TAOC SCB-RS-HC50G สลายแรงสั่นในระดับไมโคร เพื่อยกคุณภาพเสียงอีกระดับ TAOC เป็นแบรนด์สินค้าคุณภาพสูงสำหรับระบบเครื่องเสียงและโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จากไอชิน ทากาโอกะ (Aisin Takaoka) บริษัทญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานในการผลิตชิ้นส่วนเหล็กหล่อสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเป็นหนึ่งในผู้ผลิต Cast Iron เหล็กหล่อรายใหญ่และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Toyota Group ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการหล่อและการควบคุมแรงสั่นสะเทือนมาเป็นเวลาหลายสิบปี ในปี 1977 เริ่มต้นการวิจัยเรื่องเหล็กหล่อและคุณสมบัติในการลดแรงสั่นสะเทือน โดยอาศัยเทคโนโลยีการหล่อที่ใช้ในงานยานยนต์ ปี 1982–1983 เริ่มจัดตั้งทีม Audio Project เพื่อสร้างแบรนด์ TAOC อย่างเป็นทางการในปี 1983 พร้อมเริ่มผลิตฐานรองลำโพงและอุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือนสำหรับเครื่องเสียงอย่างเต็มรูปแบบ ต่อมาได้ขยายไลน์สินค้าเป็น ออดิโอบอร์ด ออดิโอแร็ค ขาตั้งลำโพง สินค้ากลุ่ม Insulator และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงโดยควบคุมแรงสั่นสะเทือนอย่างมีประสิทธิภาพ ชื่อ “TAOC” ย่อมาจาก Takaoka Anti-Oscillation Casting ซึ่งหมายถึงการควบคุมแรงสั่นสะเทือนด้วยวัสดุเหล็กหล่อ แนวคิดพื้นฐานที่แบรนด์ยึดถือในการพัฒนาสินค้าทุกชิ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เสียงมีความบริสุทธิ์ที่สุด TAOC พัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดดเด่นมากในโครงสร้าง Honeycomb Core ที่ใช้ผงเหล็กหล่อเพื่อเพิ่มการลดแรงสั่นสะเทือนในออดิโอบอร์ด และชั้นวางเครื่องเสียง และยังได้พัฒนาชุดชั้นวางระดับพรีเมียม อาทิ CSR Series ที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้ฟังเพลงและนักเครื่องเสียงทั่วโลก เทคโนโลยีเหล็กหล่อความหนาแน่นสูง High-Density Cast Iron ของ TAOC ใช้เหล็กหล่อพิเศษ ที่มีโครงสร้างภายในซับซ้อนระดับไมโคร โดยคุณสมบัติเด่นคือ ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าเหล็กแผ่นหรืออะลูมิเนียมทั่วไป ลด Resonance ที่เกิดจากเครื่องเสียงและพื้นห้อง รวมถึงควบคุมฮาร์มอนิกที่ไม่พึงประสงค์ แนวคิดหลักของ TAOC คือความสามารถในการควบคุมการสั่นระดับไมโคร เพื่อรักษาความเที่ยงตรงของสัญญาณเสียง โดยเฉพาะกับแอมปลิไฟร์เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นซีดี DAC ลำโพง TAOC SCB-RS-HC50G เป็นแผ่นเพลทสลายแรงสั่นชิ้นเดี่ยว เป็นรุ่นหนึ่งในซีรีส์ SCB-RS-HC ซึ่งถือเป็นรุ่น Master Class หรือ Flagship ในกลุ่ม Audio Board จาก TAOC มีโครงสร้างวัสดุแตกต่างกันถึง 7 ชั้น ที่พัฒนาต่อยอดจากรุ่น SCB ปกติ เพื่อให้การดูดซับแรงสั่นสะเทือนอันยอดเยี่ยม มีการใช้โครงสร้าง Honeycomb Core (แบบรังผึ้ง) ร่วมกับไม้และวัสดุอื่นๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและการลดการสั่นสะเทือนอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับวางใต้อุปกรณ์เครื่องเสียงขนาดใหญ่ ที่ต้องการความคงตัวสูงและลดผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน พื้นผิวภายนอกสุด สีเทาเข้มเมทัลลิค (Dark Gray Metallic) มีขนาด 500 × 450 × 52 มม. น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัมต่อแผ่น TAOC SCB-RS-HC50G เป็น Audio Board ประสิทธิภาพสูงระดับ Flagship ของ TAOC ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและปรับปรุงคุณภาพเสียง เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มความคงที่และความชัดเจนของเสียงในระบบเครื่องเสียง โดยสามารถวางรองเครื่องเสียงแบบแยกอิสระชิ้นต่อชิ้น เป็นออดิโอบอร์ดที่วางรองอุปกรณ์ได้ผลต่อเสียงอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องเสียงที่มีระบบกลไก ผลการทดสอบ หลังจากได้รับแผ่นบอร์ด น้ำหนักอึ้ง ตึงมือ TAOC SCB-RS-HC50G มาใช้ ผมได้พิจารณาโครงสร้างทั่วไปของแผ่นเพลทที่ใช้วัสดุลูกผสม มีโครงสร้างหนาและมีมวล มีสีสันเคร่งขรึมแนวสีเทาเมทัลลิค สิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นจากภายนอกก็คือ ภายในมีการบรรจุผงเหล็กช่วยกระจายและดูดซับพลังงานสั่นได้มีประสิทธิภาพมาด้วย เป็นเพลทชนิดเดียวที่ใช้วิธีดึงเอาแรงสั่นสะเทือนน้อยๆที่เกิดจากตัวเครื่องเสียงมากระจายเป็นความร้อนแล้วสลายไวเบรชั่นออกไปอย่างได้ผล TAOC SCB-RS-HC50G มีโครงสร้างซับซ้อนภายในถึง 7 ชั้น พร้อมชั้นเพลทรังผึ้ง (Honeycomb Core) ที่บรรจุผงเหล็กหล่ออยู่ตรงกลาง ซึ่งช่วยให้วัสดุเหล่านี้ช่วยดูดซับแรงสั่นได้ดียิ่งกว่าโฟม หรือไม้ธรรมดา โดยแรงสั่นจะถูกแปลงเป็นพลังงานความร้อนเล็กน้อยภายในเนื้อวัสดุ แล้วสลายทิ้งไป แทนที่จะสะท้อนกลับไปยังชิ้นส่วนเครื่องเสียงหรือพื้น ช่วยให้เสียงสะอาดและนิ่งขึ้นกว่าการวางตรงบนพื้นหรือชั้นวางธรรมดา แผ่น TAOC SCB-RS-HC50G จำเป็นต้องใช้สไปก์และตัวรองด้วย ซึ่งจะเป็นออพชั่นเสริม ท่านใดที่มีอุปกรณ์เดือยแหลมและตัวรองมาตรฐานสามารถนำมาใช้ร่วมได้ แต่ผมแนะนำว่าให้ใช้ของ TAOC เองเลย จะดีกว่าครับ ในที่นี้ผมใช้ชุดสไปก์และตัวรอง รุ่น SP-100-GE ซึ่งมีอุปกรณ์ 4 ชุด อยู่ในกล่องมาติดตั้งด้านใต้เพลท ซึ่งอุปกรณ์ส่วนนี้ ทางตัวแทนจำหน่ายจะจัดแถมมาให้พร้อมกันโดยไม่ต้องซื้อเพิ่มเติม การจัดวางเพลทลงบนพื้น แรกสุดแนะนำว่า ควรใช้ตัววัดระดับลูกน้ำทำการปรับตั้งให้ทั้ง 4 มุมของเพลทนั้น ได้ศูนย์จริงๆ จากนั้นจึงนำเอาเครื่องเสียงวางลงบนเพลทได้เลยครับ ลำดับในการทดสอบนั้น ผมเริ่มจากการนำเอาเครื่องเล่น SACD และเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาวางสลับกันไป ในแต่ละช่วงเวลา หลังจากนั้นเปลี่ยนมาทดลองกับอินทิเกรเต็ดแอมป์ และ DAC คืออยากทำความเข้าใจก่อนว่า นี่คงจะเป็นเพลทชนิดเดียวที่ใช้เทคโนโลยีในการสลายแรงสั่นไมโครไวเบรชั่น จากทั้งภายในตัวเครื่องเสียงเอง และการสั่นไวเบรชั่นจากภายนอก ควบคู่กันไป ผลสรุปที่น่าตื่นตาตื่นใจคือ ผลที่มีต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงและเครื่องเล่น SACD / CD ครับ ต้องบอกว่า เสียงดีๆ มาทันใจ แบบไม่ต้องตั้งใจฟัง ก็ฟังออกถึงทุกความเปลี่ยนแปลง แค่นำเครื่องลงไปวางบนเพลท SCB-RS-HC50G ไม่เกิน 3-4 นาที เสียงเดิมจะเปลี่ยนไปในทันที!!! คือเราจะพบได้เลยกับความแตกต่างในเรื่องของปลายเสียงแหลมพลิ้วที่ทอดยาวมากขึ้น เสียงร้องหรือย่านความถี่มิดเร้นจ์ดูสมจริง หลุดลอยออกมาแบบว่าเหมือนหนังคนละม้วนกับเสียงที่เราฟังอยู่ทุกวัน จุดเด่นที่สุดของออดิโอบอร์ด SCB-RS-HC50G ก็คือการแสดงผลของเสียงที่มีมิติ หรือ Dimension สวยงามในทันทีทันใด และหากผมทดลองยกเครื่องออกไปจากแผ่นเพลท ก็เป็นเรื่องเลยครับ มิติเสียงจะหุบลงมาทันที เล่นเอางงไปเลยว่า แผ่นรองเครื่องอะไรหนอจะมีอิทธิพลต่อคุณภาพเสียงถึงเพียงนี้ ถ้ายิ่งเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงด้วยแล้ว ผลต่อมิติเสียง การกระจายความถี่ รายละเอียดจะโดดเด่นยิ่งขึ้น ปลายเสียงเปิดอิสระ ในขณะที่ยังคงรักษาคาแรกเตอร์เดิมของเสียงเอาไว้ได้อย่างมั่นคง เปรียบเทียบระหว่างการใช้ SCB-RS-HC50G กับการวางเครื่องลงบนพื้นธรรมดาแต่แน่นอนว่าในเรื่องของ Detail หรือรายละเอียดของเสียง การเปิดของมิติเสียงนั้นต้องถือว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย มันเป็นอุปกรณ์ที่แต่แรก ผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมากนัก แต่สิ่งที่ได้มากับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดอย่างสิ้นเชิง เอาเป็นว่า ใช้รองเครื่องแล้วต้องอึ้งไปเลยครับ ในกรณีของการใช้ TAOC SCB-RS-HC50G รองรับภาคขยายหรือเครื่องเสียงจำพวกอินทิเกรเต็ดแอมป์ โดยเฉพาะเครื่องที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ มีทรานส์ฟอร์เมอร์ใหญ่ๆ และตัวเก็บประจุขนาดยักษ์ทั้งหลาย เราจะพบได้ถึงมิติเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันเหมือนกับเราได้รับคุณภาพเสียงที่เปิดกว้างมากขึ้นและมีมิติของเสียงที่อิสระ ทะลุทะลวงมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนเพิ่งมารู้ว่า อันที่จริงเครื่องเสียงของเรามีศักยภาพสูงกว่าที่คิดครับ ความสามารถในการลดเสียงรบกวนหรือการสั่นสะเทือนน้อยๆ แบบไมโครไวเบรชันไปจนถึงการสั่นสะเทือนทางกลที่เกิดจากเสียงของลำโพงที่ไปกระทบสรรพสิ่ง สภาพแวดล้อมของห้องแล้วย้อนกลับมาที่ตัวเครื่องเสียง ได้ถูกสลายออกไปอย่างเป็นรูปธรรม ผลที่เราได้จึงนับว่าเป็นเสียงบริสุทธิ์ ที่น่าประทับใจจริงๆ สำหรับผมแล้ว นี่คือการได้รับโฟกัสของเสียงที่ไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อนเลย ฟังแล้วตื่นเต้นประทับใจ ชวนให้ค้นหาจินตนาการดนตรีไม่มีที่สิ้นสุดในเครื่องเสียงของเรา ความรู้สึกถึงความสวยงามของเสียง ความลึกล้ำในฮาร์โมนิคเสียงที่ได้มา ถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือ อยากให้ได้มีโอกาสทดลอง SCB-RS-HC50G ด้วยตัวของท่านเองกันมากกว่า เราจะเข้าใจคำว่า "ความสงัดเสียงช่วยปลดปล่อยพลัง" นั้นเป็นเช่นไร เพราะเรื่องความเงียบของพื้นหลังและความชัดของรายละเอียดเสียง โดยเฉพาะกับระบบเครื่องเสียงนั้น เป็นสัมผัสที่ลึกล้ำ ไม่ใช่มาจากการวัดด้วยเครื่องมือ แต่ต้องวัดกันด้วย “สิ่งที่ได้ยิน” เพราะทุกผลลัพธ์จะต้องกระจ่างด้วยตัวของผู้ฟังเอง นี่คืออุปกรณ์เสริมที่แสดงผลของสลายแรงสั่นในระดับไมโคร เพื่อยกคุณภาพเสียงขึ้นไปอีกระดับที่สัมผัสความแตกต่างได้ง่ายมากครับ TAOC SCB-RS-HC50G ราคา 24,000.- บาท (แถมชุดสไป๊ก ตัวรอง TAOC SP-100-GE) Reference: NAD C588 Turn Table Linn Sondek LP12 Majik Turntable Hattor Audio Ultimate System Accuphase DP 570S Accuphase E4000 NAD M51 DAC Denon DCD 2500NE SACD สอบถามได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำ Taan Fortune Town Top Sound&Vision Prestige Hifi Komfortsound HiFi House by Msound HD HiFi HD HiFi Online Audiomate.bkk BOSS Hi End Audio Solutions เครื่องเสียงไฮเอนด์ Piyanas Electric Life Audio MUSE AUDIONICE Blue in green
SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module ลำโพงซิสเต็มที่สนองตอบเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมมีโอกาสทดสอบผลิตภัณฑ์จากการรังสรรค์ของ Pyramid Lifestyle Technology โดยเป็นลำโพงทางเลือกของผู้ต้องการความเป็นเลิศในบุคลิกเสียงเฉพาะของแต่ละท่านเอง เมื่อลำโพงในตลาดเครื่องเสียงทั่วไป ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ความน่าสนใจของซิสเต็มลำโพงจาก SB Acoustics และ เบสโมดูล Weava ก็คือการนำเสนอภาพรวมของซิสเต็มลำโพง ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพกันและกัน ให้ประสบการณ์สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ และผู้ที่ชื่นชอบการต่อตู้ลำโพงด้วยตนเอง ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของผู้ผลิต ก็จะมีทั้ง SB Acoustics - Pyramid Lifestyle Technology (Weava) - ScanSpeak ลำโพงหลักทรงตู้ปิรามิดตัดยอด ออกแบบและผลิตโดย SB Acoustics ในรุ่น TIFA6 ที่เพิ่งออกโชว์ในงาน High-End Munich ที่ผ่านมาเมื่อปี 2025 นี้เอง เป็นลำโพงระบบสองทางตู้เปิดที่สร้างความประทับใจในงานดังกล่าวเป็นอันมาก สำหรับ SB Acoustics เป็นแบรนด์ไดรเวอร์ลำโพงคุณภาพสูง ที่มีสำนักงานออกแบบในประเทศเดนมาร์ก และผลิตในโรงงานประเทศอินโดนีเซีย โดยมีจุดเด่นเรื่องคุณภาพเสียงและความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา ซึ่งเป็นที่ยอมรับในกลุ่มนักออกแบบลำโพง DIY และผู้ผลิตลำโพงระดับสูงทั่วโลกเลือกไปใช้งานในผลิตภัณฑ์ของตน SB Acoustics TIFA6 ลำโพงสองทางวางหิ้ง โดยเป็นชุดคิทประกอบสำเร็จจากโรงงาน ใช้ตัวขับเสียงแหลม ขนาด 26 มม. และวูฟเฟอร์ขนาด 6 นิ้ว อยู่ในตู้ลำโพงที่มีสีสันทันสมัย แบบผิวเปียโน ซึ่งออกแบบโดยคำนึงถึงการลดเสียงสะท้อนในตู้ จากการออกแบบให้ตู้มีด้านไม่ขนานกัน ทำให้เสียงเป็นธรรมชาติ ชัดเจน ฟังสบาย อบอุ่น ทั้งยังให้น้ำเสียงสมดุลมีพละกำลัง ให้เบสที่เหมาะกับห้องฟังเพลงขนาดทั่วไปได้เป็นอย่างดี เหมาะกับแอมป์คุณภาพสูง ทั้งแบบ Solid State Class A/B, Class D และแอมป์หลอด ตัวขับเสียงแหลมใช้เป็นโดมผ้า และวูฟเฟอร์กรวยเส้นใยธรรมชาติ ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ส่วนในการออกแบบลำโพงคู่นี้ โดยทีมวิศวกรเดนมาร์กมากประสบการณ์มาอย่างยาวนาน คุณสมบัติหลักให้การตอบสนองความถี่ 36Hz – 26kHz ความไว 2.83V / 1m อยู่ที่ 85dB และมีค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม ให้ความดังสูงสุด SPL : 105dB ใช้จุดตัดครอสโอเวอร์ 2600Hz ตู้แบบเปิด Bass reflex ท่อพอร์ตด้านหลังตู้ ขั้วลำโพงแบบซิงเกิ้ล ในการออกแบบสำเร็จจากโรงงาน ตู้ TIFA 6 แม้จะดูจากภายนอกเป็นสองส่วน มีส่วนสีแดง - ดำ แต่จะมีพื้นที่ภายใน หนึ่งห้องใหญ่ (single internal chamber) สำหรับทั้งทวีตเตอร์ (tweeter) และ วูฟเฟอร์ (woofer) จะไม่มีผนังกั้นแยกเฉพาะในตู้ เพื่อแบ่งออกเป็นห้องของทวีตเตอร์ และวูฟเฟอร์แต่ละตัว มีการใช้วัสดุดูดซับเสียงภายในเพื่อช่วยลดคลื่นสะท้อนและปรับเสียงให้ดีขึ้น Tweeter แบบผ้าโดมผ้าอ่อนหรือ Soft Fabric Dome ขนาดประมาณ 1 นิ้ว โดยรุ่นที่ใช้คือ SB26ST-C000-5 และวูฟเฟอร์ (Woofer / Mid-Bass) มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 6 นิ้ว รุ่น SB16PFCR25-4 • สำหรับในส่วนที่สองที่เรานำมาจัดคู่กันนั้นเป็นทั้งลำโพงแอคทีฟรองรับความถี่ต่ำและเป็นตู้ให้ลำโพงหลักได้วางซ้อนได้ คือ Bass Module Weava Core Terra8 Weava Core Terra8 จัดเป็น Active Bass module ที่มีตัวขับเสียงเพียงตัวเดียว โดยทาง Pyramid Lifestyle Technology ได้เลือกใช้ Woofer ของ Scanspeak ที่มีขนาด 8 นิ้ว Weava Core Terra8 วางตำแหน่งการยิงเสียงตรงแบบ Direct ผลักอากาศมาทางด้านหน้า ภายในวางวงจรขยายขับด้วย DSP plate amp กำลังขับ 250 watt ตู้ออกแบบทรง Truncated Pyramid ที่อ้างอิงจากการทำตู้ลำโพงที่ไม่ขนานกัน ลดคลื่นซ้ำซ้อน Standing Wave ภายใน ตัวตู้สร้างจากไม้หนา 18 มิลลิเมตร ปิดผิวด้วยลายไม้ ซึ่งสามารถเลือกผิวไม้ได้ตามสั่ง ด้านหลังของตู้มีช่องเชื่อมต่อหลากหลาย ทั้ง High Level, RCA และ XLR พร้อมสไปก์แบบยางรอง Soundcare เพื่อให้มีความมั่นคง ในการนำมาทดสอบร่วมกันในครั้งนี้ผมจะใช้การเชื่อมต่อแบบ High Level และใช้โปรแกรม DSP สำหรับปรับค่าจุดตัดและจูนอัพให้กลมกลืนกับลำโพงหลัก SB Acoustics TIFA6 จากการคำนวณทุกรายละเอียดในขนาดตู้ Weava Core Terra8 และไดรเวอร์คุณภาพสูงของ Scanspeak ทำให้ได้มาซึ่งเบสโมดูลที่โดดเด่นอีกรุ่นหนึ่ง ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ผลรวมจากการคัดสรรทั้งตัวขับเสียง การดีไซน์ตู้ ครอสโอเวอร์ และแอมปลิไฟร์นี้ ทาง Pyramid Lifestyle Technology ได้สร้างผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Weava ขึ้นมา เพื่อให้เป็นแนวทางอันชัดเจนในการวางตลาดในอนาคต เนื่องจากเป็นตัวแทนจำหน่ายไดรเวอร์ในระดับไฮเอ็นด์หลายแบรนด์ ที่พร้อมจะนำมาดีไซน์ลำโพงในนาม Weava ได้ ถ้าเราพิเคราะห์ถึงความเหมาะสมระหว่างลำโพงหลักที่วางซ้อนบนเบสโมดูล จะพบว่าตัวขับเสียงกลางต่ำของ SB Acoustics TIFA6 นั้น มีขนาด 6 นิ้ว และตัวขับเบสโมดูล Weava Core Terra8 นั้น มีตัวขับขนาด 8 นิ้ว ถือว่าขนาดใกล้เคียงกัน การจูนค่าการตอบสนองความถี่สามารถทำให้เป็นเส้นกราฟต่อเนื่องกันได้สมูทอย่างจริงจัง Test Report ผมแบ่งรูปแบบสำหรับการทดสอบนั้นออกเป็นสองสถานะด้วยกัน คือหนึ่ง ทดสอบฟังเฉพาะลำโพงตู้หลักคือ SB Acoustics TIFA6 และสอง เปรียบเทียบด้วยการนำเอาตู้เบสโมดูลมาผสมผสานเป็นซิสเต็ม SB Acoustics TIFA6 และ Weava Core Terra8 Bass Module ในสถานะนี้ที่ใช้ TIFA6 วางบนเบสโมดูล เราได้มีการใช้โปรแกรมจูนอัพเพื่อให้เบสโมดูลนั้นตัดแบ่งครอสโอเวอร์ที่มีความถี่อย่างแม่นยำเหมาะสม ความกลมกลืนของเสียงที่ลงตัวกันได้พอดีกับลำโพงทั้งคู่ให้เป็น“เนื้อเดียวกัน” ตรงนี้ถือว่าสำคัญมาก สำหรับผู้ที่จะเล่นลำโพงหลัก ผสมตู้เบสแยก เพราะลำพังแค่การจูนเพื่อให้ลำโพงมีเสียงหรือบุคลิกเดียวกัน ด้วยหูผู้ฟังอย่างเดียวไม่พอ ผลสะท้อนต่อห้องฟังในแต่ละห้องย่อมมีความละอียดอ่อนมาก ดังนั้นทาง Pyramid Lifestyle Technology จึงพร้อมไปจูนให้ผู้ซื้อลำโพง Bass Module ด้วยโปรแกรมทางเทคนิคเฉพาะทางในทุกห้องฟังเพื่อความสมบูรณ์ครับ จากการทดสอบ เฉพาะลำโพง SB Acoustics TIFA6 เป็นที่น่าพึงพอใจมากสำหรับผมนะครับ เป็นเรื่องที่น่าสนใจตรงระยะการเบิร์นช่วงแรกค่อนข้างสั้น คือใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ แบบว่าฟังทุกวัน วันละ 5-6 ชั่วโมง ก็เข้าที่เข้าทางแล้ว ผมคาดการณ์ว่าลำโพงคู่นี้ได้มีการเบิร์นอินมาก่อนหน้านี้ตามสมควร ดังนั้นก็ประเมินได้ว่า ลำโพง SB Acoustics TIFA6 ใช้เวลาเบิร์นเพียงแค่ 80-100 ชั่วโมงน่าจะพอเพียง แรกสุดชอบเสียงอิ่มๆ ของลำโพง TIFA6 ครับ แนวเสียงบุคลิกคือความอิ่มละมุน และปลายเสียงแหลมสุภาพฟังสบายในสไตล์โดมผ้า ซึ่งเข้าถึงความเป็นธรรมชาติได้อย่างดีมาก จุดเด่นที่ดูจะส่งผ่านความเที่ยงตรงและเรียบสะอาดเป็นธรรมชาติของลำโพงคู่นี้คือ โทนเสียงสมดุล เสียงกลางฟังสบายๆ ไม่บีบเค้น เป็นความสมดุลของทั้งย่านความถี่ ทำให้รู้สึกได้ว่าแหลมใสไม่เกินโทนธรรมชาติ เบสค่อนข้างพอดี แม้จะไม่ลงลึกมากแบบลำโพงตั้งพื้นก็ตาม และเสียงที่เป็นธรรมชาติที่ผมกล่าวถึงของ TIFA6 คือ เสียงที่ไม่มีช่วงความถี่ใด “อยากดังเด่นกว่าเพื่อน” ทุกย่านความถี่สนองตอบนั้น ไดรเวอร์ทั้งคู่ทำงานเท่าเทียมกัน ดนตรีจะไหลลื่นโดยไม่สะดุดหู นี่อาจจะเป็นผลรวมของการออกแบบครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กและตู้ด้วย หัวใจหลักของ TIFA6 คือความละมุน ย่านความถี่กลางถึงมิดเบสสวยมากครับ จากการทดสอบเสียงร้องเฉพาะอัลบั้มออดิโอไฟล์ รู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่มีน้ำหนักการออกเสียงของศิลปินสมจริงเป็นธรรมชาติ ให้การถ่ายทอด แม้กระทั่งลมหายใจของนักร้องและเครื่องดนตรีแบบแจ่มชัดดีมากๆ (อัลบั้มหมอนแดง ของ Tong Li) ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่า นักร้องยืนอยู่ตรงหน้า เป็นเสียงที่ไม่ใช่ถูกอัดพลังแบบบีบเค้นออกมาจากกล่อง จึงได้ “ความอิสระของเสียง” เป็นเหตุที่ทำให้ผมฟังเพลง Don't Know Much ของ Linda Ronstadt และ Aaron Neville อัลบั้มปี 1989 ได้หลายต่อหลายเที่ยวอย่างอิ่มเอมใจเลยทีเดียว TIFA6 มีไดนามิคเร้นจ์กำลังพอดี ให้พลังลึกเร้นกับเพลงแนวรุกเร้าใจหรือเพลงร็อก เพลงบรรเลงของวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ได้สมจริง ดังนั้นการเลือกดอกลำโพงคุณภาพสูง การจูน Crossover ที่ลงตัวกับดีไซน์ของตู้จึงนับว่าสำคัญมากครับ และ SB Acoustics TIFA6 ก็ส่งมอบไดนามิคให้เราอย่างเต็มสเกลเสียงจริงๆ การทดสอบในภาคที่สอง เมื่อเราใส่ระบบเบสโมดูล ที่ทำให้ลำโพง “เดินทางได้ไกล” มากขึ้น เหมือนดังคำที่ว่า เสริมปีกให้พยัคฆ์ มีการตอบสนองเสียงดนตรีเต็มไปด้วยความราบรื่นและทรงพลัง ดึงเอาเวทีเสียงแผ่กว้างลึกยิ่งขึ้น ด้วยซิสเต็มรวม SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module ในขณะที่นั่งฟังทดสอบ ผมก็ถือโอกาสสังเกตุเห็นการผลักอากาศของไดรเวอร์เสียงกลางต่ำ ของ SB Acoustics TIFA6 ที่มีขนาด 6 นิ้ว กับวูฟเฟอร์ของ Weava Core Terra8 Bass Module ขนาดตัวขับ 8 นิ้ว ผลักอากาศคู่กันได้อย่างสม่ำเสมอในทิศทางเดียวกัน เฟสราบรื่นดี ต้องขอชื่นชมว่า การออกแบบเบสโมดูล Weava Core Terra8 Bass Module ของทางทีมงาน Pyramid Lifestyle Technology เดินทางมาจนถึงขั้นที่สมบูรณ์จริงๆ เพราะเมื่อจูนอัพจากโปรแกรมในคอมพิวเตอร์แล้ว เราจะพบว่าเสียงต่ำจากดอกลำโพงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ของ ScanSpeak ในตู้ลำโพง Weava Core Terra8 Bass Module นี้ ทำงานได้อย่างผสานกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับลำโพงหลักจริงๆ อย่างไรก็ตามการเติมเบสโมดูลเข้าไปในระบบช่วงการทดสอบช่วงที่สอง ผมเน้นการฟังเพลงอันหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยทดลองเพลงแนวโปรเกรสซีฟร็อกที่โดดเด่นของ The Alan Parsons Project ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ทดสอบระบบเสียงและคุณภาพเครื่องเสียง ที่อยากให้ทุกท่านได้ทดลองใช้เป็นมาตรฐานกันคือ เพลงที่มีการบันทึกเสียงอย่างละเอียด และมีเบสหนักแน่นอย่าง "I Wouldn't Want to Be Like You", "Eye in the Sky" และ "Games People Play" อันนี้ทำให้พบศักยภาพที่แท้จริงของลำโพงมากยิ่งขึ้นครับ SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module เป็นผลรวมที่ดีสำหรับลำโพงทั้งระบบ ที่มีความสมดุลซึ่งกันและกัน ให้ผลรวมที่น่าพึงพอใจ ไม่รู้สึกว่าเป็นการผสมที่แตกต่างใดๆ นอกจากความกลมกลืนโทนัลบาลานซ์ที่สมดุลแล้ว การแสดงตำแหน่งของชิ้นดนตรี Soundstage เวทีเสียงให้ความกว้างลึกเป็นเชิงชั้นสวยงาม โดยเฉพาะการแสดงจุดตำแหน่งดนตรี (Image) แม่นยำเหมือนใช้ลำโพงตู้เดียว ทำให้ได้ความเด่นชัดและมีความโออ่าไปพร้อมกัน ซึ่งผมคาดว่าในห้องขนาดกลางถึงห้องขนาดใหญ่ลำโพงซิสเต็มนี้สามารถปลดปล่อย “อิสรภาพ” ของเสียงดนตรี อย่างสมจริงเป็นอย่างยิ่ง คือซิสเต็มลำโพงที่ให้ความเป็นธรรมธรรมชาติของเสียง ถ่ายทอดดนตรีเหมือนน้ำไหล และในช่วงที่ต้องการพลังโหมกระหน่ำของดนตรีบางประเภทก็สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์หมดจดเลยทีเดียวครับ ถือว่าเป็นอีกผลงานหนึ่งของ Pyramid Lifestyle Technology ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับออดิโอไฟล์บางท่านผู้ต้องการคุณภาพเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนจริงๆ รวมถึงนักดีไอวายระดับสูงที่อยากเห็นตัวอย่างของลำโพงซิสเต็มแบบนี้ ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะซื้อ Driver ไปประกอบด้วยตนเองก็ยังได้ครับ หมายเหตุ ผมได้ใช้ภาคขยายทั้งแอมปลิไฟร์ Pure Class A เครื่องเสียงหลอดสุญญากาศ แอมป์คลาส D สลับมาใช้งานตลอดระเวลา 2-3 สัปดาห์ ซึ่งไม่มีข้อจำกัดใดๆ สำหรับการทำงานร่วมกับลำโพงชุดนี้ แต่ที่รู้สึกว่ามีผลลัพธ์ในทางบวกมากที่สุดคือ Class A Amplifier ครับผม เพราะว่าให้เสียงได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบไม่มีอะไรที่ขาด-เกิน ให้พลังเสียงและคาแรกเตอร์ที่เดินไปสู่ความใกล้เคียงดนตรีจริง (High Fidelity) อย่างน่าประทับใจมาก อยากแนะนำว่า สำหรับผู้ที่มองหาลำโพงซิสเต็ม ที่สนองตอบเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพ จะต้องหาทางทดลองฟัง SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module โดยจัดเป็น “หมุดหมาย” เริ่มต้นเลยครับ มีอีกสิ่งหนึ่งที่อาจจะไม่ได้นำมากล่าวถึงโดยละเอียดนั่นคือ Soundcare by SEAS รุ่น SuperSpike อุปกรณ์เสริมที่ใช้รองด้านใต้ของเครื่องเสียง รองด้านใต้ของลำโพงหลัก SB Acoustics TIFA6 นอกจากนั้นในการทดสอบครั้งนี้ ยังมี Soundcare by SEAS รุ่น SuperSpike ซึ่งมีลักษณะที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากสไปก์ ตัวรองอื่นๆ ในตลาดเครื่องเสียง เพราะด้านใต้เป็นฐานยางแทนที่จะเป็นโลหะ ซึ่งรองเป็นฐานของ Weava Core Terra8 Bass Module ได้อย่างเหมาะสมลงตัวทำให้เบสนิ่งเป็นตัวตน อย่างไรก็ตามอุปกรณ์เสริมของทาง SEAS นี้ ผมจะนำมากล่าวถึงโดยละเอียดในการทดสอบเฉพาะอุปกรณ์ในลำดับถัดไปครับ SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module คือผลรวมของความอบอุ่นละเมียดละไม ด้วยเสียงที่เป็นธรรมชาติ ให้ย่านความถี่ของเสียงดนตรีที่ครบถ้วน มีพลังสนองตอบดนตรีหลายหลากสไตล์ ทั้งยังเป็นซิสเต็มลำโพงหลักและเบสโมดูลที่ทาง Pyramid Lifestyle Technology พร้อมจูนอัพให้ลงตัวได้ในทุกห้องฟังด้วยโปรแกรมที่ล้ำสมัยครับ • SB Acoustics TIFA6 ราคา 71,800.- บาท/คู่ • Weava Terra8 ราคา 114,400.- บาท/คู่ (เป็นราคาเปิดตัว Promotion พร้อมแถมขาตั้ง SoundCare M8) สนใจติดต่อทดลองฟังได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology โทร. 02 429 1236
The System : Wharfedale Super Linton Quad 33 / Quad 303 สัมผัสแห่งธรรมชาติ และพลัง อีกหนึ่งประสบการณ์ที่สมควรแก่การนำเสนอ สำหรับทุกท่านที่กำลังมองหาซิสเต็มเครื่องเสียงครบชุด ประกอบด้วยชุดปรี-เพาเวอร์ (บริดจ์โมโน) และลำโพงที่รังสรรค์รูปทรงดีไซน์ ที่เคยลือชื่อจากยุควินเทจมาสู่ความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ โดยผมจะเน้นการนำเสนอบททดสอบลำโพงเป็นหลัก เพราะเคยได้มีการเทสท์รีพอร์ต ชุดปรี เพาเวอร์ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ เรามาเข้าถึงลำโพง Wharfedale Super Linton กันเป็นลำดับแรกครับ พัฒนาการลำโพงไฮไฟซีรีส์ Heritage จาก Wharfedale ที่ใช้รากฐานจาก Model Denton และ Linton รุ่นคลาสสิก ที่ให้คุณภาพสูงระดับออดิโอไฟล์ พร้อมงานไม้ตู้ผิวไม้จริงที่สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบเสียงดนตรีหลากสไตล์ไร้ข้อจำกัด ด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ก่อนอื่นเพื่อความเข้าใจในลำดับช่วงเวลาลำโพงในซีรส์ Heritage Series ผมขอเรียงลำดับไทม์ไลน์และพัฒนาการเชิงแนวคิดของ Wharfedale ดังนี้ครับ • ยุคต้นกำเนิด Original Classics - ปี 1960 เปิดตัวลำโพงรุ่น Denton ซึ่งเป็นลำโพง Bookshelf รุ่นแรกๆ ของ Wharfedale ด้วยแนวคิด Compact, Musical, British Sound โทนเสียงเรียบสะอาดอบอุ่น - ปี 1965 นำเสนอลำโพงรุ่น Linton ที่ขยายแนวคิดจาก Denton ด้วยตู้ที่ใหญ่มากขึ้น เริ่มเป็นลำโพงแนวมอนิเตอร์เวทีเสียงกว้าง มวลเสียงมากขึ้น - ปี 1971–1973 วางตลาดลำโพงรุ่น Denton 3 ถือเป็นรุ่นสำคัญที่สุดในยุคคลาสสิกด้วยระบบ 3-Way ขนาดเล็ก เสียงกลางมีมิติและความสมดุลสูง เป็นแรงบันดาลใจโดยตรงของ Super Denton ยุคใหม่ ช่วงที่ลำโพงซีรีส์นี้ได้หายไปกับกาลเวลาคือในช่วงปี 1980-2000 โดยโรงงานได้ยุติการผลิตลำโพงเหล่านี้ไป ชื่อรุ่นจึงกลายเป็น “ตำนาน”ที่อยู่ในความทรงจำของนักฟังตลอดมา ช่วงยุคปี 2012 มีการกลับมารื้อฟื้นตำนาน Heritage อีกครั้ง ในปี 2012 การกำเนิดลำโพงรุ่น Denton 80th Anniversary ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Heritage Series ยุคใหม่ โดยการนำต้นแบบ Denton กลับมาในดีไซน์วินเทจหรือเรโทร ด้วยเทคโนโลยีใหม่ด้วยเป้าหมายการเชื่อมอดีต เข้ากับยุคปัจจุบัน - ปี 2014 ลำโพงรุ่น Denton 85th Anniversary ที่ปรับปรุงเสียงจากรุ่น 80th ให้สมดุลเสียงดีขึ้น นับเป็น Denton รุ่นที่นิยมอย่างมากในตลาดโลก - ปี 2019 เริ่มต้นยุค Linton Heritage เป็นการคืนชีพของ Linton อย่างจริงจัง ด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญของ Wharfedale คือสร้างลำโพงที่มีตู้ใหญ่ขึ้น ใช้ระบบสามทาง และดีไซน์ขาตั้งเฉพาะ - ยุค “Super” ซึ่งเป็นการดีไซน์แบบยกระดับ ไม่ใช่แค่รื้อฟื้นตำนานเท่านั้น ปี 2023 ลำโพงรุ่น Super Denton ซึ่งเปิดตัวปีเดียวกับ Super Linton เป็นการสืบสายตรงจาก Denton 3 ในรูปแบบลำโพง3-Way ขนาดกะทัดรัด - ปี 2023 ลำโพงรุ่น Super Linton ที่ทำการพัฒนาจาก Linton Heritage ด้วยการยกระดับทั้งระบบ โดยมีการปรับโครงสร้างตู้ ไดรเวอร์ ครอสโอเวอร์ สู่คุณภาพเสียงที่โปร่งกว่า เบสนิ่งและลึกกว่า เวทีเสียงกว้างลึกมาก • Wharfedale Super Linton เป็นลำโพงดีไซน์มาพร้อมขาตั้ง Stand mount ด้วยโครงสร้างลำโพง 3-way bass-reflex มี Woofer ไดรเวอร์เสียงต่ำขนาด 8 นิ้ว กรวยลำโพงที่ทอขึ้นด้วยเส้นใย Kevlar เพื่อส่งผ่านคุณภาพเสียงเบสลึกอิ่มสมจริง ในขณะที่ Midrange หรือไดรเวอร์เสียงกลางขนาด 5 นิ้ว ชนิดกรวย Kevlar cone เพื่อคงไว้ซึ่งรายละเอียดเสียงร้อง และเครื่องดนตรีที่ชัดเจน รวมถึงทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว แบบ Soft dome ให้เสียงสูงหวานและละเอียดละเมียดละไม เป็นลำโพงที่วัดค่าการตอบสนองความถี่จากห้องแล็ป ได้กว้าง 39 Hz – 20 kHz (±3 dB) ในด้านความไวถือว่าทำได้ดีมาก โดยมี Sensitivity 90 dB ที่กำลังขับ 1 วัตต์ และค่าความต้านทานระดับกลางที่ 6 โอห์ม จุดเด่นคือการออกแบบรังสรรค์ตัวตู้แบบ MDF สองชั้น ผสมผสานการอัดกาวลดแรงสั่นสะเทือน เพื่อเสียงที่ชัดเจนไม่สั่นค้างและเกิดแรงสะท้อนภายในตู้ เปรียบเทียบ Super Linton แล้ว จะมีขนาดตู้ใหญ่กว่า Linton รุ่นคลาสสิกเดิมประมาณ 50 มิลลิเมตร เพื่อให้เสียงเบสมีพื้นที่ทำงานมากขึ้น มีการตกแต่งด้วยไม้จริงและลายไม้งดงาม ให้ลุคของลำโพงซีรีส์ Heritage ดูคลาสสิก ตัวตู้มีขนาดสูงรวมฐาน 605 มิลลิเมต กว้าง 300 มิลลิเมตร ลึกรวมขั้วต่อ 350 มิลลิเมตร น้ำหนัก 19.8 กิโลกรัมต่อตู้ ดูงามสง่า พร้อมขาตั้งที่ดีไซน์มาเฉพาะรุ่นที่ลงตัว การออกแบบเต็มไปด้วยความชาญฉลาด เพราะรูปทรงคลาสสิกของต้นแบบอย่าง Denton-Linton ยังคงเป็นความปรารถนาของนักฟังที่ต้องการความสวยงามคลาสสิก และเสียงที่ตอบสนองดนตรีอันเป็นเลิศไปพร้อมๆกัน การพัฒนาการสู่ Super Linton นั้น คุณ Peter Comeau ตำแหน่ง Director of Acoustic Design ของ Wharfedale เป็นหัวหน้าทีม ได้รวมนักออกแบบชั้นหัวกระทิ นำเสนอ วิเคราะห์ วิจัย รูปแบบของ Super Linton โดยออกแบบองค์ประกอบทั้งหมดของลำโพง ตั้งแต่การปรับโครงสร้างตู้ไดรเวอร์จนถึง Crossover Network ใหม่ทั้งหมด สำหรับรายละเอียดเชิงลึกในการออกแบบทางวิศวกรรมของ Wharfedale Super Linton มีความน่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. โครงสร้างตู้ลำโพง (Cabinet Design) ที่มีขนาดตู้ใหญ่ขึ้น แต่ทรงและสัดส่วนแบบเดิม Super Linton มีตู้สูงขึ้นกว่า Linton รุ่นพื้นฐานประมาณ 40 มม. ซึ่งทำให้มีปริมาตรภายในเพิ่มขึ้น ช่วยให้กรวยวูฟเฟอร์ “ผลักอากาศอย่างทรงพลัง” มากยิ่งขึ้น และทำให้เสียงเบสลงได้ลึกกว่าเดิมที่ 32 Hz ซึ่งลึกกว่ารุ่นพื้นฐานโดยปราศจากการบิดเบือน ตัวตู้มีชั้นไม้แบบ Sandwich แบบ MDF สองชั้น พร้อมกาวลดแรงสั่นสะเทือน (Damping Glue) ซึ่งสามารถลดการสั่นของแผ่นผนังตู้ที่ไม่พึงประสงค์ ช่วยให้เสียงไม่ “ก้อง” หรือขุ่นมัวในช่วงความถี่กลางและสูง การบุฉนวนด้านในมีการใส่ Long-hair fibre และโฟมซับเสียง ที่คัดสรรตำแหน่งไว้เฉพาะจุด เพื่อลดการสะท้อนภายในและควบคุมคลื่นเสียงภายในตู้ให้นิ่งยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงเบสมี “น้ำหนัก” และ “ความแม่นยำ” มากยิ่งขึ้น โดยยังรักษาความโปร่งใสของย่านกลางและสูงไว้ได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย 2. ไดรเวอร์สำหรับขับช่วงความถี่ต่ำจะใช้วูฟเฟอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว หรือ 200 มิลลิเมตร กรวย Kevlar สีดำที่ระบบแม่เหล็ก (Motor System) ถูกออกแบบใหม่ให้มีแรงขับและพลวัตสูงขึ้น ส่งผลให้เบสสามารถลงได้ลึกและตอบสนองได้ฉับไวทันทีทันใดกว่า ส่วน Midrange หรือลำโพงเสียงกลางกรวยขนาด 135 มิลลิเมตร แบบ Kevlar cone ที่จะอยู่ในห้องหรือแชมเบอร์เฉพาะ ภายในตู้ลำโพง (Dedicated Cylindrical Chamber) ซึ่งมีชั้นวัสดุดูดซับ ออกแบบมาเพื่อยับยั้งคลื่นเสียงย้อนกลับ (back-wave) ช่วยให้เสียงร้องและเครื่องดนตรีมีความชัดใสและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ตัวขับเสียงแหลมหรือทวีตเตอร์ (Tweeter) ใช้เฟบริคซอฟท์โดม ขนาด 25 มิลลิเมตร ที่ใช้ระบบแม่เหล็กแบบเซรามิก (Ceramic Magnet) พร้อมห้องแชมเบอร์ด้านหลังรองรับความถี่สูง แยกอิสระภายในเป็นของตัวเอง ช่วยลดการสะท้อนย้อนกลับ (Rear Damping Chamber) เป็นกรรมวิธีในการปรับจูนให้ทวีตเตอร์ทำงานได้สมูธยิ่งขึ้น สามารถเพิ่มรายละเอียดและฮาร์มอนิก ของเสียงสูงโดยเสียงแหลมจะมีความบริสุทธิ์ละมุนละไมอย่างเต็มที่ มี Short Horn Profile อยู่รอบกรวยทวีตเตอร์ และFront Plate Design ที่ช่วยให้การกระจายเสียงสูง มีความกว้างและสม่ำเสมอยิ่งขึ้น โดยชุดไดรเวอร์ทั้งสามได้รับการจูนเพื่อให้ตอบสนองอย่างลื่นไหลในจุดตัดความถี่ที่ 550 Hz และ 2.5 kHz โดยไม่เกิดช่องว่าง หรือรอยต่อชัดเจนในย่านความถี่ต่างๆ 3. ระบบแบ่งความถี่ (Crossover Network) ใช้แผงวงจรแบ่งความถี่แบบแยกสองบอร์ด (Split PCB) เพื่อลดการรบกวนระหว่างวงจรความถี่ต่ำกับความถี่สูง ส่งผลให้เสียงโดยรวมสะอาดขึ้นและแต่ละไดรเวอร์ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น ใช้คาปาซิเตอร์คุณภาพสูง อินดักเตอร์หรือคอยล์ขดลวดที่ตอบสนองอย่างดีเยี่ยม และใช้การไวริ่งสายภายในเกรด Hi-Fi เพื่อให้สัญญาณเสียงที่ย่านต่างๆ ไม่ถูกลดทอนหรือปนกัน เสริมให้รายละเอียดเสียงระดับไมโครไดนามิค ชัดกว่าการออกแบบ Crossover แบบทั่วไป 4. ดีไซน์ภายนอกและงานไม้ เป็นลำโพงที่ใช้ Veneer ไม้จริง ที่ผ่านการเลือกและขัดแต่งอย่างพิถีพิถัน ไม่เพียงแค่ “ดูคลาสสิก” แต่ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับตู้ และลดการสั่นที่ไม่พึงประสงค์อีกชั้นหนึ่ง ดีไซน์ยังเข้ากันได้กับขาตั้ง Linton รุ่นเดิม ช่วยให้สามารถวางตำแหน่งลำโพงได้เหมาะสมกับการฟังโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนขนาดหรือสไตล์ห้องมากนัก นี่คือลำโพงที่ยังคงเสน่ห์ด้วยกลิ่นอายวินเทจ แต่ภายในกลับใช้เทคโนโลยีระดับสุดยอด เพื่อให้ลำโพงคู่นี้ก้าวข้ามผ่านยุคมาร่วมสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในการทดสอบครั้งนี้ เรานำมาจัดเป็นซิสเต็มร่วมกับภาคขยาย ปรี-เพาเวอร์สุดคลาสสิคย้อนยุค ในเครือ IAG ด้วยกัน ส่วน QUAD 33 และ QUAD 303 นั้น เคยมีบททดสอบก่อนหน้านี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่เว็บ https://www.thewave-online.com/article/35 การทดสอบเป็นชุดซิสเต็มร่วมกับ Wharfedale Super Linton ครั้งนี้ น่าจะมีแง่มุมประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้นครับ สำหรับชุดเครื่องเสียง ประกอบด้วย ปรีแอมป์ QUAD 33 รุ่นใหม่เป็น Preamplifier แบบอนาล็อก ที่ใช้ควบคุมแหล่งสัญญาณต่างๆ อย่างแม่นยำสูงสุด ก่อนส่งสัญญาณต้นทางไปที่เพาเวอร์แอมป์ ที่ยังคงรูปทรงแบบคลาสสิกจากรุ่นดั้งเดิม แต่มีการอัพเกรดเพื่อรองรับระบบสมัยใหม่ โดยมีอินพุตภาคไลน์ 3 ชุด รวมทั้งภาคปรีโฟโน ที่เล่นได้ทั้งหัวเข็ม MM/MC มีช่อง Balanced XLR ทั้งอินพุต เอาต์พุต สำหรับเชื่อมต่อโดยตรงกับเพาเวอร์แอมป์ QUAD 303 มีช่องต่อหูฟัง และภาคขยายเฉพาะมาให้ด้วย ด้วยความสง่างดงามตัวเครื่องขนาดย่อมๆ สีเทาคลาสสิกเล็กกะทัดรัดพร้อมจอ LCD ไฟส้มและปุ่มกดแสดงสถานะ รวมถึงรีโมตคอนโทรลมาอย่างครบครัน ขนาดเครื่อง QUAD 33 กว้าง 258 มม. สูง 82.9 มม. ลึก 165 มม. แค่เห็นก็ยอมรับว่าเทคะแนนความชื่นชมให้เต็มหัวใจ ออกแบบได้คลาสสิกจริงๆ QUAD 303 Power Amplifier เพาเวอร์แอมป์วงจรขยาย Class AB ที่ออกแบบคงรูปทรงคลาสสิกเอาไว้อย่างมั่นคง ใช้เทคโนโลยี Symmetrical Triples Output Stage ซึ่งให้เสียงละเอียด และมีความผิดเพี้ยนต่ำ ให้พลังงานเพียงพอกับลำโพงทั่วไป แม้จะระบุกำลังขับไม่สูง ที่ 2 × 50 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 2 × 70 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม แต่ขับเสียงทั้งลำโพงยุคปัจจุบัน และยุควินเทจได้ลงตัว ที่สำคัญในกรณีการทดสอบครั้งนี้ ผมได้นำมาทำการ Bridged mode ให้ได้กำลังขับ 140 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์มหรือ 170 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม (ต่อเครื่อง) มีช่องต่ออินพุตทั้งแบบ RCA และ Balanced XLR มาครบถ้วนให้เลือกใช้งาน QUAD 303 เพาเวอร์แอมป์ ที่มีขนาดเครื่องที่ออกแบบในแนวตั้ง คลาสสิก ดูสวยสง่า กว้าง 120 มม.สูง 176 มม.และลึก 325 มม. ปุ่ม Power สีส้มเหมือนปรีแอมป์รุ่น 33 เสมือนหนึ่งเนื้อเดียวกัน การออกแบบเพาเวอร์แอมป์ รุ่น 303 ใหม่นี้ ยังคงลักษณะเสียงแบบอนาล็อกอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ เหมือนรุ่นคลาสสิก แต่มีความนิ่งและสะอาด ชัดเจนมากขึ้นยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน มีอินพุตสมัยใหม่ เช่น Balanced XLR, รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ยุคใหม่ สามารถทำงานร่วมกันโดยใช้ 12 V trigger เพื่อเปิด/ปิดอัตโนมัติ Test Report นี่คือการจัดเข้าชุดเครื่องเสียงระหว่างลำโพงและภาคขยายที่ลงตัวกันมาตั้งแต่แรก มีความสมบูรณ์โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ว่ามันจะไปกันได้ดีหรือไม่ อย่างไร เพราะทีมออกแบบลำโพง Super Linton และทีมออกแบบแอมปลิไฟร์ QUAD 33/QUAD 303 ทำงานใกล้ชิดกันตลอดเวลาอยู่แล้ว มาตรฐานของ Wharfedale Super Linton ก็ได้ใช้แอมปลิไฟล์ชุดนี้เป็นเรฟเฟอร์เรนซ์อ้างอิงอยู่แล้วครับ และเราก็เลือกที่จะใช้เพาเวอร์ QUAD 303 บริดจ์โมโน สองตัวคู่ เพื่อให้การทำงานมีพลังขับเคลื่อนสูงสุดในการขับลำโพง เป็นไปตามคำแนะนำของผู้ออกแบบแอมปลิไฟร์และลำโพง ผมชื่นชอบความเป็นตัวเองของ Wharfedale Super Linton เป็นอย่างมาก เพราะนี่คือลำโพงที่มีรูปทรงที่แตกต่างไปจากลำโพงอื่นๆ ในท้องตลาดอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะสัดส่วนของความกว้างและความลึก อาจจะใกล้เคียงลำโพงอังกฤษทั่วไป แต่สัดส่วนความสูงจะสูงกว่าปกติเล็กน้อย นี่ก็คือเหตุผลที่จะต้องใช้ขาตั้งของเขาเองซึ่งมีความสูงเพียง 44 เซนติเมตร ในขณะที่ลำโพงหน้ากว้างเท่าๆ กัน มักจะใช้ขาตั้งสูง 60 เซนติเมตรขึ้นไป ลำโพงซึ่งเป็นทรงเรโทรย้อนยุคแต่กลับแฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีของเสียงล้ำสมัยที่บรรจุอยู่ภายในอย่างปราณีตเข้มข้นเลยทีเดียว ด้วยจุดประสงค์ที่ทำให้เราฟังเพลงย้อนไปในยุคอนาล็อก จนถึงเพลงยุคปัจจุบันโดยไม่มีขีดจำกัดใดๆ ดีไซน์ในแบบที่เมื่อคุณต้องการความอิ่มอุ่นละเมียดละไม ลำโพงสามารถให้คุณได้ หรือต้องการความมีชีวิตชีวาเบิกบาน ลำโพงก็ให้คุณได้เช่นกัน มีข้อแนะนำที่สำคัญประการหนึ่ง ก็คือควรจะซื้อลำโพงพร้อมขาตั้งของเขาเองจะดีที่สุด นี่เป็นขาตั้งเฉพาะทาง ที่ทำจากโลหะพ่นเคลือบสีดำด้าน และมีชิ้นไม้ประกอบอย่างสวยงามเป็นแผ่นเพลทรองอยู่ด้านล่าง ดีไซน์ขาตั้งจะเป็นผู้กำหนดให้วางตำแหน่งลำโพงแล้วได้ความสูงเหมาะสม ซึ่งช่วยให้ทวีตเตอร์อยู่ในระดับหู ในขณะนั่งฟังส่งผลให้เสียงกลาง–แหลมชัดและสมจริงยิ่งขึ้น ช่วยลดการสั่นสะเทือนจากพื้นและจากตู้ลำโพง และเท่ห์ไปอีกแบบที่ช่องโปร่งๆ นั้น ใช้เก็บแผ่นเสียง (LP) หรืออุปกรณ์เล็กๆ ในช่องด้านล่าง ทำให้ดูเหมือนเฟอร์นิเจอร์หรือตู้วินเทจมากขึ้น • การเซ็ตอัพระยะห่างของลำโพง ลงตัวที่สุดในห้องฟังของผมคือ 2.15 เมตร ลำโพงห่างผนังด้านข้าง 0.70 เมตร และห่างผนังหลัง 0.95 เมตร เป็นระยะที่เหมาะสมกับการได้มาซึ่งโทนัลบาลานซ์ที่ดี และเสียงทุกย่านความถี่สมดุล เสียงเบสลอยมาเป็นตัวตนที่ดี หลังจากทดสอบฟัง และขยับปรับตำแหน่งหลายรอบ ผมมีข้อแนะนำในการเซ็ตตำแหน่ง Super Linton ก็คือ ควรตั้งลำโพงในลักษณะ “หน้าตรง” เสมอ อย่าทำการโท-อิน คือตั้งให้ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ และระยะที่คุณนั่งห่างลำโพงออกมา สัมพันธ์กับระดับความดังที่คุณต้องการ ก็จะได้ทั้งอิมเมจ ซาวนด์สเตจ ที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอนครับ การโท-อินจะมีผลกระทบต่อเวทีเสียงที่แคบลงโดยง่าย จึงไม่แนะนำให้ทำครับ ดูจากภายนอกอาจจะคล้ายกับลำโพงรุ่น Linton แต่ภายในลำโพง Wharfedale Super Linton ได้มีการปรับปรุงวงจรครอสโอเวอร์อย่างมาก โดยแยกอิสระ ใช้แผงวงจรครอสโอเวอร์ถึงสองแผง โดยครอสโอเวอร์ของรุ่น Super นั้น ได้ใช้ตัวเหนี่ยวนำคุณภาพดีกว่า ขดลวดคุณภาพดีกว่า รวมทั้งสายเคเบิลสำหรับไวริ่งที่มีคุณภาพดีกว่าอีกด้วย แตกต่างจากครอสโอเวอร์แบบแผงเดียวที่ดูเรียบง่ายของรุ่น Linton ด้านหลังของลำโพงใช้ขั้วต่อสายลำโพงแบบใหม่ที่ใช้สำหรับรุ่น Super ระบุอักษรเล็กๆ ว่าลำโพงตู้ไหนเป็นด้านซ้าย LEFT หรือด้านขวา RIGHT ผมเบิร์นลำโพงอยู่หนึ่งสัปดาห์ ทั้งที่ทราบว่าลำโพงคู่นี้มีการเปิดทดลองมาบ้างแล้วจากทาง Hi Fi Tower และนั่งมองอยู่ 2-3 วัน ว่าผมจะถอดตะแกรงผ้าด้านหน้าออกได้ไหม ทำอย่างไร จะได้ทดสอบ เปรียบเทียบ การใส่หรือการถอดหน้ากากได้ว่า เสียงเปลี่ยนแปลงไหม? ซึ่งทำได้ยากมากในตอนแรกเพราะหน้ากากยึดแน่นจริงๆ นิ้วมือไม่อาจดึงออกมาได้ ต้องมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อความปลอดภัย ไม่ให้เกิดอะไรเสียหาย จึงนำเอาไม้บรรทัดโลหะขนาดความยาว 6 นิ้ว มาค่อยๆ สอดและเลาะไปตามขอบมุมเบาๆ ทีละนิด พบว่าก็สามารถถอดได้โดย “สวัสดิภาพ” เมื่อเห็นภายในที่หน้าแบบเฟิล จึงเข้าใจทันที เพราะ Super Linton มีตัวล็อกหน้ากากอยู่ถึง 6 จุด ทำให้ค่อนข้างแน่นหนาและถอดยากเป็นพิเศษนั่นเอง ผลการทดสอบของผม ขอเรียนว่าระหว่างการใส่หน้ากาก และการถอดหน้ากากออก การเปลี่ยนแปลงมีน้อยมาก ก็อาจจะมีผลบ้างที่ช่วงความถี่เสียงกลางแหลมที่ซอฟท์ลงเล็กน้อยเมื่อปิดผ้าหน้ากาก แต่อิมเมจเสียงยังคงแม่นตรงครับ ดังนั้นตลอดการใช้งานผมจะเน้นการปิดผ้าหน้ากาก เพราะทำแบบนี้ผมคิดว่าโทนัลบาลานซ์ลงตัวดีนั่นเอง ส่วนท่านใดจะไปเปิดหน้ากากฟังก็ไม่ได้ผิดกติกาอะไรนะครับ อาจจะทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้นที่ได้เห็นความสวยงามของแบบเฟิลและตัว Driver ทั้งสาม ซึ่งทำงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และปลายแหลมจะเปิดอีกนิดๆ ระยะเวลาของการเบิร์นลำโพงนั้น มีนักทดสอบต่างประเทศเขาได้แจกแจงไว้ว่าลำโพงรุ่น Super Linton มีระยะเวลาการเบิร์นอินนานกว่าลำโพงรุ่น Linton บางคนบอกว่ารุ่น Super จะใช้เวลาเป็นสองเท่าเลยทีเดียว แต่สำหรับในการเบิร์นของผมแล้วคิดว่ามันลงตัวเข้าที่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 100-150 ชั่วโมงเป็นพื้นฐานครับ ข้อสังเกตสำหรับท่านที่ได้ลำโพงแบบ “แกะกล่อง” ใหม่ ก็คือเสียงของลำโพงในช่วงกลางแหลมอาจจะพยศเล็กน้อย นอกจากเสียงที่มีชีวิตชีวาและทรงพลังแล้ว เสียงแหลมในช่วงแรกจะมีเสียง “ซซซ” ปลายแหลมสุดมากเกินไปสักเล็กน้อยในย่านเสียงร้อง โดยเสียงที่เป็นส่วนเกินนี้ จะลดลงอย่างรวดเร็ว และคงที่เมื่อเบิร์นไปราวๆ 20 ชั่วโมงเท่านั้น สามารถสังเกตได้เลย ถึงความผ่อนคลายและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นและเมื่อเบิร์นไปเกิน 100 ชั่วโมง คุณจะพบว่าทุกเสียงจะ “คงที่” โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก คาแรกเตอร์และน้ำเสียงเป็นอย่างไรบ้าง? นับตั้งแต่แรกเริ่มแล้วนะครับที่นั่งฟังอย่างจริงจัง พบว่าเป็นลำโพงที่มีสำเนียงที่น่ารักมาก คือเราสามารถเข้าถึง Detail หรือรายละเอียดของเสียงดนตรีได้อย่างผ่อนคลายในทุกช่วงความถี่ อาจจะพูดว่านี่คือลำโพงที่เป็นมิตรกับผู้ฟังมากที่สุดคู่หนึ่งตั้งแต่เคยทดสอบมา ทำให้ผมนึกถึงคำว่าเสียงสุภาพแบบผู้ดีอังกฤษขึ้นมาทันที ย่านความถี่กลางแหลมสวยงาม ราบรื่น เบสอิ่มเอมพอดีๆ ไม่บีบเค้น มีแต่ความผ่อนคลายอย่างน่าทึ่ง อย่างไรก็ตาม Super Linton ไม่ได้เป็นลำโพงที่สร้างมาเพื่อฟังผ่านไปแบบเพลินๆ เรื่อยๆ เพราะในความสุภาพอิ่มละมุนนั้น ก็สามารถแสดง รายละเอียดเต็มเปี่ยมพร้อมความมีชีวิตชีวาของดนตรีเสียงที่รุกเร้า หรือพลังที่โดดเด่นของเพลงบางประเภท ทั้งวงออเคสตร้า และเพลงแนวร็อค ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก (Turn of the Tide : Barclay James Harvest , Erich Kunzel Cincinnati Pops Orchestra : Happy Trails & Round-Up) จากอัลบั้มเหล่านั้น ผมพบว่าลำโพงให้การถ่ายทอดเสียง ที่มีชีวิตชีวาเป็นธรรมชาติอย่างยิ่งครับ Super Linton จาก Wharfedale เมื่อจับคู่กับปรี-เพาเวอร์ QUAD 33 และ QUAD 303 ถือว่าเข้ากันอย่างลงตัว เหมือนออกแบบมาเพื่อกันและกันจริงๆ ครับ โดยเฉพาะการบริดจ์เพาเวอร์แอมป์ ใชัเป็นสองตัวคู่แบบ Mono พลังที่ส่งผ่านมายังลำโพง นับว่าควบคุมได้ทุกระดับความดัง พร้อมทั้งความอิ่มเอมแนบเนียนยิ่งไม่ว่าจะฟังไปยาวนานเพียงไร ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมทดลองฟังลำโพง Super Linton แล้ว เหมือนไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาทดสอบเลย คือลำโพงกับเรา ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีงามตั้งแต่แรก เข้าถึงง่าย ฟังง่าย และก็เต็มไปด้วยรายละเอียด ระยิบระยับอย่างน่าชื่นชม ทุกเสียงมีความพอดีอยู่เสมอ หาอะไรที่ขาด หรือเกินแทบไม่ได้เลย นี่คือเสียงธรรมชาติเนื้อแท้ครับ เสียงเบสอิ่มมีความเป็นตัวตน แม้จะวางห่างผนังมากกว่า 1 เมตรขึ้นไปก็ยังให้เบสเต็มสเกลน่าประทับใจ ในทางตรงกันข้าม แม้จะวางชิดติดผนัง ถึง 50 เซนติเมตร เบสก็ไม่พร่าบวม เรียกว่าการออกแบบท่อเบสคู่ที่ด้านหลัง แต่ทำให้ส่งผลกระทบต่อผนังไม่มากเลยครับ เรียกว่าพร้อมสำหรับความยืดหยุ่นในการใช้งาน ในห้องขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ โดยโทนเสียงต่ำจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ความสามารถถ่ายทอดมิติของเสียงดนตรีทำได้ดีเยี่ยมมากครับ ฮาร์โมนิคหรือความฉ่ำหวานรอบๆ ชิ้นดนตรี ทำให้สัมผัสถึงความสมบูรณ์แบบที่สตูดิโอบันทึกมา แสดงผลเวทีเสียง ที่มีด้านหน้าและบรรยากาศส่วนแบ็คกราวนด์หลัง เชิงชั้น ลดหลั่นของตำแหน่งดนตรีได้เกินกว่าที่เราคาดหวังมากทีเดียว (Janis Ian : Breaking Silence และ Holly Cole Trio : Don't Smoke In Bed) ในการฟังเพลงทุกประเภท พบว่า Wharfedale Super Linton ทำได้ดี และปราศจากข้อจำกัดเรื่องของสไตล์เพลง ทำให้การฟังมีความกว้างขวางอย่างมาก และน่าชื่นชมที่เพลงร้องที่มีความจำเพาะเจาะจง หรือมีความโดดเด่นของศิลปินผู้ขับร้อง ลำโพงแสดงคาแรกเตอร์ได้อย่างแม่นยำเที่ยงตรงและสมจริงกับบุคลิกเฉพาะของศิลปินแต่ละท่าน รวมทั้งเพลงแนวสบายๆ แบบคันทรีที่ผมชอบเป็นพิเศษ ทำให้การฟังลำโพงคู่นี้ รู้สึกอินกับเสียงขับร้อง จนต้องฮัมเพลงตามไปด้วย (Greatest Hits : Kenny Rogers, We Must Believe in Magic : Crystal Gayle) ถ้าหากถามว่าชื่นชอบลำโพงคู่นี้ที่ตรงไหนมากที่สุด ก็คงจะเป็นเรื่องของการให้ “สเกลสัดส่วน” ของชิ้นดนตรีได้ดี และสมจริงมากๆ นั่นเอง ผมยกตัวอย่างเช่น เพลงๆ หนึ่งอาจประกอบขึ้นด้วยดนตรีหลายชิ้น เมื่อมีการบันทึกเสียงที่ดี (จากอัลบั้มระดับออดิโอไฟล์) จะพบว่าเสียงทรัมเป็ต ไวโอลิน เปียโน กีต้าร์ กลอง เบส ดับเบิ้ลเบส อัตราส่วนของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นนั้นมีสัดส่วนที่ถูกต้อง ไม่เบี่ยงเบน ไม่มีอะไรที่มากไป น้อยไป เฉกเช่นตอนที่เรามีประสบการณ์การฟังดนตรีจริงที่มาบรรเลงต่อหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องชมเชยการทำงานของมิดเร้นจ์ ต่อเนื่อง ไหลลื่น กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน กับวูฟเฟอร์และทวีตเตอร์ ถือว่า การออกแบบครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ระบบสามทางแบบใหม่นี้ ทำงานได้ราบรื่นมาก การให้ความรู้สึกถึงความชัดเจน ที่มีทั้งความตื้น-ลึก มีเลเยอร์ ของเวทีด้านหน้าและแบ็คกราวนด์หลัง ทำได้ดีมาก เราสามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างดังกล่าวนั้นได้ทุกช่วงเวลาที่นั่งฟัง นี่คือลำโพงซึ่งกระจายเสียงได้กว้างลึก อิสระ โฟกัสเสียงร้องโดดเด่นเป็นพิเศษ สนองตอบความมีน้ำหนักหรือความทรงพลังของเสียงกลางได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่ชอบฟังเพลงร้องจากเสียงศิลปินกับเครื่องดนตรีน้อยชิ้น จะรู้สึกทึ่งเลยทีเดียว กับเสียงที่หลุดลอยออกมาจากลำโพง (Rebecca Pidgeon - The Raven) Wharfedale Super Linton เป็นลำโพงที่มีความพอดีในทุกย่านความถี่ คือเราไม่รู้สึกว่าอะไรที่น้อยไป หรืออะไรที่มากเกินไป ทำให้มั่นใจได้ว่าเราอยู่กับพลังแห่งเสียงดนตรีจริง ที่ฟังยาวนานเท่าใดก็ได้ จะไม่รู้สึกเบื่อล้าเพราะทุกเสียงล้วนกลั่นกรองออกมาได้เป็น “ธรรมชาติ” จริงๆ และพลังไดนามิคแรงๆ ของดนตรียุคใหม่ที่ได้จากลำโพง มีความนิ่งปราศจากการเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน หรือเบสที่มีน้ำหนักแรงๆ ก็ดูจะกระชับพอเพียง ไม่สั่นไหว อันเนื่องจากการดีไซน์ตู้แบบสองชั้นที่ทีมงาน Wharfedale เชื่อมั่นว่าจะสร้างปรากฏการณ์ที่ดีที่สุดในการมอบความถี่ต่ำ นั่นคือทั้งหมดที่ผมประทับใจในลำโพง Wharfedale Super Linton แต่ถ้ากล่าวถึงผลโดยรวมทั้งซิสเต็มแล้ว Quad เป็นชุดเครื่องเสียงที่ ให้เสียงที่ลงตัวพอดีๆ มีชีวิตชีวา น่าจะพิจารณาใช้กับลำโพง Super Linton อย่าง QUAD 33 และ 303 เป็นอันดับเริ่มต้นเช่นนี้ ทุกอย่างดูสมเหตุสมผล หรือเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม เพราะทั้งลำโพงและปรี-เพาเวอร์ให้เสียงโทนอุ่นธรรมชาติที่เข้ากันได้ดีมาก เสียงที่นุ่มนวลในย่านเสียงกลางและเสียงสูง พร้อมด้วยความอิ่มเอมน่าประหลาดในการขับเสียงเบส ช่วยให้ได้เสียงโดยรวมที่สมดุล ลงตัวพอดิบพอดี ผู้ฟังจะสัมผัสกับความไพเราะ ที่ไม่ทำให้เหนื่อยล้าได้ในทุกช่วงเวลาและในทุกๆ วัน แอมปลิไฟร์มีส่วนผลักดันให้เสียงร้องของลำโพงมีความเป็นธรรมชาติ ไม่เรียบแห้ง และรายละเอียดชัด โดยเฉพาะเพลงอะคูสติกหรือคลาสสิกจะได้อารมณ์ “เหมือนอยู่หน้าศิลปินจริงๆ” ซิสเต็มทั้งชุด อาจเป็นที่ปรารถนาแห่งชีวิต เสียงให้ความเด่นที่อารมณ์และการแยกเลเยอร์เสียงได้ดี ซึ่งทำให้เพลงทุกแนวมีโทนเสียงที่ “ธรรมชาติ” โดยไม่หวือหวา เป็นชุดเครื่องเสียงที่ทำให้เราคิดถึงว่า เมื่อเสร็จภารกิจประจำวันอย่างอื่นแล้ว ได้มานั่งลงตรงหน้ากับชุดเครื่องเสียงชุดนี้ Wharfedale Super Linton , QUAD 33/303 ก็จะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย จิตใจโลดแล่นไปกับเสียงดนตรีที่ชื่นชอบ เหมือนการอยู่กับ Natural Sound ที่ใกล้ชิด และเต็มอิ่มกับเสียงธรรมชาติ เป็นซิสเต็มที่สมบูรณ์แบบ และสร้างทุกแรงบันดาลใจในเสียงดนตรีโดยไร้ขีดจำกัดใดๆ สัมผัสแห่งพลังธรรมชาติ ที่ผ่อนคลาย มีชีวิตชีวา ในความจริงแท้ของเสียงดนตรี กับเครื่องเสียงซิสเต็มนี้ ผมถือว่าคุ้มค่าทุกช่วงเวลา และน่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมด้วยกันตลอดไปครับ Reference: • Audiolab 9000CDT CD Transport • NAD M51 DAC • NAD C588 Turntable • Life Audio Signature Mellow Wharfedale Super Linton + Stand ราคาพิเศษ 85,000.- บาท Quad 33 ราคาพิเศษ 54,000.- บาท/ตัว Quad 303 ราคาพิเศษ 54,000 บาท/ตัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
KEF Muo PORTABLE BLUETOOTH HIFI SPEAKER เสียงใหญ่ ในขนาดย่อม และเปี่ยมด้วยคุณภาพระดับออดิโอไฟล์ สวยงามกะทัดรัดเสียงน่าทึ่งในรอบทศวรรษ ต้องยกให้ลำโพงพกพารุ่นนี้เลยครับ นั่นคือ Muo ที่ได้รับการออกแบบโดย Ross Lovegrove และได้รับการพัฒนาเชิงวิศวกรรมโดย KEF ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ Lovegrove เรียกขานว่า “Organic Essentialism” ปรัชญาแห่งถ่ายทอดจังหวะดนตรีและความกลมกลืนของย่านความถี่เสียงอย่างธรรมชาติของรูปทรงที่งดงาม เหมาะกับไลฟ์สไตล์นักฟังเพลงยุคใหม่ Muo รุ่นเดิมเคยออกวางตลาดเมื่อปี 2015 ซึ่งได้ถูกพัฒนาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในรุ่นปี 2025 นี้ ด้วยขนาดเพียง 216 × 82 × 59 มิลลิเมตร น้ำหนัก 740 กรัม ผลิตจากวัสดุอลูมิเนียมเกรดพรีเมียม ในรูปทรงที่ย่อส่วนจากลำโพงสุดขอบไฮเอ็นด์รุ่น KEF Muon รุ่นใหญ่มาสู่ขนาดที่ “พกพา” ได้ พร้อมสายคล้องที่เหมาะกับทุกการใช้งาน KEF Muo ลำโพงบลูทูธแบบพกพาระดับพรีเมียม ที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง KEF นำเสนอด้วยไดรเวอร์ Racetrack และเทคโนโลยี P-Flex Surround และจุดที่ถือว่าเป็นหัวใจระบบคือ Music Integrity Engine (MIE) อันเป็นอัลกอริทึม DSP เอกสิทธิ์เฉพาะของ KEF ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์และรายละเอียดของเสียงได้สมจริงยิ่งขึ้น พร้อมความทนทานระดับ IP67 ที่กันน้ำและฝุ่น และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน ทำให้ Muo พร้อมไปได้ในทุกสถานที่ ในทุกการเดินทาง มีให้เลือก 7 สีสันสดใส ที่สะท้อนไลฟสไตล์เฉพาะบุคคล คือ Silver Dusk, Amber Haze, Orange Moon, Blue Aura, Moss Green, Cocoa Brown และ Midnight Black Muo มาพร้อมระบบไร้สาย Bluetooth 5.4 aptX Adaptive รองรับ Codec คุณภาพสูง aptX Adaptive, AAC และ SBC รวมถึงรองรับการจับคู่แบบ True Wireless Stereo (TWS) เมื่อใช้ลำโพง 2 ตัวร่วมกัน เพื่อเสียงระดับไฮไฟ และมีความหน่วงต่ำ มีไมโครโฟน Built-in พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนและลดเสียงสะท้อน สำหรับรับสายโทรศัพท์หรือคำสั่งเสียง ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จะมีระยะเวลาการเล่นได้ยาวนานสูงสุด 24 ชั่วโมง ที่ระดับเสียงปานกลาง หรือสามารถชาร์จด่วน 15 นาที ฟังได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง กันน้ำและกันฝุ่นทนทานต่อสภาพอากาศในระดับ IP67 เหมาะกับสภาวะอากาศตั้งแต่ -20°C ถึง 45°C ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ริมสระหรือทริปตั้งแคมป์ก็พร้อมสรรพทุกความมั่นใจ จุดสังเกต รุ่นใหม่ปี 2025 ใช้ไดรเวอร์สองแบบแยกชัดเจน โดยมีไดรเวอร์เบส/กลาง แบบ Racetrack รูปวงรีขนาด 58 × 117 มม. มีเทคโนโลยี P-Flex Surround เพื่อการเคลื่อนที่ของกรวยที่แม่นยำและเบสลงได้ลึกกว่า พร้อมทวีตเตอร์โดมแยกเฉพาะ สำหรับย่านความถี่สูง ให้เสียงแหลมที่คมชัดรายละเอียดสูง ส่วนแอมปลิฟายเออร์ภายในใช้ภาคขับเสียงแบบ Class D คู่ โดยแยกอิสระ 10 วัตต์ สำหรับทวีตเตอร์ และ 30 วัตต์ สำหรับไดรเวอร์กลาง-เบส (Racetrack) สามารถโหลดแอปควบคุม KEF Connect (iOS/Android) สำหรับจัดการตั้งค่า, ปรับแต่งเสียงเลือก EQ, และอัปเดตเฟิร์มแวร์ มีพอร์ต USB-C ชุดเดียว ที่ใช้ทั้งสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และเล่นเสียงแบบมีสาย รองรับสัญญาณเสียงสูงถึง 48 kHz/24-bit เมื่อใช้ USB-C (ขึ้นกับอุปกรณ์ต้นทาง) Preview เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจครับ เพราะนานๆ ทีจะได้ฟังลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดย่อม แล้วให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจถึงขนาดนี้ เอาเป็นว่าได้ยินเสียงแรกก็ตะลึงเลยเหมือนกันครับ นอกจากรายละเอียดที่ดี เสียงเบสลึกอิ่มๆมาจากไหน? โดยแรกสดุผู้ผลิตระบุเอาไว้ที่ 43 Hz – 20 kHz นั้นไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อได้ฟังจริงๆ ต้องถือว่าน่าทึ่งมากๆ ครับ สำหรับการใช้งานทั่วไป KEF Muo นี้ มีขั้นตอนง่ายมากครับ มือใหม่ก็สามารถใช้งานได้ทันที ระบบคอนโทรลหลักอยู่บนหลังลำโพง ส่วนปุ่มบลูทูธวางตำแหน่งที่ด้านหลังลำโพง มีปุ่มยางเล็กๆ ช่วยให้วางได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอนได้อย่างมั่นคงเพื่อสัมผัสพื้นผิวทั่วไป เริ่มใช้งานครั้งแรก ให้กดปุ่ม Power ที่ด้านบนของตัวลำโพงค้างไว้ประมาณ 3 วินาที จนไฟ LED ติดค้าง แสดงสถานะพร้อมใช้งาน นี่คือจุดเริ่มต้นก่อนจะเชื่อมต่อหรือจับคู่ใดๆ จากนั้นเสียบสาย USB-C เข้าที่พอร์ตด้านหลังของ Muo ในกรณีเล่นเพลงจากคอมพ์ หรือต้องการชาร์ตไฟ โดยปลายสายอีกด้าน เสียบเข้ากับอะแดปเตอร์หรือพอร์ต USB ในคอมพิวเตอร์ ไฟ LED จะแสดงสถานะ กำลังชาร์จ เมื่อชาร์จเต็มแล้วใช้งานได้ยาวสูงสุด 24 ชม. (ขึ้นอยู่กับระดับเสียง) เคล็ดลับก็คือชาร์จ 15 นาที ก็ได้เวลาเล่นเพิ่ม 3 ชั่วโมงแล้ว วิธีการจับคู่ Bluetooth กับอุปกรณ์สมาร์ทโฟน เมื่อเครื่องเปิดอยู่ ให้กดปุ่ม Bluetooth Pairing ที่ด้านหลังไฟ LED จะกระพริบสีน้ำเงิน แสดงว่าลำโพงพร้อมจับคู่ ให้เปิด Bluetooth ในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เลือกอุปกรณ์ชื่อ “KEF Muo” จากรายการเมื่อเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว ไฟ LED จะคงติด สีน้ำเงินค้างอยู่ จากนั้นก็เริ่มเล่นเพลงจากแหล่งที่มาจากสมาร์ทโฟนได้เลย ของผมจะเน้นไปที่ Youtube – Spotify และ TIDAL เป็นหลักครับ เพราะมีเพลงหลากลหายสไตล์คุณภาพดีๆ ที่ฟังเป็นประจำ ถ้าคุณอยากใช้สาย USB-C เพื่อเล่นเสียงจากคอมพิวเตอร์ ให้กดปุ่ม Bluetooth 2 ครั้ง เพื่อสลับการใช้งาน โดยโหมดไฟ LED จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเมื่ออยู่ในโหมด USB-C และกดอีกครั้งเพื่อย้อนกลับไปยังการใช้งาน Bluetooth การวางลำโพงและปรับระดับเสียง ให้ดูจากปุ่มด้านบนของตัวลำโพงจะมีปุ่ม Volume + (เพิ่มเสียง) Volume – (ลดเสียง) ปุ่ม Power ใช้สำหรับเปิด/ปิด … ปุ่มสามขีดนี้ สำหรับเลือกฟังก์ชั่น กรณีจับคู่สเตอริโอ TWS โดยใช้ 2 ตัว ซึ่งผมทดสอบการจับคู่ลำโพงแบบสเตอริโอแล้วบอกได้เลยว่ายิ่งประทับใจแบบคูณสองครับ วิธีการจับคู่ก็ง่ายมาก ไม่ต้องอาศัยแอปแต่อย่างใด โดยเปิด KEF Muo ทั้งสองตัวใช้งานพร้อมกัน หลังจากนั้นบนตัวแรก ให้กดปุ่ม Function + Bluetooth (ด้านหลังลำโพง) พร้อมกันค้างไว้ เพื่อรีเซ็ตและตั้งเป็นลำโพงแชนแนลขวา จากนั้นก็ทำเหมือนกันบนตัวที่สอง เพื่อให้เป็นลำโพงแชนแนลซ้าย สังเกตว่า ไฟ LED จะสว่างค้างและทั้งคู่จะจับคู่กันเอง หลังจากจับคู่แล้ว เราจะเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับตัวขวา (Primary) เพื่อเริ่มเล่นเพลงพร้อมกันทั้งสองตัวให้เข้าสู่ระบบ Stereo ครับ จากการทดสอบใช้งานจริง โดยผมเริ่มจากการใช้ลำโพงเพียงตัวเดียวก่อน ยอมรับว่ามีความประทับใจมากในเรื่องของน้ำเสียงที่แผ่ออกมากว้างลึกและหลุดลอยเป็นอิสระจากตู้ของลำโพง รายละเอียดปลายเสียงแหลมสวยงาม เสียงช่วงปลายดูสุภาพ เสียงกลางสะอาด ในขณะที่เสียงเบสลึกแน่นอิ่มอย่างน่าตกใจ เรียกว่าเกินคาดเลยทีเดียว ในการเซ็ตอัพลำโพงสองตัวในระบบสเตอริโอ แนะนำให้วางลำโพงทั้งสองให้ห่างประมาณ 1 - 1.50 เมตร เพื่อสร้างเวทีเสียงที่กว้างขึ้น ท่านที่เป็นนักฟังระดับออดิโอไฟล์จะต้องชอบใจเมื่อใช้ Muo จับคู่กันเป็นสตูดิโอสองตัวแบบนี้อย่างแน่นอน เพราะเสียงเหมือนฟังชุดเครื่องเสียงแยกชิ้นที่เวทีเสียงกว้างลึกมากๆ ครับ เคล็ดลับใช้งานด้วยแอป KEF Connect คุณสามารถดาวน์โหลด KEF Connect ใน iOS หรือ Android ใช้แอปเพื่อควบคุม EQ, เปลี่ยนชื่ออุปกรณ์, อัพเดตเฟิร์มแวร์ และจัดการลำโพงหลายตัวพร้อมกัน นี่คือความสะดวกและยกระดับการใช้งานลำโพงไปอีกหนึ่งขั้น และจากการทดสอบพบว่า ถ้าลำโพงไม่ได้เชื่อมต่อหรือไม่ได้ใช้งาน จะปิดตัวเองอัตโนมัติ เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ ผลการทดสอบ KEF Muo ลำโพงพกพาที่เสียงไม่ธรรมดา ให้คุณภาพเสียงและเวทีเสียงออกมาได้เกินตัว โดยเฉพาะเรื่องเสียงร้องและเครื่องดนตรี ให้รายละเอียดที่ดีมาก ด้วยบุคลิกเสียงแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการ ถ่ายทอดความละเมียดละไมตลอดย่านความถี่ จากแหลมสุดไปหาเสียงต่ำสุดแบบที่คุณแทบไม่เคยได้ยินจากลำโพงพกพาใดๆ แบบนี้มาก่อน ให้เสียงสูงเปิดกว้างลื่นไหล ไม่มีเสียงแข็งกระด้างเฉกเช่นลำโพงพกพาอื่นๆ ความนุ่มนวลที่ต้องยกให้เลยครับว่า มาสุดทางจริงๆ เมื่อจับคู่สองตัว (Stereo) จะสร้างเวทีเสียงกว้างและสมจริงยิ่งขึ้น ผมชื่นชมที่แอมป์ภายใน และไดรเวอร์มีความพอเหมาะพอดีกัน รักษาความคมชัดได้ดีแม้ฟังในระดับความดังสูงๆ ส่วนการใช้งานผ่านแอป KEF Connect ทำง่ายและควบคุมได้มากยิ่งขึ้น น้ำเสียงโดยรวม ให้บุคลิกที่ละเมียดละไมน่ารัก เปิดกว้างเบสอิ่มเอมน่าทึ่ง และระดับความดังของเสียงพอเพียงกับห้องขนาดเล็ก – กลางทั่วไป และเมื่อใช้สองตัวเป็นสเตอริโอ จะให้ซาวด์สเตจ กว้างขึ้น เสียงสูงสะอาดไม่ออกแนวคมสด เรียกว่ารักษาบุคลิกเสียงในแบบผู้ดีอังกฤษเอาไว้อย่างมั่นคง ฟังเพลงทั้ง Pop Jazz วงบิ๊กแบนด์ ผมก็ต้องแปลกใจทุกครั้งที่เสียงเบสแน่นและควบคุมได้ดีมาก สำหรับลำโพงขนาดเล็กที่มีเสียงสูงใสและแยกรายละเอียดได้ดี แต่ไม่จัดจ้านแม้แต้น้อยนิด ให้ประสบการณ์ฟังเพลงที่ “สมจริงและสดใส” ยิ่งกว่าลำโพงสำหรับสมาร์ทโฟนทั่วไป และเหมาะมากๆ สำหรับการฟังแบบใกล้ๆ Near Field อีกด้วย สำหรับบางท่านที่อาจสงสัยว่าลำโพง KEF Muo ควรจะวางในแนวตั้งหรือในแนวนอนจะให้เสียงดีกว่ากัน จากการทดสอบฟังอย่างจริงจัง มีบทสรุปว่า ฟังได้ดีทั้งสองรูปแบบครับ แต่ถ้าต้องการฟังแบบออดิโอไฟล์ แนะนำให้วางในแนวตั้ง เพราะว่าการกระจายเสียงแหลมและเสียงทุ้มจะดูราบรื่นและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างยอดเยี่ยม ด้วยระดับราคาอาจจะมองเผินๆ ว่าสูงนิดนึง แค่ถ้าคุณได้จับต้องตัวจริงจะเห็นถึงความพรีเมียมในวัสดุ สีสัน ว่าเป็นอีกคลาสหนึ่งของลำโพงพกพา และเมื่อฟังเสียงจะรู้สึกว่า KEF Muo นั้น คุ้มค่าทุกมิติเลยครับ KEF Muo มีขนาดกะทัดรัด แต่เต็มไปด้วยพลังเสียงเต็มอิ่ม ในแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการ ในการฟังทุกครั้ง ผมแทบไม่เชื่อว่าเสียงดนตรีอันเจิดจรัส สมจริง จะออกมาจากขนาดลำโพงเล็กๆ นี้ เสียงของ Muo ประดุจการฟังลำโพงขนาดใหญ่เลยทีเดียว งานวิศวกรรมชิ้นนี้ ยกให้เป็นสุดยอดของลำโพงพกพาของปี 2026 เลยครับ ราคาจำหน่าย KEF MUO ราคา 10,900.- บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand
AE1 40th Anniversary Edition มนต์เสน่ห์ลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์ และคุณภาพเสียง AE1 ลำโพงรุ่นแรก ที่ถือกำเนิดพร้อมบริษัท Acoustic Energy เคยเป็นแรงบันดาลใจในยุคทองของเสียงแบบอนาล็อก ได้ย้อนกลับมายืนเด่นเป็นสง่า ในช่วงเวลาของดิจิตอลออดิโอรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้ง แสดงถึงการผสมผสานเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยม เพื่อให้ได้คุณภาพที่ละเมียดละไมของยุคเก่า และความเปิดกว้างไดนามิคเร้นจ์ของยุคใหม่ได้อย่างลงตัว • จุดเริ่มต้น AE1 รุ่นแรก ปี 1987 Acoustic Energy ได้ก่อตั้งขึ้นในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 1987 มาพร้อมกับการเปิดตัวลำโพง AE1 เป็นรุ่นแรก โดยระดมสรรพกำลังและสมองของทีมออกแบบให้ได้มาซึ่งลำโพงเล็กที่สนองตอบความเที่ยงตรงของดนตรีมากที่สุด จุดเด่นของ AE1 ในช่วงเวลานั้นคือ ลำโพง Stand‑Mount / Bookshelf ขนาดเล็ก ที่ให้ไดนามิกสูง เบสสะอาดชัดเจน และถ่ายทอดความเที่ยงตรงที่เกินคาดสำหรับลำโพงขนาดเล็ก ซึ่งถือว่าได้ “ทลายขีดจำกัด” ที่เคยมี เมื่อเทียบกับข้อจำกัดทั่วไปของลำโพงขนาดเล็กในยุคนั้น • การพัฒนาเวอร์ชั่นต่างๆ ตามลำดับ - ปี 1987 AE1 รุ่นแรกเปิดตัวครั้งแรกในอังกฤษ ในดีไซน์ Compact Monitor ขนาดเล็ก ที่ให้ไดนามิกสูง โดยใช้ Aluminium Cone Woofer (ที่ล้ำหน้าในยุคนั้นมาก) - ปี 1991 AE1 MK II ปรับปรุงภายใน ทั้ง Crossover และไดรเวอร์ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น - ปี 1996 AE1 MK IIl นับเป็นรุ่นที่ปรับปรุงมากขึ้นอีกระดับ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของย่านความถี่ต่ำ ความสดใสของเสียงแหลม มีการใช้ตู้ที่หนาขึ้น แดมปิ้งที่ดียิ่งขึ้น - ปี 2001 AE1 MK IIl SE (Special Edition) เป็นรุ่นย้อนยุคที่ออกแบบให้ใกล้เคียงกับ AE1 ดั้งเดิมมากที่สุด โดยใช้วูฟเฟอร์แบบอลูมิเนียมโคน และทวีตเตอร์แบบซอฟท์โดม - ปี 2016 ได้ยุติการผลิต Series AE1 ในแบบลำโพงแพสสีพไประยะหนึ่ง - ปี 2017 ปรับสายการผลิต เป็นลำโพงแอคทีฟ รุ่น AE1 Active - ปี 2021 เริ่มผลิต AE500 Series แม้ไม่ใช่ AE1 โดยตรง แต่ AE500 ได้แรงบันดาลใจจาก AE1 โดยเฉพาะการใช้วัสดุเซรามิก อลูมิเนียมไดรเวอร์ และในปี 2025 ช่วงเวลาย้อนประวัติศาสตร์ ด้วย AE1 40th Anniversary Edition ลำโพงวางขาตั้งรุ่นพิเศษ เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของตระกูล AE1 ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในลำโพงที่สร้างชื่อในยุค 80 ด้วยเสียงที่เที่ยงตรง ไดนามิกดีเยี่ยม มีใช้งานในสตูดิโอหลายแห่งทั่วโลก โดยรุ่น 40th Anniversary Edition นี้ยังคง DNA ของรุ่นดั้งเดิมไว้ แต่ได้พัฒนาปรับปรุงชิ้นส่วนและอัพเกรดเทคโนโลยีให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อคุณภาพเสียงและการใช้งานที่ดีและกว้างขวางกว่าเดิม จุดเด่นหลัก 1. ไดรเวอร์ที่พัฒนาใหม่อย่างละเอียดประณีต • ทวีตเตอร์อลูมิเนียมโดม ขนาด 29 มิลลิเมตร มีขดลวดขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นเดิม ช่วยลดความร้อนในคอยล์ ลดการบีบอัดพลังงาน และเพิ่มไดนามิกในช่วงความถี่สูงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมแชมเบอร์ภายในที่ช่วยดูดซับพลังงานเสียงด้านหลังเพื่อควบคุมเรโซแนนซ์ให้ต่ำลง • วูฟเฟอร์/มิดเบส ขนาด 125 มิลลิเมตร ออกแบบให้ใหญ่ขึ้นตามมาตรฐานปัจจุบัน พร้อมกรรมวิธีเคลือบฮาร์ด-อะโนไดซ์ทั้งสองด้านให้แข็งแรง ส่งพลังขับเคลื่อนอากาศได้มากขึ้น ช่วยลดความผิดเพี้ยนของเสียงในย่านกลาง-ต่ำได้อย่างดีเยี่ยม ในแง่ของการใช้เทคโนโลยีออกแบบตัวขับเสียงต่ำของ AE1 40th Anniversary Edition นับเป็นกระบวนการที่น่าสนใจมาก AE เลือกใช้วิธีการขึ้นรูปกรวยอะลูมิเนียมแบบ Spun (Spun Aluminium Cone) ซึ่งผลิตโดยกระบวนการ Spinning คือการปั้นกรวยลำโพงจากแผ่นโลหะให้ได้รูปทรงที่แม่นยำและแข็งแรง แทนการใช้วิธีอัดขึ้นรูปดังที่เราพบในลำโพงทั่วไป AE ใช้เครื่องจักรในการขึ้นรูปโลหะแผ่นให้เป็นรูปทรงโค้งของกรวย โดยการกดโลหะแผ่นให้เข้ากับแม่พิมพ์ที่หมุนอยู่ด้วยแรงดันจากลูกกลิ้ง ทำให้ได้ชิ้นงานที่บางและสม่ำเสมอ จากนั้นกรวยลำโพงที่ได้ ก็จะมีการเคลือบด้วยชั้น Hard-anodized และ Ceramic coating ทั้งสองด้าน เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ลดการบิดงอ ควบคุมการสั่นสะเทือนของกรวยอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เสียงกลางและเสียงต่ำมีความเป็นธรรมชาติ ทำไม AE1 เลือกวิธี Spun Aluminium เนื่องจากกรวยแบบนี้จะให้คุณสมบัติที่นักออกแบบลำโพงระดับเรฟเฟอร์เรนซ์ต้องการ เพราะให้ความแข็งแกร่งต่อมวลสูง มีการเบรคอัพที่ควบคุมได้ รวมถึงสนองตอบต่อย่านความถี่กลางต่ำได้อย่างฉับไวไม่ฟุ้งกระจาย คงบุคลิกเสียงแบบลำโพงมอนิเตอร์ เอาไว้อย่างมั่นคง 2. การออกแบบโครงสร้างตู้ลำโพงที่มีความประณีตพิถีพิถัน โดยตู้ทำจาก HDF ชั้นหนา พร้อมวัสดุ RSC ที่ควบคุมการสั่นสะเทือนและเรโซแนนซ์ได้ดี ให้เสียงมีความชัดและเป็นธรรมชาติ วัสดุ RSC นั้น เป็นโครงสร้างไม้แบบหลายชั้น (Constrained-layer Construction) ออกแบบมาเพื่อกำจัดการสั่นและเรโซแนนซ์ของตู้ลำโพงโดยตรง ในกรณีของ AE1 40th Anniversary Edition โครงสร้างหลักจะประกอบด้วย แผ่น HDF และ MDF ที่มีความหนาแน่นสูง มีชั้นโพลิเมอร์แดมป์ (Visco-elastic Layer) เป็นการประกบในแบบแซนด์วิชภายใต้แรงอัดสูง เมื่อตู้มีการสั่น พลังงานจะถูกแปลงเป็นความร้อนเล็กน้อย แทนที่จะสะท้อนกลับมาเป็นเสียงรบกวน นับเป็นเทคนิคที่ฉลาดล้ำมาก เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ของตู้ลำโพง เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นจากภายนอก แต่ภายในหลักการทำงานของระบบ Constrained-Layer Damping คือใช้แผ่นไม้แข็ง 2 ชั้น เมื่อตู้พยายามสั่น ชั้นแดมป์ตรงกลาง จะทำการต้านการเคลื่อนตัว จากนั้นพลังงานที่สั่นจะถูกขจัดทิ้งในชั้นกลาง ผลคือได้ตู้ที่นิ่งมาก โดยไม่มีเสียงของ “กล่อง” มาปะปนกับเสียงดนตรี ช่วยให้ทุกความถี่สะอาด มีความโปร่งโฟกัสดี แนวคิดคือ ทำให้ตู้เงียบที่สุด เพื่อให้ได้ยินแต่เสียงจากดอกลำโพง ตู้ลำโพงจะทำการเคลือบสีถึง 10 ชั้น เป็น Gloss หรือ Walnut Veneer สวยงามและทนทาน พอร์ตคู่ด้านหน้า Twin Front Reflex ที่ออกแบบใหม่ด้วยเทคนิคลดเสียงของพอร์ต ช่วยขยายช่วงความถี่ต่ำได้สะอาดยิ่งขึ้น 3. การออกแบบ Crossover วงจรแบ่งความถี่ด้วยอุปกรณ์คุณภาพสูง ใช้ส่วนประกอบระดับออดิโอไฟล์เกรด Low-order Filter เพื่อรักษาเฟสให้สอดคล้องในการทำงานของไดรเวอร์ ทั้งยังช่วยลดการทับซ้อนกัน เมื่อย่านเสียงสูงและต่ำเปลี่ยนผ่าน จึงได้เสียงที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ หลังจาก AE1 40th Anniversary Edition เริ่มวางจำหน่ายและส่งให้รีวิวเวอร์ได้ทดสอบ ก็ได้รับคำชมจากสื่อหลัก อาทิ Outstanding Product จาก Hi-Fi News ด้วยคะแนนที่สูง ทั้งเรื่องความสามารถในการขับเสียงที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองที่ดีและแม่นยำ งานประกอบตู้ที่ยอดเยี่ยม ได้รับรางวัล “Editor’s Choice Award” จาก The Ear ที่ชื่นชมว่าลำโพงรุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี ยังคงให้อารมณ์และเสียงคลาสสิกของ AE1 ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งเพิ่มความเร้าใจ มีชีวิตชีวา ดึงดูดใจให้ฟังดนตรีได้ยาวนานกว่าลำโพงที่ราคาแพงกว่าอีกหลายรุ่น แทบทุกสื่อไฮไฟชั้นนำให้ความคิดเห็นในเชิงบวกมาก โดยเฉพาะในด้านคาแรกเตอร์เสียงที่สมดุล มีพลัง และให้รายละเอียดดีมากๆ Test Report ลำโพงคู่นี้สร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้กับผมได้มากที่สุดคู่หนึ่งในรอบปี แน่นอนว่า นอกเหนือจากเรื่องของคุณภาพเสียงแล้ว AE1 40th Anniversary Edition ทำให้เรารู้ว่าลำโพงคู่หนึ่ง ถูกสร้างให้ดีที่สุดทั้งรูปลักษณ์ เทคโนโลยี ได้อย่างไร AE1 40th Anniversary Edition เป็นลำโพงที่เราสามารถเซ็ตอัพโดยไม่ยุ่งยากซับซ้อน ให้ผลของการรับฟังที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละจุดตำแหน่ง หรือในระยะของการเซ็ตต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และน่าตื่นเต้น เพียงขยับตำแหน่งเล็กน้อย คุณก็จะพบความเปลี่ยนแปลงได้ในทันที และสามารถหาจุดที่เหมาะสำหรับการฟังอย่างสมบูรณ์ในห้องฟังของคุณ ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าเท่าที่ได้ทดสอบ AE1 40th Anniversary Edition กับขาตั้งโดยทั่วไปหลายคู่ ขอยืนยันว่าลำโพงคู่นี้เหมาะสำหรับขาตั้งโลหะเท่านั้น ไม่ควรใช้กับขาตั้งไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้เนื้อแข็ง ไม้เนื้ออ่อน หรือแม้แต่กระทั่งไม้ MDF เพราะขาตั้งเหล่านั้นจะบดบังความสง่างามเสียงกลางแหลมที่ยอดเยี่ยมของลำโพง และขาตั้งไม้บางคู่อาจจะมีผลทำให้เสียงต่ำเฉื่อยลงอีกด้วย ผลตรงนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับนักฟังแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่พอสมควร ดังนั้นแนะนำเลยนะครับว่าขาตั้งโลหะที่ดีกับ AE1 40th Anniversary Edition คือคำตอบสุดท้าย จากผลการทดสอบ ด้วยชั่วโมงรวมในการฟังจริงของผมมากกว่าหนึ่งร้อยชั่วโมง น่าจะเป็นแนวทางสรุปได้ว่าลำโพงคู่นี้ เสียงเป็นอย่างไร ลำโพงซ้ายขวา ถูกเซ็ตอัพให้วางห่างกันในระยะที่ 1.70 เมตร โดยห่างจากผนังด้านหลัง 1 เมตร และผนังด้านข้าง 85 เซนติเมตรโดยประมาณ จัดว่าลงตัวที่สุด (ห้องขนาด 3.5x4.5 เมตร) แอมปลิไฟร์ ที่นำมาขับเสียงคือ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier 400 Watts per Channel สลับกับ Audio Innovations Series 500 เป็นบางช่วง เมื่อต้องการฟังแบบผ่อนคลายสบายๆ ก็จัดมาทาง NAD C3050 ส่วนแหล่งโปรแกรม มีเครื่องเล่น CD Transport Audiolab 9000CDT, NAD M51 DAC เครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C588 และ Rega Fono Mini A2D โอเคละ ผมเป็นคนชอบความสวยงาม ดังนั้นเมื่อเห็นลำโพง AE1 40th Anniversary Edition ทำให้รู้สึกชอบทันที การรังสรรค์ตู้ขึ้นมาอย่างประณีตเทียมเท่ากับลำโพงระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ งานเคลือบภายนอกผิวเปียโน ในขนาดกะทัดรัดที่ประณีตทุกมุมมอง สวยงามจนน่าตะลึง แทบลืมไปเลยว่าภายในมีเทคนิคด้านกลศาสตร์แฝงอยู่ทุกอณูเลยทีเดียว เทียบเคียงกับ AE1 เวอร์ชั้นในตำนานปี 1987 แล้ว ความน่าทึ่งก็คือ แม้ AE1 40th Anniversary Edition เป็นเวอร์ชั่นใหม่ แต่ยังคงรักษาคาแรคเตอร์เดิมในแง่เสียงกลางที่เที่ยงตรงสะอาด เบสอิ่มเอมมีความแม่นยำสมจริง สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ ช่วงปลายแหลมที่กระจ่างขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เป็นลำโพงที่มีสเกล สัดส่วนชิ้นดนตรีสมจริงมากที่สุดคู่หนึ่ง ให้เสียงเปิดกว้าง และขับง่ายกว่ารุ่นเดิม สนองตอบดนตรีหลากสไตล์ได้ดีกว่า ไม่เกี่ยงว่าแหล่งโปรแกรมนั้น จะเป็นอนาล็อกแผ่นเสียง หรือสตรีมมิ่ง ผมฟังเพลงแนวป็อป แจ๊ซ และระดับวงบิ๊กแบนด์ ได้เสียงที่ครบถ้วนทั้งกลางแหลมและเบสลึกๆกระหึ่ม อิ่ม นิ่ง เก็บบรรยากาศการบันทึกเสียงมาครบมากครับ ฟังแล้วติดอกติดใจ เหมือนอ่านหนังสือที่วางไม่ลง บางช่วงฟังนานสี่ห้าชั่วโมงติดต่อกันเลยทีเดียว ผมชอบมากๆ ที่เสียงร้องมีอิสระหลุดลอย “เสมือนดังนักร้องมายืนอยู่ต่อหน้า” คือสมรรถนะที่ ลำโพงในระดับราคาเดียวกันต้องสะเทิ้นอายได้เลยครับ อีกทั้งผมยังชอบการถ่ายทอดเสียงที่เข้าถึงง่าย ฟังได้จับใจทุกอารมณ์ ได้บรรยากาศลึกล้ำ ฮาร์โมนิกสวยงามยิ่งนัก Janis Ian: Breaking Silence เป็นอัลบั้มที่บ่งชี้ถึงความแม่นยำและอิสระของเสียงที่เรียกว่า หลุดออกมานอกกรอบตู้ ที่ AE1 40th Anniversary Edition ทำได้น่าประทับใจแบบไม่สามารถบรรยายความรู้สึกได้ทั้งหมด อิมเมจ เสียงร้อง และซาวนด์สเตจเสมือนจริงมากครับ ถือว่าเป็นลำโพงระดับมอนิเตอร์อีกคู่หนึ่งที่สร้างตำนานให้จดจำไปอีกนานแสนนาน ตามติดมาด้วยอัลบั้ม What's New โดย ลินดา รอนสตัดท์ นี่คืออัลบั้มแรกในไตรภาคของอัลบั้มในช่วงทศวรรษ 1980 ที่รอนสตัดท์ได้ทำงานร่วมกับผู้เรียบเรียง เนลสัน ริดเดิ้ล เป็นคัมภีร์ของการใช้ฟังทดสอบเสียงลำโพงของผมมานานปี สิ่งที่ยืนยันได้คือ ลำโพงให้คุณภาพและศักยภาพเสียงดีเยี่ยมจริงๆ ให้การตอบสนองเสียงกลางสูงเป็นธรรมชาติ ให้ความเปิดโปร่ง รายละเอียดชัดเจน เสียงร้องแม่น เวทีดนตรีกระจ่างเรียบเนียน สง่า โอ่อ่าโอฬาร รักษาดุลของย่านความถี่เสียงอย่างมีสัดส่วนดีมาก ศักยภาพลำโพงเล็ก เราสามารถพิสูจน์ความทรงพลังและไดนามิคเรนจ์ได้จริงๆ ก็ต้องอัลบั้มแนวบันทึกการแสดงสดหรือวงออเคสตร้า โดยอัลบั้ม Belafonte At Carnegie Hall: Harry Belafonte และ Jazz at the Pawnshop ทำให้ผมลงความเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะจริงๆ ของลำโพงได้อย่างง่ายดาย ว่าทีมออกแบบลำโพงคู่นี้ เขาทำมาได้สุดทางมากครับ ต้องเรียนว่า ศักยภาพของ AE1 40th Anniversary Edition นั้น เกินกว่าความคาดหมายของผมไปมากจริงๆ ครับ แม้ว่าลำโพงถูกวางห่างกันอยู่ที่ 1.70 เมตร เป็นมาตรฐานที่ถือว่าเหมาะที่สุดในห้องของผม แต่ในการฟังจริงๆ กลับได้รับมิติเสียงทั้งหมดแบบเปิดกว้างมาก เสียงเลยออกไปมากกว่าจุดตำแหน่งที่วางลำโพงอย่างน่าทึ่ง คือเหมือนเสียงหลุดเลยทะลุห้องฟัง ในทุกๆ วินาทีที่ได้ฟังอัลบั้มเพลงดังกล่าว และด้วยเสียงเบสอิ่มทรงพลังในขนาดตู้ย่อมๆ แบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงสมรรถนะลำโพงตั้งพื้นขึ้นมาทันที อาจจะเพราะตู้และพอร์ตได้รับการปรับปรุงโดยใช้วัสดุ RSC ที่แข็งแกร่งและมั่นคงขึ้น รวมถึงท่อพอร์ตที่มีการปรับดีไซน์ให้ลดเสียงเบี่ยงเบน ทำให้เบสสะอาดมีรูปทรงเหมือนฟังลำโพงตั้งพื้นเลยทีเดียว ออดิโอไฟล์ และมิวสิคเลิฟเวอร์ท่านใดที่ต้องการลำโพงที่สามารถสนองต่อเสียงดนตรีได้อย่างสมจริง มีความแม่นยำและให้ความอบอุ่นละมุนละไมไปในตัว โดยเฉพาะผู้ที่ชอบฟังเพลงร้อง รับรองได้เลยว่านี่คือลำโพงที่คุณจะต้องรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่ฟังและอยากที่จะเป็นเจ้าของเสียงที่มีเสน่ห์ตรึงตา ตรึงใจแบบนี้ เป็นลำโพงที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้สามารถจับคู่กับแอมป์ง่ายขึ้น ด้วยค่าความไว 87dB ความต้านทานเฉลี่ย 6 โอห์ม แอมป์โซลิดสเตทหรือแอมป์หลอดกำลังขับปานกลางทั่วไปขับได้อย่างเต็มที่ AE1 40th Anniversary Edition นั้น โดดเด่นอย่างมากที่ย่านความถี่เสียงกลาง ชัดเจนและเป็นธรรมชาติ เบสอิ่มลอยตัวเป็นชิ้นเป็นอัน เหมาะกับเสียงร้องและดนตรีอะคูสติกเป็นลำดับต้นๆ ให้เบสที่ลึกขึ้น อิ่มขึ้นเล็กน้อยจากรุ่นก่อน แม้วางห่างผนังหลัง 70-80 เซนติเมตร เบสก็ไม่มีอาการบวมหรือดังกระโชกแบบไร้การควบคุม และเป็นลำโพงที่ปรับ ขยับอย่างไรก็ตามเบสจะไม่ Boomy ได้ง่ายเหมือนลำโพงอื่นๆ เลย AE1 40th Anniversary Edition ในฐานะของลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์และคุณภาพเสียง ต้องขอบคุณทีมงานของ Acoustic Energy ที่ฟื้นชีพให้กับ AE1 กลับมาอีกครั้ง ด้วยคุณภาพเสียงที่โดดเด่นน่าประทับใจเกินความคาดหมาย เป็นลำโพงอีกคู่หนึ่งที่รังสรรค์คุณภาพในระดับที่ต้องจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ออดิโอไฟล์ และเป็นหมุดหมายสำหรับนักฟังที่ต้องการความสมบูรณ์แบบทั้งคุณภาพเสียงและรูปลักษณ์ที่มีเสน่ห์อย่างลึกล้ำ เตือนเอาไว้ก่อนนะครับว่า ฟังครั้งแรกจะประทับใจ ยิ่งฟังก็ยิ่งให้ความอิ่มเอม และอาจจะหลงรักเสียงของลำโพงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น AE1 40th Anniversary Edition เป็นลำโพงที่คุ้มค่าตัวอย่างมาก สำหรับคนที่อยากได้ลำโพง Bookshelf ระดับไฮเอ็นด์ที่ไม่ไกลเกินฝัน ด้วยการรักษาคาแรกเตอร์ต้นตำรับไว้ แต่ปรับให้ตอบโจทย์กับเพลงยุคใหม่ ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น AE1 40th Anniversary Edition ราคาคู่ละ 79,500.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Weava Core Impulse 13 เบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์ นี่คือผลงานทางด้านวิศวกรรมเสียงที่น่าสนใจจากผู้แทนจำหน่ายไดรเวอร์ลำโพงระดับโลก Pyramid Lifestyle Technology โดยทีมงานออกแบบลำโพง ได้พิจารณาเห็นว่าลำโพงตู้ขนาดเล็กที่มีคุณภาพสูงมากมายในระดับ Monitor Speaker ที่ยังคงตอบสนองความถี่ต่ำได้ไม่ครบถ้วนเท่าที่ควรจะเป็น อันเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องขนาดตู้ อย่างไรก็ตาม บรรดาออดิโอไฟล์ชื่นชอบลำโพงเล็ก เนื่องจากคุณสมบัติด้านอิมเมจและความเที่ยงตรงของเสียง รวมถึงบุคลิกเฉพาะ ย่อมไม่อยากขยับขึ้นไปเล่นลำโพงรุ่นใหญ่กว่า เพราะลำโพงระดับมินิมอนิเตอร์ดังกล่าว คือคาแรคเตอร์ที่พวกเขาชื่นชม ทางเลือกในการขยายขอบเขตความถี่ต่ำให้ลงลึกไปอีก มีเส้นทางเดียวคือเสริม “ตู้ลำโพงความถี่ต่ำ” ให้ร่วมทำงานด้วยกัน แต่ปัญหาที่ตามมาจะเป็นเรื่องความกลมกลืน ระหว่างลำโพงหลักและลำโพงตู้ความถี่ต่ำ การออกแบบตู้ลำโพงความถี่ต่ำเพื่อเสริมลำโพงขนาดเล็ก หัวใจหลักที่ถูกต้องคือ ให้ความถี่ตอบสนองต่อเนื่องกันอย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออกว่ามีตู้ซับอยู่ในระบบ‼️ …ไม่ใช่แค่ให้เสียงเบสดังขึ้นเท่านั้น หรือคิดเพียงแค่ว่ามีเบสให้เยอะขึ้น ซึ่งวิธีคิดแบบนั้นทำให้เบสมีสเกลเกินลำโพงหลัก มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ทาง Pyramid Lifestyle Technology จึงต้องศึกษาวิเคราะห์ว่า ลำโพงที่โดดเด่น โด่งดังมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของวงการออดิโอไฟล์ จะมีรุ่นไหนบ้าง มีมิดเร้นจ์ / วูฟเฟอร์ ขนาดใด และตอบสนองความถี่ต่ำลงได้ลึกเท่าไร เพื่อจะได้ออกแบบตู้ลำโพงความถี่ต่ำมาเสริมให้ได้กลมกลืนและลงตัวจริงๆ เพราะช่วงต่อของการส่งผ่านความถี่ต่ำนับว่าสำคัญที่สุด ในการออกแบบตู้ “เบสโมดูล” ครั้งนี้ จึงเป็นจุดถือกำเนิด แบรนด์ WEAVA อันเป็นคำตอบของการค้นคว้า วิจัย ทดลอง ตัวขับเสียง ตู้ ครอสโอเวอร์ ด้วยการเลือกสรรเทคโนโลยีอันเป็นที่สุดของวงการ มาบรรจุอยู่ในเบสโมดูล หากตั้งต้นที่ลำโพงหลัก อย่าง BBC Monitor LS3/5A, Totem Model 1, Harbeth P3ESR, ProAc Tablette 10, Monitor Audio 1 gold, AE1 40th Anniversary Edition, NHT SuperZero 2.0 ประมาณนี้ ทางดีไซน์เนอร์ได้ออกแบบตู้ลำโพงแอคทีฟความถี่ต่ำขึ้นมา 3 โมเดล ในแบรนด์ Weava Core Series ขึ้นมาตอบรับ โดยรุ่น Weava Core Impulse 13 เป็นหนึ่งในนั้น ที่จะเหมาะที่สุดสำหรับลำโพงมอนิเตอร์ขนาดย่อมดังกล่าว อีกสองรุ่นคือ Weava Core Terra 8 และ Weava Core Abyss 28 จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งสำหรับลำโพงหลักขนาดเล็ก ขนาดกลาง ที่เราจะนำมาทดสอบในลำดับถัดไป Weava Core ไม่เรียกตัวเองว่า เป็น Active Subwoofer เพราะอยากให้เข้าใจจุดประสงค์ในการออกแบบเพื่อเสริมความถี่ต่ำอย่างกลมกลืนในระบบฟังเพลง 2 แชนแนล ที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบโฮมเธียเตอร์ โดยยึดโยงกับลำโพงหลักขนาดเล็ก ให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง และด้วยลักษณะของโมดูลตู้ความถี่ต่ำที่ ทำงานด้วยภาคขยายระดับไฮเอ็นด์ จึงเรียกขานเป็น Bass Module Weava Core Impulse 13 มีเทคนิคในการออกแบบและคัดสรรไดรเวอร์อย่างเข้มข้น โดยเลือกใช้ดอกลำโพง SB Acoustics ขนาด 17 ซม. (6.5”) ความต้านทาน 8 โอห์ม จำนวน 2 ดอก ทำการต่อขนานในตู้เดียวเพื่อทำหน้าที่เป็น Bass Module ซึ่งจะทำให้ค่าความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม โดยเฉพาะตัวขับเสียงทั้งชุด เป็นกรวย NRX ทำงานได้อย่างเหมาะสมถูกที่ ถูกบทบาทมาก หลายท่านอาจไม่คุ้นเคยคำว่า NRX ผมจึงขอขยายความดังนี้ครับ แบรนด์ SB Acoustics ใช้เทคโนโลยีไดรเวอร์แบบ “Norex” อันเป็นหัวใจของตัวขับซีรีส์นี้ โดยเป็นไดรเวอร์ที่ออกแบบให้มีคุณภาพเสียงระดับสูงในราคาที่เข้าถึงได้ เหมาะสำหรับงาน DIY หรือเสียงระดับ Hi-Fi ที่คุ้มค่า กรวย Norex เป็นกรวยกระดาษที่พัฒนาขึ้นเองของ SB Acoustics เพื่อความเป็นธรรมชาติของเสียง ส่วนโครงลำโพงอะลูมิเนียมหล่อ ระบายอากาศดี ลดการสะสมความดันและการเบี่ยงเบนของเสียง คอยล์และขอบยางลดการบิดเบี้ยว เพื่อ linear movement และมีเสียงบิดเบือนต่ำ ระบบ Motor และ Shorting Ring ลดความเพี้ยนและเพิ่มความต่อเนื่องของเสียง ขออธิบายคำศัพท์ทางเทคนิคเล็กน้อยนะครับ • Linear movement ในระบบลำโพง หมายถึงการเคลื่อนที่ของไดอะแฟรมหรือกรวยลำโพงแบบเที่ยงตรง-สม่ำเสมอ ผลักอากาศเป็นเส้นตรง ไป-กลับโดยไม่บิด ไม่เอียง ไม่โคลง และไม่เพี้ยน ตลอดช่วงการทำงาน • คำว่า Motor หมายถึงชุดขับเคลื่อนทางแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้า สู่การเคลื่อนที่ของกรวย หลักๆ คือ แม่เหล็กและวอยซ์คอยล์ • ส่วน Shorting Ring คือ วงแหวนโลหะ ใส่ไว้ในชุด Motor รอบ Pole Piece มีหน้าที่หลักช่วยลดความเพี้ยน ลดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กตามกระแสเสียง รวมทั้งลดค่าเหนี่ยวนำของวอยซ์คอยล์ ทำให้การตอบสนองความถี่สะอาด เสียงไม่อั้น ไม่ทึบ ช่วยให้การเคลื่อนที่เป็นลิเนียร์ปมากขึ้นโดยเฉพาะตอนที่กรวยขยับตัวแรงๆ ในหลักการ สิ่งแรกที่สำคัญมากสำหรับตัววูฟเฟอร์สำหรับแสดงผลความถี่ต่ำคือ การควบคุมการสั่นของกรวยในย่านความถี่ ที่หูคนไวที่สุด (ประมาณ 100–400Hz) ซึ่งกรวย NRX มี Internal Damping สูงตามธรรมชาติของเส้นใยกระดาษที่ถูกจัดเรียงมาอย่างดี ส่วนคำว่า Internal Damping หมายถึงความสามารถในการดูดซับและสลายพลังงานสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นภายในระบบลำโพงหรืออุปกรณ์เสียง เพื่อไม่ให้การสั่นนั้นย้อนกลับมาเป็นเสียงรบกวนหรือทำให้มีสีสันเพิ่มเติมเข้าไปในเสียงบริสุทธิ์นั่นเอง ถ้า Internal Damping ต่ำเกินไปในกรวยบางประเภท สิ่งที่ติดตามมาคือเบสย้วย ขุ่นมัว เสียงอั้น ดังนั้น NRX จึงเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการสร้างเบสโมดูลเพื่อความบริสุทธิ์ของเสียงต่ำอย่างแท้จริง ส่วนขนาดกรวย พยายามไม่ให้ใหญ่กว่าลำโพงหลักมากเกินไป จึงเลือกเป็น 6.5 นิ้ว สองตัวคู่ การใช้ขนาดตัวขับ 6.5 นิ้ว สองดอก ทำให้ได้มาซึ่งพื้นที่กรวยรวม (Sd) ใกล้เคียงวูฟเฟอร์ใหญ่ขึ้น แต่ยังคงให้ความรวดเร็วในการตอบสนองที่ว่องไวในแบบดอกลำโพงขนาดเล็ก โดยเฉพาะกรวย NRX เหมาะสมมาก เนื่องจากกรวยไม่สะท้อนพลังกลับแบบกรวยโลหะ เมื่อนำมาขนานสองดอกแล้ว แรงดันอากาศเพิ่มขึ้น เบสอิ่มขึ้น แต่ยังคงความสะอาดของเสียงเบสและความฉับไวควบคู่กันไป ในการออกแบบ Weava Core Impulse 13 เบสโมดูล ได้ใช้หลักทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกัน 3 ส่วนคือ 1) ดอกลำโพง (Driver) เลือกไดรเวอร์ที่ควบคุมการสั่นค้างของกรวยได้ดี มีสัดส่วนของการสะท้อนพลังงานกลับจากขอบกรวยได้ นี่คือเหตุผลของกรวย NRX 2) ตู้ลำโพง (Cabinet) ดีไซน์ให้ลงตัวกับไดรเวอร์คู่ คำนึงถึงแรงอัด รวมถึงคลื่นเสียงด้านหลังของดอกลำโพงที่ต้องมีการสะท้อนกลับอย่างเป็นธรรมชาติ ความแน่นหนาของตู้ MDF ควบคุมผนังตู้สั่น และขจัด Standing Wave ภายในตู้ ซึ่งใน Weava Core Impulse 13 จะเป็นลักษณะตู้ปิด (Sealed) 3) วัสดุภายในตู้ (Damping material) เลือกใช้วัสดุทำหน้าที่ดูดซับพลังงานเสียงลดค่า Q ของตู้ ลดเสียงก้องภายใน เป็นผลให้เสียงต่ำลึกคงตัว แม่นยำ เบสหยุดเป็นจังหวะ ไม่มีหางเบสย้อย ย้วย แม้เปิดที่ความดังสูง ภายในได้เลือกสรร ทำการบรรจุเพาเวอร์แอมป์คลาส D ของ Hypex FA251 ซึ่งเป็นแอมป์คลาส D แบบ Plate Amplifier ที่มีกำลังขับ 1x250W ที่ 4 โอห์ม และ 130W ที่ 8 โอห์ม โดยใช้เทคโนโลยี NCORE ที่ภายในมี DSP พร้อม DAC/ADC ในตัว ตั้งค่าผ่าน USB สามารถรองรับอินพุตหลากหลาย (XLR, RCA, High Level) มีฟีเจอร์ป้องกัน และประหยัดพลังงาน ซึ่งเหมาะสำหรับทำตู้ลำโพงแอคทีฟหรือตู้เบสโมดูล ตามคุณสมบัติที่ออกแบบมาดังกล่าว วงจร DSP สามารถตั้งโปรแกรมผ่าน Hypex Filter Designer (HFD) บน PC มีส่วนของฟีเจอร์ป้องกัน Clip protect, Thermal protect, Filter protection อย่างครบถ้วน สรุป FA251 เป็นโมดูลแอมป์ที่ทรงพลัง ครบวงจรด้วย DSP สำหรับงานลำโพงแอคทีฟ ที่ให้ทั้งกำลังขับสูงและเสียงคุณภาพดี ด้วยเทคโนโลยีของ Hypex Weava Core Impulse 13 Bass Module สามารถตอบสนองความถี่ 45-2000Hz เพื่อคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง สำหรับลำโพงมินิมอเตอร์ สำหรับขนาดตู้คือ กว้าง 23 เซนติเมตร ลึก 35 เซนติเมตร และสูงรวม Spike 62 เซนติเมตร มีช่องต่อ ทั้ง XLR RCA input และ High Level เพื่อเชื่อมกับขั้วลำโพงหลัก พร้อมเกนโวลุ่ม สำหรับการต่อใช้งานนั้นมีข้อแนะนำอยู่สองรูปแบบ 1. นำตู้เบสโมดูลเข้าไปเสริมลำโพงหลัก ที่เซ็ตอัพไว้เรียบร้อยแล้ว 2. นำลำโพงหลักมาเซ็ตและวางไว้บนตู้เบสโมดูล เชื่อมต่อเสมือนเป็นซิสเต็มเดียวกัน ซึ่งในกรณีนี้ จะต้องเซ็ตอัพค่าที่แตกต่างจากแบบแรก • ในการวางลำโพงหลักซ้อนบน เบสโมดูล Weava Core Impulse 13 หากต้องการให้ความสูงของลำโพงหลักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทาง Weava มีแท่นรอง Weava Base เป็นออพชั่น แท่นรองดังกล่าว เป็นออพชั่นเสริมนะครับ จึงยังไม่ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งผมจะขอเรียกเป็น Weava Base ไปก่อน แท่นนี้มีจุดประสงค์หลักคือใช้ปรับระดับความสูงของลำโพงมอนิเตอร์หลัก ให้สูงได้อีกประมาณ 3.3 เซนติเมตร ให้เหมาะสมกับตำแหน่งนั่งฟังในกรณีที่ลำโพงหลักไม่ได้สูงมากนัก จุดที่ปรับเองได้ภายนอกตู้ มีแค่โวลุ่มเกน ดังนั้นการปรับเฟส และค่าพารามิเตอร์ต่างๆ จะต้องทำผ่านโปรแกรม โดยทาง Pyramid Lifestyle Technology จะส่งทีมไปปรับตั้งให้ลูกค้าผู้ซื้อ Weava Core Impulse 13 ทุกชุด เพื่อให้การจูนอัพ กลมกลืนกับลำโพงหลักอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตู้เบสที่จำหน่ายแล้ว ให้ผู้บริโภคไปปรับตั้งเอง ซึ่งอาจจะไม่ให้ผลลัพธ์ดีเท่าที่ควร แม้แต่ตู้ที่นำมาทดสอบชุดนี้ ทางทีมงานก็เป็นผู้มาช่วยในการปรับจูนให้สมดุลกับห้องและลำโพงหลักของผมครับ โดยผมได้ใช้ลำโพงหลักสลับกันทดสอบ 4 คู่ ด้วยกัน ลำโพงหลักได้แก่ Rogers LS3/5A Diamond Jubilee Harbeth P3ESR Anniversary Harbeth LS5/12 BBC Monitor KEF LS3/5A Limited Edition • ต้องเรียนว่า Weava Core Impulse 13 ออกแบบเป็น เบสโมดูล สองตู้แบบ Stereo เพื่อให้ความสมดุลของซิสเต็ม ดังนั้นการเซ็ตอัพย่อมจะทำให้ลงตัวได้ง่ายกว่าใช้เพียงตู้เดียว หลังจากปรับพารามิเตอร์ต่างๆ ได้สมดุลแล้ว ในที่นี้เริ่มจาก Harbeth P3ESR สิ่งที่จะแตกต่างกันออกไปบ้างตอนเปลี่ยนไปใช้ลำโพงคู่อื่นก็คือ Volume Gain อาจจะปรับระดับต่างกันไป เพื่อความเหมาะกับค่าความไวหรือ Sensitivity ของลำโพงแต่ละคู่ Test Report ผมได้ทำการทดสอบ ทั้งการเซ็ตอัพลำโพงหลักให้แยกออกจากเบสโมดูล และอีกวิธีหนึ่งคือนำเอาลำโพงหลักไปตั้งไว้บนเบสโมดูล ซึ่งจะสรุปให้อ่านตอนท้ายว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง? การปรับค่าเบสโมดูลหรือ Sub-Woofer เสริมลำโพงหลักนั้น ใดๆ ก็ตามหัวใจคือให้คำนึงถึงระบบรวมทั้งซิสเต็ม จะต้องให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน “เสียงเบส” ย่านต่ำ เป็นการเสริมสิ่งที่ขาด ไม่ใช่เบสเดินหน้าออกมาเป็นพระเอก หลังจากจูนอัพในโปรแกรมเรียบร้อย สิ่งที่ได้จาก Weava Core Impulse 13 นับว่าน่าพอใจมากจริงๆ ผมพยายามสังเกตว่ามีเสียงซับเบสมาโผล่อยู่ตรงไหนหรือไม่? ถ้าเป็นแบบนั้น จะวงแตกทันที‼️ สิ่งที่เราต้องการได้ คือต้องเบสโมดูลที่ “หายไป” กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่ “โผล่มา” นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคุณต้องถึงต้องเลือกตู้แอคทีฟระบบความถี่ต่ำ ที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำโพงมินิมอนิเตอร์ระดับขึ้นหิ้งทั้งหลาย มักจะยอมกลมกลืนกับตู้ลำโพงเสียงต่ำได้ค่อนข้างยากเป็นทุนเดิม แต่ Weava Core Impulse 13 Bass Module ที่ทำให้ผมยอมรับได้ว่า ดีไซน์ออกมาได้ดีมาก ให้ความกลมกลืนของทุกย่านความถี่เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกันกับลำโพงหลัก คือถ้าหลับตาลง ไม่ได้มองไปที่ตู้เบสโมดูล เราแทบไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีเบสโมดูลหรือ แอคทีฟซับเสริมอยู่ ตรงนี้ถือว่าเป็นผลสำเร็จตามจุดประสงค์ คือมาจากหลักของการออกแบบเรื่อง Driver ตัวตู้ และ DSP ในแอมปลิไฟล์ ที่สามารถจูนอัพได้ด้วยโปรแกรมเฉพาะทางนั่นเอง ต้องชื่นชมว่า เสียงทุกย่านความถี่ โดยเฉพาะช่วงมิดเบสลงมาหาเบสย่านต่ำลึก ถือว่า “เนียน” กลมกลืนดีมากครับ ทำให้ลำโพงเล็กระดับต้นๆ ของวงการเสียงอิ่มเอม โดยไม่ทิ้งบุคลิกเดิมแต่อย่างใด และเบสต่ำลึกๆ ที่ควรมีในชิ้นดนตรี มีครบครันน่าฟังขึ้นแยะ เป็นสิ่งที่เสริมลงไปในระบบแล้ว เพิ่มคุณค่าค่าของลำโพงทั้งซิสเต็ม ไม่ได้เป็นการเอาเสียงเบสมาข่มเสียงกลางแหลมแต่เดิมที่ดีอยู่แล้วของลำโพงเมนหลัก และ Weava Core Impulse 13 นี้ทำให้มินิมอนิเตอร์ทั้ง 4 คู่ (สลับกันใช้งาน) สร้างเวทีเสียงกว้างลึกใหญ่ขึ้น สิ่งที่ต่างกันบ้าง ก็คือการปรับระดับเกนโวลุ่ม เปรียบเทียบการปรับค่าเกนโวลุ่มของ Harbeth P3 ESR และ Rogers LS3/5A เราจะต้องปรับเกนของ Rogers LS3/5A Diamond Jubilee เพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย จึงจะสมดุล ในขณะที่ Harbeth P3 ESR และ KEF LS3/5 A Limited Edition เกนโวลุ่มจะเท่าๆ กัน ส่วนคู่สุดท้าย Harbeth LS5/12A ต้องเร่งโวลุ่มของตู้เบสโมดูล Weava Core Impulse 13 ไปอีกสเต็ปหนึ่งครับ คือจะต้องเร่งระดับเบสโมดูลมากกว่าทุกคู่ แต่เกนโวลุ่มที่กล่าวถึงนั้น จะไม่มากน้อยกว่ากันแบบทิ้งห่างนะครับ เรียกว่าปรับค่าต่างกันในระดับมิลลิเมตรเท่านั้น ผมมีข้อแนะนำเล็กน้อยสำหรับท่านที่จะใช้เบสโมดูลแบบนี้หรือจะเป็นแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ ของแบรนด์ใดก็ตาม ให้สังเกตดังนี้ ที่ระดับความดัง หรือ Gain ที่อาจเป็นศัตรูเงียบของความเนียนก็ได้ เมื่อใดเร่งเกนโวลุ่มตู้เบสโมดูลแล้วรู้สึกว่าเบสดีขึ้นทันที ตรงนี้ เกนที่เราปรับมักจะดังเกินหน้าลำโพงหลักไป แต่ถ้าเร่งเกนโวลุ่ม แล้วรู้สึกถึงเสียงที่เบสอบอุ่น อิ่มเอมขึ้น โดยไม่ไปกลบย่านมิดเบส มิดเร้นจ์ และพอปิดเพาเวอร์จากเบสโมดูลแล้วรู้สึก “ขาดหายไปบางอย่าง” นั่นละครับ ถือว่าปรับได้ถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตามทางผู้ผลิต Pyramid Lifestyle Technology พร้อมส่งทีมงานไปจูนอัพให้กับ ลำโพงทุกคู่ที่ใช้เบสโมดูล ของ Weava ดังนั้นคุณจะได้คุณภาพเสียงที่กลมกลืนอย่างที่สุดกับลำโพงหลักของคุณแน่นอนครับ ไม่บ่อยครั้งนะครับที่เราจะได้ฟังการเสริมศักยภาพของลำโพงคู่เดิมของเราให้มีลักษณะเสียงที่โออ่ามากขึ้น ทั้งเวทีเสียงกว้างลึกและเพดานเสียงด้านบน ขยายขอบเขตออกไป มันไม่ใช่การเพิ่มเสียงต่ำให้มากขึ้น แต่มันเป็นเสียงต่ำ หรือเสียงเบสที่สมจริงขึ้น มีความเป็นธรรมชาติ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับลำโพงเดิมของเรา เป็นสิ่งที่ลำโพงคู่หนึ่งๆ ควรจะให้ดนตรีได้อย่างครบถ้วนดังวกล่าวครับ สำหรับการเซ็ตอัพอีกรูปแบบหนึ่งก็คือนำลำโพงหลักวางไว้บนตู้เบสโมดูล สิ่งที่อาจจะแตกต่างกันบ้างก็คือการปรับเกนโวลุ่มอาจจะลดลง หรือเพิ่มจากเดิมได้เล็กน้อย (ขึ้นกับลักษณะการจัดตำแหน่งวางกับผนังห้องด้วยครับ) แต่สิ่งที่เราได้จากเบสอิ่มเป็นธรรมชาติ ความกลมกลืนแทบจะไม่แตกต่างกัน และที่สำคัญก็คือผู้ผลิตพร้อมที่จะไปจูนอัพให้ ตามลักษณะที่คุณใช้งานจริงภายในห้องฟังด้วยครับ จึงมั่นใจในความสมบูรณ์ของเสียงได้อย่างเต็มที่ นี่คือประสบการณ์อีกครั้งหนึ่ง ที่ถือว่ามีค่ามากทีเดียวสำหรับการได้ฟังเสียงต่ำที่ดี มีคุณภาพจากลำโพงดั้งเดิมของเราโดยที่ยังรักษาคาแรกเตอร์ของลำโพงหลักที่เราชื่นชอบนั้นเอาไว้ได้อย่างมั่นคง Weava Core Impulse 13 คือการใช้เทคนิคการออกแบบเบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ยังรักษาธรรมชาติของเสียงดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นใครที่คิดว่าอยากให้เสียงต่ำของลำโพงสมบูรณ์ขึ้น ดนตรีทุกชิ้นมีความเป็นจริงมากขึ้น โดยยังคงรักษาฐานเสียงและคาแรกเตอร์ที่ดีที่คุณชื่นชอบเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนละก็ หาโอกาสมาทดลองประสบการณ์จาก Weava Core Impulse 13 กันนะครับ เป็นผลงานระดับฝีมือ ที่ฝากไว้ให้ออดิโอไฟล์ ได้พิจารณากัน หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พีระมิด ไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี 120/44 ม.7 ตำบล ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร 74110 โทร. 02 429 1236 Email: info@pltspeaker.com
Life Audio Signature 10 เปิดเผยทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี ความมุ่งมั่นตั้งใจออกแบบลำโพงเพื่อให้เป็น “บันทึกประวัติศาสตร์” หน้าสำคัญของวงการไฮไฟ โดย Life Audio ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีการวางแนวคิดมายาวนาน เพราะเป็นลำโพงที่กลั่นกรองจากความรู้และประสบการณ์หลายสิบปีในวงการเครื่องเสียงของคุณหน่อย เพื่อที่จะบรรลุซึ่งระบบลำโพงในอุดมคติ เท่าที่เทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์ และฟิสิกส์ มีความพร้อมเต็มที่ในยุคปัจจุบัน การร่างแบบในไอเดีย ลงมาจนถึงการออกแบบดีไซน์จริง ด้วยเส้นสายลายเส้นในห้องทดลองมายาวนาน ค้นคว้าวิจัย เปรียบเทียบกับลำโพงระดับท็อปคลาสนับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะมาเป็น Life Audio Signature 10 มีการปรับปรุงจนสุดเส้นทางแห่งศาตร์และศิลป์จริงๆ เมื่อสองปีที่แล้ว ในระหว่างที่ผมสนทนากันกับคุณหน่อยได้เปิดเผย แบบร่างลำโพง Life Audio กับผมว่า เขากำลังออกแบบลำโพง ทั้งดีไซน์ตั้งพื้น และลำโพงพร้อมชุดขาตั้ง ที่ทดลองปรับปรุงมานานแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่ลงตัว ทุ่มเทเวลามากมาย ไปพร้อมกับการแสวงหาองค์ประกอบของตู้ ตัวขับเสียง และอุปกรณ์ครอสโอเวอร์ มาทำการทดลองต่างๆได้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ “เพราะอยากให้ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด” ไม่ใช่แค่เพียงประกาศให้โลกรู้ว่า “คนไทยทำได้” แต่ความหมายลึกซึ้งมากไปกว่านั้น Life Audio Signature 10 คือลำโพงแห่งเกียรติยศ และความภาคภูมิใจของผู้ผลิต ที่จะมอบไว้ให้กับวงการออดิโอไฟล์ของไทย อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้น แห่งแรงบันดาลใจ หรือสร้างพลังใจให้กับนักออกแบบบ้านเรา ท่านอื่นๆ จะได้สร้างงานที่ดีๆ ออกมาประดับวงการในภายภาคหน้ากันต่อไป เพราะคนไทยที่มีความรู้ความสามารถ มีอยู่มากมาย เพียงแต่โอกาสยังไม่เปิดอย่างเต็มที่เท่านั้นเอง ลำโพง Life Audio Signature 10 ไม่ได้ผลิตเพื่อสร้างรายได้ เพราะต้องการผลิต Limited แค่เพียง 10 คู่เท่านั้น ผลงานชิ้นนี้ จึงมีความท้าทายในกระบวนการทางฟิสิกส์ และศิลปะชั้นสูง อาจเป็นงานวิจัยต้นแบบแห่งการเรียนรู้ของ Life Audio ที่ทำให้ก่อกำเนิดการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ไฮไฟอื่นๆ ตามมาใสอนาคตด้วย ศาสตร์และศิลปะที่มาพร้อมกันอย่างเพียบพร้อม แสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะในหลายปีมานี้ สำเร็จลงได้ด้วยลำโพง Signature 10 ที่เราคงไม่อาจกล่าวถึงรายละเอียดได้ทั้งหมด และผมก็ได้มีโอกาสทดลองฟังแล้ว ให้ความประทับใจอย่างยิ่ง นี่คือลำโพงที่เดินไปสุดทางของออดิโอไฟล์ ที่สามารถขึ้นไปเทียบเคียงกับลำโพงไฮเอ็นด์ในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิใจ ด้วยความเป็นจริงที่ว่า ลำโพงระดับไฮเอ็นด์ ซูเปอร์ไฮเอ็นด์ ในตลาดโลกที่มีชื่อเสียง ล้วนยอดเยี่ยม มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เราไม่ได้บอกว่า Life Audio Signature 10 ดีกว่า หรือดีที่สุด แต่ทว่า ลำโพงรุ่นฉลองครบรอบสิบปี Life Audio จะเป็นหนึ่งในทำเนียบลำโพงที่สามารถเคียงบ่าเคียงไหล่ลำโพงระดับสุดยอดเหล่านั้นได้ ด้วยศาสตร์แห่งดีไซน์ และคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมอันพิสูจน์ได้ หลังจากมีนักฟังระดับไฮเอ็นด์ได้ทดลองฟัง Life Audio Signature 10 ที่มีกำหนดเป้าหมายผลิตเพียง 10 คู่ บัดนี้ได้ถูกสั่งจองไปแล้ว 7 คู่‼️ ต้องกล่าวว่านอกเหนือความคาดหมายจริงๆ หลังบทความทดสอบสั้นๆ ชิ้นนี้โพสให้ท่านได้อ่านกัน ลำโพงรุ่นลิมิเต็ดนี้ อาจจะมีเจ้าของไปทั้งหมดแล้วก็ได้ครับ เราลองมาพิเคราะห์เทคนิคการออกแบบบางส่วนเท่าที่เปิดเผยได้ดังต่อไปนี้ Life Audio Signature 10 รังสรรค์ตัวตู้ด้วยอลูมิเนียมที่มีความหนา 20 mm. ทุกด้าน ประกอบมาอย่างประณีตพิถีพิถัน มีการใช้ชิ้นส่วนที่เป็นทองเหลือง เคลือบด้วยทองคำ 24K ถึง 8 ชิ้น ต่อ 1 ตู้ มีชิ้นส่วนที่เป็นทองแดง ofc เคลือบ Platinum Mix กับ Rhodium อีก 1 ชิ้น ต่อ 1 ตู้ กระบวนการใช้โลหะเป็นตู้ลำโพง คืองานที่ยากลำบากที่สุดโดยเฉพาะความสามารถในการควบคุมเรโซแนนซ์ เคยมีลำโพงไฮเอ็นด์ไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่นำมาใช้ อาทิ KEF Brade , YG Acoustic (USA) Magico (USA) Genelec Finland, B&O (Bang & Olufsen) ในสิ่งที่เราเรียนรู้มาว่า ตู้ลำโพงอลูมิเนียมมีข้อดีตรงความมั่นคงปราศจากการกระพือสั่นไหวอย่างดีเยี่ยม แต่จะต้องทั้งคำนวณขนาด และจัดการระบบภายในอย่างเข้มงวด ต้องสอบผ่านในหลักสามประการนี้ - ควบคุมค่า High-Q Resonance - Ring & Bell Effect เมื่อถูกกระตุ้นจากตัวขับเสียง - Energy Reflection ควบคุมการสะท้อนภายในตู้ การจัดการในเชิงวิศวกรรมตู้ของ Life Audio Signature 10 ทำให้ได้มาซึ่งเสียงที่สะอาดหมดจดมาก เวทีเสียงนิ่งแม่นยำ ตัวขับสามารถแสดงผลด้านรายละเอียดที่สูงสุดโดยปราศจากสีสันของตู้ อีกทั้งภายในมีการใช้แผ่น C3 LeDisq Magnetiq สูตรพิเศษที่ทำให้เฉพาะ Life Audio ใช้เป็นรายแรกของโลก สำหรับสายที่ใช้ไวริ่งภายในตู้ ใช้ตัวนำสูตรเดียวกับสายลำโพงรุ่น Masterpiece Grand (ราคา 3 ล้านกว่า) Crossover อุปกรณ์คัดเกรดพิเศษ และทำขึ้นด้วยเทคนิคที่ไม่เหมือนใคร อันนี้อาจจะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดตรงนี้ได้ ขั้วต่อด้านหลังลำโพงสวยงาม แกร่งในลักษณะ Heavy Duty มีขั้ว Ground เฉพาะที่สามารถต่อเข้าระบบกราวด์ของภาคขยายได้ เพื่อให้เสียงมีความสะอาด สงัดยิ่งขึ้น และสำหรับชุดขั้วต่อลำโพง สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็นแบบ Single หรือ Bi-Wire (โดย Bi-Wire มีส่วนเพิ่มอีก 12,000 บาท) Life Audio Signature 10 มีขนาดตู้ขนาดตู้ กว้าง 23 ลึก 22.5 สูง 39 เซนติเมตร เป็นลำโพง 2 ทาง แบบท่อเปิดเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลังขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ทวีตเตอร์โดมขนาด 1.5 นิ้ว พร้อมเพลทรอบตัวขับขนาด 4 นิ้ว วูฟเฟอร์ขนาด 7 นิ้ว ตอบสนองความถี่ที่ 29 Hz. ถึง 22 kHz. ค่าความไว 88 db/1Watt/1Meter ความต้านทาน 8 Ohm. เฉพาะตัวตู้มีน้ำหนักข้างละ 30 กิโลกรัม‼️ ราคา 490,000.- บาท มีราคาพิเศษ 388,000.- บาท สำหรับผู้สั่งจอง ผลิตในจำนวนจำกัด 10 คู่เท่านั้น และในเวลานี้ได้มีผู้จองไปแล้ว 7 คู่ ดังนั้นลำโพง Life Audio Signature 10 จะมีให้นักฟังได้เป็นเจ้าของอีกเพียง 3 คู่เท่านั้นครับ คุณหน่อยกล่าวว่า “นี่คือการผสมผสานที่เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ตลอดชีวิตที่เล่นเครื่องเสียง ได้ทดลอง ได้จำหน่ายชุดเครื่องเสียง และลำโพง Hi-End , Super Hi-End มาอย่างมากมาย จึงทำให้ทราบ จุดดี จุดเด่น จุดด้อย และปัญหาต่างๆ ของซิสเต็มเครื่องเสียง รวมถึงการแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบที่สุด“ “เหมือนกับสาย Life Audio ที่สร้างขึ้นตามความต้องการที่อยากจะมีสายที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน” ดังนั้นการสร้างลำโพงของ Life Audio รุ่น Signature 10 จึงเป็นหมุดหมายที่ต้องการสร้างความสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน ให้ได้มากที่สุด เท่าที่ลำโพงวางขาตั้ง 1 คู่จะทำได้ และสามารถให้คุณภาพที่ดีกว่าลำโพงตั้งพื้นในหลายๆ ด้าน ซึ่งศาสตร์และศิลปะชิ้นนี้ อยากมอบไว้ให้กับผู้คนในวงการได้หาประสบการณ์กันครับ Preview สำหรับลำโพงพิเศษนี้ หลังจากคู่แรกสำเร็จออกมา ก็กลายเป็นลำโพงที่มีวาระใน “การเดินทาง”แทบไม่เว้นว่างเลยจริงๆ ครับ โดยเฉพาะมีโอกาสเข้าไปฟังในห้องฟังของออดิโอไฟล์ระดับต้นๆ ของเมืองไทยหลายแห่ง แต่โชคดีที่ยังมีโอกาสมาแวะพักที่ผม 2-3 วัน ให้ได้เซ็ตอัพ ได้ทดลองฟังด้วยแอมป์โซลิดสเตท สลับกับแอมป์หลอดสุญญากาศระดับคลาสสิก นับว่าได้ประสบการณ์น่าประทับใจมากทีเดียว แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาการทดสอบฟังที่ไม่นานมากนัก แต่ก็ได้ประสบการณ์ ที่นำมากล่าวถึงหลายเรื่องด้วยกันที่ผมจะขอสรุปดังต่อไปนี้ ตัวตู้ที่หนักมาก 30 กิโลกรัม ระดับที่คนแข็งแรงยกคนเดียวแทบไม่ไหว ผมไม่เคยพบว่ามีลำโพงตู้ขนาดเดียวกันที่หนักอึ้งถึงเพียงนี้ ผนวกกับขาตั้งโลหะที่ดีไซน์ตอบรับอย่างพิถีพิถัน ทุกจุดสัมผัสที่ระบบลูกกลมหรือ Ball Bearing ที่ตัดไวเบรชั่นส่วนเกินออกไปได้อย่างหมดจด ส่วนล่างสุดใช้ Life Audio ตระกูล Mellow รองรับปรับระดับให้ได้ศูนย์อย่างแม่นยำ ลำโพงจึงมั่นคงเสมือป้อมปราการดีๆ นี่เอง จาการทดสอบ พบถึงจุดเด่นคือมีความแกร่งปราศจากการสั่นกระพือใดๆ การทำงานของไดรเวอร์จะแม่นยำ ให้ไดนามิคที่หนักหน่วงมีอิสระ เสียงที่ได้ยินจากเพลงในสไตล์วงออเคสตราวงใหญ่ ลำโพงคู่นี้ทำได้ทรงพลังโอ่อ่าจนผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว (Round-Up Erich Kunzel, Cincinnati Pops Orchestra) เสียงจากชิ้นดนตรีชัดเจนแจ่มแจ้ง หลุดลอยทะลุมิติเสียง เหมือนลำโพงไร้ตู้ ที่ทำให้ผมแปลกใจยิ่งไปกว่านั้น คือเสียงเบสที่อิ่มเอม สมจริง ลอยตัวเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เกินเลย โดยฟังจากอัลบั้มเพลงชั้นครูของ Janis Ian: Breaking Silence (1992) ที่บันทึกเสียงมาได้อย่างสะอาดคลีนเป็นธรรมชาติ ลำโพง Life Audio Signature 10 นำเสนออย่างตรงไปตรงมา ให้เสียงเบสที่เป็นเบสจริงๆ ในขณะที่ตอกย้ำด้วยอัลบั้ม Jennifer Warnes: The Hunter ความอิ่ม นุ่ม หนักแน่น มาเต็มสเกลเสียง นับเป็นพลังเสียงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ในแง่ของคาแรกเตอร์ลำโพง ต้องเรียนว่า ลำโพง Life Audio Signature 10 ไม่ออกแนว “คัลเลอร์เรชัน” หรือปรุงแต่งเสียงเลยแม้แต่น้อย เป็นบุคลิกของผู้ถ่ายทอดความจริงเที่ยงตรงเป็นหลัก ผมพบว่านี่อาจจะเป็นลำโพงไม่กี่คู่ที่ผมเคยฟังมาแล้วรู้สึกถึง ความลงตัวพอดี หรือ Tonal Balance อันยอดเยี่ยมมากๆ นับแต่เพลงแรกที่ฟังก็จะพบได้ทันทีว่า นี่คือธรรมชาติของเสียงดนตรีที่มีชีวิตที่ปรากฏต่อหน้า เอกลักษณ์ของเสียง Signature 10 ดูสมจริงแต่ผ่อนคลาย เสียงที่เปิดสว่าง มีน้ำหนักเสียงพอดีๆ กับปลายเสียงแหลมละเอียดละออ รักษาได้ทุกดุลเสียงอย่างบาลานซ์ มีฮาร์โมนิคที่ยอดเยี่ยมด้วยสัดส่วนงดงาม ทำให้ผู้ฟังได้รู้สึกถึง “ส่วนลึกของอารมณ์ดนตรี” ได้ครบถ้วน นี่อาจเป็นเหตุผลที่ผมฟังอัลบั้ม Kenny Rogers' Greatest Hits ได้สองรอบในช่วงเวลาทดสอบในหนึ่งวัน Signature 10 ผ่องถ่ายเสียงของศิลปินคนโปรดด้วยความรู้สึกลึกๆ ชิดใกล้ อาทิเพลง Lady และ Don't Fall In Love With A Dreamer ที่เสมือนหนึ่งว่า เขามายืนร้องต่อหน้าแบบมีชีวิตจริง นี่คือลำโพงที่แทบจะไม่ใช่ลำโพง แต่เป็นสำเนียงเสียงนักร้องและดนตรีที่สามารถสื่อลึกเข้าไปถึงจิตใจได้ด้วยการถ่ายทอดธรรมชาติ และ “ความเป็นจริง” ที่เราสัมผัสได้ เนื่องจากผมมีโอกาสทดสอบ Life Audio Signature 10 ด้วยแอมป์แบบโซลิตสเตท และแอมป์หลอดสุญญากาศ อาจมีบางท่านอยากทราบ จึงอยากสรุปต่อท้ายสักเล็กน้อยว่า ด้วยความเที่ยงตรงแม่นยำของลำโพงซึ่งถือว่าออกแบบเอาไว้ได้สุดยอดมาก ทำให้การใช้แอมป์ที่แตกต่างกันทางโครงสร้างวงจรขยายจึงมีผลแตกต่างกันไม่มาก อาทิกับแอมป์หลอด ลำโพงอาจจะเสียงอุ่นกว่านิดหน่อย ปลายเสียงฉ่ำขึ้น แต่ยังคงมีชีวิตชีวาไม่ต่างจากแอมป์โซลิดสเตทแต่อย่างใด เรียกว่าความเที่ยงตรงในคุณภาพเสียงของลำโพงเป็นต่อทุกสิ่งอย่างในการแมตชิ่งครับ ดังนั้น Life Audio Signature 10 จึงไม่มีข้อจำกัดตรงความเป็นหลอด หรือทรานซิสเตอร์ แต่อย่างใด แน่นอนว่าเสียงแบบหลอดและโซลิดสเตท อาจจะพิสูจน์กันได้ตรงปลายเสียงแหลมสุด และความหวานของเสียงร้องเท่านั้นครับ ช่วงท้ายของการฟัง ผมทดสอบฟังด้วยเพลงแนวร็อคที่ชื่นชอบ คือ Turn of the Tide : Barclay James Harvest แม้จะเป็นการบันทึกเสียงยุคเก่าตั้งแต่ปี 1981 แต่ผมถือว่า นี่คืออัลบั้มร็อคที่เสียงหนักแน่น ละมุนจริงจังอย่างที่สุด ลำโพงสองทางส่วนใหญ่ที่ฟังๆ มา มักจะสนองตอบได้ในระดับกลางๆ แต่ Life Audio Signature 10 สนองตอบได้ยอดเยี่ยมมาก อิ่ม ทรงพลังหนักแน่น เทียบเคียงลำโพงตั้งพื้นไฮเอ็นด์ได้เลยครับ ผมจึงต้องมาปิดท้าย ในวันที่จะต้องยกลำโพงลงกล่อง ด้วย Alan Parsons Project: I Robot อีกสักรอบ เรียกว่าได้ความรู้สึกของเวทีเสียงกว้าง ลึก พลังเสียงต่ำรวมทั้งค่าไดนามิคเร้นจ์ ดังสุด-เบาสุด แสดงผลออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชนิดที่แทบไม่เคยฟังได้จากลำโพง Bookshelf คู่ใด ได้ในแบบนี้ครับ ยกให้เป็นลำโพงที่มีความเที่ยงตรงสูง เปิดเผยทุกรายละเอียดของเสียงดนตรีอย่างไม่ปรุงแต่ง เมื่อต้องการเข้าถึงความเป็นจริง ผมเชื่อว่า ลำโพงคู่นี้ให้คำตอบคุณได้แน่นอน การทดสอบฟัง Life Audio Signature 10 ของผมคือประสบการณ์ครั้งสำคัญ สำหรับลำโพงที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันยอดเยี่ยมเช่นนี้ อยากให้คนออดิโอไฟล์ได้มีโอกาสฟัง และวิเคราะห์เพื่อเป็นประโยชน์ สำหรับพัฒนาความก้าวหน้าของวงการผู้ผลิตไทยให้โดดเด่นยิ่งๆ ขึ้นไปครับ หลังบทความสั้นๆ ชิ้นนี้ออกไป ผมไม่แน่ใจว่า Life Audio Signature 10 คู่สุดท้ายอาจจะถูกจับจองไปแล้วหรือไม่ เพราะผลิตออกมาแบบ Limited จริงๆ ดังนั้นให้สอบถามจากเจ้าของโปรเจค คือคุณหน่อย Life Audio หรือ คุณวรวุฒิ วินาสันตุ โทร. 084-596-6262 ได้เลยครับ
QUAD 33 Pre Amplifier QUAD 303 Power Amplifier ศิลป์สำเนียง แห่งเสียงธรรมชาติ ในยุคปี 1960 ที่นักเล่นเครื่องเสียงระดับแนวหน้ามักชื่นชมในเสียงภาคขยายหลอดสุญญากาศว่าดีที่สุด เพราะยังไม่มีแอมป์โซลิดสเตทใดๆ ให้เสียงที่มีความเป็นดนตรีอย่างที่พวกเขาคาดหวัง วิศวกรเสียงที่เชื่อมั่นในการทำงานของทรานซิสเตอร์ จึงต้องค้นคว้าวงจรที่ดีเพื่อเป็นคำตอบว่า โซลิดสเตทสามารถให้เสียงยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน และนี่คือหนึ่งในประวัติศาสตร์ไฮไฟได้บันทึกเอาไว้ถึงความสำเร็จที่งดงาม และมีชื่อเสียงมากที่สุดของผลิตภัณฑ์ภาคขยายโซลิดสเตทสหราชอาณาจักร ในปี 1967 คุณปีเตอร์ วอล์กเกอร์ (Peter J. Walker) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง QUAD วิศวกรที่มีแนวคิดว่า “The closest approach to the original sound” ไม่เน้นเสียงที่หวือหวา แต่ยึดมั่นในความเที่ยงตรง ความเสถียร การถ่ายทอดสมจริงที่การฟังระยะยาวเป็นสำคัญ เขาได้ออกแบบชุดปรีเพาเวอร์ QUAD 33 และ 303 ขึ้นมา วอล์กเกอร์ ได้ใช้หลักปรัชญา “สู่ความเที่ยงตรง” นี้ออกแบบเครื่องเสียงของเขามาตลอดชีวิต วอล์กเกอร์อยากให้นักฟังได้เข้าใจบริบทแรกก่อนว่า ด้วยเหตุผลหลายประการ เสียงจากเครื่องเสียงที่ฟังในบ้านทั้งหลายไม่มีวัน “เหมือนดนตรีจริง” ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ต้อง “ใกล้เคียงความจริงอย่างถึงที่สุด”(High Fidelity) หมายความว่าควรให้เข้าใกล้ความจริงสมมากที่สุด โดยไม่เติมสิ่งที่ “ไม่มีอยู่จริง” นี่คือความซื่อสัตย์ทางวิศวกรรม‼️ มันไม่ใช่เสียงที่ไพเราะที่สุด ไม่ใช่เสียงที่ถูกใจที่สุด ไม่ใช่เสียงที่ขายง่ายที่สุด แต่ต้องพยายามถ่ายทอดความจริงให้มากที่สุดต่างหาก และดีไซน์ของ QUAD 33/303 กลายเป็นมาตรฐานอ้างอิงของ BBC ที่มีการนำไปใช้งานแพร่หลายในสตูดิโอ ห้องควบคุมเสียงของมหาวิทยาลัยที่วิจัยด้านเสียง เป็นระบบที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงสมรรถนะทรานซิสเตอร์ที่ให้เสียงดนตรีได้ “มีจิตวิญญาณ” เฉกเช่นหลอดสุญญากาศ แต่ได้เปรียบอีกหลายๆ ประการในแง่การขยายเสียง โดยเฉพาะค่าไดนามิก อัตราการสะวิงของเสียง ในอดีต ขณะที่ผมยังมีอาชีพนักจัดรายการวิทยุอยู่ที่สถานี FM 97.5 MHz ลำโพงมอนิเตอร์ซึ่งใช้งานบันทึกเสียงและออกอากาศในสถานี คือ Rogers LS3/5A ก็ผนวกเพาเวอร์แอมป์ QUAD ยึดติดมาด้านหลังลำโพง เรียกว่าผูกติดกันในเรื่องการขยายเสียงที่เน้นความแม่นยำถูกต้องมาอย่างเนิ่นนานแล้ว แนวคิดในเชิงปรัชญา QUAD 33/303 นับแต่แรก ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อโชว์พลัง แต่ถูกสร้างมาเพื่อ “ไม่ขวางกั้นสัญญาณดนตรี” นั่นคือเหตุผลที่แม้จะยาวนานกว่า 50 ปี QUAD 33/303 ยังคงมีคุณค่าไม่เสื่อมคลาย ควรค่าในการนำกลับมาผลิตใหม่ โดยยึดแนวคิดเดิมของ Peter Walker อย่างเคร่งครัด และพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น สำหรับ QUAD 33/303 ดั้งเดิมนั้น ใช้หลักการออกแบบให้เป็น Transistor Preamplifier รุ่นแรกๆ ของโลก ที่จริงจังด้านคุณภาพเสียง ใช้ระบบโมดูลปลั๊กอิน ซึ่งสามารถเปลี่ยนภาค Phono / Line ได้ จุดเด่น ปรี QUAD 33 เริ่มใช้ระบบปรับโทนคอนโทรล Tilt อันเป็นเอกลักษณ์ของ QUAD ที่ไม่เหมือนแอมป์ตลาดทั่วไป โดยระบบการปรับความถี่ทุ้มแหลมช่วงปลายดังกล่าวของ QUAD จะมีการปรับหมุน ทั้งย่านความถี่พร้อมกับจุดเทอร์นโอเวอร์ อยู่ที่ 1 kHz การปรับให้เสียงอุ่นขึ้นหรือสว่างขึ้นได้ แต่จะยังคงรักษาสัดส่วนดนตรีไว้ไม่ให้เสียหาย แน่นอนว่าในเวอร์ชั่นปัจจุบันก็ยังคงรักษาแนวทางนี้อย่างมั่นคง แต่ก็ได้เสริมอุปกรณ์เทคโนโลยีสูงเข้าไปทดแทน มีการให้ความสำคัญภาค Phono stage ที่มีคุณภาพสูงมาก ให้ทำงานง่าย เบสิก แม้ผู้ใช้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญระบบเสียงอนาล็อกก็ตาม สามารถเข้าใจการทำงานและตอบรับคุณภาพที่ได้อย่างเข้าถึงทุกอณุแห่งความสมจริง สิ่งที่ผมจำได้ตลอดมา คือคาแรกเตอร์เสียงกลางหวาน เป็นธรรมชาติ เสียงร้องอิสระ ไม่แต่งปลายเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่ QUAD 303 มีแนวคิดใช้อุปกรณ์ทรานซิสเตอร์คัดเกรด ที่เน้นความเสถียรและความทนทาน มากกว่าพลังวัตต์ โดยเทคโนโลยีสำคัญคือ Current Dumping คือดีไซน์เริ่มต้นใช้ภาคขยายขนาดเล็กที่มีความแม่นยำสูง สามารถควบคุมภาคขยายให้มีความเสถียร ด้วยพลังเต็มสเกล ซึ่งเป็นแนวคิดตั้งต้นที่ยังคงตกทอดมาถึงรุ่นปัจจุบัน หมายเหตุ: ระบบ Current Dumping อันเป็นสิทธิบัติของ QUAD นั้นใช้ วิธีคำนวณยาก รวมถึงต้องใช้ชิ้นส่วนแม่นยำสูงมาก จึงแทบไม่พบว่าจะมีผู้ผลิตใดได้ลงมือทำในแบบเดียวกันนี้ ถ้าถามว่า ทำไมในยุคอดีตออดิโอไฟล์ถึงยกย่องภาคขยายของ QUAD ก็เนื่องจากให้เสียงสะอาด เป็นธรรมชาติ สามารถขับลำโพงยากๆ ได้โดยก่อเสียงไม่เครียด หรือผิดเพี้ยน สามารถฟังได้ยาวนานอย่างไม่ล้าหู นี่คือเหตุผลที่นักเล่นระดับไฮเอ็นด์มักกล่าวด้วยความอัศจรรย์ใจว่า QUAD วัตต์ไม่เยอะ แต่ขับได้ดีจริง ในช่วงปีปัจจุบัน 2025 มีการย้อนกลับไปนำเอาแนวทางออกแบบดั้งเดิมทั้งหมดเมื่อปี 1967 ของPeter J. Walker มาปรับปรุงและพัฒนาและผลิต QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง สร้างความตื่นตาตื่นใจและประทับใจต่อนักเล่นเครื่องเสียงที่ชื่นชอบเสียงแนวบริสุทธิ์นิยมเป็นอย่างยิ่ง QUAD รักษาแนวทางธรรมชาติ แต่พัฒนาให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น รุ่นรีอิสชู่ (2024/2025 Edition) คือการนำเอาเครื่องระดับคลาสสิกจากยุค 1960’s กลับมาทำใหม่ โดยยังคงเสียงและแนวคิดดั้งเดิมเอาไว้อย่างมั่นคง แต่ได้ปรับปรุงให้เข้ากับการใช้งานยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ทั้งคุณภาพงานภายใน, อินพุต/เอาต์พุต, และฟีเจอร์ใหม่ๆ โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของเสียงอนาล็อกแบบดั้งเดิม • QUAD 33 รุ่นใหม่ เป็น Preamplifier แบบอนาล็อก ที่ใช้การควบคุมแหล่งสัญญาณต่างๆ อย่างแม่นยำสูงสุด ก่อนส่งสัญญาณต้นทางไปที่เพาเวอร์แอมป์ ซึ่งยังคงรูปทรงแบบคลาสสิกจากรุ่นดั้งเดิม แต่มีการอัปเดตเพื่อรองรับระบบสมัยใหม่ โดยมีอินพุตภาคไลน์ 3 ชุด รวมทั้งภาคปรีโฟโน ที่เล่นได้ทั้งหัวเข็ม MM/MC (ปรับค่าได้ง่ายๆ แค่เลือกกดปุ่ม MM หรือ MC ที่ปุ่มคอนโทรลหน้าปัด) มีช่อง Balanced XLR ทั้งอินพุต เอาต์พุต สำหรับเชื่อมต่อโดยตรงกับเพาเวอร์แอมป์ QUAD 303 มีช่องต่อหูฟัง และภาคขยายเฉพาะมาให้ด้วย ความสง่างดงาม ตัวเครื่องขนาดย่อมๆ สีเทาคลาสสิก เล็กกะทัดรัดพร้อมจอ LCD ไฟส้ม และปุ่มกดแสดงสถานะ รวมถึงรีโมตคอนโทรลมาอย่างครบครัน ขนาดเครื่อง QUAD 33 กว้าง 258 มม. สูง 82.9 มม. ลึก 165 มม. แค่เห็นดีไซน์เก๋ไก๋ ก็ยอมรับว่าเทคะแนนความชื่นชมให้เต็มหัวใจ เพราะออกแบบได้คลาสสิกจริงๆ • QUAD 303 Power Amplifier เพาเวอร์แอมป์วงจรขยาย Class AB ที่ออกแบบคงรูปทรงคลาสสิกเอาไว้อย่างมั่นคง ใช้เทคโนโลยี Symmetrical Triples Output Stage ซึ่งให้เสียงละเอียด และมีความผิดเพี้ยนต่ำ ให้พลังงานเพียงพอกับลำโพงทั่วไป แม้จะระบุกำลังขับไม่สูง ที่ 2 × 50 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 2 × 70 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม แต่ขับเสียงทั้งลำโพงยุคปัจจุบัน และยุควินเทจได้ลงตัวทุกรูปแบบ ที่สำคัญในกรณี ทำการ Bridged mode จะได้กำลังขับ 140 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 170 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม (ต่อเครื่อง) สำหรับผู้ที่ต้องการพลังสูงสุด มีช่องต่ออินพุตทั้งแบบ RCA และ Balanced XLR มาครบครัน QUAD 303 เพาเวอร์แอมป์ ที่มีขนาดเครื่องที่ออกแบบในแนวตั้ง คลาสสิก ดูสวยสง่า กว้าง 120 มม. สูง 176 มม. และลึก 325 มม. ปุ่ม Power สีส้ม เหมือนปรีแอมป์รุ่น 33 สวยงามเป็นหนึ่งเดียวกัน การออกแบบเพาเวอร์แอมป์ รุ่น 303 ใหม่นี้ ยังคงลักษณะเสียงแบบอนาล็อกอบอุ่น และเป็นธรรมชาติ เหมือนรุ่นคลาสสิก แต่มีความนิ่งและสะอาด ชัดเจนมากขึ้นยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน มีอินพุตสมัยใหม่ เช่น Balanced XLR, ปุ่มโทนและรีโมต รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ยุคใหม่ สามารถทำงานร่วมกันโดยใช้ 12 V trigger เพื่อเปิด/ปิดอัตโนมัติ จากประสบการณ์ส่วนตัวผมพบว่าเพาเวอร์ 303 รุ่นเก่า จะใช้หม้อแปลง EI และอุปกรณ์คาปาซิเตอร์ค่าไม่สูงมากตามยุคสมัยนั้น แต่รุ่นใหม่ใช้หม้อแปลงคุณภาพสูง เลือกคาปาซิเตอร์เกรดAขนาดใหญ่ จึงให้อัตราทรานเชี้ยนที่เร็วมากขึ้น สามารถคุมลำโพงสมัยใหม่ได้ดีกว่าเดิม รวมทั้งให้เสียงเบสอิ่มกระชับขึ้น และเวทีเสียงมั่นคง On test น้อยคนจะเคยฟังและเป็นเจ้าของ ปรีเพาเวอร์ ของ QUAD รุ่นดั้งเดิม แต่ผมคือหนึ่งในนั้น เมื่อมีการรีอิสชู่ทำขึ้นมาอีกครั้ง นอกจากความชื่นชมแล้ว ผมย่อมมีความรู้สึกดีใจที่ได้จับต้องและอบอุ่นใจที่ได้ฟังปรีและเพาเวอร์ QUAD 33/303 ชุดนี้เป็นอย่างมาก เหมือนเรากลับไปยืนอยู่อดีตเมื่อวันวานแล้วจับเอาความรุ่งโรจน์ในอดีตมาพัฒนาให้ล้ำลึกยิ่งกว่า เพื่อหลอมรวมกับปัจจุบันสมัยได้อย่างลงตัว อย่าลืมว่า ด้วยกระบวนผลิตทางด้านอุตสาหกรรมแอมปลิไฟร์ ที่ต้องการด้านจำนวนมากๆ และความง่ายต่อสายงานการผลิตก็มักจะใช้พิมพ์นิยม ขนาดมาตรฐานหน้ากว้าง 17-19 นิ้ว ดังเช่นที่เราเห็นอยู่ แต่ผลิตภัณฑ์เฉพาะอย่าง QUAD 33/303 กลับมีขนาดที่ย่นย่อเล็กกะทัดรัดลงมา หมายถึงการเปิดโมขนาดตัวถังใหม่ทั้งหมด ซึ่งสิ้นเปลืองเงินทุนมาก เครื่องของ QUAD ชุดนี้ จึงมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของแอมปลิไฟร์ทั่วไปเท่านั้น นอกจากขนาดแล้ว วงจรและอุปกรณ์ต่างๆ จะต้องเลือกสรรที่ดีที่สุด คุณภาพสูงสุด และมีไซส์ที่กะทัดรัด แน่นอนอุปกรณ์เหล่านี้จะมีราคาแพงลิบลิ่วเมื่อเทียบเคียงเครื่องเสียงพื้นฐานในแวดวงอุตสาหกรรมเครื่องเสียงโดยทั่วๆ ไป QUAD 33/303 ออกแบบยึดมั่นในหลัก “เล็กในรูปทรง แต่ยิ่งใหญ่ในคุณภาพเสียง” ครับ ขั้นตอนการทดสอบ ผมใช้การเชื่อมต่อ อินพุต เอาต์พุต ระหว่างปรีเพาเวอร์ ผมเลือกใช้ Balanced XLR เป็นหลัก เพื่อเข้าถึงคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด เพียงแค่ได้ยินสรรพสำเนียงเสียงดนตรีครั้งแรกจากปรี เพาเวอร์คู่นี้ นี่คือการถ่ายทอดเสียงดนตรีที่น่ารักและดื่มด่ำในอารมณ์มาก ด้วยน้ำเสียงยังคงมีความลึกล้ำ ให้ความเป็นอนาล็อกอย่างสูง และผมประทับใจที่สุดก็คือ “ความสะอาดตลอดย่านความถี่เสียง” ที่ไม่เคยพบจากแอมปลิไฟร์ระดับราคาเดียวกันนี้ และในท่วงทำนองเดียวกันก็สามารถสนองตอบการฟังเพลงในยุคใหม่แบบฉับไว ได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ฟังแล้วเหมือนดึงเอาอดีตที่สวยงามมาบรรจบกับปัจจุบันที่สมจริง ร่วมสมัยกันอย่างลงตัวกับเพลงทุกสไตล์ โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับลำโพงในแนวเสียงแม่นยำเที่ยงตรงระดับ Monitor Speaker คุณจะเข้าใกล้เสียงดนตรีจริงมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา และรู้สึกได้ถึงความลึกซึ้งในฮาร์โมนิคของดนตรีที่เสนอความจริงแบบไม่เสกสรรค์ปั้นแต่ง สามารถถ่ายทอดต้นทางขยายไปสู่ปลายทางอย่างเที่ยงตรงและแม่นยำ QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier เป็นซิสเต็มที่ช่วยให้ลำโพงซึ่งนำมาเข้าชุด เปิดเผยความโดดเด่นทรงคุณค่า ส่งผ่านความจริงได้มากยิ่งขึ้น และที่ต้องยอมรับว่า ดีไซน์ใหม่ของปรี เพาเวอร์ชุดนี้ รักษาดุลเสียงที่เน้นความเรียบสะอาดสมจริงเป็นหลัก จึงทำให้สามารถเข้ากันได้กับลำโพงทุกยุคสมัยอย่างที่ผมได้มีโอกาสจับคู่ทดสอบถึงสี่คู่หลักก็คือ ลำโพงยุควินเทจ Tannoy Stirling HW และ JBL 4301B ลำโพงมอนิเตอร์ บีบีซี Rogers LS3/5 A Diamond Jubilee ลำโพง Harbeth P3ESR Anniversary และ Harbeth Monitor 30.2 Anniversary ลำโพงทุกคู่ ชุด QUAD 33 / QUAD 303 สามารถควบคุมการทำงานได้ราบรื่นแม่นยำ และขับได้อย่างสบายๆ พลังเหลือพอ แม้ดูจากภายนอก ขนาดตัวเล็กแค่นี้ แต่ลำโพงใหญ่มหึมาแค่ไหนก็เอาอยู่ครับ ความน่าสนใจอยู่ที่ QUAD 33 / QUAD 303 สามารถขับลำโพงได้ดีทั้งยุคเก่าและยุคใหม่ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เราเรียนรู้ถึงความเป็นกลางของภาคขยายเสียง คือถ้าภาคขยายมีความสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ย่อมจะช่วยให้ลำโพงแสดงจุดเด่นของตนเองออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งๆ ขึ้นไปครับ บอกตรงๆ ครับ ว่ามันน่าทึ่งที่แอมปลิไฟร์ชุดนี้ ยังคงลักษณะเสียงแบบอนาล็อกอบอุ่น และเป็นธรรมชาติเหมือนรุ่นคลาสสิก แต่ส่วนที่ต่างออกไป คือกลับจะมีความนิ่งและชัดเจนมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบขึ้นในอีกระดับ คนที่รักเสียงสะอาด ชื่นชมสำเนียงคลาสสิก แต่อยากได้ระบบที่เข้ากับแหล่งเสียงและอุปกรณ์สมัยใหม่ จะต้องประทับใจอย่างแน่นอนครับ นานมาแล้วที่ไม่ได้ฟังปรี เพาเวอร์ที่แสดงออกถึงคุณสมบัติของเสียงที่อบอุ่นเป็นธรรมชาติ แม้จะเป็นระบบขยายโซลิดสเตทก็ตาม QUAD 33 และ 303 ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและไหลลื่นเหมือนหล่อหลอมมาจากวงจรแบบหลอดสุญญากาศ ทว่ามีความเด่นที่รายละเอียดและไดนามิกดีกว่าที่คาดไว้มากมายนัก จากเสียงแผ่วเบาสุดถึงดังสุด มีสัดส่วนงดงามมากครับ QUAD 33 และ QUAD 303 เวอร์ชั่นนี้ พัฒนาจากมรดกตกทอดดั้งเดิมที่ได้รับการยกย่องมายาวนานกว่า 58 ปี รักษาความเดิมเอาไว้ได้อย่างมั่นคง นับตั้งแต่การอัปเกรดอุปกรณ์ที่มีศักยภาพสูงขึ้น การจัดวงจรที่ทันสมัย ถือว่าล้ำขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ทำให้การสนองตอบความถี่และพลังไดนามิกที่ดียิ่งกว่าเวอร์ชั่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด แต่รากฐานทั้งความงดงามกะทัดรัดของรูปทรง ทำให้ดูเหมือนการออกแบบศิลปะมากกว่า จะเป็นแค่เครื่องเสียงชุดหนึ่ง และในคุณภาพเสียงอันเที่ยงตรงนั้นกลับเข้าถึงรายละเอียดได้ระยิบระยับกว่าที่เราเคยฟังแอมปลิไฟร์ราคาระดับแสนอีกหลายชุดเลยทีเดียว!!! ผมทดสอบฟังเพลงทั้ง 3 รูปแบบคือ แผ่นเสียงไวนีล ซีดี และสตรีมมิ่ง นับว่า QUAD 33 และ QUAD 303 ให้การสนองตอบได้ดีกับเพลงหลายหลากประเภท หรือไร้ข้อจำกัดกับแหล่งโปรแกรม โดยจะมีบุคลิกของความเรียบง่ายละเอียดอ่อน ไม่หวือหวา ไม่สดชัดเกินจริง แต่ถ้าจะให้โฟกัสผมมองว่า เพลงในแนวเสียงธรรมชาติ โรแมนติคนับว่าเหมาะที่สุด ใครชอบเพลงร้องแนวหวานธรรมชาติบอกได้เลยว่า ฟังแล้วจะดึงดูดใจมากจริงๆ ครับ อีกหนึ่งในความพิเศษสุดคือ ภาคขยายของหัวเข็ม MM/ MC หรือภาคปรีโฟโน ของ QUAD 303 มีพื้นเสียงที่สะอาดและให้ความสงัด ปราศจากเสียงรบกวนใดๆ น่าทึ่งครับ!!! ต้องเรียกว่าให้การการถ่ายทอดจังหวะและลำดับเสียงได้ดี สนองตอบเพลงที่มีรายละเอียดของชิ้นดนตรีจำนวนมากอาทิ วงออเคสตรา หรือบิ๊กแบนด์ ได้สมบูรณ์มากๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่า ขนาดเครื่องที่เล็กกะทัดรัดทรงเสน่ห์นี้ ให้เสียงได้ใหญ่ โอ่อ่าเปิดเผยดุจเดียวกับเครื่องปรีเพาเวอร์ ในระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ เพียงแต่ไม่ต้องแสดงอาการ “กล้ามโต” บึกบึนจากรูปทรงแต่อย่างใด เป็นดีไซน์ที่ซ่อนรูปความดีงามไว้ภายในได้อย่างเหลือเชื่อ สิ่งที่แตกต่างจากปรีเพาเวอร์ทั่วไปคือ เสียงอบอุ่น ฟังเพลิดเพลินมีชีวิตชีวา ไม่เหนื่อยล้าแม้จะนั่งฟังยาวนาน เสียงร้องสมจริงประดุจนักร้องมาอยู่ตรงหน้า ฟังเพลงจากแผ่นเสียงยิ่งทำได้อบอุ่นละมุนละไมน่าประทับใจ ด้วยความละเอียด สะอาด พื้นเสียงสงัดอย่างมาก ตัวเครื่องให้ความรู้สึก build quality ยอดเยี่ยม เสียงที่ดีในรูปแบบ “คลาสสิก” ยังโดดเด่นเสมอ ฟังก์ชั่น Tilt control และ Phono MM/MC นับเป็นจุดที่ถือว่าดีมาก ไม่เหมือนใคร และแน่นอน… คุณภาพเกินราคา ผมฟังอัลบั้มทั้ง ไฮ-เรส แผ่นเสียง ด้วยดนตรีหลากหลายแนว จากคลาสสิกจนถึงป็อป โดยไม่มีขีดจำกัด โดยเฉพาะใครที่ชอบเสียงแนวโรแมนติค อบอุ่น ละเมียดละไม ช่วงเสียงกลางอิสระสมจริงรวมถึงปลายเสียงแหลมสะอาด เป็นแนวเสียงที่สวยงามมากๆ เบสมีความกลมกล่อมพอดีไม่เกินเลย รักษาทรวดทรงดนตรีเอาไว้ครบถ้วนสมจริง สามารถบ่งชี้ความจริงและธรรมชาติในทุกรายละเอียดโดยปราศจากการแต้มสีสันใดๆ ในท่ามกลางแอมปลิไฟร์แนวคิดก้าวกระโดดล้ำสมัย ดีไซน์บึกบึนใหญ่โต QUAD 33 และ QUAD 303 คือผลย้อนศร ให้ความยิ่งใหญ่อยู่บนรูปทรงกะทัดรัด มีความพิเศษอย่างยิ่ง ประกอบกับแนวทางออกแบบกะทัดรัดงามสง่าที่เหมือนประติมากรรมร่วมสมัย ทำให้ QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier คือปรากฏการณ์ดีไซน์ย้อนยุคและคุณภาพยอดเยี่ยมที่เราจะไม่พบเห็นได้ง่ายนัก QUAD นำเสนอผลงานการออกแบบแอมปลิไฟร์ที่ถ่ายทอดสำเนียงแห่งธรรมชาติโดยแท้จริง ทราบว่า ชุด QUAD 33/303 ได้รับรางวัล EISA Award 2025-2026 ซึ่งเป็นรางวัลจากสื่อที่ยกย่องว่าเป็น Best Pre Power Amplifier โดยชื่นชมทั้งคุณภาพเสียง ความละเอียดของเวทีเสียง และคุณค่าทางประสบการณ์ฟังเพลงที่ไม่อาจหาได้จากแอมปลิไฟร์ทั่วไปในตลาดไฮไฟ ผู้ที่ต้องการชุดเครื่องเสียงในลักษณะงานดีไซน์ย้อนยุค และคุณภาพที่ยอดเยี่ยมในระดับไฮเอ็นด์ ไฮคลาสออดิโอ ที่สามารถสร้างความร่วมสมัย หาจุดบรรจบของเสียงดนตรีในอดีตและปัจจุบันได้อย่างลงตัว ต้องไม่พลาดครับ เพราะผลิตออกมาเสมือนงานศิลปะที่มีจำนวนไม่มากนัก การได้ครอบครอง QUAD 33/303 ไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องเสียงหนึ่งชุด แต่มันคือการครอบครองประวัติศาสตร์ทางดนตรีชิ้นสำคัญ นอกจากจะได้ครอบครองเสียงที่มีคุณภาพดีเยี่ยมแล้ว สำหรับ QUAD 33 Pre Amplifier และ QUAD 303 Power Amplifier เป็นผลงานศิลปะที่จะสร้างความทรงจำล้ำค่าไปอีกนานแสนนานครับ QUAD 33 [Pre Amp] ราคาพิเศษ 54,000 บาท QUAD 303 [Power Amp] ราคาพิเศษ 54,000 บาท Promotion คู่ QUAD 33/303 [Pre + Power] ราคาพิเศษ 100,000 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
DALI KUPID ลำโพงเล็กเสียงดี ที่ให้ความไพเราะในทุกสภาวะแวดล้อม การออกแบบลำโพงเล็กที่ดีๆ สักคู่หนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก… แต่ถ้าความมุ่งมั่นปรารถนาที่ให้ลำโพงคู่นั้น สามารถใช้งานอย่างลงตัวกว้างขวาง เช่น จัดวางบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์ วางบนหิ้ง ใส่ในชั้นวาง หรือติดยึดกับผนัง ด้วยแนวทางอเนกประสงค์ได้หลายๆ รูปแบบ โดยที่ยังคงคุณภาพของ “เสียงที่ดีใกล้เคียง ในทุกสถานที่” กลับไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และ DALI KUPID คือสิ่งที่ทำได้สำเร็จ และพบคำตอบที่ได้ผลดีมาก DALI KUPID เป็นลำโพงที่ถูกออกแบบมาโดยใช้หลักวิศวกรรมอันทันสมัยของลำโพง Bookshelf แบบ Compact / Stand mount ขนาดกะทัดรัด เหมาะกับห้องเล็ก ห้องนั่งเล่น พื้นที่จำกัด หรือนำมาใช้ได้หลากรูปแบบอย่างไม่มีขีดจำกัด แม้จะมีตัวตู้ขนาดเล็กแต่ถูกออกแบบตามหลัก Hi-Fi ของ DALI โดยนำ DNA การออกแบบเสียงจากรุ่นเรือธงมาใส่ในแพ็กเกจที่เข้าถึงง่ายกว่า จุดเด่นคือขนาดกะทัดรัด ติดตั้งง่ายเหมาะกับห้องขนาดทั่วๆ ไป ห้องคอนโด หรือมุมฟังเพลงที่พื้นที่จำกัด ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ลำโพงใหญ่ แต่ต้องการเสียงครบช่วงความถี่ มีความบาลานซ์ดี ด้วยวูฟเฟอร์ ขนาด 4.5 นิ้ว และทวีตเตอร์แบบซอฟท์โดม ในส่วนของท่อพอร์ต แบบเบสรีเฟล็กซ์ ยิงคลื่นเสียงออกทางด้านหลัง พร้อมกับการเลือกใช้จุดตัดความถี่ที่แม่นยำ ทำให้ได้เบสอิ่มสมจริงในขนาดตู้ย่อมๆ สามารถขับได้ง่ายกับแอมป์หลายแบบ เป็นลำโพงที่มีค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม และประมาณการกำลังขับจากภาคขยายระหว่าง 40–120 W ทำให้สามารถใช้งานกับแอมป์ระดับเริ่มต้นถึงกลางได้โดยปราศจากปัญหา หลังจากได้รับลำโพง DALI KUPID ผมมานั่งวิเคราะห์ดูโครงสร้างตัวตู้ ประกอบกับรายละเอียดข้อมูลทางเทคนิคที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ครับ • ตัวขับเสียงกลางต่ำออกแบบมาให้พื้นที่ภายในเหมาะกับตัวขับขนาด 4.5 นิ้ว ที่ใช้ Volume ได้คำนวณมาเพื่อให้ mid/bass ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ตู้จะมีขนาดเล็ก การออกแบบทรงภายนอกให้มีขอบรอบตู้โค้งมนช่วยลดการกระจายตัวของคลื่นเสียง หรือการเลี้ยวเบนนั้นลดลง (diffraction) และผลต่อย่านความถี่ช่วงกลางชัดเจนแม่นยำขึ้น สำหรับ มิด/เบส ไดรเวอร์นี้ได้ผลิตด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างกระดาษ และ wood-fibre อันเป็นวัสดุเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ DALI ใช้ตลอดมา ด้วยความความแกร่งแต่มีมวลต่ำ ทำให้ตอบสนองได้ฉับไว (fast transient) และจะไม่มีการระบายสีสัน ไดรเวอร์ใช้แม่เหล็ก ferrite และวอยซ์คอยล์ที่เหมาะสม รวมถึงช่วงผลักหรือช่วงชักยาว (long-throw) เพื่อให้ไดนามิกและคอนโทรลเบสดีเกินขนาดตัว • ตัวขับเสียงแหลม ทวีตเตอร์ขนาด 26 มิลลิเมตร ที่ DALI ระบุว่าเป็น ultra-light soft dome หรือ soft woven fabric diaphragm ที่มีจุดประสงค์การออกแบบ ให้ตอบสนองความถี่สูงสุดด้วยความสะอาด ให้รายละเอียดย่านความถี่แหลมโดยไม่แข็งกระด้าง และให้การกระจายเสียงเป็นมุมกว้างด้วยแผงหน้ารองรับ ช่วยสร้างความราบรื่นของเสียงได้ดียิ่งขึ้น พารามิเตอร์สำคัญจากสเปคฯ ลำโพงสามารถให้แบนด์วิธ 63 – 25,000Hz (±3 dB) มีจุดตัดคอร์สโอเวอร์ที่ 2,100 Hz, ความไว 83 dB มีค่าความต้านทาน 4 โอห์ม เหมาะสมกับแอมป์ 40–120วัตต์ต่อแชนแนล เทคนิคการออกแบบอคูสติกของตู้ลำโพง 1. Dual-flare bass-reflex port รูปแบบของพอร์ตแบบขยายด้วยท่อสองชั้น ช่วยลดการผันผวนในการไหลของอากาศ (turbulence) ที่ปากท่อ ทำให้เบสกระชับและลดอาการเสียงพอร์ตแตกพร่า เมื่อเปิดที่ระดับความดังสูงๆ ซึ่งเป็นความสำคัญของลำโพงตู้ขนาดเล็ก 2. การปรับหน้าแผงทวีตเตอร์ (tweeter waveguide) DALI มีการปรับรูปทรงแผ่นควบคุมเสียงรอบทวีตเตอร์เพื่อให้การกระจายเสียงเข้ากับ มิด/เบส ได้ดี ส่งผลให้การตอบสนองเสียงกลาง–แหลมลื่นไหล และจังหวะเวลา หรือ timing ของไดรเวอร์ประสานกันดีขึ้น 3. ไดรเวอร์เน้นที่มวลเบาที่สมดุล ทำให้ transient ดี และให้ mid-range ที่ชัดเจน ไม่บวมเบลอ 4. ครอสโอเวอร์ที่ปรับจูนมาเฉพาะรุ่น โดย DALI ระบุว่าใช้ Crossover ที่ออกแบบเฉพาะเพื่อจูนบาลานซ์และ Timing ระหว่างทั้งสองตัวขับ ทำให้เสียงเป็น “ธรรมชาติ” และไม่มีความขัดแย้งทางเฟส จะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นลำโพงตู้ขนาดเล็กแต่จุดประสงค์การออกแบบก็คือ ให้เสียงในระดับไฮไฟ ที่มีความสามารถเข้ากับทุกสถานที่ได้อย่างลงตัว ขนาดตู้ลำโพง 237 × 140 × 195 มิลลิเมตร ดีไซน์สวย มีหลายสีให้เลือก Black Ash, Walnut, Caramel White, Golden Yellow, Chilly Blue เหมาะกับการตกแต่งภายในบ้านหรือคอนโด ที่เข้าหลักว่า “แต่งบ้านด้วยเสียงสวย” Test Report ผมมีโอกาสทดสอบอยู่สามรูปแบบคือ 1. วางบนขาตั้งที่เหมาะสม ในที่นี้คือ Atacama Speaker Stand ฟังในแบบออดิโอไฟล์มีการเซ็ตอัพอย่างจริงจัง (ให้เสียงได้ดีที่สุด) 2. วางบนหิ้ง-ชั้นวางภายในบ้าน 3. นำมาฟังแบบบนโต๊ะทำงานในลักษณะ Near-Field ฟังแบบใกล้ๆ เหมือนห้องทำมาสเตอริ่งงานตัดต่อเพลง (ให้ความน่าสนใจมากว่า ในระดับความดังเบาๆ ยิ่งให้เสียงดียิ่งขึ้นอีก) ที่จริงผู้ผลิตเขาจะมี “ขายึดผนังห้อง” มาให้ด้วยในกล่องลำโพง สำหรับท่านที่ต้องการนำไปใช้งานอเนกประสงค์ เช่น ติดตั้งในห้อง หรือตกแต่งเสียงในร้านกาแฟ ร้านอาหาร เป็นต้น แรกสุด ถ้าพิเคราะห์จากสเปคฯ ของโรงงานผมก็รู้สึกเป็นห่วงอยู่นิดนิดเหมือนกัน คือค่าความไวที่ระบุจากผู้ผลิตอยู่ที่ 83dB SPL ดูเหมือนว่ามันเป็นลำโพงที่มีอัตรากินกำลังขับจากแอมป์สูง แบบเดียวกับลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์? แต่ในความเป็นจริง ก็นับว่าประหลาดมาก เพราะผมใช้แอมป์ขนาด 20 วัตต์ต่อแชนแนล อย่าง NAD3020 หรือแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ Fmj แค่ 9 วัตต์ ก็ขับออกมาได้ชนิด ฟูลสเกล เลยทีเดียว จึงเข้าใจว่าสเปคฯ ตัวนี้ น่าจะเกิดจากการบันทึกจากภายในห้องไร้เสียงสะท้อน Anechoic ในแล็บของทาง DALI เพราะในการใช้งานจริงกับห้องทั่วไปนั้น เรากลับรู้สึกลำโพงคู่นี้ขับง่ายอย่างเหลือเชื่อ มีความไวสูงไม่น้อยไปกว่าลำโพงอื่นใด เรียกว่าประเภทที่เป็นมิตรกับแอมป์ทุกรุ่นทุกแบรนด์ อ้าแขนรับได้หมดไม่ว่าจะกำลังขับต่ำหรือสูง (ผู้ผลิตระบุใช้ได้ตั้งแต่ 40-120 วัตต์) จากการทดสอบร่วมเกือบๆ สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเริ่มจริงจังหลังจากเบิร์นไปครบ 100 ชั่วโมง จึงทำการเซ็ตอัพและฟังอย่างเป็นจริงเป็นจัง บทสรุปของของผมก็คือ KUPIDเป็นลำโพงดับออดิไฟล์ที่มีทั้งขนาดเล็กน้ำหนักเบาและขับเสียงได้ง่ายมากอย่างคาดไม่ถึง การมีท่อพอร์ตเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลัง แนะนำว่า การจัดระยะวางห่างผนังตั้งแต่ 40 เซนติเมตรขึ้นไป จะปลอดจากอาการเบสบวมหรือบูมมี่ได้ แต่ถ้ามีความจำเป็นจะต้องยึดติดผนังที่ใกล้มากกว่านี้ ก็อยากให้พิจารณาปิดท่อด้วยฟองน้ำ (ถ้าจำเป็น) แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจนะครับว่าเอฟเฟคต่อผนังหลังของลำโพงคู่นี้ กลับมีน้อยที่สุดตั้งแต่ผมทดสอบลำโพงประเภทท่อเบสรีเฟล็กซ์ออกด้านหลัง นับว่า DALI ออกแบบได้เก่งมากครับ เสียงที่ได้จากการเซ็ตอัพแบบออดิโอไฟล์ลำโพงจะถูกวางห่างกันภายในห้องฟังผมอยู่ที่ 1.65 เมตร เสียงที่ได้ประสานกันทางซ้ายและขวาดีมากและเป็นลำโพงที่ฟังความดังระดับสูงได้อย่างดีและเสียงเปิดเผยรายละเอียดได้สมบูรณ์ ผู้ผลิตระบุว่าสามารถให้ความดังได้เต็มที่ถึง 103 เดซิเบล จึงกล้าพูดได้ว่าเป็นลำโพงที่คุณภาพเสียงเหนือกว่าที่สเปคฯ ระบุเอาไว้มาก บุคลิกเสียงในแนวเปิดกว้างสะอาด ฟังแบบเข้าถึงง่าย ด้วยเสียงเบสลงได้ลึกเกินขนาด Driver ความถี่ต่ำแม่นยำชัดเจน และเสียงแหลมให้ความสุภาพเปิดโปร่งในสไตล์ของ DALI แบบว่า “เชื้อไม่ทิ้งแถว” คล้ายลำโพงรุ่นใหญ่ของเขา ฟังเพลงได้หลากประเภทโดยเฉพาะ Pop Jazz Country นี่ต้องถือว่าฟังแล้วเข้าถึงความมีชีวิตชีวา โออ่า เวทีเสียงกว้างลึกได้สัดส่วน เสียงกลางชัดเจนสะอาด สนองตอบไดนามิกได้ดี และฟังได้เพลิดเพลินกว่าที่คิด เหมาะกับคนที่มีพื้นที่จำกัดหรืออยากได้ชุดเสียงกะทัดรัดแบบเรียบง่าย เพราะในขณะที่ผมเปลี่ยนสถานที่จากการฟังอย่างจริงจังแบบออดิโอไฟล์ไปสู่การวางบนโต๊ะทำงาน เพื่อฟังแบบ Near Field และวางไว้บนชั้นเก็บแผ่นเสียง สิ่งที่ได้คือเสียงยังคงความสมดุลและรายละเอียดครบถ้วน ในขณะที่เสียงเบสอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ได้บ้างเล็กน้อย แต่แปลกที่ไม่ค่อยเจออาการเบสบวมเลยครับ KUPID ยังคงรักษาโทนัลบาลานซ์ของย่านความถี่ต่างๆ ได้ดี สิ่งเหล่านี้เข้าใจว่าทางผู้ผลิตได้มีการคำนวณเอาไว้ และทำการจูนอัพอย่างสมดุล เพื่อให้การใช้งานอเนกประสงค์ในหลายสภาวะได้อย่างยอดเยี่ยม นี่คือลำโพงที่ให้เสียงสะอาดน่าประทับใจ และให้เสียงที่ฟังได้อย่างยาวนาน มีเสียงเปิดเผยสง่างาม เข้าถึงง่ายในทุกย่านความถี่ โดยเฉพาะความสมจริงของเบสในลำโพงตู้ขนาดเล็ก เชื่อว่า DALI KUPID คงจะสร้างความอัศจรรย์ในใจให้กับผู้ฟังได้ไม่น้อยเลยครับ ถ้ากล่าวว่า DALI KUPID เป็น “ลำโพงตัวเล็กเสียงใหญ่” ที่ให้ความไพเราะ ในทุกสภาวะแวดล้อมก็คงไม่ผิดจากความเป็นจริงครับ นับเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่ง ของการเข้าถึงเสียงดนตรีที่มีความโอ่อ่าเรียบง่าย และในแง่ตู้ลำโพง ที่เราสามารถเลือกดีไซน์ สีสันได้หลายโทนสีเพื่อการแต่งห้องไปในตัวอีกด้วย ต้องชื่นชมทีมออกแบบนะครับ ว่าเขาดีไซน์มาให้ได้ทั้งเสียงที่ดี สามารถจัดวางได้อย่างง่ายดายในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด เหมาะอย่างยิ่งกับพื้นที่ห้องขนาดกลาง ขนาดเล็กทั่วไป ที่สำคัญ ราคาสมเหตุผล ที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ครับ DALI KUPID ราคาคู่ละ 16,900.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Rega FONO MINI A2D MK2 ปรีโฟโนเล็กๆ เรียบง่ายแต่น่าประทับใจ ไม่กี่วันที่ผ่านมาผมนึกถึงแอมปลิไฟร์บางรุ่นที่มีใช้อยู่ และปราศจากภาคปรีโฟโน อีกทั้งการใช้งานเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นมิดเอ็นด์ 2-3 เครื่องที่มีอยู่ น่าจะจัดหาตัวขยายหัวเข็มเล็กๆ มาใช้งานสักเครื่องหนึ่ง แต่แล้วได้คิดถึงคำพูดของ Roy Gandy เจ้าของ Rega เค้าเคยบอกผมเรื่องปรีโฟโน ตัวขนาดเล็กของเขาที่ผลิตในประเทศอังกฤษ มันมีราคาย่อมเยาแต่คุณภาพถือว่าไม่ได้น้อยหน้าใคร ก็จึงตัดสินใจโทรหาคุณป้อม บอสใหญ่ของ Komfort Sound ขอสั่ง Rega FONO MINI A2D MK2 มาใช้สักเครื่องหนึ่ง และเมื่อได้มาแล้ว ก็นำเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงของ NAD C588 (สลับกับ Project Debut 2) มาต่อใช้งานด้วยกันครับ คิดว่าน่าจะเหมาะสมลงตัว ซึ่งเมื่อใช้งานแล้วไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ ตัวเครื่องเป็นบอดี้โลหะ (aluminum) แข็งแรง, ลดการรบกวนจากการสั่นและสัญญาณ Noise ได้ดี Rega FONO MINI A2D MK2 มีขนาดเล็กๆ บางๆ น่ารักดีครับ วางซ่อนมุมไหนก็ดูกลมกลืนกับสถานที่ภายในห้องหรือชั้นวางเครื่อง มีช่องต่อสำหรับรับอินพุต RCA สำหรับขยายหัวเข็ม MM พร้อมส่งสัญญาณทางช่องสัญญาณขาออกไปยังภาค LINE ของแอมป์ คือนำมาต่อคั่นกลางระหว่างเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแอมปลิไฟล์ทั่วไปนั่นเอง ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือมีช่องเชื่อมต่อ USB สำหรับแปลงเพลงจากแผ่นเสียงเป็นดิจิตอลไฟล์ เก็บไว้ฟังได้ด้วยสิครับ‼️ (สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ Digital Audio Editor มาใช้งานได้) นี่คือ Phono Pre-amplifier สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง ที่ใช้หัวเข็มแบบ MM (Moving Magnet) เหมาะสำหรับคนที่รักแผ่นไวนิล และต้องการคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นเมื่อเชื่อมต่อกับช่อง Line ของแอมป์ครับ PREVIEW • ผลการใช้งานทั่วไป ก็ขอสรุปเลยนะครับ ว่าพอใจมากๆ แม้อาจจะไม่ใช่รุ่นแพง รุ่นโปร แต่ความคุ้มค่านี่ ต้องบอกว่าน่าประทับใจ ให้คุณภาพเสียงที่เรียบสะอาด แฟลต ดีจริงๆ เพราะผมเป็นนักฟังที่ต้องการความพอดีของเสียง จึงไม่ชอบความปรุงแต่งเกินธรรมชาติ ดังนั้นเหมือนได้ค้นพบกับคุณภาพเสียงที่ให้ความสุขตรงต้องกับใจอย่างเป็นที่สุด อะไรที่ผมประทับใจ? ก็คือน้ำเสียงในแง่อนาล็อกซาวนด์ โดยเฉพาะเสียงของไวโอลินและเปียโนที่ถูกส่งผ่านมาอย่างสมจริงไม่เกินเลย ชอบมากๆ ครับ นี่อาจจะเป็นเสียงของชิ้นดนตรี ซึ่งผมใช้ตัดสินคุณภาพของเครื่องโดยทั่วไปว่า เขาจะมอบความเป็นธรรมชาติของเสียงและอยู่กับเราได้ยาวนานหรือไม่และ Rega FONO MINI A2D MK2 ให้คำตอบแล้วครับว่า คู่ควรอย่างยิ่ง แม้จะเป็นปรีโฟโนราคาเริ่มต้นที่ราคาสบายกระเป๋า แต่จุดเด่นคือเรื่องของเวทีเสียง จังหวะ อารมณ์ ดนตรี ทำได้ดีเกินราคา ต้องชื่นชมการออกแบบของ Roy Gandy ครับ นี่ก็ได้ทำการพัฒนามาเป็นเวอร์ชั่นที่สองแล้ว เสียงดีขึ้น ในราคาที่คงเดิมๆ แถมราคาขนาดนี้ ยังผลิตในอังกฤษอีกต่างหาก ฟังแผ่นเสียงไวนีลรุ่นเก่า แผ่นรุ่นใหม่ มีความพอดี และน่าประทับใจตรงเสียงกลางใส แบบ Natural เก็บทุกรายละเอียดได้ดีโดยไม่มี Coloration หรือการระบายสีสันเพิ่มเติม หรือเสียงที่ขยายปนเปอยู่กับ Noise จนแยกไม่ออก เครื่องเล็กๆ รุ่นนี้ ฟังได้ “สมจริง” ตามที่แผ่นบันทึกไว้ สำคัญมากก็คือไม่บิดเบือนเสียงต้นฉบับ!!! คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ผมมักจะพบในปรีโฟโนระดับเริ่มต้นทั่วไปมักมีสองอาการต่อไปนี้ คือ Flatness หรือ Dullness เป็นเหตุที่ทำให้ไม่กล้าเล่นปรีโฟโนราคาพื้นๆ ซึ่งจะขออธิบายง่ายๆว่า Flatness เสียงในแบบโทนเสียงแบนราบเสมอกัน แต่มาในแบบขาดไดนามิก เสียงเบาหรือดังก็ไม่ค่อยมีอะไรเด่น ฟังแล้วรู้สึกไม่น่าสนใจ เหมือนไม่มีแรงปะทะเวทีเสียง เสียงแบนๆ เวทีเสียง ไม่ลึกไม่กว้าง ส่วน Dullness ที่หมายถึงเสียงทึบ มัว มืด ขาดประกายโทนเสียงค่อนไปทางมืด (Dark) นั่นเอง ต้องชื่นชม ดีใจที่ Rega FONO MINI A2D MK2 พาเราหลุดพ้นออกจากสิ่งบกพร่อง หรือวังวนเหล่านั้นได้อย่างหมดจดเลยทีเดียว เสียงโดยรวมของ Rega FONO MINI A2D MK2 คือสัญลักษณ์ของความเป็นอนาล็อก อุ่นอิ่ม สมดุล เบสชัดเจนไม่บวม เสียงกลางสวยงามไม่กระด้าง เหมาะกับหลากหลายแนวเพลง ส่งผ่านทุกรายละเอียดเสียงครบในช่วงปลายแหลมใสสะอาดแบบพอดิบพอดี นี่ละ เสียงอนาล็อกที่สวยงามเสมอ โดยเฉพาะในแง่เสียงรบกวนต่ำสุด ผมยกให้เลยครับว่า Rega FONO MINI A2D MK2 เป็นปรีโฟโนขนาดย่อมที่ทำได้ดีงาม เป็นที่น่าพอใจมาก สำหรับฟีเจอร์เสริมที่มี Output แบบ USB ช่วยให้ริปแผ่นไวนิลเป็นไฟล์ดิจิตอล เท่ากับดึงโลกวินเทจสู่โลก “ไฟล์เพลง” ได้สะดวก และเพื่อให้เหมาะกับระดับความแรงค่าหัวเข็ม Rega FONO MINI A2D MK2 มีเกนโวลุ่มมาให้ปรับสำหรับการบันทึกดิจิตอลผ่าน USB ได้ด้วย ดังนั้นถ้าคุณต้องการเก็บในคอมฯ จัดเก็บไว้ได้สะดวกมาก เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ Rega มอบให้กับออดิโอไฟล์ ผมเห็นด้วยกับสื่อต่างประเทศ ที่ยกให้ Rega FONO MINI A2D MK2 เป็น “budget phono stage of choice” หรือโดดเด่นในกลุ่มปรีโฟโนระดับเริ่มต้น ถ้าคุณเริ่มเล่นแผ่นเสียงระบบเสียงระดับพื้นฐานถึงมิดเอ็นด์ แค่เพิ่มปรีโฟโนเครื่องเล็กๆ เครื่องนี้ จะได้ผลที่ชัดเจนกว่า เมื่อเทียบกับปรีโฟโนที่มีอยู่ในแอมปลิไฟร์ทั่วไปแล้ว ขอบอกว่า Rega FONO MINI A2D MK2 ให้คุณภาพเสียงดีกว่าแยะครับ ในยุคปัจจุบัน จะหาอะไรที่ราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท แต่ให้คุณภาพน่าประทับใจ คุ้มค่า ผมว่า Rega FONO MINI A2D MK2 เป็นหนึ่งในสิ่งเล็กๆ ที่ให้ศักยภาพใหญ่เกินความคาดหมายเลยทีเดียว นี่คือภาคปรีโฟโน สำหรับแผ่นเสียงที่จัดได้ว่าให้คุณภาพอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของรายละเอียด ความสะอาดเสียง ความใกล้เคียงดนตรีจริง… และที่สุดคือความเป็นธรรมชาติของน้ำเสียงดนตรี สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงคำว่า “อนาล็อกออดิโอ” ผมว่านี่คือทางเลือกแรกของคุณอย่างแน่นอนครับ หมายเหตุ: Rega FONO MINI A2D MK2 มีขนาด: กว้าง 102 สูง 30 ลึก 125 มม. ราคา 6,900.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัท คอมฟอร์ตซาวด์ จำกัด Tel: 02 321 0384, 02 321 0385, 083 758 7771
REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ที่สุดแห่งพลังเสียงไฮเอนด์ที่ตอบรับกับดนตรีทุกสไตล์ สำหรับ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ลำโพงไฮ-ไฟจากฝรั่งเศสระดับเรือธง ที่เปิดตัวในงาน High End Show ที่มิวนิค เยอรมัน เมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้เอง เป็นผลงานออกแบบที่บรรลุคำว่าเสียงดีที่สุดโดยไม่มีความประนีประนอมใดๆ ATALANTE 7 Evo ให้เสียงครบช่วงความถี่ 23Hz–24 kHz เท่าเทียมกับสิ่งที่มนุษย์พึงได้ยิน คือให้ความสามารถครอบคลุม ตั้งแต่เสียงเบสลึกอิ่ม จนถึงเสียงแหลมสูงรายละเอียดระยิบระยับ ด้วยความครบเครื่องสำหรับดนตรีหลากหลายแนวโดยไม่มีความเบี่ยงเบนใดๆ ทั้งสิ้น ระบบโครงสร้าง 3 ทาง ใช้ทวีตเตอร์และมิดเรนจ์แบบซอฟต์โดม RASC Evo พร้อมวูฟเฟอร์ขนาดมหึมาถึง 15 นิ้ว แบบ BSC จุดหลักคือทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ที่ให้รายละเอียดกลางสูงชัดเจน กระจายเสียงช่วงปลายอย่างสดใส ขณะที่วูฟเฟอร์ขนาดใหญ่พร้อมโครงสร้าง Basalt Sandwich ช่วยให้เบสหนักแน่น ลึกอิ่มอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนอื่นผมขออธิบายโครงสร้างกรวยวูฟเฟอร์ อันเป็นทีเด็ดของ ATALANTE 7 Evo ดังนี้ วัสดุหลักที่ใช้คือ Basalt หรือ บะซอลต์ เป็นหินภูเขาไฟที่เกิดจากลาวา ที่แช่แข็งตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อถูกแปรรูปเป็นเส้นใย (Basalt Fiber) แล้ว ก็จะได้วัสดุที่มีคุณสมบัติเด่น คือมีน้ำหนักเบาใกล้เคียงคาร์บอนไฟเบอร์ แต่แข็งแรงมากกว่า มีความคืนตัวต่อการแดมปิ้งได้ดีเยี่ยม (High Internal Damping) จุดเด่นที่สุดของเส้นใยบะซอลต์คือ ช่วยลดเรโซแนนซ์ของไดอะเฟรมได้ดี เป็นผลต่อทำงานผลักอากาศได้เสถียร โดยไม่มีปัญหาจากความชื้นและอุณหภูมิใดๆ สำหรับเทคนิค REVIVAL AUDIO ที่ใช้วิธี Basalt Sandwich Construction (BSC) คือนำเอาเส้นใยบะซอลท์ ทำเป็นแผ่นกรวยด้านหน้าและด้านหลัง แล้วประกบกับวัสดุแกนกลางน้ำหนักเบา เพื่อเพิ่มความแกร่ง และลดความผิดเพี้ยน วิธีนี้ตัวขับจะสามารถควบคุมรูปการสั่นของคลื่นได้อย่างมีเสถียรถาพ (modal behavior) เสียงสะอาด กระชับ มีน้ำหนัก และไม่แข็งกระด้าง การใช้วูฟเฟอร์ขนาด 15 นิ้ว คือความมั่นใจในแง่ของการตอบสนองความถี่ที่ลงได้ลึกสุดยอด ในขณะที่วัสดุตัวกรวยสามารถที่จะผลักอากาศได้อย่างว่องไวไม่น้อยไปกว่ามิดเร้นจ์ และทวีตเตอร์ • ส่วนเทคนิคโครงสร้างทวีตเตอร์ และมิดเร้นจ์ RASC (REVIVAL AUDIO Soft-Cell) RASC คือโครงสร้างโดม/กรวยแบบพิเศษ ที่ออกแบบโดย Daniel Emonts วิศวกรผู้เคยอยู่ Dynaudio / Focal มานานกว่า 30 ปี เขาจึงเข้าใจรากฐานตัวขับเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม โดย เฉพาะเทคนิคในด้านวัสดุ คำว่า RASC เน้นไปที่โดมที่เป็นเนื้อผ้าแบบพิเศษ ผสมกับโครงสร้างลดเรโซแนนซ์ขั้นสูง ซึ่งองค์ประกอบของ RASC จะมีหลักอยู่ 4 ประการคือ 1. Soft-Cell Dome Material เนื้อโดมสูตรพิเศษที่ไม่ใช่ผ้าธรรมดา แต่เป็น Multi-layer textile แบบคัสตอมเมดในโรงงาน ที่ให้ความสมดุลระหว่างความเบา (lightweight) และ ความยืดหยุ่น (flexible), รวมถึงการหน่วงการสั่นที่สูง (internal damping) มีข้อดีคือทำให้เสียงแหลม–กลางนุ่ม เนียน รายละเอียดครบถ้วน และจะไม่แข็งกระด้าง 2. ARID Technology (Anti-Resonance Inner Dome) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ RASC คือเทคโนโลยีในการขจัดเรโซแนนซ์หรือการสั่นพ้องที่ไม่พึงปรารถนาด้านในโดม โดยจะช่วยลด Internal Resonance มากกว่า 97% เป็นผลต่อเสียงที่ออกมาสะอาด ไม่มีความกระด้าง โดมชนิดนี้ไม่มีเสียงสั่นแทรก (Ringing) แบบที่พบในโดมโลหะทั่วไป ผลลัพธ์คือได้ความละเอียดแบบโลหะ แต่คงความนุ่มแบบผ้า 3. Double Motor System / Ventilated Back Plate ซึ่งใช้ได้ทั้งในทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ คือโครงสร้างที่ช่วยควบคุมการไหลของอากาศ ด้านหลังโดม ลดการอัดอากาศ (Compensation Pressure) ลดความเพี้ยน (Distortion) ช่วยในการระบายความร้อนได้ดี ผลลัพธ์คือ เสียงเปิดโปร่ง ไม่มีอาการล้าหูในการเปิดฟังในระยะยาวนาน 4. Back Chamber ที่ออกแบบเองทั้งหมด นี่คือแชมเบอร์ที่เป็นห้องด้านหลังโดมที่ออกแบบเฉพาะ (aluminum / composite) จะทำหน้าที่ดูดซับคลื่นสะท้อน และขยายช่วงความถี่ต่ำ ให้ทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น สามารถใช้ความถี่ครอสโอเวอร์ตัดย่านความถี่ลงได้ต่ำกว่าโดมปกติทั่วไป ผลลัพธ์คือเสียงเนียนและต่อเนื่องกับวูฟเฟอร์มากกว่า RASC ซอฟต์โดมไฮเอนด์ ที่ถูกออกแบบเพื่อกำจัดปัญหาเรโซแนนซ์ให้หมด เพื่อให้ได้เสียงกลาง–แหลมที่สะอาด นุ่ม รายละเอียดสูง แต่ไม่แข็งกระด้างใดๆ นั่นคือจุดเด่นที่ทำให้ REVIVAL AUDIO ต่างจากลำโพงยุโรปอื่นๆ ในด้านเสียงกลาง–แหลม • ทวีตเตอร์ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo นอกจากใช้เทคโนโลยี “ARID” (Anti-Resonance Inner Dome) ลดเรโซแนนซ์ภายในโดมแล้ว ก็ยังใช้แม่เหล็กชนิดเส้นแรงแม่เหล็กสูงแบบ นีโอไดเมี่ยม ช่วยให้ค่าความไวและไดนามิคสูงขึ้นอีกถึง +5dB เป็นผลต่อเสียงแหลมเปิดโปร่ง และควบคุมได้ดี ในส่วนวอยซ์คอยล์ใช้อะลูมิเนียมบริสุทธิ์ ที่มีความเบาและตอบสนองได้ฉับไว และมี Back-Chamber แบบโครงอลูมิเนียม เพื่อช่วยควบคุมเรโซแนนซ์และระบายความร้อน เสียงแหลมจึงแม่นยำ รายละเอียดดี อย่างที่คุณจะไม่เคยพบในโดมทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์อื่นใด • ในส่วนมิดเร้นจ์ยังมีเทคนิคเพิ่มเติมที่น่าสนใจคือ เป็น ลักษณะของโดมอ่อนขนาด 3 นิ้ว ใช้เทคโนโลยี “ARID+” และโครงสร้างแบบ ดับเบิ้ลซัสเพนชั่น “double suspension dome” ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนตัวของไดอะเฟรม มีความลิเนียร์มากขึ้น รวมถึงการลดความผิดเพี้ยนได้อย่างดีเยี่ยม มีแชมเบอร์แบบอลูมิเนียม และ “Tri-Zone Resonance Control” ร่วมกับระบบระบายความร้อนที่ดี ช่วยลดการสะท้อนภายใน และควบคุมเรโซแนนซ์ได้ดี เป็นผลลัพธ์ถึงเสียงกลางสดใสสะอาดเป็นธรรมชาติมีความสมดุล และให้การแยกรายละเอียดย่านกลางที่ดีมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน • ครอสโอเวอร์ชนิด Hand-Tuned Crossover & Network Integration ส่วนของครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค ของ ATALANTE 7 Evo ถูกออกแบบและจูนด้วยมือ โดยมีจุดเด่นดังนี้ ตัวอินดัคเตอร์ใช้ Air-coil ที่ลดการสูญเสียสัญญาณ และรักษาความสะอาดของโทนเสียงเมื่อส่งสัญญาณไปยังตัวขับแต่ละตัว ใช้ Topology แบบ All-Pass Filter เพื่อให้มีเฟสตรงต้องกันระหว่างไดรเวอร์ เพื่อช่วยให้เวทีเสียง (Soundstage)การแจกแจงตำแหน่ง และการรวมกันของคลื่นเสียงจากแต่ละดอกฟังได้อย่าง “กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว” โดยไม่รู้สึกแยกและมีรอยสะดุดในการส่งผ่านสัญญาณ สายภายในใช้สายคุณภาพสูงของ Van den Hul (รุ่น Skyline) ช่วยให้การส่งผ่านสัญญาณมีความแม่นยำสูง รักษารายละเอียดของสัญญาณต้นทางให้ครบทั้งทุ้ม กลาง แหลม อย่างครบถ้วน อุปกรณ์ครอสโอเวอร์ได้รับการจูนแบบ “แฮนด์เมด” ทุกตัว เพื่อให้การรวมของทวีตเตอร์, มิดเรนจ์, วูฟเฟอร์ลงตัวและบาลานซ์ เสียงที่เป็นผลรวมออกมาจะสมดุล ไม่มีโดดหรือขาดช่วง ให้เสียงราบรื่นราวกับว่าไดรเวอร์ทุกตัวนั้นเป็น “หนึ่งเดียวกัน” สำหรับจุดตัดครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก อยู่ที่ 340Hz สำหรับย่านความถี่ต่ำจากวูฟเฟอร์ ไปยังมิดเรนจ์ และ 2.25kHz จากมิดเรนจ์ ไปยังทวีตเตอร์ • โครงสร้างและตัวตู้ของ ATALANTE 7 Evo ไม่ใช่แค่ “กล่องใส่ลำโพง” ธรรมดา แต่เป็นตู้ที่ผสานโครงสร้างและพอร์ต ผนวกด้วยขาตั้งที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันพร้อมกันทั้งชุด ทั้งในด้านวิศวกรรมเสียง และงานดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ ผลคือคุณจะได้ทั้งเสียงที่แม่นยำ รายละเอียดครบ เบสหนักแต่ควบคุมได้ มีความชัด สะอาด และรูปลักษณ์ที่หรูหรา ให้คุณภาพเสียงที่ดี พร้อมทั้งมุมมองที่งดงามต่อสายตาเสมอ รายละเอียดเบื้องลึกของตู้ลำโพง ตัวตู้ของ ATALANTE 7 Evo ใช้ไม้วีเนียร์แท้ (Walnut หรือ Ebony) ทำให้ดูหรูหราดุจดังเฟอร์นิเจอร์หรู งานออกแบบตัวตู้ทำโดยสตูดิโอออกแบบชื่อดัง (A+A Cooren Studio จากปารีส) ตัวตู้มี “สัดส่วนทองคำ (Golden Ratio design)” ที่ไม่ได้แค่เพื่อความสวย แต่ออกแบบให้ได้ทั้งสวยและเสียงดีไปพร้อมกัน มีการจูนโครงสร้างตู้แบบพิเศษ โดยมี Internal Bracing หรือผนังไม้เสริมโครงหลักภายในหลายจุด เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ลดการสั่นของตู้ (Resonance) เพราะลำโพงขนาดใหญ่ ถ้าตู้สั่นก็จะมีผลต่อเสียง เช่น เบสมัว หรือกลางแหลมอาจบิดเบี้ยวได้ ทีมงานจูนตู้ลำโพงมีการเทสท์ ด้วยโปรแกรมจำลอง (Simulation) หลายร้อยชั่วโมงก่อนตัดสินใจแบบตู้ลำโพงในขั้นตอนสุดท้าย ระบบพอร์ต & การระบายอากาศ: Bass Reflexและ AeroVex Port ATALANTE 7 Evo เป็นลำโพงแบบ 3-Way + Bass-Reflex enclosure โดยใช้พอร์ตด้านหน้า พอร์ตเบสดังกล่าวใช้เทคโนโลยี AeroVex (Aluminum-Flanged Port) คือพอร์ตที่เสริมขอบด้วยอะลูมิเนียม และมีรูปแบบพิเศษที่ออกแบบผ่าน “การจำลอง (Simulation)” หลายร้อยชั่วโมง เพื่อพิจารณาให้การไหลของอากาศ (Airflow) ภายในพอร์ตมีความแปรผัน (Turbulence) ต่ำที่สุด การออกแบบผลงานชิ้นนี้ ช่วยลดความเพี้ยนจากเสียงของลมปะทะได้กว่า 94% เมื่อเทียบกับพอร์ตทั่วไป • ขาตั้ง (Stand) คือการแยกโครงสร้าง (Decoupling) และการลดแรงสั่นสะเทือน ATALANTE 7 Evo ที่มาพร้อม Stand แบบ “Isolation Stand” ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ลำโพงมีพื้นฐาน “นิ่ง” ไม่ส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนกับพื้นหรือขาตั้งโดยตรง โดยจะมี Spikes ที่ปรับระดับได้ (Micro-Adjustable Spikes) และแผ่นกันสั่น (Isolation Pads) เพื่อสริมสมรรถนะตู้กับพื้น และขาตั้งช่วยให้เสียงคงความชัด รายละเอียดไม่สูญหาย และลดการถูก “ground vibration” มารบกวน REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evoเป็นลำโพงที่มีความไว (Sensitivity) 90dB / 2.83 V / 1m, อิมพีแดนซ์ 6โอห์ม ความน่าทึ่งคือ แม้กายภาพหลักคือ ตัวตู้จะมีขนาดใหญ่มาก แต่ก็ค่อนข้างขับง่าย แต่กระนั้นขอแนะนำว่า ควรใช้แอมป์ที่ความสามารถในการจ่ายกระแสได้ดี มีพลังขับที่มีเสถียรภาพดีตลอดการทำงาน ขนาดตู้โดยประมาณ (ไม่รวมขาตั้ง) 820 mm × 456 mm × 480 mm (สูง × กว้าง × ลึก) และถ้ารวมขาตั้ง จะสูง 1160 mm รวมขาตั้ง น้ำหนักต่อข้างประมาณ 54.6 kg ตู้เปล่า หรือ 67 kg พร้อมขาตั้ง ถือว่าเป็นลำโพงที่เหมาะกับห้องฟังขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยผู้ผลิตแนะนำสำหรับห้องขนาด 35–80 ตารางเมตร Test Report เป็นลำโพงที่ผมได้ฟังมาหลายครั้ง แต่ถึงขนาดยกมาทดสอบที่บ้านนี่ก็ถือว่าเป็นครั้งแรก เพราะว่าได้ฟังมาตั้งแต่รุ่น ATALANTE 3-4-5 และสุดท้ายนี้คือ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นไฮเอนด์สูงสุดของแบรนด์ เป็นลำโพงที่แปลกนะครับ ถ้าพูดถึงรูปทรงก็อาจจะดูใหญ่เทอะทะสำหรับห้องที่มีขนาดเล็ก ในความเห็นส่วนตัวถ้าห้องที่มีขนาดตั้งแต่ 35- 60 ตารางเมตรขึ้นไป จะรู้สึกว่าลำโพงมีความสมดุลกับขนาดห้องเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการพิจารณาลำโพงคู่นี้คือห้องที่เล็กที่สุดน่าจะต้อง 30 ตารางเมตรขึ้นไป จึงจะทำให้ได้ศักยภาพของลำโพงอย่างเต็มที่ รูปทรงดีไซน์มองเผินๆ คล้ายลำโพงวางขาตั้ง แต่ลำโพงถูกออกแบบมาในลักษณะที่ผู้ผลิตบอกว่าเป็น “ลำโพงตั้งพื้น” เพราะว่าส่วนของขาตั้งที่เป็นโลหะนั้นจะถูกออกแบบมาพร้อมกันด้วย ในกรณีที่นำมาใช้งาน จะต้องไม่ลืมพิจารณา ทำการคลายน็อตหรือสกรูที่อยู่ด้านล่างออก ให้ขาตั้งกับตู้ลำโพงคลายตัวออกจากกัน เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่อิสระอย่างเต็มที่ เพราะสกรูดังกล่าวจะยึดไว้สำหรับการขนส่งเท่านั้น ระยะห่างของลำโพง ระหว่างซ้ายขวา ไม่ควรต่ำกว่า 3 เมตร แต่ระยะห่างของผนังหลังกลับดูเป็นเรื่องแปลก ที่เอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้นกับผนังกลับไม่มากเท่าที่เราคิดเอาไว้นะครับ อาจเป็นเพราะคุณภาพของท่อพอร์ตดีไซน์พิเศษที่ออกด้านหน้านั่นเอง ที่ทำให้สามารถปลดปล่อยพลังได้โดยมีปัญหากับผนังได้น้อยที่สุด แม้จะวางลำโพงชิดด้านหลังไม่ถึง 1 เมตร เสียงก็ยังคงให้เสียงแบบเปิดโปร่งล่องลอยอิสระ และได้รายละเอียดปลายเสียงแหลมโปร่งกังวาน เบสเป็นตัวตนอย่างยอดเยี่ยมด้วย ข้อควรพิจารณา เนื่องจากมีตู้ใหญ่และหนัก ทำให้การเคลื่อนย้ายต้องระวังมาก ต้องมีผู้ช่วยหลายคน และควรตั้งบนพื้นที่สมดุล เนื่องจากเป็นลำโพงระดับไฮ-เอนด์ ที่โครงสร้างแข็งแกร่ง ถ้าตั้งบนพื้นไม่เรียบ อาจจะสูญเสียคุณภาพเสียงเล็กๆ น้อยๆ ได้เช่นกัน นี่คือลำโพงตู้ยักษ์ ขนาดรวมขาตั้งคือ : 1160 x 456 × 480 มิลลิเมตร และน้ำหนักต่อตู้ 67 กิโลกรัม การเซ็ตคนเดียวต้องบอกว่า ต้องขยับ ย้าย อย่างระมัดระวังมิฉะนั้นหลังเดาะครับ‼ ดีที่สุดคือให้ทีมเวิร์คของทาง HiFi House ของเสี่ยเอ็ม มาเป็นผู้เซ็ตให้ครับ พอได้ทดสอบฟัง ก็รู้สึกถึงความแปลกอีกแล้วว่า REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo เป็นลำโพงที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยงแอมป์เลยก็ว่าได้ เพราะความไวที่สูงมากของลำโพงคู่นี้จึงมีความแตกต่างจากไฮเอนด์อื่นๆ โดยทางผู้ผลิตแจ้งว่ามีความไว 90 เดซิเบลต่อกำลังขับ 1 วัตต์ และระยะทางที่ 1 เมตร แต่จากการนำไปวัดในห้อง LAB ในฝรั่งเศส ได้ระดับความดังตรงหน้าลำโพง (On-axis ) มากถึง 87.1 เดซิเบลต่อกำลังขับ 1 วัตต์ วัดที่ระยะทาง 1 เมตร ถือว่าเป็นลำโพงไฮเอนด์คู่เดียวที่มีความไวสูงที่สุดเท่าที่เราเคยพบมา หรือวัดตามมาตรฐาน Mean / IEC ค่าเฉลี่ยมาตรฐานการฟังจริงในบริเวณห้อง อยู่ในช่วง 86.7dB ถึง 85.8dB เรียกว่าเกลี่ยความดังเฉลี่ยสม่ำเสมอมากๆ จากการทดสอบของผม ด้วยแอมป์ขนาดกำลังขับตั้งแต่ 30 วัตต์ ไปจนถึง 400 วัตต์ต่อแชนแนล ทั้งแอมป์หลอดสุญญากาศ แอมป์โซลิตสเตทคลาส A และแอมป์คลาส D รู้สึกได้เลยว่าแอมป์ทุกประเภทสามารถขับลำโพงคู่นี้ได้ดีโดยไม่มีปัญหาใดๆ ได้บุคลิกที่โอ่อ่าทรงพลังและเก็บทุกรายละเอียดอย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นเรื่องแอมปลิไฟร์จึงไม่มีข้อจำกัดใดๆ นัก รูปลักษณ์หน้าตาก็ดูเหมือนว่าจะอิงแนววินเทจ แต่ดีไซเนอร์ตั้งใจที่จะบรรจุเทคโนโลยีสุดยอดทั้งหมดลงไปในลำโพงคู่นี้โดยไม่มีกั๊ก จึงพูดได้สั้นๆ ว่า “เป็นที่สุด” ของ REVIVAL AUDIO แล้วครับ เป็นลำโพงที่ให้การตอบรับกับเพลงได้ทุกสไตล์ ทุกยุค อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากลำโพงนี้ถูกเบิร์นมานานพอสมควร คิดว่าน่าจะเกิน 200 ถึง 300 ชั่วโมง ดังนั้นเสียงที่ผมได้ยินคือความอิสระเปิดโปร่ง มีความแม่นยำของเสียง และเป็นลำโพงที่แสดงพลังเสียงสุดยอดมากโดยไม่กินแรงแอมป์แม้แต่น้อย ถ้าเราดูจากเข็มวียูของแอมปลิไฟล์ น้อยครั้งที่เราจะฟังได้เกิน 1 วัตต์ ครับ นี่คือคุณลักษณะซึ่งไม่มีในลำโพงให้อื่นๆ อย่างแน่นอน ลำโพงที่สามารถให้คุณได้ฟังเพลงตั้งแต่ฮาร์ดร็อค เพลงที่มีเอฟเฟ็คดุดันอย่าง I Robot ของอลัน พาร์สัน โปรเจค เพลงของพิงค์ฟลอยด์ ไปจนถึงเพลงคันทรี ไลท์มิวสิค แจ๊ส ป็อป และเพลงที่แสดงพลังคลาสสิกคัล ด้วยวงออเคสตร้าอย่างโอ่อ่าโอฬาร ด้วยความรู้สึกที่เราสามารถเข้าถึงทุกรายละเอียดอย่างครบถ้วน จากการทดสอบก็คือ เหมือนกับเราหลุดทะลุเข้าไปอยู่ในเวทีดนตรี สัมผัสทุกรายละเอียด ทุกมิติเสียงครับ นานทีปีหนที่จะได้รับความรู้สึกจากลำโพงชั้นยอดแบบนี้สักครั้งหนึ่ง เป็นลำโพงที่เก็บทุกรายละเอียด จะไม่มีสิ่งใดที่เป็นรายละเอียดที่สตูดิโอบันทึกมาแล้วจะสูญหายหรือถูกบดบังไปในระหว่างทาง ด้วยเหตุที่ลำโพง REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo มีค่าไดนามิคเรนจ์ที่ยอดเยี่ยม ถือว่าทำได้สมจริงที่สุดคู่หนึ่ง ตั้งแต่ผมได้ฟังลำโพงมาในชีวิตนี้ครับ ทุกๆ เสียงตั้งแต่เบาสุดจนถึงดังที่สุดของลำโพงมีความมั่นคงมากๆ เพราะโครงสร้างและความแข็งแรงของ ATALANTE 7 Evo ถือว่าอยู่ในระดับ “Top-tier” เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลำโพงใหญ่ ขับเบสลึก และต้องการความนิ่ง เสถียร และคุณภาพเสียงที่ “มั่นคง” บทสรุปจาการทดสอบ ATALANTE 7 Evo 1. เบสแน่น ลึก และมีพลัง ด้วยวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ถึง 15 นิ้ว พร้อม BSC Woofer และท่อ Bass-reflex ที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม ทำให้เบสลงลึกได้จริง และมีอิมแพ็คอย่างเหลือพอ โดยไม่รู้สึกบวมหรือควบคุมยาก เบสลงได้ลึกอย่างน่าทึ่ง เต็มอิ่มดังได้เต็มสเกล จนกล่าวได้ว่า ปราศจากความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเพิ่มซับวูฟเฟอร์แม้แต่น้อย 2. อิมเมจแม่นยำ / เวทีเสียงเปิด (Soundstage & Imaging) เสียงกลางและแหลมโปร่ง รายละเอียดดี ทำให้มิติเสียงโดดเด่น อิมเมจ จุดตำแหน่งดนตรี แยกชิ้นได้ชัด เหมาะกับเพลงที่มีเครื่องดนตรีในวงขนาดยักษ์ราวกับเวทีดนตรีที่กว้างลึกมาอยู่ต่อหน้าผู้ฟัง 3. โทนบาลานซ์เสียงธรรมชาติ และโทนเสียงกลมกล่องผ่อนคลาย ATALANTE 7 Evo ให้เสียงแม่นยำเที่ยงตรง ไม่ “ย้อมเสียง” เหมือนลำโพงบางแบรนด์ (เช่นไม่อุ่นเกิน หรือไม่เย็นเกิน) โทนกลางแหลมค่อนข้างเป็นกลาง ธรรมชาติ ให้ความชัด รายละเอียดครบ เหมาะกับหลายแนวดนตรี โดยปราศจากข้อจำกัด 4. ฟังได้นานไม่ล้า (Fatigue-free listening) วิธีการออกแบบซอฟท์โดมทวีตเตอร์ มิดเร้นจ์ และวูฟเฟอร์ รวมทั้งตู้และครอสโอเวอร์ที่มีคุณภาพ ทำให้เสียงนุ่ม ไม่ผิดเพี้ยนในทุกระดับความดัง เหมาะกับการฟังยาวๆ โดยไม่เหนื่อยล้าหู ผมว่านะ….. ลำโพงระดับล้านบาทบางคู่ยังทำได้ไม่ดีเท่ากับATALANTE 7 Evo เลยด้วยซ้ำไปครับ น่าแปลกก็คือ แม้จะเป็นลำโพงไฮเอนด์ที่มีขนาดตู้ใหญ่ แต่ฟังรายละเอียดหยุมหยิมในระดับแผ่วเบาได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วยครับ! 5. ให้ความยืดหยุ่นกับแอมป์หลายระดับ ด้วยความไว (Sensitivity) สูงเกิน 90dB และอิมพีแดนซ์ที่6 โอห์ม ทำให้ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo ขับได้ง่ายกับแอมป์หลายรูปแบบ แต่แนะนำว่าแอมป์ใดก็ตาม สมควรมีพลังทางภาคจ่ายไฟที่พอเพียง เพื่อให้ขับวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ได้สมดุลเต็มอิ่มครับ ATALANTE 7 Evo เป็น “ลำโพงครบเครื่องที่ให้ทั้งพลังเบส เสียงกลาง–แหลม ที่ละเอียดเป็นธรรมชาติ มีเวทีเสียงและบาลานซ์ดี เหมาะกับคนที่ต้องการลำโพงที่ให้เสียงสมจริงในทุกระดับความดัง ด้วยคุณสมบัติของพลังเสียงที่ยอดเยี่ยมของ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo เมื่อเราได้รับทราบราคาแล้วก็รู้สึกอึ้งๆ อยู่ในใจเหมือนกันครับ เพราะเป็นลำโพงไฮเอนด์คู่เดียวที่ราคาเพียง 370,000.- บาท เท่านั้น รับทราบราคาแล้วไม่อยากเชื่อหูตัวเองจริงๆ ความรู้สึกของเราคือ ถ้าจับไปชนกับลำโพงระดับหนึ่งล้านบาทขึ้นไป ผมเชื่อว่ามันมีความสูสีอยู่มากเลยทีเดียวครับ นี่คือคุณภาพที่นักออกแบบเขาตั้งใจให้ได้มาซึ่งลำโพงไฮเอนด์ในราคาที่สมผลอย่างที่สุด ตามจุดมุ่งหมาย ผมเองอยากให้ทุกคนได้ทดลองฟังเป็นอย่างยิ่งครับ REVIVAL AUDIO ATALANTE 7 Evo คือลำโพงที่ส่งผ่านพลังเสียงระดับไฮเอนด์ ที่สามารถตอบรับกับดนตรีทุกสไตล์อย่างไร้ข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น เป็นปรากฎการณ์เปิดกว้างในโลกของออดิโอไฟล์ เป็นอย่างยิ่ง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 Msound line : m_240956
KEF Coda W All-In-One Wireless HiFi Speaker โลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาด KEF (Kent Engineering & Foundry) ก่อตั้งโดย Raymond Cooke ในอังกฤษ เมื่อปี 1961 แต่ความก้าวหน้าล้ำสมัยเกิดขึ้นตลอดเวลากับ KEF โดยในช่วงทศวรรษ 1970 KEF ก็เริ่มใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบลำโพง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่มากในสมัยนั้น สำหรับลำโพงในซีรีส์ Coda ของ KEF นั้นได้ปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงต้น ในปี 1970 โดยมีรุ่น Coda อยู่ในสายผลิตภัณฑ์เบสิกของบริษัท ด้วยหลักการออกแบบลำโพงที่เน้นคุณภาพเสียงไฮไฟ ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายและราคาสมเหตุผล ถัดมาในช่วงปี 1990 KEF มีลำโพงในซีรีส์ Coda หลายรุ่น เช่น Coda 7, Coda 8, Coda 9 โดยมีบันทึกว่า นิตยสาร What Hi-Fi UK เคยพูดถึง KEF Coda III ในบทความ 12 of the best KEF products โดยให้คำชื่นชมว่าเป็นลำโพงที่มีสมรรถนะสูง ให้อิมเมจได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะเป็นลำโพงราคาย่อมเยาในตอนนั้น นอกจากนั้น Coda IV เป็นรุ่นที่หายาก รวมถึง Coda 7, 8, 9, ล้วนเป็นกลยุทธ์อันสำคัญของ KEF ในการเอื้อเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับออดิโอไฟล์โดยทั่วไป และในปี 2025 ยุคแห่งความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี KEF ได้เปิดตัว KEF Coda W ซึ่งเป็นลำโพง All-in-One แบบไร้สาย ที่มีภาคขยายในตัว หลักๆ ในการทำงานเน้นส่งผ่านสัญญาณจาก Bluetooth แต่ยังมีอินพุตแบบดั้งเดิม ที่ให้ความสามารถสนองตอบนักเล่นเครื่องเสียงได้อย่างครบถ้วนที่สุด นี่คือรูปทรงของลำโพงวางหิ้งสองทาง Coda W มีคุณสมบัติหลักที่ดีเยี่ยมมาก โดยใช้เทคโนโลยีไดรเวอร์ Uni-Q ในเจเนอเรชั่นที่12 (12th-gen Uni-Q ) เป็นกรวยขนาด 5.25 นิ้ว ขับเสียงกลาง-ต่ำพร้อมทวีตเตอร์ที่อยู่ตรงกลางของ Woofer ซึ่งเป็นจุดเด่นของ KEF ที่ให้แนวทางเสียงแบบ Single point-source ทำให้กระจายเสียงได้แม่นยำอย่างเป็นธรรมชาติ และเวทีเสียงกว้างกว่าระบบลำโพงทั่วไป ในระบบ Coda W ได้ใช้ DSP ที่จดสิทธิบัติของตนเองเรียกว่า Music Integrity Engine, MIE สำหรับการจูนเสียงให้บาลานซ์ระหว่างไดรเวอร์ และควบคุมการทำงานทุกระบบอย่างเหมาะสมราบรื่นโดยอัตโนมัติ ในด้านกำลังขับในแบบลำโพงแบบแอคทีฟ ลำโพงแต่ละข้างจะมีภาคเพาเวอร์แอมป์คลาส D แบบแยกอิสระ จ่ายพลังให้กับวูฟเฟอร์ 70 วัตต์ และขับทวีตเตอร์อีก 30 วัตต์ รวมกำลังขับลำโพงทั้งระบบตู้ซ้ายขวา ในระบบสเตอริโอ 200 วัตต์ การออกแบบในวิธีนี้ ก็คือระบบไบ-แอมปลิฟิเคชั่น ทำให้มีศักยภาพเปล่งความดังได้สูงสุดประมาณ 102 dB ที่ระยะ 1 เมตร สำหรับระบบเชื่อมต่อ จะรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย เริ่มจากระบบบลูทูธ 5.4 ที่รองรับ aptX Adaptive และ aptX Lossless ถ้าดีไวซ์ของคุณรองรับ aptX Lossless ก็จะได้คุณภาพเท่ากับ CD ที่ 16-bit / 44.1kHz ในแบบไร้สาย มีช่องรับสัญญาณแบบต่อสาย HDMI ARC และ USB-C ซึ่งสามารถนำไปใช้งานร่วมกับระบบทีวีได้อย่างเหมาะสม ช่อง USB-C ที่รองรับ 24-bit / 192kHz สำหรับการต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังมีช่องOptical (Toslink) ที่สามารถต่อเข้ากับเพลย์เยอร์อื่นๆ ให้มาแสดงผลในลำโพงได้อย่างลงตัว ส่วนช่อง RCA ระบบสเตอริโอ สำหรับรับสัญญาณ LINE IN (AUX )เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เครื่องเล่น Player ส่งสัญญาณ Analog Stereo เข้าไปยังลำโพงโดยตรง รวมทั้งช่อง RCA และระบบกราวนด์สำหรับต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยเฉพาะ มีช่อง Subwoofer out สำหรับเพิ่มเบสเมื่อเชื่อมกับ Subwoofer โดยเฉพาะ ในที่นี้ในช่วงท้ายๆของการทดสอบ ผมนำมาใช้ทดสอบร่วมกับ Active Sub ของ KEF KC62 ซึ่งจะทำให้คุณภาพเสียงโดยรวมแซงหน้าลำโพงตั้งพื้นหลายคู่ในท้องตลาดเลยก็ว่าได้( อันนี้ถือเป็นทางเลือกในการอัพเกรดในอนาคตได้)‼️ สำหรับระหว่างตู้ลำโพงซ้ายขวา จะมีสายเชื่อมต่อระหว่างลำโพงเพื่อทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คโดยผ่านทางช่อง USB-C (resample เป็น 96kHz / 24bit) ผมมองว่าจุดที่โดดเด่นเหนือลำโพงแอคทีฟอื่นๆ ก็คือ ลำโพงได้ให้การรองรับการเล่นแผ่นเสียงไวนีล เพราะมีภาคขยาย Phono preamp ภายในตัวเอง ด้วยการออกแบบวงจรสำหรับขยายเกนหัวเข็ม MM ทำให้ต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ปรีแอมป์แยก นี่คือทีเด็ดของ Coda W ครับ ดีไซน์และวัสดุนั้น ตู้ลำโพงมีให้เลือกหลายสี : Vintage Burgundy, Nickel Grey, Moss Green, Midnight Blue, Dark Titanium ขนาดของตู้ลำโพง : 285 × 168 × 268 มิลลิเมตร น้ำหนักโดยรวมประมาณ 11.3 กิโลกรัม ถือว่าเป็นดีไซน์ที่เหมาะกับการจัดวางได้อย่างอิสระในทุกๆ ที่ แต่ดีที่สุดคือใช้ขาตั้ง KEF SQ1 Floor Stand ซึ่งเป็นขาตั้งลำโพงสำหรับลำโพงที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งกับ KEF Q Concerto Meta, Q3 Meta, Q1 Meta และ KEF Coda W ขาตั้งรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อวางลำโพงให้ได้ระดับความสูงที่เหมาะสม ด้วยความสูงประมาณ 24.2 นิ้ว มีโครงสร้างอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทาน สามารถเพิ่มสารอุดเฉื่อย (inert filler) เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและมีช่องสำหรับจัดการสายเคเบิลในตัวเพื่อให้การจัดวางดูเรียบร้อยงามตา Test Report หลังจากแกะลำโพงออกมาจากกล่อง เห็นขนาดแล้วชอบเลยครับ ขนาดกะทัดรัดพอดีๆ เหมือนลำโพงวางขาตั้งที่เราคุ้นเคยนั่นเอง สำหรับในการทดสอบระยะเซ็ตอัพสูงบนขาตั้งโลหะผสมของผมขนาด 24.5 นิ้ว ลำโพงจัดวางห่างกัน 2.20 เมตร เอียงหน้าเข้าหากันประมาณ 8องศา ถือว่าลงตัวในห้องฟังผมมากครับ คือเราจะวางตู้ลำโพงไว้บนชั้นวาง ก็ได้นะครับ ขึ้นกับลักษณะการฟัง แต่ถ้าฟังแบบจริงจังควรหาขาตั้งลำโพงที่เหมาะสมโดยเฉพาะของ KEF เอง และวางลำโพงในลักษณะเดียวกันกับลำโพงออดิโอไฟล์ตามปกติทั่วไป วิธีเซ็ตอัพก็แบบเดียวกันครับ ควรทราบว่า ลำโพงนั้นมีคุณภาพสูงระดับออดิโอไฟล์ หากอยากใช้ศักยภาพสูงสุดของเขา ก็ต้องคิดเสมอว่า นี่คือลำโพง Audiophile ครับ ดังนั้นเซ็ตอัพกันให้เต็มที่ไปเลยครับ ขนาดลำโพงคือ 285 × 168 × 268 มม. (สูง × กว้าง × ลึก) ปริมาตรอาจจะใกล้เคียงกับ KEF Q350 ซึ่งลำโพง Coda W ทำตู้ได้แข็งแรงสวยงาม มองดูจากด้านหน้าตู้ลำโพง ลำโพงซ้ายและขวาเหมือนจะไม่ต่างกันนัก แต่พลิกไปดูด้านหลัง จะเห็นว่าระบบคอนโทรลหลัก จะอยูที่ลำโพง Primary ข้างเดียว การที่เราจะรู้ได้ว่าเป็นลำโพงแชนแนลซ้ายหรือขวา ก็ให้ดูที่ตู้ครับ ตู้ข้างซ้ายคือ Secondary และตู้ข้างขวาเป็น Primary ที่มีระบบสั่งการหลักๆ อยู่ที่ตู้นี้ โดยมีทั้งภาคปรีแอมป์ ระบบซีเล็คเตอร์ รับสัญญาณอินพุต เกนโวลุ่ม ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ เพื่อการจับคู่และสตรีมมิ่ง จุดเด่นคือใช้ตัวขับเสียงอันทรงประสิทธิภาพ ด้วยไดรเวอร์ แบบ Uni-Q เวอร์ชั่น 12 และมีการออกแบบภาคขยาย Class D ที่แมตช์กับตัวขับเอามาไว้ภายในแต่ละตู้อย่างมือโปรเลยทีเดียว คือมีหน่วยขยายคลาส D แยกอิสระขับเสียงด้วยพลัง 30 วัตต์ให้กับเสียงแหลม และ 70 วัตต์ให้กับเสียงทุ้ม ระบบส่งสัญญาณ Bluetooth จัดเป็นอินพุตหลักสำหรับฟังเพลง สามารถจับคู่กับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ได้ในทันที เพื่อใช้เป็นแหล่งเสียงหลักสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน เชื่อมต่อฉับไวแม่นยำ ในการเซ็ตอัพ ควรพิจารณาท่อพอร์ตของลำโพง ซึ่งควรจะต้องอยู่ห่างจากผนังด้านหลังอย่างน้อย 75 เซนติเมตรถึง 1 เมตร (อ้างอิงห้องฟังผมขนาด 3.5x4.5 เมตร) ระยะในการเซ็ตอัพ ไม่ได้ฟิกซ์ แต่ขอแนะนำว่า สามารถปรับให้สมดุลกับห้องของท่านเป็นหลักครับ หลังจากวางลำโพงซ้าย–ขวาในตำแหน่งในประมาณการได้แล้ว ลำดับแรกให้ต่อสายเชื่อมระหว่างลำโพง (Interspeaker Cable) เข้าระหว่าง L - R เสียบปลั๊กไฟให้ตู้ Primary แล้วกดปุ่ม Power บนลำโพงหลัก รอไฟสถานะแสดงขึ้นว่าระบบพร้อมทำงาน แล้วเลือกแหล่งสัญญาณ Input เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้ระบบใด หลักๆ คือ Bluetooth หรือจะเป็น HDMI ARC (สำหรับทีวี) ส่วนช่อง USB-C ใช้สำหรับคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ในแง่ของการใช้กับจอทีวี มีทางเลือกสำหรับทีวีรุ่นเก่า โดย Coda W มีช่อง Optical รองรับได้ หรือถ้าทีวีมีแต่ช่อง Headphone ก็เลือก AUX ทางช่อง RCA Line ได้เช่นกัน ด้วยการใช้สายที่มีปลายด้านหนึ่งเป็นมินิแจ็ค อีกด้านเป็น RCA Stereo ครับ ลำโพงตู้หลัก Primary จะมีปุ่มสัมผัสคอนโทรล เพื่อเลือกแหล่งโปรแกรม เป็นฟังก์ชั่นควบคุมอยู่ด้านบนตัวลำโพง Primary เหมือนเป็นส่วนปรีแอมป์ ใช้สำหรับเปลี่ยนแหล่งสัญญาณที่มา และเกนโวลุ่ม และจะให้ความสะดวกมากขึ้นด้วยการใช้แอป KEF Connect สำหรับปรับ EQ, อัปเดตเฟิร์มแวร์ รวมถึงการตั้งค่าลำโพงครับ สำหรับการใช้งานทั่วๆไปในการฟังเพลงสตรีมมิ่ง ผมเลือกเชื่อมต่อ Bluetooth การจับคู่ก็สะดวกครับ เลือกอุปกรณ์ชื่อ “KEF Coda W” รอเสียงหรือไฟแจ้งว่าจับคู่สำเร็จ จากนั้น ก็ใช้งานได้เลย ทุกอย่างไม่ต่างจากการเชื่อมต่อลำโพงบลูทูธพื้นฐานโดยทั่วไปนั่นเอง สามารถปรับระดับเสียง ด้วยปุ่ม Volume + / – บนลำโพง หรือใช้รีโมต และใช้แอพในสมาร์ทโฟน หรือจากรีโมตทีวี ในกรณี HDMI ARC การใช้งานที่คล่องตัวที่สุดคือ เปิดแอป KEF Connect ช่วยให้เลือกค่าของเสียงได้ตามความต้องการมากยิ่งขึ้น เช่นปรับ EQ, อัปเดตเฟิร์มแวร์รวมถึงการตั้งค่าระบบ หลักการใช้งานทั่วไป จะพบว่าสำหรับการใช้สาย Interspeaker (C-Link) เชื่อมโยงระหว่างลำโพงซ้ายและขวา ความยาวสายที่ให้มาถือว่าน่าจะพอเพียงและเป็นสายคุณภาพดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อสายอื่นมาเปลี่ยน โดยสายนี้มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณระหว่างลำโพงหลักกับลำโพงรองครับ ส่วนท่านใดจำเป็นต้องตั้งลำโพงห่างกันมากกว่าปกติ ทาง KEF มีสายขายแยกขนาดความยาว 8 เมตรให้เลือก สัญญาณจาก Input ทุกแหล่ง (USB-C, HDMI, ฯลฯ) จะถูก Resample ให้เป็น PCM 24-bit / 96kHz เมื่อส่งผ่านสาย Interspeaker ครับ ดูจากด้านหลังลำโพงหลัก ช่องต่ออินพุต มีทั้งดิจตอล ช่อง Aux น่าจะเหมาะกับเครื่องเสียงแหล่งโปรแกรมทุกประเภท อาทิ ซีดีเพลย์เยอร์ สตรีมเมอร์ แค่เลือกอินพุต Aux ที่ตัวลำโพง แล้วเปิดแหล่งสัญญาณ แล้วปรับระดับเสียงเท่านั้นเอง ส่วน USB-C Audio ก็จะจับคู่กับสมาร์ทโฟนที่มีสายต่อแบบ USB-C, รวมไปจนถึง iPad, MacBook, PC ก็ได้รายละเอียดเสียงให้บิตเรตสูงสุดมากถึง 192/24 เลยทีเดียว (ถ้ามีไฟล์เพลงในระดับดังกล่าว) การซีเล็ค หรือเลือกใช้งานแหล่งโปรแกรมเชื่อมต่อจากบนหลังตู้ลำโพงหลัก หรือ Primary ก็สะดวก โดยสังเกตว่า ปุ่มสัมผัส เรียงกันไปจากซ้ายสุดเป็น Power จากนั้นเป็นปุ่มเลือกรับสัญญาณ เริ่มที่ Bluetooth ไปยัง TV / OPT /USB / AUX และ PHN หรือ Phono ตามลำดับ ในระหว่างที่ผมกำลังทดสอบ KEF Coda W มีแฟนคลับที่ได้ชมคลิปทางเพจสอบถามว่า ทำไม ลำโพงแอคทีฟรุ่นนี้ ไม่มีระบบ Ethernet หรือ Wi-Fi ? ผมขออนุญาตตอบไว้ตรงนี้เลยครับว่า แน่นอนวิศวกร KEF เขาจะเน้นการใช้ Bluetooth 5.4 ที่สามารถรองรับ aptX Adaptive และ Lossless เป็นช่องทางหลัก เพื่อให้การสตรีมเสียงแบบ “การเชื่อมต่อที่เรียบง่าย” และผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับเสียงโดยไม่ต้องเซ็ตอัพเครือข่ายไฮไฟซับซ้อนมากนัก ทำให้ราคาลำโพง จะไม่สูงมากเกินไปด้วย อีกทั้งการใช้บลูทูธซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แพร่หลายและเพียงพอสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการระบบ “all-in-one” แบบเรียบง่าย อีกประการหนึ่งคือ ดีไซน์นี้ต้องการโฟกัสที่คุณภาพเสียงโดยตรง โดย KEF ให้สาย Interspeaker Cable ที่เชื่อมต่อระหว่างลำโพงซ้าย–ขวา ขนาด 3 เมตร เพื่อให้การเชื่อมต่อลำโพงมีความเสถียรและคุณภาพสูง โดยไม่ต้องพึ่งการส่งสัญญาณเครือข่ายไร้สายภายในตัวลำโพงเอง และมั่นใจในเทคโนโลยี DSP MIE ด้วยว่า ในการส่งเสียงผ่าน Bluetooth + DSP (Music Integrity Engine) จะทำให้ KEF สามารถปรับจูนด้านเสียงให้ละเอียดมากขึ้น โดยไม่ต้องซับซ้อนเรื่องโปรโตคอลเครือข่ายแต่อย่างใด ในคู่มือของ KEF ระบุว่า Coda W ถูกออกแบบให้เป็น “Single-room system” ไม่ได้ตั้งใจให้ทำงานแบบ Multi-room ที่ต้องใช้ Wi-Fi เครือข่ายเพื่อสตรีมข้ามห้องได้ จากที่ทดสอบ ในแง่ประสิทธิภาพและความเสถียรของสัญญาณ Bluetooth 5.4 โดยเฉพาะเมื่อใช้ codec aptX ย่อมมีประสิทธิภาพเพียงพอและ latency ต่ำ เหมาะกับการฟังเพลงทั่วไป หรือการใช้งานบนเดสก์ท็อปหรือทีวี ผ่าน HDMI ARC, USB-C, Optical ที่ Coda W รองรับอย่างครบถ้วนพอเพียง การไม่มี Wi-Fi และ LAN ลดความซับซ้อนระบบเครือข่าย ทำให้โอกาสเกิดปัญหาการเชื่อมต่อ เช่น delay, buffer, network drop ลดลง และทีเด็ดคือเรื่องภาคปรี Phono ในตัวเองของ Coda W นั่นแหละ ที่ผมได้ทำการทดสอบแล้วถือว่าเยี่ยมมาก แค่นี้ก็สุดคุ้มแล้วครับ ใครชอบเล่นแผ่นไวนีลแบบดีเยี่ยมและง่ายที่สุดน่าจะคิดถึง KEF Coda W ไว้เป็นอันดับแรกเลย บทสรุปก็คือ การต่อใช้งาน KEF Coda W เมื่อฟังทั่วไปเน้นการใช้งานสะดวกสุด ผมเลือก Bluetooth ครับ เสียงที่ได้จัดว่าดีมากอยู่แล้ว สำหรับออดิโอไฟล์ที่ฟังเพลงแบบต้องการเสียงดีที่สุด ได้ทุกอย่างครบทุกรายละเอียด ก็ต้องยกให้ช่อง USB-C ครับ ผมฟังเพลง Tidal กับไอโฟน 15 Pro Max แล้วต้องบอกว่า ทึ่งในคุณภาพเสียงเลยละครับ แต่ข้อแม้คือต้องใช้สาย USB-C ที่รองรับดาต้าทรานสเฟอร์ได้นะครับ และเมื่อต่อสาย USB-C ใช้งานแล้ว อย่าลืมเร่งระดับความดัง +/- ที่รีโมตหรือที่ด้านบนของตู้ลำโพงด้วย เพราะถ้าก่อนหน้าคุณฟังแหล่งโปรแกรมอื่นอยู่ อาทิ ทาง Bluetooth เมื่อเชื่อมต่อสายUSB-C ระบบขยายของแอมป์ จะลดเสียงลงมาก่อน ป้องกันระดับเสียงที่ดังอย่างฉับพลันทันที • บทสรุปผลการทดสอบ ผมเชื่อว่าทุกคนอยากรู้มากที่สุดก็คือ เรื่องคุณภาพเสียงว่าจะพอเพียง หรือดีเด่นกับการเป็นชุดออล-อิน-วัน แบบเรียบง่าย เป็นออดิโอไฟล์ สักเพียงไร และนี่ก็คือคำตอบครับ สิ่งที่น่าประทับใจอย่างแรกคือ พลังเสียงที่มีศักยภาพอย่างพอเพียงสำหรับห้องขนาดกลางโดยทั่วไป ให้แนวเสียงกลาง และปลายเสียงแหลมที่สะอาดใสในแบบของ KEF ต้องเรียกว่าโทนเสียงโปร่งมาก เสียงหลุดลอยจากตู้ และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เบสช่วงต่ำก็ถือว่าได้ลึกอิ่มมากเกินขนาดตู้อย่างน่าทึ่งมากๆ บุคลิกเสียงสามารถบาลานซ์สไตล์เพลงได้อย่างหลากหลาย ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ตั้งแต่ฟังวงออเคสตร้าขนาดยักษ์ มาจนถึงเพลง Pop Jazz Country โดยทั่วไป นับว่าเหมาะกับเพลงร้องหรือแนว Acoustic ได้อย่างดีเยี่ยม ประสบการณ์ที่นับว่าตื่นเต้นสำหรับส่วนตัวผมนะครับ อยากจะบอกว่าเมื่อนำเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาต่อกับลำโพง KEF Coda W ชุดนี้ ชอบทั้งความเงียบของสัญญาณ ไม่มี Noise รบกวน ต้องชื่นชมในเสียงที่มีความสะอาด และรายละเอียดจากหัวเข็ม MM ที่ถือว่าอยู่ในขั้นที่ดีเกินคาดไปมากทีเดียว เสียงแนวอนาล็อกของ Coda W งดงามน่ารัก มี่รายละเอียด แสดงถึงการออกแบบด้านภาคขยายหัวเข็มโฟโนของ KEF นั้น มิใช่ธรรมดาเลย ครอบคลุมรายละเอียดสมบูรณ์มากๆ ในแง่การใช้งานทั่วไปผมชอบที่บลูทูธเชื่อมต่อใช้งานรวดเร็ว สะดวก เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความเรียบง่าย ไม่ต้องตั้งระบบอะไรให้มีความซับซ้อนยุ่งยาก คุณภาพเสียงที่ได้จากเพลง จาก TIDAL ทางบลูทูธ ได้เกือบเทียบเท่าการต่อ USB-C โดยตรง แต่แน่นอนว่า เมื่อฟังตรงจากสายเชื่อมต่อ USB-C คุณภาพเพลงที่ได้ น่าประทับใจใกล้เคียง ฟังจากชุดเครื่องเสียงระดับราคาสูงแบบแยกชิ้น ที่สำคัญคือคุณภาพเสียงแบบนี้สามารถเข้าถึงได้ง่าย กว่า มีความกลมกล่อมลงตัวพอดี รายละเอียดช่วงปลายเสียงระยิบระยับพอเพียงสำหรับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นออดิโอไฟล์และมิวสิกเลิฟเวอร์ อีกทั้งดีไซน์ของตู้ที่มีเสน่ห์ รวมทั้งงานประกอบดูดี เกินราคา ให้ทั้งความรู้สึกคลาสสิก เรียบหรู ทันสมัย จะวางบนโต๊ะหรือห้องเล็กๆ ก็ลงตัว สำหรับมิวสิกเลิฟเวอร์ทั่วไป แต่ที่แน่ๆ ผมชอบวางบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์ เพราะได้คุณภาพในระดับ Image และ Sound Stage เต็มที่เลยครับ ด้วยความอยากรู้ หากวันข้างหน้า เกิดบางท่านอยากเสริมพลังให้ยิ่งใหญ่ขึ้น สามารถอัดอะไรได้อีกไหม? ในช่วงสุดท้ายของการทดสอบ ผมได้นำเอาลำโพง Sub-Woofer ในรุ่น KEF KC62 ซึ่งมีใช้งานอยู่ประจำห้องฟังเป็นการส่วนตัว มาใช้งานร่วมกัน ผลปรากฏว่า กลายเป็นซิสเต็มขนาดยักษ์ขึ้นมาทันที คือสามารถเพิ่มคุณภาพเสียงที่โอ่โถงล้ำลึกโอฬาร ทำให้การฟังเพลงจากระบบบลูทูธที่เสริมเสียงเบสอันแม่นยำและลงตัวในความกลมกลืนต่างๆ ระหว่างลำโพงหลักและลำโพง Active Sub ที่เป็นแบรนด์เดียวกัน อาจเป็นอีกวิถีทางหนึ่งที่เราสามารถจะขยับขยายชุดซิสเต็มจากพื้นฐานเบสิกให้ก้าวขึ้นสู่ระดับสูงได้อย่างน่าสนใจมาก ใครที่ไม่อยากต่อสาย จะใช้ตัวช่วยส่งสัญญาณไร้สาย ระหว่างลำโพงหลัก และลำโพงซับแอคทีฟ พิจารณา KEF KW1 ก็จะสะดวกยิ่งขึ้นครับ อย่างไรก็ตาม ห้องขนาด15-30 ตารางเมตร บอกได้เลยว่า KEF Coda Wเพียงคู่เดียวก็เต็มศักยภาพแล้วครับสำหรับการฟังเพลงอย่างออดิโอไฟล์ KEF Coda W เป็นลำโพงแอคทีฟ แบบ All-In-One ที่ทำให้ผู้ฟังยุคใหม่ ใกล้ชิดกับโลกดนตรีที่เรียบง่าย ทรงพลัง และสะดวกสบายเกินคาดครับ ราคาจำหน่าย KEF Coda W - 35,900 บาท KEF KW1 - 7,990 บาท KEF SQ1 FLOOR STAND - 15,900 บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand #KEFCodaW #WirelessSpeakers #AllInOneHiFi #UniQ #aptXLossless #Phono #HiResAudio #Vinyl #Minimal #ModernClassic
AUDIOLAB 9000 Series ความน่าประทับใจในสไตล์ที่เที่ยงตรง ละเอียดลึกซึ้ง หากเราจะย้อนประวัติของบริษัท Audiolab อย่างสังเขปก็คือ เมื่อปี1983 มีการก่อตั้งบริษัทใน เคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร โดย Philip Swift และ Derek Scotland โดยในช่วงทศวรรษ 1980 พวกเขาสร้างชื่อเสียงจาก 8000A อินทิเกรเต็ดแอมป์ เป็นอย่างมาก ถือเป็นผลงานอมตะของแบรนด์ ปี 1997 มีการควบรวมกิจการกับ TAG McLaren และมีการปรับภาพลักษณ์เป็น Hi-End ล้ำสมัยขึ้น ต่อมาในปี 1980 ก็ได้โอนย้ายมาในเครือบริษัทยักษ์ใหญ่กลุ่ม IAG กลุ่ม IAG (International Audio Group) คือบริษัทแม่ ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเครื่องเสียงระดับโลก ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ดังหลายแบรนด์จากอังกฤษและยุโรป เช่น Audiolab, Wharfedale, Mission, Quad, Castle, Leak, Luxman, Tag McLaren Audio (เดิม) และอื่นๆ อีกหลายแบรนด์ ที่นี่ผมเคยมีโอกาสได้ไปเยือนโรงงานและบริษัทที่ถือว่ามีอาณาบริเวณกว้างขวางที่สุด มีแม้กระทั่งสตูดิโอห้องบันทึกเสียงที่ล้ำสมัย พิพิธภัณฑ์ ภัตตาคาร โรงแรม และสำนักงานออกแบบ โรงงานที่สามารถเดินเครื่องจักรได้ 24 ชั่วโมง เลยทีเดียว ในการเปิดตัวเปิดตัว 9000 Series ถือเป็นช่วงยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ Premium Class นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา แนวคิดการออกแบบก้าวขึ้นสู่ความล้ำยุคยิ่งกว่าเดิม 9000 Series เป็นการยกระดับดีไซน์ให้ร่วมสมัยขึ้น โดดเด่นด้วย UI จอสี โดยมีโครงสร้างแชสซีแข็งแรงสวยงาม ให้ความพิถีพิถันทั้งเลย์เอาต์ภายใน โดยเน้นลดสัญญาณรบกวน หรือ Noise Optimization Layout อย่างดีที่สุด หัวหน้าทีมวิศวกรผู้พัฒนา 9000 Series คือ Jan Ertner ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันของ Audiolab โดยเขาและทีมงานใช้แนวคิดหลัก “ให้สเปกที่วัดได้ยอดเยี่ยม โดยไม่สูญเสียความเป็นดนตรี” • แนวปรัชญา Simplicity with Precision ภายนอกเรียบสะอาด แต่ภายในวงจรนั้น เน้นทุกรายละเอียด คัดเกรดอุปกรณ์ เพื่อให้ทุกภาคให้มีศักยภาพสูงสุด • Engineering First ให้ความสำคัญกับการทดสอบวัดผล วัดสเปกฯ จริง ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดเสียงดนตรีที่แม่นยำ ที่สำคัญเครื่องรุ่นเรือธงนี้ จะไม่เน้นลูกเล่นเกินจำเป็น • Music First Sound โทนเสียงเน้นความเป็นธรรมชาติ รายละเอียดดี ควบคุมจังหวะและไดนามิกแม่นยำ จากตำนานที่เลื่องชื่อพัฒนาสู่ความสมบูรณ์แบบในปัจจุบัน • เครื่องเสียงในซีรีส์ 9000 ของ Audiolab มีสามโมเดลคือ อินทิเกรเต็ดแอมป์ มิวสิคสตรีมเมอร์ และคอมแพ็คดิสก์ทรานสปอร์ต AUDIOLAB 9000A เป็นอินทิเกรเต็ดแอมป์ วงจรคลาส AB ที่มีสเถียรภาพสูง ด้วยกำลังขับ 100 วัตต์ต่อแชนแนลที่ 8โอห์ม และ 160 วัตต์ต่อแชนแนล ที่ 4 โอห์ม มาพร้อม ภาค DAC ภายในตัวเอง คือ ESS Sabre ES9038PRO สามารถรองรับ PCM 32bit/768kHz, DSD512 รวมถึงซัพพอร์ต MQA Full Decoder มีอินพุต Analog RCA 3 ชุด ช่องต่อสัญญาณแบบ Balanced XLR หนึ่งชุด ภาครับอินพุต แบบดิจิตอล ออพติคัล 2 ชุด รวมถึง Coax อีก 2 ชุด พร้อมทั้งภาค Phono MM อินพุต สำหรับเล่นแผ่นเสียง มี USB Audio Interface (Type-B) จุดเด่นที่สะดุดตามากก็คือด้านซ้ายมีจอสี แสดงผลเมนูครบครัน การออกแบบนี้จะรองรับอนาคต สำหรับการอัพเกรด โดยมีทั้ง Pre-Out และช่อง Sub-Out ในตัว AUDIOLAB 9000CDT เป็นพรีเมียมซีดีทรานสปอร์ต มีภาคดิจิตอลเอาต์พุตทั้งแบบ Optical / Coaxial ภายในใช้วงจรใช้ Read-Ahead Buffering ช่วยลดค่าการอ่านผิดพลาด ให้ผลลัพธ์ทางด้าน Jitter ต่ำสุด สำหรับถาดใส่แผ่นมีความแข็งแรง พร้อมด้วยกลไกการเข้าออกที่สมูทลื่นไหล เน้นโครงสร้างลดการสั่นสะเทือนได้ดีเยี่ยม มีจอแสดงผลชัดเจน ควบคุมสะดวกด้วยรีโมตคอนโทรล เนื่องจากเป็น CD Transport จึงไม่มี DAC ภายใน และไม่มี Analog Output เพราะออกแบบมาให้ใช้คู่กับ DAC แยกภายนอกเพื่อคุณภาพสูงสุด และแน่นอนว่า สามารถต่อเข้ากับ DAC ของ AUDIOLAB 9000A ได้อย่างลงตัว เป็นซิสเต็มที่ แมตชิ่งที่สมบูรณ์แบบ AUDIOLAB 9000N แฟล็กชิพเน็ตเวิร์กสตรีมเมอร์ เป็นเน็ตเวิร์กสตรีมเมอร์รุ่นท็อป หรือรุ่นเรือธงของทาง Audiolab ให้การรองรับ UPnP / DLNA / Roon Ready รวมถึงรองรับ Spotify Connect, Tidal Connect, Qobuz, AirPlay2 อย่างครบถ้วน และเป็นรุ่นที่สนองตอบ MQA Full Decoder / Hi-Res PCM / DSD streaming มีช่องสัญญาณ Coax / Optical / AES/EBU / USB มีแอปพลิเคชัน ที่ชื่อ Audiolab 9000N ที่สามารถโหลดได้จาก Apple App Store และแอนดรอยด์ จอสี พร้อมแสดงปกอัลบั้ม ดีไซน์สวยงามในรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์เดียวกันของ 9000 Series • จุดเด่นของซีรีส์นี้โดยรวม มีดีไซน์ร่วมสมัย แข็งแรง เรียบหรู ออกแบบภาค DAC ดีเยี่ยมมาก ระบบDIGITAL CLOCKที่ช่วยลดค่า Jitter ลงต่ำสุด สร้างผลลัพธ์ด้านรายละเอียดที่ดีเยี่ยม อินเตอร์เฟสถือว่าดีกว่ารุ่นก่อนอย่าง 6000 Series เหมาะกับนักฟังที่ต้องการคุณภาพ ต่อราคาที่คุ้มค่าสุดๆ • และการเปิดตัวโปรโมชั่นทั่วโลก ด้วยโครงการโปรโมชั่น "THE PERFECT PAIR" เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับโอกาสดี สำหรับแมตช์ชุดซิสเต็มผลิตภัณฑ์ที่จับคู่กันได้อย่างลงตัวดีเยี่ยม คือเมื่อซื้อแอมปลิไฟล์หนึ่งเครื่อง (9000A) จะมีสิทธิ์ในการซื้อเครื่องเล่นทรานสปอร์ตซีดี (9000CDT) หรือเครื่องสตรีมเมอร์ (9000N) ได้ในราคาเพียง 50% โปรนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนตลาดเครื่องเสียงได้อย่างแรงเลยครับ ตอนนี้ต้องบอกว่าตัวแทนจำหน่ายต้องส่งเครื่องออกสู่ลูกค้าทุกวันไม่ว่างเว้น และโปรพิเศษนี้ก็จะไปสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ครับ Test Report ได้รับเครื่องทั้งสามรุ่นมาจากไฮไฟ ทาวเวอร์แล้ว ผมก็จัดการแกะกล่อง ทดลองใช้งานทันที เนื่องจากเป็นเครื่องที่มีการเบิร์นมาพอสมควร จึงให้เสียงได้ลงตัว ชอบตรงที่รูปทรงดีไซน์ดูสะดุดตา สง่า เรียบขรึม คืออยู่บนพื้นฐานความเรียบง่ายสุขุม และเมื่อวางซ้อนทั้ง 3 เครื่อง จะพบว่านี่คือรูปลักษณ์เดียวกัน ด้านซ้ายเป็นจอ Display พื้นดำที่ให้รายละเอียดสวยงาม ในขณะที่ปุ่มปรับของเครื่องมีเท่าที่จำเป็น และใช้งานได้ครบถ้วน สำหรับจอดิสเพลย์ที่เป็นหน้าจอสีแบบ IPS LCD Display ขนาด 4.3 นิ้ว ความละเอียดสูง จากที่ผมใช้งานพบว่า แสดงผลได้ชัดเจน มีมุมมองกว้าง หลักๆ โดยรวมหน้าที่ของจอ จะแสดงระดับเสียง, อินพุตที่เลือก, รูปแบบสัญญาณดิจิตอล (PCM/DSD), Sampling rate แสดงเมนูการตั้งค่าระบบ, โหมดกรองดิจิทัล (Filter), โหมดแสดงผลแบบกราฟ EQ หรือ VU Meter แบบอนาล็อกจำลอง การแสดงแทร็ก แสดงปกอัลบั้มในเครื่องสตรีมเมอร์ ชอบเป็นพิเศษที่ ออกแบบได้กลมกลืนกับหน้าปัดอะลูมิเนียม เรียบหรูตามสไตล์ ในส่วนของสตรีมเมอร์ 9000N หลังจากโหลดแอปพลิเคชันมาแล้วการใช้งานต่างๆ ก็จะขึ้นอยู่กับโทรศัพท์มือถือหรือ PAD ของเราเป็นหลักครับ สะดวกง่ายดายมากๆ ครับ Audiolab ให้รีโมตคอนโทรลมาในทุกเครื่อง แต่ถ้าเลือกใช้ซีรีส์ 9000 ทั้งสามเครื่อง รีโมตบางตัวสามารถใช้ควบคุมเครื่องร่วมกันได้ในบางฟังก์ชั่น ยกตัวอย่างดังนี้ รีโมตสำหรับ 9000A จะเป็นแบบเต็มฟังก์ชั่น ควบคุมระดับเสียง เลือกอินพุต การตั้งค่า Tone Control รวมถึงสามารถควบคุมเครื่องเล่น CD Transport ซีรีส์เดียวกันได้ด้วย สำหรับรีโมต 9000CDT หน้าตาเหมือนกัน แต่ฟังก์ชั่นหลักถูกเซ็ตทำงานควบคุมภาค CD Transport เช่น Play Pause Skip Stop Eject ถ้าใช่ร่วมกับ 9000A สามารถสลับโหมดควบคุมได้ในรีโมตเดียวกัน ส่วน 9000N Network Streamer รีโมตจะมีการควบคุม Playback Input และเมนู Network ซึ่งจะใช้ได้บางฟังก์ชั่นกับแอมป์ และซีดี ทรานสปอร์ตในซีรีส์ เช่นควบคุม Volume Power Input เป็นต้น เครื่องเสียง AUDIOLAB 9000 Series ชุดนี้ได้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย มาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว มีรีวิวเวอร์นำไปทดสอบ ซึ่งก็จะมีรีพอร์ตทั้งจากในประเทศไทยและต่างประเทศ เราจะได้ยินเสียงแห่งความชื่นชมมากมาย ดังนั้นผมจะพยายามมองในมุมของผู้ใช้งานที่รวบรัดและสรุปให้มากขึ้น เกี่ยวกับสไตล์เสียงโดยรวม โทนเสียง ความโดดเด่น ความของ 9000 Series ดังต่อไปนี้ • คุณภาพและพลังเสียงจากแอมปลิไฟร์ 9000A นับเป็นความโชคดีที่เราได้ฟังอินทิเกรเต็ด 9000A ซึ่งใช้ภาคขยายแบบคลาส AB ที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมในช่วงยุคที่แอมป์คลาส D กำลังแพร่หลายอย่างมากในขณะนี้ จุดที่โดดเด่นก็คือเรื่องของน้ำหนักเสียงที่ดูทรงพลัง เกินกว่าจะเป็นแค่แอมป์ 100 วัตต์ ให้เนื้อเสียงและชิ้นดนตรีต่างๆ ดูสมจริง แสดงความกระจ่างในน้ำเสียงดีมากๆ และส่วนที่มีอิทธิพลสำคัญอย่างยิ่งก็คือ แอมปลิไฟร์เครื่องนี้ให้การเข้าถึง “อารมณ์เพลง“ ที่สะอาดฉ่ำ อิ่มเอม ในแบบที่ทุกคนเคยยกนิ้วให้ตั้งแต่ยุค 8000A แต่ทว่า 9000A จะเหนือชั้นขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ก็คือในเรื่องของ Detail รายละเอียดต่างๆ นับว่าทำได้ยอดเยี่ยม ด้วยบุคลิกเสียงที่ดูมีชีวิตชีวา น้ำหนักเสียงที่มีความพอดี กลมกล่อม เวทีเสียงเปิดกว้าง มีความตรงไปตรงมาเหมือนน้ำเสียงแอมป์ระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ เมื่อนำมาฟังกับเพลงที่บันทึกดีๆ ก็จะให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมมากครับ ข้อแนะนำการจับคู่ลำโพง ควรจับคู่ลำโพงที่มีโทนเสียงค่อนข้าง ตรงไปตรงมา เพราะด้วยพลังขับที่ดี จึงแนะนำให้ใช้กับลำโพงที่มีบุคลิกเสียงแม่นยำ ก็จะยิ่งได้รับการตอบสนองดีในย่านกลาง-สูง เสียงจะเปิดกว้างสมจริง มีความสมดุลของย่านความถี่ทั้งแหล่งโปรแกรมสตรีมมิ่งและแผ่นซีดี ได้อย่างใกล้เคียงกัน ต้องขอบคุณการออกแบบที่มองอย่างรอบด้าน ทำให้ AUDIOLAB 9000A คือแอมป์ที่ครบเครื่อง เหมาะทั้ง Analog & Digital Source, ฟังได้หลากหลายแนว ตั้งแต่ ป็อป แจ็ซ ไล้ท์มิวสิค เพลงไทย ไปจนถึงคลาสสิกวงขนาดใหญ่ โดยเฉพาะภาค DAC ในตัวเอง ที่ทำหน้าที่ได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยเสียงแม่นยำเที่ยงตรงครบทุกรายละเอียดอย่างแท้จริง ภาคปรีโฟโน แม้จะให้มาเฉพาะเกนขยายหัวเข็มMM แต่ถือว่า น้ำเสียงคุ้มค่ามาก ฟังเสียงแล้ว จะได้ความรู้สึกที่ว่า เต็มอิ่มทุกอารมณ์ ในเพลงทุกสไตล์ ตอบสนองทุกพลังเสียงทุกรายละเอียด ด้วยความเที่ยงตรง แทบไม่พบในอินทิเกรเต็ดแอมป์ในระดับราคานี้ • คุณภาพและน้ำเสียงจาก 9000CDT สำหรับ 9000CDT เป็น CD Transport รุ่นเรือธงเพียงรุ่นเดียวในซีรีส์ ได้ออกแบบให้ทำหน้าที่ “ส่งสัญญาณดิจิตอล” ไปให้ DAC ภายนอก หรือจะเป็นภาค DAC ภายในของ 9000A เอง จากการทดสอบคู่กัน ผมอยากจะสรุปสั้นๆ แบบตรงใจเลยก็คือ “Excellent Matching” จริงๆ ครับ เพราะมันได้ถูกสร้างขึ้นมา “เพื่อกันและกัน” อยู่แล้ว ผมชอบน้ำเสียงที่ให้รายละเอียดสมจริง ไม่ใช่โทนเสียงที่ถูกตกแต่งให้อบอุ่นเกินไป หรือทำให้ช่วงปลายสดเกินจริง ดังนั้นต้องถือว่านี่คือเสียงแห่งความแม่นยำและความสมจริงที่เราได้ฟังจาก CD Transport และ DAC ของแอมป์ที่อยู่ในอินทิเกรเต็ดแอมป์ลงตัวอย่างยิ่ง ในฐานะซีดีทรานสปอร์ตต้องยอมรับว่าเครื่องรุ่นนี้ ให้เสียงกลางที่สวยงามมาก เปิดโปร่งโล่งในชิ้นดนตรี ทุกอย่างได้มาจากองค์ประกอบที่ดี รวมถึงการใช้โครงสร้างอะลูมิเนียมที่แข็งแรง ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน และมีการ Shield ป้องกันสภาพแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic shielding) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบให้เสียงมีคุณภาพสูง”เหนือธรรมดา” อีกทั้งภายในวงจรมีทีเด็ดก็คือ มีการออกแบบวงจรควบคุม Jitter ด้วย Clock คุณภาพสูง มีระบบป้องกันสัญญาณรบกวนที่ทรงประสิทธิภาพ และช่วยรักษาคุณภาพสัญญาณดิจิตอลอันแม่นยำเที่ยงตรงก่อนส่งให้ภาค DAC ภายนอก ผมไม่ได้เป็นเทคนิคเชียน แต่ในทางเทคนิค ได้พบข้อมูล 9000CDT จากแล็บเทสท์แห่งหนึ่งที่เขาระบุไว้ว่า เรื่องการให้ค่าเหลื่อมเวลาดิจิตอลนั้นทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ คือ Jitter ~ 118 psec สำหรับ CD input (16-bit) และ ~ 8 psec สำหรับ 24-bit input (แม้ในความเป็นจริงแล้วอุปกรณ์นี้เป็น Transport ที่ส่งสัญญาณดิจิทัลไปยังภาค DAC) มีค่าความเพี้ยนทาง THD เพียง Distortion: ~ 0.0003% ที่ 0 dBFS (1 kHz) ตามการทดสอบรวมทั้งระบบ ค่าเหล่านี้ถือว่ายอดเยี่ยม สำหรับ CD Transport ที่มี Jitter ต่ำมาก โดยเฉพาะ ~8 psec และ Distortion ที่ต้องบอกว่า เป็นเรื่องทางอุดมคติเลยทีเดียว ในแง่ของรูปแบบดีไซน์ ในปัจจุบันเครื่องเล่นซีดีหรือซีดีทรานสปอร์ต เริ่มนิยมออกแบบช่องใส่ซีดีแบบ Slot แต่ทาง Audiolab ยังคงทำแบบ Tray-loading (ถาดใส่แผ่น) ซึ่งมาพร้อมกับกลไกที่มีความสมูทอย่างมาก การใช้แบบถาดใส่แผ่นอาจจะทำให้เปลืองพื้นที่ด้านหน้าเครื่อง แต่ดีมากตรงลดโอกาสขีดขูดของแผ่น เพราะเราจะวางแผ่นลงบนถาดได้ตรงๆ ไม่ต้องสอดเข้าในช่อง ย่อมมีความสึกหรอน้อยกว่า เพราะไม่มีลูกกลิ้งยาง (roller) หรือเฟืองที่ต้อง “ดึงแผ่น” เข้า-ออก ระบบบ่อยๆ 9000CDT มีระบบกันสั่น (anti-vibration) และโครงสร้างถาดที่หนาแน่น ช่วยให้การหมุนแผ่นนิ่งยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการส่งผ่านสัญญาณดิจิตอลที่แม่นยำมากขึ้นด้วย จุดที่พิเศษอีกประการหนึ่ง คือการรองรับการใช้งานดิจิตอล USB โดยมีพอร์ต USB-A ที่รองรับไฟล์ WAV, WMA, AAC, MP3 (ทางช่อง USB /HDD ที่ใช้อัพเดทเฟิร์มแวร์ในอนาคต) ทำให้มีความสามารถในการฟังเพลงได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าคุณจะใช้ซีดีทรานสปอร์ตเครื่องนี้สำหรับใช้กับ DAC เครื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่จาก 9000A ก็ตาม ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่คุ้มค่าอย่างมาก แต่ถ้าให้ดี ก็คือจับคู่ใช้ด้วยกันกับอินทิเกรเต็ด 9000A ส่งผลต่อรู้สึกได้ถึงความแมตช์ ความลงตัวที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งเลยครับ การอ่านแผ่นเมื่อใส่แผ่นลงไปจะใช้เวลาสำรวจข้อมูลและแจ้งกลับบนดิสเพลย์ประมาณ 10 วินาที อาจจะไม่ได้ไวปานสายฟ้า แต่ไม่ช้าอืดอาดแน่นอน ผมว่ากำลังดี การที่ผมมีคอลเลคชั่นแผ่นซีดีมากพอสมควร การได้ตัดสินใจซื้อ 9000CDT รุ่นนี้มาใช้งานเป็นการส่วนตัวในห้องฟัง ด้วยวิเคราะห์แล้วว่า ให้ความคุ้มค่าทั้งระบบการใช้งาน และคุณภาพเสียงในฐานะทรานสปอร์ตที่ดีเยี่ยม ซึ่งไม่อาจหาได้จากแบรนด์อื่นในราคานี้อย่างแน่นอน สุดท้ายแล้ว ความประทับใจเป็นเรื่องของรายละเอียดเสียง และความแม่นยำเที่ยงตรงของสัญญาณ ที่จัดว่า AUDIOLAB 9000CDT มีความน่าพึงพอใจอย่างยิ่งคือ สามารถทำให้เรามั่นใจได้ว่าคุณภาพเสียงมีความเที่ยงตรง ทุกสิ่งที่ได้ยินใกล้เคียงกับสิ่งที่สตูดิโอได้บันทึกมา • คุณภาพเสียงจาก 9000N ดังที่เรียนว่า 9000N ถูกออกแบบมาเพื่อนักฟังในระดับออดิโอไฟล์โดยตรง เพราะฉะนั้นตั้งแต่โครงสร้างไปจนถึงวงจรระบบปฏิบัติการต่างๆ ของสตรีมเมอร์เครื่องนี้จึงสนองตอบนักเล่นในระดับมือโปรจริงๆ สิ่งใดที่ไม่ใช่มาตรฐานหลักจะตัดทิ้งไป โดยเน้นโครงสร้างสวยงามน่าประทับใจ ระบบวงจร ระบบปฏิบัติการภายใน ล้ำสมัย และมีหลายสิ่งที่ Audiolab ออกแบบขึ้นมาเองเพื่อสนองตอบการใช้งานของออดิโอไฟล์โดยเฉพาะ บนหน้าปัดเครื่องเรียบง่ายมาก เหมือนถอดแบบมาจากแอมปลิไฟร์ 9000A และ 9000CDT ให้ความรู้สึกที่ทรงคุณค่า มีเพียงปุ่มปรับสองปุ่ม และปุ่มสแตนด์บาย ด้านซ้ายมีจอดิสเพลย์ แสดงผลทั้งการเซ็ตอัพ การสั่งงาน หรือชมรายละเอียดปกอัลบั้ม ที่สามารถใช้รีโมตสั่งการเมนูที่สำคัญ ซึ่งลึกลงไปในฟังก์ชั่น ตั้งแต่การตั้งค่าไปจนถึงรายละเอียดการปรับแต่งที่มากพอดู อาทิเมนู MENU ฟิลเตอร์ ระดับโวลุ่ม การเลือก MQA Decoding รวมถึงออพชั่นของดิสเพลย์ ที่ต้องใช้รีโมตโดยตรง ส่วนในแง่การเพลย์แบ็ค หรือเลือกสรรเพลงจากแหล่งผู้ให้บริการ แนะนำให้โหลดแอปลิเคชั่น Audiolab 9000N มาใช้งานครับ การปรับค่าต่างๆ ในเมนู โดยเฉพาะเรื่องของฟิลเตอร์นั้น จะมีรายละเอียดหยุมหยิมมากมายพอสมควร จึงควรทดลองเล่น ศึกษารายละเอียด ก่อนใช้งานจริงจัง เพราะมีผลต่อบุคลิกเสียงและคุณภาพหรือความชื่นชอบเฉพาะตัวของคุณ รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้งาน หรือเมนูการปรับแต่งเหล่านี้มีรีวิวเวอร์ได้นำเสนอกันไปมากมายพอสมควรแล้ว จึงขออนุญาตที่จะไม่ลงลึกในรายละเอียด ผมคิดว่าท่านผู้อ่าน หรือผู้ใช้งานสามารถที่จะไปทดลองปรับแต่งดูเองได้ ให้เริ่มจากค่ารีเซ็ทของโรงงานแล้วลองปรับเปลี่ยนดู บางทีท่านอาจจะได้พบกับน้ำเสียงซึ่งถูกใจโดยเฉพาะของท่านเอง แต่ละอินพุตจะรองรับรายละเอียดแตกต่างกันไป นอกจากใช้เครื่องเป็นสตรีมเมอร์แล้วก็ยังสามารถที่จะนำไฟล์เพลงที่เราเก็บไว้ใน NAS หรือคอมพ์มาเล่นผ่าน DAC ในตัวของ 9000N ได้ รองรับฟอร์แมตช์รายละเอียดสูงได้กว้างขวางมาก คุณสมบัติสำคัญที่โดดเด่นของรุ่นนี้ คือใช้ชิป DAC ระดับไฮเอ็นด์ ESS Sabre ES9038Pro 32-bit ที่มีหลายช่องสัญญาณ multi-channel(ชิปเซ็ตชุดเดียวกับใน9000A)ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคุณภาพเสียงสูงสุด มีโปรเซสเซอร์ Quad Arm CortexA53 ความถี่ 1.8GHz ต่อคอร์ เพื่อจัดการระบบสตรีมมิ่งและการแสดงผลแบบมัลติทาสก์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้การรองรับการเชื่อมต่อทั้ง Wi-Fi (2.4/5GHz) และ Ethernet พร้อมโปรโตคอล UPnP / OpenHome เพื่อใช้งานเป็น Network Player ได้อย่างเต็มรูปแบบ และในความสวยงาม ด้วยหน้าจอ ขนาด 4.3 นิ้ว (800×480 พิกเซล ) แสดงภาพอัลบั้ม, ข้อมูลเพลง, รูปแบบไฟล์เสียง และสามารถตั้งให้แสดง VU Meter ได้ด้วย ในการใช้งาน ให้การรองรับไฟล์ PCM สูงสุดถึง 32-bit / 768 kHz และ DSD สูงถึง DSD512 (Native) ที่พิเศษ คือรองรับการถอดรหัส MQA แบบ Full Decoder ซึ่งหมายถึงสามารถทำ “three-fold unfold” ภายในตัวได้ ไม่ใช่แค่ Renderer ตรงนี้ผมขอขยายความเล็กน้อยตามความเข้าใจนะครับ คือระบบ MQA นั้น ถูกออกแบบมาให้บีบอัดสัญญาณระดับสูงแบบไฮเรส ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สตรีมได้สะดวก เช่นผ่านTIDAL โดยไม่เสียข้อมูลสำคัญของต้นฉบับ แต่การจะเล่นให้ได้ เต็มคุณภาพ ต้องผ่านกระบวนการUnfold หรือคลี่ไฟล์เสียงทีละชั้น เหมือนการเปิดข้อมูลคลี่ออกมาสามชั้นหรือสามระดับโดยไม่ต้องพึ่งพาซอฟท์แวร์ภายนอกจึงเรียกว่าเป็น Full MQA Decoderทำให้ได้คุณภาพเป็นธรรมชาติเทียบเท่าระดับStudio นี่คือกระบวนการของ9000Nที่สามารถเข้าไปปรับในเมนูได้ ให้การรองรับบริการสตรีมมิ่งระดับ Hi-Res และฟีเจอร์อย่าง TIDAL Connect, Spotify Connect, Qobuz, TuneIn Radio รวมถึงรองรับระบบ Roon Ready ครบถ้วน ระบบเชื่อมต่อและเอาต์พุต มีช่องเอาต์พุต อนาล็อกแบบ Balanced (XLR) และ Single-ended (RCA) ซึ่งให้ความยืดหยุ่นสูงทั้งในระบบปรีแอมป์หรือแอมป์ที่รองรับ XLR มีช่องดิจิตอลเอาต์พุต (optical & coaxial) พร้อมฟังก์ชัน “MQA pass-through” สำหรับผู้ที่มี DAC แยกอยู่แล้ว อินพุต/เชื่อมต่ออื่นๆ ได้แก่ USB-B (สำหรับ PC/Mac), ช่อง USB storage, Ethernet และ 12V Trigger การทดสอบใช้งาน มันทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความเพลิดเพลินในการฟังเพลงจากแหล่งโปรแกรม จากผู้ให้บริการสตรีมมิ่งต่างๆ โดยไม่มีข้อกังวลอย่างความราบรื่น แอพ 9000N ทำงานง่าย ราบรื่น สะดวกจริงๆ ความโดดเด่นในด้านคุณภาพเสียง ผมรู้สึกได้ว่า น้ำเสียงนั้นคงไว้ซึ่งบุคลิกแนวเดียวกันกับแอมป์ 9000A และ 9000CDT คือเสียงสะอาดสะอ้าน ราบรื่น รายละเอียดสูง บางเพลงทาง Streaming อาจจะให้รายละเอียดช่วงปลายเสียงได้มากกว่า 9000CDT ด้วยซ้ำไป โทนเสียงค่อนข้างแม่นตรง มีความเป็นกลางมาก ราวกับว่าเราได้ฟังเสียงแบบไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ให้ความโปร่งใส รายละเอียดระยิบระยับดีมาก อีกประการหนึ่งที่สำคัญเป็นเรื่องของเวทีเสียงและการแยกแยะชิ้นดนตรี ต้องถือว่าดีกว่าคู่แข่งในระดับใกล้เคียงกันหลายรุ่น เมื่อฟังเพลงที่มีรายละเอียดสูง (PCM, DSD, MQA) การมีฟิลเตอร์เสียงให้เลือกหลายแบบเพื่อปรับแต่งโทนเสียงตามชอบนั้น เสมือนการปรับบุคลิกเครื่องให้ตรงกับบุคลิกของเราได้อย่างน่าประทับใจ การไม่มี Bluetooth และไม่มี Chromecast ในรุ่นนี้ คือข้อจำกัดอันเล็กน้อย หรือช่องอินพุตดิจิตอลที่ไม่มีช่อง Coaxial/Optical สำหรับรับสัญญาณจากอุปกรณ์ภายนอก แต่ที่สำคัญมีเอาต์พุตดิจิตอลให้คุณสามารถอัพเกรดได้กับ DAC ระดับสุดยอดในอนาคต อาจจะเป็นจุดมุ่งหมายที่ว่า เครื่อง 9000N ออกแบบมาเพื่อการเล่นสตรีมมิ่งสำหรับมือโปรจริงๆ และสำหรับท่านที่คิดว่าอยากจะฟังเพลงผ่านระบบไร้สายพื้นฐาน Bluetooth ก็ไปเล่นที่ตัว AUDIOLAB 9000A ได้ครับ 9000N เหมาะสมมากๆ กับผู้ฟังที่มีชุดลำโพงและระบบเครื่องขยายเสียงคุณภาพดี และอยากได้ Streamer/DAC ที่ “ให้เสียงสมจริงอย่างถึงที่สุด” เหมาะกับผู้ที่มีไฟล์เพลงความละเอียดสูงและใช้บริการสตรีมมิ่งคุณภาพ (เช่น Tidal, Qobuz) เพราะรองรับไฟล์คุณภาพสูงได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าลำโพงหรือระบบเสียงของคุณ “โดดเด่น” อยู่แล้ว การใช้ 9000N จะช่วยให้ฐานเสียงดีขึ้น ที่สำคัญ ถ้าอยากจะพบกับความแตกต่างอันละเมียดละไมยิ่งขึ้น และขอแนะนำเลยว่าช่อง XLR ที่เชื่อมต่อเสียงอนาล็อกให้กับภาคขยายของแอมปลิไฟร์ จะทำให้คุณเข้าได้ถึงส่วนนี้ ที่ลึกล้ำยิ่งขึ้นในคุณภาพเสียงที่ว่า เหมือนได้ฟังเสียงจากสตูดิโอนั่นเองครับ AUDIOLAB 9000 Series คือนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อการฟังเพลงที่เข้าถึงทุกรายละเอียดทียอดเยี่ยม ด้วยความน่าประทับใจในสไตล์ที่เที่ยงตรง ละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่งครับ • ขอสรุปดังที่เรียนไว้เบื้องต้นว่า ขณะนี้ตัวแทนจำหน่ายคือ ไฮไฟ ทาวเวอร์ มีโปรโมชั่น “THE PERFECT PAIR" เนื่องจากผู้ออกแบบและผู้ผลิตเองต้องการให้ผู้บริโภคในระดับออดิโอไฟล์ ได้รับคุณภาพเสียงที่แมตช์กัน อย่างแท้จริง จึงมีโปรโมชั่น ซื้อ AUDIOLAB 9000A สามารถซื้อสตรีมเมอร์ 9000N และซีดีทรานสปอร์ต 9000CDT ในราคาลด 50% ดังนั้นถ้าใครมีความพร้อมก็ไม่อยากให้พลาดนะครับ • โปรโมชั่น "THE PERFECT PAIR" เมื่อซื้อ AUDIOLAB 9000A (Integrated Amp) ราคาพิเศษ 79,900 บาท มีรับสิทธิ์แลกซื้อ AUDIOLAB 9000N (Streamer) จากราคาพิเศษ 100,000 บาท... ลด 50% เหลือเพียง 50,000 บาท หรือ AUDIOLAB 9000CDT (CD Transport) จากราคา 39,900 บาท... ลด 50% เหลือเพียง 19,950 บาท วันนี้ - 31 ธันวาคม 2568 นี้เท่านั้น! สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร : 02-881 7273-5 โทร : 081-682 7577
Lii Song YUN Crystal-6 ลำโพงฟูลเรนจ์ที่น่าประทับใจ หลังจากได้ทดลองฟังรุ่นเริ่มต้น Lii Song AL-3 มาแล้วแบบไม่คาดหวังอะไร แต่แล้วในที่สุด ความดีงามของลำโพงนั้นเองที่ทำให้ ผมก็กลายมาเป็นเจ้าของลำโพง Full-range จนได้ และเมื่อก้าวขยับขึ้นมาในซีรีส์สูงขึ้นไปอีก ที่มีตัวขับใหญ่ขึ้น ใส่เทคนิคที่ล้ำๆ เข้าไป ผลปรากฏว่า ต้องขออนุญาตมารีวิว อีกสักรุ่นเถอะครับ เพราะแค่ตัวตู้ที่มีความเงางามลายไม้คล้ายกระจก (Piano Finish) ซึ่งผลิตจากโรงงานที่ผลิตเปียโน ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดี และดอกลำโพงตระการตาขนาดนี้ ก็เทใจไปก่อนได้ฟังตามสมควร ดังนั้น แบรนด์จีนระดับไฮคลาสแบบนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ผลิตที่ไหน อยู่ที่คุณภาพ ไม่ใช่เพราะ Made in China จะด้อยค่ากันได้ง่ายๆ ครับ Lii Song YUN Crystal-6 คือลำโพงแบบวางหิ้งที่มีตัวขับฟูลเรนจ์ ขนาด 6.5 นิ้ว ออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพสูง มีความแม่นยำ ให้เสียงที่มีความอบอุ่นและมีพลังเบสที่ลึกเกินกว่าขนาดตัว เหมาะสำหรับห้องฟังขนาดกลางๆ ทั่วไป ตัวขับเดี่ยวแบบ Crystal-6 ใช้ไดรเวอร์โลหะแบบ Full-range ซึ่งเป็นกรวยโลหะเฉพาะตัวพร้อมแม่เหล็กนีโอไดเมียม ช่วยให้การตอบสนองไว (Sensitivity สูง) และทำให้ลำโพงสามารถขับได้ดี แม้ใช้กับแอมป์วัตต์ต่ำ เช่น แอมป์หลอด หรือแอมป์คลาส A เล็กๆ การออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีพิเศษ ผลิตโครงสร้างที่แข็งแรง ด้วยจุดประสงค์เรื่องเสียงสะอาด เฟรม (โครงลำโพง) จึงทำจากวัสดุแข็งแรงแบบ Die-cast หล่อขึ้นรูป เพื่อลดการสั่นของโครงสร้าง ซึ่งอาจทำให้เกิดเสียงผิดเพี้ยนได้ การออกแบบโครงสร้างนี้ช่วยให้ได้เสียงที่ “นิ่ง” และ “สะอาด” ไม่มีเสียงรบกวนจากโครงลำโพง ตัวขับรุ่นนี้ ขึ้นชื่อเรื่องให้เสียงที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะในย่านกลางและแหลมที่ถ่ายทอดเสียงดนตรีได้สะอาดดีเยี่ยม รูปแบบการทำงานจะ “ไดเร็ค” ตรงจากขั้วไบดิ้งโพสต์ของลำโพง มาถึงตัวไดรเวอร์ โดยไม่มีครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค โดยที่ตัวตู้มีการเจาะพอร์ตแบบเป็นเส้นตรงอยู่ด้านหน้า จุดเด่นคือไดรเวอร์โลหะสีทองที่ผ่านการปรับจูนเพื่อให้เสียง โปร่ง ใส ละเอียด โดยไม่เกิดปัญหาเสียงแหลมแสบหู ซึ่งมักเกิดกับกรวยโลหะทั่วไป และพิเศษยิ่งไปกว่านัันคือเฟสปลั๊ก และช่วงดอกลำโพงขนาดเล็กที่เหมือนมาซ้อนตรงศูนย์กลาง ที่จะช่วยทำให้เสียงกลางแหลมกระจายเสียงอย่างเป็นระบบ ลึกลงไปในเฟสปลั๊ก และดอกลำโพงเล็กตรงกลางที่ขึ้นรูปเป็นเนื้อเดียวกัน ของลำโพง Lii Song YUN Crystal-6 นั้นน่าสนใจมาก หลังจากที่ได้รับลำโพงฟูลเรนจ์ คู่นี้มาทดลองฟัง ผมพยายามสังเกตความผิดแผกแตกต่างไปจากลำโพงอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คือ เรื่องของเฟสปลั๊ก และดอกลำโพงซ้อนอยู่ตรงกลางของกรวยลำโพง นี่เป็นเทคนิคการทำดอกลำโพงเหมือนซ้อนกันอยู่ แต่จริงๆ คือรูปทรงที่เป็นเนื้อเดียวกัน จากการสังเกตแบบละเอียดใน Crystal‑6 เฟสปลั๊กมีรูปร่างปลายแหลม แบบ Bullet หรือ Cone มีช่องระหว่างปลายเฟสปลั๊กกับ “กรวยเล็ก” ที่บานขึ้นมาเป็นดอกเหมือนซ้อนอยู่ตรงกลาง ที่ต้องการสร้างพลังที่แม่นยำ จาก “Venturi Effect” Venturi Effect คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ “ของไหล” เช่น อากาศ น้ำ หรือก๊าซไหลผ่าน ท่อที่แคบลง เมื่ออากาศไหลผ่านจุดที่แคบ ความเร็วของมันจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ความดัน (Pressure) ของมันจะลดลง อธิบายแบบฟิสิกส์ Venturi Effect มาจาก สมการของ Bernoulli ซึ่งบอกว่า เมื่อของไหล ไหลเร็วขึ้น ความดันในบริเวณนั้นจะต่ำลง อาทิในชีวิตประจำวัน การบีบสเปรย์ฉีดน้ำหอมผ่านช่องแคบ การทำงานเชิงฟิสิกส์ในคาบูเรเตอร์ หรือท่อแคบของเครื่องวัดอัตราการไหล (Venturi meter) จะใช้หลักการนี้วัดอัตราการไหลของของเหลวภายในในท่อ เทคนิคการออกแบบที่เกี่ยวกับดอกลำโพง Lii Song Crystal‑6 ที่จะต่างไปจากตัวขับเสียงฟูลเรนจ์อื่นๆ คือ ช่องระหว่าง กรวยลำโพง กับเฟสปลั๊ก เป็น “ช่องแคบ” เมื่อคลื่นเสียง คือการเคลื่อนที่ของอากาศไหลผ่านช่องนี้จะเกิดความเร็วของอากาศเพิ่มขึ้น ความดันลดลงเล็กน้อย สิ่งนี้ช่วยเร่งการปล่อยคลื่นเสียง จากใจกลางกรวยให้ “อิสระเปิดโปร่ง” และลดเรโซแนนซ์ หรือการสะสมพลังงานเสียงในจุดศูนย์กลางทำให้เสียงออกมา สะอาด โปร่ง และกระจายได้ดี รูปแบบดีไซน์อันแยบยลนี้ ช่วยเร่งการไหลของอากาศ และลด Standing Wave นั่นคือเทคนิคทางอะคูสติก + ฟลูอิดไดนามิกส์ ที่ใช้ในลำโพงฟูลเรนจ์ขั้นสูง ส่วนตัวของ Phase Plug นั้นเป็นตัวจัดการ “เฟส” ของคลื่นเสียงจากศูนย์กลางกรวย โดยช่วยให้คลื่นจากทุกส่วนของลำโพง “เดินทางอย่างมีระเบียบ” ไม่หักล้างกัน ผลคือเสียงที่ใส ชัด ละเอียด และไม่แหลมบาดหู แม้จะใช้กรวยโลหะ เพราะเทคนิคการควบคุมการสั่นของกรวย (Damping) ทำให้เสียงไม่กระด้าง จากผลการทดสอบ สามารถให้รายละเอียดเสียงสูง ในระดับ Micro-detail ชัดเจนมาก ให้เสียงที่มีความแม่นยำสูงและไดนามิกที่สมดุล เหมาะสำหรับดนตรีหลากหลายแนว ทั้งเพลงร้อง เพลงเครื่องดนตรีเดี่ยว แจ๊ส หรืออคูสติก รวมถึงเพลงร็อค และวงออเคสตรา Lii Song YUN Crystal-6 เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบลำโพง Full-range ที่ต้องการประสิทธิภาพที่ดีในรูปแบบที่สวยงามและกะทัดรัด Lii Song YUN Crystal-6 นั้นมีค่าความไวสูง ในระดับ High Sensitivity โดยมีความไวอยู่ราวๆ 95-98 dB ซึ่งจัดว่าสูงมากเมื่อเทียบกับลำโพงทั่วไป ข้อดีคือใช้แอมป์ตัวเล็กๆ ขับได้เสียงดังเต็มที่ เหมาะมากกับการจับคู่กับแอมป์หลอดวัตต์ต่ำ เช่น 2A3, 300B, EL34 เป็นต้น ในแง่ของตู้ ออกแบบให้เสียงแสดงศักยภาพสูงคล้ายกับตู้เปิดหรือตู้ฮอร์น ดังนั้น Lii Song ออกแบบตัวขับเสียงเดี่ยวฟูลเรนจ์ Crystal-6 ให้ทำงานได้ดีในตู้ประเภทตู้เบสรีเฟล็กซ์ เราจะพบว่า ท่อด้านหน้า จะเป็นท่อแนวยาวเป็นเส้น จะรีดเสียงต่ำให้ทรงพลังออกมาอย่างเต็มที่ และก็อย่างที่รู้กัน ว่าตู้ลำโพงผลิตและเคลือบสีในแบบพิเศษจากโรงงานเปียโนโดยตรง ลายไม้ด้านข้างจึงดูสง่างามมาก ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นขึ้นมาอีกหลายช่วงตัว ขอเรียนว่า ลำโพงฟูลเร้นจ์ Lii Song YUN Crystal-6 มีลักษณะพิเศษ ที่ต้องการ การเบิร์นอินที่ยาวนานตั้งแต่ 200-250 ชั่วโมงนะครับ เพื่อให้ตัวขับเสียงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ และเสียงจะ “เปิด” เมื่อเบิร์นอินครบจำนวนชั่วโมงดังกล่าว จะทำให้คงคุณภาพเสียงของลำโพงได้ตลอดไป เสียงของ Crystal-6 จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากหลังจากเบิร์นอินไปแล้ว สังเกตว่า แรกเริ่มอาจรู้สึกว่าเสียงแหลมคมชัดเกินไป มีเบสอ่อน แต่เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ เบิร์นพ้น 50 ชั่วโมงแล้ว เสียงจะ “เข้าที่” มากขึ้น กลางเปิด เบสมาแบบน่าทึ่งเต็มสเกล พร้อมรายละเอียดงดงามดีเยี่ยมครับ (หมายเหตุ: ผมทราบว่าลำโพงทุกตู้จากโรงงานได้มีการเบิร์นอินดอกลำโพงมาแล้วประมาณ 50 ชั่วโมง ก่อนบรรจุลงตู้และส่งออกวางจำหน่าย แต่ก็อยากให้ท่านเจ้าของลำโพงได้มีโอกาสเบิร์นต่ออีกสัก 100 ถึง 150 ชั่วโมงครับ) Test Report เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังลำโพงคู่นี้หลังจากมีการเบิร์นมาพอสมควร และผมก็นำมาเบิร์นต่ออยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว หลังจากนั้นจึงเริ่มฟังอย่างจริงจัง ดอกลำโพง Lii Song YUN Crystal-6 มี Phase Plug ติดตั้งมาในตัว ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก ในการออกแบบลำโพงฟูลเรนจ์ระดับคุณภาพสูง เทคนิคของดอกลำโพงเล็ก ที่ขึ้นรูปบานและซ้อนอยู่ตรงกลาง ให้ใกล้กับเฟสปลั๊ก ก็เป็นเนื้อเดียวกันกับกรวยหลัก ช่วยให้ปลายความถี่กลางแหลมเปิดกระจ่างและมีทิศทางที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับเฟสปลั๊ก จะยิ่งทำให้คุณลักษณะเสียงคล้ายเราได้ฟังลำโพงประเภทฮอร์น แต่อัตราการขยับและความว่องไว แม่นยำ พริ้วไสว จะโดดเด่นกว่า จะว่าไปแนวเสียงเหมือนเราขยายเรนจ์ ทั้งพลังเสียงความโปร่งความกระจ่างและความเปิดกว้างโออ่าของเสียงจากรุ่นเริ่มต้น Lii Song AL-3 ให้ก้าวกระโดดขึ้นมามากมายเลยทีเดียว โดยเฉพาะในแง่ความอิ่มของเสียงเบส ให้ความใกล้เคียงกับลำโพงขนาด 8 นิ้ว ของวูฟเฟอร์อื่นๆ เลยทีเดียว ให้เสียงที่เอิบอิ่ม มีความละเอียด และเสียงกลางมีลักษณะเฉพาะในแบบของลำโพงฟูลเรนจ์ ฟังแล้วจะรู้สึกได้ว่าเข้าถึงอารมณ์ดนตรีได้มากกว่าลำโพงทั่วไป อีกทั้งย่านความถี่มิดเรนจ์ของเสียงจัดว่ามีความเป็นกลางที่สูงมากๆ ครับ เพลงที่มีวงดนตรีขนาดใหญ่ เช่น วงออเครสต้า เพลงร้องแนวสดใส ของวิทนีย์ ฮิวสตัน ให้ความรู้สึกที่เปิดกว้าง เสียงของศิลปินช่างผ่องใสยิ่งนัก และเพลงบรรเลงแจ๊สที่สนุกเร้าใจ อาทิ อัลบั้ม Mamoru Mori Quartet - Standards ที่ผมมักจะใช้เป็นอัลบั้มเปรียบเทียบลำโพงอยู่เสมอ ที่ชี้ชัด ถึงความแม่นยำเที่ยงตรง ความรู้สึกของรูปวงดนตรีสมจริงมาก ซึ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่า Lii Song YUN Crystal-6 สร้างความประทับใจได้เทียบเท่าลำโพงขนาดใหญ่กว่านี้ขึ้นไปอีกหลายคู่ด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามอยากให้ข้อคิดเห็นเอาไว้ว่าลำโพงประเภท Full-range นั้น จะมีเอกลักษณ์อยู่ประการหนึ่งก็คือ ไม่ชอบความผิดเพี้ยนของต้นฉบับเสียงดนตรี ดังนั้นลำโพงจะไม่เก็บงำเอาความบกพร่อง ของเสียงดนตรี หรือช่วยกลบเกลื่อนประนีประนอม การบันทึกเสียงจากสตูดิโอ แต่อย่างใดทั้งสิ้น ถ้าคุณชอบความแม่นยำเที่ยงตรงคุณจะชื่นชอบ Lii Song YUN Crystal-6 อย่างแน่นอน สำหรับการฟังกับอัลบั้มออดิโอไฟล์ทั้งหลายแล้ว คุณจะได้รู้สึกเหมือนกับเปิดโลกใหม่ขึ้นมาอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การเข้าถึงดนตรีที่ลึกซึ้งและให้ Detail หรือรายละเอียดในระดับไมโครเล็กๆ ที่ผมกล่าวเอาไว้นั้น ทำได้อย่างอ่อนหวานงดงาม ใส สง่าน่าประทับใจ ในแง่ของเสียงต่ำของเบส จะออกอิ่ม แน่น และจะให้แรงปะทะดีขึ้นอีกหลัง Burn‑in แล้ว และนี่ก็คือลำโพง Full-range ที่ให้เสียงเบสอิ่มเอมเป็นตัวตนมากที่สุดคู่ หนึ่งเท่าที่ผมเคยได้ฟังมา หากเปรียบเทียบกับลำโพงฟูลเร้นจ์ในยุคเก่าแล้วต้องถือว่า “ก้าว กระโดด” มาไกลมากๆ ครับ โดยเฉพาะในแง่การเป็นลำโพงความไวสูงมาก ใช้แอมป์กำลังขับพื้นฐาน ก็สามารถให้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมได้ ข้อแนะนำคือขาตั้งลำโพงจะมีผลต่อความแม่นยำของเสียงด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะใช้เป็นขาตั้งโลหะ ขาตั้งไม้ ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่ต้องใช้ฐานรองจำพวก Spike และตัวรองที่ดี รวมถึงต้องวัดระดับทุกมุมลำโพงด้วยตัววัดลูกน้ำให้ดีที่สุดด้วย Lii Song YUN Crystal-6 เป็นลำโพง Full-range ประเภทในระดับพรีเมี่ยม สำหรับกลุ่มผู้เล่นเฉพาะทาง ที่มีศักยภาพสูง เมื่อได้รับการเบิร์นอินอย่างเพียงพอ และจับคู่กับระบบขับเสียงคุณภาพสูง (ที่ไม่จำเป็นต้องกำลังขับสูง) Lii Song YUN Crystal-6 สามารถให้เสียงที่ใส รายละเอียดดี มีเบสที่แน่นและมีแรงปะทะ และสามารถตอบสนองได้ดีในหลายแนวดนตรีโดยไม่มีข้อจำกัด ที่สำคัญคือเสียงกลางสะอาดมากเลยทีเดียวครับ Lii Song YUN Crystal-6 จะให้ความรู้สึกประทับใจในเสียงดนตรี รวมทั้งเปลี่ยนทัศนคติและความเข้าใจเกี่ยวกับลำโพง Full-range อย่างแน่นอนครับ Lii Song YUN Crystal-6 ราคา 45,000.- บาท โปรโมชั่นพิเศษขณะนี้ ราคา 39,990.- บาท สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียด หรือนัดทดลองฟังได้ที่ Discovery HiFi โทร. 085-517-8292
Entreq Silver Minimus Tungsten เข้าถึงเสียงดนตรีได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น ระบบกราวด์มีผลต่อคุณภาพเสียง ตั้งแต่เริ่มต้นการวางระบบไฟ และกราวด์ของบ้าน จนถึงการออกแบบวงจรขยายในเครื่องเสียง ในแง่ของนักเล่นระดับออดิโอไฟล์ ได้มีความพยายามกำจัดเสียงรบกวนออกจากระบบกราวด์ในหลากหลายวิธี อาทิเครื่องกรอง หรือระบบชีลด์ต่างๆ สำหรับ Entreq แบรนด์ชั้นนำจากสวีเดน ได้เสนอวิถีทางที่เรียบง่าย แบบ “คืนกลับสู่ธรรมชาติ” คือดึงเอาเสียงรบกวนในระบบกราวด์ของเครื่องเสียงมาสลายในกล่องดัก Noise ของตน ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มนักเล่นระดับไฮเอ็นด์ ที่เข้าใจถึงความสำคัญ ของสัญญาณรบกวนว่า มีผลต่อคุณภาพเสียงเป็นเป็นอย่างยิ่ง Entreq หรือ Environmental Technology เป็นบริษัทจากประเทศสวีเดน ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาอุปกรณ์เสริมสำหรับระบบเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ โดยเน้นในเรื่องการจัดการกับกราวด์ (grounding) และลดสัญญาณรบกวน (noise reduction) ที่แฝงมากับสัญญาณดนตรี เพื่อยกระดับคุณภาพเสียงให้บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติมากที่สุด ผู้ก่อตั้งคือ คุณ Per-Olof Friberg ชาวสวีเดน เคยใช้ชีวิตอยู่ในอาชีพเกษตรกรรมมาแต่เล็กแต่น้อย และเขาก็หันมาพัฒนาหลักการวิศวกรรมลดสัญญาณรบกวนทางกราวด์และแม่เหล็กไฟฟ้า ด้วยวัสดุธรรมชาติ อันมีไม้ และแร่ธาตุเฉพาะ ที่ไม่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือพลังงานไฟฟ้า สินค้าที่ผลิตแบบแฮนด์เมด จะมี Ground Box กล่องกราวด์ Cables สายสัญญาณ สายลำโพง สายกราวด์และ Cleanus หรืออุปกรณ์จัดการพลังงานไฟฟ้าของ Entreq ในหลักใหญ่แล้ว Entreq ออกแบบเน้น “Passive Grounding” หรือการต่อระบบกราวด์ แบบไม่ใช้ไฟ หรือจะเรียกว่า ทำงานด้วยระบบแพสสีพนั่นเอง อุปกรณ์จะใช้วัสดุเฉพาะ เช่น เนื้อไม้ ทองแดงบริสุทธิ์, แร่ธาตุธรรมชาติ มุ่งลด EMI/RFI สัญญาณรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ออกแบบให้เสียงจากต้นฉบับเพลงมีความนิ่งสงบและเปิดเผยรายละเอียดครบถ้วนมากที่สุด Entreq Silver Minimus Tungsten เป็นหนึ่งในกล่องกราวด์ Single‑cell ground box ระดับมิดเอ็นด์ของ Entreq เป็นรุ่นพัฒนาต่อยอดมาจาก Silver Minimus โดยมีการปรับสูตรผงแร่ภายใน (mineral mixture) ให้ใกล้เคียงกับรุ่น Olympus 10 T โดยเพิ่มส่วนผสมของ “ทังสเตน (Tungsten)” เข้าไป และมีการปรับระบบกันสั่น (vibration damping) ด้วยปลาย Spike อะลูมิเนียมแบบพิเศษ สำหรับตัวกล่องใช้ไม้โอ๊ค (oak) ธรรมชาติ ที่มีขนาด กว้าง 170 × สูง 170 × ลึก 190 มม. ภายในมีส่วนผสมของ Mineral mix ที่มีองค์ประกอบของโลหะ ได้แก่ ทอง, เงิน, ทองแดง, สังกะสี, แมกนีเซียม ในอัตราส่วนที่ไม่ได้เปิดเผยชัดเจน แต่กล่าวว่ามีแร่เงินมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และเสริมแร่ทังสเตนเข้าไป มีขั้วเชื่อมต่อกราวด์เป็นทองแดง (copper binding post) ถ้าถามว่า การเพิ่มส่วนผสมของทังสเตนเพื่ออะไร? คำตอบคือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านทานสัญญาณรบกวน (noise) ให้มากขึ้น ซึ่งจะก่อผลด้านความสงัดเสียงอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รุ่นนี้จะเป็นเวอร์ชันที่ 3 ของ Silver Minimus ที่มีการปรับปรุง เมื่อใช้คำว่า “Tungsten” เพื่อบ่งบอกถึงการผสมวัสดุใหม่ที่มี Tungsten เข้าไปด้วย ทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น จากการทดสอบส่วนตัวของผมนับตั้งแต่รุ่นเดิม Silver Minimus มาถึงรุ่นใหม่ พบว่ากับ Silver Minimus Tungsten แล้ว ในแง่รายละเอียดเสียงเล็กๆ จะเพิ่มขึ้นได้มากกว่า สามารถลด Noise Floor ได้ดีขึ้น ทำให้รายละเอียดเล็กๆ ในเพลงชัดขึ้นมา โดยเฉพาะความชัดเจนของชิ้นดนตรี สิ่งที่ผมชอบอุปกรณ์ของ Entreq คือทุกโมเดลจะไม่ไปทำให้บุคลิกเครื่องเสียงทุกชุดเปลี่ยนแปลงผิดเพี้ยนไป แต่จะลด Noise จากระบบกราวนด์ ทำให้เกิดความเป็นดนตรีสูงขึ้นอย่างชัดเจนมาก Entreq Silver Minimus Tungsten สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อต่อกราวด์/ระบายประจุไฟฟ้า 1 ชิ้น ที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 10 กิโลกรัม ดังนั้นจุดหมายคือใช้กับ ปรีแอมป์, DAC Streamer, CD /SACD Player ต้นทางแหล่งโปรแกรมทั้งหลาย และเมื่อใช้สายกราวด์รุ่นใหม่ Entreq Revelation Ground Cable ที่ทดสอบร่วมกันกับ Silver Minimus Tungsten นี้ จะได้ผลดีและลงตัวมาก โดยด้านหลังจะมีจุดกราวด์มาให้ 1 จุด ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานกับเครื่องเสียงทั่วไปตามข้อกำหนด ขนาดน้ำหนักดังกล่าวข้างต้น แต่ไม่แนะนำต่อกับ Power Amp โดยตรง (ควรใช้รุ่น Tellus หรือ Poseidon ที่มีขนาดใหญ่กว่า) สำหรับการต่อนั้น ให้ผู้ใช้ต่อกับสายกราวด์ของ Entreq เอง ซึ่งตรงนี้สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือเลือกสายรุ่นที่ใหญ่ขึ้นตามคุณสมบัติของโลหะ ตัวนำ ภายในได้ครับ เพราะตรงนี้จะเป็นเรื่องของการได้รับบุคลิกที่แตกต่างกันด้วย ก็คงขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละท่าน ต่อสายเชื่อมที่ผมนำมาใช้ร่วมด้วย (Entreq Revelation Ground Cable ยาว 1.65 เมตร) นี้ โดยเลือกหัวต่อ แบบใดแบบหนึ่งที่เป็นอแดปเตอร์ ด้วยการต่อปลายหนึ่งของสายไปยังจุดกราวด์ของอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นน็อต Ground ด้านหลังเครื่อง (ที่มีโลโก้ GND) หรือต่อเข้าที่ช่อง RCA ของเครื่องเสียงที่ไม่ได้ใช้งาน ถ้าไม่มีช่องอื่นใดบนเครื่องเลย ให้คลายสกรูบน Chassis ตัวถังเครื่องและต่อสายกราวด์ ขันสกรูให้แน่น ส่วนปลายอีกด้าน ต่อไปยังช่องกราวด์บน Silver Minimus Tungtsten ที่มีแค่ 1 ช่อง ง่ายๆ แค่นี้เอง ตามข้อกำหนดทางสเปคซิฟิเคชั่น ของ Entreq Silver Minimus Tungsten ให้ต่อได้กับเครื่องที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 1-10 กิโลกรัม เนื่องจากกล่องที่มี Ground Point เพียงหนึ่งจุดไม่พอรับโหลด Noise จากเครื่องที่ใช้พลังงานสูงจำพวกเพาเวอร์แอมป์ หรืออินทิเกรเต็ดแอมป์ ดังนั้นใช้กับแหล่งโปรแกรม และปรีแอมป์ จะให้ผลดีที่สุดครับ อนึ่งวัสดุกราวด์ (metal/mineral mix) ใน Entreq Silver Minimus Tungsten มีปริมาณจำกัด เมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่กว่า เช่น Silver Tellus หรือ Olympus ดังนั้นการใช้ Silver Minimus Tungstenกับแอมปลิไฟร์ขนาดใหญ่ อาจทำให้ผลลัพธ์ด้านเสียงไม่ชัดเจน หรืออาจทำให้ระบบไม่สมดุล เช่นเสียงบาง, โทนเปลี่ยน, แหลมเกินได้ คำแนะนำจาก Entreq ควรวางกล่อง Silver Minimus Tungsten ให้ห่างจากแหล่งจ่ายไฟหลัก เช่นปลั๊กราง, หม้อแปลง อย่างน้อย 30–50 ซม. เพื่อหลีกเลี่ยง EMI รวมทั้งไม่ควรวางซ้อนกับอุปกรณ์ที่จ่ายไฟหนัก เช่น Power Amp หรือ Power Conditioner และวางบนพื้นไม้ หรือชั้นวางเครื่องเสียงจะดีกว่าพื้นปูนโดยตรง ขั้วอแดปเตอร์ที่เลือกใช้งานได้ RCA , XLR, Banana / Spade / Eyelet, RJ45 / LAN ground (สอบถาม เลือกซื้อเพิ่มเติมได้จากผู้แทนจำหน่าย) ทดสอบใช้งาน เครื่องที่นำมาทดสอบร่วมกับ Entreq Silver Minimus Tungsten อาทิ เครื่องเล่น SACD , DAC , Streamer จะใช้ช่อง RCA และสลับมาใช้กับเร้าเตอร์ที่มีช่อง LAN ว่างอยู่ ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก ในแง่การลด Noise ให้พื้นเสียงสงัดขึัน ผมพบว่า หนึ่งในซิสเต็มของผม ปรีแอมป์ระบบ Passive อย่างของ Hattor Audio นี่จะได้ผลลัพธ์เข้าขั้นน่าทึ่ง หรือกับ DAC และ SACD /CD Player ต้องถือว่าให้ประสบการณ์แบบเปิดโลกใหม่ๆ ในการฟังเลยครับ แต่ Entreq Silver Minimus Tungsten ไม่ได้ให้ผลความเปลี่ยนแปลงเสียงในทันทีทันใดที่คุณเสียบต่อใช้งาน แบบเสียบปุ๊บ ผลมาปั๊บแบบนั้นนะครับ คือแม้จะเริ่มฟังออกในช่วง 4-5 เพลงแรก ว่ามันเริ่มมีกลิ่นอาย ความสวยงามของชิ้นดนตรี ก็ควรปล่อยให้ช่วงเวลาเบิร์น อย่างใจเย็น ผ่านไปอย่างน้อย 20 ถึง 30 ชั่วโมง เป็นอย่างต่ำ ที่คุณจะประเมินคุณภาพของการตัด Noise จากระบบกราวด์ อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับผมฟังไปสักช่วง 20 นาที รู้สึกได้เลยว่ามีความเปลี่ยนแปลงของคุณภาพเสียงเริ่มคืบคลานมาเรื่อยๆ แต่ที่ชัดเจนสุดเลยคือ ผ่านพ้นไป 2-3 ชั่วโมง และถ้าฟังไปเรื่อยๆ ครบหนึ่งสัปดาห์แล้วจะถึงขั้น ถอดออกไม่ได้เลยทีเดียว โดยสรุปคือเสียงดนตรี สวยงามขึ้นจริงๆ ครับ ก็เพิ่งจะพบว่า มีวิธีจัดการเสียงรบกวนจากระบบกราวด์ ในแบบไม่ใช้ไฟฟ้า (Passive) โดยทำหน้าที่เป็น Virtual Ground Point ดูดกระแส Stray voltage / HF noise จากอุปกรณ์เครื่องเสียงจะให้ผลลัพธ์ได้ถึงเพียงนี้ครับ ผมขออธิบายความรู้สึกส่วนตัวที่น่าประทับใจจากการใช้ อุปกรณ์ Entreq Silver Minimus Tungsten ด้วยอัลบั้มเพลงบางอัลบั้มที่เน้นการบรรเลงเปียโน ในสตรีมมิ่ง TIDAL ศิลปิน Alice Sara Ott ที่ผมคุ้นเคยดังนี้ สิ่งที่ได้มา คือความสมดุล ระหว่างแหลม-กลาง-ต่ำ ที่ดีมากขึ้น ให้เสียงที่ไม่จัดจ้าน รวมถึงไม่อมทึบในช่วงกลางต่ำ มวลเสียงกลางที่อ่อนหวานมีพลัง ในแง่น้ำหนักและแรงปะทะ (Dynamic & Impact) เป็นครั้งแรกที่เราได้ยินความแตกต่างของน้ำหนักมือของนักเปียโน จากการกดเบาๆ (Pianissimo) จนถึงแรงสุด (Fortissimo) ได้มาซึ่งแรงปะทะของค้อน ที่กระทบสาย (Transient attack) ชัดสะอาด ไม่มัวมน ช่วงความถี่ต่ำ กระชับ ไม่เบลอหรือย้วย โดยเฉพาะคีย์ต่ำ มีการทอดหางเสียง คือเมื่อศิลปินปล่อยคีย์เปียโน มีหางเสียงที่ “ลอย” ออกไปเป็นธรรมชาติไม่ห้วน หรือหายวับในทันที บอกได้เลยว่า Entreq Silver Minimus Tungsten ไม่ใช่อุปกรณ์ของเล่นพื้นๆ ทั่วไปครับ มันจะให้การสนองตอบต่อเสียงดนตรีหลายสไตล์ หลากประเภทอย่างแจ่มชัด ให้เวทีเสียงที่กว้างลึกมากขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องดีเทล รายละเอียดช่วงปลายเสียง ซึ่งจะรู้สึกได้ถึงการรับรู้และเข้าถึงความสวยงามได้เป็นอย่างดี แบบว่าคุณไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อนแน่ๆ การที่สัญญาณรบกวนจากระบบกราวด์ ได้ลดทอนลงไป เมื่อเราใช้งาน Entreq Silver Minimus Tungsten ผลลัพธ์คือสามารถเข้าถึงความรู้สึก สัมผัสอ่อนนุ่ม ที่มีมิติมากขึ้น เสียงบางลักษณะจากการบันทึกเสียงมาจากสตูดิโอ ที่มีค่าไดนามิคเร้นจ์กว้าง ทั้งแผ่วเบา และช่วงดนตรีสะวิง (Erich Kunzel, Cincinnati Pops Orchestra – Ein Straussfest) เหมือนผมเดินลึกเข้าไปในวงดนตรีมากขึ้นนั่นเอง “ความมีชีวิตชีวา” เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะสัมผัสได้ง่ายจากการใช้ Entreq Silver Minimus Tungsten เข้ามาเสริมในระบบเสียง ยกตัวอย่างเพลงป็อปทั่วไป เช่น อัลบั้มดังของ Linda Ronstadt (Cry Like A Rainstorm - How like The Wind) เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ให้ความรู้สึกอันชัดแจ้ง เสียงร้องอันมีเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปินได้ถูกเปิดเผยมากขึ้น เหมือนทุกเสียงมีมิติยิ่งกว่าที่เคยฟังครับ Entreq Silver Minimus Tungsten ช่วยเปิดเผยประสบการณ์เสียงแหลมสูงที่มีพื้นเสียงสะอาดกว่า สังเกตจากหางเสียงที่ทอดตัวออกไปได้ดีขึ้น ใครที่เคยเผชิญกับเสียงแหลมในซิสเต็มแบบแห้งหยาบ หรือแหลมจนเสียดหู จะพบว่าชุดของเรามี Balanced และมีประกายเสียงที่งดงามฉ่ำหวานมากขึ้น เมื่อใช้ Silver Minimus Tungsten มากำจัดเสียงกวนในระบบกราวด์ ประการสุดท้ายคือผลของอิมเมจและเวทีเสียง Soundstage ที่ดี และมีความกว้างและลึกยิ่งขึ้น ให้คุณลักษณะชิ้นดนตรี และเสียงร้องมีตำแหน่งที่ชัดเจน Entreq Silver Minimus Tungsten เป็นอุปกรณ์ที่ให้ผลต่อคุณภาพเสียง และคืนบรรยากาศที่เคยขาดหายไปในระบบเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ พาเราเข้าไปถึงส่วนลึกของดนตรีได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น และที่สำคัญ คุณจะรับฟังชุดเครื่องเสียงของคุณได้อย่างยาวนานกว่าที่เคยครับ Enteq Silver Minimus Tungsten ราคา 23,900.- บาท (สายกราวด์ ขึ้นอยู่กับรุ่นที่เลือกใช้) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ THONAL BALANCE โทร. 096-361-9465 Add-line OA: @thonal_balance
Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงฟูลเรนจ์ที่ให้คุณภาพเสียงอันน่าทึ่ง เห็นรูปทรงลำโพงที่สวยงาม ฝีมือประณีตคู่นี้แล้ว ก็ต้องขอยืมมาทดลองฟังสักหน่อย เนื่องด้วยไม่ได้ฟังลำโพงประเภท Full-range ที่ใช้ไดรเวอร์ตัวเดียวขับเสียงทุกย่านความถี่มานานแสนนานแล้วครับ ผลิตภัณฑ์จากประเทศจีนในปัจจุบันต้องถือว่าก้าวล้ำยุคมาไกลมาก เทคโนโลยีของพวกเขาเจริญเติบโตจนล้ำหน้าฝรั่งและญี่ปุ่นไปไกลเลยทีเดียว ในตลาดออดิโอไฟล์ก็ไม่ต่าง เราจะเห็นผลิตภัณฑ์จากประเทศจีนได้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทุกระดับของกลุ่มออดิโอไฟล์จะพบว่าตั้งแต่ระดับเริ่มต้น จนถึงซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ แบรนด์จีนตีตลาดโลกในทุกเซกเมนต์ Lii Song หรือบริษัท Hangzhou Lii Song Electronics Technology ก่อตั้งในปี 2016 สำนักงานตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบซีซี่ (Xizi Lake) ในเมืองหางโจว ประเทศจีน บรรดาทีมวิศวกรผู้รักเสียงดนตรีเน้นการออกแบบและพัฒนาไดรเวอร์/ลำโพง Full-range คุณภาพสูง ด้วยแนวคิดที่ว่า “เสียงคือศิลปะ” ฝีมือในแบบ Handmade มีการปรับจูนเสียงอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างประสบการณ์ฟังเพลงที่มีชีวิตชีวา เข้าถึงอารมณ์ในเสียงดนตรีอย่างลึกซึ้ง ผมต้องเรียนว่า แบรนด์ Lii Song กับ Lii Audio นั้น แตกต่างกันนะครับ อาจมีความสับสนเล็กน้อยในวงการ DIY Lii Audio หรือที่รู้จักในชื่อ “Xizi Morning Glory” ผู้ออกแบบและพัฒนาไดรเวอร์ full‑range ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2006 ในเมืองหางโจวก่อนกำเนิด Lii Song หรือบริษัท Hangzhou Lii Song Electronics Technology ถึงสิบปี แต่น่าจะมีความผูกพันกันในแง่ธุรกิจ เพราะ Lii Audio เน้นตลาดในประเทศจีน และทาง Lii Songเน้นตลาดต่างประเทศ เคยมีผู้ไปเยือนสำนักงานทั้งสองแห่งพบว่า Lii Song แม้ไม่ใช่บริษัทเดียวกับ Lii Audio แต่มีความผูกพันกันในระดับหนึ่ง เหมือนกับแบ่งกันทำการตลาดระหว่างภูมิภาคภายใน กับภายนอกประเทศ ปัจจุบันองค์กร Hangzhou Lii Song Electronics Technology Company Limited ได้จดทะเบียนเครื่องหมาย การค้า “Lii Song” ในสหภาพยุโรปแล้ว เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2022 Lii Song มุ่งหมายตลาดยุโรปและตลาดโลกเป็นหลัก ทุกดีไซน์ ทุกโมเดลจึงเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และมาตรฐานสูง ในแง่ของชื่อแบรนด์ ถ้าอ่านออกสำเนียงทั่วไป อิงภาษาอังกฤษ อาจอ่านว่า “ลี่ซอง” คนที่อ่านตามสำเนียงแบบจีน จะอ่านว่า “หลี่ซ่ง” ไหม อันนี้ก็ไม่แน่ใจนะครับ Lii Song มีการผลิตไดรเวอร์ลำโพงฟูลเรนจ์จากแบรนด์ ตั้งแต่รุ่นขนาดกลาง อาทิ Fast‑12, Fast‑15, รุ่นเล็ก (AI‑4) จนถึงรุ่นสำหรับ Open Baffle (F‑8) มีดีไซน์ที่หลากหลายสำหรับผู้ที่ต้องการนำไปประกอบตู้ขึ้นเองหรือนักเล่นแบบดีไอวาย ส่วนลำโพงที่ประกอบตู้สำเร็จมีอยู่หลายหลายรุ่น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงของนักเล่นระดับไฟล์ออดิโอไฟล์ อาทิ Echo Series, F Series, Platinum Series, Silver Series, Crystal Series, Fast Series เป็นต้น ลำโพง Echo Series ตู้สำเร็จที่กำลังเป็นที่นิยมของ Lii Song มีสามรุ่นหลักคือ Echo AL‑3 (ใช้ไดรเวอร์ AL‑3) Echo AL‑4 (ใช้ไดรเวอร์ AL‑4) Echo F‑6S (ใช้ไดรเวอร์ F‑6S) เข้าใจว่าทางผู้นำเข้าคือ Discovery Hi-Fi คงจะทยอยนำเข้ามาหลายรุ่นให้นักเล่นผู้ชื่นชมเสียงบริสุทธิ์แบบ Full-range ได้เป็นเจ้าของ Echo AL‑3 รูปทรงกะทัดรัดสวยงามในขนาด: สูง 34 cm × ลึก 25 cm × กว้าง 22 cm เคลือบผิวดำเปียโน ใช้ตัวขับเสียงเทคโนโลยีสูงขนาด 3 นิ้ว น่าจะสร้างความตื่นเต้นฮือฮากับนักฟังกับเสียงที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบเหลือเชื่อ รวมทั้งราคาก็น่าจับต้องเพียงคู่ละ 12,500.- บาทเท่านั้น เทียบกับเสียงที่ได้คงถูกใจเป็นแน่ Lii Song Echo AL‑3 ใช้ตัวขับเสียง Full-range ที่มีการปรับปรุงใหม่ล่าสุดในปี 2023 โดยกรวยจะผลิตด้วยวัสดุ Metal Cone Unit องค์ประกอบหลักในแบบอลูมินั่มผสมแมกนีเซียมอัลลอย (magnesium) ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งตัวสูงและน้ำหนักเบา ส่วนแม่เหล็กและโครงสร้างเฟรมได้รับการเสริมความแข็งแรงมากขึ้นเพื่อให้การสนองตอบเสียงทั้งกลาง‑สูง–ต่ำ มีความกว้างและความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เป็นตัวขับที่มีค่าอิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม และเหมาะกับแอมป์ขนาดกำลังขับ (Rated Power) 15–30 W ให้ความถี่ตอบสนอง 50 Hz – 17 kHz โดยมีความถี่เรโซแนนซ์ (Fs): 49 Hz ให้ความไวที่ดีมาก คือ 93 dB @ 2.83 V/1 เมตร ซึ่งให้ความไวมากกว่าลำโพงโดยทั่วไป 2-3 เท่าตัวเลยทีเดียว ตัวตู้ทำจากไม้ MDF หนา 18 mm เคลือบผิวด้วย Piano lacquer ในโรงงานผลิตเปียโนโดยตรง ให้ลุคสวยหรูและมีความทนทาน เจาะพอร์ตท่อเบสแบบ Bass Reflex ออกด้านหน้า ไม่มีวงจร Crossover ดังนั้นพลังเสียงจะส่งต่อจาก Binding Post ไปยังดอกลำโพงโดยตรง เหมาะกับแอมป์กำลังต่ำ แอมป์คลาส A แอมป์หลอด ทั้งซิงเกิ้ลเอ็นด์ หรือพุชพูล ไม่เว้นแม้แต่แอมป์คลาส D ที่ผมได้ทดสอบ ปรากฏว่าให้ผลที่ดีเช่นกัน ผลการทดสอบฟัง Lii Song Echo AL‑3 แม้จะเป็น Full-range แต่ก็เซ็ตอัพได้เสมือนลำโพงโดยทั่วไป คือเป็นลำโพง Bookshelf ที่เหมาะกับการวางบนขาตั้ง ด้านใต้ตู้จะมีปุ่มยางรองรับมาให้ทั้งสี่มุม หากฐานหรือเพลทรองรับลำโพงมีขนาดเดียวกันกับลำโพงจะช่วยให้สะดวกมั่นคงยิ่งขึ้น กรณีเพลทรองรับของขาตั้งลำโพงเล็กกว่า ก็ควรวางให้ขายางให้เลยขอบของเพลทขาตั้งครับ และใช้กาวบลูเท็คติดยึดพื้นล่างตู้ลำโพงให้มั่นคงกับเพลทรองรับของขาตั้ง สำหรับขาตั้งลำโพงระดับความสูง 60-65 เซนติเมตร ที่ผมทดลองมีทั้งขาตั้งไม้ ขาตั้งโลหะผสม ขาตั้งโลหะ ทั้งสามรูปแบบนี้ พบว่าขาตั้งโลหะผสมทั่วไปน่าจะเหมาะที่สุดกับการช่วยให้ลำโพงเปล่งเสียงระบบลำโพงฟูลเรนจ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่าเสียง “หลุดลอย” ออกจากตู้ลำโพง ระยะวางห่างกันของลำโพงตู้ซ้ายและขวา เหมาะสมที่สุดในห้องฟังของผมคือ 1.75 เมตร ใช้แอมป์หลายรูปแบบมาทดลองสลับกันขับลำโพง Lii Song Echo AL‑3 ทั้งแอมป์หลอดประเภทซิงเกิ้ลเอ็นด์ 8 วัตต์ (FMj 300B) แอมป์หลอดคลาส A กำลังขับข้างละ 25 วัตต์ (Audio Innovations Series 500) และแอมป์คลาส D 100 วัตต์ (NAD C3050) เป็นต้น พบว่าลำโพงไม่ได้เกี่ยงแอมป์เลยแม้แต่น้อย รวมถึงแอมป์เก่าวินเทจคลาส A อย่าง Marantz ESOTEC PM4 กำลังขับ 15 วัตต์ หรือ NAD 3020 ผู้เก่าแก่ในตำนาน ขนาดกำลังขับ 20 วัตต์ ต้องบอกว่า ขับกันได้อย่างสบายมากครับ ภาษานักเล่นต้องกล่าวว่าขับได้ฉลุยครับ คาแรกเตอร์ลำโพง ให้ความแม่นยำเที่ยงตรงฟังสบาย ถ่ายทอดความรู้สึกละเอียดอ่อน กับแอมป์หลอด อาจจะให้เสียงหวานอบอุ่นกว่าแอมป์โซลิตสเตทเล็กน้อยครับ ลำโพงคู่นี้ผ่านการเบิร์นมาแล้วพอสมควร สังเกตจากความอิสระของย่านความถี่ เสียงโปร่งกังวานแผ่รัศมีออกมาเต็มที่ (แนะนำสำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงใหม่ควรจะเบิร์นประมาณ 150 ชั่วโมงขึ้นไป) ในอดีตผมเคยฟังลำโพงประเภท Full-range มาบ้าง แต่มีน้อยคู่ที่จะรู้สึกว่าน่าประทับใจ เพราะแม้ส่วนใหญ่ให้ความต่อเนื่องของเสียงได้ดีก็จริง แต่การครอบคลุมความถี่มักจะแฟลตอยู่เฉพาะย่านกลางที่โดดเด่น เสียงปลายแหลมไปไม่ถึง และเบสต่ำก็ลงไม่ลึกนัก (เหมือนตีกรอบความถี่เสียง) ส่วนลำโพง Full-range ที่เสียงสมบูรณ์จริงๆ ก็มักจะมีราคาแพงไม่ใช่เล่นครับ แต่ Lii Song Echo AL‑3 เสียงแรกที่ผมได้ยิน แบบไม่คาดหวัง กลับให้ความรู้สึก “ทึ่ง” ต้องร้องเฮ้ย... ขึ้นมาในใจว่า เป็นไปได้ไงกับลำโพงที่มีตัวขับขนาด 3 นิ้ว จะให้เสียงร้องเปิดกว้าง ชิ้นดนตรีครบชัดแบบนี้ แถมเบสยังมีความอิ่มละมุน อันนี้เซอร์ไพรส์จริงๆ ไม่ทราบจะสรรหาคำใดมาทดแทนได้ คุณไปเอาเวทีเสียงกว้างลึกและเบสอุ่นๆ มาจากไหนครับ ทำได้เด็ดดวงจริงๆ นึกว่าตัวเองกำลังฟังลำโพงสองทางวูฟเฟอร์ 6 นิ้วด้วยซ้ำไปครับ‼️ คงจะเป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังเสียงลำโพงฟูลเรนจ์ แล้วได้อารมณ์เพลงแบบลำโพงชั้นดีทั่วไป ไม่มีคำว่า “ตีกรอบเสียง” ใดๆ Echo AL‑3 เป็นลำโพงซึ่งให้คุณภาพเสียงที่น่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง สนองตอบได้ดีกับดนตรีหลากรูปแบบ ความไหลลื่นของเสียงลำโพง จะพาคุณล่องลอยไปกับจินตนาการดนตรีไม่จบสิ้น เสียงกลางแหลม ให้ความเปิดกว้างสดใส และยังคงเอาไว้ซึ่งเบสลึกๆ อบอุ่น เสียงกลางหวานละมุน เรนจ์ไม่แคบเหมือนลำโพงฟูลเรนจ์ที่ผมเคยฟัง เวทีเสียงกว้างดีทีเดียว นี่คือการพัฒนาตัวขับเสียงที่ยอดเยี่ยม ฟังทีไรต้องประเมินความคิดใหม่ว่า ขนาดตัวขับเพียง 3 นิ้ว สามารถก้าวกระโดดมาไกลมาก เทคโนโลยีสมัยนี้ มาสุดทางจริงๆ สิ่งที่ผมต้องพิจารณาคือ ลำโพง Lii Song Echo AL‑3 แบบ Full-range นี้ ฟังเพลงได้หลากหลายมาก ถึงจะไม่ได้เหมาะสมกับเพลงทุกประเภท แต่ก็มีข้อจำกัดน้อยมาก คือผมอยากจะละไว้เฉพาะเพลงร็อค เพลงที่เน้นเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์รุนแรงทั้งหลาย เสียงแบบสะวิงขึ้นลงดุเดือดอาจจะไม่ใช่แนว แต่ถ้าใครฟังเพลงแบบโรแมนติค รับรองว่าจะลุ่มหลงมันไม่ยากเลยครับ นอกจากนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นเพลง ป็อป แจ๊ส ไลท์มิวสิค คันทรี เพลงไทย ลูกกรุง ลูกทุ่ง สตริง บิ๊กแบนด์ คลาสสิก นิวเอจ ฯลฯ จัดว่าดีเยี่ยมมาก ฟังได้ดังเต็มอิ่มไม่มีขีดจำกัดอะไร อยากกระซิบดังๆ ว่าใครที่ชอบเพลงร้องโดยเฉพาะเสียงจากศิลปินนักร้องสุภาพสตรีสำเนียงเสียงใสหวานๆ พร้อมทั้งให้ความผ่อนคลาย และให้ชิ้นดนตรีที่มีมิติ นี่คือลำโพงที่คุณจะต้องพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง Lii Song Echo AL‑3 เป็นลำโพงที่หลุดขีดจำกัดหลายประการของลำโพงทั่วไป โดยเฉพาะการไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก ระบบ Full-range นั้นไม่ซับซ้อน ด้วยการไวริ่งสายส่งผ่านสัญญาณตรงจากขั้วไบดิ้งโพสท์ เข้าสู่ไดรเวอร์ ทำให้เสียง Clean บริสุทธิ์ แสดงเสียงดนตรีที่แม่นยำเที่ยงตรงจากแหล่งต้นกำเนิดสู่การเปล่งเสียงออกมาให้เราได้ยิน ไดรเวอร์จึงเป็นหัวใจของระบบ รองลงไปคือการคำนวณขนาดตู้และท่อเบสรีเฟล็กซ์ ซึ่ง Lii Song Echo AL‑3 ทำได้เป็นผลสำเร็จที่น่าประทับใจ คู่ควรแก่การเรียนรู้ แน่นอนว่าเทคโนโลยีทางด้านวัสดุศาสตร์รูปแบบของตัวขับเสียง มีผลลัพธ์ต่อคุณภาพเสียงเป็นอย่างยิ่ง และ Lii Song Echo AL‑3 เป็นอีกมิติหนึ่งของนักฟังประเภท “บริสุทธิ์นิยม” อยากได้ทุกสิ่งที่สมจริงไร้การบิดเบือนครับ บทสรุป Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงฟูลเรนจ์ตู้ขนาดย่อมที่ให้คุณภาพเสียงอันน่าทึ่ง คือเสียงไม่ต่างไปจากลำโพงมอนิเตอร์ชั้นดี เป็นเสียงในแนวทางที่นักเล่น หรือผู้ผลิตเครื่องเสียงหลายรายนิยมใช้ Full-range Speaker เป็นมอนิเตอร์ ในการออกแบบเครื่องเสียง อาจจะเพราะเสียงที่บริสุทธิ์ไร้การแต่งแต้มสีสันนั่นเอง Lii Song Echo AL‑3 ลำโพงที่มีขนาดตู้ขนาดปานกลาง เปล่งเสียงดนตรีแม่นยำขนาดนี้ เสียงเป็นธรรมชาติตั้งแต่เสียงต่ำจนถึงกลางแหลมช่วงปลาย ให้เสียงได้ในระดับ “งดงาม” นับว่าเป็นการพลิกตำราใหม่ในยุคไฮไฟปัจจุบัน และการที่ราคาอยู่ที่คู่ละ 12,500.- บาท อาจจะทำให้ตลาดลำโพงแตกตื่นไม่ใช่น้อยเลย สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งจองได้ที่ คุณกิตติคุณ ปรินายก Discovery HiFi โทร. 085-517-8292
FURUTECH FLOW-28 NCF เข้าถึงเสียงดนตรีได้ลึกซึ้งกว่าที่เคย นี่คืออีกบทบาทหนึ่งของเทคโนโลยีในระดับสูงสุดของ FURUTECH ที่พัฒนาคิดค้นมาอย่างยาวนานสำหรับแวดวงออดิโอไฟล์ ช่วยในกระบวนการลดระดับสัญญาณกวน ที่ปกติเราจะหลบเลี่ยงไม่พ้น นั่นคือ EMI และ RFI ซึ่งอยู่คู่กับอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าทุกชนิด โดยเฉพาะเครื่องเสียงจะมีผลในการถูกรบกวนที่ชัดแจ้งมาก อธิบายความสั้นๆ ว่า EMI (Electromagnetic Interference) คือการรบกวนที่เกิดจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งอาจมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือไฟฟ้าต่างๆ ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อื่นๆ เป็นทอดๆ ไป ถ้าเราสังเกตจะพบว่า จะมีเสียงซ่าในลำโพงเมื่อมือถือมีสายเรียกเข้า หน้าจอคอมพิวเตอร์สั่นหรือกระพริบเมื่ออยู่ใกล้อุปกรณ์กำลังสูง การรบกวนสัญญาณในเครื่องเล่นสตรีมมิ่งที่ก่อผลให้เสียงเกร็งแข็งเป็นต้น ในส่วน RFI (Radio Frequency Interference) คือการรบกวนจากคลื่นความถี่วิทยุ อาจกล่าวได้ว่า RFI เป็น ส่วนหนึ่งของ EMI ที่เกิดขึ้นเฉพาะในย่านความถี่วิทยุ โดยทั่วไปคือ 10 kHz – 300 GHz ซึ่งรบกวนระบบที่ใช้สัญญาณวิทยุ ในชีวิตประจำวัน RFI สามารถรบกวนสัญญาณโทรศัพท์หรือระบบ GPS หรือมีเสียงแทรกจากคลื่นวิทยุ เมื่อเราเปิดเครื่องขยายเสียง โดยเฉพาะท่านที่มีอาคารบ้านเรือนใกล้กับสถานีส่งวิทยุ FURUTECH ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อค้นคว้าวิจัยงานด้านอุปกรณ์ลดสัญญาณรบกวนโดยเฉพาะ เป็นผู้นำในแวดวงออดิโอไฟล์ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ อุปกรณ์สายต่อเชื่อม คั่นกลางระหว่างสายไฟ AC กับตัวเครื่องเสียง รุ่น Flow‑28 NCF คือความก้าวล้ำนำหน้าอีกครั้ง ที่เราจะมาทดสอบใช้งานกันครับ แม้จะเป็นอุปกรณ์ชิ้นย่อมๆ แต่ Flow‑28 NCF ติดตั้งตัวกรอง EMI แบบขนาน (ไฟล์เตอร์ความถี่สูง) ที่ช่วยลดสัญญาณรบกวนได้ถึง 10 dB ที่ 1 MHz หรือมากกว่า 30 dB ที่ 10 MHz องค์ประกอบคือชุดสายคุณภาพสูงแบบ Alpha และวัสดุ GC‑303 ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการลดสัญญาณรบกวน Flow‑28 NCF มาพร้อมวัสดุพิเศษ เทคโนโลยี NCF หรือ (Nano Crystal² Formula) ที่ประกอบด้วยสารประกอบผลึกนาโน ที่มีคุณสมบัติสองประการหลัก หนึ่ง : สร้างไอออนลบ ช่วยลดไฟฟ้าสถิตย์ สอง : เปลี่ยนพลังงานความร้อนให้เป็นรังสีฟาร์ อินฟราเรด ช่วยกระจายความร้อน นอกจากนั้น ยังผสมเซรามิกนาโนและผงคาร์บอนเพื่อเพิ่มคุณสมบัติการลดแรงสั่น (damping) ทั้งทางไฟฟ้าและกลไก เทคนิคที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ Floating Field Damper ระบบกรองสนามแม่เหล็กและไฟฟ้าแบบ Ground Jumper เทคโนโลยีนี้ช่วยลด Floating Fields จากชิ้นส่วนโลหะภายใน เช่น สกรูหรือคลิปที่อาจสร้างการรบกวนสัญญาณไฟฟ้า และยังช่วยให้การไหลของสัญญาณไฟฟ้าที่ไร้การบิดเบือน ตัวเชื่อมต่อของ Flow‑28 NCF เป็นวัสดุเกรดพรีเมียม Rhodium‑plated Alpha non‑magnetic โครงสายที่มีเส้นใยเหล็ก, ไนลอน, ไฟเบอร์กลาส และวัสดุกันสะเทือน มีฉนวน PE และ Teflon ห่อหุ้ม รวมทั้ง Jacket ที่ช่วยลดค่าความจุทางไฟฟ้า Capacitance และเพิ่มความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ถ้านักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ติดตามผลิตภัณฑ์ของ FURUTECH มาตลอด จะเข้าใจได้ว่า Flow‑28 NCF เป็นรุ่นล่าสุดของซีรีส์ Inline Filter ที่เริ่มพัฒนารุ่นแรกมาตั้งแต่ปี 2010 และมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เช่น Flux‑50 ที่เพิ่ม NCF และ Neo Damper ในปี 2016 จนกระทั่งมาถึง Flow‑28 NCF ในปี 2025 ที่รวมฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง PREVIEW ผมรับเอา FURUTECH FLOW-28 NCFมาใช้งานหลายวันแล้วครับ แต่ก็ยังไม่สบโอกาสได้ทดลอง กระทั่งสองสามวันที่แล้วก็แกะกล่องออกมาใช้งานร่วมกับระบบซิสเต็มเครื่องเสียง โดยใช้ FURUTECH FLOW-28 NCF ที่เปรียบเสมือนสายไฟสั้นๆ สำหรับนำมาจั๊มต่อคั่นกลางระหว่างสายไฟเอซี กับตัวเครื่อง ซึ่งผมทดลองกับเครื่องเล่นซีดี และสลับมาใช้กับแอมปลิไฟร์ โดยเฉพาะเครื่องหลอดดูจะให้ผลมากที่สุด สุดท้ายคือนำมาทดลองคั่น สายไฟเอซี ที่กล่องไฟ (จากปลั๊กไฟบ้านมายังปลั๊กรางไฟ) ตรงนี้เหมือนจะคุ้มค่าที่สุด เพราะจั๊มคั่นกลางครั้งเดียว ได้ประโยชน์กับท้้ง System เลยไหม แต่...จากการทดสอบ ใช้การต่อแยกเฉพาะเครื่องเสียงในแต่ละชิ้นจะให้ผลมากกว่าครับ ผลทดสอบผลปรากฏว่า เราจะได้รายละเอียดเสียงเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจาก Noise โดยรวม ลดลงอย่างฉับพลันทันที เสียงใสสะอาดขึ้น เสียงร้องมีชีวิตชีวา ฉ่ำชื้นขึ้น ปลายย่านความถี่เสียงแหลมสวยงามขึ้น น้ำหนักเสียงเหมือนชาร์จพลังของภาคขยายเพิ่มขึ้นอย่างน่าพิศวงเลยทีเดียว จุดสังเกตคือ อิมเมจ มิติเสียง เวทีเสียง ดีขึ้นชนิดฟังออกทันทีทันใด แน่นอนครับ ในกรณีต่อกับสายไฟเอซีของเครื่องแบบใดให้ผลของเสียงมากที่สุด? อันนี้คงต้องยกให้ที่ภาคขยายหรือแอมปลิไฟล์ครับ รองลงไปก็คือเครื่องเล่น Streamer เครื่องเล่นซีดี หรือ DAC เป็นลำดับถัดไป แต่โดยรวมๆ จะส่งผลดีใกล้เคียงกันครับ ถ้าหากว่า ชุดของคุณเป็นเครื่องเสียงไฮเอนด์ซิสเต็มใหญ่ มีงบประมาณที่จะใช้กับเครื่องทุกชิ้นได้ละก็ ควรแยกใช้เป็นชุดๆ ไป ในระหว่างแหล่งโปรแกรมและเครื่องแอมปลิไฟร์ DAC และอื่นๆ รับรองว่าให้เสียงได้สุดยอดจริงๆ ครับ บทสรุป FURUTECH FLOW-28 NCF ทำให้เราได้ยินเสียงที่เคยถูกซ่อนไว้ใน Background อันนี้จะเป็นผลต่อรายละเอียดเสียงเท่ากับคุณยกเกรดเครื่องขึ้นมาอีกสเตปหนึ่งเลย บทบาทหลักคือช่วยลดเสียงกวนทางไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เวทีเสียงหรือ Soundstage โอ่อ่าขึ้น รายละเอียดใน โทนเสียงสูง งดงาม ทอดเสียงละมุนละไม ให้ความชัดของสัมผัสบรรยากาศเสียง หรือแอมเบี้ยนได้อย่างยอดเยี่ยมมาก FURUTECH FLOW-28 NCF อุปกรณ์ชิ้นสั้นๆ ที่นำพาผู้ฟังได้สัมผัสเสียงดนตรีได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเคย คุณจะรู้สึกเสมือนชุบชีวิตเครื่องเสียงให้มีชีวิตชีวามากกว่าทุกครั้ง และจะประทับใจไม่รู้ลืมจริงๆ ครับ FURUTECH FLOW-28 NCF รุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง FURUTECH ราคา 42,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd. Tel: 0-2932-5981
KEF XIO SOUNDBAR DOLBY ATMOS SOUNDBAR ซาวด์บาร์ไฮเอนด์ล้ำสมัย ดูหนัง ฟังเพลง ในระดับมืออาชีพ สำหรับเทคโนโลยีลำโพงกล่องเดียว ที่เรียกว่า Soundbar นั้น มีการออกแบบและผลิตมาตั้งแต่ยุคระบบถอดรหัสเสียงแบบเมทริกซ์ Dolby Pro Logic คือการทำให้สัญญาณเสียงสเตอริโอ 2 แชนแนล ได้ถูกจำลองให้คล้าย 5.1 แชนแนล แต่ด้วยความก้าวหน้าในด้านดิจิตอลออดิโอ และชิป DSP ก็สามารถพัฒนากันมาถึงระบบเสียงรอบทิศ แบบสามมิติคือ Dolby Atmos ในที่สุด สิ่งที่ต้องแข่งขันกัน นอกจากรูปทรงสวยงามแล้ว คงจะเป็นเรื่องของคุณภาพเสียงและความสามารถในการแยกแยะทิศทางเสียงที่โอบล้อมรอบตัวผู้ฟัง ว่ารุ่นใด แบรนด์ใด จะให้ความใกล้เคียงทิศทางเสียงของการวางระบบลำโพงแยกอิสระหลายแชนแนล เพราะโจทย์ที่ยาก คือเสียงรอบทิศหลักในภาพยนตร์สตรีมมิ่งปัจจุบันแบบ Dolby Atmos นั้น จะมีการกระจายเสียงถึงสามแกนหลักคือ • ซ้าย กลาง ขวา ด้านหน้า • เสียงโอบล้อมด้านหลัง • และเสียงที่มีเบื้องสูงยิงขึ้นเพดาน เทคนิคการออกแบบโครงสร้าง วางตัวขับเสียง คุณภาพไดรเวอร์ รวมถึงการใช้ชิปถอดรหัส ที่รับรองจาก Dolby ที่จะถอดรหัสได้สมบูรณ์ตามข้อกำหนด รวมถึงระบบดิจิตอลโปรเซสซิ่ง ที่จะทำงานแจ้งสมองให้รับรู้ได้ถึงเพดานเบื้องสูงนับว่าสำคัญมาก รวมถึงกำลังขับจากภาคขยายที่ส่งผ่านพลังเสียง และจังหวะเวลาอันเหมาะสมในการแสดงผลโอบล้อมผู้ฟัง หมายความว่า สิ่งที่ลำโพงซาวด์บาร์ชั้นดีต้องทำให้ได้คือ เสียงด้านหน้า เสียงโอบล้อมทางด้านหลัง และเสียงเบื้องสูงจากเพดานนั้นมีความครบถ้วนจริงๆ KEF ระดมทีมนักออกแบบ ดีไซน์ วิจัย ค้นคว้าเทคโนโลยี XIO Soundbar อยู่หลายปี กว่าจะปล่อยผลิตภัณฑ์ซาวด์บาร์ ชิ้นเดียวนี้ออกสู่ตลาดโฮมเธียเตอร์ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ ว่าเราจะทดแทนระบบเสียงชุดใหญ่และการวางลำโพงแยกชิ้นไปตามจุดต่างๆ ภายในห้อง ด้วยลำโพงกล่องเดียว ที่วางด้านหน้าได้อย่างไร KEF XIO Soundbar ใช้ทั้งเทคโนโลยีตัวขับเสียงที่พัฒนาใหม่ล่าสุด กระบวนการอกแบบ วัสดุและโครงสร้างตัว Soundbar และชิปประมวลผล DSP ในระบบ Dolby Atmos ที่ก้าวล้ำ ภาคขยายคลาส D ที่สามารถสนองตอบพลังขับอย่างเต็มประสิทธิภาพ อาจพูดได้ว่ายังไม่เคยมีมาก่อนในแวดวงซาวด์บาร์ เป็นการตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการซาวด์บาร์ในระดับพรีเมียม KEF XIO Soundbar สมบูรณ์แบบด้วยระบบ 5.1.2 แชนแนล พร้อมรองรับมาตรฐานเสียงล้ำสมัยอย่าง Dolby Atmos, DTS:X และ Sony 360 Reality Audio ครบถ้วน KEF XIO Soundbar ได้รับการรีวิวจากสื่อดังระดับโลกไปในทางบวก แทบจะทันทีที่วางตลาด ในแง่ของผู้รีวิวอย่างผม ก็อยากรู้ว่า ด้วยความใหม่สดของKEF XIO Soundbar จะตอบโจทย์ผู้ที่ใช้จอทีวีขนาด 65-85 นิ้ว เป็นศูนย์กลางโฮมเธียเตอร์อย่างคุ้มค่าจริงไหม ส่งผลได้ในระดับใด ในการทดสอบ หรือพรีวิวครั้งนี้ ผมนำมาใช้ร่วมกับจอภาพ Samsung QLED TV ขนาด 65 นิ้ว ที่ผมใช้ประจำ โดยเชื่อมต่อสัญญาณภาพทาง HDMI และแยกการถอดรหัสเสียงผ่านทาง Optical ซึ่งนับว่าสะดวกง่ายดายอย่างยิ่ง เน้นการรับชมภาพยนตร์ Netflix , Prime Video เป็นหลัก ก่อนอื่นลองมาพิเคราะห์ รูปทรงและเทคนิคการออกแบบกันดู KEF XIO Soundbar ใช้เทคโนโลยีลำโพงระดับไฮเอนด์ที่พัฒนาจากลำโพงซีรีส์ Reference ของ KEF โดยเฉพาะเทคโนโลยี Uni-Q® Driver Array ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่สุดของแบรนด์ KEF KEF XIO Soundbar ดีไซน์มาอย่างเรียบหรู ทรงยาว มีมุมมองให้เห็นวัสดุกรอบผ้าและโลหะด้านบนที่ทันสมัย ให้ความลงตัวกับการตกแต่งบ้านสมัยใหม่ มีความบางเพรียวสวยงาม ด้วยความกว้างประมาณ 47 นิ้ว (1,210 มม.) และความลึกประมาณ 10 นิ้ว (165 มม.) ความสูงราวๆ 4 นิ้ว (70 มม.) XIO ออกแบบให้เป็นเป็นซาวด์บาร์แบบเสียงรอบทิศในแผงเดียวในระบบ 5.1.2 แชนแนล โดยมีไดรเวอร์ขับเสียงถึง 12 ตัว บรรจุเพาเวอร์แอมป์ Class D จำนวน 12 ตัว แยกกันขับแบบอิสระด้วยกำลังรวมถึง 820 วัตต์!!! เทคนิคการจัดตำแหน่งของตัวขับเสียงภายในนับว่าสลับซับซ้อนน่าทึ่ง โดยแบ่งออกเป็น • ตัวขับแบบ Uni‑Q MX drivers ซึ่งมีทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์อยู่แกนร่วมเดียวกัน รวม 6 ยูนิต แบ่งเป็นตำแหน่งซ้าย กลาง ขวา ด้านหน้า 3 ตัว (L, C, R) และสำหรับเสียง Dolby Atmos อีก 3 ยูนิต เพื่อทำการยิงเสียงขึ้นเพดานด้านบน (up-firing / overhead) • ตัวขับแบบ Full-range ขนาด 50 มิลลิเมตร จำนวน 2 ตัว สำหรับกระจายเสียงด้านข้างซ้ายและขวา เพื่อเพิ่มความกว้างของเสียง • P185 LF เป็นแพสสีพเรดิเอเตอร์ Bass Drivers จำนวน 4 ชุด หรือแบ่งเป็น 2 คู่ back‑to‑back เพื่อระบบ Force-cancelling เทคนิคการออกแบบ สำหรับตัวขับได้จัดเรียงไว้ เพื่อรองรับกับฟีเจอร์อัจฉริยะ เช่น เทคนิค Gyroscope + IPT (Intelligent Placement Technology) ซึ่งจะช่วยในการปรับตำแหน่งการยิงของ Uni‑Q MX ให้เหมาะสมกับการติดตั้ง (วางบนชั้น หรือติดกับผนัง) โดยเฉพาะการใช้ไดรเวอร์ส่วนบนเพื่อสร้างเสียง Atmos หรือปรับเป็นช่องกลางเซ็นเตอร์ KEF XIO Soundbar ยังโดดเด่นด้วย VECO (Velocity Control Technology) ซึ่งเป็นระบบเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่กับ P185 LF เพื่อลดการผิดเพี้ยนของเสียงเบส โดยใช้เทคนิคอ่านค่าแรงสั่นของไดรเวอร์แล้วทำการปรับแก้อัตโนมัติในฉับพลันทันที ผมขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุดไดรเวอร์ที่สำคัญ อันเป็นหัวใจหลัก ในระบบซาวด์บาร์ชุดนี้ คือ • ไดรเวอร์ Uni‑Q MX เป็นตัวขับเสียงชนิด “Coincident‑Source” ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยี Uni‑Q ของ KEF ที่มีชื่อเสียง Uni‑Q MX คือไดรเวอร์สองตัวในแบบแกนร่วมเดียวกัน ที่ผสานทวีตเตอร์ (Tweeter) และไดรเวอร์กลาง‑เบส (Midbass) ไว้ในจุดเดียว เพื่อให้เสียงจากสองไดรเวอร์ออกพร้อมกัน เพิ่มความเรียบเนียนของเสียงและภาพเสียงที่กว้าง • P185 LF เป็นไดรเวอร์ลำโพงเบสรูปราง (Racetrack) ออกแบบให้สนองตอบเบสลึกและทรงพลัง ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนไม่พึงประสงค์ แต่ให้เบสต่ำลึกโดยไม่ต้องใช้ซับวูฟเฟอร์แยกแต่อย่างใด แต่ก็ยังมีช่องให้เชื่อมต่อซับภายนอกได้ แต่ละไดรเวอร์ มาพร้อมเทคโนโลยี VECO (Velocity Control Technology) ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของไดรเวอร์ ผ่านวงจรฟีดแบ็กเชิงลบ (Negative Feedback) เพื่อลดความผิดเพี้ยนของเสียงเบส และยังมีทีเด็ดสำหรับแฟนคลับของ KEF คือ เราสามารถเชื่อมต่อการทำงานของซาวด์บาร์ KEF XIO Soundbar แบบไร้สายเข้ากับซับวูฟเฟอร์ของ KEF ด้วยอุปกรณ์เสริม KW2 RX Receiver (จำหน่ายแยก) KW2 RX จะเป็นอุปกรณ์รับสัญญาณไร้สายจาก XIO Soundbar ส่งต่อไปยังซับวูฟเฟอร์ที่รองรับของ KEF เช่น KC62, KC92, KF92 และ Kube (ชุด W2 RX Receiver ราคา 6,990.- บาท) KEF XIO Soundbar ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีดีไซน์เรียบหรู ประกอบด้วยวัสดุคุณภาพในขนาดกะทัดรัด น้ำหนักประมาณ 10.5 กก. เลือกใช้วัสดุแผ่นโลหะอะลูมิเนียมด้านบน และผ้า Grille ที่สวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยมีให้เลือกสองสีคือ Slate Black และ Silver Grey มีรูปลักษณ์มินิมอลและสลิม สอดรับกับสไตล์บ้านยุคใหม่ ทั้งแบบติดผนังหรือวางบนชั้นวางทีวี สำหรับเทคนิคและรูปแบบการเชื่อมต่อ มีดังต่อไปนี้ • ระบบการเชื่อมต่อและฟังก์ชั่นอเนกประสงค์ อินพุต: HDMI eARC, Optical, RJ45 Ethernet, USB‑C (Service) • เชื่อมกับซับวูฟเฟอร์แบบมีสาย (RCA) หรือไร้สายผ่าน KW2 RX Receiver • สตรีมเพลงผ่าน Bluetooth 5.3, AirPlay, Google Cast, Spotify Connect, Tidal Connect, Amazon Music, และอีกหลายบริการผ่านแอป KEF Connect โหมดใช้งานที่ตอบโจทย์คาแรคเตอร์และบรรยากาศเสียงแบบต่างๆ • มี Dialogue Mode ช่วยให้เสียงพูดชัดเจน ย่านกลางเด่นขึ้น เหมาะสำหรับดูหนัง • Night Mode ปรับเสียงให้เบาแต่ยังมีรายละเอียด เหมาะกับการดูในที่เงียบหรือช่วงกลางคืน • Music Mode ช่วยปรับเพิ่มคุณภาพเสียงสำหรับฟังเพลงโดยเฉพาะ • แนะนำให้ผู้ใช้ โหลดแอพพลิเคชั่น KEF Connect มาใช้งานนะครับ แอพจะช่วยในการสั่งการทุกอย่าง รวมทั้งการปรับค่าอีควอไลเซชั่นสองชุดแบบอัตโนมัติ ที่ทำให้เราได้รับคุณภาพเสียงจากระบบดอลบี้แอทมอส ที่น่าทึ่ง โดยระบบของเครื่องจะทำการเซ็ตอัพอัตโนมัติจากไมโครโฟนที่ติดตั้งมาในตัวซาวด์บาร์ ใช้เวลาไม่เกิน 45 วินาที เท่านั้น PREVIEW: เมื่อโหลดแอพ KEF Connect มาใช้งานกับสมาร์ตโฟน ทุกอย่างจะสะดวกมากครับ ผมไม่ต้องใช้รีโมตคอนโทรลเลยตลอดการทดสอบ ทุกอย่างครบถ้วนในแอพอยู่แล้ว อาจจะเสียเวลาลงทะเบียน ด้วยข้อมูลส่วนตัวเรา ไม่กี่นาที จากนั้นก็เซ็ตอัพระบบ และเข้าสู่โลกบันเทิงได้เลย เราจะได้เห็นตั้งแต่แรกว่า KEF บรรจุเทคโนโลยีล้ำสมัยลงไปใน Soundbar ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพชนิดไม่เคยสัมผัสที่ใดมาก่อน ยิ่งได้ใช้งาน จะยิ่งหลงรักในคุณภาพเสียงของซาวด์บาร์ชุดนี้ KEF XIO Soundbar มีรูปทรงเพรียวบาง เหมาะกับการวางหน้าทีวี บนเชลฟ์อย่างมาก ท่านใดติดจอทีวีไว้บนผนังก็สามารถติดตั้งซาวด์บาร์ให้คู่กันได้ วิธีที่จะให้ได้คุณภาพอย่างสูงสุดก็คือการเซ็ตอัพตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการวางหรือการติดผนัง กรณีของผมวาง Soundbar สูงจากพื้นตามระดับความสูงของชั้นวางทีวี ที่ระดับ 65 เซนติเมตร ระบบจะใช้เวลาคำนวณ ในโหมด Measuring of Sound โดยเทคนิคการส่งสัญญาณ Pink Noise ด้วยพลังงานเสียงที่กระจายตัวสม่ำเสมอในแต่ละช่วงความถี่ (Octave) ช่วยให้สามารถวิเคราะห์และปรับแต่งระบบเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ ใช้เวลาประมาณ 45 วินาที เท่านั้น ก็เสร็จเรียบร้อย เราจะได้ทั้งความชัดเจนของเสียง พลังความถี่ต่ำ สภาวะการโอบล้อม และเวทีเสียงด้านบน หรือเพดานเสียงแนวดิ่ง ของเสียงรอบทิศทาง Object-based surround Atmos ทุกอย่างถูกปรับให้เข้ากับสภาพอคูสติค และขนาดห้อง เหมาะสมกับตำแหน่งนั่งฟัง เพื่อประโยชน์สูงสุดจากการใช้งานระบบ หมายเหตุ: ในการเซ็ตติ้ง EQ (Setting) จะต้องเลือกสถานะตามความเป็นจริง เช่น เลือกความสูงของ Soundbar ที่เราวางหรือติดตั้งจากพื้น 20-60-100 เซนติเมตร มี SIZE ขนาดห้องที่เลือกสามขนาด คือ 1. น้อยกว่า 20 ตารางเมตร 2. ระหว่าง 20-40 ตารางเมตร 3. มากกว่า 40 ตารางเมตร มีโหมดให้เลือกว่า ในระบบเรามี หรือไม่มีซับวูฟเฟอร์ พยายามเลือกให้ใกล้เคียงความจริง เพื่อผลลัพธ์ที่ออกมาจากการเซ็ตอัพนั้นจะได้ถูกต้องที่สุดครับ และถ้าได้ใช้งานแล้ว เทคโนโลยีของ KEF จะบ่งบอกเราเองว่า เทคโนโลยีที่ใหม่ล่าสุดของเขา ให้ความคุ้มค่าที่สุดอย่างไร การเซ็ตหลักจะมี 1-2-3 สเต็ป กินเวลาไม่เกิน 45 วินาที สังเกตจากความถี่ สัญญาณเสียงซ่าที่แสดงผลออกมา ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ขณะระบบทำงาน Setting ในการปรับแต่ง Setup ค่าทั่วไป เราสามารถเข้าไปที่เครื่องหมาย “สามขีด” ตั้งค่าได้ทั้ง Volume Control ตั้ง Sleep Timer Standby Alarm, เช็คสปีดดาวน์โหลด จากเน็ตเวิร์ค เลือกรีโมตคอนโทรล ที่เหลือนอกจากนั้นเราสามารถเลือกโหมดการปรับแต่งของอีคิวแบบอัตโนมัติได้ด้วย อันจะมี Default - Music-Movie - Night-Dialogue - Direct เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์เสียง ระบบจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับแหล่งโปรแกรมที่คุณฟังหรือชมในขณะนั้น ซึ่งแต่ละโหมดสร้างความแตกต่างของบรรยากาศ ได้ราวกับเนรมิตรก็ว่าได้ครับ ผลการทดสอบ: สำหรับผู้ที่ตั้งใจใช้ KEF XIO Soundbar ในการชมภาพยนตร์ สตรีมมิ่งเป็นหลัก แนะนำเริ่มต้นให้เลือกโหมด Movie เท่านั้นครับ สัมผัสแรกอันน่าตื่นเต้น เมื่อคุณชมภาพยนตร์ จะพบว่าการแยกแยะแชนแนล ซ้าย กลาง ขวา เด็ดขาด มีความโอ่อ่า และเสียงรอบทิศทาง โอบล้อมได้อย่างมีบรรยากาศ และเวทีเสียงหลุดทะลุทะลวงได้อย่างน่าตื่นเต้นมาก สิ่งที่ประทับใจมากที่สุด จาก KEF XIO Soundbar ก็คือพลังเสียงทั้งปลายเสียงแหลม กลาง และย่านความถี่ต่ำกระหึ่มมากครับ ให้เสียงที่มีอิสระหลุดลอย โดยเฉพาะรู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวา สนองตอบเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ละเอียดละออ เปิดกว้าง (Atlas ล่าข้ามจักรวาล) โดดเด่นด้วยเสียงที่แผ่โอบล้อมมาด้านหลังที่มีมิติทั้งกว้าง ลึก สูง ได้อย่างน่าประหลาดใจครับ เรียกว่าการแยกแชนแนลเข้าใกล้ชุดลำโพงแยกชิ้นได้มากกว่าที่เคยได้ยินจากซาวด์บาร์อื่นๆ ชมภาพยนตร์แนว Sci Fi เรื่อง After Earth เกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดของเด็กชายคนหนึ่ง แบบว่า ได้ยินเสียงแรกจากระบบรอบทิศทาง ก็เล่นเอาตะลึงไปเลยเหมือนกันครับ ว่ามาจากซาวด์บาร์แท่งเดียวจริงๆ หรือ? จากประสบการณ์บอกเราว่านี่เป็นพัฒนาการที่ล้ำมากทีเดียว เพราะเสียงทุกย่านความถี่มีรายละเอียดเต็มที่ และหลุดลอยออกมาอย่างอิสระ ส่งผ่านความถี่ต่ำลงได้ลึกขนาดนี้ ความจำเป็นที่จะต้องใช้ Subwoofer แทบไม่ต้องคิดถึงเลย!! ตัวอย่างภาพยนตร์สตรีมมิ่งอีกเรื่องหนึ่งที่จะเปล่งประกายให้ KEF XIO Soundbar ดูโดดเด่นเหนือใคร คือ Mission: Impossible - Fallout ทาง Netflix แบบว่าอยากให้ทุกท่านได้ลองครับ ได้ครบทั้งพลังเสียงที่ดุดัน รุนแรง ความเปิดกว้างของเสียง การโอบล้อมและสภาวะความเป็นเสียงสามมิติจากเบื้องบนมาครบสูตรจริงๆ ทำให้จอทีวีเบื้องหน้าของคุณเปลี่ยนเป็นโฮมเธียเตอร์ชั้นดีได้ในพริบตาครับ โดยเฉพาะในแง่ของการตอบสนองไดอาล็อก หรือเสียงสนทนา ทำได้สุดๆ ชัดเจนสะอาด Clear ถือว่าเป็นประตูแรกของระบบ Soundbar ชั้นดีต้องมี เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมมาก KEF สามารถย่อส่วนเอาชุดลำโพงแยกชิ้นขนาดใหญ่มาให้เหลือแค่ซาวด์บาร์ ระดับพรีเมี่ยมชิ้นเดียวอย่างทรงประสิทธิภาพ ทำให้เชื่อมั่นว่า KEF ทำได้คุ้มค่าชนิดลืมค่าตัวไปได้เลย กล่าวสั้นๆ ว่า... เยี่ยมมากครับ!!! คงต้องยกให้ KEF XIO Soundbar เป็นซาวด์บาร์ขั้นเทพ หรือระดับพรีเมียมด้านระบบเสียงรอบทิศ Dolby Atmos Soundbar ไปเลย ให้ความรู้สึกสัมผัสที่ล้ำลึก เหนือกว่าระบบซาวด์บาร์ทั่วไปที่เคยทดสอบมา ด้วยรายละเอียดเสียงที่ชัดกว่าและแม่นยำกว่า และทุกเสียงหลุดออกจากตู้อย่างอิสระมากๆ ครับ อีกทั้งความน่าแปลกใจ คือพลังเบสที่กระชับหนักแน่นอิ่มเอมอย่างเหลือเชื่อ แปลกใจจริงๆ ว่าเสียงต่ำลึกขนาดนี้ ไม่เคยได้ยินจากซาวด์บาร์เดี่ยวๆ แบบนี้ที่ไหนมาก่อน (ส่วนมากจะใช้ซับพ่วงในระบบอีกหนึ่งตู้) ได้ทดสอบแล้ว ผมคิดไม่ออกว่าจะต้องเพิ่มซับวูฟเฟอร์ไปทำไมกัน... นอกเสียจากว่า ถ้าใครมีห้องใหญ่มาก ขนาดเกิน 20 ตารางเมตรขึ้นไป ชอบหนังไซไฟ แอ็คชั่น แล้วอยากได้เบสกระหึ่มลึกยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก ก็ค่อยว่ากัน และขอเชียร์ซับวูฟเฟอร์ KEF KC62 เลยครับ (ส่งระบบไร้สายด้วย KW2 RX Receiver ได้) รับรองว่า ชุดลำโพงแยกชิ้นอาจจะอายได้เลยละ อย่างน้อยๆ เราก็ไม่ต้องมีการติดตั้งที่สลับซับซ้อนยุ่งยากของระบบใหญ่ๆ ครับ ส่วนในแง่ของการออกแบบ อาจจะสนองตอบ HDMI eARC แต่จะไม่มี HDMI Passthrough และไม่มีจอ Display แสดงผลสำหรับการใช้งาน โดยทั่วไปแล้วผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องรอง และไม่จำเป็นเท่าใดนัก เพราะ KEF จะเน้นการตอบสนอง “คุณภาพเสียง” และผลจากการใช้งานจริงเอาไว้ก่อนเสมอ นี่คือระบบ Soundbar ที่ให้เสียงแบบสามมิติได้ดีเยี่ยม เท่าที่ผมเคยมีประสบการณ์มา แม้ว่าเพดานเสียงสูงที่มาจากด้านบน อาจจะแยกแยะได้ไม่เท่าลำโพงแยกชิ้นแขวนเบื้องบน แต่ก็เป็นการจำลองบรรยากาศแบบ Immersive ได้ประทับใจมาก ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งจริงๆ KEF XIO Soundbar สามารถย่อโฮมเธียเตอร์ชุดใหญ่ ลงมาในแผงซาวด์บาร์เพียงตัวเดียวได้อย่างเหมาะเจาะที่สุด ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดดเด่นด้วยตัวขับเสียงในแบบ Uni-Q ซึ่งพัฒนาออกมาได้อย่างเหมาะสมกับระบบดูหนังฟังเพลง โดยเฉพาะสำหรับท่านที่ไม่ต้องการติดตั้งระบบซึ่งจะต้องใช้พื้นที่มากมายเกินจำเป็น สิ่งที่มีมาให้นอกเหนือไปจากระบบการชมภาพยนตร์เสียงรอบทิศ ก็คือการฟังเพลงแบบไฮไฟสองแชนแนลของซาวด์บาร์ชุดนี้ (แนะนำให้ตั้งโหมด Music) ผมยอมรับว่าให้ความประทับใจมากทีเดียว ทำให้บางช่วงเวลาที่เราไม่ได้อยู่กับเครื่องเสียงชุดใหญ่ KEF XIO Soundbar สามารถเป็นชุดฟังเพลง ชุดที่สองของบ้านได้เลยครับ การคอนเน็คกับผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ผ่าน AirPlay, Google Cast, Spotify Connect, Tidal Connect, Amazon Music และวิทยุอินเตอร์เน็ต ยิ่งทำให้ KEF XIO Soundbar เป็นชุดดูหนังฟังเพลงที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง เป็นสไตล์ของการฟังเพลงที่ได้ความสดใส ความสะอาดเสียง ครบถ้วนรายละเอียด และความใกล้เคียงธรรมชาติของเสียงดนตรี ที่เราจะไม่ได้พบจากซาวด์บาร์ทั่วๆ ไป ด้วยเทคนิคการออกแบบเป็นเลิศของ KEF และตัวขับเสียง Uni‑Q MX Drivers ที่ออกแบบใหม่ล่าสุด ที่จะเป็นหลักชัยของเทคโนโลยีลำโพงยุคใหม่ครับ อีกทั้งการดีไซน์รูปทรงด้วยวัสดุชั้นดีทุกชิ้นส่วน ทำให้ KEF XIO Soundbar มีความสง่างามคลาสสิกดูพรีเมียมคู่กับบ้านของคุณเป็นอย่างยิ่ง ทั้งหมดนี้ทำให้ราคา 79,900.- บาทของ KEF XIO Soundbar นั้น เป็นเรื่องธรรมดาไปเลย หากคุณได้ก้าวลึกลงไปในคุณภาพทั้งหมดของซาวด์บาร์ไฮเอนด์ ล้ำยุคชุดนี้ครับ จุดแข็ง: ดีไซน์พรีเมียม ให้เสียง Immersive ชัดเจน เบสทรงพลัง เสียงทุกย่านความถี่มีมิติหลุดลอยอิสระอย่างน่าทึ่ง กำลังขับแอมป์คลาส D ในตัวเองนับว่าทรงพลังมาก ให้ความครอบคลุมฟังก์ชันการใช้งานของความเป็นไฮ-ไฟในทุกรูปแบบ ทั้งดูหนัง ฟังเพลงในหนึ่งเดียว เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความเป็นที่สุดของซาวด์บาร์ไฮเอนด์ล้ำสมัย ดูหนัง ฟังเพลงในระดับมืออาชีพ KEF XIO SOUNDBAR ราคา 79,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand
Audio Bastion MR-1, MR-2 ออดิโอแร็คที่ช่วยให้คุณภาพเสียงดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น ดังที่ผมเรียนอยู่เสมอว่า ระหว่างลำโพงซ้ายขวาที่เราพยายามเซ็ตกันอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงดีที่สุดนั้น ถ้าไม่มีชั้นวาง ไม่มีตัวเครื่องเสียงมาวางกินพื้นที่จะดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงนั้นเรามักจะต้องมีชั้นวางเครื่องเสียง หรือ Audio Rack มาวางคั่นกลางเสมอ และชั้นวางเครื่องเสียงที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อคลื่นเสียงจากลำโพงก็จะก่อผลเสียได้ หากชั้นวางดังกล่าวมีการสั่นสะเทือนหรือไวเบรชั่นใดๆ ขึ้นมา ถ้าจะต้องจัดระบบเครื่องเสียงโดยมี Audio Rack เป็นองค์ประกอบ จึงต้องคำนึงถึงผลตรงนี้ด้วย ควรเลือกชั้นวางที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ เพราะตรงนี้คือต้นทางของคลื่นเสียงที่จะตรงไปสู่ผู้ฟัง จุดที่ดีของชั้นวางหรือ Audio Rack เป็นอุปกรณ์หรือเฟรมที่ช่วยติดตั้ง จัดเก็บ และจัดระเบียบอุปกรณ์เสียงต่างๆ เช่น เพาเวอร์แอมป์ เครื่องสตรีมเมอร์ ซีดีเพลย์เยอร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง และอื่นๆ ออดิโอแร็คช่วยให้อุปกรณ์เสียงหลายตัวถูกรวมไว้ในจุดเดียวอย่างเป็นระเบียบง่ายต่อการจัดการสายสัญญาณและสายไฟ Audio Rack ที่ดีจะมีดีไซน์มั่นคงมีช่องเว้นระหว่างอุปกรณ์เพื่อป้องกันความร้อนสะสม และที่สำคัญสูงสุดคือ จะต้องไม่เกิดไวเบรชั่นและเรโซแนนซ์หรือการพ้องเสียงใดๆ ขึ้นมาจากตัวของมันขึ้นมาเสริมให้แย่ลงไป และในชั้นวางเครื่องเสียงที่ดีไซน์อย่างมีเทคนิคจะช่วยปรับ การวางซ้อน ให้ความยืดหยุ่น และขยายระบบง่าย อีกนัยหนึ่ง ชั้นวางเครื่องเสียงที่ดี จะช่วยให้ภาพลักษณ์ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นด้วย ชั้นวางเครื่องเสียงที่ถูกออกแบบเพื่อระบบเสียงโดยตรง มักมีราคาสูง จนบางครั้งรู้สึกเกินเอื้อมได้เหมือนกัน แต่ด้วยความก้าวหน้าทางด้านวัสดุศาสตร์ และการดีไซน์ยุคใหม่ เราจะพบว่าปัจจุบันมี Audio Rack ชั้นดี ราคาสมเหตุผลออกมาให้ได้เลือกสรรกันมากขึ้น และ Audio Bastion ในซีรีส์ MODULAR CLASSIC RACK II อาจเป็นคำตอบของคุณได้ครับ ด้วยการออกแบบที่มีความสวยงามสง่า มีความสมดุล มั่นคง ใช้เทคนิคด้านวัสดุศาสตร์ที่ทำให้ชั้นวางมีความเงียบสงัดในตัวเอง ไม่ตอบสนองสิ่งเร้า จำพวกการสั่นสะเทือน ไวเบรท และเรโซแนนซ์ ได้อย่างน่าพอใจ ผมพยายามวิเคราะห์ดูว่า Audio Bastion รุ่นสองชั้นทรงสูง MR-2 และรุ่นวางชั้นเดียว MR-1 นั้น เขาใช้วัสดุทำโครงสร้างด้วยอะไรบ้าง ทำไมตอนที่ทดลองเคาะดูไม่มีเสียงสะท้อน และเกิดเรโซแนนซ์เลย!!! องค์ประกอบโครงสร้างหลักจะเป็นโลหะผสม Alloy ใช้เป็นโครงหลักของชั้นและคานที่รับน้ำหนักคล้ายกับ Alloy ของ XR/AR/X-Rack ซึ่งมีคุณสมบัติเบา แข็งแรง และทนการกัดกร่อน ใช้ส่วนฐาน คานเชื่อม และจุดสัมผัส รวมถึงจุดรับสไปก์ เป็นสแตนเลส 304 (Stainless Steel 304) ขัดเงา (จากข้อมูลพิมพ์เขียว XR‑Series นั้น ผลิตจาก “Hand‑Polished 304 Stainless Steel”) ส่วนที่สัมผัส ส่วนต่อแต่ละละจุดจะใช้ยางซิลิโคน (Silicone) โดยใช้เป็นโอริงหรือแผ่นรอง มีลูกปืน ลดแรงสั่นสะเทือนและเสียงสะท้อน แผ่นรองเครื่องนี่แหละที่ผมว่า น่าสนใจมาก เพราะชั้นวางแต่ละชั้นผลิตจาก Quartz stone ซึ่งเป็นหินสังเคราะห์ที่มีความหนาแน่นสม่ำเสมอ มีลายเส้นกระจายเหมือนหินอ่อนซึ่งโครงสร้างนี้ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ดีมากๆ เหมาะสำหรับการใช้งานกับระบบเสียงที่ต้องการความชัดเจนและเสียงเป็นเนื้อเดียวกัน มวลของ Quartz stone ให้ความหนาแน่นที่เหมาะสม เพราะวัสดุมีความสัมพัทธ์สูง (high mass) ช่วยลดการสั่นสะเทือนตกค้าง (resonance) ซึ่งช่วยให้เสียงสะอาดและแม่นยำมากยิ่งขึ้น แผ่นรองเครื่องได้ใช้กรรมวิธีการผลิตการขึ้นรูปโดยการเผาด้วยความร้อนและการอัดแน่น ชั้นวาง Quartz stone นี้ผ่านการเผาที่อุณหภูมิสูง พร้อมทั้งการอัดแน่นให้ผิวที่เรียบเนียนและจัดเรียงโมเลกุลความหนาแน่นอย่างสม่ำเสมอในวัสดุ ส่งผลให้เสียงออกมา “มีความเป็นเนื้อเดียว” อย่างดีเยี่ยม ผู้ผลิต Audio Bastion ออกแบบได้อย่างแยบยลและสามารถนำมาประกอบได้อย่างง่ายดาย MODULAR CLASSIC RACK II ของ Audio Bastion ในรุ่น MR-1 และ MR-2 เป็นชั้นวางเครื่องเสียงที่มุ่งเน้นต่อผลของความละเอียด และคุณภาพเสียงในซิสเต็ม ด้วยวัสดุ Quartz stone ที่หนาแน่นและออกแบบมาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนในตัว ทำให้ระบบเสียงของคุณนิ่งและส่งมอบรายละเอียดเสียงได้อย่างเต็มที่ เหมาะมากสำหรับนักฟัง Hi‑Fi ที่ต้องการคุณภาพ และความสง่างามในชุดเสียงของตนครับ ผมชอบหลักการออกแบบของ Audio Bastion ก็คือ แม้แต่ละชิ้นส่วนซึ่งต้องถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกัน แต่เมื่อประกอบแล้วสามารถยึดโยงเป็นเนื้อเดียวกันอย่างนิ่งสนิท ไร้การสั่นสะเทือน อันนี้ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมาก MR-1 จะเป็นรุ่นเริ่มต้นด้วยชั้นวางชั้นเดียว ขนาด 675x545x186 มิลลิเมตร ในขณะที่ชั้นวาง MR-2 แบบสองชั้นทรงสูง จะมีขนาด 675x545x535 มิลลิเมตร ทั้งชุดจะมีตัวรองสไปก์ มาพร้อม ส่วนเพลทหินผลึกควอท Quartz stone จะมีขนาด 555x455x14 มิลลิเมตร สามารถซื้อเพิ่มเติมได้ เมื่อคุณเติมชั้นของแร็คขึ้นไป โดยชั้นเสริมจะมี 3 ขนาดความสูงให้เลือกคือ รุ่น MR Solid สูง 15, 25 และ 30 เซนติเมตร ตามลำดับ • ชั้นวาง Audio Bastion MR-1 ชั้นเดียว ราคา 39,000.- บาท • ชั้นวาง Audio Bastion MR-2 สองชั้น ทรงสูง ราคา 80,000.- บาท • ชั้นเสริม MR Solid 15cm ราคา 39,000.- บาท • ชั้นเสริม MR Solid 25cm ราคา 40,000.- บาท • ชั้นเสริม MR Solid 30cm ราคา 41,000.- บาท • เพลทหินผลึกควอท Quartz stone ราคาแผ่นละ 10,000.- บาท ความสามารถในการรับน้ำหนักของชั้นวางหลัก 70 กิโลกรัม ชั้นวางเสริม 50 กิโลกรัม พิเคราะห์จากโครงสร้าง สามารถจับคู่ประกอบเข้าด้วยกันแบบเฟอร์นิเจอร์น็อคดาวน์ ได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อวางลงกับพื้น ด้วยหลักออกแบบวิศวกรรม จะทำให้มั่นคงแข็งแรงมากเลยทีเดียว การทดลองใช้งาน ผมได้รับชั้นวาง Audio Bastion MR-1, MR-2 มาทั้งคู่ครับ โดยชั้นวาง MR-1 จะเพิ่มชั้นวางเสริมด้านบนขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น หลังจากประกอบจุดยึดต่างๆ ด้วยประแจหกเหลี่ยม (มีมาให้) เสร็จเรียบร้อยภายในเวลาไม่กี่นาที วางแผ่นรอง และจัดระดับบาลานซ์ให้ลงตัวกับพื้นที่ ผมจัดวางเครื่องเสียงลงไป ซึ่งส่วนใหญ่จะมีขนาดหน้ากว้างไม่เกิน 17-18 นิ้ว ทั้งแอมปลิไฟร์ เครื่องเล่นซีดี DAC เครื่องเล่นแผ่นเสียง ทุกอย่างเรียบร้อย งดงามสะอาดตา สีดำเรียบๆ ของ Audio Bastion ช่วยให้กลมกลืนกับเครื่องเสียง ช่วยขับความโดดเด่นของเครื่องให้ดูดีมีสง่าขึ้น เมื่อวางเครื่องลงไปจะดูเรียบสนิทไม่มีการสั่นไหว โดยเฉพาะพื้นหินควอทที่รองรับ จะมีความเรียบสะอาดและไม่มีเสียงก้องสะท้อนใดๆ แม้แต่นิดเดียว ตรงนี้ถือว่าเยี่ยมครับ ในหลักการ สำหรับชั้นวางโดยทั่วๆ ไป เมื่อวางลงไประหว่างลำโพงทั้งคู่ ผลที่ตามมาก็คือการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ ที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็นเรื่องของปริมาตรพื้นที่ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไป มันสามารถก่อผลทั้งผลดี และผลเสียได้ทั้งสองประการ ชั้นวางที่ตัวของมันเองสั่นสะเทือน มีเรโซแนนซ์ จะมีผลต่อการส่งผ่านความสั่นสะเทือนจากย่านความถี่ต่างๆ ในระดับที่มาก-น้อย เป็นคุณ เป็นโทษ ที่ต่างกันไป โดยเฉพาะการเลี้ยวเบนของเสียง ซึ่งชั้นวางพื้นๆ ทั่วไป โดยเฉพาะความถี่ต่ำนั้นก็จะก่อผลสั่นสะเทือนทางกลได้มากเหมือนกัน การไวเบรชั่นของชั้นวางทำให้เรารู้สึกว่าการมีชั้นวางอยู่ตรงกลางระหว่างลำโพงนั้น ทำให้ Image หรือตำแหน่งของชิ้นดนตรีลดทอนลงไปก็ได้ หรือถ้าเป็นชั้นวางที่ดี ออกแบบมาได้เปรียบเสมือนปราการ ก็อาจจะช่วยให้ตำแหน่งชิ้นดนตรีชัดเจนแม่นยำขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จากชั้นวางของ Audio Bastion MR-1, MR-2 นับว่าน่าประทับใจ สิ่งที่เรารู้สึกได้คือเสียงรบกวนข้ามแชนแนลซ้ายขวาของลำโพงจะลดลง อย่างชัดเจน ผลตรงนี้ช่วยให้อิมเมจแม่นยำขึ้น เสียงฮัมต่ำๆลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราได้ทดลองเล่นจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง จะเห็นผลตรงนี้ได้ค่อนข้างง่ายมาก Audio Bastion MR-1, MR-2 เป็นชั้นวางที่มีองค์ประกอบที่น่าประหลาดใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างโลหะ หรือแผ่นหินชั้นรอง ไม่มีเสียงสะท้อนก้องหรือ Resonance ในตัวของมันเลย เปรียบเหมือนเวลาที่เราโยนเหรียญลงไปบนพื้นแล้ว ไม่มีเสียงก้องสะท้อนกระดอนกลับมานั่นเอง บทสรุป Audio Bastion MR-1, MR-2 นอกจากจะสวยงามสง่า ดีไซน์ที่มีมาตรฐานสูง ให้ความนิ่ง มั่นคงแล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมากลายเป็นว่าชั้นวางชุดนี้ทำให้ Image ตำแหน่งชิ้นดนตรีที่เกิดจากลำโพงซ้ายขวาดูจะแม่นยำยิ่งขึ้นด้วย Audio Bastion MR-1, MR-2 จึงเปรียบเสมือนอุปกรณ์ที่ช่วยปรับ Acoustic ร่วมกับผนังด้านหลังของห้อง ให้ลงตัวปราศจากการสะท้อนแบบไร้ทิศทางของเสียง ช่วยให้ปฏิกิริยา Diffraction หรือการเลี้ยวเบนของเสียงลดลงไปอย่างน่าพึงพอใจ ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า Audio Bastion Audio Rack ช่วยให้เราเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพงง่ายขึ้นอีกด้วยครับ ไม่ต้องกังวลอิมเมจตรงกลางระหว่างลำโพง ท่านใดกำลังพิจารณาชั้นวางเครื่องเสียงในระดับ “ออดิโอไฟล์ ออดิโอแร็ค” ที่ประกอบง่ายติดตั้งง่ายมีความมั่นคงสูง ให้ผลดีต่อคุณภาพเสียงและอะคูสติกของห้อง อาจจะลองพิเคราะห์ Audio Bastion MR-1, MR-2 ดูนะครับ เป็นอีกรูปแบบหรืออีกมิติหนึ่งสำหรับการวางเครื่องเสียงของคุณให้งามสง่า ให้ผลลัพธ์ของคุณภาพเสียงที่ดีจากจุดเริ่มต้นกำเนิดเสียง ในราคาสมเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง สอบถามรายละเอียดสินค้า ราคาและส่วนลดโปรโมชั่น ได้ที่ Audio House Thailand โทร. 094-461-4152 ครับ
EverSolo Play CD Edition ศูนย์กลางไฮไฟทุกระบบครบถ้วน เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสจับต้องสัมผัสเครื่องเล่นสตรีมเมอร์แอมป์ ที่มีขนาดย่อมๆ แต่คุณสมบัติ “ล้นเครื่อง” หรือพูดจาภาษานักเลงเครื่องเสียง ก็ต้องบอกว่า ให้มาจนจุกแน่นเลย เพราะไม่เคยมีใครใส่คุณสมบัติแบบไม่ยั้งในราคาขนาดนี้ และการออกแบบอำนวยความสะดวกง่ายดายถึงขนาดที่ว่า ต่อกับลำโพงคู่เดียวก็กลายเป็นซิสเต็มระดับออดิโอไฟล์ทันที EverSolo Play CD Edition จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีงามสำหรับนักเล่นเครื่องเสียง ซึ่งแบรนด์ EverSolo นั้น เป็นบริษัทเครื่องเสียงชั้นนำในเครือ Zidoo Technology มีความเชี่ยวชาญด้านเสียง ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ EverSolo มีความโดดเด่นทั้งด้านเสียง คุณภาพ และดีไซน์ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ทีมวิจัยและพัฒนาของ EverSolo ครอบคลุมหลากหลายด้าน ตั้งแต่รูปแบบถอดรหัสเสียง (Audio Decoding), ระบบอนาล็อก, การปรับจูนเสียง ภาคขยาย การออกแบบสตรีมเมอร์ โดยมุ่งเน้นทั้งประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง EverSolo CD Edition เป็นอีกหนึ่งในดีไซน์ที่โดดเด่นในแบบเครื่องสตรีมเมอร์แอมป์ ชนิด All‑in‑one ที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางการฟังเพลงในระบบดิจิตอลและอนาล็อกครบครัน โดยจุดเด่นหลักของ EverSolo CD Edition ที่ผมเคยรวบรวมนำเสนอไว้ อย่างน้อย 6 ประการ ที่ทำให้ตลาดเครื่องเสียงฮือฮาคือ 1. มีไดร์ฟ CD ของ Hitachi/LG CD-ROM มาในตัว พร้อมระบบ Rip ซึ่งสามารถเล่นเพลงจากแผ่น CD ได้โดยตรง หรือ Rip เป็นไฟล์ WAV/FLAC ลงหน่วยความจำภายใน USB หรือ NAS ได้สะดวก นี่คือทีเด็ดที่ยังไม่พบจากสตรีมเมอร์แอมป์อื่นๆ 2. มีภาคออดิโอคุณภาพสูง โดยใช้ชิป DAC AKM AK4493SEQ พร้อมภาคขยายคลาส D (PurePath Ultra HD Class-D amplifier) กำลังขับ 60 วัตต์ ต่อเนื่อง ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 110 วัตต์ ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม ให้เสียงที่แม่นยำครบเครื่อง แม้ในห้องขนาดกลางถึงใหญ่ สามารถรองรับไฟล์ Hi‑Res สูงถึง PCM 768 kHz/32‑bit และ DSD512 รวมทั้ง FLAC, WAV, APE, AIFF 3. หน้าจอทัชสกรีน ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว เป็นหน้าจอ LCD สีความละเอียดสูง พร้อม UI ใหม่ สะดวกควบคุมทั้งแบบไม่ใช้มือถือ หรือจะใช้แอพ EverSolo Connect ในมือถือคอนโทรลก็ได้ 4. ให้ระบบปรับแต่งเสียงอย่างมืออาชีพ อาทิ มีกราฟฟิกอีควอไลเซอร์ 15‑band และพาราเมติคอีควอไลเซอร์ 10‑band ช่วยปรับแต่งเสียงชดเชยสภาพอคูสติคห้อง หรือความชื่นชอบในสไตล์การฟัง 5. เชื่อมต่อสตรีมมิ่งครบจบในเครื่องเดียว โดยรองรับการสตรีมทุกรูปแบบ อาทิ TIDAL, Qobuz, IDAGIO, Amazon Music, TuneIn Radio, Presto Music, KKBOX, Radio Paradise, Deezer รวมถึง Apple Music แบบ lossless มี Bluetooth 5.3 และยังรองรับ Tidal Connect, Qobuz Connect, Spotify Connect, Roon Ready, JPlay Certified อีกด้วย มีพอร์ต HDMI ARC/eARC เชื่อมต่อทีวี, optical/coaxial ดิจิตอล, USB OTG (รองรับ DSD512โดยดาวน์มิกซ์ เป็น pcm ก่อน) แถมด้วย Phono input MM/MC, Sub‑out อะไรจะปานนั้น 6. ออกแบบสวยงามและทนทาน ตัวเครื่องผลิตจากอลูมิเนียมสีดำด้าน โครงสร้างด้านใต้เครื่องมีแผงระบายความร้อนเต็มผืน พร้อม Signature RGB ring light และ VU‑meter แบบไดนามิก สำหรับการแสดงภาพเสียงแบบเรียลไทม์ ทั้งหมดนี้ ราคาเพียง 26,900 บาท ดังนั้นผมไม่แปลกใจเลยว่า แค่เปิดสั่งจองล็อตแรกพรึ่บเดียวก็หมดไปจากตลาด‼️ ใครอยากได้ต้องรอล็อตต่อไปแล้วละครับ เราได้ฟังได้ชมบางส่วนกันทาง Live เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม ทางเพจ วิจิตร บุญชู กันไปแล้วนะครับ จากนี้ไปคือผลทดสอบใช้งานจริง และบทสรุปสำหรับการตัดสินใจว่า EverSolo CD Edition นั้น คุ้มค่าเพียงใด Test Report ยอมรับตรงๆ ในทุกครั้งที่ใช้งานเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ในระดับแนวหน้าทั้งหลาย ผมพบว่าตัวเองไม่สามารถที่จะใช้งานเครื่องได้ครบในทุกคุณสมบัติ อันเนื่องจากข้อจำกัดของผมเอง โดยเฉพาะในแง่ของระบบมัลติรูม การเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Connect ไร้สายกับอุปกรณ์อื่นๆ ภายในบ้าน แต่เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ทุกท่านสามารถนำไปต่อยอดกับระบบที่มีอยู่ในบ้านของทุกท่านได้ ดังนั้นหลักๆ ของผมก็คือขออนุญาต นำเสนอเรื่องการใช้งานภาค Streaming ภาค CD และ Phono Stage ที่ถือว่า EverSolo CD Edition ให้มาแบบจัดเต็ม ทำให้เครื่องขนาดย่อม เล็กพริกขี้หนูแบบนี้ มีคุณสมบัติที่คุ้มค่าเกินราคาที่จ่ายไปมากเลยทีเดียว และถึงที่สุดก็คือทุกคนคงอยากรู้ว่าคุณภาพหรือคุณสมบัติและคาแรกเตอร์ด้านเสียงนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งต่อไปนี้คือคำตอบครับ แรกสุดการเชื่อมต่อทั้งแบบสาย Ethernet LAN และระบบ Wi-Fi ไร้สายทำได้ง่ายดาย ไม่ซับซ้อน มือใหม่ มือเก่าใครๆ ก็สามารถใช้งานได้ครับ แนะนำให้โหลดแอพพลิเคชัน EverSolo Control ใน App Store ลงโทรศัพท์มือถือ เพื่อสะดวกต่อการคอนโทรลระบบอย่างแท้จริงครับ จากการทดสอบใช้งานพบว่า การค้นหาเครื่องจากมือถือฉับไวและตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รูปแบบการใช้งาน และการแบ่งฟังก์ชั่น รวมถึงความสามารถของหน้าจอทัชสกรีน อันนี้ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบ ไม่มีความซับซ้อนใดๆ เพียงแค่คุณอาจจะต้องทำความคุ้นเคยวิธีการคอนโทรลหน้าจอในแต่ละส่วนสักระยะหนึ่ง ก็จะเข้าใจถึงองคาพยพทั้งหมดของเครื่องและสั่งงานได้อย่างสะดวกสบาย แม้ว่าระบบฟังก์ชันบางส่วน อาจจะมีการซ้ำซ้อนอยู่บนหน้าปัดเดียว แต่ก็มีความง่ายดาย คือกลับมาเริ่มต้นที่ HOME แล้วมาไล่เลียงไปทีละสเต็ปได้ในทันที การปรับการแสดงผลหน้าจอ และภาคสตรีมมิ่งจากผู้ให้บริการ แรกสุดกดปุ่มคอนโทรลหน้าเครื่องมุมขวาสุดค้างไว้ เพื่อ On ระบบ หรือ Off ระบบ จากนั้น หน้าจอจะเริ่มทำงานแสดงผลให้เลือกสั่งการฟังก์ชั่นที่แบ่งไว้อย่างเป็นระเบียบ ตามหัวข้อหลัก Music services, Functions, Apps, Connect, Cloud และ Setting ในขณะที่หน้าจอแสดงผลตรงช่วง Display เต็มหน้าจอนี้สามารถ Touch เลื่อนแบบสัมผัสไปได้เรื่อยๆ เหมือนหน้าจอมือถือ เมื่อนิ้วสัมผัสที่รูปแอพพลิเคชั่นบนหน้าจอ ก็จะนำเราสู่การ Play back ที่รวดเร็วมาก อันนี้ต้องถือว่ายอดเยี่ยม ให้ความรู้สึกสัมผัสที่คล่องมือจริงๆ ยังแบ่งส่วนย่อยของหน้าปัดอีกหลายรูปแบบ เช่นคุณยังสามารถเลือก Display แสดงผลแบบกราฟฟิก หรือเข็มวียูได้เลยทั้ง 7 รูปแบบ หน้าจอแบบ VU นี้ ทำให้รู้สึกว่าเครื่องมีความเป็นโปรเฟสชั่นแนล เรียกว่ายกระดับเหนือธรรมดา การเข้าไปปรับอีควอไลเซชั่น ทั้งแบบกราฟฟิก และพาราเมตริก ทำให้เราเกิดความรู้สึกเสมือนเป็นซาวด์อินจิเนียร์ ที่อยู่ในห้อง Control Room เลย และเสียงที่ปรุงโดยมือของคุณเอง สามารถเลือกได้ตามความพอใจ บางครั้งในส่วน EQ นี้ ก็จะช่วยปรับให้ทำงานร่วมกับลำโพงได้อย่างลงตัวมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็คือ ช่วยในการปรับการทำงานของเครื่องเพื่อให้เข้ากับสภาพ Acoustic แวดล้อมภายในห้องได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน ในภาคสตรีมมิ่งนั้น ทำงานคล่องตัวครับ เสมือนผมได้ใช้งานหน้าจอเมือถือ การผสานการทำงานของแอพหน้าจอกับ TIDAL Spotify และผู้ให้บริการเพลงสตรีมมิ่ง ที่ใช้เป็นแหล่งหรือคลังดนตรีที่มีให้เลือกสรรนับล้านเพลงไม่สิ้นสุดในการฟังเพลงแบบจริงจังแบบออดิโอไฟล์ ได้อย่างราบรื่นมากๆ ยอมรับว่า สตรีมมิ่งยุคนี้ให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก เห็นได้ถึงพัฒนาการของระบบส่งผ่านเพลงแบบ Streaming จากผู้ให้บริการต่างๆ ทำได้อย่างละเมียดละไมนุ่มนวล และครบถ้วนทุกรายละเอียด ถือเป็นการก้าวล้ำทางเทคโนโลยีที่อัพเกรดตัวเองขึ้นทุกปี EverSolo Play CD Edition ให้แนวเสียงที่เข้าถึงง่าย อบอุ่นน่าฟัง นักฟังระดับออดิโอไฟล์จะต้องประทับใจครับ เวลาส่วนใหญ่ในกิจวัตรประจำวันของผม เมื่อต้องการเพลิดเพลินไปกับเพลงที่เป็นแบ็คกราวนด์มิวสิค ผมก็จะเลือกโหมดเข้าถึงวิทยุอินเตอร์เน็ต ซึ่งเสมือนโลกทั้งใบที่เต็มไปด้วยดนตรีอันไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือความสุขที่เปิดกว้างไร้ขีดจำกัด หลายสถานีทำให้เข้าถึงเพลงที่มีคุณค่าแตกต่างจากหลายแหล่งทั่วโลก พอจะใช้ภาค CD แรกสุด ผมก็ยังงงๆ นะครับว่าแล้วช่องใส่แผ่นซีดีอยู่ตรงไหนหนอ? เพราะดีไซน์มาเรียบสะอาดตา แทบไม่มีจุดที่สะดุดตรงไหนเลย ที่สุดก็มาเห็นว่าด้านซ้ายของเครื่องจะมีถาดแผ่นซีดีแนบอยู่กับช่องด้านข้างนี่เอง ออกแบบยอดเยี่ยมครับ ภาค CD - CD Rip เปิดโอกาสให้เราสามารถหรือเล่น PLAY - PAUSE - FF - REW ตามปกติเหมือนเครื่องเล่นซีดีโดยทั่วไปโดยสั่งการได้จากแอพในระบบโทรศัพท์มือถือ และคอนโทรลจากจอทัชสกรีน ทุกอย่างคล่องตัวมาก แผ่นที่นำมาเปิดกับเครื่องสามารถอ่านรวดเร็วคล่องตัว อาจจะมีสะดุดได้บ้าง ถ้าเป็นแผ่นเก่าที่มีรอยลึกเสียหายไปถึงหลุม Pitch ข้อมูล ซึ่งโอกาสตรงนี้ก็จะเหมือนซีดีเพลย์เยอร์โดยทั่วไปนั่นเอง แต่เท่าที่ได้ทดสอบใช้งานนับว่าไร้กังวลใดๆ ครับ เพียงแต่ถาดใส่แผ่นค่อนข้างบาง ควรใช้มือประคองด้านใต้ ตอนที่กดแผ่นลงดุมกลาง คุณภาพเสียงและรายละเอียดเสียงโดยเฉลี่ย ผมว่าทำได้ดีมาก แม้ไฟล์ซีดีจะเพียงแค่ 44.1 KHz แต่ก็ได้รายละเอียดเสียงและความสดใสเปิดโปร่งดีทีเดียว แต่หากเทียบเคียงเพลงจากสตรีมมิ่งอย่าง TIDAL ผมว่าฟังจากสตรีมมิ่งจะได้เวทีเสียงและความโอ่อ่าได้ดีกว่าเล่นแผ่นซีดีโดยเฉลี่ย ส่วนระบบการ Rip เพลงนั้น ก็ถือว่าเป็นความง่ายดายนะครับ หลังจากคุณใส่แผ่นซีดีลงไปในช่องใส่แผ่นแล้ว ก็ไปที่ฟังก์ชันบนหน้าปัดที่ระบุ CD Ripper เมื่อเห็นไฟล์เพลงแล้วก็กด Rip ได้เลย ต่อแผ่นนั้นเฉลี่ย 4-5 นาที ก็ริปเพลงเรียบร้อยครับ หลังจากนั้นแล้วให้เข้าไปที่เครื่องหมาย HOME กดที่ FILES จะพบหัวข้อ Storage เลื่อนหา Music จะเจอกล่อง CD ROM ทำการกดสัมผัสอีกครั้ง จะพบแทร็กเพลงที่เราริปไว้ จากนั้นก็สามารถเพลย์ได้อย่างง่ายเลยครับ EverSolo ออกแบบไว้ให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย และไม่ยากเลยสำหรับคนที่เริ่มต้นเล่นสตรีมมิ่งแอมปลิไฟร์เครื่องนี้ แต่สิ่งที่ผมค่อนข้างจะแปลกใจมากไปกว่านั้น ก็คือเพลงที่เรา Rip ลงไปในฮาร์ดดิสก์ภายในเครื่อง เมื่อฟังเปรียบเทียบเข้ากับแผ่นซีดีต้นฉบับ ผมว่ายากจะแยกออกนะครับว่าเสียงต่างกันอย่างไร? จึงถือว่าระบบการบันทึกเก็บเพลงในรูปของไฟล์นั้นมีคุณภาพที่สูงมาก อย่างน่าพึงพอใจ ภาคปรีโฟโน นี่คือหนึ่งในทีเด็ดของ EverSolo Play CD Edition เพราะมีภาคขยายหัวเข็มแผ่นเสียง มาทั้งแบบ MM/MC ครบถ้วนไปเลย เท่าที่ได้ทดสอบก็จะพบว่า รายละเอียดเสียงและความอิ่มละมุนของอนาล็อกแผ่นเสียงทำได้อย่างน่าประทับใจ มีความเรียบสะอาดและปลอดจากสัญญาณรบกวนได้เป็นอย่างดี ต้องยอมรับนะครับว่าคุณภาพที่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับราคาเครื่องที่เราต้องจ่ายออกไปนั้น มันเกินกว่าคำว่าคุ้มค่า เพราะว่า EverSolo Play CD Edition ไม่ได้กั๊กอะไรเอาไว้เลย ต้องไม่ถือว่าในส่วนของ Phono เป็น “ของแถม” ด้วยซ้ำ เพราะให้คุณภาพที่เทียบเคียงภาคปรีโฟโนในระดับราคา 20,000 - 30,000 บาทได้อย่างแน่นอน ผมไม่รู้ว่าผู้ผลิต เค้าให้คุณสมบัติต่างๆ มาอย่างดีเยี่ยมในเครื่องระดับ All-in-one แบบนี้ได้อย่างไร เรียกว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของเครื่องเล่นประเภทนี้ขึ้นมา และเป็นผลที่ทำให้ผู้ผลิตอื่นๆ อาจจะต้องนำไปขบคิด และพัฒนาเครื่องสตรีมเมอร์แอมป์ในอนาคตกันต่อไป คุณสมบัติโดยรวมด้านเสียงของภาคปรีโฟโน EverSolo Play CD Edition นับว่าเป็นอีกฟังก์ชันหนึ่ง ซึ่งทำให้เราเกิดความประทับใจ เครื่องเล่นตัวย่อมๆ แบบนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ความสะอาดของเสียง ให้ความเที่ยงตรงของต้นฉบับ ด้วยการคงความดีงามของแผ่นเสียงแต่ละอัลบั้ม หรือแผ่นเสียงแต่ละยุค ช่วยรักษาเอกลักษณ์เอาไว้ โดยที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ซึ่งก็ทำได้ดีจนแทบไม่อยากเชื่อภาคปรีโฟโนที่ดีจะมาอยู่ในเครื่อง Streaming Amplifier แบบนี้ครับ มีข้อแนะนำประการหนึ่งที่อยากจะเรียนกับผู้ที่เป็นเจ้าของเครื่องว่า ให้ฟังในลักษณะ “แฟลตเรสพอนด์” ไปก่อนนะครับ คือผมหมายถึงว่าอย่าพึ่งไปปรับแต่งอีควอไลเซอร์ทั้งสองรูปแบบ ให้ปล่อยไว้ที่ Flat ควรฟังคาแรกเตอร์ของเสียงจากเครื่อง EverSolo Play CD Edition จนคุ้นเคยไปสักหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นถึงค่อยมาปรับแต่ง ถ้าคิดว่าเรายังขาดหรือเกินอะไรในเรื่องของย่านความถี่ เพราะการปรับเสียงจะมีผลกระทบต่อเสียงแหลม กลาง ทุ้ม ท่านจึงควรสร้างความคุ้นเคยกับลักษณะเสียงที่จูนอัพมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้วก่อน จากนั้นการปรับต่างๆ ในภายหลังก็จะเข้าใจและปรับได้ง่าย ผมอาจจะไม่ได้มีเวลาทดสอบมากพอเพียง ที่จะนำไปใช้กับอุปกรณ์ไร้สายอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงกันในลักษณะการทำงานที่กว้างขวางในแบบมัลติรูม เพราะเครื่องมีฟีเจอร์ Customization เช่น Room Correction, EQ และ Multi‑room sync ซึ่งตรงนี้เป็นรูปแบบการใช้งานที่ผู้ซื้อหรือผู้ที่เป็นเจ้าของสามารถนำไปปรับใช้เข้ากับอุปกรณ์ของท่านที่บ้านได้อย่างง่ายดายและกว้างขวางครับ บทสรุปการ Test Report ของผมที่มีต่อ EverSolo Play CD Edition ขอสรุปไว้ดังนี้ครับ ออกแบบมาเป็นอุปกรณ์ครบวงจร ทั้ง CD, Streaming, DAC และ Amplifier ในตัวเดียว รองรับเสียงระดับ Studio ด้วย PCM สูงสุด 768kHz/32-bit และ DSD512 การใช้งานลื่นไหล ราบรื่น คล่องตัวผ่านจอทัชสกรีน และแอพพลิเคชั่น พร้อมทั้งมี UI ที่ทันสมัย มีฟีเจอร์ EQ และ Room‑correction ช่วยปรับแต่งให้เข้ากับห้อง รองรับ Multi‑room และ Wake‑on‑LAN คุณภาพเสียงและคาแรกเตอร์โดยรวมนั้นก็คือความเรียบง่าย อบอุ่น สะอาดและละเมียดละไม เสียงแบบผู้ดีๆ ไม่ใช่เครื่องที่ทรงพลังดุดัน แต่กำลังขับคลาส D ระดับ 60 วัตต์ ก็พอเพียงต่อการใช้งาน ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้ภายในห้องที่มีขนาดย่อมๆ หรือมุมฟังเพลงโปรดภายในบ้าน โดยมีลำโพงประเภท Bookshelf ที่มีความไวปานกลางถึงสูง อาทิ AE100 mkll , ELAC Debut B-6.2 , Wharfedale Diamond 12.0 , PSB Alpha P5 เป็นต้น นี่คือเครื่องเสียงยุคใหม่แบบ All‑in‑one ที่ไม่ต้องต่ออุปกรณ์หลายตัว และเหมาะกับผู้มีแผ่น CD และต้องการระบบ Rip/CD playback ถ่ายโอนทันทีอย่างคล่องตัว EverSolo Play CD Edition เป็นจุดรวมหรือศูนย์กลางไฮไฟทุกระบบครบถ้วน ในขนาดกะทัดรัด หน้าจอดินเพลย์แสดงผลคลาสสิกสวยงาม ทั้งปกอัลบั้ม วียูมีเตอร์ ดิสเพลย์กราฟฟิกที่เลือกใช้งานได้อย่างจุใจอย่างไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นต้นแบบของเครื่องเสียง All‑in‑one ขนาดย่อมที่มีฟังก์ชันให้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพเกินพอ รวมทั้งภาคกำลังขับแบบคลาส D ที่ถือว่าพอเพียงสำหรับการใช้งาน และทุกสิ่งนั้นให้มาอย่างคุ้มค่าอย่างชนิดที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว หมายเหตุ: เปิดรับจอง Pre-order EverSolo Play CD Edition รอบที่ 3 ในราคาพิเศษ 26,900.- บาท มัดจำล่วงหน้าเพียง 5,000 บาทเท่านั้น สินค้าจะมาราวต้นเดือนสิงหาคม สนใจสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ DISCOVERY HIFI โทร. 085 517 8292
Accuphase E-3000 พลังเสียงไฮเอนด์ที่งดงามเกินจินตนาการ ยาวนานกว่า 40 ปี ที่ผมรู้จักคุ้นเคยกับแบรนด์ไฮเอนด์ จากประเทศญี่ปุ่น นับแต่แรกเริ่ม ที่คุณจิโร่ คาซูกะ นำทีมวิศวกรชั้นยอดมาแสวงหาหนทางใหม่ ในการผลิตเครื่องเสียงที่ไร้ขีดจำกัดใดๆ ในเรื่องคุณภาพเครื่องและคุณภาพเสียง ในปีก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 1972 แรกสุดใช้ชื่อแบรนด์ KENSONIC หรือ Kensonic Laboratory, Inc.โดยได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็น Accuphase ในปี 1973 นี่คือชื่ออันมีความหมายตรงกับหลักปรัชญาของบริษัท นั่นก็คือ Accu ย่อจาก “accurate” (ความเที่ยงตรง) และ Phase ที่สื่อได้ถึงความแม่นยำของเฟสสัญญาณในระบบเสียง ทุกองคาพยพสร้างขึ้นด้วยเป้าหมายที่จะผลิตเครื่องเสียงในระดับอ้างอิง (Reference) ที่ให้คุณภาพเสียงสูงสุดโดยไม่ประนีประนอมในด้านวัสดุ เทคโนโลยี หรือการผลิตแต่อย่างใดทั้งสิ้น ยึดหลัก Crafted Precision เน้นความเที่ยงตรงบริสุทธิ์ในการถ่ายทอดเสียง หลักการที่ไม่เดินตามกระแสตลาดแมสโปรดักซ์ หรือระบบอะไรก็ตามที่หวือหวา เป็นแบบแฟชั่นที่มาเร็วไปเร็ว แต่เลือกใช้เทคโนโลยีที่ผ่านการพัฒนาและพิสูจน์แล้ว ทุกเครื่องจะผลิตด้วยมือล้วนในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่การประกอบจนถึงการทดสอบขั้นสุดท้าย ในอดีตผมเคยมีโอกาสได้ไปเยือนบ้านอดีตประธานบริษัทคือ คุณมาสุมิ เดฮาระ นั่งสนทนาเรื่องเครื่องเสียงและฟังชุดซิสเต็มของท่าน รวมถึงการต้อนรับที่อบอุ่นที่สำนักงาน Accuphase ที่โยโกฮาม่า ทั้งจากคุณจิม เอส.ไซโตะ และ คุณจิโร่ คาซูกะ หลายปีที่ไปเยือนงานแสดงสินค้าเครื่องเสียงที่ญี่ปุ่น คุณจิโร่ คาซูกะ ท่านจะมาทักทาย หรือถ้าไม่เจอกัน ก็มักจะโทรมาหาที่โรงแรม สอบถามสารทุกข์สุขดิบ หรืออวยพรให้เดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพ ความมีน้ำใจไมตรี ความเอื้อเฟื้อ มิตรภาพที่ดีงามเหล่านี้ แม้ คุณมาสุมิ เดฮาระ และผู้ก่อตั้งบริษัท คุณจิโร่ คาซูกะ ได้จากไปแล้ว ก็ยังมิอาจลืมได้เลย ทั้งสองท่านคือความทรงจำที่ดีงาม และเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของผมเสมอมา แอมปลิไฟร์ และผลิตภัณฑ์สินค้าของ Accuphase ทุกรุ่น จะมีการออกแบบจากผลการวิจัยค้นคว้าอย่างละเอียด คัดเกรดอุปกรณ์ทุกชิ้น นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเบื้องปลาย ที่เครื่องทุกเครื่องได้ถูกประกอบสำเร็จจากโรงงานที่ญี่ปุ่นจะได้รับการทดสอบ QC โดยละเอียดยิบก่อนออกวางตลาด คำกล่าวที่ว่า เครื่องเสียง Accuphase งดงามสมบูรณ์แบบเพียบพร้อม ย่อมไม่เกินความเป็นจริง Accuphase E-3000 เป็นอินทิเกรตแอมป์ (Integrated Amplifier) รุ่นใหม่ระดับกลางค่อนไปทางสูงของแบรนด์ไฮเอนด์จากญี่ปุ่น Accuphase ซึ่งขึ้นชื่อในด้านคุณภาพเสียงที่ใสสะอาด สมจริง และงานประกอบสุดประณีต โดย E-3000 ถูกออกแบบมา ให้มาแทนรุ่น E-380 ด้วยเทคโนโลยีและพลังขับที่พัฒนาให้ใกล้เคียงกับรุ่นใหญ่ (E-5000) มากขึ้น อินทิเกรต E-3000 ถือกำเนิดขึ้นจากเส้นทางที่หล่อหลอมด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ในอุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ล้วนๆ ในทุกองค์ประกอบของเครื่องขยายเสียงนี้ เป็นวงจรควบคุมระดับเสียงที่สำคัญยิ่งยวดตามแนวทางปรัชญาของ Accuphase ด้วยวงจรเครื่องขยายเสียงสเตอริโอแบบอินทิเกรต ที่มีจุดเด่นในเรื่องของคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย E-3000 ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์ทางดนตรีที่เหนือกว่า ด้วยกำลังขับ 100 วัตต์ต่อข้างที่ 8 โอห์ม และ 150 วัตต์ต่อข้างที่ 4 โอห์ม นอกจากนี้ยังมีวงจรพิเศษเฉพาะตัว AAVA (Accuphase Analog Vari-gain Amplifier) สำหรับการควบคุมระดับเสียง และวงจร ANCC (Accuphase Noise and distortion Canceling Circuit) เพื่อลดสัญญาณรบกวนและสัญญาณเพี้ยน เพื่อให้เข้าถึงความบริสุทธิ์เต็มร้อย ใช้อุปกรณ์ MOS-FET สำหรับภาคขยายเพื่อป้องกันความเสียหายจากความร้อนหรือไฟฟ้าลัดวงจร ใช้ระบบการจัดวางแบบ Instrumentation amplifier และมีวงจรป้อนกลับแบบชาญฉลาด Current feedback เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีในย่านความถี่สูง จุดเด่นที่น่าสนใจทางเทคนิค บางส่วนคือ • Three-fold parallel push-pull configuration Class AB คือวงจรขยายกำลังแบบ Push-Pull ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ขับกำลัง 3 คู่ ต่อขนานกัน และทำงานในลักษณะ Class AB เพื่อให้ได้ทั้งกำลังสูง แต่ความร้อนต่ำ และคุณภาพเสียงดีเยี่ยม เป็นเทคนิคที่พอจะอธิบายขยายความได้ว่า วิธีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสามารถในการจ่ายกระแส และลดความร้อนที่ตกค้างบนทรานซิสเตอร์แต่ละตัวได้ดี ทำให้การขยายกำลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น • รูปแบบการขยาย แบบ Push-Pull Configuration Class AB Operation คือการทำงานที่ผสมผสานระหว่าง Class A และ Class B มีการ Bias ทรานซิสเตอร์ให้เริ่มนำกระแสเล็กน้อยแม้ไม่มีสัญญาณ (เหมือน Class A) แต่ไม่ส่งผ่านกระแสตลอดเวลา (เหมือน Class B) เหตุนี้จึงมีประสิทธิภาพพลังงานดีกว่า Class A และลดความบิดเบือน Crossover ที่เกิดใน Class B ได้อย่างหมดจด • ระบบ AAVA (Accuphase Analog Vari‑gain Amplifier) ในรุ่น E-3000 คือวงจรปรับระดับเสียงแบบอนาล็อก ที่ไร้ตัวต้านทานปรับค่า (Potentiometer) ซึ่งแทนที่จะใช้การลดทอนสัญญาณด้วยตัวต้านทาน แต่ AAVA ใช้หลักการแยกสัญญาณอินพุตออกเป็นสตรีมกระแส 16 ระดับ (1/2, 1/2², …, 1/2¹⁶) แล้วรวมตามค่าตำแหน่งที่ตั้งของปุ่มในโวลุ่มปรับเสียง เพื่อทำให้ลดสัญญาณรบกวนและความเพี้ยน (Distortion) ได้อย่างมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน • เทคนิคในเวอร์ชันใหม่ของ E-3000 ยังใช้หลักการป้อนกลับแบบลบในรูปแบบ ANCC (Accuphase Noise and distortion Cancelling Circuit) ผสานเข้ากับ AAVA โดย ANCC จะใช้แอมพลิฟายเออร์ตัวรอง (Secondary amplifier) ทำการตรวจจับเสียงรบกวนหรือความเพี้ยนในวงจรหลัก จากนั้นส่งสัญญาณที่เป็นโพลาริตี ตรงข้ามเพื่อ “cancel” สัญญาณรบกวนเหล่านั้น ทำให้คุณภาพเสียงใสขึ้นโดยเฉพาะที่ระดับเสียงต่ำถึงกลาง • ใช้ภาคจ่ายไฟที่มีหม้อแปลงขนาดใหญ่และตัวเก็บประจุแรงดันสูง เพื่อให้ได้พลังงานที่เพียงพอ มีช่องสำหรับติดตั้งออปชั่นบอร์ดเพิ่มเติม 2 สล็อต เพื่อเพิ่มภาคปรีโฟโน และ DAC โครงสร้างอลูมินั่มหน้าปัดสีทองพร้อมเข็มวียูงดงาม ทำงานวัดระดับอย่างแม่นยำ มีฐานรองที่ทำจากเหล็กหล่อเพื่อลดแรงสั่นสะเทือน ด้านหลังช่องต่อทั้ง XLR Balanced (สำหรับเครื่องเล่น CD) และ RCA Input เกรด A มีจุกยางปิดทุกช่องเพื่อป้องกันการรบกวน Crosstalk นี่คือผลงานที่ประณีตคลาสสิก ทุกมุมมอง ชนิดหมดจดไร้ที่ติ สำหรับ E-3000 ได้ออกแบบเผื่ออนาคตในกรณี ใช้เครื่องทำเป็นปรีแอมป์ หรือเพาเวอร์แอมป์ได้ ทางช่อง Pre-Out Main-In ผลการทดสอบ ผมได้หยิบยืม Accuphase DP-450 เครื่องเล่นซีดี มาใช้งานร่วม และเสริมออพชั่นบอร์ด AD-60 (ราคา 40,000 บาท) เพื่อใช้งานกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C-588 ในการทดสอบการเล่นแผ่นเสียงด้วย นอกจากนั้นแล้ว ก็จะใช้ลำโพงหลัก 3 คู่ในการทดสอบ เพื่อพิสูจน์คุณภาพเสียงของ Accuphase E-3000 ได้แก่ ลำโพงแผ่นแบน Diptyque DP107 , ลำโพง Harbeth Monitor 30.2 Anniversary และ Rogers LS3/5A Diamond Jubilee +AB 3a Active Sub ก่อนทำการฟังทดสอบจริง จะมีการเบิร์นเครื่องด้วยการเปิดแผ่นซีดี วน Repeat ข้ามวันข้ามคืน 72 ชั่วโมงติดต่อกัน นับว่าน่าประหลาดใจมากตลอดสามวันสามคืน ที่เครื่องมีอุณหภูมิเพียงอุ่นๆ เพียงเล็กน้อย ไม่ร้อนเหมือนแอมปลิไฟร์ โดยทั่วไป และข้อสำคัญคือการให้พลังเสียง ตั้งแต่เปิดชั่วโมงแรกจนถึงชั่วโมงท้ายสุด กำลังไม่ตกลงมาเลยแม้แต่น้อย นี่คือความพิเศษ ความสุดยอดของ Accuphase E-3000 ที่ไม่น่าจะหาได้จาก แอมป์อื่นๆ ครับ ในแง่การควบคุมการทำงานของลำโพง ถือว่ามาสุดทาง กระชับ อิ่มเอมให้รายละเอียดปลายเสียงได้เต็มที่ การที่เสียงของภาพขยายมีความหมดจดถึงขนาดนี้ ผมว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณภาพของวงจรและภาคจ่ายไฟที่ทำให้ค่า แดมปิ้งแฟคเตอร์สูงถึง 600 เลยทีเดียว!!! เสียงของ E-3000 คือการบ่งบอกถึงการพัฒนาใหม่ล่าสุดของภาคขยายเสียงที่มีคุณภาพอย่างสุดยอด แม้จะระบุกำลังขับไว้เพียง 100 วัตต์ต่อแชนเนล แต่ในการฟังทดสอบจริงจะรู้สึกได้ถึงพลังแฝงเร้นอย่างล้นเหลือ เพลงร้องจะให้เสียงร้องที่ถ่ายทอดต้นฉบับจากศิลปินมาอย่างสมจริง ทุกกระเบียด แม้เสียงลงลำคอลึกๆ เสียงจากไร่ฟัน ทุกสำเนียงเสมือนจริง ดังที่คุ้นเคย ในศิลปินคนโปรด ยิ่งเป็นภาคปรีโฟโน ที่เสริมจากบอร์ดออพชั่น AD -60 คือเสียงอนาล็อกที่อิ่มฉ่ำ รายละเอียดระยิบระยับ ที่สำคัญมากๆ คือเป็นภาคปรีโฟโนที่เสียงรบกวนเงียบกริบ ขนาดเอียงหูฟังหน้าลำโพงยังไม่ได้ยิน NOISE ครับ ยังไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเลยครับ สุดยอดจริงๆ แน่นอนบุคลิกเสียงยังคงให้รายละเอียดระยิบระยับ สะอาดหมดจดในแบบ Accuphase E-3000และความอ่อนหวานที่ปลายเสียงอย่างที่ไม่มีแอมป์ในเร้นจ์ราคาเดียวกันเทียบเคียงได้ รวมถึงพลังที่แรงมากพอเพียงสำหรับเพลงคลาสสิก หรือวงออเคสตราขนาดยักษ์ ทำให้เห็นถึงความสามารถของภาคขยายที่เทคโนโลยีออกแบบแอมป์ไฮเอนด์ก้าวหน้ามาไกลมาก Accuphase E-3000 มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งอยู่อีกประการหนึ่ง ซึ่งจะลืมเลยไปเสียไม่ได้นั่นก็คือความสะอาด Clean ในย่านความถี่เสียง ให้ความเปิดกว้างเวทีเสียง ฮาร์โมนิคสวยงาม และให้น้ำเสียงดนตรีจริงอย่างครบถี่ถ้วน อีกทั้งเสียงเบสที่แจ่มชัดลอยตัว มีทรวดทรงที่สวยงาม เมื่อฟังจาก ซีดี ถือเป็นภาคไลน์อินพุตที่เที่ยงตรงเหนือมาตรฐานจริงๆ ความเที่ยงตรงของเสียงจึงยังคงเป็นหัวใจอันสำคัญของ Accuphase เสมอมา เทียบเคียงอินทิเกรตรุ่นเก่าๆ E-3000 จะโดดเด่นขึ้นมาอีกตรงเวทีเสียงกว้าง และมีมิติเป็นไดเมนชั่นที่สมจริงยิ่งขึ้น ให้เสียงเบสแน่น ชัดเจน กระชับ และควบคุมพละกำลังอย่างครบถ้วนแม่นยำ Accuphase E-3000 จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องขยายเสียงคุณภาพสูงที่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงเพลงได้เสมือนมีดนตรีจริงอยู่เบื้องหน้า หากคุณตัดสินใจที่จะหาแอมป์ขยายที่ดีที่สุดในระดับราคานี้ ต้องการแอมป์ที่มีเสียงสมดุล สะอาด ละเมียดละไม ฟังเพลงได้ทุกแนวทุกสไตล์ รองรับได้กับลำโพงหลากหลายประเภท และเปิดให้มีการขยายระบบในอนาคต (เช่นเพิ่ม DAC หรือ Phono) Accuphase E-3000 เป็นตัวเลือกที่คิดว่า ออดิโอไฟล์ที่มีระดับย่อมไม่พลาดครับ สุดท้ายนี้ ผมอยากให้คำจำกัดความว่า Accuphase E-3000 คือผลงานศิลปะ หรือประติมากรรมทางเทคโนโลยีขยายเสียง ที่งดงามทั้งคุณภาพเสียงและคุณภาพเครื่อง ให้ความสวยงามตั้งแต่โครงสร้างภายนอกจรดวงจร ที่ประณีตภายใน สวยงามทุกมุมมอง พร้อมทั้งแฝงเร้นไปด้วยพลังเสียง และรายละเอียดครบถ้วน โดดเด่นยิ่งในความสะอาดของเสียงอย่างเหลือเชื่อ และเป็นอินทิเกรตไฮเอนด์ที่คุณภาพเสียงงดงามเกินจินตนาการโดยแท้จริง Accuphase E-3000 ราคาต่อเครื่อง 210,000.- บาท (เปิดพรีออเดอร์ในต้นเดือนสิงหาคม) พร้อมของขวัญพิเศษจาก Accuphase เฉพาะผู้สั่งจองครับ นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย บริษัท ไฮเอ็นด์ ออดิโอ (1979) จำกัด (Hi-End Audio (1979) Co., Ltd) โทร. 062-551-2410
BLUESOUND NODE ICON & NODE & NODE NANO สุดยอดสตรีมเมอร์ ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ สตรีมเมอร์ล้ำยุคระบบปฏิบัติการ BlueOS รุ่นล่าสุด จากผู้ผลิตชั้นนำ BLUESOUND ยกขบวนมาพร้อมกันสามรุ่นให้ผมได้ทดลองเล่นกันอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว ในบรรดาสตรีมเมอร์ชั้นแนวหน้าที่พัฒนามาอย่างยั่งยืนยาวนานต้องยกให้ผลิตภัณฑ์ BLUESOUND คือเบอร์ต้นๆ ของวงการ ทั้งในแง่คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมและราคาสมเหตุผล BLUESOUND NODE ICON & NODE & NODE NANO ทั้งสามรุ่นนี้ มีขนาดกะทัดรัด เรียกว่า “เล็กดีรสโต” ทั้งเล็ก บาง และจิ๋ว แต่มีคุณสมบัติแบบเกินตัวไปมาก หลายท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วทั้งสามรุ่นนีั แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งผมจะขอสรุปสั้นๆ ดังนี้ครับ • BLUESOUND NODE NANO WIRELESS MUSIC STREAMER “จิ๋วแต่แจ๋ว” เป็นมิวสิคสตรีมเมอร์รุ่นเริ่มต้น และเพิ่งเปิดตัวช่วงปี 2024 นี้เอง ภายในรูปทรงขนาดจิ๋ว ใช้ชิป ESS SABRE เบอร์ ES9039Q2M DAC ที่รองรับการเล่น ไฟล์ WAV, FLAC, AIFF, MQA และสามารถรองรับ DSD256 (ผ่านอัปเดตซอฟต์แวร์ในอนาคต) ความละเอียดสูงสุด PCM 24‑bit / 192 kHz, SNR ประมาณ 116–118 dB และ THD+N เพียง 0.0007% ข้อมูลด้านเทคนิค ใช้ซีพียู Quad‑core ARM Cortex‑A53 ความเร็ว 1.8GHz ทำงานบนระบบ BluOS พอร์ทเชื่อมต่อ Analog RCA, Coaxial, Optical Toslink, USB-A (ส่งสัญญาณดิจิตอลไป DAC ภายนอก) ระบบเครือข่าย Wi‑Fi 5 (dual‑band) + Ethernet Gigabit Bluetooth เวอร์ชั่น 5.2 มีพอร์ตเพิ่มเติม USB‑C (สำหรับจ่ายไฟ), IR input, 12 V trigger BLUESOUND NODE NANO ใช้ระบบปฏิบัติการ BluOS รองรับการควบคุม Multi‑room, มีระบบ Preset และปุ่มท้ายเครื่อง ให้การสตรีมผ่าน AirPlay 2, Spotify Connect, Tidal Connect, Roon Ready (รองรับ Deezer, Qobuz, Amazon Music ฯลฯ) สามารถเชื่อมต่อระบบโฮมออโตเมชั่นได้ เช่น Control4, Crestron, RTI, ELAN, URC, Lutron แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่ก็มีจุดเด่นด้านคุณภาพเสียงที่ดี ระบบเชื่อมต่อเท่าที่จำเป็นครบทั้งดิจิตอล อนาล็อก, ระบบเน็ตเวิร์ค, Bluetooth รองรับ Multi‑room และระบบอัตโนมัติจาก BluOS พกพาสะดวก ติดตั้งง่าย มีแผงปุ่มสัมผัสด้านหน้า (ปรีเซ็ต, เล่น/หยุด, ปรับระดับเสียง), มีไฟ LED และสามารถแขวนผนังได้ แต่จะไม่มีจอดิสเพลย์ ไม่มีช่อง Balanced ช่องหูฟัง และ HDMI รวมทั้งไม่รองรับ Dirac Live ยังไม่มี Chromecast ในตอนนี้ แต่นี่คือเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ขนาดเล็กกะทัดรัด มีขนาดเครื่องเพียง 5.6 × 1.4 × 5.6 นิ้ว มีน้ำหนักต่ำกว่า 0.57 กก. ที่ประหยัดพื้นที่แต่ให้คุณภาพเสียงระดับไฮ‑ไฟ พร้อมการเชื่อมต่อครบทั้งบลูทูธ และไวไฟเน็ตเวิร์ค ขนาดเล็กน่ารักแทบไม่น่าเชื่อเลยเมื่อคุณได้สัมผัสประสิทธิภาพจาก BLUESOUND NODE NANO ราคา 11,900.- บาท • BLUESOUND NODE (2024) PERFORMANCE MUSIC STREAMER นี่คือรูปทรงแบนบางเดิมๆ ที่ติดตาตรึงใจแฟนๆ ของ BLUESOUND มาเนิ่นนาน มีการพัฒนาในลำดับล่าสุดที่ก้าวหน้าขึ้นมาอีกระดับ ใช้ชิป DAC คุณภาพสูง ESS ES9039Q2M SABREDAC รองรับเสียง PCM สูงสุด 24‑bit/192 kHz และ DSD256 มีคุณสมบัติครบถ้วนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น NANO ที่ถือว่าโดดเด่นมากก็คือภาคขยายกำลังขับหูฟัง THX AAA ให้พลังขับได้ถึง 160 mW ที่ความต้านทาน 16 โอห์ม หรือ 230 mW @ 32 โอห์ม ตอบรับกับหูฟังชนิดต่างๆ ได้อย่างดีที่สุด ระบบประมวลผลใช้ CPU Quad‑core ARM Cortex A53 1.8GHz รองรับการประมวลผลเสียงความละเอียดระดับสูง มีการเชื่อมต่อครบครันครบถ้วน ช่องต่อขาเข้า/ขาออกแบบดิจิตอล และอนาล็อก ทั้ง HDMI eARC, Optical In, USB-A, RCA, Coaxial, Subwoofer Out, 12 V trigger ให้การรองรับ Wi‑Fi 5 (dual‑band), Ethernet Gigabit, Bluetooth 5.2 aptX Adaptive รวมถึงAirPlay 2, Spotify Connect, Tidal Connect, Roon Ready (Bluetooth aptX Adaptive อัพเพิ่มในอนาคต) มีช่องเสียบหูฟัง 6.3 mm และ Subwoofer out ทั้งทางสาย RCA และไร้สาย (เมื่อ Pair กับ Pulse Sub+) มีปุ่มสัมผัสบนตัวเครื่อง 5 ปุ่ม, แถบเซ็นเซอร์ Proximity และสามารถตั้งค่าล่วงหน้าสำหรับแหล่งเพลงโปรด ใช้ระบบ BluOS พร้อม Multi-room ที่สามารถรองรับการสตรีมพร้อมกันสูงสุด 64 ตัวทั้งบ้าน มีระบบ Room Correction (Dirac Live) รองรับ Roon และระบบควบคุมแบบอัตโนมัติ รวม Apple Siri, Amazon Alexa, Google Assistant (ผ่านอุปกรณ์เสริม), รองรับ Control4, Crestron, RTI เรียกว่าครบถ้วนจริงๆ สิ่งที่ไม่มีคือหน้าจอดิสเพลย์ แบบ NODE ICON รวมทั้งไม่มีสิ่งเหล่านี้คือ HDMI eARC ภาคอินพุต-เอาต์พุต แบบ Balanced XLR และ USB‑C Input ขนาดเครื่อง 8.7 × 1.8 × 5.7 นิ้ว ราคา 25,400.- บาท • BLUESOUND NODE ICON REFERENCE MUSIC STREAMER เป็นสตรีมเมอร์เพลงไร้สาย รุ่นเรือธง ที่ออกแบบมาแบบครบถ้วนที่สุด โครงสร้างอะลูมิเนียมหรูหรา และหน้าจอสี HD ความคมชัดสูงขนาด 5 นิ้ว แบบ Non-Touch ดูภาพปกอัลบั้มได้ขณะเพลย์แบ็คได้เต็มตาดีมากๆ และระบบสัมผัสจากตัวเครื่อง พร้อมปุ่ม Preset ด้านบน มี Proximity‑sensor ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเชื่อมต่อกับเครื่องขยาย ในระดับมิดเอ็นด์ถึงไฮเอนด์ทั่วไป จุดเด่นคือ ภาคแปลงรหัสดิจิตอลในตัว ใช้ Dual‑Mono DAC ถึงสองชุด ESS SABRE เบอร์ ES9039Q2M เพื่อแปลงสัญาณแยกอิสระแชนแนลซ้ายและขวา พร้อมเทคโนโลยี QRONO d2a จาก MQA Labs เพื่อถ่ายทอดคุณภาพเสียงที่มีไดนามิกกว้าง ความผิดเพี้ยนต่ำ ให้ความสมจริงในระดับ Hi-Res มีชิป ES9826 SABRE สำหรับการแปลง analog‑to‑digital ที่เต็มไปด้วยความสะอาดราบรื่นต่อเนื่องของสัญญาณ กรณีท่านที่เล่นแหล่งโปรแกรมจำพวก อนาล็อกไลน์เอาต์พุต เช่นเครื่องเล่นซีดีหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียง (พร้อมปรีขยาย Phono) สามารถนำมาต่อตรงเข้ากับไลน์อินพุตของ NODE ICON ระบบในตัวเครื่องจะทำการแปลงรหัสอนาอนาล็อกเป็นดิจิตอล ก่อนที่ทำการคอนเวิร์ส เป็นอนาล็อกอีกครั้ง เพื่อส่งออกอย่างแม่นยำ มีวงจรเสริมแอมป์ภาคขยายสำหรับหูฟัง THX AAA(feed‑forward) สองช่อง (แจ็ค 6.3 มม. ซ้าย–ขวา) ให้เสียงเงียบสงัดความเพี้ยนต่ำสุด สำหรับช่องต่อสัญญาณขาออก แบบ Balanced XLR, RCA, Coaxial, Optical, USB Audio และ Subwoofer มี HDMI eARC ที่จะส่งผ่านสัญญาณภาพและเสียงสำหรับผ่านทีวีแบบ Hi‑Res ด้วยสาย HDMI เพียงเส้นเดียวอย่างง่ายดาย ช่องรับอินพุตมีหลากหลาย RCA, Optical, USB‑C (สำหรับ PC/audio), Bluetooth 5.2 (aptX Adaptive สองทาง) แน่นอนว่าสำหรับแพลตฟอร์ม BluOS‑centric พร้อม Multi‑room ที่ใช้งานได้คล่องตัวต่อเนื่องราบรื่นมากๆ มันเป็นเอกลักษณ์ของบลูซาวด์ ให้การสตรีมผ่านแอพ BluOS (iOS, Android, Windows, macOS) รองรับ AirPlay 2, Spotify Connect, Tidal Connect, Roon Ready รวมถึงระบบควบคุมอัตโนมัติอย่าง Crestron, Control4 ฯลฯ สามารถสร้างระบบ Multi‑room กับลำโพงและอุปกรณ์ BluOS อื่นๆ ได้ง่าย ***รองรับ Dirac Live เพื่อแก้ไขสภาพ Acoustic ในห้อง ซึ่งสามารถอัปเกรดได้โดยตรงจาก Dirac ซึ่งแอปของ Dirac ช่วยวัดและปรับปรุงอะคูสติกของห้อง โดยปรับปรุงและขจัดคลื่นสแตนด์ดิ้งเวฟ เสียงสะท้อน และความผิดเพี้ยนต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงที่แม่นยำเหมือนต้นฉบับ มีโทนัลบาลานซ์ และรายละเอียดครบถ้วนสำหรับเพลงและภาพยนตร์ (ชุดคาลิเบรชันที่จะมาพร้อมไมโครโฟนความไวสูง ที่ใช้สำหรับการปรับแต่งนี้ คุณสามารถซื้อเพิ่มเติมจากทาง Bluesound) จุดเด่นคือ ให้เสียงคุณภาพสูง ค่าไดนามิกที่กว้างขวาง รองรับไฟล์ Hi‑res แบบเต็มทุกรูปแบบ เชื่อมต่อครบครัน ทั้งดิจิตอล & อนาล็อก มีหน้าจอดิสเพลย์ขนาดใหญ่ ปุ่มควบคุมพร้อมระบบ Preset และ Proximity sensor รองรับฟีเจอร์ขั้นสูงอย่าง Dirac Live, Roon Ready, Multi-room ขนาดเครื่อง 8.7 × 3.3 × 7.6 นิ้ว ราคา 49,500.- บาท อย่างไรก็ตาม BLUESOUND ในซีรีส์ NODE ทั้งสามรุ่นนี้ มือใหม่ควรทราบว่า เป็น Streamer + DAC เท่านั้น ไม่มีแอมป์ในตัว ต้องใช้อุปกรณ์ขยายเสียงเพิ่มเติม คือถ้าจะสรุปกันอย่างง่ายๆ สำหรับคนที่มองสตรีมเมอร์บลูซาวด์เอาไว้ ให้พิจารณาจากงบประมาณและความต้องการ เช่นมีงบจำกัด เน้นคุณภาพเสียงดี ไม่เน้นฟีเจอร์ เลือก NODE NANO มีงบประมาณปานกลาง ต้องการฟังก์ชั่นครบ อาทิ HDMI eARC, Dirac, แอมป์หูฟัง แนะนำรุ่น NODE ส่วนท่านที่ต้องการคุณภาพเสียงระดับสูงสุด การเชื่อมต่อครบแบบมืออาชีพ และยินดีจ่ายเพื่อบรรลุจุดสูงสุดก็คงต้อง NODE ICON ครับ Preview เนื่องจากผลิตภัณฑ์สตรีมเมอร์ BLUESOUND ทั้งสามโมเดล คือ NODE ICON / NODE / NODE NANO นั้น มีบททดสอบ รีวิวออกมาอย่างมากมายของรีวิวเวอร์ ในช่วงระยะเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึงทั้งสำนักต่างประเทศด้วย ต่างก็ให้ความชื่นชม รวมทั้งกวาดรางวัลจากสถาบันต่างๆ ในระดับโลก โดยเฉพาะ NODE ICON ที่ปรับรูปโฉมใหม่ทั้งหมด ได้รับทั้งรางวัล CES Innovation Award และ AV Forums Award-Best in Class บทรีวิว การแสดงความคิดเห็นจากสื่อต่างๆ ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความชื่นชม กล่าวถึงคุณภาพการใช้งานกันแทบจะทุกซอกทุกมุม ที่ทุกคนคงจะค้นหาอ่านได้ นั่นสิ... แล้วผมจะนำเสนอในแง่มุมไหนดี? ดังนั้นขอเน้นไปที่การทดสอบใช้งาน “ด้านคุณภาพเสียง” ในทรรศนะของผมที่ได้ใช้งานทั้งสามโมเดลนี้อยู่ถึงสองสัปดาห์เต็มนะครับ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผมรื่นรมย์ เพลิดเพลินในบทเพลงจาก Streaming หลักๆ ของสำนัก TIDAL Spotify และวิทยุอินเตอร์เน็ต เพราะในชีวิตประจำวัน ผมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ วิธีเชื่อมต่อก็ถือว่าง่ายดายมากๆ อีกทั้งคุณสมบัติอีกมากมาย ทั้งระบบมัลติรูมและอื่นๆ ท่านคงสามารถพิจารณาในสื่อต่างๆ ในโซเชียลได้เลยครับ การรีวิวจะขอเน้นไปที่รุ่นท็อป คือ NODE ICON ที่มีระบบการใช้งานสมบูรณ์แบบที่สุด รองลงไปคือ NODE และ NODE NANO ที่ให้คุณค่าเต็มประสิทธิภาพในวงเงินอันคุ้มค่า บอกตรงๆ ว่า ดีไซน์ทั้งสามรุ่นนี้ กะทัดรัด สวยงามมาก โดยเฉพาะ NODE ICON ที่มีจอดิสเพลย์ ส่วนทรงแบนของ NODE ซึ่งก็ดูคลาสสิกคุ้นเคย และความจิ๋ว NODE NANO ที่ทำให้ผมต้องทึ่งว่ามันเล็กจิ๋วขนาดนี้แต่ประสิทธิภาพสูงสุดขีดเลย ในการเชื่อมระบบทำได้ทั้ง Wi-Fi และเชื่อม Ethenet กับสาย LAN กรณีของ Wi-Fi นั้น สามารถเช็คระดับความแรงของสัญญาณเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงดีที่สุดได้ จากแอปพลิเคชัน ที่บ้านผมสปีดเน็ตนับว่าเหลือพอ 1000/700 Mbps แม้จะส่งแบบไร้สายทาง Wi-Fi สปีดก็จะลดลงมาแค่เล็กน้อย ดังนั้นในการฟังเพลงจาก Streamer ข้อแนะนำดีที่สุดคือการใช้สาย LAN จะได้ความชัดเจน และรายละเอียดของเสียงครบถ้วน ส่งข้อมูลอย่างราบรื่นต่อเนื่อง (ถ้าความแรงของWi-Fi น้อยเกินไป อาจจะได้คุณภาพต่ำลงครับ) แรกสุดให้โหลดแอพ BlueOS ใน App Store มาใช้งาน เพื่อความสะดวกนะครับ ของผมใช้ Iphone 15 Pro Max เป็นศูนย์กลางของการสั่งงาน ซึ่งเอื้อต่อการซิ้งค์ระบบกันของแอปผู้ให้บริการเพลงสตรีมมิ่งได้ในทันที ขอบอกว่า แอป BlueOS จัดเป็นแอปที่ดีที่สุดแอปหนึ่ง มีระบบปฏิบัติการที่ทำให้ใช้งานง่าย สะดวก เชื่อมต่อทันทีทันใด ไม่ค่อยเจอบั๊ก หรือไม่เคยเจออาการสะดุดเลยครับ ขนาดปิดเครื่อง ถอดสายไฟออกจาก NODE, NODE ICON หรือ NODE NANO พอต่อกลับอีกครั้ง ทุกอย่างจะวิ่งตรงเชื่อมประสานกับแอปในทันที ไม่วุ่นวายยุ่งยากอะไรทั้งสิ้น ปัจจุบันแอปพัฒนามาถึงเวอร์ชั่น 4.0 นับว่าเพียบพร้อม เสถียรมาก ส่งผลให้ BLUESOUND ทุกเครื่องทำงานได้ดีเยี่ยม แต่ส่วนตัว ผมชอบมากตรงดิสเพลย์ของรุ่น NODE ICON เป็นที่สุดเลยครับ ดูปกอัลบั้มได้เต็มตา สวยงามชัดเจน ดีไซน์ได้เจิดจรัสจริงๆ มีจุดตำแหน่งระบบสัมผัสให้คอนโทรลที่ตัวเครื่อง ได้เสมือนหนึ่งเป็นเครื่องเล่นแหล่งโปรแกรมทั่วไปที่เราคุ้นเคย ทั้งระบบพรีเซ็ต เลือกเล่นเพลง เดินหน้า ถอยหลัง ปรับค่าโวลุ่มให้เหมาะสม และมีที่เสียบหูฟังที่ด้านหน้า (ยกเว้น NODE NANO จะไม่มีช่องหูฟังครับ) ส่วน NODE และ NODE NANO เราต้องดูรายละเอียด ภาพปก และข้อมูลบนมือถือ หรือแพด แทนครับ สรุปแล้วการใช้งานทั่วไป ก็เหมือนผมใช้เครื่องเล่นซีดี หรือจูนเนอร์นี่แหละ คนเพิ่งเริ่มต้นเล่นเครื่องสตรีมเมอร์ ไม่ต้องกลัวความยุ่งยาก เพราะ BLUESOUND ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาด้านเทคนิคอะไร สามารถเซ็ตด้วยตัวเอง ก็สะดวกมากๆ รู้แค่พื้นฐานการใช้แอป สมัครเป็นสมาชิกบริการสตรีมมิ่งที่ท่านชอบ แค่นี้ก็สั่งงานและฟังเพลงเพราะๆ ได้แล้ว (หรือติดขัดตรงไหน ยกหูถามทาง Conice ได้เลย) เพลงในระดับรายละเอียดสูง ส่งผ่านแม่นยำฉับไว แบบว่าต้องตั้งสติดีๆ ว่า เพลงนับจำนวนล้านๆเพลงบนโลกใบนี้ จะโฟกัสไปที่ไหนดี ไม่ใช่แค่ฟังเพื่อความบันเทิง แต่อยากจะหาข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของเพลงก็สะดวกเหลือใจครับ สำหรับการเชื่อมระบบกับผู้ให้บริการ ง่ายดายมากครับ ผมเน้นที่ Tidal Spotify ส่วน Qobus ซึ่งต้องเรียนว่า ตามปกติการสมัครสมาชิก จะต้องมีวิธีที่เลี้ยวลดนิดนึง ดังนั้นก็ศึกษาได้จากกลุ่มนักเล่นไฟล์เพลงสตรีมเมอร์ในเฟซบุ๊กได้เลย ในยามว่าง บางอารมณ์ อยากฟังเพลงไปเรื่อยๆ ทั้งวัน แบบแบ็คกราวนด์มิวสิค ก็ไปที่อินเตอร์เน็ตเรดิโอครับ คือแบบว่าเลือกกันแทบไม่ไหวจริงๆ แต่ด้วยความเคยชิน ก็จะไปหยุดอยู่ที่ BBC 2 และ BBC World Service ครับ สถานีเพลงของ BBC 2 มีเพลงป็อปหลากหลายที่น่าฟัง อีกทั้งคุณภาพเสียงบอกได้เลยว่า เพลงส่วนใหญ่ให้รายละเอียดและคุณภาพเสียงเหนือแผ่นซีดีไปแล้วอย่างสิ้นเชิงด้วยซ้ำไป ต้องขออภัยด้วยว่าในบางฟังก์ชั่นผมไม่ได้มีเวลาทดสอบ อาทิการต่อช่อง Subwoofer การเชื่อมต่อ Roon การเพิ่มระบบเซ็ตค่าอคูสติค Dirac Live แค่จะเน้นการฟังเพลงจากระบบสตรีมมิ่งล้วนๆ เพราะนี่คือหมุดหมายหลักของนักเล่น ทีนี้มาสรุปกันตรงคุณภาพเสียง ที่ผมอยากจะบอกว่าชื่นชอบ BLUESOUND ทั้งสามเครื่องครับ เพราะคุณภาพเสียงที่ได้นั้นเกินราคาค่าตัวทุกรุ่นเลยก็ว่าได้นะครับ แต่ที่ทำให้ใจฟูมากๆ และคุณภาพเสียงที่เป็นคู่แข่งของสตรีมเมอร์ราคาแสนให้หนาวๆ ร้อนๆ ได้ คือ NODE ICON ครับ น้ำเสียงดีมาก ทั้งรายละเอียดที่แจกแจงดนตรี ให้มีมิติเสียงสุดยอดจริงๆ อาจจะเพราะการดับเบิ้ลชิป ES9039Q2M เข้าไปถึงสองตัว ทำงานถอดรหัสแยกซ้ายขวา ทั้งๆ ที่ชิปเดี่ยวๆ ตัวเดียว ก็ถอดรหัสในระบบสเตอริโอได้อย่างครบถ้วนอยู่แล้ว นี่ก็เหมือนเราเล่นแอมป์ โมโนบล็อก 2 ตัว แยกอิสระไปเลย คุณภาพเสียงยิ่งถูกยกระดับขึ้นมาอย่างมากมาย ทิ้งห่างรุ่น NODE และ NODE NANO ชนิดฟังออกได้ทันที โดยเฉพาะความสามารถสนองตอบ MQA ที่สัมผัสได้จาก Tidal แต่ก็นั่นแหละ เสียงของ NODE และ NODE NANO ก็ไม่ธรรมดานัก เรียกว่าทุกรายละเอียดเสียง คุ้มราคาค่าตัวของเขาจริงๆ ครับ ตระกูลสตรีมเมอร์ NODE ชุดนี้ บุคลิกที่ละเอียดใสโปร่ง อ่อนหวานละเมียดละไม ความเปิดกังวานฮาร์โมนิคสวยๆ ครบถ้วน ผมฟังจากนักร้องคนโปรด อย่าง Amanda Mc Broom - Janis Ian - Linda Ronstadt - Jennifer Warns ทั้งหมดนี้ ได้ความสะอาดของพื้นเสียงเหนือกว่าสตรีมเมอร์ธรรมดาๆ อย่างมาก โดยเฉพาะ NODE ICON ความสงัดของช่วงเสียงแผ่วเบา ช่างสุดขั้วจริงๆ ไม่เชื่อต้องลองฟัง อัลบั้ม Alice Sara Ott : John Field complete Nocturnes มันเป็นอะไรที่เข้าถึงแก่นใจกลางที่พริ้วไสวของมือเปียโนระดับโลกโดยแท้ และช่วงทดสอบไดนามิคเร็นจ์ ส่วนใหญ่จะใช้เพลงของค่ายเทลาร์ค อาทิ Round Up ถือได้ว่า สนองตอบคุณภาพเพลง คุณภาพการบันทึกได้เต็มเร้นจ์เสียงจริงๆ จุดเด่นของคุณภาพเสียง ของ BLUESOUND ทั้งสามโมเดล ที่สลับใช้งานกันนี้ ทั้ง NODE ICON, NODE, NODE NANO ผมประทับใจเรื่องความแฟลตสะอาดของเสียง และค่าไดนามิกของเสียงดีเยี่ยมกับเพลงทุกประเภท ยิ่งการฟังด้วยเพลงซึ่งบรรเลงโดย วงออร์เคสตราขนาดใหญ่ จะต้องอุทานอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว แม้แต่ตัวจิ๋วอย่าง NODE NANO นั่นละครับ สรุปสุดท้ายนี้คือ เครื่องสตรีมเมอร์ที่โดดเด่นที่สุดแห่งยุค สามารถนำไปใช้กับแอมปลิไฟล์ทั่วไปของนักเล่นเครื่องเสียงได้อย่างลงตัวยอดเยี่ยม รุ่นเล็กอย่าง NODE NANO เพียงแค่นำไปต่อกับลำโพงแอคทีฟ คุณก็อาจจะรู้สึกฟินเพลิดเพลินไปในโลกของเสียงเพลงอย่างไม่รู้ลืม หรือรุ่นกลาง NODE ที่เพิ่มคุณค่าทั้งช่องต่อ และรายละเอียดฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ เพิ่มขึ้นมา เหมาะกับการใช้กับเครื่องเสียงในระดับมิดเอ็นด์ได้อย่างลงตัว และรุ่นท็อป NODE ICON เหมือนจะเป็นบทสรุปว่า เป็นการก้าวกระโดดของ BLUESOUND ที่ขึ้นมาถึงบันไดไฮเอ็นด์ของสตรีมเมอร์อย่างไม่เกรงกลัวใคร ข้อแนะนำเพิ่มเติมก็คือ ถ้าแอมปลิไฟร์ของคุณเป็นระบบช่องต่อ XLR บาลานซ์แท้ โปรดเชื่อมต่อ NODE ICON ทางช่องนี้ครับ คุณจะสัมผัสคุณภาพเสียงดนตรีช่วงแผ่วเบามากๆ ได้ลึกล้ำน่าตกใจเลยทีเดียวขอบอก BLUESOUND ได้นำเสนอทางเลือกสามระดับราคา จาก NODE ICON / NODE / NODE NANOทั้งสามพี่น้อง ก็คือกองทัพ Streamer ที่คุ้มค่ายิ่งกว่าใครในทุกระดับเร้นจ์ราคาครับ รับรองว่าปีนี้ คู่แข่งสะท้านสะเทือนเป็นแน่ครับ!!! สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: conice@conice.co.th Reference: - Hattor Audio Ultimate Passive Preamplifier (Balanced) - Hattor Audio Ultimate Mono Power Amplifier (Balanced) - NAD C3050 Integrated Amplifier - Rogers LS3/5A Diamond Jubilee - Harbeth Monitor 30.2 Anniversary
J.Sikora INITIAL LINE & KV12 ความกระจ่าง เปิดโปร่ง ทรงพลัง ของอนาล็อกออดิโอ ผมเล่นเครื่องเสียงมาเกินห้าสิบปี บนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในโลกของออดิโอไฟล์ พบว่าจากยุคสู่ยุค ไม่ว่าจะเป็นอนาล็อกหรือดิจิตอล ล้วนมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวในการเอาชนะอุปสรรคขวางกั้น นั่นคือความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยนเป็นหลัก โดยเฉพาะฝั่งเครื่องเล่นแผ่นเสียงซึ่งมีความละเอียดอ่อนทั้งการเบี่ยงเบนเกี่ยวกับ Noise และ Vibration ที่จะมีต่อการแปลผลจากร่องแผ่นเสียง ไปสู่การชดเชยด้วยเคิร์ฟ RIAA และการขยายเสียงที่เที่ยงตรง และสมดุลในที่สุด แต่ละเทคโนโลยี เทคนิค ระบบและวิธีการที่ผู้ผลิตจะคืนค่าเสียงที่แม่นยำให้กลับมา อาจแตกต่างกันไป แต่จุดมุ่งหมายเดียวกัน นั้นคือ “ในขั้นตอนการเพลย์แบ็ค ต้องเก็บทุกรายละเอียดที่บันทึกเอาไว้ในแผ่น ให้คืนกลับมาอย่างครบถ้วน” เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ผ่านการพัฒนามาอย่างยาวนานหลายทศวรรษนั้น ในปัจจุบันเป็นรูปแบบซึ่งค่อนข้างจะลงตัว มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ ระดับพันบาท ไปจนถึงระดับหลายล้านบาท ส่วนเครื่องเล่นแผ่นเสียงหรือเทิร์นเทเบิลที่ผมเคยได้ฟัง มีราคาสูงสุดเกินห้าล้านบาท ถือว่าเร้นจ์ของราคาและคุณภาพเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั้นกว้างมากๆ J.Sikora เป็นผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียง และโทนอาร์มคุณภาพระดับไฮเอ็นด์จากโปแลนด์ ที่กำลังได้รับการยอมรับ มีความนิยมแพร่หลายในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว ด้วยความยอดเยี่ยมด้านวิศวกรรมในเชิงกลศาสตร์ ประดิษฐกรรมที่เต็มไปด้วยรายละเอียดทุกขั้นตอน โดยคุณ Janusz Sikora ซึ่งเป็นคนรักเครื่องเสียงเป็นชีวิตจิตใจ เป็นผู้ก่อตั้ง โดยอาชีหลักพื้นฐานของเขาก่อนหน้านั้นคือผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์โลหะของโปแลนด์ ต่อมาได้เริ่มต้นผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงและโทนอาร์ม มาตั้งแต่ปี 2007 ในปัจจุบัน Robert Sikora บุตรชายของเขาเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ เข้ามาดูแลรับผิดชอบหน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ การดีไซน์ งานด้านโลหะ การขึ้นรูปแบบทุกชิ้นส่วน ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง ก็ยังผลิตขึ้นเองในโรงงานประเทศโปแลนด์ทั้งสิ้น J.Sikora มีผลิตภัณฑ์เครื่องเล่นแผ่นเสียง ในไลน์ผลิตคือ - INITIAL LINE - INITIAL MAX LINE - INITIAL MAX WHITE - STANDARD LINE - STANDARD MAX LINE - STANDARD MAX WHITE - STANDARD MAX SUPREME - REFERENCE LINE ในทุกซีรีส์ สามารถเพิ่มเติมออพชั่น เข้าไปได้ตามความต้องการ หรือความเหมาะสมของผู้เล่น เพราะในแต่ละไลน์สินค้า สามารถเติมออพชั่นเพิ่มศักยภาพได้อย่างสุดทางเลยทีเดียว สำหรับเครื่อง J.Sikora ที่ผมได้นำมาทดสอบนั้น จะเป็นรุ่น INITIAL LINE ซึ่งมีการเพิ่มออพชั่น ที่จะเปลี่ยนภาคจ่ายไฟแบบ Adaptor เป็น Linear Power Supply และมี Glass Fiber Mat หนา 6mm. กับ Clamp ทับแผ่นขนาด 1.5kg มาให้ด้วย ในส่วนของลิเนียร์เพาเวอร์ซัพพลาย (พร้อมเพาเวอร์ซัพพลายแยกส่วน) เป็นระบบควบคุมรอบหมุน ที่มีปุ่มเลือกค่าสปีด 33 และ 45 RPM พร้อมจอแสดงผล Display และยังสามารถปรับสปีดความช้า - เร็ว (+, -) ถ้าต้องการ แต่ด้วยกระบวนการของระบบที่ออกแบบมาดีเยี่ยม ในขั้นตอนการทดสอบ ผมพบว่าตัวเครื่องจะควบคุมรอบหมุนแม่นยำที่สุดอยู่แล้ว จึงแทบไม่มีความจำเป็นต้องปรับค่าบวก ลบ ใดๆ ลักษณะโครงสร้างหลัก J.Sikora INITIAL LINE นี่คือการออกแบบที่เน้นคุณภาพอย่างไร้การประนีประนอม ด้วยการเลือกสรรค์วัสดุและองค์ประกอบต่างๆ นำขึ้นมาผลิตในโรงงาน รุ่น INITIAL LINE แม้จะไม่อลังการเท่ารุ่น STANDARD หรือ REFERENCE แต่ก็ไม่ถือว่า มันคือรุ่น “ประหยัด” เพราะองค์ประกอบต่างๆ นั้น เข้าขั้นไฮเอนด์ทั้งสิ้น ด้วยรูปแบบ Non-Suspended Mass-Loader คือระบบที่ไร้ซัสเพนชั่นแขวนลอย โดยตัวฐานใช้แผ่นอะลูมิเนียมขนาดหนาที่สามารถลดการสั่นสะเทือนได้เยี่ยมยอด พร้อมด้วยมอเตอร์คุณภาพสูงเพียงหนึ่งตัว ที่มีคุณสมบัติด้านความเงียบอย่างที่สุด มีแรงฉุดอันทรงพลังว่องไว ตั้งแต่เริ่มสตาร์ทจนถึงหยุดนิ่งอย่างเงียบกริบ โครงสร้างแท่นอลูมินั่มโลหะ หนาประมาณ 3 เซนติเมตร จะมีการคว้านเป็นช่อง ตามการออกแบบซึ่งคำนวณการลดแรงเหวี่ยง พร้อมโครงสร้างช่วงกลาง เป็นแท่นทรงกระบอกรับแพลตเตอร์หรือแมตต์ อย่างลงตัว ซึ่งแพลตเตอร์นี้ มีองค์ประกอบร่วมกันหลายวัสดุ โดยทาง J.Sikora ใช้วัสดุหลักที่ต่างออกไปจากแพลตเตอร์โลหะทั่วไป เรียกว่า Delrin เดลริน เป็นเทอร์โมพลาสติกทางวิศวกรรมที่มีแรงเสียดทานต่ำ แต่มีความแกร่งสูง ให้ความเสถียรของมิติที่ยอดเยี่ยม เหมาะกับการสร้างชิ้นส่วนที่มีความแม่นยำสูง คุณสมบัติของวัสดุมีความน่าประทับใจ เช่น มีช่วงอุณหภูมิการทำงานที่กว้าง -40 ถึง 120 องศาเซลเซียส เลยทีเดียว องค์ประกอบเหนือจากแพลตเตอร์แบบวัสดุเดลริน ก็จะเป็นชั้นของแผ่นกระจก ที่มีแผ่นอลูมิเนียมวางที่ใจกลาง ทั้งหมดนี้อยู่บนตลับลูกปืนเซรามิกแบบกลับด้าน โดยรวมตัวโครงของแพลตเตอร์ทั้งหมดจะทำจากอะลูมิเนียม, สแตนเลส และบรอนซ์ ที่ประกอบเข้าด้วยกัน ระบบขับหมุนของแพลตเตอร์ จะใช้สายพานวง 2 เส้น ที่มีลักษณะของเส้นเป็นสี่เหลี่ยมสำหรับกว้านด้วยมอเตอร์ ในขณะที่ส่วนรองรับแท่นด้านล่างสุดคือ ทิปโทเดือยแหลมพร้อมจานรอง 3 มุม จากองค์ประกอบรุ่นเริ่มต้นของ J.Sikora INITIAL LINE ผมว่ามันเหนือกว่ารุ่น Top ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยทั่วไปอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ โทนอาร์มที่นำมาใช้คู่กัน ทาง Audio House Thailand ได้ติดตั้งโทนอาร์ม KV12 มาให้ครับ โทนอาร์ม KV12 มีความน่าสนใจคือ เป็นผลงานการออกแบบและผลิตของ J.Sikora เอง เพราะ แต่เดิมมาทาง J.Sikora ก็มักจะแนะนำ หรือเรคคอมเมนด์ให้ใช้ อาร์มของ Kuzma คู่กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงของเขา KV12 เป็นโทนอาร์มดีไซน์ของ J.Sikora ที่มีลักษณะเป็น ท่อกลวง ทรงกระบอกเรียวยาว ผลิตจาก Kevlar มีความโดดเด่นตรงความแกร่งสูง และน้ำหนักเบาเพียง 13 กรัม ซึ่งจะมีผลต่อการก้องสะท้อนในตัวเอง (กำทอน) หรือเรโซแนนซ์ (Resonance) ที่ต่ำมากๆ KV12 ตอบโจทย์ความต้องการอาร์มที่เบาและแกร่ง เป็นโทนอาร์มประเภทใช้เทคนิคแบบ จุดหมุนเดียว (Uni-Pivot) ขนาดความยาว 12 นิ้ว มี Oil-Dampened ในตัว เฮดเชลล์ หรือตัวยึดหัวเข็มเล่นแผ่นเสียงช่วงปลายของโทนอาร์ม เป็นแผ่นโลหะแบน มีร่องยาว (Elongated Slots) ให้ความสะดวกต่อการเลื่อนหัวเข็มได้ขณะตั้งค่าแรงกด หรือมุมต่างๆ ที่จำเป็น มีการเดินสายภายในท่ออาร์มด้วยสายที่มีตัวนำวัสดุแบบเงินเคลือบทอง ผลิตมาพอดีจากปลายด้านหนึ่งไปสุดที่อีกด้านหนึ่งของอาร์ม KV12 ที่ RCA เอาต์พุต ซึ่งตรงนี้ เราสามารถสั่งพิเศษเป็นแบบ XLR ได้ หรือเพิ่มออพชั่น เปลี่ยนเป็นหัว Din เพื่อเชื่อมต่อสาย Phono Cable แบรนด์อื่นๆ โทนอาร์มประกอบด้วย Counterweights หรือตัวตุ้มถ่วงน้ำหนักแรงกดของหัวเข็ม ซึ่งจะมีสองชิ้น สำหรับปรับจูนน้ำหนักแรงกดปลายเข็ม ปรับ VTF และ Azimuth ให้ได้ความถูกต้องแม่นยำ รวมถึงปรับแรงต้านการหนีศูนย์กลาง หรือ Anti-Skating ด้วยเส้นใย (Thread) KV12 จัดเป็นเป็นโทนอาร์มแบบมวลต่ำ (Low Mass) ที่มีเทคนิคอันยอดเยี่ยม รวมทั้งรูปทรงและสีสันเหลืองอ่อนที่สะดุดตามาก และจะมีให้เลือกทั้งแบบ VTA และ Non VTA (ซึ่งตัวที่ผมได้นำมาทดสอบนี้จะเป็นรุ่น Non VTA) โดยรวมคือ ผมได้ทำการทดสอบเครื่องเล่นแผ่นเสียง J.Sikora INITIAL LINE & KV12 (Non VTA) ที่มีราคา 610,000.- บาท สำหรับการติดตั้งหัวเข็ม ทาง Audio House Thailand ได้ติดตั้งหัวเข็ม MC ของ HANA Umami Blue (ราคา 100,000.- บาท) ดังนั้นราคาเบ็ดเสร็จของชุดเทิร์นเทเบิล พร้อมหัวเข็ม J.Sikora INITIAL LINE & KV12 เท่ากับ 710,000.- บาท ท่านที่ติดตามรายการทางเพจ วิจิตร บุญชู คงได้ฟังเสียงของเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นนี้ไปแล้วในLIVE เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยฟังผ่าน ปรีโฟโน ของ MoonRiver Model 505 (ราคาระดับ190,000.- บาท) และชุดภาคขยายจากประเทศโปแลนด์ คือ Hattor Audio Ultimate Passive Pre - Amplifier + Hattor Audio Ultimate Mono Power Amplifier อย่างไรก็ตามขอขอบคุณ คุณมนตรี แห่ง Audio House Thailand ที่ได้มาช่วย Setup ตั้งค่าต่างๆ ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงชุดนี้ อย่างถูกต้องโดยละเอียด เพื่อให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผลการทดสอบ ผมอยากจะเรียนว่าผลลัพธ์จากการทดสอบใช้งานจริงในเทิร์นเทเบิล J.Sikora INITIAL LINE & KV12 นอกจากผมจะได้สัมผัสกับรูปทรงที่ประณีตละเอียดย่างน่าทึ่งในทุกมุมมองแล้ว เทิร์นเทเบิลในเวอร์ชั่นพิเศษชุดนี้ ยังมีเอกลักษณ์พิเศษคือ มาพร้อม Clamp ตัวทับแผ่นเสียงของเขาเอง ในระหว่างการทดลองใช้ กับไม่ใช้ Clamp ขอบอกว่ามีผลต่างด้านน้ำหนักเสียง และรายละเอียดเสียงอย่างมากเลยทีเดียว จึงไม่ควรปลดตัวทับแผ่นออกอย่างเด็ดขาด ผมชื่นชอบเป็นพิเศษตรงเริ่มเล่น ก็เร้าใจแล้วละครับ เพราะเมื่อ Start มอเตอร์ คือก่อนที่จะวางหัวเข็มลงบนร่องแผ่นเสียง กับการกดปุ่ม Stop หยุดการทำงาน มอเตอร์จะสนองตอบการทำงาน และหยุดการทำงานอย่างฉับไวนิ่งสนิท ในแบบที่เรียกว่า ใจสั่งมาเลยทีเดียว บอกตรงๆ นะ ไม่เคยเจอในเครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวอื่น ที่จะสตาร์ท - สต็อปแบบฉับพลันทันทีได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ถัดมาคือลักษณะพิเศษสุดของเครื่องเล่นแผ่นเสียง J.Sikora INITIAL LINE พร้อมโทนอาร์ม KV12 เราจะพบว่าการทำงานของระบบกลไกขับหมุน และโทนอาร์ม รวมถึงวิถีของปลายเข็มที่สามารถเกาะลงไปในร่องของแผ่นเสียงนั้น นับว่าเกาะติด แบนสนิท ลึกล้ำ ราบรื่น เก็บเอาทุกรายละเอียดมาให้เราได้ยินอย่างชนิดที่คุณจะไม่เคยได้ยินรายละเอียดระดับนี้ ที่ไหนมาก่อน แสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่สมบูรณ์แบบ ทำให้เราได้สัมผัสเสียงในแบบอนาล็อกอันราบรื่น อิ่มอุ่นละมุนละไม เข้าถึงย่านความถี่ช่วงปลายแหลมที่ระยิบระยับครบถ้วนจริงๆ เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงไม่กี่เครื่อง ที่จะสามารถชี้เฉพาะเจาะจงไปได้ว่าสตูดิโอบันทึกเสียงดนตรีมาให้คุณได้ฟังลึกล้ำ ครบถ้วน หรือโอ่อ่าโอฬาร มีไดนามิคเร้นจ์กว้างขวางขนาดไหน ความสามารถของซาวนด์อินจิเนียร์ จะถูกเปิดเผยให้ได้รับทราบ ว่าแต่ละสตูดิโอทำเพลงมาอย่างไร ดังที่กล่าวไว้เบื้องต้นก็คือ J.Sikora INITIAL LINE พร้อมโทนอาร์ม KV12 ให้ความเที่ยงตรงแม่นยำ การเกาะร่องแผ่นเสียงได้อย่างแนบสนิท และความสามารถนี้เองที่จะถ่ายทอดทุกรายละเอียดเสียงที่เราได้ยินอย่างเป็นธรรมชาติครบถ้วน โดยไม่มีอะไรที่ปิดบังหลงเหลืออีกต่อไป สิ่งที่น่าแปลกอีกประการหนึ่ง นั่นคือ แผ่นเสียงรุ่นเก่าๆ ที่ผมเก็บไว้ในกรุมานาน แต่เดิมมักจะเกิดสแตติค (Static electricity) รบกวน หรือการสแคร็ชจากร่องรอยขีดข่วนของแผ่นเสียงดังกล่าวออกมาค่อนข้างมาก แต่เมื่อนำมาเล่นกับ J.Sikora INITIAL LINE + KV12 กลับปรากฏว่าเสียงราบรื่น และมีเสียงรบกวนจากร่องแผ่นที่น้อยลงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ อันนี้ต้องบอกตรงๆ นะครับว่า ผมทึ่งมากกับเรื่องดังกล่าว “เสียงอนาล็อกที่ไหลหลากพรั่งพรูดั่งสายน้ำ” อยากให้ความจำกัดความแบบนี้เลยครับ สำหรับความดีงามของ J.Sikora นำเสนอ ถ่ายทอดเสียงดนตรีที่ให้ทั้งความสวยงาม เปิดเผย เสียงร้องแม่นยำ ไดนามิคกว้างในทุกๆ รายละเอียด ฟังแล้ว ติดใจปลายเสียงที่ชุ่มฉ่ำจริงๆ J.Sikora INITIAL LINE คือความประทับใจสูงสุด สำหรับในรอบหลายปีที่ผมเล่นระบบเทิร์นเทเบิลมา โดยส่วนตัวเคยได้เล่นได้ฟังเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีระดับราคาห้าถึงหกล้านบาทมาแล้วหลายครั้งก็จริง.... แต่กับ J.Sikora INITIAL LINE ราคาหย่อนๆ เจ็ดแสนชุดนี้ กลับทำให้ผมประทับใจได้มากกว่า เพราะเหตุผลเรื่องความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดอย่างแม่นยำเที่ยงตรง เต็มไปด้วยรายละเอียดลึกล้ำ ที่ไม่ด้อยไปกว่าเทิร์นเทเบิลไฮเอ็นด์ชุดใด คือถ้าวัดกันด้วยคุณภาพเนื้อๆ J.Sikora มีเสน่ห์อย่างร้ายกาจมากทีเดียว บทสรุป J.Sikora INITIAL LINE & KV12 คือคำอธิบายความจริง ของคำว่า “เสียงอนาล็อก ที่ราบรื่น กระจ่าง เปิดโปร่ง ทรงพลัง สวยงาม ต้องเป็นเช่นนี้ นี่เอง” สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือนัดทดลองฟังได้ที่ Audio House Thailand โทร. 094-461-4152
Magnepan MG.7 ถ่ายทอดความงดงาม และอิสระของเสียงดนตรี ผมได้นำเสนอคลิปวิดีโอ เกี่ยวกับลำโพง Magnepan หรือ Magneplana ไปแล้วสองคลิป ดังนั้นการเดินทางมาถึงของลำโพงแผ่นแบนพลาน่าร์ รุ่นกลาง คือ Magnepan MG.7 เพื่อทำการทดสอบ จึงอยากให้เข้าถึงเนื้อหาสาระ จากผลการใช้งานอย่างจริงจัง เพื่อที่ว่าท่านผู้ติดตามเพจจะเข้าใจถึงผลลัพธ์ของคุณภาพเสียงแบบตรงไปตรงมา ส่วนความเป็นมา หรือที่มาที่ไป ท่านสามารถชมผ่านคลิปได้ครับ ลำโพงแผ่นแบนที่น่าทึ่งนี้ มีคุณสมบัติคล้ายกับลำโพงไดนามิคที่มีกรวยทั่วไป และทำให้เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะต้องใช้ไฟเลี้ยง เหมือนระบบลำโพงไฟฟ้า Electrostatic แต่อย่างใด รวมถึงไม่ต้องอาศัยตู้มาเป็นองค์ประกอบในการกระจายเสียง เทคนิคคือใช้แผ่นวัสดุโลหะขึงตึง เหมือนเราใช้เส้นลวดกีต้าร์มาขึงแล้วดีดให้เป็นเสียง โดยแต่ละชั้นของแผ่น Magneplanar คือการใช้เส้นแผ่นโลหะพิเศษวางเรียงกัน เป็นขั้วบวกขั้วลบ ตามด้วยแผ่นไมล่าร์ และประกบส่วนนอกสุดด้วยแผ่นริบบอน Quasi Ribbon ทุกขั้นตอนทำด้วยมือ (Hand Made) อย่างประณีต ในโรงงานที่สหรัฐอเมริกา ลำโพงของ Magnepan จะกระจายเสียงออกทั้งหน้า-หลัง โปร่งใสทะลุทะลวงเป็น Bipolar สองทิศทาง ครอบคลุมมุมกว้างกว่าลำโพงทุกประเภท ให้เสียงอิสระไร้ตู้ โดยแท้จริง ผมได้ทดลองฟังโดยเริ่มตั้งแต่เบิร์นไปจนถึงฟังแบบจริงจัง พบว่าลำโพง Magnepan MG.7 ให้เสียงที่น่าประทับใจมาก เปรียบเทียบคุณภาพต่อราคาที่ยากจะหาคู่แข่งได้ แต่ก็เห็นด้วยกับสำนักทดสอบของสื่อต่างประเทศว่า ด้วยลักษณะเฉพาะของลำโพงนี้ ควรเอาใจใส่เรื่องระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ ระยะห่างระหว่างผนังหลัง และการห่างจากผนังข้าง รวมทั้งการเอนไปด้านหลังของลำโพงที่ประมาณ 30 องศานี้ ควรที่จะปรับให้ตั้งตรงขึ้นเหลือประมาณ 15 องศาหรือไม่อย่างไร? เป็นลำโพงซึ่งจะต้องทำงานร่วมกับห้องฟังของคุณเป็นสำคัญ คือต้องทดลองจัดวางตำแหน่งที่น่าจะเหมาะสมที่สุด ทีละเล็กละน้อย เป็นลำโพงที่เซ็ตหรือขยับเพียงเล็กน้อย จะมีผลมหาศาลทั้งทางบวกและลบ Magnepan MG.7 มีขนาดแผงกว้าง 15¼ นิ้ว สูง 54¼ นิ้ว และมีความบางเพียง 1¼ นิ้ว ขายึดที่ให้มาจะทำให้ลำโพงมีมุมเอนประมาณ 30 องศา และมีน้ำหนักเบามาก จึงสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระง่ายดาย สำหรับแนวทางการเซ็ตตำแหน่งภายในห้องทดสอบของผม ที่จะวางลำโพงซ้ายขวา วัดห่างกันจากศูนย์กลางถึงศูนย์กลางคือ 2.15 เมตร และห่างผนังหลังออกมา 1 เมตร ห่างผนังข้าง 0.75 เมตร ถือว่าเป็นแนวทางตัวอย่างที่น่าจะนำไปใช้เริ่มต้นสำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงได้ (แต่ก็สามารถขยับปรับได้ตามความเหมาะสมกับห้องนั้นๆ ครับ) ผมใช้อุปกรณ์จำพวกทิปโท ช่วยรองขาตั้งของลำโพงนั้นให้มีมุมเอนเพียง 15 องศา ถือว่าเป็นที่น่าพอใจที่สุด โดยไม่ต้องโทอินหน้าลำโพงเข้าหากันแต่อย่างใด ลำโพงแบบตั้งพื้นสองทางแบบกึ่งริบบิ้น MG.7 ลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงที่เป็นธรรมชาติเต็มอิ่มครบย่านความถี่ ตั้งแต่ 45 – 22 kHz ±3dB เรียกว่าแหลม กลาง ทุ้ม มีครบถ้วน ไม่ต้องเสริมอะไร ถ้า.... ภาคขยาย หรือแอมป์ขยายเสียงของคุณดีพอ ในช่วงของการทดสอบผมเน้นใช้แอมป์ Class D ของ Hattor Audio ขนาดกำลังขับ 400 วัตต์ Monoblock และสลับไปใช้แอมป์หลอด และแอมป์โซลิสเตท ยุควินเทจ ขนาด 100 วัตต์ต่อแชนแนล เพื่อวิเคราะห์หาความเหมาะสมรวมทั้งสไตล์เสียง ว่าเราจะเล่นลำโพง MG.7 กับแอมป์ประเภทใดดีที่สุด ด้วยความไว 86 ดีบี กับค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม อาจทำให้เราต้องพิถีพิถันด้านภาคขยาย เพื่อให้การขับเสียงมีคุณภาพของสเกลเสียงได้เต็มห้อง แต่มันก็ไม่ใช่ลำโพงที่ต้องการกำลังขับสูงจนเกินไปนะครับ การวางลำโพงให้ห่างจากผนังด้านหลังนั้น จะมีผลสำคัญต่อคุณภาพเสียงอย่างมากที่สุด เพราะคลื่นเสียงที่ทะลุด้านหลังกับการเสริมการผลักอากาศของแผ่นพลาน่าร์ ไปทางด้านหน้า เพื่อให้เฟสเสียงเสริมกันได้ดี ระยะหนึ่งเมตรจึงควรเป็นระยะเริ่มต้นครับ จากนั้นก็ลองขยับเดินหน้าถอยหลังครั้งละประมาณ 1 เซนติเมตร ไม่นานนักคนก็จะพอทราบว่าจุดที่ดีที่สุดที่จะทำให้ลำโพงคู่นี้ให้ทั้งความโปร่งของเสียงย่านความถี่ที่ครบถ้วนและความพริ้วไสวของปลายแสงแหลมที่สวยงามอยู่ที่ตรงไหน ตามหลักของการออกแบบแล้วเราจะพอมองเห็นว่าแผ่นริบบอนซึ่งเป็นแถบเส้นสีเงิน คือแถบเสียงของย่านเสียงแหลม Tweeter นั้น จะถูกกำหนดไว้ด้านนอกสุด แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้เซ็ตอัพสามารถที่จะสลับข้างลำโพงเพื่อให้ทวีตตอร์เข้ามาอยู่มุมในก็ได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นกับความกว้างลึก Sound Stage เวทีเสียงที่โอ่อ่า อิสระ และ Image ของเสียง เสียงที่ดีที่สุด คือเราสามารถชี้เฉพาะเจาะจงจุดตำแหน่งดนตรีได้อย่างแม่นยำครับ ผลการทดสอบ การทดสอบนี้ใช้ทั้งเครื่องเล่น SACD Streaming และมาจบลงที่เครื่องเล่นแผ่นเสียง เมื่อเซ็ตอัพได้ตำแหน่งที่ดีที่สุดแล้วผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมลำโพงแผ่นบาง Magnepan MG.7 รุ่นนี้จึงสามารถให้เสียงได้อย่างกลมกล่อมละเมียดละไมอย่างน่าทึ่ง ให้เพดานเสียงด้านบนในแบบที่ลำโพงอื่นจะพึงให้ได้ยาก โดยเฉพาะความสวยงามของย่านความถี่ตั้งแต่แหลมกลาง ทุ้ม มีความสมดุลของเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม ที่สำคัญ นี่คือเป็นลำโพงชนิดเดียว ที่อิทธิพลความเป็นกล่อง (Box) ของตู้ลำโพงไม่มากล้ำกรายเลย เสียงอิสระโปร่งสะอาดเหมือนนั่งฟังดนตรีอยู่ต่อหน้า โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับราคาของลำโพงตู้ทั้งหลาย บอกได้เลยว่าเป็นลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงคุ้มค่าเหลือเชื่อครับ และผู้ที่มีจินตนาการว่าลำโพงแผ่นแบนจะไม่สามารถให้เสียงต่ำลึกได้นั้น ควรจะเปลี่ยนความคิดได้แล้วเมื่อได้ฟัง Magnepan MG.7 ด้วยเบสอิ่มแน่นลงได้ลึกและเป็นเบสที่สะอาดบริสุทธิ์ยิ่ง ระบบแผง Magneplanar จัดว่าเป็นตัวขับเสียงที่มีมวลน้อยมาก พื้นที่ผิวในการกระจายเสียงมีขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกโปร่ง สมจริงไร้กรอบตู้บังคับ ให้ความรู้สึกสัมผัสดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ และที่น่าแปลกใจคือฟังเพลงทุกประเภทได้ดี ผมทดสอบตั้งแต่อัลบั้มเพลงที่มีย่านความถี่ครบ เสียงหนักหน่วง กระหึ่มแน่นของวงออเคสตร้า อย่างของ Telarc กระทั่งเพลงบรรเลงเปียโนอ่อนไหว พลิ้วพราย หวานละเมียดของศิลปินคนโปรด Alice Sara Ott มาถึง คุณนาย Amanda McBroom จากอัลบั้ม Dreaming และVoices จึงสรุปได้เลยว่า นี่คือลำโพงที่สามารถถ่ายทอดเสียงดนตรีได้อย่างทรงพลัง มีอิสระเปิดกว้าง ให้เชิงชั้นของมิติเสียงที่ดีงาม อย่างที่ออดิโอไฟล์ และมิวสิคเลิฟเวอร์ต้องการ และคุณจะไม่มีทางพบได้จากลำโพงอื่นๆอย่างแน่นอนครับ‼️ *คืนวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน ทุกท่านสามารถรับฟังทาง Live พร้อมกันครับ แล้วจะทราบว่า ทำไมออดิโอไฟล์ทั้งหลายถึงได้หลงใหลในเสน่ห์ Magnepan กันทั่วโลก เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของลำโพงที่มีคุณภาพสูง ในราคาสมเหตุผล ซึ่งปัจจุบันลำโพงMagnepanมียอดจำหน่ายไปมากกว่า 200,000 คู่แล้ว Magnepan MG.7 จำหน่ายต่อคู่ ราคา 88,000.- บาท สอบถามโปรโมชั่นพิเศษ ได้ที่ SAVE AUDIO&VIDEO CDC อาคาร B ชั้น 2 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม Tel: 02-102 2211-2 Tel: 081-823 6045 ID LINE : ya-save www.save-av.com
HEGEL H400 อินทีเกรเต็ดสตรีมมิ่งไฮเอนด์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 ผลิตภัณฑ์จากนอรเวย์ แบรนด์ HEGEL ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1988 ที่มหาวิทยาลัยเทคนิคในเมืองทรอนด์เฮม ประเทศนอร์เวย์ ปัจจุบัน HEGEL เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในตลาดเครื่องเสียงไฮไฟระดับสูง ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจำหน่าย ได้แก่ อินทีเกรเต็ดแอมป์ ปรีแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ รวมถึง DAC ที่ล้ำสมัยที่สุด โดยมีตัวแทนและผลิตภัณฑ์ของบริษัท HEGEL จำหน่ายทั่วโลก ได้รับรางวัลและบทวิจารณ์ที่ดีจากสื่อต่างๆ เป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองอย่างมากมาย H400 เป็นอินทีเกรเต็ดแอมปลิไฟร์ที่มีภาคขยาย Class AB ซึ่งให้พลังงานล้นเหลือ 250 วัตต์ 8 โอห์ม และมีความสามารถขับโหลดที่เสถียรจนถึง 2 โอห์ม ด้วยความน่าทึ่งนี้ H400 จึงมีสมรรถนะในการควบคุมลําโพง ทั้งแม่นยําและค่าไดนามิกเร้นจ์อย่างสุดยอด ด้วยโครงสร้างโมโนบล็อกคู่บนแท่นเดียวกันของ H400 และวงจรเแบบสมมาตร ทําให้มั่นใจได้ถึงคุณภาพการแยกแยะทุกรายละเอียดเสียงที่เหนือกว่าแอมปลิไฟร์ธรรมดาทั่วๆ ไป ในขณะที่เทคโนโลยี SoundEngine 2 ของ HEGEL ให้การแก้ไขความผิดเพี้ยนได้อย่างฉับพลันทันทีระหว่างการขยายสัญญาณ ส่งผลให้ได้มาซึ่งเสียงที่เต็มไปด้วยละเอียดและฉับไว มอบทั้งพลังหนักแน่น รายละเอียดเสียงที่ละเมียดละไม และความเที่ยงตรงระดับมอนิเตอร์ในทุกความถี่เสียง การออกแบบ H400 ยังคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน โดยใช้พลังงานน้อยที่สุด ในขณะที่ให้ประสิทธิภาพระดับสูงสุด ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะตัวดังกล่าวนี้ และคุณสมบัติสแตนด์บายอัตโนมัติของเครื่องขยาย ช่วยลดความสิ้นเปลืองพลังงานได้เป็นอย่างดี คือเมื่อเราเปิดทิ้งไว้ แล้วเครื่องไม่ได้รับสัญญาณขยายเป็นระยะเวลาหนึ่ง ระบบก็จะกลับไปสู่โหมดStandby ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่กระทบต่อคุณภาพเสียง แม้จะเป็นแอมป์ที่มีภาพขยายพลังสูงมากถึง 250 วัตต์ ต่อช่องเสียง แต่วิศวกรผู้ออกแบบ คํานึงถึงความเรียบง่ายและการใช้งานที่ใช้งานที่สะดวก ดังนั้น H400 จะมีรูปทรง และด้านหน้าดิสเพลย์ที่เพรียวบางแต่แข็งแกร่ง พร้อมลูกบิดอเนกประสงค์สองปุ่มสําหรับการเลือกแหล่งโปรแกรม และการควบคุมระดับเสียง รวมถึงยังสามารถกดปุ่มเพื่อปิดเสียง หยุดชั่วคราว หรือนําทางเมนูอุปกรณ์ได้อีกด้วย จอแสดงผลดิสเพลย์กลางเครื่อง มีความชัดเจน และอ่านง่ายจากระยะไกล แสดงเฉพาะข้อมูลที่จําเป็นเท่านั้น เพื่อรักษารูปลักษณ์ที่สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย ความแปลกแตกต่างคือ มีสวิตช์ปุ่มเปิดปิดอยู่ใต้เครื่องขยายเสียงด้านหน้า เป็นดีไซน์ที่สุขุมรอบคอบ ออกแบบที่โดยคำนึงถึงการใช้งานจริงนี้ทําให้มั่นใจได้ว่าไม่มีอะไรมารบกวนความสวยงามของการตั้งค่าเสียงต่างๆ ขณะใช้งาน H400 นําเสนออินพุตแบบอนาล็อกและดิจิตอลอย่างครอบคลุม ทําให้มั่นใจได้ถึงความเข้ากันได้อย่างราบรื่นกับแหล่งเสียงต่างๆ พลังขยายที่เหนือชั้น ให้ทั้งรายละเอียด และการควบคุมที่น่าประทับใจ หมายความว่าคุณสามารถเชื่อมต่อลําโพงใดก็ได้ แม้แต่ลําโพงที่ขับยากมากๆ ด้วยการตรวจจับสัญญาณอัตโนมัติ H400 จะจดจําแหล่งสัญญาณเสียงดิจิตอลที่เชื่อมต่ออยู่ทันทีและเปลี่ยนเป็นอินพุตที่ถูกต้อง ทําให้ไม่จําเป็นต้องเลือกด้วยตนเอง อินพุตทั้งหมดสามารถตั้งค่าที่ระดับเสียงสูงคงที่ ทําให้สามารถใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์หลายห้องได้ ยังมีฟังก์ชั่นรีโมตทีวี ที่ให้คุณใช้รีโมตทีวีเพื่อควบคุมเครื่องขยายเสียงได้อีกต่างหาก มีผลต่อการตั้งค่าความบันเทิงในบ้านของคุณให้ใช้งานง่ายขึ้น ด้านเน็ตเวิร์ก H400 ได้รับการปรับให้เหมาะสมเพื่อความคล่องตัว โดยรองรับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยอดนิยม เช่น AirPlay, Spotify Connect, Roon Ready, Tidal Connect, Google Cast และ UPnP ผู้ใช้สามารถควบคุมเครื่องขยายเสียงผ่านบริการเหล่านี้ได้โดยตรง นอกจากนี้ แอป Hegel Control ยังให้การควบคุมระดับเสียง อินพุต และการเข้าถึงวิทยุอินเทอร์เน็ต พอดคาสต์ รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ด้านสื่อ ช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้งานโดยรวม ไม่ว่าคุณจะสตรีมเพลย์ลิสต์โปรดของคุณ หรือสํารวจพอดคาสต์ใหม่ H400 นั้นจะทําให้ง่ายและสนุก H400 รองรับเสียงหลายห้องผ่าน Roon, AirPlay และ Google Cast ทําให้สามารถเล่นเพลงแบบซิงโครไนซ์ในพื้นที่ต่างๆ ในบ้านได้อย่างคล่องตัว ลองนึกภาพการมีเสียงคุณภาพสูงแบบเดียวกันในทุกห้อง ที่หลอมรวมเข้ากับระบบบ้านอัจฉริยะได้อย่างราบรื่น ภาค DAC ในตัวเอง ระบบ Bit-Perfect DAC ที่ยึดพื้นฐานมาจากรุ่น H600 ที่ใช้ Bit-Perfect DAC เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด หลายคนอาจจะอยากทราบว่า ใช้ชิปเซ็ตพื้นฐานของอะไรมาขยายขอบเขตการทำงานในวงจร ซึ่งตามปกติภาค DAC ของ HEGEL จะใช้ของ AKM อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญของชิปสำเร็จรูป เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งของวงจรส่วนร่วมในการดีไซน์ทางภาคดิจิตอลอื่นๆ ที่สำคัญ รวมทั้งภาคจ่ายไฟอิสระ ที่ถูกออกแบบเฉพาะวงจรของ DAC อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ในชื่อ Bit-Perfect DAC ตัวเครื่องมาพร้อมรีโมตคอนโทรลขนาดย่อม พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานครบถ้วน HEGEL H400 ได้รับรางวัล เครื่องขยายเสียงสตรีมมิ่งพรีเมียม EISA 2024 - 2025 เป็นการันตี ที่มั่นใจได้ในความเชื่อมั่นผลิตภัณฑ์ในระดับสากล ผลการทดสอบใช้งาน หลักๆ แล้วผมจะเล่นเพลงสองรูปแบบด้วยกันคือ แผ่นซีดี และใช้ภาค DAC ในตัว H400 เนื่องจากระบบของเครื่องไม่มีภาคปรีโฟโนสำหรับแผ่นเสียง แต่สนองตอบภาคไลน์ อินพุต - ดิจิตอลอินพุต หลายช่องต่อ (ส่วนตัวผมจะใช้ช่องต่อ Coaxial) และการเชื่อมต่อ Ehernet LAN เพื่อการสตรีมมิ่ง ขอกล่าวถึงการใช้งานภาคสตรีมมิ่งก่อนนะครับ ผมเริ่มเล่นระบบเน็ตเวิร์กในเครื่อง HEGEL H400 โดยดาวน์โหลด แอปพลิเคชั่น Hegel Control จากแอพสโตร์มาใช้ในไอโฟน 15 Pro Max เพื่อเชื่อมระบบสั่งงานระบบปฏิบัติการของเครื่อง H400 แค่เปิดแอปในมือถือ ก็เชื่อมต่อกันกับตัวเครื่อง H400 อัตโนมัติฉับไว สนองตอบได้ดี เหมือนแค่พริบตาเดียวเท่านั้น ก็ไม่มีอะไรให้ต้องรอ หรือเสียเวลาเซ็ตอัพใดๆ จริงอยู่ว่า จอดิสเพลย์ H400 ไม่มีการแสดงผล ปกอัลบั้มเพลงสวยๆ (ต้องดูจากหน้าจอมือถือ หรือ แท็บเล็ตแทน) แต่ก็มีผลด้านคุณภาพในการทำงานที่ต้องยอมรับ แบบว่าคุณภาพเนื้อๆ กันไปเลย ส่วนตัวผมชอบเลือกเล่นวิทยุอินเทอร์เน็ตก่อน เพราะท่องดนตรีทุกรูปแบบไปได้อย่างมีอิสระเสรีรอบโลกใบนี้ อย่างไร้ขีดจำกัด!!! ฟังข่าวสาร ฟังดนตรี เพลงหลากรสชาติแบบอิ่ม แน่น ละมุนละไม และโอ่อ่า ทรงพลังเลยทีเดียว และที่แน่ๆ ช่วงฟังเพลงที่จริงจังจะยืนพื้นที่การเชื่อมต่อ TIDAL ทำให้เราฟังเพลงที่ชอบเพลิดเพลินทั้งคุณภาพดุจเดียวกับซีดี หรือไฮเรสออดิโอ วิทยุอินเตอร์เน็ต ส่วนมากผมจะชื่นชอบสถานี BBC2 เป็นพิเศษ วันไหนไม่รีบร้อนอะไร ก็จะนั่งฟังแต่เช้ายันค่ำ มีเพลงดีๆ ให้ฟังมากมาย ในประสบการณ์เล่นแอมป์ Streaming ผมเริ่มจับทางบางประการได้ว่า หากเราค่อยๆ ไต่ระดับ เล่นเครื่องสตรีมเมอร์แอมป์มาเรื่อยๆ และพบเครื่องที่มีคุณภาพสูงจริงๆ แล้วละก็ คุณจะได้เห็นความแตกต่างของเครื่องสตรีมเมอร์ระดับไฮเอนด์ ที่มีระดับคุณภาพและราคาสูงกว่าเครื่องทั่วๆ ไปได้ไม่ยากครับ ความมีคุณภาพสูงของเครื่องตรงไหน จะแสดงออกให้เราจับสังเกตง่ายที่สุด? นั่นคือ การแยกแยะ และการแสดงบุคลิกแนวทางของเพลงต่างอัลบั้ม ต่างสตูดิโอที่บันทึกเสียงอันหลากหลายนั้น จะต้องมีรสชาติที่ต่างกันไปตามต้นทางหรือสตูดิโอที่มาครับ คือจะไม่ให้เสียงเรื่อยๆ มาเรียงๆ แบบว่าฟังเพลงสไตล์ไหน ค่ายใด บุคลิกเสียงก็เหมือนกันเสียทุกค่าย ทุกอัลบั้ม แหละนี่คือจุดชี้ว่า เราเล่นสตรีมมิ่งมาถึงระดับไหนครับ HEGEL H400 แม้จะมีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบแอมป์สตรีมมิ่งอื่นๆ อยู่บ้าง แต่เครื่องรุ่นนี้ ระดับนี้ จะนำพาคุณสัมผัสการเรียนรู้ธรรมชาติเสียงดนตรีอย่างชัดแจ้ง เข้าถึงความสมจริง ความแตกต่างในคาแรกเตอร์ ของการบันทึกเสียงเพลง จากแต่ละค่ายเพลง ได้เป็นอย่างดี นี่คงเป็นการพิสูจน์ว่า การได้รับรางวัล Best Product EISA AWARD 2024-2025 ย่อมมีคุณภาพครบถ้วนในมาตรฐานสูงสุดจริงๆ ในส่วนการใช้งานอินพุตจากภาคไลน์ ผมใช้เครื่องเล่น SACD ต่อใช้งานสลับกันระหว่างเสียงที่ได้จากแผ่น CD-SACD ทางช่องไลน์อินพุต และเลือกช่อง Coaxial เพื่อการทดสอบภาค DAC ของH400 เปรียบเทียบกันไปด้วยในตัว • ภาค DAC ของ H400 มีจุดเด่นที่ความปลอดโปร่ง ความสะอาดของเสียง สามารถสนองตอบ ดิจิตอลออดิโอได้ครบถ้วนมาก รวมถึงถอดรหัสของเพลงสตรีมมิ่ง อาทิ 24/192, DSD64 (DoP), เล่นแผ่น MQA หรือฟังสตรีมมิ่งจาก TIDAL จะเห็นผลด้านรายละเอียดเสียงที่ระยิบระยับในทุกรายละเอียด ส่วนทางช่องออพติคัลก็ให้การถอดรหัสเท่าเทียม Coaxial ครับ กรณีนำไฟล์เพลงไฮเรสจากสตอเรจฮาร์ดดิสก์ หรือNAS เพลงที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์มาต่อเล่นทาง USB จะตอบสนอง ไฟล์เพลงได้สูงถึง 32/384, DSD256 (DoP) เรียกว่าเก็บได้ทุกรายละเอียด ที่ทางHEGEL H400 มีรองรับครบเครื่องจริงๆ ดังที่กล่าวไว้เสมอว่า ตัวผมมักจะเล่นเพลงจาก TIDAL เป็นหลัก ในไฟล์ที่สตรีมจากผู้ให้บริการรายนี้ คิดว่ามันดีเยี่ยมพอเพียงกับความเป็น High-Fidelity โดยเฉพาะเมื่อฟังเพลงที่รายละเอียดระดับสูงสุด (MAX) รวมทั้ง MQA ทำให้เราเข้าถึงเบื้องลึกดนตรีไฮเรส ที่มีรายละเอียดมากกว่าฟังแผ่นซีดี ในหลายๆ อัลบั้ม ด้วยคุณสมบัติของเครื่อง HEGEL H400 นั้น สนองตอบได้อย่างดีงามและคุ้มค่าที่สุด คือถ้าเราดูจากคุณค่า ที่แยกออกเป็นสามองค์ประกอบหลัก จะเห็นภาพได้ชัดว่า H400 เป็นสตรีมมิ่งแอมป์ ที่เกินคำว่าคุ้มค่าจริงๆ - ภาคขยายดูอัลโมโน 250วัตต์ต่อแชนแนล ที่ขับลำโพงทุกคู่ได้อย่างหมดจด - ภาค DAC ที่เสียงสะอาดมากๆ จนแทบนึกไม่ออกว่าเคยฟัง DAC ในแอมป์รุ่นไหนที่จะให้เสียงได้ดีเยี่ยมขนาดนี้มาก่อน - ภาคเน็ตเวิร์กสตรีมมิ่งที่คล่องตัว แม่นยำ เสียงอิ่มเอม สนองตอบการใข้งานอย่างกว้างขวาง กระทั่งผมเองยังใช้งานได้ไม่หมดด้วยซ้ำ บทสรุป 1. เชื่อมต่อระบบเน็ตเวิร์กได้อย่างง่ายดาย ยอดเยี่ยม ไม่ต้องไปเสียเวลาเซ็ตอัพอะไรทั้งสิ้น ทำให้เราเข้าถึงวิทยุอินเทอร์เน็ตและพอดแคสต์ได้ทันที และผ่าน UPnP ไปยัง NAS ทั้งมีปุ่มสำหรับควบคุม Apple AirPlay และ Google Chromecast ปุ่ม "Spotify" จะนำเราไปที่หน้าจอข้อความพร้อมคำแนะนำในการเลือก H400 เป็นสัญญลักษณ์รูป "ลำโพง" ในแอป Spotify แล้วเปิดใช้งาน Spotify Connect รวมถึงเปิดการเชื่อมต่อแอป TIDAL ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ ในฐานะสตรีมเมอร์นับว่า ทำงานได้เป็นเลิศ คุ้มค่าทุกวินาทีที่ใช้งาน ให้ความใกล้เคียงรุ่นใหญ่อย่าง H600 ในหลายส่วนเลยทีเดียว 2. ภาคขยายคลาส AB ที่มีเทคโนโลยี SoundEngine 2 ให้พลังและรายละเอียดที่เป็นเสียงธรรมชาติ และสามารถรับอัตราการพีคแรงๆ ของดนตรีได้อย่างไร้ความผิดเพี้ยน ผมชอบบุคลิกที่อิ่มละมุนและพร้อมจะส่งผ่านไดนามิคเร้นจ์ จากแผ่วเบาถึงอัตราสะวิงของเสียงที่สูงสุด อย่างแม่นยำ ในฐานะภาคขยาย จะให้ทุกรายละเอียดครบถ้วน แม้แต่ปลายเสียงแหลมสุด จนถึงช่วงเสียงต่ำลึก เอาเป็นว่า ถ้าลำโพงคุณดีพอ จะได้ยินเสียงเบสอย่างอิ่ม หนักแน่นมีคุณภาพครบถ้วนโดยไม่ต้องพึ่งพาซับวูฟเฟอร์ อีกทั้งเป็นภาคขยายที่มีแบนด์วิธกว้างมากๆ อย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว จากประสบการณ์ของผม ภาคขยาย HEGEL H400 อาจจะสมบูรณ์แบบกว่า ปรี-เพาเวอร์หลายชุดเลยครับ แค่ภาคขยายเสียงอันยอดเยี่ยม ก็ทำให้เราเข้าถึงเพลงทุกสไตล์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัดนี้ ก็ถือว่าคุ้มราคาแล้วละครับ 3. ในการฟังทั้งสตรีมมิ่ง และจากช่องไลน์อินจากแผ่น CD-SACD ให้คุณภาพเสียงที่เต็มไปด้วยรายละเอียดความสมูทนิ่มนวลต่อเนื่อง ผมชอบตรงที่ว่า จะไม่มีขีดจำกัดในเรื่องของสไตล์เพลง ให้โทนเสียงช่วงมิดเร้นจ์ เสียงความถี่กลางมีเสน่ห์ ไหลลื่น ไม่ต้องถามว่าเหมาะสมที่จะฟังเพลงประเภทใดเพราะทุกสิ่งที่คุณอยากฟัง คุณจะได้ฟังเต็มอิ่ม คือเราสามารถฟังตั้งแต่ ไลท์มิวสิก คันทรี พ็อพ แจ๊ส ไปจนถึงคลาสสิก ให้เสียงที่เปิดกว้างแต่ก็สะอาดและนิ่มนวล เต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะเพลงร้องทำให้เราหลงใหลเสียงหวานๆ จากศิลปิน ใน HEGEL H400 อย่างง่ายดายเลยทีเดียว สำหรับการต่อแหล่งโปรแกรมภายนอก จุดที่เด่นอย่างมากก็คือการใช้ DAC ของ H400 เพราะรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบของภาคแปลงรหัสดิจิตอล มาสู่อนาล็อก นับว่าทำได้ดีงาม ในทุกๆ รายละเอียดเสียง เป็นภาค DAC ที่ให้ฮาร์โมนิคเสียงอิ่มฉ่ำจริงๆ ครับ ตรงนี้เองที่ยิ่งทำให้ H400 เกินคำว่า “คุ้มค่า” อย่างมากที่สุด เป็นภาค DAC ที่ทำให้เราลืมความเป็นดิจิตอลหรืออนาล็อกไปได้เลย 4. คุณสมบัติด้านบุคลิกเสียง ศักยภาพเสียงเต็มไปด้วยรายละเอียด มีความเที่ยงตรง ละเมียดละไมสูงมาก ในทุกระดับความดัง สลับลำโพงมาทดลองใช้หลายคู่ ไม่มีคู่ไหนที่ HEGEL H400 จะขับไม่ออก ล้วนแต่สร้างความสมบูรณ์เต็มสเกลเสียงทั้งสิ้น เมื่อมองจากโครงสร้างภายนอก หน้าตาดูจืดๆ ที่มีแต่ความเรียบง่าย ไม่โดดเด่นสะดุดตานี้ ทว่าภายในกลับบรรจุวงจรแน่นเอี้ยด ด้วยคุณสมบัติที่ดีเลิศของ ภาคขยายดูอัลโมโน, DAC ตัวแปลงรหัสระดับไฮเอนด์, สตรีมเมอร์ที่มีปฏิบัติการครบถ้วนที่สุด เหมือนเครื่องเสียง ทรี-อิน-วัน ที่สรรสร้างเสียงดนตรีให้เราประทับใจในคุณภาพเสียงอย่างแท้จริง HEGEL H400 สมศักดิ์ศรีของสตรีมมิ่งแอมปลิไฟร์ รางวัล Best Product EISA AWARD 2024-2025 ที่คุณควรพิจารณาหาประสบการณ์ ก่อนตัดสินใจก้าวสู่สตรีมมิ่งแอมป์ ระดับไฮเอนด์ครับ HEGEL H400 มีราคาต่อเครื่องอยู่ที่ 229,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ DISCOVERY HIFI โทร. 085 517 8292
Furutech Origin Power NCF (R) สายไฟเอซีที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพเสียงไปตลอดกาล สายไฟเอซี เป็นปฐมบทของการปรับปรุงเครื่องเสียงที่ถือว่า สมควรเปลี่ยนสำหรับเครื่องเสียงทุกประเภท ทั้งแหล่งโปรแกรม DAC หรือแอมปลิไฟร์ทั้งหลาย สายไฟระดับเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ ของFurutech จากประเทศญี่ปุ่น มีการพัฒนามาอย่างยาวนาน เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป Furutech มุ่งมั่นที่จะนำเสนออุปกรณ์เสียงคุณภาพสูงสุดในราคาที่เข้าถึงได้เสมอมา และซีรีส์ Origin ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ปรัชญานี้ สายไฟ Origin Power NCF (R) ประกอบด้วยตัวนำ α (Alpha) μ-OFC ของ Furutech ที่มั่นใจได้ถึงความสามารถในการนำไฟฟ้าและความบริสุทธิ์ของสัญญาณที่ดีเลิศ มอบประสบการณ์เสียงที่สมจริงและดื่มด่ำ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ตรงตามมาตรฐานที่เข้มงวดเพื่อนักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ และวิศวกรเสียงมืออาชีพ ซีรีส์ Origin Furutech ได้กำหนดความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพระดับพรีเมียมและมูลค่าใหม่ ทำให้เสียงคุณภาพสูงสามารถเข้าถึงได้มากกว่าที่เคย โครงสร้างโดยรวมของสายไฟรุ่นนี้ ด้วยคุณลักษณะพิเศษจาก Pure Transmission และวัสดุ NCF ของ Furutech เทคโนโลยี Pure Transmission ของ Furutech ได้รับการออกแบบด้วยความเอาใจใส่พิถีพิถันในทุกแง่มุมของพลังงานและการถ่ายโอนสัญญาณ โดยแก้ไขปัญหาทั่วไป เกี่ยวกับความต้านทานการสัมผัส สถานะความเป็นแม่เหล็กไฟฟ้า EMI และความสามารถในการป้องกัน RFI ด้วยวิศวกรรมที่เหมาะสมที่สุด โดยการใช้ประโยชน์จากวัสดุที่ดีที่สุดและกระบวนการขั้นสูง Furutech จึงมอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมได้อย่างสม่ำเสมอ การนำวัสดุ "NCF" อันล้ำสมัยของ Furutech มาใช้กับขั้วต่อเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรม NCF ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อต่อต้านไฟฟ้าสถิต ช่วยลดการสั่นสะเทือนและขจัดเสียงรบกวนไฟฟ้าสถิตที่ไม่ต้องการ ผลลัพธ์ที่ได้คือเวทีเสียงที่สะอาดขึ้น แม่นยำขึ้น ปราศจากสีสัน ทำให้เสียงที่แท้จริงจากแหล่งกำเนิดเสียงเปล่งประกายออกมาอย่างน่าประทับใจ ในด้านรายละเอียดทางเทคนิคที่พิเศษกว่าใคร คุณสมบัติหลัก เป็นสายไฟที่ออกแบบมาอย่างสวยงามด้วยตัวนำ α (Alpha) μ-OFC ใช้ฉนวนโพลีเอทิลีนพิเศษที่ทนต่อแรงดันไฟฟ้าสูงและความร้อน ให้ความจุที่ต่ำกว่าและการหน่วงเชิงกลที่ดีกว่า มีเทคโนโลยี Ground/Earth Jumper ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร แม้ในระหว่างการใช้งานปกติทั่วไป สายเคเบิลทั่วไปก็ยังสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ต้องการขึ้นมาได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการรบกวนได้ โดยคลื่นดังกล่าวจะแสดงผลเด่นชัดที่สุดในบริเวณที่สายเคเบิลงอหรือพับ ดังนั้น "Earth Jumper" ของ Furutech แก้ไขปัญหานี้ด้วยการใช้แผ่นทองแดงที่สัมผัสกับสกรูยึด ต่อกับสายดิน ทำให้ศักย์แม่เหล็กไฟฟ้ามีเสถียรภาพ ในการดูดซับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ต้องการนี้ทำให้ระบบปรับปรุงคุณภาพเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดการสั่นสะเทือนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้อย่างมาก ส่งผลให้เสียงที่ได้มีความชัดเจนและเสถียรมากขึ้น มีกลไกการยึดสายแบบพิเศษเพื่อให้มีหน้าสัมผัสที่แน่นหนาและส่งกำลังได้อย่างบริสุทธิ์และเสถียร รวมถึงโครงสร้างของสายที่เป็นเอกลักษณ์ช่วยให้มีหน้าสัมผัสที่แน่นหนาที่สุดเท่าที่เคยมีมาในแวดวงสายไฟเอซี ปลอก PVC ปลอดตะกั่วที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษ 3 ชั้นที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS ***ช่วยแยกการสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น สายไฟ Furutech Origin Power NCF (R) หุ้มฉนวนด้วยโพลีเอทิลีน (PE) ซึ่งช่วยลดความต้านทานที่เกิดจากความจุ ส่งผลให้มีความละเอียดของเสียงที่มากขึ้น ชัดเจนขึ้น ไดนามิกที่ทรงพลัง และเวทีเสียงที่เงียบเป็นพิเศษ Preview นับตั้งแต่ได้รับมาวันแรก ผมก็มานั่งวิเคราะห์ดูรูปทรงที่ขึงขังงดงาม และซ่อนคุณสมบัติชั้นยอดภายใน ตั้งแต่หัวขั้ว และท้ายขั้วสัญญาณ ไปจนถึงฉนวนห่อหุ้ม ที่ให้สัมผัสละมุน สามารถจัดให้โค้งงอไปตามช่องว่างด้านหลังเครื่องและผนังได้เป็นอย่างดี เห็นเป็นสีขรึมๆ ขึงขัง แต่หาเจาะลึกองค์ประกอบภายใน จะพบว่าล้ำลึกมากกว่าที่เห็นมากมายนัก • ในชั้นของตัวนำ ภายในบรรจุวัสดุตัวนำ 7 มัดจำนวน 35 เส้นแบบ α (Alpha) μ- OFC 0.18 มม. x 3 แกน -9AWG (หรือมีขนาด 6.22 sq.mm) รวมกับฉนวน โพลีเอทิลีที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5.5 มม. • มีปลอกหุ้มหนึ่งชั้นด้านในเป็นพีวีซีป้องกันการสั่นสะเทือน ที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS โดยผสมผสานกับวัสดุ NCF พิเศษ และสารประกอบอนุภาคคาร์บอนเป็นวัสดุป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ (สีดำ) ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13.5 มม. • เฉพาะส่วนของ “ชีลด์ภายใน” ที่ห่อหุ้ม ก็จะมีตัวนำ α (Alpha) μ–OFC 9 x 24 เส้น 0.12 มม. ถักทอหุัมไว้และมีปลอกหุ้ม 2 ชั้น (ตรงกลาง) ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคคาร์บอนและพีวีซี สำหรับป้องกันการสั่นสะเทือนที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS (สีดำ) • ด้านเปลือกนอกสุด มีปลอกหุ้ม 3 ปลอก หุ้มด้านนอกด้วยพีวีซียืดหยุ่นที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS (สีน้ำเงินมุก) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 18.0 มม. รูปลักษณ์ภายนอก ยังหุัมด้วยเส้นด้ายไนลอนที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS ถัก ปลอกนอก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 19.0 มม. เรียกว่าโครงสร้างอัดแน่นเทคโนโลยีเพียบเลยครับ สำหรับสายไฟเอซี ระดับไฮเอ็นด์ Furutech Origin Power NCF (R) ผลจากการทดสอบใช้งานเป็นอย่างไร ผมจะขอสรุปสั้นๆ เข้าใจง่าย ว่าสิ่งที่เราจะได้คือ • พลังอัดฉีดเสียงนั้นดีขึ้นอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว • รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในระดับปลายเสียงที่ “หยุมหยิม ระยิบระยับ” เรียกว่าแทบไม่เคยได้ยิน ดีเทลแบบนี้จากสายไฟเอซี มาก่อนเลย • เสียงต่ำอิ่มขึ้น สมบูรณ์มากขึ้น มีการทอดยาวของเบส ให้ทั้งความกระชับ และหยุดสั่นค้างได้อย่างรวดเร็ว • ให้ความรู้สึกถึงเสียงที่เป็นธรรมชาติสมจริง ให้ความรู้สึกสะอาด แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะช่วงมิดเร้นจ์ เสียงกลาง เสียงร้อง มีน้ำหนักยอดเยี่ยม โทนเสียงผ่อนคลาย • เวทีเสียงโอ่อ่า ความลึก-ตื้น หรือความกว้างของเวทีเสียงนั้น ให้มิติที่ดีเลิศเลยทีเดียวครับ Furutech Origin Power NCF (R) คือสายไฟเส้นเดียว ที่สามารถเปลี่ยนและยกระดับคุณภาพเสียงอย่างชัดแจ้ง แม้จะเปลี่ยนแทนสายไฟเดิมลงไปเพียงเส้นเดียว ที่เครื่องแหล่งโปรแกรม หรือที่แอมป์ขยายเสียง ก็เห็นผลของการอิมพรูฟ ในเครื่องเสียงทั้งชุด ที่คุณจะต้องเซอร์ไพรส์ในทันที จากผลการทดสอบ ถ้าจะต้องเลือกเปลี่ยน Origin Power NCF (R) กับจุดใดจุดหนึ่ง ขอแนะนำที่แหล่งโปรแกรมก่อนครับ มีผลลัพธ์อันชัดเจนที่สุด ผลลัพธ์ต่อแหล่งโปรแกรม ไม่ว่าจะเป็น ซีดีเพลย์เยอร์ DAC หรือสตรีมเมอร์ มีผลมากจริงๆ หลังจากนั้นจะไปเปลี่ยนที่แอมปลิไฟร์ ในเส้นถัดไปก็ได้ครับ เนื่องจากสายรุ่นนี้ ราคาก็สูงตามคุณภาพไฮเอ็นด์ของเขานั่นละครับ กล่าวสรุปแบบสั้นๆ ได้ว่าสายไฟเอซี Origin Power NCF (R) จาก Furutech คือ ปรากฏการณ์อัศจรรย์อย่างหนึ่งของวงการสายสัญญาณระดับออดิโอไฟล์ที่น่าตื่นเต้นประทับใจครับ Furutech Origin Power NCF (R) ราคา 83,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd. Tel: 0-2932-5981 หรือ LINE ID : @clefaudio
ASL INT-50L สุดทางเสียงดนตรีกับแอมป์คลาส A ผลงานของ Absolute Audio Labs. (ASL) เครื่องเสียงแบรนด์ไทยที่ออกแบบและผลิตแอมปลิไฟร์คลาส A ระดับยักษ์มาแล้วหลายปี ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทแยกชิ้นปรี-เพาเวอร์ และครั้งนี้เป็นการดีไซน์อินทิเกรเต็ดแอมป์ ASL INT-50L ที่ไบอัสกระแสวงจรในแบบ คลาส A Push Pull มีกำลังขับ 50 วัตต์ต่อแชนแนล (ซึ่งจะไม่ใช่แบบ ซิงเกิ้ลเอ็นด์คลาส A) จุดเด่นคือจะให้กำลังที่สูงกว่าแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์ ในขณะที่ใช้กำลังไฟเท่าๆ กัน ในแง่ของการดีไซน์ มีข้อดีตรงที่สามารถแปรผันกระแสที่ไหลผ่านลำโพงเมื่ออิมพีแดนซ์ต่ำลงไปอีก ได้ราวหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว! ระบบพุชพูลคลาสเอนั้น ถ้าออกแบบวงจรได้ดี จะสามารถปรับการทำงานของสัญญาณเสียงและเฟสให้สมมาตรกันได้ อันจะส่งผลต่อ ค่าความเพี้ยนทาง THD ต่ำลงไปได้เรื่อยๆ นั่นคือการขยายเสียงที่เที่ยงตรงแม่นยำ และต่อเนื่องอย่างแท้จริง จากข้อมูลของผู้ผลิต ระบบพุชพูล ASL INT-50L ได้ออกแบบโดยศึกษาพฤติกรรมการใช้งานของนักเล่นเครื่องเสียง ที่เมื่อคุ้นชินกับระดับเสียงที่ฟังอยู่ในทุกๆ วัน ก็อยากขยับความดังขึ้นไปอีกเล็กน้อย โดยยังคงอยากได้รายละเอียดและบรรยากาศเดิมๆ อยู่ INT-50L จะวางระบบวงจรอยู่ชุดหนึ่ง ที่เรียกว่า QUAD OPTO BIAS ทำหน้าที่ควบคุมกระแสภายในวงจรด้วยระบบแสง ถึง 4 ชุด ช่วยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงอันฉับพลันของกระแสที่ไหลผ่านลำโพงในแต่ละเฟส แล้วนำปรับกระแสภายในวงจรให้เตรียมพร้อมที่จะขยายสัญญาณได้อย่างราบรื่นที่สุด โดยที่วงจร Class A มีพื้นฐานการไบอัสกระแส ป้อนไฟเลี้ยงให้อุปกรณ์ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ราบรื่นต่อเนื่อง แตกต่างจากคลาสอื่น ที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงการสะวิงของสัญญาณ ก็จะทำให้เสียงจะขาดความต่อเนื่องและแผดกร้าวได้ INT-50L เป็นพุชพูล คลาสเอ ที่มีความเพี้ยนต่ำ ในช่วงการฟังปกติ 4-5 วัตต์แรก แต่เมื่อเร่งโวลลุ่มขึ้นมาจากเดิมอีกราวๆ 10% วงจร QUAD OPTO BIAS ก็จะทำการปรับเปลี่ยนการไหลของกระแส ให้มีคุณลักษณะของ ฮาร์มอนิกส์ ลำดับที่สองเด่นขึ้นมา จนถึงช่วงกึ่งหนึ่งของอัตราขยาย จึงกลับเข้ามาสู่โหมดความเพี้ยนต่ำอีกที ตรงนี้จะมีผลต่อคุณภาพเสียงที่ดีอย่างต่อเนื่อง INT-50L ยังทำงานแบบ CFA (Current Feedback Amplifier) ที่มีความแม่นยำในการจัดการเรื่องเฟสเสียง ไม่ให้เลื่อนค่าเฟสไปเมื่อต้องใช้งานกับลำโพงที่มีวงจรครอสโอเวอร์อันซับซ้อนอีกด้วย INT-50L ใช้อุปกรณ์ภายในที่ค่อนข้างพิเศษ เช่น เจเฟท และ มอส เฟ็ต จาก TOSHIBA และทรานซิสเตอร์จาก FAIRCHILDS ที่เป็นระดับหายากเป็นพิเศษไปแล้วในปัจจุบันนี้ และภาคเอาต์พุตยังใช้มอสเฟ็ต โมดูล ขนาดใหญ่กว่าอุปกรณ์ทั่วๆ ไป ถึง 4 เท่า!!! มีการคัดเลือกเกรดอุปกรณ์แต่ละชิ้นอย่างพิถีพิถัน โดยใช้เครื่องวัดกราฟการทำงานของอุปกรณ์ (curve tracer) ชนิดพิเศษ ที่จะมีข้อมูลของอุปกรณ์แต่ละตัว ที่มีคุณสมบัติตรงตามซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจำลองการทำงาน ไว้เป็นมาตรฐานการวัด จุดที่ผมคิดว่า มีผลดีต่อการใช้งานจริงมากที่สุด คือมีการออกแบบให้ระดับโวลุ่มแปรผันไปในลักษณะการใช้งานจริง โดยย่านการทำงานในช่วง 25 วัตต์แรก ตั้งแต่โวลลุ่ม 0 ถึง 30 จะค่อยๆ เพิ่มความดังในสเต็ป ละนิด ผู้ที่นิยมลำโพงยุควินเทจจึงสามารถนำมาใช้กับลำโพงฟูลเร้นจ์ หรือ ฮอร์น ความไวสูงระดับ 94-105dB ได้เป็นอย่างดี และเมื่อเข้าสู่ตำแหน่งโวลลุ่มที่ 31 ถึง 50 ก็จะทวีความดังขึ้นมาอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เหมาะสมกับลำโพงความปานกลาง 87-92dB และสุดท้ายระดับโวลลุ่มที่ 50 ถึง 75 ความไวของอัตราขยายก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากวงจรอัพกระแสสำรอง เพื่อให้เหมาะสมกับลำโพงยุคปัจจุบัน ที่มีความไวต่ำ 82-85dB จัดว่าออกแบบไปตามพฤติกรรมการใช้งานจริง ของออดิโอไฟล์ ทุกท่านจะสามารถสัมผัสได้จากการทำงานอย่างราบรื่นขณะใช้งานขยายในวงจร ตามข้อมูลของผู้ผลิต ในเทคนิคเชิงโครงสร้างนั้น ได้มีการให้รายละเอียดไว้ดังต่อไปนี้ 1. ขั้ว RCA อินพุตต่อตรง “ลัดสั้น” เข้าภาคควบคุมโวลลุ่ม และปรีแอมป์โดยตรง ลดทอนการสูญเสียสัญญาณ และสัญญาณรบกวนได้เป็นอย่างดี 2. ออกแบบการวางแผงวงจรแบบสมมาตร ทั้ง ซ้าย-ขวา รวมถึงเฟสบวก และลบของสัญญาณ 3. ใช้ตัวเก็บประจุขนาดรวม 120,000 ไมโครฟารัด ถือว่ามากที่สุดในอินทิเกรทแอมป์กำลังขับเท่าๆ กัน 4. ไดโอด เร็กติฟายเออร์ ใช้แบบตัวถัง SOT-227 ขนาด 80 แอมแปร์ ซึ่งจะพบเจอได้ในเพาเวอร์แอมป์ชั้นนำเท่านั้น 5. การจ่ายกระแสไฟให้อุปกรณ์มอสเฟ็ตเอาต์พุต ชนิดพิเศษ ใช้ระบบฮาร์ดวายริ่ง เพื่อการส่งผ่านกระแสไฟสูงสุด สามารถรองรับเอาต์พุต ขับโหลดได้ต่ำสุดถึง 2 โอห์ม 6. ตัวถังอลูมินั่มทั้งชิ้น ยึดด้วยน็อตอลูมินั่มรอบตัวถัง และใช้น็อตไทเทเนี่ยมชุบทองด้านหน้า 7. หน้าปัดแสดง ช่องสัญญาณอินพุต และตัวเลขโวลุ่มขนาดใหญ่ มองเห็นชัดเจน ซึ่งจะลดแสงลงเมื่อเราคอนโทรลเรียบร้อยแล้ว อุปกรณ์มอสเฟ็ตเอาต์พุต ใช้ระบบฮาร์ดวายริ่ง เพื่อรองรับกระแสขนาดใหญ่ มีระบบ AC NOISE FILTER และ RECTIFIER DIODE ขนาดใหญ่ ที่มีระบบป้องกันกราวนด์ลูป (GROUND LOOP ELIMINATE) ในตัว ส่วนหม้อแปลงชนิดเทอรอยดัล ขนาดถึง 450VA ฮีทซิ้งค์ระบายความร้อนจัดวางตำแหน่งทั้งสองด้านซ้ายขวาของตัวถังดูขึงขังมาก Test Report การทดสอบของผมคือ อยู่ในแง่ของการใช้งานจริง โดยใช้เวลาถึงสองสัปดาห์เต็ม จึงมีบทสรุป ASL INT-50L แอมปลิไฟร์ระบบคลาส A ดังต่อไปนี้ 1. ตัวถังมีโครงสร้างบึกบึนแข็งแรง อาจกล่าวได้ว่า แอมป์ระดับราคานี้ แทบไม่พบคุณสมบัติเท่าเทียม ASL INT-50L ฮีทซิ้งค์มีรูปทรงที่ลงตัว ระบายความร้อนได้ดี โครงสร้างนี้มีผลต่อการป้องกันการรบกวนจาก Noise ได้ครบถ้วน และโดยรอบๆ ตัวถัง โครงสร้างเครื่องจะไม่มีส่วนมุมคมบาดมือ การเลเซอร์เจาะตราโลโก้ -รุ่น บนเพลทหน้าปัด ถือว่าผลงานมาตรฐาน ในเชิงโครงสร้างทำได้ประณีตมากเลยครับ 2. หน้าปัด ที่มีดิสเพลย์กลางเครื่องแม้ส่วนตัวผมคิดว่าไม่มีความจำเป็น แต่ในความเป็นจริง เมื่อใช้งาน จะให้ความสะดวกในการแจ้งระดับความดังเป็นตัวเลขขนาดใหญ่ คอนโทรลได้จากปุ่มโวลุ่มและซีเลคเตอร์ หรือรีโมตคอนโทรล และในช่วง 2-3 วินาที ไฟที่สว่างนัันก็จะลดแสง หรือ “ดิม” ลงไป ไม่ให้เป็นจุดสะดุดต่อสายตาแต่อย่างใด 3. บุคลิกเสียงติดมาทางหวานฉ่ำละมุนที่ปลายเสียงจะคล้ายเสียงเครื่องหลอดมากครับ และให้พลังที่หนักแน่นตั้งแต่แรกเปิดเครื่องไปจนถึงชั่วโมงสุดท้ายที่คุณเปิดใช้งาน ต้องชมเชยว่า น่าประทับใจตรงเป็นแอมป์คลาส A ที่กำลังดีไม่มีตกเลยจริงๆ ไม่ว่าจะขับที่ความดังแผ่วเบา หรือใช้อัตราสะวิงที่ความดังสูงๆ ก็ตาม 4. ในแง่อัตราสะวิง ให้ค่าไดนามิคดีมาก เปรียบเทียบแอมป์คลาส A ด้วยกัน ถือว่าโดดเด่นมาก และด้วยกำลังขับขนาด 50 วัตต์ คลาส A ของ INT-50L นี้ เทียบกับแอมป์คลาสอื่นๆ จะเหมือนเรากำลังรับฟังแอมป์ขนาด 150 วัตต์ ที่ผมเคยใช้งานเลยละครับ เสียงที่มีความโดดเด่นเรื่องการให้รายละเอียด จากความดังระดับต่ำๆ ไปจนถึงระดับความดังสูง ทำได้อย่างมีสัดส่วนดนตรีอันสวยงาม และเสียงโอ่อ่าเปิดเผยเป็นพิเศษ 5. การไดรฟ์ลำโพงซึ่งใช้วงจรครอสโอเวอร์ ที่มีความต้านทานสลับซับซ้อนอย่าง BBC LS3/5A, LS 5/9 หรือ Harbeth P3 ESR Monitor 30.2 รวมถึง Totem One ที่ว่า ขับยากๆ เหล่านี้ ผมทดลองทั้งหมดแล้ว พบว่าแอมป์ ASL INT 50-L “จัดเต็ม” ได้อย่างสบายมาก ทั้งที่ตัวเลขเร่งโวลุ่มไม่เกิน 30 เท่านั้น จึงมั่นใจความสามารถได้อย่างเต็มที่ 6. เป็นแอมป์ที่มีบุคลิกเสียงที่อิ่มฉ่ำ พลังลึกเร้นดี ขับย่านความถี่ลำโพงออกมาครบถ้วน ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ เสียงแบบนี้ต้องบอกว่าเกินความคาดหมายของผมไปมากครับ นับเป็นผลงานการออกแบบแอมปลิไฟร์ คลาส A ที่น่าประทับใจ เสียงดีเยี่ยมแบบนี้ อาจจะต้องแลกกับความร้อนที่ระบายออกมาทางฮีทซิ้งค์ ที่แผ่ไปจนถึงหลังเครื่อง และหน้าปัดอีกเล็กน้อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาเพราะผมเล่นแอมป์หลอด และแอมป์คลาส A มาตลอดอยู่แล้ว (คือถ้าแอมป์คลาส A ไม่ร้อนนี่ต่างหากที่ผมจะงง) 7. ในแง่ของการดีไซน์ ASL INT-50Lเป็นแอมป์ที่พิถีพิถันในการออกแบบ และได้ผลลัพธ์ที่ดี นี่คืออินทิเกรเต็ดที่สามารถสนองตอบการฟังเพลงได้ทุกสไตล์โดยไม่มีข้อจำกัด ไม่ได้แค่เพียงให้รายละเอียดได้ครบถ้วน เสียงหวานละมุนเท่านั้น แต่ยังคงไว้ซึ่งพละกำลังซ่อนเร้นอยู่อย่างมากมายเหลือพอ ที่จะแสดงศักยภาพออกมาอย่างครบถ้วนเมื่อคุณได้ฟังจริง จากเพลงพ็อพ แจ๊ส ไปจนถึงคลาสสิก วงออเคสตร้าขนาดใหญ่ ทุกสไตล์ที่คุณได้ฟังจะมาพร้อมกับความแม่นยำเที่ยงตรงของเสียงดนตรี ให้เวทีเสียงที่มีความโอ่อ่า มีความเป็นธรรมชาติสูง และเสียงดนตรีที่ไหลราบรื่นต่อเนื่องสวยงามประดุจสายน้ำ กล่าวได้ว่าสุดปลายทางเสียงดนตรีนั้น ASL INT-50L จะช่วยให้คุณไปถึงทุกจินตนาการได้ในทุกๆ รายละเอียดอย่างแน่นอน ASL INT-50L ราคา 97,500.- บาทต่อเครื่อง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Absolute Audio Labs คุณบอย โทร. 083-121-4445 หรือทดลองฟังได้ที่ Hifi House กรุงเทพ คุณศราวุฒิ 091-718-8716 โทร/ไลน์
KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ผสานความลงตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน โจทย์ที่ว่า ถ้ามีลำโพงสองทางขนาดเล็กหรือขนาดกลาง แล้วต้องการอัพคุณภาพมากยิ่งขึ้น สมควรเปลี่ยนเป็นลำโพงตั้งพื้นหรือเสริมแอคทีฟซับวูฟเฟอร์? นี่ก็คือคำตอบที่น่าสนใจ ถ้าคุณยังต้องการให้ลำโพงวางขาตั้งหลัก แบบ Bookshelf แต่เดิมนั้น คงสถานะไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับตัวอย่างการจัดเซ็ตครั้งนี้ ลำโพงหลักของผมคือ KEF LS50 Meta ในแง่การออกแบบจัดว่าล้ำสมัยที่สุดคู่หนึ่ง ลำโพงรุ่น LS50 Meta ได้พัฒนามาหลายเวอร์ชั่น และล่าสุดก็คือ LS50 Meta เป็นลำโพงที่เน้นย้ำเรื่องความแม่นยำสูงและให้คุณภาพเสียงด้วยบุคลิกดึงดูดอารมณ์ ซึ่งสร้างขึ้นจากเทคโนโลยีอะคูสติก ระดับ “ปฏิวัติวงการ” ลำโพงขนาดกะทัดรัด ที่แข็งแรงทนทานรุ่นนี้ ได้รับการออกแบบโดยใช้ไดรเวอร์อาร์เรย์ Uni-Q เวอร์ชั่น 12 ที่มีเทคโนโลยีการดูดซับ Metamaterial ที่ควบคุมโครงสร้างอันซับซ้อนมากคล้ายเขาวงกตที่สามารถดูดซับเสียงที่ไม่ต้องการจากด้านหลังของไดรเวอร์ได้ 99% เป็นเทคนิคช่วยขจัดความบิดเบือนที่เกิดขึ้นและให้เสียงที่บริสุทธิ์เป็นธรรมชาติมากขึ้น ดังนั้น Uni-Q รุ่นที่ 12 พร้อม MAT ได้ทำงานร่วมกันภายใต้โครงสร้างที่ยอดเยี่ยม ในท่ามกลางความบิดเบือนที่น้อยลงที่สุดในระบบลำโพง และสนองตอบเสียงที่โปร่งใสสมจริงมากกว่าที่เคยเป็น เท่าที่ได้ทดสอบใช้งาน จุดเด่นลำโพงคู่นี้ คือความมีพลังในการกระจายเสียงได้สม่ำเสมอทั่วทั้งห้องได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งที่มีขนาดย่อมๆ เท่านั้น ไดรเวอร์ Uni-Q ที่ประกอบอยู่บนพื้นผิวโค้งมนของแบบเฟิลหน้า ช่วยแผ่เสียงออกไปโดยไม่มีการรบกวนจากขอบแข็งซึ่งทำให้เกิดการ ”เลี้ยวเบน“ หรือ Diffraction ของเสียง ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงที่สะอาดและแม่นยำ ไม่ใช่แค่ลำโพงที่ใช้งานได้ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังเป็นประติมากรรมที่สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับชีวิตของผู้ฟังอีกด้วย ปัจจุบัน LS50 Meta มีตัวเลือกสีให้ถึง 4 สี ได้แก่ Carbon Black, Titanium Grey, Mineral White และ Royal Blue Special Edition LS50 Meta ได้รับการออกแบบโดย Simon Davies และ KEF Industrial Design Team ซึ่งมีแง่มุมทางด้านเทคนิคหลายอย่างที่น่าสนใจ หากมีโอกาส ผมจะนำเอาแนวคิดและวิธีการออกแบบของ Simon Davies มาให้ได้อ่านกันในเร็วๆ นี้ครับ มีผู้รักลำโพง KEF LS 50 สอบถามเข้ามาบ่อยครั้งว่า พวกเขายังคงพึงพอใจในน้ำเสียง LS50 Meta แต่หากจะขยับเป็นลำโพงตั้งพื้นของ KEF ก็ออกจะเสียดายคุณสมบัติเสียงเดิมๆ ของลำโพงคู่โปรด ที่กลางแหลม และมิดเบสสวยงามมากๆ ทางเลือกที่ทำให้ลำโพง มีความทรงพลังโอ่อาแม่นยำและย่านความถี่ครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ใกล้เคียงกับลำโพงตั้งพื้น แต่ไม่อยากเปลี่ยนเป็นลำโพง Floor Standing ทำอย่างไรดี? คำตอบที่ผมได้มาคือ ให้เสริม KEF KC 62 เข้าไป 1-2 ตู้ละก็ คุณก็จะเห็นความแตกต่างที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน และเท่าที่ผมนำมาจัดชุดทดสอบให้ฟังใน Live เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ชมจะเห็นว่า KEF LS50 Meta และ KC62 ได้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่รู้สึกเลยว่า Active Sub-Woofer เป็นส่วนเกินในระบบ แต่กลับเสียงดีขึ้น และความสวยงามของตัวตู้ขนาดลูกเต๋า ก็เป็นที่ติดตาต้องใจยิ่งนัก แม้ว่าปัจจุบันจะมีการให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของการเสริม Sub-Woofer เข้าไปในระบบ ทุกสิ่งอย่างที่เป็นระบบเครื่องเสียงนั้น เราต้องยอมรับว่ามีหลายวิธีทางที่เราจะไปสู่จุดหมายของเราได้ ส่วนได้ ส่วนเสีย ส่วนผิด หรือส่วนถูก ขึ้นอยู่กับเรานำเอา Sub-Woofer มาใช้ด้วยเหตุผลใด และปรับให้สมดุลได้อย่างไร นั่นเอง ซึ่งผมเคยได้อธิบายและแสดงเหตุผลเอาไว้หลายสิบประการแล้ว คงไม่จำเป็นต้องย้อนกลับมาพูดถึงอีก ประโยชน์ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ที่ใช้ว่า ใช้เป็น หรือไม่เป็น เข้าใจอรรถประโยชน์ที่พึงได้หรือไม่เพียงไร สำหรับ KEF LS50 Meta และ KC62 ที่ผมได้ทดลอง Matching ใช้งานด้วยกันมาแล้ว ส่วนตัวคิดว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เมื่อไม่อยากก้าวกระโดดขึ้นไปเล่นลำโพงตั้งพื้น อาจจะด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ห้อง หรือเหตุผลอื่นๆ KEF KC62 เป็นคำตอบที่น่าสนใจจาก ซัพวูฟเฟอร์จิ๋วที่น่าอัศจรรย์ ตู้นี้ แนวทางการออกแบบซับวูฟเฟอร์ KC62 ของ KEF คือ เล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้พลังเสียงเบสที่หนักแน่นสมจริงเท่าที่จะเป็นไปได้เช่นเดียวกัน KC62 เป็นซับวูฟเฟอร์ขนาดกะทัดรัดเหลือเชื่อ สามารถมอบพลังและความมหัศจรรย์ของเสียงเบสที่ทุ้มลึกและแม่นยำ เพื่อประสบการณ์การฟังเพลง หรือชมภาพยนตร์ และเล่นเกมที่เต็มอิ่มและน่าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก จุดเด่นคือ KC62 มีขนาดเท่าลูกฟุตบอล สร้างขึ้นโดยใช้วิศวกรรมชั้นยอดของ KEF ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี Uni-Core ที่ล้ำสมัย ใช้ตัวไดรเวอร์ขนาด 6.5 นิ้ว จำนวน 2 หน่วย ทำงานคล้ายลูกสูบช่วงชักยาวให้การผลักอากาศได้ปริมาณมหาศาล ใช้การขับเคลื่อนด้วยแอมปลิไฟร์กำลังขับ 1,000W RMS Class D ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อขับความถี่ต่ำ นี่คือการจับคู่ระหว่าง ลำโพง Book Shelf ขนาดย่อม กับ Active Sub-Woofer ขนาดจิ๋ว แบรนด์เดียวกัน ซึ่งออกแบบมาบนพื้นฐานเดียวกันด้วยครับ • ผลลัพธ์ที่ได้จากภาคปฏิบัติ KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ทดสอบจริงในห้องฟังขนาด 3.5x4.5 เมตร การปรับถือว่าง่ายมาก เพราะมี EQ หรืออีควอไลเซชั่นด้วย DSP อัตโนมัติถึง 5 ตำแหน่ง (Room, Wall, Corner, Cabinet, Apartment) ให้เราเลือกโหมดไปตามจุดตำแหน่งที่วางในสภาพแวดล้อมของห้องก่อน แล้วปรับระดับความดัง ความถี่จุดตัด และเฟสตามมา ข้อแนะนำ ควรหาจุดตั้ง KEF KC62 ในแนวระนาบเดียวกับ LS50 Meta ซึ่งเป็นจุดดีที่สุด หรือจะเป็น เสมอด้านหน้า หรือถอยหลังลึกกว่าลำโพงหลักก็ได้ ไม่ควรให้ตู้ซับ KEF KC62 วางล้ำหน้า หรือถอยหลังมากเกินไป ควรอยู่ห่าง LS50 Meta ในระยะไม่เกิน 1 ฟุต หรือใกล้กว่า เพราะจะปรับได้กลมกลืนง่ายขึ้น ให้ปรับค่าจุดตัดต่ำสุดของซับวูฟเฟอร์ ปรับระดับความดัง Level ทีละเล็กละน้อยแล้วค่อยๆ ขยับขึ้นมา ในจุดที่เสียงเชื่อมต่อกันราบรื่นที่สุด สำหรับในการทดสอบของผม ที่ได้ผลดีที่สุดคือ ให้ตั้งค่าความถี่จุดตัดของ KC62 ไว้ที่ประมาณ 45Hz เพราะนั่นคือจุดที่เบสของ LS50 Meta เส้นเคิร์ฟจะเริ่มลาดลงมา ถ้าถามว่า จุดที่ 45 Hz ของ KC62 อยู่ตรงไหน ก็ให้ดูที่ปุ่มปรับ Crossover ของ KC62 ซึ่งจะอยู่กึ่งกลางระหว่าง 40 และ 50Hz ครับ อันที่จริงเราสามารถยกจุดตัดความถี่ให้สูงขึ้นได้ ประมาณ 100Hz แต่การทำงานร่วมกับ LS50 Meta อาจจะไม่ได้ผลดีและกลมกลืน ได้เท่ากับจุดตัด 45-50Hz นี้ วิธีฟังคือ การปรับให้เบสและเสียงต่ำต้องไม่โด่งขึ้นมากเกินจริง ยึด Tonal Balance เป็นหลัก ในการหาจุดสมดุล – ใช้วิธีปรับด้วยการหาจุด 2 จุดคือ จุดที่ทำให้เราได้ยินเสียงต่ำชัดเจนที่สุด (อาจจะล้นๆ นิดนึงก็ได้) จากนั้นปรับให้ได้ยินเสียงซับวูฟเฟอร์เบาที่สุด หรือแทบไม่ได้ยินเลย หลังจากนั้นให้หาจุดกึ่งกลาง ระหว่างสองจุดตำแหน่งนี้ โดยอ้างอิงจากเพลงหรืออัลบั้มที่คุ้นเคยและมีย่านความถี่ค่อนข้างครบ ไม่ใช่แค่นำแผ่นหรือใช้เพลงที่เน้นเสียงกลอง หรือเสียงต่ำตูมตามมาปรับ เป็นหลักนะครับ สรุป จุดที่ดีมากๆ ของ LS50 Meta และ KC62 คือแนวทางการออกแบบนั้นเป็นแบรนด์เดียวกัน การปรับจึงกลมกลืนกันง่าย และใช้เวลาไม่นาน คุณจะปรับเป็นลำโพงซิสเต็มเดียวกันได้อย่างลงตัว • หมายเหตุ ทั้ง KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ควรถูกเบิร์น เกิน 80-120 ชั่วโมงแล้ว จะให้ผลอย่างเต็มที่ครับ บทสรุป จากการใช้ KEF KC62 ร่วมกับ KEF LS50 Meta 1. ให้เวทีเสียงด้านกว้างลึกดีขึ้น 2. เครื่องดนตรีเสียงต่ำชิ้นหลัก อย่างดับเบิ้ลเบส กลอง มีมวล และพละกำลังเต็มอิ่มขึ้นอย่างน่าพึงพอใจมาก เรียกว่าสร้างความชัดเจนมีสัดส่วนของดนตรีเพิ่มขึ้น 3. น้ำหนักเสียงของชิ้นดนตรี มีมิติเป็นชิ้นเป็นอัน ให้สเกลเสียงสมจริง 4. มีผลด้านเสียงร้องที่อิ่มลึกขึ้น เสียงลงลำคอจะดูเป็นจริงมากกว่าเดิม 5. อิมเมจ จุดตำแหน่งเสียง ให้ความมีสัดส่วน ทรวดทรงดนตรี ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม 6. ช่วยให้เสียงต่ำทอดยาว มีน้ำหนัก มีผลดีกับเพลงแจ๊ส ร็อค และคลาสสิก จำพวกวงออเคสตร้า 7. มวลรวมของการฟังดนตรีที่มีจำนวนชิ้นมากๆ อย่างเพลงจากวงออเคสตร้า มีไดเมนชั่นเสมือนเสียงสามมิติเพิ่มขึ้น รูปวงขยายเต็มอัตราส่วน นี่คือการรวมระบบลำโพง KEF LS50 Meta และ KEF KC62 ที่เสมือนหยิบลำโพงทรงลูกเต๋ามาผสมผสานกัน ทั้งลำโพงหลักและซับวูฟเฟอร์ ด้วยการส่งพลังเสียงโดดเด่น โอ่อ่าเทียบเคียงลำโพงตั้งพื้นระดับแสนได้อย่างสบายๆ และอาจจะมีข้อดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจนคือ ไม่เปลืองพื้นที่ห้องฟัง นั่นเอง KEF LS50 Meta ราคาคู่ละ 49,900.- บาท KEF KC62 ราคาตู้ละ 69,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand
AURENDER A1000 สตรีมเมอร์ไฮเอนด์ สุดคุ้มค่า การเล่นเครื่องเสียงมีการพัฒนามาอย่างยาวนานนับศตวรรษ รูปแบบแหล่งโปรแกรมเปลี่ยนจากอนาล็อกมาถึงดิจิตอลออดิโอ บนเส้นทางของสตรีมมิ่ง หรือการฟังเพลงผ่านอินเตอร์เน็ต ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นสตรีมเมอร์รุ่นใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นมาสนองตอบนักเล่น นับแต่ขั้นเริ่มต้น จนถึงไฮเอนด์นับพันๆ รุ่น เปลี่ยนวิธีการทางคอมพิวเตอร์ด้วยการดาวน์โหลด มาเป็นสตรีม ที่ผมอยากพูดง่ายๆ ว่า เหมือนการ Live หรือถ่ายทอดสดจากผู้ให้บริการที่อัพโหลดแล้วส่งมายังเครื่องของเรานั่นเอง อุปกรณ์หลักที่สามารถทำงานร่วมกันและยึดโยงเป็นเครือข่ายได้คือ คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน เครื่องเล่นสตรีมเมอร์ทั้งหลาย กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน คิดว่าในยุคนี้ สตรีมมิ่งคือธงนำ นักเล่นเครื่องเสียงที่ต้องการคุณภาพเพลงที่ดี และมีความสะดวกสบายในการฟังเพลงในบ้านอย่างแท้จริง ระบบ-วิธีการเล่น ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก จะเปรียบเสมือนว่า สตรีมเมอร์คือ เครื่องเล่นเพลงที่มีระบบปฏิบัติการ เพื่อฟังเพลงโดยเฉพาะ ที่อาจจะแยกวิธีใช้งานอย่างง่ายที่สุดด้วยระบบไร้สาย Bluetooth Wi-Fi หรือระบบสาย ด้วยอีเธอร์เน็ต เทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยสาย LAN ความเสถียร และอัตราความเร็วของอินเตอร์เน็ต รวมถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อจะมีผลต่อ คุณภาพเพลง ที่เราจะได้ฟังด้วย สำหรับผมได้ฟังเพลงสตรีมมิ่งมาหลายปี ทดลองตั้งแต่เครื่องราคาพื้นฐานมาจนถึงแยกชิ้น และที่ยังไม่ลงมือลงไปเล่นแบบจริงจัง ก็เพราะในช่วงก่อนหน้านี้ ผมยังไม่ค่อยปลื้มกับคุณภาพ ทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ต้นทางคือคุณภาพไฟล์ ที่ได้จากผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ระยะแรก เสียงยังเทียบเคียงแผ่นซีดี ยังไม่ได้ สอง กลางทาง หมายถึงระบบจัดส่งสัญญาณทางอินเตอร์เน็ต ยังไม่เร็วพอ ไม่เสถียรพอ และสาม ปลายทาง คือเครื่องสตรีมเมอร์ และระบบปฏิบัติการยังไม่มีคุณภาพพอเพียง กลับกันในปัจจุบัน มันเป็นคนละเรื่องกันเลย ผู้ให้บริการเริ่มมีการส่งไฟล์ ระดับไฮเรส ที่ดีกว่าการฟังแผ่น CD อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และส่งข้อมูลได้แม่นยำ เครื่องเล่นสตรีมเมอร์ไฮเอนด์ ก็พัฒนากันแบบสุดโต่งไปเลย โดยเฉพาะเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ที่มีระบบสตรีม มีภาค DAC และภาคปรีในตัว พร้อมที่จะนำไปเชื่อมต่อกับภาคขยาย อย่าง AURENDER A1000 นี้ คือคำตอบของทุกๆ เหตุผล ถ้าคุณจะหันมาเล่นเพลงสตรีมมิ่งอย่างสมบูรณ์แบบ หากย้อนหลังกลับไป น้อยคนจะทราบว่า ผู้ที่คิดค้นเครื่องเล่นสตรีมเมอร์เครื่องแรกขึ้นมาในโลก บริษัทนั้นก็คือ AURENDER จากประเทศเกาหลี เมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้ว‼️ พัฒนาการของ AURENDER จึงถือว่าก้าวหน้ารวดเร็วกว่าใคร โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ไฮเอนด์ ถือว่ายืนอยู่แถวหน้าเลยด้วยซ้ำ การเป็นผู้ริเริ่มก่อน พัฒนาก่อน คือข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดเจน แม้ผมจะไม่ใช่ขาหลักด้านสตรีมเมอร์ เพราะชีวิตทุ่มเทให้กับการเล่นแผ่นเสียงแบบอนาล็อกมากกว่า อีกทั้งมีผู้เชี่ยวชาญ ด้านสตรีมมิ่ง ที่เขาลงไปปักหลักลงลึกมายาวนาน อาจจะอธิบายเทคนิคลงไปในดีเทลได้ละเอียดยิ่งกว่าผมด้วยซ้ำ แต่ผมก็จะพูดถึงในฐานะ “คนเล่นเครื่องเสียง” ที่เล่นทุกระบบซึ่งให้คุณประโยชน์ต่อการฟังเพลง ว่าหากเปิดใจให้ระบบสตรีมมิ่ง เครื่อง AURENDER A1000 น่าจะเป็นเครื่องสตรีมเมอร์ ที่ใจของนักเล่นอย่างเรา ยอมรับได้อย่างไร้ข้อกังขาครับ AURENDER A1000 สำหรับผมก็เปรียบเสมือนเครื่องเล่น SACD ผสมดิจิตอลจูนเนอร์ ที่มีภาค DAC ในตัว ต่อเข้ากับแอมป์ เซ็ตอัพนิดหน่อย เล่นเพลงได้ทันที ไม่ต้องมีภาระเก็บแผ่นเพลงที่ชอบเป็นพันๆ แผ่น เช่นปัจจุบันอยากฟังเพลงก็แค่เป็นสมาชิกผู้ให้บริการ และเพลงมีให้เลือกเป็นล้านอัลบั้ม‼️ หรือจะเลือกบริการฟังเพลงและข่าวสารฟรีจากวิทยุอินเตอร์เน็ตบนโลกใบนี้ AURENDER A1000 มีให้คุณเลือกฟังเป็นหมื่นสถานี โดยเฉพาะสถานีเพลงที่ให้คุณภาพเสียงกันในระดับออดิโอไฟล์ AURENDER A1000 มีจุดเด่นที่นอกเหนือจากโครงสร้าง รูปทรงจะงดงามแข็งแกร่ง มีหน้าจอ IPS LCD 6.9" ขนาดใหญ่ โชว์ข้อมูลและหน้าปกอัลบั้มเพลงที่กำลังเล่นอยู่ ภายในยังออกแบบระบบวงจรอย่างเป็นเลิศด้วย มีภาคชิปแด็ค AKM4490REQ ทำงานในแบบ Dual Mono โดยใช้ชิป 2 ตัวแยกกันทำงานอิสระ ตัวละ Channel ไปเลย ให้การรองรับ Tidal, Tidal Connect, Qobuz, Spotify Connect, AirPlay และยังมี Bluetooth AptX-HD และ Google Cast Audio รองรับไฟล์เพลงได้ในระดับ 32-bit 768 kHz และ DSD512 ที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญเลย คือภาคจ่ายไฟภายในที่ใช้ 5 ชุดแยกอิสระ สำหรับภาคดิจิตอลและภาคอนาล็อก รวมไปถึง Clock และ FPGA มี Digital output และ Digital input ครบทุกรูปแบบ สะดวกอย่างยิ่งในการต่อใช้งานร่วมกับเครื่องอื่นและการขยายการทำงานในอนาคต มี HDMI ARC Input, Bluetooth AptX-HD, Google Cast Audio สะดวกอย่างยิ่งในการต่อใช้งานกับ Device ต่างๆ มีสล็อตสำหรับติดตั้ง SSD เพิ่มเติม หากต้องการสตรีมไฟล์ไฮเรสจากในเครื่องโดยตรง สรุปก็คือ AURENDER A1000 มีความสามารถหลากหลาย สามารถใช้งานเป็นสตรีมเมอร์, Digital Transport, D/A Converter และเป็น Preamplifier ในตัว หากเรามาวิเคราะห์เจาะลึกลงไปจากด้านหน้าที่เรียบง่าย มีปุ่มเลือกกด Power และซีเลคเตอร์ ไม่กี่ปุ่มไปจรดด้านหลังที่มีอินพุต เอาต์พุตครบครัน • หากเปิดหลังเครื่องเข้าไปดูภายใน เราจะเห็นแผงวงจรของภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่เกือบครึ่งหนึ่งของตัวเครื่องเลยทีเดียว มีหม้อแปลงลูกใหญ่ 1 ชุด ทำหน้าที่จ่ายไฟให้กับดิจิตอลบอร์ด และหม้อแปลงลูกเล็ก อีก 2 ชุด ที่จะมีภาคจ่ายไฟแบบเรกกูเรตย่อยๆ ออกไปอีก 6 ชุด เพื่อจ่ายไฟให้กับภาคดิจิตอล และ D/A Converter สำหรับภาคจ่ายไฟทั้งหมดเป็นรูปแบบ “เรกกูเรต” ซึ่งมีใช้ในเฉพาะสำหรับเครื่องไฮเอนด์เท่านั้น เครื่องสตรีมเมอร์ทั่วๆ ไปยากจะฝันถึง แผงวงจรภายใน AURENDER A1000 จะประกอบไปด้วยแผงวงจรหลัก 3 แผง ภาคจ่ายไฟ 1 แผง ดิจิตอลเมนบอร์ดที่ติดตั้ง CPU อีก 1 แผง และภาคดิจิตอลออดิโอกับภาคแปลงรหัส D/A Converter อีก 1 แผง น่าทึ่งตรงที่ ตามปกติเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ชั้นดีทั่วไป มักไม่ได้ทำการแยกแผงเมนบอร์ด และดิจิตอลออดิโอออกจากกัน ก็เพื่อประหยัดต้นทุนและความรวดเร็วในการผลิต แต่ AURENDER ให้ความพิถีพิถันกับเรื่องเหล่านี้มาก ด้วยการแยกบอร์ดทั้งสองออกจากกัน จะทำให้สามารถลดสัญญาณรบกวนจากดิจิตอลบอร์ดไปยังอนาล็อกบอร์ดลงได้อย่างมาก เพื่อคุณภาพเสียงที่ดีและถ่ายทอดทุกไฟล์เสียงอย่างหมดจดจริงๆ รายละเอียดทางด้านการออกแบบ ท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้จากเพจ DISCOVERY HIFI เพิ่มเติมได้เลยครับ https://www.facebook.com/people/DISCOVERY-HIFI/61557919654271/ • การทดสอบใช้งาน เพื่อความสะดวกในการคอนโทรลระบบสตรีมมิ่ง ต้องโหลดแอพพลิเคชั่น Conductor ของ AURENDER ในแอพสโตร์ มาใช้งานนะครับ กรณีของผมใช้กับ iPhone 15 ProMax และ MC Book Pro บางท่านอาจจะใช้เป็นแท็บเล็ตก็ขึ้นกับความสะดวกของแต่ละท่าน ในระยะเวลาสองสัปดาห์แรกที่ผ่านมา ผมมีโอกาสคลุกคลีใช้งานเครื่อง AURENDER A1000 อย่างจริงจังในฐานะนักเล่นเครื่องเสียงที่ปรารถนาคุณภาพเสียงดนตรีที่ดีงามอย่างหลายหลาก และต้องการความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน การต่อใช้งาน ผมใช้สาย LAN เป็นตัวเชื่อมต่อรับสัญญาณจากเราเตอร์ ตรงมายัง A1000 ซึ่งเป็นสายธรรมดาตามมาตรฐาน (แพคเกจอินเตอร์เน็ตที่ใช้คือ 1000/700) ผมฟังเพลงสตรีม จากAURENDER A1000 มาได้สัก 3-4 วัน โดยต่อสายแลนจากเราเตอร์โดยตรงไม่ได้ผ่านอุปกรณ์อื่นใด ผมว่าปกติ AURENDER A1000 ให้คุณภาพ รายละเอียด ที่ดีเยี่ยมน่าพอใจจากเพลงของผู้ให้บริการ Streaming หลายเจ้าที่ผมเป็นสมาชิกอยู่แล้วละครับ แต่เมื่อ คุณกิตติคุณ DISCOVERY HIFI ได้ส่งเน็ตเวิร์คสวิตช์ Ediscreation SILENT SWITCH OCXO มาให้พร้อมกับสาย LAN เกรดสูง Viard Audio มาให้ พอนำมาต่อคั่นใช้งาน ผมมีความรู้สึกเหมือนโลกแห่งเสียงดนตรี เปลี่ยนไปอีกหนึ่งสเต็ปทันที ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งอยู่ไม่น้อย เสียงที่ดูเรียบสะอาดมากๆ ให้ความอิ่มฉ่ำ อบอุ่นขึ้น รายละเอียดเสียงดีขึ้น เพลงที่มาจาก TIDAL แนวเพลงที่ชอบเหมือนถูกยกระดับไปอีกขั้นหนึ่งเลย และเมื่อฟังเพลงจากวิทยุอินเตอร์เน็ตของ BBC ประเทศอังกฤษ เสียงช่วงปลายดูเนียน เสียงสนทนาของผู้จัดทำรายการ หลุดลอยออกมาเหมือนไปนั่งฟังเขาพูดต่อหน้า เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันที เสมือนหนึ่งว่า Noise ต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ระบบการเล่นเพลง Streaming นั้น ถูกคัดกรองสัญญาณรบกวนออกไป ให้เราฟังเสียงที่สะอาดกว่า เป็นบทเรียนอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าการเล่นเพลงทุกระบบ ไม่ว่าจะอนาล็อก หรือดิจิตอล จะต้องเอาใจใส่เกี่ยวกับเรื่องของสัญญาณรบกวนมาก-น้อยเพียงใด พูดให้ชัดคือ ตอนนี้ผมฟังเพลงโดยไม่ผ่าน Network Switch ไม่ได้แล้วละครับ AURENDER A1000 เป็นอะไรที่ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อนครับ หลังจากต่อสาย LAN กดเปิดเครื่อง ระบบจะรันกับอินเตอร์เน็ต เพื่อใช้งานโดยแสดงเลขไอพี ของอินเตอร์เน็ต กรณีที่ต่อคร้้งแรก หากยังเชื่อมต่อไม่ได้ หรือค้นหาไม่พบ ก็แค่ปิดเราเตอร์ของเรา แล้วเปิดใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็จะใช้งานได้ทันที บางกรณีถ้าเปิดเครื่องขึ้นมาแล้ว มีการอัพเดท จะต้องปล่อยให้เครื่องอัพเดทให้เสร็จเรียบร้อยก่อนทุกครั้ง ที่คุณจะคอนโทรลหรือใช้งานเครื่อง บางกรณี หลังจากอัพเดท เครื่องอาจจะสุ่มไอพีขึ้นมาใหม่ ตรงนี้เราก็ใช้สมาร์ทโฟนปรับไอพีให้ตรงกัน จากนั้นระบบก็จะเข้าสู่โหมดการทำงานปกติได้เลย บทสรุปคุณภาพเสียงของ AURENDER A1000 1. ความสะอาดของเสียง นับว่ามีความเป็นเอกลักษณ์จริงๆ เป็นเสียงที่ Clean มากกว่าที่เคยได้ฟังจากสตรีมเมอร์ DAC อื่นๆ อย่างชัดแจ้ง 2. ในเรื่องสำคัญคือ ดีเทล หรือรายละเอียด เป็นความแตกต่างที่เราพบได้ว่า AURENDER A1000 ให้รายละเอียดดีมาก เก็บทุกเม็ดเสียงกับเพลงระดับออดิโอไฟล์ แม้จะมีบิตเรตพื้นฐานแค่ 16 บิต /44.1 KHz ก็ตาม และไฟล์เสียงที่เสียงละเอียดยิบขนาด MAX หรือ 24 บิต/44.1 และ 24 บิต 192 KHz ไปจนถึง MQA 16 บิต 352.8 KHz ก็ยิ่งเข้าถึงรายละเอียดมากขึ้นอย่างน่าทึ่ง เป็นประสบการณ์ที่เราจะต้องยอมรับว่า วิถีของ Hi-Res ในสตรีมมิ่งนั้น เข้าถึงทุกรายละเอียดอย่างสมบูรณ์จริงๆ ที่สำคัญภาค DAC ที่ถอดรหัสฉับไว สะอาด คืออีกหนึ่งหัวใจของเครื่องโดยแท้จริง 3. AURENDER A1000 ให้ความรู้สึกที่เข้าถึงง่าย ใช้งานง่ายดุจพลิกฝ่ามือ และใกล้ชิดในทุกเสียงแผ่วเบาของดนตรี นับว่าให้อารมณ์การรับฟังที่อิ่มเอมมาก โดยเฉพาะเพลงคลาสสิกคัล ที่ขยายขอบเขตการฟัง และ Dynamic Range ที่ยอดเยี่ยมมากขึ้นกว่าธรรมดา 4. เพลงจากค่าย Telarc หลายอัลบั้ม อาจจะเป็นเพลงที่ใช้ทดสอบระบบเสียงซิสเต็มของคุณได้ สามารถเล่นจาก AURENDER A1000 ได้ค่าไดนามิคคอนทราสต์ หรือไดนามิคเร้นจ์ อย่างสมบูรณ์ดีมาก 5. ฟังอินเตอร์เน็ตเรดิโอ ได้นับหมื่นสถานี เรียกว่ามากมายไม่จบสิ้น ให้ความสะดวกยอดเยี่ยม โดย AURENDER A1000 สามารถไล่เรียงตั้งแต่สถานีเพลงในประเทศไทย และครอบคลุมไปทั่วโลก และผมก็มักจะพักใจเอาไว้ที่สถานีวิทยุของ BBC สหราชอาณาจักร ทั้งเพลง ข่าวสาร บางวันอาจจะเพลิดเพลินเพลงคลาสสิกกับสถานี Linn เป็นต้น บางสถานีให้คุณภาพเสียงยอดเยี่ยมใกล้เคียงแผ่น SACD เลยด้วยซ้ำครับ 6. AURENDER A1000 ให้ความไพเราะ ความกังวานหวานใส ความละเมียดละไมอิ่มอุ่นของดนตรีหลายประเภท โดยปราศจากข้อจำกัดใดๆ โดยเฉพาะผมฟังเสียงบรรเลง เปียโน ของ Alice Sara Ott แล้ว อัศจรรย์ใจในการเก็บทุกรายละเอียด และฮาร์โมนิคครบถ้วนจริงๆ 7. เพลงไทยที่มีในผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ดูเหมือนทาง Spotify จะมีให้เลือกฟังได้มากกว่า ความ สมบูรณ์ของ AURENDER A1000 ช่วยให้เราได้รับรายละเอียดของชิ้นดนตรีมากที่สุดเท่าที่สตูดิโอได้บันทึกมา 8. ชอบการแสดงผลหน้าจอของ AURENDER A1000 ที่มีขนาดใหญ่พอดิบพอดี แจ้งรายะเอียดเพลง ขนาดไฟล์เพลง บริการสตรีมมิ่ง ครบถ้วน รวมทั้งสถานีอินเตอร์เน็ตเรดิโอ 9. วันเวลาที่ใช้งาน AURENDER A1000 เหมือนกับย่อยดนตรีทั้งโลกมาอยู่ที่ปลายนิ้ว จะบันทึกไว้ใน Library สำหรับเลือกฟังทุกครั้งที่ต้องการ สร้าง Queue คิวเพลงได้ถึง 2,000 คิว สร้างรายการเพลงไว้เป็น Playlist (เพลย์ลิสต์) ตามใจชอบได้ 10. บทสรุป AURENDER A1000 คือสตรีมเมอร์ที่ผสานภาคแปลงรหัสดิจิตอลเป็นอนาล็อก หรือDAC และปรีแอมป์ ที่สมบูรณ์แบบก้าวหน้าที่สุดเครื่องหนึ่งในปัจจุบัน ซึ่ง AURENDER มีความตั้งใจอย่างมากในการทุ่มเทการออกแบบ A1000 เพื่อสนองต่อนักฟังเพลงในระดับออดิโอไฟล์ ที่มีความต้องการความสมบูรณ์ครบถ้วน เท่าที่เทคโนโลยีล้ำยุคจะอำนวยให้ได้ • ข้อแนะนำนะครับ สำหรับผู้ที่ตั้งงบประมาณเอาไว้สำหรับสตรีมเมอร์หนึ่งเครื่องในระดับราคาไม่เกิน 200,000.- - 300,000.- บาท ตอนนี้คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องลงงบขนาดนั้นก็ได้ • หรือบางท่านตั้งงบไว้ใกล้เคียง 100,000.- บาท ก็ขอให้ขยับดึงงบประมาณของท่านขึ้นไปอีกสักเล็กน้อย แล้วพิเคราะห์ AURENDER A1000 ให้ดีๆ ครับ เพราะเป็นเครื่องที่ให้ความคุ้มค่าในแบบไฮเอนด์ ที่เล่นแล้วไม่อยากขยับไปไหนอีกเลย ถ้าจะมีบทสรุปสั้นที่สุด ผมคงกล่าวคำจำกัดความว่า “AURENDER A1000 สตรีมเมอร์ไฮเอนด์ สุดคุ้มค่า” โดยไม่ต้องขยายความอะไรเพิ่มเติมอีกเลย • ราคาพิเศษสุดสำหรับช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถซื้อได้ในราคาเพียง เครื่องละ 109,000.- บาทเท่านั้น จากราคาปกติเครื่องละ 129,000- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ DISCOVERY HIFI โทร. 085 517 8292 • หมายเหตุ ชุดซิสเต็ม Reference - Hattor Audio Ultimate Passive Pre - Hattor Audio Ultimate Mono Power Amp 400Watts - Harbeth Monitor 30.2 Anniversary Speaker
KEF Q11 META ความลงตัวพอดี กับดนตรีทุกสไตล์ ลำโพง KEF Q11 META รุ่นใหม่ล่าสุด ถือเป็นผลรวมของเทคโนโลยีลำโพงที่นำมาจากรุ่นซูเปอร์ไฮเอ็นด์ Blade และ The Reference Series ถ่ายทอด DNA มาสู่ Q Series ได้เหมาะเจาะลงตัว ด้วยลำโพงรูปทรงทาวเวอร์ที่มีส่วนสูงหนึ่งเมตรเศษ หรือ 41.8 นิ้ว หน้ากว้าง 8.3 นิ้ว แต่ลึกถึง 15 นิ้ว ดีไซน์ มีฐานรองยื่นออกมาสี่มุม สำหรับประกอบจับยึดกับตัวตู้ พร้อมสไปก์ยาง ที่ปรับระดับได้ ตู้ระบบท่อเปิด Bass Reflex ออกด้านหลัง มีฟองน้ำสำหรับปิดท่อมาให้ลำโพงเป็นตู้ปิดได้ หากต้องเซ็ตอัพในพื้นที่ห้องที่มีข้อจำกัด หรือผนังด้านหลังชิดลำโพง สิ่งที่แปลกและเบสิกอย่างยิ่งคือ KEF ใช้ขั้วลำโพง Single Wired โดยมีนัยยะว่า ลำโพงตั้งพื้น Q11 META เหมาะกับการขับเสียงแบบราบรื่นด้วยแอมป์และสายต่อเพียงชุดเดียวพอเพียงแล้ว นี่เป็น Q Series ที่ออกแบบให้เป็นระบบลำโพงตั้งพื้น 3 ทาง (รุ่นเรือธง) เพื่อประสิทธิภาพที่ดื่มด่ำในห้องขนาดใหญ่และโฮมเธียเตอร์ มาพร้อมไดรเวอร์ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ซึ่งพัฒนาถึงขีดสุด พร้อมเทคโนโลยี MAT ใช้ไดรเวอร์ขับเสียงเบสอะลูมิเนียมไฮบริดขนาด 6.5 นิ้ว จำนวน ถึง 3 ตัว เรียงกันในแนวดิ่งช่วยให้ถ่ายทอดเพลงและภาพยนตร์ด้วยรายละเอียดที่ประณีต เบสที่ทรงพลัง และความลึกอิ่มกับเพลงทุกสไตล์ที่เราชื่นชอบ อย่างไร้ขีดจำกัด นอกจากใช้ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ร่วมกับเทคโนโลยี MATแล้ว นี่ยังเป็นโครงสร้างตู้แบบ Flexible Decoupling ช่วยลดการส่งผ่านการสั่นสะเทือนที่เป็นส่วนเกินได้เป็นอย่างดี ดังที่ผมเรียนไว้ในคลิปวิดีโอก่อนหน้านี้ KEF แก้ปัญหาที่ไดรเวอร์มักจะขับเสียงโดยมีมุมกระจายเสียงปะทะหน้าตู้ตัวเอง ด้วยการเพิ่ม Shadow Flare เปรียบเสมือนวงแหวนท่อนำเสียงรอบๆ Uni-Q อีกชั้นหนึ่ง ป้องกัน ดิฟเฟรคชั่น หรือการเลี้ยวเบนทางเสียง KEF พัฒนาครอสโอเวอร์ใหม่เน้นการตอบสนองทั้ง on-axis และ off-axis ที่มีการทดสอบนับพันๆ ครั้ง เพื่อให้จุดตัดความถี่มีความแม่นยำและทำให้ตัวขับเสียงทุกตัว สามารถผลักอากาศได้อย่างสมูท และเป็นเสมือนหน่วยเดียวกัน ซึ่งจะมีผลต่อโทนัล บาลานซ์ที่ดีเลิศ เป็นลำโพงที่ทางผู้ผลิตแจ้งผลการตอบสนองความถี่ไว้ที่ 44Hz - 20kHz และมีความไวอยู่ที่ 89dB SPL อีกทั้งเป็นลำโพงไม่กี่คู่ในแวดวงไฮไฟ ที่ระบุค่าความเพี้ยนโดยรวมต่ำกว่า 1% ตลอดย่านความถี่ตอบสนอง นับว่ามีความสมบูรณ์แบบอย่างมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรทราบก็คือ ลำโพงนั้นมีค่าความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม จึงไม่เหมาะที่จะนำลำโพงคู่นี้ไปต่อขนานหรือพ่วงกันกับลำโพงคู่อื่นๆ ข้อดีคือ เป็นลำโพงที่ไม่ได้กินกำลังขับอย่างที่คาดเอาไว้แต่อย่างใด ทำให้พลังเสียงออกมาได้อย่างเต็มที่ แม้แอมปลิไฟร์นั้นจะมีกำลังขับแค่ปานกลางโดยทั่วไปก็ตาม จากการทดสอบฟังในระยะหนึ่งสัปดาห์ โดยใช้เวลาในการเบิร์นก่อนหน้า 5-6 วัน เพื่อให้ครบ 150 ชั่วโมง พบว่าเป็นลำโพงที่มีองค์ประกอบประณีต มีบุคลิกของความนุ่มนวล ทรงพลัง ให้เวทีเสียงกว้างลึกดีมาก เปรียบเทียบงบประมาณราคา 95,900.- บาท/คู่แล้ว นับว่าคุ้มค่ามาก สำหรับผู้ที่ฟังเพลงอย่างหลากสไตล์ หรือนำไปใช้เป็นคู่หน้าในระบบ Home Theater KEF Q11 META ลำโพงมีให้เลือกผิวตู้ สามสี คือ ขาว ดำ และ ผิววอลนัต พร้อมกริลล์แบบตะแกรงโลหะอ่อนแมตช์กับสีตู้ เนื่องจาก KEF Q11 META ได้รับการทดสอบ หรือรีวิวจากสื่อหลายสำนักทั้งในประเทศ ต่างประเทศ มีความน่าสนใจและได้รับคอมเมนท์ชื่นชมมากมาย ซึ่งทุกท่านสามารถหาอ่านได้ในสื่อโซเชียล สำหรับการทดสอบของผมนั้น ให้ถือเป็นอีกแง่มุมหนึ่ง ที่ใช้ทั้งเครื่องสตรีมเมอร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง ซีดีเพลย์เยอร์ สำหรับสรุปผลการทดสอบในทางปฏิบัติ ซึ่งมีซิสเต็มอ้างอิงดังต่อไปนี้ - NAD C3050 + NAD M23 Power - Audio Innovation 500 series - FMj 300 B - Hattor Audio Ultimate Preamplifier - Hattor Audio Ultimate Mono Power Amp - Aurender A1000 Streamer DAC - Denon DCD 2500NE SACD - NAD C588 Turntable - Life Audio LD5 MK II Review ก่อนถึงบทสรุปทดสอบในเรื่องคุณภาพเสียงที่ผมจะแสดงไว้เป็นข้อๆ เพื่อความกระชับเข้าใจง่าย ขอกล่าวถึงจุดเด่นในแนวทางการออกแบบที่ KEF พัฒนา Q Series มาจนถึงความสมบูรณ์สูงสุดในปัจจุบัน ที่ผมรู้สึกประทับใจ กับผลของเสียงที่สมบูรณ์ก็คือ แรกสุดมาจากการใช้ตัวขับเสียงหลัก Uni-Q Generation ที่ 12 ที่ก่อกำเนิดเสียงช่วงแหลมและมิดเร้นจ์จากแหล่งกำเนิดเสียงเดียวกัน ตัดปัญหาเรื่องเฟส และไทม์อะไลน์เม้นท์ ทำให้มีโทนัล บาลานซ์ของเสียงดีเยี่ยมกว่าตัวขับเสียงโดยทั่วไป เป็นตัวขับที่พัฒนาได้อย่างทรงประสิทธิภาพอย่างมาก อีกทั้งเทคโนโลยีแผ่นเมมเบรน Metamaterial Absorption Technology (MAT) ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง ในการจัดการ กับอคูสติกภายในตู้ลำโพงของ KEF ด้วยโครงสร้างซับซ้อนคล้ายเขาวงกตช่วยขจัดเสียงที่ไม่ต้องการจากด้านหลังของไดรเวอร์ ได้ถึง 99% ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงเทคนิคการออกแบบอื่นๆ ที่ประกอบกันอย่างลงตัว รูปแบบตัวตู้ทาวเวอร์ทรงลึกเป็นพิเศษ ทำให้ Q11 METAสามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัวกับห้องที่มีพื้นที่เล็ก ถึงห้องขนาดใหญ่ จาก 12-30 ตารางเมตรโดยปราศจากปัญหา หลังจากเบิร์นได้ตามลำดับชั่วโมงที่ผมตั้งใจไว้ จะพบว่าการผลักอากาศของตัวขับเสียงดูคล่องตัว มีทั้งความคล้องจองกันของเบสไดรเวอร์ทั้ง 3 และความรู้สึกที่เปิดโปร่งอิสระมากยิ่งขึ้นกับ Uni-Q เจเนอเรชั่นนี้ แม้ลำโพงคู่ที่ผมนำมาทดสอบ อาจจะผ่านการใช้งานมาบ้างเล็กน้อย แต่แรกสุดที่แกะกล่อง และนำมาเบิร์น พบว่าช่วงเสียงต่ำจะยังดูทึบๆ หนักๆ ไม่ปลดปล่อยอยู่บ้าง ดังนั้นท่านใดที่เป็นเจ้าของ KEF Q11 META ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่คู่นี้ ควรใหัระยะเวลานับแต่เปิดกล่อง เบิร์นอินไปจนถึงการฟังระยะแรกๆ ไปสัก 2-3 สัปดาห์ครับ เพื่อให้ความสดใหม่ของลำโพง ได้ “กายบริหาร” ให้คล่องตัว เพราะหลังจากทุกอย่างพร้อม คุณจะได้คุณสมบัติเยี่ยมๆ จากเสียงดนตรีที่สมจริงอบอุ่นนุ่มนวลน่าหลงใหลเลยทีเดียว 1. ระยะการวางทั่วไป Setup ได้ลงตัวที่สุด (ในห้องฟังของผมประมาณ 3.5x4.5 เมตร) ลำโพงวางห่างกัน จากศูนย์กลาง ถึงศูนย์กลางที่ 2.10 เมตร ห่างผนังหลังประมาณ 1 เมตร (วัดถึงท่อพอร์ตด้านหลัง) และห่างผนังข้างประมาณ 70 เซนติเมตร 2. ฟังที่ความดังเฉลี่ยทั่วไป 55-65 เดซิเบล มีอัตราพีคสูงสุดบางครั้งกับเพลงคลาสสิกคัล วงออเคสตร้าวงใหญ่ ที่ 85 เดซิเบล 3. ไม่ต้องโทอินลำโพง แต่การผสานกันของเวทีเสียง ของลำโพงซ้ายและขวาเสมอสมานกันได้สนิทเป็นหนึ่งเดียว ทำให้รู้สึกได้ถึงความโอ่อ่า เวทีเสียง Soundstage ว่า KEF Q11 META ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ผมชอบความลึกเวทีดนตรีที่เหนือลำโพงตั้งพื้นหลายคู่ที่เคยฟังมา (On the Beautiful Blue Danube Waltz, Op.31- Ein Straussfest) 4. ฟังเพลงได้อย่างหลากหลายสไตล์มาก ตั้งแต่ พ็อพ แจ็ส คันทรี ไปจนถึงคลาสสิก และเพลงร็อคในตำนานที่สนองความถี่ได้เต็มสเกล โดยเฉพาะความถี่ต่ำลึกแบบลึกอิ่มมีพลังชนิดไม่ต้องพึ่งซับวูฟเฟอร์ Q11 META ก็สนองตอบได้อย่างอิ่มอารมณ์มาก (Turn of The Tide -Barclay James Harvest) อิทธิพลของการวางตัวขับเบสสามตัวเรียงแนวดิ่งทำงานประสานกันได้ราวกับฟังเสียงจากวูฟเฟอร์ 15 นิ้วเลยครับ‼️ 5. ความเรียบสะอาดของเสียงร้อง ที่ดูหลุดลอย และได้อิมเมจจุดตำแหน่งแม่นดีแท้ครับ บางอัลบั้มนี่เล่นเอาผมประหลาดใจเลยว่า KEF Q11 META นี่ให้ผลลัพธ์เหมือนฟังดนตรีและศิลปินมาขับร้องอยู่แถวหน้าเลยด้วยซ้ำ (Amanda McBroom -Voices) 6. ดีเทล รายละเอียด ของ Q11 META นับว่าครบถ้วนดีทีเดียว ผมเคยฟัง KEF R5 และ Reference 1 มาก่อน นับว่าปลายเสียงของ Q11 META แจกแจงรายละเอียดได้ในแนวทางเดียวกัน คืออิ่มฉ่ำสุภาพ ละเมียดละไม ชัดเจน ในยามพีคของเครื่องดนตรี ไม่แผดกล้าผิดเพี้ยน การทำงานไดรเวอร์แม่นยำ ผลจากเทคโนโลยี MAT น่าจะเป็นคำตอบของคุณภาพเสียงได้เป็นอย่างดี (Breaking Silence: Janis Ian) 7. การฟังเพลงจากแผ่นเสียง KEF Q11 METAให้คำตอบของน้ำหนักเสียงหรือค่าไดนามิคของเสียงได้เป็นอย่างดี นี่คือลำโพงตั้งพื้นที่ดูจะแสดงพลัง หรือ Energy ของดนตรีอย่างมีลำดับความดัง-เบา ด้วยสัดส่วนสมจริง และค่าทรานเชียนต์หรือเสียงที่ฉับพลันได้ชนิดครบถ้วน แม่นยำ 8. KEF Q11 META มีข้อดีอย่างมากก็คือ เป็นลำโพงที่สนองตอบเพลงได้ไม่จำกัดสไตล์ ทำให้ผมได้ฟังลำโพงคู่นี้ในแต่ละวัน หลายชั่วโมง หลายหลากสไตล์ติดต่อกัน เต็มไปด้วยความสุข จะว่าไปก็คือแทบลืมสรรพสิ่งและโลกภายนอกไปเลย เป็นลำโพงที่ฟังแล้วได้ความเข้าถึงง่าย และพร้อมจะเป็นทุกสิ่งที่คุณอยากอยากให้เป็น 9. สรุปสุดท้าย KEF Q11 META เป็นลำโพงที่มีราคาไม่ถึงคู่ละแสนบาท ที่ให้ความสุขผู้ฟังได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถฟังทุกเสียงทุกแนวดนตรีอย่างเต็มอิ่ม ไม่เกี่ยงแอมป์ ไม่กินกำลังขับจากภาคขยาย ขับได้แม้แอมป์หลอด 9 วัตต์ ไปจนถึงแอมป์คลาส D ที่ 400 วัตต์ ถือว่าเร้นจ์กว้างมาก ยิ่งการฟังแผ่นเสียงจะเข้าถึงส่วนลึกของ พลังและน้ำหนักเสียงได้เป็นอย่างดี และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ KEF ออกแบบเป็นลำโพงแบบขั้วลำโพงแบบเดี่ยว Single Wired ที่สร้างพลังเสียงเต็มอิ่มพร้อมความสมดุลของเสียงได้อย่างน่าประทับใจ KEF Q11 META ลงตัวได้พอดีกับดนตรีทุกสไตล์ครับ KEF Q11 META ราคาคู่ละ 95,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand