภาพของ “เสียงที่ดีใกล้เคียง ในทุกสถานที่” กลับไม่ใช่เรื่องง่ายนัก      และ DALI KUPID คือสิ่งที่ทำได้สำเร็จ และพบคำตอบที่ได้ผลดีมาก       DALI KUPID เป็นลำโพงที่ถูกออกแบบมาโดยใช้หลักวิศวกรรมอันทันสมัยของลำโพง Bookshelf แบบ Compact / Stand mount ขนาดกะทัดรัด เหมาะกับห้องเล็ก ห้องนั่งเล่น พื้นที่จำกัด หรือนำมาใช้ได้หลากรูปแบบอย่างไม่มีขีดจำกัด       แม้จะมีตัวตู้ขนาดเล็กแต่ถูกออกแบบตามหลัก Hi-Fi ของ DALI โดยนำ DNA การออกแบบเสียงจากรุ่นเรือธงมาใส่ในแพ็กเกจที่เข้าถึงง่ายกว่า       จุดเด่นคือขนาดกะทัดรัด ติดตั้งง่ายเหมาะกับห้องขนาดทั่วๆ ไป ห้องคอนโด หรือมุมฟังเพลงที่พื้นที่จำกัด ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ลำโพงใหญ่ แต่ต้องการเสียงครบช่วงความถี่ มีความบาลานซ์ดี ด้วยวูฟเฟอร์ ขนาด 4.5 นิ้ว และทวีตเตอร์แบบซอฟท์โดม       ในส่วนของท่อพอร์ต แบบเบสรีเฟล็กซ์ ยิงคลื่นเสียงออกทางด้านหลัง พร้อมกับการเลือกใช้จุดตัดความถี่ที่แม่นยำ ทำให้ได้เบสอิ่มสมจริงในขนาดตู้ย่อมๆ     สามารถขับได้ง่ายกับแอมป์หลายแบบ เป็นลำโพงที่มีค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม และประมาณการกำลังขับจากภาคขยายระหว่าง 40–120 W ทำให้สามารถใช้งานกับแอมป์ระดับเริ่มต้นถึงกลางได้โดยปราศจากปัญหา        หลังจากได้รับลำโพง DALI KUPID  ผมมานั่งวิเคราะห์ดูโครงสร้างตัวตู้ ประกอบกับรายละเอียดข้อมูลทางเทคนิคที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ครับ • ตัวขับเสียงกลางต่ำออกแบบมาให้พื้นที่ภายในเหมาะกับตัวขับขนาด 4.5 นิ้ว ที่ใช้ Volume ได้คำนวณมาเพื่อให้ mid/bass ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ตู้จะมีขนาดเล็ก การออกแบบทรงภายนอกให้มีขอบรอบตู้โค้งมนช่วยลดการกระจายตัวของคลื่นเสียง หรือการเลี้ยวเบนนั้นลดลง (diffraction) และผลต่อย่านความถี่ช่วงกลางชัดเจนแม่นยำขึ้น     สำหรับ มิด/เบส ไดรเวอร์นี้ได้ผลิตด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างกระดาษ และ wood-fibre อันเป็นวัสดุเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ DALI ใช้ตลอดมา ด้วยความความแกร่งแต่มีมวลต่ำ ทำให้ตอบสนองได้ฉับไว (fast transient) และจะไม่มีการระบายสีสัน ไดรเวอร์ใช้แม่เหล็ก ferrite และวอยซ์คอยล์ที่เหมาะสม รวมถึงช่วงผลักหรือช่วงชักยาว (long-throw) เพื่อให้ไดนามิกและคอนโทรลเบสดีเกินขนาดตัว    • ตัวขับเสียงแหลม ทวีตเตอร์ขนาด 26 มิลลิเมตร ที่ DALI ระบุว่าเป็น ultra-light soft dome หรือ soft woven fabric diaphragm ที่มีจุดประสงค์การออกแบบ ให้ตอบสนองความถี่สูงสุดด้วยความสะอาด ให้รายละเอียดย่านความถี่แหลมโดยไม่แข็งกระด้าง และให้การกระจายเสียงเป็นมุมกว้างด้วยแผงหน้ารองรับ ช่วยสร้างความราบรื่นของเสียงได้ดียิ่งขึ้น     พารามิเตอร์สำคัญจากสเปคฯ ลำโพงสามารถให้แบนด์วิธ 63 – 25,000Hz (±3 dB) มีจุดตัดคอร์สโอเวอร์ที่ 2,100 Hz, ความไว 83 dB มีค่าความต้านทาน 4 โอห์ม เหมาะสมกับแอมป์ 40–120วัตต์ต่อแชนแนล        เทคนิคการออกแบบอคูสติกของตู้ลำโพง 1. Dual-flare bass-reflex port รูปแบบของพอร์ตแบบขยายด้วยท่อสองชั้น ช่วยลดการผันผวนในการไหลของอากาศ (turbulence) ที่ปากท่อ ทำให้เบสกระชับและลดอาการเสียงพอร์ตแตกพร่า เมื่อเปิดที่ระดับความดังสูงๆ ซึ่งเป็นความสำคัญของลำโพงตู้ขนาดเล็ก 2. การปรับหน้าแผงทวีตเตอร์ (tweeter waveguide) DALI มีการปรับรูปทรงแผ่นควบคุมเสียงรอบทวีตเตอร์เพื่อให้การกระจายเสียงเข้ากับ มิด/เบส ได้ดี ส่งผลให้การตอบสนองเสียงกลาง–แหลมลื่นไหล และจังหวะเวลา หรือ timing ของไดรเวอร์ประสานกันดีขึ้น   3. ไดรเวอร์เน้นที่มวลเบาที่สมดุล ทำให้ transient ดี และให้ mid-range ที่ชัดเจน ไม่บวมเบลอ      4. ครอสโอเวอร์ที่ปรับจูนมาเฉพาะรุ่น โดย DALI ระบุว่าใช้ Crossover ที่ออกแบบเฉพาะเพื่อจูนบาลานซ์และ Timing ระหว่างทั้งสองตัวขับ ทำให้เสียงเป็น “ธรรมชาติ” และไม่มีความขัดแย้งทางเฟส   จะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นลำโพงตู้ขนาดเล็กแต่จุดประสงค์การออกแบบก็คือ ให้เสียงในระดับไฮไฟ ที่มีความสามารถเข้ากับทุกสถานที่ได้อย่างลงตัว     ขนาดตู้ลำโพง 237 × 140 × 195 มิลลิเมตร ดีไซน์สวย มีหลายสีให้เลือก Black Ash, Walnut, Caramel White, Golden Yellow, Chilly Blue เหมาะกับการตกแต่งภายในบ้านหรือคอนโด ที่เข้าหลักว่า “แต่งบ้านด้วยเสียงสวย”     Test Report ผมมีโอกาสทดสอบอยู่สามรูปแบบคือ 1. วางบนขาตั้งที่เหมาะสม ในที่นี้คือ Atacama Speaker Stand ฟังในแบบออดิโอไฟล์มีการเซ็ตอัพอย่างจริงจัง (ให้เสียงได้ดีที่สุด) 2. วางบนหิ้ง-ชั้นวางภายในบ้าน  3. นำมาฟังแบบบนโต๊ะทำงานในลักษณะ Near-Field ฟังแบบใกล้ๆ เหมือนห้องทำมาสเตอริ่งงานตัดต่อเพลง (ให้ความน่าสนใจมากว่า ในระดับความดังเบาๆ ยิ่งให้เสียงดียิ่งขึ้นอีก)     ที่จริงผู้ผลิตเขาจะมี “ขายึดผนังห้อง” มาให้ด้วยในกล่องลำโพง สำหรับท่านที่ต้องการนำไปใช้งานอเนกประสงค์ เช่น ติดตั้งในห้อง หรือตกแต่งเสียงในร้านกาแฟ ร้านอาหาร เป็นต้น      แรกสุด ถ้าพิเคราะห์จากสเปคฯ ของโรงงานผมก็รู้สึกเป็นห่วงอยู่นิดนิดเหมือนกัน คือค่าความไวที่ระบุจากผู้ผลิตอยู่ที่ 83dB SPL ดูเหมือนว่ามันเป็นลำโพงที่มีอัตรากินกำลังขับจากแอมป์สูง แบบเดียวกับลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์?     แต่ในความเป็นจริง ก็นับว่าประหลาดมาก เพราะผมใช้แอมป์ขนาด 20 วัตต์ต่อแชนแนล อย่าง NAD3020  หรือแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ Fmj แค่ 9 วัตต์ ก็ขับออกมาได้ชนิด ฟูลสเกล เลยทีเดียว      จึงเข้าใจว่าสเปคฯ ตัวนี้ น่าจะเกิดจากการบันทึกจากภายในห้องไร้เสียงสะท้อน Anechoic ในแล็บของทาง DALI เพราะในการใช้งานจริงกับห้องทั่วไปนั้น เรากลับรู้สึกลำโพงคู่นี้ขับง่ายอย่างเหลือเชื่อ มีความไวสูงไม่น้อยไปกว่าลำโพงอื่นใด เรียกว่าประเภทที่เป็นมิตรกับแอมป์ทุกรุ่นทุกแบรนด์ อ้าแขนรับได้หมดไม่ว่าจะกำลังขับต่ำหรือสูง (ผู้ผลิตระบุใช้ได้ตั้งแต่ 40-120 วัตต์)     จากการทดสอบร่วมเกือบๆ สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเริ่มจริงจังหลังจากเบิร์นไปครบ 100 ชั่วโมง จึงทำการเซ็ตอัพและฟังอย่างเป็นจริงเป็นจัง บทสรุปของของผมก็คือ KUPIDเป็นลำโพงดับออดิไฟล์ที่มีทั้งขนาดเล็กน้ำหนักเบาและขับเสียงได้ง่ายมากอย่างคาดไม่ถึง      การมีท่อพอร์ตเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลัง แนะนำว่า การจัดระยะวางห่างผนังตั้งแต่ 40 เซนติเมตรขึ้นไป จะปลอดจากอาการเบสบวมหรือบูมมี่ได้       แต่ถ้ามีความจำเป็นจะต้องยึดติดผนังที่ใกล้มากกว่านี้ ก็อยากให้พิจารณาปิดท่อด้วยฟองน้ำ (ถ้าจำเป็น)       แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจนะครับว่าเอฟเฟคต่อผนังหลังของลำโพงคู่นี้ กลับมีน้อยที่สุดตั้งแต่ผมทดสอบลำโพงประเภทท่อเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลัง นับว่า DALI ออกแบบได้เก่งมากครับ        เสียงที่ได้จากการเซ็ตอัพแบบออดิโอไฟล์ลำโพงจะถูกวางห่างกันภายในห้องฟังผมอยู่ที่ 1.65 เมตร เสียงที่ได้ประสานกันทางซ้ายและขวาดีมากและเป็นลำโพงที่ฟังความดังระดับสูงได้อย่างดีและเสียงเปิดเผยรายละเอียดได้สมบูรณ์ ผู้ผลิตระบุว่าสามารถให้ความดังได้เต็มที่ถึง 103 เดซิเบล     จึงกล้าพูดได้ว่าเป็นลำโพงที่คุณภาพเสียงเหนือกว่าที่สเปคฯ ระบุเอาไว้มาก      บุคลิกเสียงในแนวเปิดกว้างสะอาด ฟังแบบเข้าถึงง่าย      ด้วยเสียงเบสลงได้ลึกเกินขนาด Driver ความถี่ต่ำแม่นยำชัดเจน และเสียงแหลมให้ความสุภาพเปิดโปร่งในสไตล์ของ DALI แบบว่า “เชื้อไม่ทิ้งแถว” คล้ายลำโพงรุ่นใหญ่ของเขา ฟังเพลงได้หลากประเภทโดยเฉพาะ Pop Jazz Country นี่ต้องถือว่าฟังแล้วเข้าถึงความมีชีวิตชีวา โออ่า เวทีเสียงกว้างลึกได้สัดส่วน     เสียงกลางชัดเจนสะอาด สนองตอบไดนามิกได้ดี และฟังได้เพลิดเพลินกว่าที่คิด เหมาะกับคนที่มีพื้นที่จำกัดหรืออยากได้ชุดเสียงกะทัดรัดแบบเรียบง่าย         เพราะในขณะที่ผมเปลี่ยนสถานที่จากการฟังอย่างจริงจังแบบออดิโอไฟล์ไปสู่การวางบนโต๊ะทำงาน เพื่อฟังแบบ Near Field และวางไว้บนชั้นเก็บแผ่นเสียง สิ่งที่ได้คือเสียงยังคงความสมดุลและรายละเอียดครบถ้วน ในขณะที่เสียงเบสอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ได้บ้างเล็กน้อย แต่แปลกที่ไม่ค่อยเจออาการเบสบวมเลยครับ       KUPID ยังคงรักษาโทนัลบาลานซ์ของย่านความถี่ต่างๆ ได้ดี สิ่งเหล่านี้เข้าใจว่าทางผู้ผลิตได้มีการคำนวณเอาไว้ และทำการจูนอัพอย่างสมดุล เพื่อให้การใช้งานอเนกประสงค์ในหลายสภาวะได้อย่างยอดเยี่ยม      นี่คือลำโพงที่ให้เสียงสะอาดน่าประทับใจ และให้เสียงที่ฟังได้อย่างยาวนาน มีเสียงเปิดเผยสง่างาม เข้าถึงง่ายในทุกย่านความถี่ โดยเฉพาะความสมจริงของเบสในลำโพงตู้ขนาดเล็ก เชื่อว่า DALI KUPID คงจะสร้างความอัศจรรย์ในใจให้กับผู้ฟังได้ไม่น้อยเลยครับ         ถ้ากล่าวว่า DALI KUPID เป็น “ลำโพงตัวเล็กเสียงใหญ่” ที่ให้ความไพเราะ ในทุกสภาวะแวดล้อมก็คงไม่ผิดจากความเป็นจริงครับ       นับเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่ง ของการเข้าถึงเสียงดนตรีที่มีความโอ่อ่าเรียบง่าย และในแง่ตู้ลำโพง ที่เราสามารถเลือกดีไซน์ สีสันได้หลายโทนสีเพื่อการแต่งห้องไปในตัวอีกด้วย       ต้องชื่นชมทีมออกแบบนะครับ ว่าเขาดีไซน์มาให้ได้ทั้งเสียงที่ดี สามารถจัดวางได้อย่างง่ายดายในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด เหมาะอย่างยิ่งกับพื้นที่ห้องขนาดกลาง ขนาดเล็กทั่วไป ที่สำคัญ ราคาสมเหตุผล ที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ครับ     DALI KUPID ราคาคู่ละ 16,900.- บาท   สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/  

Rega FONO MINI A2D MK2 ปรีโฟโนเล็กๆ เรียบง่ายแต่น่าประทับใจ

Rega FONO MINI A2D MK2 ปรีโฟโนเล็กๆ เรียบง่ายแต่น่าประทับใจ ไม่กี่วันที่ผ่านมาผมนึกถึงแอมปลิไฟร์บางรุ่นที่มีใช้อยู่ และปราศจากภาคปรีโฟโน อีกทั้งการใช้งานเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นมิดเอ็นด์ 2-3 เครื่องที่มีอยู่ น่าจะจัดหาตัวขยายหัวเข็มเล็กๆ มาใช้งานสักเครื่องหนึ่ง แต่แล้วได้คิดถึงคำพูดของ Roy Gandy เจ้าของ Rega เค้าเคยบอกผมเรื่องปรีโฟโน ตัวขนาดเล็กของเขาที่ผลิตในประเทศอังกฤษ มันมีราคาย่อมเยาแต่คุณภาพถือว่าไม่ได้น้อยหน้าใคร       ก็จึงตัดสินใจโทรหาคุณป้อม บอสใหญ่ของ Komfort Sound ขอสั่ง Rega FONO MINI A2D MK2 มาใช้สักเครื่องหนึ่ง และเมื่อได้มาแล้ว ก็นำเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงของ NAD C588 (สลับกับ Project Debut 2) มาต่อใช้งานด้วยกันครับ คิดว่าน่าจะเหมาะสมลงตัว       ซึ่งเมื่อใช้งานแล้วไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ        ตัวเครื่องเป็นบอดี้โลหะ (aluminum) แข็งแรง, ลดการรบกวนจากการสั่นและสัญญาณ Noise ได้ดี  Rega FONO MINI A2D MK2 มีขนาดเล็กๆ บางๆ น่ารักดีครับ วางซ่อนมุมไหนก็ดูกลมกลืนกับสถานที่ภายในห้องหรือชั้นวางเครื่อง มีช่องต่อสำหรับรับอินพุต RCA สำหรับขยายหัวเข็ม MM พร้อมส่งสัญญาณทางช่องสัญญาณขาออกไปยังภาค LINE ของแอมป์       คือนำมาต่อคั่นกลางระหว่างเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแอมปลิไฟล์ทั่วไปนั่นเอง       ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือมีช่องเชื่อมต่อ USB สำหรับแปลงเพลงจากแผ่นเสียงเป็นดิจิตอลไฟล์ เก็บไว้ฟังได้ด้วยสิครับ‼️ (สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ Digital Audio Editor มาใช้งานได้)      นี่คือ Phono Pre-amplifier สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง ที่ใช้หัวเข็มแบบ MM (Moving Magnet) เหมาะสำหรับคนที่รักแผ่นไวนิล และต้องการคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นเมื่อเชื่อมต่อกับช่อง Line ของแอมป์ครับ     PREVIEW   • ผลการใช้งานทั่วไป ก็ขอสรุปเลยนะครับ ว่าพอใจมากๆ แม้อาจจะไม่ใช่รุ่นแพง รุ่นโปร แต่ความคุ้มค่านี่ ต้องบอกว่าน่าประทับใจ ให้คุณภาพเสียงที่เรียบสะอาด แฟลต ดีจริงๆ เพราะผมเป็นนักฟังที่ต้องการความพอดีของเสียง จึงไม่ชอบความปรุงแต่งเกินธรรมชาติ ดังนั้นเหมือนได้ค้นพบกับคุณภาพเสียงที่ให้ความสุขตรงต้องกับใจอย่างเป็นที่สุด       อะไรที่ผมประทับใจ?        ก็คือน้ำเสียงในแง่อนาล็อกซาวนด์ โดยเฉพาะเสียงของไวโอลินและเปียโนที่ถูกส่งผ่านมาอย่างสมจริงไม่เกินเลย ชอบมากๆ ครับ นี่อาจจะเป็นเสียงของชิ้นดนตรี ซึ่งผมใช้ตัดสินคุณภาพของเครื่องโดยทั่วไปว่า เขาจะมอบความเป็นธรรมชาติของเสียงและอยู่กับเราได้ยาวนานหรือไม่และ Rega FONO MINI A2D MK2 ให้คำตอบแล้วครับว่า คู่ควรอย่างยิ่ง        แม้จะเป็นปรีโฟโนราคาเริ่มต้นที่ราคาสบายกระเป๋า แต่จุดเด่นคือเรื่องของเวทีเสียง จังหวะ อารมณ์ ดนตรี ทำได้ดีเกินราคา ต้องชื่นชมการออกแบบของ Roy Gandy ครับ นี่ก็ได้ทำการพัฒนามาเป็นเวอร์ชั่นที่สองแล้ว เสียงดีขึ้น ในราคาที่คงเดิมๆ แถมราคาขนาดนี้ ยังผลิตในอังกฤษอีกต่างหาก      ฟังแผ่นเสียงไวนีลรุ่นเก่า แผ่นรุ่นใหม่ มีความพอดี และน่าประทับใจตรงเสียงกลางใส แบบ Natural เก็บทุกรายละเอียดได้ดีโดยไม่มี Coloration หรือการระบายสีสันเพิ่มเติม หรือเสียงที่ขยายปนเปอยู่กับ Noise จนแยกไม่ออก เครื่องเล็กๆ รุ่นนี้ ฟังได้ “สมจริง” ตามที่แผ่นบันทึกไว้ สำคัญมากก็คือไม่บิดเบือนเสียงต้นฉบับ!!!        คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ผมมักจะพบในปรีโฟโนระดับเริ่มต้นทั่วไปมักมีสองอาการต่อไปนี้ คือ Flatness หรือ Dullness เป็นเหตุที่ทำให้ไม่กล้าเล่นปรีโฟโนราคาพื้นๆ ซึ่งจะขออธิบายง่ายๆว่า      Flatness เสียงในแบบโทนเสียงแบนราบเสมอกัน แต่มาในแบบขาดไดนามิก เสียงเบาหรือดังก็ไม่ค่อยมีอะไรเด่น ฟังแล้วรู้สึกไม่น่าสนใจ เหมือนไม่มีแรงปะทะเวทีเสียง เสียงแบนๆ เวทีเสียง ไม่ลึกไม่กว้าง      ส่วน Dullness ที่หมายถึงเสียงทึบ มัว มืด ขาดประกายโทนเสียงค่อนไปทางมืด (Dark) นั่นเอง       ต้องชื่นชม ดีใจที่ Rega FONO MINI A2D MK2 พาเราหลุดพ้นออกจากสิ่งบกพร่อง หรือวังวนเหล่านั้นได้อย่างหมดจดเลยทีเดียว        เสียงโดยรวมของ Rega FONO MINI A2D MK2 คือสัญลักษณ์ของความเป็นอนาล็อก อุ่นอิ่ม สมดุล เบสชัดเจนไม่บวม เสียงกลางสวยงามไม่กระด้าง เหมาะกับหลากหลายแนวเพลง ส่งผ่านทุกรายละเอียดเสียงครบในช่วงปลายแหลมใสสะอาดแบบพอดิบพอดี นี่ละ เสียงอนาล็อกที่สวยงามเสมอ    โดยเฉพาะในแง่เสียงรบกวนต่ำสุด ผมยกให้เลยครับว่า Rega FONO MINI A2D MK2 เป็นปรีโฟโนขนาดย่อมที่ทำได้ดีงาม เป็นที่น่าพอใจมาก          สำหรับฟีเจอร์เสริมที่มี Output แบบ USB ช่วยให้ริปแผ่นไวนิลเป็นไฟล์ดิจิตอล เท่ากับดึงโลกวินเทจสู่โลก “ไฟล์เพลง” ได้สะดวก และเพื่อให้เหมาะกับระดับความแรงค่าหัวเข็ม Rega FONO MINI A2D MK2 มีเกนโวลุ่มมาให้ปรับสำหรับการบันทึกดิจิตอลผ่าน USB ได้ด้วย  ดังนั้นถ้าคุณต้องการเก็บในคอมฯ จัดเก็บไว้ได้สะดวกมาก เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ Rega มอบให้กับออดิโอไฟล์         ผมเห็นด้วยกับสื่อต่างประเทศ ที่ยกให้ Rega FONO MINI A2D MK2 เป็น “budget phono stage of choice” หรือโดดเด่นในกลุ่มปรีโฟโนระดับเริ่มต้น ถ้าคุณเริ่มเล่นแผ่นเสียงระบบเสียงระดับพื้นฐานถึงมิดเอ็นด์ แค่เพิ่มปรีโฟโนเครื่องเล็กๆ เครื่องนี้ จะได้ผลที่ชัดเจนกว่า  เมื่อเทียบกับปรีโฟโนที่มีอยู่ในแอมปลิไฟร์ทั่วไปแล้ว ขอบอกว่า Rega FONO MINI A2D MK2 ให้คุณภาพเสียงดีกว่าแยะครับ     ในยุคปัจจุบัน จะหาอะไรที่ราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท แต่ให้คุณภาพน่าประทับใจ คุ้มค่า ผมว่า Rega FONO MINI A2D MK2 เป็นหนึ่งในสิ่งเล็กๆ ที่ให้ศักยภาพใหญ่เกินความคาดหมายเลยทีเดียว        นี่คือภาคปรีโฟโน สำหรับแผ่นเสียงที่จัดได้ว่าให้คุณภาพอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของรายละเอียด ความสะอาดเสียง ความใกล้เคียงดนตรีจริง… และที่สุดคือความเป็นธรรมชาติของน้ำเสียงดนตรี       สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงคำว่า “อนาล็อกออดิโอ” ผมว่านี่คือทางเลือกแรกของคุณอย่างแน่นอนครับ หมายเหตุ: Rega FONO MINI A2D MK2 มีขนาด: กว้าง 102 สูง 30 ลึก 125 มม. ราคา 6,900.- บาท  สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัท คอมฟอร์ตซาวด์ จำกัด Tel: 02 321 0384, 02 321 0385, 083 758 7771  

REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ที่สุดแห่งพลังเสียงไฮเอนด์ที่ตอบรับกับดนตรีทุกสไตล์

REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ที่สุดแห่งพลังเสียงไฮเอนด์ที่ตอบรับกับดนตรีทุกสไตล์     สำหรับ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ลำโพงไฮ-ไฟจากฝรั่งเศสระดับเรือธง ที่เปิดตัวในงาน High End Show ที่มิวนิค เยอรมัน เมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้เอง เป็นผลงานออกแบบที่บรรลุคำว่าเสียงดีที่สุดโดยไม่มีความประนีประนอมใดๆ      ATALANTE 7 Evo ให้เสียงครบช่วงความถี่ 23Hz–24 kHz เท่าเทียมกับสิ่งที่มนุษย์พึงได้ยิน คือให้ความสามารถครอบคลุม ตั้งแต่เสียงเบสลึกอิ่ม จนถึงเสียงแหลมสูงรายละเอียดระยิบระยับ ด้วยความครบเครื่องสำหรับดนตรีหลากหลายแนวโดยไม่มีความเบี่ยงเบนใดๆ ทั้งสิ้น     ระบบโครงสร้าง 3 ทาง ใช้ทวีตเตอร์และมิดเรนจ์แบบซอฟต์โดม RASC Evo พร้อมวูฟเฟอร์ขนาดมหึมาถึง 15 นิ้ว แบบ BSC       จุดหลักคือทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ที่ให้รายละเอียดกลางสูงชัดเจน กระจายเสียงช่วงปลายอย่างสดใส ขณะที่วูฟเฟอร์ขนาดใหญ่พร้อมโครงสร้าง Basalt Sandwich ช่วยให้เบสหนักแน่น ลึกอิ่มอย่างเป็นธรรมชาติ      ก่อนอื่นผมขออธิบายโครงสร้างกรวยวูฟเฟอร์ อันเป็นทีเด็ดของ  ATALANTE 7 Evo ดังนี้  วัสดุหลักที่ใช้คือ Basalt หรือ บะซอลต์ เป็นหินภูเขาไฟที่เกิดจากลาวา ที่แช่แข็งตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อถูกแปรรูปเป็นเส้นใย (Basalt Fiber) แล้ว ก็จะได้วัสดุที่มีคุณสมบัติเด่น คือมีน้ำหนักเบาใกล้เคียงคาร์บอนไฟเบอร์ แต่แข็งแรงมากกว่า มีความคืนตัวต่อการแดมปิ้งได้ดีเยี่ยม (High Internal Damping)       จุดเด่นที่สุดของเส้นใยบะซอลต์คือ ช่วยลดเรโซแนนซ์ของไดอะเฟรมได้ดี เป็นผลต่อทำงานผลักอากาศได้เสถียร โดยไม่มีปัญหาจากความชื้นและอุณหภูมิใดๆ        สำหรับเทคนิค REVIVAL AUDIO ที่ใช้วิธี Basalt Sandwich Construction (BSC) คือนำเอาเส้นใยบะซอลท์ ทำเป็นแผ่นกรวยด้านหน้าและด้านหลัง แล้วประกบกับวัสดุแกนกลางน้ำหนักเบา เพื่อเพิ่มความแกร่ง และลดความผิดเพี้ยน วิธีนี้ตัวขับจะสามารถควบคุมรูปการสั่นของคลื่นได้อย่างมีเสถียรถาพ (modal behavior) เสียงสะอาด กระชับ มีน้ำหนัก และไม่แข็งกระด้าง         การใช้วูฟเฟอร์ขนาด 15 นิ้ว คือความมั่นใจในแง่ของการตอบสนองความถี่ที่ลงได้ลึกสุดยอด ในขณะที่วัสดุตัวกรวยสามารถที่จะผลักอากาศได้อย่างว่องไวไม่น้อยไปกว่ามิดเร้นจ์ และทวีตเตอร์      • ส่วนเทคนิคโครงสร้างทวีตเตอร์ และมิดเร้นจ์ RASC (REVIVAL AUDIO Soft-Cell)  RASC คือโครงสร้างโดม/กรวยแบบพิเศษ ที่ออกแบบโดย Daniel Emonts วิศวกรผู้เคยอยู่ Dynaudio / Focal มานานกว่า 30 ปี เขาจึงเข้าใจรากฐานตัวขับเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม โดย เฉพาะเทคนิคในด้านวัสดุ  คำว่า RASC เน้นไปที่โดมที่เป็นเนื้อผ้าแบบพิเศษ ผสมกับโครงสร้างลดเรโซแนนซ์ขั้นสูง ซึ่งองค์ประกอบของ RASC จะมีหลักอยู่ 4 ประการคือ 1. Soft-Cell Dome Material เนื้อโดมสูตรพิเศษที่ไม่ใช่ผ้าธรรมดา แต่เป็น Multi-layer textile แบบคัสตอมเมดในโรงงาน ที่ให้ความสมดุลระหว่างความเบา (lightweight) และ ความยืดหยุ่น (flexible), รวมถึงการหน่วงการสั่นที่สูง (internal damping) มีข้อดีคือทำให้เสียงแหลม–กลางนุ่ม เนียน รายละเอียดครบถ้วน และจะไม่แข็งกระด้าง 2. ARID Technology (Anti-Resonance Inner Dome) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ RASC คือเทคโนโลยีในการขจัดเรโซแนนซ์หรือการสั่นพ้องที่ไม่พึงปรารถนาด้านในโดม โดยจะช่วยลด Internal Resonance มากกว่า 97% เป็นผลต่อเสียงที่ออกมาสะอาด ไม่มีความกระด้าง โดมชนิดนี้ไม่มีเสียงสั่นแทรก (Ringing) แบบที่พบในโดมโลหะทั่วไป ผลลัพธ์คือได้ความละเอียดแบบโลหะ แต่คงความนุ่มแบบผ้า 3. Double Motor System / Ventilated Back Plate ซึ่งใช้ได้ทั้งในทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ คือโครงสร้างที่ช่วยควบคุมการไหลของอากาศ ด้านหลังโดม ลดการอัดอากาศ (Compensation Pressure) ลดความเพี้ยน (Distortion) ช่วยในการระบายความร้อนได้ดี ผลลัพธ์คือ เสียงเปิดโปร่ง ไม่มีอาการล้าหูในการเปิดฟังในระยะยาวนาน 4. Back Chamber ที่ออกแบบเองทั้งหมด นี่คือแชมเบอร์ที่เป็นห้องด้านหลังโดมที่ออกแบบเฉพาะ (aluminum / composite) จะทำหน้าที่ดูดซับคลื่นสะท้อน และขยายช่วงความถี่ต่ำ ให้ทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น สามารถใช้ความถี่ครอสโอเวอร์ตัดย่านความถี่ลงได้ต่ำกว่าโดมปกติทั่วไป ผลลัพธ์คือเสียงเนียนและต่อเนื่องกับวูฟเฟอร์มากกว่า     RASC ซอฟต์โดมไฮเอนด์ ที่ถูกออกแบบเพื่อกำจัดปัญหาเรโซแนนซ์ให้หมด เพื่อให้ได้เสียงกลาง–แหลมที่สะอาด นุ่ม รายละเอียดสูง แต่ไม่แข็งกระด้างใดๆ นั่นคือจุดเด่นที่ทำให้ REVIVAL AUDIO ต่างจากลำโพงยุโรปอื่นๆ ในด้านเสียงกลาง–แหลม • ทวีตเตอร์ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo นอกจากใช้เทคโนโลยี “ARID” (Anti-Resonance Inner Dome) ลดเรโซแนนซ์ภายในโดมแล้ว ก็ยังใช้แม่เหล็กชนิดเส้นแรงแม่เหล็กสูงแบบ นีโอไดเมี่ยม ช่วยให้ค่าความไวและไดนามิคสูงขึ้นอีกถึง +5dB  เป็นผลต่อเสียงแหลมเปิดโปร่ง และควบคุมได้ดี  ในส่วนวอยซ์คอยล์ใช้อะลูมิเนียมบริสุทธิ์ ที่มีความเบาและตอบสนองได้ฉับไว และมี Back-Chamber แบบโครงอลูมิเนียม เพื่อช่วยควบคุมเรโซแนนซ์และระบายความร้อน เสียงแหลมจึงแม่นยำ รายละเอียดดี อย่างที่คุณจะไม่เคยพบในโดมทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์อื่นใด     • ในส่วนมิดเร้นจ์ยังมีเทคนิคเพิ่มเติมที่น่าสนใจคือ เป็น ลักษณะของโดมอ่อนขนาด 3 นิ้ว ใช้เทคโนโลยี “ARID+” และโครงสร้างแบบ ดับเบิ้ลซัสเพนชั่น “double suspension dome” ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนตัวของไดอะเฟรม มีความลิเนียร์มากขึ้น รวมถึงการลดความผิดเพี้ยนได้อย่างดีเยี่ยม มีแชมเบอร์แบบอลูมิเนียม และ “Tri-Zone Resonance Control” ร่วมกับระบบระบายความร้อนที่ดี ช่วยลดการสะท้อนภายใน และควบคุมเรโซแนนซ์ได้ดี เป็นผลลัพธ์ถึงเสียงกลางสดใสสะอาดเป็นธรรมชาติมีความสมดุล และให้การแยกรายละเอียดย่านกลางที่ดีมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน • ครอสโอเวอร์ชนิด Hand-Tuned Crossover & Network Integration ส่วนของครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค ของ ATALANTE 7 Evo ถูกออกแบบและจูนด้วยมือ โดยมีจุดเด่นดังนี้     ตัวอินดัคเตอร์ใช้ Air-coil ที่ลดการสูญเสียสัญญาณ และรักษาความสะอาดของโทนเสียงเมื่อส่งสัญญาณไปยังตัวขับแต่ละตัว ใช้ Topology แบบ All-Pass Filter เพื่อให้มีเฟสตรงต้องกันระหว่างไดรเวอร์ เพื่อช่วยให้เวทีเสียง (Soundstage)การแจกแจงตำแหน่ง และการรวมกันของคลื่นเสียงจากแต่ละดอกฟังได้อย่าง “กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว” โดยไม่รู้สึกแยกและมีรอยสะดุดในการส่งผ่านสัญญาณ       สายภายในใช้สายคุณภาพสูงของ Van den Hul (รุ่น Skyline) ช่วยให้การส่งผ่านสัญญาณมีความแม่นยำสูง รักษารายละเอียดของสัญญาณต้นทางให้ครบทั้งทุ้ม กลาง แหลม อย่างครบถ้วน      อุปกรณ์ครอสโอเวอร์ได้รับการจูนแบบ “แฮนด์เมด” ทุกตัว เพื่อให้การรวมของทวีตเตอร์, มิดเรนจ์, วูฟเฟอร์ลงตัวและบาลานซ์ เสียงที่เป็นผลรวมออกมาจะสมดุล ไม่มีโดดหรือขาดช่วง ให้เสียงราบรื่นราวกับว่าไดรเวอร์ทุกตัวนั้นเป็น “หนึ่งเดียวกัน”     สำหรับจุดตัดครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก อยู่ที่ 340Hz สำหรับย่านความถี่ต่ำจากวูฟเฟอร์ ไปยังมิดเรนจ์ และ 2.25kHz จากมิดเรนจ์ ไปยังทวีตเตอร์     • โครงสร้างและตัวตู้ของ ATALANTE 7 Evo ไม่ใช่แค่ “กล่องใส่ลำโพง” ธรรมดา แต่เป็นตู้ที่ผสานโครงสร้างและพอร์ต ผนวกด้วยขาตั้งที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันพร้อมกันทั้งชุด ทั้งในด้านวิศวกรรมเสียง และงานดีไซน์เฟอร์นิเจอร์  ผลคือคุณจะได้ทั้งเสียงที่แม่นยำ รายละเอียดครบ เบสหนักแต่ควบคุมได้ มีความชัด สะอาด และรูปลักษณ์ที่หรูหรา ให้คุณภาพเสียงที่ดี พร้อมทั้งมุมมองที่งดงามต่อสายตาเสมอ         รายละเอียดเบื้องลึกของตู้ลำโพง ตัวตู้ของ ATALANTE 7 Evo ใช้ไม้วีเนียร์แท้ (Walnut หรือ Ebony) ทำให้ดูหรูหราดุจดังเฟอร์นิเจอร์หรู งานออกแบบตัวตู้ทำโดยสตูดิโอออกแบบชื่อดัง (A+A Cooren Studio จากปารีส) ตัวตู้มี “สัดส่วนทองคำ (Golden Ratio design)” ที่ไม่ได้แค่เพื่อความสวย แต่ออกแบบให้ได้ทั้งสวยและเสียงดีไปพร้อมกัน     มีการจูนโครงสร้างตู้แบบพิเศษ โดยมี Internal Bracing หรือผนังไม้เสริมโครงหลักภายในหลายจุด เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ลดการสั่นของตู้ (Resonance) เพราะลำโพงขนาดใหญ่ ถ้าตู้สั่นก็จะมีผลต่อเสียง เช่น เบสมัว หรือกลางแหลมอาจบิดเบี้ยวได้ ทีมงานจูนตู้ลำโพงมีการเทสท์ ด้วยโปรแกรมจำลอง (Simulation) หลายร้อยชั่วโมงก่อนตัดสินใจแบบตู้ลำโพงในขั้นตอนสุดท้าย           ระบบพอร์ต & การระบายอากาศ: Bass Reflexและ AeroVex Port ATALANTE 7 Evo เป็นลำโพงแบบ 3-Way + Bass-Reflex enclosure โดยใช้พอร์ตด้านหน้า พอร์ตเบสดังกล่าวใช้เทคโนโลยี AeroVex (Aluminum-Flanged Port) คือพอร์ตที่เสริมขอบด้วยอะลูมิเนียม และมีรูปแบบพิเศษที่ออกแบบผ่าน “การจำลอง (Simulation)” หลายร้อยชั่วโมง เพื่อพิจารณาให้การไหลของอากาศ (Airflow) ภายในพอร์ตมีความแปรผัน (Turbulence) ต่ำที่สุด  การออกแบบผลงานชิ้นนี้ ช่วยลดความเพี้ยนจากเสียงของลมปะทะได้กว่า 94% เมื่อเทียบกับพอร์ตทั่วไป      • ขาตั้ง (Stand) คือการแยกโครงสร้าง (Decoupling) และการลดแรงสั่นสะเทือน ATALANTE 7 Evo ที่มาพร้อม Stand แบบ “Isolation Stand” ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ลำโพงมีพื้นฐาน “นิ่ง” ไม่ส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนกับพื้นหรือขาตั้งโดยตรง โดยจะมี Spikes ที่ปรับระดับได้ (Micro-Adjustable Spikes) และแผ่นกันสั่น (Isolation Pads) เพื่อสริมสมรรถนะตู้กับพื้น และขาตั้งช่วยให้เสียงคงความชัด รายละเอียดไม่สูญหาย และลดการถูก “ground vibration” มารบกวน      REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evoเป็นลำโพงที่มีความไว (Sensitivity) 90dB / 2.83 V / 1m, อิมพีแดนซ์ 6โอห์ม ความน่าทึ่งคือ แม้กายภาพหลักคือ ตัวตู้จะมีขนาดใหญ่มาก แต่ก็ค่อนข้างขับง่าย แต่กระนั้นขอแนะนำว่า ควรใช้แอมป์ที่ความสามารถในการจ่ายกระแสได้ดี มีพลังขับที่มีเสถียรภาพดีตลอดการทำงาน        ขนาดตู้โดยประมาณ (ไม่รวมขาตั้ง) 820 mm × 456 mm × 480 mm (สูง × กว้าง × ลึก) และถ้ารวมขาตั้ง จะสูง 1160 mm รวมขาตั้ง       น้ำหนักต่อข้างประมาณ 54.6 kg ตู้เปล่า หรือ 67 kg พร้อมขาตั้ง ถือว่าเป็นลำโพงที่เหมาะกับห้องฟังขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยผู้ผลิตแนะนำสำหรับห้องขนาด  35–80 ตารางเมตร   Test Report เป็นลำโพงที่ผมได้ฟังมาหลายครั้ง แต่ถึงขนาดยกมาทดสอบที่บ้านนี่ก็ถือว่าเป็นครั้งแรก เพราะว่าได้ฟังมาตั้งแต่รุ่น ATALANTE 3-4-5 และสุดท้ายนี้คือ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นไฮเอนด์สูงสุดของแบรนด์      เป็นลำโพงที่แปลกนะครับ ถ้าพูดถึงรูปทรงก็อาจจะดูใหญ่เทอะทะสำหรับห้องที่มีขนาดเล็ก ในความเห็นส่วนตัวถ้าห้องที่มีขนาดตั้งแต่ 35- 60 ตารางเมตรขึ้นไป จะรู้สึกว่าลำโพงมีความสมดุลกับขนาดห้องเป็นอย่างยิ่ง       ดังนั้นการพิจารณาลำโพงคู่นี้คือห้องที่เล็กที่สุดน่าจะต้อง 30 ตารางเมตรขึ้นไป จึงจะทำให้ได้ศักยภาพของลำโพงอย่างเต็มที่        รูปทรงดีไซน์มองเผินๆ คล้ายลำโพงวางขาตั้ง แต่ลำโพงถูกออกแบบมาในลักษณะที่ผู้ผลิตบอกว่าเป็น “ลำโพงตั้งพื้น” เพราะว่าส่วนของขาตั้งที่เป็นโลหะนั้นจะถูกออกแบบมาพร้อมกันด้วย      ในกรณีที่นำมาใช้งาน จะต้องไม่ลืมพิจารณา ทำการคลายน็อตหรือสกรูที่อยู่ด้านล่างออก ให้ขาตั้งกับตู้ลำโพงคลายตัวออกจากกัน เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่อิสระอย่างเต็มที่ เพราะสกรูดังกล่าวจะยึดไว้สำหรับการขนส่งเท่านั้น      ระยะห่างของลำโพง ระหว่างซ้ายขวา ไม่ควรต่ำกว่า 3 เมตร แต่ระยะห่างของผนังหลังกลับดูเป็นเรื่องแปลก ที่เอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้นกับผนังกลับไม่มากเท่าที่เราคิดเอาไว้นะครับ อาจเป็นเพราะคุณภาพของท่อพอร์ตดีไซน์พิเศษที่ออกด้านหน้านั่นเอง ที่ทำให้สามารถปลดปล่อยพลังได้โดยมีปัญหากับผนังได้น้อยที่สุด       แม้จะวางลำโพงชิดด้านหลังไม่ถึง 1 เมตร เสียงก็ยังคงให้เสียงแบบเปิดโปร่งล่องลอยอิสระ และได้รายละเอียดปลายเสียงแหลมโปร่งกังวาน เบสเป็นตัวตนอย่างยอดเยี่ยมด้วย ข้อควรพิจารณา เนื่องจากมีตู้ใหญ่และหนัก ทำให้การเคลื่อนย้ายต้องระวังมาก ต้องมีผู้ช่วยหลายคน และควรตั้งบนพื้นที่สมดุล เนื่องจากเป็นลำโพงระดับไฮ-เอนด์ ที่โครงสร้างแข็งแกร่ง ถ้าตั้งบนพื้นไม่เรียบ อาจจะสูญเสียคุณภาพเสียงเล็กๆ น้อยๆ ได้เช่นกัน      นี่คือลำโพงตู้ยักษ์ ขนาดรวมขาตั้งคือ : 1160 x 456 × 480 มิลลิเมตร และน้ำหนักต่อตู้ 67 กิโลกรัม การเซ็ตคนเดียวต้องบอกว่า ต้องขยับ ย้าย อย่างระมัดระวังมิฉะนั้นหลังเดาะครับ‼     ดีที่สุดคือให้ทีมเวิร์คของทาง HiFi House ของเสี่ยเอ็ม มาเป็นผู้เซ็ตให้ครับ พอได้ทดสอบฟัง ก็รู้สึกถึงความแปลกอีกแล้วว่า REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo เป็นลำโพงที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยงแอมป์เลยก็ว่าได้ เพราะความไวที่สูงมากของลำโพงคู่นี้จึงมีความแตกต่างจากไฮเอนด์อื่นๆ โดยทางผู้ผลิตแจ้งว่ามีความไว 90 เดซิเบลต่อกำลังขับ 1 วัตต์ และระยะทางที่ 1 เมตร       แต่จากการนำไปวัดในห้อง LAB ในฝรั่งเศส ได้ระดับความดังตรงหน้าลำโพง (On-axis ) มากถึง 87.1 เดซิเบลต่อกำลังขับ 1 วัตต์ วัดที่ระยะทาง 1 เมตร ถือว่าเป็นลำโพงไฮเอนด์คู่เดียวที่มีความไวสูงที่สุดเท่าที่เราเคยพบมา      หรือวัดตามมาตรฐาน Mean / IEC ค่าเฉลี่ยมาตรฐานการฟังจริงในบริเวณห้อง อยู่ในช่วง 86.7dB ถึง 85.8dB  เรียกว่าเกลี่ยความดังเฉลี่ยสม่ำเสมอมากๆ      จากการทดสอบของผม ด้วยแอมป์ขนาดกำลังขับตั้งแต่ 30 วัตต์ ไปจนถึง 400 วัตต์ต่อแชนแนล ทั้งแอมป์หลอดสุญญากาศ แอมป์โซลิตสเตทคลาส A และแอมป์คลาส D      รู้สึกได้เลยว่าแอมป์ทุกประเภทสามารถขับลำโพงคู่นี้ได้ดีโดยไม่มีปัญหาใดๆ ได้บุคลิกที่โอ่อ่าทรงพลังและเก็บทุกรายละเอียดอย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นเรื่องแอมปลิไฟร์จึงไม่มีข้อจำกัดใดๆ นัก        รูปลักษณ์หน้าตาก็ดูเหมือนว่าจะอิงแนววินเทจ แต่ดีไซเนอร์ตั้งใจที่จะบรรจุเทคโนโลยีสุดยอดทั้งหมดลงไปในลำโพงคู่นี้โดยไม่มีกั๊ก จึงพูดได้สั้นๆ ว่า “เป็นที่สุด” ของ REVIVAL AUDIO แล้วครับ เป็นลำโพงที่ให้การตอบรับกับเพลงได้ทุกสไตล์ ทุกยุค อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น       เนื่องจากลำโพงนี้ถูกเบิร์นมานานพอสมควร คิดว่าน่าจะเกิน 200 ถึง 300 ชั่วโมง ดังนั้นเสียงที่ผมได้ยินคือความอิสระเปิดโปร่ง มีความแม่นยำของเสียง และเป็นลำโพงที่แสดงพลังเสียงสุดยอดมากโดยไม่กินแรงแอมป์แม้แต่น้อย ถ้าเราดูจากเข็มวียูของแอมปลิไฟล์ น้อยครั้งที่เราจะฟังได้เกิน 1 วัตต์ ครับ นี่คือคุณลักษณะซึ่งไม่มีในลำโพงให้อื่นๆ อย่างแน่นอน       ลำโพงที่สามารถให้คุณได้ฟังเพลงตั้งแต่ฮาร์ดร็อค เพลงที่มีเอฟเฟ็คดุดันอย่าง I Robot ของอลัน พาร์สัน โปรเจค เพลงของพิงค์ฟลอยด์ ไปจนถึงเพลงคันทรี ไลท์มิวสิค แจ๊ส ป็อป และเพลงที่แสดงพลังคลาสสิกคัล ด้วยวงออเคสตร้าอย่างโอ่อ่าโอฬาร ด้วยความรู้สึกที่เราสามารถเข้าถึงทุกรายละเอียดอย่างครบถ้วน      จากการทดสอบก็คือ เหมือนกับเราหลุดทะลุเข้าไปอยู่ในเวทีดนตรี สัมผัสทุกรายละเอียด ทุกมิติเสียงครับ นานทีปีหนที่จะได้รับความรู้สึกจากลำโพงชั้นยอดแบบนี้สักครั้งหนึ่ง        เป็นลำโพงที่เก็บทุกรายละเอียด จะไม่มีสิ่งใดที่เป็นรายละเอียดที่สตูดิโอบันทึกมาแล้วจะสูญหายหรือถูกบดบังไปในระหว่างทาง ด้วยเหตุที่ลำโพง REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo มีค่าไดนามิคเรนจ์ที่ยอดเยี่ยม ถือว่าทำได้สมจริงที่สุดคู่หนึ่ง ตั้งแต่ผมได้ฟังลำโพงมาในชีวิตนี้ครับ       ทุกๆ เสียงตั้งแต่เบาสุดจนถึงดังที่สุดของลำโพงมีความมั่นคงมากๆ เพราะโครงสร้างและความแข็งแรงของ ATALANTE 7 Evo ถือว่าอยู่ในระดับ “Top-tier” เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลำโพงใหญ่ ขับเบสลึก และต้องการความนิ่ง เสถียร และคุณภาพเสียงที่ “มั่นคง”          บทสรุปจาการทดสอบ ATALANTE 7 Evo 1. เบสแน่น ลึก และมีพลัง ด้วยวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ถึง 15 นิ้ว พร้อม BSC Woofer และท่อ Bass-reflex ที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม ทำให้เบสลงลึกได้จริง และมีอิมแพ็คอย่างเหลือพอ โดยไม่รู้สึกบวมหรือควบคุมยาก เบสลงได้ลึกอย่างน่าทึ่ง เต็มอิ่มดังได้เต็มสเกล จนกล่าวได้ว่า ปราศจากความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเพิ่มซับวูฟเฟอร์แม้แต่น้อย 2. อิมเมจแม่นยำ / เวทีเสียงเปิด (Soundstage & Imaging) เสียงกลางและแหลมโปร่ง รายละเอียดดี ทำให้มิติเสียงโดดเด่น อิมเมจ จุดตำแหน่งดนตรี แยกชิ้นได้ชัด เหมาะกับเพลงที่มีเครื่องดนตรีในวงขนาดยักษ์ราวกับเวทีดนตรีที่กว้างลึกมาอยู่ต่อหน้าผู้ฟัง    3. โทนบาลานซ์เสียงธรรมชาติ และโทนเสียงกลมกล่องผ่อนคลาย ATALANTE 7 Evo ให้เสียงแม่นยำเที่ยงตรง ไม่ “ย้อมเสียง” เหมือนลำโพงบางแบรนด์ (เช่นไม่อุ่นเกิน หรือไม่เย็นเกิน) โทนกลางแหลมค่อนข้างเป็นกลาง ธรรมชาติ ให้ความชัด รายละเอียดครบ เหมาะกับหลายแนวดนตรี โดยปราศจากข้อจำกัด 4. ฟังได้นานไม่ล้า (Fatigue-free listening) วิธีการออกแบบซอฟท์โดมทวีตเตอร์ มิดเร้นจ์ และวูฟเฟอร์ รวมทั้งตู้และครอสโอเวอร์ที่มีคุณภาพ ทำให้เสียงนุ่ม ไม่ผิดเพี้ยนในทุกระดับความดัง เหมาะกับการฟังยาวๆ โดยไม่เหนื่อยล้าหู  ผมว่านะ….. ลำโพงระดับล้านบาทบางคู่ยังทำได้ไม่ดีเท่ากับATALANTE 7 Evo เลยด้วยซ้ำไปครับ      น่าแปลกก็คือ แม้จะเป็นลำโพงไฮเอนด์ที่มีขนาดตู้ใหญ่ แต่ฟังรายละเอียดหยุมหยิมในระดับแผ่วเบาได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วยครับ! 5. ให้ความยืดหยุ่นกับแอมป์หลายระดับ ด้วยความไว (Sensitivity) สูงเกิน 90dB และอิมพีแดนซ์ที่6 โอห์ม ทำให้ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ขับได้ง่ายกับแอมป์หลายรูปแบบ แต่แนะนำว่าแอมป์ใดก็ตาม สมควรมีพลังทางภาคจ่ายไฟที่พอเพียง เพื่อให้ขับวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ได้สมดุลเต็มอิ่มครับ       ATALANTE 7 Evo เป็น “ลำโพงครบเครื่องที่ให้ทั้งพลังเบส เสียงกลาง–แหลม ที่ละเอียดเป็นธรรมชาติ มีเวทีเสียงและบาลานซ์ดี เหมาะกับคนที่ต้องการลำโพงที่ให้เสียงสมจริงในทุกระดับความดัง     ด้วยคุณสมบัติของพลังเสียงที่ยอดเยี่ยมของ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo เมื่อเราได้รับทราบราคาแล้วก็รู้สึกอึ้งๆ อยู่ในใจเหมือนกันครับ เพราะเป็นลำโพงไฮเอนด์คู่เดียวที่ราคาเพียง 370,000.- บาท เท่านั้น รับทราบราคาแล้วไม่อยากเชื่อหูตัวเองจริงๆ      ความรู้สึกของเราคือ ถ้าจับไปชนกับลำโพงระดับหนึ่งล้านบาทขึ้นไป ผมเชื่อว่ามันมีความสูสีอยู่มากเลยทีเดียวครับ      นี่คือคุณภาพที่นักออกแบบเขาตั้งใจให้ได้มาซึ่งลำโพงไฮเอนด์ในราคาที่สมผลอย่างที่สุด ตามจุดมุ่งหมาย ผมเองอยากให้ทุกคนได้ทดลองฟังเป็นอย่างยิ่งครับ     REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo คือลำโพงที่ส่งผ่านพลังเสียงระดับไฮเอนด์ ที่สามารถตอบรับกับดนตรีทุกสไตล์อย่างไร้ข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น เป็นปรากฎการณ์เปิดกว้างในโลกของออดิโอไฟล์ เป็นอย่างยิ่ง   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 Msound line : m_240956  

KEF Coda W : All-In-One Wireless HiFi Speaker โลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาด

KEF Coda W All-In-One Wireless HiFi Speaker โลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาด       KEF (Kent Engineering & Foundry) ก่อตั้งโดย Raymond Cooke ในอังกฤษ เมื่อปี 1961 แต่ความก้าวหน้าล้ำสมัยเกิดขึ้นตลอดเวลากับ KEF โดยในช่วงทศวรรษ 1970 KEF ก็เริ่มใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบลำโพง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่มากในสมัยนั้น          สำหรับลำโพงในซีรีส์ Coda ของ KEF นั้นได้ปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงต้น ในปี 1970 โดยมีรุ่น Coda อยู่ในสายผลิตภัณฑ์เบสิกของบริษัท ด้วยหลักการออกแบบลำโพงที่เน้นคุณภาพเสียงไฮไฟ ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายและราคาสมเหตุผล        ถัดมาในช่วงปี 1990 KEF มีลำโพงในซีรีส์ Coda หลายรุ่น เช่น Coda 7, Coda 8, Coda 9 โดยมีบันทึกว่า นิตยสาร What Hi-Fi UK เคยพูดถึง KEF Coda III ในบทความ 12 of the best KEF products โดยให้คำชื่นชมว่าเป็นลำโพงที่มีสมรรถนะสูง ให้อิมเมจได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะเป็นลำโพงราคาย่อมเยาในตอนนั้น  นอกจากนั้น Coda IV เป็นรุ่นที่หายาก รวมถึง Coda 7, 8, 9, ล้วนเป็นกลยุทธ์อันสำคัญของ KEF ในการเอื้อเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับออดิโอไฟล์โดยทั่วไป       และในปี 2025 ยุคแห่งความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี KEF ได้เปิดตัว KEF Coda W ซึ่งเป็นลำโพง All-in-One แบบไร้สาย ที่มีภาคขยายในตัว หลักๆ ในการทำงานเน้นส่งผ่านสัญญาณจาก Bluetooth แต่ยังมีอินพุตแบบดั้งเดิม ที่ให้ความสามารถสนองตอบนักเล่นเครื่องเสียงได้อย่างครบถ้วนที่สุด         นี่คือรูปทรงของลำโพงวางหิ้งสองทาง Coda W มีคุณสมบัติหลักที่ดีเยี่ยมมาก โดยใช้เทคโนโลยีไดรเวอร์ Uni-Q ในเจเนอเรชั่นที่12 (12th-gen Uni-Q ) เป็นกรวยขนาด 5.25 นิ้ว ขับเสียงกลาง-ต่ำพร้อมทวีตเตอร์ที่อยู่ตรงกลางของ Woofer ซึ่งเป็นจุดเด่นของ KEF ที่ให้แนวทางเสียงแบบ Single point-source ทำให้กระจายเสียงได้แม่นยำอย่างเป็นธรรมชาติ และเวทีเสียงกว้างกว่าระบบลำโพงทั่วไป      ในระบบ Coda W ได้ใช้ DSP ที่จดสิทธิบัติของตนเองเรียกว่า Music Integrity Engine, MIE สำหรับการจูนเสียงให้บาลานซ์ระหว่างไดรเวอร์ และควบคุมการทำงานทุกระบบอย่างเหมาะสมราบรื่นโดยอัตโนมัติ      ในด้านกำลังขับในแบบลำโพงแบบแอคทีฟ ลำโพงแต่ละข้างจะมีภาคเพาเวอร์แอมป์คลาส D แบบแยกอิสระ จ่ายพลังให้กับวูฟเฟอร์ 70 วัตต์ และขับทวีตเตอร์อีก 30 วัตต์ รวมกำลังขับลำโพงทั้งระบบตู้ซ้ายขวา ในระบบสเตอริโอ 200 วัตต์  การออกแบบในวิธีนี้ ก็คือระบบไบ-แอมปลิฟิเคชั่น  ทำให้มีศักยภาพเปล่งความดังได้สูงสุดประมาณ 102 dB ที่ระยะ 1 เมตร        สำหรับระบบเชื่อมต่อ จะรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย เริ่มจากระบบบลูทูธ 5.4 ที่รองรับ aptX Adaptive และ aptX Lossless ถ้าดีไวซ์ของคุณรองรับ aptX Lossless ก็จะได้คุณภาพเท่ากับ CD ที่ 16-bit / 44.1kHz ในแบบไร้สาย         มีช่องรับสัญญาณแบบต่อสาย HDMI ARC และ USB-C ซึ่งสามารถนำไปใช้งานร่วมกับระบบทีวีได้อย่างเหมาะสม        ช่อง USB-C ที่รองรับ 24-bit / 192kHz สำหรับการต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังมีช่องOptical (Toslink) ที่สามารถต่อเข้ากับเพลย์เยอร์อื่นๆ ให้มาแสดงผลในลำโพงได้อย่างลงตัว ส่วนช่อง RCA ระบบสเตอริโอ สำหรับรับสัญญาณ LINE IN (AUX )เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เครื่องเล่น Player ส่งสัญญาณ Analog Stereo เข้าไปยังลำโพงโดยตรง      รวมทั้งช่อง RCA และระบบกราวนด์สำหรับต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยเฉพาะ      มีช่อง Subwoofer out สำหรับเพิ่มเบสเมื่อเชื่อมกับ Subwoofer โดยเฉพาะ ในที่นี้ในช่วงท้ายๆของการทดสอบ ผมนำมาใช้ทดสอบร่วมกับ Active Sub ของ KEF KC62 ซึ่งจะทำให้คุณภาพเสียงโดยรวมแซงหน้าลำโพงตั้งพื้นหลายคู่ในท้องตลาดเลยก็ว่าได้( อันนี้ถือเป็นทางเลือกในการอัพเกรดในอนาคตได้)‼️      สำหรับระหว่างตู้ลำโพงซ้ายขวา จะมีสายเชื่อมต่อระหว่างลำโพงเพื่อทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คโดยผ่านทางช่อง USB-C (resample เป็น 96kHz / 24bit)       ผมมองว่าจุดที่โดดเด่นเหนือลำโพงแอคทีฟอื่นๆ ก็คือ ลำโพงได้ให้การรองรับการเล่นแผ่นเสียงไวนีล เพราะมีภาคขยาย Phono preamp ภายในตัวเอง ด้วยการออกแบบวงจรสำหรับขยายเกนหัวเข็ม MM ทำให้ต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ปรีแอมป์แยก นี่คือทีเด็ดของ Coda W ครับ        ดีไซน์และวัสดุนั้น ตู้ลำโพงมีให้เลือกหลายสี : Vintage Burgundy, Nickel Grey, Moss Green, Midnight Blue, Dark Titanium ขนาดของตู้ลำโพง : 285 × 168 × 268 มิลลิเมตร น้ำหนักโดยรวมประมาณ 11.3 กิโลกรัม ถือว่าเป็นดีไซน์ที่เหมาะกับการจัดวางได้อย่างอิสระในทุกๆ ที่ แต่ดีที่สุดคือใช้ขาตั้ง  KEF SQ1 Floor Stand ซึ่งเป็นขาตั้งลำโพงสำหรับลำโพงที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งกับ KEF Q Concerto Meta, Q3 Meta, Q1 Meta และ KEF Coda W         ขาตั้งรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อวางลำโพงให้ได้ระดับความสูงที่เหมาะสม ด้วยความสูงประมาณ 24.2 นิ้ว มีโครงสร้างอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทาน สามารถเพิ่มสารอุดเฉื่อย (inert filler) เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและมีช่องสำหรับจัดการสายเคเบิลในตัวเพื่อให้การจัดวางดูเรียบร้อยงามตา      Test Report หลังจากแกะลำโพงออกมาจากกล่อง เห็นขนาดแล้วชอบเลยครับ ขนาดกะทัดรัดพอดีๆ เหมือนลำโพงวางขาตั้งที่เราคุ้นเคยนั่นเอง สำหรับในการทดสอบระยะเซ็ตอัพสูงบนขาตั้งโลหะผสมของผมขนาด 24.5 นิ้ว ลำโพงจัดวางห่างกัน 2.20 เมตร เอียงหน้าเข้าหากันประมาณ 8องศา ถือว่าลงตัวในห้องฟังผมมากครับ      คือเราจะวางตู้ลำโพงไว้บนชั้นวาง ก็ได้นะครับ ขึ้นกับลักษณะการฟัง แต่ถ้าฟังแบบจริงจังควรหาขาตั้งลำโพงที่เหมาะสมโดยเฉพาะของ KEF เอง และวางลำโพงในลักษณะเดียวกันกับลำโพงออดิโอไฟล์ตามปกติทั่วไป วิธีเซ็ตอัพก็แบบเดียวกันครับ         ควรทราบว่า ลำโพงนั้นมีคุณภาพสูงระดับออดิโอไฟล์ หากอยากใช้ศักยภาพสูงสุดของเขา ก็ต้องคิดเสมอว่า นี่คือลำโพง Audiophile ครับ ดังนั้นเซ็ตอัพกันให้เต็มที่ไปเลยครับ        ขนาดลำโพงคือ 285 × 168 × 268 มม. (สูง × กว้าง × ลึก) ปริมาตรอาจจะใกล้เคียงกับ KEF Q350         ซึ่งลำโพง Coda W ทำตู้ได้แข็งแรงสวยงาม มองดูจากด้านหน้าตู้ลำโพง ลำโพงซ้ายและขวาเหมือนจะไม่ต่างกันนัก แต่พลิกไปดูด้านหลัง จะเห็นว่าระบบคอนโทรลหลัก จะอยูที่ลำโพง Primary ข้างเดียว การที่เราจะรู้ได้ว่าเป็นลำโพงแชนแนลซ้ายหรือขวา ก็ให้ดูที่ตู้ครับ        ตู้ข้างซ้ายคือ Secondary และตู้ข้างขวาเป็น Primary ที่มีระบบสั่งการหลักๆ อยู่ที่ตู้นี้ โดยมีทั้งภาคปรีแอมป์ ระบบซีเล็คเตอร์ รับสัญญาณอินพุต เกนโวลุ่ม ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ เพื่อการจับคู่และสตรีมมิ่ง        จุดเด่นคือใช้ตัวขับเสียงอันทรงประสิทธิภาพ ด้วยไดรเวอร์ แบบ Uni-Q เวอร์ชั่น 12 และมีการออกแบบภาคขยาย Class D ที่แมตช์กับตัวขับเอามาไว้ภายในแต่ละตู้อย่างมือโปรเลยทีเดียว คือมีหน่วยขยายคลาส D แยกอิสระขับเสียงด้วยพลัง 30 วัตต์ให้กับเสียงแหลม และ 70 วัตต์ให้กับเสียงทุ้ม      ระบบส่งสัญญาณ Bluetooth จัดเป็นอินพุตหลักสำหรับฟังเพลง สามารถจับคู่กับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ได้ในทันที เพื่อใช้เป็นแหล่งเสียงหลักสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน เชื่อมต่อฉับไวแม่นยำ      ในการเซ็ตอัพ ควรพิจารณาท่อพอร์ตของลำโพง ซึ่งควรจะต้องอยู่ห่างจากผนังด้านหลังอย่างน้อย 75 เซนติเมตรถึง 1 เมตร (อ้างอิงห้องฟังผมขนาด 3.5x4.5 เมตร) ระยะในการเซ็ตอัพ ไม่ได้ฟิกซ์ แต่ขอแนะนำว่า สามารถปรับให้สมดุลกับห้องของท่านเป็นหลักครับ       หลังจากวางลำโพงซ้าย–ขวาในตำแหน่งในประมาณการได้แล้ว ลำดับแรกให้ต่อสายเชื่อมระหว่างลำโพง (Interspeaker Cable) เข้าระหว่าง L - R เสียบปลั๊กไฟให้ตู้ Primary แล้วกดปุ่ม Power บนลำโพงหลัก รอไฟสถานะแสดงขึ้นว่าระบบพร้อมทำงาน แล้วเลือกแหล่งสัญญาณ Input เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้ระบบใด       หลักๆ คือ Bluetooth หรือจะเป็น HDMI ARC (สำหรับทีวี) ส่วนช่อง USB-C ใช้สำหรับคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน        ในแง่ของการใช้กับจอทีวี มีทางเลือกสำหรับทีวีรุ่นเก่า โดย Coda W มีช่อง Optical รองรับได้ หรือถ้าทีวีมีแต่ช่อง Headphone ก็เลือก AUX ทางช่อง RCA Line ได้เช่นกัน ด้วยการใช้สายที่มีปลายด้านหนึ่งเป็นมินิแจ็ค อีกด้านเป็น RCA Stereo ครับ       ลำโพงตู้หลัก Primary จะมีปุ่มสัมผัสคอนโทรล เพื่อเลือกแหล่งโปรแกรม เป็นฟังก์ชั่นควบคุมอยู่ด้านบนตัวลำโพง Primary เหมือนเป็นส่วนปรีแอมป์ ใช้สำหรับเปลี่ยนแหล่งสัญญาณที่มา และเกนโวลุ่ม และจะให้ความสะดวกมากขึ้นด้วยการใช้แอป KEF Connect สำหรับปรับ EQ, อัปเดตเฟิร์มแวร์ รวมถึงการตั้งค่าลำโพงครับ       สำหรับการใช้งานทั่วๆไปในการฟังเพลงสตรีมมิ่ง ผมเลือกเชื่อมต่อ Bluetooth       การจับคู่ก็สะดวกครับ เลือกอุปกรณ์ชื่อ “KEF Coda W” รอเสียงหรือไฟแจ้งว่าจับคู่สำเร็จ จากนั้น ก็ใช้งานได้เลย ทุกอย่างไม่ต่างจากการเชื่อมต่อลำโพงบลูทูธพื้นฐานโดยทั่วไปนั่นเอง       สามารถปรับระดับเสียง ด้วยปุ่ม Volume + / –  บนลำโพง หรือใช้รีโมต และใช้แอพในสมาร์ทโฟน หรือจากรีโมตทีวี ในกรณี HDMI ARC         การใช้งานที่คล่องตัวที่สุดคือ เปิดแอป KEF Connect ช่วยให้เลือกค่าของเสียงได้ตามความต้องการมากยิ่งขึ้น เช่นปรับ EQ, อัปเดตเฟิร์มแวร์รวมถึงการตั้งค่าระบบ      หลักการใช้งานทั่วไป จะพบว่าสำหรับการใช้สาย Interspeaker (C-Link) เชื่อมโยงระหว่างลำโพงซ้ายและขวา ความยาวสายที่ให้มาถือว่าน่าจะพอเพียงและเป็นสายคุณภาพดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อสายอื่นมาเปลี่ยน โดยสายนี้มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณระหว่างลำโพงหลักกับลำโพงรองครับ  ส่วนท่านใดจำเป็นต้องตั้งลำโพงห่างกันมากกว่าปกติ ทาง KEF มีสายขายแยกขนาดความยาว 8 เมตรให้เลือก   สัญญาณจาก Input ทุกแหล่ง (USB-C, HDMI, ฯลฯ) จะถูก Resample ให้เป็น PCM 24-bit / 96kHz เมื่อส่งผ่านสาย Interspeaker ครับ         ดูจากด้านหลังลำโพงหลัก ช่องต่ออินพุต มีทั้งดิจตอล ช่อง Aux น่าจะเหมาะกับเครื่องเสียงแหล่งโปรแกรมทุกประเภท อาทิ ซีดีเพลย์เยอร์ สตรีมเมอร์ แค่เลือกอินพุต Aux ที่ตัวลำโพง แล้วเปิดแหล่งสัญญาณ แล้วปรับระดับเสียงเท่านั้นเอง       ส่วน USB-C Audio ก็จะจับคู่กับสมาร์ทโฟนที่มีสายต่อแบบ USB-C, รวมไปจนถึง iPad, MacBook, PC ก็ได้รายละเอียดเสียงให้บิตเรตสูงสุดมากถึง 192/24 เลยทีเดียว (ถ้ามีไฟล์เพลงในระดับดังกล่าว)           การซีเล็ค หรือเลือกใช้งานแหล่งโปรแกรมเชื่อมต่อจากบนหลังตู้ลำโพงหลัก หรือ Primary ก็สะดวก โดยสังเกตว่า ปุ่มสัมผัส เรียงกันไปจากซ้ายสุดเป็น Power จากนั้นเป็นปุ่มเลือกรับสัญญาณ เริ่มที่ Bluetooth ไปยัง TV / OPT /USB / AUX และ PHN หรือ Phono ตามลำดับ    ในระหว่างที่ผมกำลังทดสอบ KEF Coda W มีแฟนคลับที่ได้ชมคลิปทางเพจสอบถามว่า ทำไม ลำโพงแอคทีฟรุ่นนี้ ไม่มีระบบ Ethernet หรือ Wi-Fi ? ผมขออนุญาตตอบไว้ตรงนี้เลยครับว่า       แน่นอนวิศวกร KEF เขาจะเน้นการใช้ Bluetooth 5.4 ที่สามารถรองรับ aptX Adaptive และ Lossless เป็นช่องทางหลัก เพื่อให้การสตรีมเสียงแบบ “การเชื่อมต่อที่เรียบง่าย” และผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับเสียงโดยไม่ต้องเซ็ตอัพเครือข่ายไฮไฟซับซ้อนมากนัก ทำให้ราคาลำโพง จะไม่สูงมากเกินไปด้วย      อีกทั้งการใช้บลูทูธซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แพร่หลายและเพียงพอสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการระบบ “all-in-one” แบบเรียบง่าย       อีกประการหนึ่งคือ ดีไซน์นี้ต้องการโฟกัสที่คุณภาพเสียงโดยตรง โดย KEF ให้สาย Interspeaker Cable ที่เชื่อมต่อระหว่างลำโพงซ้าย–ขวา ขนาด 3 เมตร เพื่อให้การเชื่อมต่อลำโพงมีความเสถียรและคุณภาพสูง โดยไม่ต้องพึ่งการส่งสัญญาณเครือข่ายไร้สายภายในตัวลำโพงเอง        และมั่นใจในเทคโนโลยี DSP MIE ด้วยว่า ในการส่งเสียงผ่าน Bluetooth + DSP (Music Integrity Engine) จะทำให้ KEF สามารถปรับจูนด้านเสียงให้ละเอียดมากขึ้น โดยไม่ต้องซับซ้อนเรื่องโปรโตคอลเครือข่ายแต่อย่างใด ในคู่มือของ KEF ระบุว่า Coda W ถูกออกแบบให้เป็น “Single-room system” ไม่ได้ตั้งใจให้ทำงานแบบ Multi-room ที่ต้องใช้ Wi-Fi เครือข่ายเพื่อสตรีมข้ามห้องได้           จากที่ทดสอบ ในแง่ประสิทธิภาพและความเสถียรของสัญญาณ Bluetooth 5.4 โดยเฉพาะเมื่อใช้ codec aptX ย่อมมีประสิทธิภาพเพียงพอและ latency ต่ำ เหมาะกับการฟังเพลงทั่วไป หรือการใช้งานบนเดสก์ท็อปหรือทีวี ผ่าน HDMI ARC, USB-C, Optical ที่ Coda W รองรับอย่างครบถ้วนพอเพียง       การไม่มี Wi-Fi และ LAN ลดความซับซ้อนระบบเครือข่าย ทำให้โอกาสเกิดปัญหาการเชื่อมต่อ เช่น delay, buffer, network drop ลดลง    และทีเด็ดคือเรื่องภาคปรี Phono ในตัวเองของ Coda W นั่นแหละ ที่ผมได้ทำการทดสอบแล้วถือว่าเยี่ยมมาก แค่นี้ก็สุดคุ้มแล้วครับ ใครชอบเล่นแผ่นไวนีลแบบดีเยี่ยมและง่ายที่สุดน่าจะคิดถึง KEF Coda W ไว้เป็นอันดับแรกเลย      บทสรุปก็คือ การต่อใช้งาน KEF Coda W เมื่อฟังทั่วไปเน้นการใช้งานสะดวกสุด ผมเลือก Bluetooth ครับ เสียงที่ได้จัดว่าดีมากอยู่แล้ว       สำหรับออดิโอไฟล์ที่ฟังเพลงแบบต้องการเสียงดีที่สุด ได้ทุกอย่างครบทุกรายละเอียด ก็ต้องยกให้ช่อง USB-C ครับ ผมฟังเพลง Tidal กับไอโฟน 15 Pro Max แล้วต้องบอกว่า ทึ่งในคุณภาพเสียงเลยละครับ แต่ข้อแม้คือต้องใช้สาย USB-C ที่รองรับดาต้าทรานสเฟอร์ได้นะครับ       และเมื่อต่อสาย USB-C ใช้งานแล้ว อย่าลืมเร่งระดับความดัง +/- ที่รีโมตหรือที่ด้านบนของตู้ลำโพงด้วย เพราะถ้าก่อนหน้าคุณฟังแหล่งโปรแกรมอื่นอยู่ อาทิ ทาง Bluetooth เมื่อเชื่อมต่อสายUSB-C ระบบขยายของแอมป์ จะลดเสียงลงมาก่อน ป้องกันระดับเสียงที่ดังอย่างฉับพลันทันที     • บทสรุปผลการทดสอบ ผมเชื่อว่าทุกคนอยากรู้มากที่สุดก็คือ เรื่องคุณภาพเสียงว่าจะพอเพียง หรือดีเด่นกับการเป็นชุดออล-อิน-วัน แบบเรียบง่าย เป็นออดิโอไฟล์ สักเพียงไร และนี่ก็คือคำตอบครับ        สิ่งที่น่าประทับใจอย่างแรกคือ พลังเสียงที่มีศักยภาพอย่างพอเพียงสำหรับห้องขนาดกลางโดยทั่วไป ให้แนวเสียงกลาง และปลายเสียงแหลมที่สะอาดใสในแบบของ KEF ต้องเรียกว่าโทนเสียงโปร่งมาก เสียงหลุดลอยจากตู้ และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เบสช่วงต่ำก็ถือว่าได้ลึกอิ่มมากเกินขนาดตู้อย่างน่าทึ่งมากๆ บุคลิกเสียงสามารถบาลานซ์สไตล์เพลงได้อย่างหลากหลาย ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ตั้งแต่ฟังวงออเคสตร้าขนาดยักษ์ มาจนถึงเพลง Pop Jazz Country โดยทั่วไป นับว่าเหมาะกับเพลงร้องหรือแนว Acoustic ได้อย่างดีเยี่ยม        ประสบการณ์ที่นับว่าตื่นเต้นสำหรับส่วนตัวผมนะครับ อยากจะบอกว่าเมื่อนำเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาต่อกับลำโพง KEF Coda W ชุดนี้ ชอบทั้งความเงียบของสัญญาณ ไม่มี Noise รบกวน ต้องชื่นชมในเสียงที่มีความสะอาด และรายละเอียดจากหัวเข็ม MM ที่ถือว่าอยู่ในขั้นที่ดีเกินคาดไปมากทีเดียว  เสียงแนวอนาล็อกของ Coda W งดงามน่ารัก มี่รายละเอียด  แสดงถึงการออกแบบด้านภาคขยายหัวเข็มโฟโนของ KEF นั้น มิใช่ธรรมดาเลย ครอบคลุมรายละเอียดสมบูรณ์มากๆ       ในแง่การใช้งานทั่วไปผมชอบที่บลูทูธเชื่อมต่อใช้งานรวดเร็ว สะดวก เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความเรียบง่าย ไม่ต้องตั้งระบบอะไรให้มีความซับซ้อนยุ่งยาก คุณภาพเสียงที่ได้จากเพลง จาก TIDAL ทางบลูทูธ ได้เกือบเทียบเท่าการต่อ USB-C โดยตรง        แต่แน่นอนว่า เมื่อฟังตรงจากสายเชื่อมต่อ USB-C คุณภาพเพลงที่ได้ น่าประทับใจใกล้เคียง ฟังจากชุดเครื่องเสียงระดับราคาสูงแบบแยกชิ้น ที่สำคัญคือคุณภาพเสียงแบบนี้สามารถเข้าถึงได้ง่าย กว่า มีความกลมกล่อมลงตัวพอดี รายละเอียดช่วงปลายเสียงระยิบระยับพอเพียงสำหรับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นออดิโอไฟล์และมิวสิกเลิฟเวอร์       อีกทั้งดีไซน์ของตู้ที่มีเสน่ห์ รวมทั้งงานประกอบดูดี เกินราคา ให้ทั้งความรู้สึกคลาสสิก เรียบหรู ทันสมัย จะวางบนโต๊ะหรือห้องเล็กๆ ก็ลงตัว สำหรับมิวสิกเลิฟเวอร์ทั่วไป แต่ที่แน่ๆ ผมชอบวางบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์ เพราะได้คุณภาพในระดับ Image และ Sound Stage เต็มที่เลยครับ          ด้วยความอยากรู้ หากวันข้างหน้า เกิดบางท่านอยากเสริมพลังให้ยิ่งใหญ่ขึ้น สามารถอัดอะไรได้อีกไหม? ในช่วงสุดท้ายของการทดสอบ ผมได้นำเอาลำโพง Sub-Woofer ในรุ่น KEF KC62 ซึ่งมีใช้งานอยู่ประจำห้องฟังเป็นการส่วนตัว มาใช้งานร่วมกัน ผลปรากฏว่า กลายเป็นซิสเต็มขนาดยักษ์ขึ้นมาทันที       คือสามารถเพิ่มคุณภาพเสียงที่โอ่โถงล้ำลึกโอฬาร ทำให้การฟังเพลงจากระบบบลูทูธที่เสริมเสียงเบสอันแม่นยำและลงตัวในความกลมกลืนต่างๆ ระหว่างลำโพงหลักและลำโพง Active Sub ที่เป็นแบรนด์เดียวกัน      อาจเป็นอีกวิถีทางหนึ่งที่เราสามารถจะขยับขยายชุดซิสเต็มจากพื้นฐานเบสิกให้ก้าวขึ้นสู่ระดับสูงได้อย่างน่าสนใจมาก ใครที่ไม่อยากต่อสาย จะใช้ตัวช่วยส่งสัญญาณไร้สาย ระหว่างลำโพงหลัก และลำโพงซับแอคทีฟ พิจารณา KEF KW1 ก็จะสะดวกยิ่งขึ้นครับ อย่างไรก็ตาม ห้องขนาด15-30 ตารางเมตร บอกได้เลยว่า KEF Coda Wเพียงคู่เดียวก็เต็มศักยภาพแล้วครับสำหรับการฟังเพลงอย่างออดิโอไฟล์     KEF Coda W เป็นลำโพงแอคทีฟ แบบ All-In-One ที่ทำให้ผู้ฟังยุคใหม่ ใกล้ชิดกับโลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาดครับ       ราคาจำหน่าย KEF Coda W - 35,900 บาท KEF KW1 - 7,990 บาท KEF SQ1 FLOOR STAND - 15,900 บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand #KEFCodaW #WirelessSpeakers #AllInOneHiFi #UniQ #aptXLossless #Phono #HiResAudio #Vinyl #Minimal #ModernClassic  

AUDIOLAB 9000 Series ความน่าประทับใจในสไตล์ที่เที่ยงตรง ละเอียดลึกซึ้ง

AUDIOLAB 9000 Series ความน่าประทับใจในสไตล์ที่เที่ยงตรง ละเอียดลึกซึ้ง  หากเราจะย้อนประวัติของบริษัท Audiolab อย่างสังเขปก็คือ เมื่อปี 1983 มีการก่อตั้งบริษัทใน เคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร โดย Philip Swift และ Derek Scotland โดยในช่วงทศวรรษ 1980 พวกเขาสร้างชื่อเสียงจาก 8000A อินทิเกรเต็ดแอมป์ เป็นอย่างมาก ถือเป็นผลงานอมตะของแบรนด์        ปี 1997 มีการควบรวมกิจการกับ TAG McLaren และมีการปรับภาพลักษณ์เป็น Hi-End ล้ำสมัยขึ้น ต่อมาในปี 1980 ก็ได้โอนย้ายมาในเครือบริษัทยักษ์ใหญ่กลุ่ม IAG       กลุ่ม IAG (International Audio Group) คือบริษัทแม่ ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเครื่องเสียงระดับโลก ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ดังหลายแบรนด์จากอังกฤษและยุโรป เช่น Audiolab, Wharfedale, Mission, Quad, Castle, Leak, Luxman, Tag McLaren Audio (เดิม) และอื่นๆ อีกหลายแบรนด์    ที่นี่ผมเคยมีโอกาสได้ไปเยือนโรงงานและบริษัทที่ถือว่ามีอาณาบริเวณกว้างขวางที่สุด มีแม้กระทั่งสตูดิโอห้องบันทึกเสียงที่ล้ำสมัย พิพิธภัณฑ์ ภัตตาคาร โรงแรม และสำนักงานออกแบบ โรงงานที่สามารถเดินเครื่องจักรได้ 24 ชั่วโมง เลยทีเดียว     ในการเปิดตัวเปิดตัว 9000 Series ถือเป็นช่วงยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ Premium Class นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา แนวคิดการออกแบบก้าวขึ้นสู่ความล้ำยุคยิ่งกว่าเดิม        9000 Series เป็นการยกระดับดีไซน์ให้ร่วมสมัยขึ้น โดดเด่นด้วย UI จอสี โดยมีโครงสร้างแชสซีแข็งแรงสวยงาม ให้ความพิถีพิถันทั้งเลย์เอาต์ภายใน โดยเน้นลดสัญญาณรบกวน หรือ Noise Optimization Layout อย่างดีที่สุด        หัวหน้าทีมวิศวกรผู้พัฒนา 9000 Series คือ Jan Ertner ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันของ Audiolab โดยเขาและทีมงานใช้แนวคิดหลัก “ให้สเปกที่วัดได้ยอดเยี่ยม โดยไม่สูญเสียความเป็นดนตรี”       • แนวปรัชญา Simplicity with Precision ภายนอกเรียบสะอาด แต่ภายในวงจรนั้น เน้นทุกรายละเอียด คัดเกรดอุปกรณ์ เพื่อให้ทุกภาคให้มีศักยภาพสูงสุด     • Engineering First ให้ความสำคัญกับการทดสอบวัดผล วัดสเปกฯ จริง ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดเสียงดนตรีที่แม่นยำ ที่สำคัญเครื่องรุ่นเรือธงนี้ จะไม่เน้นลูกเล่นเกินจำเป็น  • Music First Sound โทนเสียงเน้นความเป็นธรรมชาติ รายละเอียดดี ควบคุมจังหวะและไดนามิกแม่นยำ จากตำนานที่เลื่องชื่อพัฒนาสู่ความสมบูรณ์แบบในปัจจุบัน • เครื่องเสียงในซีรีส์ 9000 ของ Audiolab มีสามโมเดลคือ อินทิเกรเต็ดแอมป์ มิวสิคสตรีมเมอร์ และคอมแพ็คดิสก์ทรานสปอร์ต     AUDIOLAB 9000A เป็นอินทิเกรเต็ดแอมป์ วงจรคลาส AB ที่มีสเถียรภาพสูง ด้วยกำลังขับ 100 วัตต์ต่อแชนแนลที่ 8โอห์ม และ 160 วัตต์ต่อแชนแนล ที่ 4 โอห์ม มาพร้อม ภาค DAC ภายในตัวเอง คือ  ESS Sabre ES9038PRO สามารถรองรับ PCM 32bit/768kHz, DSD512 รวมถึงซัพพอร์ต MQA Full Decoder      มีอินพุต Analog RCA 3 ชุด ช่องต่อสัญญาณแบบ Balanced XLR หนึ่งชุด ภาครับอินพุต แบบดิจิตอล ออพติคัล 2 ชุด รวมถึง Coax อีก 2 ชุด พร้อมทั้งภาค Phono MM อินพุต สำหรับเล่นแผ่นเสียง มี USB Audio Interface (Type-B) จุดเด่นที่สะดุดตามากก็คือด้านซ้ายมีจอสี แสดงผลเมนูครบครัน     การออกแบบนี้จะรองรับอนาคต สำหรับการอัพเกรด โดยมีทั้ง Pre-Out และช่อง Sub-Out ในตัว     AUDIOLAB 9000CDT  เป็นพรีเมียมซีดีทรานสปอร์ต มีภาคดิจิตอลเอาต์พุตทั้งแบบ Optical / Coaxial ภายในใช้วงจรใช้ Read-Ahead Buffering ช่วยลดค่าการอ่านผิดพลาด ให้ผลลัพธ์ทางด้าน Jitter ต่ำสุด สำหรับถาดใส่แผ่นมีความแข็งแรง พร้อมด้วยกลไกการเข้าออกที่สมูทลื่นไหล เน้นโครงสร้างลดการสั่นสะเทือนได้ดีเยี่ยม        มีจอแสดงผลชัดเจน ควบคุมสะดวกด้วยรีโมตคอนโทรล เนื่องจากเป็น CD Transport จึงไม่มี DAC ภายใน และไม่มี Analog Output เพราะออกแบบมาให้ใช้คู่กับ DAC แยกภายนอกเพื่อคุณภาพสูงสุด       และแน่นอนว่า สามารถต่อเข้ากับ DAC ของ AUDIOLAB 9000A ได้อย่างลงตัว เป็นซิสเต็มที่ แมตชิ่งที่สมบูรณ์แบบ     AUDIOLAB 9000N แฟล็กชิพเน็ตเวิร์กสตรีมเมอร์ เป็นเน็ตเวิร์กสตรีมเมอร์รุ่นท็อป หรือรุ่นเรือธงของทาง Audiolab ให้การรองรับ UPnP / DLNA / Roon Ready รวมถึงรองรับ Spotify Connect, Tidal Connect, Qobuz, AirPlay2 อย่างครบถ้วน     และเป็นรุ่นที่สนองตอบ MQA Full Decoder / Hi-Res PCM / DSD streaming มีช่องสัญญาณ Coax / Optical / AES/EBU / USB     มีแอปพลิเคชัน ที่ชื่อ Audiolab 9000N ที่สามารถโหลดได้จาก Apple  App Store และแอนดรอยด์ จอสี  พร้อมแสดงปกอัลบั้ม ดีไซน์สวยงามในรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์เดียวกันของ 9000 Series • จุดเด่นของซีรีส์นี้โดยรวม มีดีไซน์ร่วมสมัย แข็งแรง เรียบหรู ออกแบบภาค DAC ดีเยี่ยมมาก ระบบDIGITAL CLOCKที่ช่วยลดค่า Jitter ลงต่ำสุด สร้างผลลัพธ์ด้านรายละเอียดที่ดีเยี่ยม อินเตอร์เฟสถือว่าดีกว่ารุ่นก่อนอย่าง 6000 Series เหมาะกับนักฟังที่ต้องการคุณภาพ ต่อราคาที่คุ้มค่าสุดๆ  • และการเปิดตัวโปรโมชั่นทั่วโลก ด้วยโครงการโปรโมชั่น "THE PERFECT PAIR" เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับโอกาสดี สำหรับแมตช์ชุดซิสเต็มผลิตภัณฑ์ที่จับคู่กันได้อย่างลงตัวดีเยี่ยม คือเมื่อซื้อแอมปลิไฟล์หนึ่งเครื่อง (9000A) จะมีสิทธิ์ในการซื้อเครื่องเล่นทรานสปอร์ตซีดี (9000CDT) หรือเครื่องสตรีมเมอร์ (9000N) ได้ในราคาเพียง 50% โปรนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนตลาดเครื่องเสียงได้อย่างแรงเลยครับ     ตอนนี้ต้องบอกว่าตัวแทนจำหน่ายต้องส่งเครื่องออกสู่ลูกค้าทุกวันไม่ว่างเว้น และโปรพิเศษนี้ก็จะไปสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ครับ   Test Report ได้รับเครื่องทั้งสามรุ่นมาจากไฮไฟ ทาวเวอร์แล้ว ผมก็จัดการแกะกล่อง ทดลองใช้งานทันที เนื่องจากเป็นเครื่องที่มีการเบิร์นมาพอสมควร จึงให้เสียงได้ลงตัว ชอบตรงที่รูปทรงดีไซน์ดูสะดุดตา สง่า เรียบขรึม คืออยู่บนพื้นฐานความเรียบง่ายสุขุม และเมื่อวางซ้อนทั้ง 3 เครื่อง จะพบว่านี่คือรูปลักษณ์เดียวกัน ด้านซ้ายเป็นจอ Display พื้นดำที่ให้รายละเอียดสวยงาม ในขณะที่ปุ่มปรับของเครื่องมีเท่าที่จำเป็น และใช้งานได้ครบถ้วน     สำหรับจอดิสเพลย์ที่เป็นหน้าจอสีแบบ IPS LCD Display ขนาด 4.3 นิ้ว ความละเอียดสูง จากที่ผมใช้งานพบว่า แสดงผลได้ชัดเจน มีมุมมองกว้าง หลักๆ โดยรวมหน้าที่ของจอ จะแสดงระดับเสียง, อินพุตที่เลือก, รูปแบบสัญญาณดิจิตอล (PCM/DSD), Sampling rate      แสดงเมนูการตั้งค่าระบบ, โหมดกรองดิจิทัล (Filter), โหมดแสดงผลแบบกราฟ EQ หรือ VU Meter แบบอนาล็อกจำลอง การแสดงแทร็ก แสดงปกอัลบั้มในเครื่องสตรีมเมอร์ ชอบเป็นพิเศษที่ ออกแบบได้กลมกลืนกับหน้าปัดอะลูมิเนียม เรียบหรูตามสไตล์ ในส่วนของสตรีมเมอร์ 9000N หลังจากโหลดแอปพลิเคชันมาแล้วการใช้งานต่างๆ ก็จะขึ้นอยู่กับโทรศัพท์มือถือหรือ PAD ของเราเป็นหลักครับ สะดวกง่ายดายมากๆ ครับ    Audiolab ให้รีโมตคอนโทรลมาในทุกเครื่อง แต่ถ้าเลือกใช้ซีรีส์ 9000 ทั้งสามเครื่อง รีโมตบางตัวสามารถใช้ควบคุมเครื่องร่วมกันได้ในบางฟังก์ชั่น ยกตัวอย่างดังนี้ รีโมตสำหรับ 9000A จะเป็นแบบเต็มฟังก์ชั่น ควบคุมระดับเสียง เลือกอินพุต การตั้งค่า Tone Control รวมถึงสามารถควบคุมเครื่องเล่น CD Transport ซีรีส์เดียวกันได้ด้วย     สำหรับรีโมต 9000CDT หน้าตาเหมือนกัน แต่ฟังก์ชั่นหลักถูกเซ็ตทำงานควบคุมภาค CD Transport เช่น Play Pause Skip Stop Eject ถ้าใช่ร่วมกับ 9000A สามารถสลับโหมดควบคุมได้ในรีโมตเดียวกัน ส่วน 9000N Network Streamer รีโมตจะมีการควบคุม Playback Input และเมนู Network ซึ่งจะใช้ได้บางฟังก์ชั่นกับแอมป์ และซีดี ทรานสปอร์ตในซีรีส์ เช่นควบคุม Volume Power Input เป็นต้น       เครื่องเสียง AUDIOLAB 9000 Series ชุดนี้ได้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย มาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว มีรีวิวเวอร์นำไปทดสอบ ซึ่งก็จะมีรีพอร์ตทั้งจากในประเทศไทยและต่างประเทศ เราจะได้ยินเสียงแห่งความชื่นชมมากมาย ดังนั้นผมจะพยายามมองในมุมของผู้ใช้งานที่รวบรัดและสรุปให้มากขึ้น เกี่ยวกับสไตล์เสียงโดยรวม โทนเสียง ความโดดเด่น ความของ 9000 Series ดังต่อไปนี้      • คุณภาพและพลังเสียงจากแอมปลิไฟร์ 9000A  นับเป็นความโชคดีที่เราได้ฟังอินทิเกรเต็ด 9000A ซึ่งใช้ภาคขยายแบบคลาส AB ที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมในช่วงยุคที่แอมป์คลาส D กำลังแพร่หลายอย่างมากในขณะนี้         จุดที่โดดเด่นก็คือเรื่องของน้ำหนักเสียงที่ดูทรงพลัง เกินกว่าจะเป็นแค่แอมป์ 100 วัตต์ ให้เนื้อเสียงและชิ้นดนตรีต่างๆ ดูสมจริง แสดงความกระจ่างในน้ำเสียงดีมากๆ และส่วนที่มีอิทธิพลสำคัญอย่างยิ่งก็คือ แอมปลิไฟร์เครื่องนี้ให้การเข้าถึง “อารมณ์เพลง“ ที่สะอาดฉ่ำ อิ่มเอม ในแบบที่ทุกคนเคยยกนิ้วให้ตั้งแต่ยุค 8000A  แต่ทว่า 9000A จะเหนือชั้นขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ก็คือในเรื่องของ Detail รายละเอียดต่างๆ นับว่าทำได้ยอดเยี่ยม       ด้วยบุคลิกเสียงที่ดูมีชีวิตชีวา น้ำหนักเสียงที่มีความพอดี กลมกล่อม เวทีเสียงเปิดกว้าง มีความตรงไปตรงมาเหมือนน้ำเสียงแอมป์ระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ เมื่อนำมาฟังกับเพลงที่บันทึกดีๆ ก็จะให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมมากครับ     ข้อแนะนำการจับคู่ลำโพง ควรจับคู่ลำโพงที่มีโทนเสียงค่อนข้าง ตรงไปตรงมา เพราะด้วยพลังขับที่ดี จึงแนะนำให้ใช้กับลำโพงที่มีบุคลิกเสียงแม่นยำ ก็จะยิ่งได้รับการตอบสนองดีในย่านกลาง-สูง เสียงจะเปิดกว้างสมจริง มีความสมดุลของย่านความถี่ทั้งแหล่งโปรแกรมสตรีมมิ่งและแผ่นซีดี ได้อย่างใกล้เคียงกัน        ต้องขอบคุณการออกแบบที่มองอย่างรอบด้าน ทำให้ AUDIOLAB 9000A คือแอมป์ที่ครบเครื่อง เหมาะทั้ง Analog & Digital Source, ฟังได้หลากหลายแนว ตั้งแต่ ป็อป แจ็ซ ไล้ท์มิวสิค เพลงไทย ไปจนถึงคลาสสิกวงขนาดใหญ่  โดยเฉพาะภาค DAC ในตัวเอง ที่ทำหน้าที่ได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยเสียงแม่นยำเที่ยงตรงครบทุกรายละเอียดอย่างแท้จริง ภาคปรีโฟโน แม้จะให้มาเฉพาะเกนขยายหัวเข็มMM แต่ถือว่า น้ำเสียงคุ้มค่ามาก    ฟังเสียงแล้ว จะได้ความรู้สึกที่ว่า เต็มอิ่มทุกอารมณ์ ในเพลงทุกสไตล์ ตอบสนองทุกพลังเสียงทุกรายละเอียด ด้วยความเที่ยงตรง แทบไม่พบในอินทิเกรเต็ดแอมป์ในระดับราคานี้        • คุณภาพและน้ำเสียงจาก 9000CDT สำหรับ 9000CDT เป็น CD Transport  รุ่นเรือธงเพียงรุ่นเดียวในซีรีส์ ได้ออกแบบให้ทำหน้าที่ “ส่งสัญญาณดิจิตอล” ไปให้ DAC ภายนอก หรือจะเป็นภาค DAC ภายในของ 9000A เอง จากการทดสอบคู่กัน ผมอยากจะสรุปสั้นๆ แบบตรงใจเลยก็คือ “Excellent Matching”  จริงๆ ครับ      เพราะมันได้ถูกสร้างขึ้นมา “เพื่อกันและกัน” อยู่แล้ว ผมชอบน้ำเสียงที่ให้รายละเอียดสมจริง ไม่ใช่โทนเสียงที่ถูกตกแต่งให้อบอุ่นเกินไป หรือทำให้ช่วงปลายสดเกินจริง ดังนั้นต้องถือว่านี่คือเสียงแห่งความแม่นยำและความสมจริงที่เราได้ฟังจาก CD Transport และ DAC ของแอมป์ที่อยู่ในอินทิเกรเต็ดแอมป์ลงตัวอย่างยิ่ง      ในฐานะซีดีทรานสปอร์ตต้องยอมรับว่าเครื่องรุ่นนี้  ให้เสียงกลางที่สวยงามมาก เปิดโปร่งโล่งในชิ้นดนตรี ทุกอย่างได้มาจากองค์ประกอบที่ดี รวมถึงการใช้โครงสร้างอะลูมิเนียมที่แข็งแรง ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน และมีการ Shield ป้องกันสภาพแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic shielding) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบให้เสียงมีคุณภาพสูง”เหนือธรรมดา”          อีกทั้งภายในวงจรมีทีเด็ดก็คือ มีการออกแบบวงจรควบคุม Jitter ด้วย Clock คุณภาพสูง มีระบบป้องกันสัญญาณรบกวนที่ทรงประสิทธิภาพ และช่วยรักษาคุณภาพสัญญาณดิจิตอลอันแม่นยำเที่ยงตรงก่อนส่งให้ภาค DAC ภายนอก       ผมไม่ได้เป็นเทคนิคเชียน แต่ในทางเทคนิค ได้พบข้อมูล 9000CDT จากแล็บเทสท์แห่งหนึ่งที่เขาระบุไว้ว่า เรื่องการให้ค่าเหลื่อมเวลาดิจิตอลนั้นทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ คือ Jitter ~ 118 psec สำหรับ CD input (16-bit) และ ~ 8 psec สำหรับ 24-bit input (แม้ในความเป็นจริงแล้วอุปกรณ์นี้เป็น Transport ที่ส่งสัญญาณดิจิทัลไปยังภาค DAC)        มีค่าความเพี้ยนทาง THD เพียง Distortion: ~ 0.0003% ที่ 0 dBFS (1 kHz) ตามการทดสอบรวมทั้งระบบ   ค่าเหล่านี้ถือว่ายอดเยี่ยม สำหรับ CD Transport ที่มี Jitter ต่ำมาก โดยเฉพาะ ~8 psec และ Distortion ที่ต้องบอกว่า เป็นเรื่องทางอุดมคติเลยทีเดียว      ในแง่ของรูปแบบดีไซน์ ในปัจจุบันเครื่องเล่นซีดีหรือซีดีทรานสปอร์ต เริ่มนิยมออกแบบช่องใส่ซีดีแบบ Slot แต่ทาง Audiolab ยังคงทำแบบ Tray-loading (ถาดใส่แผ่น) ซึ่งมาพร้อมกับกลไกที่มีความสมูทอย่างมาก         การใช้แบบถาดใส่แผ่นอาจจะทำให้เปลืองพื้นที่ด้านหน้าเครื่อง แต่ดีมากตรงลดโอกาสขีดขูดของแผ่น เพราะเราจะวางแผ่นลงบนถาดได้ตรงๆ ไม่ต้องสอดเข้าในช่อง ย่อมมีความสึกหรอน้อยกว่า เพราะไม่มีลูกกลิ้งยาง (roller) หรือเฟืองที่ต้อง “ดึงแผ่น” เข้า-ออก ระบบบ่อยๆ       9000CDT มีระบบกันสั่น (anti-vibration) และโครงสร้างถาดที่หนาแน่น ช่วยให้การหมุนแผ่นนิ่งยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการส่งผ่านสัญญาณดิจิตอลที่แม่นยำมากขึ้นด้วย     จุดที่พิเศษอีกประการหนึ่ง คือการรองรับการใช้งานดิจิตอล USB โดยมีพอร์ต USB-A ที่รองรับไฟล์ WAV, WMA, AAC, MP3 (ทางช่อง USB /HDD ที่ใช้อัพเดทเฟิร์มแวร์ในอนาคต) ทำให้มีความสามารถในการฟังเพลงได้อย่างหลากหลาย      ไม่ว่าคุณจะใช้ซีดีทรานสปอร์ตเครื่องนี้สำหรับใช้กับ DAC เครื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่จาก 9000A ก็ตาม ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่คุ้มค่าอย่างมาก       แต่ถ้าให้ดี ก็คือจับคู่ใช้ด้วยกันกับอินทิเกรเต็ด 9000A ส่งผลต่อรู้สึกได้ถึงความแมตช์ ความลงตัวที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งเลยครับ       การอ่านแผ่นเมื่อใส่แผ่นลงไปจะใช้เวลาสำรวจข้อมูลและแจ้งกลับบนดิสเพลย์ประมาณ 10 วินาที อาจจะไม่ได้ไวปานสายฟ้า แต่ไม่ช้าอืดอาดแน่นอน ผมว่ากำลังดี         การที่ผมมีคอลเลคชั่นแผ่นซีดีมากพอสมควร การได้ตัดสินใจซื้อ 9000CDT รุ่นนี้มาใช้งานเป็นการส่วนตัวในห้องฟัง ด้วยวิเคราะห์แล้วว่า ให้ความคุ้มค่าทั้งระบบการใช้งาน และคุณภาพเสียงในฐานะทรานสปอร์ตที่ดีเยี่ยม ซึ่งไม่อาจหาได้จากแบรนด์อื่นในราคานี้อย่างแน่นอน     สุดท้ายแล้ว ความประทับใจเป็นเรื่องของรายละเอียดเสียง และความแม่นยำเที่ยงตรงของสัญญาณ ที่จัดว่า AUDIOLAB 9000CDT มีความน่าพึงพอใจอย่างยิ่งคือ สามารถทำให้เรามั่นใจได้ว่าคุณภาพเสียงมีความเที่ยงตรง ทุกสิ่งที่ได้ยินใกล้เคียงกับสิ่งที่สตูดิโอได้บันทึกมา     • คุณภาพเสียงจาก 9000N ดังที่เรียนว่า 9000N ถูกออกแบบมาเพื่อนักฟังในระดับออดิโอไฟล์โดยตรง เพราะฉะนั้นตั้งแต่โครงสร้างไปจนถึงวงจรระบบปฏิบัติการต่างๆ ของสตรีมเมอร์เครื่องนี้จึงสนองตอบนักเล่นในระดับมือโปรจริงๆ สิ่งใดที่ไม่ใช่มาตรฐานหลักจะตัดทิ้งไป โดยเน้นโครงสร้างสวยงามน่าประทับใจ ระบบวงจร ระบบปฏิบัติการภายใน ล้ำสมัย และมีหลายสิ่งที่ Audiolab ออกแบบขึ้นมาเองเพื่อสนองตอบการใช้งานของออดิโอไฟล์โดยเฉพาะ        บนหน้าปัดเครื่องเรียบง่ายมาก เหมือนถอดแบบมาจากแอมปลิไฟร์ 9000A และ 9000CDT ให้ความรู้สึกที่ทรงคุณค่า มีเพียงปุ่มปรับสองปุ่ม และปุ่มสแตนด์บาย ด้านซ้ายมีจอดิสเพลย์ แสดงผลทั้งการเซ็ตอัพ การสั่งงาน หรือชมรายละเอียดปกอัลบั้ม ที่สามารถใช้รีโมตสั่งการเมนูที่สำคัญ ซึ่งลึกลงไปในฟังก์ชั่น ตั้งแต่การตั้งค่าไปจนถึงรายละเอียดการปรับแต่งที่มากพอดู      อาทิเมนู MENU ฟิลเตอร์ ระดับโวลุ่ม การเลือก MQA Decoding รวมถึงออพชั่นของดิสเพลย์ ที่ต้องใช้รีโมตโดยตรง ส่วนในแง่การเพลย์แบ็ค หรือเลือกสรรเพลงจากแหล่งผู้ให้บริการ แนะนำให้โหลดแอปลิเคชั่น Audiolab 9000N มาใช้งานครับ       การปรับค่าต่างๆ ในเมนู โดยเฉพาะเรื่องของฟิลเตอร์นั้น จะมีรายละเอียดหยุมหยิมมากมายพอสมควร จึงควรทดลองเล่น ศึกษารายละเอียด ก่อนใช้งานจริงจัง เพราะมีผลต่อบุคลิกเสียงและคุณภาพหรือความชื่นชอบเฉพาะตัวของคุณ        รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้งาน หรือเมนูการปรับแต่งเหล่านี้มีรีวิวเวอร์ได้นำเสนอกันไปมากมายพอสมควรแล้ว จึงขออนุญาตที่จะไม่ลงลึกในรายละเอียด ผมคิดว่าท่านผู้อ่าน หรือผู้ใช้งานสามารถที่จะไปทดลองปรับแต่งดูเองได้ ให้เริ่มจากค่ารีเซ็ทของโรงงานแล้วลองปรับเปลี่ยนดู บางทีท่านอาจจะได้พบกับน้ำเสียงซึ่งถูกใจโดยเฉพาะของท่านเอง     แต่ละอินพุตจะรองรับรายละเอียดแตกต่างกันไป นอกจากใช้เครื่องเป็นสตรีมเมอร์แล้วก็ยังสามารถที่จะนำไฟล์เพลงที่เราเก็บไว้ใน NAS หรือคอมพ์มาเล่นผ่าน DAC ในตัวของ 9000N ได้ รองรับฟอร์แมตช์รายละเอียดสูงได้กว้างขวางมาก        คุณสมบัติสำคัญที่โดดเด่นของรุ่นนี้ คือใช้ชิป DAC ระดับไฮเอ็นด์ ESS Sabre ES9038Pro 32-bit ที่มีหลายช่องสัญญาณ multi-channel(ชิปเซ็ตชุดเดียวกับใน9000A)ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคุณภาพเสียงสูงสุด  มีโปรเซสเซอร์ Quad Arm CortexA53 ความถี่ 1.8GHz ต่อคอร์ เพื่อจัดการระบบสตรีมมิ่งและการแสดงผลแบบมัลติทาสก์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ        ให้การรองรับการเชื่อมต่อทั้ง Wi-Fi (2.4/5GHz) และ Ethernet พร้อมโปรโตคอล UPnP / OpenHome เพื่อใช้งานเป็น Network Player ได้อย่างเต็มรูปแบบ และในความสวยงาม ด้วยหน้าจอ ขนาด 4.3 นิ้ว (800×480 พิกเซล ) แสดงภาพอัลบั้ม, ข้อมูลเพลง, รูปแบบไฟล์เสียง และสามารถตั้งให้แสดง VU Meter ได้ด้วย ในการใช้งาน    ให้การรองรับไฟล์ PCM สูงสุดถึง 32-bit / 768 kHz และ DSD สูงถึง DSD512 (Native) ที่พิเศษ คือรองรับการถอดรหัส MQA แบบ Full Decoder ซึ่งหมายถึงสามารถทำ “three-fold unfold” ภายในตัวได้ ไม่ใช่แค่ Renderer   ตรงนี้ผมขอขยายความเล็กน้อยตามความเข้าใจนะครับ คือระบบ MQA นั้น ถูกออกแบบมาให้บีบอัดสัญญาณระดับสูงแบบไฮเรส  ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สตรีมได้สะดวก เช่นผ่านTIDAL โดยไม่เสียข้อมูลสำคัญของต้นฉบับ แต่การจะเล่นให้ได้ เต็มคุณภาพ ต้องผ่านกระบวนการUnfold หรือคลี่ไฟล์เสียงทีละชั้น เหมือนการเปิดข้อมูลคลี่ออกมาสามชั้นหรือสามระดับโดยไม่ต้องพึ่งพาซอฟท์แวร์ภายนอกจึงเรียกว่าเป็น Full MQA Decoderทำให้ได้คุณภาพเป็นธรรมชาติเทียบเท่าระดับStudio นี่คือกระบวนการของ9000Nที่สามารถเข้าไปปรับในเมนูได้      ให้การรองรับบริการสตรีมมิ่งระดับ Hi-Res และฟีเจอร์อย่าง TIDAL Connect, Spotify Connect, Qobuz, TuneIn Radio รวมถึงรองรับระบบ Roon Ready ครบถ้วน        ระบบเชื่อมต่อและเอาต์พุต มีช่องเอาต์พุต อนาล็อกแบบ Balanced (XLR) และ Single-ended (RCA) ซึ่งให้ความยืดหยุ่นสูงทั้งในระบบปรีแอมป์หรือแอมป์ที่รองรับ XLR  มีช่องดิจิตอลเอาต์พุต (optical & coaxial) พร้อมฟังก์ชัน “MQA pass-through” สำหรับผู้ที่มี DAC แยกอยู่แล้ว อินพุต/เชื่อมต่ออื่นๆ ได้แก่ USB-B (สำหรับ PC/Mac), ช่อง USB storage, Ethernet และ 12V Trigger          การทดสอบใช้งาน มันทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความเพลิดเพลินในการฟังเพลงจากแหล่งโปรแกรม จากผู้ให้บริการสตรีมมิ่งต่างๆ โดยไม่มีข้อกังวลอย่างความราบรื่น แอพ 9000N ทำงานง่าย ราบรื่น สะดวกจริงๆ       ความโดดเด่นในด้านคุณภาพเสียง ผมรู้สึกได้ว่า น้ำเสียงนั้นคงไว้ซึ่งบุคลิกแนวเดียวกันกับแอมป์ 9000A และ 9000CDT        คือเสียงสะอาดสะอ้าน ราบรื่น รายละเอียดสูง บางเพลงทาง Streaming อาจจะให้รายละเอียดช่วงปลายเสียงได้มากกว่า 9000CDT ด้วยซ้ำไป โทนเสียงค่อนข้างแม่นตรง มีความเป็นกลางมาก  ราวกับว่าเราได้ฟังเสียงแบบไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ให้ความโปร่งใส รายละเอียดระยิบระยับดีมาก         อีกประการหนึ่งที่สำคัญเป็นเรื่องของเวทีเสียงและการแยกแยะชิ้นดนตรี ต้องถือว่าดีกว่าคู่แข่งในระดับใกล้เคียงกันหลายรุ่น เมื่อฟังเพลงที่มีรายละเอียดสูง (PCM, DSD, MQA) การมีฟิลเตอร์เสียงให้เลือกหลายแบบเพื่อปรับแต่งโทนเสียงตามชอบนั้น เสมือนการปรับบุคลิกเครื่องให้ตรงกับบุคลิกของเราได้อย่างน่าประทับใจ     การไม่มี Bluetooth และไม่มี Chromecast ในรุ่นนี้ คือข้อจำกัดอันเล็กน้อย หรือช่องอินพุตดิจิตอลที่ไม่มีช่อง Coaxial/Optical สำหรับรับสัญญาณจากอุปกรณ์ภายนอก แต่ที่สำคัญมีเอาต์พุตดิจิตอลให้คุณสามารถอัพเกรดได้กับ DAC ระดับสุดยอดในอนาคต อาจจะเป็นจุดมุ่งหมายที่ว่า เครื่อง 9000N ออกแบบมาเพื่อการเล่นสตรีมมิ่งสำหรับมือโปรจริงๆ และสำหรับท่านที่คิดว่าอยากจะฟังเพลงผ่านระบบไร้สายพื้นฐาน Bluetooth ก็ไปเล่นที่ตัว AUDIOLAB 9000A ได้ครับ     9000N เหมาะสมมากๆ กับผู้ฟังที่มีชุดลำโพงและระบบเครื่องขยายเสียงคุณภาพดี และอยากได้ Streamer/DAC ที่ “ให้เสียงสมจริงอย่างถึงที่สุด” เหมาะกับผู้ที่มีไฟล์เพลงความละเอียดสูงและใช้บริการสตรีมมิ่งคุณภาพ (เช่น Tidal, Qobuz) เพราะรองรับไฟล์คุณภาพสูงได้อย่างดีเยี่ยม     ถ้าลำโพงหรือระบบเสียงของคุณ “โดดเด่น” อยู่แล้ว การใช้ 9000N จะช่วยให้ฐานเสียงดีขึ้น ที่สำคัญ ถ้าอยากจะพบกับความแตกต่างอันละเมียดละไมยิ่งขึ้น และขอแนะนำเลยว่าช่อง XLR ที่เชื่อมต่อเสียงอนาล็อกให้กับภาคขยายของแอมปลิไฟร์ จะทำให้คุณเข้าได้ถึงส่วนนี้ ที่ลึกล้ำยิ่งขึ้นในคุณภาพเสียงที่ว่า เหมือนได้ฟังเสียงจากสตูดิโอนั่นเองครับ AUDIOLAB 9000 Series คือนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อการฟังเพลงที่เข้าถึงทุกรายละเอียดทียอดเยี่ยม ด้วยความน่าประทับใจในสไตล์ที่เที่ยงตรง ละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่งครับ      • ขอสรุปดังที่เรียนไว้เบื้องต้นว่า ขณะนี้ตัวแทนจำหน่ายคือ ไฮไฟ ทาวเวอร์ มีโปรโมชั่น “THE PERFECT PAIR" เนื่องจากผู้ออกแบบและผู้ผลิตเองต้องการให้ผู้บริโภคในระดับออดิโอไฟล์ ได้รับคุณภาพเสียงที่แมตช์กัน อย่างแท้จริง จึงมีโปรโมชั่น ซื้อ AUDIOLAB 9000A สามารถซื้อสตรีมเมอร์ 9000N และซีดีทรานสปอร์ต 9000CDT ในราคาลด 50% ดังนั้นถ้าใครมีความพร้อมก็ไม่อยากให้พลาดนะครับ • โปรโมชั่น "THE PERFECT PAIR" เมื่อซื้อ AUDIOLAB 9000A (Integrated Amp) ราคาพิเศษ 79,900 บาท มีรับสิทธิ์แลกซื้อ AUDIOLAB 9000N (Streamer) จากราคาพิเศษ 100,000 บาท... ลด 50% เหลือเพียง 50,000 บาท  หรือ AUDIOLAB 9000CDT (CD Transport) จากราคา 39,900 บาท... ลด 50% เหลือเพียง 19,950 บาท วันนี้ - 31 ธันวาคม 2568 นี้เท่านั้น! สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร : 02-881 7273-5 โทร : 081-682 7577