SUGDEN SAPPHIRE DAP-800 Preamplifier SUGDEN SAPPHIRE FBA-800 Power Amplifier เสน่ห์ล้ำลึก ในน้ำเสียง CLASS A SUGDEN มีประวัติการพัฒนาเครื่องขยายเสียง Class A มาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 โดยไม่ได้มองเพียงเรื่องกำลังขับหรือค่าตัวเลขทางเทคนิค แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของวงจรขยายสัญญาณ และการถ่ายทอดดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาจะยืนพื้นอยู่ระบบ Pure Class A เป็นหลัก สำหรับ SUGDEN ตระกูล Sapphire เป็นผลงานระดับสูงที่สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ประกอบด้วย DAP-800 ซึ่งเป็น Digital/Analogue Preamplifier และ FBA-800 ซึ่งเป็น Pure Class A Power Amplifier ปรีเพาเวอร์ทั้งสองเครื่องนี้ได้รับการพัฒนาวงจรเป็นพิเศษ ใช้เวลาวิจัยและพัฒนาประมาณสองปีก่อนเปิดตัวสู่ตลาด จุดน่าสนใจคือทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ที่นำมาต่อใช้งานร่วมกัน แต่เป็นการออกแบบระบบที่มีปรัชญาทางวิศวกรรมสอดคล้องกัน ผมเป็นคนช่างสงสัย แค่ได้ยินชื่อก็มักจะคิดไปก่อนว่าชื่อของบริษัท SUGDEN นั้นมาจากอะไร ชื่อ SUGDEN ไม่ได้เป็นคำศัพท์ที่สื่อถึงเทคโนโลยีเครื่องเสียงโดยตรงครับ แต่เป็นนามสกุลของผู้ก่อตั้งบริษัท คือ James Edward Sugden หรือที่เรียกกันว่า Jim Sugden วิศวกรชาวอังกฤษ SUGDEN ก่อตั้งบริษัทในปี 1967 ที่เมือง Cleckheaton แคว้น West Yorkshire ประเทศอังกฤษ เริ่มต้นจากบริษัทค้นคว้าวิจัยด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผลิตเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และอุปกรณ์ทดสอบ ก่อนจะพัฒนามาสู่การผลิตเครื่องเสียงไฮไฟ ชื่อ SUGDEN จึงเป็นชื่อสกุลของผู้ก่อตั้งที่นำมาใช้เป็นชื่อแบรนด์ แล้วนามสกุล SUGDEN มีความหมายไหม? มีรากศัพท์เก่าแก่ในภาษาอังกฤษ เชื่อมโยงกับชื่อสถานที่ในแถบ Yorkshire โดยมีการตีความรากศัพท์ว่าเกี่ยวข้องกับพื้นที่ชุ่มน้ำหรือหุบเขา แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องชื่อก็คือ SUGDEN กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการเครื่องเสียงอังกฤษ ด้วยการผลิต SUGDEN A21 ในปี 1967 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นแอมป์ทรานซิสเตอร์ Pure Class A ที่ผลิตออกจำหน่ายเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลก ส่วนตัวแล้ว ผมชอบแนวคิดของแบรนด์นี้ตรงที่ชื่อของวิศวกรผู้ก่อตั้งไม่ได้ถูกแทนที่ด้วยชื่อทางการตลาดที่หวือหวา แต่ยังคงสืบทอดเป็นชื่อแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน SUGDEN จึงไม่ใช่แค่ชื่อเครื่องเสียง แต่เป็นชื่อที่ผูกพันกับประวัติศาสตร์ของ Pure Class A ในโลก Hi-Fi อังกฤษมาจนถึงทุกวันนี้ SUGDEN DAP-800 เป็นปรีแอมป์ที่ออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบเครื่องเสียง รองรับทั้งแหล่งสัญญาณอนาล็อกและดิจิตอล โดยไม่จำเป็นต้องมี DAC แยกต่างหากสำหรับการเล่นเพลงดิจิตอลทั่วไป สิ่งที่น่าสนใจคือการแยกภาค Analog และ Digital ออกจากกันอย่างจริงจัง ภาค Analog มีระบบจ่ายไฟและวงจรควบคุมของตัวเอง และภาค Digital ก็มีระบบจ่ายไฟแยกต่างหาก ด้วยการแยกบอร์ดและโครงสร้างวงจร เพื่อลดโอกาสที่สัญญาณรบกวนจากภาคดิจิตอลจะเข้ามากระทบภาคอนาล็อก (สังเกตจากสวิตช์แยกด้านหลังเครื่อง) กล่าวง่ายๆ คือ แม้จะอยู่ในเครื่องเดียวกัน แต่ SUGDEN พยายามทำให้ทั้งสองภาคทำงานเสมือนเป็นอุปกรณ์คนละชุดนั่นเอง เทคโนโลยี VCV (Voltage Controlled Volume) นี่เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่สุดของ DAP-800 แทนที่จะใช้โวลุ่มแบบทั่วไปที่ลดระดับสัญญาณโดยตรง SUGDEN ใช้แนวทางควบคุมระดับเสียงผ่านวงจรขยายสัญญาณ ที่มีโครงสร้างวงจรประกอบด้วย High Impedance Input, Current Gain Stage, Folded Cascode และ Class A Output Stage แนวคิดคือควบคุมระดับเสียงโดยไม่ต้องลดทอนสัญญาณในลักษณะเดียวกับโวลุ่มแบบ Passive ทั่วไป สิ่งนี้จะช่วยรักษาความสมดุลของโทนเสียงและความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดเมื่อปรับระดับเสียงแตกต่างกัน นี่คือความพยายามแก้ปัญหาที่ปรีแอมป์หลายแบบต้องเผชิญ นั่นคือเมื่อหมุนลดเสียงแล้ว คุณภาพและสมดุลของเสียงเปลี่ยนไปหรือไม่นั่นเอง ภาค DAC ที่ไม่ได้เดินตามกระแส Oversampling อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ DAC ภายใน DAP-800 ใช้แนวทาง Non-Oversampling และไม่ใช้ Digital Filtering แบบทั่วไป โดย SUGDEN เลือกใช้การกรองสัญญาณในภาคอนาล็อกหลังการแปลง D/A แทนที่ระบบทั่วๆ ไป เป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายของกระบวนการแปลงสัญญาณ และเป็นลักษณะการออกแบบที่ SUGDEN พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รูปแบบการใช้งานและการเชื่อมต่อในปรีแอมป์รุ่นนี้ จะมีช่อง Analog RCA Input 4 ชุด ช่องสัญญาณ Analog XLR Input 1 ชุด ระบบ RCA Bypass 1 ชุด ในภาคอินพุตดิจิตอลมี Coaxial Digital 3 ช่อง Optical Digital 2 ช่อง และ USB-B อีกหนึ่งช่อง ในด้านสัญญาณเอาต์พุตขาออก จะมีขั้วต่อ RCA Output 2 ชุด ขั้วต่อ XLR Output 1 ชุด รวมถึงช่องสัญญาณสำหรับการบันทึกเสียงที่เรียกว่า Tape Output 1 ชุด ให้การรองรับสัญญาณดิจิตอลผ่าน S/PDIF สูงสุด 24-bit/96kHz ส่วน USB รองรับสูงสุด 16-bit/44.1kHz ตามสเปกที่ผู้ผลิตระบุ จึงเหมาะกับผู้ที่มีทั้ง CD Transport, Streamer, DAC Source, เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มี Phono Stage ภายนอก และอุปกรณ์อนาล็อกอื่นๆ ข้อสังเกตคือ DAP-800 ไม่มี Phono Stage และไม่มี Network Streaming ในตัว จึงยังต้องใช้อุปกรณ์ต้นทางแยกต่างหากจากภายนอกครับ SUGDEN FBA-800 เพาเวอร์แอมป์คลาส A ที่มีแนวคิดแตกต่าง หาก DAP-800 เป็นสมองของระบบ FBA-800 ก็เปรียบเสมือนหัวใจที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนลำโพง แต่สิ่งที่ทำให้เพาเวอร์แอมป์ FBA-800 แตกต่างจากเพาเวอร์แอมป์ Class A ทั่วไป คือเทคโนโลยีที่ SUGDEN เรียกว่า Floating Bridge Amplifier หรือการออกแบบวงจรขยายแบบ Floating Bridge นั่นเอง หลักการออกแบบ ภายใน FBA-800 มีวงจรขยายกำลัง 4 ชุด ชุดละ 20 วัตต์ โดยจัดแบ่งการทำงานเป็นสองชุดต่อหนึ่งแชนเนล แต่ละแชนเนลใช้วงจรขยายแรงดันสองชุดทำงานร่วมกับภาคเอาต์พุตแบบ Bridge ในแนวทางนี้จะช่วยให้เกิดประโยชน์หลายประการ ได้แก่ลด Noise Floor ของระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แรงดันไฟเลี้ยง ช่วยลด Output Impedance เพิ่มความสามารถในการรองรับโหลดของลำโพง รวมถึงรักษาการทำงานในรูปแบบ Class A อีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญคือ FBA-800 ใช้การออกแบบแบบสมมาตร Fully Balanced ตั้งแต่ภาคอินพุตจนถึงเอาต์พุต โดยเฉพาะเมื่อเลือกใช้งานผ่าน XLR สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องต่อ XLR เพื่อความสะดวก แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการออกแบบวงจรแบบ Balanced ทั้งระบบ ภาคจ่ายไฟและอุปกรณ์ภายใน SUGDEN ให้ความสำคัญกับภาคจ่ายไฟอย่างมาก โดยเลือกใช้หม้อแปลงแบบ Bifilar Winding ที่ออกแบบเฉพาะ มีขดลวดแยก 4 ชุด พร้อมตัวเก็บประจุสำหรับภาคจ่ายไฟที่พัฒนาสำหรับงานเครื่องเสียงโดยเฉพาะ ภาคเอาต์พุตใช้ทรานซิสเตอร์กำลังแบบ Multi-emitter จำนวน 4 ตัวต่อแชนเนล โดยอุปกรณ์แต่ละตัวรองรับกระแสได้สูงสุด 26 แอมป์ตามข้อมูลผู้ผลิต นอกจากนี้ยังมีวงจร DC Servo และระบบป้องกัน DC เพื่อความปลอดภัยของลำโพง เป็นการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพการขยายสัญญาณ ความเสถียร และอายุการใช้งาน แม้ FBA-800 จะเป็นเพาเวอร์แอมป์ระดับเรือธง แต่ตัวเลขกำลังขับก็ไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับเพาเวอร์แอมป์ Class AB ในระดับราคาเดียวกัน กำลังขับที่ 40 วัตต์ ต่อแชนเนลที่โหลด 8 โอห์ม ขณะขับพร้อมกันทั้งสองแชนเนล แต่ด้วยการออกแบบอย่างพิถีพิถันในแบบคลาส A เท่าที่ผมได้ทดสอบมาแล้วพบว่าสามารถให้คุณภาพการขับลำโพงไม่ได้ด้อยไปกว่าแอมปลิไฟร์ที่ระบบกำลังขับ 100-150 วัตต์ที่คลาสเอบีเลยครับ ข้อแนะนำในการเลือกใช้กับลำโพง FBA-800 ไม่ใช่แอมป์ที่ควรเลือกโดยดูเฉพาะกำลังขับ 40 วัตต์ แต่ต้องพิจารณาความไวของลำโพง ความต้านทาน และลักษณะโหลดร่วมด้วย ลำโพงที่มีความไวระดับปานกลางถึงสูง และมีอิมพีแดนซ์ที่ไม่แกว่งลงต่ำมากจนเกินไป จะเป็นคู่ที่เหมาะสมกว่า ลำโพงที่กินกระแสมาก หรือมีความไวต่ำมาก อาจไม่ใช่คู่ที่เหมาะนัก โดยเฉพาะในห้องฟังขนาดใหญ่หรือการฟังที่ต้องการระดับความดังสูงมากๆ ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษ FBA-800 เป็น Class A ที่มีความร้อนจากการทำงานค่อนข้างสูง ต้องจัดวางในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทดี ไม่ควรวางซ้อนเครื่องอื่นหรือปิดกั้นช่องระบายความร้อน นี่เป็นธรรมชาติของแอมป์ Class A ที่ผู้ใช้ต้องยอมรับครับ SUGDEN DAP-800 และ SUGDEN FBA-800 สามารถเลือกสีหน้าปัด หรือสั่งสีพิเศษได้ ปกติจะเป็นสีแนวดำเทากราไฟท์ แต่ทาง Sound Box สั่งหน้าปัดสีเขียวพิเศษมาให้ผมได้มีโอกาสทดสอบด้วยครับ ขออนุญาตอรรถาธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมของ SUGDEN DAP-800 Preamplifier และ FBA-800 Power Amplifier ก่อนที่ไปถึงจะสรุปผลทดสอบเสียง ผมขออธิบายหัวใจหลักภาค DAC ของปรีแอมป์ DAP-800 เพิ่มเติมดังนี้ ภาค DAC ของ SUGDEN DAP-800 เป็นส่วนที่น่าสนใจมาก เพราะเครื่องรุ่นนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง DAC แปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอนาล็อกเท่านั้น แต่ยังเป็น Digital Audio Processor ที่รวมภาคประมวลผลดิจิตอลและภาคปรีแอมป์ไว้ในเครื่องเดียวกัน เรามักอยากรู้ว่า ภายใน DAC ใช้ชิปอะไร แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ชิป DAC ที่ใช้เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวกำหนดคุณภาพเสียงทั้งหมด แต่ยังรวมถึงวงจรแปลงสัญญาณภาค Analog Output และภาคจ่ายไฟด้วยครับ การใช้แนวทาง Non-Oversampling (NOS) DAC หมายความว่า ไม่ใช้กระบวนการ Oversampling เพิ่มอัตราสุ่มสัญญาณ ทั้งไม่ใช้ Digital Filter ในการประมวลผลก่อนแปลงสัญญาณ แต่กลับใช้ Analog Filter หลังการแปลง Digital-to-Analog แทน นี่เป็นแนวทางที่แตกต่างจาก DAC สมัยใหม่จำนวนมาก ซึ่งนิยมใช้ Oversampling และ Digital Filtering เป็นหลัก โดย SUGDEN ระบุว่าเป็นเทคโนโลยีเดียวกับ DAC-4 รุ่นแยกชิ้นของบริษัทเขาอีกด้วย จากเอกสารหลักฐานที่ช่วย “ส่องดู” วงจรภายใน เราจะพบว่าอุปกรณ์สำคัญภาค DAC จะมีชิปแต่ละภาคคือ • Wolfson Digital Transceiver ซึ่งทำหน้าที่รับและจัดระเบียบสัญญาณดิจิทัล รวมถึง Re-clock และลดปัญหา Jitter ก่อนเข้าสู่กระบวนการแปลงสัญญาณ • Texas Instruments USB Interface ทำหน้าที่รับสัญญาณ USB และแปลงเป็นรูปแบบ S/PDIF ก่อนส่งต่อไปยังวงจร Wolfson • Analog Output Filter เป็นวงจรกรองสัญญาณหลังการแปลง DAC ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของแนวทาง NOS ของ SUGDEN ข้อสังเกตก็คือ SUGDEN ไม่ได้เปิดเผยหมายเลขรุ่นของชิป DAC หลักอย่างชัดเจนในข้อมูลทางเทคนิคครับ • ภาคจ่ายไฟแยกอิสระ ตรงจุดนี้ผมมองว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ โดยภาค Analog ใช้หม้อแปลง Toroidal ขนาด 50W ภาค Digital ใช้หม้อแปลง E-Core ขนาด 15W แยกวงจรจ่ายไฟและระบบควบคุมแรงดันของทั้งสองภาค แนวคิดคือลดโอกาสที่สัญญาณรบกวนจากวงจรดิจิทัลจะเข้าไปรบกวนภาคอนาล็อก ความสามารถในการรองรับสัญญาณ Coaxial / Optical 24-bit / 96kHz และ USB 16-bit / 44.1kHz จุดนี้ถือเป็นข้อจำกัดเมื่อเทียบกับ DAC รุ่นใหม่ที่รองรับ Hi-Res สูงกว่า แต่ในความเป็นจริงเราจะพบว่า SUGDEN ไม่ได้มุ่งมั่นตัวเลขที่เลอเลิศ แต่เน้นผลลัพธ์ของผลการรับฟังที่มีคุณภาพเป็นหลักครับ ผมคิดว่า DAP-800 มีแนวคิดการออกแบบที่น่าสนใจ เพราะ SUGDEN ไม่ได้พยายามไล่ตามตัวเลขความละเอียดสูงสุด แต่เลือกให้ความสำคัญกับวิธีแปลงสัญญาณและการออกแบบภาคอนาล็อกที่ดีที่สุดต่างหาก ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของ DAP-800 คือ การนำ DAC แบบ NOS มาทำงานร่วมกับภาคปรีแอมป์ VCV Class A ซึ่ง SUGDEN ออกแบบเอง หากมองในภาพรวม DAP-800 จึงไม่ใช่แค่ DAC ที่พ่วงปรีแอมป์มาให้ แต่เป็นการออกแบบภาค Digital และ Analog ให้เป็นสองระบบที่แยกอิสระอยู่ในเครื่องเดียวกันครับ อีกจุดหนึ่งที่สำคัญมาก และต้องอธิบายก่อนใช้งานเครื่อง คือลักษณะโวลุ่มของ SUGDEN DAP-800 ที่ไม่ใช้อัตราเกนที่แปรผันแบบ “เร่งสเต็ปเล็กน้อยแล้วเสียงดังมาก” ทว่าเป็นการสร้างค่าแปรผันเพื่อให้ได้คุณภาพและมีรายละเอียดสูง ดังนั้นระบบการเร่งลดโวลุ่ม มีนัยยะสำคัญที่ต้องเข้าใจไว้ก่อนล่วงหน้าครับ ภาคขยายเกนโวลุ่มของปรีแอมป์แบ่งออกเป็น 2 ภาคอิสระจากกันอย่างสิ้นเชิง ให้พิจารณาจากด้านหลังเครื่อง DAP-800 จะแบ่งสวิตช์ย่อย ออกเป็นอีก 2 ส่วน คือ - ส่วนของภาคอนาล็อกต้องเปิดสวิตช์ MAINS POWER ใช้งาน - ส่วนของภาคขยายดิจิตอลถูกแยกอีกต่างหาก ดังนั้นถ้าจะใช้ภาค Digital DAC ของปรีแอมป์ ต้องเปิดสวิตช์ DAC POWER ด้วยครับ การเร่งระดับโวลุ่ม จะมีเกนขยายต่างกันมาก สำหรับการฟังแหล่งโปรแกรมอินพุตอนาล็อก อาจจะต้องเร่งโวลุ่มไปจนถึงบ่ายสอง เพื่อให้ได้เสียงอันเต็มอิ่ม อาจจะดูน่าแปลกใจสำหรับนักเล่นมือใหม่นะครับ แต่เปรียบเทียบการเล่นในภาค DAC ของปรีแอมป์ เกนโวลุ่มอาจจะปรับมาแค่ 10 นาฬิกาเท่านั้น ก็ดังพอเพียง เป็นเทคนิคในการออกแบบเกนขยายของ SUGDEN จึงไม่ต้องประหลาดใจในกรณีดังกล่าวนี้ครับ แต่ถ้าท่านใดต้องการให้อัตราแปรผันของโวลุ่ม ทำงานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์มีเกนขยายสูงขึ้น ก็สามารถกดปุ่ม 6dB input Gain ที่ตัวเพาเวอร์แอมป์ FBA-800 ได้ครับ ที่จริงแล้ว ปุ่ม 6dB Input Gain ที่หน้าเครื่องเพาเวอร์แอมป์ SUGDEN FBA-800 เป็นปุ่มสำหรับลดความไวในการรับสัญญาณขาเข้า (Input Attenuation) ลง 6dB ไม่ใช่ปุ่มเพิ่มกำลังขยายโดยตรง SUGDEN ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ปรับความสัมพันธ์ระหว่างปรีกับเพาเวอร์แอมป์ ได้เหมาะสมยิ่งขึ้น ถ้าถามว่าทำไมจึงต้องมีปุ่มนี้? นั่นคือประโยชน์หลักๆ 3 ประการ • ในการจับคู่กับ Preamp หากปรีแอมป์มีแรงดันขาออกสูงเกินไป สามารถลดความไวของภาคขยายได้ • เพิ่มช่วงการใช้งาน Volume ทำให้ไม่ต้องเร่งเสียงเพียงเล็กน้อยก็ได้ระดับเสียงดังมากเกินไป • ใช้กับลำโพงความไวสูง ช่วยให้ปรับระดับเสียงได้ละเอียดขึ้น โดยเฉพาะการฟังในห้องขนาดเล็ก แล้วลดลง 6dB มีผลอย่างไร? หมายถึงแรงดันสัญญาณที่ต้องใช้เพื่อให้ได้กำลังขับเท่าเดิม จะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า หรือเมื่อใช้สัญญาณขาเข้าเท่าเดิม ระดับเอาต์พุตจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่งในเชิงแรงดัน ควรทราบว่ากำลังขับสูงสุดของแอมป์ไม่ได้ถูกลดลงตามสเปก 40 วัตต์ แต่ต้องใช้สัญญาณขาเข้าเร่งให้สูงขึ้นเพื่อไปถึงกำลังสูงสุดครับ ทีนี้เราย้อนกลับมาในเรื่องโวลุ่มเกน ของปรีแอมป์ SUGDEN DAP-800 อีกคร้้งหนึ่ง ข้อสังเกตนี้สำคัญมากครับ และเป็นจุดที่ควรนำมาพิจารณาในการประเมิน SUGDEN DAP-800 / FBA-800 อย่างจริงจัง เพราะเป็นประสบการณ์จากการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงการอ่านสเปกหรือฟังในห้องทดสอบ การที่ต้องหมุนโวลุ่มไปเกือบบ่ายสอง สำหรับการตอบรับกับอินพุตอนาล็อกจึงจะได้ระดับเสียงที่เต็มอิ่ม ไม่ได้หมายความว่าแอมป์มีกำลังขับไม่พอนะครับ แต่สะท้อนเรื่อง Gain Structure ของระบบ เราแยกวิเคราะห์เป็น 3 ประเด็นครับ 1. สิ่งที่ผมพบจากข้อมูลการออกแบบของ SUGDEN มีข้อมูลชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจมาก และเกี่ยวข้องกับข้อสังเกตของการทดสอบภาคปฏิบัติโดยตรง SUGDEN อธิบายว่า DAP-800 ใช้วงจรควบคุมระดับเสียงแบบ VCV (Voltage Controlled Volume) ซึ่งมีลักษณะการทำงานแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ตำแหน่งโวลุ่ม ลักษณะการทำงาน 7–9 นาฬิกา Medium Gain 9–1 นาฬิกา Low Gain หลัง 1 นาฬิกา High Gain การแบ่งช่วงนี้เป็นแนวคิดเฉพาะของ SUGDEN เพื่อให้ผู้ใช้มีพื้นที่ในการปรับระดับเสียงได้กว้าง รองรับแหล่งสัญญาณที่มีระดับเอาต์พุตแตกต่างกัน ที่สำคัญ SUGDEN ระบุว่าการควบคุมแบบ VCV ไม่ได้ลดทอนสัญญาณด้วยโวลุ่มแบบทั่วไป แต่ส่งคำสั่งไปควบคุมภาค Current Gain แทน ดังนั้นการหมุนไปถึงบ่ายสอง ในการใช้งานอินพุตจากซอร์สแบบอนาล็อก จึงไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตรงว่า DAP-800 มีเกนขยายต่ำ แต่เป็นการทำงานในช่วง High Gain ตามแนวคิดที่ผู้ผลิตออกแบบไว้ 2. แล้วเหตุใดในการใช้งานภาคอนาล็อกอินพุต จึงต้องเร่งโวลุ่มมากกว่าการใช้งานเกนขยายภาค DAC? ผมมองว่ามีความเป็นไปได้อยู่ 3 เรื่อง ประเด็นแรก ระดับสัญญาณจากต้นทาง แหล่งสัญญาณอนาล็อกแต่ละเครื่องมี Output Voltage ไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น CD Player บางรุ่นให้เอาต์พุตประมาณ 2V แต่ DAC หรืออุปกรณ์อนาล็อกบางประเภทอาจให้ระดับสัญญาณต่ำกว่านั้น หากต้นทางมีสัญญาณต่ำ ผู้ใช้ก็จำเป็นต้องเพิ่มระดับเสียงจากปรีแอมป์มากขึ้น ประเด็นที่สอง ความไวอินพุตของเพาเวอร์แอมป์ FBA-800 ที่ต้องการสัญญาณอินพุต 735mV เพื่อให้ได้กำลังขับเต็ม 40 วัตต์ที่ 8 โอห์ม และยังมี Gain Selector ด้านหน้าที่เพาเวอร์แอมป์ FBA-800 ที่สามารถลดทอนสัญญาณอินพุตลง 6dB ได้ด้วย จุดนี้ควรตรวจสอบว่าเครื่องอยู่ในตำแหน่ง Gain ปกติ หรือเปิดการลดทอน 6dB ไว้ ประเด็นที่สาม การออกแบบ VCV ของปรีแอมป์ DAP-800 แม้ SUGDEN จะออกแบบให้มีช่วงปรับระดับเสียงกว้าง แต่ในทางใช้งานจริงในภาคอินพุตอนาล็อก ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าต้องหมุนโวลุ่มไปไกลกว่าปรีแอมป์ทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อใช้แหล่งสัญญาณอนาล็อกที่มีระดับเอาต์พุตไม่สูงมากครับ ผมขอแบ่งเป็นสองมุมมองครับ • ในแง่วิศวกรรม ไม่ได้ถือว่าเป็นข้อบกพร่องอะไรเลย เพราะ DAP-800 มีการออกแบบ VCV เพื่อรักษาคุณภาพสัญญาณ และมีช่วง High Gain สำหรับการใช้งานอนาล็อกอินพุตโดยเฉพาะ • ในแง่ประสบการณ์ผู้ใช้ การต้องหมุนโวลุ่มไปมากกว่าปรีแอมป์พื้นฐานทั่วไป สำหรับอินพุตอนาล็อก จึงจะได้ระดับเสียงที่ต้องการ อาจเป็นข้อจำกัดด้านความสะดวกในการใช้งานอยู่บ้าง โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นเคยกับปรีแอมป์ซึ่งให้ระดับเสียงเต็มที่ตั้งแต่ตำแหน่ง 10–12 นาฬิกา แต่ถ้าได้ใช้งานจริงแล้วจะพบว่า นี่คือคุณสมบัติปรีไฮเอ็นด์ที่เน้นการออกแบบเพื่อคุณภาพเสียงที่สะอาดบริสุทธิ์ตลอดการเร่งโวลุ่มทุกๆ ความดังที่แปรผัน แล้วคุณจะหลงรักในเสน่ห์ของน้ำเสียงอนาล็อกคลาสAอย่างไม่มีวันลืม Test Report SUGDEN DAP-800 และ FBA-800 ผมจัดทดสอบทั้งภาคไลน์อนาล็อกและภาคดิจิตอล หรือทดลองใช้ภาค DAC ในตัวของ SUGDEN DAP-800 ด้วย ผมใช้ลำโพงสี่รุ่น ในการทดสอบควบคู่กันไปคือ - Harbeth Monitor 30.2 Anniversary - KEF LS50 Meta & KC62 Sub - Rogers LS3/5A Diamond Jubilee & Rogers AB3A Sub - Tannoy Stirling TW ในช่วงทดสอบด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงจะใช้ Clef Audio Conductor-LP เป็นปรีโฟโน ผมใช้เวลาอยู่กับ SUGDEN SAPPHIRE DAP-800 และ FBA-800 สองสัปดาห์อย่างจริงจัง ทดสอบฟังหลากหลาย ทั้งจากภาคไลน์ด้วย SACD Player เครื่องเล่นเพลง Streamer และที่สุดคือทดลองใช้ภาคไลน์ โดยผ่านมาจากปรีโฟโนและเครื่องเล่นแผ่นเสียง ด้วยปรัชญา Pure Class A ที่มาพร้อมกับความละเมียดละไมในการถ่ายทอดดนตรีที่น่าประทับใจมาก โดยเฉพาะบุคลิกเสียงที่เป็นธรรมชาติ ความต่อเนื่องของดนตรี และความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดโดยไม่ทำให้เสียงที่ย่านความถี่ใดมีอาการแข็งกระด้างแม้แต่น้อย นี่คือชุดปรีเพาเวอร์คลาส A ที่สามารถฟังดนตรีหลากหลาย จากความเป็นธรรมชาติของวงออเคสตรา เพลงป็อบ เพลงร้อง วงดนตรีระดับ Jazz บิ๊กแบนด์ ไปจนกระทั่งถึงเพลงร็อกที่สนุกสนาน มีความไหลลื่น มีมิติของชั้นเสียง และฟังได้นานโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า โดดเด่นมากคือให้ความต่อเนื่องของจังหวะ และ Timing ที่เป็นธรรมชาติ น้ำเสียงมีความอิ่มอุ่น แต่ไม่ได้ทำให้เสียงทึบหรือขาดความคมชัด ในด้านเวทีเสียงและการแยกรายละเอียดชิ้นดนตรีทำได้ดี โดยไม่ต้องพยายามเน้นความถี่จนเกินจริง ในการนำเสนอเสียงดนตรีที่ทำให้ทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน เราในฐานะผู้ฟังจะเริ่มสนใจดนตรีมากกว่าการแยกแยะคุณสมบัติของเครื่องเสียง เรียกว่าฟังเพลิดเพลินจนเกินห้ามใจครับ ในอัลบั้มระดับออดิโอไฟล์ เราพบว่าเปียโนมีสเกลเสียงใหญ่ ถ่ายทอดน้ำหนักการกดคีย์และรายละเอียดฮาร์โมนิกได้ชัดเจน เครื่องสายมีความนุ่มนวล แต่ยังคงความชัดเจน เสียงร้องมาพร้อมความความใส สะอาด และมีน้ำหนัก เพลงในวงออร์เคสตราและเสียงประสานของค่าย Telarc สามารถสร้างเวทีเสียงที่กว้างขวางมีบรรยากาศโอ่โถงได้ดี สิ่งที่น่าสนใจคือผมไม่ได้มองว่า SUGDEN เป็นแอมป์ Class A ที่ให้เพียงความหวานหรือความอุ่น แต่ยังมีความละเอียดและความสามารถในการถ่ายทอดบรรยากาศของดนตรีได้ด้วยอย่างดีเยี่ยม ต้องชื่นชมว่าปรีแอมป์ DAP-800 มีภาคอนาล็อกที่โดดเด่น และช่วยให้เพาเวอร์ FBA-800 แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ลักษณะเสียงที่เราพบจากการทำงานร่วมกันของปรีและเพาเวอร์ก็คือ เสียงร้องมีตำแหน่งชัดเจน ไม่ล้ำออกมาข้างหน้ามากเกินไป เสียงเบสจาก Kick Drum มีความลึกและแรงปะทะที่น่าประทับใจ เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นแยกตำแหน่งได้ดี เครื่องสายมีความโปร่งใสและให้แรงปะทะที่ดี เพลงแจ๊สมีความคล่องตัว จังหวะสนุก และเครื่องเป่ามีเนื้อเสียงที่ชัดเจน ข้อสังเกตที่ผมคิดว่าสำคัญมาก ผมไม่คิดว่า SUGDEN มีบุคลิกเสียงแบบ British Sound ดั้งเดิมที่เน้นย่านกลางเป็นพิเศษ ตรงกันข้ามผมมองว่าเสียงมีการกระจายพลังงานค่อนข้างสมดุลตลอดย่านความถี่ และมีความรวดเร็วในการถ่ายทอดดนตรี ไม่ได้ออกแนวเนิบช้าหรือหวานจนเกินไป ปรีและเพาเวอร์ชุดนี้สามารถเล่นได้ดีทั้งเพลงป็อปและแจ๊ส ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเพลงคลาสสิกเท่านั้น เพลงร็อกที่มีไดนามิคก็ทำได้ดี สรุปจุดเด่นในความเป็นแอมปลิไฟร์คลาส A ระดับไฮเอ็นด์ คุณภาพเสียงมีความประณีต กลมกลืน และสมดุล รายละเอียดครบถ้วน ภาพรวมของเสียงฟังสบาย ไม่ปรุงแต่ง ข้อสังเกตคือเมื่อใช้ภาค DAC อินพุตของเสียงจะมีระดับความดังสูงกว่าการเล่นจากซอร์สอนาล็อก และมีแนวโน้มโปร่งสว่างอิ่มละมุนขึ้นกว่าภาคไลน์อนาล็อกอีกด้วย พร้อมทั้งพลังและแรงปะทะในย่านเบสลึกสามารถทำได้ดี ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่า การใช้ภาค DAC หรือดิจิตอลของ DAP-800 มาถอดรหัสจากซีดีเพลย์เยอร์ หรือสตรีมเมอร์ เป็นเสน่ห์อันยอดเยี่ยม คุณจะไม่เคยได้ยินความอิ่มหวานละเมียดละไม ทรงพลังไปพร้อมๆ กันแบบนี้มาก่อนเลย ฟังแค่ครั้งเดียวจะอยู่ในความทรงจำไปอีกหลายปีครับ ในทั้งสองภาค ทั้งอนาล็อกและดิจิตอล มีเสียงโดยรวมมีความสมดุล ไม่เน้นย่านใดย่านหนึ่งจนเกินไป อีกทั้งกำลังขับ 40W ต่อแชนเนล คลาส A สามารถเทียบเคียงได้กับเพาเวอร์แอมป์ไฮเอ็นด์ กำลังขับ 100-150 วัตต์ได้อย่างสบายๆ โดยเฉพาะเมื่อเลือกลำโพงที่เหมาะสมซึ่งกันและกันก็จะยิ่งเพิ่มศักยภาพและความดีงามของระบบ Class A ของ Sugden มากขึ้นเป็นเงาตามตัว เสน่ห์ล้ำลึกของ SUGDEN SAPPHIRE ชุดนี้อยู่ที่การออกแบบซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพของภาคขยายมากกว่าการไล่ตามตัวเลขกำลังวัตต์หรือคุณสมบัติดิจิทัลที่ทันสมัยที่สุด โดย DAP-800 เป็นปรีแอมป์ที่มีความสามารถรอบด้าน ทั้งภาคอนาล็อกและ DAC ภายใน ส่วน FBA-800 นั้นเป็นเครื่องที่น่าสนใจมาก เพราะรูปแบบ Floating Bridge Architecture ทำให้ได้โครงสร้างการขยายเสียงแบบบาลานซ์ และทำงานใน Pure Class A กำลังขับ 40W ที่น่าทึ่งมากๆ SUGDEN SAPPHIRE DAP-800 และ FBA-800 ชุดเครื่องเสียงที่มีเสน่ห์ล้ำลึกสำหรับคนที่อยากอยู่ใกล้ชิดกับเสียงดนตรีที่งดงามอย่างไร้ขีดจำกัดครับ SUGDEN SAPPHIRE DAP-800 Preamplifier ราคา 280,000.- บาท SUGDEN SAPPHIRE FBA-800 Power Amplifier ราคา 426,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Sound Box อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ชั้น 3 ธงชัย : โทร. 092-890-4660 Line ID : tsoundbox ทราย : โทร. 083-793-7386 Line ID : pzp2789
KEF LS LUXE อัศจรรย์แห่งศาสตร์และศิลป์ยุคใหม่ KEF LS LUXE แค่เพียงเปิดตัวครั้งแรก ก็สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก เป็นลำโพงที่แอคทีฟขนาดกลางที่มีการออกแบบก้าวล้ำสมัยทั้งทางด้านเทคโนโลยี และศิลปะแห่งโครงสร้างที่โดดเด่นที่สุดแห่งยุค เข้าขั้นความมหัศจรรย์แห่งการดีไซน์ โดย Ross Lovegrove ดีไซเนอร์ระดับโลกผู้เคยสร้างสรรค์ผลงานระดับตำนานอย่าง KEF Muon ด้วยตู้ลำโพงทรงโค้งมน Sculptural Organic Form ที่มีลักษณะคล้ายงานประติมากรรม ตัวตู้ของ KEF LS LUXE ผลิตแบบหล่อขึ้นรูปจากวัสดุพรีเมียม BMC (Bulk Molding Compound) ผสมใยแก้วสูตรพิเศษ (Bespoke Glass Fiber BMC) ซึ่งเป็นวัสดุคอมโพสิตขั้นสูงที่มีคุณสมบัติเด่นในด้านความแข็งแกร่งและมีความหนาแน่นสูงและนิ่งสนิทเป็นพิเศษ ช่วยขจัดแรงสั่นสะเทือนภายในตู้ได้อย่างเด็ดขาด ใช้การขึ้นรูปทรงโค้งมนไร้รอยต่อ (Sculptural Organic Form) เป็นข้อดีของวัสดุ BMC ที่ทำให้สามารถหล่อขึ้นรูปทรงโค้งมนคล้ายหยดน้ำหรือรูปไข่ตามการดีไซน์ของ Ross Lovegrove ได้อย่างอิสระ ซึ่งทรงโค้งแบบนี้จะไม่มีเหลี่ยมมุมคมที่จะช่วยลดการเลี้ยวเบนของเสียง (Diffraction) ทำให้มิติและเวทีเสียงมีความโปร่งสะอาดและแม่นยำสูง ด้วยความแข็งแรงทางโครงสร้างของวัสดุชนิดนี้ ทำให้วิศวกรของ KEF ไม่จำเป็นต้องใส่คานดามหนาๆ ไว้ภายในตู้ ส่งผลให้มีปริมาตรอากาศภายในตู้ลำโพงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพให้เสียงเบสตอบสนองได้ลึกและทรงพลังอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว KEF นำเสนอเทคโนโลยีและการออกแบบด้วยปรัชญา All-in-One ของ LS LUXE คือระบบสเตอริโอที่สมบูรณ์ โดยไม่ต้องมีแอมป์ขยายภายนอก ไม่ต้องมีสตรีมเมอร์แยก ทุกอย่างมีอยู่ครบถ้วนในหนึ่งเดียวแบบออลอินวัน ด้วยพลังเสียงในระดับออดิโอไฟล์ สรุปหัวใจหลัก เทคโนโลยี 5 รูปแบบของ KEF LS LUXE 1. ระบบตัวขับเสียง Uni-Q เจนเนอเรชั่นที่ 12 ขนาด 16.5 ซม. เป็นไดรเวอร์ Coaxial อะลูมิเนียมที่พัฒนาขึ้นใหม่สำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ มีทวีตเตอร์อะลูมิเนียม 25 มม. วางอยู่ตรงกลาง ทำให้เสียงแหลมและกลางแหลมกระจายจากจุดเดียวกันกับเสียงต่ำ ตัวไดรเวอร์มีขนาดใหญ่กว่า LS50 Wireless II รวมถึงให้พื้นที่หน้าตัดมากขึ้น ให้เสียงได้ต่ำกว่า 40Hz และให้ความดังมากกว่า LS50 Wireless II ประมาณ 8-10dB 2. เทคโนโลยี VECO - Velocity Control Technology เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ KEF เคยนำมาใช้ครั้งแรกในซาวด์บาร์รุ่น XIO และนี่คือลำโพง Bookshelf รุ่นแรกที่นำมาใช้ ซึ่งผมขอขยายความด้านเทคนิคเล็กน้อย VECO ย่อมาจาก Velocity Control เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ตรวจจับการเคลื่อนที่ของไดรเวอร์ลำโพง เพื่อช่วยควบคุมการทำงานให้แม่นยำขึ้นและลดความเพี้ยนของเสียง หลักการสำคัญคือ แทนที่จะปล่อยให้ระบบขับดอกลำโพงตามสัญญาณเสียงเพียงอย่างเดียว VECO จะใช้ข้อมูลการเคลื่อนที่ของไดรเวอร์มาช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ประเมินได้ว่า ดอกลำโพงกำลังเคลื่อนที่อย่างไรเมื่อเทียบกับสิ่งที่ควรจะเป็น แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับหลักการควบคุมแบบป้อนกลับ (Feedback Control) ซึ่งพบได้ในระบบควบคุมทางวิศวกรรมชั้นสูง หลักการทำงานของ VECO ทีละขั้นตอน 1. รับสัญญาณเสียงสัญญาณเพลงเข้าสู่ภาคขยาย 2. ขับไดรเวอร์ให้เคลื่อนที่ วอยซ์คอยล์และกรวยลำโพงสร้างคลื่นเสียง 3. เซนเซอร์ตรวจจับความเร็ว ขดลวดตรวจจับเฉพาะวัดความเร็วการเคลื่อนที่ของวอยซ์คอยล์แบบเรียลไทม์ 4. ส่งข้อมูลป้อนกลับไปยังภาคขยายวงจร (Negative Feedback) ตรวจสอบความคลาดเคลื่อน 5. ปรับการขับให้แม่นยำขึ้น ช่วยลดความเพี้ยนและการบีบอัดไดนามิกของเสียง หลักการนี้คือเทคโนโลยี VECO ของ KEF ผลลลัพธ์ที่ได้คือ เสียงเบสสะอาดขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนในการเคลื่อนที่ของไดรเวอร์ เบสมีความกระชับและควบคุมได้ดีขึ้น การเคลื่อนที่ของไดรเวอร์จะสอดคล้องกับสัญญาณที่ต้องการอย่างแม่นยำ ความสามารถนี้ช่วยให้ลดความเพี้ยนเมื่อต้องเปิดดังมากกว่าปกติ หรืออาการไดนามิกถูกบีบอัดเมื่อระบบทำงานหนัก โดยไม่ต้องพึ่งการแก้ไขด้วย DSP เพียงอย่างเดียว เพราะมีข้อมูลการเคลื่อนที่จริงจากเซนเซอร์มาใช้ในวงจรป้อนกลับนั่นเอง KEF นำมาใช้กับ LS LUXE เพื่อยกระดับความแม่นยำของเสียง โดยเฉพาะการตอบสนองย่านความถี่ต่ำ 3. เทคโนโลยี MAT - Metamaterial Absorption Technology นี่คือโครงสร้างเขาวงกตหลังทวีตเตอร์ ดูดซับเสียงลมที่ไม่ต้องการจากด้านหลังของทวีตเตอร์ได้ 99% ทำให้เวทีเสียงกว้างขึ้น รายละเอียดเล็กๆ อย่างฉาบและเสียงร้องสะอาดขึ้นโดยไม่ต้องบูสต์แหลมให้คมจัด ทั้งยังช่วยลดค่า Q ของเรโซแนนซ์ในทวีตเตอร์ ทำให้ใช้แอมป์แบบ Current-Drive ได้อย่างปลอดภัย 4. ภาคขยายและระบบ Music Integrity Engine ที่ล้ำสมัยที่สุด โดยลำโพงแต่ละข้างมีแอมป์ 2 ชุด คือแอมป์ Class D 280W สำหรับเบส/กลาง และแอมป์ Class AB 100W สำหรับขับเสียงกลางแหลม รวมทั้งระบบลำโพงจะมีกำลังขับสูงถึง 760W ไม่มี Passive Crossover คั่น ระบบขยายของแอมป์ต่อตรงกับไดรเวอร์แต่ละย่านความถี่ทุ้ม-แหลม ทำให้ความแม่นยำเที่ยงตรงสูงสุด KEF ยังคงใช้สมองกลเป็นศูนย์กลางคือ ระบบ Music Integrity Engine (MIE) ที่ใช้ DSP แบบ FIR ที่คำนวณมาเฉพาะรุ่นนี้ เพื่อจัดการแบ่งความถี่ แก้เฟส แก้เวลา และระบบป้องกัน 5. ตัวตู้และการแยกแรงสั่นสะเทือน ที่ KEF ใช้ระบบ Flexible Decoupling Chassis แยกชุด Uni-Q ออกจากตู้ด้วยโครงสร้างยืดหยุ่นและวัสดุแดมป์ เพื่อไม่ให้แรงปฏิกิริยาจากไดรเวอร์ส่งผ่านไปทำให้ตู้สั่น และตัวตู้เองไม่ได้ทำจากไม้ MDF ทั่วไป แต่เป็น BMC (Bulk Molding Compound) ผสมใยแก้ว ขึ้นรูปได้ซับซ้อน แข็งแรง ไม่ต้องการโครงค้ำภายใน ทำให้มีปริมาตรภายในมากกว่าลำโพงรุ่น LS50 Wireless II ถึง 50% ทั้งที่ขนาดภายนอกมีขนาดแค่ 336 x 223 x 298 มม. ด้านหลังเป็นฮีทซิงค์อะลูมิเนียมขนาดใหญ่พร้อมพอร์ตเบสรีเฟลกซ์แบบยืดหยุ่นได้เล็กน้อยเพื่อลดเสียงลม ลำโพงมาพร้อมรีโมตรุ่น C3 Remote และผู้ใช้สามารถเลือกซื้อขาตั้งรุ่นพิเศษ S-LUXE Floor Stand เพิ่มเติมได้ ระบบลำโพงจะสนองตอบระบบสตรีมมิ่งไร้สายอย่างกว้างขวาง อาทิ AirPlay 2, Google Chromecast, UPnP, Bluetooth 5.3, Roon Ready (อัปเดตเฟิร์มแวร์ในช่วงปี 2027), Spotify Connect, TIDAL Connect, Qobuz Connect, QPlay, Internet Radio รองรับไฟล์ Hi-Res สูงสุด 24-bit/384kHz PCM และ DSD128 / DSD256 (ขึ้นกับการเชื่อมต่อ) มีช่องต่อแบบสายครบกว่าลำโพง Wireless ทั่วไปมากคือ HDMI eARC (ต่อทีวีโดยตรง) USB-C, Optical TOSLINK, Coaxial S/PDIF ช่องต่อแบบ 3.5mm Analog มีช่องต่อ Ethernet RJ45 (สำหรับเชื่อมต่อเสถียรที่สุด) ช่องต่อ RCA Subwoofer Output ทั้งสองข้าง พร้อม USB-C สำหรับชาร์จอุปกรณ์ที่ลำโพง Primary ลำโพงสุดหรูคู่นี้ ยังสีที่มีให้เลือกตามไลฟ์สไตล์คือ Dusk Titan, Eclipse Black, และ Mineral White Test Report ผมนำลำโพงมาทดสอบใช้งาน 2 สถานะคือ ตั้งบนโต๊ะทำงาน ให้ KEF LS LUXE นั้นเป็นลำโพงแบบมอนิเตอร์ Nearfield ฟังใกล้ และฟังแบบออดิโอไฟล์ ด้วยขาตั้งโลหะของ ATACAMA สำหรับขั้นตอนเริ่มจากนำลำโพงออกจากกล่องและทำการเชื่อมต่อนั้น สิ่งที่มีมาให้ได้แก่ ตู้ลำโพง Primary / Secondary รีโมต C3 Remote สายไฟเอซี จำนวน 2 เส้น สำหรับลำโพงแต่ละข้าง สาย K-Stream Interspeaker เพื่อการรองรับระบบเสียง Hi-Res ยาว 3 เมตร แต่คุณจะเลือกซื้อสายที่มีความยาวกว่านี้ได้ ซึ่งลำโพงรองรับการใช้สายเชื่อมต่อนี้ได้ยาวถึง 8 เมตร กรณีขาตั้งเสริม S-LUXE Floor Stand สี Slate Grey ต้องซื้อแยกต่างหาก จุดที่ดีคือขาตั้งออกแบบมาให้มีระบบซ่อนสายในตัว หรือจะเพิ่มอุปกรณ์เสริม KW1 Wireless Subwoofer Adapter สำหรับต่อซับ KEF แบบไร้สายก็ขึ้นอยู่กับความต้องการครับ ในการเชื่อมต่อครั้งแรก ให้จัดวางลำโพง Primary (ข้างที่มีช่องต่อครบ) ไว้ฝั่งที่ใกล้ปลั๊กและทีวี ทำการเชื่อมต่อ Primary และ Secondary ด้วยสาย K-Stream หรือจะใช้โหมด Wireless Inter-speaker ก็ได้ จากนั้นเสียบปลั๊กที่ตู้ทั้งสองข้าง จะพบว่าไฟ LED จะกระพริบ พร้อมต่อการเชื่อมต่อ สำหรับเทคนิคในการเซ็ตอัพ และการใช้งาน App KEF Connect ซึ่ง LS LUXE สามารถตั้งค่าได้ง่ายๆ ผ่าน KEF Connect App เหมือนกับลำโพงไร้สายของ KEF รุ่นอื่น เมื่อคุณดาวน์โหลด KEF Connect (iOS / Android) ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว App จะค้นหา LS LUXE เจอได้ในเวลาที่รวดเร็วผ่านระบบ Wi-Fi แนะนำให้เชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4GHz/5GHz ที่แรงและเสถียรก่อน หลังจากนั้นควรตั้งชื่อลำโพง, เลือกว่าตัวไหนเป็นซ้าย/ขวา, จากนั้นเลือกโหมดการเชื่อมต่อระหว่างลำโพงเป็น Wired หรือ Wireless เทคนิคเซ็ตอัพให้เสียงดีที่สุดจากแอป โดย EQ ใน App มี 2 โหมดคือ Normal และ Expert ครับ โหมด Normal จะเลือกตามตำแหน่งวาง - บนโต๊ะ, ชิดผนัง, ในมุม, ใช้ขาตั้ง ส่วนโหมด Expert เลือกปรับ Bass Extension, Treble Trim, Phase Correction, Balance, Subwoofer Low-pass ได้อย่างละเอียด คู่มือแนะนำการเซ็ตอัพระยะห่าง ว่าถึงแม้ลำโพงจะมี EQ ชดเชยการวางชิดผนัง แต่ถ้าทำได้ ควรเว้นระยะลำโพงให้ห่างผนังหลัง 20-30 ซม. ขึ้นไป และความห่างผนังข้างใกล้เคียงกัน จะได้เวทีเสียงที่กว้างที่สุด การต่อสาย HDMI eARC ถ้าต่อทีวีให้เปิด CEC ในทีวี จะได้ใช้รีโมตทีวีควบคุมเสียง LS LUXE ได้เลย ส่วนท่านใดที่ต้องการใช้งาน Subwoofer แบบต่อผ่าน RCA หรือจะต่อกับ KW1 แล้วไปตั้งค่าครอสโอเวอร์และระดับ Level ใน App จะทำให้เบสลึกมากถึง 35Hz มีความอิ่มลึกและกลมกลืนยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับความเห็นผมจากการทดสอบ LS LUXE นั้น เฉพาพาะลำโพงเดี่ยวๆ ก็มีเสียงที่ทรงพลัง และเสียงต่ำอิ่มลึกอย่างเหลือเชื่อ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ซับวูฟเฟอร์เสริม ในห้องพื้นฐานขนาดไม่เกิน 20 ตารางเมตรแต่อย่างใดครับ อย่างไรก็ตามผมก็ได้ทดลองนำเอาซับวูฟเฟอร์ KEF KC62 มาใช้งานร่วมกันด้วย เพื่อดูว่าจะให้ผลเช่นไร พบว่าเมื่อต้องการฟังเพลงวงออเคสตร้าขนาดใหญ่มากๆ ก็ถือว่ากลมกลืน และให้มิติของเสียงต่ำได้อย่างดีเยี่ยมยิ่งขึ้น แต่ก็ยังยืนยันว่า เบสของ LS LUXE นั้น มีพลังที่คุณจะต้องตื่นตะลึงอย่างมากอยู่แล้ว ดังนั้นความจำเป็นในการพ่วงซับวูฟเฟอร์จึงขึ้นกับความต้องการเฉพาะบุคคล หรือท่านที่มีห้องขนาดใหญ่เกิน 30 ตารางเมตรขึ้นไป และฟังด้วยระดับความดังสูงมากๆ เท่านั้นครับ สำหรับการใช้งาน การคอนโทรลระบบทั่วไป หากท่านใดที่เคยใช้ลำโพงสตรีมมิ่งไร้สายของ KEF มาก่อนก็จะเข้าใจ และสามารถสั่งงานจากแอปได้สะดวกง่ายดายมากครับ ผมชอบอันดับแรกเลยก็คือดีไซน์ที่มีความสวยงามและทรงเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง รูปทรงนี้นับว่าล้ำลึกและพาเราหลุดทะลุขีดจำกัดของการออกลำโพงอย่างสิ้นเชิง จัดเป็นประติมากรรมที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์ครบถ้วน แค่หาตำแหน่งวางภายในห้องก็รู้สึกได้เลยว่า เป็นลำโพงที่เสมือนเฟอร์นิเจอร์ไฮคลาส ทำให้พื้นที่จัดวางของเรามีความสวยงามขึ้นมาทันที เรียกว่า... แค่นั่งมองก็อิ่มเอมในใจแล้วครับ การใช้งานมีความคล่องตัวสูง ไม่ว่าจะเป็นการคอนโทรลระดับเสียงการปรับแต่ง การเชื่อมต่อระบบสตรีมมิ่ง แอป KEF Connect เป็นศูนย์กลางการสั่งงานที่ดีเยี่ยม นี่คือลำโพงที่ให้คุณค่าครบถ้วนโดยไม่ต้องเพิ่มเติมอะไรทั้งสิ้น แค่ใช้งานควบกับสมาร์ทโฟน ก็พาจินตนาการดนตรีของคุณล่องลอยไปไกลจริงๆ ครับ การฟังในระยะใกล้ หรือที่เรียกว่าการเซ็ตอัปแบบ Near field ให้ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยพลังเสียงที่มีชีวิตชีวาเปิดกว้าง ให้อารมณ์แบบว่า ดึงผู้ฟังให้เข้าไปอยู่มีส่วนร่วมกับดนตรีอย่างใกล้ชิด ส่วนการใช้งานบนขาตั้งและเซ็ตอัพในแบบออดิโอไฟล์ ผมจะวางลำโพงห่างกัน 2 ระยะ เพื่อเปรียบเทียบดูคือ ที่ความห่างที่ 1.80 เมตร และที่ 1.65 เมตร คุณภาพเสียงที่ได้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก เป็นลำโพงที่ให้การกระจายเสียงที่กว้างลึกมาก ดังนั้นความจำเป็นต่อการโทอินลำโพงจึงแทบไม่มีเลย เป็นลำโพงที่ทำให้ผมต้องย้อนนึกไปถึงพลังเสียงจากลำโพง KEF REFERENCE 1 Meta ที่เคยทดสอบขึ้นมาทันที KEF LS LUXE ให้พลังเสียงในสไตล์แบบเดียวกัน และคาแรคเตอร์ใกล้เคียงกันมากอย่างน่าตกใจเลยทีเดียวครับ เสียงเบสอิ่มจนรู้สึกตะลึงไปเลย เมื่อผมลองฟังแนวซิมโฟนิกโปรเกรสซีฟร็อก Turn of the Tide ของวงดนตรีสัญชาติอังกฤษ Barclay James Harvest เสียงมีความสมจริง เสมือนฟังเครื่องเสียงชุดใหญ่ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ทุกอย่างเบ็ดเสร็จอยู่ในลำโพงขนาดย่อมเพียงคู่เดียวเท่านั้น ไม่ต้องใช้แอมป์ภายนอกแต่อย่างใด คุณภาพเสียงที่เราได้สัมผัสนั้นบ่งชี้ได้เลยว่า ระดับราคาลำโพงที่ตั้งเอาไว้ไม่ถือว่าสูงเลยครับ!!! ต้องยอมรับว่า LS LUXE เป็นลำโพงแอคทีฟสตรีมมิ่งขนาดคอมแพคเพียง 2 ตู้ ที่ดูเผินๆ ไม่น่าจะสร้างสเกลความหนักแน่นของเบส และความโปร่งของเวทีได้ขนาดนี้ ยิ่งได้ฟังยิ่งรู้สึกว่าลำโพงได้ให้คำจำกัดความที่ว่า “พลังเสียงยิ่งใหญ่เกินตัว” ได้ชัดเจนยิ่ง ในด้านเสียงร้องมีมวลอิ่มสะอาด ผมฟังจากหลายๆ อัลบั้มโปรด อาทิ Famous Blue Raincoat และ The Hunter หรือแม้แต่เพลงจากเสียงร้องของ ถงลี่ ศิลปินจีน ที่ฟังประจำก็ให้ภาพพจน์ มิติเสียงได้ยอดเยี่ยมมาก ในแง่ความถี่กลางแหลมสวยงามมากครับ เสียงแหลมละเอียดระยิบระยับจากช่วงมิดเร้นจ์ไปถึงปลายความถี่แหลมสุด ความกังวานของเสียงและฮาร์โมนิคเยี่ยมยอด ทำให้ต้องย้อนฟังอัลบั้ม Warm Your Heart อัลบั้มเดี่ยวของ Aaron Neville ที่มี Linda Ronstadt มาดูเอทคู่กัน หลายรอบเลยครับ ต้องบอกว่าฟังเพลินใจไม่รู้อิ่มทีเดียว สำหรับพลังเสียงเบส ให้ความอัศจรรย์ใจคือ ผมรู้สึกว่า LS LUXE ทำได้ไม่ต่างไปจากลำโพงตั้งพื้น เบสที่อิ่มแต่กระชับฉับไว หัวโน้ตแม่นยำสมจริง ถือว่านอกจากความสามารถของไดรเวอร์และตัวตู้แล้ว ผลของเทคโนโลยี VECO ก็ชัดเจนมาก ด้วยการควบคุมการขับเสียงของลำโพงได้สะอาดแม่นยำ ให้โน้ตต่ำลึกๆ และหยุดกระชับ สะอาด ไลน์เบสที่ยังคงรูปทรงไว้ แม้เปิดด้วยความดังสูง เสียงเบส เครื่องดนตรีชิ้นความถี่ต่ำ จะไม่กลายเป็นก้อนย้วยๆ ช้าๆ เหมือนลำโพงแอคทีฟอื่นๆ จึงถือว่าเบสมีความสมบูรณ์มาก LS LUXE เป็นลำโพงระบบแอคทีฟเพียงไม่กี่คู่เท่าที่ผมเคยทดสอบมาแล้วสามารถฟังได้ดีกับเพลง Classical วงขนาดยักษ์ได้อย่างเต็มอิ่ม จากการฟังเพลงใน TIDAL ด้วยอัลบั้ม Ein Straussfest สามารถบ่งชี้ได้ชัดมากครับ ลำโพงรุ่นนี้มีแอมป์พลังสูงขับเสียงภายในแบบไบร์-แอมป์ รวม 760 วัตต์ จึงสามารถถ่ายทอดในทุกๆ รายละเอียดของอัลบั้มเพลงคลาสสิกระดับตำนาน ที่บรรเลงโดยวง Cincinnati Pops Orchestra ภายใต้การอำนวยเพลงของวาทยกรชื่อดัง Erich Kunzel เรียกว่าให้จังหวะดนตรีแม่นยำ เหมือนเราฟังเครื่องเสียงชุดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยไดนามิคที่ทรงพลังมากๆ จุดสังเกตของผมที่จะต้องบันทึกในใจเอาไว้เลยก็คือ ไม่ว่าจะใช้อินพุตแบบไหน ทั้ง Wi-Fi, HDMI, Coax, Analog คาแรคเตอร์ลำโพงไม่เปลี่ยน ให้เสียงที่ดีและทรงอานุภาพ ให้โทนัลบาลานซ์ของทุกย่านความถี่ได้อย่างสวยงาม เวทีเสียงและอิมเมจ จุดตำแหน่งดนตรี สุดยอดมาก เป็นลำโพงที่น่าจะเปลี่ยนแนวทัศนคติให้กับนักออกแบบลำโพงสตรีมมิ่งแอคทีฟไปตลอดกาล ผมมีคำแนะนำที่ได้จากผลการทดสอบเล็กน้อยก็คือ KEF LSLUXE นั้นจะมีความอ่อนไหวต่อตำแหน่งที่เราจัดวาง หรือเซ็ตอัพบนขาตั้ง ระยะห่างจากผนัง หรือระยะห่างกันระหว่างลำโพงทั้งคู่พอสมควร แม้ว่าเราจะสามารถปรับแต่งได้จากระบบดีเอสพีจากแอปก็ตาม แต่ความอ่อนไหวตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะผู้ฟังที่มีความชำนาญในการฟังในระดับออดิโอไฟล์ ก็จะสามารถเลือกปรับจุดตำแหน่งตามที่ตัวเองต้องการ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสมบูรณ์ได้มากที่สุดครับ และขอแนะนำว่า ลงทุนเพิ่มอีกนิดนึง ด้วยการใช้ขาตั้ง S-LUXE Stands ของเขาเอง คุณย่อมได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด และการเก็บสายลำโพงที่เรียบร้อยสวยงามครับ บทสรุป สำหรับลำโพงในซีรีส์แอคทีฟสตรีมมิ่งของ KEF นั้น หากจัดให้ LS50 Wireless II คือประตูสู่ ออดิโอไฟล์แบบ All-in-One และ LS60 Wireless คือระบบตั้งพื้นที่ดีงามขึ้นไปอีกระดับ LS LUXE ก็จะเป็นดีไซน์ที่อยู่กึ่งกลาง เป็นการเติมช่องว่างด้วยเทคโนโลยี Current-Drive และ VECO พร้อมทั้งดีไซน์ในแง่ของศิลปกรรมที่ไม่มีใครเสมอเหมือน สำหรับคนที่ต้องการลำโพง Bookshelf All-in-One ครบจบในตัวเดียว ต่อกับทีวีได้ มีความความสามารถในการสตรีมเพลงได้ทุกแอป และให้พลัง 760 วัตต์ ที่ควบคุมได้อย่างง่ายดาย นักเล่นที่ต้องการความสมบูณ์แบบ หรือนักเล่นระดับไฮเอ็นด์ที่ชื่นชอบความหรูหราพรีเมียม ผลงานหรูเลิศอลังการของ KEF LS LUXE คือคำตอบครับ KEF LS LUXE คือลำโพงที่ประดุจงานประติมากรรม แห่งความอัศจรรย์ในยุคใหม่อย่างแท้จริง KEF LS LUXE ราคา 179,000.- บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand
Audiolab 6000A MKII พลังเสียงที่สะอาดและมีเสน่ห์ พร้อมสรรพสำหรับออดิโอไฟล์ สำหรับอินทิเกรเต็ด Audiolab 6000A MKII นั้นมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของนักเล่นระดับออดิโอไฟล์ที่ต้องการคุณภาพเสียงเที่ยงตรงยอดเยี่ยม โดยมีการออกแบบที่สมูทเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยประโยชน์ที่ครบถ้วน ที่สำคัญมีราคาสมเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องต้นกำเนิดของ Audiolab 6000A นั้น เราคงต้องย้อนกลับไปถึงยุคอินทิเกรเต็ดเครื่องแรกของบริษัท นั่นคือ Audiolab 8000A Audiolab 8000A จัดเป็นแอมปลิไฟร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ 1980 โดยผู้ก่อตั้งซึ่งประกอบด้วย คุณ Philip Swift นักฟิสิกส์ และ Derek Scotland วิศวกรเครื่องกล ทั้งสองได้มาพบกันในขณะที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่ Imperial College London ต่อมาก็เป็นผู้ให้กำเนิดแบรนด์ Audiolab แห่งสหราชอาณาจักร พวกเขามีแนวคิดร่วมกันว่า เครื่องเสียงที่ให้คุณภาพสูง ไม่ควรมีราคาแพงหรือใช้งานยุ่งยาก จึงร่วมกันพัฒนาอินทิเกรเต็ดแอมป์ 8000A ขึ้นมา และ Audiolab 8000A ก็ได้สร้างชื่อเสียงให้ผู้ผลิตเป็นอย่างมาก เป็นที่จดจำในโลกไฮไฟนับแต่นั้นเป็นต้นมา และเมื่อเวลาผ่านไป Audiolab ได้พัฒนาเครื่องเสียงรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง กระทั่งในปี 2018 ได้มีการเปิดตัว 6000A เป็นครั้งแรก ด้วยการนำแนวคิดของแอมป์ Audiolab รุ่นใหญ่ มาปรับให้เข้าถึงง่ายขึ้น แต่เพิ่มความสามารถให้เหมาะกับยุคดิจิตอล ทั้งภาค DAC, Bluetooth, Phono และช่องต่อ Digital หลายหลากรูปแบบ ความสำเร็จของ 6000A ทำให้ต่อยอดเกิดผลิตภัณฑ์ในตระกูลเดียวกันขึ้นมาอีก เช่น 6000N Play ซึ่งเพิ่มความสามารถด้าน Network Streaming และขยายไลน์การผลิตมายัง 6000A Play สำหรับผู้ที่ต้องการระบบสตรีมมิ่งในตัวแอมปลิไฟร์ ต่อมาทีมงานฝ่ายวิจัยออกแบบของ Audiolab ได้มีการพัฒนา 7000 Series และ 9000 Series พร้อมเทคโนโลยีใหม่ในปี 2025 จึงเป็นเหตุผลให้นำเอาเทคโนโลยีสำคัญจากรุ่นใหญ่ ย้อนกลับมาพัฒนาเป็น 6000A MKII ให้มีความยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นในที่สุด หัวหน้าทีมดีไซน์ Jan Ertner ผู้ออกแบบหลักของซีรีส์ 6000A นั้น เป็นวิศวกรที่มีความสามารถสูงมาก ก่อนหน้านั้นเขาเคยเป็นผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนารุ่น 8300A มาก่อน 6000A จึงไม่ได้เป็นการออกแบบแอมปลิไฟร์ราคาย่อมเยาว์ขึ้นมาแบบ “ตัดทอนทุกอย่างให้น้อยลง” แต่เป็นการนำแนวคิดและเทคโนโลยีจาก 8300A มาพัฒนาใหม่ให้เหมาะสม ในราคาที่ออดิโอไฟล์ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า แน่นอนว่า 6000A MKII ยังคงรักษาพื้นฐานคุณสมบัติหลักและบุคลิก 6000A ฉบับดั้งเดิมไว้ แต่ได้ทำการปรับปรุงภาคจ่ายไฟใหม่ทั้งหมด เปลี่ยน DAC เป็น ESS ES9038Q2M รวมทั้งเพิ่มวงจรอนาล็อกฟิลเตอร์แบบ Class A และเพิ่มช่องต่อ HDMI ARC กับ Bluetooth 5.1/aptX HD ให้ครอบคลุมการใช้งานที่รอบด้านมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือ 6000A MKII ยังคงเป็นอินทิเกรเต็ดที่เน้นความเรียบง่ายและเปี่ยมด้วยคุณภาพเสียง มากกว่าการใส่ฟังก์ชั่นซับซ้อนโดยไม่จำเป็น จาก 8000A สู่ 6000A และมาถึง 6000A MKII จึงเป็นเรื่องของการรักษาปรัชญาดั้งเดิมของ Audiolab ที่พร้อมปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีของแต่ละยุคอย่างเหมาะสมลงตัว เพราะเครื่องเสียงที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนขึ้นในทุกครั้งที่พัฒนา แต่ควรทำหน้าที่เดิมให้ดีขึ้น และทำให้เรากลับไปฟังดนตรีได้ง่ายขึ้นด้วยงบประมาณที่คุ้มค่าเหมาะสม และที่กล่าวมานี้ คงไม่มีใครที่จะทำได้ดีเท่า Audiolab อีกแล้ว Test Report ทางไฮไฟทาวเวอร์ได้จัดส่งเครื่อง Audiolab 6000A MKII มาให้ผมช่วงที่น้ำกำลังเอ่อล้นทั่วไทย รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ทำให้มีเวลาทดสอบใช้งานเครื่องอย่างเต็มที่ และแรกสุดที่ได้ทำการแกะออกมาจากกล่องนั้น เราก็เห็นได้ถึงความประณีตสวยงาม ควบคู่ไปกับความแข็งแรง ดีไซน์รูปทรงเน้นความบางของเครื่องทำให้ดูดีมีคลาสเป็นพิเศษ Audiolab 6000A MKII ยังคงแนวทางการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของ Audiolab คือเรียบง่ายเป็นระเบียบ และไม่เน้นความหรูหราจนเกินความจำเป็น จากทางด้านหน้าเครื่องเห็นได้ถึงความสุขุม แข็งแกร่ง แต่ก็พร้อมต่อฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างครบถ้วน โดยตัวเครื่องเป็นแบบหน้ากว้างขนาดมาตรฐาน Full-width chassis ที่มีความกว้างประมาณ 445 มม. สูง 65 มม. และลึกประมาณ 299 มม. น้ำหนักราวๆ 7.8 กก. ซึ่งตัวถังเครื่องจะมีทั้งสีดำและสีเงินให้เลือกตามรสนิยมของนักเล่นครับ ด้านหน้าเป็นแผงอะลูมิเนียมเรียบ มีปุ่มเลือก Source และ Mode ที่ปรับสถานะการทำงาน ระหว่างเป็นอินทิเกรเต็ดหรือใช้งานแบบปรี-เพาเวอร์ โดยมีจอ Display อยู่ตรงกลาง และปุ่ม Volume ขนาดใหญ่ทางด้านขวา พร้อมมีช่องเสียบหูฟัง 6.3 มม. มาให้ด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการฟังเสียงแบบ “บริสุทธิ์นิยม” ผ่านหูฟังในโลกส่วนตัว ขณะที่ปุ่มปิดเปิดเครื่อง Audiolab ได้นำมาวางไว้ที่ตำแหน่งด้านขวาสุดของหน้าเครื่อง เป็นการจัดวางระบบที่เผื่อการพัฒนาหรืออัพเกรดได้ในอนาคต ด้วยรูปแบบที่เน้นความชัดเจนและใช้งานง่าย ไม่ทำให้ดูเป็นเครื่องที่มีฟังก์ชันมากเกินไป ในขณะที่ภายในจะรวมทั้ง DAC, Phono, Headphone Amp, Bluetooth และ HDMI ARC เอาไว้อย่างครบครันก็ตาม ช่องต่อด้านหลังคือจุดที่เห็นความสามารถของเครื่องอย่างชัดเจน โดยมีทั้งอินพุต Analog ช่อง Aux สำหรับเครื่องเล่น CD หรือแหล่งสัญญาณทั่วไป, Phono MM สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง, Digital Input ทั้งแบบ Optical และ Coaxial รวมถึง HDMI ARC สำหรับเชื่อมต่อทีวี และ Bluetooth สำหรับการฟังแบบไร้สาย นอกจากนี้ยังมีช่อง Pre Out และ Power Amp In ทำให้สามารถแยกภาคปรี-เพาเวอร์ ออกจากกันได้ในอนาคตที่เราอยากอัพเกรดระบบ จึงมีความยืดหยุ่นมากกว่าการเป็นอินทิเกรเต็ดทั่วไป หากเปิดส่องมองลงไปยังภายในเครื่อง จะพบว่า Audiolab 6000A MKll ทำการดีไซน์ตำแหน่งวงจร อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม มีทั้ง DAC, Phono Stage, Headphone Amplifier และภาคขยาย Class AB ที่มีขนาดกำลังขับ 50 วัตต์ต่อแชนแนล โดย Audiolab เลือกใช้หม้อแปลง Toroidal 200VA และชุดตัวเก็บประจุรวม 60,000 µF เพื่อรองรับการจ่ายพลังงานให้ภาคขยายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงอาจกล่าวได้ว่า Audiolab 6000A MKII ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อโชว์ความซับซ้อน แต่เป็นการซ่อนความซับซ้อนไว้ภายใต้รูปลักษณ์ที่เรียบง่าย เน้นความหนักแน่นจริงจัง ใช้งานได้อย่างทรงประสิทธิภาพ และนี่คือเสน่ห์ของอินทิเกรเต็ดแอมป์ที่ดี แนวคิดที่เครื่องไม่ควรเป็นพระเอก แต่ควรทำหน้าที่พาเราเข้าไปถึงดนตรีให้ได้มากที่สุด ในการฟังทดสอบคุณภาพเสียง เราได้สัมผัสซึ่งความลึกล้ำในเสียงดนตรีอย่างละเมียดละไมมากๆ เพราะนี่ไม่ใช่การเปลี่ยนโฉมใหม่ แต่เป็นการ “ขัดเกลา” 6000A รุ่นเดิมให้ดีขึ้น โดยเฉพาะภาคดิจิตอล และความสมดุลของเสียงที่ได้รับเทคโนโลยีจากรุ่นเรือธง มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Reference: Rogers LS3/5A Diamond Jubilee Harbeth P3 ESR XD2 LiiSong AL-3 JBL 4301B Audiolab 9000 CDT YAMAHA CD-S300 NAD M51 DAC ผลการทดสอบเสียง การทดสอบสมรรถนะบทเริ่มต้นในการขับเสียงลำโพง Rogers BBC Monitor LS3/5A ที่ทำให้ผมอึ้งและทึ่งพอสมควร คือด้วยกำลังขับที่ระบุไว้ของ Audiolab 6000A MKll เพียง 50 วัตต์ต่อเนื่อง RMS บอกกำลังขับแบบถ่อมเนื้อถ่อมตัว แต่ในความเป็นจริงเครื่องสามารถขับลำโพงมหาโหดที่เราทราบกันดีอยู่แล้วนี้ได้แบบหน้าตาเฉยมากครับ แสดงถึงภาคจ่ายไฟที่ตอบรับอัตราสะวิงของเสียงทำได้แบบทะลุขีดจำกัดอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว ดังนั้นอินทิเกรเต็ดเครื่องนี้มีสมรรถนะพร้อมขับลำโพงระดับออดิโอไฟล์ได้อย่างไร้ข้อกังขาแน่นอน ส่วนในแง่คาแรคเตอร์ แรกสุดผมประทับใจในเรื่องความสะอาดของเสียง รายละเอียดอันครบถ้วน และมีความสมดุลสูงมาก ฟังๆ ไปอาจจะเผลอไผลลืมตัวว่านี่คือคุณภาพเสียงที่แทบไม่ต่างจากอินทิเกรเต็ดระดับสูงสุดเลยทีเดียวครับ อย่างน้อยๆ ผมว่าเมื่อฟัง 6000A MKll แล้ว ดูเหมือนเสียงของเครื่องจะมีความเคียงใกล้ 7000A แบบว่าใกล้มาก แบบหายใจรดต้นคอเอาเลยทีเดียว ส่วนในแง่บุคลิกจะคงไว้ซึ่งความอิ่มเอม สะอาด และมีค่าไดนามิคที่เน้นความทรงพลัง ให้การสะวิงตอบรับการพีคของจังหวะดนตรีแรงๆ ได้เกินคาดหมาย เป็นผลงานการออกแบบที่ดีเลิศอีกครั้งของ Audiolab ส่วนตัวผมชื่นชมทั้งคุณภาพเสียงและดีไซน์ที่คลาสสิกสวยงามควบคู่กันไป ยิ่งในด้านศักยภาพและคุณภาพเสียงของเครื่องที่ออกไปทางอบอุ่น กลมกลืน มีน้ำหนักเสียงแบบสมดุลทุกย่านความถี่ เสียงร้องแม่นยำ เสียงดนตรีช่วงมิดเร้นจ์มีความเป็นกลาง เปิดกว้าง กังวาน แต่ไม่แสดงความเครียด แม้บางขณะผมจะทดลองเปิดฟังในระดับความสูงเกินกว่าปกติก็ตาม มีความอิ่มของเบสย่านต่ำที่สวยงามเป็นจริง และเสียงแหลมที่เปิดสว่างพร้อมรายละเอียดดีมากๆ แต่ก็ยังคงให้ความสมดุลไม่เกินเลย ถ้าจะเปรียบเทียบในความแตกต่างจากเวอร์ชั่นก่อนหน้า เวอร์ชั่นใหม่ MKll จะแจกแจงรายละเอียดความซับซ้อนของดนตรีได้ดียิ่งขึ้นและชัดเจนกว่าครับ สำหรับพัฒนาการของ Audiolab 6000A MKll ต้องยอมรับว่าความใหม่ของภาค DAC ย่อมเป็นหนึ่งในการปรับปรุงที่มีความสำคัญมาก โดยมีการเปลี่ยนชิปจาก ES9018K2M มาเป็น ESS ES9038Q2M และยังได้ปรับปรุงวงจรส่วนหลังของ DAC ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น จึงแสดงผลด้านคุณภาพเสียงที่เป็นเลิศกว่าอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ช่วยยกระดับคุณภาพเสียงดิจิตอลจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องดีเทลหรือรายละเอียด ที่แสดงผลช่วงปลายความถี่เสียงแหลมอันเปิดโปร่ง สะอาด และแนบเนียนมาก ผมพบว่าเมื่อนำเอาเครื่องเล่นซีดีระดับพื้นฐานมาใช้กับภาค Digital input ของแอมป์ จะได้เสียงที่มีความเรียบเนียนและควบคุมโทนเสียงความเป็นดนตรีได้ดี แม้กับเพลงบางแผ่นที่บันทึกมาไม่สมบูรณ์นักก็ตาม ในการใช้งานภาค DAC ในตัวเครื่อง ผมขอแนะนำว่า ช่องอินพุตดิจิตอลโคแอ็คเชียลนั้นเป็นตัวเลือกที่ดีมากกว่าช่องออพติคคัลครับ สำหรับรีโมตของ Audiolab 6000A MKII ที่มีมาให้นั้น เป็นรีโมตแบบมัลติฟังก์ชั่น ที่ไม่ได้ควบคุมแค่ระดับเสียง แต่ใช้เข้าถึงเมนูและฟังก์ชันสำคัญของตัวเครื่อง และยังสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ในตระกูล 6000 Series ได้ ถือว่าเป็นหัวใจของการสั่งงานระบบที่สำคัญทีเดียว โดยเราสามารถเลือกคุณลักษณะหรือคาแรกเตอร์ของเสียงจากภาค DAC ได้ด้วยตนเองคือ เมื่อกด MENU รีโมตสามารถเข้าถึงเมนูหลักของ 6000A MKII ซึ่งรวมถึงการตั้งค่า Digital Filter ของ DAC ที่มีให้เลือกถึง 5 แบบ รวมทั้งการตั้งค่าโหมดการทำงานของเครื่อง เช่น Integrated / Pre-Power / Pre เป็นต้น ที่สำคัญคือ Digital Filter ไม่ใช่ EQ มันไม่ได้ทำหน้าที่เพิ่ม Bass หรือ Treble โดยตรง แต่เป็นลักษณะการกรองสัญญาณดิจิทัลของ DAC ดังนั้นความแตกต่างที่ได้ยิน จะออกมาในลักษณะของทรานเชี้ยน, ความคมของปลายเสียง, อิมเมจ, ซาวนด์สเตจ และความรู้สึกของ Timing มากกว่า สำหรับค่าเริ่มต้นในฟิลเตอร์ของภาค DAC จะเป็นค่า L SLOW (Linear Phase – Slow Roll-Off) ที่ให้แนวเสียงแบบสมดุล นุ่มนวล ค่าฟิลเตอร์อื่นๆ อีก 4 แบบคือ - L FAST (Linear Phase – Fast Roll-Off) ตอบสนองเร็ว ปลายแหลมคมชัด - M FAST (Minimum Phase – Fast Roll-Off) น้ำเสียงจะเน้นการลด Pre-ringing เน้น Image / Soundstage - M SLOW (Minimum Phase – Slow Roll-Off) ช่วยลด Pre-ringing ให้เบสมีแรงปะทะและ Transient ดี - H FAST (Hybrid – Fast Roll-Off) เป็นบุคลิกผสมผสานระหว่าง Linear + Minimum Phase ให้ Transient เร็ว เบสกระชับ แหลมคมชัด ส่วนตัวผมจะชื่นชอบฟิลเตอร์ค่าโรงงานคือ L SLOW (Linear Phase – Slow Roll-Off) มากที่สุดครับ เพราะแฟลต สะอาด มีความเป็นอนาล็อกซาวนด์ดีเยี่ยม เมื่อใช้ภาค Bluetooth ฟังเพลงไร้สายจากสมาร์ทโฟน ก็ให้คุณภาพเสียงที่น่าประทับใจ ด้วยเสียงสะอาด เอิบอิ่มอย่างคาดไม่ถึง ในแง่พลังหรือไดนามิคเสียง ก็ไม่ค่อยต่างจากภาคไลน์ปกติ (ช่อง AUX) สักกี่มากน้อยครับ ในขณะที่ภาค Phono มีความเงียบและมีระดับขยาย Gain เพียงพอ ให้ความเป็นดนตรีและความไพเราะเต็มอิ่มอารมณ์ ผมรู้สึกว่ากับเพลงร้องทั่วไป เสียงจะมีเสน่ห์โรแมนติค มีฮาร์โมนิคที่อิ่มละมุนแบบอนาล็อกได้เป็นอย่างดี ผมฟังแผ่นเสียงเพลงจากยุค 60s - 70s มาจนถึงแผ่นเสียงที่มีการทำมาสเตอริ่งในแบบดิจิตอลของยุคสมัยปัจจุบัน ก็สามารถตอบสนองได้ดีทั้งเพลงยุคเก่าและยุคใหม่ สิ่งที่เราสังเกตได้ก็คือเสียงที่ละเมียดละไมในแบบผู้ดีอังกฤษนั้น ยังคงให้ออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยมกับภาคขยายโฟโน ดังนั้นแค่เพียงภาคปรีโฟโนของ Audiolab 6000A MKll ก็ควรนับเป็นอีกหนึ่งในความคุ้มค่าที่สุดของอินทิเกรเต็ดรุ่นนี้ บทสรุปที่ผมอยากจะแนะนำคือ ในการเลือกจับคู่ลำโพงที่เหมาะสมกับอินทิเกรเต็ด Audiolab 6000A MKll ให้ความเปิดกว้างมากในแง่การแมตชิ่งลำโพง ด้วยภาคขยายแบบคลาส AB ที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ให้ความเป็นกลางสูง สามารถฟังเพลงได้หลายสไตล์ โดยไม่มีข้อจำกัด ทุกอย่างย่อมขึ้นกับคาแรคเตอร์ลำโพงเป็นสำคัญ ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว 6000A MKll จะให้ทั้งพลังและรายละเอียดเสียงอย่างครบถ้วน สามารถขับลำโพงได้หลากหลายรูปแบบ ไม่เกี่ยงงอนใดๆ แต่ถ้าเราพิจารณาลำโพงที่ให้ความเหมาะสมที่สุด ก็คือลำโพงที่ “แนวเสียงอนาล็อก” มีความสมดุล ให้ความเที่ยงตรงและสะอาด ลำโพงที่ไม่ต้องเน้นที่ย่านความถี่เสียงใดเสียงหนึ่งโดยเฉพาะ ก็จะช่วยสร้างความกลมกลืนกันได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว ยกตัวอย่างนะครับ ลำโพงในเครือเดียวกัน คุณสามารถเลือกได้จาก Wharfedale Diamond 12.2i, Wharfedale Denton 1S, Wharfedale Diamond, Wharfedale Denton 80 เป็นต้น ลำโพงแนวเสียงแบบนี้จะให้ความผสานผสมกลมกลืนเป็นที่มั่นใจได้มากที่สุดครับ หรือลำโพงแบรนด์อื่นที่ให้แนวเสียง แฟลต สะอาด อบอุ่น ก็จะลงตัวกับ Audiolab 6000A MKll ได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน บทสรุป ด้วยบุคลิกพื้นฐานที่ยังคงเป็น Audiolab ที่ให้ความลุ่มลึกด้วยเสียงที่สะอาด เสียงกลาง เสียงร้องแม่นยำ มีความเป็นระเบียบ มีรายละเอียดที่ดี สามารถควบคุมเสียงทุกความถี่อย่างยอดเยี่ยม และสามารถฟังได้ในระยะเวลาที่ยาวนานโดยไม่เบื่อล้า ด้วยคุณค่าที่ครบถ้วน รวมถึงความสามารถในการอัพเกรดเพิ่มเติมได้ในอนาคต ให้ทำงานเป็นปรีหรือเพาเวอร์แอมป์ จึงสรุปว่าการพัฒนาใหม่ในเวอร์ชั่น MKll นี้ ได้แสดงถึงความเป็นผู้นำเทคโนโลยีในการพัฒนาแอมปลิไฟร์ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เกินกว่าจะเป็นอินทิเกรเต็ดแอมป์ระดับเริ่มต้นไปไกลแล้วครับ และแทบไม่อยากเชื่อว่า ด้วยคุณภาพที่โดดเด่นถึงเพียงนี้ แต่กลับมีราคาจำหน่ายเพียง 29,900.- บาทเท่านั้น นั่นก็จะยิ่งทำให้ Audiolab 6000A MKII ขึ้นสู่ความเป็นหนึ่งในอินทิเกรเต็ดที่ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุดในรอบทศวรรษนี้อย่างแน่นอนครับ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
NAD C 589 เสียงดนตรีที่สมจริงทุกรายละเอียด ถ้าพูดถึง NAD C 589 ซึ่งเป็น CD Player รุ่นใหม่ของ NAD ใน Classic Series เปิดตัวในปี 2026 มีจุดเด่นน่าสนใจคือ NAD นั้นตั้งใจทำให้เป็นเครื่องเล่น CD โดยเฉพาะ ไม่ได้พยายามใส่ระบบ Streaming หรือฟังก์ชันอื่นเข้ามา ได้ทุ่มเทไปที่ Transport, DAC และภาค Analog Output โดยตรง เพื่อให้บรรดานักเล่นแผ่นมือโปรนั้นได้รับความพึงพอใจสูงสุด คุณสมบัติทางเทคนิค เทคโนโลยีที่สำคัญของ NAD C 589 1. การเลือกใช้ ESS DAC แบบ Fully Balanced ด้วย DAC ในตระกูล ESS ES9039PRO และออกแบบภาคแปลงสัญญาณแบบสมดุล Balanced ช่วยให้มีสัญญาณรบกวนต่ำ และค่าไดนามิคเร้นจ์สูง ให้การรองรับการต่อสัญญาณขาออก XLR โดยตรง จึงถือว่าเป็นซีดีเพลย์เยอร์ระดับสูง 2. การพัฒนาระบบดิจิตอลฟิลเตอร์ QRONO d2a เป็นเทคโนโลยี Digital Filtering จาก MQA Labs ที่ NAD ได้นำมาใช้เพื่อจัดการเรื่อง Time-domain / Timing accuracy ในกระบวนการ D/A Conversion เมื่อกล่าวถึงเทคนิคส่วนนี้ ผมต้องขออธิบายภาพรวมเพื่อความเข้าใจว่า มันมีความสำคัญเช่นไร? Time-domain และ Timing Accuracy เป็นเรื่องเล็กๆ ของเวลา ที่มีผลต่อความเป็นธรรมชาติของเสียงอย่างมาก ยกตัวอย่างเวลาเราฟังดนตรี เราไม่ได้ยินเพียงว่า เป็นเสียงอะไร และมีความดังแค่ไหน แต่สมองยังรับรู้ด้วยว่า เสียงนั้นเกิดขึ้นเมื่อไร และเสียงแต่ละเสียงนั้นมีความสัมพันธ์กันและกันอย่างไร หากเรานึกถึงเสียงกลอง เมื่อไม้กลองกระทบหนังกลอง ก็จะเกิดเกิดเสียงกระแทก ตามด้วยเสียงกระเพื่อมของหนังกลอง ความก้องของตัวกลอง ทุกอย่างเกิดขึ้นต่อเนื่องกันในช่วงเวลาที่สั้นมากๆ สิ่งที่เรียกว่า Time-domain ก็คือการมองเสียงในมิติของ “เวลา” ว่าเหตุการณ์ต่างๆ นั้น เกิดขึ้นและมีความต่อเนื่องกันอย่างไร ส่วน Timing Accuracy ก็คือ “ความแม่นยำ” ของความสัมพันธ์ทางเวลานั้นๆ แล้วมีผลกับเสียงอย่างไร? ถ้าระบบสามารถรักษาความสัมพันธ์ของเวลาได้ดี เสียงที่มีลักษณะฉับพลัน เช่น เสียงกลอง เสียงฉาบ การดีดสายกีตาร์ เสียงเปียโน เสียงจากริมฝีปาก ลำคอ ของนักร้อง จะฟังดูมีความเป็นธรรมชาติ ชัดเจน และมีจังหวะที่สมจริง ไม่ได้หมายความว่าเสียงจะดังขึ้น หรือมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นอย่างมหัศจรรย์ แต่เป็นเรื่องของ “เสียงเกิดขึ้นอย่างถูกจังหวะ” ต่างหากครับ แล้ว Digital Filter เกี่ยวข้องอย่างไร? ในเครื่องเล่น CD และ DAC นั้น สัญญาณดิจิตอลต้องถูกนำกลับมาเป็นคลื่นเสียงต่อเนื่อง ในกระบวนการนี้ต้องใช้ระบบฟิลเตอร์ (Digital Filter) ซึ่งแต่ละรูปแบบมีวิธีจัดการกับสัญญาณแตกต่างกัน ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับความแม่นยำใน Frequency-domain และพยายามลดผลกระทบที่เกิดขึ้นใน Time-domain ไม่ใช่เรื่องว่าเครื่องเล่น CD เดินเร็วหรือช้า แต่คือความแม่นยำของจังหวะและความสัมพันธ์ทางเวลาของสัญญาณเสียงนั่นเอง เพื่อพยายามรักษาความสัมพันธ์ทางเวลาของสัญญาณเสียงให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ทาง NAD ได้นำพัฒนาการเทคโนโลยี QRONO d2a นี้มาใช้อย่างเหมาะสมที่สุด ท้ายที่สุดแล้วเมื่อดนตรีเริ่มเล่น จะทำให้เรารู้สึกได้ถึงความเป็นธรรมชาติของดนตรีได้มากขึ้นจริง 3. Dynamic Digital Headroom (DDH) คืออีกหนึ่งเทคโนโลยีของ NAD ที่ออกแบบมา เพื่อลดปัญหา Inter-sample Clipping ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับสัญญาณดิจิตอลที่มีอัตราพีคสูง โดยทำงานกับภาคอนาล็อกเอาต์พุตอย่างสมบูรณ์แบบ ถือว่าเป็นความพิเศษอีกเรื่องหนึ่งของ NAD C 589 ระบบ DDH นั้น ใช้สำหรับการควบคุมความผิดเพี้ยน ในระบบดิจิตอลที่มาจากสัญญาณแผ่นซีดี ที่ภาษาเทคนิคเรียกว่า Inter-sample clipping ที่ผมจะขออธิบายเพิ่มเติมสักหน่อย เพื่อจะได้เข้าใจคุณสมบัติพิเศษนี้มากยิ่งขึ้น ความเข้าใจเกี่ยวกับ Inter-sample clipping เสียงดิจิตอลไม่ได้ถูกเก็บเป็นเส้นต่อเนื่องเหมือนอนาล็อกเวฟ แต่เก็บแซมเปิ้ลหรือทำการสุ่มเป็น “จุดตัวอย่าง” (Samples) และบางครั้งแม้จุดตัวอย่างทุกจุดจะยังไม่เกิน 0 dBFS แต่เส้นคลื่นที่อยู่ “ระหว่างจุด” อาจพุ่งเกิน 0 dBFS ได้ ตรงนี้ที่ทางเทคนิคเรียกว่าเป็น Inter-sample peak ครับ และถ้าอุปกรณ์ไม่สามารถรับการพีคดังกล่าวนั้นได้ ก็อาจเกิดความเพี้ยนจากการคลิปของสัญญาณขึ้นมา (Clipping / Distortion) ซึ่งจะมีผลต่อความผิดเพี้ยนในคุณภาพเสียงอย่างแน่นอน คือถ้าภาค DAC ในส่วนของการแปลงอนาล็อก ไม่สามารถรองรับการพีคได้ ส่วนยอดคลื่นจะถูกตัดออก ผลที่อาจเกิดขึ้นคือเสียงมีความแข็ง กระด้าง หรือ Distortion โดยเฉพาะในเพลงที่มาสเตอร์มาแรงมากนั่นเองครับ แล้วทำไม CD ถึงมีผลในเรื่องดังกล่าวนี้? เพราะ CD ใช้ความละเอียด 16-bit / 44.1 kHz ซึ่งหมายความว่าเสียงถูกบันทึกเป็นการสุ่มตัวอย่าง 44,100 ครั้งต่อวินาที แต่ดนตรีจริงเป็นคลื่นต่อเนื่องแบบอนาล็อก ดังนั้น DAC มีหน้าที่ต้องนำจุดเหล่านั้นที่สุ่มวัดได้ กลับมาสร้างเป็นคลื่นอนาล็อกต่อเนื่องขึ้นใหม่อีกครั้ง ช่วง “ระหว่างจุดต่อจุด” นี่เองที่อาจเกิด Peak ซึ่งไม่ได้ปรากฏในค่า Sample สุ่มตัวอย่างที่บันทึกไว้ แล้ว DDH ของ NAD C 589 เกี่ยวข้องอย่างไร? Dynamic Digital Headroom (DDH) ที่ NAD ใส่เข้ามาเพื่อให้มีเฮดรูมสำหรับรองรับการพีค ที่เกิดในระหว่างการสุ่มตัวอย่าง (Samples) และช่วยลดโอกาสเกิดคลิปปิ้งนั่นเอง ดังนั้น DDH ไม่ได้ทำหน้าที่เพิ่มรายละเอียดหรือเพิ่มไดนามิคของเพลงขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการพยายามป้องกันไม่ให้ขั้นตอนการสุ่มตัวอย่าง และส่งมาแปลงรหัสในภาคอนาล็อค ถูกตัดยอดคลื่นที่ควรจะถูกถ่ายทอดออกมา สรุปทางเทคนิค QRONO d2a เน้นเรื่อง Time-domain / timing DDH เน้นเรื่อง Headroom / ป้องกัน Inter-sample clipping สองอย่างนี้จึงแก้ปัญหาที่สำคัญในคนละเรื่องกันครับ ซึ่งทั้งสองเทคนิคนี้ มีปุ่มที่รีโมตสำหรับเลือกค่าได้ 4. ใช้ระบบ Transport คุณภาพสูง NAD ได้ใช้กลไกอ่านแผ่นและเลเซอร์พิคอัพ ที่ออกแบบเพื่อความแม่นยำและความสม่ำเสมอในการอ่าน CD พร้อมด้วยโครงสร้างแมคคานิค ระบบกลไกที่เน้นลดปัญหาการสั่นสะเทือนเป็นพิเศษ มุมมองส่วนตัว ในฐานะคนเล่นแผ่นซีดีมาอย่างลุ่มลึกยาวนานหลายสิบปี สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดคือ C 589 มีแนวคิดที่ค่อนข้างตรงกับปรัชญาของ NAD รุ่นคลาสสิกคือ “ทำสิ่งที่จำเป็นให้ดี” ไม่มี Streaming ไม่มี Network ไม่มี Digital Input ไม่มี Headphone Amplifier แต่เอางบไปลงกับภาคทรานสปอร์ต ระบบกลไกขับหมุน ภาคดิจิตอลโปรเซสซิ่ง ภาค DAC และควบคุมภาคอนาล็อกเอาต์พุตเป็นหลัก และมีทั้ง RCA และ XLR ทำให้สามารถนำไปใช้งานในระบบได้สองทาง C 589 ไม่ได้พยายามทำให้เป็นเครื่องเล่นสารพัดอย่าง แต่พยายามทำให้ CD เป็น CD Player ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สำหรับคนที่มีแผ่น CD จำนวนมากและต้องการย้อนกลับไปฟังดนตรีจากแผ่นจริง โดยไม่ต้องพึ่ง Streaming เครื่องเล่นซีดีรุ่นนี้จึงเป็นเครื่องที่น่าสนใจมากในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะถ้าคุณใช้กับระบบที่มีแอมปลิไฟร์ แบบ XLR Balanced Input อยู่แล้ว Test Report ดีไซน์เครื่องออกแบบมาในรูปทรงเรียบง่ายดูคลาสสิกสีดำขรึม ตัวเครื่องมีความบางเป็นพิเศษ แต่ก็แข็งแรงมีน้ำหนักตึงมือพอสมควรเลยทีเดียว การได้เห็นสกรู 4 จุดบนหลังเครื่อง ที่น่าจะเน้นในเรื่องการล็อคโครงสร้างความมั่นคง ไม่ให้มีการสั่นไหวในขณะที่พิคอัพเลเซอร์ทำงาน ด้านหน้าวางตำแหน่งถาดใส่แผ่นอยู่มุมซ้าย ดิสเพลย์เรียบง่ายสะอาดตาอยู่ด้านขวา มีปุ่มฟังก์ชั่น Open / Close, Play / Pause, Stop, Display, Scan, Skip เรียงด้านใต้ครบครัน เพื่อความสะดวกอาจจะเลือกใช้รีโมตคอนโทรลก็ได้ครับ ด้านหลังมีช่องเอาต์พุตอนาล็อกทั้ง XLR และ RCA มีช่อง Digital Out เป็น Coaxial, Optical และ AES/EBU ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับ DAC ระดับไฮเอ็นด์และอุปกรณ์ประมวลผลสัญญาณดิจิตอลได้อย่างครบครัน หน้าเครื่องมีจอดิสเพลย์ขนาดใหญ่ 6.1 นิ้ว สวยและอ่าน CD Text ได้ดี สำหรับสิ่งที่สะดุดสายตาจุดแรกๆ ก็คือถาดใส่แผ่นของ C 589 ที่จะเป็นถาดพลาสติกเกรดสูง ที่มีโครงสร้างด้านข้างของถาด ประกอบด้วยชิ้นส่วนแบบรางโลหะสำหรับประคองและนำทางการเลื่อนซ้าย–ขวา ทำให้เกิดความสเถียรมากขึ้น กลไกอ่านแผ่นที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้จะเน้นความเร็วและเสียงรบกวนต่ำ ดังนั้นการเคลื่อนตัวอาจจะไม่ได้สมูทช้าๆ แต่ให้ความรวดเร็วของถาดในการเข้าออกปานกลาง แต่แม่นยำ เรื่องระบบการใช้งาน นับว่า NAD ออกแบบ NAD C 589 มาได้อย่างเหมาะสม กลไกเงียบ ใช้งานง่ายและสะดวก ส่วนในเรื่องน้ำเสียงนั้น หลังจากการทดสอบ ผมสรุปสั้นๆ ได้ว่า ให้เสียงเป็นธรรมชาติ มีตัวตน จับต้องได้ เป็นซีดีเพลย์เยอร์ที่แสดงรายละเอียด ตำแหน่งชิ้นดนตรีได้แม่นขึ้นมาก เน้นความเป็นธรรมชาติและความเที่ยงตรงได้น่าประทับใจ เสียงเบสลงลึกดี ควบคุมดี ไม่บวม ภาค DAC ให้ความสำคัญกับความแม่นของ Timing ได้ดีจริงๆ ครับ ฟังราบรื่น สะอาดสะอ้าน ทำให้รู้สึกว่าแผ่นซีดีสะสมของเรามีคุณค่ามากยิ่งขึ้น จุดเด่นที่สุดคือเสียงที่เป็นธรรมชาติ และไม่พยายามโชว์บุคลิกที่ฉีกแนวใดๆ สิ่งที่ C 589 เป็นแนวทางเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติสูงมาก และมีลักษณะเหมือนเครื่อง “หายตัวไป” จากการฟัง กล่าวคือผู้ฟังรับรู้รสชาตของเสียงดนตรีได้มากกว่ารับรู้คาแรกเตอร์ของเครื่อง สิ่งนี้เราชื่นชมว่าเครื่องรุ่นอยู่ในฐานะของเรฟเฟอร์เร้นซ์ ให้มาตรฐานที่สูงยิ่ง เพราะมันตรงกับความรู้สึกที่ว่า “ไม่ได้ฟังเสียงเครื่อง แต่ฟังดนตรี” เรามักจะคิดกันเสมอว่า ถ้าฟังแผ่นซีดี คาแรคเตอร์หนึ่งจะต้องมีคือเสียงที่เร็ว คมใสเป็นหลัก? แต่น้ำเสียง C 589 กลับเน้นความถูกต้องของต้นฉบับ ถือว่าถูกรสนิยมคนเล่นเครื่องเสียงที่อิง High Fidelity อย่างผมมากครับ คือไม่ได้แค่โดดเด่นในแง่ความเร็วฉับไวเท่านั้น แต่สร้างโทนดนตรีที่มีความนุ่มพร้อมรายละเอียด และให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่บนแผ่น CD ออกมาอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะ CD ที่มาสเตอร์ทำมาดี รวมทั้งแผ่นออดิโอไฟล์ จะแสดงศักยภาพได้เต็มที่ รวมถึงเพลงที่มีเสียงร้องและเครื่องดนตรีจะมีความเป็นตัวเป็นตนและมีชีวิตชีวามาก สิ่งที่เครื่องเล่นซีดีเพลย์เยอร์เครื่องนี้พิเศษกว่าใคร คือคุณสามารถเลือกฟิลเตอร์ใน DAC ภายในเครื่อง C 589 ได้ด้วยรีโมตคอนโทรล โดยปุ่มบนรีโมตสามารถสลับจาก Standard Filter ไป QRONO d2a ได้ทันที เราใช้วิธีนี้ในการ A/B ฟังเปรียบเทียบกัน บนรีโมตจะพบปุ่มที่มีสัญญลักษณ์ฟิลเตอร์ให้เลือก เมื่อกดเลือกก็จะแสดงผลที่หน้าจอดิสเพลย์ของเครื่อง ว่าคุณกำลังใช้ Standard Filter หรือ QRONO d2a Filter ปุ่ม DDH จะอยู่ช่วงกลางรีโมต เลือกใช้หรือไม่ใช้ สถานภาพก็จะปรากฎบนจอดิสเพลย์เช่นกัน และอีกปุ่มหนึ่งคือปุ่มเลือกความสว่างจอดิสเพลย์ มี 4 สเต็ปคือ สว่าง ลดแสงสว่าง ไปจนถึงปิดดิสเพลย์มืดสนิท แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ถ้าคุณใช้ Optical / Coaxial / AES / EBU Digital Output หรือทำให้เครื่องทำงานแบบทรานสปอร์ต แล้วส่งสัญญาณดิจิตอลเป็น Digital signal ออกไปยัง DAC ภายนอก ระบบก็จะไม่ผ่านการเลือกฟิลเตอร์ของ C 589 ในส่วนนี้ให้นะครับ ดังนั้นการเปรียบเทียบฟิลเตอร์ QRONO d2a Filter กับ Standard Filter ต้องฟังจาก RCA หรือ XLR Analog Out ของเครื่องเท่านั้น คือให้เครื่องทำงานพร้อมกับใช้ภาค DAC แบบซีดีเพลย์เยอร์ วิธีใช้งานคือเปิด CD และเล่นเพลงตามปกติ จากนั้นใช้รีโมต NAD CD11 ที่รีโมตจะมีปุ่มสำหรับเลือก QRONO d2a / Filter โดยกดเพื่อสลับระหว่าง Standard Filter และ QRONO d2a จุดที่ดีมากคือ ไม่ต้องลุกไปที่เครื่อง สามารถนั่งกดจากรีโมต อยู่ตำแหน่งนั่งฟังแล้วกดสลับได้เลย วิธีฟังทดสอบง่ายๆ ด้วยการฟังช่วงเดิมของเพลงซ้ำ นี่เป็นวิธีที่เหมาะที่สุดในการเปรียบเทียบคุณภาพเสียง เพราะความแตกต่างของ QRONO ไม่ใช่การเปลี่ยนโทนเสียงอย่างชัดเจน แต่จะไปเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ถูกต้อง (Timing) และอิมเมจ (Imaging) หรือความแม่นยำของตำแหน่งชิ้นดนตรี พบว่าเมื่อเปลี่ยนฟิลเตอร์เป็น QRONO d2a ขนาดของเวทีเสียงและโทนโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนมากนัก แต่ตำแหน่งเสียงร้องและเครื่องดนตรีดูแม่นยำขึ้น กับบางแผ่นบางเพลง บางช่วง อาจจะต้องสงสัยว่า “เปิดฟิลเตอร์ QRONO d2a อยู่หรือเปล่า”? แต่เมื่อเพลงนั้นๆ เริ่มมีจังหวะซับซ้อน เราเองจะรู้สึกได้ถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม และการควบคุมที่เพิ่มขึ้น สำหรับผมใช้ฟิลเตอร์ QRONO d2a ตลอดการฟัง เพราะสัมผัสความไหลลื่น รายละเอียดแม่นยำ ปลายเสียงแหลมชุ่มฉ่ำกว่าครับ วิธีสังเกตง่ายๆ สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองหูไม่ไว คือไม่ต้องไปตั้งใจฟังมากเกินไป ให้ฟังในฟิลเตอร์มาตรฐานจนครบจบทั้งแทร็กซ์ก่อนก็ได้ แล้วย้อนกลับมาฟังซ้ำอีกครั้ง จะพบว่า Standard Filter กับ QRONO d2a ของเครื่องมีความน่าสนใจทีเดียว เมื่อเปลี่ยนไปใช้ QRONO d2a ตำแหน่งของเสียงร้องและเครื่องดนตรีมีความแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะการแยกตำแหน่งของเสียงในเวทีเสียง ความเปลี่ยนแปลงนี้สามารถได้ยินจริง และให้คุณค่าแผ่นซีดี ได้ยอดเยี่ยมยิ่งๆ ขึ้นไปครับ แต่สิ่งสำคัญคือ มันไม่ได้เปลี่ยนบุคลิกเสียงโดยรวมอย่างรุนแรง แต่เวทีเสียงและโทนโดยรวมยังใกล้เคียงเดิม เพียงแต่ความแม่นยำด้านตำแหน่งและ Timing เปลี่ยนไป นี่คือผลทางด้าน Time-domain / Timing accuracy ของ C 589 ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนนั่นเอง ส่วนการปรับใช้ระบบ DDH นั้น สิ่งที่ผมรับฟังได้อาจจะเป็นระดับความดังเฉลี่ยในขณะนั้น ที่จะลดลงเล็กน้อย และเสียงอาจจะดูเป็นระเบียบมากขึ้น แต่ซีดีบางแผ่นอาจจะฟังไม่ออกครับ ผลการทดสอบผมพบว่า NAD C 589 คือตัวแทนของเครื่องเล่นแผ่นซีดีที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพเสียงสูงมาก โดดเด่นในเรื่องของรายละเอียดเสียงที่เป็นธรรมชาติและสามารถถอดรหัสจากแผ่นซีดีได้อย่างแม่นยำเที่ยงตรง ให้เสียงในความรู้สึกของเราก็คือ “อนาล็อกซาวนด์” ที่ยอดเยี่ยมในระดับมือโปร ครับ... ไม่ใช่บุคลิกเดียวกันกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงแต่ก็มีจุดที่โดดเด่นกว่าก็คือปราศจากเสียงสะดุด สแครช และให้เสียงได้เอิบอิ่มแทบไม่ต่างกัน รวมทั้งค่าไดนามิคเร้นจ์ที่ยอดเยี่ยม ดึงเราเข้าไปใกล้ชิดกับเสียงดนตรีมากกว่าที่เคยเป็น นี่เป็นข้อแตกต่างระหว่างเครื่องเล่นซีดีราคาพื้นฐาน และ NAD C 589 ที่ก้าวกระโดดขึ้นไปอีกหลายระดับชั้น ของเสียงดนตรีที่งดงาม ส่วนเรื่องโครงสร้างรูปทรงในแบบ NAD ดำขรึมทะมึน คลาสสิก ใครจะชอบหรือไม่ชอบก็เป็นเรื่องรสนิยมแห่งสายตาที่สัมผัสครับ บางคนที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่เคยทดลองฟังอาจจะมองแค่ผาดเผิน แล้วเมินไป แต่แฟน NAD จะรู้สึกรักเลยก็ได้ ถ้ายิ่งทราบคุณสมบัติพิเศษในภาคฟิลเตอร์และภาค DAC ที่ผมนำเสนอไปเบื้องต้น คุณจะพบว่าเป็นเครื่องที่ทรงคุณค่าเกินหน้าตาไปมากมายจริงๆ สรุปด้วยประโยคสั้นๆ NAD C 589 คือเสียงดนตรีที่สมจริงทุกรายละเอียด สำหรับออดิโอฟล์ที่ต้องการเครื่องเล่นซีดี หรือซีดีทรานสปอร์ตในระดับอ้างอิงครับ NAD C 589 ราคา 69,000.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Kensington Audio C-600 หัวเข็ม MC ที่ผสานความละเอียด ความเป็นดนตรี ด้วยเทคโนโลยีจากโลกอนาล็อกยุคใหม่ หัวเข็มคือหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของระบบเครื่องเล่นแผ่นเสียง นับแต่แท่นเครื่อง ระบบขับหมุน แพล็ตเตอร์ แล้วก็มาสิ้นสุดที่ปลายเข็มเล็กๆ นี้เอง ที่จะเป็นผู้สร้างโลกแห่งเสียงดนตรีอนาล็อกที่สะท้อนผ่านการลัดเลาะไปตามร่องแผ่น ในโลกของเครื่องเสียงอนาล็อก หัวเข็มเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนร่องบนแผ่นเสียงให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า มาสู่การได้ยินทุกๆ รายละเอียด Kensington Audio C-600 เป็นหัวเข็มแบบ Moving Coil หรือ MC จากประเทศอังกฤษ ที่มีการเปิดตัวในปี 2025 ในฐานะหนึ่งในผลิตภัณฑ์กลุ่มหัวเข็มรุ่นแรกของ Kensington Audio Kensington Audio เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่ม TALK Electronics ซึ่งมีแบรนด์ที่เกี่ยวข้องอย่าง Edwards Audio และ Kestrel Audio โดยกลุ่มบริษัทนี้มีประสบการณ์ด้านเครื่องเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียง โทนอาร์ม และ Phono Stage โดยบริษัทได้ระบุว่าหัวเข็มของ Kensington นั้น ประกอบด้วยมือในสหราชอาณาจักร ตระกูลหัวเข็ม MC ของ Kensington ประกอบด้วย C-500, C-600, C-700, C-800 และ C-900 โดย C-600 เป็นโมเดลที่อยู่เหนือ C-500 และต่ำกว่า C-700, C-800 และ C-900 เป็นหัวเข็มเล่นแผ่นเสียงที่ได้รับรางวัล Outstanding Product จาก Hi-Fi News หลังการทดสอบในช่วงปลายปี 2025 นี้เองครับ C-600 เป็นหัวเข็มแบบ Low-output Moving Coil ที่ใช้ขดลวดทองแดง 4N OCC ที่เน้นความสะอาด รายละเอียดยอดเยี่ยม มีจุดเด่นสำคัญคือการใช้ก้านเข็มแบบ Boron Cantilever, ปลายเข็มเพชร รูปทรง Elliptical Stylus และระบบ Low-output Moving Coil เป็นรุ่นที่นำวัสดุระดับสูงมาใช้ ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าหัวเข็ม MC ระดับไฮเอ็นด์อีกหลายๆ รุ่น จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่ง รายละเอียดทางวิศวกรรมของหัวเข็ม มีความโดดเด่นอยู่ 2 ประการ ก็คือ Boron Cantilever และ Elliptical Stylus Cantilever คือก้านที่เชื่อมระหว่าง Stylus กับ Generator ภายในหัวเข็ม หน้าที่ของมันคือถ่ายทอดการสั่นสะเทือนจากปลายหัวเข็มเพชรไปยังระบบสร้างสัญญาณอย่างแม่นยำที่สุด Boron มีคุณสมบัติเด่นด้านความแข็งและน้ำหนักต่ำ จึงเหมาะกับการใช้งานลักษณะนี้เป็นพิเศษ หลักการสำคัญคือก้านที่แข็งและมีมวลต่ำ จะช่วยให้การถ่ายทอดพลังงานจากร่องเสียงไปยัง Generator ทำได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น Kensington จึงระบุว่า Boron Cantilever ของ C-600 ช่วยเพิ่มความฉับไว เที่ยงตรงของสัญญาณ รวมทั้งรายละเอียดได้อย่างดีเยี่ยม ขออธิบายเล็กน้อยนะครับ คำว่า Generator ในหัวเข็มแผ่นเสียง หมายถึง “ชุดกำเนิดสัญญาณไฟฟ้า” ที่อยู่ภายในตัวหัวเข็มนั่นเองครับ เมื่อเราพิจารณาโครงสร้างการทำงานเพื่อกำเนิดเสียงของระบบหัวเข็ม ก็จะเรียงลำดับตามนี้ เมื่อปลายเข็มเพชรสั่นไปตามร่องเสียง ก้านเข็มหรือ Cantilever ก็จะสั่นตามไปพร้อมกัน เป็นผลให้ขดลวดเล็กๆ เคลื่อนที่อยู่ในสนามแม่เหล็ก เกิดแรงดันไฟฟ้าขนาดเล็กมากๆ ส่งผ่านไปยังภาคขยายหัวเข็ม Phono Stage ในที่สุด ดังนั้นคำว่า Generator หมายถึงส่วนที่อยู่ถัดเข้าไปภายในโครงสร้างของตัวหัวเข็ม และเป็นหัวใจสำคัญในการ “แปลงการสั่นให้กลายเป็นไฟฟ้า” นั่นเอง การทำงานของหัวเข็ม MC และ MM แตกต่างกันตรงนี้ ระบบหัวเข็ม MC (Moving Coil) จะมีขดลวดเป็นส่วนที่เคลื่อนที่อยู่ในสนามแม่เหล็ก ในขณะที่หัวเข็ม MM (Moving Magnet) จะใช้แม่เหล็กเป็นส่วนที่เคลื่อนที่ ส่วนขดลวดนั้นอยู่กับที่ สำหรับ C-600 ใช้หัวเพชรที่ใช้รูปทรงปลายเข็มแบบ Elliptical Stylus ทำให้มีพื้นที่สัมผัสกับร่องเสียงละเอียดกว่าแบบ Conical และสามารถอ่านรายละเอียดในย่านความถี่สูงได้ดีขึ้น โดยปลายเข็มเพชรของ C-600 นั้นมีขนาดประมาณ 5 × 15 μm คำอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องจุดเด่นของ Elliptical Stylus อยู่ที่รูปทรงปลายเพชร ซึ่งรูปแบบปลายเข็มชนิดนี้สามารถสัมผัสและติดตามร่องเสียงได้ละเอียดกว่า Conical/Spherical Stylus โดยเฉพาะในย่านความถี่สูง จุดเด่นหลักของ Elliptical Stylus อยู่ที่การอ่านรายละเอียดความถี่สูงได้ดีขึ้น โดยติดตามการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในร่องเสียงได้แม่นยำกว่า ให้รายละเอียดและความโปร่งดีขึ้น ด้านเสียงร้อง เครื่องสาย และรายละเอียดช่วงปลายเสียงมักถ่ายทอดได้ชัดเจนกว่า เป็นปลายเข็มที่ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถลดการเกิดเสียงผิดเพี้ยนในย่านความถี่สูง โดยเฉพาะช่วงใกล้ด้านในของร่องแผ่นเสียง ให้การ Tracking ดีขึ้น สามารถเคลื่อนไปตามรูปทรงของร่องเสียงที่ซับซ้อนได้ดีกว่าหัวเข็มทรงกลม ให้เสียงโดยรวมมีความละเอียดและเป็นธรรมชาติมากขึ้น (เมื่อมีการตั้งค่าหัวเข็มได้ถูกต้อง) สำหรับ Kensington C-600 การใช้ Elliptical Stylus และ Boron Cantilever จึงน่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นการนำหัวเพชรที่สามารถแทร็คติดตามร่องเสียงได้ละเอียด มาทำงานร่วมกับก้านที่แข็งและมีมวลต่ำ อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบทั้งสามส่วน ได้แก่ Elliptical Stylus, Boron Cantilever และ MC Generator ควรพิจารณาเป็นระบบ เพราะประสิทธิภาพของหัวเข็มไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัสดุชิ้นใดชิ้นหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผลการทดสอบ หัวเข็มมาในกล่องใสที่ดูสวยงามมีคลาสดีทีเดียว การนำมาติดตั้งเข้ากับเฮดเชลล์หรือปลายยอดของโทนอาร์มก็เฉกเช่นหัวเข็มอื่นๆ โดยทั่วไป ในการติดตั้ง Cartridge เข้ากับ Headshell ควรยึด C-600 ให้แน่นพอดี อย่าออกแรงกดหรือจับบริเวณก้านเข็มโดยตรง เพราะ C-600 ไม่มี Stylus guard หรือคลิปสำหรับป้องกันปลายหัวเข็มมาด้วยครับ การติดตั้งจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะความเสียหายเพียงเล็กน้อยต่อ Cantilever หรือ Stylus อาจนำไปสู่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมหรือเปลี่ยนหัวเข็มที่สูงมาก การตั้ง Overhang และปรับแต่ง ควรใช้ Protractor ที่เหมาะกับโทนอาร์มของคุณ โดยตั้งให้หัวเข็มอยู่ในตำแหน่งและมุมที่ถูกต้อง ถือว่าขั้นตอนนี้สำคัญมากกับหัวเข็มที่มีปลายแบบ Elliptical Stylus การปรับตั้ง Azimuth ต้องตรวจสอบว่าหัวเข็มตั้งฉากกับผิวแผ่นเสียง ไม่เอียงไปทางซ้ายหรือขวา เพื่อให้การอ่านร่องเสียงสองแชนเนลสเตอริโอได้สมดุล การตั้งค่าแรงกดหัวเข็ม ที่กดลงบนร่องแผ่นเสียงขณะเล่น หรือ Tracking Force (VTF) นั้น C-600 แนะนำให้ตั้งระหว่าง 1.3–1.5 g ในการทดสอบผมเริ่มที่ประมาณ 1.4 กรัม แล้วค่อยๆ ทำการปรับโดยละเอียด จากการฟังและพฤติกรรมในการแทร็คร่องแผ่นอีกครั้งว่าจะให้น้ำหนักจริงๆ อยู่ที่ใด การตั้งค่าแรงกดหัวเข็มโดยละเอียดผมจะใช้เครื่องชั่งน้ำหนักหัวเข็มของ Van Den Hul ทำให้มีความแม่นยำมากกว่าการตั้งโดยใช้การบาลานซ์โทนอาร์มของเครื่องเล่นแผ่นเสียงเพียงอย่างเดียว เพราะแรงกดจะมีผลโดยตรงต่อการที่หัวเข็มจะ “ตามร่องเสียง” ได้ดีเพียงใด ถ้าเราตั้งเบาเกินไป หัวเข็มอาจตามร่องไม่ทัน เกิดเสียงแตก พร่าเลือน โดยเฉพาะเสียงสูงและเสียงดัง หรือถ้าตั้งหนักเกินไป แรงกดถูกกระทำบนร่องมากเกินจำเป็น และอาจเพิ่มการสึกหรอของหัวเข็ม และแผ่นเสียง ดังนั้นการตั้งที่พอดี สมดุล จะทำให้หัวเข็มสัมผัสร่องอย่างมั่นคง ให้การ Tracking ดี เสียงสะอาดและสมดุล การตั้งค่า Anti-skating ควรเริ่มจากค่าประมาณใกล้เคียงกับ Tracking Force แล้วใช้การฟังและการตรวจสอบ Channel Balance/Tracking ประกอบ ไม่จำเป็นต้องยึดตัวเลขอย่างตายตัวเสมอไปครับ ในเครื่องเล่นแผ่นเสียงระดับโปร เราสามารถตั้ง VTA / SRA เพื่อปรับความสูงของโทนอาร์มให้หัวเข็ม C-600 ทำงานในมุมที่เหมาะสม โดย Kensington ระบุ VTA ประมาณ 20° ในที่นี้เราทดสอบกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง ELAC Miracord 90 Anniversary ที่ใช้งานปรับแต่งเซ็ตอัพได้ง่าย เริ่มจากการปลดล็อคและเลื่อนเสาอาร์มขึ้นลงเพื่อปรับมุม VTA สำหรับท่านที่มีเครื่องมือสามารถปรับตั้งเอง สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือ ประแจหกเหลี่ยม ขนาดที่แถมมาในกล่องของ ELAC หากไม่มีให้ใช้ประแจหกเหลี่ยมขนาดเล็กที่พอดีกับรูสกรูตัวหนอนที่ฐานอาร์ม นำแผ่นเสียงแผ่นระดับความหนาปานกลางเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตั้งระยะขนาน พร้อมบล็อกใสวัดระดับ VTA (VTA Acrylic Block Azimuth Ruler) ตัวช่วยวัดความขนานของท่อโทนอาร์ม (ถ้ามี) หรือใช้ไม้บรรทัด/การ์ดแข็งส่องแนวระนาบแทนก็ได้ ใช้ประแจหกเหลี่ยมที่ขนาดพอดีคลายสกรูตัวหนอน (Grub screw) ที่ยึดเสาอาร์มบริเวณฐานด้านล่างอย่างระมัดระวัง ระวังอย่าคลายแน่นหรือขันแน่นเกินไป เพราะอาจทำให้เสาอาร์มผิดรูปหรือเสียหายได้ ปรับระดับความสูง (VTA) ขยับตัวอาร์มขึ้นหรือลงทีละน้อย เพื่อให้ก้านหัวเข็มขนานกับผิวแผ่นเสียงเมื่อเล่น หรือปรับตามความเหมาะสมของหัวเข็ม ทั้งหมดนี้ ถ้าหากไม่สะดวก คิดว่าคุณสามารถยกเทิร์นเทเบิลไปให้ M Sound ปรับตั้งทุกๆ ค่า ให้ได้ครับ ในขั้นตอนสุดท้ายคือการตั้งค่า Phono Gain นี่เป็นจุดสำคัญมาก เพราะ C-600 เป็น Low-output MC ควรตรวจสอบว่า Phono Stage มี Gain เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสัญญาณเอาต์พุตที่เราได้ยินเป็นสำคัญ ในที่นี้ผมใช้โฟโนสเตจของ Clef Audio Conductor-LP จึงสามารถตั้งค่า Gain ได้อย่างเหมาะสมด้วยความง่ายดาย สำหรับ C-600 มีค่าความต้านทานภายใน (Internal Impedance) อยู่ที่ 5 Ohms ซึ่งตามสเปกฯ โรงงานแนะนำให้จับคู่กับโหลดต้านทานที่ 100 Ohms เพื่อดุลเสียงที่เปิดโปร่ง เคลียร์ และมิติสเตอริโอที่แม่นยำที่สุด และเกนสามารถลองเลือกระหว่าง 62 dB หรือ 72 dB ขึ้นกับองค์ประกอบหลักในซิสเต็ม และเสียงที่เราฟังแล้วถ่ายทอดออกมาได้เคลียร์ชัดดีเป็นหลัก เพราะจากการใช้งานจริง เกนหัวเข็ม C-600 จะต่ำกว่าสเปกฯ เล็กน้อยครับ ขั้นตอนสุดท้ายคือการตรวจสอบ Channel Balance และ Noise หลังจากต่อระบบแล้ว ก็ควรตรวจดูว่าเสียงซ้าย–ขวา สมดุลหรือไม่มี Hum หรือ Noise และระดับเสียงเหมาะสมหรือไม่เป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นหัวเข็มใหม่ ก็จะทดสอบทดลองใช้งานหัวเข็มให้ได้ทำงานก่อนประเมินเสียง โดยช่วงแรกจะไม่รีบตัดสิน C-600 จากการฟังเพียงไม่กี่เพลง ผมจะใช้แผ่นเสียงที่คุ้นเคยและมีทั้งเสียงร้อง เครื่องสาย เปียโน Jazz และ Classical หลายหลาก ทั้งแผ่นเสียงยุคเก่า และยุคใหม่มาประเมินคุณภาพเสียงในที่สุด บทสรุปคุณภาพเสียง สิ่งที่น่าประทับใจมากก็คือรายละเอียดเสียงหัวเข็ม C-600 ดีเยี่ยมจริงๆ เสียงที่มีความโปร่ง เปิด และมีประกายของเสียงสูงเข้าขั้นงดงามมาก เสียงที่เปิดเวทีเสียงกว้างของ C-600 เป็นคุณสมบัติที่ถือว่าแม่นยำให้ความรู้สึกของความเป็นดนตรีสูงมาก คาแรคเตอร์จะให้ความสะอาดและความเปิดของเสียง โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้ด้วยเสียงกลางที่ยังมีความอบอุ่นและเปิดเผย มีฮาร์โมนิกละเมียดละไม เสียงร้องน่าฟัง แบบเข้าถึงอารมณ์มาก เสียงสูงสะอาดและมีประกายด้วยรายละเอียดเล็กๆ ถ่ายทอดออกมาได้ชัด สิ่งที่ยอดเยี่ยม คือการ Tracking ร่องแผ่นทำได้ดี เสมือนปลายเข็มยึดติดกับร่องแผ่นเลยทีเดียว ซึ่งส่งผลต่อ Soundstage ค่อนข้างกว้าง และเด่นเรื่องเวทีเสียงเน้นความกว้างมากกว่าความลึกเล็กน้อย C-600 รักษาสมดุลระหว่างความละเอียดกับความเป็นดนตรี ลักษณะเสียงโดยรวมแบบอนาล็อกที่สะอาดสะอ้าน น่าฟังอย่างยิ่ง ความน่าทึ่งของหัวเข็ม MC รุ่นนี้ เนื่องจาก Kensington Audio C-600 ไม่ได้เด่นปลายเสียงแหลมสะอาดเกลี้ยงเกลาอย่างเดียว แต่สามารถให้แรงปะทะของเบสลึกๆ ดูเป็นธรรมชาติสมจริงมากกว่าที่ผมเคยฟังหัวเข็มมูพวิ่งคอยล์อื่นๆ ระดับราคาเดียวกัน โดยเฉพาะกับเพลงที่ต้องการน้ำหนักและพลังของจังหวะ ถือว่าทำได้ดีเยี่ยมจริงๆ C-600 ให้รายละเอียดมากกว่า MC ระดับเริ่มต้นทั่วไป เสียงกลางที่มีความเป็นธรรมชาติ ย่านความถี่เสียงสูงที่สะอาดและเปิดให้ Transient ที่รวดเร็ว รวมถึง Soundstage ที่กว้าง การแทร็คกิ้งร่องแผ่นที่ดี ราคาที่ไม่สูงถึงระดับหัวเข็มระดับแสนบาท แนะนำว่า ผู้ใช้ควรมี Phono Stage ที่ให้ Gain สูงเพียงพอ และสามารถปรับ Loading ได้เหมาะสม หาก Gain ไม่พอหรือ Loading ไม่สอดคล้องกับหัวเข็ม ศักยภาพของ C-600 จะไม่สามารถแสดงออกมาได้เต็มที่ครับ Kensington Audio C-600 เป็นหัวเข็ม MC จากแบรนด์อังกฤษที่มีศักยภาพในการให้เสียงที่ผสมผสานความละเอียด ความเปิด และความเป็นดนตรีได้อย่างน่าประทับใจในรอบปีของผมเลยทีเดียว นี่คือหัวเข็ม MC ที่ผสานความละเอียด ความเป็นดนตรี ด้วยเทคโนโลยีจากโลกอนาล็อกยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ Kensington Audio C-600 ราคา 39,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 : Msound | line : m_240956 โทร. 084 105 5949 : น้องเอ็กซ์ โทร. 083 564 4962 : Planet Laser โทร. 091 718 8716 : คุณศราวุธ โทร. 088 005 5156 : เต่า ออดิโอ
Harbeth P3ESR XD2 ลำโพงที่ทำให้ดนตรีสำคัญ และน่าประทับใจเสมอ แน่นอนว่านี่คือรหัสรุ่นลำโพงขนาดเล็กที่ผมฟังและเป็นเจ้าของมายาวนาน นับแต่ก่อกำเนิดโมเดลนี้ขึ้นมา โดยมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจมาก จากแบบแปลนพิมพ์เขียวของ BBC LS3/5A มาสู่ลำโพงมอนิเตอร์ขนาดเล็ก เมื่อปี 1990 คือ Harbeth P3 หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ ตามมาด้วย P3ES และ P3ES2 ในที่สุดก็มาลงหลักปักฐานกับชื่อรุ่น P3ESR ในที่สุด เป็นลำโพงเล็กที่สามารถบรรยายคำว่า “ความสุขในการฟังดนตรี” ทุกช่วงเวลาได้ดีที่สุดคู่หนึ่งเลยทีเดียว อันที่จริงแล้ว อลัน ชอว์ เคยกล่าวว่า มีอีกหนึ่งสาเหตุที่เขานำเสนอลำโพงเล็กของ Harbeth ในรุ่น P3 คือในอดีตเขาเคยผลิตลำโพง BBC LS3/5A ดังนั้นเพื่อให้ Harbeth ได้มีทางเลือกของตัวเองในการพัฒนา หากในอนาคตผู้ผลิตไดรเวอร์ของ LS3/5A หยุดผลิตชิ้นส่วนเดิม ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ เพราะที่สุดไดรเวอร์ที่ใช้กันมาตลอดก็ยุติสายงานการผลิตลงไป จึงถึงเวลาที่ Harbeth ก้าวสู่การออกแบบและทำตัวขับเสียง RADIAL ด้วยตนเอง สำหรับรหัสรุ่นแรกสุดนั้น พ้องมาจาก LS3/5A โดย P3 หมายถึงการพัฒนาในเทคนิคของตนเอง และต่อมา Harbeth พัฒนา P3 เป็น P3ES คำว่า ES นั้นย่อมาจากคำว่า Extra Specification และในประมาณปี 2009 Harbeth เปิดตัว P3ESR โดยรหัส R ต่อท้ายนั้นหมายถึงการใช้ตัวขับเสียงที่เป็นเทคโนโลยีกรวย RADIAL นั่นเอง สำหรับโจทย์ของ P3ESR นั้น อลัน ชอว์ ผู้ออกแบบและพัฒนา แสดงเอาไว้อย่างชัดเจนว่าต้องการรักษาการตอบสนองย่านเบสของลำโพงขนาดเล็ก ทำให้มีการขับเสียงได้ง่ายขึ้น ลดการระบายสีสันของลำโพง และเพิ่มความชัดเจนและรายละเอียดของเสียง ที่สำคัญคือ ปรับปรุง Stereo Imaging รวมถึงให้สำเนียงอย่างราบเรียบและเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกเหนือจากนั้นคือ ยังต้องการให้ P3ESR มีบุคลิกสอดคล้องกับ Harbeth รุ่นใหญ่ที่ใช้กรวยลำโพง RADIAL ด้วยนั่นเอง ลำโพงเล็กของ Harbeth เพียงรุ่นเดียวนี้ มีการพัฒนาอัพเกรดขึ้นมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ Harbeth P3ESR XD2 มีความโดดเด่น ไม่ได้อยู่ที่การให้เสียงใหญ่เกินตัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นลำโพงที่เน้นความเป็นธรรมชาติของเสียงกลาง ความต่อเนื่อง และการฟังเพลงอย่างผ่อนคลาย โดยรุ่น XD2 มีการพัฒนาไดรเวอร์และวงจรครอสโอเวอร์ต่างจาก XD เดิมอย่างชัดเจน ผลจากการทดสอบเมื่อเปรียบเทียบกับ P3ESR 40th Anniversary และเวอร์ชั่น P3ESR เดิมๆ ผมพบว่าจุดเด่นสำคัญของ P3ESR XD2 คือการพัฒนาอัพเกรดความยอดเยี่ยมของมิดเร้นจ์หรือย่านเสียงกลาง ให้เสียงมีความน่าทึ่งยิ่งขึ้นจริงๆ เสียงร้อง กีตาร์ เปียโน เครื่องสาย และเครื่องเป่ามีความเป็นธรรมชาติสูง ให้โทนเสียงที่ฟังแล้ว “เป็นดนตรี” ได้มากกว่า การปรับเปลี่ยนมาใช้ไดรเวอร์มิด/เบส ขนาด 110 มม. แบบ RADIAL4 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อจาก RADIAL2 ใน XD เดิม มีจุดมุ่งหมายคือเพิ่มความชัด ความรวดเร็วของการตอบสนอง และความโปร่งของเสียงให้ดียิ่งขึ้น อย่างก้าวกระโดด ตัวขับเสียงกลางต่ำของ Harbeth P3ESR XD2 นั้นคือ "หัวใจหลัก" ของเสียงในสไตล์ Harbeth ที่ผลิตจากวัสดุโพลีเมอร์สังเคราะห์พิเศษสูตรเฉพาะของแบรนด์ (RADIAL) ซึ่งในรุ่น XD2 นี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาเป็นเจเนอเรชันล่าสุด (RADIAL4) ช่วยลดการบิดเบือนของกรวยลำโพงได้ดียิ่งขึ้น ให้เสียงกลางที่หวาน ละเมียดละไม มีมิติ และแจกแจงรายละเอียดเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีได้อย่างเป็นธรรมชาติสูงสุด พร้อมเนื้อเสียงเบสที่สะอาดและกระชับเกินตัว ส่วนตัวขับเสียงสูง Tweeter ใช้ Ferrofluid-cooled Aluminium Dome ขนาด 19 มม. หรือขนาด 0.75 นิ้ว ทวีตเตอร์แบบโดมโลหะนี้มีการระบายความร้อนด้วยสารแม่เหล็กเหลวในช่องวอยซ์คอยล์ (Ferrofluid) โดดเด่นเรื่องการตอบสนองความถี่สูงที่ทอดยาวเป็นประกาย สะอาด และไม่จัดจ้าน โดยทำงานร่วมกับหน้ากากตัวตู้หลัก เป็นผ้าสีดำขึงบนโครงกรอบโลหะที่เสียบลงร่องตู้แบบตึงเป๊ะ ที่เรียกว่า SuperGrille อันเป็นเอกลักษณ์ของ Harbeth ที่จริงแล้วในการใช้งานฟังเพลง Harbeth แนะนำให้ปิดผ้าหน้ากากไว้ เพื่อความสมดุลเสียง แต่นักเล่นแฟนคลับฮาร์เบ็ท มักชอบเปิดหน้ากากมากกว่า อาจจะเพราะให้ความเปิดเสียงได้อีกเล็กน้อย และได้เห็นความสวยงามภายในลำโพง การพัฒนาครอสโอเวอร์ได้รับการปรับปรุงใหม่ เป็นอีกหนึ่งในความสำคัญ โดยทาง Harbeth ได้ปรับวงจร Crossover ให้ทำงานร่วมกับ RADIAL4 โดยเฉพาะ ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเสียงกลาง-เบสกับทวีตเตอร์มีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น สำหรับ P3ESR XD2 มีขนาดตัวตู้เพียง 306 × 190 × 184 มม. รูปแบบตู้ปิดทึบ มีน้ำหนักประมาณ 6.1 กก. ต่อข้าง แต่น่าทึ่งที่ลำโพงเล็กๆ กลับสามารถสร้างเวทีเสียงและตำแหน่งชิ้นดนตรีได้ดี โดยเฉพาะในห้องขนาดเล็กหรือการฟังระยะใกล้ ให้เสียงเบสที่เน้น “คุณภาพ” มากกว่าปริมาณ โดยผลการตอบสนองความถี่ประมาณ 75 Hz–20 kHz ±3 dB จึงไม่ใช่ลำโพงสำหรับคนที่ต้องการเบสลึกและแรง แต่จุดเด่นคือมีเบสที่กระชับและสัมพันธ์กับเสียงกลางได้ดีมากๆ หากต้องการให้ได้ความถี่ต่ำกว่านี้ การเพิ่มซับวูฟเฟอร์ที่เข้ากันสามารถทำได้ โดยแนะนำให้ใช้ Harbeth Nelson ขาตั้งลำโพงที่มีซับวูฟเฟอร์แบบ Active ในตัว (Active Sub-Stand / Bass Extender) ที่จะช่วยให้ลำโพงสามารถลงเบสได้ลึกจาก 75 Hz ลงไปได้ถึง 30 Hz โดยประมาณ แต่การทดสอบผมเน้นที่ลำโพงเดี่ยวๆ ผนวกกับขาตั้งตรงรุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อลำโพงคู่นี้โดยเฉพาะ ก็คือ Hi-Fi Racks ขาตั้งแบรนด์หรูจากประเทศอังกฤษที่ขึ้นชื่อเรื่องงานไม้แท้แบบ Solid Hardwood เป็นขาตั้งที่ผลิตขึ้นมาแบบ Custom-built ตรงรุ่นสำหรับ Harbeth P3ESR โดยตรง โดยทำจากไม้โอ๊ก Solid Oak พ่นด้วยสีดำด้าน ขาตั้งจะมีความสูงประมาณ 26 นิ้ว ซึ่งเมื่อรวมกับความสูงของตัวตู้ P3ESR XD2 และสไปค์ที่ฐานแล้ว ระดับของทวีตเตอร์จะขึ้นมาอยู่ตรงกับระดับหู ในตำแหน่งนั่งฟังพอดี ตามมาตรฐานของ Harbeth ผมมีการสลับไปใช้งานกับขาตั้งไม้เมเปิ้ล ซึ่งให้คุณยุ่น MAVIN เป็นผู้ออกแบบมา ก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเป็นนัยยะสำคัญ ในเรื่องของย่านความถี่นักเท่าไร แต่การใช้ตัวรอง Spike อาจจะมีผลบ้าง เช่นแผ่นรองของ Hi-Fi Racks เอง ให้ความราบเรียบสมูทของเสียง ส่วนการทดลองใช้กับตัวรองของ Life Audio Signature Mellow จะโดดเด่นเรื่องเวทีเสียงและความเปิดโปร่งเพิ่มขึ้น ข้อต้องห้ามที่สำคัญคือ “ขาตั้งโลหะ” ที่จะทำให้ลำโพงเกิดความเกร็งของเสียงออกมาได้ง่ายที่ช่วงความถี่เสียงกลางครับ หรือแม้แต่ใช้ขาตั้งที่ผลิตจากไม้ MDF ก็อาจจะทำให้เสียงกลางของลำโพงค่อนไปทางเสียงแห้งได้ง่าย นี่คือหลักสังเกตเมื่อผมได้ใช้ลำโพงคู่นี้เข้ากับขาตั้งแบบต่างๆ ก็ขอให้ท่านที่เป็นเจ้าของได้ลองวิเคราะห์ดูครับ Test Report สำหรับการ Setup จุดตำแหน่งในการตั้งลำโพงสามารถยืดหยุ่นไปได้ตามขนาดของห้องและสภาพอะคูสติครวมถึง Level ระดับเสียงภายในห้องที่ทุกท่านฟังเป็นประจำ ในส่วนตัวผม จะใช้ระยะความห่างของลำโพงตู้ซ้ายและขวาประมาณ 1.80 เมตร ตั้งลำโพงให้ห่างผนังด้านหลัง 1 เมตร และผนังด้านข้าง 90 เซนติเมตร ซึ่งก็จะเป็นระยะที่ค่อนข้างเหมาะสมกับขนาดห้อง 3.5x4.5 เมตร จุดตำแหน่งการนั่งฟังที่เหมาะสมที่สุดก็คือ 2.80-3.00 เมตร ครับ ผมเบิร์นลำโพง Harbeth P3ESR XD2 ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์เศษ (100 ชั่วโมง) พยายามเปิดเสียงในช่วงเบิร์นต่อเนื่องกันไปด้วยแผ่นเพลง Ein Straussfest ของค่าย Telarc บรรเลงโดย Erich Kunzel และวง Cincinnati Pops Orchestra เลือกเฉพาะเพลง On The Beautiful Blue Danube Waltz, Op. 314 เป็นหลัก เพราะในการบรรเลงดนตรีในอัลบั้มนี้ จะมีครบทั้งย่านความถี่ ค่าไดนามิคเร้นจ์ อัตราการสะวิงของเสียงทำให้ลำโพงนั้นมี “ความอยู่ตัว” พร้อมจะทำหน้าที่ของเขาอย่างสมบูรณ์ในช่วงเบิร์น 80-100 ชั่วโมง ผมก็ยังยืนยันว่า ส่วนตัวชื่นชมลำโพงในตระกูล P3ESR มาเนิ่นนาน คือความเป็นลำโพงที่เข้าถึงได้ง่ายและให้ความรู้สึกถึงดนตรีที่ไพเราะอยู่ตลอดทุกช่วงเวลาของการรับฟัง รวมทั้งพัฒนาการของ Harbeth P3ESR XD2 นี้ ด้วยที่มีการอัพเกรดคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และเดินก้าวไปถึงอุดมคติของลำโพงเล็กได้ในที่สุด เมื่อได้ทดสอบฟัง เราจะพบว่าลำโพงมีภาพรวมค่อนข้างชัดว่า XD2 ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนบุคลิกของ P3ESR ให้เปลี่ยนไปเป็นลำโพงคนละแนว แต่เป็นการ “ขัดเกลา” จุดเด่นเดิมให้สะอาด โปร่ง และแม่นขึ้นต่างหาก ผมเน้นฟังเพลงในสไตล์ที่เหมาะสมกับ Harbeth P3ESR XD2 คือเพลงแนวป็อป แจ๊ส เพลงร้องทั่วไปที่ผลักดันให้เราเข้าถึงความงามของดนตรี และความสะอาดแม่นยำของเสียงร้องเป็นพิเศษ โดยเสียงกลางยังเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ด้วยเสียงร้องของ P3ESR XD2 มีความเป็นธรรมชาติ อิ่ม มีเนื้อ และลื่นไหล โดยเฉพาะเสียงร้องและเครื่องดนตรีอะคูสติก เป็นความรู้สึกเสมือนการบันทึกเสียงที่ไมโครโฟนเข้าไปใกล้นักร้องยิ่งขึ้น ทำให้รายละเอียดของน้ำเสียงและอารมณ์การร้องเด่นชัดสมจริงมาก เปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้าคือ P3ESR XD เสียงของเวอร์ชั่นใหม่ รุ่น XD2 มีความสะอาดและโปร่งกว่าเดิม นี่เป็นจุดที่น่าสนใจมาก เพราะการปรับปรุงครอสโอเวอร์น่าจะมีผลทำให้เกิดรายละเอียด และ Transparency หรือความโปร่งสะอาดและความสมจริงของเสียง ที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างเรากับนักดนตรีที่เพิ่มขึ้นครับ รุ่น XD2 นี้มีความสะอาดบริเวณช่วงอัพเปอร์เบสได้ดียิ่งกว่า P3ESR รุ่นก่อนหน้านั้นอย่างแน่นอนครับ แต่คาแรคเตอร์ยังคงเดิม มีความเสมอสมานราบรื่น ละเมียดละไม ดังนั้นแนวทางของ XD2 จึงไม่ได้ทิ้ง DNA เดิม ยังคงเดินต่อในทิศทางเดียวกัน ผมชื่นชอบในด้านรายละเอียดดีขึ้น แต่ก็ไม่ใช่รายละเอียดแบบ “จงใจโชว์” หรือพยายามบูสต์ความถี่ให้สดขึ้น โดยเสียงนั้นมีรายละเอียด แต่ยังคงความนุ่มนวลและฟังได้ยาวนานหลายชั่วโมงในระดับความดังแบบฟูลสเกล โดยไม่ทำให้เกิดอาการล้าหู เสียงแหลมที่มีรายละเอียดเพียงพอเป็นธรรมชาติ สามารถได้ยิน Texture และ Harmonic ของเครื่องดนตรี แต่ไม่พุ่งหรือแหลมจัด แม้จะเปิดดังมากกว่าปกติเล็กน้อยก็ตาม นี่อาจจะเป็นความแตกต่างสำคัญระหว่าง “ได้ยินรายละเอียด” กับ “ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังฟังรายละเอียด” ซึ่ง P3ESR XD2 ค่อนข้างไปทางอย่างแรกครับ ถือว่าเป็นความแนบเนียนน่าค้นหารสชาติดนตรีเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญก็คือเสียงเบสที่อิ่มละมุนและดูจะมี Impact ที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้ารวมถึงช่วงมิดเบสที่มีความชัดเจนเป็นธรรมชาติทำให้เรารู้สึกได้ว่าลำโพงเล็กเช่นนี้ ก็สามารถให้เสียงเบสที่สมบูรณ์ได้แทบไม่แตกต่างจากลำโพงที่มีตู้ใหญ่กว่า Harbeth P3ESR XD2 นั้นมีพัฒนาการที่เด่นชัด ที่พบจากการทดสอบครั้งนี้ว่าเบสถูกควบคุมดีขึ้น สามารถวางใกล้ๆ ผนังได้มากขึ้น โดยไม่รู้สึกว่ามีเบสพองล้นมากเกินไป แต่ต้องเข้าใจว่าการ “ควบคุมเบสดี” ไม่ได้หมายความว่า มีเบสเยอะ ตัว P3ESR XD2 อาจจะยังคงมีข้อจำกัดทางฟิสิกส์ของตู้ขนาดเล็กอยู่บ้าง มันไม่ใช่ลำโพงสำหรับเบสลึกหรือระดับเสียงแบบปาร์ตี้ แต่สามารถให้ความสมดุลของเสียงเบสที่อิ่มเอมภายในห้องขนาด 12 ถึง 20 ตารางเมตรได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชมเพลงป็อปหรือเพลงร้อง นี่คือลำโพงยอดเยี่ยมที่สุดคู่หนึ่งที่คุณจะต้องหาโอกาสฟังให้ได้ Harbeth P3ESR XD2 ตอกย้ำเราถึงสมรรถนะของการแสดงผลด้านอิมเมจและซาวด์สเตจที่ยอดเยี่ยม ให้มิติเสียงโดดเด่นเกินขนาดตัว ด้วยเวทีเสียงที่กว้างและลึกอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะความสามารถแสดงชิ้นดนตรีแบบแม่นยำน่าอัศจรรย์ นี่เป็นคุณสมบัติที่ทำให้ P3ESR มีชื่อเสียงมาตลอด แม้ว่าจะตัวเล็ก แต่ไม่ได้ให้เวทีเสียงเล็กตามตัวแต่อย่างใด บทสรุปของ Harbeth P3ESR XD2 เป็นลำโพงที่ดีไซน์โดยฝีมือของ อลัน ชอว์ ที่ต้องพูดว่าอยู่ในระดับที่สามารถเป็นต้นแบบ หรือครูของนักออกแบบได้ ลำโพงที่ไม่ได้พยายามทำให้เสียง “น่าตื่นเต้นมากขึ้น” แต่พยายามทำให้สิ่งที่มีอยู่เดิม “สะอาดและเป็นธรรมชาติมากขึ้น” สิ่งที่พัฒนามากยิ่งขึ้นใน P3ESR XD2 คือความสะอาด ความโปร่ง การแยกแยะรายละเอียด การควบคุมเบส และความเป็นสามมิติ ในขณะที่สิ่งที่ยังคงอยู่เสมอมา คือบุคลิกเสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ ให้ความต่อเนื่องของเสียง รักษาสมดุล ความนุ่มนวล ความเป็นดนตรีอย่างครบถ้วน ดังนั้น ถ้าคนชอบ P3ESR เดิมอยู่แล้ว XD2 น่าจะถูกมองว่าเป็นลำโพง P3ESR เวอร์ชั่นที่พัฒนาเติบโตขึ้นอีกระดับ และนี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมลำโพงเล็กรุ่นนี้จึงยังมีเสน่ห์โดดเด่นในยุคที่มีลำโพงเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่จำนวนมาก P3ESR XD2 กำลังพยายามทำให้เราเลิกสนใจลำโพง แล้วหันไปสนใจนักร้องและดนตรี เพราะดนตรีที่งดงามย่อมน่าประทับใจเสมอ และลำโพงที่ยอดเยี่ยมก็จะทำหน้าที่ดังกล่าวนั้นครับ Harbeth P3ESR XD2 : ราคา 119,000.- บาท (ผิวไม้ Oak) ราคา 127,000.- บาท (ผิว Silver Willow) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Sound Box อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ชั้น 3 ธงชัย : โทร. 092-890-4660 Line ID : tsoundbox ทราย : โทร. 083-793-7386 Line ID : pzp2789
Review : Weava Thread Balance XC สายนำสัญญาญบาลานซ์ที่เสียงสมดุล ได้รับสาย Weava Thread Balance XC มาสองชุด สำหรับทดสอบช่วงต่อระหว่างแหล่งโปรแกรมสู่ปรีแอมป์ และปรี-เพาเวอร์ โดยสายชุดนี้จะมีขนาดความยาวที่เหมาะสมกับการใช้งาน ขนาด 1 เมตร ก่อนจะนำเสนอผลทดสอบด้านคุณภาพเสียง ผมขออนุญาตทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาย XLR ในระบบเชื่อมต่อที่เราเรียกกันว่า Balanced ก่อนนะครับ ว่ามีคุณสมบัติและคุณประโยชน์อย่างใดบ้าง สายต่อในระบบ Balanced เราเรียกว่า สายและระบบขั้วต่อ XLR ส่วนช่องต่อระหว่างเครื่องและวงจรภายในเครื่องเราจะเรียกว่า ระบบบาลานซ์ (Balanced) ครับ คุณสมบัติสำคัญทั่วไปของสาย XLR สำหรับระบบส่งสัญญาณแบบ Balanced นั้น จะมีโครงสร้างต่างจาก RCA หรือ Unbalanced XLR Balanced มีโครงสร้าง 3 ขา ในมาตรฐานสากล AES14-1992 ขั้วต่อจะมีสามพิน Pin ที่ 1 เป็นขั้วกราวนด์ Ground / Shield ส่วน Pin ที่ 2 คือขั้วบวก หรือ Hot (+) และ Pinที่ 3 คือขั้วลบ Cold (-) สัญญาณบวก ลบ Hot และ Cold จะมีขนาดเท่ากันแต่กลับเฟสกัน 180 องศา ดังนั้นสายระบบ XLR จะโดดเด่นในเรื่องหลักการหักล้างสัญญาณรบกวน (CMRR - Common Mode Rejection Ratio) ตามปกติแล้วสัญญาณรบกวนจากภายนอก EMI/RFI จะเกาะเกี่ยวเข้ามาบนสายทั้ง 2 เส้นเหมือนกัน พอถึงภาครับที่เป็นแอมปลิไฟร์ หรือภาคขยาย Differential Amplifier จะมีหน้าที่ทำการหักล้างสัญญาณรบกวน ดังนั้นสัญญาณรบกวนที่เหมือนกันจึงหายไป เหลือแต่สัญญาณดนตรีบริสุทธิ์เพียวๆ นั่นเอง อธิบายวิธีการง่ายๆ ก็คือ เมื่อสัญญาณเดินทางมาถึงภาคอินพุตของแอมป์ วงจรจะทำการกลับเฟสสัญญาณที่มาจากขั้วลบ (Cold) หรือพินที่ 3 ให้กลับทิศไป 180 องศา เพื่อให้เฟสกลับมาตรงกับขั้วบวก (Hot) หรือพินที่ 2 ทั้งนี้สัญญาณรบกวนภายนอก เช่นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปะปนมา จะรั่วไหลเข้ามาทางขั้ว Hot และ Cold เมื่อนำเอาสัญญาณมาหักกลบลบกัน สัญญาณกวนที่เฟสเหมือนกันก็จะถูกหักล้างหมดไป สัญญาณดนตรีหลักที่ถูกส่งมาจะเพิ่มความแรงขึ้นเป็นสองเท่า ทำให้สัญญาณช่อง Balanced จะได้คุณภาพสัญญาณที่เที่ยงตรงมากขึ้น พื้นฐานสาย XLR ที่ดีจะมีการชีลด์ 2 ชั้น คือมีฟอยล์ 100% เพื่อป้องกันคลื่นความถี่สูง รวมถึงเส้นใยแบบถัก Braid ทองแดง 85-95% ป้องกันคลื่นต่ำและทนการดึงของสัญญาณ ผมจะไม่กล่าวถึงค่าต่างๆ ที่วัดกันในห้องปฏิบัติการณ์นะครับ เช่น ค่าความจุต่อเมตร (Capacitance) และค่าความต้านทานอื่นๆ เราในฐานะนักเล่นเครื่องเสียงอาจจะมึนงง และไม่จำเป็น หัวขั้วของ XLR จะเป็นระบบกลไกล็อค ช่วยลดการหลุด และลด ground loop จากการสัมผัสที่ไม่แน่นได้เป็นอย่างดี สาย XLR ที่นิยมใช้ในระบบ PA และ Professional ทั่วไป รับประกันได้อย่างหนึ่งคือจะลดการรบกวนได้ดี และสามารถเดินสายในระยะที่ยาวมากๆ โดยสัญญาณจะไม่ดร็อปลง ในระบบเครื่องเสียงบ้านเราจำเป็นต้องใช้สาย XLR Balanced ระดับไฮเอ็นด์ไหม? สายที่มีวัสดุอุปกรณ์เกรดดีกว่านั้น จะดีกว่าสายราคาถูกตรงไหน? อันนี้ผมขอวิเคราห์ไปตามประสบการณ์ ว่าในเชิงวิศวกรรม และไม่ใช่เวทมนตร์ใดๆ เพราะมีสิ่งที่แตกต่างกันและวัดได้จริงครับ เรื่องแรก ตัวนำสาย XLR ในตลาดจำหน่ายสายราคาพื้นฐานทั่วไป มักใช้ตัวนำ OFC ธรรมดา ส่วนสายชั้นดีจะเลือกวัสดุที่ดีกว่า ทำให้มีผลด้านคุณภาพ และคาแร็คเตอร์ของเสียง ส่วนใหญ่สายที่ดี จะยิ่งช่วยลดความต้านทานและความไม่สม่ำเสมอเมื่อใช้ยาวๆ เกิน 10 เมตรขึ้นไปอีกด้วย เรื่องที่สอง เกี่ยวกับฉนวน Dielectric หรือการห่อหุ้มตัวนำ สายราคาพื้นฐานมักใช้ PVC เกรดต่ำ ที่อาจมีค่าสูญเสียสูง ส่วนสายที่ดีใช้วัสดุเกรดสูง ที่ทำให้ค่าความต้านทานจากความจุต่ำ ลดอาการเสียงแหลมไม่ให้เบาบางลง แม้เดินความยาวสายระยะไกลๆ ไปพร้อมกันด้วย เรื่องที่สาม โครงสร้างของสายที่ดีที่เป็น Star-Quad แท้ๆ ทำให้มีความสามารถป้องกันการรบกวนดีกว่ามาก เรื่องที่สี่ หัวต่อและการบัดกรี เกรดของหัวหรือขั้วต่อ ในสายพื้นฐานราคาถูกทั่วไปมักใช้เป็นสังกะสีชุบหลวมๆ ส่วนสายที่ดีในเกรดออดิโอไฟล์ จะใช้หน้าสัมผัสชุบทอง-เงิน และบัดกรีด้วยเงิน ความต้านทานหน้าสัมผัสต่ำและไม่เกิดออกไซด์ เรื่องสุดท้ายในประสบการณ์ส่วนตัว เรื่องความทนทาน สายไฮเอ็นด์ที่ดี เมื่อทดลองงอแล้วไม่เกิด Microphonic คือเอามือขยี้สายแล้วไม่มีเสียงกุกกักออกตู้ลำโพงให้เราได้ยิน แม้ในหลักวิชาการ สาย XLR ทุกเกรด ทุกระดับราคา จะให้มาตรฐานใกล้เคียงกันในเรื่อง “ส่งสัญญาณโดยปราศจากสัญญาณรบกวน” แต่คุณภาพของเสียงที่เกิดจากวัสดุตัวนำ ฉนวน และความประณีตขั้วต่อ ย่อมจะมีผลแตกต่างเสมอครับ ถ้าพูดกันในความเป็นจริง เราไม่อาจคาดหมายได้ว่า สาย XLR Balanced จะให้เสียงดีกว่า RCA Unbalanced เสมอไป ถ้าทั้งคู่เป็นแบรนด์เดียวกัน มาตรฐานผู้ผลิตเดียวกัน และเดินสายไม่ยาวเกิน 1-3 เมตร ก็อาจจะต่างไม่มากนัก แต่ที่เห็นชัดเจนคือเสียงจาก XLR จะสงัดกว่า พื้นแบ็คกราวนด์จะดีกว่าครับ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก สาย XLR Balanced จะให้ผลได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อระบบเครื่องเสียงในซิสเต็มของคุณนั้น เป็นวงจร True Balanced ที่แท้จริง กล่าวได้ว่า ที่เห็นๆ ในเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ มีช่องต่อ XLR Balanced นั้น มีทั้ง Balanced แท้และเทียมนะครับ และนี่คือสิ่งเราจำเป็นจะต้องดูสเป็คเครื่องควบคู่ไปด้วยเสมอ True Balanced แท้ กับ Pseudo Balanced หรือบาลานซ์เทียม คืออะไร อย่างไร? เมื่อเห็นเครื่องเสียงมีช่องต่อ XLR หลายคนมักเข้าใจว่าเครื่องนี้เป็น Balanced แต่ในความจริงแล้ว XLR เป็นเพียงรูปแบบของคอนเน็คเตอร์ จุดเชื่อมต่อ ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าภายในวงจรของเครื่องนั้นๆ มีวงจร Balanced อย่างแท้จริง เพราะสิ่งสำคัญกว่าหัวต่อคือวงจรภายใน และวิธีที่เครื่องสร้างรับและให้ การประมวลผลสัญญาณ คำว่า Pseudo Balanced ไม่ได้มีนิยามมาตรฐานเดียวในวงการ แต่โดยทั่วไปใช้เรียกระบบที่มีขั้ว XLR และอาจมีการเดินสายแบบ 3 ขา แต่ไม่ได้มีสัญญาณ Differential ที่สมบูรณ์ตลอดเส้นทางสัญญาณเหมือน True Balanced การใช้สาย XLR จึงอาจได้ผลทางคุณภาพเสียงด้อยกว่าระบบวงจรแบบ True Balanced ตัวอย่างเช่น เครื่องบางรุ่นอาจมีวงจรภายในเป็น Single-Ended แต่ใช้วงจรเพิ่มเติมเพื่อสร้างสัญญาณกลับเฟสก่อนส่งออก XLR ภายนอก จึงดูเหมือน Balanced แต่โครงสร้างภายในอาจไม่ได้เป็น Balanced ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง อีกกรณีหนึ่งคือเครื่องอาจรับ XLR เข้ามา แต่ภายในกลับแปลงสัญญาณเข้าสู่ Single-Ended มาตั้งแต่ต้น สิ่งที่พึงระวังในลำดับต่อมา เราต้องเข้าใจเรื่องขั้วของ XLR ระหว่างระบบ Balanced ในเครื่องของญี่ปุ่น และอเมริกา-ยุโรป อาจจะมีขั้ว Ground ขั้วบวก - ขั้วลบ ที่ไม่ตรงต้อง หรือเฟสไม่ตรงกัน เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนปี 1992 ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีมาตรฐานกลาง อเมริกาและยุโรปได้ใช้ Pin ที่ 2 เป็น Hot ส่วนญี่ปุ่นและยุโรปเก่าหลายยี่ห้อกลับใช้ Pin ที่ 3 เป็น Hot ทำให้การนำเครื่องเสียงฝรั่งและญี่ปุ่นมาใช้ร่วมกันอาจจะทำให้เสียงออกมาผิดเฟส ซึ่งถือเป็นอาการไม่พึงประสงค์ เพราะเมื่อสัญญาณกลับเฟส 180 องศา เวลาฟังเพลงเดี่ยวๆ อาจรู้สึกแค่เบสเบลอๆ เวทีแปลกๆ แต่ถ้าต่อแบบ Bi-Amp หรือต่อซับผ่าน XLR หรือมิกซ์กับเครื่องเสียงอื่นๆ เฟสจะหักล้างกันจนเสียงหายไปเลยก็มี ในอดีตที่ผ่านมาการใช้งานเครื่องเสียงฝรั่งและญี่ปุ่นผสมชุดกัน จำเป็นต้องไปกลับสายลำโพงบวก-ลบ ทำให้ยุ่งยากตามสมควร อย่างไรก็ตาม ภายหลังในปี 1995 เป็นต้นมา เครื่องเสียงญี่ปุ่นแทบทั้งหมดย้ายมาเป็น Pin ที่ 2 Hot ตามมาตรฐาน AES แล้ว เพื่อส่งออก และปัจจุบันเครื่องเสียงไฮเอ็นด์บางรุ่นตัดปัญหาด้วยการมีปุ่มระบบเลือกเฟสมาให้กดใช้งานได้เลย สำหรับสาย XLR Balanced ของ Weava รุ่น Thread Balance XC คือแนวทางการออกแบบที่ทาง Pyramid Lifestyle Technology กำหนดรูปแบบและสเป็ควัสดุขึ้นมา แล้วให้โรงงานต่างประเทศผลิต และส่งกลับมาทดสอบในเมืองไทยหลายครั้ง ก่อนที่จะสั่งนำเข้ามาจำหน่ายในแบรนด์ Weava จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้ใช้งาน ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของสายนำสัญญาณที่ดีเกรดพรีเมียม ด้วยระดับราคาที่มีความสมเหตุสมผล สำหรับนักเล่นระดับออดิโอไฟล์ อุปกรณ์และวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในสาย อาจกล่าวได้ว่าเทียบเคียงกับแบรนด์เนมที่ชื่อเสียงระดับโลกเฉกเช่นกันครับ สำหรับวัสดุตัวนำ Weava รุ่น Thread Balance XC จะเป็นทองแดงเกรด OFC ที่เคลือบเงินแท้ SPC (Silver Plated Copper) Conductor ที่มีขนาดใหญ่แบบ 2 แกน 20AWG และอีก 1 แกน ขนาด 17AWG มีการห่อหุ้มชั้นภายในแบบ PE และเส้นใยผ้า Cotton Insulation และยังแยกหุ้มภายในสายแต่ละเส้นด้วย Aluminum Foil มี TC (Tinned Copper) Braiding เพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่น EMI ต่างๆ รวมถึงใช้ PVC ที่ยืดหยุ่นได้ดีเป็นฉนวนหุ้มชั้นภายนอกอย่างดี สำหรับตัวสายจะมีสี Matte Pearl Brown ผนวก Flex Mesh สีดำ สาย Weava รุ่น Thread Balance XC ให้ O.D. ขนาดภายนอก รวม 10 มิลลิเมตร ตรงนี้ผมขออธิบายคำศัพท์ สักเล็กน้อย คำว่า O.D. ย่อมาจาก Outer Diameter หรือเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของสายสัญญาณครับ โดยตัวเลขนี้จะบอกถึงความหนาหรือขนาดความกว้างทั้งหมดของสาย เมื่อวัดรวมเปลือกฉนวนหุ้มภายนอกสุด โดยทั่วไปจะมีหน่วยวัดเป็นมิลลิเมตร การรู้ขนาด O.D. ของสาย จะมีผลต่อการเลือกใช้ขั้วต่อ หรือหัวคอนเนคเตอร์ อีกทั้งช่วยให้เลือกขนาดหัวสวม เช่น บูทสาย, แคลมป์ล็อก หรือเคเบิ้ลแกลนด์ได้แน่นพอดี ไม่หลวมหรือแน่นเกินไปนั่นเอง นอกจากนั้นเราจะสามารถคำนึงถึงการคำนวณรัศมีการดัดโค้ง (Bending Radius) เพื่อไม่ให้สัญญาณภายในเสียหายด้วย หัว XLR ของ Weava สั่งผลิตอย่างประณีตทุกขั้นขบวนการผลิต โดยมี Pin เป็น Tellurium Copper w/Gold Plating ในขณะที่ตัวเรือนหรือหัวทำจากวัสดุ Zinc Alloy w/Nickel Plated เสริมด้วย Black Carbon Fiber จึงนับว่าสายสัญญาณบาลานซ์ของ Weava Thread Balance XC ใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะที่ลงตัวสมบูรณ์แบบอย่างมาก เมื่อจับต้องครั้งแรก ผมประเมินว่าราคาจำหน่าย น่าจะถึงชุดละ 40,000 - 50,000 บาทเลยทีเดียว แต่ Weava ตั้งราคาขายปลีก ขนาดความยาว 1 เมตร ราคาเพียง 22,000 บาท และความยาว 2 เมตร ราคา 26,000 บาทเท่านั้น เมื่อได้ทดสอบแล้ว ก็รู้สึกประทับใจมาก เราสามารถกล่าวได้ว่า เป็นสาย XLR ที่ดีในราคาสมเหตุผล ผลการทดสอบใช้งาน การทดสอบผมเน้นใช้งานกับระบบเครื่องที่เป็น True Balanced เป็นหลักนะครับ ผลที่ได้จะอ้างอิงตามนี้ สรุปในด้านการต่อใช้งาน มีความง่ายและสะดวก ระบบล็อคของขั้วต่อ แม่นยำลงตัวแนบสนิทดีมาก ในด้านคุณภาพเสียง นี่คือการเก็บรายละเอียด ความแม่นยำของสัญญาณความถี่เสียง ที่ผมให้คะแนนเต็มเลยครับ บุคลิกเสียงตามโครงสร้างสาย จะให้ความละมุนและโปร่งใสกังวาน เก็บฮาร์โมนิคของเสียงได้ดี เปรียบเทียบสายแบบ Unbalanced RCA ระดับชุดละห้าหกหมื่นบาท ผมว่า Weava Thread Balance XC เอาชนะได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นเสียงที่สงัดช่องว่างระหว่างดนตรีที่ชัดเจนและสมจริง ความแตกต่างของสายนำสัญญาณ XLR ระดับ “คุณภาพพื้นฐาน” และระดับคุณภาพสูงไฮเอ็นด์ สามารถสังเกตได้จากฮาร์โมนิกรายล้อมเสียงหลัก ที่มีความอิ่มละมุนเป็นพิเศษ รวมถึงไดนามิคเร้นจ์ที่ Weava ทำได้กว้างกว่า เท่าที่ผมฟังเปรียบเทียบมามากต่อมาก สาย XLR ที่ดีเยี่ยมย่อมจะให้คาแรกเตอร์เฉพาะตัวในเรื่องฮาร์โมนิค รายละเอีบด และไดนามิคเร้นจ์ ได้ดีกว่าสายพื้นฐานเสมอ สาย XLR อาจจะมีคุณสมบัติที่ดีประการหนึ่งก็คือ ความสงัดของพื้นเสียง ส่วนนี้จะไม่ต่างกันมากนัก ระหว่างสายราคาแพงและสายราคาถูก แต่.. สาย XLR ระดับพรีเมี่ยมอย่าง Weava Thread Balance XC จะให้ความกว้างของเวทีเสียง รายละเอียดหยุมหยิมระยิบระยับที่ปลายเสียง และฮาร์โมนิคดังกล่าวข้างต้นได้เหนือกว่าสายธรรมดา XLR ไปหลายระดับ จึงมั่นใจในการเชื่อมต่อว่า ทุกๆ คุณภาพเสียงและรายละเอียดดนตรีนั้นจะแม่นยำสูงสุดอย่างแท้จริง ถ้าคุณมองหาสาย XLR มาตรฐาน ในระดับออดิโอไฟล์ สาย Weava Thread Balance XC จะเป็นคำตอบหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการคุณภาพเสียงอันสมดุล สามารถขยายทุกสิ่งทุกอย่างในดนตรีกลับมาได้อย่างครบถ้วนที่สุดครับ สนใจสาย Weava Thread Balance XC ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology (PLT) โทรศัพท์ 02-429-1236 (สามารถสั่งขนาดความยาวที่ต้องการ สำหรับการใช้งานของคุณได้) #weava #weavathreadbalance #weavathreadbalancexc
NAD C 3030 ความล้ำยุคในรูปทรงเรโทร คลาสสิก น้ำเสียงทรงพลัง ละมุนละไม อินทิเกรเต็ดรุ่นล่าสุด ในรูปทรงเรโทรย้อนยุค ขนาดกะทัดรัด แต่บรรจุภายในไว้ด้วยความล้ำสมัย เหมาะสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงที่ยังคงให้คุณค่าของศิลปะการออกแบบในอดีต แต่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ NAD นำเสนอ นั่นคือ NAD C 3030 และ C 3030S NAD ELECTRONICS ผู้ผลิตอุปกรณ์เสียงประสิทธิภาพสูงชั้นนำ ประกาศเปิดตัวเครื่องขยายเสียงสเตอริโอสองรุ่นใหม่ ได้แก่ NAD C 3030 และ NAD C 3030S เมื่อเดือนมกราคม 2569 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ NAD ในอดีต และความสำเร็จระดับโลกของเครื่องขยายเสียงรุ่นครบรอบ NAD C 3050 เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ที่ซึ่งผสมผสานความสวยงามแบบวินเทจเข้ากับประสิทธิภาพและการเชื่อมต่อไฮไฟที่ทันสมัย และบัดนี้ C 3030 เครื่องแรกได้นำเข้ามาในประเทศไทยแล้ว คาดว่าจะวางตลาดอย่างเป็นทางการช่วงเดือนกันยายนนี้ NAD C 3030 และ C 3030S สร้างขึ้นบนพื้นฐานของปรัชญาการออกแบบเฉกเช่น C 3050 โดยถ่ายทอดลักษณะเฉพาะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกตกทอดมาสู่รูปแบบที่เข้าถึงง่ายและกะทัดรัดยิ่งขึ้นในซีรีส์ Classic ของ NAD ผมได้ติดต่อไปยังบริษัทโคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค เพื่อนำมารีวิว เพราะมีแฟนคลับของ NAD ต่างให้ความสนใจมาก และหลังจากแกะกล่องอินทิเกรเต็ดรุ่นใหม่ C 3030 แล้ว เราได้พิเคราะห์ดีไซน์รายละเอียดพบว่าตัวเครื่องเน้นความแข็งแรง นำเสนอรูปทรงย้อนยุคที่มีความกะทัดรัดแนบเนียน เช่น มาตรวัดระดับเสียง (VU meter) เหมือนรุ่นพี่คือ C 3050 แผงหน้าสีดำ และโลโก้ NAD และอักษรแบบคลาสสิก ส่วน Size หรือขนาดเครื่องจะแปลกตาสักหน่อย เพราะจะอ้างอิงถึง NAD 3030 รุ่นดั้งเดิมในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ดังนั้นขนาดของเครื่องจะกะทัดรัดกว่า C 3050 แต่วิศวกรรมภายในสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางร่วมสมัยของ NAD ในด้านคุณภาพเสียง ความน่าเชื่อถือ และการใช้งานที่ครบถ้วนเหมาะสมกับการใช้งานแบบมินิมอลโดยแท้ ในการเปิดตัวครั้งแรกของ NAD C 3030 คุณมอร์เทน นีลเซน ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ได้กล่าวว่า “การตอบรับต่อ C 3050 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่กว้างชวางยิ่งขึ้น ยุคที่แผ่นเสียงและซีดีกำลังกลับมา ไม่ใช่ในฐานะสิ่งทดแทนการสตรีมมิ่ง แต่เป็นวิธีเชื่อมต่อกับดนตรีในแบบที่ตั้งใจและหลากหลายมากขึ้น” ดังนั้นการนำเสนอ C 3030 เป้าหมายคือการทำให้ประสบการณ์นั้นเข้าถึงกลุ่มผู้ฟังได้ในวงกว้าง มีการเชื่อมต่อที่จับต้องได้ในกิจกรรมทางกายภาพของการฟัง เช่น การวางเข็มลงบนแผ่นเสียงหรือการใส่ซีดี ซึ่งทำให้ดนตรีมีชีวิตชีวา C 3030 จับเอาความรู้สึกของมรดกนั้นไว้ ในขณะเดียวกันก็มอบประสิทธิภาพและความเรียบง่ายจากระบบสตรีมมิ่งที่คาดหวังได้จากแอมพลิฟายเออร์ NAD สมัยใหม่ “การออกแบบที่เหนือกว่า แค่ความโหยหาอดีต” แม้ว่าผลิตภัณฑ์จะหยิบยืมองค์ประกอบทางสายตาจากอดีต แต่ NAD C 3030 และ C 3030S ไม่ใช่ของเลียนแบบ สัดส่วนของมันถูกออกแบบมาให้ใกล้เคียงกับ NAD 3030 รุ่นดั้งเดิมมากกว่า C 3050 จึงส่งผลให้ตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัด กว้างเพียง 14 นิ้ว (356 มม.) ด้วยความตั้งใจที่จะให้เข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ เช่น ชั้นวางหนังสือ และการตกแต่งภายในบ้านได้อย่างลงตัวมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ซ้ำซ้อนใดๆ มากกว่าที่เป็นอยู่ เป้าหมายของ NAD ไม่ใช่การสร้างอุปกรณ์วินเทจขึ้นมาอีกครั้ง แต่เป็นการตีความใหม่ โดยสร้างสมดุลระหว่างความน่าดึงดูดใจในการใช้งานและความอบอุ่นทางสายตา กับฟังก์ชันการใช้งานร่วมสมัย สำหรับ NAD ทิศทางการออกแบบเช่นนี้สะท้อนถึงปรัชญาที่กว้างขึ้น เนื่องจากดนตรีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ อุปกรณ์เครื่องเสียงจึงต้องมีความใส่ใจเช่นเดียวกับเฟอร์นิเจอร์และสรรพสิ่งของรอบข้าง สเตอริโออินทิเกรเต็ดแอมป์ NAD C 3030 มอบประสบการณ์การฟังที่เรียบง่ายและเน้นประสิทธิภาพสำหรับผู้รักเสียงเพลงที่ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพเสียง ด้วยกำลังขับ 50 วัตต์ต่อแชนแนล วงจรขยายคลาส D ที่ได้พัฒนาใหม่ล่าสุดจาก NAD ที่ทรงพลังและสะอาดตา ฟังก์ชั่นการทำงานออกแบบมาเพื่อมอบความแม่นยำ มีปุ่มปรับด้านหน้าเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การควบคุมและความมีส่วนร่วมทางดนตรีในลำโพงได้หลากหลายประเภท แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์คลาสสิก แต่ C 3030 ก็พร้อมสำหรับการใช้งานในยุคปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ช่องต่อแบบ HDMI eARC ช่วยให้การเชื่อมต่อกับทีวีเป็นไปอย่างราบรื่น ง่ายต่อการยกระดับเสียงทีวี ภาพยนตร์ และเกม ผ่านระบบ Hi-Fi ที่แท้จริง ในแง่การสตรีมเพลง มี Bluetooth aptX HD ช่วยให้เล่นเพลงแบบไร้สายจากสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ มีช่อง Line in สำหรับอนาล็อกอินพุต ภาคปรีโฟโนรองรับหัวเข็ม MM ในตัว พร้อมทั้งช่องออปติคอลแบบอนาล็อก และดิจิทัลครบถ้วน อย่างละหนึ่งช่องต่อ มีเอาต์พุตซับวูฟเฟอร์พร้อมตัวกรองความถี่สูง รองรับการกำหนดค่าระบบ 2.1 ที่ละเอียดอ่อน มีเอกลักษณ์ใช้งานได้จริง และประสิทธิภาพระดับตำนานของ NAD โดยปราศจากความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น ความแตกต่างระหว่าง NAD C3030 และ C 3030S ก็คือ รุ่นรหัสต่อท้าย S จะมีโมดูลสตรีมมิ่ง BluOS ในตัวเอง โดย NAD C 3030S ได้เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานที่เน้นการสตรีมมิ่งครบวงจรสำหรับผู้ฟังที่ต้องการความอเนกประสงค์ที่จริงจังมากขึ้น ซึ่ง BluOS จะเปลี่ยน C 3030S ให้เป็นระบบเพลงที่ทันสมัยและสมบูรณ์แบบ ด้วยการรองรับการเล่นระดับไฮเรส 24 บิต/192kHz และการถอดรหัส MQA ดั้งเดิม ข้อดีก็คือ BluOS ช่วยให้เข้าถึงบริการสตรีมมิ่งเพลงมากกว่า 20 บริการ วิทยุอินเทอร์เน็ต คลังเพลงในเครื่อง และที่เก็บข้อมูลเครือข่าย การเล่นสามารถควบคุมได้ผ่านแอปที่มีฟังก์ชันครบครัน พร้อมความสามารถในการจัดกลุ่มหลายห้อง แชร์แหล่งที่มาที่เชื่อมต่อ และสร้างประสบการณ์การฟังเพลงทั่วทั้งบ้านได้อย่างราบรื่น C 3030S จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับการเล่นระบบสตรีมมิ่งแบบมืออาชีพยิ่งขึ้นครับ การทดสอบใช้งานครั้งนี้กับ C 3030 จะเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยคุณสมบัติและคุณภาพเสียงของอินทิเกรเต็ดที่ NAD มีความมุ่งหวังอย่างยิ่งกับการเปิดตลาดสำหรับมิวสิคเลิฟเวอร์และคนรุ่นใหม่ที่ ที่ไม่ได้ต้องการระบบเครื่องเสียงอันซับซ้อน Test Report จากการพิเคราะห์ด้านหน้าเครื่อง C 3030 ดูจะคล้ายกับ C 3050 มากทีเดียว ยกเว้นขนาดความกว้างที่กะทัดรัดกว่า เช่น เข็มวียูวีที่จะแสดงผลเป็นสีแดงก่อน ในระหว่างกดปุ่มเพาเวอร์ หลังจากนั้นวงจรจะตัดเข้าสู่ระบบพร้อมต่อการทำงานด้วยวียูสีอ่อน มีปุ่มโวลุ่มอยู่มุมบนขวามือสุด ส่วนด้านล่างนั้นจะวางตำแหน่งเรียงลำดับซ้ายมือสุด ด้วยปุ่ม Power ช่องหูฟัง โทนคอนโทรลทุ้มแหลม จากนั้นตรงกลางถึงขวาล่างของหน้าปัดคือ ปุ่มเลือกโปรแกรม Phono - Line - Optical - HDMI - BT (Bluetooh) และไปสิ้นสุดที่ปุ่ม Balance ด้านหลังเครื่องมีเสาบลูทูธ ช่อง Service ช่องต่อ HDMI eARC - Optical - Phono - Line - ช่อง Sub Out ที่มีสวิตช์เลือกค่าจุดตัดความถี่ 80Hz เรียกว่ามีให้ครบถ้วน แบบไม่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดอะไร ในส่วนของการเลือกค่าแสดงผลของ VU Meter มีสวิตช์เลือกการวัดผลได้สองแบบ คือจะวัดค่าเอาต์พุตที่จ่ายกำลังขับไปยังลำโพง หรือเลือกค่าสัญญาณความแรงจากแหล่งอินพุตขาเข้า ขั้วต่อลำโพงมีหนึ่งชุด พร้อมสวิตช์ปิด-เปิดไฟ Power และช่องสายไฟ AC สามารถเลือกใช้สายไฟที่ให้มากับเครื่อง หรือคุณจะอัพเกรดไปใช้สายไฟระดับออดิโอเกรดอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมครับ NAD C 3030 มาพร้อมกับรีโมท Control ไร้สายขนาดกะทัดรัดน่ารักทีเดียวครับ โดยจะมีฟังก์ชันต่างๆ ให้ใช้งานได้อย่างอย่างครบถ้วน และมีฟังก์ชั่นคอนโทรลความสว่างปุ่มไฟ LED ได้ 4 ระดับ ทั้งไฟอินพุต และระดับกำลังขับ (ส่วนแสงไฟของ VU Meter จะคอนโทรลหรี่หรือดับไม่ได้) ในการทดสอบครั้งนี้ ผมเลือกลำโพงที่คาดว่าจะแมตช์ที่สุดคือ AE 300 MK2 และทดลองสลับกับลำโพง Harbeth P3ESR 40th Anniversary ที่ขึ้นชื่อเรื่องความไวต่ำและขับยาก และ Tannoy Stirling เพื่อดูถึงความสามารถหลากหลายในการขับลำโพง ด้วยกำลังขับ 50 วัตต์แบบ New Class D จาก C 3030 ส่วนแหล่งโปรแกรมหลักที่ใช้ มีภาคไลน์จากเครื่องเล่น SACD/CD ของ Denon DCD 2500 NE ภาค Phono ด้วย NAD C 588 หัวเข็ม Ortofon Blue และช่อง HDMI ส่งผ่านไปยังทีวี Samsung QLED TV 65Q65D 4K Smart TV เพื่อชมภาพยนตร์ Netflix, Prime Video, Disney Plus Hotstar และรายการทีวีทั่วไป ในแง่ความเป็นอินทิเกรเต็ดอเนกประสงค์นับว่าสร้างปรากฏการณ์ในระบบเสียงสเตอริโอโฟนิคที่ดีมากๆ เมื่อทดลองอุ่นเครื่องด้วยการใช้ช่องต่อ HDMI และสลับมาทดลองช่องออพติคัล โดยนำเสียงที่เข้ารหัสสดิจิตอลจากทีวี และบริการสตรีมภาพยนตร์อย่าง Netflix ทำให้ชมภาพยตร์และรายการต่างๆ จากทีวีอย่างมีรสชาติมากขึ้น ในการนี้เสียงที่ได้จาก C 3030 เป็นพลังที่กระหึ่มหนักแน่น ดูหนังแอคชั่นย่างสนุกสนาน สมจริงและเพลิดเพลินมากทีเดียวครับ และเมื่อต่อช่องเอาต์พุตของ Sub Out ออกมาให้กับแอคทีฟซับ ที่ผมนำมาลองเสริมดู คือ KEF KC62 บรรยากาศตอนนี้หนังชุด Star Wars ของดิสนีย์พลัส Hotstar สนุกขึ้นเป็นเท่าตัว ลืมซาวนด์บาร์ที่ใช้ประจำไปเลยครับ ส่วนสำคัญอีกประการหนึ่งที่สร้างความประทับใจ คงเป็นการสื่อสารไร้สาย Bluetooth ครับ ผมจับคู่กับมือถือไอโฟน 15 Pro Max ได้ราบรื่น ด้วยการส่งเพลงจากระบบสตรีม ทั้ง TIDAL Spotify YouTube ได้อย่างคล่องตัวและง่ายดาย ผลลัพธ์ด้านคุณภาพเสียงที่ผมใช้เป็นมาตรวัด หรือมาตรฐานในการทดสอบจริงๆ คือภาคไลน์จากเครื่องเล่นซีดี และภาคปรีโฟโนครับ ผมประทับใจในแง่ความสามารถในการสนองต่อดนตรีได้ทุกสไตล์โดยไร้ข้อจำกัด เพราะได้ทดสอบทั้งเพลง ป็อป คันทรี ไลท์มิวสิค แจ๊ส ลูกทุ่ง ลูกกรุง รวมถึงเพลงแนวโรแมนติค คลาสสิกคัล ออเคสตร้า และแม้แต่เพลง EDM สนุกสนาน เพลงซอฟท์ร็อคที่เต็มไปด้วยพลัง เพลงหลากรูปแบบเหล่านี้ ช่วยบ่งชี้ว่า C 3030 สามารถควบคุมลำโพงไว้ได้อย่างมั่นคงและยอดเยี่ยมมาก แม้แต่ Harbeth P3ESR ที่เป็นลำโพงแนวมอนิเตอร์ขับยาก ก็ยังขับได้สบาย ให้ความปลอดโปร่งและเสียงเบสอิ่มเอมมาก ในแง่บุคลิกเสียงที่สร้างความแปลกใจให้ผมอย่างล้นเหลือก็คือ เมื่อได้ทำการเปรียบเทียบกับเสียงของ C 3050 ซึ่งเป็นรุ่นพี่ใหญ่ ปรากฏว่า C 3030 กลับให้เสียงมาทางอิ่มละมุนอบอุ่นกว่า โดยที่รายละเอียดเสียง ความเปิดโปร่งช่วงปลาย ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากเลย ทำให้ผมลังเลเล็กน้อยว่าเกิดอะไรขึ้น? คือถ้าจะพูดถึงความเป็นอนาล็อกความอิ่มอุ่นละมุนละไมแล้วละก็ C 3030 มีเสน่ห์ที่พิเศษกว่า C 3050 รุ่นพี่ครับ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังแอมปลิไฟร์ ซึ่งเป็นระบบคลาส D ที่มีโทนเสียงอนาล็อกอย่างเป็นที่สุด แบบไม่เคยได้ยินในแบบนี้มาก่อนเลย เพราะเสียง C 3030 ให้ความตื่นเต้นมากด้วยพลังเสียงอันเต็มอิ่มเกินกว่าจะเป็นแค่แอมป์ 50 วัตต์ และยังมีบุคลิกแบบ Natural Sound ที่อบอุ่นน่าทึ่ง สามารถขับเสียงลำโพงทุกคู่ที่นำมาทดสอบได้ชนิด “หมดจด” จริงๆ ครับ ถ้าจะให้ผมคาดเดาคงมาจากการพัฒนาโมดูลของภาคขยาย และจูนอัพใหม่ที่ปรับปรุงต่อจาก C 3050 อีกสเต็ปหนึ่ง จึงเข้าใกล้คำว่าอนาล็อกซาวนด์มากยิ่งขึ้นไปอีก ท่านใดมีโอกาสทดสอบฟัง ผมอยากให้ลองพิจารณาในกรณีนี้ดู หากจะถามความเห็นส่วนตัวของผม แม้ว่าทั้งสองรุ่นคือ C 3050 และ C 3030 จะอยู่บนพื้นฐานของภาคขยาย HybridDigital UcD Class D ของ NAD เหมือนกันก็ตาม แต่สาเหตุไม่ได้มาจาก “ชิปภาคขยายใหม่” แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เรื่องแรก C 3030 นั้น มีการจูนเสียง (Voicing) โดย NAD นี่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่สุด เพราะNAD เขาไม่ได้ออกแบบแอมป์ให้ “วัดค่าดีที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่จะมีการ Voicing หรือปรับบุคลิกเสียงก่อนวางจำหน่าย C 3030 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงตำนาน 3030/3020 ในอดีต จึงพยายามรักษาคาแรกเตอร์ของ NAD แบบดั้งเดิมเอาไว้ คือเสียงกลางอิ่ม เสียงร้องหวาน ปลายแหลมไม่สดจัด ทำให้ฟังได้นานโดยไม่ล้า แต่แน่นอนรายละเอียดเสียงดีขึ้นกว่ารุ่นอดีตเป็นเท่าตัวครับ!!! ข้อเปรียบเทียบกับ C 3050 รุ่นใหญ่ ที่ได้ถูกออกแบบให้เป็นรุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี จึงเน้นความทันสมัย ความเปิดโปร่ง รายละเอียด ความกังวานและมีไดนามิกมากกว่า รวมทั้งพร้อมต่อการเพิ่มเติม MDC สำหรับ BluOs อีกด้วย ในส่วนของภาคปรีแอมป์ (Preamp Stage) คืออีกหนึ่งประการ แม้ว่าภาคขับกำลังจะใช้เทคโนโลยีใกล้เคียงกัน แต่วงจร Buffer ภาค Op-Amp ระบบการจ่ายไฟให้ภาคปรีแอมป์ ล้วนมีผลต่อโทนเสียง เสียงที่หลายคนรู้สึกว่า “อุ่น” ก็มักเกิดจากภาคปรีมากกว่าภาคขยายกำลังเสียอีกครับ จุดที่สำคัญที่สุดคือ Power Supply ที่ทาง NAD ได้มีการปรับปรุงภาคจ่ายไฟอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการเลือกหม้อแปลง Switching Power Supply และการกรองไฟที่ต่างกัน ก็จะทำให้บุคลิกเสียงเปลี่ยนได้บ้าง แม้ภาคขยายหลักจะคล้ายกัน รวมทั้งภาค DSP และอื่นๆ จะมีผลต่อโทนเสียงของแอมปลิไฟร์ด้วยเช่นกัน จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานว่า NAD เปลี่ยนไปใช้ชิปภาคขยาย Hybrid Digital รุ่นใหม่ทั้งหมดเพื่อพัฒนา C 3030 แต่มีแนวโน้มว่าเป็นการปรับปรุงการใช้งานและการจูนอัพวงจรโดยรวมมากกว่าที่จะเปลี่ยนแกนเทคโนโลยีของภาคขยาย ดังนั้นความแตกต่างของเสียงจึงน่าจะเกิดจากการออกแบบระบบทั้งหมด (system-level engineering) มากกว่าการเปลี่ยนชิปเพียงตัวเดียว นี่เป็นเหตุผลที่อธิบายได้ ทำไมผมจึงรู้สึกว่า C 3030 มีความละมุนคล้าย NAD ยุคคลาสสิกมากกว่า ขณะที่ C 3050 ให้คุณภาพเสียงเปิดโปร่ง รายละเอียดและความกระฉับกระเฉงมากกว่า แม้ทั้งสองรุ่นจะใช้สถาปัตยกรรมภาคขยายที่ใกล้เคียงกันก็ตาม บุคลิกเสียงนี้รวมถึงภาพปรีโฟโนหรือภาคขยายหัวเข็มด้วย เราก็จะพบว่า C 3030 นั้นทำให้ฟังอิ่มสบาย คล้ายๆ กับยุคกำเนิดเริ่มต้นของแอมป์ยุคเก่า เช่น 3020 แต่สิ่งที่เหนือกว่ามากก็คือรายละเอียดและพลังเสียงที่ดูจะมีความกระชับ เบสที่อิ่มละมุน ให้ความชัดเจน และทีเด็ดได้แก่ ช่องไฟดนตรีสวยงามอย่างมาก คือพัฒนาการที่ NAD เองก็ได้อธิบายว่า เป็นการพัฒนาคุณภาพเสียงสำหรับผู้ฟังในยุคใหม่ และเพื่อตอบสนองดนตรีที่ครบถ้วนยิ่งขึ้นโดยไม่ได้อ้างอิงวงจรและความดั้งเดิมแต่อย่างใด หากได้ฟังจากแผ่นเสียงไวนีลผ่านวงจรภาคปรีโฟโนจะรู้สึกว่า นี่แหละคือความคุ้มค่าที่รอคอย เป็นแอมปลิไฟร์ C 3030 ที่ให้คุณภาพเสียงอันยอดเยี่ยม มอบเสียงอนาล็อกที่สวยงาม ทั้งรายละเอียดที่เป็นธรรมชาติ ชนิดที่ไม่คาดคิดมาก่อนจริงๆ ครับ การแพริ่งสมาร์ทโฟนเข้ากับ NAD C 3030 นับเป็นความง่ายดายและคล่องตัวเป็นอย่างยิ่ง คุณจะเห็นรหัสตัวเลขรุ่นของ C 3030 ปรากฏที่หน้าตั้งค่าบลูทูธของสมาร์ทโฟน ที่สามารถ Connect ได้ทันที ผมจะเน้นการฟังเพลงผ่านบริการสตรีมมิ่งของ Tidal Spotify และ YouTube เป็นพลังเสียงที่ให้ความไพเราะหวานละมุน และรักษาธรรมชาติของเสียงอย่างน่าประทับใจ ปลายเสียงแหลมที่สะอาดสะอาดสะอ้าน และเบสที่มีตัวตน สมจริงมากทีเดียว มีคุณภาพขนาดที่ว่ามีแค่สมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องกับลำโพงอีกคู่เดียว NAD C 3030 ก็สามารถสร้างชุดเครื่องเสียงที่ดีเยี่ยมเหมือนซิสเต็มขนาดใหญ่ได้แล้ว แต่ด้วยความกะทัดรัด Minimal ของ C 3030 ทำให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยม ที่มีทั้งคุณภาพเสียงที่โรแมนติค ดีไซน์งดงาม วางตรงไหนในมุมโปรดดูมีเอกลักษณ์ ราวเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงาม ที่สำคัญสิ่งเล็กๆ นี้ คือมีความเป็นมิวสิคคัลสูงในขนาดย่อม ที่ผมคาดว่าใครได้ยินเสียง C 3030 จะต้องรู้สึกทึ่งในน้ำเสียง และเชื่อว่าผลงานอันดีเด่นชิ้นนี้ จะต้องเป็นแอมปลิไฟร์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดแห่งยุคของ NAD เป็นแน่ครับ ถ้าใครยังหลงใหลอดีต อยากจะไปแสวงหา NAD 3030, NAD 3020 Series 20 รุ่นเก่า ที่ไม่มีอะไรมาการันตีคุณภาพอันเก่าแก่หลายสิบปีว่าเครื่องจะสมบูรณ์ละก็ หากพอมีปัจจัยสักสี่หมื่นกว่าบาท ผมอยากเสนอให้คิดอีกแนวทางหนึ่ง คือให้ก้าวกระโดดมายัง C 3030 จะดีกว่าอย่างแน่นอน ได้ทั้งบุคลิกอนาล็อกดั้งเดิมและพลังขับที่ดีกว่า เสียงที่มีรายละเอียดกว่า ศักยภาพสมบูรณ์ล้ำสมัยใช้งานครบถ้วนกว่า ไม่ต้องพะวงกับเครื่องเก่าแก่ที่อายุการใช้งานจะทำให้คุณง่วนกับการซ่อมแซมสภาพของมันด้วย NAD C 3030 เป็นบทสรุปของดีไซน์ที่รักษารูปทรงภายนอกสวยคลาสสิก แบบเรโทรย้อนยุค ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์เทคโนโลยีภายในที่ล้ำสมัย ให้คุณภาพตอบรับทั้งเสียงในแบบอนาล็อกที่จับต้องได้ กับระบบเพลงไร้สายยุคดิจิตอลที่มีคุณภาพเยี่ยม เป็นเครื่องพิสูจน์เสมอมาว่า NAD คือสัญญลักษณ์แห่งความคุ้มค่าอย่างไม่เสื่อมคลายครับ NAD C 3030 ราคา 46,300.- บาท สำหรับ NAD C 3030S ยังรอการนำเข้า และไม่มีราคาอย่างเป็นทางการ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Audio-gd HE-8 สำเนียงเสียงอนาล็อกที่สุดของ DAC บริษัท Audio-gd เป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงจากประเทศจีน ที่ได้รับการยอมรับอย่างมากในกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลก โดยเฉพาะด้าน DAC, Headphone Amplifier, Preamp และ Power Amplifier ซึ่งเน้นการออกแบบเชิงวิศวกรรมมากกว่าการตลาด ไม่เคยเห็นแบรนด์นี้ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า สื่อที่นำเสนอมาจากใช้งานดีแล้วบอกต่อๆ กัน จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์สุดฮ็อตของวงการออดิโอไฟล์ ความเป็นมาของแบรนด์ Audio-gd ได้ก่อตั้งโดย He Qinghua หรือที่นักเล่นเครื่องเสียงรู้จักในชื่อ Kingwa โดยบริษัทเริ่มดำเนินงานช่วงระหว่างปี 2004–2005 ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน และมุ่งเน้นการพัฒนาเครื่องเสียงคุณภาพสูงในราคาที่สมเหตุสมผล He Qinghua เป็นวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการกล่าวถึงว่า เคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดออกแบบวงจรออดิโอของ National Semiconductor (USA) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงด้านการออกแบบวงจรระบบเสียงของเขา ปรัชญาการออกแบบของ Audio-gd ยึดหลักว่า คุณภาพเสียงต้องมาก่อนรูปลักษณ์ โดยมีแนวคิดสำคัญได้แก่ ใช้วงจร Class A ในหลายรุ่น สร้างภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่ หม้อแปลงแยกหลายชุด ใช้ชิ้นส่วนเกรดสูงและคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ประกอบและทดสอบด้วยมือทุกเครื่อง พร้อม Burn-in ก่อนส่งมอบทุกเครื่อง DAC ระบบ R2R ถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์แบรนด์นี้ เทคโนโลยีเด่นๆ ที่ทำให้ Audio-gd แตกต่างคือ ระบบ ACSS (Audio-gd Current Signal System) ซึ่งส่งสัญญาณเสียงในรูปแบบ Current Mode แทน Voltage Mode เพื่อลดการผิดเพี้ยนและการแต่งสีสันของเสียง เน้นให้รายละเอียดสูงและมีความเป็นธรรมชาติ แนวคิดนี้มีหลักการใกล้เคียงกับระบบ CAST ของ Krell และ SATRI ของ Bakoon แต่เป็นการพัฒนาวงจรในแบบของ Audio-gd เอง Audio-gd ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม Audiophile เพราะคุณภาพเสียงมักเทียบได้กับเครื่องเสียงที่มีราคาสูงกว่าหลายเท่าตัว นั่นคือเสน่ห์ เพราะเน้นความคุ้มค่า ไม่ใช้งบประมาณด้านการตลาด เจ้าของบริษัท (Kingwa) มีชื่อเสียงด้านการตอบคำถามลูกค้าและให้คำแนะนำด้านเทคนิคด้วยตนเอง ซึ่งได้รับการกล่าวถึงในชุมชนผู้ใช้งานเครื่องเสียงหลายแห่ง รุ่นที่สร้างชื่อของ Audio-gd ได้แก่ DAC-19 (หนึ่งใน DAC แบบ R-2R ที่มีชื่อเสียงที่สุดของบริษัท) รุ่น R-7 / R-7HE, รุ่น Master 9, รุ่น HE-9, รุ่น Master 3 และ HE-8 Audio-gd HE-8 เป็น DAC ระดับเรือธงของ Audio-gd ที่ออกแบบสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเสียงแบบ R2R และเลือกใช้ชิป DAC ระดับตำนาน Burr-Brown PCM1704UK โดยเน้นความเป็นอนาล็อก ความเป็นธรรมชาติ และไดนามิกของดนตรี มากกว่าตัวเลขการวัดทางสเป็คฯ ให้สูงที่สุด จุดเด่นของ Audio-gd HE-8 คือใช้ชิป PCM1704UK จำนวนถึง 4 ตัว (Dual Mono / Fully Balanced) ด้วยระบบวงจรอนาล็อกแบบ Discrete Class A ทั้งหมด ไม่มี Op-Amp ในส่วนของภาคจ่ายไฟแบบ Regenerative Power Supply ที่จะทำการใช้ระบบ DC มาสร้างกระแสไฟ AC ใหม่เพื่อลดสัญญาณรบกวนจากไฟบ้าน ใช้ Accusilicon Femtosecond Clock ความเที่ยงตรงสูง มีระบบ FPGA FIFO Re-clocking ช่วยลดการเหลื่อมค่าเวลาทางดิจิตอลหรือ Jitter สามารถรองรับ PCM สูงสุด 32-bit/384 kHz ผ่าน USB และ I2S รองรับโหมด NOS (Non-Oversampling) และ Oversampling ในหลายรูปแบบ มีช่องต่อ USB, AES/EBU, Coaxial, Optical, BNC และ I2S (HDMI) และเอาต์พุต RCA, XLR และ ACSS (ระบบเฉพาะของ Audio-gd) มีเรื่องหนึ่งที่ผมถูกสอบถามมาคือ Audio-gd HE-8 เป็น DAC แบบเขียนหรือวางโปรแกรมเอง ทำไมจึงมีชิป DAC ของแบรนด์ดังบรรจุอยู่ภายในเครื่อง? เพราะหลายคนอาจเข้าใจว่า R-2R DAC เท่ากับไม่มีชิป DAC แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชิป PCM1704UK เองก็คือชิป DAC แบบ R-2R (Multibit Ladder DAC) ไม่ใช่ชิป Delta-Sigma ครับ Burr-Brown PCM1704UK นั้นผลิตโดย Burr-Brown ซึ่งบริษัทนี้ต่อมาถูกซื้อกิจการโดย Texas Instruments และถือเป็นหนึ่งในชิป DAC แบบ R-2R ในระดับตำนาน คุณสมบัติเด่นของชิป DAC เบอร์ PCM1704UK จัดเป็น DAC แบบ 24-bit True Multibit R-2R ที่ไม่มีวงจร Noise Shaping แบบ Delta-Sigma แต่ใช้เลเซอร์ Trim ค่า R-2R Ladder ภายในชิปให้มีความแม่นยำสูง ทำไม HE-8 ต้องใช้ PCM1704UK ถึง 4 ตัว? ใน Audio-gd HE-8 ไม่ได้ใช้ 4 ตัวเพื่อเพิ่มจำนวนช่องสัญญาณ แต่ใช้เพื่อสร้างวงจร Dual Mono และ Fully Balanced เมื่อใช้ 4 ชุด จะได้การแยกแชนแนลหรือค่า Channel Separation สูงขึ้น การรบกวนข้ามช่องสัญญาณหรือ Crosstalk ก็จะต่ำลง รวมทั้งมีผลต่อค่าไดนามิคเร้นจ์ (Dynamic Range) สูงขึ้นด้วย ในปัจจุบันหลายบริษัทระดับ Hi-End ก็ใช้ชิปหลายตัว โดยแนวคิดนี้พบได้ในผู้ผลิตชั้นนำหลายราย เช่น MSB Technology, dCS ,Esoteric, Audio Note อย่างไรก็ตาม วิธีการใช้งานมักจะแตกต่าง หรือสถาปัตยกรรมที่ต่างออกไป บางบริษัทใช้หลายชิปเพื่อขนาน (parallel) ลด Noise และเพิ่ม Dynamic Range ส่วน Audio-gd ใน HE-8 ใช้หลัก Dual Mono ร่วมกับ Fully Balanced เป็นหลัก ขออนุญาตอธิบายทางเทคนิคเกี่ยวกับ PCM1704UK ทั้ง 4 ตัว ใน HE-8 นั้น ไม่ได้ทำงานซ้ำกันนะครับ แต่จะแบ่งเป็น 2 ตัวสำหรับช่องซ้าย (Hot/Cold) และ 2 ตัวสำหรับช่องขวา (Hot/Cold) ทำให้แต่ละเฟสของสัญญาณมี DAC ของตัวเองโดยตรง ส่งผลให้ได้สัญญาณ Balanced ที่สมบูรณ์ ช่วยลดการรบกวนระหว่างช่องสัญญาณ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ HE-8 ได้รับการชื่นชมในด้านเวทีเสียง ความนิ่ง ภาพพจน์สเตอริโอของเสียง และความเป็นธรรมชาติของการถ่ายทอดดนตรี Audio-gd HE-8 เป็น DAC ที่มีตัวเครื่องค่อนข้างใหญ่ หนัก ไม่ได้ใช้ขนาดใหญ่ดังกล่าวนี้เพื่อ “ใส่วงจร” เพียงอย่างเดียว เพราะผู้ออกแบบ (Kingwa) ตั้งใจให้โครงสร้างภายในเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพเสียง ไม่ใช่เพียงเปลือกหุ้มอุปกรณ์ โดยยึดหลักการสำคัญคือ ทำการแยกวงจรแต่ละภาคออกจากกันให้ได้มากที่สุด เพื่อลดการรบกวนระหว่างกันในระดับที่ดีเยี่ยม Test Report เมื่อผมได้รับเครื่อง Audio-gd HE-8 มา แล้วได้ศึกษาวิเคราะห์เลย์เอาต์การจัดวางภายในวงจร ว่าลำดับเอาไว้อย่างไร • ภาคจ่ายไฟอยู่ด้านหน้าสุด โดย HE-8 ใช้ระบบภาคจ่ายไฟแบบ Regenerative Power Supply ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าภาคจ่ายไฟทั่วไป กล่าวคือ ไฟ AC ที่ป้อนเข้ามานั้น จะถูกแปลงให้เป็น DC ก่อน แล้วค่อยสร้างคลื่นไฟฟ้า AC ขึ้นมาใหม่ที่สะอาดกว่า ก่อนจะทำการจ่ายให้วงจรระบบเสียง ทำให้ลดสัญญาณรบกวนจากไฟบ้านได้มาก จึงต้องใช้พื้นที่สำหรับวงจรจำนวนมาก นี่คือสาเหตุที่ตัวถังเครื่องใหญ่มากกว่า DAC ทั่วไป • ภาคดิจิตอลอยู่ตรงกลาง ประกอบด้วย FPGA-USB Interface-Receiver และ Accusilicon Femto Clock โดยในภาคนี้จะถูกแยกออกจากภาคอนาล็อกอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้สัญญาณความถี่สูง (Digital Noise) ไปรบกวนวงจรเสียง • วางภาค DAC อยู่แยกซ้าย–ขวาแบบ Dual Mono โดยมีชิป PCM1704UK จำนวน 4 ตัว แบ่งเป็น 2 ตัวสำหรับช่องซ้าย และอีก 2 ตัวสำหรับช่องขวา โดยแต่ละช่องทำงานแบบ Fully Balanced การแยกกันเช่นนี้ช่วยลด Crosstalk เพิ่ม Dynamic Range และทำให้เวทีเสียงนิ่งขึ้น • เลย์เอาต์ถัดมาจะเป็นภาค Analog Output อยู่ใกล้ขั้วต่อมากที่สุด คือหลังจากแปลงเป็นสัญญาณอนาล็อกแล้ว HE-8 จะส่งเข้าสู่วงจร Discrete Class A โดยไม่มี Op-Amp และไม่มี Global Feedback และตามด้วยวงจร DC Coupling จากนั้นใช้เทคนิคการเดินสายสั้นที่สุดไปยังขั้วต่อ XLR - RCA และ ACSS การทำเช่นนี้ช่วยลดการสูญเสียของสัญญาณอนาล็อก และรักษาความบริสุทธิ์ของเสียงไว้ได้มากที่สุด เมื่อพิจารณาวิธีวางระบบวงจรแยกส่วนดังกล่าวแล้ว จึงเป็นสาเหตุที่ต้องใช้ตัวถังเครื่องขนาดใหญ่เป็นพิเศษ โดยผมขอสรุปเหตุผลหลักมีอยู่ 5 ข้อด้วยกัน 1. แยกภาคจ่ายไฟออกจากภาคสัญญาณ เพื่อลดสนามแม่เหล็กจากหม้อแปลงไม่ให้รบกวน DAC 2. แยก Digital กับ Analog เพื่อลด Digital Noise 3. เดินสายสั้นที่สุด โดยเฉพาะสัญญาณอนาล็อกหลัง DAC 4. เพื่อการระบายความร้อนที่ดี เพราะวงจร Discrete Class A ทำงานตลอดเวลา จึงเกิดความร้อนสูง ตัวถังอะลูมิเนียมทั้งเครื่องทำหน้าที่เป็นฮีตซิงก์ไปในตัว 5. ลดแรงสั่นสะเทือน ด้วยโครงสร้างเครื่องแบบอะลูมิเนียม CNC ที่มีความหนาและน้ำหนักมากช่วยเพิ่มความแข็งแรง ลดการสั่นสะเทือนเชิงกล ซึ่งเป็นแนวคิดที่ Audio-gd ให้ความสำคัญ หากเรามอง HE-8 จากมุมวิศวกรรม จะเห็นว่าเขาไม่ได้ออกแบบให้เครื่องมีขนาด “เล็กกระทัดรัดที่สุด” แต่กลับเลือกให้สัญญาณเดินสั้นที่สุด และภาคต่างๆ อยู่ห่างกันมากที่สุด นั่นคือพยายามใช้พื้นที่แลกกับความบริสุทธิ์ของสัญญาณ แนวคิดนี้คล้ายกับ DAC ระดับอ้างอิงของหลายผู้ผลิตชั้นนำ เช่นการจัดวางแบบ Dual Mono, การแยกภาค Digital/Analog และการใช้ภาคจ่ายไฟอิสระหลายชุด ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม HE-8 จึงมีขนาดใหญ่และหนักกว่าที่คาด จากการเป็น DAC เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ในการทดสอบใช้งาน ตามปกติผมจะใช้ภาค DAC ภายนอกสำหรับต่อกับเครื่องเล่นประเภท SACD Transport และ Streamer เป็นหลัก ผลลัพธ์ที่ได้จาก Audio-gd HE-8 จุดเด่นมากๆ คือสำเนียงเสียงอนาล็อกอย่างถึงที่สุดของ DAC ครับ ผมมองว่า HE-8 เป็นหนึ่งใน DAC R2R ที่ออกแบบอย่างสมบูรณ์ในระดับไฮเอ็นด์ และใช้แนวคิดวิศวกรรมมากกว่าการเน้นการตลาดอย่างแท้จริง จากการทดสอบฟังครั้งแรก ยอมรับว่าชวนประทับใจมากๆ เพราะผมมักจะคุ้นชินเสียงจากแผ่นเสียงไวนีลมากที่สุด พอได้มาฟัง HE-8 ต้องชื่นชมว่า นี่เรากำลังฟังเสียงจากไวนีลหรือเปล่า? เป็น DAC ที่ให้เสียงมีความเป็นธรรมชาติสูง คล้ายฟังแผ่นเสียง ที่มีบุคลิกโดยรวมเสียงกลางอิ่ม หนา มีน้ำหนักดีมาก เพลงหลักๆ จากค่ายเพลงระดับออดิโอไฟล์ จะแสดงผลเวทีเสียงกว้าง ลึก แยกชิ้นดนตรีดี เสียงร้องมีมวลและอารมณ์ส่งต่อผู้ฟัง เบสแน่น ลึก และต่อเนื่อง บอกได้เลยว่านี่ไม่ใช่ DAC โทนเสียงแนวสว่างแบบ DAC สมัยใหม่ที่ใช้ชิปทั่วไป Audio-gd HE-8 ให้เสียงที่ “เป็นดนตรี” มาก โดยเฉพาะกับเพลงแจ๊ส คลาสสิก อะคูสติก และเสียงร้อง เพราะให้ความอิ่มและบรรยากาศที่สมจริง ทำให้ผมหันมาฟังแผ่นซีดี และสตรีมมิ่งได้ทั้งวันผ่าน HE-8 โดยลืมแผ่นเสียงไปชั่วคราวเลยครับ ในอีกด้านหนึ่งของความคลั่งไคล้ในตัวเลข มีนักวัดผลทางวิศวกรรม และผู้ใช้งานบางส่วนวิจารณ์ว่า DAC ของ Audio-gd มักมีค่าการวัด เช่น THD+N หรือ SINAD ไม่โดดเด่นเท่า DAC รุ่นใหม่ๆ จากผู้ผลิตที่เน้น “ประสิทธิภาพการวัด” โชว์ตัวเลข แต่ผู้ฟังจำนวนมากยังคงชื่นชอบลักษณะเสียงของ Audio-gd มากกว่า ที่จะโหยหาตัวเลขหรูๆ บนเครื่องวัดเหล่านั้น ผมชอบแนวทางของ Audio-gd ที่ให้ความสำคัญกับภาคจ่ายไฟที่ใช้วงจร Discrete จริง แยกแยะวงจรแต่ละส่วนให้อิสระมากที่สุด จึงให้บุคลิกเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เสียงแบบ “Hi-Fi โชว์รายละเอียด” เพียงอย่างเดียว แต่เสียงที่เต็มไปด้วยความจริง ความละมุนละไมแห่งดนตรี เข้าถึงสุนทรียะแห่งรายละเอียด มาแบบครบถ้วนกระบวนความมาก จุดที่ผมคิดว่า Audio-gd HE-8 ต่างจาก DAC ชั้นดีที่เคยฟังคือคุณภาพเสียงนั้น ถ้าเทียบเคียงเรื่องคุณภาพเสียงกันละก็ Audio-gd HE-8 สามารถก้าวข้ามรุ่นไปมากๆ เลยทีเดียว เรียกว่าคุ้มเกินราคาไปไกลโข เสียงที่ละเมียดของเครื่องดนตรี รวมถึงความต่อเนื่องไหลลื่นของท่วงทำนองเป็นหัวใจหลัก อีกทั้งฮาร์โมนิก เวทีเสียงลึกล้ำคล้ายกำลังฟังแผ่นเสียงไวนีล และความเป็นธรรมชาติของเสียงร้อง เสียงที่ก้าวมาขั้นนี้เรียกว่าเหมือนกำลังนั่งฟัง DAC ราคาสามแสนบาทอัพเลยทีเดียว HE-8 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่นิยมฟังเพลง Jazz, Vocal, Classical, Blues ชอบเสียงแบบอนาล็อกและมีเนื้อเสียงอิ่มเอม ฟังผ่อนคลายราบรื่น สามารถนำมาใช้กับระบบแอมป์และลำโพงระดับสูงที่เปิดเผยรายละเอียดดีเยี่ยมทั้งหลายได้ทุกแบรนด์ และใครก็ตามที่ต้องการสัมผัสเสียงของชิป PCM1704UK ที่หาฟังยากมากๆ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในชิป R2R ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง ก็ต้องไม่พลาด Audio-gd HE-8 ครับ ในการใช้งานทั่วๆ ไป ส่วนตัวผมอาจจะไม่ค่อยเคยชินกับดิสเพลย์ตัวอักษรขนาดใหญ่นักเท่าไร แต่ก็ประทับใจในน้ำเสียงมากๆ และต่อให้ HE-8 ไม่มีวงจรรองรับ DSD เหมือนอย่างที่นักเล่นบางคนต้องการ ผมกลับไม่ได้รู้สึกว่ามีความจำเป็น เพราะเสียงแบบอนาล็อกแบบนี้ก็ถือว่ามาสุดทางแล้วครับ คุณภาพเสียงถือว่า HE-8 เต็งหนึ่งใน DAC ระดับราคาแสนต้นๆ แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ DAC ที่มีฟีเจอร์ทันสมัยที่สุด แต่สำหรับนักเล่นที่หลงใหลเสียงแบบ R2R และ PCM1704UK ก็ยังถือว่าเป็นรุ่นที่มีคุณค่าทั้งด้านคุณภาพเสียงและความน่าสะสมอย่างมากครับ ต้องถามตัวเองว่า คุณชอบเสียงร้องที่สมจริงโดดเด่น ฟังได้ยาวนานไม่ล้าหู เวทีเสียงใหญ่ เบสมีมวลและพลัง อีกทั้งรายละเอียดปลายเสียงที่ยอดเยี่ยม ปราศจากอาการคมแข็งแบบ DAC Delta-Sigma หลายๆ รุ่น และคุณชอบบุคลิกเสียงเหมือนได้สัมผัสแนวใกล้เคียงอนาล็อกแผ่นเสียงแบบนี้ไหม? ถ้าชอบก็อย่าได้พลาดกับ Audio-gd HE-8 อย่างเด็ดขาดนะครับ Audio GD HE8 ราคา 120,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 : Msound | line : m_240956 โทร. 084 105 5949 : น้องเอ็กซ์ โทร. 083 564 4962 : Planet Laser โทร. 091 718 8716 : คุณศราวุธ โทร. 088 005 5156 : เต่า ออดิโอ
WHARFEDALE DENTON 1S ความสมดุลแห่งเสียงดนตรี ลำโพง DENTON รุ่นดั้งเดิมเปิดตัวครั้งแรกในปี 1967 เป็นคำตอบของ WHARFEDALE ต่อภูมิทัศน์ของเครื่องเสียงไฮไฟที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นลำโพงขนาดกะทัดรัดที่ให้เสียงเป็นธรรมชาติ งานฝีมือประณีตและคุ้มค่าอย่างยิ่ง ต่อมาในปี 1974 ได้มีการเปิดตัว DENTON 1 ด้วยดีไซน์ใหม่ที่ท้าทายขนบดั้งเดิม ไม่เพียงแต่ในด้านวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปลักษณ์ภายนอกด้วย โดยก้าวออกจากการออกแบบกล่องไม้แบบดั้งเดิม ไปสู่การออกแบบที่ใช้งานได้จริงและล้ำสมัยในสไตล์ “โมเดิร์นยุคปลาย” จิตวิญญาณแห่งการคิดค้นใหม่นี้ได้ถูกกำหนดไว้ใน WHARFEDALE DENTON 1S รุ่นใหม่นี้เช่นกัน WHARFEDALE DENTON 1S ลำโพงวางขาตั้ง (Bookshelf / Standmount) รุ่นใหม่ในซีรีส์ Heritage Series เป็นการนำแนวคิดของ Denton 1 จากปี 1974 มาตีความใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีที่ล้ำยุค แต่ยังคงเอกลักษณ์ของเสียงแบบ WHARFEDALE ที่เป็นธรรมชาติ ฟังสบาย และมีมิติของเวทีเสียงโดดเด่น แต่จุดต่างที่จะเพิ่มขึ้นคือเรื่องเฟส และไทม์อะไลน์เม้นท์ในแง่ตัวขับเสียงแกนร่วมเดียวกัน สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดเด่นน่าสนใจ คือการใช้ Coaxial Driver ทำให้จุดกำเนิดเสียงเป็นจุดเดียว (Point Source) ส่งผลให้เวทีเสียงแม่นยำ การโฟกัสตำแหน่งชิ้นดนตรีดีกว่า และการเชื่อมต่อระหว่างเสียงกลางกับเสียงแหลมเป็นธรรมชาติ ไดร์เวอร์โคแอกเซียลรุ่นใหม่ล่าสุดนี้เป็นระบบสองทางที่ซับซ้อน โดยวางทวีตเตอร์แบบโดมผ้าไหมขนาด 25 มม. ไว้ตรงกลาง ที่ยังเปรียบเสมือนเฟสปลั๊กให้กับวูฟเฟอร์ไปในตัว ภายในใช้กรวยวูฟเฟอร์แบบโพลีโพรพีลีนขั้นสูงขนาด 165 มม. ด้วยการให้ไดร์เวอร์ทั้งสองกระจายเสียงจากศูนย์กลางเสียงเดียว ทำให้ DENTON 1S บรรลุการจัดเรียงเวลาและความสอดคล้องของเฟสโดยธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้คือการนำเสนอเสียงที่กลมกลืนอย่างน่าทึ่ง พร้อมภาพพจน์สเตอริโอที่เสถียร เวทีเสียงที่กว้างขวางสมจริง และความสมดุลของโทนเสียงที่สม่ำเสมอทั่วพื้นที่การฟังที่กว้าง ไม่ว่าจะนั่งตรงกลางหรือฟังจากมุมอื่น DENTON 1S ก็ให้เสียงที่ราบรื่นและสอดคล้องกัน ซึ่งนับว่าแปลกพิสดารกับขนาดที่กะทัดรัดของมัน การกำหนดค่าแบบโคแอกเซียลยังช่วยให้ตู้ลำโพงมีขนาดเล็กลงและแข็งแรงขึ้น โดยออกแบบให้มีการรบกวนแผงด้านหน้าให้น้อยที่สุด และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้าง ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความสวยงามที่สะอาดตาและประณีตของลำโพง การพัฒนาลำโพง DENTON 1S นำโดย ปีเตอร์ โคเมอู ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบด้านอะคูสติกของ WHARFEDALE โดยเน้นเป็นพิเศษที่การผสานรวมครอสโอเวอร์ ด้วยการจำลองแบบอย่างละเอียด และการประเมินการฟังอย่างพิถีพิถัน วงจรครอสโอเวอร์ได้รับการออกแบบมา เพื่อให้มั่นใจว่าไดรเวอร์ทำงานเป็นระบบที่รวมเป็นหนึ่งเดียว แทนที่จะเป็นส่วนประกอบแยกกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือลำโพงที่ให้เสียงเป็นธรรมชาติ สมดุล ให้ดนตรีไหลลื่นด้วยจังหวะและการรักษาความละเอียดและไดนามิกของความถี่เสียง โดยไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มักพบได้ในลำโพงขนาดใหญ่กว่ามาก ถึงแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ลำโพง DENTON 1S ก็ให้เสียงเบสที่ทรงพลังอย่างน่าประทับใจ ตู้ลำโพงแบบเบสรีเฟล็กซ์ที่ได้รับการปรับแต่งพอร์ทอย่างพิถีพิถัน และปริมาตรภายใน 11.5 ลิตร ที่เหมาะสม ช่วยให้เสียงเบสลงได้ลึกถึง 45Hz (-6dB) ซึ่งเป็นประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมสำหรับลำโพงตั้งพื้นขนาดกะทัดรัดเช่นนี้ เสียงเบสอบอุ่น มีมิติ และควบคุมได้ดี ในขณะที่กรวยโพลีโพรพีลีนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ช่วยให้ตอบสนองต่อสัญญาณได้อย่างรวดเร็ว และลดการเปลี่ยนแปลงทางเฟสของเสียงกลาง วัสดุกรวยแบบใหม่นี้ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยต่อยอดจากหลักการพื้นฐานของไดร์เวอร์ที่ WHARFEDALE ใช้มาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งเพิ่มความแข็งแกร่ง มวลต่ำ และคุณสมบัติการลดการสั่นสะเทือนที่ควบคุมได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือไดร์เวอร์ที่ผสมผสานความสมดุลของโทนเสียงที่เป็นธรรมชาติเข้ากับความแม่นยำในการตอบสนองต่อสัญญาณอันยอดเยี่ยม และลดการเปลี่ยนแปลงแบบสะวิงของเสียงในย่านเสียงกลางที่สำคัญยิ่ง ความถี่สูงสนองตอบแบบราบเรียบและมีรายละเอียดเยี่ยมยอด โดยได้รับการควบคุมความถี่จากแชมเบอร์ (ห้องด้านหลังของตัวขับเสียงแหลม) ที่ลดการสั่นสะเทือนของทวีตเตอร์แบบโดมผ้าไหมและระบบแม่เหล็กขับเคลื่อนกำลังสูง ด้วยความไว 88dB และอิมพีแดนซ์ปกติที่ 8 โอห์ม ลำโพง DENTON 1S จึงสามารถขับเคลื่อนได้อย่างง่ายดายด้วยแอมปลิฟายเออร์หลากหลายประเภท ทำให้เป็นคู่หูที่ยืดหยุ่นสำหรับทั้งระบบไฮไฟแบบคลาสสิกและแอมพลิฟายเออร์คลาส D สมัยใหม่ ลำโพง DENTON 1S ได้รับการออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่นในการจัดวาง รวมถึงประสิทธิภาพด้านเสียง โดยหลักแล้ว DENTON 1S ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นลำโพงวางขาตั้งทั่วไปได้ แต่ก็เหมาะสำหรับการติดตั้งบนผนังด้วยเช่นกัน จุดยึดด้านหลังขนาด 3/8 นิ้ว ที่ซ่อนอยู่ช่วยให้ติดตั้งบนผนังได้อย่างมั่นคง สำหรับการใช้งานกับขาตั้ง ผมแนะนำขาตั้งแบบโลหะที่จะมีความเหมาะสมกับลำโพงรุ่นนี้ สิ่งที่พิเศษยิ่งก็คือ สวิตช์ EQ “Brilliance” ที่แผงด้านหลังซึ่งได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ช่วยให้ปรับแต่งโทนเสียงได้อย่างละเอียดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการวางในพื้นที่โล่ง วางบนชั้นหรือวางใกล้ผนัง DENTON 1S ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างง่ายดาย จึงให้ประสิทธิภาพที่สมดุล โดยไม่กังวลต่อรูปแบบและอะคูสติกห้องมากนัก ในด้านรูปลักษณ์ DENTON 1S ได้นำเอาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ WHARFEDALE มาตีความใหม่สำหรับตกแต่งภายในสไตล์ร่วมสมัย รูปทรงตู้ที่โค้งมนเรียบเนียน ผิวเคลือบสีด้านที่หรูหรา ตะแกรงผ้าแบบคลาสสิกยึดติดด้วยแม่เหล็ก และตราสัญลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคเรโทร ผสานอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่ประณีตนี้คือโครงสร้างตู้ขั้นสูง ที่ประกอบด้วยแผงไม้หลายชั้นในโครงสร้างภายใน และการควบคุมการลดแรงสั่นสะเทือนอย่างพิถีพิถัน เพื่อลดเรโซแนนซ์เสียงสะท้อนที่ไม่พึงประสงค์ ผลลัพธ์ที่ได้คือลำโพงไฮไฟขนาดกะทัดรัดที่ให้ความรู้สึกทั้งทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์ของ WHARFEDALE อย่างชัดเจน ตัวตู้มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Matte Black, Matte White และ Matte Blue เนื่องจากตัวตู้ลำโพง WHARFEDALE DENTON 1S นี้ ผลิตและเคลือบสีสวยงามมาก ทำให้มีข้อสงสัยว่าเป็นตู้แบบหล่อขึ้นรูปพลาสติคเหมือนรุ่นปี 1974 หรือไม่ คำตอบคือลำโพงรุ่นใหม่นี้ เป็นตู้ไม้ MDF ที่มีความหนาแตกต่างกัน ประกบและค้ำยันเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนาเพื่อควบคุมเสียงสะท้อน เทคนิคการทำสีนั้นเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ล้ำยุคมาก จึงดูเรียบลื่นประณีตเหมือนตู้หล่อขึ้นรูปเลยทีเดียว ทางตัวแทนจำหน่ายส่งตู้รุ่นสีขาวมาให้ผมแกะกล่อง ทดสอบ พบเห็นถึงความสวยงามอันน่าประทับใจมาก ถือเป็นลำโพงอเนกประสงค์คู่แรกของ WHARFEDALE ในยุคใหม่ที่จะทำให้บ้านหรือห้องฟังดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่งครับ Test Report ตู้ลำโพงทรงเสน่ห์มีลักษณะเหมือนกับลูกเต๋ามนมุม ไม่ว่าจะวางบนชั้นวางหรือวางบนขาตั้งก็ดูสง่างามด้วยกันทั้งสิ้น WHARFEDALE ออกแบบตู้ที่มีขนาดความจุ 11.5 ลิตร และจูนพอร์ตใหม่ ทำให้ลงความถี่ต่ำได้ถึงประมาณ 45Hz (-6dB) เลยทีเดียว เรียกว่าเบสจะเทียบเคียงลำโพงตั้งพื้นได้อย่างสบายๆ ผมใช้เวลาในการเบิร์นลำโพงรวมแล้ว 120 ชั่วโมง เนื่องจากลำโพงที่ได้มานี้ยังใหม่เอี่ยมอยู่ ในขณะที่นำมาเปิดให้ท่านผู้ชมทางบ้านได้รับฟังทาง YouTube Chanel ก็เพิ่งเดินไปเพียง 80 ชั่วโมงเท่านั้น อย่างไรก็ตามคุณภาพเสียงในแบบลำโพงแกนร่วมเดียวกันแบบนี้ ก็ให้เสียงละมุนละไมตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ในการทดสอบได้ใช้ภาคขยายจากเครื่องหลอดสุญญากาศ แอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ แอมป์คลาส AB และแอมป์คลาส D มาสลับกันการใช้งาน ผลปรากฏคือ Denton 1S จับเข้าคู่กับภาคขยายได้อย่างราบรื่นทุกรูปแบบ ยังคงลักษณะเสียงของความราบรื่นเป็นธรรมชาติในแบบของ WHARFEDALE แต่สิ่งที่ต่างออกไปก็คือเฟสของเสียงแม่นยำขึ้น ความกลมกลืนระหว่างเสียงกลางแหลมและเสียงทุ้มมีมวลรวมน่าประทับใจอย่างมาก ถ้าจะนับว่าลำโพงคู่นี้มีความต่างจากลำโพง WHARFEDALE รุ่นอื่นๆ บ้างคือ ลำโพง Denton 1S มีสุ้มเสียงที่ความแปลกใหม่ไปจากเอกลักษณ์เดิมของแบรนด์เล็กน้อย แต่ยังคงกลิ่นอายความน่าฟัง อาทิมีความสะอาดของเสียงที่ดีอย่างยิ่ง สิ่งที่ต่างออกไปคือเสียงที่มีความอิ่มใหญ่และอิมแพคที่แน่น ให้เสียงอบอุ่นละมุนละไม มีฮาร์โมนิคทอดยาวน่าฟัง ซึ่งหาได้ยากในลำโพงพิกัดราคานี้ ต้องบอกว่าขับเสียงง่าย แมตช์กับแอมป์ได้สนุก ตอบสนองจังหวะดนตรีได้ดีเป็นพิเศษ และมีอิมแพคที่หนักแน่นเมื่อจับคู่กับแอมป์ Class AB ครับ จุดสังเกตที่สำคัญคือ ตามปกติแล้วลำโพงทั่วไปจะต้องมีผลเอฟเฟกต์ต่อสภาพอะคูสติกภายในห้องฟังมากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่คุณลักษณะของลำโพงแต่ละรูปแบบ ใน WHARFEDALE DENTON 1S จะมีผลข้างเคียงดังกล่าวน้อย และหากมีความจำเป็นต้องวางใกล้ชิดผนังหรือวางออกห่างจากผนังมากกว่าปกติ ก็สามารถเลือกปรับสวิตช์ด้านหลังลำโพงด้วย Brilliance Switch ในภาคปฏิบัติจากการทดสอบ เราจะกดสวิตช์มาที่ “NORM” ใช้เมื่อวางลำโพงบนขาตั้ง (Stand-mount) หรือวางบนชั้นหนังสือปกติทั่วไป โดยตัวตู้ลำโพงตั้งอยู่ห่างจากผนังห้องหรือมุมห้องพอสมควร ซึ่งผลลัพธ์ของเสียงจะให้โทนเสียงที่สมดุลและเป็นธรรมชาติที่สุดตามมาตรฐานของลำโพง การกดสวิตช์ตำแหน่ง “MAX” (Maximum) ควรใช้ต่อเมื่อนำลำโพงไปยึดแขวนติดผนัง (Wall-mount) หรือวางบนชั้นที่ชิดกำแพงมากๆ จากผลลัพธ์ของเสียง ระบบจะทำการยกระดับเสียงหรือบูสต์ในย่านความถี่ช่วง 2kHz ถึง 4kHz ขึ้นมาอีก 1.5dB เนื่องจากเวลาเราวางลำโพงชิดผนัง ย่านเสียงต่ำอาจจะสะท้อนกำแพงจนเด่นล้ำขึ้นมากลบเสียงกลาง-แหลมได้ ดังนั้นในการปรับเป็น MAX จะช่วยดึงรายละเอียดเสียงแหลมกลับคืนมา ทำให้มิติเสียงไม่จมและยังคงมีความชัดใสเคลียร์เช่นเดิม ผลจากการทดสอบถือว่ารักษาคุณภาพเสียงดั้งเดิมไว้ได้ดีมาก โดยเฉพาะเสียงซึ่งอยู่ห่างผนังกับวางชิดติดผนังจะให้เสียงที่ใกล้เคียงกันได้ เมื่อเราปรับ Brilliance Switch เอาไว้ได้อย่างถูกต้องกับสถานการณ์การใช้งานจริง การออกแบบเช่นนี้ถือว่าเป็นความชาญฉลาดอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้ลดปัญหาระหว่างลำโพงและห้องฟัง ได้อย่างแนบเนียนครับ เป็นลำโพงอเนกประสงค์ที่สามารถจัดวางได้หลายรูปแบบ โดยได้คุณภาพเสียงที่ใกล้เคียงกัน และเชื่อว่าผู้ใช้งานจะได้อรรถประโยชน์จากลำโพงคู่นี้อย่างสูงสุดยิ่งกว่าลำโพงทั่วไป ในแง่การฟังเพลงก็ให้ความเหมาะสมกับเพลงทุกรูปแบบทุกสไตล์โดยไม่มีข้อจำกัด ตลอดระยะเวลาการทดสอบฟังเราจะพบได้ถึงเสียงร้องที่กังวานสวยงาม ชัดเจนและจังหวะของดนตรีที่กระชับ เวทีเปิดกว้าง มีความสมดุลของย่านความถี่เสียงดนตรีอย่างน่าทึ่งมาก ที่โดดเด่นด้านมิติเสียงและเวทีเสียงอย่างครบถ้วน เป็นลำโพงที่ให้เสียงเบสอิ่มลึกเกินตัวและมีฟังก์ชันปรับจูนเสียงย่านกลาง-แหลมที่ยืดหยุ่นสูง จึงยังคงรักษาเสียงที่สมดุลตลอดย่านความถี่ คงไว้ซึ่งบุคลิกอันเรียบสะอาดสมจริงของ WHARFEDALE อย่างมั่นคง สิ่งที่ผมรู้สึกว่าแตกต่างออกไปจากลำโพง WHARFEDALE รุ่นอื่นๆ ก็คือน้ำหนักพลังเสียง และการฟังเพลงที่ลงลึกได้หลากหลายประเภทมากกว่า การรักษาความสมดุลของเฟสและไทม์มิ่ง จังหวะกระชับ ทำได้โดดเด่นจริงๆ รวมถึงเป็นลำโพงที่ให้เวทีเสียงกว้างลึดสุดยอดมากครับ ผมทดสอบแล้วค้นพบว่า สำหรับลำโพง WHARFEDALE DENTON 1S มีเทคนิคในการเซ็ตอัพเพื่อฟังได้แตกต่างกัน 3 รูปแบบในคู่เดียวคือ ปิดหน้ากาก เปิดหน้ากาก และยังสามารถปรับด้วย Brilliance Switch ให้มีบุคลิกสมดุลกับสถานที่ห้องฟังอีกต่างหาก ทำให้คุณเลือกความพึงพอใจได้มากกว่าลำโพงคู่อื่นๆ ระยะเซ็ตอัพบนขาตั้งในห้องฟังทั่วไป ลำโพงควรห่างกัน 2.30-2.75 เมตร วัดจากศูนย์กลางลำโพงซ้ายถึงศูนย์กลางลำโพงขวา หรือสูงสุดวางห่างกันได้ถึง 3.00 เมตร โดยโทอินลำโพงเพียงเล็กน้อย การจัดวางห่างผนังหลังและผนังข้าง ให้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของห้องฟัง โดยยึดที่ระยะทั้งสองระยะนี้จะต้องมีระยะที่ไม่เท่ากันครับ สรุปจากผลการทดสอบ โดยภาพรวม Denton 1S เป็นลำโพงที่มุ่งเน้นความเป็นดนตรีมากกว่าความหวือหวา ให้เสียงกลางอิ่มเป็นธรรมชาติ รายละเอียดเสียงแหลมนุ่มนวล เบสมีน้ำหนักและเนื้อเสียงดี พร้อมเวทีเสียงกว้างเกินตัว จึงเหมาะกับทั้งการฟังเพลงร้อง แจ๊ส คลาสสิก และอะคูสติก รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบบุคลิกเสียงแบบอังกฤษดั้งเดิม แต่ต้องการเทคโนโลยีลำโพงสมัยใหม่ ดีไซน์ที่ดุจดังเฟอร์นิเจอร์งามหรูประดับบ้านครับ Reference: NAD C3050 FMj Single Ended 300B Manley Stingray QUAD 44 & QUAD 405 Audiolab 9000CDT NAD M51 DAC NAD C588 Turntable WHARFEDALE DENTON 1S ราคาคู่ละ 29,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
Clef PowerBRIDGE-dcX บล็อกไฟดีซีที่ปะปนมาในไลน์ไฟ การค้นหาว่าอะไรอีกบ้างที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของระบบเครื่องเสียง หรือสิ่งที่ยังเข้ามารบกวนได้ เราจะขจัดออกไปอย่างไร มีความสำคัญแค่ไหนที่จะต้องใช้เครื่องมือในเรื่องดังกล่าว ยุคปัจจุบันมีสิ่งประดิษฐ์หลายหลากมากมายออกมาวางตลาด ซึ่งถือว่าตลาดนี้เติบโตขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว และทาง Clef Audio เป็นผู้ผลิตที่พยายามนำเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาคิดค้นสินค้าที่จัดได้ว่าจำเป็นและให้ผลดีต่อระบบเครื่องเสียง หลายผลิตภัณฑ์ด้วยกัน หนึ่งในนั้นคืออุปกรณ์กรองไฟประเภท DC Block ที่จะเป็นตัวบล็อกกระแสไฟตรงสำหรับชุดเครื่องเสียงและระบบโฮมเธียเตอร์ โดยอุปกรณ์จะทำหน้าที่สกัดกั้นกระแสไฟ DC ที่อาจรั่วไหลปะปนมากับสายส่งไฟฟ้ากระแสสลับ AC Line ได้ เราคงไม่ได้คิดเรื่องนี้นักเท่าไรนะครับ ว่าไฟ DC มันจะมีโอกาสรั่วไหลเข้ามาปะปนกับไฟบ้าน AC ได้อย่างไร? เพราะที่จริงแล้วไฟบ้าน AC ไม่ควรมี DC อยู่เลย แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง DC Offset สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่โหลดในระบบไฟฟ้าดึงกระแสไม่สมมาตรระหว่างครึ่งคลื่นบวกและครึ่งคลื่นลบ เช่นการใช้งานอุปกรณ์เครื่องเป่าผม ฮีตเตอร์บางรุ่น เตาไฟฟ้าบางชนิด รวมถึงคอมพิวเตอร์ ทีวี และบ้านที่มีตัวดิมเมอร์หลอดไฟ อันนี้ก็จะทำให้ DC หลุดรั่วเข้าไปในระบบไฟได้แน่นอน ตามปกติแล้วไฟดีซีจะผสมปนเปกับไฟเอซีได้โดยอาจจะมาจากอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกประเภทรวมถึงเครื่องเสียงของเราเองด้วย ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า DC Offset ซึ่งปะปนอยู่บนไฟ AC บ้าน เป็นปัญหาที่สามารถพบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน เพราะอุปกรณ์ไฟฟ้าสมัยใหม่จำนวนมากใช้วงจรสวิตชิ่ง (SMPS) และโหลดที่กินกระแสไม่สมมาตร ทำให้รูปคลื่น AC มีค่าเฉลี่ยไม่เป็นศูนย์ ถ้าถามว่ามันจะเข้าไปส่งผลต่อระบบเครื่องเสียงในบ้านอย่างไรบ้าง ก็อาจมีดังต่อไปนี้ครับ • อาการที่หม้อแปลงไฟฟ้าเกิดอาการอิ่มตัว (Transformer Saturation) นี่คือผลเสียที่สำคัญที่สุด เมื่อมี DC เพียงไม่กี่ร้อยมิลลิโวลต์ปนอยู่บนไฟ AC จะทำให้แกนเหล็กของหม้อแปลงถูกไบอัสไปด้านหนึ่ง ส่งผลให้แกนเหล็กอิ่มตัวเร็วกว่าปกติ ซึ่งจะปรากฎอาการหม้อแปลงคราง (Hum/Buzz) ตัวเครื่องสั่น มีเสียงดังจากภายในแอมป์ โดยเฉพาะยิ่งใช้หม้อแปลง Toroidal ยิ่งไวต่อ DC มากขึ้น • หม้อแปลงร้อนขึ้น เพราะเมื่อแกนอิ่มตัว กระแสแม่เหล็ก (Magnetizing Current) จะเพิ่มขึ้นมาก ผลคือหม้อแปลงร้อนกว่าปกติ อายุการใช้งานลดลง และทำให้ประสิทธิภาพลดลง • บางครั้งฟิวส์หรือเบรกเกอร์อาจตัดโดยไม่จำเป็น ซึ่งในกรณีรุนแรงกระแสขณะเปิดเครื่อง (Inrush Current) สูงขึ้น ฟิวส์ก็จะขาดง่ายขึ้น เบรกเกอร์อาจตัดโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน • เพิ่มระดับ Noise ในระบบ ถ้าในทางตรงแล้ว DC ไม่ได้เข้าไปในสัญญาณเสียง แต่ผลจากหม้อแปลงที่อิ่มตัวทำให้เกิด Mechanical vibration สนามแม่เหล็กรั่วมากขึ้น EMI เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้พื้นเสียง (Noise Floor) แย่ลงในระบบที่ละเอียดมากๆ ครับ • Dynamic ของแอมป์อาจลดลงเล็กน้อย ในกรณีที่ DC สูงมาก เมื่อหม้อแปลงทำงานใกล้จุดอิ่มตัว นี่เป็นคำตอบของ Clef PowerBRIDGE-dcX ที่จะออกแบบมาเพื่อช่วยหยุดไม่ให้ DC Offset ในไฟบ้านออกไปสู่ระบบเครื่องเสียง ด้วยวงจรกรอง DC คุณภาพสูงนั่นเอง สำหรับตัว Clef PowerBRIDGE-dcX จะมีลักษณะโครงสร้างขนาดย่อมแบบสี่เหลี่ยม มีรูปโค้งเว้าสวยงามคล้ายเครื่องกรองไฟของ Clef มีขนาดกะทัดรัดอยู่ที่ประมาณ 65 × 180 × 253 มิลลิเมตร (กว้าง × สูง × ลึก) และมีน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 2 กิโลกรัม สมน้ำสมตัว มีช่องต่อเอซีเอาต์สองชุด มีสายไฟเฉพาะของเขาเองมาให้ โดย Clef ใช้สายและขั้วรับแบบ C19 ขั้วต่อ C19 เป็นขั้วต่อสายไฟกระแสสลับ (AC) มาตรฐานสากล IEC 60320 แบบพิกัดกำลังสูง ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการจ่ายกระแสไฟฟ้าที่มากกว่าขั้วต่อทั่วไป โดยสามารถจ่ายกระแสไฟได้สูงสุดถึง 16 แอมป์ (ที่แรงดัน 250 โวลต์) มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ มีหมุดทองเหลืองแนวนอน 3 ตัว ซึ่งต่างจากขั้วไฟ C13 ที่เป็นหมุดแนวตั้ง ตัวสายมีความหนาเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการนำกระแสไฟปริมาณมากอย่างปลอดภัย ต้องใช้งานร่วมกับเต้ารับตัวผู้ประเภท C20 เสมอ สำหรับการใช้งานแนะนำให้ต่อ Clef PowerBRIDGE-dcX เป็นต้นทางจากปลั๊กไฟบ้าน แล้วค่อยนำระบบอื่นมาต่อกับ PowerBRIDGE-dcX โดยตัวเครื่องจะมีช่องต่อปลั๊กไฟ AC มาตรฐานสูงให้สองช่องด้วยกัน Preview จากการทดสอบใช้งานโดยทั่วไป ผลลัพธ์ที่ได้นั้นผมต้องเรียนก่อนว่ามันไม่ใช่อุปกรณ์ที่ฟังแล้วว้าว โอ้โห โน่นนี่นั่น แต่เป็นอุปกรณ์ที่ต้องฟังกันอย่างละเมียดละไมทีเดียว และมันจะได้ผลสูงก็ต่อเมื่อซิสเต็มของคุณมีคุณภาพพอสมควรและอ่อนไหวต่อสิ่งเร้าจากไฟดีซีที่รั่วไหลเข้าไปอยู่ในระบบไฟเอซี ดังนั้นแต่ละห้องแต่ละบ้านอาจจะได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับต้นทางไฟนั้นวางระบบไว้อย่างไร และมีการใช้งานเครื่องไฟฟ้าอื่นๆ ผสมปนเปอยู่ในไลน์ไฟเดียวกันหรือไม่ สิ่งที่ผมพบในการใช้งาน Clef PowerBRIDGE-dcX คือจุดเด่นเรื่อง “พื้นเสียงที่สงัด” ทำให้ได้ยินรายละเอียดปลายเสียงของเครื่องดนตรีมีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการใช้กับเครื่องเสียงหลอดสุญญากาศ ซึ่งมีหม้อแปลงขนาดใหญ่ ปัญหาหม้อแปลงมีการสั่นครางที่มักเกิดจากแรงดันไฟ DC ที่ปนมากับไฟบ้าน AC จนหม้อแปลงเกิดอาการอิ่มตัวนั้นลดลงอย่างเห็นผล และถ้าเปรียบเทียบระหว่างการใช้งานกับแอมปลิไฟล์ประเภทคลาส D และแอมป์อนาล็อกคลาส AB โดยทั่วไป เราจะพบได้ว่าให้ผลดีกับแอมป์คลาส D แนวดิจิตอลแอมป์มากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องของรายละเอียดระหว่างช่องไฟดนตรีดูจะให้ความสงัด และสะอาดน่าชื่นใจเลยทีเดียวครับ อีกทั้งเป็นอุปกรณ์ที่น่าใช้และมีราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าเราอย่างยิ่ง สรุปก็คือ เสียงที่อาจเคยรู้สึกอั้นๆ ในซิสเต็มดั้งเดิมของคุณ หรือขาดความชัดเจนของมิติเสียงและความกว้างลึกของเวทีดนตรี สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไปค่อนข้างชัดเจนเมื่อใช้ Clef PowerBRIDGE-dcX นอกจากนั้นแล้วก็คือเรื่องของน้ำหนักเสียงสามารถสัมผัสพลังของแอมปลิไฟร์ได้มากขึ้น มวลเสียงมีความสะอาดเป็นธรรมชาติ สิ่งที่สำคัญก็คือเครื่องมือชิ้นนี้จะไม่มีการบิดเบือนหรือปรุงแต่งโทนเสียงเดิมของซิสเต็มให้ผิดแผกไปจากเดิม นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าน่าประทับใจครับ เหมาะกับเครื่องเสียงชุดระดับมิดเอ็นด์ขึ้นไป ซึ่งมันจะช่วยทำให้เครื่องเสียงของคุณแสดงผลของรายละเอียดเสียงมากยิ่งขึ้น รวมถึงมั่นในได้ว่าไม่ถูกบดบังด้วยการรบกวนที่เราคาดไม่ถึงต่างๆ ที่แอบแฝงอยู่ การตัดสินใจจะเลือกใช้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการอัปเกรดแบบง่ายที่สุดในระบบเครื่องเสียงหรือเปล่า? ซึ่ง Clef PowerBRIDGE-dcX จะช่วยให้การถ่ายทอดเสียงดนตรีจากการบันทึกมาของสตูดิโอได้ด้วยพื้นเสียงที่สงัด สมจริง รายละเอียดครบถ้วน สะอาดและตรงไปตรงมามากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนครับ Clef PowerBRIDGE-dcX ราคา 8,900.- บาท สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจาก Clef Audio Co., Ltd. โทร. 0-2932-5981 หรือร้านตัวแทนจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำโดยทั่วไป
HEGEL H150 สตรีมมิ่งแอมป์ระดับไฮเอนด์ หากพูดถึงเครื่องเสียงจากนอร์เวย์ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการไฮไฟ ชื่อของ HEGEL Music Systems คือหนึ่งในแบรนด์ที่นักฟังเพลงทั่วโลกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ด้วยปรัชญาการออกแบบที่เรียบง่ายแต่จริงจังว่า “เสียงที่ดีที่สุด คือเสียงที่คุณลืมว่าเครื่องเสียงกำลังทำงานอยู่” เรื่องราวของ HEGEL เริ่มขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เมื่อ Bent Holter ศึกษาด้านวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศนอร์เวย์ ในเวลานั้นเขาหลงใหลทั้งดนตรีและเครื่องเสียง แต่พบว่าแอมปลิไฟเออร์จำนวนมากให้เสียงที่มีความเพี้ยน แม้ตัวเลขการวัดจะดูดีแล้วก็ตาม เขาจึงเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการลดความเพี้ยนของวงจรขยายเสียง โดยพัฒนาแนวคิดใหม่ที่ต่อมากลายเป็นเทคโนโลยีอันโด่งดังของ HEGEL นั่นคือ SoundEngine Technology หลังจากงานวิจัยประสบความสำเร็จ Bent Holter จึงก่อตั้งบริษัท HEGEL Music Systems อย่างเป็นทางการในปี 1988 ทำไมจึงชื่อ “HEGEL” อาจมีคนสงสัย เพราะชื่อ HEGEL ไม่ได้มาจากเครื่องเสียง ซึ่งคุณเบน โฮลเตอร์ ผู้ก่อตั้ง อธิบายว่ามาจากชื่อของวงดนตรี The Hegel Brand สมัยที่เขาเป็นนักศึกษา และจุดเริ่มต้นของเครื่องเสียงก็มาจากการสร้างแอมป์ขยายเสียงดนตรีสำหรับวงดนตรี ที่พวกเขาตั้งขึ้นมานั่นเอง จุดเปลี่ยนสำคัญคือ SoundEngine Technology เนื่องด้วยปัญหาหลักของแอมปลิไฟเออร์คือเมื่อขยายสัญญาณมากขึ้น ย่อมเกิดความเพี้ยน (Distortion) โดยเฉพาะเมื่อโหลดของลำโพงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา Bent Holter จึงพัฒนาเทคโนโลยี SoundEngine ขึ้นมาแก้ไขความไม่เสถียรตรงนี้จากรูปแบบการป้อนด้วย “วงจรป้อนกลับ” แบบเก่า SoundEngine ทำงานคล้ายระบบตรวจจับและกำจัดความเพี้ยนแบบเรียลไทม์ แตกต่างจาก Negative Feedback แบบดั้งเดิม ผลที่ได้คือเสียงสะอาด รายละเอียดสูง Dynamic ดี เวทีเสียงนิ่ง ลดความแข็งกระด้างของเสียงได้อย่างดีเยี่ยม เทคโนโลยีนี้กลายเป็นหัวใจของ HEGEL จนถึงปัจจุบัน โดยพัฒนามาจนถึง SoundEngine 2 Bent Holter เคยกล่าวไว้ในทำนองว่า “เราไม่ได้ออกแบบเครื่องเสียงให้ฟังดูน่าประทับใจในห้องโชว์ แต่เราอยากให้คุณฟังเพลงต่อไปอีกหลายชั่วโมง” จึงทำให้ HEGEL มีบุคลิกเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไม่เน้นสีสันหรือการปรุงแต่งมากเกินไป จากแอมปลิไฟร์สู่ระบบดิจิทัล แม้จะเริ่มต้นจากอินทิเกรตแอมป์ HEGEL ก็พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทั้ง Integrated Amplifier, Preamplifier, Power Amplifier, DAC และ Music Streamer โดยเฉพาะรุ่นหลังๆ มีภาค DAC และระบบสตรีมมิ่งในตัว รองรับการใช้งานร่วมกับบริการเพลงออนไลน์และระบบเครือข่ายสมัยใหม่ จุดเด่นของ HEGEL คือการถ่ายทอดเสียงอย่างเป็นกลาง (Neutral) มีกำลังขับสูง ควบคุมลำโพงได้ดี อีกทั้งมีค่า Damping Factor สูงมาก ช่วยให้เสียงเบสกระชับและแม่นยำ วงจรภาค DAC มีคุณภาพสูง ใช้งานง่ายและเชื่อถือได้ ฟังได้นานโดยไม่ล้าหูจึงเข้ากันได้ดีกับลำโพงหลากหลายแบรนด์ ตั้งแต่ลำโพงมอนิเตอร์ขนาดเล็กไปจนถึงลำโพงวางพื้นขนาดใหญ่ เทคโนโลยีไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเพียงเครื่องมือในการนำผู้ฟังเข้าใกล้ดนตรีมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ HEGEL จึงไม่เน้นการสร้างบุคลิกเสียงที่ฉูดฉาด หากมุ่งสร้างเครื่องเสียงที่ทำหน้าที่เป็น “หน้าต่างใส” เปิดให้ผู้ฟังสัมผัสการบันทึกเสียงอย่างซื่อสัตย์ที่สุด สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเสียงเป็นธรรมชาติ รายละเอียดครบถ้วน และฟังเพลงได้ต่อเนื่องยาวนานโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า นี่คือเหตุผลที่ HEGEL ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องเสียงไฮเอนด์ที่สะท้อนปรัชญา “วิศวกรรมเพื่อรับใช้ดนตรี” ได้อย่างแท้จริง HEGEL H150 หรือที่รู้จักกันในฉายา Prodigy เป็นแอมป์สตรีมมิ่งแบบบูรณาการ (Streaming Integrated Amplifier) รุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์เครื่องเสียงไฮเอนด์สัญชาตินอร์เวย์ โดดเด่นด้วยกำลังขับ 75 วัตต์ต่อแชนแนลที่ 8 โอห์ม ผสานเทคโนโลยีวงจรขยาย SoundEngine 2 อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ จุดเด่นหลักของ HEGEL H150 โครงสร้างเครื่องที่ดูคลาสสิก แข็งแรง เรียบง่าย วงจรขยายที่ให้กำลังสำรองสูง (High Damping Factor) มีค่า Damping Factor สูงถึง 2000 ทำให้ควบคุมการทำงานของลำโพงได้อย่างแม่นยำและสามารถขับลำโพงที่มีโหลดต่ำระดับ 2 โอห์มได้อย่างไร้ปัญหา ประการต่อมา ทาง HEGEL บรรจุแพลตฟอร์มการสตรีมขั้นสูงไว้ภายในครบถ้วน เพื่อรองรับการสตรีมมิ่งเต็มรูปแบบ ทั้ง Spotify Connect, Tidal Connect, Qobuz Connect, Google Cast, Apple AirPlay และ UPnP มีภาค Phono ในตัว แม้จะเป็นรุ่นระดับเริ่มต้น แต่ก็มีภาคขยายสัญญาณสำหรับแผ่นเสียงแบบ Moving Magnet (MM) มาให้ในตัวที่ดีเยี่ยม และได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก มีช่องเชื่อมต่อครบครัน รองรับทั้งดิจิทัลอินพุต (Optical, Coaxial, USB-B) และอนาล็อก (Balanced XLR, Unbalanced RCA) รวมถึงรองรับการเล่นไฟล์เพลงโดยตรงจากแฟลชไดรฟ์ผ่านช่อง USB-A เป็นครั้งแรกของแบรนด์ ในปัจจุบันเราพบว่า การรวมภาค DAC เข้าไว้ในอินทิเกรเต็ดแอมป์นั้นแทบจะเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตอินทิเกรเต็ดแอมป์ทั่วไปต้องทำ แต่น้อยคนจะทราบว่า HEGEL Music Systems ได้รวม DAC ไว้ในอินทิเกรเต็ดแอมป์ของพวกเขา มานานกว่าทศวรรษแล้ว ไม่ใช่แค่เป็นตัวเลือกเสริมหรือเฉพาะในบางรุ่น แต่เกือบทุกรุ่นที่พวกเขาออกแบบมา ล่าสุด HEGEL ได้เปิดตัวแอมป์ออลอินวันรุ่นใหม่ ที่มีฟังก์ชันการสตรีมมิ่งผ่านอีเธอร์เน็ต และแตกต่างจากผู้ผลิตบางราย พวกเขาได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาต่อยอด แทนที่จะเปลี่ยนแปลงการออกแบบวงจรหรือแม้แต่รูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่เคยใช้งาน HEGEL คงแยกความแตกต่างระหว่าง H150 รุ่นใหม่กับ H120 ได้ยาก หากดูจากรูปลักษณ์ภายนอก การจัดวางตัวอักษรขนาดใหญ่ที่อ่านง่ายบนจอแสดงผลของ H150 นั้น มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เช่นเดียวกับช่องระบายอากาศบนแผงเครื่องด้านบน แต่โดยรวมการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ภายในวงจรเครื่องครับ การดีไซน์ทรงเส้นโค้งเล็กน้อยทำให้ดูดี เสริมด้วยความแบนบางพอประมาณ แต่ยังคงให้ความรู้สึกที่แข็งแรงทนทาน ตัวเครื่องมีดีไซน์ที่ดูเรียบสะอาดทันสมัยและคลาสสิกไปพร้อมๆ กัน ขอบและมุมที่โค้งมนเล็กน้อย มีปุ่มหมุนขนาดใหญ่ แค่เพียง 2 ปุ่ม หนึ่งใช้เลือกแหล่งโปรแกรม อีกหนึ่งสำหรับปรับระดับโวลุ่ม แผ่นเพลทหน้าตัวเครื่องที่นูนเล็กน้อย มีจอแสดงผล OLED ตรงกลางที่มีความคมชัดสูง พร้อมช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐานสตูดิโอ ¼ นิ้ว อยู่ถัดจากปุ่มโวลุ่มควบคุมระดับเสียง HEGEL H150 จัดการกับแรงสั่นสะเทือนไวเบรชั่นทั้งจากภายนอกและภายในด้วยปุ่มยางขนาดใหญ่รองใต้เครื่อง 3 ตำแหน่ง ที่ให้ผลดีมาก โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ HEGEL H150 มีรีโมตคอนโทรลไร้สายขนาดย่อมมาให้ด้วย ระบบเมนูที่เข้าถึงได้ผ่านรีโมท ช่วยให้ควบคุมโหมดในการหยุดพักเครื่อง เลือกอินพุตดิจิทัลอัตโนมัติ และฟังก์ชั่นรีเซ็ตเป็นค่าจากโรงงาน ปุ่มเปิด/ปิดเครื่องที่อยู่ตรงกลางด้านหน้าของแผ่นล่าง เช่นเดียวกับแอมป์ HEGEL รุ่นอื่นๆ ความน่าสนใจก็คือ ด้านหลังเครื่องมีอินพุตดิจิทัลหลายช่อง รวมถึงอินพุตออพติคอล S/PDIF (TosLink) สองช่อง และอินพุตโคแอกเชียล S/PDIF (RCA) หนึ่งช่อง, USB-A สำหรับจัดเก็บข้อมูลภายในเครื่อง, USB-B สำหรับคอมพิวเตอร์ และ RJ45 อีเธอร์เน็ตหนึ่งช่อง นอกจากนี้ยังมีอินพุตอนาล็อก XLR และ RCA อย่างละคู่ มีเอาต์พุต RCA แบบปรับได้ และเอาต์พุตโคแอกเชียล S/PDIF (RCA) พร้อมด้วยอินพุต RCA และจุดต่อสายดินสำหรับภาคขยายสัญญาณเสียงโฟโนแบบ MM ขั้วต่อลำโพงคุณภาพสูงหนึ่งชุดและช่องเสียบไฟ IEC มาตรฐาน ตัวเครื่อง H150 มีขนาด 3.9 นิ้ว (สูง) × 17 นิ้ว (กว้าง) × 13.8 นิ้ว (ลึก) และหนัก 21.4 ปอนด์ นับว่าออกแบบได้กะทัดรัด แต่น้ำหนักเอาเรื่องเลยทีเดียว การสนองตอบด้านอินพุต S/PDIF แบบออพติคอลจะจำกัดบิตเรตอยู่ที่ 24 บิต/96kHz แต่การเชื่อมต่อ USB-B สำหรับคอมพิวเตอร์, USB-A สำหรับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายในเครื่อง, S/PDIF แบบโคแอกเซียล และการเชื่อมต่อเครือข่ายรองรับ PCM ให้ได้สูงสุดถึง 24/192 kHz สิ่งที่ผมต้องทำเป็นอันดับแรกก่อนใช้งานเครื่องคือ โหลดแอป HEGEL Control มาใช้งาน เพราะในการทำงานระบบอนาล็อก อาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งแอป แต่ถ้าต้องการเล่นระบบดิจิตอลสตรีมมิ่ง ก็ต้องโหลดแอปมาใช้งานควบคู่กับแอมป์ H150 ซึ่งแอปสามารถใช้กับ iOS และ Android ได้สะดวก และจากการอัพเฟิร์มแวร์ HEGEL Control เมื่อ 15 ธันวาคม ปี 2025 เป็นต้นมา ทำให้นอกจากการรองรับ Apple AirPlay, Google Cast, Qobuz Connect, Spotify Connect, Tidal Connect และ UPnP/DLNA แล้ว ก็จะเพิ่มการรองรับวิทยุอินเทอร์เน็ตและพอดแคสต์ Airable และ Roon Ready ด้วย Test Report ผมแปลกใจไม่น้อยที่เห็นรูปทรงสวยงามแบบขรึมๆ ของ HEGEL H150 ที่ออกจะดูแบนบางสวยงาม ไม่หนาเทอะทะ แต่ให้กำลังขับได้ถึง 75 วัตต์ต่อข้างแบบ Class AB โดยมีทีเด็ดที่ไม่เหมือนใครคือใช้เทคโนโลยี SoundEngine 2 ของ HEGEL ที่สามารถขับโหลดขั้นต่ำได้ถึง 2 โอห์ม และค่า Damping Factor มากกว่า 2000 ทางสเป็คฯ ยังมีอัตราส่วนสัญญาณต่อเสียงรบกวน มากกว่า 100dB, Crosstalk น้อยกว่า -100dB และความผิดเพี้ยนฮาร์โมนิกน้อยกว่า 0.01% ด้วยรูปทรงหน้าตาอาจจะคล้าย H120 แต่ H150 มีการปรับปรุงภาค DAC ใหม่ทั้งหมด รวมถึงหัวใจหลักคือภาคจ่ายไฟ การวางเลย์เอาต์กำหนดเส้นทางสัญญาณภายใน รวมถึงระบบการป้องกันต่างๆ มีการอัพเกรดที่ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น เป็นแอมป์ที่สนองตอบทั้งสตรีมมิ่ง และการเล่นแบบอนาล็อกแผ่นเสียงได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะภาคปรีแอมป์โฟโน MM นับว่าให้เสียงดีเยี่ยมมากๆ ชนิดที่ผมเองยังงง ว่าเสียงดีกว่าเครื่องปรีโฟโนแบบแยกชิ้นหลายเครื่องเสียอีกครับ อาจจะดูแปลกสักหน่อยที่ HEGEL H150 ซ่อนปุ่มปิด-เปิดอยู่ด้านใต้ฐานเครื่อง (ด้านหน้า) และระบบจะมีการตัดเข้าสู่โหมด Standby เมื่อไม่มีสัญญาณอินพุตป้อนเข้ามาเกิน 30 นาที โดยประมาณ ผมอาจจะเล่นระบบสตรีมมิ่งแบบเบสิก ไม่ได้มีความสลับซับซ้อน ดังนั้น HEGEL H150 จึงเหมาะสมมาก ถ้าความเบสิกที่เสียงดีสุดยอดคือสิ่งที่ปรารถนา นี่คือคำตอบอันแท้จริงครับ ด้วยการต่อสาย LAN ตรงจากเร้าเตอร์ ไม่ได้ผ่านอุปกรณ์เสริมใดๆ ให้เครื่องได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างตรงไปตรงมา ส่วนท่านใดจะใช้ผ่านเครือข่ายของบ้านที่มี Roon ก็จะตรวจพบ H150 เป็นอุปกรณ์เอาต์พุตผ่าน Chromecast และ AirPlay 2 ได้โดยง่าย รวมถึงบางคนมีไฟล์เพลงที่จะเล่นแบบรายละเอียดสูงผ่าน DAC ของ H150 ก็เชื่อมต่อพอร์ต USB-B เข้ากับพีซี เพื่อตรวจสอบและใช้งานได้ สำหรับการทดสอบของผมเน้นไปที่คุณภาพเสียงจากวิทยุอินเตอร์เน็ต การฟังเพลงสตรีมมิ่งจากผู้ให้บริการหลักทั้ง TIDAL และ Spotify การฟังเพลงจากเครื่องเล่น SACD และแน่นอนดื่มด่ำไปกับการฟังแผ่นเสียงจากคอลเล็กชั่น กันแบบเพลิดเพลินจริงๆ บางช่วงเวลาที่ผมพักผ่อน ก็ได้อาศัยเพลง ข่าวสาร จากวิทยุอินเตอร์เน็ต ฟังผ่านทางช่องหูฟังมาตรฐานด้วย ให้เสียงที่น่าประทับใจมากมายสำหรับช่วงเวลาที่ดีๆ เป็นภาคขยายเฮดโฟนที่จัดว่า เข้าขั้นเที่ยงตรงดุจเสียงจากสตูดิโอเลยครับ ลำโพงที่ผมจัดมาทดสอบ มีทั้งหมด 3 คู่ คือ Revival Audio Atalante 4 ระบบตั้งพื้น, ลำโพง Harbeth SHL5 plus XD2 และ Rogers LS3/5A & AB3a SUB ปรากฏว่าลำโพงเหล่านี้ถูก HEGEL H150 ขับเสียงได้เต็มศักยภาพปลอดโปร่ง เหมือนเอาแอมป์ระดับไฮเอนด์ 150-200 วัตต์ต่อข้างขับ นับว่าน่าทึ่งมาก เสียงที่ต่อเนื่องไหลลื่น สะอาด ทรงพลัง ผมยอมรับว่าหลายปีมาแล้วไม่เคยได้ฟังแอมป์กำลังขับ 75 วัตต์ ให้พลังเสียงเยี่ยม มีความเป็นดนตรีธรรมชาติ ขนาดนี้มาก่อนเลย เครื่องเล่น Denon DCD 2500NE SACD เครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C588 รุ่นท็อป และใช้หูฟัง NAD VISO และ MDR-CD900ST (Studio Headphone) เป็นองค์ประกอบที่ใช้งานร่วมกันตลอดการทดสอบครั้งนี้ อยากให้คำจำกัดความว่า “สตรีมมิ่งที่ดีเยี่ยมในเครื่องแอมป์ที่แสนเรียบง่าย” มีทุกอย่างครบครันในการสนองตอบคุณภาพเสียงจากเพลงหลากประเภท ผมเพลินอยู่กับอัลบั้ม Jazz at the Pawnshop ที่ฟังย้อนกลับไปมาหลายเที่ยว กินเวลาไปครึ่งวันเลย เหมือนเราจมลึกลงไปในวันเวลาในแจ๊สผับที่น่าหลงใหล เสียงของ H150 สะอาดสะอ้าน ละเมียดละไม แทบจะพูดได้ว่าเพลงที่ผ่านมาเหมือนอยู่ในสถานที่จริง เก็บบรรยากาศมาครบถ้วนครับ แน่นอนว่าการทดสอบ เพลงจากค่ายเทลาร์ค ก็ถือว่าพลาดไม่ได้ Ein Straussfest อัลบั้มนี้พิสูจน์ได้หลายอย่าง ผมฟังจากเพลง Blue Danube Waltz, Champagne Polka และอื่นๆ เราจะพบได้อย่างหนึ่งคือไดนามิคเร้นจ์เสียงของ HEGEL H150 ทำได้ยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมายจริงๆ ผมไม่แปลกใจแล้วละครับที่มีนักเล่นชื่นชมแอมป์หน้าตาเรียบๆ อย่าง HEGEL และแนะนำว่า ผมต้องหาโอกาสฟังให้ได้ ครั้งนี้นับว่าได้เรียนรู้ แอมป์ที่ดีจะไม่บ่งบอกเลยว่าตัวเองต้องเป็นอะไร คลาส A คลาส AB แอมป์หลอด หรือทรานซิสเตอร์ เพราะระบบวงจร SoundEngine 2 ของ H150 พาเราก้าวข้ามไปทั้งหมด คือให้ฟังความจริง และทุกสิ่งของดนตรี ผมขอบอกได้ว่าพลังไดนามิคและฮาร์โมนิคของแอมป์รุ่นนี้สวยงามมากครับ ไม่มีอะไรที่เกิน หรือขาดไปจากความจริง เมื่อฟังจากแผ่นซีดีและ SACD หลายอัลบั้ม โดยเฉพาะแผ่นของ Sheffield LAB และ GRP group ชื่นชอบพลังเสียง ความงามหมดจดของย่านความถี่ และเสียงที่ละเมียดละไมทั้งในความแผ่วเบาและความพั้นช์ที่แรงๆ ในบางช่วงของดนตรี ให้เสียงที่สม่ำเสมอกัน เสียงที่หนักหน่วง ก่อนแผ่วเบาหายไป ให้บรรยากาศที่เป็นธรรมชาติต่อเนื่องกันชนิดท่วมท้น (Mountain Dance : Dave Grusin) บางช่วงเวลาที่เครื่องดนตรีแนวบิ๊กแบนด์ต้องการพลัง ระบบขยายก็จะมาแบบเต็มอิ่ม หรือบางครั้งเครื่องเป่าที่แสดงพลังดุดันแต่ก็ลึกซึ้งและน่าพึงพอใจ ฟังดูนุ่มนวลและงดงาม เรียกว่าภาคขยายทำหน้าที่เที่ยงตรงทุกลีลาดนตรีเลยทีเดียว ไม่ว่าช่วงนั้นๆ ศิลปินจะแสดงความพลิกผันของอารมณ์ร่วมขนาดใด HEGEL H150 ให้เสียงเป็นธรรมชาติมาก สามารถดึงความรู้สึกของเราเข้าไปในส่วนลึกของอารมณ์ดนตรีได้อย่างง่ายดาย อัลบั้ม Let it go โดย Clair Marlo เป็นหนึ่งในการทดสอบที่ทำให้ผู้ฟังเข้าถึงดนตรีได้อย่างลึกล้ำ ทั้งการฟังจากแผ่นซีดี สตรีมมิ่ง TIDAL และเปรียบเทียบกับแผ่นเสียงที่ผมมีอยู่ มันใกล้กันมาก แม้บุคลิกแผ่นเสียงจากภาคปรีโฟโนอาจจะดูอ่อนช้อยสวยงามกว่า แต่ทั้งหมดนี้คือความงามที่ไร้ที่ติด้วยกันทั้งสิ้น H150 ทำให้ทุกอย่างเหมือนมาจากแหล่งเดียวกัน อาจจะต่างกันเล็กน้อยเท่านั้นที่บุคลิกเนื้อเสียง ผมยอมรับว่าทึ่งกับภาคปรีโฟโนของ HEGEL H150 ครับ เป็นการออกแบบที่ยอดเยี่ยมชนิดที่ว่า สามารถแยกเอาภาคปรีโฟโนภายในนี้ ออกมาวางจำหน่ายเป็นเครื่องโฟโนสเตจสแตนด์อะโลนได้เลย คุณภาพเสียงถือว่าเกินราคาไปมากทีเดียว ความดีงามของภาค Phono เป็นเหตุผลให้ผมต้องค้นเอาแผ่นจากคอลเล็กชั่นมาทดสอบมากมายหลายแผ่น ทั้งแผ่นยุคเก่าและยุคใหม่ แผ่นไวนีลเพลงไทย สากล เพลงจีน เรียกว่ามีเท่าไรเอาออกมาฟังติดๆ กันถึง 3 วัน 4 คืนเลยทีเดียว ตัวอย่างที่โดดเด่นมากคือ อัลบั้มไวนีลเพลงร็อคที่บันทึกมาแต่ยุคเดิม อย่าง I Robot โดย The Alan Parsons Project เมื่อปี 1977 ได้ความอิ่มแน่น เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ และค่อยๆ ไล่เรียงระดับความดังแบบแผ่วเบาไปจนถึงพีคสุด ที่ H150 ทำได้นิ่ง สมจริง ถ่ายทอดราวกับเสียงที่มาจากสตูดิโอครบถ้วนมาก พิสูจน์คำว่าไดนามิคเร้นจ์ที่ดีจากภาคขยาย ต้องเป็นแบบนี้ครับ เสียงที่ดีเยี่ยมของภาคโฟโนในแอมป์เครื่องนี้ ทำให้ผมฟังทดสอบไปหลายอัลบั้ม แบบนับกันไม่ถ้วน รวมๆ น่าจะเกินสามสิบแผ่น ทั้งเพลงไทยเพราะๆ อย่างเช่น ฤดีเดียวของ โจ โปสเตอร์ HEGEL H150 ทำให้เรารู้สึกว่ามีความต่างจากแอมป์ทั่วไปคือ เป็นเสียงที่ดึงดูด ทำให้เราเข้าไปใกล้ชิดเสียงร้องและดนตรีกว่าแอมป์อื่นๆ ทั้งเก็บรายละเอียดระยิบระยับครบถ้วน ส่งผ่านความละมุนละไม เข้าถึงง่ายด้วยเสียงอิ่มเอิบและพลังเต็มที่ เป็นแอมป์ที่ฟังทั้งวันได้โดยไม่เครียดจริงๆ ครับ ในที่สุดผมต้องมาปิดงานด้วยแผ่นไวนีลที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ What's New: Linda Ronstadt แผ่นต้นฉบับของปี 1983 อันเป็นปรากฏการณ์สำคัญของศิลปินนักร้องท่านนี้ ครั้งแรกของการขับร้องโดยมีวงดนตรีออเคสตร้าแบ็คอัพที่อิ่มละมุนเป็นธรรมชาติ สวยงาม ชวนฝัน เพลงที่จะบ่งบอกได้ถึงความไพเราะสุดยอดและแสดงศักยภาพของภาคขยายแอมปลิไฟร์ ว่าโดดเด่นถึงขั้นใด และก็เป็นไปดังคาด งดงามจนบรรยายเป็นตัวอักษรแทบไม่ถูกเลยครับ โดยสรุป HEGEL H150 มีความพิเศษที่แตกต่างก็คือ ไม่ว่าจะใช้ขับลำโพงคู่ใด ก็จะได้เวทีเสียงกว้าง ลึก และแม่นยำ เวทีเสียงกว้างเลยขอบลำโพง มีมิติด้านลึกชัดเจน ให้ตำแหน่งนักดนตรีนิ่งและแม่นยำ ในหลายอัลบั้มเสียงเปียโนและไวโอลินโดดเด่นบนพื้นหลังที่เงียบสงัดอย่างน่าประทับใจ ที่สำคัญคือให้เบสกระชับมากๆ ควบคุมลำโพงได้ยอดเยี่ยม เพราะจุดแข็งของ HEGEL ซึ่งเป็นมาโดยตลอดคือการควบคุมลำโพง แม้ใช้กับลำโพงที่ขับยากก็ยังควบคุมได้ดี เสียงร้องเป็นธรรมชาติผ่อนคลายและมีชีวิตชีวา แม้จะฟังจากสตรีมมิ่ง แต่ก็มีเนื้อเสียงถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี ไม่บาง และไม่หวานเกินจริง โปร่ง สะอาด นิ่ง เป็นธรรมชาติ นุ่มนวล และควบคุมทุกอย่างได้อย่างมั่นใจ H150 แอมปลิไฟร์ที่จะปล่อยให้บุคลิกของลำโพงและคุณภาพของการบันทึกเสียงได้แสดงตัวตนอย่างเต็มที่ HEGEL H150 น่าจะเป็นผลงานการออกแบบแอมปลิไฟร์ที่ดีเลิศชนิดไร้ที่ติครั้งหนึ่งของอุตสาหกรรมเครื่องเสียงเพื่อออดิโอไฟล์ จริงอยู่มันไม่ใช่แอมป์ราคาถูกๆ ทั่วไป แต่ถ้านับรวมเอาคุณค่าในภาคขยายที่ดีเยี่ยมระดับไฮเอนด์ การสนองตอบวิทยุอินเตอร์เน็ตที่นุ่มละมุน ภาคสตรีมมิ่งที่ราบรื่นสวยงาม ภาคปรีโฟโนมีความเป็นดนตรีธรรมชาติทุกกระเบียดนิ้ว ทุกอย่างครบอยู่ในเครื่องเดียว เป็นความคุ้มค่าในระดับไฮเอนด์ แบบที่คุณจะหาจากที่อื่นไม่ได้ในราคานี้จริงๆ ครับ HEGEL H150 ราคา 109,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DISCOVERY HIFI โทร. 085 517 8292
Clef Audio Ground ZERO II เพื่อการรังสรรค์ความสะอาดบริสุทธิ์ของเสียง อุปกรณ์เสริมอีกชิ้นหนึ่งสำหรับระบบเครื่องเสียงที่ทาง Clef Audio ได้นำเสนอไว้มาตั้งแต่ปี 2016 หรือเมื่อสิบปีที่แล้ว ได้รับความนิยมทั้งจากในและนอกประเทศ อาทิ ฮ่องกง สิงค์โปร์ ไต้หวัน และล่าสุดจากนักเล่นประเทศอังกฤษ จนเมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับรางวัลห้าดาว จากนิตยสาร HiFi Choice เมื่อปลายปี 2025 แม้ว่าจะมีคุณภาพที่ดีมาก แต่ทางทีมงานออกแบบ ยังเชื่อว่าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีก จึงเป็นที่มาของ GroundZERO MK II ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงขึ้นไปอีกระดับ การลดการรบกวนที่สามารถหลุดรอดมาในระบบเสียง อันเนื่องจากระบบกราวนด์ เป็นปัญหาประการหนึ่งซึ่งนักเล่นเครื่องเสียงพบกันอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าจะมีความเอาใจใส่ ให้ความสำคัญ และเข้าใจถึงรูปแบบวิธีการที่จะขจัดมันได้ดีหรือไม่ บางครั้งด้วยเหตุที่อุปกรณ์ซึ่งนำออกมาจำหน่ายโดยผู้ผลิตต่างประเทศจะมีราคาสูงมาก ทำให้ความรู้สึกของนักเล่น มองว่าไม่จำเป็นหรือไม่คุ้มค่า แต่ในความเป็นจริงทางปฏิบัติ การจัดการระบบกราวนด์มีผลต่อคุณภาพเสียงมาก สังเกตได้ว่าระยะนี้นักเล่นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์หันมาสนใจเรื่องนี้กันอย่างมากเป็นพิเศษ สำหรับ GroundZERO MK II ของ Clef Audio อาจจะเป็นตัวตอบโจทย์ที่ดี เพราะในแง่คุณภาพและราคาตั้งแต่รุ่นแรกที่ผมเคยทดลองมาแล้ว มาจนถึงรุ่น MK II นับว่าให้ผลได้คุ้มค่าน่าทึ่งเลยทีเดียว GroundZERO MK II ที่มีลักษณะกล่องทรงกระบอกนี้ โดยหลักการโดยทั่วไปจะทำการลด Noise ในระบบกราวนด์ ด้วยการนำอุปกรณ์ไปเสียบต่อเข้ากับช่อง RCA ที่ว่างอยู่นั้น ก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายไม่ยุ่งยากซับซ้อน และไม่ต้องใช้ไฟเลี้ยงครับ หลักการพื้นฐานสำหรับช่อง RCA ที่ไม่ได้ใช้งานในเครื่องเสียง ส่วนมากจะยังคงเชื่อมต่อกับกราวนด์สัญญาณ (Signal Ground) ของวงจรอยู่ตลอดเวลา ซึ่ง Noise ที่เกิดขึ้นในระบบที่จะสามารถหลุดรอดมาทางกราวนด์ได้ เช่น RF Noise หรือคลื่นวิทยุความถี่สูง การรบกวนโดย EMI จากสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย ไม่เว้นกระทั่งดิจิทัลน้อยซ์ที่มากับ DAC และ Network Streamer มันคือกระแสรบกวนที่ไหลวนในกราวนด์นั่นเอง หลายคนคงสงสัยว่าอุปกรณ์ GroundZERO MK II ทำงานอย่างไร ทั้งที่ไม่ได้ต่อเข้ากับสัญญาณดนตรีโดยตรง คำอธิบายง่ายๆ คือ ภายในเครื่องเสียงไม่ได้มีเพียงสัญญาณดนตรีเท่านั้น แต่ยังมีสัญญาณรบกวนหรือ Noise ความถี่สูงจากวงจรดิจิทัล ระบบสตรีมมิ่ง เครือข่าย และแหล่งจ่ายไฟสวิตชิ่งปะปนอยู่บนกราวนด์ของระบบด้วย ซึ่ง GroundZERO MK II ได้ทำหน้าที่เป็น Ground Box ที่เสมือน "ที่พัก" หรือ "ทางระบาย” ให้สัญญาณรบกวนเหล่านี้ไหลออกจากกราวนด์หลักของเครื่องเสียง โดยอาศัยวัสดุพิเศษภายใน เช่น คาร์บอน แร่ธรรมชาติ หรือวัสดุดูดซับคลื่น RF จึงช่วยลดการสะสมของ Noise ในระบบได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อ Noise ลดลง ผู้ฟังจำนวนมากจึงรับรู้ได้ว่า พื้นเสียงมีความสงัดมากขึ้น ปรากฏซึ่งรายละเอียดเสียงเล็กๆ ชัดขึ้น และมิติเสียงเปิดโล่งขึ้น อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ประเภทนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสายดินโดยตรง และไม่ได้ให้ผลเท่ากันทุกในระบบ หากระบบเดิมมี Noise ต่ำอยู่แล้ว ความแตกต่างอาจมีไม่มาก แต่ในระบบเครื่องเสียงที่มีอุปกรณ์ดิจิทัลและสตรีมมิ่งหลายชิ้น มักจะเห็นผลได้ชัดเจนกว่าอย่างน่าแปลกใจเลยทีเดียว อาจกล่าวได้ว่า GroundZERO MK II อาจไม่ได้ทำให้สัญญาณเพลงดีขึ้นโดยตรง แต่ช่วยจัดการสภาพแวดล้อมทางไฟฟ้ารอบๆ สัญญาณเพลงให้สะอาดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้อุปกรณ์ประเภทนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นในวงการเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ปัจจุบัน และในตลาดอุปกรณ์ดังกล่าว Clef Audio เป็นสินค้าไทยที่ได้รับความยอมรับสูง และแพร่ขยายออกไปถึงนักเล่นต่างประเทศด้วย ผมต้องเรียนก่อนนะครับว่า ระบบ Ground Box นั้นไม่ได้ทำหน้าที่ “กำจัด” Noise ตรงๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเส้นทางการกระจายของ Noise ดังนั้นผลลัพธ์จะขึ้นกับโครงสร้างกราวนด์ของเครื่อง ความถี่ของ Noise ตำแหน่งที่ต่อ และความยาวของสายกราวนด์ ผลลัพธ์ที่ผู้ใช้มักรายงานคือพื้นเสียงสงัดขึ้น รายละเอียดปลายเสียงและมิติเสียงชัดขึ้น แต่ระดับผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับคุณภาพกราวนด์และปริมาณ Noise ในระบบเดิมเป็นสำคัญ Preview ภายใต้รูปลักษณ์ที่คล้ายเดิม แต่ GroundZERO MK II ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ทั้งภายนอกและภายใน การผลิตชิ้นงาน การประกอบที่ละเอียดพิถีพิถันมากขึ้น และส่วนที่สำคัญที่สุดของทั้งหมด คือโครงสร้างภายในที่ได้รับการออกแบบ จัดวางองค์ประกอบแบบใหม่ ผ่านการปรับแต่งอย่างละเอียด จนได้เสียงที่มีความสงัดมากขึ้น อันส่งผลต่อรายละเอียดและบรรยากาศได้ครอบคลุมเสียงเพลงในช่วงความถี่ของการรับฟังได้กว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิม ตรงนี้ผมไม่ทราบว่าภายในตัวถังนั้น ทาง Clef เขาได้บรรจุวัสดุหรือสิ่งใดเอาไว้ภายในบ้าง เพราะอาจจะเป็นความลับของทางผู้ออกแบบ แต่ในหลักการทั่วไปมักจะใช้แร่ธรรมชาติ มีโลหะหลายประเภท รวมถึงคาร์บอนและวัสดุที่มีคุณสมบัติดูดซับ RF ได้ดี โดยผู้ออกแบบจะต้องทดสอบการใช้อัตราส่วนที่เหมาะสมจึงจะได้ผลที่ดี โดยหลักการกว้างๆ ก็คือ เมื่อคุณเชื่อมต่อกล่องกราวนด์บล็อก GroundZERO MK II เข้ากับกราวนด์ของเครื่อง (คือช่อง RCA ที่ว่างอยู่) Noise ที่ความถี่สูงมันก็จะมองเห็นเส้นทางที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำกว่า ดังนั้นสัญญาณรบกวนก็จะกระจายตัวไปยังระบบที่ GroundZERO MK II จัดเอาไว้ภายในครับ ถ้าถามว่าเราควรเสียบต่อกับช่องใดง่ายๆ ครับ แค่ช่อง Input ที่ไม่ได้ใช้งานของปรีแอมป์ อินทิเกรเต็ดแอมป์, ช่อง Tape In, ช่อง Aux, ช่อง Analog Input ของ DAC ได้ทั้งหมด เมื่อเสียบเข้าไป Noise บนกราวนด์ของอุปกรณ์นั้นจะมีเส้นทางไหลไปยังตัว Ground Box โดยอัตโนมัติ จากโครงสร้างที่เห็นในรูปทรงกระบอก Clef Audio GroundZERO MK II มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12.5 เซนติเมตร มีความสูง 21 เซนติเมตร มีขั้ว RCA ชั้นดี มาพร้อมสายสำหรับต่อเชื่อมโยงไปยังเครื่องเสียงที่มีช่องอินพุตว่างๆ ช่องใดช่องหนึ่งได้ทันที หลังจากต่อเข้าระบบ ผมแนะนำให้ทำการฟังเพลงไปตามปกติแบบสบายๆ สัก 2-3 เพลง ก็จะเริ่มรับรู้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จากเสียงเดิมที่เราเคยฟังทุกวัน แต่ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้ใช้วิธีฟังไปให้ครบทั้งอัลบั้มเพลง หรือประมาณสัก 30 นาที อย่างผ่อนคลาย ไม่ต้องเคร่งเครียดหรือคอยจับผิดอะไร ไม่ว่าจะทั้งจากแผ่นหรือสตรีมมิ่งก็ตาม จากนั้นให้ทดลองถอด Clef Audio GroundZERO MK II ออก เว้นระยะสัก 4-5 นาที แล้วต่อกลับเข้าไปใหม่ ฟังอีกครั้ง ผมเชื่อว่าคุณจะสัมผัสความแตกต่างอย่างน่าประหลาดใจเลยทีเดียว โดยเฉพาะท่านที่ใช้ระบบเพลงสตรีมมิ่ง หรือมี DAC ในระบบ ผลการทดสอบ สามารถสรุปได้เลยว่า ระบบกราวนด์บล็อก Clef Audio GroundZERO MK II มีประโยชน์มากครับ ในแง่การได้มาซึ่งความคลีน ความสะอาดเอี่ยมของเสียง และมันจะไม่ได้เข้ามาสร้างปรากฏการณ์วุ่นวายกับความถี่เสียง เช่นเพิ่มแหลมสดใสให้รู้สึก ว้าว!!! อะไรทำนองนั้น ทว่าอารมณ์ที่เราฟังจะเริ่มเปลี่ยนไป สามารถสัมผัสได้ถึงพื้นเสียงที่แตกต่าง เข้าถึงความสงัดช่วงเสียงดนตรี และจังหวะที่กระชับจะสมจริง หรือในดนตรีบางช่วงก็จะดูผ่อนคลายขึ้นมาก เปรียบได้กับการชะล้างความสกปรก หรือฝุ่นที่เคยเกาะอยู่กับเส้นเสียงและความถี่ให้สลายไป ดังนั้นผู้ใช้งาน GroundZERO MK II สามารถรู้สึกได้ถึงฮาร์โมนิคสวยๆ ที่แตกต่างออกไปจากการฟังตามปกติก่อนหน้านั้น รายละเอียดที่โอบล้อมความรู้สึกอารมณ์ที่ฉ่ำขึ้น สัมผัสได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะความสะอาดของเสียงน่าทึ่งมากทีเดียวครับ ถ้าเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นแรก เสียงจาก GroundZERO MK II ดูสะอาดสะอ้าน หวานละเมียดกว่าแน่นอนครับ โดยเฉพาะย่านความถี่ปลายเสียงแหลมที่สะอาดเป็นรูปธรรมยิ่งกว่า หัวใจหลักของการใช้งาน GroundZERO MK II ก็คือการเข้าถึงเสียงดนตรีที่สะอาดกระจ่าง ละเมียดละไม ทำให้ทุกช่วงเวลาของการฟังของคุณมีความอิ่มเอมทางด้านอารมณ์เพิ่มขึ้น จังหวะที่ดูแม่นยำสมจริง รวมทั้งความถี่ที่แผ่วเบาก็จะได้ยินชัดยิ่งขึ้น เฉพาะแค่เพียงความเปลี่ยนแปลงของเสียงร้องที่ดูมีเสน่ห์มากขึ้น ผมว่าความคุ้มค่านั้นย่อมเกินพอสำหรับการเพิ่ม Clef Audio Ground ZERO II เข้าไปในระบบเครื่องเสียงของคุณแล้วละครับ นี่คือความสะอาดบริสุทธิ์ที่คุณสามารถเพิ่มความเอาใจใส่ และรังสรรค์ด้วยตัวเองอย่างง่ายๆ จากอุปกรณ์ที่ลงทุนด้วยงบประมาณที่คุ้มค่ายิ่ง Clef Audio Ground ZERO II พร้อมสาย RCA ครบเซ็ต ราคา 12,900.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd. Tel: 0-2932-5981
Marantz SACD 30n หนึ่งเดียวพร้อมสรรพ สำหรับการเล่นแผ่นและสตรีมมิ่งที่เป็นเลิศ ผมไม่ได้จับต้องผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงของ Marantz ในระดับไฮเอ็นด์มานานพอสมควร ยิ่งหลังจากคุณเคน อิชิวาตะ อำลาจากวงการไปแล้ว ความรู้สึกเราคือเหมือนกับมีความชะงักงันอยู่ช่วงหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในทิศทางของผลิตภัณฑ์ แต่การปรากฏตัวของซีรีส์ 30n ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ รวมทั้งไอเดียใหม่ที่ทีมวิศวกรนำเสนอได้อย่างไม่ซ้ำแบบใครอีกต่างหาก ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันคือ Marantz ปรับฐานการออกแบบและการผลิตขึ้นไปอยู่ในสองตลาดหลักคือ ไฮเอ็นด์และมิดเอ็นด์ระดับบน โดยไม่ลงมาในตลาดเครื่องเสียง Entry Level อีกต่อไป เป็นการเลือกตำแหน่งของผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีเฉพาะตัวอย่างเพียบพร้อม Marantz SACD 30n ถูกออกแบบมาใน Marantz 30 Series ซึ่งเป็นซีรีส์เครื่องเสียงระดับพรีเมียม และมีแอมปลิไฟร์เออร์หลอดกึ่งอนาล็อกระดับไฮเอ็นด์อย่าง Marantz MODEL 30 เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมาคู่กันโดยเฉพาะ การจับคู่ของผลิตภัณฑ์ทั้งสองชิ้นนี้มีความโดดเด่นดังนี้ ทั้งสองเครื่องดีไซน์มาในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก เพื่อให้วางคู่กันได้อย่างสวยงามลงตัว มีรีโมตคอนโทรลชุดเดียวกันที่ควบคุมได้ทั้งสองเครื่อง แต่มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน ตัว SACD 30n จะรับหน้าที่จัดการเรื่องสัญญาณดิจิทัลทั้งหมด เช่นเล่นแผ่น SACD, CD และสตรีมมิ่งผ่าน HEOS ส่วน MODEL 30 จะแยกไปทำหน้าที่ขยายสัญญาณอนาล็อกบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว (Integrated Amplifier) เพื่อลดสัญญาณรบกวนระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุด แต่เราสามารถซื้อ SACD 30n แยกมาใช้งานกับแอมปลิไฟร์ทั่วไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งในครั้งนี้ผมได้รับเครื่อง Marantz SACD 30n มาทดสอบแบบเดี่ยว และนำไปจับคู่กับอินทิเกรเต็ดแอมป์หลายเครื่องด้วยกัน เครื่องเล่น SACD/CD และ Network Audio Player ที่ผสานความสามารถของการเล่นแผ่นและการสตรีมเพลงคุณภาพสูงไว้ในเครื่องเดียว รองรับการเล่น SACD/CD พร้อมโหมด USB-DAC ที่รองรับสัญญาณ PCM สูงสุด 384kHz/32-bit และ DSD256 (11.2MHz) ผ่านพอร์ต USB-B ตัวเครื่องรองรับระบบสตรีมมิ่งผ่าน HEOS Built-in พร้อม AirPlay 2, Spotify Connect, Amazon Music HD และ TIDAL รวมถึงรองรับไฟล์เพลง Hi-Res ทั้ง FLAC, WAV, ALAC และ DSD ผ่านระบบเครือข่ายและ USB Storage ภายในใช้เทคโนโลยี Marantz Musical Mastering (MMM) ซึ่งประกอบด้วยระบบ MMM-Stream และ MMM-Conversion ที่พัฒนาโดย Marantz เพื่อมอบคุณภาพเสียงที่ละเอียด เป็นธรรมชาติ และมีความลื่นไหลในแบบอนาล็อก นอกจากนี้ยังมีภาคขยายหูฟังคุณภาพสูงที่สามารถปรับ Gain ได้หลายระดับ พร้อมเอาต์พุต RCA ทั้งแบบ Fixed และ Variable รองรับการควบคุมผ่านรีโมต แอปพลิเคชันบนมือถือ และระบบสั่งงานด้วยเสียงอีกด้วย โครงสร้างตัวเครื่องแบบหลายชั้นมีความแข็งแรงและออกแบบเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนอย่างจริงจัง โดยจุดเด่นสำคัญของภาคทรานสปอร์ต คือการใช้กลไกอ่านแผ่น SACDM-3L Transport Mechanism ซึ่ง Marantz พัฒนาขึ้นเองสำหรับการเล่นแผ่น SACD และ CD โดยเฉพาะ รวมถึงรองรับการอ่านไฟล์เพลง Hi-Res จากแผ่น DVD-ROM ได้อีกด้วย กลไก SACDM-3L ถือเป็นหัวใจสำคัญของเครื่องเล่น SACD รุ่นใหม่ของ Marantz เพราะไม่ได้ใช้ชุดขับ OEM ทั่วไปเหมือนเครื่องเล่น CD ในตลาด แต่เป็นระบบที่ออกแบบขึ้นใหม่เพื่อเน้นความแม่นยำในการอ่านข้อมูล ลดการสั่นสะเทือน และลดสัญญาณรบกวนทั้งทางกลและทางไฟฟ้า ระบบกลไกถูกออกแบบให้การหมุนแผ่นมีความนิ่งและเที่ยงตรง พร้อมระบบ Servo ควบคุมการทำงานของ Pickup Laser อย่างแม่นยำ ช่วยลด Jitter และลดภาระของระบบแก้ไขข้อผิดพลาด (Error Correction) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพสัญญาณดิจิทัลก่อนเข้าสู่ภาค DAC Marantz ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมแรงสั่นสะเทือนหรือ Resonance Control โดยใช้โครงสร้างโลหะความแข็งแรงสูง ฐานอลูมิเนียมแบบ Extruded และการยึดแชสซีหลายชั้น เพื่อลดแรงสั่นจากการหมุนแผ่นและแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก ส่งผลให้เลเซอร์อ่านข้อมูลได้แม่นยำขึ้น ระบบ Servo ทำงานน้อยลง และช่วยให้จังหวะเวลาของข้อมูลดิจิทัลมีความนิ่งมากขึ้น นอกจากนี้ Marantz SACD 30n ยังออกแบบวงจร Pickup, Servo และ Decode ให้มีระยะทางสัญญาณสั้นที่สุด เพื่อลดสัญญาณรบกวน EMI/RFI และลดการสูญเสียของสัญญาณในภาคดิจิทัล แนวคิดทั้งหมดนี้สะท้อนปรัชญาของ Marantz ที่เชื่อว่า แม้ข้อมูลดิจิทัลจะมีความถูกต้องเหมือนกัน แต่การลดแรงสั่นสะเทือน ลดภาระของ Servo และลดสัญญาณรบกวนภายในเครื่อง ย่อมมีผลต่อคุณภาพเสียงโดยรวมได้อย่างชัดเจน จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบภาคทรานสปอร์ตตั้งแต่ต้นทางอย่างพิถีพิถัน ความสำคัญในภาค DAC นั้นก็คือ Marantz ได้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะของตนเองที่เรียกว่า Marantz Musical Mastering หรือ MMM ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ SACD 30n โดยแตกต่างจากเครื่องเล่นทั่วไปที่นิยมใช้ DAC Chip สำเร็จรูปจากผู้ผลิตภายนอก ผมขอขยายความว่า สำหรับ Marantz Musical Mastering (MMM) ที่ไม่ใช่ “DAC Chip” โดยตรง แต่นี่คือระบบโครงสร้างวิศวกรรมแปลงรหัสดิจิทัลเป็นอนาล็อกทั้งชุดของ Marantz กล่าวคือ MMM คือระบบภาค DAC ทั้งแนวคิด ไม่ใช่แค่ชิป DAC ตัวเดียวครับ โดยระบบ MMM ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ MMM-Stream และ MMM-Conversion ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพเสียงดิจิทัลให้มีความเป็นธรรมชาติและมีความลื่นไหลแบบอนาล็อกมากยิ่งขึ้น MMM-Stream ในทางเทคนิคทำหน้าที่เป็น Digital Engine สำหรับการ Upsampling, Oversampling, Digital Filtering รวมถึง Noise Shaping และ Delta-Sigma Modulation โดยจะทำการแปลงสัญญาณ PCM ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น FLAC, WAV, DXD หรือแม้แต่สัญญาณจากแผ่น CD 44.1kHz ให้กลายเป็นสัญญาณ DSD 11.2MHz / 1-bit ทั้งหมดก่อนส่งต่อไปยังภาคแปลงสัญญาณอนาล็อก จากนั้น MMM-Conversion ซึ่งเป็นระบบ Discrete D/A Conversion แบบเฉพาะตัวของ Marantz จะรับสัญญาณ DSD 1-bit แล้วแปลงเป็นสัญญาณอนาล็อกโดยตรง ผ่านวงจร Analog Filter ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อลดความซับซ้อนของภาค DAC และรักษาความแม่นยำของสัญญาณให้มากที่สุด แนวคิดสำคัญของ Marantz คือ แทนที่จะใช้ DAC Chip สำเร็จรูปอย่าง ESS, AKM หรือ Burr-Brown บริษัทเลือกพัฒนาอัลกอริทึมและระบบแปลงสัญญาณขึ้นเองทั้งหมด เพื่อควบคุมบุคลิกเสียงให้เป็นไปตามแนวทางของ Marantz โดยเฉพาะ ผลลัพธ์ที่ได้จากเทคโนโลยี Marantz Musical Mastering คือเสียงที่มีความสมูท ลื่นไหล เป็นธรรมชาติ ให้บรรยากาศและฮาร์โมนิกของดนตรีได้อย่างสมจริง เวทีเสียงมีความนิ่ง รายละเอียดเสียงครบถ้วน พร้อมทั้งลดความแข็งกระด้างแบบดิจิทัลลงอย่างชัดเจน จึงให้ทั้งรายละเอียด ไดนามิก และความเป็นดนตรีในระดับสูง สำหรับผมแล้ว การได้เห็นหน้าตารุ่นใหม่ซึ่งออกแบบดีไซน์เสมือนมีหน้ากากดิสเพลย์สองชั้นซ้อนกันอยู่ แรกๆ ก็ดูแปลกตาไปมากทีเดียวเมื่อเทียบเคียงกับ Marantz ดั้งเดิม แต่ก็เป็นความเก๋ไก๋ดูมีความวินเทจซ่อนอยู่ในมารานทซ์ ผสานเข้ากับความล้ำสมัยในดิสเพลย์ยุคใหม่อย่างลงตัว Test Report ในการทดสอบครั้งนี้ ผมแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการทำงานในระบบเพลย์เยอร์ และความสามารถของอินพุตภาค DAC ที่จะรับสัญญาณขาเข้าทั้งสองรูปแบบคือโคแอคเชียลและออพติคัล และส่วนที่สองคือการทำงานในรูปแบบของ Streaming Player ซึ่งก็จะใช้คุณสมบัติทางด้านเน็ตเวิร์ค LAN เป็นพื้นฐาน โดยการโหลดแอพของ Heos มาใช้งานผ่าน iOS ที่ผมมีแอคเคาท์อยู่ การลงทะเบียนผ่านระบบ Heos นี้จะไม่ยุ่งยากอะไร โดยทำการผ่านอีเมล์ที่เราจะต้องไปครีเอทแอคเคาท์ขึ้นมาให้เป็นที่ยอมรับของระบบ Heos ก็ใช้เวลาไม่กี่นาทีครับ บทสรุปของเครื่องเพลย์เยอร์รุ่นนี้คือ ออกแบบให้เป็น “The Complete Digital Music Player” รวมความสามารถของเครื่องเล่น SACD/CD, Network Streamer, USB DAC และ Headphone Amplifier คุณภาพสูงไว้ในเครื่องเดียว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงที่ต้องการทั้งความสะดวกและคุณภาพเสียงระดับไฮเอ็นด์ ซึ่งยอมรับว่าผมก็เพิ่งมีประสบการณ์ครั้งแรกกับมารานทซ์ ที่ให้เราได้เล่นทั้งภาคเพลย์เยอร์และสตรีมมิ่งในเครื่องเดียวกัน การสนองตอบไฟล์สัญญาณ PCM ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น FLAC, WAV, DXD รวมทั้งสัญญาณจากแผ่น CD 44.1kHz ให้กลายเป็นสัญญาณ DSD 11.2MHz / 1-bit เริ่มแรกก่อนวางจำหน่าย ผมก็แปลกใจเหมือนกันที่อ่านข้อมูลพบว่า เครื่องไม่สามารถเล่นไฟล์ AIFF ได้ และไม่มีบริการสตรีมมิ่งที่ผมชื่นชอบอย่าง Qobuz แต่ในปัจจุบันน่าดีใจครับ เมื่อเครื่อง Marantz SACD 30n ที่วางตลาดจริงมีการอัพเฟิร์มแวร์แล้ว จึงครอบคลุมไฟล์ AIFF และใช้ Qobuz ได้ครบถ้วน ไม่ต้องกังวลและตราบเท่าที่ได้ต่อระบบอินเทอร์เน็ตไว้กับเครื่อง การอัพเฟิร์มแวร์ต่างๆ ก็จะมีการอัพโดยอัตโนมัติในอนาคตครับ เครื่องเล่น SACD 30n พร้อมใช้งานกับ Amazon Music, Spotify, Deezer, Tidal และแม้แต่ Soundcloud ซึ่งถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากในด้านการเชื่อมต่อไร้สาย รองรับ Airplay 2 และ Bluetooth และการใช้งานร่วมกับ Google Home บ่งชี้ว่าน่าจะสามารถส่งสัญญาณไปยังแอปพลิเคชันใดๆ ก็ได้ที่มีฟังก์ชันนี้ รวมถึง Qobuz ด้วย นอกจากนี้ยังใช้งานร่วมกับ Alexa ได้ ดังนั้นหากคุณต้องการพูด มันก็พร้อมจะรับฟัง ดิสเพลย์หน้าเครื่องครอบคลุมการใช้งานครบถ้วนดี มีตัวเลือกการตั้งค่าต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ครบถ้วน รวมถึงการปรับความสว่างของไฟรอบแผงด้านหน้า โดยหน้าจอจะหรี่ลงด้วยรีโมต ส่วนการเลือกตัวกรองดิจิทัล ซึ่ง SACD 30n มีให้เลือกสองแบบ อาจจะน่าเสียดายนิดนึงที่ผมไม่มีโอกาสจับคู่ SACD 30n กับอินทิเกรเต็ด Marantz MODEL 30 ซึ่งน่าจะได้ประสบการณ์ที่สนุกยิ่งขึ้นครับ การออกแบบ SACD 30n ถือได้ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระดับหนึ่ง โดยเครื่องจะทำการปิดตัวเองโดยอัตโนมัติหลังจากไม่ได้ใช้งานครึ่งชั่วโมง อาจไม่ใช่คุณสมบัติที่เน้นคุณภาพเสียงอื่นๆ เพิ่มเติม แต่ก็เป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์มากในยุคที่พลังงานขาดแคลน และราคาค่าไฟฟ้าสูง นอกจากนี้ยังมีการแจ้งเตือนเมื่อเครื่องกำลังจะเข้าสู่โหมดสแตนด์บาย หากคุณไม่ได้หรี่แสงหน้าจอจนมืดสนิท ผมเริ่มการทดสอบในภาคเล่นแผ่นของเครื่องเล่น SACD 30n โดยเล่นจากแผ่น SACD และ CD ทั่วไป รวมทั้งรูปแบบต่างๆ ที่บรรดาผู้ผลิตแผ่น ต่างพยายามสนองตอบนักเล่นระดับออดิโอไฟล์เช่น HQCD, XRCD ที่เป็นกระบวนการขั้นตอนมาสเตอริ่ง ซึ่งสามารถอ่านแผ่นและ Play ได้แม่นยำ แสดงผลบนจอหน้าปัดดิสเพลย์สะอาดตา ทั้งแทร็กซ์ เวลา ครบถ้วน ส่วนกรณีแผ่น MQA-CD นั้นเครื่องจะไม่รองรับการถอดรหัส MQA เพราะ SACD 30n จะมองเห็นแผ่น MQA เป็นแผ่น CD ธรรมดา แต่เมื่อนำเอาแผ่นประเภทนี้มาเล่นใน SACD 30n ระบบเครื่องจะดึงไฟล์ข้อมูล 44.1 KHz ไปแปลงเป็น DSD 11.2MHz / 1-bit ก่อนแปลงเป็นอนาล็อกที่ให้คุณภาพเสียงรายละเอียดสูงมาก อาจจะทำให้เสียงดีกว่า การถอดรหัสระบบ MQA ด้วยซ้ำไป เพราะเท่าที่ฟัง MQA-CD หลายแผ่นใน SACD 30n เสียงอิ่มสะอาดละเมียดละไมมากๆ เรียกว่าดีกว่าที่เคยฟังแผ่นนั้นๆ มาโดยตลอดเลยก็ว่าได้ ส่วนแผ่น CD ทั่วไปที่ผมเคยฟังมาแล้วบ่อยๆ ในแง่ของรายละเอียดถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา ที่คุณจะได้ยินรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จากแผ่นเดิมที่คุณเคยฟังเพิ่มมากขึ้นถึงขนาดนี้ ในช่วงเสียงกลางขึ้นไปจนถึงปลายสุดความถี่แหลม กระบวนการอัพสเกลข้อมูลเดิมแบบ PCM ให้เป็น DSD แล้วจึงถอดรหัสเสียงด้วย DAC ในเครื่อง SACD 30n จึงมีนัยยะสำคัญในการเก็บ ยกระดับ ถอดรหัสให้เราได้ฟัง ด้วยความเชื่อมั่นของมารานทซ์ว่า วิศวกรรมเสียง DSD มีประโยชน์เป็นที่สุดของเส้นทางนี้ ส่วนการใช้งานทั่วไป ระบบกลไกเข้า-ออกแผ่นสมูทดี มีความสามารถอ่านแผ่นที่รวดเร็ว รวมทั้งการอ่านแผ่น SACD ประเภทไฮบริดที่มีข้อมูล 2 ชั้น ตัวเครื่องจะเลือกอ่านชั้นข้อมูลของ SACD ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีรายละเอียดมากกว่า CD ก่อน เข้าใจว่าเครื่องจะยึดลำดับความสำคัญทางด้านคุณภาพข้อมูลที่ดี และละเอียดกว่านั่นเอง ในขณะที่เครื่อง SACD บางเครื่องที่ผมเคยทดสอบ เมื่อใส่แผ่น SACD Hybrid เข้าไปมักจะอ่านชั้นข้อมูล CD ก่อน ถ้าเราต้องการจะเพลย์แบ็คชั้นข้อมูล SACD จะต้องกดปุ่มเลือกที่หน้าเครื่องอีกรอบ ในขณะที่ Marantz SACD 30n เลือกอ่านข้อมูล SACD เป็นลำดับแรกโดยอัตโนมัติ นี่คือความฉลาดของเครื่อง ที่ต้องการให้เราเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพสูงสุดเป็นลำดับแรก ส่วนถ้าอยากจะลองฟังชั้นข้อมูลของซีดี ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน คุณภาพและน้ำเสียงจากการเล่นแผ่น SACD ที่ผมมีเก็บไว้นับร้อยแผ่นนั้นโดดเด่นในเรื่องการให้ความสะอาด รายละเอียดสูงเยี่ยมครับ คือเป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องยอมรับว่าการบันทึกสัญญาณในระดับ DSD นั้น มีคุณภาพสูงยอดเยี่ยมจริงๆ เข้าถึงทุกรายละเอียดระยิบระยับ หยุมหยิม ครบถ้วน เราสามารถพบความแตกต่างจากดีเทลในอัลบั้มในสตรีมมิ่งในระดับที่สัมผัสได้ครับ ความลึกซึ้งที่ SACD 30n ส่งผ่านออกมาแรกสุดคือ การดึงดูดใจเราให้เข้าถึงน้ำเสียงที่อิ่มเอิบ เป็นธรรมชาติสูงสุดของเสียงร้องและดนตรีแบ็กอัพในแนวออเคสตร้า ที่ทำให้ผมเพลิดเพลินและฟังได้อย่างยาวนานครบทุกเพลงในอัลบั้ม ใช่ครับ ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์บ่อยนัก ในการทดสอบคุณภาพเสียงแล้วจะทำให้เราลงลึกไปในมนต์เสน่ห์ของเสียงถึงขนาดนี้ (What s New : Linda Ronstadt The Nelson Riddle Orchestra : SACD CD Hybrid) ในใจต้องนึกว่าโชคดีเหลือเกินที่เรายังสะสมแผ่นเหล่านี้เอาไว้ครับ ในแง่ของบุคลิกเสียงหรือคาแรกเตอร์นั้น ผมชื่นชอบในเรื่องของความละเมียดละไม ให้เสียงกลางที่สวยงาม และความอบอุ่นของเสียงต่ำลึกๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Marantz จริงๆ คือชัดแต่ไร้สากเสี้ยนใดๆ เต็มไปด้วยพลังรุกเร้าจริงจัง และไดนามิคเร้นจ์กว้างลึกสุดๆ เลยทีเดียว (Erich Kunzel/Cincinnati Pops Orch. Masters and Commanders: CD) ความอิ่มเอิบที่คุ้นเคยและถือเป็นสุดยอด ที่ฟังครั้งใดสามารถพิสูจน์ความดีงามของซิสเต็ม (The Eagles : Hotel California SACD) รวมทั้งเพลงแนวแจ๊สที่คลาสสิกมายาวนานที่ฟังครั้งใดเหมือนดึงทุกบรรยากาศค่ำคืนแห่งเครื่องเป่าที่โลดโผนประทับใจกลับคืนมา (Miles Davis : Kind Of Blue : SACD) เหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่า คุณภาพของ Marantz SACD 30n “เหนือธรรมดา” เป็นเพลย์เยอร์ที่ทรงคุณค่าแห่งปีเลยทีเดียว การฟังเพลงจากอัลบั้ม CD ทั่วไป Pop, Jazz, Rock และรวมถึงเพลงไทยของเราก็เป็นที่น่าประทับใจนะครับ นี่คือเสียงดนตรีแห่งความละเมียดละไมและเก็บเอารายละเอียดได้ครบทุกสิ่งที่ถูกบันทึกมาจากสตูดิโอ ท่านที่รักเพลงไทย ลองนำอัลบั้ม 5 เสียงหล่อ ของใบชาSong และผลงานของคุณโจ โปสเตอร์ ชุดฤดีเดียว มาทดสอบความชุ่มฉ่ำของเนื้อเสียงและฮาร์โมนิคได้ อาจจะเป็นด้วยกรรมวิธีของ Marantz SACD 30n ในการดึงรหัสข้อมูลจาก 44.1KHz ของซีดี 16 บิตธรรมดานั้น มายกระดับขึ้นเป็นคุณภาพเสียงเทียมเท่า SACD (หรือ DSD) ก่อนแปลงเป็นอนาล็อก ผู้ฟังจึงเข้าถึงความลึกล้ำของเสียงดนตรีได้มากกว่าทุกครั้ง แม้ว่าคุณจะเคยเล่นแผ่นประจำจากแผ่นเดิมๆ เหล่านั้นมา แต่การอัพสเกลที่มารานทซ์นำเสนอ จะเป็นสิ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือเก็บทุกรายละเอียดที่ละเมียดละไมจริงๆ และต้องชื่นชมว่า การผลิตแผ่น SACD อัลบั้ม หงาคาราวาน : ไม่สำคัญ เราได้ฟังทุกๆ Detail หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ครบถ้วน รวมทั้งท่องไปในจุดตำแหน่งของดนตรีตามที่อัลบั้มกำหนดเอาไว้ในบุ๊คเลทได้อย่างน่าพึงพอใจ การเป็นเจ้าของ SACD 30n จึงให้ความคุ้มค่าทุกการฟังดนตรีที่เราชื่นชอบทั้งแผ่น CD และ SACD บทสรุป SACD 30n คือเครื่องเล่นแผ่นที่ครอบคลุมอาณาจักรของแผ่นซีดีและ SACD ทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความแตกต่างในด้านรายละเอียดและความลึกล้ำของเสียงดนตรี เข้าถึงฮาร์โมนิคที่สวยงามและความสะอาดสะอ้าน ที่อาจจะไม่เคยพบจากเครื่องเล่นแบบอื่นมาก่อนครับ ในส่วนการทดลองภาค DAC ในตัวเครื่อง ผมนำเอาเครื่องเล่นซีดีราคาพื้นฐานทั่วไปและ Streaming Player มาต่อเล่นภาค DAC ในตัวของ Marantz SACD 30n ก็สร้างประสบการณ์แห่งรายละเอียดเสียงอีกแบบหนึ่งที่รู้สึกได้ถึงคุณค่าของดนตรีมากขึ้น ที่แน่ๆ คืออัพรายละเอียดได้ดีเยี่ยมมากครับ การทดสอบด้าน Streaming นั้น ผมคงเน้นการใช้งานแบบพื้นฐานก็คือต่อสาย LAN เข้ากับเครื่อง โดยไม่มีการเสริมอุปกรณ์ใดๆ เพื่อค้นหาเบสิกของเครื่อง ด้วยความเพลิดเพลินไปกับการเสิร์ชเพลงจาก Streaming ที่ผมเป็นสมาชิกได้อย่างสะดวกสบายมากๆ สิ่งที่ทำให้แปลกใจอย่างยิ่งก็คือ ถ้าเราจะวัดกันที่ในฐานะความเป็น Streaming Player ของ Marantz SACD 30n เครื่องนี้ ก็น่าประทับใจไม่น้อยเลย เริ่มตั้งแต่สถานีวิทยุอินเทอร์เน็ต และเพลงสตรีมมิ่งที่ส่งผ่านน้ำเสียงที่อบอุ่นคลาสสิก ละมุนละไมแบบที่ไม่เคยฟังในเครื่องสตรีมเมอร์อื่นๆ เป็นบุคลิกหรือคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของ Marantz “อบอุ่นผ่อนคลายอย่างยิ่ง” ความประทับใจแรกๆ ก็คือความประณีตและความนุ่มนวล เสียงที่ได้นั้นลื่นไหลราวกับสายน้ำอุ่น ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเสียงที่มักจะเน้นความโปร่งใสอย่างชัดเจนของเครื่องเล่นสตรีมมิ่งหลายรุ่น ที่มักให้เสียงแบบ “เรื่อยๆ มาเรียงๆ” สิ่งนั้นอาจทำให้ประสบการณ์การฟังสตรีมเพลงที่ไม่น่าสนใจนัก แต่ใน Marantz SACD 30n สามารถผสมผสานการนำเสนอที่ประณีตเข้ากับความสอดคล้องทางดนตรีในระดับที่ทำให้ยากที่จะวางลง สิ่งนี้เกิดจากความรู้สึกที่ดีเยี่ยมในเรื่องจังหวะเวลา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Marantz มาอย่างยาวนาน และเห็นได้ชัดเจนในทุกสิ่งที่เครื่องเล่นนี้สตรีมเพลงให้เราฟัง ลักษณะเสียงที่นุ่มนวลของ Marantz ทำให้การบันทึกเสียงและเสียงเครื่องดนตรีที่มีความคมชัดนั้นฟังผ่อนคลายและเข้าถึงง่ายขึ้นมาก ตัวอย่างเช่น เสียงแซ็กโซโฟนหรือเครื่องเป่าที่ดังกระหึ่มอาจฟังยากในระบบเสียงหลายๆ ระบบ แต่ใน SACD 30n คุณจะได้สัมผัสถึงพลังและความหนักแน่นโดยปราศจากความคมชัดจัดจ้านที่เครื่องดนตรีชนิดนี้มักก่อให้เกิดในระบบอิเล็กทรอนิกส์และลำโพงทั่วๆ ไป เนื่องจากระบบการกรองหรือดิจิตอลฟิลเตอร์ในเครื่อง Marantz SACD 30n มีให้เราให้เลือกใช้งาน ซึ่งจะมีผลต่อบุคลิกเสียงในระดับหนึ่ง ระบบกรองสัญญาณ (Filter) ในเครื่องเล่น Marantz SACD 30n ปรับตั้งค่าได้ที่เมนู Audio Setup บนตัวเครื่องและรีโมต โดยสามารถเลือกรูปแบบการทำงานของ DAC ได้ 2 โหมด คุณสามารถปรับ Filter ได้ผ่านรีโมตคอนโทรล หรือใช้ปุ่มควบคุมบนหน้าปัดเครื่องดังนี้ 1. กดปุ่ม Setup (หรือ Menu) บนรีโมตคอนโทรล 2. ไปที่เมนู Audio 3. กดเลือกหัวข้อ Filter 4. เลือกรูปแบบ Filter ที่ต้องการ แล้วกด Enter เพื่อยืนยัน 5. เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว ให้กดปุ่ม Setup อีกครั้งเพื่อออกจากเมนู ความแตกต่างของ Filter สำหรับสัญญาณ PCM • Filter 1 (ค่าเริ่มต้น) ให้การตอบสนองอิมพัลส์ที่สั้นและสมมาตร เวทีเสียงกว้าง รายละเอียดชัดเจน ให้เนื้อเสียงที่อบอุ่นและเป็นธรรมชาติ • Filter 2 ให้เสียงที่เปิดโปร่งขึ้น ปลายแหลมสว่างขึ้นเล็กน้อย โฟกัสชิ้นดนตรีชัดเจนมากขึ้น แม้จะสามารถเลือกค่าฟิลเตอร์เสียงได้ แต่การยึดที่ฟิลเตอร์เริ่มต้นนั้นผมรู้สึกว่าฟังดีกว่าฟิลเตอร์ 2 ที่อาจจะทำให้เสียงสว่างขึ้น ก็คงเป็นข้อดีในการปรับเลือก เพื่อให้เสียงจากเครื่องสามารถกลมกลืนแมตชิ่งกับชุดซิสเต็มหลักหรือเสียงของแอมป์ได้มากขึ้น สรุปการใช้งาน SACD 30n ต้องถือว่าคุ้มค่ามากจริงๆ เพราะเราจะได้ผลลัพธ์ที่ได้จากคลังเพลง SACD-CD ที่ดีๆ ร่วมกับเครื่องเล่นสตรีมมิ่งที่ดีไปพร้อมกัน ในอีกทางหนึ่งคือเป็นลักษณะ “ทูอินวัน” ที่ทำให้การเล่นเครื่องระดับไฮเอ็นด์ที่สมเหตุผล และประหยัดงบประมาณไปได้มากเลยทีเดียว Marantz สร้างสรรค์รูปแบบที่ผมรู้สึกว่าเหนือความคาดหมาย มันเป็นเครื่องเล่นสตรีมมิ่ง DAC ที่ยอดเยี่ยม ทำให้ผมหยุดเล่นเครื่องเล่นแผ่นเสียงไปนานเลยทีเดียว เพราะถ้าจะค้นหาแนวเสียงอนาล็อก เครื่องรุ่นนี้มีให้เราอย่างเต็มเปี่ยมครับ จัดเป็นผลงานออกแบบที่ลงตัวที่สุดสำหรับผู้แสวงหาแนวทางเล่นแผ่นและฟังเพลงสตรีมมิ่งไปพร้อมกัน เปรียบเสมือน SACD 30n เป็นศูนย์กลางของการเล่นเพลงล้ำยุคที่คล่องตัว แค่เพียงต่อเข้ากับแอมปลิไฟร์ คุณจะรู้สึกปลอดโปร่งสะดวกสบาย เพลิดเพลินเสียงดนตรีจากดิจิตอลออดิโอที่ให้บุคลิกทรงพลัง และอ่อนละมุนแบบอนาล็อกที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Marantz มาตลอดครับ ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นและกำลังมองหาชุดเครื่องเสียงที่ดีสักชุดหนึ่ง ที่จะเป็นของขวัญล้ำค่าให้กับชีวิต แนะนำว่าควรจะพ่วงแอมปลิไฟร์ Marantz MODEL 30 Integrated Amplifier ให้เข้ากับ Marantz SACD 30n นี้ ก็จะเป็นคู่ที่ดีมาก เพราะแท้จริงแล้วทั้งคู่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกันได้เป็นอย่างดี Marantz SACD 30n ราคา 119,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Zonic Vision โทร: 02-681-7500
IsoAcoustics GAIA II Neo IsoAcoustics OREA Bronze IsoAcoustics OREA Indigo สลายไวเบรชั่น ได้อย่างหมดจด IsoAcoustics เป็นบริษัทจากประเทศแคนาดา ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2012 โดย Dave Morrison วิศวกรผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบสตูดิโอระดับโลกให้กับ CBC หรือ Canadian Broadcasting Corporation ซึ่งเป็นองค์กรกระจายเสียงแห่งชาติของแคนาดา จุดเริ่มต้นของบริษัท ในระหว่างการทำงานกับ CBC เป็นเวลานานกว่า 20 ปี Dave Morrison พบว่าปัญหาใหญ่ของระบบเสียงทั้งในสตูดิโอและในบ้านคือ “แรงสั่นสะเทือน” ที่ส่งผ่านระหว่างลำโพง อุปกรณ์ และพื้นผิวรองรับ ซึ่งทำให้รายละเอียดเสียง ความเที่ยงตรง และมิติของเวทีเสียงลดลง จากประสบการณ์ด้านวิศวกรรมและอะคูสติก เขาจึงพัฒนาเทคโนโลยี Isolation ที่สามารถแยกแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อตั้ง IsoAcoustics เพื่อนำเทคโนโลยีนี้ออกสู่ตลาดเครื่องเสียงและงานสตูดิโอ พัฒนาการที่สำคัญของ IsoAcoustics • ปี 2012 ก่อตั้งบริษัทและเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับมอนิเตอร์สตูดิโอ • ปี 2016 เปิดตัวซีรีส์ GAIA สำหรับลำโพงไฮไฟระดับไฮเอ็นด์ • ปี 2017 เปิดตัวซีรีส์ OREA สำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียง เช่น DAC, CD Player และ Turntable ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในวงการออดิโอไฟล์และสตูดิโอทั่วโลก ด้วยแนวคิดหลักของ IsoAcoustics คือจัดการแรงสั่นสะเทือนอย่างถูกต้อง เพื่อให้อุปกรณ์และลำโพงสามารถถ่ายทอดเสียงได้เต็มศักยภาพ แทนที่จะใช้วัสดุแข็งเพื่อถ่ายเทแรงสั่นลงพื้น IsoAcoustics ใช้โครงสร้างภายในที่ออกแบบให้ “ดูดซับและควบคุม” การสั่นสะเทือนอย่างเป็นระบบ มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมแรงสั่นสะเทือนเพื่อยกระดับคุณภาพเสียงของลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงให้มีความชัดเจน นิ่ง และสมจริงยิ่งขึ้น โดยใช้โครงสร้างภายในแบบยืดหยุ่นที่ “รับน้ำหนักตามช่วงที่กำหนด” เพื่อเปลี่ยนพลังงานสั่นสะเทือนให้ลดลงก่อนจะส่งต่อไปยังพื้น หรือย้อนกลับเข้าสู่ตัวอุปกรณ์ ผลลัพธ์ที่ผู้ใช้มักพบคือเสียงสะอาดขึ้น โฟกัสดีขึ้น เวทีเสียงนิ่งขึ้น และเบสกระชับขึ้น สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลก IsoAcoustics ได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์มาตรฐานด้าน Isolation ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในฐานะอุปกรณ์ที่ขึ้นชื่อว่า จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับออดิโอไฟล์ ทั้งคุณภาพและราคาที่สมเหตุผล อีกทั้ง IsoAcoustics เป็นอุปกรณ์ที่มีองค์ประกอบของยางพิเศษ โครงโลหะช่วยรองรับและสลายการสั่นไวอย่างเป็นรูปธรรม เป็นหลักการวิทยาศาสตร์ที่อธิบายความจริงอันปราศจากข้อสงสัย ทำให้แบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกส่วนใหญ่เลือกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ของตน เทคโนโลยีหลักของ IsoAcoustics : 1. Tuned Isolation แกนภายในของแต่ละรุ่นถูกออกแบบให้ทำงานดีที่สุดภายใต้ช่วงน้ำหนักที่กำหนด หากใช้น้ำหนักตรงตามสเปก ประสิทธิภาพการแยกแรงสั่นสะเทือนจะสูงสุด 2. Directional Energy Management ควบคุมการเคลื่อนไหวในแนวที่ต้องการลดการสั่นด้านข้างที่ทำให้ภาพเสียงพร่ามัว โดยเฉพาะในลำโพงตั้งพื้น 3. Suction-Cup Effect (OREA) ผิวสัมผัสด้านบนและด้านล่างมีลักษณะคล้ายการดูดเกาะ ช่วยยึดกับตัวเครื่องและชั้นวางได้มั่นคง 4. Structural-Borne Noise Reduction ลดการส่งแรงสั่นเข้าสู่สองสถานะ คือสลายลงพื้นและลดการสะท้อนกลับเข้าสู่เครื่องเสียงหรือ ลำโพง ผมได้นำเอาอุปกรณ์ตัวรองของ IsoAcoustics มาทดสอบสามโมเดลพร้อมกันคือ • IsoAcoustics GAIA II Neo สำหรับลำโพงตั้งพื้นโดยเฉพาะ รุ่นนี้ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับคุณภาพเสียงของลำโพงตั้งพื้นอย่างชัดเจน ทั้งด้านเวทีเสียง ความนิ่งของตำแหน่งชิ้นดนตรี และเบสที่กระชับ โดยเป็นรุ่นพัฒนาต่อจากตระกูล GAIA พร้อมปรับปรุงเรื่องการติดตั้งและการปรับระดับ ด้วยการขันเกลียวแทนสไปก์หรือขาเดิมของเครื่อง มีแอคเซสเซอรี่ เกลียวหมุน หลายขนาดมาให้ปรับใช้กับขาตั้งลำโพงหรือทดแทนฐาน สไปก์ในลำโพงตั้งพื้น GAIA II Neo มีขนาดใหญ่กว่ารุ่น OREA พร้อมเกลียวติดตั้งรับน้ำหนักสูงสุดประมาณ 120 ปอนด์ (54–55 กิโลกรัม) ต่อชุด 4 ชิ้น โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 65 มิลลิเมตร ความสูง 50 มิลลิเมตร สามารถปรับความสูงเพิ่มเติมได้อีก 8.5 มิลลิเมตร (0.34 นิ้ว) ดังนั้นเมื่อติดตั้งแล้ว ส่งผลให้มีความสูงรวมที่สามารถปรับได้ประมาณ 50 – 58.5 มิลลิเมตร • IsoAcoustics OREA Indigo สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์น้ำหนักปานกลาง ออกแบบมาให้เหมาะกับการรองรับใต้เครื่อง DAC, Integrated Amplifier, CD Player หรือ Turntable ที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ให้ผลดีในด้านความนิ่งของเสียง รายละเอียด และมิติของเวทีเสียง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 58 ความสูง 33 มิลลิเมตร สำหรับการใช้งานวางใต้เครื่องนั้นจะรองรับน้ำหนักต่อจุด 16 ปอนด์ (7.2 กิโลกรัม) • IsoAcoustics OREA Bronze เหมาะกับ Streamer, DAC หรือปรีแอมป์ขนาดและน้ำหนักไม่ใหญ่มาก ให้ผลคุ้มค่าและใช้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทดลองระบบ Isolation ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 มิลลิเมตร สูง 29 มิลลิเมตร วางใต้เครื่องสำหรับรับน้ำหนัก 8 ปอนด์ (3.6 กิโลกรัมกิโลกรัม) ต่อจุด อุปกรณ์ทุกรุ่นของ IsoAcoustics มีจุดประสงค์หลักก็คือ ลดความขุ่นมัว ทำให้โฟกัสนิ่งขึ้น เบสกระชับ เวทีเสียงเปิด ด้วยจะยังคงคุณภาพเสียงดั้งเดิมของซิสเต็มเครื่องเสียงและลำโพงเอาไว้อย่างมั่นคง การเลือกใช้งานตามน้ำหนัก โดยคำนวณจากน้ำหนักของอุปกรณ์ ซึ่งใช้ได้ตั้งแต่สามจุดถึงสี่จุด ถ้าจะให้สรุปให้เห็นชัดเจนขึ้นก็คือ • รุ่น OREA Bronze ใช้ 3 ชิ้น สามารถรองรับน้ำหนักรวม 10.8 กิโลกรัม หรือถ้าใช้ 4 ชิ้น รองรับน้ำหนักรวมได้ 14.4 กิโลกรัม • รุ่น OREA Indigo ใช้ 3 ชิ้น สามารถรองรับน้ำหนักรวม 21.6 กก. ใช้ 4 ชิ้น สามารถรองรับน้ำหนักรวม 28.8 กก. • รุ่น GAIA II Neo รุ่นนี้จะมีเกลียวทดแทน Spike ที่ใช้กับลำโพงตั้งพื้นหรือซับวูฟเฟอร์ ที่มีหนักไม่เกินประมาณ 54–55 กก. ต่อข้าง (ต่อชุด 4 ชิ้น) Test Report ในระหว่างการทดสอบชุดเครื่องเสียงและลำโพงในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้นำอุปกรณ์ทั้งสามรุ่นของ IsoAcoustics มาร่วมทดสอบใช้อย่างเต็มที่ และเก็บผลลัพธ์เพื่อสรุปให้กับท่านผู้อ่านรับทราบและใช้พิจารณาในการนำไปใช้งานครับ โดยมีเครื่องแอมปลิไฟร์ DAC เครื่องเล่น SACD และลำโพงระดับมอนิเตอร์เป็นเรฟเฟอร์เร้นซ์ Reference : - Rogers LS3/5A Diamond Jubilee และ Rogers AB3A Subwoofer Stand - Revival Audio ATALANTE 4 - NAD C 399 Amplifier - Marantz 30 N SACD ผมได้วิเคราะห์อุปกรณ์ของ IsoAcoustics พบว่ามีการออกแบบดูเรียบง่าย และเน้นเรื่องการใช้งานเชิงฟิสิกส์ที่มีผลลัพธ์อันแน่นอน ไม่ได้ออกแบบให้เป็นเครื่องประดับตกแต่งวิลิศมาหราใดๆทั้งสิ้น พูดง่ายๆ ไม่เอาคอสเมติคมาเรียกราคา แต่เน้นความจริงของผลลัพธ์ที่ได้ โครงสร้างหลักและหลักการทำงานของ IsoAcoustics มีพื้นฐานมาจากแนวคิดเรื่องการแยกแรงสั่นสะเทือน (Isolation) และการควบคุมทิศทางการเคลื่อนตัวของพลังงาน (Directional Energy Management) เพื่อให้ลำโพงหรืออุปกรณ์เครื่องเสียงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด จากโครงสร้างที่ออกแบบจากทีมงาน IsoAcoustics เราสามารถแยกแยะองค์ประกอบหลักทั่วไปของอุปกรณ์ดังนี้ 1. Top Cap หรือส่วนยึดด้านบน ที่เป็นส่วนที่สัมผัสกับฐานของลำโพงหรืออุปกรณ์ จะผลิตจากโลหะคุณภาพสูง เช่น สเตนเลสหรืออะลูมิเนียม กรณีรุ่น GAIA II Neo ได้ออกแบบให้ยึดแน่นกับเกลียวมาตรฐาน เช่น M6, M8 หรือ 1/4”- 20 รับน้ำหนัก และถ่ายแรงสั่นสะเทือนเข้าสู่ระบบที่ช่วยสลายการสั่นให้ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม 2. Internal Isolator แกนยางสังเคราะห์ภายใน อันเป็นหัวใจของเทคโนโลยี IsoAcoustics ใช้วัสดุประเภทยางอีลาสโตเมอร์ (Elastomer) ที่มีค่าความยืดหยุ่นเฉพาะ ถูกออกแบบให้รองรับน้ำหนักในแนวดิ่ง แต่ยอมให้มีการเคลื่อนตัวเล็กน้อยในแนวราบ หน้าที่โครงสร้างส่วนนี้ ช่วยดูดซับและสลายพลังงานสั่นสะเทือน พร้อมลด “อคูสติคฟีดแบ็ค” ส่งแรงย้อนกลับจากพื้นสู่ตัวอุปกรณ์ 3. Outer Housing โครงสร้างภายนอก มีตัวเรือนโลหะที่ครอบระบบภายใน ที่ช่วยควบคุมทิศทางและระยะการเคลื่อนตัวของ Isolator และเพิ่มความแข็งแรงและความแม่นยำทางกล หน้าที่หลักคือทำให้ระบบมีพฤติกรรมการสั่นที่คงที่และสม่ำเสมอ 4. Bottom Base ฐานสัมผัสพื้น อันเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นหรือชั้นวาง มีวัสดุป้องกันการลื่นและกระจายแรงกด ที่จะทำหน้าที่ลดแรงสะท้อนกลับจากพื้นและเพิ่มความมั่นคง 5. Height Adjustment เฉพาะบางรุ่น เช่น GAIA II Neo มีระบบเกลียวปรับระดับความสูงอย่างละเอียด ทดแทนเกลียวและสไปก์เดิม ช่วยตั้งลำโพงให้ได้ระดับและสมดุลที่เหมาะสม แต่จะเปลี่ยนระบบที่เกร็งแข็งเป็นมั่นคง แต่...ยืดหยุ่น หลักการทำงานโดยสรุปจากการทดสอบ 1. รองรับลำโพงหรือเครื่อง ที่สร้างแรงสั่นสะเทือน 2. พลังงานถ่ายเทเข้าสู่ระบบโครงสร้าง Isolator 3. Elastomer จะทำการแปลงพลังงานกลเป็นความร้อนเล็กน้อย 4. ลดแรงสะท้อนกลับจากพื้น ไม่ให้มีฟีดแบ็คคืนมา 5. ตู้ลำโพงนิ่งขึ้น ตัวเครื่องนิ่งขึ้น เป็นผลต่อไดรเวอร์ และระบบเสียงที่มีผลกระทบย้อนกลับจากอะคูสติกในรอบของห้องฟัง โดยรวมทำงานแม่นยำขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ผลการทดสอบผมขอกล่าวถึงรุ่น GAIA II Neo ก่อนนะครับ เพราะได้ถูกออกแบบมาใช้กับลำโพงตั้งพื้นโดยตรง ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ และเป็นรุ่นที่มีเทคนิคขั้นสูงที่มีความสลับซับซ้อนที่สุด หลักการคือใช้สำหรับยึดติด ทดแทนสไปก์ที่ฐานลำโพง หนึ่งกล่องมีตัวอุปกรณ์ไอโซเลเตอร์ 4 ชิ้น พร้อมอุปกรณ์เสริม จานรอง 4 ชุด สักกะหลาด 4 ชิ้น ยางวงแหวน 4 ชิ้น และสกรูใช้ขันเกลียวมาตรฐานต่างขนาดรวมสามชุดหรือ 12 ชิ้น สำหรับใช้งานร่วมกัน เมื่อต้องใช้กับลำโพงหนึ่งคู่ เท่ากับเราต้องใช้ GAIA II Neo สองกล่อง หรือดับเบิ้ลอุปกรณ์เป็นหนึ่งเท่าตัวเป็นชุดตัวรอง 8 ตัวนั่นเอง การใช้งาน GAIA II Neo เริ่มจากการถอดสกรูหรือ Spike เดิมของลำโพงออก แล้วจัดชุดของ GAIA II Neo ลงไปแทน เราสามารถปรับระดับความสมดุลมุมลำโพงได้ครับ ด้วยการปรับหมุนเกลียวของอุปกรณ์แต่ละจุด (มีขนาดเกลียวมาให้เลือก) การใช้งานไม่ได้ยุ่งยากอะไรแต่อาจเสียเวลาในการปรับเปลี่ยนจากของเดิมเล็กน้อยครับ สิ่งที่สังเกตได้ก็คือ GAIA II Neo มีรูปแบบของวัสดุยางยึดติดที่หยุ่นตัว จะช่วยลดสภาวะเกร็งแข็งของฐานเดิมที่เคยใช้ Spike มาเป็นอีกแบบหนึ่ง วิธีการของอุปกรณ์นี้จะเริ่มสลายไวเบรชั่นช้าๆ และค่อยเติมเต็มประสิทธิภาพขึ้นจนถึงจุดสมดุล ดังนั้นเมื่อเริ่มใช้งาน IsoAcoustics เข้าไปในซิสเต็มไม่ว่าจะเป็นรุ่นสำหรับฐานลำโพง GAIA II Neo มาจนถึงรุ่นตัวรองเครื่อง OREA Bronze และ OREA Indigo จะมีปฏิกิริยาเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงช้าๆ ก่อนเร่งปฏิกิริยาแบบอยู่ตัวในที่สุด ดังนั้นถ้าผู้ฟังช่างสังเกตสักหน่อย ช่วง 1-3 นาทีแรก เมื่อเริ่มใช้ IsoAcoustics เป็นครั้งแรก เสียงเพลงที่เราคุ้นเคย คล้ายเหมือนถูกเบรค ดึงจังหวะให้ช้า หรือ “หนืดลง” ก็อย่าเพิ่งแปลกใจนะครับ เพียงครู่เดียวจังหวะจะกลับมากระชับ กระฉับกระเฉงเป็นปกติ แต่สิ่งที่หายไปอย่างชัดเจนมากๆคือเสียงสากเสี้ยนของความถี่กลาง และเมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ คุณจะสัมผัสว่าเสียงดนตรีสะอาดสะอ้านกว่าเดิมอย่างชัดแจ้ง ถามว่าปฏิกิริยาดังกล่าวนี้ จะเป็นทุกครั้งในการใช้งาน IsoAcoustics GAIA II Neo, OREA Bronze, OREA Indigo หรือไม่? ...ตอบว่าไม่ครับ จะเป็นเฉพาะครั้งแรกที่คุณนำมาใช้งาน มันจะคล้ายๆ อุปกรณ์ที่เริ่มรับความถี่ และค่อยๆ สลายไวเบรชั่นส่วนเกินออกไป หลังจากนั้นกลับมาเล่น ครั้งต่อๆ ไปก็ไม่มีอาการนี้อีกแล้วครับ (คล้ายเราเบิร์นอุปกรณ์เครื่องเสียง) ปฏิกิริยานี้นับว่าเป็นความน่าสนใจทีเดียว ผลลัพธ์การใช้งานของ GAIA II Neo จะทำให้คุณได้ก้าวสู่โลกของดนตรีที่สะอาดสดใส โปร่งกังวานสมจริงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผมสามารถสรุปได้เลยนะครับ สำหรับคำกล่าวถึงอุปกรณ์ประเภทไอโซเลเตอร์ที่ว่า “ใช้แล้วไม่อาจถอดออกได้” IsoAcoustics เป็นความจริงอย่างที่สุด การสั่นสะเทือนระดับน้อยๆ คือ “อีแอบ” ที่เคยซ่อนตัว ได้หนีหายไปอย่างเหลือเชื่อ จะเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยคิดถึงมาก่อนแน่นอน ผมยืนยันได้ว่า เมื่อตัดสินใจใช้ IsoAcoustics GAIA II Neo แล้ว คุณจะไม่มีวันหวนกลับไปสู่ความขุ่นมัวหรือเสียงแตกพร่าเบาๆ ที่มันเคยแอบซ่อนตัวอยู่ในระบบลำโพง เครื่องเสียงที่คุณเคยฟังมาอย่างเคยชินตลอดนั้นได้อีก หากจะเริ่มทดสอบผลจากการใช้งาน ว่ามันได้ผลลัพธ์แค่ไหน อาจจะเริ่มส่วนสำคัญสุดคือที่เปลี่ยนสไปก์ของลำโพง ด้วย IsoAcoustics GAIA II Neo และค่อยตามมาด้วยการรองใต้ตัวเครื่องแหล่งโปรแกรม (OREA Bronze) หรือแบบครบสูตรก็ใช้กับแอมปลิไฟร์ด้วยเลยครับ (OREA Indigo) ถ้าจะให้ครบเครื่องจัดไปทั้งชุด สามรูปแบบพร้อมกันจะช่วยสลายไวเบรชั่นได้อย่างสะอาดหมดจดอย่างน่าทึ่ง ผมกล่าวได้ว่าคุณจะไม่เคยได้มิติเสียงกระจ่างแจ้งแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่เคยเผชิญเบสบูมมี่หรือบวมอืดภายในห้องตอนเซ็ตอัพลำโพงไม่ลงตัวสักที... ครั้งนี้จะรู้สึกเหมือนสลัดเอาปัญหาอุปสรรคเหล่านั้นทิ้งไปโดยสิ้นเชิง นับว่าเป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดมาก ย้ำอีกครั้งว่า IsoAcoustics นั้นไม่ธรรมดา!!! ข้อแนะนำจากการทดสอบการใช้อุปกรณ์ IsoAcoustics รุ่น OREA Bronze และ OREA Indigo รองใต้เครื่อง ควรใช้ทั้ง 4 มุม 4 จุด โดยจะวางรองกับขาเดิมหรือ Foot ของเครื่อง หรือวางรองตรงกับผนังโลหะด้านใต้ของเครื่องก็ได้ แต่จากการทดสอบของผม พบว่าการวาง IsoAcoustics รองโดยตรงกับผนังเครื่องด้านใต้ใกล้เคียงกับขาเดิมของเครื่องจะได้ผลดีที่สุดครับ (ดีกว่าการรองกับขาเดิมของเครื่อง) ผลสรุปเราได้อะไรจากอุปกรณ์ IsoAcoustics อย่างชัดเจนที่สุด ในรุ่นรองใต้เครื่อง OREA Bronze และ OREA Indigo นั่นก็คือ คุณจะพบกับเวทีเสียงชัดเจนและนิ่งขึ้น เบสกระชับ ควบคุมจังหวะและการปล่อยความอิ่มเสียงเป็นรูปธรรม ฮาร์โมนิคสวยงามมีชีวิตชีวา โดดเด่นมากในรายละเอียดเสียงเพิ่มขึ้น เสียงร้องโฟกัสแม่นยำ รวมถึงมิติเสียงลึก และกว้างขวางกว่าเดิม ผลที่ได้กับลำโพงด้วยรุ่น GAIA II Neo คุณจะได้พื้นเสียงเงียบขึ้น (Lower Noise Floor) รวมถึงรายละเอียดเล็กๆ ชัดเจนขึ้น เวทีเสียงเปิดกว้างและมิติลึกขึ้น รวมถึงตำแหน่งนักดนตรีนิ่งมากกว่าเดิม ให้เบสกระชับและควบคุมได้ดีขึ้น ลดอาการเบสบวมจากการสั่นสะเทือนของพื้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่ามากไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับอุปกรณ์อื่นใดก็ตาม ถ้าคิดว่าเครื่องเสียงของคุณมีความพร้อมสำหรับอุปกรณ์เหล่านี้ ก็ไม่ควรให้พลาดโอกาสไปครับ แนะนำอย่างยิ่งครับ IsoAcoustics ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์เสริม แต่เป็นระบบวิศวกรรมสำหรับจัดการแรงสั่นสะเทือนอย่างจริงจัง หากจับคู่กับน้ำหนักอุปกรณ์ได้ถูกต้อง คุณจะได้เสียงที่นิ่งขึ้น สะอาดขึ้น และมีมิติชัดเจนขึ้นอย่างน่าประทับใจ แล้วคุณจะทราบว่า เราได้เคยถูกการสั่นสะเทือนรบกสนคุณภาพเสียงมานานแสนนานแค่ไหนแล้ว เหมือนเป็นการเปลี่ยน “โลกใบใหม่แห่งประสบการณ์ฟังดนตรีจากเครื่องเสียง” ที่คุณจะเข้าถึงส่วนลึกที่เป็นย่านความถี่ออดิโอทุกรายละเอียดดียิ่งขึ้น ในขณะที่ยังคงรักษาบุคลิกเสียงดังเดิมของซิสเต็มเอาไว้อย่างมั่นคงครับ IsoAcoustics GAIA II Neo ราคาพิเศษ 17,160 บาท/set (4 ตัว) IsoAcoustics OREA Bronze ราคาพิเศษ 2,400 บาท/ตัว IsoAcoustics OREA Indigo ราคาพิเศษ 3,100 บาท/ตัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-881 7273-5, 093-689 7987, 081-682 7577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
NAD C 399 พลังโดดเด่นน่าทึ่ง จากแอมป์ระบบไฮบริดดิจิทัล พร้อมภาค DAC แอมปลิไฟร์เออร์ NAD C 399 HybridDigital DAC เป็นผลิตภัณฑ์เรือธงซีรีส์ Classic โดยนำเทคโนโลยีและวิศวกรรมที่ประณีตจากซีรีส์ Master มาสู่กลุ่มผู้ฟังที่กว้างขึ้น ด้วยระบบขยายเสียงแบบ HybridDigital nCore ด้วยกำลังขับ 180 วัตต์ต่อแชนแนล ให้เสียงที่สะอาดและราบรื่น มาพร้อมกับการประมวลผลดิจิทัลชั้นสูง เปิดเผยรายละเอียดทางดนตรีที่ละเอียดอ่อนคมชัด และระบบการควบคุมคอนโทรล ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนักวิจารณ์ และได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์แห่งปีมากมาย C 399 จึงกลายเป็นหนึ่งในแอมปลิไฟร์เออร์ที่น่าเชื่อถือและได้รับความนิยมมากที่สุดของ NAD และสามารถเพิ่มเติมความสามารถของแอมป์ ด้วยการสตรีม BluOS และ Dirac Live Room Correction ผ่าน MDC2 (เป็นออพชั่นเสริม) ซึ่ง C 399 ปรับตัวให้เข้ากับระบบขยายเสียงช่วยให้การฟังมีความสมดุลในทุกห้อง มีช่องต่อแบบ HDMI eARC, ภาคขยายสัญญาณเสียงโฟโน MM ที่เที่ยงตรง พร้อมท้้งอินพุตดิจิทัลและอนาล็อกที่หลากหลาย ให้ความสะดวกเพลิดเพลินจากเสียงเพลงในแหล่งต่างๆ หลายหลากรูปแบบ NAD ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมโครงสร้างเครื่องแบบเดิมที่คลาสสิก เรียบง่าย แต่แข็งแรง มีคุณสมบัติเด่นด้วยกำลังขับ 180 วัตต์ต่อแชนแนล จากภาคขยาย HybridDigital nCore ดิจิทัลแอมปลิไฟร์ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อการถ่ายทอดเสียงที่ละเอียด และโดดเด่นเรื่องความปลอดจากสัญญาณรบกวนอย่างดีเยี่ยม มีสล็อตช่องเสียบ MDC2 สองช่องสำหรับการอัพเกรดในอนาคต ด้วยโมดูล MDC2 BluOS-D เสริมเพิ่มการสตรีมความละเอียดสูง BluOS และระบบแก้ไขเสียงในห้อง Dirac Live อินพุต HDMI eARC สำหรับการเชื่อมต่อภาคออดิโอของทีวีอย่างราบรื่น ภาคขยายสัญญาณเสียงโฟโน MM ที่ได้รับการออกแบบเฉพาะ ด้วยเสียงรบกวนต่ำมาก พร้อมวงจรกรองเสียงความถี่ต่ำ มีอินพุตดิจิทัลแบบออปติคอลสองช่อง และแบบโคแอกเซียลสองช่อง รวมถึงอินพุตอนาล็อกสองชุด พร้อมภาคแอมปลิไฟร์เออร์สำหรับหูฟังโดยเฉพาะ ครบถ้วนด้วย Bluetooth ที่รองรับ aptX HD เอาต์พุตซับวูฟเฟอร์สองช่อง และขั้วต่อลำโพงสองชุด สำหรับแอมปลิไฟร์ C 399 นี้ ได้มีการเปิดตัวครั้งแรกในงาน CEDIA Expo 2022 ที่เมืองดัลลัสประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็เริ่มวางจำหน่ายทั่วโลก ถือเป็นรุ่นเรือธงของ Classic Series และเป็นแอมป์ตัวแรกของ NAD ที่ใช้แพลตฟอร์ม MDC2 โดยสามารถเพิ่มโมดูล BluOS-D สำหรับสตรีมมิ่งและ Dirac Live C 399 ยังคงจำหน่ายขายดีมาถึงปัจจุบัน แต่อาจจะมีขาดตลาดเป็นบางช่วง ควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากตัวแทนคือ Conice ครับ C 399 ที่ผมได้รับมาทดสอบครั้งนี้ เป็นเครื่องที่มีการใช้งานหรือเดโมมาพอสมควร จึงพร้อมต่อการทำงานโดยไม่มีความจำเป็นจะต้องเบิร์นอะไรกันอีก อีกทั้งท่านที่เป็นแฟนคลับ NAD คงได้เห็นรายละเอียดและการรีวิวทั้งในต่างประเทศ และในประเทศมาพอสมควร ดังนั้นในการทดสอบของผม จะให้แง่มุมเพิ่มเติมในเรื่องแนวทางเสียงของภาคขยายที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจ การเปลี่ยนผ่านจากวงจรขยายแบบคลาส AB ที่หลายท่านฝังใจมาจาก NAD รุ่นประวัติศาสตร์ 3020 Series 20 ผมก็เป็นทั้งผู้ติดตามและผู้เล่นคนหนึ่ง กับช่วงเวลาการพัฒนาภาคขยายจากอนาล็อกสู่ดิจิตอล จึงขอนำเสนอไทม์ไลน์ของ NAD สักเล็กน้อย โดยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ด้วยกัน ยุคที่ 1 : ตำนาน Class AB แบบอนาล็อก ในช่วงปี 1978–2005 เริ่มด้วย NAD 3020 (1978) แอมป์รุ่นในตำนานที่สร้างชื่อให้ NAD ทั่วโลก ด้วยกำลังขับเพียง 20 วัตต์ แต่ขับลำโพงยากๆ ได้ดี ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน Integrated Amplifier ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์เครื่องเสียง ต่อมาก็มีการพัฒนาวงจรเทคโนโลยี Power Envelope ด้วยบุคลิกเสียงอบอุ่น มีความเป็นดนตรีสูง และฟังง่าย ต่อมาคือ NAD 3020i / NAD 304 / NAD 314 ช่วงยุค 1980–1990 ผู้สืบทอดปรัชญา 3020 ให้ทันสมัยขึ้น และในปี 1998 มีรุ่น NAD C 370 หนึ่งใน Class AB ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ด้วยกำลังขับต่อเนื่องสูงถึง 120 วัตต์ต่อแชนแนล มีความโดดเด่นทางด้านไดนามิก เบสหนักแน่น ให้บุคลิก “NAD Sound” อย่างชัดเจน ปี 2005 นำเสนอ NAD M3 รุ่นเรือธงของ Masters Series รุ่นแรก ดีไซน์ยกระดับขึ้นเป็นไฮเอ็นด์ ด้วยระบบ Dual Mono Design ด้วยการใช้วงจร PowerDrive ขั้นสูง ถือว่าเป็นสุดยอด Class AB ของ NAD ยุคที่ 2 : ในปี 2009 คือการก้าวแรกสู่ Digital Amplification ด้วย NAD M2 รุ่นที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของบริษัท มีการคิดค้นออกแบบ Direct Digital Amplifier เต็มรูปแบบ สามารถรับสัญญาณดิจิทัลแล้วขยายโดยตรง ใช้เทคโนโลยี Direct Digital Feedback ที่ถูกมองว่าเป็นแอมป์ที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยในขณะนั้นมาก ยุคที่ 3 : ระบบ HybridDigital + Hypex nCore ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาระหว่างปี 2014–2019 เริ่มจากรุ่น M22 ใช้โมดูล Hypex nCore ที่ให้ค่าความเพี้ยนต่ำมาก แนวเสียงโปร่ง สะอาด แม่นยำ ตามมาด้วย NAD C 368 ในปี 2016 และรุ่นท็อปของซีรีส์ไฮบริด คือ C 388 ในปี 2017 เป็นการนำ HybridDigital ลงสู่ Classic Series ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ในระดับราคาที่เหมาะสม ยุคที่ 4 : Purifi Eigentakt เป็นจุดสูงสุดของ Class D คือช่วงระหว่างปี 2020–ปัจจุบัน เริ่มต้นด้วยแอมปลิไฟร์ M33 ที่ใช้ Purifi Eigentakt เป็นการรวมทั้งระบบ DAC, Streaming และ Dirac Live ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอินทริเกรเต็ดที่ดีที่สุดของยุค ตามมาด้วย NAD M23 เพาเวอร์แอมป์ 2 แชนแนลระดับอ้างอิง เมื่อปี 2021 ในขณะที่ทีมงานออกแบบพยายามที่จะนำเทคโนโลยีที่โดดเด่นนี้ให้ลงมาอยู่ในแอมปลิไฟร์รุ่นคลาสสิกซีรีส์ด้วย และนั่นคือการปรากฏตัวของ NAD C 399 ในช่วงปี 2022 ด้วยการนำ HybridDigital nCore ระดับ Masters ลงสู่ Classic Series เป็นครั้งแรก เส้นทางของ NAD แสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้ละทิ้งอุดมคติดั้งเดิม แต่พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เพื่อรักษาเป้าหมายเดิม ในการส่งผ่านดนตรีให้บริสุทธิ์ ทรงพลัง เข้าถึงอารมณ์ของผู้ฟัง จาก NAD 3020 ในปี 1978 มาจนถึง NAD C 399 ในปัจจุบัน NAD ยังคงยึดหลักเดิม คือ “Performance, Simplicity, Value” เพียงแต่ได้วิวัฒน์จากวงจรโซลิตเสตทแบบ Class AB ไปสู่ Class D ที่มีประสิทธิภาพสูงและเที่ยงตรงอย่างยิ่ง ใน NAD C 399 นี้ ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับ NAD C 375 BEE ที่เป็นอนาล็อกแอมป์รุ่นท็อปหลังสุด ที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง เมื่อได้รับเครื่อง C 399 มาทดสอบใช้งาน ผมมองเห็นรูปทรงเรียบๆ สวยงาม ด้วยมุมมนโค้งเล็กน้อยของหน้าปัด มีดิสเพลย์ตรงกลางเครื่อง พร้อมปุ่มซีเล็คเตอร์มุมซ้าย ช่องเสียบหูฟัง ส่วนด้านขวาเป็นปุ่มเลือก Source ปุ่มเร่งลดโวลุ่ม การปรับแต่งในด้านของความถี่เสียงและระบบโทนคอนโทรลสามารถทำได้จากรีโมท ประสานกับดิสเพลย์หน้าจอเครื่อง ช่องสัญญาณอินพุตภาคไลน์และภาคโฟโนขยายหัวเข็ม MM ที่สามารถเข้าไปตั้งบาย-พาสสัญญาณได้ หรือให้ผ่านวงจรปรับแบบโทนคอนโทรลทุ้มแหลม โดยไม่ผ่านวงจร DSP แต่ถ้าต้องการความ Flat จริงๆ ก็สามารถใช้ภาค Analog Bypass ตัดสัญญาณตรงโดยไม่ผ่านทุกการปรับแต่งได้ มีจุดที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือการปรับค่าเกนโวลุ่มแบบอนาล็อก เพื่อให้มีความสัมพันธ์กับแหล่งสัญญาณอินพุต โดยในหัวข้อ Analog Gain จะปรับความแรงสัญญาณ ได้ระหว่าง 12.0dB ถึง +5.0dB ตามความเหมาะสม การมีช่อง Pre-Out จะช่วยให้เราเพิ่มเติมเพาเวอร์แอมป์ในอนาคตได้ รวมทั้งช่องสัญญาณ Sub Out ซึ่งขอแนะนำว่าควรจะเข้าไปตั้งค่า No ในกรณีที่เราไม่ได้ใช้ Active Subwoofer หรือถ้าใช้งานซับวูฟเฟอร์ภายนอก ก็ยังสามารถปรับแต่งค่าจุดตัดความถี่ได้อีกครับ เรียกว่าออกแบบมาเอาใจนักเล่นเครื่องเสียงทุกระดับอย่างเต็มที่เลยก็ว่าได้ ในการทดสอบครั้งนี้ผมเลือกใช้สัญญาณหลักจากเครื่องเล่นซีดี ทั้งช่องอนาล็อกและทดลองต่อสัญญาณดิจิทัลโคแอกจากเพลย์เยอร์ไปยังภาค DAC ภายในตัวเครื่อง NAD C 399 เพื่อพิเคราะห์คุณภาพเนื้อแท้ของเครื่อง ด้วยความหลงใหลในอนาล็อกไวนีล ดังนั้นผมจึงจัดเอา NAD C 588 มาทดลองภาคอนาล็อก Phono ของ C 399 นั่นทำให้เกิดความหลงใหลในความสวยงามของภาคขยายหัวเข็มชุดนี้อยู่ไม่น้อยเลยครับ การออกแบบทุกอย่าง ทีมงาน NAD ดูตั้งใจมาก เพื่อให้แฟนคลับของเขาได้ใช้งานอย่างคล่องตัวหลายหลากรูปแบบ รวมถึงประสิทธิภาพ DAC ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเกินความคาดหมายครับ Test Report การทดสอบฟัง ได้ใช้ลำโพงหลักทั้งหมด 3 คู่ คือ Harbeth P3ESR Anniversary, Harbeth SHL5 XD3 และ Rogers LS3/5 A Diamond Jubilee & AB3a ที่เน้นสมรรถนะและบุคลิกในความเป็นกลางสำหรับการถ่ายทอดเสียงดนตรีที่แม่นยำ โดยที่ผมใช้ NAD C 3050 และ NAD C 375 BEE มาเทียบเคียงในเรื่องของพลังขับและรายละเอียดเสียง ซึ่งมีทั้งความคล้ายและความแตกต่างของภาคขยายไปตามลำดับแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีแอมปลิไฟร์ของ NAD จากอดีตถึงปัจจุบัน ถ้าดูจากลำดับของช่วงเวลา ก็ถือว่า C 3050 จะให้แนวทางและบุคลิกเสียงที่ทีความใกล้เคียง C 399 มากที่สุด แต่พลังในการขยายเสียงนั้น C 399 ย่อมโดดเด่นกว่า ทั้งในเรื่องรายละเอียดที่ดีกว่า ส่วนเสียงร้องหรือย่านความถี่มิดเร้นจ์จะราบรื่นต่อเนื่องคล้ายคลึงกันครับ ส่วนถ้าเรายกเอา C 375 BEE ซึ่งเป็นรูปแบบวงจรขยายคลาส AB ที่ยึดความดั้งเดิม มาเป็นตัวตั้งในการเปรียบเทียบ ด้านพลังเสียงความหนักแน่นของเสียงต่ำ รวมถึงแรงปะทะในกรณีฟังเพลงที่ต้องการไดนามิคขั้นสูง นับว่ามีความละม้ายใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามก็ยังมีความแตกต่างในเรื่องของบุคลิกเสียงต่ำที่อบอุ่นของ C 375 BEE ที่มีมวลของเสียงดูอิ่มลึกเป็นพิเศษ แต่ C 399 จะปรับมาสู่ความเหนือกว่าในเรื่องของความสะอาด ชัดเจน ราบรื่นและความแม่นยำของเบสช่วงต้น ถึงเนื้อเสียงช่วงต่ำสุดที่สมจริงมากยิ่งขึ้น คือเหมือนเดินเข้าไปใกล้ดนตรีจริงแบบสุดทางมากกว่า C 375 BEE การพัฒนาการครั้งนี้ของ C 399 ถือว่าก้าวกระโดดมาไกลและน่าจะเป็นธงชัยหลักที่จะทำให้เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดนี้ ให้เสียงที่มีอานุภาพใกล้เคียงกับ Master Series มากขึ้น อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลยทีเดียว ฟังแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวาน่าตื่นเต้นกว่าครั้งไหนๆ ใน Classic Series ครับ เป็นแอมปลิไฟร์ที่ขับเสียงลำโพงได้ปลอดโปร่งราบรื่นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้ฟังสามารถรู้สึกได้ถึงความคุ้มค่าและพลังที่พร้อมสรรพสำหรับลำโพงที่มีลักษณะพิเศษได้หลายคู่ในกลุ่มไฮเอ็นด์ ไม่ว่าลำโพงนั้นๆ จะขึ้นชื่อในเรื่องการขับเสียงยากเพียงใดก็ตาม C 399 ก็มีความสามารถสูงส่งพอจะส่งผ่านพลังอย่างต่อเนื่องถึงที่สุดจริงๆ ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม ผมไม่แปลกใจที่ C 399 จัดจำหน่ายขายดีมาก และทำให้อาจมีช่วงขาดตลาดเป็นบางจังหวะ การได้ทดสอบและเปรียบเทียบฟังครั้งนี้ เราเห็นถึงความสามารถของดีไซเนอร์และหลักวิศวกรรม ทางด้านแอมคลาส D ที่ก้าวสูงขึ้นตามลำดับ และเชื่อว่าด้วยแนวทางเทคโนโลยีใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพนี้ NAD จะไม่มีวันหวนกลับสู่แอมปลิไฟร์ในเชิงอนาล็อกดั้งเดิมอีกอย่างแน่นอน จากการทดสอบฟังอย่างจริงจัง พบว่าจุดที่เด่นอย่างมากที่สุดก็คือ C 399 ให้ความลื่นไหลของเสียงดนตรีที่ต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย ในเพลงประเภทคลาสสิกคัลคุณจะได้ความรู้สึกสัมผัสถึงบรรยากาศวงดนตรีขนาดยักษ์ซึ่งอยู่ต่อหน้าเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเวทีเสียงหรือ Soundstage ที่กว้างลึกขนาดใหญ่ของลำโพง ที่ถูกขับเสียงโดยภาคขยายอันสมบูรณ์แบบ นับว่าหลุดทะลุขอบเขตจำกัดแล้วอย่างแน่นอน โดยส่วนตัวชอบในความบริสุทธิ์ของพลังเสียงครับ ดูต่อเนื่องและน้ำหนักเสียงดีทุกย่านความถี่ ช่วงสำคัญของการทดสอบ เป็นความรู้สึกที่รับรู้ความยิ่งใหญ่อลังการของภาคขยายระดับ 180 วัตต์ต่อแชนแนล ด้วยเพลงทดสอบโปรดปรานที่สุดของผม นั่นคือ On the Beautiful Blue Danube, Op. 314 (แทร็กที่ 5) อัลบั้มประวัติศาสตร์ Ein Straussfest ของ Erich Kunzel และ Cincinnati Pops Orchestra เพลงวอลตซ์อมตะ ซึ่งประพันธ์โดย Johann Strauss II และเวอร์ชันในอัลบั้มนี้มีบันทึกมาได้แม่นยำ มีความโดดเด่นอย่างมาก สำหรับการทดสอบภาคขยายของแอมป์หรือลำโพง หากขับเสียงได้ราบรื่น ย่อมแสดงถึงพลังค่าไดนามิคเร้นจ์ ในการส่งผ่านรายละเอียดที่ครบถ้วนครับ ประสบการณ์การฟังครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกถึงอัตราการส่งผ่านสัญญาณในแบบที่มีทั้งอัตราการพีค หรือสะวิงสูงเป็นบางช่วง และการแผ่วเบาลงไปของเสียงดนตรี ซึ่งแทบจะหายไปกับบรรยากาศในลักษณะของการบรรเลงของวงออเคสตร้าที่เร้นจ์กว้างขวาง ท้าทายความสามรถของแอมป์ ซึ่ง C 399 นั้นทำได้ดีเกินคาด จริงๆ เปรียบเสมือนเราได้รับฟังไดนามิคเร้นจ์ที่มีอัตราขยายกว้างขวางครบถ้วนที่สุดเท่าที่สตูดิโอจะบันทึกเก็บไว้และนำมาเล่นหรือเพลย์แบ็คออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ขาดตกบกพร่องใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ เราพบว่าภาคขยาย C 399 สามารถส่งผลต่อระดับเสียงและการควบคุมลำโพงได้อย่างต่อเนื่อง เก็บเอารายละเอียดหยุมหยิมตลอดเส้นทาง และย่านความถี่ของดนตรีครบถ้วน ในระดับใกล้เคียงกับเพาเวอร์แอมป์ M23 รุ่น Master Series ที่ผมคุ้นเคย นี่คือก้าวที่สำคัญยิ่งของวงจรขยายแบบคลาส D ที่ต้องยอมรับว่าทีมออกแบบสามารถพัฒนามาจนถึงจุดสูงสุด นับเป็นการเอื้อเทคโนโลยีที่สูงล้ำของ NAD จะได้ใจจากนักเล่นเครื่องเสียงไปตลอดกาล NAD C 399 สามารถบ่งชี้ว่า จากนี้โลกเครื่องเสียงไฮไฟของเราได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว กระบวนการขยายเสียงที่เที่ยงตรงจาก Class D ได้เดินทางมาถึงจุดที่สมบูรณ์ด้วยพลังและรายละเอียดที่บริสุทธิ์ เที่ยงตรงอย่างสมบูรณ์แบบ หนีห่างจากแอมป์ดิจตอลยุคบุกเบิกคนละเรื่องกันไปเลย ในช่วงที่ภาพยนตร์ประวัติชีวิตของ Michael Jackson เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ วาระนี้ผมได้เลือกเอาบทเพลงจากอัลบั้มอมตะของเขามาเปิดฟัง ทั้งแผ่นซีดีและฟังจากไวนีล (NAD C 588) และด้วยแผ่นสะสมหายากคือ Thriller first press ที่ยังบันทึกเสียงแบบดั้งเดิม โดยมีจุดสังเกตก็คือ ด้านหลังปกเวอร์ชันแรกสุดจะไม่มีข้อความว่า "Co-Produced by Michael Jackson" และรหัสแผ่นจะพิมพ์ ตัวเลข QE 38112 เป็นการพิสูจน์ได้เลยว่า ภาคปรีโฟโนในเครื่อง NAD C 399 จัดเป็นทีเด็ดของภาคขยายหัวเข็มแผ่นเสียง MM ได้เลยครับ มันได้ถูกออกแบบวงจรมาอย่างดีเยี่ยม สังเกตได้จากรายละเอียดปลายเสียงแหลม ที่ค่อนข้างเปิดโปร่งเป็นธรรมชาติ พร้อมกับการรักษาเสียงต่ำลึกครบถ้วนและให้พลังเสียงเบสได้ดุดันมากเลยทีเดียว ในเพลง Thriller ที่ฟังแล้วคออนาล็อกชื่นใจครับ ต้องเรียนเพื่อทราบไว้เล็กน้อย ว่าเนื่องจากเครื่องที่ผมนำมาทดสอบนี้ ผมจะเน้นการใช้งานในภาคไลน์ในระบบขยายเสียง ไม่ได้ใส่โมดูลของ MDC เพื่อให้เล่น Streaming ดังนั้นผู้ที่เป็นเจ้าของสามารถเพิ่มเติม Option นี้ เพื่อให้เครื่องมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นได้นะครับ หรือถ้าต้องการทราบรายละเอียดและราคา สอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ของทาง Conice ได้เลยครับ ส่วนประสิทธิภาพด้าน Streaming จากสื่อที่ได้ทดสอบไปแล้ว ทั้งต่างประเทศและผู้ทดสอบในประเทศไทย ต่างยืนยันตรงกันว่า ให้คุณภาพยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้งานควบคู่กับโมดูล MDC2 BluOS-D ก็จะเปลี่ยนแอมป์ตัวนี้ให้เป็นสตรีมมิ่งอินทิเกรตแอมป์ระดับไฮเอ็นด์ในทันที โมดูลสามารถรองรับบริการสตรีมมิ่งชั้นนำ เช่น Tidal, Qobuz, Spotify และรองรับ MQA ซึ่งนักรีวิวต่างยกย่องในเรื่องความสะดวกและคุณภาพเสียงที่ดี เป็นระบบ Roon Ready ทำให้สามารถทำงานร่วมกับ Roon ได้อย่างสมบูรณ์แบบ (สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในสื่อออนไลน์ ที่มีผู้ทดสอบไว้โดยละเอียดแล้วครับ) สำหรับผม การทดสอบภาค Line input ภาค DAC และ Phono PreAmp ใน C 399 เป็นจุดมุ่งหมาย และถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเมนหลักที่ให้ความคุ้มค่า ด้วยน้ำเสียงและศักยภาพใกล้เคียงกับภาคขยายแบบใหม่ใน Master Seriesได้อย่างมากที่สุด คือถ้าไม่เห็นรูปทรงของเครื่อง นั่งหลับตาและฟังเสียงอย่างเดียว คุณจะคิดว่ามันใช่เลย เหมือนได้ฟังจากมาสเตอร์ซีรีส์ นับเป็นความสปอร์ตและใจกล้าของทีมออกแบบ ที่ทำคุณภาพเสียงของซีรีส์ไฮเอ็นด์และซีรีส์คลาสสิกปกติ เดินเข้ามาใกล้ชิดกันแบบ ชนิดหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว C 399 ทำให้การเดินขึ้นบันไดไฮเอ็นด์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นครับ แนวบุคลิกเสียงที่เข้าถึงความเป็นธรรมชาติของดนตรีเป็นอย่างสูง รายละเอียดเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ให้ลักษณะเสียงที่มีโท นัลบาลานซ์สวยงาม ความชุ่มฉ่ำที่ปลายเสียงแหลมมีเสน่ห์มากขึ้นยิ่งกว่าแอมป์ในซีรีส์เดิมตระกูล BEE ด้วยซ้ำ และที่น่าชื่นชมคือมีความเป็นกลางสูงมากพอเพียงที่จะฟังเพลงได้โดยไม่จำกัดสไตล์ เสน่ห์ที่ชวนหลงใหลมากที่สุดสำหรับผม น่าจะเป็นการฟังจากภาคปรีโฟโน ที่ NAD ได้วางระบบการปรับอีควอไลเซอร์ RIAA ไว้อย่างเที่ยงตรง ภาคโฟโนขยายหัวเข็มแผ่นเสียงแบบ MM (ผมทดลองจากหัวเข็ม Ortofon Blue) เป็นระบบวงจรที่มีสัญญาณรบกวนต่ำมาก และรองรับสัญญาณได้ดีเยี่ยม ปรีโฟโนใน C 399 ยังมีวงจรเฉพาะที่ช่วยลดสัญญาณรบกวนความถี่ต่ำ (infrasonic noise) ซึ่งสามารถพบในแผ่นเสียงทุกแผ่น โดยไม่ทำให้เสียงทุ้มลดลง หรือด้อยคุณภาพแต่อย่างใด นี่ก็ถือว่าเป็นทีเด็ดได้เลย ยกตัวอย่างในช่วงฟังแผ่นเสียงจากภาค Phono ผมฟังเพลงร้องที่คุ้นเคยจากศิลปินคนโปรด แบบเบาๆ สบายๆ ด้วยภาคขยายที่ทรงพลังและให้ความละเมียดละไมของ C 399 ช่วยจับประโยคในลำคอแผ่วเบาของน้าเคน เคนนี่ โรเจอรส์ ได้เสียงสะอาดน่าประทับใจ ชนิดต้องหวนกลับมาฟังหลายๆ รอบเลยครับ โดนเฉพาะกับแทร็กซ์เพลง Lady ของ Kenny Rogers เพลงคันทรีและป็อป บัลลาดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก (อัลบั้มรวมฮิต Kenny Rogers' Greatest Hits ปี 1980) ซึ่งแต่งและโปรดิวซ์โดยศิลปินระดับตำนานอย่าง Lionel Richie ช่วงท้ายๆ การทดสอบผมเน้นฟังแผ่นซีดีในตำนาน โดยส่งสัญญาณขาออก แบบดิจิตอลเอาต์โคแอกเซียล ไปให้ภาคแปลงรหัส หรือ DAC ภายในของ C 399 ทำงานอย่างต่อเนื่อง ชอบมากครับ เพราะได้เสียงสะอาดเป็นธรรมชาติ และแจกแจงรายละเอียดดนตรีได้ดีจริงๆ ให้ความรู้สึกเข้าถึงดนตรี Jazz ที่คุ้นเคยอย่างปลอดโปร่งสมจริง และที่นับว่าเยี่ยมคือฟังจากแผ่นซีดีอัลบั้มสังกัด TBM เริ่มจากอัลบั้มเปียโนทริโอ ที่โดดเด่นด้วยเสียงเปียโนที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่นักฟังเพลงต้องมี (Miyamoto Masao / Tsuyoshi Yamamoto - Midnight Sugar ) ต่อด้วยอัลบั้มเปียโนแจ๊สมาตรฐาน หรือ Standard Jazz ที่มีทำนองไพเราะฟังสบาย และบันทึกเสียงได้อย่างน่าทึ่ง (Tsuyoshi Yamamoto - Misty) ปิดท้ายด้วยอัลบั้ม Isao Suzuki - Blow Up อัลบั้มเบสที่โดดเด่นทั้งดับเบิลเบสและเชลโล บันทึกเสียงเครื่องสายได้ละเอียดและมีพลัง เป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญสำหรับ NAD C 399 ว่ามีความเป็นธรรมชาติของเสียงดนตรีอย่างสูงยิ่ง นี่คือแอมปลิไฟร์ที่ให้ความเป็นดนตรียอดเยี่ยมมาก ด้วยเสียงที่สะอาดและควบคุมลำโพงให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ บนความเรียบง่ายของหน้าตาและการใช้งานที่ไม่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนนี้ กลับให้พลังงานที่โดดเด่นอย่างน่าทึ่ง เสียงที่สามารถเทียบเคียงได้กับชุดปรี-เพาเวอร์ ในระดับราคาสูง และเข้าใกล้ Master Series มากที่สุด NAD C 399 จะเป็นต้นแบบของแอมปลิไฟร์ยุคใหม่ที่ตอบสนองดนตรีได้อย่างครบถ้วน จะเป็นหมุดหมายที่สำคัญสำหรับออดิโอไฟล์ ที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด มีความใกล้ชิดดนตรีแต่ด้วยระดับราคาที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง NAD ออกแบบอย่างประณีตพิถีพิถัน เพื่อให้ C 399 เป็นพลังเสียงที่บริสุทธิ์ โดดเด่นน่าทึ่ง ด้วยระบบภาคขยายระบบไฮบริดดิจิทัล ที่ผนวกมากับภาค DAC ชั้นดี ให้ความลงตัวคุ้มค่านับแต่แรกเริ่มเล่นไปจนถึงพัฒนาการเผื่ออนาคตเท่าที่ใจคุณต้องการครับ NAD C 399 ราคา 108,800.- บาท (ไม่รวมออพชั่น MDC2 โมดูล) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
WHARFEDALE EVO 5.2 คุณภาพเสียงยอดเยี่ยมเหนือคำบรรยาย การได้มีโอกาสทดสอบลำโพงอยู่แทบทุกวัน ทำให้ผมผ่านน้ำเสียงอันโดดเด่นแตกต่างในความเป็นดนตรีของลำโพงแต่ละคู่ ซึ่งให้ความน่าประทับใจแตกต่างกันไป แต่สำหรับลำโพง WHARFEDALE มักจะเต็มไปด้วยมีคำถามในใจเสมอ คือผมรู้สึกถึงความพิศวงว่า พวกเขาสร้างลำโพงคุณภาพสูงเหล่านี้ ในราคาที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างไรกัน? ฟังแล้วต้องขยี้ตาเมื่อเห็นราคาทุกโมเดลจริงๆ ครับ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การออกแบบ WHARFEDALE ได้สร้างมาตรฐานและความคุ้มค่าในโลกของการผลิตลำโพงขึ้นมาใหม่ คงยังสร้างความยากลำบากให้คู่แข่งต้องพัฒนามากขึ้น มิฉะนั้นจะต้องตกขบวนอย่างง่ายดาย อีกครั้งหนึ่งกับ WHARFEDALE EVO 5 Series ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ซีรีส์ใหม่นี้มาทดแทนที่ซีรีส์ EVO 4 ซึ่งเป็นสินค้าขายดีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2019 ลำโพงรุ่นนี้ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดสำหรับคอนเซ็ปต์ EVO ระดับกลางของ WHARFEDALE โดยได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นสำหรับโครงการ Elysian ซึ่งเป็นรุ่นเรือธง ผลลัพธ์ที่ได้คือยกระดับวิศวกรรมลำโพงที่ไม่เคยมีมาก่อนในราคาที่เข้าถึงได้เช่นนี้ ประกอบด้วยยูนิตเสียงแหลม AMT, ไดรเวอร์เสียงกลางแบบโดม และตู้ลำโพงที่ซับซ้อนพร้อมช่องระบายอากาศแบบสล็อตโหลดที่ชาญฉลาด ลำโพงซีรีส์ EVO 5 ใหม่ เป็นก้าวสำคัญที่เหนือกว่าของ WHARFEDALE โดยทางบริษัทได้นำเอาทุกสิ่งที่ทำให้ EVO 4 เคยเป็นลำโพงยอดนิยมในโชว์รูม และได้รับรางวัลมากมาย มาผสมผสานกับการออกแบบที่หรูหราและการพัฒนาทางเทคนิคเพิ่มเติม เพื่อเสริมคุณภาพให้ก้าวไปอีกระดับในฐานะแชมป์ลำโพงยอดเยี่ยมในราคาที่คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นนักฟังเพลงที่ต้องการความละเอียดอ่อนของเสียงดนตรี หรือผู้ฟังทั่วไปที่ต้องการความชัดเจนและพลังความลึกล้ำของเสียง ลำโพง EVO 5 สามารถรับประกันประสบการณ์การฟังที่สมจริงและมีความคมชัดสูง เทียบเคียงกับลำโพงระดับไฮเอ็นด์ที่มีราคาแพงกว่ามาก แตกต่างจากผู้ผลิตลำโพงหลายราย WHARFEDALE ออกแบบและผลิตชิ้นส่วนประกอบเกือบทั้งหมดด้วยตนเอง ทำให้สามารถสร้างลำโพงที่ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องผสมผสานชิ้นส่วนจากผู้ผลิตรายอื่น นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถควบคุมองค์ประกอบสำคัญเช่นไดรเวอร์ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถพัฒนาต่อยอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ ลำโพงซีรีส์ EVO 5 ใหม่นี้ ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ประกอบด้วยลำโพงหลัก 5 รุ่น ได้แก่ ลำโพงวางขาตั้ง 2 รุ่น (EVO 5.1 และ 5.2), ลำโพงตั้งพื้น 2 รุ่น (EVO 5.3 และ 5.4) และลำโพงเซ็นเตอร์สำหรับโฮมเธียเตอร์ (EVO 5.C) ภายนอกได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ส่วนภายในนั้นทุกรายละเอียดได้รับการปรับปรุงทุกส่วนทั้งหมดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ล้ำยิ่งขึ้นไปอีก ข้อสังเกตลำโพง EVO รุ่นใหม่นี้มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ทำให้มีปริมาตรตู้มากขึ้น ใช้ไดร์เวอร์ที่ได้รับการอัพเกรดรวมถึงครอสโอเวอร์ใหม่ทั้งหมด • พิเคราะห์จากหน่วยขับความถี่สูง แนวคิดของซีรีส์ EVO เกิดจากกระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเช่นเดียวกับโครงการ Elysian ซึ่งเป็นโครงการเรือธงของ WHARFEDALE โดยได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างราคาที่จับต้องได้ และประสิทธิภาพระดับไฮเอ็นด์ คุณสมบัติที่โดดเด่นของซีรีส์นี้คือหน่วยขับความถี่สูง EVO AMT (Air Motion Transformer) เป็นแนวทางที่โดดเด่นสำหรับการประมวลผลความถี่สูงที่ล้ำลึกด้วยเทคโนโลยีอันซับซ้อน ทวีตเตอร์ AMT นี้สรรค์สร้างเพื่อความแม่นยำและรายละเอียดอย่างครบถ้วน ในการพัฒนาลำโพงซีรีส์ EVO 5 ใหม่นี้ WHARFEDALE ได้พัฒนาเทคโนโลยี Air Motion Transformer (AMT) ที่ล้ำสมัยให้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น AMT เป็นไดรเวอร์ความถี่สูงชนิดหนึ่งที่ใช้ในลำโพง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำ ความเร็วที่ฉับไว และความผิดเพี้ยนต่ำเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับยูนิตเสียงแหลมแบบโดมทั่วๆ ไป แทนที่จะใช้โดมหรือกรวยแบบเดิมในการผลักดันอากาศไปข้างหน้า AMT ใช้เทคนิคโครงสร้างไดอะแฟรมแบบจีบ ที่ทำจากวัสดุบางเฉียบและน้ำหนักเบา (ฟิล์มโพลีเมอร์) มีเส้นแรงแม่เหล็กแรงสูง ถูกวางไว้ทั้งสองด้านของไดอะแฟรม ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่ทรงพลัง เมื่อสัญญาณเสียงผ่านเข้าไปในเส้นทางนำไฟฟ้า ไดอะแฟรมจะได้รับพลังงาน ทำให้จีบหดตัวและขยายตัว เมื่อจีบเคลื่อนที่พวกมันจะ "บีบ" และ "ขยาย" อากาศระหว่างกัน ทำให้การผลักอากาศออกมาในลักษณะที่มีการควบคุมแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง วิธีการนี้ช่วยให้ AMT สามารถเคลื่อนที่อากาศได้มากกว่าทวีตเตอร์แบบโดมทั่วไปที่มีพื้นที่ผิวเท่ากันถึงสี่เท่า จึงส่งผลให้เกิดความผิดเพี้ยนน้อยลง อันเนื่องมาจากไดอะแฟรมเคลื่อนที่น้อยกว่าโดมหรือริบบอนทั่วไป ด้วยการตอบสนองต่อสัญญาณฉับพลันเร็วขึ้น และเนื่องจากวัสดุมีน้ำหนักเบาและการเคลื่อนไหวน้อยที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้สามารถสนองช่วงความถี่กว้างขึ้น และการกระจายเสียงที่เที่ยงตรงยอดเยี่ยมถึง 24kHz ทวีตเตอร์ EVO 5 AMT ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการปรับปรุงคุณภาพเสียงอย่างปฏิวัติวงการ เทคนิคสำคัญของ WHARFEDALE คือการดูดซับและลดแรงสั่นสะเทือน โดยมีการนำวัสดุดูดซับเสียงใหม่ Silentweave เพิ่มเข้าไปในช่องว่างด้านหลังไดอะแฟรมเพื่อลดการสะท้อนของคลื่นเสียงและการเปลี่ยนแปลงพลังของเสียงภายในตัวลำโพง วัสดุนี้เป็นการผสมผสานระหว่างเส้นใยฝ้ายและเส้นใยสักหลาด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับซีรีส์ EVO 5 ไดรเวอร์ EVO 5 ทุกรุ่นได้รับประโยชน์จากเฟรมลดแรงสั่นสะเทือนทางอะคูสติกแบบใหม่ที่เรียกว่า ResoFrame ซึ่งทำจากวัสดุ “อีลาสโตเมอร์” และมองเห็นได้เป็นรูปทรงคล้ายฟันเฟืองภายในแผงด้านหน้าของไดรเวอร์ ขอขยายความเล็กน้อย สำหรับวัสดุอีลาสโตเมอร์ (Elastomer) คือ โพลิเมอร์ที่มีความ "ยืดหยุ่นสูง" คล้ายยาง ชื่อนี้มาจากคำว่า Elastic (ยืดหยุ่น) + Polymer โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ เมื่อเราออกแรงดึงหรือกด มันก็จะเปลี่ยนรูปไปตามแรงนั้น แต่พอปล่อยมือ มันจะคืนตัวกลับสู่สภาพเดิมได้เกือบทั้งหมด มีความยืดหยุ่นได้โดยไม่ขาด ทนต่อแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือน และทนต่อความชื้นและสภาพแวดล้อมได้ดี ในกรณีของ AMT ของ WHARFEDALE จะมีปะเก็นลดแรงสั่นสะเทือนอีลาสโตเมอร์เพิ่มเติมระหว่างไดอะแฟรมและแผ่นด้านหน้า ช่วยลดการสั่นสะเทือนทางกลและทำให้การตอบสนองราบรื่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านเสียงแหลมช่วงความถี่ด้านล่างที่สำคัญ การปรับปรุงอะคูสติกภายในเหล่านี้ช่วยลดการเปลี่ยนแปลง หรือ “อาการคัลเลอร์” ของเสียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ จึงทำให้มั่นใจได้ถึงคุณภาพเสียงที่สะอาดบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น รวมถึงให้การตอบสนองเสียงแหลมที่ราบรื่น ต่อเนื่องอย่างยอดเยี่ยม สำหรับทวีตเตอร์ AMT ของ WHARFEDALE EVO 5.2 มีขนาดพื้นที่ไดอาเฟรม 35 x 70 มิลลิเมตร • การปรับแต่งเสียงกลางต่ำ มิดเร้นจ์และเสียงเบสเพื่อการถ่ายทอดเสียงร้องที่เหนือกว่า หัวใจสำคัญของลำโพงเสียงกลางอยู่ที่โดมมิดเร้นจ์ เพื่อให้เข้ากับชุดเสียงแหลม AMT รุ่นใหม่ WHARFEDALE ได้พัฒนาไดรเวอร์เสียงกลางแบบ Soft Dome ที่ออกแบบมาสำหรับรุ่น EVO 4 ก่อนหน้านี้ให้ดียิ่งขึ้น โดยนำมาใช้ในลำโพงสามทาง EVO 5.2, 5.3 และ 5.4 โดยใช้ไดอะแฟรมโดมขนาด 2 นิ้ว หรือ 50 มิลลิเมตร เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า โดยออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพเสียงกลางที่รวดเร็ว ตอบสนองได้ดี ครอบคลุมและกระจายช่วงความถี่ได้อย่างอิสระและกว้างขวาง โดมผ้าเนื้อนุ่มเคลือบด้วยสารลดแรงสั่นสะเทือน มีการระบายอากาศในห้องด้านหลังรูปทรงพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อกระจายและดูดซับพลังงานจากด้านหลังของโดม ส่งผลให้ได้การตอบสนองมีความเป็นเชิงเส้นตั้งแต่ 800Hz ถึง 5kHz ซึ่งเป็นช่วงความถี่ที่น่าทึ่งสำหรับไดรเวอร์เสียงกลางขนาดนี้ ไดรเวอร์รุ่น EVO 5 นี้ได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงด้านเสียงหลายประการ รวมถึงเฟรมลดแรงสั่นสะเทือน ResoFrame ที่อยู่ภายในแผงด้านหน้าของไดรเวอร์ และวัสดุ SilentWeave ในสองจุด ได้แก่ ด้านหลังไดอะแฟรมและคอยล์เสียง และด้านหน้าของตัวตู้ด้านหลัง เช่นเดียวกับไดรเวอร์ AMT องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยลดเสียงสะท้อนและคลื่นเสียง ทำให้ได้เสียงตอบสนองที่ราบรื่นและคมชัดยิ่งขึ้น ด้วยแม่เหล็กที่มีฟลักซ์สูง โดมมิดเร้นจ์ EVO 5 จึงมีประสิทธิภาพที่เข้ากันได้ดีกับยูนิตเสียงแหลม AMT ทำให้สามารถตอบสนองต่อไดนามิกของดนตรีได้อย่างรวดเร็ว ราบรื่นต่อเนื่อง ให้การกระจายเสียงที่กว้างของโดม และ AMT นี้ทำให้ผู้ฟังได้ยินรายละเอียดทางดนตรีทั้งหมด ไม่ว่าผู้ฟังจะนั่งอยู่ตำแห่งใด ย่อมทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ใจกลางของดนตรีจริงๆ การปรับปรุงที่ละเอียดอ่อนแต่สำคัญนี้ช่วยให้ได้รับประสบการณ์การฟังที่ละเอียดและดื่มด่ำยิ่งขึ้น • ไดร์เวอร์เสียงเบสของลำโพงซีรีส์ EVO 5 ตัวขับเสียงเบสที่ใช้ระบบมอเตอร์ขั้นสูงที่มีการบิดเบือนต่ำ ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับรุ่นเรือธง Elysian ผสานกับกรวยเคฟลาร์ถักทอ ขนาด 6 นิ้ว หรือ 130 มิลลิเมตร (ในรุ่น EVO 5.2) พร้อมขอบยางที่มีการสูญเสียต่ำ ทำให้ได้ไดร์เวอร์ที่มีแบนด์วิธกว้างมาก ซึ่งสามารถสร้างเสียงเบสที่ทรงพลังและเสียงกลางต่ำที่เป็นธรรมชาติได้อย่างยอดเยี่ยม วิศวกรของ WHARFEDALE ได้พัฒนาร่วมกับทางเคฟลาร์ ซึ่งทำให้ได้มาซึ่งเส้นใยอะรามิดที่แข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับไดอะแฟรมลำโพงมานานกว่า 25 ปี ประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายรุ่น ทำให้ WHARFEDALE สามารถปรับปรุงการใช้งานวัสดุนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ได้ไดร์เวอร์ที่เผยให้เห็นรายละเอียดของเครื่องดนตรีได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมทั้งให้เสียงเบสที่ลึกและหนักแน่น นอกจากโครงสร้างลดแรงสั่นสะเทือน ResoFrame แล้ว ไดร์เวอร์เบส EVO 5 ยังได้รับการปรับปรุงด้วย ResoSeal ใหม่ของ WHARFEDALE ซึ่งเป็นวงแหวนลดแรงสั่นสะเทือนแบบอีลาสโตเมอร์ ที่มีน้ำหนักเบา วางตำแหน่งไว้ที่ด้านหลังของกรวยลำโพง ตรงจุดที่เชื่อมต่อกับขอบยาง สิ่งนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเสียงกลางต่ำสมจริง ทำให้เสียงร้องฟังดูสมบูรณ์เป็นธรรมชาติ และเข้าถึงอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น • วงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คที่สนองตอบดนตรีอย่างราบรื่นแม่นยำ สัญญาณเอาต์พุตจากไดรเวอร์ต่างๆ จะถูกรวมเข้าด้วยกันผ่านวงจรครอสโอเวอร์ที่ได้รับการออกแบบใหม่ ซึ่งพัฒนาขึ้นจากการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์และการทดสอบการฟังในสภาพแวดล้อมจริงอย่างละเอียด พร้อมด้วยการออกแบบแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อลดระยะทางระหว่างส่วนประกอบและไดรเวอร์ ใน EVO 5.2 ระบบลำโพงแบบสามทาง วงจรจะถูกแยกออกเป็นแผงวงจรพิมพ์สองแผ่น แผ่นที่หนึ่งสำหรับเสียงกลางแหลม และอีกแผ่นสำหรับเสียงเบส เพื่อลดการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าให้น้อยที่สุด มีการใช้ตัวเก็บประจุโพลีโพรพีลีนคุณภาพสูง และตัวเหนี่ยวนำแบบแกนอากาศที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ความคมชัดสูงสุดในส่วนเสียงกลาง-แหลม และใช้ตัวเหนี่ยวนำซิลิคอนเหล็กเคลือบในส่วนเสียงเบสเพื่อลดการเสื่อมคุณภาพของสัญญาณ ผลลัพธ์ที่ได้คือความสม่ำเสมอของเฟสที่ไร้ที่ติและการทำงานร่วมกันของไดรเวอร์อย่างราบรื่น ระบบท่อเบสรีเฟล็กซ์แบบ SLPP (Slot Loaded Profiled Port) ของ WHARFEDALE ซึ่งใช้ในลำโพงระดับไฮเอ็นด์อย่าง Aura และ Elysian พัฒนามาจากแนวคิดดั้งเดิมของ Gilbert Briggs ผู้ก่อตั้ง WHARFEDALE ซึ่งบริหารบริษัทตั้งแต่ปี 1932 ถึง 1964 คือแทนที่จะใช้พอร์ตแบบเดิมที่ยิงเสียงออกทางด้านหลังหรือด้านหน้าตู้เพื่อเพิ่มการตอบสนองเสียงเบส ในระบบ SLPP ใช้ช่องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษยิงลงแบบ “ดาวน์ไฟริ่ง” ที่ฐานล่างของลำโพงเพื่อปรับสมดุลความดันให้เข้ากับห้องฟัง ซึ่งจะช่วยลดการไหลเวียนของอากาศที่ไม่พึงประสงค์จากพอร์ตและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเบสรีเฟล็กซ์ได้ดียิ่งกว่า • โครงสร้างตู้ลำโพงที่ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อการควบคุมเสียงสะท้อนที่เหนือกว่า ลำโพงทุกรุ่นในซีรีส์ EVO 5 มีปริมาตรภายในตู้เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม ปริมาตรตู้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยให้เสียงเบสลงลึกและกระจายเสียงได้ดีขึ้น สร้างสนามเสียงที่สมจริงและกว้างขวางเป็นพิเศษ ตู้ลำโพงแต่ละตู้ ถูกสร้างขึ้นจากไม้หลายชั้นที่มีความหนาแน่นต่างกัน ออกแบบมาเพื่อลดการสั่นสะเทือนของแผ่นไม้ให้ต่ำกว่าระดับที่หูจะได้ยิน โครงสร้างหลายชั้นนี้ยังช่วยป้องกันการรั่วไหลของพลังงานเสียงที่ไม่ต้องการจากภายในตู้ ซึ่งอาจรบกวนการส่งสัญญาณเสียงของไดรเวอร์ได้ ขอบโค้งมนของแผ่นกั้นช่วยให้พลังงานเสียงไหลผ่านตู้ได้อย่างราบรื่น ช่วยให้เสียงที่ออกมาจากไดรเวอร์ผสานเข้ากับสภาพอะคูสติกของห้องได้ดียิ่งขึ้น ฐานของลำโพง EVO 5 แต่ละตัวประกอบด้วยฐานโลหะผสมไม้ ซึ่งมีช่องระบายอากาศแบบ SLPP ช่วยเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง และช่วยป้องกันการสั่นสะเทือนจากภายนอก สำหรับขนาดตู้ของ EVO 5.2 มีความสูง 497 กว้าง 260 และลึก 350 มิลลิเมตร นับเป็นลำโพงระบบสามทางที่มีสัดส่วนงดงามลงตัวยิ่ง การตกแต่งพื้นผิวของตู้ลำโพงซีรีส์ EVO 5 ได้รับการปรับปรุงใหม่ ตัวเลือกไม้วอลนัทที่ได้รับความนิยมยังคงอยู่ แต่สีขาวและสีดำได้รับการปรับปรุงให้เป็นแบบสีด้านคุณภาพสูง เรียบเนียนเป็นพิเศษ ทำให้ลำโพงดูทันสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกสีด้านแบบใหม่ที่ดูดีอีกด้วยนั่นคือ สีเทา Lunar Grey (ซึ่งเป็นตู้ที่ส่งมาให้ผมได้ทดสอบ) • Peter Comeau ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบเสียงของ WHARFEDALE กล่าวถึงการพัฒนาลำโพงซีรีส์ EVO 5 ไว้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้ “ลำโพงซีรีส์ EVO 4 ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงหกปีที่ผ่านมา ได้รับคำชมอย่างต่อเนื่องและครองอันดับหนึ่งในชาร์ตยอดขาย เมื่อถึงเวลาที่จะพัฒนารุ่นต่อยอด การออกแบบใหม่ทั้งหมดไม่ใช่คำตอบ แต่เรามุ่งเน้นไปที่การพัฒนาอย่างรอบคอบ ให้สมกับชื่อ ‘EVO‘ โดยการปรับปรุงสิ่งที่ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว พร้อมทั้งหาวิธีใหม่ๆ ในการยกระดับประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น” “ลำโพงซีรีส์ EVO 4 ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมในระดับที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากราคาที่เข้าถึงได้ สำหรับซีรีส์ EVO 5 นี้ เราได้ปรับปรุงปริมาตรของตู้ลำโพง ออกแบบครอสโอเวอร์ใหม่ และใช้เทคนิคและวัสดุขั้นสูงกับไดรเวอร์ การปรับปรุงเหล่านี้ส่งผลให้คุณภาพเสียงดีขึ้นอย่างมากและมีความสวยงามยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ในขณะที่ยังคงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้น้อยที่สุด” “เราออกแบบมาสำหรับผู้รักเสียงเพลงที่พิถีพิถัน ซึ่งให้ความสำคัญกับรายละเอียด ไดนามิก และความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ซีรีส์ EVO 5 มอบประสบการณ์การฟังที่เหนือความคาดหมาย ด้วยความคมชัดที่โดดเด่น เนื้อเสียงที่สมบูรณ์ และเวทีเสียงที่สมจริง” ตามคำแนะนำของคู่มือ ได้ระบุไว้เป็นแนวทางเซ็ตอัพตำแหน่งสำหรับลำโพงซีรีส์ EVO 5 ดังนี้ ลำโพง EVO 5.3 และ EVO 5.4 เป็นลำโพงตั้งพื้น จึงแนะนำให้วางห่างจากผนังด้านหลังอย่างน้อย 200 มม. และห่างจากผนังด้านข้าง โดยโทอินลำโพงซ้าย-ขวา หันเข้าด้านในเล็กน้อย ส่วนรุ่น EVO 5.1 และ EVO 5.2 ควรวางบนขาตั้งโดยยึดหลักใกล้เคียงกันนี้ โดยเสียงเบสจะดีขึ้น หากวางลำโพงขนาดเล็กไว้ใกล้กับผนังด้านหลัง แต่จะต้องไม่วางใกล้ผนังด้านหลังมากกว่า 70 เซนติเมตร ข้อควรระวัง หากวางลำโพงใกล้กับผนังมากเกินไป เสียงเบสจะเพิ่มขึ้นก็จริง แต่เสียงอาจจะบวมและไม่ชัดเจน ในการวางลำโพงให้ห่างจากผนังนั้น ด้านหน้าลำโพงสามารถจัดมุมโทอินหันเข้าด้านในได้ตามสมควร 5-10 องศา โดยทั่วไปแล้ว ผู้ฟังควรนั่งอยู่ห่างจากลำโพงเท่ากับ “ระยะห่างระหว่างลำโพง ซ้าย-ขวา เป็นอย่างต่ำ” หรือวางลำโพงให้สมดุลกับตำแหน่งนั่งฟัง เป็นลักษณะสามเหลี่ยมหน้าจั่ว และควรจัดวางลำโพงให้ยูนิตเสียงแหลมอยู่ในระดับหูของผู้ฟังที่นั่งอยู่ เนื่องจากรสนิยมส่วนตัวมีบทบาทสำคัญมาก ควรทดลองจัดวางในรูปแบบต่างๆ และพยายามใช้เวลาจัดตำแหน่งฟังในหลายๆ ระยะในการเซ็ตอัพ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกตำแหน่งลำโพงที่เหมาะสมที่สุดครับ Test Report เนื่องจากขาตั้งของลำโพง EVO 5.2 นั้น ทาง WHARFEDALE มีการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้เกิดความลงตัวระหว่างรูปทรงและการใช้งาน โดยผลิตจากเหล็กกล้า-คาร์บอน แต่ไม่ได้มีการนำเข้ามา เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูงพอๆ กับตัวลำโพง ดงนั้นผมจึงขอแนะนำให้ท่านที่เป็นเจ้าของลำโพง เลือกขาตั้งโลหะผสม หรือขาตั้งไม้ ที่มีจำหน่ายทั่วไป ในระดับความสูงใกล้เคียง 48- 50 มิลลิเมตร (พิจารณาจากความสูงขาตั้งจากโรงงานที่กำหนดไว้สำหรับ EVO 5.2) หรือประมาณ 19 -22 นิ้ว รวมสไปก์-จานรอง ในการเซ็ตอัพภายในห้อง 3.50x4.50 เมตร ผมใช้ขาตั้งไม้เมเปิ้ล ที่สั่งผลิตพิเศษจากคุณยุ่น MAVIN รวมการใช้ Spike และตัวรอง Life Audio Signature Mellow เพื่อจูนอัพระดับให้ได้สมดุลทุกมุม (รวมความสูงขาตั้ง 52 เซนติเมตร) ส่วนการเซ็ตอัพ จัดให้ลำโพง ซ้าย-ขวา วางห่างกันโดยวัดศูนย์กลางถึงศูนย์กลาง 2.00 เมตร และห่างผนังหลัง 85 เซนติเมตร ห่างผนังด้านข้างประมาณ 70 เซนติเมตร นับว่าลงตัว ส่วนห้องอื่นๆ ขอแนะนำให้จัดวางไปตามความเหมาะสมของห้องครับ สำหรับในการทดสอบ ผมจะระบุอัลบั้มที่ผมใช้สำหรับการทดสอบเสียงไปด้วย เพื่อให้ท่านที่สนใจเปรียบเทียบแนวทางที่ได้ฟัง และสิ่งผมทดสอบได้ ส่วนการเบิร์นลำโพงใหม่ที่แกะออกจากกล่อง แนะนำให้เบิร์นอย่างต่ำ 100 ชั่วโมงครับ เป็นลำโพงที่เบิร์นไปฟังไปแล้วก็เกิดความประทับใจ ออกอาการอาการอึ้งๆ ไปตลอดช่วงเวลาของการฟังครับ เพราะปรากฏการณ์กับลำโพง WHARFEDALE EVO 5.2 นี้ แรกสุดคือเสียงแหลมจาก AMT ดึงดูดใจผมอย่างมาก เป็นย่านความถี่ที่ปลายเสียงแหลมสวยงาม จะว่าไปเหมือนเสียงแหลมของลำโพงระดับราคาเกินห้าหกมื่น หรือระดับแสนครับ ไม่ใช่ราคาสองหมื่นกว่าแบบนี้‼️ นี่คือการประสบผลสำเร็จสำคัญอีกครั้งหนึ่งของทาง WHARFEDALE ในการพัฒนาลำโพงรุ่นใหม่ ให้ได้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม โดยคงปรัชญาที่ว่า เสียงในแบบไฮเอ็นด์ใกล้ชิดดนตรีจริง แต่ราคาเบาๆ อย่าง EVO 5.2 ราคาคู่ละ 27,000.- บาท ต้องยอมรับว่ามีคุณภาพเสียงยกระดับเกินราคาไปไกลมากๆ ทีมออกแบบ WHARFEDALE เขาประสบผลสำเร็จสูงก็เพราะ เอาคุณสมบัติลำโพงไฮเอ็นด์มาเป็นตัวตั้ง แล้วพยายามออกแบบลำโพงในเส้นทางดังกล่าว โดยทำให้งบประมาณไม่ต้องสูงเกินจำเป็น ที่สุดของปลายเสียงแหลมสะอาด ส่งพลังต่อเนื่องอย่างรวดเร็วของ EVO 5.2 คือการแสดงถึงความยอดเยี่ยมของทวีตเตอร์แบบ AMT ที่มีลักษณะเสียงอันโดดเด่นเป็นอิสระ เป็นเสียงแหลมซึ่งมีบุคลิก เปิดโปร่งสะอาด สิ่งที่สำคัญนอกเหนือไปกว่านั้นก็คือความต่อเนื่องไหลลื่นของย่านความถี่ไปจนถึงช่วงเสียงกลาง-ต่ำ ที่มิดเร้นจ์ในรูปแบบโดมอ่อนและวูฟเฟอร์ขนาดหกนิ้วครึ่งจะผสานทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัมผัสได้ถึงดนตรีทุกชิ้นที่เป็นจริง นำเสนอเสียงร้องที่หลุดออกจากตู้ลำโพงที่สมจริง (Janis Ain : Breaking Silence) WHARFEDALE EVO 5.2 สร้างความรู้สึกดึงดูดใจสำหรับผู้ที่ได้ยินเสียงครั้งแรก คือความสะอาด Clean มีความเปิดกว้างของเวทีเสียง จุดตำแหน่งหรืออิมเมจแม่นยำสุดๆ รวมถึงคาแรกเตอร์ที่มาพร้อมทั้งพลัง และเสียงต่ำที่ให้ความละมุนสุภาพมากๆ นับเป็นลำโพงที่มีบุคลิกเสียงที่ราบรื่นชวนประทับใจจริงๆ ครับ (Linda Ronstadt : What's New) ลำโพงที่ดีไม่ควรเกี่ยงสไตล์เพลง ดังนั้นความสามารถในการสนองตอบต่อดนตรีได้หลากหลาย โดยไม่มีข้อจำกัดของ EVO 5.2 ทำให้ผู้ฟังมีความสุขอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ แต่ก็สร้างความโดดเด่นกับเพลงร้อง เพลงแนว Pop Jazz หรือวงดนตรีบิ๊กแบนด์อย่างเป็นพิเศษ มีทั้งความสะอาดสดใสกระชับฉับไว และเบสที่อบอุ่นสมจริง เป็นลำโพงที่มีเสน่ห์ดึงดูดเราให้เข้าถึงดนตรีได้อย่างง่ายดาย ให้ความสมจริงกับเสียงร้อง และแสดงผลบุคลิกชัดเจนของชิ้นดนตรีที่ทรงเสน่ห์จริงๆ อีกทั้งถ้าคุณจะค้นหาลำโพงที่มีโทนัลบาลานซ์ระดับใกล้เคียงลำโพงไฮเอ็นด์ ในลำโพงระดับราคาหมื่น ผมว่า Wharfedale EVO 5.2 ต้องสร้างความรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างแน่นอน ประสบการณ์ฟัง นำเรามาพบความโอ่อ่าของเวทีเสียงไปพร้อมกับฮาร์โมนิคที่สวยงามของ EVO 5.2 ก็คือ เสียงร้องของศิลปินสาวที่มีน้ำเสียงกังวานสดใสผสมผสานกับเสียงฮาร์ปที่มีความพิเศษ ด้วยพลังย่านความถี่กลาง ดนตรีหลุดลอยเด่นออกมาจากลำโพงเสมือนเสียงแบบสามมิติ ทำให้เรารู้ว่าลำโพงมีศักยภาพเกินตัวหรือขนาดตู้เป็นอย่างมากเลยทีเดียวครับ (Dee Carstensen : Regarding the Soul) WHARFEDALE EVO 5.2 กับดนตรีแนววงออเคสตร้าขนาดยักษ์ และการเข้าถึงพลังดนตรีแนวร็อคยุคอมตะ มันเป็นการพิสูจน์ความสามารถของลำโพงอย่างแท้จริง ในทุกการทดสอบลำโพง ผมคุ้นเคยกับผลงานของวง Cincinnati Pops Orchestra ภายใต้การอำนวยเพลงของ Erich Kunzel จึงนำมาทดสอบกับลำโพงคู่นี้ถึงสามอัลบั้มหลักด้วยกัน สำหรับทดสอบฟังเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ลำโพง EVO 5.2 คือตัวอย่างของลำโพงที่ดีที่สุดคู่หนึ่ง สำหรับการถ่ายทอดเสียงดนตรีในระดับราคานี้ นอกจากได้ฟังเสียงที่สมจริงสมจัง ด้วยดนตรีวงขนาดใหญ่ เกินความคาดหมายของเราไปมากแล้ว ยังมีเอฟเฟกต์เสียงตะวันตกที่บันทึกโดย Michael Bishop เช่น เสียงฝูงสัตว์แตกตื่น เสียงการชกต่อยในบาร์ และเสียงเครื่องจักรไอน้ำของจริง ทำให้มั่นใจได้ว่า นอกเหนือไปจากฟังเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ไดนามิกที่ดีเยี่ยมขนาดนี้ ลำโพงยังเหมาะสำหรับการนำไปจัดชุดโฮมเธียเตอร์ได้อีกด้วย สำหรับ EVO 5.2 มีสามคำจำกัดความคือ หนักแน่นทรงพลัง เวทีเสียงโอ่อ่า ให้ความกังวานปลายเสียงสมจริง อีกทั้งในย่านความถี่ต่ำ ส่งผ่านเสียงเบสที่สะอาดสะอ้าน อิ่มลึก อันยากจะหาคู่แข่งมาเทียบเคียงได้ ที่สำคัญเป็นลำโพงที่แสดงไดนามิกเร้นจ์กว้างขวาง เข้าถึงพลังดนตรีระดับวงใหญ่เต็มศักยภาพ และเมื่อพิจารณาขนาดลำโพง คุณก็จะยิ่งทึ่งในพลังครับ (Cincinnati Pops Orchestra : Ein Straussfest/Round-Up/Happy Trails) ช่วงท้ายๆ ของการทดสอบฟังจากเพลงแนวร็อค ทำให้เรามองเห็นความพิเศษของลำโพงคู่นี้ได้เป็นอย่างดีว่า ทั้งค่าไดนามิก พลังและการสนองตอบที่มีความฉับไวนั้น ให้ความครบถ้วนเป็นอย่างดี EVO 5.2 เป็นลำโพงสามทางขนาดกลางที่ยอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว ด้วยเวทีเสียงหรือ SoundStage ที่แผ่ความกว้าง ลึกเกินจากตำแหน่งลำโพง ในแบบที่เราเรียกว่า เสียงหลุดลอยอิสระออกจากตู้ นับว่าทำได้ดีเยี่ยมครับ ผมเข้าใจว่าดีไซน์โครงสร้างตู้แบบทรงโค้งมน ช่วยให้หลีกพ้น “ค่าเลี้ยวเบน” ของหน้าตู้ลำโพงในย่านความถี่กลางแหลม และเทคนิคท่อพอร์ตยิงเสียงลงด้านล่าง SLPP (Slot Loaded Profiled Port) คือเคล็ดลับที่มองข้ามไม่ได้เลย เพราะเป็นการดีไซน์การส่งผ่านพลังเสียงต่ำที่ปราศจากความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน ช่วยให้เสียงเบสแม่นยำ มีอิสระอย่างน่าประทับใจ (Pink Floyd : The Dark Side of the Moon) กับเพลงไทยเพราะๆ ที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ในยามผ่อนคลาย ผมจะนำเพลงไทยทรงคุณค่า ตั้งแต่ยุคเก่าจนถึงยุคปัจจุบัน มาสลับฟังไปเรื่อยๆ รู้สึกนึกถึงความผ่อนคลายและการเข้าถึงเสียงที่สะอาดสะอ้าน น่าประทับใจ นั่นก็หมายความว่าลำโพงสามารถนำพาเราก้าวสู่โลกแห่งเสียงดนตรีโดยไม่มีข้อจำกัดในยุคสมัยอนาล็อกหรือดิจิตอลใดๆ ทั้งสิ้น บทสรุปของลำโพงคู่นี้ ได้ชวนเราเดินทางไปยังโลกแห่งเสียงดนตรีแบบสมจริง หรือไฮฟิเดลิตี้ได้ครบถ้วนทุกสไตล์ ไม่มีขีดจำกัด ให้ความหมายของการฟังเพลงอย่างมีความสุขลึกล้ำ เข้าถึงความถี่อย่างครบถ้วนแม้จะเป็นลำโพงวางขาตั้งขนาดกลางก็จริง แต่การออกแบบให้เป็นลำโพงระบบสามทางด้วยเทคโนโลยีที่หลุดขีดจำกัดอย่างสวยงามเช่นนี้ ส่งผลให้มีสมรรถนะสมบูรณ์ไม่ต่างไปจากลำโพงตั้งพื้นชั้นดีเลยแม้แต่น้อย สำหรับภาคขยายที่เหมาะสม แนะนำว่าแอมปลิไฟร์โซลิดสเตทแบบคลาส AB หรือคลาส A ทั่วไป รวมถึงแอมปลิไฟร์หลอดที่มีกำลังขับ 35 วัตต์ขึ้นไป ส่วนท่านที่มีแอมป์ซิงเกิ้ลเอ็นด์ 300B กำลังขับ 9-10 วัตต์ ก็ใช้งานกับ EVO 5 ได้อย่างราบรื่นน่าทึ่ง คือในความเป็นจริงไม่ได้เป็นลำโพงที่เลือกแอมป์ใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้แมตช์กับแอมป์ได้ง่ายมากครับ WHARFEDALE EVO 5.2 เป็นต้นแบบที่ยอดเยี่ยมสำหรับลำโพงในกลุ่มออดิโอไฟล์ โดยรักษาเอกลักษณ์ในปรัชญาของ WHARFEDALE เอาไว้อย่างมั่นคงยาวนาน คือให้ในสิ่งที่ “ดีกว่าผู้ฟังคาดหวัง” เสมอ หรือคุณภาพเสียงที่ยิ่งใหญ่ แต่จ่ายได้ในราคาที่เป็นเจ้าของได้อย่างง่ายดาย ความคุ้มค่าซึ่งคุณไม่มีวันพบจากลำโพงอื่นใด นอกจาก WHARFEDALE EVO 5.2 เท่านั้นครับ Reference : • Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier • Luxman SQ38 FD • Audio Innovations Series 500 • Denon DCD 2500 NE • NAD M51 DAC • NAD C3050 • MAVIN Speaker Stand • Tellurium Q Silver Speaker Cable • Life Audio Signature Mellow WHARFEDALE EVO 5.2 ราคาคู่ละ 27,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-881 7273-5, 093-689 7987, 081-682 7577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve พลังแห่งเสียงดนตรีที่แท้จริง REVIVAL AUDIO ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2021 ที่ประเทศฝรั่งเศส หลังจากสั่งสมความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับลำโพงไฮเอ็นด์มาเกือบสี่ทศวรรษ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์เรือธงชื่อดังมากมายในแบรนด์ชั้นนำของเดนมาร์ก คุณแดเนียล เอมอนต์ส วิศวกรผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้มากว่า 30 ปี ก็ตัดสินใจบุกเบิกลำโพงระดับสุดยอดขึ้นมาในชื่อ REVIVAL AUDIO และซีรีส์ ATALANTE ก็เริ่มเป็นที่กล่าวขานทั่วโลก คงต้องมีสักครั้งหนึ่งที่แดเนียลมีความต้องการสร้างลำโพง ให้อยู่ในความทรงจำรำลึกและเป็นอมตะตลอดกาล หลังจากการพัฒนาปรับปรุงตัวขับเสียงรูปแบบครอสโอเวอร์และตัวตู้ ก็มาถึงจุดหมายปลายทางในลำโพงรุ่นพิเศษสุด REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve เนื่องจากศัพท์คำว่า Grande Réserve นั้น เป็นภาษาฝรั่งเศส ผมเองก็ยังอ่านผิดๆ พลาดๆ ดังนั้นจะขออธิบายความหมายที่ถูกต้องดังนี้ Grande Réserve เป็นรากศัพท์ภาษาฝรั่งเศสที่ใช้กันอยู่ในวงการไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นคอนญัก เพื่อบ่งบอกถึงคุณภาพที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไป ซึ่งเราต้องอ่านว่า “กรองด์ เรเซอร์ฟ” Grande (กรองด์) มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “ยิ่งใหญ่” หรือ “สำคัญ” เทียบเท่ากับ Grand ในภาษาอังกฤษ Réserve (เรเซอร์ฟ) มาจากภาษาฝรั่งเศส ซึ่งรากศัพท์มาจากภาษาละติน reservare แปลว่า “การเก็บรักษาไว้” หรือ “การสำรองไว้” นั่นเอง Grande Réserve คือเครื่องหมายแห่งความโดดเด่นสูงสุดในคอนญักและแชมเปญของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สงวนไว้สำหรับสิ่งที่ดีที่สุดและหายากที่สุด ในทำนองเดียวกัน ATALANTE Grande Réserve คือผลงานสร้างสรรค์ที่เหนือระดับที่สุด ที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 300 คู่ทั่วโลกเท่านั้น ลำโพงรุ่นนี้ได้พัฒนาต่อยอดจากมาตรฐานที่กำหนดโดย ATALANTE 7 Évo ออกแบบมาสำหรับผู้ฟังที่แสวงหาประสิทธิภาพระดับอ้างอิงในสัดส่วนที่ประณีต ผสมผสานทั้งมรดกและการพัฒนาภายในตระกูล ATALANTE ด้วยการเปิดตัวทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ RASC Évo วูฟเฟอร์ BSC Grande Réserve ขนาด 12 นิ้วที่ได้รับการออกแบบใหม่ และแผงแบบเฟิ่ลด้านหน้าแบบหลายชั้น StrataBaffle ทำให้ความแม่นยำทางเสียงก้าวไปอีกระดับ โครงสร้างตู้ลำโพงที่ประณีต ขาตั้งไม้ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ และส่วนประกอบระดับพรีเมียม ทั้ง Mundorf, WBT, van den Hul Skyline ช่วยรักษาความบริสุทธิ์และการควบคุมตลอดเส้นทางสัญญาณ ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงเบสที่สมดุลและชัดเจน รายละเอียดเสียงที่คมชัด และความลื่นไหลของดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ มอบความยิ่งใหญ่ของลำโพงระดับเรือธงอย่างแท้จริงในพื้นที่ที่สัดส่วนและประสิทธิภาพมีความสำคัญเท่าเทียมกัน รูปลักษณ์ระดับเรือธงด้วยสัดส่วนที่ลงตัว ATALANTE Grande Réserve คือความก้าวหน้าด้านการออกแบบ มอบรูปลักษณ์ระดับเรือธงอย่างแท้จริงในสัดส่วนที่ลงตัวยิ่งขึ้น ด้วยผิวไม้โอ๊ครมควันและแผงด้านหน้า StrataBaffle ที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต พร้อมขอบที่ตัดเฉียง ทุกรายละเอียดสะท้อนถึงความหายากและจุดประสงค์ในการสร้างสรรค์เพียง 300 คู่เท่านั้น ผิวไม้โอ๊ครมควัน ด้วยไม้วีเนียร์ระดับพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์แบบยุค Époque ผสานความอบอุ่นเข้ากับความหรูหราอย่างมีระดับ แผงด้านหน้า StrataBaffle ใช้ไม้โอ๊คเนื้อแข็งหลายชั้น แกน UDF และแผ่นรอง MDF พร้อมขอบที่ตัดเฉียงเพื่อความแข็งแรง การควบคุมเสียงสะท้อน และรูปลักษณ์ที่ประณีตยิ่งขึ้น ขาตั้งไม้เฉพาะ ออกแบบมาเป็นพิเศษ พร้อมขอบที่ตัดเฉียงและแผ่นฐานที่สลักด้วยเลเซอร์ให้เข้ากับตัวลำโพง แผ่นปิดขั้วต่ออลูมิเนียมพร้อมหมายเลข บนแผ่นด้านหลังแบบกำหนดเองพร้อมขั้วต่อ WBT และการสลักหมายเลขเฉพาะตัว งานฝีมือของ REVIVAL AUDIO เป็นสัญลักษณ์แห่งความเชี่ยวชาญของโดยแท้จริง คุณสมบัติเด่น ATALANTE Grande Réserve ผสานความพิเศษเฉพาะตัวเข้ากับงานศิลปะระดับอ้างอิงอย่างแท้จริง แสดงถึงความเชี่ยวชาญและความชำนาญขั้นสูงสุดของ REVIVAL AUDIO เอกลักษณ์ของมันได้ถูกกำหนดด้วยความสมดุลที่โดดเด่น การเก็บรายละเอียดที่ประณีต และความลื่นไหลของดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นความประณีตที่เกิดขึ้นได้จากทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ RASC Évo รุ่นใหม่ล่าสุด วูฟเฟอร์ BSC Grande Réserve ขนาด 12 นิ้วที่ได้รับการออกแบบใหม่ แผงด้านหน้า StrataBaffle ที่ล้ำสมัย และเส้นทางสัญญาณที่คัดสรรมาอย่างดีจากส่วนประกอบ Mundorf, WBT และ van den Hul Skyline แผ่นกั้นด้านหน้าแบบหลายชั้น StrataBaffle แผงแบบเฟิ่ลที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ ATALANTE Grande Réserve แผ่นกั้นด้านหน้า StrataBaffle ผสมผสานชั้นไม้หนาพิเศษ 25 มม. น้ำหนัก 6 กก. มีแกน UDF และโครงสร้างรองรับที่ออกแบบมาอย่างแม่นยำ ด้วยขอบที่ลบมุม ทำให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ลดเสียงสะท้อน และปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ดียิ่งขึ้น แต่ละคู่มีเอกลักษณ์และดูดีเหนือกาลเวลา ตัวตู้ชั้นนอกทำจากไม้โอ๊ค หนา 25 มม. น้ำหนัก 6 กก. ไม้โอ๊คหนาพิเศษช่วยเพิ่มความสง่างามและความแข็งแกร่ง ลดการสั่นสะเทือนเพื่อเสียงที่คมชัดและเป็นธรรมชาติ แกน UDF (Ultra-Density Fibreboard) ให้ความแข็งแรงและการลดแรงสั่นสะเทือน ลดเสียงสะท้อนเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น โครงสร้างรองรับที่ออกแบบมาเป็นพิเศษนี้ ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความหนาแน่นและความเสถียร เพื่อการติดตั้งไดรเวอร์ได้ดีที่สุด ส่วนขอบลำโพงมีการลบมุม ช่วยลดการเลี้ยวเบนของเสียง พร้อมทั้งเพิ่มความสง่างามที่โดดเด่น วูฟเฟอร์ BSC™ Grande Réserve ขนาด 12 นิ้ว นี่คือการต่อยอดจากวูฟเฟอร์ขนาด 12 นิ้ว ที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วของ ATALANTE 5 โดยวูฟเฟอร์ BSC Grande Réserve ได้ยกระดับประสิทธิภาพเสียงเบสไปอีกขั้น มอบเสียงเบสที่ลึกกว่า กว้างกว่า และชัดเจนกว่าเดิม ตัววูฟเฟอร์มีระยะช่วงชักในการเคลื่อนที่เป็นเชิงเส้นถึง 10 มม. และขอบยางแบบ High-Roll ระยะการเคลื่อนที่ X-max ทางเดียวเพิ่มขึ้น 45% เป็น ±12 มม. เพื่อเสียงเบสที่ลึกกว่า ปราศจากความผิดเพี้ยน ที่ระดับไดนามิกสูงขึ้น วอยซ์คอยล์ขนาดใหญ่ถึง 2.25 นิ้ว เพิ่มประสิทธิภาพในการรับกำลังขับ การตอบสนองต่อสัญญาณชั่วขณะ และความเสถียรในระยะยาว ระบบแม่เหล็กที่ได้รับการอัพเกรด โดยใช้แผ่นแม่เหล็กหนาขึ้นถึง 29% เป็น ขนาด 36 มม. และใช้แม่เหล็กเกรดสูงสุด มอบแรงขับที่แข็งแกร่งและการควบคุมที่แม่นยำยิ่งขึ้น ปกติแล้ว REVIVAL AUDIO ออกแบบระบบวอยซ์คอยล์สองชั้น แต่ตอนนี้มาพร้อมกับวอยซ์คอยล์ถึง 4 ชั้น พร้อมลวดทนความร้อนขนาดหนาขึ้น และแกนอลูมิเนียมสีดำเพื่อการระบายความร้อนที่ดีขึ้นและความเสถียรในระยะยาว เทคโนโลยีโครงสร้างแซนด์วิชบะซอลต์ (BSC) กรวยลำโพงผลิตจากหินลาวาบะซอลต์มีความแข็งแกร่งตามธรรมชาติ แต่มีน้ำหนักเบา ให้ความสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งและการลดการสั่นสะเทือน เพื่อเสียงเบสที่แน่นและปราศจากความผิดเพี้ยน ทวีตเตอร์ RASC Évo ด้วยความพยายามทางวิศวกรรมอย่างมหาศาล ออกแบบมาเพื่อความคมชัด ความแม่นยำ และรายละเอียดที่เหนือกว่า ทวีตเตอร์ RASC Évo จึงให้เสียงแหลมที่กว้างและเป็นธรรมชาติ ปราศจากความกระด้างและความเมื่อยล้า เทคโนโลยี ARID ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ได้รับการปรับปรุงในเวอร์ชั่น Évo โดมภายในป้องกันการสั่นสะเทือนได้อย่างยอดเยี่ยม โดยสามารถดูดซับการสั่นสะเทือนภายในได้มากกว่า 97% เป็นการขจัดความผิดเพี้ยนเพื่อเสียงแหลมที่สะอาดและแม่นยำยิ่งขึ้น ระบบแม่เหล็กนีโอไดเมียมเพิ่มความไว 5dB เพิ่มไดนามิก ประสิทธิภาพ และการควบคุมโดม Tetoron ที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษ มีการเคลือบเพื่อการตอบสนองที่ราบรื่นและให้เสียงแหลมที่เป็นธรรมชาติ ฟังได้ระยะยาวนาน ปราศจากความเมื่อยล้า วอยซ์คอยล์อลูมิเนียมบริสุทธิ์ เพิ่มการดึงรายละเอียดและความแม่นยำด้วยค่าความเหนี่ยวนำที่ต่ำมาก ตัวทวีตเตอร์มีแชมเบอร์ด้านหลังแบบอลูมิเนียมลดการสั่นสะเทือน และปรับปรุงการระบายความร้อน จึงให้เสียงที่เปิดกว้างและโปร่งใสเป็นธรรมชาติ มีแผ่นหลังระบายอากาศและตัวกระจาย ช่วยในการไหลเวียนของอากาศที่เหมาะสมที่สุดเพื่อประสิทธิภาพความถี่สูงที่ราบรื่น RASC Évo Midrange มอบความโปร่งใส ความบริสุทธิ์ของโทนเสียง และความสมดุลที่ไม่มีใครเทียบได้ RASC Évo Midrange นำเสนอทุกรายละเอียดทางดนตรีด้วยความคมชัด ความลึก และความสมจริงเป็นพิเศษ ด้วยเทคโนโลยี ARID+ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร คือประสิทธิภาพที่ได้รับการปรับปรุงในเวอร์ชัน Évo ดูดซับเสียงสะท้อนภายในได้มากกว่า 96% ขจัดเสียงสะท้อนที่ไม่ต้องการเพื่อการตอบสนองที่ราบรื่นและปราศจากความผิดเพี้ยน ระบบแม่เหล็กนีโอไดเมียม มอเตอร์กำลังสูง BL เพิ่มความไวและการควบคุมที่แม่นยำ ทำให้ได้เสียงกลางที่ไดนามิกและแสดงออกได้อย่างเต็มที่ พร้อมการกระจายเสียงที่ลงตัวสมจริง แผ่นรองด้านหลังและตัวกระจายเสียงแบบระบายอากาศ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของพลังงาน ลดการบีบอัด เพื่อการสร้างเสียงที่สมจริงและราบรื่น ตู้ลำโพงและขาตั้ง Grande Réserve ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดผ่านการจำลองและการทดสอบหลายร้อยชั่วโมง ทำให้ตู้ลำโพง ATALANTE Grande Réserve มีโครงสร้างที่ปราศจากเสียงสะท้อนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา จับคู่กับขาตั้งไม้โอ๊คเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุหล่อขึ้นรูปเพื่อการลดแรงสั่นสะเทือนตามธรรมชาติและความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า ตู้ลำโพงที่ปรับแต่งเพื่อลดเสียงสะท้อน ได้รับการปรับแต่งผ่านการจำลองและการทดสอบอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่เกือบปราศจากเสียงสะท้อนและความสมบูรณ์ของโครงสร้าง มีเดือยแหลม Spike แยกส่วนระหว่างตู้ลำโพงและขาตั้ง เพื่อแยกการสั่นสะเทือนอย่างสมบูรณ์ รักษาความคมชัดและรายละเอียดของเสียงตลอดย่านความถี่ โครงสร้างขาตั้งแบบไฮบริด โครงสร้างไม้โอ๊คเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุหล่อขึ้นรูป ผสมผสานการลดแรงสั่นสะเทือนตามธรรมชาติเข้ากับความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า วงจรครอสโอเวอร์ ATALANTE Grande Réserve ออกแบบด้วยส่วนประกอบระดับโลกและความแม่นยำระดับช่างฝีมือ วงจรครอสโอเวอร์ ATALANTE Grande Réserve ให้การทำงานร่วมกันของไดรเวอร์อย่างราบรื่น มีความบริสุทธิ์ของโทนเสียง และความน่าเชื่อถือที่ยาวนาน ใช้ส่วนประกอบ Mundorf Supreme และขั้วต่อ WBT โดยมีตัวเก็บประจุและตัวต้านทานระดับพรีเมียมเพื่อความคมชัดและความละเอียดอ่อนสูงสุด ขั้วต่อชั้นนำของอุตสาหกรรมรับประกันการส่งผ่านของสัญญาณที่ปลอดภัยและไม่สูญเสีย ชิ้นส่วนอุปกรณ์ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค REVIVAL AUDIO แบบกำหนดเอง และคอยล์ Supreme Air ตัวเก็บประจุ ตัวเหนี่ยวนำ และคอยล์ขนาดใหญ่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ ออกแบบมาเพื่อเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไม่ผิดเพี้ยน และความสมดุลของโทนเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ภายในใช้สาย Van den Hul Skylineไวร์ลิ่ง เพื่อการส่งสัญญาณเกรดพรีเมียม รักษาความคมชัดและความเที่ยงตรงเพื่อประสบการณ์ทางดนตรีที่บริสุทธิ์ที่สุด โครงสร้างตัวกรองแบบ All-Pass ความแม่นยำที่ปรับแต่งด้วยมือ เพิ่มความสอดคล้องของเฟสเสียง สร้างเวทีเสียงที่ราบรื่นและสมจริงด้วยความแม่นยำ วงจรครอสโอเวอร์ทุกตัวได้รับการปรับแต่งอย่างละเอียดเพื่อการทำงานร่วมกันของไดรเวอร์ที่ดีที่สุด มอบเสียงที่สมดุลและละเอียดอ่อนถึงที่สุด ช่องระบายเสียงเบสคู่ด้านหลัง AeroVex เทคโนโลยี AeroVex ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกใน ATALANTE 7 Évo ได้ถูกนำมาใช้กับ ATALANTE Grande Réserve ด้วยการออกแบบช่องระบายเสียงเบสคู่ด้านหลัง ออกแบบมาเพื่อการไหลเวียนของอากาศที่ราบรื่น การควบคุมเสียงเบสที่แม่นยำ และความถี่ต่ำที่ปราศจากความผิดเพี้ยน ทำให้การใช้งานราบรื่นไร้ที่ติ พร้อมเพิ่มความคมชัดและขยายเสียงเบสให้สูงสุด การออกแบบ AeroVex ท่อนำคลื่นคู่นี้ผ่านการจำลองหลายร้อยชั่วโมง รูปแบบพิเศษนี้ช่วยลดการไหลเวียนของอากาศที่ปั่นป่วนและลดเสียงรบกวนจากช่องระบายเสียงได้มากกว่า 94% ระบบช่องระบายเสียงคู่ด้านหลัง ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศราบรื่นและขยายความถี่ต่ำด้วยการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น ทำให้ได้ประสิทธิภาพที่ทรงพลังแต่สมดุล ดีไซน์ที่ REVIVAL AUDIO ได้นำเรามาไกลสุดทางจริงๆ ครับ Test Report ลำโพง REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve ถูกนำส่งมายังห้องฟังผมในลักษณะที่ต้องใช้ชายฉกรรจ์แรงพลังเหลือเฟือ จึงจะยกโยกย้ายกันไหว ถ้าไม่ได้สองหนุ่มช่วย ผมคงสลบเหมือดก่อนแน่ๆ เพราะน้ำหนักเฉพาะตู้ ตู้ละ 35 กิโลกรัม ไม่รวมขาตั้ง ถ้าขนส่งมาพร้อมแพ็คเกจกล่องไม้ หนักรวมๆ เกือบร้อยกิโลกรัม การเซ็ตอัพ การขยับทีละเล็กละน้อย ยังพอไหวครับ ลำโพงถูกเบิร์นมาพอสมควรเพราะจากการฟังเสียงจะพบว่า ความไหลลื่นเป็นธรรมชาติของลำโพงคู่นี้มาดีอยู่แล้ว แต่ผมก็ยังขอเวลาที่จะเบิร์นให้เต็มที่สักระยะนึง เพิ่มความมั่นใจว่าลำโพงพร้อมทำงานอย่างเต็มร้อย และกว่าที่จะหาจุดตำแหน่งที่ตั้งให้พอดีกับห้องฟังและระยะของการฟังก็ใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็มๆ ระยะห่างระหว่างลำโพง ทั้งคู่วัดจากศูนย์กลางลำโพงซ้ายไปหาศูนย์กลางลำโพงขวาก็คือ 2.10 เมตร ห่างผนังหลัง 1 เมตร ห่างผนังข้าง 70 เซนติเมตร ในห้องฟังที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ สามารถปรับตำแหน่ง ให้วางลำโพงห่างกันถึง 3.00 เมตร ได้ครับ เพราะลำโพงมีพลังที่เหมาะสมกับห้องขนาดใหญ่อยู่แล้ว ตลอดการทดสอบฟัง ผมจะเน้นฟังจากชุดปรีเพาเวอร์แอมป์ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier เป็นหลัก มีการหยิบยกเอาแอมป์หลอดมาใช้บ้างในบางช่วงเวลา พบว่า ATALANTE Grande Réserve นั้น ไม่เกี่ยงภาคขยายนักเท่าไร ความต้องการคือแอมป์ที่มีมาตรฐานสูง สามารถตอบรับการทำงานของมันได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะภาคจ่ายไฟที่ดี เนื่องจากเป็นลำโพงค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม แต่ความไวสูงมากถึง 89dB/2.83V/1 metre ลักษณะการฟังทั่วๆ ไป ผมชื่นชอบลำโพงคู่นี้ในทันทีก็คือ โทนัลบาลานซ์และฮาร์โมนิคสวยงามมากๆ ฟังเพลงร้องอย่าง Linda Ronstadt, Holly Cole Trio, Janis Ain ได้ลึกซึ้งถึงความจริงเป็นอย่างยิ่ง และบางครั้งกับความหวานใสไหลลื่นราวสายน้ำไหลอย่างต่อเนื่องของเจ้าแม่เพลงนิวเอจ (Enya Shepherd Moons) ฟังแล้วต้องย้อนทวนต้นเลยทีเดียวครับ อะไรมันจะน่าฟังรื่นรมย์ถึงเพียงนี้ จุดที่ลำโพงมีค่าความไวสูง ATALANTE Grande Réserve ย่อมได้เปรียบลำโพงระดับไฮเอ็นด์ด้วยกันคือ แจกแจงรายละเอียดหยุมหยิมระยิบระยับระดับไมโครดีเทลได้ดีมากๆ แม้ในช่วงเวลานั้น คุณจะเปิดฟังในระดับที่ค่อนข้างแผ่วเบาก็ตาม ลำโพงถ่ายทอดทุกสิ่งออกมาครบมากๆ และในยามหนักหน่วงพลังแรง ผมก็ต้องยอมรับว่าลำโพงมีพลังไม่อั้น กับวงออเคสตร้าวงขนาดยักษ์ (Round-Up (Erich Kunzel / Cincinnati Pops Orchestra) อัลบั้มเพลงแนวคาวบอยตะวันตกที่บันทึกเสียงสด ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง เป็นที่นิยมในหมู่นักฟัง Audiophile มานานแสนนาน ลำโพง ATALANTE Grande Réserve พาเราท่องรสชาตดนตรีที่มีค่าไดนามิคเร้นจ์กว้าง ชนิดไม่อั้น และ “สวยงามเหลือเกิน” ครับ ความสุดยอดของลำโพงอยู่ที่การถ่ายทอดเสียงดนตรีที่ลื่นไหล ไม่มีเรื่องของความตึงเครียด ให้ความสมดุลของโทนเสียงที่เป็นธรรมชาติมากๆ เหมือนผู้ฟังจะได้รับอารมณ์ดนตรีชนิดไม่เว้นวรรค อิ่มอยู่กับความสุขอย่างเนิ่นนานมากๆ โดยเฉพาะเพลงในแนวแจ๊สวงขนาดใหญ่ หรือแม้แต่การร่ายมนต์ในบทเพลงร็อคระดับมาสเตอร์พีซ ในตำนานด้วย I Robot (อัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 2 ของวงโปรเกรสซีฟร็อกสัญชาติอังกฤษ The Alan Parsons Project) ที่ผมฟังถึง 2 รอบ ครบทุกแทร็กอย่างเร่งเร้าทุกอารมณ์ ในแง่ซาวด์สเตจและมิติเสียง ผลจากการทดสอบพบว่า ATALANTE Grande Réserve สามารถสร้างเวทีเสียงที่มีขนาดใหญ่และลึก ให้ความรู้สึกโอบล้อมและมีมิติสมจริง ดึงเอาทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานของซาวด์เอ็นจิเนียร์ในห้องบันทึกเสียงถูกถ่ายทอดออกมาอย่างถี่ถ้วน ต้องเรียกว่าเก็บมาในทุกรายละเอียดก็ว่าได้ และนี่ก็คือลำโพงที่ให้เสียงเบสได้ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยฟังมาในรอบหลายสิบปีนี้ครับ เป็นทั้งเสียงเบสที่ทรงพลังแต่ควบคุมได้ดีเยี่ยม ด้วยวูฟเฟอร์ขนาด 12 นิ้วแบบ BSC™ Grande Réserve ทำให้ได้เสียงเบสที่ลึกและมีพลัง แต่ยังคงความกระชับและแม่นยำ ไม่บวมเบลอแม้แต่น้อย ยกตัวอย่าง Jennifer Warnes: Famous Blue Raincoat ในเพลง "Bird on a Wire" มีเสียงกลองและเบสที่มีตำแหน่งชัดเจนและเป็นธรรมชาติอย่างน่าทึ่งมากครับ เป็นลำโพงที่ให้เสียงดนตรีทรงพลังมากครับ โดยเฉพาะในแง่ของเวทีเสียงต้องถือว่าเป็นลำโพงที่ก้าวขึ้นไปถึงระดับยิ่งใหญ่ล้ำลึกโอฬารเลยทีเดียว จุดที่โดดเด่นมากคงเป็นเรื่องของโทนัลบาลานซ์ และความสามารถที่จะตอบสนองกับเพลงได้ทุกประเภทโดยไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่มีลีลาอ่อนหวานละเมียดละไมไปจนถึงเพลงร็อคที่ดุดัน นอกเหนือจากคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยม คือตัวตู้คลาสสิกประณีตด้วยวัสดุที่สวยงาม ผมชื่นชมการออกแบบตู้ลำโพงที่ใช้ผิวไม้ Smoked Oak และแผงหน้า StrataBaffle ซึ่งมีความหนา 25 มม. ช่วยลดการหักเหของเสียงและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้าง เป็นผลต่อย่านความถี่ของเสียงดนตรีจากแหลมสุดลงไปถึงทุ่มสุดได้อย่างแม่นยำ REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve เป็นลำโพงที่มีคุณลักษณะเสียงแบบฝรั่งเศสก็คือ มีน้ำมีเนื้อและให้ความอบอุ่น ให้เสียงดนตรีที่ไหลลื่นเป็นธรรมชาติ มีเสน่ห์ดึงดูดใจ ทำให้เรานั่งฟังได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนลำโพงอื่นๆ ผมอยากให้คำจำกัดความสั้นๆ ว่า นี่คือพลังแห่งเสียงดนตรีที่แท้จริง และยังเป็นรุ่นเรือธงหายาก ด้วยการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 300 คู่ทั่วโลกเท่านั้น • ตอบสนองความถี่ 26Hz – 24kHz • ความไว 89dB/2.83V/1 metre • ค่าความต้านทาน 4 ohms • จุดตัดครอสโอเวอร์ 400Hz and 2.0kHz • ขนาด With Stand: 1176 mm x 420 mm x 355 mm (46.3 in x 16.5 in x 14.0 in) • น้ำหนักต่อตู้ Without Stand: 35.5 kg REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve ราคาคู่ละ 380,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 : Msound | line : m_240956 โทร. 084 105 5949 : น้องเอ็กซ์ โทร. 083 564 4962 : Planet Laser โทร. 091 718 8716 : คุณศราวุธ โทร. 088 005 5156 : เต่า ออดิโอ
WEAVA THREAD BASELINE SPEAKER CABLE พลังแห่งความเรียบง่าย ที่คุ้มค่า ผมกำลังมองหาสายลำโพงที่มีขนาดมาตรฐานทั่วไป ที่ไม่ใหญ่ ไม่แข็ง และสามารถวางลัดเลาะในห้องฟังไปตามชุดเครื่องเสียงที่เรียบง่ายได้ มาระยะหนึ่ง เพิ่งได้มาเห็นสายลำโพง OFC ที่มีขนาด 12/14/16 AWG - WEAVA THREAD BASELINE นี่เอง ทั้งสามขนาดนี้ นอกจากจะใช้เป็นสายลำโพงแล้ว ผมพบว่าเหมาะกับการใช้งานไวร์ลิ่งในชุดครอสโอเวอร์กับไดรเวอร์ภายในลำโพงอีกด้วย สำหรับคอเครื่องเสียงระดับมิดเอ็นด์ สายลำโพงชุดนี้น่าสนใจครับ ทาง Pyramid Lifestyle Technology สั่งผลิตจากโรงงานผลิตสายสัญญาณมาตรฐานโลก และนำเข้ามาเป็นพิเศษ เพื่อสนองตอบทุกความต้องการด้านเสียง โดยไม่เน้นรูปลักษณ์คอสเมติคภายนอก แต่ภายในตัวนำและฉนวนจะใช้คุณสมบัติที่ดี ให้เราได้กลับไปสู่ความจริงที่เรียบง่าย ไม่ต้องใช้สารพัดตัวหุ้มที่พิศดารพันลึก เหมือนย้อนวันเวลาในช่วงยุคไฮไฟ 1980 ที่ระบบอนาล็อกสเตอริโอ รุ่งเรืองสุดขีด เรื่องที่ชวนให้เข้าใจก่อนคือ ขนาดสายที่ระบุ 12/14/16 AWG ทั้งสามขนาดนี้คืออะไร หลายท่านอาจไม่ทราบ เล่นเครื่องเสียงไปนานๆ ขนาดผมเองก็เกือบจะลืมไปเลย AWG ย่อมาจาก American Wire Gauge เป็นมาตรฐานการวัดขนาดลวดตัวนำไฟฟ้าที่นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกาและแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีหลักการสำคัญคือ ตัวเลขยิ่งน้อย สายยิ่งมีขนาดใหญ่และพื้นที่หน้าตัดกว้างขึ้น ผู้วางมาตรฐานคือ American Society for Testing and Materials สำหรับขนาดพื้นที่หน้าตัดสรุปง่ายๆ 12 AWG มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.05 มิลลิเมตร หรือพื้นที่หน้าตัด 3.31 มม.² 14 AWG มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.63 มิลลิเมตร หรือพื้นที่หน้าตัด 2.08 มม.² 16 AWG มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.29 มิลลิเมตร หรือพื้นที่หน้าตัด 1.31 มม.² ตัวเลขยิ่งมาก ขนาดของสายจะยิ่งเล็กลงครับ ในด้านความต้านทานไฟฟ้า สายที่มีเลข AWG น้อย จะมีความต้านทานไฟฟ้าต่ำกว่า ทำให้ส่งสัญญาณได้ดีในระยะไกลโดยสูญเสียน้อย ในการเลือกใช้งานทั่วๆ ไป ขนาด 16 AWG เหมาะสำหรับลำโพงขนาดเล็กทั่วไป หรือต่อสายในระยะใกล้ๆ รวมถึงระบบเสียงที่ไม่ต้องการกำลังขับสูงมาก รวมถึงการใช้ไวริ่งสายภายในเครื่องและลำโพง ขนาด 14 AWG ถือเป็นขนาดอเนกประสงค์ ที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับระบบโฮมเธียเตอร์ เครื่องเสียงและลำโพงบ้านทั่วไป ส่วนขนาด 12 AWG เหมาะสำหรับออดิโอไฟล์ ที่ใช้ลำโพงขนาดใหญ่ หรือลำโพงระบบไฮไฟที่ใช้กำลังขับสูง หรือการเดินสายระยะไกล บางครั้งในงาน PA จะสามารถใช้ความยาวได้มากกว่า 15 เมตรขึ้นไป สายลำโพง WEAVA สั่งผลิตภายใต้แบรนด์ที่กำหนดค่าวัสดุและฉนวนที่เหมาะสมในการใช้งานระดับออดิโอไฟล์ ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งสามารถใช้ในบ้าน ในระบบเสียงภายในรถยนต์ หรือใช้ในการประกอบตู้ลำโพงเดินสายในห้องโฮมเธียเตอร์ ส่วนตัวนำ วัสดุฉนวนแบบ PVC อ่อนนุ่ม ติดตั้งง่าย สี Matte white มีสกรีนบอกที่สายชัดเจน ตัวนำภายในเป็นทองแดง OFC แท้ เกรดตัวนำแบบ Oxygen-Free Copper จะเป็นตัวนำทองแดงปลอดออกซิเจน ที่มีความบริสุทธิ์สูงมากเพียงพอสำหรับออดิโอซิสเต็ม โดยผ่านกระบวนการกลั่นด้วยไฟฟ้า (ตกผลึกด้วยการไล่ออกซิเจน) เพื่อลดปริมาณออกซิเจนให้เหลือน้อยกว่า 0.001% ในเรื่องของสายลำโพงพื้นฐาน เส้นที่ไม่ใหญ่โต นอกจากจะมีข้อสงสัยในเรื่องเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของตัวนำและความสมดุลของชนวนแล้ว ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือ คนมักจะพูดถึงสายประเภทที่เป็นตัวนำแกนเดี่ยวขนาดใหญ่เส้นเดียว กับสายฝอยหลายเส้น ว่าแบบใดจะดีกว่ากัน สายลำโพงแบบสายแข็งเดี่ยว (Solid Core) และสายฝอย (Stranded) จะแตกต่างกันหลักๆ ที่โครงสร้างตัวนำและลักษณะเสียง สายแข็งใช้ทองแดงเส้นเดียวหลักๆ จะให้เสียงที่สะอาด โฟกัสแม่นยำ เบสอิ่มดี แต่เดินสายยาก เพราะตัวสายจะแข็ง แต่สายฝอยใช้เส้นทองแดงเล็กๆ บิดเกลียวรวมกัน จะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และมักจะให้เสียงโดยรวมสมดุลและปลายเสียงแหลมจะละเอียดได้มากกว่า ดังนั้นสายลำโพงของ WEAVA แม้จะมีขนาดพื้นฐาน แต่ก็เลือกใช้สายที่เป็นเส้นทองแดงฝอยบริสุทธิ์มารวมตัวกัน นอกจากความพยายามในเรื่องของตัวนำบริสุทธิ์ สายลำโพง WEAVA ก็ยังต้องคำนึงถึงปรากฏการณ์ ที่เรียกว่า Skin Effect คือปรากฏการณ์ที่ความถี่เสียงแหลมมักจะวิ่งบนผิวของวัสดุได้ดี และจะลดลงเมื่อลึกเข้าไปในแกนกลางของเส้นวัสดุ แม้ในงานวิจัยระบุว่าความลึกของ Skin Depth ที่ 0.5 mm ในทองแดงที่ 20kHz ทำให้ปรากฏการณ์นี้มีผลน้อยมากต่อสายลำโพงขนาดปกติ แทบไม่มีผลต่อ Phase Shift หรือการบิดเบือนสัญญาณในย่านความถี่เสียง แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันในเรื่องนี้ ผู้ผลิตสายระดับ High-End เชื่อว่า Skin Effect ส่งผลต่อ Phase Discontinuity หรือทำให้รายละเอียดเสียงแหลมและมิติเสียงลดลง วิธีหลีกเลี่ยง Skin Effect หรือความถี่สูงวิ่งลงลึกไปจากผิววัสดุไปสู่ใจกลาง แทนที่จะใช้สายแกนเดี่ยวเส้นหนาเส้นเดียว ก็คือการใช้ตัวนำแกนเดี่ยวขนาดเล็กหลายเส้นขนานกัน เพื่อให้รัศมีของตัวนำแต่ละเส้นน้อยกว่าค่า Skin Depth ประมาณ 0.5 mm ที่ 20kHz ซึ่งจะช่วยให้กระแสไหลได้เต็มพื้นที่หน้าตัดของทุุกเส้น และด้วยจำนวนเส้นฝอยของสาย WEAVA THREAD BASELINE ได้มีการพิจารณาจำนวนเส้นให้เหมาะกับขนาดของโมเดล แต่ละโมเดลเป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ว่าจะได้ผลออกมาได้ดี สายลำโพง WEAVA มีสั่งนำเข้ามาจำหน่าย 3 รุ่น สามขนาด BASELINE16 : จำนวนแกนสาย 119 เส้น ขนาดหน้าตัดสาย 1.24 mm² เป็นสายอเนกประสงค์ สามารถใช้ในการอัพเกรดระบบพื้นฐานต่างๆ ได้ดี เหมาะกับชุดลำโพงขนาดเล็กถึงปานกลาง เหมาะกับการใช้เดินสายในระบบเครื่องเสียงรถยนต์ เพราะขนาดเล็กติดตั้งง่าย และเหมาะสมกับระบบ Home Theatre BASELINE 14 : จำนวนแกนสาย 196 เส้น ขนาดหน้าตัดสาย 2.08 mm² เป็นสายที่เหมาะสมกับระบบขนาดกลางทั่วไป และเหมาะกับการใช้เดินสายในระบบเครื่องเสียงมาตรฐานสูงที่ต้องการ การควบคุมและส่งต่อพละกำลังมากขึ้น BASELINE 12 : จำนวนแกนสาย 315 เส้น ขนาดหน้าตัดสาย 3.3 mm² เป็นสายที่เหมาะกับระบบที่ต้องการส่งต่อพละกำลังระดับสูง สำหรับลำโพงที่ต้องการ การควบคุมที่ดี ให้เสียงเต็มตลอดย่าน เหมาะกับดอกลำโพงขนาดใหญ่ หรือลำโพงกลุ่มออดิโอไฟล์ ขนาดพื้นที่หน้าตัดช่วยลดการสูญเสียในสายในกรณีที่ต้องเดินสายยาวมากๆ สาย WEAVA THREAD BASELINE อาจจะดูเป็นสายพื้นๆ ไม่โดดเด่น ไม่มีฉนวนหุ้มรอบแบบหวือหวา น่าตื่นเต้น แถมราคาก็ดูจะเบสิกเกินไป ระดับเมตรละ 200-600 บาท มันธรรมดาไปไหมสำหรับบางคน.. แต่จากการทดสอบใช้งาน ถือว่าให้คุณภาพที่ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับราคาต่อเมตรที่วางจำหน่ายละก็ ของที่มีราคาสมเหตุผลแบบนี้ ก็ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ เหมือนกัน Preview การทดสอบนี้คือผลลัพธ์ต่อการใช้งานกับซิสเต็มระหว่างแอมปลิไฟร์และลำโพงสองยุคสมัย คือ แอมป์คลาส D กับลำโพงยุคใหม่ และแอมป์หลอดประเภท Single End กับลำโพงยุควินเทจครับ ผมนำมา WEAVA THREAD BASELINE มาทดลองสลับกันทั้งสามขนาด ข้อแนะนำ ให้สังเกตว่า สายลำโพงเป็นเส้นคู่ ใช้ส่วนที่พิมพ์ตัวอักษรเป็นเส้นบวก (ลักษณะเป็นฉนวนหุ้มสี่เหลี่ยม) ส่วนเส้นกลมที่ไม่มีการสกรีนอักษรเป็นเส้นลบ และทริคง่ายๆ สายลำโพงชุดนี้ ไม่มีการระบุทิศทางหรือลูกศรโดยตรง ว่าปลายเส้นทางไหนเป็นขาออกจากแอมป์ ปลายทางด้านไหนเป็นขาเข้าที่ต่อกับขั้วลำโพง แต่ยึดหลักง่ายๆ คือ ใช้ตัวอักษรที่สกรีนบนสาย ตัวสุดท้าย เป็นทางขาออกครับ คือทิศนั้นต่อเข้ากับลำโพง ผลสรุปคุณภาพเสียงที่ได้ ผมว่าน่าพอใจมากครับ สายทั้งสามโมเดล ให้เสียงโดยรวมออกแฟลต อิ่มสะอาด เปิดโปร่งพองาม เข้าลักษณะ Natural Sound แม้จะเป็นสายขนาดพื้นที่หน้าตัดพื้นฐาน แต่สามารถให้ความถี่เสียงครบถ้วน ที่สำคัญผมชอบเรื่องเฟสเสียงครับ โดยเฉพาะรุ่น BASELINE 12 ที่ดูจะสมดุลมากๆ เรียกว่า โทนัลบาลานซ์สวยงามเลยละครับ เหมาะสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงออดิโอไฟล์ ที่ต้องการสายลำโพงคุณภาพดี ไม่เน้นเรื่องรูปลักษณ์ หรือคอสเมติคภายนอกหรูหรา แต่ต้องการคุณภาพเนื้อในที่ดีอย่างวัสดุทองแดงตกผลึกบริสุทธิ์ระดับ OFC เช่นนี้ รับรองว่าไม่ผิดหวัง ถึงจะไม่ดูหรู แต่เสียงเทียบเคียงสายหรูๆ เมตรละเฉียดหนึ่งพัน ก็ไม่ถือว่าเสียเปรียบเลย ประหยัดและดี จุดเด่นสำหรับความเห็นส่วนตัวผมคือ เป็นสายลำโพงที่ดูว่า เรากลับไปยัง Back to the Basic แต่ให้คุณค่าเสียงที่สมดุล ครบถ้วนรายละเอียด เสียงอิ่มละมุน ปลายเสียงโปร่งสะอาด และเป็นสายลำโพงที่รักษาคาแรคเตอร์เดิมของซิสเต็มได้คงที่ เหมาะทั้งกับซิสเต็มในยุคใหม่ ให้ความไหลลื่นของเสียงกับแอมป์ คลาส A, AB และคลาส D และโดยเฉพาะดีมากๆ กับแอมป์หลอดสุญญากาศ ซิงเกิ้ลเอ็นด์ และลำโพงวินเทจในยุคอดีต เสียงจะกลมกล่อมน่าฟังมากๆ ครับ แต่.. ดูราคาแล้วอย่าเพิ่งตกใจเสียล่ะ!!! ราคาสาย WEAVA THREAD BASELINE Baseline 16 เมตรละ 200.- บาท Baseline 14 เมตรละ 370.- บาท Baseline 12 เมตรละ 680.- บาท (ราคานี้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology โทร. 02 429 1236
SB ACOUSTICS Kinnara ต้นแบบลำโพงตั้งพื้นที่เรียบง่ายแต่ให้เสียงดุจธรรมชาติ ในตลาดลำโพงชุดคิทในระดับออดิโอไฟล์ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความน่าสนใจและท้าทายอย่างมาก เสมือน “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์” เพราะเป็นแหล่งรวมของนัก D.I.Y. ผู้ที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถสนองตอบความต้องการอย่างไม่มีขีดจำกัดด้วยฝีมือของตัวเอง ดังที่นักเล่นเครื่องเสียงญี่ปุ่นเคยบอกกับผมว่า เครื่องเสียงไฮเอ็นด์จริงๆ แล้ว สำหรับพวกเขาคือเสียงที่รังสรรค์ขึ้นมาเอง ไม่ใช่สินค้าแบรนด์ในตลาด เป็นความอุตสาหะพยายามที่ได้เรียนรู้ และสร้างขึ้นด้วยมือ จึงเป็นความหมายล้ำลึกเฉพาะตัว ที่ไม่ซ้ำแบบใคร นี่คือหนึ่งในต้นแบบลำโพงที่ดีไซน์ขึ้นมาให้นักดีไอวายได้ก้าวเดินไปถึงฝั่งฝันของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดย SB ACOUSTICS ลำโพงแบบโอเพ่นซอร์ส (Open Source Kit) มีจำหน่ายเป็นชุดสำเร็จรูป แต่ผู้ผลิตประกอบตู้ต้นแบบให้ได้เห็นเป็นตัวอย่าง สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ต้องการสร้างสรรค์ลำโพงด้วยตนเอง สามารถสั่งซื้อไดรเวอร์และอุปกรณ์ ไปประกอบตู้เองได้ Kinnara ลำโพงที่มีหัวใจหลักคือวูฟเฟอร์รุ่น SB20PFCS30-7 ขนาด 8 นิ้ว กรวยเส้นใยกระดาษ ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับตู้ปิด (Sealed Enclosure) การใช้ขอบเซอร์ราวด์โฟมน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มความชัดเจนในย่านเสียงกลาง ให้ความโปร่งใสยอดเยี่ยม และตอบสนองความถี่ได้กว้างมาก SB ACOUSTICS Kinnara แสดงให้เห็นหลักการใช้งานภาคครอสโอเวอร์ ด้วยคาปาซิเตอร์แบบอนุกรมค่าสูง เพื่อปรับลักษณะเสียงเบสของตู้ปิดที่มีค่า Q สูง การจูนด้วยคาปาซิเตอร์นี้จะช่วยลดจุดพีคจากเรโซแนนซ์ตามธรรมชาติ ส่งผลให้ได้เสียงเบสที่ควบคุมได้ดี ลึก และมีความเป็นดนตรีสูง ในย่านความถี่สูง ใช้ทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมขนาด 26 มม. รุ่น SB26ADC-C000-4 ซึ่งมีความเพี้ยนต่ำมาก ใช้เทคนิคการออกแบบพิเศษ ให้มีการเลื่อนจุด Break-up ไปสูงมาก เพื่อลดอาการคมแข็งของโลหะ ให้การตอบสนองที่ราบเรียบ โดยสามารถผสานกับวูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้วได้อย่างกลมกลืน พร้อมการจัดเฟสที่ดีในวงจรครอสโอเวอร์ เรียนว่าค่าเบรคอัพในตัวไดรเวอร์ จะมีทุกรุ่นทุกยี่ห้อ มันจะมีผลต่อความระคายหู ถ้าค่าดังกล่าวอยู่ในช่วงที่หูมนุษย์ได้ยิน ดังนั้น SB ACOUSTICS จึงออกแบบทวีตเตอร์ให้มีค่าเบรคอัพสูงเลยขึ้นไปมากกว่าที่เราจะได้ยิน (เกิน 20,000Hz) เป็นผลให้ทวีตเตอร์โดมโลหะรุ่นนี้ จะให้เสียงละเอียดราบรื่น สำหรับรูปลักษณ์ Kinnara ได้แรงบันดาลใจจากลำโพงยอดเยี่ยมแห่งอดีต Snell Type E ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย และดีไซน์ที่คลาสสิกเหนือกาลเวลา ตัวตู้ด้านหลังมีมุมเรียว ที่ไล่เรียงในแนวตั้งช่วยลดคลื่นนิ่งภายในตู้ ขณะที่มุมมองด้านหน้าและด้านข้างยังคงความสะอาด เรียบง่าย ไม่มีสิ่งรบกวนสายตา Kinnara สามารถจัดเข้ากับสภาพแวดล้อมการฟังได้หลากหลาย ด้วยความสง่างามแบบเรียบง่าย เป็นลำโพงที่ให้ความเป็นดนตรีสูง ฟังเพลินจนคุณลืมเรื่องอุปกรณ์ และดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ทางดนตรีได้อย่างแท้จริง ชุดคิทโอเพ่นซอร์ส (Open Source Kit) Kinnara เป็นชุดคิทแบบโอเพ่นซอร์ส หมายความว่าลำโพงนี้ถูกพัฒนาดีไซน์ตู้ต้นแบบโดย SB ACOUSTICS อย่างครบถ้วน และคุณสามารถนำแบบไปใช้งานได้อย่างอิสระ ทาง Pyramid Lifestyle Technology ได้สั่งนำเข้าลำโพงรุ่นต้นแบบนี้มาให้นักเล่นเครื่องเสียงในประเทศไทย ได้เลือกซื้อใช้งาน โดยพร้อมผลิตให้ทั้งตู้ หรือจะสั่งไดรเวอร์ไปประกอบด้วยตนเองก็ย่อมได้ สำหรับตัวขับเสียงต่ำขนาด 8 นิ้ว ตัววัสดุโคนลำโพงที่เป็นสิทธิบัติเฉพาะ ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ ทุกกระบวนการทำเองภายในบริษัท โดยเลือกใช้ขอบโฟมเพื่อให้มีค่าความไวในการผลักอากาศได้ดี มีความโปร่งใสและความละเอียดของเสียงกลางสูงสุด สไปเดอร์ขนาดใหญ่เพื่อความเป็นเชิงเส้นตรงที่ดีขึ้น ส่วนระบบมอเตอร์และแกนขดลวดแบบมีช่องระบายอากาศเพื่อลดการบีบอัด ตัวถังมีพลาสติกเสริมแรงแบบมีช่องระบายอากาศ เหมาะสำหรับออกแบบใช้งานในตู้ลำโพงแบบปิด แบบอคูสติคซัสเพนชั่นโดยเฉพาะ โดยไดรเวอร์มีความไวอยู่ที่ 88dB โดมทวีตเตอร์ ที่มีการออกแบบไดอะแฟรม ปรับเฟสให้เหมาะสมเพื่อการกระจายความถี่สูงที่สอดคล้องกันตลอดย่าน มีฝาครอบทองแดงเพื่อลดค่าความเหนี่ยวนำของวอยซ์คอยล์และลดการเลื่อนเฟสให้น้อยที่สุด ระบบมอเตอร์ควบคุมการอิ่มตัวแม่เหล็ก เพื่อลดความผิดเพี้ยน มีแชมเบอร์ด้านหลังแบบปราศจากเรโซแนนซ์ พร้อมการลดการสั่นสะเทือนที่เหมาะสม เพื่อไดนามิกที่ดีขึ้น ชิ้นส่วนขั้วแม่เหล็กแบบปรับการไหลเวียนอากาศที่ให้ดีขึ้น วอยซ์คอยล์ CCAW เพื่อให้มีมวลแบบเคลื่อนที่ต่ำ สายเชื่อมตะกั่วเงิน ให้ความฉับไวของสัญญาณ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ตัวตู้ของ Kinnara นั้น จะเป็นลักษณะตู้ปิด มีด้านข้าง “สอบเข้า” หรือ Tapered Side Panel โครงด้านหลังเฉียงหรือเรียวจากบนลงล่าง ประมาณ 15 องศา ที่อาจจะมองจากภายนอกไม่เห็น ตรงนี้ทำให้ปริมาตรด้านหลังแคบกว่าด้านหน้า และมี Internal Bracing หลายจุด ความสูงของตู้ประมาณ 108 กว้าง 330 และลึก 270 มิลลิเมตร ผู้ที่นำตัวขับเสียงไปต่อตู้เองสามารถปรับขนาดได้เล็กน้อยตามความพอใจ ส่วนครอสโอเวอร์ของ SB ACOUSTICS เป็นระบบ 2-Way Passive จุดตัดประมาณ 2.3kHz ขั้วต่อแบบซิงเกิ้ลไวร์ พิเคราะห์ลักษณะการวางตัวขับเสียงสมมาตรเป็นแนวดิ่ง หรือ 2 Way Vertical Driver Alignment โดยไดรเวอร์ทั้งคู่จะอยู่ส่วนบนสุดของตู้ลำโพง สังเกตได้ว่าทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์จะมีระยะที่ใกล้หรือประชิดกันมาก ดังนั้นถ้าเราดูจาก Driver จะอยู่สูงจากพื้น 83 เซนติเมตร (วูฟเฟอร์) และ 1 เมตร (ทวีตเตอร์) เป็นระยะที่เหมาะสำหรับการนั่งฟังบนโซฟาโดยทั่วไป ในการทดสอบครั้งนี้ผมได้ใช้ตัวรอง Life Audio Signature Mellow ด้วย ทำให้ลำโพงสูงขึ้นประมาณ 1-1.5 นิ้ว ทำให้เสียงเปิดโปร่งและ Image นิ่งยิ่งขึ้น ทดสอบฟัง เป็นลำโพงตั้งพื้นที่ดูเรียบง่าย แทบจะไม่มีจุดเด่น นอกจากความสูงของลำโพงที่ดูสง่าอยู่ไม่น้อย และออกจะเป็นรูปแบบดีไซน์ที่ผิดแปลกไปจากลำโพงยุคนี้ ซึ่งลำโพงตั้งพื้นส่วนใหญ่มักจะทำให้ตู้ลึกแต่สำหรับ Kinnara นั่นเป็นแรงบันดาลใจจากลำโพง Snell Type E ลำโพงทรงตู้บางซึ่งเคยประสบผลสำเร็จสูงมากในตลาดเครื่องเสียงในอดีต ผมเบิร์นลำโพงคู่นี้อยู่ถึงหนึ่งสัปดาห์เศษ เพื่อให้ตัวขับเสียงพร้อมทำงานอย่างราบรื่นประมาณ 150 ชั่วโมง ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้น่าจะลงตัว ทำให้เราได้เข้าถึงความไหลลื่นของสัญญาณเสียงและย่านความถี่ที่ครอบคลุมจากทุ้มสุดไปหาปลายเสียงแหลมสุด ที่มีความราบเรียบสะอาดดี ระยะการจูนอัพ หรือจัดตำแหน่งของลำโพงที่ดีที่สุดภายในห้องผม คือให้ลำโพงทั้งคู่ห่างกัน (วัดจากศูนย์กลางของลำโพงด้านซ้ายไปจนถึงลำโพงด้านขวา) อยู่ที่ 2.30 เมตร เอียงหน้าเข้าหากันเพียงเล็กน้อยประมาณ 4 ถึง 5 องศา ในลักษณะโทอิน ผมอยากจะแยกการอธิบายการทดสอบเสียง ลำโพงคู่นี้ออกเป็นสามส่วน ส่วนแรก : เป็นเรื่องของ Detail หรือรายละเอียดเสียง ซึ่งจะเป็นเป็นการทำงานควบคู่กันระหว่างทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์ มีหลักสังเกตได้เลยว่าลำโพงคู่นี้ให้เสียงในแนวมอนิเตอร์ สปีกเกอร์ คล้ายลำโพงในห้องบันทึกเสียง มีความแม่นตรง ส่งผ่านรายละเอียดต่างๆ แบบฉับไว แต่ยังคงรักษาโทนของ “ความนุ่มสะอาดและไหลลื่น” เป็นพิเศษ ผมรู้สึกเชื่อมั่นว่าอุปกรณ์ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค ถูกทาง SB ACOUSTICS ออกแบบจัดวางเอาไว้อย่างดีเยี่ยม เพราะเราจะรู้สึกเสมือนว่าลำโพงคู่นี้ให้เสียงโดยรวม มีความเป็น “ฟูลเร้นจ์” หรือการเชื่อมต่อระหว่าง Driver ทั้งคู่แนบเนียนจริงๆ เปล่งศักยภาพเสียงด้านนี้ออกมาได้เต็มที่อย่างมาก Kinnara ให้เสียงที่มีความระยิบระยับเปล่งประกายสวยงาม โดยเฉพาะเสียงแหลมด้านบน จุดที่โดดเด่นและแตกต่างก็คือ เต็มไปด้วยความสุภาพสะอาดสะอ้านไม่มีอะไรที่จะปิดบัง ทำให้เรารู้สึกว่าเสียงช่วงปลายแหลม ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างอิสระ เต็มสเกล เปิดกว้าง ฟังได้กับเพลงทุกประเภทตั้งแต่ป็อป แจ๊ส ไปจนถึงวงคลาสสิกขนาดยักษ์อย่างลงตัว ส่วนที่สอง : ก็คือเรื่องของเวทีเสียง Soundstage และจุดตำแหน่งชิ้นดนตรี Image เป็นลำโพงตั้งพื้นที่สามารถแสดงผลของความกว้างลึกเวทีเสียงรวมทั้งเพดานเสียงด้านบนที่โอ่อ่าเป็นอย่างมาก ในขณะที่ยังคงรักษาจุดตำแหน่งของชิ้นดนตรีได้อย่างแม่นยำทั้งระดับความดังสูงและระดับเสียงที่แผ่วเบา ถ้าจะพูดให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น มี Dynamic ของเสียงโดดเด่นเป็นพิเศษครับ เรียกได้ว่า Impact ดีมากเลย ใครที่ฟังลำโพงขนาดเล็กวางขาตั้งอยู่เป็นประจำ หากได้ลองฟังลำโพงตั้งพื้น Kinnara คุณก็จะยังคงได้เสียงที่แม่นยำของอิมเมจในแบบลำโพงขนาดเล็ก แต่พลังของเสียงหรือเอนเนอร์ยีจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว อีกประการหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ก็คือว่า เป็นลำโพงที่เสียงกลางสวยงามมากทีเดียว โดยเฉพาะท่านที่ชอบเพลงร้องจะต้องรู้สึกประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงที่เรียบง่าย แต่มีชั้นเชิงของเสียงกลางที่สวยงาม ตอบรับกับอารมณ์ผู้ฟังอย่างยิ่ง ด้วยลักษณะของโดมโลหะพิเศษ ทวีตเตอร์ที่ออกแบบลดเสียงระคายหูในช่วงเสียงสูงได้ดีอย่างน่าทึ่งใน Kinnara คุณจะต้องแปลกใจในน้ำเสียงที่ผิดแผกไปจากโดมโลหะอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง แทบไม่เชื่อว่านี่เป็นลำโพงแบบโดมโลหะ ทวีตเตอร์ทำงานร่วมกับตัวขับเสียงต่ำกรวยเส้นใยธรรมชาติ จะให้เสียงแหลม นุ่ม ละมุน ไม่บาดหู โทนออกไปทาง Musical ฟังสบายในระยะยาวนานโดยไม่เบื่อล้า รวมถึงเสียงที่แม่นยำให้การกระจายเสียง (Dispersion) ดี แม้จะนั่งฟังนอกแกนยังบาลานซ์ ...นุ่ม กลมกลืนเป็นธรรมชาติ ส่วนที่สาม : บุคลิกหลักของลำโพง Kinnara ให้ความสมบูรณ์แบบทั้งในเรื่องความอ่อนหวานละเมียดละไม และพลังที่ดุดันไปได้พร้อมกัน แต่ไม่ใช่ลำโพงประเภทเสียงตูมตามฟังแล้วระทึกเข้าไปในหัวอกหัวใจ แต่มีพลังที่ลึกเร้น เสียงต่ำที่มีมวลนับว่าเป็นลำโพงตั้งพื้นที่ดีที่สุดคู่หนึ่ง ที่เราไม่ควรมองข้าม ที่สำคัญไม่ใช่ลำโพงที่กินกำลังขับจากแอมป์ เรียกว่าถ้าได้ใช้แอมป์ที่มีคุณภาพ นี่คือลำโพงที่สามารถกลมกลืนกับภาคขยายแทบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแอมป์หลอด แอมป์คลาสเอบี คลาสเอ และแอมป์ดิจิตอล บทสรุป ลำโพง SB ACOUSTICS Kinnara ที่มีความเรียบสะอาดสุภาพ เสมือนลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ชั้นดี ให้เสียงที่ไหลลื่นนุ่มละมุนและเบสที่ลึกอย่างน่าพอใจ มีความเป็นธรรมชาติของเสียงดนตรีที่ลื่นไหล ในการทดสอบผมรู้สึกว่า เสียงเบสลงไปถึงความถี่ที่ลึกกว่าสเปกฯ ระบุไว้ 45 เฮิรตซ์ด้วยซ้ำไป เป็นลำโพงต้นแบบที่เสียงดีมากๆ สามารถซื้อได้สำเร็จรูป หรือจะนำ Driver และไปออกแบบตู้เองก็ได้ โดยตัวแทนจำหน่ายพร้อมให้คำปรึกษาตลอดเวลา SB ACOUSTICS Kinnara ราคา 116,000.- บาทต่อคู่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology โทร. 02 429 1236 ***Specifications : * Frequency Range: 45 – 25000 Hz * Sensitivity (2.83V / 1m): 84 dB * Nominal Impedance: 6 Ω * Max SPL: 105 dB * Recommended Amplifier: 100 – 200 W * Crossover Frequency: 2300 Hz * Enclosure Type: Sealed * Drive Units: SB26ADC-C000-4 & 8″ SB20PFCS30-7
DALI SONIK 1 กะทัดรัดแต่ทรงพลังอย่างน่าทึ่ง เป้าหมายสูงสุดของ DALI ในการออกแบบลำโพงในซีรีส์ SONIK Series คือลำโพงซีรีส์ใหม่ที่เน้นความมีคุณภาพสูง ในรูปทรงกะทัดรัด ตอบโจทย์การดูหนังฟังเพลงได้อย่างครบถ้วน โดยเลือกเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาใช้งานอย่างลงตัว ทำให้โลกไฮไฟเปลี่ยนไปตรงที่ว่า ขนาดไม่อาจจำกัดคุณภาพได้อีกต่อไป SONIK 1 เป็นลำโพงเล็ก แต่เสียงที่เต็มอิ่มมาก ให้รายละเอียดครบถ้วนในดีไซน์ขนาดย่อม มาพร้อมทวีตเตอร์แบบโดมขนาด 29 มม. น้ำหนักเบาเป็นพิเศษ และวูฟเฟอร์ขนาด 5¼ นิ้ว ที่ทำขึ้นจากใยไม้ SMC และ Clarity Cone ดีไซน์ตู้ลำโพงขนาดเล็กให้ความสมดุลที่ลงตัวระหว่างประสิทธิภาพเสียงเบส และการประหยัดพื้นที่ ทำให้เหมาะสำหรับห้องขนาดเล็ก วางบนชั้นวาง ตั้งพื้น หรือติดผนังได้ พื้นฐานในการออกแบบของ DALI SONIK 1 คือการให้เสียงสูงที่ชัดเจนและเสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ มอบเสียงร้องและเครื่องดนตรีที่เปล่งประกายได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะ แม้เป็นลำโพงตู้เล็กแต่จะให้ประสิทธิภาพหลายด้านที่เทียบเท่าลำโพงขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้เพลงและฉากโปรดในภาพยนตร์ มีชีวิตชีวาสมจริงขึ้น เทคโนโลยีลำโพง DALI SONIK 1 ได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีชั้นสูงจาก DALI KORE โดยเฉพาะไดร์เวอร์เสียงเบสและเสียงกลางของ SONIK Series โดดเด่นด้วยกรวยลำโพง Clarity Cone ทำจากส่วนผสมของกระดาษและใยไม้ ที่มีความแข็งแรงแต่น้ำหนักเบา และสามารถควบคุมการสั่นสะเทือนได้อย่างดีมาก กรวย Clarity Cone ยังช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากไดร์เวอร์หนึ่ง ไปยังอีกไดร์เวอร์หนึ่งเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงกลางช่วงบนที่สมจริง ไม่มีการปรุงแต่ง และการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นไปยังเสียงแหลมหรือทวีตเตอร์อีกด้วย อีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าโดดเด่นมากก็คือ ระบบแม่เหล็ก SMC Essential ในซีรีส์ SONIK ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร แม่เหล็กที่ออกแบบมาเพื่อลดความผิดเพี้ยน และปรับปรุงความเป็นเชิงเส้นตรง ด้วยวงแหวนเฟอร์ไรต์ล้อมรอบแกนแม่เหล็กแบบไฮบริด แม่เหล็ก SMC ถูกจัดวางไว้ในบริเวณการทำงานของวอยซ์คอยล์เสียงโดยตรง ซึ่ง SMC จะช่วยลดปฏิกิริยา “ฮิสเทอรีซิส (Hysteresis)” และกระแสไหลวน ทำให้ได้เสียงกลางที่สะอาด เต็มไปด้วยรายละเอียด และผ่อนคลายยิ่งขึ้น DALI SMC คือเทคโนโลยีวัสดุแม่เหล็กสำหรับตัวขับลำโพงที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งมีใช้ในลำโพงส่วนใหญ่ของ DALI SMC หรือ Soft Magnetic Composite มีการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2012 พร้อมกับลำโพงซีรีส์ EPICON ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของ DALI SMC เป็นวัสดุแม่เหล็กแบบเม็ดเล็กเคลือบผิว ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ให้การส่งผ่านของเส้นแรงแม่เหล็กสูง และยังมีการนำไฟฟ้าที่ต่ำมาก เนื่องจากเป็นวัสดุคอมโพสิตแบบเม็ดเล็ก SMC จึงสามารถขึ้นรูปได้เกือบทุกรูปทรง โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ใช้ในระบบแม่เหล็กลำโพงหลายรุ่นของ DALI SMC ช่วยลดผลกระทบจากการหน่วงของเหล็กที่มักเกิดขึ้นกับการเคลื่อนที่อย่างอิสระของขดลวดเสียง เช่น ฮิสเทอรีซิส กระแสไหลวน และความไม่เป็นเชิงเส้นของความถี่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการบิดเบือนและสีสันของเสียงที่ไม่พึงประสงค์ ***หมายเหตุ: Hysteresis (ฮิสเทอรีซิส) ในระบบแม่เหล็กลำโพง คือปรากฏการณ์ความล่าช้าของวัสดุแม่เหล็กในการตอบสนองต่อ “สนามแม่เหล็ก” ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยขั้วแม่เหล็กจะไม่กลับสู่สถานะเดิมทันที เมื่อกระแสสลับส่งมายังวอยซ์คอยล์ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียพลังงานในรูปความร้อน และทำให้เสียงผิดเพี้ยนได้ พูดสั้นๆ คือ วัสดุแม่เหล็กไม่ได้ตอบสนองแบบ “ทันทีและตรงไปตรงมา” นั่นเอง และระบบแม่เหล็ก SMC สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ตัวขับเสียงทรงพลัง มีความเที่ยงตรงแม่นยำมากขึ้น ลำโพง DALI SONIK 1 เป็นรุ่นเล็กสุดในซีรีส์ที่ถูกออกแบบมา โดยเน้น 3 แกนหลักในแนวคิดก็คือ รูปทรงเล็กกะทัดรัด ให้พลังเสียงที่เกินตัว และจัดวางได้ง่ายภายในบ้าน โครงสร้างตู้แบบ 2 ทาง มีท่อเปิดออกด้านหลัง ที่คำนวณท่อลมเพื่อให้เบสสะอาด และควบคุมจังหวะของเสียงกลางต่ำได้ดี โดย DALI อธิบายว่า ด้วยการกระจายเสียงที่แผ่กว้างของตัวขับและดีไซน์ตู้ขนาดย่อม แทบไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เราจะต้องโท-อินลำโพงเข้าหากัน เพราะลำโพงคู่นี้มี Sweet Spot กว้าง ฟังได้หลายตำแหน่ง ให้การตอบสนองความถี่ 51 – 26,000Hz มีค่าความไวอยู่ที่ 86dB และอิมพีแดนซ์ 6 โอห์ม Test Report ลำโพงคู่ที่นำมาทดสอบได้ถูกแกะกล่องและมีการเบิร์น-อินมานานพอสมควรเลย สังเกตได้ว่าตอนผมนำมา Setup ภายในห้องฟังนั้นเสียงจะลงตัวได้อย่างง่ายดาย และการจัดตำแหน่งต่างๆ ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนเหมือนลำโพงเล็กอื่นๆ แต่การที่ตู้ลำโพง DALI SONIK 1 มีน้ำหนักค่อนข้างเบาเพียง 4 กิโลกรัมต่อตู้ ทำให้บางคนอาจจะคิดไปได้ต่างๆ นานาก่อนล่วงหน้า ว่ามันจะให้เสียงดีหรือไม่อย่างไร? แต่เมื่อผมได้ทดสอบฟังอย่างจริงจังแล้ว ก็พบว่าน้ำหนักตู้ของลำโพงไม่สามารถกำหนดเรื่องคุณภาพเสียงได้เสมอไป และนี่คือลำโพงที่มีขนาด น้ำหนัก ที่ลงตัวพอดีพอดีและพลังเสียงเกินตัวขึ้นไปหลายเท่าเลยทีเดียว ดูกันที่ขนาดตู้ จะเห็นว่าเป็นลำโพงเล็กที่วางตำแหน่งของไดรเวอร์ตัวขับเสียงได้เต็มกรอบหน้าแบบเฟิลของลำโพงกันเลยทีเดียว โดยมีขนาดตู้ สูง 274 กว้าง 162 และลึก 231 มิลลิเมตร ท่อพอร์ทด้านหลังแบบบกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว ออกแบบได้ดีมาก สังเกตได้จากที่มีการทดสอบฟังเพลงที่เบสหนักๆ ท่อระบายลมออกจากท่อเบสนี้ได้ค่อนข้างรวดเร็วและทรงพลังมากๆ ขั้วลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์ ดูแข็งแรงมั่นคง และมีช่วงบนสุดติดตั้งแผ่นอุปกรณ์เสริมเป็นช่องแบบขอเกี่ยวสำหรับติดลำโพงเข้ากับผนังห้องได้ เป็นดังที่ DALI ได้แจ้งเอาไว้ว่า ผู้ใช้สามารถเซ็ตบนขาตั้ง วางบนชั้นวางทั่วไป หรือติดผนังก็ทำได้โดยง่ายดาย โดยที่คุณภาพเสียงจะไม่เปลี่ยนจากกันไปมากนัก แต่ก็แนะนำว่า ถ้าติดผนังให้ใช้ฟองน้ำอุดท่อด้านหลังได้ ซึ่งความไวลำโพงอาจลดลงเล็กน้อย ในการทดสอบ ผมใช้ขาตั้งลำโพงของ ATACAMA รองสไปก์ด้านใต้ด้วยตัวรอง Life Audio Signature Mellow และติดยึดลำโพงกับแผ่นเพลทขาตั้งด้วยกาวบลูแท็คให้แน่นหนา แล้วทำการ เซ็ตอัพลำโพงให้ได้ตำแหน่งที่เหมาะสม นั่นคือลำโพงทั้งคู่ วางห่างกัน 1.7 เมตร ห่างผนังด้านหลัง 92 เซนติเมตร และห่างผนังด้านข้างประมาณ 1.2 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่ลงตัวภายในห้องฟังของผม แต่สำหรับผู้ที่ใช้ลำโพงคู่นี้สามารถปรับตำแหน่งและขาตั้งลำโพงได้ตามไซส์หรือขนาดห้องของคุณเอง โดยอิงตัวอย่างนี้ได้ครับ ในระยะการ Setup แบบนี้พบว่าไม่มีความจำเป็นต่อการเอียงหน้า โท-อินลำโพงเข้าหากัน หรือต่อให้คุณโท-อินทดลองเปรียบเทียบดู กับการวางลำโพงในหน้าตรง ทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันน้อยมาก ถือว่าการดีไซน์เพื่อให้ SONIK 1 เป็นลำโพงอเนกประสงค์ ที่กลมกลืนสภาพแวดล้อมได้หากหลาย ตอบรับกับทุกสถานการณ์ ได้อย่างยอดเยี่ยม อีกประการหนึ่งก็คือ การปิดหรือเปิดหน้ากากลำโพงนั้น อาจทำให้ระดับของเสียงแหลมมีความแตกต่างกันบ้าง ที่ปลายเสียงแหลมสุดสำหรับการฟังโดยทั่วไปหากต้องการให้การกระจายเสียงที่กว้าง และอิมเมจที่ดี ผมขอแนะนำให้เปิดหน้ากากฟังครับ ส่วนการพิจารณาขาตั้งที่เหมาะสม ให้เลือกขาตั้งที่สูงประมาณ 60 เซนติเมตร และจากการทดสอบการเซ็ตลำโพง ผมพบว่าขาตั้งประเภทโลหะหรือกึ่งโลหะผสมจะดีที่สุดครับ เคยได้ยินกิตติศัพท์เกี่ยวกับลำโพงคู่นี้มาว่าจะให้เอกลักษณ์ที่สำคัญสองประการอันแตกต่างจากลำโพงอื่นก็คือ หนึ่งให้เวทีสิ่งที่กว้างมาก และสองให้แรงพั้นช์ หรือแรงปะทะของเบสที่เหนือกว่าลำโพงที่ใช้ตัวขับเสียง 5 นิ้วด้วยกันแทบทุกคู่ ผมจึงตั้งใจเริ่มทดสอบด้วยอัลบั้มเพลงโพรเกรสสีพร็อคสัญชาติอังกฤษ The Alan Parsons Project :I Robot (1977) เป็นอัลบั้มหนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่สร้างชื่อเสียงในด้านการบันทึกเสียงที่ล้ำสมัยในยุคนั้น และเด่นมากสำหรับการทดสอบช่วงความถี่ต่ำลึกและปลายเสียงแหลมสุดของลำโพง เรียกว่า ลำโพงคู่นี้สนองตอบได้ดีมากๆ เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากจริงๆ ครับ กับ DALI SOIK 1 ด้วยพลังเสียงที่รุกเร้าใจ มีชีวิตชีวา แสดงความทรงพลังของย่านความถี่กลาง-ต่ำได้อย่างสุดๆ ไปเลย เบสลึกกระหึ่มเป็นรูปทรง ในขณะที่เสียงแหลมช่วงปลาย ไปได้สุดทางมากๆ นี่คือเสียงที่น่าแปลกใจชนิดแทบไม่เชื่อหูเอาเสียเลย ว่าลำโพงจะให้ความถี่ที่ครบสมจริงมาก เพราะการย้อนกลับมาฟังเพลงโปรดสำหรับการทดสอบความไหลลื่นของดนตรี พลังที่กระหึ่ม เวทีเสียงกว้างลึกมโหฬาร อย่างเพลง On The Beautiful Blue Danube Waltz, Op. 314 จากอัลบั้มErich Kunzel, Cincinnati Pops - Ein Straussfest เป็นการบ่งชี้ความสามารถของลำโพงคู่เล็กคู่นี้ว่าไม่ใช่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย มีลำโพงเล็กไม่กี่คู่ที่สามารถตอบสนองเสียงช่วงกว้างได้ถึงขนาดนี้ ฟังทดสอบด้วยเพลงระดับโอ่อ่าโอฬารแล้ว จะเข้าใจว่า SONIK 1 ให้เวทีเสียงกว้างลึกได้ใกล้เคียงลำโพงที่ตู้ใหญ่กว่าเกือบหนึ่งเท่าตัวได้อย่างสบาย ตรงนี้แหละที่มองเห็นขนาดตู้ลำโพงทีไร ก็ต้องชมทีมออกแบบ DALI ว่าทำได้น่าประทับใจ การสร้างลำโพงเล็กที่มีเทคโนโลยีตัวขับและวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คชั้นดี จะได้เปรียบเรื่องความกระชับฉับไวของเสียง ดังนั้นด้วยความกระจ่างแจ้งของรายละเอียดเสียงที่สะอาดละเมียดละไม ใน DALI SONIK 1 ต้องถือว่าเหมาะสมจริงๆ สำหรับเพลงประเภท Pop Jazz โดยเฉพาะ คือความลงตัวที่พอดิบพอดี ทั้งเสียงร้องและดนตรี (Olivia Newton John : Dancin' 'Round And 'Round) การแสดงศักยภาพของทวีตเตอร์โดมอ่อนของ DALI คือจุดเด่นอีกประการหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ก็คือ ลำโพงจะให้รายละเอียดเสียงที่มีความกระจ่าง สามารถเข้าถึงย่านความถี่ปลายแหลมสุด ที่เปิดโปร่งโดยไม่มีความจัดจ้านเลยแม้แต่น้อย โดมทวีตเตอร์เป็นอีกหนึ่งหัวใจหลัก ที่ผสานทำงานร่วมกับมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ แบบกรวย Clarity Cone อย่างต่อเนื่องและราบรื่นมาก เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าถึงค่าไดนามิคเร้นจ์จริงๆ ของลำโพงได้ ยกตัวอย่างจากการทดสอบฟังด้วยอัลบั้มเพลงชั้นครู Dave Grusin : Mountain Dance ด้วยจังหวะที่สนุกเร้าใจสมจริง และไดนามิคเร้นจ์ที่ยอดเยี่ยม เป็นส่วนที่ทำให้ผู้ฟังแทบไม่รู้สึกเลยว่า กำลังฟังลำโพงขนาดเล็กอยู่ นี่คือจุดที่โดดเด่นของ DALI SONIK 1 ครับ บางช่วงได้ทดลองฟังเพลงที่เน้นเสียงกลางแหลมหรือความโปร่งเบาของชิ้นดนตรี เสียงร้องที่เน้นรายละเอียดมากกว่าค่าไดนามิกแรงๆ หรือความพั้นช์ของเสียง หมายถึงว่าเราอยากจะเข้าถึงความอ่อนโยนละเมียดละไมของเสียงกลาง จากอัลบั้ม Greatest Hits. Kenny Rogers จะให้เสียงแฟลต เรียบสะอาด ชี้จุดตำแหน่งชิ้นดนตรีได้อย่างชัดเจน และตรึงอารมณ์กับฮาร์โมนิค และเสียงธรรมชาติได้เป็นอย่างดี มีอัลบั้มที่ใช้สำหรับทดสอบในระดับออดิโอไฟล์มากมาย ที่ผมหยิบยกมาทดลองกับลำโพง SONIK 1 ซึ่งก็เป็นการค้นพบโทนับบาลานซ์ที่ดีในลำโพงขนาดย่อม จนทำให้ลำโพงคู่นี้จะเป็นตัวอย่างของคำว่าสมดุลหรือ Tonal Balance รวมทั้งการทดสอบเรื่องอิมเมจ และซาวนด์สเตจของลำโพง (Janis Ian : Breaking Silence) ได้สะท้อนถึงความสามารถที่จะทำให้เทียบเคียงลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ได้เลย ต้องกล่าวว่า การพัฒนาลำโพงตู้ขนาดเล็กในยุคสมัยนี้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาได้อย่างน่าตกใจไม่น้อยเลยทีเดียว DALI ไม่เคยทำให้ผู้ฟังผิดหวัง ในฐานะผู้ผลิตลำโพงอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะลำโพงในซีรีส์ใด มักสร้างความเซอร์ไพรส์ให้เสมอ ผมฟังลำโพงคู่นี้กับบางอัลบั้มอัลบั้มระดับออดิโอไฟล์แล้ว ให้แปลกประหลาดใจในลำโพง SONIK 1 ที่ให้บรรยากาศและค่าฮาร์โมนิคเสียงอย่างยอดเยี่ยมเทียบเคียงลำโพงขนาดใหญ่ได้ (Don't Smoke in Bed is an album by the Holly Cole Trio) ปิดท้ายการทดสอบ DALI SONIK 1 ด้วยเพลงไทยแนวคันทรีและสตริง ซึ่งให้การตอบสนองอย่างราบรื่นและให้เสียงแบบอิ่มเอิบเข้าถึงง่าย หมายถึงความสามารถของลำโพงคู่นี้ฟังกับเพลงได้หลากสไตล์โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ผมทดลองขยับปรับเปลี่ยน ด้วยการนำลำโพงไปวางบนชั้นวางหนังสือและชั้นวางทั่วไป (ไม่ใช่เซ็ตอัพฟังบนขาตั้งแบบออดิโอไฟล์) รวมทั้งเมื่อเราจัดวางใกล้ชิดกับผนังห้องมากกว่าปกติ จากนั้นก็วิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงของเสียง แน่นอนว่าค่าความถี่ต่างๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ก็ยังคงรักษาคุณภาพเสียงได้ดี รวมถึงในด้านความกว้างลึกเวทีเสียงยังทำได้สมดุลเสมอ สรุปโดยรวมมีผลเอฟเฟกต์ต่อพื้นที่ห้องน้อยกว่าลำโพงอื่นๆ ที่ผมเคยทดสอบมา DALI SONIK 1 สามารถใช้แอมป์พื้นฐานที่กำลังขับไม่ต้องสูงมาขับเสียงก็ได้ครับ เพราะไม่กินกำลังขับแอมป์ทุกรูปแบบ มีข้อแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าตั้งใจฟังแบบออิโอไฟล์ ให้วางและยึดตู้ลำโพงบนขาตั้งอย่างมั่นคง นี่จะทำให้ลำโพงมีขีดศักยภาพเหนือระดับแบบต้องทึ่งเลยทีเดียว DALI SONIK 1 ให้บทสรุปที่รวบรัดหมดจด คือลำโพงตู้ขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลังอย่างน่าทึ่งกับเพลงทุกสไตล์ครับ ด้วยสนนราคาคู่ละไม่ถึงสามหมื่นบาท ถือได้ว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมจากค่ายลำโพงเดนมาร์ก นามว่า DALI โดยแท้ Reference: • NAD C3050 • DENON DCD 2500 NE SACD • NAD M51 DAC • MARANZ PM 4 Esotec • Audio Innovations 500 Tube Amplifier DALI SONIK 1 ราคาคู่ละ 28,600.-บาท (มีให้เลือกผิวตู้ 4 สี) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Harbeth SHL5plus XD2 คุณค่าแห่งเสียงธรรมชาติ น้ำเสียงแห่งความเป็นเลิศคือจุดหมายปลายทาง นับตั้งแต่ Harbeth ก่อตั้งบริษัทในปี 1977 ความมุ่งมั่นที่จะสร้างลำโพงที่ดีที่สุด ประกอบด้วยการใช้เครื่องมือทดสอบที่ทันสมัยที่สุด เพื่อสำรวจและคิดค้นศาตร์และเทคโนโลยีใหม่ในทุกแง่มุมของการออกแบบลำโพง นอกจากนี้ช่างเทคนิคฝ่ายผลิตที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญยังทำการทดสอบทุกชิ้นส่วนอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสูงสุดเพื่อให้ได้คุณภาพที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ Harbeth ทำให้ผู้ผลิตลำโพงรายนี้ ได้รับความเชื่อถือและกลายเป็นเสาหลักแห่งลำโพงจากสหราชอาณาจักร เราจะพบว่าลำโพงแต่ละรุ่นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อโมเดล เพราะโครงสร้างถือว่าสมบูรณ์แบบในตัวอยู่แล้ว แต่รหัสแห่งการพัฒนาอัปเกรดจะแสดงไว้ต่อท้ายรุ่น แสดงให้เห็นถึงลำดับแห่งการพัฒนาในแต่ละปี และวันนี้คือการเริ่มต้นของซีรีส์ XD2 ที่เติมเต็มลำโพงที่ขึ้นชื่อว่ายอดเยี่ยมที่สุด ลำโพง Harbeth ซีรีส์ XD2 ออกแบบเพื่อส่งมอบทุกรายละเอียดเสียงดนตรีที่สตูดิโอได้บันทึกเสียงมา เป็นลำโพงแนวบริสุทธิ์นิยมที่ให้คุณค่าสูงยิ่งตลอดกาล ด้วยความเชี่ยวชาญด้านตัวขับเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ Harbeth ในฐานะบุกเบิกในการพัฒนาศาสตร์แห่งวัสดุของไดอะแฟรมลำโพง ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยเทคโนโลยีกรวยขั้นสูงสุด ด้วย RADIAL4 กรวยลำโพงที่ให้เสียงเป็นธรรมชาติ ไร้การบิดเบือนอย่างแท้จริง โดยเทคโนโลยีกรวยลำโพงมิด/เบส RADIAL4 ใหม่ล่าสุดนี้ เป็นหัวใจสำคัญของลำโพงทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น P3 ESR XD2, C7ES-3 XD2 (Compact 7), M30.3 XD2 (Monitor 30.3), SHL5plus XD2 (Super HL5 Plus) และ M40.5 XD2 (Monitor 40.5) Harbeth XD2 ใหม่ล่าสุดนี้ ยังคงรักษาความเป็นดนตรีละเมียดละไมสม่ำเสมอ มั่นใจได้ถึงเสียงที่เป็นธรรมชาติ สมจริง และน่าดึงดูดใจ การเลือกรุ่นที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับขนาดห้อง กำลังขับ และงบประมาณ เนื่องจาก Harbeth ทุกรุ่นล้วนมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะรุ่นกลาง ระบบสามทาง SHL5plus XD2 ที่สร้างชื่อเอาไว้มากที่สุด ที่เราได้นำมาทดสอบในครั้งนี้ SHL5plus XD2 ลำโพงระบบสามทาง รุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับบริษัท Harbeth มากที่สุดรุ่นหนึ่ง ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในเรื่องเสียงที่ทรงพลัง และความไพเราะงดงามทุกรายละเอียด SHL5plus XD2 รุ่นนี้ได้ยกระดับประเพณีของ Harbeth ในการสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่น่าทึ่งก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง Harbeth SHL5plus XD นั้น มอบประสบการณ์เสียงระดับไฮเอ็นด์ที่เหนือกว่า โดยสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของไดร์เวอร์เบส/มิดเรนจ์ RADIAL4 ขนาด 200 มม. ที่ออกแบบโดย Harbeth ให้ออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเสียงที่กว้างขวาง ทรงพลัง สะอาด คมชัด พร้อมความโปร่งใสชัดเจน บนความสดใหม่ที่น่าทึ่ง การพัฒนาสู่ XD2 นั้น มาพร้อมกับการออกแบบวงจรครอสโอเวอร์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างเสียงเบส เสียงกลาง และเสียงแหลม ที่มีการใช้ Super Tweeter มาเสริมเสียงช่วงปลายสุดส่งผลให้ประสบการณ์เสียงราบรื่นและครบทุกรายละเอียด วงจรครอสโอเวอร์ที่ได้รับการปรับปรุงนี้ช่วยให้ ช่วงความถี่แต่ละช่วงทำงานได้อย่างลงตัว สร้างสรรค์เสียงที่ผสมผสานกันอย่างราบรื่น ให้ความรู้สึกสมดุลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือ ลำโพงที่ไม่เพียงแต่ให้เสียงที่แม่นยำ แต่ยังให้ความลึกและความคมชัดที่มากขึ้น ผู้ฟังจะได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ทางดนตรีที่สมจริง ลำโพงรุ่นล่าสุดซีรีส์ XD2 ใช้หลักการออกแบบโครงสร้างตู้แบบ Thin-Wall ซึ่งทำจากไม้ที่คัดสรรพิเศษเพื่อความคลาสสิก ตู้ลำโพงที่ใช้แผ่นไม้อัดระดับพรีเมียม แต่ละแผ่นจะได้รับการคัดสรรเนื้อไม้ ผิววีเนียร์ด้วยการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในภูมิปัญญาด้านฝีมือและความใส่ใจในรายละเอียด ผลลัพธ์ที่ได้คือลำโพงที่ไม่เพียงแต่ให้เสียงที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นส่วนเสริมบรรยากาศที่สวยงามตระการตาสำหรับพื้นที่ฟังเพลงทุกแห่ง ตู้ลำโพงย่อมเปล่งประกายความสง่างามเหนือกาลเวลาตลอดไป Harbeth SHL5plus XD2 (eXtended Definition) เป็นลำโพง 3 ทางรุ่นพัฒนาใหม่จากอังกฤษ ใช้เทคโนโลยีวูฟเฟอร์ RADIAL4 ขนาด 200 มม. อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ พร้อม Tweeter โดมอ่อน 25 มม. และ Super Tweeter 20 มม. ให้เสียงที่แม่นยำ สมจริง ราบเรียบ และตอบสนองความถี่ 40-20,000Hz ±3dB แม่นยำสุดยอด Harbeth SHL5plus XD2 เป็นดีไซน์รุ่นเดียวในซีรีส์ที่ใช้ Super Tweeter ขนาด 20 มม. ช่วยขยายมุมกระจายเสียงด้านบน (off-axis response) ส่งผลถึงรายละเอียดเสียงสูงสุดโดยอลัน ชอว์ ผู้ออกแบบดีไซน์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ด้วยรูปแบบ ขนาดตู้ วงจรครอสโอเวอร์ และการทำงานตัวขับเสียงในระบบสามทางรุ่นนี้ เพียงรุ่นเดียวเท่านั้นที่เหมาะกับการใช้ Super Tweeter ดังกล่าว Super Tweeter สำหรับแนวคิด Harbeth แล้ว ไม่ได้นำมาเสริมเพื่อทำให้เสียงแหลมนั้นสดใสหรือแสดงผลความถี่สูงเกินกว่าหูมนุษย์ได้ยินแต่อย่างใด แต่การใช้งานครั้งนี้ เพื่อจะทำให้ปลายยอดความถี่สูงสุดนั้นมีความราบรื่นเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น Harbeth SHL5plus XD2 จึงเป็นการปรับปรุงทั้งตัวตู้ ครอสโอเวอร์ ตัวขับเสียงใหม่ เพื่อให้สนองตอบเสียงดนตรีได้ราบรื่นยิ่งกว่าเดิม เป็นลำโพงที่มีความต้านทาน 6 โอห์ม ค่าความไว 86dB แนะนำให้ใช้กับแอมป์กำลังขับตั้งแต่ 25 วัตต์ขึ้นไป ออกแบบมาเพื่อวางบนขาตั้ง (Stand-mount) โดยแนะนำให้ลำโพงอยู่ห่างจากผนังตามคำแนะนำของคู่มือ เพื่อผลด้านคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยม Test Report ผมแกะกล่องใหม่หมาดๆ ของ Harbeth SHL5plus XD2 ก็พบว่าลำโพงคู่นี้เป็นรุ่นที่มีตู้สีพิเศษแบบเดียวกันกับรุ่น Monitor 30.3 XD2 ที่ผมนำมาทดสอบก่อนหน้า คือตู้สี Silver Willow สีโทนเทาเงินเล็กน้อย รักษาลวดลายและสัมผัสของเสี้ยนไม้ธรรมชาติ (Veneer) ความละเอียดสูง ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกและความล้ำสมัยอยู่ในตู้เดียวกัน ผมคิดว่าไม่น่าจะมีบริษัทลำโพงอื่นใดที่สามารถทำสีผิวตู้ลำโพงได้เนี้ยบขนาดนี้อีกแล้วละครับ สุดยอดแห่งความสง่างามอย่างแท้จริง ทางทีม SoundBox จัดส่งลำโพงมาพร้อมขาตั้งไม้ HiFi Rack Limited ที่ความสูง 17 นิ้ว เมื่อรวมกับสไปก์ และผมมาเสริมตัวรองของ Life Audio Signature Mellow จะได้ความสูงประมาณ 18 นิ้วพอดีๆ ข้อแนะนำจากโรงงานผู้ผลิตคือ ให้วางลำโพงห่างผนังอย่างน้อย 60 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ซึ่งในที่นี้ได้จัดวางห่างกันอยู่ที่ 2.10 เมตร และห่างผนังด้านหลังที่ 80 เซนติเมตร เป็นไปตามความเหมาะสมในขนาดห้องของผม และผลจากการทดสอบ ผมเชื่อมั่นว่าห้องตั้งแต่ขนาด 20-35 ตารางเมตร ลำโพงจะทำงานได้เต็มศักยภาพอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามผลเอฟเฟกต์ที่มีต่อผนังห้อง กับลำโพงที่มีท่อพอร์ตเปิดด้านหน้าแบบนี้ ทาง Harbeth ดีไซน์มาค่อนข้างลงตัว ดังนั้นผลสะท้อนจากผนังด้านข้างและด้านหลังจึงไม่ก่อผลรบกวนออกมาได้มากนักแม้จะรับฟังในระดับความดังสูงโดยเฉลี่ยถึง 80 ดีบี และเมื่อเราเซ็ตตำแหน่งได้ลงตัวแล้ว สังเกตได้ง่ายๆ จากพลังเสียงต่ำทุ้มที่สะอาดหลุดลอยเป็นอิสระ แรกสุดระยะการเซ็ตลำโพงจะเป็นลักษณะมุมสามเหลี่ยมด้านเท่ากับตำแหน่งนั่งฟัง และจะค่อยๆ ขยับลำโพง เข้าออก มาให้ห่างในลักษณะสามเหลี่ยมหน้าจั่วได้ตามความเหมาะสม กับระดับความดังเฉลี่ยที่เราฟังจากลำโพงครับ ลำโพงจะถูกผมเบิร์น วันละ 12-15 ชั่วโมง อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่าเช้าจรดค่ำนั่นเอง เพื่อให้มีความพร้อมต่อการทำงานจริงๆ เนื่องจากเป็นลำโพงใหม่แกะกล่อง และเมื่อครบ 100 ชั่วโมง ก็จะเป็นช่วงของการเซ็ตอัพตำแหน่ง และนั่งฟังอย่างจริงจัง จุดสังเกตของผลการเซ็ตอัพที่ลงตัวก็คือ เมื่อเซ็ตได้ตรงจุด และตำแหน่งที่เหมาะสมภายในห้องฟังแล้ว Harbeth SHL5plus XD2 จะให้เวทีเสียงกว้างลึก ให้โฟกัสอิมเมจได้ดีรวมถึงเสียงร้องเด่นลอยชัดเจนมากขึ้นอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว เรียกว่าเสียงเป็นสามมิติให้อิสระดนตรีอย่างไร้กรอบบังคับ เสียงแรกที่ประทับใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ ย่านความถี่ทุ้ม กลาง แหลม มีโทนัลบาลานซ์ที่ยอดเยี่ยม ถ้าใครสักคนไม่เข้าใจว่า Tonal Balance นั้นคืออะไร สำคัญอย่างไร แนะนำเลยครับ ให้ลองฟังลำโพง Harbeth สักครั้งหนึ่ง คุณจะเข้าใจได้อย่างง่ายดาย SHL5plus XD2 ให้ความงดงามของช่วงมิดเร้นจ์ในระดับครู ดังที่อลัน ชอว์ เค้าเชื่อมั่นว่าลำโพงที่ให้เสียงใกล้เคียง “เสียงของมนุษย์” เท่านั้น จึงจะถือว่าสามารถถ่ายทอดย่านความถี่ต่างๆ ที่เราได้ยินอย่างถูกต้อง หลายอัลบั้มที่นำมาทดสอบลำโพง โดยเฉพาะอัลบั้มเสียงร้องระดับตำนาน ที่ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความไพเราะเสนาะโสตจริงๆ ครับ (Voices : Amanda Mc Broom ในเพลง The Rose) กับเพลงป็อปที่เน้นความเป็นอิสระย่านความถี่ ผมชอบเสียงเบสที่ลอยและเป็นชิ้นเป็นอัน เหมือนกับเราได้ฟังเบสจริงๆ ที่เสียงบริสุทธิ์ ตรงนี้อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะของลำโพง Harbeth ที่ทำได้แบบไม่มีใครเสมอเหมือน และเสียงที่หลุดลอยออกจากตู้โดยไม่มีกรอบบังคับ ถือเป็นลำโพงที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยและพิสูจน์ในเรื่องของคุณภาพเสียงมาได้อย่างดีเยี่ยม (Somewhere Somebody : Jenifer Warnes) ด้วยระยะเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก ที่ผมได้มีการทดสอบลำโพงรุ่น Monitor 30.3 XD2 เปรียบเทียบกับลำโพง SHL5plus XD2 รุ่นนี้ ผมมีข้อสังเกตก็คือ SHL5plus XD2 นั้น จะให้เสียงที่รู้สึกได้ถึงซาวนด์สเตจที่กว้าง-ลึกกว่า และผลโดยรวมการฟังเพลงในลักษณะวงใหญ่อย่างเช่นวง Orchestra หรือวงบิ๊กแบนด์ ผลลัพธ์คือยอดเยี่ยมมาก เพลงที่เน้นน้ำหนักและไดนามิคเร้นจ์ ด้วยอัลบั้มที่บันทึกมาในระดับท็อปๆ (Various Artists : Telarc A Spectacular Sound Experience) ลำโพง SHL5plus XD2 จะให้ความรู้สึกถึงการตอบรับน้ำหนักเสียงได้ดีกว่าและมีพลังที่ยิ่งใหญ่โอฬารกว่าครับ ความโอ่อ่าเปิดเผยในแบบนี้ ต้องยกให้พลังจาก SHL5plus XD2 ว่ามาเต็มจริงๆ (William Tell & Other Favorite Overtures by Cincinnati Pops Orchestra) แม้สำเนียงของลำโพง Harbeth หลายโมเดล จะมีบุคลิกที่ใกล้เคียงกันเสมอ ในเรื่องของความสะอาดเสียง ความบริสุทธิ์ และความเป็นธรรมชาติของย่านความถี่เสียงดนตรี แต่ SHL5plus XD2 นั้น ได้แสดงถึงพลังเสียงที่ทำให้เราพบว่ามันพร้อมจะถ่ายทอดเพลงได้ครบถ้วนและหลากหลายสไตล์มากกว่า ตั้งแต่ความละมุนเรียบสะอาด สุภาพ ไปจนถึงเพลงร็อคที่คึกคักเร้าใจ โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ แถมยังให้ความโดดเด่นในบรรยากาศสถานที่บันทึกได้อย่างลึกซึ้ง (Jazz at the Pawnshop) เป็นลำโพงที่รักษาความเป็นธรรมชาติเสียงที่ละเอียดละออ และให้ช่วงปลายแหลมสุดได้เทพมากๆ คือสวยงามไพเราะจนยากที่จะบรรยายเป็นตัวอักษรได้จริงๆ รวมถึงการเข้าถึงเนื้อในของอารมณ์ดนตรีแจ๊สในแบบของป๋า เดฟ กรูซิน นั้นไหลลื่นเป็นธรรมชาติในแบบที่ผมแทบไม่เคยประทับใจเท่านี้มาก่อน ลำโพงสามารถขยายขอบเขตดนตรีที่แทบทำให้เราจับต้องได้ (Discovered Again! : Dave Grusin) อารมณ์ละเมียดละไม ที่ฟังย้อนกลับไปมาได้หลายเที่ยวแบบจมลึกถึงก้นบึ้งหัวใจ เมื่อผมทดลองฟังจากอัลบั้ม Lang Lang : Piano Book 2 อันเป็นผลงานที่กลับมาบรรเลงเปียโนของนักดนตรีอัจฉริยะอีกครั้ง ลำโพง SHL5plus XD2 ถ่ายทอดเสียงที่แม่นยำตรงไปตรงมา เพิ่มคุณค่าดนตรีมากกว่าทุกครั้ง ลำโพง SHL5plus XD2 ค่อยๆ สอนให้เราเข้าถึงดนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเข้าสู่ “ศิลปะการขยับนิ้วของศิลปิน” ลำโพงที่สามารถถ่ายทอดออกมาให้ผมได้เข้าถึงหลักการบรรเลงเปียโนจากเบื้องลึกของศิลปินระดับสุดยอดครบถ้วนทั้งสี่ประการ ชนิดที่เราไม่ค่อยพบได้จากลำโพงทั่วไป นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า เมื่อเราเป็นมิวสิคเลิฟเวอร์และออดิโอไฟล์จริงๆ ควรจะสัมผัสถึงสิ่งเหล่านี้ได้ • ไม่ว่าจะเป็น Decay ของโน้ตที่ค่อยๆ จางหาย หมายถึงเสียงที่ยังล่องลอยอยู่หลังจากกดคีย์ไปแล้ว แผ่วเบาและละลายหายไป หางสียงของโน้ตมีความยาวและนุ่มเหมือนเสียงลอยในอากาศ • Resonance ของ Soundboard นั่นคือ…เสียงสะท้อนจากตัวไม้ ซาวนด์บอร์ดของเปียโน ที่ทำให้เสียงมีมิติและความอุ่น • น้ำหนักนิ้วที่แตกต่างในแต่ละคีย์เมื่อแรงกดของนักเปียโน ที่ทำให้แต่ละโน้ตไม่เท่ากัน เบาเหมือนกระซิบ พลังหนักแน่นเหมือนย้ำเตือน • สัมผัสแอมเบี้ยนของฮอลล์ เสียงสะท้อน พละอากาศ บ่งชี้ขนาดของห้องอย่างครบถ้วน อารมณ์ละเมียดละไม จากหางเสียงที่ค่อยๆ จางหายอย่างเป็นสัดส่วน ความก้องอุ่นจากตัวเปียโน พร้อมอารมณ์ที่ซ่อนในแรงกดของนิ้ว และแอมเบี้ยนบรรยากาศของสถานที่ ลำโพงในระดับที่จะสื่อถึงสิ่งเหล่านี้ได้ มีไม่กี่คู่ และขอบอกว่า SHL5plus XD2 คือลำโพงคู่นั้นครับ มีข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเข้าถึงลำโพงที่ได้ทดสอบฟังก็คือ การลดระดับวอลุ่มจากภาคขยายลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่เราถือว่าฟังในระดับความดังที่แผ่วเบากว่าปกติธรรมดาตรงนี้เองที่เราจะเห็น Detail หรือรายละเอียดที่แท้จริงว่าลำโพงยังคงสัดส่วนและสเกลของดนตรีไว้ได้อย่างครบถ้วนและสวยงามไหม และ SHL5plus XD2 ทำได้สมบูรณ์ไร้ที่ติ (Dave Grusin : Mountain Dance) ช่วงท้ายๆ ของการทดสอบ ก่อนถึงบทสรุป ผมได้ฟังอะไรที่ผ่อนคลายสนุกๆ เพลินๆ จาก Piano in the Dark จากศิลปินผิวสี เบรนดา รัสเซลล์ ทำให้โลกสดใส สนุกสนาน เริงร่า ก่อนเข้าโหมดเพลงไทยของคุณโจ โปสเตอร์ “ฤดีเดียว” นี่อาจจะบอกได้ว่างานของผู้บันทึกเสียงจากสตูดิโอทำงานได้ประณีตเพียงใด สวยงามและน่าประทับใจกับความสามารถของ SHL5plus XD2 ที่เปรียบเสมือนเสียงมอนิเตอร์สปีกเกอร์ชั้นดีจริงๆ ไม่มีอะไรที่น้อยไป ไม่มีอะไรที่มากไป ให้ทุกสรรพสำเนียงพอดีๆ ครบถ้วนโดยไม่ต้องร้องขอใดๆ และปิดท้ายด้วย What a Wonderful World จากหลุยส์ อาร์มสตรอง เพื่อผ่อนคลาย ก่อนมาส่งท้ายกับผู้อ่านว่า ผมได้ทดสอบลำโพงคู่นี้อย่างสมบูรณ์และพึงพอใจเป็นที่สุดแล้ว แนะนำว่าลำโพง SHL5plus XD2 ฟังในสภาพปิดหน้ากาก และเปิดหน้ากาก อาจมีผลด้านคุณภาพเสียงต่างกันบ้าง เมื่อเปิดหน้ากากจะให้เสียงที่เป็นอิสระกว่าเล็กน้อย ทั้งในแง่เวทีเสียงและ Image ดังนั้นสำหรับผมชอบแบบเปิดหน้ากากมากกว่า เราจะได้เพลิดเพลินกับเสียงดนตรีที่ไพเราะสมจริงเป็นธรรมชาติ และชื่นชมความสวยงามของลำโพง ที่ดึงดูดให้เรารู้สึกภูมิใจอยู่เสมอกับผลงานระดับมาสเตอร์พีชของอลัน ชอว์ ชิ้นนี้ครับ ผมอยากเรียนว่า SHL5plus XD2 เป็นลำโพงที่น่าทึ่ง สามารถบาลานซ์ระหว่างเสียงที่โรแมนติกอ่อนหวาน และพลังเสียงที่ดุดัน โดยมีอัตราพีคสูง มีไดนามิคอันยอดเยี่ยมและความถี่ครบถ้วนเลยทีเดียว รายละเอียดอยู่ในระดับไมโครดีเทล เป็นลำโพงที่ฟังเพลงได้ทุกสไตล์อย่างไร้ขีดจำกัด อาจจะแตกต่างจากลำโพงซีรีส์ XD2 รุ่นที่เล็กกว่า ก็ตรงนี้นี่เองครับ Harbeth SHL5plus XD2 คุณค่าแห่งเสียงธรรมชาติที่สมจริงในทุกรายละเอียด และไม่อาจหาได้จากลำโพงทั่วไปครับ Reference: - Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier - Denon DCD 2500 NE SACD - NAD M51 DAC - Life Audio Signature Mellow - Tellurium Q Silver XLR & Speaker Cable Harbeth SHL5plus XD2 ราคา 249,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Sound Box อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ชั้น 3 ธงชัย : โทร. 092-890-4660 Line ID : tsoundbox ทราย : โทร. 083-793-7386 Line ID : pzp2789
Clef PowerBRIDGE-EX 20A (NEW) คุณค่าในความบริสุทธิ์ของเสียง Power BRIDGE-EX 20A รุ่นใหม่ เป็นปลั๊กรางไฟแบบมีระบบกรองความบริสุทธิ์ของสัญญาณไฟฟ้า มาในตัว ซึ่งทาง Clef Audio ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ ทั้งอุปกรณ์และวงจรที่อยู่ภายในให้ได้การตอบรับคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด โดยการลดสัญญาณรบกวน EMI/RFI ต่างๆ ให้ราบเรียบสะอาด ด้วยการนำวงจรไฮบริด (Hybrid Circuit) ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจาก PowerBRIDGE-10se 20A มาเป็นหัวใจสำคัญ ภายในใช้วงจรกรองแบบขนาน (Parallel Filtering Circuit) เพื่อขจัดปัญหาการอั้นของกระแสไฟฟ้า ร่วมกับวงจร Nano Coil ที่รองรับกำลังไฟสูงถึง 20 แอมป์ (4600W) ทำให้สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องเต็มประสิทธิภาพ Clef PowerBRIDGE-EX 20A มีการอัปเกรดอุปกรณ์สำคัญในแบบ Audio Grade ทั้งหมด เพื่อประสบการณ์เสียงที่ดี ระบบ IEC และเต้าเสียบไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นรุ่น Audio Grade ชุบทอง (Gold-Plated) เพื่อการนำไฟฟ้าที่เหนือกว่า การเดินสายภายในและระบบ Ground ด้วยสาย Furutech Triple C เคลือบจุดเชื่อมต่อด้วยกราฟีน (Graphene Coating) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำไฟฟ้าที่เหนือกว่า Preview เมื่อได้รับตัวกรองไฟรุ่นใหม่มา ผมได้พิเคราะห์องค์ประกอบโดยรวมของเครื่องกรองไฟ Clef PowerBRIDGE-EX 20A ต้องชื่นชมว่ามีความสวยงามสง่า เทียบเคียงสินค้าระดับไฮเอ็นด์จากต่างประเทศเลยทีเดียว ได้ทั้งความสวยงามและแข็งแรง มีช่องเสียบปลั๊กไฟที่ผ่านวงจรกรองจำนวนหกชุด และอีกสองชุดจะเป็นแบบบายพาส หรือ Direct ไม่ผ่านวงจรกรอง ซึ่งเหมาะสำหรับท่านที่ต้องการต่อแอมป์กำลังขับสูงเข้าทางช่องนี้ได้ตรง สายไฟคุณภาพสูง ที่ให้มาพร้อมกับตัว PowerBRIDGE-EX 20A นั้น ออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกันโดยเฉพาะนะครับ สังเกตจากหัวสายสำหรับเสียบซ็อกเก็ต หรือช่องต่อนั้นจะเป็นลักษณะเฉพาะ (ขั้วแบน) เราไม่สามารถใช้สายไฟทั่วไป หรืออัพสายอื่นๆ มาเสียบต่อได้ แต่ก็อยากให้มั่นใจได้ว่า การออกแบบสายไฟเพื่อใช้กับตัวเครื่องของ PowerBRIDGE-EX 20A นั้น เขามีการคำนวณถึงความสมดุลอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องไปขวนขวายหาสายไฟอื่นมาใช้แทน หลังจากเสียบต่อกับปลั๊กไฟผนังบ้านแล้ว พบว่าที่ตัวเครื่องจะแสดงสถานะ 3 อย่างขึ้นมาเป็นปุ่มไฟ LED คือ Power (แดง), Ground (เขียว), Filter (เขียว) แสดงถึงความพร้อมที่จะทำงานแล้ว ช่องต่อที่ผ่านวงจรกรอง (Filtered) ที่มีอยู่ 3 ชุด ชุดละ 2 ช่อง รวมหกช่องปลั๊กอินนั้น ผมขอแนะนำให้ใช้อุปกรณ์จำพวกแหล่งโปรแกรมเสียบต่อเข้าไปจะได้ผลดีอย่างมาก อาทิเครื่อง DAC, เครื่องเล่นซีดี, เครื่อง Streamer หรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นต้น ส่วนเพาเวอร์แอมป์ อินทิเกรเต็ดแอมป์ ควรต่อในช่องปลั๊กไฟตรง Hi Power (Direct) เพื่อให้เครื่องที่กินไฟระดับสูง จะทำงานขยายได้อย่างเต็มที่ ผลจากการทดสอบใช้งาน สิ่งที่พบได้ทันทีก็คือเสียงดนตรีที่จะสะอาดดีมาก อันนี้ฟังได้ไม่ยากครับ ช่วงที่ดนตรีมีระดับความแผ่วเบามากๆ เราจะเข้าถึงรายละเอียดได้มากยิ่งขึ้น มันเหมือนการอิมพรูฟคุณภาพเสียงโดยที่ย่านความถี่ต่างๆ ไม่ได้มีการปรับแต่งแต่อย่างใด Clef PowerBRIDGE-EX 20A ยังรักษาบุคลิกดั้งเดิมของเครื่องเสียงเอาไว้ อันนี้คือจุดที่ดีมาก แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเมื่อใช้งาน Clef PowerBRIDGE-EX 20A ก็คือเราได้ความโปร่งใส และรายละเอียดที่ปลายสุดของความถี่เสียงแหลมมากยิ่งขึ้น รวมถึงความลึกของเบสดูเป็นตัวตนมากกว่าที่เคยฟัง ผมชอบความ “บริสุทธิ์ของเสียง” ที่ให้ความปลอดโปร่งโล่งใจ ฮาร์โมนิคสวยๆ อิ่มเอมในดนตรีมาเต็ม และเวทีเสียงนั้นเปิดกว้างดีจริงๆ จุดที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงอย่างมากที่สุดเท่าที่ผมใช้ PowerBRIDGE-EX 20A ก็คือความ Clean ความสะอาด รวมถึงการแสดงไมโครดีเทลด้านรายละเอียดเสียงที่หยุมหยิมระยิบระยับทั้งหลายจะเพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นั่นแสดงให้เห็นว่าระบบไฟที่เราใช้ตามปกติ (ผ่านปลั๊กรางไฟทั่วไป) ซึ่งมีการรบกวนอยู่เป็นทุนเดิม เสียงที่ดีๆ ที่ช่วงปลายสุดเหล่านี้ก็มักจะถูกกลืนหายไปกับ EMI/RFI ที่ท่วมทับอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เมื่อเราใช้งานเครื่องเสียงผ่านระบบกรองของ PowerBRIDGE-EX 20A สามารถดึงเอารายละเอียดขึ้นมาได้แบบคิดไม่ถึง นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่นักเล่นระดับออดิโอไฟล์ที่ให้ความสำคัญระบบไฟกันอย่างถึงที่สุด PowerBRIDGE-EX 20A เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่คนเล่นเครื่องเสียงระดับมิดเอ็นด์ขึ้นไปควรต้องมี ไม่ใช่เพียงแค่เสียงที่สะอาดเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ดีงามนะครับ ความแข็งแรงของโครงสร้างที่ออกแบบมาในลักษณะ Heavy Duty เช่นนี้ ให้ความปลอดภัยไร้กังวลด้วยครับ เมื่อมีการจัดการระบบต้นทางไฟที่ดี อุปกรณ์เครื่องเสียงที่เราใช้อยู่จะได้เปล่งศักยภาพของมันออกมาอย่างเต็มที่ ความเอาใจใส่ของแต่ละท่านอาจจะไม่เท่ากันในเรื่องนี้ แต่ด้วยประสบการณ์ของผม อยากจะขอบอกว่าความบริสุทธิ์ของต้นทางนั้นคือที่สิ่งที่สำคัญที่สุด การลงทุนด้วยปัจจัยที่สมเหตุผลเช่นนี้ คุณค่าที่ได้รับกลับมา ย่อมรู้สึกได้จากความอิ่มเอมในอารมณ์ดนตรีที่ครบถ้วนมากยิ่งกว่าเดิมอย่างชัดเจน นี่และคือความบริสุทธิ์ของเสียงที่ได้มาจากการใช้งานอุปกรณ์ Clef PowerBRIDGE-EX 20A ครับ Clef PowerBRIDGE-EX 20A ราคา 19,800.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd. โทร. 0-2932-5981
QUAD 3 Integrated Amplifier เอกลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบ มีอินทิเกรเต็ดแอมป์สักกี่เครื่อง ที่เห็นแล้วทำให้เกิดความหลงรักอย่างปัจจุบันทันด่วน และเมื่อได้ฟังเสียงก็จะรักมากยิ่งขึ้นไปอีก แน่นอนว่าดีไซน์ของ QUAD 3 คือหนึ่งในความหมายเช่นนั้น นี่คืออินทิเกรเต็ดแอมป์ที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกประทับใจขึ้นมาทันทีที่พบเห็น ด้วยการออกแบบที่ค่อนข้างแหวกแนวจากแอมปลิไฟร์โดยทั่วไปในกลุ่มออดิโอไฟล์อย่างเห็นได้ชัด QUAD 3 จัดเป็นลำดับผลงานต่อเนื่องจากชุดปรี-เพาเวอร์ QUAD 33/303 อันโด่งดังที่วางตลาดก่อนหน้าเล็กน้อย ( อ่านผลทดสอบของปรี เพาเวอร์ได้ที่ https://www.thewave-online.com/article/35 ) ด้วยการออกแบบอันเหนือกาลเวลาของ QUAD ทำให้ผสานรูปทรงเรโทร กับเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากันได้อย่างลงตัว เป็นการมอบโซลูชันแอมปลิไฟเออร์แบบครบวงจร ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ชื่นชอบระบบอนาล็อกแบบดั้งเดิม และผู้รักเสียงเพลงดิจิทัลสมัยใหม่ รูปแบบหน้าตาของ QUAD 3 ได้รับแรงบันดาลใจจาก QUAD 22 ปรีแอมป์หลอดสุญญากาศคลาสสิกระดับตำนานจากยุค 1950s-1960s ที่ออกแบบโดย Peter J. Walker เอกลักษณ์จากอดีต ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่สดใหม่ และให้คุณสมบัติอันครบถ้วน และส่วนหนึ่ง QUAD ได้ถ่ายทอดคุณภาพทั้งมวลของ QUAD 33 และ 303 ชุดปรี-เพาเวอร์รุ่นล่าสุดมาลงไว้ใน QUAD 3 ได้อย่างลงตัวพอดิบพอดี การออกแบบของ QUAD 3 นั้น นับได้ว่าเป็นการแสดงความเคารพต่ออดีตอย่างล้ำลึก โดยเน้นดิสเพลย์เป็นแถบ LCD สีส้มอันเป็นเอกลักษณ์เช่นเดียวกับปรีแอมป์ QUAD 33 เพื่อการแสดงผลการทำงานที่ใช้งานง่าย ทั้งการตั้งค่าพารามิเตอร์ การเลือกแหล่งสัญญาณ โวลุ่ม ผู้ใช้สามารถปรับความสว่างของแสงไฟ หรือปิดได้ทั้งหมด เพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมหรือความชื่นชอบเป็นการส่วนตัว นอกเหนือจากการตกแต่งด้วยสีส้มแบบคลาสสิกสะท้อนถึงความสวยงามในตำนานแล้ว ปุ่มหมุนดิจิทัลแบบสัมผัสที่วางเรียงต่อกัน ก็ให้การควบคุมที่แม่นยำ มีทั้งการเลือกแหล่งสัญญาณ ปรับความสมดุลเสียงเบส และการควบคุม Tilt อันโด่งดังของ QUAD ซึ่งสามารถปรับแต่งสเปกตรัมเสียงได้อย่างละเอียดโดยไม่เพิ่มสีสันเกินจริง QUAD 3 ให้การรองรับสัญญาณดิจิทัลอย่างครบถ้วน โดยมีภาคอินพุตแบบ USB สำหรับรองรับเสียงความละเอียดสูงถึง 768kHz/DSD512 ให้การเชื่อมต่อที่ไร้ที่ติสำหรับ PC และ Mac มีอินพุต Coaxial และ Optical S/PDIF สำหรับการรองรับเสียงความละเอียดสูงถึง 192kHz จึงเหมาะสำหรับเครื่องเล่น CD สตรีมมิ่ง และแหล่งเพลงดิจิทัลทั้งหลาย นอกเหนือจากนั้น ก็ยังมีอินพุต HDMI ARC เพื่อการขยายเสียงจากทีวีมาสู่ระบบเสียงของคุณโดยตรง พร้อมความสะดวกสบายในการใช้รีโมททีวีเพื่อควบคุมระดับเสียง และเปิด/ปิด ได้อีกด้วย ในยุคแห่งการฟังเพลงอย่างหลากหลาย QUAD มีระบบไร้สายที่อำนวยความสะดวกในการเล่นเพลงที่ชื่นชอบ ด้วยบลูทูธเวอร์ชั่น 5.1 ซึ่งจะช่วยให้การสตรีมเพลงจากอุปกรณ์สมาร์ทโฟน เป็นไปได้อย่างราบรื่น ด้วยการรองรับ aptX HD ที่ช่วยให้เพลิดเพลินระบบเสียงรายละเอียดสูง ในระดับ 24 บิต ผ่านบลูทูธได้อย่างไม่มีข้อจำกัด QUAD 3 ยังให้ความสมบูรณ์แบบของภาคขยายสัญญาณเสียงสำหรับแผ่นเสียงอนาล็อก ผู้ที่ชื่นชอบแผ่นเสียงไวนิลจะรู้สึกประทับใจกับภาคขยายสัญญาณเสียงสำหรับหัวเข็ม MM ซึ่งวงจรภาคPhono นั้นได้ถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพการทำงานอย่างดีเยี่ยม มีเสียงรบกวนต่ำสุด ให้มาตรฐานการปรับสมดุลภาค RIAA อันแม่นยำ มีอินพุต RCA แบบช่องไลน์สองช่อง เพื่อช่วยให้การเชื่อมต่อกับแหล่งสัญญาณอนาล็อกเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเน้นความบริสุทธิ์ราบเรียบของสัญญาณอนาล็อก นอกจากนั้นมีภาคสัญญาณขาออกแบบ Pre-Out เผื่อขยายการเล่นในอนาคต ให้คุณใช้ต่อกับเพาเวอร์กำลังสูงภายนอกได้ ในยุคที่นักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ ที่ชื่นชอบการเล่นไฟล์เพลงรายละเอียดสูงจากพีซี เครื่องรุ่นนี้มีระบบเชื่อมต่อ USB สำหรับผู้ที่ต้องการสตรีมเสียงความละเอียดสูงโดยตรงจากข้อมูลหรือไฟล์เพลงในคอมพิวเตอร์ โดย QUAD 3 มีอินพุต USB-B เฉพาะที่รองรับการเล่นเสียงความละเอียดสูงถึง 768kHz ในรูปแบบ PCM และ DSD512 ทำให้เป็นโซลูชันที่เหมาะสำหรับนักฟังเพลงที่ใช้พีซีหรือแล็ปท็อปเป็นแหล่งเพลงดิจิทัลหลัก ด้วยฟังก์ชัน “ปลั๊กแอนด์เพลย์” เสียบต่อใช้งานได้ทันที ช่วยเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ให้เป็นแหล่งเสียงดิจิทัลระดับไฮเอ็นด์ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าคุณจะใช้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ไฟล์ในเครื่อง หรือซอฟต์แวร์เล่นขั้นสูง อินทิเกรเต็ดที่ถึงพร้อมด้วยภาค DAC ชั้นเยี่ยมในตัวเอง หัวใจสำคัญของระบบประมวลผลดิจิทัลของ QUAD 3 ก็คือชิปเซ็ต DAC ESS9038Q2M ที่ล้ำสมัย ซึ่งได้รับการออกแบบมาอย่างเชี่ยวชาญ ให้ผู้ฟังสามารถเข้าถึงคุณภาพเสียงที่แม่นยำ ละเอียดลออ เมื่อจับคู่กับวงจรกรองสัญญาณ DAC แบบ Class A ซึ่งการกำหนดค่านี้จะช่วยดึงศักยภาพเสียงสูงสุดจากแหล่งสัญญาณดิจิทัลอย่างแท้จริง สามารถเพิ่มอัตราแซมปลิ้งให้กับสัญญาณเสียงจากทั้ง SPDIF และ USB ได้ โดยสัญญาณเสียงดิจิทัลจะถูกเพิ่มอัตราการสุ่มตัวอย่างเป็น 352.8kHz หรือ 384kHz และยังทำหน้าที่เป็นตัวถอดรหัส MQA เต็มรูปแบบ ถ่ายทอดต้นฉบับจากสตูดิโอได้อย่างแม่นยำ พร้อมการชดเชยเฉพาะไฟล์ เพื่อความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น มี Digital Filter หรือตัวกรองดิจิทัลฟิลเตอร์ที่ผู้ใช้เลือกได้ถึงห้าแบบ ช่วยให้สามารถปรับแต่งเสียงให้เหมาะกับแหล่งที่มาต่างๆ ได้อย่างละเอียด ทำให้มั่นใจได้ว่าการเล่นจะเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือบริการสตรีมมิ่งใดๆ ก็ตาม ถึงแม้จะมีขนาดกะทัดรัด แต่ QUAD 3 ก็ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ ด้วยภาคขยายเสียงคลาส AB มาพร้อมกับแหล่งจ่ายไฟที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยมีหม้อแปลง Toroidal ขนาด 235VA ที่แข็งแรงทนทาน จ่ายไฟให้กับภาคขยายเสียง มีตัวเก็บประจุขนาด 30,000uF ช่วยเสริมเพื่อให้มั่นใจได้ถึงไดนามิกเฮดรูมที่มีความผิดเพี้ยนต่ำ QUAD 3 มีกำลังขับ 65 วัตต์ต่อช่อง (8 โอห์ม) และสูงสุด 100 วัตต์ (4 โอห์ม) จึงสามารถขับลำโพงที่ต้องการกำลังขับสูงได้อย่างง่ายดาย ด้วยการควบคุมและพลังเสียงที่เป็นธรรมชาติในแบบฉบับ QUAD อย่างแท้จริง นอกจากนั้นแล้ว QUAD 3 ยังมาพร้อมวงจรขยายสัญญาณหูฟังคุณภาพสูงแยกอิสระออกมาต่างหาก สะท้อนถึงความแม่นยำของวงจรขยายที่เหมาะสมกับการใช้งานหูฟังโดยเฉพาะ เมื่อนำเครื่องมาทดสอบใช้งาน แรกสุดผมประทับใจในความสวยงามที่แตกต่างจากรูปทรงเครื่องเสียงทั่วไป ด้วยขนาดที่กะทัดรัดอย่างน่าทึ่ง เราสามารถสัมผัสเอกลักษณ์ของ QUAD 3 ที่ได้รับอิทธิพลการออกแบบในอดีตของ QUAD 22 เหมือนย้ายกาลเวลาในอดีตมาลงตัวในปัจจุบัน ทีมวิศวกรได้ทำการขัดเกลารูปทรงดีไซน์ให้ล้ำยุค สามารถเห็นได้จากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บนแผงด้านหน้า และแถวของตัวเข้ารหัสแบบดิจิทัลที่เรียงอย่างเป็นระเบียบ มีตัวควบคุมแบบหมุนที่สัมผัสได้ เหล่านี้ให้การควบคุมระดับเสียง การเลือกแหล่งสัญญาณ การควบคุมเสียงเบส รวมถึงการควบคุม Tilt ของ QUAD และการปรับสมดุลเสียงที่ไม่เหมือนใคร การปรับเสียงเบสช่วยให้สามารถปรับความถี่ต่ำได้ +/-3dB เพิ่มความสมบูรณ์และความลึกอิ่ม หรือลดเสียงกระหึ่มที่อาจจะมีผลกระทบสภาพแวดล้อมหรือห้องของคุณ แต่การควบคุม 'Tilt' นั้น มีความแตกต่างออกไป โดยเป็นการปรับทั้งสองด้านของสเปกตรัมความถี่พร้อมกัน หมายถึงการปรับขึ้นหรือลดลงตลอดทั้งย่านความถี่เสียง ไม่ว่าจะลดเสียงเบสและเพิ่มเสียงแหลม หรือเพิ่มเสียงเบสและลดเสียงแหลมในขั้นตอนละ1dB เป็นเทคนิคการ 'เอียง' ช่วงความถี่ที่ได้ยินบนแกน 700Hz ด้วยการปรับสมดุลเสียงโดยรวมให้ 'อบอุ่น' หรือ 'ใส' มากขึ้น เพื่อให้เหมาะกับดนตรีที่ได้รับการบันทึกมา หรือเพื่อชดเชยอะคูสติกของห้องฟัง QUAD 3 ไม่เพียงแต่ให้ประสิทธิภาพเสียงที่เหนือกว่าเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นด้วยรีโมทคอนโทรลแบบครบฟังก์ชัน ออกแบบมาเพื่อการนำทางที่ใช้งานง่าย รีโมทช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับเสียง สลับแหล่งสัญญาณ ปรับแต่งเสียงเบสและเสียงแหลม ใช้งานฟังก์ชั่น ‘Tilt’ ที่มีชื่อเสียงของ QUAD และนำทางผ่านเมนูต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าคุณจะอยู่ไกลออกไปหรือนั่งสบายๆ บนเก้าอี้ฟังเพลง รีโมทของ QUAD 3 ก็ช่วยให้คุณควบคุมประสบการณ์การฟังได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสูง การนำเสนอ QUAD 3 คือสัญลักษณ์แห่งรสนิยม ด้วยการผสมผสานระหว่างความสวยงามแบบคลาสสิก ประสิทธิภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม และการเชื่อมต่อที่รองรับอนาคต จึงเป็นนิยามใหม่ของสิ่งที่อินทิเกรเต็ดแอมป์ สามารถมอบให้ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรักแผ่นเสียงไวนิล หรือผู้หลงใหลในระบบดิจิทัล QUAD 3 ถูกสร้างมาเพื่อรองรับและออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจอย่างรอบด้านจริงๆ Test Report ในการทดสอบครั้งนี้ผมมีเวลาอยู่กับ QUAD 3 อย่างพอเพียง และใช้เรฟเฟอเรนซ์ในระดับมาตรฐานจากลำโพงสามคู่หลักที่ยอดเยี่ยม มั่นใจได้ถึงความเที่ยงตรงคือ Harbeth Monitor 30.3 XD2, ลำโพง Rogers LS3/5 A Diamond Jubilee และ Acoustic Energy AE300 MK ll ล้วนแล้วแต่ต่างบุคลิก และขับได้ยากง่ายผิดแผกต่างกันไป ทว่า QUAD 3 ก็สามารถขับได้ดีทุกคู่ครับ เครื่องเล่นแผ่นเสียงใช้ NAD C588 เครื่องเล่นซีดี ทรานสปอร์ตของ Audiolab 9000CDT และภาค DAC NAD M51 (สลับมาใช้เปรียบเทียบกับ DAC ในตัวของ QUAD 3 บางช่วงเวลา) QUAD 3 Integrated Amplifier เป็นอินทิเกรเต็ดแอมป์ขนาดกะทัดรัดแนว Compact Hi-Fi ที่มีการออกแบบย้อนยุคเรโทร (Retro Design) ที่มีความกว้าง 300 มิลลิเมตร ความสูง 101 มิลลิเมตร ความลึก 332 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวเครื่อง 8 กิโลกรัม ถ้าเปรียบเทียบความกว้างอินทิเกรเต็ดแอมป์ทั่วไป จะเห็นว่า QUAD มีขนาดเล็กกว่าแอมป์มาตรฐาน ที่มักจะกว้างประมาณ 430-440 มิลลิเมตร ดีไซน์จึงดูแปลกตา มีความทันสมัย วางในพื้นที่จำกัดได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแอมป์ประสิทธิภาพสูงในขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และดีไซน์ที่เท่ห์ มีเสน่ห์เกินห้ามใจ การออกแบบดีไซน์ใหม่นี้ เป็นฝีมือของ David McNeill เป็นแบบทูโทน สีเงินด้าน เทาเข้ม พร้อมปุ่มควบคุมแบบฝัง จัดเป็นแอมป์ที่มี DAC และ Phono MM ในตัว เหมาะสำหรับทั้งการฟังเพลงแบบ Analog และ Digital ด้วยลักษณะวงจรขยายแบบ Class AB ที่มีกำลังขับ 65 วัตต์ แต่มีภาค จ่ายไฟที่ดีเยี่ยมเท่าเทียมแอมป์ขนาดเกิน 100 วัตต์เลยทีเดียว ผลจากการทดสอบ ผมสามารถบอกได้เลยว่า QUAD ให้คุณภาพด้านรายละเอียดเสียงได้อย่างน่าประทับใจมาก และยังให้บุคลิกที่มีความเป็นธรรมชาติในน้ำเสียงสูงสุด นี่คือบุคลิกเสียงที่เข้าถึงเสียงดนตรีในทุกความถี่ได้อย่างสมบูรณ์ โดดเด่นมากตรงการควบคุมย่านความถี่มิดเร้นจ์ ที่เรียบสะอาด ให้ความอิ่ม เปิดเผยตัวตนของเสียงต่ำอย่างแม่นยำสมจริง และปลายเสียงแหลมที่ใสโปร่งน่ารักเป็นอย่างยิ่ง เป็นแอมปลิไฟล์ที่เราสามารถปรับเสียงให้เข้าถึงบุคลิกได้หลายแนวทาง เคล็ดลับตรงนี้ถูกบรรจุวงจรมาอย่างทรงประสิทธิภาพ จากทีมออกแบบของ QUAD กล่าวได้ว่านี่คืออินทิเกรเต็ดแอมป์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเครื่องหนึ่งของปี 2026 ครับ ก่อนที่จะไปสรุปเรื่องบุคลิกและศักยภาพเสียงทั้งหมด ผมขอนำเสนอเรื่องราวของการปรับใช้งาน QUAD 3 เครื่องนี้ เพื่อให้ท่านได้รู้ว่าทีมงานผู้ออกแบบได้บรรจงใส่ระบบต่างๆ ที่จำเป็นต่อการฟังเพลงให้คุณมากจนเกินพอ และแทบไม่เคยมีใครออกแบบมาได้ถึงจุดนี้ นั่นคือ Filter และระบบปรับแต่งเสียงชดเชยแบบ Bass และ Tilt ที่ไม่เหมือนใคร ออกแบบมาด้วยความเข้าใจถึงการปรับแต่งเท่าที่จำเป็น และไม่ทิ้งความเป็นธรรมชาติแห่งเสียงดนตรีเลยแม้แต่น้อย สำหรับ QUAD มีทีเด็ดคือ Digital Filter หรือวงจรกรองดิจิทัลฟิลเตอร์ที่ให้มาในเครื่อง ตรงนี้ถือว่ามีประโยชน์มากๆ ครับ ไม่ค่อยพบเจอในอินทิเกรตอื่นๆ นักเท่าไร ระบบกรองเหล่านี้เป็นกระบวนการทำงานภายในชิป DAC (Digital-to-Analog Converter) เพื่อใช้จัดการกับสัญญาณขยะดิจิทัล (Aliasing/Ringing) ก่อนที่จะแปลงเป็นเสียงอนาล็อกให้เราได้ยิน โดยเราสามารถเลือก Filter ได้ถึง 5 รูปแบบด้วยกัน ต่อจากนี้คือลำดับขั้นตอนทั่วไปจากากรทดสอบจริง ในการปรับ Digital Filter ใน QUAD 3 กดเมนูที่รีโมท หรือกดปุ่มโวลุ่มหน้าเครื่องให้ค้างไว้ เพื่อเข้าเมนูหลัก จากนั้นเลื่อนหาเมนู Filter ด้วยรีโมทหรือหมุนปุ่มโวลุ่มไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา จนหน้าจอแสดงเมนู Filter จากนั้นสามารถ เลือกฟิลเตอร์เสียงที่ต้องการได้เลย โดยกดปุ่มสั้นๆ 1 ครั้ง ในแต่ละฟิลเตอร์ที่แสดง วนไปทั้ง 5 แบบ หน้าจอจะแสดงฟิลเตอร์ให้เห็นดังนี้ • Linear Slow • Minimum Fast • Minimum Slow • Hybrid Fast • Linear Fast ทั้งหมดนี้เมื่อได้รูปแบบที่ต้องการแล้วให้กดปุ่มโวลุ่ม หรือเมนูที่รีโมทค้างไว้เพื่อบันทึกค่า และกลับคืนสู่หน้าจอหลัก ต้องเข้าใจว่าผลต่อคุณภาพเสียงจะมีผลเฉพาะกับสัญญาณที่เข้ามาทาง Digital Input เท่านั้นครับ ถ้าคุณชอบเสียงเคลียร์ ชัดเจนสดใส ให้เลือก Linear Fast ก็จะให้รายละเอียดสูงสุดแต่บางคนอาจมองว่ามันอาจจะสดไปนิดนึงก็ได้ หากชอบบุคลิกเสียงที่เป็นธรรมชาติควรเลือก Linear Slow ฟิลเตอร์ตัวนี้เป็นค่ามาตรฐานที่ฟังสบายที่สุดสำหรับการฟังเพลงเกือบทุกแนว เข้าถึงง่าย ด้วยเสียงแห่งความประนีประนอม ถ้าชอบมิติเสียงและเวทีเสียง (Focus & Imaging) ให้เลือก Minimum Fast ฟิลเตอร์นี้จะช่วยลดเสียงฟุ้งกระจายของสัญญาณดิจิทัล โดยทำให้ตำแหน่งชิ้นดนตรีเด่นชัดขึ้น ส่วนท่านที่ชอบเบสหนักแน่น และมีแรงปะทะดี ให้เลือก Minimum Slow ก็จะให้เนื้อเสียงที่อิ่มและนุ่มนวลกว่าฟิลเตอร์แบบอื่นครับ หมายเหตุที่สำคัญ หากคุณฟังเพลงผ่าน MQA (เช่น Tidal Master) ตัวเครื่องจะข้าม (Bypass) ฟิลเตอร์เหล่านี้ไปใช้ตัวกรองเฉพาะของ MQA โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้เสียงตามต้นฉบับ ส่วนตัวผมที่มักจะฟังเพลงหลากหลายรูปแบบ ทั้งสไตล์ ป็อป แจ๊ส ลูกกรุง-ลูกทุ่ง เพลงคลาสสิก ดังนั้นก็จะเลือก Linear Slow เพราะฟิลเตอร์ตัวนี้ให้เสียงที่เป็นธรรมชาติที่สุด ช่วยให้เสียงร้องอิ่มอุ่นละมุนละไม ไม่คมแข็งจนเกินไป และรักษาบรรยากาศ Ambience ของห้องอัดไว้ได้ดี คล้ายดังว่าเรากำลังฟังเพลงจากสตูดิโอของ BBC แต่ในเฉพาะช่วงที่ฟังวงออเคสตราขนาดยักษ์ อย่างเพลงในอัลบั้มของ Telarc ผมอาจจะปรับมาที่ Minimum Fast ฟิลเตอร์ช่วยลดการสั่นค้างของสัญญาณดิจิทัล (Pre-ringing) ได้ดี ทำให้การวางตำแหน่งชิ้นดนตรีในวงออร์เคสตรามีความชัดเจน และมีมิติที่ลึกยิ่งขึ้นไปอีกระดับ ขอย้อนทวนต้นสักเล็กน้อยนะครับ ตามปกติแล้วเมื่อกดเมนู MENU ที่รีโมทหรือกดค้างที่โวลุ่มของเครื่อง เมนูจะมีหลายโหมดให้เลือกใช้งาน MENU จะเริ่มจาก Filter -> MQA Mode -> DPLL -> Sensitivity -> VOL Limit -> VOL Indicator -> TONE -> CEC -> Trigger -> Backlight -> Contrast -> Display TEXT -> Auto Standby -> Reset -> Version วนไปนะครับ ดังนั้นถ้าต้องการเซตที่เมนูใดก็สามารถเลือกปรับได้ นี่คือระบบฟิลเตอร์ของ QUAD ที่มีมาให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ชนิดที่คุณจะไม่เคยพบได้จากอินทิเกรเต็ดแอมป์ระดับราคาเดียวกัน!!! อีกเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าหลายคนที่ไม่เคยใช้แอมปลิไฟร์ของ QUAD อาจไม่ทราบว่า วงจรปรับโทนเสียงทุ้มและวงจรปรับ Tilt ในส่วนภาคปรีของเขานั้น นับว่าเป็นระบบปรับความถี่เสียงที่พิเศษสุดแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างสิ้นเชิง และช่วยปรับได้โดยไม่มีผลกระทบต่อความถี่ช่วงปลายเสียงใดๆ ทั้งสิ้น วงจรปรับค่าความถี่ มีมาให้ 2 ชุด ชุดแรกคือปรับเสียงต่ำ กรณีของเสียงต่ำหรือ Bass จะปรับบวก-ลบ ได้ไม่เกิน 3dB และชุดที่สองคือ Tilt นั้น เป็นการปรับย่านความถี่รวมแบบคิดถึงผลการ ตอบสนองความถี่ “เป็นเชิงเส้นทั้งกราฟหรือตลอดช่วงความถี่เสียง” เป็นหลัก ไม่ใช่การปรับแต่เฉพาะเสียงแหลมช่วงปลายๆ แต่อย่างใด นี่คือเอกลักษณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร และไม่มีใครจะทำเหมือน QUAD ได้ เป็นการปรับที่เหมือนกับการเลื่อนกราฟความถี่ทั้งกราฟแบบสมดุล ฟังก์ชันการปรับเสียง Tilt ของ QUAD (คิดค้นโดย Peter Walker) ทำงานโดยการ "หมุน" (Rotate) หรือ "เอียง" กราฟการตอบสนองความถี่ทั้งย่านไปพร้อมกัน ด้วยรอบจุดหมุนคงที่ เพื่อปรับสมดุลเสียงโดยรวมให้ "อุ่นขึ้น" (Warmer) หรือ "ใสขึ้น" (Cooler) โดยไม่ทำให้ระดับความดังโดยรวมเปลี่ยนไป หรือจงใจปรับปลายทุ้ม-ปลายแหลม ในแบบโทนคอนโทรลอื่นๆ นี่คือการปรับกราฟการตอบสนองความถี่ตลอดย่าน ที่มีผลต่อคาแรกเตอร์เสียงโดยรวม ในอดีตเครื่องเสียงของ QUAD การปรับค่า Tilt ตรงนี้ จะใช้การปรับแบบปุ่มมือหมุน แต่ใน QUAD 3 รุ่นปัจจุบันใช้การปรับด้วยรีโมทคอนโทรล ซึ่งจะสามารถดูผลตัวเลขที่หน้าจอ Display สีส้มไปพร้อมกับการเลือกฟังก์ชั่น จากผลการทดสอบ ผมมีข้อแนะนำในทางปฏิบัติกับระบบปรับความถี่ Tilt โดยอ้างอิงมาตรฐานการบันทึกเสียงในอัลบั้มเพลงระดับออดิโอไฟล์ดังนี้ครับ ปกติการฟังจากภาคไลน์อินพุตและแผ่นเสียงไวนิล ควรตั้งไว้ที่ 0 (Flat) สำหรับแนวเพลงร้องหรือเพลงจากดนตรีวงใหญ่ เพื่อให้ได้ดุลเสียงที่เที่ยงตรงตามที่โปรดิวเซอร์เขาตั้งใจบันทึกเสียงมา ยกเว้นว่าลำโพงตัวเล็กมากจริงๆ ค่อยเพิ่มเป็น +1 เพื่อเสริมฐานเสียงเชลโลหรือดับเบิลเบส ได้ตามสมควร การปรับไปที่ -1 จะช่วยเพิ่มความอิ่มของเสียง หรือบอร์ดี้ให้กับเสียงนักร้อง และสังเกตว่าเสียงเบสแบบ Walking Bass จะดูหนานุ่มขึ้น ลดความเกร็งของเสียงแหลมจากฉาบแฉ (Cymbals) ลงได้เล็กน้อย หากฟังเพลงแนววงใหญ่แบบออเคสตรา หรือต้องการความระยิบระยับของเสียงไวโอลิน เครื่องเป่าทองเหลือง คีย์เปียโนเด่นๆ การปรับไปทางบวกเล็กน้อยจะช่วยให้เปิดรายละเอียดปลายแหลมให้ใสกระจ่างขึ้นครับ การปรับนี้ ถ้าป้อนแหล่งโปรแกรมมายังภาค DAC เราอาจจะควบคู่ไปกันกับการปรับระดับของเสียงเบสในโหมด Filter ไปพร้อมกัน เช่นการปรับไปที่ L-SLOW บวกกับ Tilt -1 เสียงร้องจะหวานละมุน ฟังสบายได้ทั้งวันเป็นต้น QUAD 3 ได้ให้ฟังก์ชันการปรับแต่งมาค่อนข้างเต็มที่ ทำให้เรารู้สึกได้เลยว่าเขามอบเครื่องมือที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงในการฟังเพลง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฟิลเตอร์ การปรับเสียงเบส หรือการปรับซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะ Tilt จะทำให้กราฟการตอบสนองความถี่ กลมกลืนเข้ากับสภาพอะคูสติคภายในบ้านของเรา หรือความชื่นชอบในการรับฟังเพลงได้มากที่สุด นี้คือการปรับด้วยลักษณะแมนนวล และอาศัยหูของเราเป็นหลักครับ ไม่ใช่ให้เครื่องทำงานอัตโนมัติ ต้องขอชื่นชมว่า QUAD เข้าใจความต้องการของออดิโอไฟล์ที่รักเสียงเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ ทุกอย่างออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา "สมดุลเสียง" (Spectral Balance) โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่การเพิ่มความถี่ด้วยความถี่ใดความถี่หนึ่งที่จะทำให้เราหนีห่างไกลออกไปจากเสียงดนตรีที่แท้จริง วิศวกรของ QUAD มักจะย้ำเสมอว่า "ไม่มีค่าที่ถูกต้องที่สุด มีแต่ค่าเสียงที่คุณชอบที่สุด" เพราะสภาพอะคูสติกในห้องฟังของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การปรับ Tilt จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่ QUAD มอบให้มา โดยให้คุณเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเลือกในรสนิยมของตัวเอง โดยยึดความจริงแท้ของเสียงดนตรี คุณภาพเสียงโดยรวมจากการทดสอบ QUAD 3 คือการเข้าถึงเสียงดนตรีที่ผมชื่นชอบ นอกจากให้ความเรียบสะอาดของสัญญาณเสียงแล้ว ยังให้บรรยากาศ ฮาร์โมนิค ที่เสมือนเราได้นั่งฟังเพลงขณะบันทึกจากสตูดิโอ ถ่ายทอดความมีชีวิตชีวาที่เราปรับค่าได้จากฟิลเตอร์และระบบพิเศษ Tilt ของ QUAD ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งการให้เครื่องเสียงทำงานเข้ากับรสนิยมของตนเองได้อย่างราบรื่น QUAD 3 นำพาเราเข้าสู่พลังเสียงของดนตรีที่มีความละเอียดครบถ้วน ให้เสียงกลางที่ผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ เป็นเสียงในแบบที่เข้าถึงได้ง่ายจริงๆ ความสุดยอดก็คือภาคดิจิทัลฟิลเตอร์ที่ทำให้ปรับค่าของเสียงเพลงจากการสตรีม ผ่านบลูทูธ (MQA) หรือการส่งผ่านไฟล์เพลงจากคอมฯ สู่ภาค DAC อินทิเกรเต็ดแอมป์จะส่งผ่านเสียงที่นำพาเราให้เข้าไปชิดติดเวทีการแสดงที่เสมือนจริงมากขึ้น และปรับค่าให้เสียงเคลียร์ สะอาด ด้วยประสบการณ์อันน่าทึ่ง QUAD นอกจากจะมีดีไซน์หน้าตารูปทรงมีเสน่ห์น่ารักแล้ว ยังให้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยาย เสียงที่ผ่อนคลายและเป็นจริง ตลอดช่วงการรับฟังที่ยาวนานในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี การฟังอัลบั้มแผ่นซีดีผ่านภาค DAC ใน QUAD 3 ถือเป็นคุณภาพเสียงที่ผมพึงพอใจที่สุด ถัดมาคือภาคขยายปรีโฟโน ที่ให้ความสะอาดสะอ้านของเสียง ชวนประทับใจ และเมื่อยามที่เราต้องการความเรียบง่ายการฟังเพลงผ่านบลูทูธ ก็นับว่าให้คุณภาพที่เราติดตรึงใจไม่น้อยเลย สำหรับการส่งผ่านไฟล์เพลงในคอมฯ มายังภาคแปลงรหัสในอินทิเกรเต็ดแอมป์ อาจจะเป็นจุดที่ดีที่สุด ถ้าคุณมีเพลง Hi-Res ชั้นดีอยู่ในสตอเรจครับ QUAD 3 เป็นวัฒนธรรมของเสียงดนตรีในแบบเที่ยงตรง เหมือนเราได้สัมผัสเสียงจากซาวด์เอ็นจิเนียร์ผู้มุ่งมั่น หรือเนื้อแท้ของเสียงจาก Studio โดยไม่เบี่ยงเบนผิดพลาด เป็นเสียงที่เราจะฟังได้อย่างยาวนานและเข้าถึงธรรมชาติอันแท้จริง เข้าถึงดนตรีจริง เข้าถึงธรรมชาติของเสียง ต้อง QUAD 3 นี่แหละครับ ในความเห็นส่วนตัว เท่าที่ได้ทดสอบแบบ “ใช้ชีวิตร่วมกัน” แรมเดือน ผมพบว่า QUAD 3 ไม่ใช่แค่เพียงอินทิเกรเต็ดเครื่องหนึ่ง แต่เป็นงานศิลปะรูปทรงเรโทร ที่นำเสนอด้วยเทคโนโลยีการฟังเพลงที่ล้ำยุค มีรูปทรงดีไซน์คลาสสิกเปี่ยมเสน่ห์ ภาคขยายส่งผ่านอารมณ์ล้ำลึก และสิ่งที่ทำให้ทรงคุณค่ามากเกินพอก็คือ ความสามารถในการถ่ายทอดน้ำเสียงที่สมจริงของดนตรี ด้วยความผ่อนคลาย แนว British Sound ที่ยากจะหาคู่แข่งได้ในงบประมาณนี้ครับ QUAD 3 ราคาเครื่องละ 55,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
• Weava Core Abyss 28 • Weava Locus ความสมดุลแห่งพลัง การดีไซน์ลำโพงตู้เบสโมดูล รุ่นสูงสุด Weava Core Abyss 28 ในซีรีส์ Weava Active Bass Module มีจุดมุ่งหมายที่จะนำตู้เสริมความถี่ต่ำที่มีคุณภาพสูง มาสนองตอบผู้ใช้ลำโพงวางหิ้งขนาดกลาง ให้สามารถสนองต่อความถี่ได้ครบถ้วน โดยเฉพาะเบสย่านลึก ที่ลำโพงหลักขนาดย่อม ไม่สามารถลงไปที่ย่านความถี่ที่ลึกกว่า 70Hz ได้ โครงงานของ Pyramid Lifestyle Technology นำเสนอในด้านของแนวคิดไอเดียใหม่ สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปต่อตู้เอง หรือจะซื้อสำเร็จรูปจากบริษัทผู้จัดจำหน่าย ที่จะยังสามารถเลือกผิวตู้ได้ทุกรูปแบบ เนื่องจากโรงงานสามารถผลิตตามสั่งได้ เบสโมดูล Active Bass Module ชุดนี้ ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับใช้งานในระบบฟังเพลงสเตอริโอ หรือจะนำไปใช้ในระบบ Home Theater ก็ได้ ด้วยรูปแบบดีไซน์ทรงทาวเวอร์ด้านไม่เท่า โดยสามารถนำลำโพงหลักมาวางด้านบน พื้นที่ส่วนบนสุดของเบสโมดูล หรือจะเลือกจูนอัพด้วยการแยกตู้เบสโมดูลออกไปวางต่างหากก็ได้ แต่มีข้อแนะนำว่าลำโพงหลักและเบสโมดูลควรจะวางอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน สำหรับในการดีไซน์ Weava Core Abyss 28 นั้น ได้เลือกใช้ดอกลำโพงหลักก็คือ SEAS L22ROY2 เป็นตัวขับวูฟเฟอร์ แบบกรวยอลูมิเนียมที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ให้ช่วงชักยาว เสมือนลูกสูบโดยติดต้้งในตู้แบบปิด Sealed Enclosure มีการวางตำแหน่งคว่ำ ยิงลงพื้นแบบ Down Firing และยังเสริมด้วย Passive Radiator รุ่น SL26R กรวยอลูมิเนียมขนาด 10 นิ้ว สองดอก ยิงเสียงออกด้านตรงกันข้าม คือข้างซ้ายและขวา จุดที่โดดเด่นมากก็คือ ภาคขยายภายในเป็นแบบคลาส D ของ Hypex FA251: Plate amp with DSP ที่สามารถปรับจูนค่าจุดตัดความถี่ระดับความดังเฟส และค่าพารามิเตอร์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เกิดความแม่นยำและส่งผ่านความถี่ต่ำได้อย่างกลมกลืนกับลำโพงหลัก ตู้ลำโพงจะมีความสูง 55 เซนติเมตร เมื่อรวมกับตัวรอง SoundCare จะมีความสูงเป็น 59 เซนติเมตร เนื่องจากรูปทรงของตู้ลำโพงเบสโมดูลจะคล้ายพีระมิดตัดยอด ทำให้มีความกว้างขอบฐานอยู่ที่ 32 เซนติเมตร และลึก 32 เซนติเมตร แต่ถ้าวัดที่ด้านบนของตู้ลำโพง จะมีความกว้าง 25 เซนติเมตร และลึก 32 เซนติเมตร อันเป็นแนวทางการออกแบบตู้ลำโพงแบบ “อสมมาตร” ไม่มีด้านที่ลงตัวกันพอดี เพื่อให้มีผลต่อการกระจายความถี่ได้โดยปราศจากการเลี้ยวเบน หรือการทับซ้อนกันของย่านความถี่ต่ำ ความจุของตู้ (Net Volume) มีขนาด 25 ลิตร Weava Core Abyss 28 ราคา 99,000.- บาทต่อตู้ ในการทดสอบครั้งนี้ผมได้รับลำโพงที่มีการดีไซน์ขึ้นมาใหม่อีกชุดหนึ่ง จาก Pyramid Lifestyle Technology เพื่อใช้เป็นลำโพงหลัก ทำงานควบคู่กับเบสโมดูล นั่นก็คือลำโพง Full-range Weava Locus ที่ดีไซน์ตามรูปแบบลำโพงชุดคิท Seas DIY Kit : Locus ซึ่งจะมีคุณสมบัติในรูปแบบของลำโพงที่ให้เสียงครบทุกย่านความถี่ โดยมีให้เลือกสำหรับวงจรปรับความถี่สูง เพื่อความเหมาะสมของผู้ที่ต้องการโทนเสียงที่แตกต่างกัน SEAS DIY Kit : Locus นั้น เป็นชุดลำโพง DIY ระดับ “Full-range Audiophile” ที่ออกแบบโดยทีม R&D ของ SEAS เน้นความเรียบง่าย แต่ให้คุณภาพเสียงแบบ Coherent สูงมาก หมายถึงแนวเสียงจะราบรื่นต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันอย่างยอดเยี่ยม ตัวขับเสียงภายในเป็นรุ่น FEA18 RCZ ที่มีขนาด 7 นิ้ว หรือ 18 เซนติเมตร ให้ค่าความไวสูง เหมาะกับแอมป์กำลังต่ำ–กลางโดยทั่วไป ลำโพงจะตอบสนองย่านเสียงกว้าง ครบทุกความถี่แบบ full-range ให้โทนเสียงต่อเนื่องในหนึ่งเดียว สำหรับสูตรตู้ของ SEAS จะแนะนำให้ใช้ตู้ลำโพงแบบท่อเปิด Bass Reflex ที่มีปริมาตร 19 ลิตร และความถี่สำหรับจูนพอร์ต 47 Hz โดยพื้นฐานตัวไดรเวอร์จะมีคาแรกเตอร์ Bass Boost หรือเสียงต่ำที่โดดเด่นอยู่เล็กน้อยแถวๆ ย่านความถี่ 90Hz ทาง SEAS จึงเล็งเห็นว่า เพื่อให้การทำงานแบบฟูลเร้นจ์เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ สามารถเลือกค่าการตอบสนองความถี่ได้สองระดับ จึงมีระบบระบบปรับเสียง Simple Network มาให้ด้วย ระบบ Full-range ที่มีออพชั่นเสริม Simple Network ต้องเรียนว่า มันไม่ใช่ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก แบบแบ่งความถี่ให้ลำโพงสองหรือสามทางทั่วไป แต่จะเป็นการใช้ขดลวด Inductor ~1.2 mH มิลลิเฮนรี่ และรีซิสเตอร์ Resistor -18 Ohm มาคั่น สำหรับทำหน้าที่ลดความเข้มของเสียงแหลม (HF attenuation) เพื่อปรับบาลานซ์โทนเสียงตามห้องหรือรสนิยมเฉพาะตัวได้ โดยทาง Weava จะมีขั้วลำโพงให้เลือกใช้สองชุด ระหว่างการใช้งานตรง หรือผ่านตัวปรับการตอบสนองความถี่ดังกล่าว Weava Locus ราคา 59,900.- บาท ต่อคู่ (พร้อมวงจร Simple Network ปรับความถี่สูงภายใน) Test Report สำหรับการจัดวางทดสอบนั้น ก็จะใช้ Weava Locus วางซ้อนบน Weava Core Abyss 28 ซึ่งจะทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี โดยมีการใช้โปรแกรมจากคอมพิวเตอร์ในการจูนอัพ ปรับแต่งย่านความถี่เพื่อให้เกิดความราบรื่นระหว่างลำโพงทั้งสองชุด ผมตั้งลำโพงห่างกันโดยประมาณ 2.20 เมตร และห่างจากผนังหลังประมาณ 1 เมตร เป็นระยะที่เหมาะสมกับห้องขนาดกลางทั่วๆ ไป ใช้ภาคขยายหลักขับลำโพง Weava Locus ด้วย QUAD 3 และพ่วงการทำงานด้วยสายเชื่อมเข้ากับซับเบสโมดูล Weava Core Abyss 28 สำหรับแหล่งโปรแกรมนั้นผมใช้ทั้งภาค Streaming ด้วยบลูทูธจากตัว QUAD 3 และเครื่องเล่นซีดีทรานสปอร์ต AUDIOLAB 9000CDT ผนวก NAD M51 DAC แม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นลำโพงตู้รุ่นตัวอย่างหรือ Prototype (ต้นแบบ) แต่ก็ผ่านการคำนวณและออกแบบดีไซน์มาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ซึ่งถ้ามีผู้สนใจก็สามารถสั่งผลิต โดยเลือกผิวตู้ลำโพงให้สวยงามตามความต้องการได้ครับ ผมคำนึงถึงจุดแรกก็คือการพิจารณาความกลมกลืนซึ่งกันและกันของลำโพงหลัก และลำโพงตู้เสียงต่ำเฉพาะ โดยเหตุที่เรามักจะพบบ่อยๆ ว่า ตู้ลำโพง Sub-Woofer หรือเบสโมดูล (Bass Module) ทั่วๆ ไปนั้น ถ้าถูกออกแบบมาอย่างไม่เหมาะสม ก็จะมีข้อจำกัดในการนำไปแมตช์กับลำโพงหลักที่จะเข้ากันได้ยาก เช่นไม่ว่าจะปรับอย่างไร มักมีปริมาณเบสมากเกินไป เมื่อคำนึงถึงเรื่องสเกลของเสียงดนตรี ซับเบสบางตู้จะให้เบสทุ้มลึกใหญ่ ลากยาวจนท่วมทับกลบเสียงลำโพงเมนหลักได้ง่ายๆ ดังนั้นเพื่อให้ปลอดจากปัญหาดังกล่าว นอกจากเรื่องของตู้ลำโพงและดอกลำโพงที่คำนวณมาอย่างดีแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการใช้ Amplifier วงจร DSP ที่มีอยู่ในตัวของ Weava Core Abyss 28 นั่นเอง ภาคขยายใน Weava Core Abyss 28 คือ Hypex FusionAmp FA251 เป็นโมดูลแอปลิไฟร์เออร์แบบ Plate Amp หรือแอมป์ติดหลังตู้ ชนิด 1 way (Mono) ที่ใช้เทคโนโลยี Ncore Class D อันเลื่องชื่อของ Hypex โดยมาพร้อมกับระบบ DSP และภาคจ่ายไฟ SMPS ในตัว ที่ออกแบบมาเพื่อความเหมาะสำหรับทำซับวูฟเฟอร์แบบ Active หรือลำโพงมอนิเตอร์ช่องสัญญาณเดียว โดยมีกำลังขับต่อเนื่องอยู่ที่ 250 วัตต์ ที่ 4 โอห์ม และ 130 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม ส่วนระบบดีเอสพีใช้ซอฟต์แวร์ Hypex Filter Design (HFD) ในการปรับแต่งผ่านพอร์ต USB สำหรับการทำ EQ และ Cross-over ที่มีจุดปรับรายละเอียดสูง โดยแผงด้านหลังจะมีช่อง Analogue Balanced XLR (In/Through) Analogue Unbalanced RCA และ High-level Input สังเกตว่าด้านหลังจะมีพอร์ตสำหรับเซอร์วิส ที่มีลักษณะหัวต่อเป็นช่องเสียบแบบ USB Mini-B (5-pin) ซึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดเล็ก เพื่อใช้ปรับแต่งค่า DSP เช่น ฟิลเตอร์, ระดับเสียง และพารามิเตอร์ของระบบ ผู้ที่ต้องการปรับจูน ต้องลงโปรแกรมสำหรับกำหนดค่า DSP (Configuration) ผ่านซอฟต์แวร์ Hype. Filter Design (HFD) โดยเปิดโปรแกรม HFD บนคอมพิวเตอร์ก่อน แล้วจึงเสียบสาย USB เพื่อให้โปรแกรมตรวจพบอุปกรณ์และเริ่มปรับจูนค่าฟิลเตอร์หรือระดับเสียงได้ ในด้านเทคนิคการปรับจูนหรือแต่งย่านความถี่จุดตัดต่างๆ แนะนำว่าให้ปรึกษากับทาง Pyramid Lifestyle Technology ครับ เพราะทีมเทคนิคจะไปจูนอัพเบสโมดูลของ Weava ให้กับลูกค้าทุกรายที่ซื้อไปใช้งาน เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่กลมกลืนระหว่างลำโพงเมนหลักและตู้เบสโมดูล อย่างสมบูรณ์ครับ ผลการทดสอบ ถือว่าเป็นการจับคู่ที่เหมาะเจาะดีมากครับ ระหว่าง Weava Core Abyss 28 เบสโมดูล และ Weava Locus ลำโพงฟูลเร้นจ์ตู้หลัก โดยปกติการใช้ลำโพงประเภทฟูลเร้นจ์ ผมชื่นชอบเรื่องเสียงที่เป็นธรรมชาติและไม่มีอะไรที่เกินเลยไปจากความถี่ที่ครบถ้วน และความเป็นธรรมชาติของเสียง เพราะลำโพง Full-range ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ซึ่ง Weava Locus ให้บุคลิกที่สะอาดสะอ้านน่าพึงพอใจ สำหรับ Weava Locus มีให้เลือกการสนองตอบต่อความถี่ สองบุคลิกเสียง ยิ่งช่วยให้เราปรับจูนตู้เบสโมดูล ได้ลงตัวตามความบุคลิกที่ต้องการได้ง่าย อย่างน้อยตัวตั้งต้นของเราจะมี 2 รูปแบบ การมี Weava Core Abyss 28 เข้ามาเสริมลำโพงหลัก Weava Locus ทำให้รู้สึกว่าลำโพงแบบฟูลเร้นจ์คู่นี้ สามารถจูนให้กลมกลืนลงตัวกับเบสโมดูลได้ง่ายกว่าลำโพงประเภทสองทาง สามทาง ด้วยซ้ำไป การเชื่อม “รอยต่อ” ของย่านความถี่นั้น สามารถจูนให้รู้สึกกลืนกันได้อย่างราบรื่น ด้วยระบบการต่อกับขั้วลำโพงชุด Direct ครับ แต่ถ้าปรับไปใช้ระบบชดเชยเสียงแหลมด้วยขั้วลำโพงชุดที่สองของ Weava Locus ผมรู้สึกว่าเราจะต้องจูน Weava Core Abyss 28 ให้เพิ่มความถี่ต่ำขึ้นมาชดเชยเล็กน้อย และอาจจะต้องปรับค่าพารามิเตอร์ ในโปรแกรมควบคู่กันไปด้วย ส่วนตัวชอบการต่อแบบขั้วตรง ไม่ผ่านวงจรขดลวดอินดั๊กเตอร์และรีซิสเตอร์ มากกว่าครับ Weava Core Abyss 28 เสริมให้ Weava Locus มีเสียงอิ่ม ละมุนละไม และสามารถสนองตอบสไตล์เพลงกว้างขวางขึ้น แค่ทดสอบด้วยเพลง On the Beautiful Blue Danube Waltz, Op.314 ในอัลบั้ม Erich Kunzel & Cincinnati Pops Orchestra Ein Straussfest เพลงเดียวก็ได้รับเสียงที่มีความสมดุลครบถ้วนและน่าประทับใจอย่างยิ่ง เป็นคำตอบที่ว่า เสียงที่ดีจริงๆ นั้น จะมีสเกลสัดส่วนของเสียงต่ำและความถี่กลางแหลมที่สมดุล น่าฟังแบบนี้แหละครับ จุดเด่นที่สุดคือโทนัลบาลานซ์ เราฟังโดยไม่รู้สึกเลยว่า นี่คือการเสริมเบสโมดูลเพิ่มเติมลงไป และเสียงโดยรวมอิ่มเอิบและเวทีเสียงกว้างลึกมาก เหมือนฟังลำโพงคู่ตั้งพื้นขนาดยักษ์ ได้รับความรู้สึกต่อเสียงของวงออเคสตร้าที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างทรงพลังเป็นอย่างมากครับ ได้ทั้งอารมณ์ที่เพลิดเพลิน ล้ำลึกสนุก มีชีวิตชีวา ในแง่เพลงร้อง เพลงแจ๊ส ป็อปทั่วไป เรารู้สึกได้ถึงพลังและรายละเอียดของเสียงดนตรี เสียงร้องที่แจ่มชัด ให้ความเป็นตัวตนของชิ้นดนตรีต่างๆ นั้น ทำได้ดีมาก ลำโพงหลักฟูลเร้นจ์ให้เสียงแฟลตและเสียงอิ่มจากเบสโมดูลให้ผลรวมที่ดีจริงๆ เป็นชุดลำโพงทั้งซิสเต็ม ที่ให้ระดับความถี่ต่ำเป็นธรรมชาติ ไม่บีบเค้น ไม่แสดงตัวของเบสโมดูลที่เกินจริง ทุกความถี่บาลานซ์กัน รวมทั้งยังคงรักษาฮาร์โมนิคของเสียงกลางแหลมได้อย่างครบถ้วน ในสไตล์ลำโพง Full-range ได้เป็นอย่างดี ผมมาจบการทดสอบช่วงเวลาสุดท้าย ด้วยสองอัลบั้มหลักที่สามารถพิสูจน์ศักยภาพของลำโพงได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพลงที่มีอานุภาพของเวทีเสียงอันยอดเยี่ยม Cry Like a Rainstorm Howl Like the Wind โดย Linda Ronstadt และเพลงที่ดื่มด่ำกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างโดดเด่น ด้วยลูกคอแหบพร่าทรงเสน่ห์ของ Louis Armstrong ใน What A Wonderful World ฟังแล้วเข้าถึงบรรยากาศใกล้ชิดกับศิลปินคนโปรดมากกว่าที่เคย นับว่าลำโพงชุด Weava Core Abyss 28 และ Weava Locus ให้คำตอบที่ดีว่าเมื่อเราจะลงทุนกับการเล่นเครื่องเสียง แน่นอนลำโพงจะเป็นหมุดหมายแรกที่เราต้องค้นพบคุณภาพและศักยภาพให้ได้ดีที่สุด ลำโพงที่สมบูรณ์ต้องสามารถฟังเพลงหลากหลายสไตล์ได้โดยไม่จำกัด และการเสริมเบสโมดูลเข้าไปเพื่อให้ลำโพงหลักทำงานได้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ทำให้เบสตูมตามหรือปริมาณมากขึ้น คำว่า Tonal Balance จึงสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอสำหรับออดิโอไฟล์ตัวจริง นี่อาจจะเป็นการตอบโจทย์กับพื้นที่ขนาดเล็ก และพื้นที่ขนาดกลางโดยทั่วไป ว่าอยากได้เสียงเต็มอิ่มที่สุดโดยไม่ต้องอึดอัดกับลำโพงตั้งพื้นขนาดยักษ์ คุณสามารถเลือกเฟ้นความสุดยอดของไดรเวอร์ชั้นเยี่ยมมาประกอบกันขึ้นเป็นชุดลำโพงฟูลเร้นจ์ และเสริมเบสโมดูลอีกหนึ่งคู่ ก็จะได้เสียงสมบูรณ์แบบที่สุดได้อย่างแน่นอน จากจุดเริ่มต้นของ Driver ที่มีคุณภาพสูง ใช้หลักวิชาการในการประกอบตู้ตรงตามสเปคฯ ของผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ระดับโลก เราสามารถฟังลำโพงคุณภาพสูงในระดับไฮเอ็นด์อย่างคุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินในระดับที่สูงเกินความเป็นจริงครับ สนใจติดต่อทดลองฟังได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology โทร. 02 429 1236
Tellurium Q Silver III การส่งผ่านสัญญาณเที่ยงตรงที่แม่นยำเป็นธรรมชาติ ดังที่ผมได้นำเสนอหลักการของสายนำสัญญาณจากประเทศอังกฤษรายนี้ ไปก่อนหน้านี้ ถึงปรัชญาในการออกแบบว่า เขาคำนึงถึงการส่งผ่านสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทางด้วยความแม่นยำเที่ยงตรง สายสัญญาณทั้งหลายของเขาจะต้องไม่ทำตัวเป็นฟิลเตอร์ หรือเป็นตัวหักล้างสัญญาณใดๆ ในเส้นทาง ดังนั้นการบาลานซ์ระหว่างตัวนำฉนวนและกรรมวิธีทางเคมีคัลในการชุบตัวนำ ขั้วต่อ ก็จะต้องมีโทนัลบาลานซ์ที่ลงตัวเป็นสำคัญ หลักการออกแบบของ Tellurium Q แตกต่างจากผู้ผลิตสายสัญญาณทั่วไป TQ ไม่มีการเน้นเรื่องของการตลาดเกี่ยวกับวัสดุตัวนำ แต่เน้นไปที่พฤติกรรมของสัญญาณ และความถูกต้องของเฟสเป็นสำคัญ (Time Domain & Phase Behaviour) แนวคิดหลัก เมื่อมีสัญญาณเดินทางผ่านสาย อาจจะเกิดการเลื่อนของเฟส อาการหน่วงหรือดีเลย์ และการบิดเบือนของรูปคลื่นได้ ดังนั้นผลที่ได้จากสายนำสัญญาณที่แม้มีตัวนำชั้นดีมาก แต่อาจจะเบี่ยงเบนตำแหน่งดนตรี ทำให้ขาดความคมชัด และรายละเอียดทางด้านแอมเบี้ยนหายไป ดนตรีจริงนั้นไม่ใช่เพียงแค่ “ความถี่” แต่จะหมายถึงการสนองตอบของสัญญาณความถี่ด้วย เหตุการณ์นี้เราเรียกว่า “เสียงเกิดขึ้นตามช่วงเวลา” เมื่อดนตรีบรรเลงขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นชิ้นใดก็ตาม เช่นการดีดกีตาร์ การกดคีย์เปียโน การสีไวโอลิน การตีกลอง สิ่งแรกที่เราควรได้ก็คือการตอบสนองฉับไวของสัมผัสแรกสุด ที่เรียกว่าทรานเชี้ยนท์ และตามมาด้วยฮาร์โมนิกครบถ้วน การจะทำให้เสียงดนตรีคงอยู่เสมือนจริง ในหลักการก็ต้องมีความแม่นยำ และการเดินทางของเสียงที่เฟสถูกต้องเสมอ สายนำสัญญาณของ Tellurium Q นั้น ถูกออกแบบให้เกิดความสมดุล โดยสัญญาณทุกย่านความถี่จะต้องมาถึงปลายทางพร้อมกัน หรือในทางอุดมคติคือ Absolute phase นั่นเอง วิศวกรผู้ออกแบบ Tellurium Q ไม่ได้พยายามอธิบายถึงเรื่องของวัสดุตัวนำและฉนวนพิเศษที่เขาเลือกใช้ โดยจะเน้นในเรื่องของการจัดโครงสร้างของสาย ในลักษณะ Geometry ที่มีมีผลต่อพฤติกรรมของสัญญาณ ไม่พยายามเปิดเผยความลับเรื่องวัสดุและวิธีการ วัสดุมีความสำคัญ แต่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น แต่พฤติกรรมของสัญญาณที่ถูกส่งผ่านในสายของ TQ ถือว่าสำคัญมาก มีการคำนวณเรื่องตัวนำฉนวนและรูปแบบของการเคลือบภายใน ที่มีผลต่อการส่งสัญญาณอันเที่ยงตรงแม่นยำเป็นสำคัญ การจัดระยะห่างของตัวนำ ลักษณะการจัดวางตำนำต้องมีผลดีต่อ Capacitance Inductance และ Propagation Speed นี่คือหัวใจของ Tellurium Q อธิบายเล็กน้อยนะครับว่า Capacitance คือความสามารถในการกักเก็บประจุไฟฟ้าในรูปที่เสมือนถังพัก ช่วยสำรองพลังงานหรือกรองสัญญาณ ดังนั้นสายของ TQ จะลดความเป็นตัวกรองหรือการทำตัวเป็นประจุของสายออกไป ส่วน Inductance หรือความเหนี่ยวนำ หมายถึงความสามารถในการต้านการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟหรือการสร้างสนามแม่เหล็ก สายที่ดีต้องมีความพอเหมาะพอดี หรือสมดุล อีกเรื่องหนึ่งคือ Propagation Speed ความเร็วการแพร่กระจายสัญญาณ คือความเร็วที่สัญญาณแพร่ขยาย หรือเดินทางผ่านตัวกลาง ซึ่งมักจะช้ากว่าความเร็วแสงในสุญญากาศเล็กน้อย นอกจากตัวนำแล้ว ยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของฉนวนที่เลือกใช้ด้วย สิ่งเหล่านี้ ส่งผลต่อ Phase และ Time alignment Tellurium Q มีความพยายามขั้นสูงสุดสำหรับการลดไมโครดิสทอร์ชั่นของ Waveform (ความดังและความถี่เสียงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง) ด้วยหลักการที่ว่า ถ้าสัญญาณความถี่ของเสียงดนตรีถึงหูผู้ฟังพร้อมกัน ปราศจากความผิดเพี้ยนแม้เล็กน้อย ก็จะทำให้คุณภาพเสียงนั้นมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากสัญญาณดนตรีมีข้อมูลเล็ก ละเอียดหยุมหยิมมาก เช่น เสียงของเครื่องดนตรี เสียงก้องสะท้อนของห้อง รวมถึงเอ็มเบี้ยนของสตูดิโอ จะผสมผสานกันและกัน การส่งสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทางนั้น ในอุดมคติก็คือสัญญาณทั้งสองจะต้องส่งผ่านด้วยความรวดเร็วหรือมีความมีความรู้สึกที่ใกล้ชิดหรือลัดสั้นที่สุด สายของ TQ จะพัฒนาทุกองค์ประกอบ จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้สายสัญญาณมีคุณภาพดียิ่งขึ้นในทุกครั้งที่มีการอัพเกรด สายสัญญาณในรุ่นพัฒนาปรับปรุงใหม่ในซีรีส์ Silver lll นั้น ก้าวข้ามความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน ด้วยการปรับโครงสร้างสายอย่างเข้มงวด และจะต้องมีการนำมาทดสอบฟัง แล้วปรับอีกหลายครั้ง จนได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด Tellurium Q Silver lll ออกแบบเพื่อบรรลุถึง: 1. การลด Phase Distortion ความผิดเพี้ยนทางเฟส 2. รักษา Time domain accuracy ช่วงเวลาที่ตรงต้องต่อความจริง 3. ควบคุม Geometry และ Electrical interaction 4. ลด Micro distortion ของ Waveform 5. ทางทีมวิศวกรจะใช้แนวทางการฟังจริง ร่วมกับการวัดผลทางห้อง Lab ดังนั้นสาย Tellurium Q Silver III จะให้เวทีเสียงที่ลึก จุดตำแหน่งดนตรีหรือ Image แจ่มกระจ่าง รวมถึงให้โทนเสียงเป็นธรรมชาติ เก็บทุกรายละเอียดครบถ้วน Tellurium Q Silver III รุ่นใหม่ล่าสุด ของปี 2026 เป็นสายสัญญาณและสายลำโพงระดับไฮเอ็นด์ที่ยกระดับจาก Silver II โดยเน้นความคมชัด เวทีเสียงที่กว้างขวาง และให้ความสมจริงของตัวโน้ตมากยิ่งขึ้น โครงสร้างสายยืดหยุ่นกว่ารุ่นเดิม ทำให้จัดวางได้สะดวกขึ้น โดดเด่นด้วยโทนเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไร้สีสันปรุงแต่ง และมีความสมดุลตลอดช่วงความถี่ สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ Silver III ทั้งสายลำโพง สายไฟ สายนำสัญญาณ ยังคงรักษาขนาดและรูปลักษณ์ภายนอกเท่าเดิม ไม่เพียงแค่เหมือนกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Silver II เท่านั้น แต่ยังคงขนาดเดียวกับ Silver รุ่นแรกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต่างออกไปคือ ภายในได้รับการปรับปรุงให้มีความเป็นธรรมชาติของเสียงดีขึ้น การควบคุมย่านเสียงต่ำยิ่งขึ้น ให้มิติเสียงแบบสามมิติชัดเจน ส่งผลต่อเวทีเสียงและจุดตำแหน่งเครื่องดนตรี ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิม สาย TQ Silver lll ที่ผมได้รับมาทดสอบ มีสองรูปแบบ ชุดแรกเป็นสายนำสัญญาณ XLR Balanced ขนาดความยาว 1.65 เมตร ที่มีขั้วต่อแข็งแรงแบบชุบเงิน โครงสร้างเส้นใยถักทอห่อหุ้มด้วยวัสดุที่ดูดีมากๆ และสายลำโพง ในรุ่น Silver lll ที่มีความยาวเส้นละ 2.50 เมตร มีคุณลักษณะแบน อ่อนหยุ่น ใช้ต่อระหว่างแอมป์และลำโพง สามารถวางลัดเลาะไปตามพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม โดยปลายขั้วสายเป็นแบบ BFA (British Federation of Audio) มีลักษณะเหมือนท่อโลหะกลวงผ่าซีก ให้พื้นที่ผิวสัมผัสแน่นมาก Test Report ตามปกติแล้วผมมีสาย Tellurium Q ใช้งานอยู่สองสามชุดนะครับ ได้ทราบถึงคุณสมบัติพิเศษของเขามาตลอดก็คือ จะเป็นสายที่รักษาความเรียบของสัญญาณได้ดีมาก เป็นสายสัญญาณที่สามารถใช้ได้โดยปราศจากข้อจำกัด ไม่ว่าจะใช้กับเครื่องเสียงในยุคใหม่หรือย้อนกลับไปใช้กับยุควินเทจก็ได้ทั้งคู่ครับ เนื่องจากเป็นสายที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ในบุคลิกเสียงเพิ่มเติม แต่จะเน้นเรื่องความสะอาดของสัญญาณเป็นหลัก ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมคือ เน้นเรื่องความเป็นธรรมชาติเสียงมากกว่าสิ่งอื่น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนจากสายเดิมๆ มาใช้สาย Tellurium Q จะไม่เกิดอาการ “ของขึ้นโผงผาง ทันทีทันใด” แต่การเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นไปอย่างละเมียดละไมราบรื่น และเมื่อพ้นการฟังเพลงไปสักหนึ่งถึงสองเพลง คุณจะรับรู้ได้เลยว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นไม่ธรรมดา อะไรที่เราได้จากสาย Tellurium Q Silver lll สิ่งที่ผมสามารถเรียนรู้ได้แทบจะทันทีหลังจากฟังอัลบั้มคุ้นหูนั่นก็คือ Tellurium Q Silver lll ยังคงจุดเด่นเรื่องรายละเอียดที่ระยิบระยับ ดีงามตามสไตล์ "Silver" แต่เพิ่มเติมความสมจริงและมิติด้านลึกให้โดดเด่นยิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิมอย่างแน่นนอน และมีอยู่สองเรื่องด้วยกัน ซึ่งทำให้สายสายนำสัญญาณ (XLR) และสายลำโพง Silver lll มีความผิดแผกแตกต่างจากสายทั่วไปก็คือ เราจะได้รับฟังเสียงดนตรี ที่มีการจัดวางจุดตำแหน่งของชิ้นดนตรีที่แม่นยำขึ้นอีกมาก และควบคู่มากับบรรยากาศ ฉ่ำ อิ่ม ระรื่นหู มีการส่งผ่านฮาร์โมนิกที่สวยงามละเมียดละไม เมื่อได้ฟังแล้วจะรู้สึกได้ถึง การหลุดลอยของเสียงร้องเป็นสามมิติ และการจำแนกแจกแจงชิ้นดนตรีที่มีความกว้างของ Sound Stage ที่โออ่าโอฬารยิ่งขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนตัวผมชอบความเป็นธรรมชาติของเสียง รักษาซึ่งความราบรื่นความสะอาดสะอ้าน ถือเป็นหัวใจหลักของสาย Tellurium Q มาตลอด ถ้าวิเคราะห์หรือแยกแยะเฉพาะในเรื่องของย่านความถี่ ในด้านความถี่เสียงต่ำหรือเบส พัฒนาขึ้นมามากทีเดียว คือให้เบสที่อิ่ม ลอยเด่นเป็นชิ้นเป็นอัน และกระชับสมจริง สามารถควบคุมช่วงต้นของเบสได้ดีกว่ารุ่น Silver ll รวมถึงย่านความถี่เสียงแหลม มีหลักสังเกตก็คือ สามารถถ่ายทอดรายละเอียดช่วงปลายเสียงที่ซับซ้อนได้อย่างราบรื่น แนบเนียน เปิดกว้างอิสระ แต่ก็ให้ความผ่อนคลาย สายสัญญาณ Silver III (XLR) ให้เสียงใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับรุ่นพี่อย่าง Ultra Silver มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างฮาร์โมนิกของดนตรีที่ยอดเยี่ยม ส่วนในสายลำโพง Silver III ช่วยเพิ่มความชัดเจน (Clarity) และโฟกัส (Focus) ให้กับระบบเสียงเครื่องเสียงของเราได้อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าคิดแบบว่า ใช้เงินให้คุ้มค่า นี่คือสายลำโพงที่ดีมาก โดยไม่จำเป็นต้องขยับไปรุ่นที่แพงกว่านี้แต่อย่างใด ผลการทดสอบ เราจะได้รับผลทางด้านคุณภาพเสียงที่ดี และยังคงรักษาความแม่นยำของเฟสเสียง ทำให้เกิดโทนัลบาลานซ์ที่ดี อันเป็นผลที่มาจากหลักปรัชญาด้านการลด "Phase Distortion" หรือการบิดเบือนของเฟสสัญญาณ และการจัดการเรื่อง "Timing" อันเป็นหัวใจสำคัญ ทำให้เสียงที่ได้ มีจังหวะจะโคนแม่น ตรง เป็นสามมิติ คือการอัปเกรดที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ชอบรายละเอียดและความใสกระจ่าง แต่ต้องการเสียงที่มีเนื้อหนังและมีความเป็นดนตรีที่สมดุลเป็นธรรมชาติมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม คำจำกัดความสั้นๆ คือ Tellurium Q Silver III นำเครื่องเสียงทั้งชุดของเรา คืนสู่ธรรมชาติของเสียงในทุกรายละเอียดไม่ปรุงแต่งเกินจริง เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมากครับ Reference: Accuphase DP 570S Accuphase E4000 Harbeth Monitor 30.3 XD2 ราคาจำหน่าย : Tellurium Q Silver III (2026) สายลำโพง Tellurium Q Silver III 2.5 M (31,700) Tellurium Q Silver III Jumper (6,500) Tellurium Q Silver III RCA 1 M (21,000) Tellurium Q Silver III XLR 1 M (28,000) Tellurium Q Silver III USB 1 M (24,500) Tellurium Q Silver III Phon RCA 1 M (21,000) Tellurium Q Silver III Power 1.5 M (69,000) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ SoundBox โทร: 089-920-8297 ตัวแทนจำหน่าย: Sound Box 089-920-8297 คุณโจ้ . HiFi House 096-978-7424 คุณเอ็ม . HiFi 99 081-999-1699 คุณนะ . Inter HiFi 094-124-2732 คุณโมท . TSV 081-657-3397 คุณท็อป . Audi Home HiFi 089-028-7117 คุณตั้ม . Audio Mate 081-869-3613 คุณปัน . Turntable One 084-814-9011 คุณพิทักษ์ . MAS HIFI 081-9820282 คุณมาศ
KEF LSX II New Colours Wireless HiFi Speakers นี่คือลำโพงแห่งยุคสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของมิวสิคเลิฟเวอร์ ที่ต้องการคุณภาพเสียงในระดับไฮไฟ ออกแบบให้มีทั้งความเรียบง่าย และงดงามตระการตา KEF LSX II เป็นระบบลำโพงแอคทีฟสตรีมมิ่งไร้สาย ระดับไฮคลาสโดยผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกจากประเทศอังกฤษ นอกจากลำโพงโฮมไฮไฟที่ขึ้นชื่อลือชาแล้ว ในตลาดลำโพงไร้สาย KEF ก็ได้รับความนิยมในระดับสูงสุด KEF LSX เป็นรุ่นแรกที่วางตลาดเมื่อปี 2018 และได้พัฒนาขึ้นมาเป็นรุ่น LSX ll มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2022 โดยมียอดจำหน่ายขายดีในอันดับต้นๆ และด้วยหลักวิศวกรรมการออกแบบที่ยอดเยี่ยม KEF LSX II จึงคว้ารางวัลนวัตกรรมลำโพงวางหิ้งแบบไร้สายแห่งยุโรปคือ EISA Best Wireless Bookshelf Speakers 2023-2024 จุดเด่นอยู่การออกแบบที่ล้ำยุคด้วยขนาดกะทัดรัดสีสันที่สวยงามเสมือนหนึ่งเครื่องประดับภายในบ้าน จึงได้รับการต้อนรับจากนักฟังเพลงทุกระดับ ลำโพง LSX II รุ่นล่าสุดนำเสนอความงดงามของตู้ มีสีให้เลือกถึง 4 สี ด้วยกันคือ คาร์บอนแบล็ค (Carbon Black), ซาวด์เวฟ (Soundwave by Terence Conran), คอตตอน ไวท์ (Cotton White), แอมเบอร์ เฮส (Amber Haze) และเป็นครั้งแรกที่ทุกสีของ LSX II มีผิวสัมผัสเป็นผ้าทั้งหมด โดยสีที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่คือคอตตอน ไวท์ (Cotton White) และแอมเบอร์ เฮส (Amber Haze) ที่ให้ทั้งความคลาสสิกสวยงามและสัมผัสนุ่มนวลด้วยผ้าที่ถักทอเส้นใยขึ้นโดยเฉพาะสำหรับ KEF ผมได้รับลำโพง KEF LSX II คอตตอน ไวท์ (Cotton White) มาทดสอบฟังอีกครั้งหนึ่ง นับเป็นช่วงเวลาที่ดีๆ อันน่าประทับใจ เสียงที่มีเอกลักษณ์ โทนหวานใส พร้อมกับความอบอุ่นละมุนละไม สร้างบรรยากาศเสียงดนตรีที่สมจริงเหมือนเช่นเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปบ้างคือสัมผัสของตัวตู้แบบหุ้มโดยรอบด้วยผ้าที่คลาสสิกน่าประทับใจ การออกแบบดีไซน์ ในระดับ High-Fidelity ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ใช้ไดรเวอร์ตัวขับเสียงแบบ Uni-Q และระบบขับเคลื่อนภายใน Music Integrity Engine (MIE) อันเป็นสิทธิบัติเฉพาะตัว จึงเข้าถึงมิติเสียงที่ทั้งโอบล้อมและสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ ความสวยงามในดีไซน์ใหม่ล่าสุดนี้ ตัวตู้ลำโพงมีรูปทรงของความมินิมอลที่ประณีตและหุ้มผ้าโดยรอบ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ออกแบบโดย Michael Young ร่วมกับ KEF จึงมีทั้งความโดดเด่นและเป็นการสร้างศิลปะบนตู้ลำโพงที่แตกต่าง ภายในลำโพงประกอบด้วย ชุดไดรเวอร์ Uni-Q ขนาด 4.5 นิ้ว เจนเนอเรชั่น 11 ให้เสียงที่บริสุทธิ์แม่นยำและให้การกระจายอย่างทั่วถึงทั้งห้อง ด้วยความสามารถของ Music Integrity Engine ระบบ DSP ที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับชุดไดรเวอร์ Uni-Q เพื่อประสิทธิภาพที่สมบูรณ์แบบ พร้อมเสียงที่ชัดเจนและสมดุล เป็นลำโพงระบบแอคทีฟเต็มรูปแบบพร้อมภาคขยายในตัวเองที่มีกำลังขับรวมทั้งระบบ 200W ให้พลังความดังสูงสุดถึง 102dB SPL (Max. SPL 102dB) มีช่องสำหรับติดตั้งเพื่อยึดเข้ากับขาตั้งพื้น KEF S1, แผ่นรองโต๊ะ P1 และขายึดติดผนัง B1 (ที่มีจำหน่ายแยกต่างหาก) KEF LSX II ยังอำนวยความสะดวกในการตอบสนองการฟังเพลงด้วยระบบ Multi-room Streaming เชื่อมต่อได้อย่างราบรื่นกับลำโพง LS Wireless Collection อื่นๆ ผ่าน Wi-Fi โดยใช้ AirPlay 2, Google Cast และ Roon ระบบลำโพงให้การรองรับบริการสตรีมเพลงที่สำคัญทั้งหมดรวมถึง Spotify, Tidal, Qplay, Amazon Music นอกเหนือจากนั้น ยังสามารถเชื่อมต่อแบบมีสาย ที่ครอบคลุมรวมถึง HDMI, USB Type-C, Optical และ AUX 3.5 mm. ครบถ้วนอีกด้วย พร้อมแอพพลิเคชั่น KEF Connect App สำหรับการสตรีมมิ่ง ที่มีการควบคุมและการตั้งค่าอย่างละเอียด สำหรับคุณภาพเสียงจากการทดสอบ ผมขอสรุปจาก Test Report มาให้ได้อ่านกันดังต่อไปนี้ครับ อ่าน Test Report ฉบับเต็มได้ที่ : https://www.facebook.com/share/p/1BqwuBrMQB/ ด้วยขนาดอันเหมาะสมเพียง 240 x 155 x 180 มิลลิเมตร ทำให้วางได้ทุกสถานที่ในบ้าน ไม่ว่าจะห้องนั่งเล่น โฮมออฟฟิศ หรือแม้กระทั่งในสตูดิโอ ด้วยลำโพงเพียงคู่เดียวที่จะสร้างเวทีเสียงสเตอริโอให้คุณได้อย่างเต็มที่ ระบบลำโพงเป็นสเตอริโอ ซ้ายขวา โดยลำโพงด้านขวา จะเป็นหลักในการคอนโทรลแหล่งเสียง และรับสัญญาณไร้สาย ส่งผ่านให้ลำโพงซ้ายในระบบสเตอริโอโดยไม่ต้องมีการเชื่อมสายระหว่างลำโพงอีกต่อไป เรียกว่าไร้สายที่สมบูรณ์แบบจริงๆ หมายเหตุ: สำหรับลำโพงสองตู้นี้ ตู้ที่มีตัวอักษรกำกับว่า Primary จะเป็นลำโพงศูนย์กลางหลัก (เป็นแชนแนลขวา) ที่ทำหน้าที่เป็นฮับ ที่จะต่ออินพุตครบถ้วนทั้งดิจิตอลและอนาล็อก (USB-C, HDMI ARC, Optical และ Analog Input AUX Subwoofer) คือการเชื่อมต่อหลักทั้งหมด รวมถึงมีช่องโยงสายลำโพงหากัน (กรณีเราไม่ต้องการระบบไร้สาย ระหว่างลำโพงซ้าย-ขวา) ส่วนอีกตู้หนึ่งจะเป็นลำโพง Secondary ซึ่งจะเป็นแชนแนลซ้ายครับ ดูด้านหลังจะเห็นช่องต่อของลำโพงด้านขวา (Primary Speaker) มีช่องอินพุต LAN network สำหรับต่อจากอีเทอร์เนท เร้าเตอร์ สายเชื่อมต่อระหว่างลำโพง (ในรุ่นนี้ไม่จำเป็นต้องใช้) ช่องต่ออินพุต USB-C, Optical, HDMI ช่อง AUX ที่จะส่งผ่านสัญญาณอนาล็อก จากเครื่องเล่นซีดี และเครื่องเล่นแผ่นเสียง (ที่มีวงจรภาค Phono ในตัว) ช่องต่อเสริมซับวูฟเฟอร์ที่จะทำให้ยกระดับชุดลำโพงของคุณชุดนี้ให้มีพลังที่ใหญ่โตขึ้นไปอีกนับเป็นเท่าตัว ส่วนลำโพงตู้ซ้ายมีช่องเชื่อมต่อระหว่างลำโพง และปุ่มกดสำหรับแพร์ริ่ง กับตัวลำโพงหลักเท่านั้นเอง ผมต่อสายไฟ ให้กับตู้ลำโพง ซ้าย-ขวา ต่อสาย LAN ให้ลำโพงตู้ขวา (Primary Speaker) ที่จะเป็นฮับหรือศูนย์กลางของระบบ ซึ่งก็จะเป็นตัวหลักที่สามารถควบคุมทุกอย่างได้อย่างคล่องตัว เซ็ตอัพลำโพงบนขาตั้งโลหะผสม วางลำโพงห่างกัน 1.50 เมตร เหมือนเราฟังลำโพงแพสสีพโดยทั่วไป จุดเด่นใน KEF LSX II รุ่นล่าสุดนี้ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ เมื่อคุณดาวน์โหลดเอาแอพพลิเคชั่นของ KEF มาอยู่ในสมาร์ทโฟนแล้ว ระบบการสั่งงานจะทำได้ง่ายดายสะดวกอย่างยิ่ง KEF LSX II ออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย เป็น User friendly มากๆ โหลดมาใช้งาน เปิดปุ๊บ คอนโทรลได้ทันที แอพจะมองเห็นลำโพง เริ่มเชื่อมต่อทุกอย่างเข้ากับระบบผู้ให้การสตรีมมิ่งอย่างอัตโนมัติ มีลำโพง KEF LSX II ก็เหมือนเราได้ยกวงดนตรีทุกรูปแบบบนโลกใบนี้มาอยู่บนฝ่ามือ ใช้ได้ทั้งสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต การทำงานคล่องตัวอย่างเหลือเชื่อ อีกทั้งปฏิสัมพันธ์ทุกอย่าง ระหว่าง KEF LSX II กับผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ลงตัวอย่างพร้อมสรรพ ช่วยให้เราเข้าถึงเพลง ดนตรี อย่างไร้ขอบเขต ในฐานะนักฟังเพลงจากระบบออดิโอไฟล์ ขอชื่นชมว่า KEF LSX II ได้เปิดโลกใบใหม่ด้วยตัวขับเสียงประสิทธิภาพสูงแบบ Uni-Q Gen 11 อันเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ KEF ที่สามารถกระจายเสียงไปทั่วห้องได้อย่างทั่วถึง คุณภาพเสียงจึงมิได้ต่างไปจากการฟังเพลงจากต้นฉบับของสตูดิโอ ให้รายละเอียดทุกย่านความถี่ฉับไวเสมือนจริง ทุกรายละเอียดเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา อีกทั้งดีไซน์กะทัดงดงามเกินห้ามใจ ความโดดเด่นของระบบอิเล็กทรอนิกส์ DSP ภายในตู้ใช้หน่วยประมวลผล Music Integrity Engine ขั้นสูง ที่ให้การคำนวนเสียงได้อย่างอย่างถูกต้อง ทำให้เป็นลำโพงแอคทีฟสตรีมมิ่งที่ครบสมบูรณ์ และเสียงดีระดับไฮคลาสอย่างแท้จริงครับ สำหรับในการทดสอบฟังอีกครั้ง ในช่วงเวลาขณะนี้กับ LSX II รุ่นอัปเกรดตู้เน้นผิวสัมผัสเป็นผ้า ในสไตล์ Fabric Wrapped คุณภาพสูงจาก Kvadrat นั้น ความรู้สึกในใจบ่งชี้ว่าเรารู้สึกอบอุ่นละมุน เหมือนอยู่กับงานศิลปะ ทำให้ลำโพงดูมีคลาสขึ้นไปอีกระดับ ในด้านการถ่ายทอดคุณภาพเสียง ผมยังคงชื่นชมความสามารถของ KEF LSX II ในแง่ของศักยภาพ ซึ่งให้ทั้งความโอ่อ่าและมีพลังเสียงที่เปิดกว้าง เสียงสะอาดสดใส เบสอิ่มลึกล้ำ เกินกว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า ว่านี่คือลำโพงขนาดย่อมๆ เท่านั้น แต่เสียงที่ได้รับฟัง เหมือนได้ฟังชุดเครื่องเสียงชั้นดีชุดใหญ่ เป็นลำโพงแอคทีฟที่เสียงดีมาก และดูสวยงามราวงานศิลปะ อันเป็นสิ่งที่ KEF เท่านั้นที่จะดีไซน์ได้สวยงาม และลงตัวขนาดนี้ครับ KEF LSX II ราคา 55,900.- บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand
WHARFEDALE DIAMOND 12.1i อัญมณีแห่งเสียง Hi-Fi ที่คุ้มค่า ตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ตระกูลลำโพง DIAMOND ของ WHARFEDALE ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในลำโพงที่มอบ “คุณภาพเสียงเกินราคา” มากที่สุดในโลกเครื่องเสียง โดยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1982 ในชื่อรุ่น DIAMOND จากนั้นเป็นต้นมาลำโพงตระกูล DIAMOND คือประตูบานแรกสู่โลกเครื่องเสียงของนักเล่นนับล้านคนทั่วโลก พร้อมทั้งคว้ารางวัล Product of the Year จากสื่อนิตยสารมากมาย เมื่อ DIAMOND 12 Series เปิดตัวในปี 2020 ก็ได้ตอกย้ำสถานะนั้นอีกครั้ง ด้วยการผสมผสานระหว่างงานออกแบบที่พิถีพิถัน วัสดุคุณภาพสูง และบุคลิกเสียงที่สมดุลเป็นธรรมชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในลำโพงระดับราคาประหยัดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในตลาด ปี 2025 แม้จะผ่านกาลเวลามาห้าปี แม้จะยังไม่มีเหตุผลเร่งด่วนให้ต้องเปลี่ยนรุ่นใหม่ แต่พัฒนาการของกระบวนการออกแบบและเทคโนโลยีการผลิต ทีมวิศวกรของ WHARFEDALE ได้มองเห็นโอกาสในการปรับปรุงรายละเอียดบางประการให้ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือการอัปเกรดครั้งสำคัญในชื่อ DIAMOND 12i Series โดยยังคงรักษาจุดเด่นทั้งหมดของรุ่นเดิมไว้ พร้อมเพิ่มความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในหลายด้าน ที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ การพัฒนาครั้งใหม่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เพิ่มราคาจำหน่ายแม้แต่น้อย ลำโพงรุ่นเดิมที่ดีอยู่แล้ว เมื่อปรับปรุงคุณภาพ จะมีส่วนใดที่พัฒนาแตกต่างออกไปบ้าง? การพัฒนาซีรีส์ DIAMOND 12i ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ทีมวิศวกรของ WHARFEDALE ได้ทบทวนการออกแบบของลำโพงแต่ละรุ่นใหม่ทั้งหมด โดยมีคุณ Peter Comeau ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบอะคูสติกเป็นผู้นำทีม ร่วมกับวิศวกร Dan Bailey Ornellas และ Oliver Davies ทำการปรับปรุงอย่างละเอียดเข้มงวดทุกจุด การพัฒนามุ่งเน้นไปที่การปรับจูนช่องพอร์ตเบส และการควบคุมการไหลเวียนของอากาศภายในตู้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของเสียงย่านความถี่ต่ำ โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง เช่น Laser Interferometry ซึ่งเป็นเทคนิคการวัดความละเอียดสูง โดยใช้หลักการวิเคราะห์ผ่านลำแสงเลเซอร์ ตรวจจับคลื่นระดับนาโนเมตร สร้างแพทเทิร์นที่แม่นยำในการตอบสนองความถี่ของลำโพง มีการเปรียบเทียบการวัดทั้งในห้อง Anechoic ไร้เสียงสะท้อน และการทดสอบในสภาพห้องฟังจริง มีการปรับรูปแบบของท่อพอร์ตภายในแบบใหม่ ผลลัพธ์คือเสียงเบสที่มีความชัดเจน ควบคุมการส่งผ่านย่านความถี่ต่ำได้ดี และมีการเชื่อมต่อกับย่านมิดเรนจ์ได้อย่างลื่นไหล ขณะเดียวกันยังคงรักษาเอกลักษณ์เสียงที่เป็นกลางและโปร่งใสของตระกูล DIAMOND ไว้อย่างครบถ้วน หัวใจสำคัญของไดรเวอร์มิด/เบสในซีรีส์ DIAMOND 12i คือ กรวยลำโพงที่ทำจากวัสดุคอมโพสิต ระหว่างโพลีโพรพิลีนและไมก้า (MICA) ซึ่ง WHARFEDALE เรียกว่า Klarity วัสดุชนิดนี้ได้รับการพัฒนาตั้งแต่ DIAMOND 12 Series และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำโพงชุดนี้สามารถให้คุณภาพเสียงเหนือระดับราคาตลอดมา โพลีโพรพิลีนเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้ทำกรวยลำโพงตั้งแต่ยุคการวิจัยของ BBC ในช่วงทศวรรษ 1970 เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ เช่นความเพี้ยนต่ำการควบคุมพฤติกรรมขยับของกรวยได้ดี ทนต่อความชื้นในอากาศ และการเติมไมก้าเข้าไปในสูตรวัสดุ Klarity ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างกรวย ลดการบิดตัว และทำให้ได้กรวยลำโพงที่มีน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแกร่งสูง พร้อมการตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำ ระบบมอเตอร์ หรือแม่เหล็กและวอยซ์คอยล์ในโครงสร้างไดรเวอร์ คืออีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ โดยไดอะแฟรม Klarity จะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ผลิตอย่างแม่นยำ พร้อมวงแหวนชดเชยค่าอินดักแตนซ์ (Aluminium Compensation Ring) เพื่อลดผลกระทบจากการเคลื่อนที่ของวอยซ์คอยล์ ให้มีความเสถียรยิ่งขึ้น ตัววอยซ์คอยล์ถูกพันอยู่บนบ็อบบิน หรือท่อทรงกระบอกเล็กๆ ที่ใช้เป็น “แกน” สำหรับพันคอยล์ที่ทำจากใยแก้วและเรซินอีพ็อกซี ซึ่งให้ความแข็งแรงและมีเสถียรภาพทางความร้อนสูงกว่าวัสดุทั่วไป ผลลัพธ์คือระบบขับเคลื่อนตัวของลำโพง ที่สามารถลดความเพี้ยน ให้เสียงที่สะอาด เที่ยงตรง และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เสียงย่านความถี่สูงถูกสร้างขึ้นโดยทวีตเตอร์โดมขนาด 25 มม. ที่ทำจากโพลีเอสเตอร์แบบถัก พร้อมสารแดมป์พิเศษเพื่อควบคุมการสั่นค้าง แผ่นหน้าของทวีตเตอร์ถูกออกแบบให้มี Waveguide เพื่อเพิ่มการกระจายเสียง ทำให้เสียงแหลมยังคงมีคุณภาพดี แม้จะฟังนอกแนวแกนของลำโพง ทวีตเตอร์จะทำงานร่วมกับไดรเวอร์มิด/เบส ผ่านครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คแบบ Linkwitz-Riley ที่ปรับจูนอย่างละเอียดเพื่อลดการเลื่อนเฟสของสัญญาณ ในวงจรยังใช้ขดลวดแกนอากาศ Air-Core Inductor ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มักพบในลำโพงระดับไฮเอ็นด์ เนื่องจากให้ความเพี้ยนต่ำที่สุด โดยตู้ลำโพงของ DIAMOND 12i ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ทำงานร่วมกับระบบไดรเวอร์อย่างสมบูรณ์แบบ ผนังตู้ทำจากแผ่นไฟเบอร์บอร์ดหลายระดับความหนา เพื่อลดการสั่นสะเทือนและความผิดเพี้ยนจากโครงสร้างตู้ ภายในยังมีระบบค้ำยัน Intelligent Spot Bracing ที่เชื่อมผนังตู้ด้านตรงข้ามอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการสั่นพ้องได้ดีกว่าโครงค้ำแบบดั้งเดิม เพื่อให้ได้โครงสร้างที่ให้เสียงบริสุทธิ์ การพัฒนาของ WHARFEDALE DIAMOND Series 12i นี้ จะนำมาใช้กับลำโพงทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นลำโพงวางขาตั้งแบบ 2 ทาง ไปจนถึงลำโพงตั้งพื้นแบบ 2.5 ทาง ทุกโมเดลในซีรีส์นี้ต่างถ่ายทอดบุคลิกเสียงเดียวกัน คือความสมดุลระหว่างเสียงที่ละเอียดอ่อนและพลังในการแสดงออกทางดนตรีที่เข้มข้น เมื่อขยับขึ้นไปยังรุ่นที่ใหญ่ขึ้น ผู้ฟังก็จะได้รับพลังเสียง เวทีเสียง และสเกลของดนตรีที่ยิ่งใหญ่ขึ้นตามลำดับ ลำโพง WHARFEDALE DIAMOND ที่พัฒนาใหม่ มีทั้งหมด 7 รุ่นคือ • ลำโพงวางหิ้ง : DIAMOND 12.0i, DIAMOND 12.1i, DIAMOND 12.2i • ลำโพงตั้งพื้น : DIAMOND 12.3i, DIAMOND 12.4i • ลำโพงเซ็นเตอร์ : DIAMOND 12.Ci • ลำโพง Dolby Atmos : DIAMOND 12.3Di ลำโพงรุ่นวางหิ้งหรือวางขาตั้งที่เราได้รับมาทำการทดสอบฟังแบบสดๆ ร้อนๆ นี้ ก็คือ DIAMOND 12.1i ที่พัฒนามาครบทุกกระบวนการของทีมวิศวกรดังกล่าวข้างต้น แม้จะเป็นลำโพงรุ่นเริ่มต้น แต่เมื่อได้ฟังแล้วต้องประทับใจ ยกให้เป็นลำโพงที่สุดแห่งปีเลยครับ WHARFEDALE DIAMOND 12.1 ที่ออกแบบและวางตลาดมานานกว่า 5 ปี ทางทีมวิศวกรได้สำรวจทุกคอมเม้นท์ของนักฟังทั่วโลก แล้วนำความต้องการของออดิโอไฟล์และแฟนคลับของ WHARFEDALE มาปรับปรุงประสิทธิภาพให้ยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น DIAMOND 12.1 รุ่นเดิมมีตัวเลือกผิวตู้ลายไม้สี่สี ได้แก่ ดำ ขาว วอลนัต และโอ๊คสีอ่อน ให้บุคลิกที่สุภาพ เรียบง่าย และคลาสสิก สำหรับ DIAMOND 12i Series WHARFEDALE ได้ปรับโฉมใหม่ด้วยโทนสีร่วมสมัยที่ให้ความรู้สึกสดใหม่มากขึ้น ได้แก่ Deep Black – ผิวสีดำกึ่งด้านที่ให้ความรู้สึกเรียบหรูและทันสมัย Stone Grey – สีเทากึ่งด้านที่โดดเด่นในสไตล์โมเดิร์น และเข้ากับการตกแต่งหลากหลายรูปแบบ Classic Walnut – การตีความใหม่ของลายไม้วอลนัต ผสานความอบอุ่นของไม้ธรรมชาติกับแผงหน้าสีดำกึ่งด้านอย่างสง่างาม คุณภาพของงานผิวและความประณีตของการประกอบตู้ลำโพงยังคงเป็นจุดเด่นสำคัญ ซึ่งถือว่าเหนือความคาดหมายอย่างมากเมื่อเทียบกับระดับราคาของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ใช้ไดรเวอร์กลาง/เสียงต่ำขนาด 5 นิ้ว หรือ 130 มม. ใช้วัสดุ Advanced PP Cone (Klarity) ที่มีความแข็งแกร่งและตอบสนองได้รวดเร็ว ส่วนไดรเวอร์เสียงแหลม มีขนาด 1 นิ้ว (25 มม.) แบบ Textile Dome เพื่อการกระจายเสียงที่กว้างและสะอาดเรียบเป็นธรรมชาติ ลำโพงให้การตอบสนองความถี่ 65Hz - 20kHz มีความไว 88dB (2.83V @ 1m) ค่าความต้านทานเฉลี่ย 8 โอห์ม โครงสร้างและการออกแบบเป็นตู้เปิดเบสรีเฟล็กซ์ โดยมีพอร์ตระบายลมอยู่ด้านหลังที่ผ่านการปรับจูนใหม่เพื่อประสิทธิภาพเสียงย่านต่ำที่ดีขึ้น จุดตัดความถี่ ครอสโอเวอร์ Frequency 2.6kHz โดยใช้เทคโนโลยี Linkwitz-Riley เพื่อการเชื่อมต่อของเสียงที่ราบรื่น ขนาดตัวตู้ สูง x กว้าง x ลึก (H x W x D) : 312 x 180 x 250 มม. น้ำหนัก 6.8 กิโลกรัมต่อข้าง ลำโพง DIAMOND 12.1i มีราคาต่อคู่ เพียง 11,000.- บาท ผลงานระดับคุณภาพสูงขนาดนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่โรงงานของ WHARFEDALE เพราะ WHARFEDALE สามารถผลิตได้เองทุกชิ้นส่วน ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ตัวขับเสียงไปจนถึงครอสโอเวอร์และตัวตู้ Test Report นี่คือปรากฏการณ์อีกครั้งของลำโพงในระดับเริ่มต้นของ WHARFEDALE ที่ท้าทายตลาดลำโพงออดิโอไฟล์ซึ่งมีราคาระดับหมื่นต้น เพราะเดิมที WHARFEDALE DIAMOND 12.1 ก็ครอบครองตลาดนี้อย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว ชนิดแทบไม่ปล่อยช่องว่างให้ใครแทรกได้ง่ายๆ เมื่อมีการอัพศักยภาพในรูปทรงเดิมขึ้นไปอีกระดับสู่ DIAMOND 12.1i หรือรุ่น Improve ก็คงจะทำให้ลำโพงรุ่นนี้ได้รับการตอบรับมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าพิเคราะห์กายภาพของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i นั้น เราอาจจะมองหาจุดแตกต่างจากรุ่นเดิมจากภายนอกได้ยากนิดนึง แต่จุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของ WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เมื่อเทียบกับรุ่น 12.1 เดิมก็คือการปรับปรุงภายในครับ เช่นท่อเบส (Bass Port) กับระบบควบคุมการไหลเวียนอากาศ (Airflow) ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการแดมปิ้งภายใน (Internal Damping) ซึ่งช่วยให้เสียงเบสมีความกระชับ ควบคุมพลังได้ดีขึ้น รวมถึงลดเสียงรบกวนจากตัวตู้ได้มากกว่าเดิม และยังมีการปรับมาตรฐานการผลิตไดรเวอร์ ให้มีความแม่นยำสูงขึ้นกว่ารุ่นเดิม เพื่อดึงประสิทธิภาพของวัสดุ Klarity ให้ออกมาอย่างเต็มที่ จากสายตาที่เราสามารถมองเห็นความแตกต่างจากภายนอกคือ เดิมทีรุ่น 12.1 แผงแบฟเฟิ่ลหน้าดำมัน แต่รุ่นใหม่ DIAMOND 12.1i แผงหน้าเป็นสีดำด้าน (Semi-matte Black) ให้สัมผัสที่ดูนุ่มนวล ลดการสะท้อนแสง และไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย พร้อมอักษรสกรีนโลโก้แบรนด์ WHARFEDALE มีขั้วต่อด้านหลังเป็นแบบ Single-wire แทนระบบเดิมซึ่งเป็นขั้ว 2 ชุดแบบ Bi-wire สำหรับตู้ที่ผมนำมาทดสอบจะเป็นผิววอลนัต ดูสวยงามคลาสสิกดีทีเดียว แน่นอนว่า การเปลี่ยนจากขั้วต่อสองชุดแบบไบร์-ไวร์ บางคนอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลนัก เพราะนี่ไม่ใช่การลดต้นทุน แต่เป็นการออกแบบด้วยเหตุผลเชิงวิศวกรรม ซึ่งผมจะขออนุญาตอธิบายสักเล็กน้อย ก่อนที่จะไปถึงผลของการทดสอบลำโพงนะครับ เนื่องจากลำโพงรุ่นใหม่ 12.1i มีการปรับค่าการจูนพอร์ตใหม่ เพื่อให้เสียงเบสกระชับขึ้น รวมถึงเสียงร้องมีมวลที่สมจริงและโดดเด่น เมื่อครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กถูกออกแบบให้เฟสเสียงแม่นขึ้น รวมถึงการแยกความถี่ชัดขึ้น การแยกขั้ว HF/LF สำหรับ Bi-wire จึงแทบไม่ให้ประโยชน์เพิ่มในลำโพงระดับนี้ พูดง่ายๆ คือ วิศวกรสามารถควบคุมการทำงานของตัวขับเสียงผ่านครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คได้ดีพอแล้ว และระบบขั้วต่อซิงเกิ้ลยังเป็นการ “ลดจุดเชื่อมต่อในทางเดินสัญญาณ” ที่เราอาจจะลืมไปว่าระบบ Bi-wire terminal จะมีตัวจั๊มเปอร์ และขั้วต่อและจุดสัมผัสโลหะเพิ่ม สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดระยะทางห่าง หรือการหน่วงขึ้นในเส้นทางสัญญาณ จากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า การใช้ Single terminal หรือขั้วต่อแบบเดี่ยว จะให้เส้นทางสัญญาณสั้นกว่า มีจุดสัมผัสน้อยกว่า ความต้านทานรวมต่ำกว่า แนวคิดนี้พบได้มากขึ้นในลำโพงระดับไฮเอ็นด์ยุโรปยุคใหม่ เราย่อมเห็นถึงการปรับตัวมาใช้ขั้วต่อซิงเกิ้ลเป็นส่วนใหญ่ เพราะผลทางเสียง มักจะไม่คุ้มกับความซับซ้อน และการต่อระบบไบร์-ไวร์ ที่ผมพบกับตัวเองส่วนใหญ่คือเกิด Phase Mismatch หรือเฟสผิดเพี้ยนได้ง่าย เมื่อภาคขยายแอมปลิไฟร์ไม่มีคุณภาพสูงสุดอย่างเพียงพอ และเราต้องยอมรับว่า ในลำโพงระดับเริ่มต้น ระบบ Bi-wire มักเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งทางการตลาดในยุคหนึ่งมากกว่าความจำเป็นทางด้านอะคูสติค และในกรณีของ WHARFEDALE 12.1i ในเมื่อต้องการขจัดปัญหาเสียงเบสและการควบคุมโทนัลบาลานซ์ จึงเลือกที่จะใช้ “เส้นทางสัญญาณที่สั้นและสะอาดที่สุด” เป็นหลักสำคัญ ก่อนทำการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงในการทดสอบ ผมได้วิเคราะห์ขนาดตู้ของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ต้องถือว่าเป็น “สัดส่วนทองคำ” เลยก็ว่าได้ สำหรับการใช้ตู้ลำโพงขนาดนี้ มีปริมาตรตู้ที่ 8.2 ลิตร (312 × 180 × 250 มม.) ถือว่ากำลังพอดีๆ กับห้องขนาดเล็ก ขนาดกลางทั่วไป ผมทำการจัดวางบนขาตั้งโลหะ ที่มีตัวรองของ Life Audio Signature Mellow รองรับ ซึ่งจะทำให้ขาตั้งมีความสูงอยู่ที่ 25 นิ้ว อัตราส่วนที่เซ็ตอัพลำโพงในห้องที่ลงตัวและสมดุลคือ จัดให้ลำโพงทั้งคู่ห่างกัน 1.85 เมตร ห่างผนังด้านหลัง 1.00 เมตร และห่างผนังด้านข้าง 76 เซนติเมตร สำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงคู่นี้สามารถนำไปเซ็ตอัพในห้องของท่าน ให้แตกต่างไปจากอัตราส่วนของผมได้นะครับ เพราะการเซ็ตกับลำโพงย่อมขึ้นอยู่กับขนาดของห้องด้วย ระยะการเบิร์นและวิธีการเบิร์น เพื่อให้ลำโพงพร้อมต่อการทำงานนั้น ให้ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์เศษ โดยเปิดเพลงสตรีมมิ่งจากสถานีวิทยุอินเตอร์เน็ตเรดิโอ ทิ้งไว้ทุกวันประมาณวันละ 10 ชั่วโมง รวมๆ 80 ชั่วโมง สำหรับผมคิดว่าลงตัวและพร้อมในการใช้งาน WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงที่มีบุคลิกโดดเด่น ก็คือเรื่องความสะอาดของเสียง และย่านความถี่เสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อเน้นฟังเพลงร้อง เราจะรู้สึกว่าเสียงร้องของศิลปินหลุดลอยออกมาโดดเด่นไม่แพ้ลำโพงที่แพงกว่านี้อีกหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว นี่อาจจะบอกเราได้ว่าความคุ้มค่าของลำโพงเล็กคู่นี้ นับว่า “ยืนหนึ่ง”อย่างแน่นอน DIAMOND 12.1i ให้เวทีเสียงที่เปิดกว้าง และแสดงจุดตำแหน่งดนตรี (อิมเมจ) ที่แม่นยำ นี่คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของลำโพงระดับราคานี้ ที่สามารถทำได้อย่างดีงามเลยครับ เป็นลำโพงเล็กที่มี Soundstage กว้างขวาง และให้เสียงลอยเด่นออกจากตู้อย่างอิสระอย่างน่าประหลาดใจ รวมทั้งยังให้คุณภาพเสียงที่สร้างอารมณ์เพลงที่ไพเราะได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งฟังนานๆ ก็ยิ่งอิ่มเอม DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงที่มีท่อพอร์ตออกด้านหลังก็จริง แต่เมื่อทดลองขยับลำโพงให้เข้าใกล้ผนังหลังมากถึง 30 เซนติเมตร ลำโพงก็ยังสามารถจูนเสียงต่ำหรือเบสลึกๆ ได้โดยไม่พร่าบวม ซึ่งเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (12.1) ก็ต้องถือว่าทำได้ดีกว่ามากทีเดียว นี่คือผลลัพธ์ในการปรับปรุงท่อเบสใหม่ ทำให้เสียงยังคงมีความสมดุล แม้จะวางลำโพงในพื้นที่จำกัดหรือใกล้ผนังก็ตาม กล่าวได้เลยว่าเป็นลำโพงขนาดย่อมที่ให้เสียงเบสที่ชัดเจนขึ้น และความถี่ต่ำลึกจะมีน้ำหนัก เสียงอิ่มและเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม การเชื่อมรอยต่อระหว่างย่านความถี่เสียงเบสและเสียงกลางมีความต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ฟังเพลงแนวป็อปแล้วพูดได้สั้นๆ ว่า “ติดใจ” ให้ความสุขในการฟังมากครับ อย่างไรก็ตาม WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงขนาดย่อมที่สามารถฟังเพลงได้หลากหลายสไตล์ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งเพลงในแนวคลาสสิก และสามารถฟังโพรเกรสซีพร็อก เพลงไทยยุคเก่า ได้อย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินอีกด้วย ผมทดสอบฟังเพลงหลายอัลบั้ม พบว่าเราสามารถท่องโลกดนตรีอย่างไร้ข้อจำกัดทั้ง Jazz, Vocal, Acoustic, Pop, Classical เรียกว่าทุกสไตล์ ลำโพงคู่นี้ทำได้ยอดเยี่ยมเกินคาดจริงๆ สรุปคือเป็นลำโพงที่มีคาแรกเตอร์ โทนอบอุ่น เข้าถึงง่าย ถ่ายทอดเสียงกลางที่อิ่ม รวมถึงเสียงร้องเป็นธรรมชาติ ฟังได้นานโดยไม่เบื่อล้า ให้ความเป็น Musical ที่สูงยิ่ง แทบไม่เคยเจอคุณสมบัติยอดเยี่ยมแบบนี้มาก่อนเลยในลำโพงที่วางราคาไว้เพียงหนึ่งหมื่นต้นๆ เช่นนี้ DIAMOND 12.1i จึงเป็นหนึ่งในลำโพง Bookshelf ที่ “คุ้มค่าที่สุด” ในช่วงราคาประมาณหนึ่งหมื่นกว่าบาท เพราะให้เสียงในแบบมิวสิคคัลฟังสบายเข้าถึงง่าย เข้ากับแอมป์ได้ง่ายอีกด้วย เพราะไม่เกี่ยงแอมป์ทั้งกำลังขับปานกลาง กำลังขับสูง แอมป์หลอด หรือทรานซิสเตอร์ สิ่งที่ผมรู้สึกทึ่งอีกประการหนึ่งคือ คุณภาพของตัวขับเสียงต่ำที่ให้คุณภาพของเบสดีมากด้วย ขนาดเพียง 5 นิ้ว แต่เหมือนเราได้ฟังจากวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ รวมถึงเสียงแหลมที่เป็นธรรมชาติ รื่นรมย์ กลมกลืนทุกย่านความถี่ ฟังสบายในระยะยาว ถ้าจะกล่าวว่า WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นเพชรหรืออัญมณีแห่งเสียงที่ทรงคุณค่าก็ไม่ผิดความจริงเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นผู้ที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียง โดยเฉพาะท่านที่เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาในเส้นทางไฮไฟ และอยากใช้งบประมาณให้คุ้มค่าอย่างถึงที่สุด จะต้องไม่พลาดในการค้นพบประสบการณ์จากลำโพงคู่พิเศษที่สุดในรอบปี ฟัง…แล้วคุณจะเชื่อว่า เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ลำโพงคู่ละหนึ่งหมื่นบาท สามารถสร้างความตื่นตะลึงและประทับใจให้คุณได้อย่างไม่มีวันลืม Reference: Audiolab 9000CDT CD Transport NAD M51 DAC QUAD 3 Integrated Amplifier NAD C3050 Integrated Amplifier Marantz PM4 Esotec Integrated Amplifier Manley Stingray Tube Amplifier WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ราคา 11,000.- บาทต่อคู่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
Acoustic Energy AE300² ธรรมชาติแห่งดนตรี ลำโพง Acoustic Energy AE300² หรือ AE300 MK2 เป็นลำโพงที่มีการปรับปรุงใหม่ ด้วยคุณสมบัติเด่นในการพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นเดิม โดยการนำเทคโนโลยีจากรุ่นเรือธงอย่าง Corinium มาปรับใช้เพื่อให้ได้เสียงที่สมดุลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยมีจุดเด่นหลักๆ คือ พัฒนาวัสดุสำหรับกรวยไดรเวอร์ขับเสียงเสียงต่ำ ด้วยวัสดุผสม Paper/Coconut Fibre ขนาด 120 มิลลิเมตร ที่ผลิตขึ้นรูปจากกระดาษผสมเส้นใยมะพร้าว ช่วยให้เสียงมีความนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ มีความชัดเจนของหัวโน้ตที่ฉับไวในแบบเดียวกับกรวยอลูมิเนียมดั้งเดิม แต่จะได้ความผ่อนคลายเป็นธรรมชาติเสียงได้มากกว่า ทำไมต้องใช้กรวยผสมเส้นใยมะพร้าวและกระดาษ? ความโดดเด่นในการผสมผสานข้อดีของวัสดุธรรมชาติ 2 ชนิดเข้าด้วยกัน จะให้ผลประการแรกคือ น้ำหนักที่เบาแต่แข็งแกร่ง (Rigidity) เพราะใยมะพร้าวมีความเหนียวและแข็งแรงในเชิงโครงสร้างสูงมาก เมื่อนำมาผสมกับเยื่อกระดาษก็จะช่วยให้กรวยลำโพงมีความแข็งแกร่งขึ้น การผลักอากาศไม่เสียรูปทรงได้ง่ายเมื่อต้องขยับตัวแรงๆ เพื่อสร้างเสียงเบส ประการต่อมาคือค่าแดมปิ้ง หรือการหยุดตัวที่ยอดเยี่ยม (High Internal Damping) วัสดุจากธรรมชาติมีคุณสมบัติในการซับแรงสั่นสะเทือนในตัวได้ดีกว่าโลหะ ทำให้เสียงไม่มีอาการ “สั่นค้าง” หรือหางเสียงหน่วงๆ จึงส่งผลต่อเสียงกลางที่สะอาดและเป็นธรรมชาติ ผลในเรื่องของความฉับไว หรือ Transient Response อันเนื่องจากกรวยที่มีน้ำหนักเบา มวลรวมของไดรเวอร์จึงตอบสนองต่อสัญญาณได้รวดเร็ว สร้างหัวโน้ตที่คมชัด ไม่เบลอบวม ไม่สั่นค้าง จึงสนองตอบเพลงที่มีจังหวะชับได้ดี ประการสุดท้ายคือให้ค่าความเพี้ยนต่ำ เพราะการผสมใยมะพร้าวช่วยลดการเกิด “Break-up mode” หรือการบิดเบือนของแผ่นกรวยในย่านความถี่กลางสูง ทำให้รอยต่อระหว่างเสียงกลาง จากวูฟเฟอร์ และเสียงแหลมจากทวีตเตอร์ มีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน นี่คือการนำเอา “ความนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ” ของกระดาษ มารวมกับ “ความแรงและแม่นยำ” ของใยมะพร้าว ทำให้ได้เสียงที่ทั้งสมจริงและมีพลัง ทวีตเตอร์โดมผ้า ซอฟท์โดมขนาด 29 มิลลิเมตร ให้เสียงแหลมที่เปิดกว้าง และละเอียดอ่อนเป็นธรรมชาติ พร้อมการออกแบบที่มีแผ่นนำคลื่นแบบ Wide Dispersion Technology (WDT) เพื่อให้เสียงกระจายตัวได้ดีและสมูท แม้ผู้ฟังจะอยู่นอกสวีทสปอต หรือแกนลำโพงก็ตาม ความน่าสนใจของแผ่นรูปทรงกรวยตื้นที่ล้อมรอบทวีตเตอร์ คือเทคโนโลยี Wide Dispersion Technology (WDT) ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ มีหน้าที่สำคัญในการสร้างจุดหลัก หรือ Sweet Spot ที่กว้างมากขึ้น ดังนั้นเสียงแหลมจะทำได้กว้างและสม่ำเสมอทั่วทั้งห้อง ทำให้ผู้ฟังไม่ต้องนั่งตรงกลางแบบฟิกซ์ โดยยังได้มิติเสียงที่ชัดเจน WDT ช่วยลดการหักเหของเสียง หรืออาการ Diffraction เป็นการช่วยจัดระเบียบรอยต่อของเสียงระหว่างทวีตเตอร์กับวูฟเฟอร์ให้มีความราบรื่นไปในตัว ช่งยลดปัญหา “เสียงโดด” อันเกิดจากรอยต่อที่ต้องผสานกันของครอสโอเวอร์อีกด้วย WDT ยังช่วยสร้างความสมดุลของมิติเสียง ควบคุมทิศทางไม่ให้สะท้อนกับผนังห้องมากเกินไป เป็นผลถึงเวทีเสียง ความลึก และตำแหน่งชิ้นดนตรีที่แม่นยำยิ่งขึ้น สำหรับตัวตู้ลำโพงนั้น จะใช้เทคโนโลยี RSC (Resonance Suppression Composite) โดยตัวตู้ทำจากไม้ MDF หนา 18 มม. เสริมด้วย Bitumen ซึ่งเป็นวัสดุสารประกอบทางไฮโดรคาร์บอร์นที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ เพื่อลดการสั่นค้างและการก้องกังวานของตัวตู้ ทำให้เสียงที่ออกมามีความสะอาดและเที่ยงตรงสูง พร้อมด้วยพอร์ตระบายเบสทรงสล็อต (Slot-shaped Rear Port) ช่วยลดเสียงรบกวนจากการไหลเวียนอากาศ ทำให้ได้เสียงเบสที่สะอาดและควบคุมได้ง่าย ลำโพง Acoustic Energy AE300² มีดีไซน์มินิมอล มาพร้อมหน้ากากผ้าแบบแม่เหล็ก และผิวสัมผัสแบบ Silk-Touch Matte (สีดำและสีขาว) หรือสีวอลนัทที่ดูทันสมัย และกลมกลืนกับห้องได้ง่าย ลำโพงให้ผลการตอบสนองความถี่ครอบคลุมตั้งแต่ 42Hz – 29kHz ได้เสียงที่ครบทั้งย่านต่ำที่กระชับ และย่านสูงที่สดใส มีค่าความไวปานกลางอยู่ที่ 86dB SPL แต่ก็เป็นลำโพงที่เข้ากับแอมป์ได้หลากหลาย ตั้งแต่แอมป์หลอดไปจนถึงอินทิเกรตแอมป์สมัยใหม่ทั่วไป จากการทดสอบพบว่าเป็นลำโพงที่เหมาะกับห้องขนาดเล็กถึงขนาดกลางโดยทั่วไป การเซ็ตอัพง่าย เราสามารถจัดเซ็ตเข้ากับแอมป์ขยายเสียงได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแอมป์คลาส A คลาส AB หรือคลาส D รวมถึงภาคขยายหลอดสุญญากาศ เนื่องจากเป็นลำโพงที่ให้เสียงที่ค่อนข้างละมุนละไม โทนซอฟท์ๆ จึงไม่เกี่ยงแอมป์ แต่อย่างใด หลังจากวางตลาดได้ไม่นาน ลำโพง Acoustic Energy AE300² ได้รับเสียงชื่นชมมากทีเดียว โดยเฉพาะWhat Hi-Fi? UK จัดให้เป็นลำโพงระดับ 5 ดาว และคว้าตำแหน่ง “Product of the Year 2025” ในหมวดลำโพงวางหิ้งอีกด้วย Test Report ผมได้รับ Acoustic Energy AE300² ตู้สีขาวน่ารักมาทดสอบ เป็นลำโพงที่ขับเสียงง่ายมาก การจัดวางตู้ซ้ายและขวา ห่างกันในระดับ 1.75 เมตร ภายในห้องทดสอบฟัง ซึ่งดูจะลงตัวมาก และการขยับปรับตำแหน่งไม่นานนักก็ลงตัว เรียกว่าไม่มีอะไรจู้จี้จุกจิกเลยแม้แต่น้อย เป็นลำโพงที่สามารถเซ็ตให้ลงตัวได้ง่ายครับ สิ่งที่แนะนำเป็นเบื้องต้นก็คือ สมควรเบิร์นลำโพงทิ้งไว้อย่างน้อยประมาณ 100 ชั่วโมง ก่อนถึงช่วงเวลาที่ฟังอย่างจริงจังครับ สำหรับการตอบสนองความถี่จากความถี่สูงสุด จนถึงเสียงต่ำสุดราบรื่น จัดได้เลยว่านี่คือหนึ่งในลำโพงที่มี “โทนัลบาลานซ์” ดีเยี่ยม เป็นบุคลิกของการถ่ายทอดเสียงอย่างสมดุลและเที่ยงตรงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน ต้องนับว่า Acoustic Energy AE300² สามารถแสดงความเหนือชั้นในลำโพงกลุ่มสามหมื่นบาท ในด้านความสมดุลเสียงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งหนึ่งที่น่ายกย่องก็คือเรื่องโทนเสียง สะอาด และรักษาความเป็นธรรมชาติเนื้อแท้ของดนตรี แบบไม่มีอะไรที่ขาด หรือไม่มีอะไรที่เกินกว่าความเป็นจริง ให้ความบาลานซ์และความแม่นยำ ด้วยการรักษาเฟสเสียงได้กลมกลืนอย่างยิ่ง Acoustic Energy AE300² แม้จะโดดเด่นในความเป็นธรรมชาติของเสียง รวมถึงความอบอุ่นละมุนละไม แต่กระนั้นก็สามารถตอบสนองกับพลังแรง หรือโหมกระหน่ำกระแทกกระทั้นกับเพลงบางประเภทที่ต้องการไดนามิกเข้มข้นได้เป็นอย่างดี ค่าความไวตอบสนองต่อสัญญาณเสียงฉับไว ที่นับว่าก้าวกระโดดจากรุ่นเดิม (AE300) มาพอสมควรครับ คือผมอยากชี้ให้เห็นว่า AE300² มีความสามารถในการแจกแจงรายละเอียดเสียง ที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนหน้า และยังคงรักษาความสนุกสนานมีชีวิตชีวาที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้ นอกจากคุณภาพเสียงที่มีความรู้สึกไพเราะรื่นหูตลอดช่วงการฟังเป็นระยะเวลายาวนานแล้ว โดยส่วนตัวแล้วผมยังชื่นชอบงานประกอบตู้ที่ประณีตของลำโพงด้วยว่าสง่างาม ฝีมือเทียบเคียงกับลำโพงระดับไฮเอ็นด์ระดับเรือนแสนได้เลย จุดที่เด่นมากอีกประการหนึ่งของลำโพงรุ่นนี้ก็คือ Soundstage และตำแหน่งชิ้นดนตรี Acoustic Energy AE300² ให้เวทีเสียงกว้างมากๆ รวมถึงการแยกตำแหน่งเครื่องดนตรีแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเวอร์ชั่นแรก บางครั้งฟังแล้วเหมือนได้รับเสียงที่ลอยอยู่ข้างหน้า เกินขอบเขตการวางหรือตำแหน่งที่ตั้งของลำโพง บอกได้เลยว่านี่เป็นความสามารถที่เหนือชั้นจริงๆ Acoustic Energy แสดงถึงพัฒนาการลำโพง แบบก้าวกระโดดอย่างมาก บางครั้งหลับตาฟังแล้ว แทบหาไม่เจอว่าลำโพงอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการออกแบบด้านการกระจายเสียงนั้น ทำได้ดีมากๆ เสียงมีไดเมนชั่น กว้าง ลึก และน้ำหนักของเสียงทุ้มเต็มอิ่ม ประดุจนั่งฟังลำโพงตั้งพื้นชั้นดีเลยทีเดียว ผมทดสอบฟังทั้งเพลงป็อป แจ๊ส รวมทั้งความยิ่งใหญ่ของวงดนตรี Orchestra หลายหลากสไตล์ โดยไม่มีข้อจำกัดแต่อย่างใด น่าประทับใจที่ Acoustic Energy AE300² เป็นลำโพงที่ไม่กินกำลังขับจากแอมป์ เพียงแค่ว่าถ้าคุณอยากได้พลังในเชิงสร้างสรรค์และเสียงที่ “ฟูลสเกล” เต็มห้อง ขอแนะนำว่า ให้ใช้ภาคขยายที่มีพลังสูงจะทำให้ลำโพงเปล่งศักยภาพได้ยิ่งใหญ่ได้เกินคาดเลยทีเดียว Acoustic Energy AE300² ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นลำโพงที่สร้างสรรค์เสียงดนตรีจากแหล่งต้นฉบับได้อย่างแม่นยำ ไม่มีการเติมสีสันใดๆ เกินจริงทั้งสิ้น นำพาผู้ฟังให้ได้เข้าถึงธรรมชาติและรายละเอียดอันไพเราะเสนาะโสต ที่ต้องเรียกขานว่า คือลำโพงในระดับที่ “คุณภาพเหนือราคา” ต้องชื่นชมว่าเป็นลำโพงรุ่น “ยกกำลังสอง” ที่ทีมวิศวกรของเขาพัฒนาได้อย่างน่าประทับใจอย่างถึงที่สุดครับ Reference: • NAD C3050 Streaming Amplifier • Audio Innovation 500 Series Tube Amplifier • QUAD 3 Streaming Amplifier • Audiolab 9000 CDT SACD Transport • NAD M51 DAC • NAD C588 Turntable Acoustic Energy AE300² ราคาคู่ละ 29,700.- บาท มีให้เลือกหลักๆ 3 สี ได้แก่ สีดำ (Matte Black), สีขาว (Matte White) และสีวอลนัท (Walnut) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Harbeth NLE-1 นำคุณเข้าถึงความเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ ในงานแสดงเครื่องเสียง High End Munich 2025 ที่เยอรมัน ผมไปสะดุดตากับลำโพงแอคทีฟ จาก Harbeth แรกสุดก็ออกจะแปลกใจไม่น้อย ที่บริษัทผู้ผลิตลำโพงแนวอนุรักษ์นิยมเค้าคิดอย่างไรถึงได้นำเสนอลำโพงกึ่งสตูดิโอมอนิเตอร์แบบนี้ออกมา และแม้แต่ข่าวคราวจากคุณ อลัน ชอว์ ก่อนหน้า ก็ไม่เคยปริปากว่าจะหันมาทำแนวแอคทีฟสปีกเกอร์ อย่างไรก็ตามลำโพงแนวแอคทีฟนั้น ก็ไม่ใช่ของใหม่ มีการใช้งานกันในสตูดิโอมาตั้งแต่ยุค 1990 และลำโพง BBC Monitor LS3/5A ที่ถูกผลิตส่งให้กับทาง British Broadcasting Corporation (บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะแห่งสหราชอาณาจักร) นั้น จะมีการผนวกเอาเพาเวอร์แอมป์ของ QUAD ยึดติดไว้ด้านหลังตู้ลำโพง ให้ทำงานแบบ Active มานานแล้ว ซึ่งแตกต่างจากไปจากลำโพง LS3/5A เวอร์ชั่นใช้งานในบ้าน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ บริษัทผู้ผลิตลำโพงชื่อดัง ต่างเริ่มเปิดตลาดลำโพงแอคทีฟสำหรับโฮมออดิโอ ในช่วงปี 2000 กันมากขึ้น โดยนำพื้นฐานลำโพงพาสซีพมาดีไซน์ใหม่ ด้วยการผนวกภาคขยาย ทำเป็นแอคทีฟสปีกเกอร์ คงต้องแยกแยะลำโพงประเภท Active Speaker ออกจากลำโพง Bluetooth หรือ Wi-Fi Active Speaker และ Streaming Active Speaker ที่เป็นลำโพงไร้สายซึ่งจะเป็นคนละตลาดกันนะครับ เพราะลำโพงในกลุ่ม Active Speaker แบบออดิโอไฟล์นั้น ไม่ได้ใส่ฟังก์ชั่นไร้สายมาให้ ถ้าคิดในแบบผม ในฐานะคนฟังเพลง เล่นเครื่องเสียง และทำงานในสตูดิโอมาบ้าง ก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไม Harbeth จึงเลือกเปิดตลาดลำโพงแอคทีฟในช่วงเวลาปัจจุบัน เพราะระบบการฟังเพลงนั้นได้เริ่มเข้าสู่โหมดที่ต้องการความสะดวก ลดความซับซ้อนลงไปอย่างมากนั่นเอง ผมมีลำโพง Harbeth P3ESR 40th Anniversary ที่ซื้อไว้ใช้งานส่วนตัว ในการแมตช์แอมป์กับลำโพง P3ESR ต้องใช้เวลาตกผลึกความคิด ในการจับคู่แอมป์ดีๆ ให้ลำโพงเหมือนกัน เพราะมีอัตราเสี่ยงที่แอมป์อาจจะไม่เข้ากันกับลำโพงได้เช่นกัน แล้วถ้ามีการแมตช์ชิ่งแอมป์ใส่มาให้ในลำโพงรุ่น P3ESR จากโรงงาน จะเป็นเช่นไร? คำตอบก็คงจะออกมาในวันนี้คือ Harbeth NLE-1 นี่แหละครับ ลำโพงในตระกูลใหม่ NLE หรือ “New Listening Experience” เป็นการนำเสนอประสบการณ์การฟังแบบใหม่ ซึ่งสะท้อนแนวคิดหลักของลำโพงซีรีส์นี้ ด้วยการพัฒนาลำโพงให้แตกต่างจากอดีตของแบรนด์ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่บรรจุแอมป์ขับเสียง และระบบปรับแต่ง DSP ให้อยู่ภายในตัวลำโพง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่แม่นยำและตอบสนองในสภาพแวดล้อมจริงได้ดีขึ้นกว่าเดิม Harbeth ดีไซน์ลำโพงตระกูลแอคทีฟซีรีส์ NLE ออกมาสองรุ่นคือ รุ่น NLE-1 และ NLE-3 (ระบบสามทาง) สำหรับการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ตัวแทนโดยบริษัท บูลด๊อก ออดิโอ จำกัด ได้นำเข้าเฉพาะรุ่น NLE-1 ก่อน ลำโพง NLE-1 มาพร้อมเทคโนโลยีไดรเวอร์ RADIAL ที่พัฒนาและผลิตภายในบริษัทของ Harbeth เอง โดยมีระบบ DSP (Digital Signal Processing) ช่วยควบคุมการทำงาน ขับเคลื่อนด้วยโมดูลแอมปลิไฟเออร์แบบ Class D เพื่อให้เราได้เพลิดเพลินกับบทเพลงโปรดอย่างเต็มอรรถรส โดยไม่ต้องกังวลว่า ซื้อลำโพงมาแล้วจะใช้แอมป์อะไรขับ แค่แหล่งโปรแกรมต้นทาง อาทิ สตรีมเมอร์ เครื่องเล่นซีดี เพียงเครื่องเดียว ก็ทำให้ฟังเพลงโปรดได้โดยสะดวกสบาย ตัวขับเสียงทั้งชุดใน NLE-1 เท่าที่ทราบคือไดรเวอร์ชุดเดียวกับรุ่น P3ESR นั่นเอง โดยถูกออกแบบให้เป็นลำโพงแบบ 2 ทาง ประกอบด้วยไดรเวอร์มิด-เบส RADIAL ขนาด 110 มิลลิเมตร และทวีตเตอร์โดมขนาด 19 มิลลิเมตร ที่ใช้สารแม่เหล็กเหลว Ferrofluid-cooled ช่วยระบายความร้อน ซึ่งมีผลต่อการ “ลดการบิดเบือนของเสียงแหลมได้ดี” เมื่อใช้งานระยะยาวนาน ลำโพงให้ช่วงตอบสนองความถี่ครอบคลุมตั้งแต่ 75Hz ถึง 20kHz (±3 dB) มีภาคขยายแบบคลาส D ขนาดกำลังขับ 50 วัตต์ สองชุด (รวม 100 วัตต์) ต่อตู้ แยกขับแบบไบร์-แอมป์ให้ทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์โดยตรง ภายในได้ออกแบบวงจร DSP ที่ถูกจูนมาเพื่อให้ได้โทนเสียงที่เป็นกลางและชัดเจน ควบคุมการแบ่งย่านความถี่และการตอบสนองเสียงอย่างละเอียด มีสวิตช์ Bass Enhancer / Personality Mode สามโหมด สำหรับลักษณะเสียง 3 แบบ (A/B/C) เพื่อเสียงที่เหมาะกับห้อง หรือเพิ่มความลึกของเบสเมื่อฟังที่ระดับความดังต่ำๆ ด้านหลังมีโวลุ่มปรับระดับความดัง ช่องอินพุต XLR และ RCA ช่องต่อสายไฟ AC พร้อมสวิตช์ปรับ DSP สามโหมดดังกล่าว ขนาดลำโพง NLE-1 มีหน้าแคบกว่า P3ESR (แต่จะลึกกว่า) ใช้ระบบตู้ปิด Acoustic Suspension ผนังหนา ด้วยขนาดความสูง 275 มิลลิเมตร × กว้าง 166 มิลลิเมตร × ลึก 230 มิลลิเมตร เพื่อประสบการณ์แปลกใหม่ ลำโพงรุ่นนี้จะมีเอกลักษณ์สีสันของตู้ ที่เลือกได้หลากสี ทั้ง Satin Black, Satin White, Titanium Gray, Ivory Sand, Midnight Blue, Racing Gray, Crimson Red เรียกว่าจัดตามไลฟ์สไตล์ได้เลยครับ ส่วนที่ออกจะแปลกคือ ลำโพงมีครอบเพลทหน้าที่ผลิตจากไม้เคลือบสี มีการวางมุมแอ่งเว้าเหมือนเป็น Waveguide ที่จะปิดลงไปครอบตัวไดรเวอร์ หรือถอดออกด้วยการยึดติดแบบแม่เหล็ก ผมอยากเรียกว่าเป็นหน้ากากซ้อน หรือ “แบบเฟิลซ้อนหน้าลำโพง” เพื่อจูนดิฟเฟรคชั่น และควบคุมทิศทางยิงเสียง ซึ่งจะขอไปอธิบายในผลการทดสอบเสียงนะครับ Test Report ชุดฟังหลักที่ประกอบการทดสอบ คือนำเอา NAD C3050 มาตัดภาคเพาเวอร์ออก แล้วใช้เฉพาะ Pre-Out ส่วนอีกชุดหนึ่งที่สลับใช้คือ พาสสีพปรีแอมป์ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier โดยต่อสายสัญญาณ RCA ยาวข้างละ 1.50 เมตร ไดเร็คตรงๆ เข้าช่องรับสัญญาณของ NLE-1 แหล่งโปรแกรมมี DENON DCD 2500ne / NAD M51 DAC / NAD C588 Turntable นานเหลือเกินที่ผมไม่ได้มีโอกาสฟังลำโพงแนวสตูดิโอมอนิเตอร์ระบบแอคทีฟเช่นนี้ และ Harbeth NLE-1 จะเป็นคู่แรกในปี 2026 ดังนั้นอยากให้ได้รายละเอียด และข้อเปรียบเทียบที่ชัดเจนที่สุด ขอหยิบยกเอาลำโพง Harbeth P3ESR 40th Anniversary เป็นบรรทัดฐาน ด้วยการฟังทบทวนสักสองสามชั่วโมงเพื่อจดจำ เมโมรีคาแรคเตอร์ เสียงในแบบที่เราชื่นชอบให้ขึ้นใจ ก่อนที่จะก้าวไปสู่การทดสอบลำโพงแอคทีฟรุ่นล่าสุดของ Harbeth NLE-1 ที่มีส่วนคล้าย P3ESR มากที่สุดในแง่ของชุดตัวขับเสียง แต่ผนังตู้และชุดครอสโอเวอร์อาจจะต่างออกไป สำหรับการทดสอบฟัง Harbeth NLE-1 นั้นจะใช้วิธีทดสอบสองรูปแบบหลัก 1. การฟังแบบ Nearfield ก็คือนำลำโพงมาตั้งในลักษณะเดียวกับการทำงานในสตูดิโอ ให้ลำโพงมอนิเตอร์คู่นี้อยู่ใกล้ชิดผู้ฟังที่สุด วางลำโพงห่างกันซ้ายขวาจะไม่เกิน 1.10 เมตร และลำโพงอยู่ห่างเราหรือจุดนั่งฟังเพียงครึ่งเมตร เหมือนย้อนกลับไปใช้งานในสตูดิโอเลย (ปรับโหมด DSP โหมด C จะเหมาะที่สุดกับการฟัง Nearfield) 2. และรูปแบบที่สองก็คือ การฟังในแบบออดิโอไฟล์ทั่วไป ใช้วิธีการเซ็ตอัพลำโพงไว้บนขาตั้งสูง 24 นิ้ว ครั้งนี้ผมได้ทดสอบระหว่างขาตั้งไม้ และขาตั้งโลหะด้วย ซึ่งใช้ได้ทั้งสองรูปแบบนะครับ ไม่มีข้อจำกัดเหมือนลำโพง P3ESR ที่กำหนดให้ใช้เฉพาะขาตั้งไม้เท่านั้น คือรวมๆ ผลของการใช้ขาตั้งนั้น เสียงจะไม่ต่างกันมาก บุคลิกเสียงคล้ายกับลำโพงรุ่นปกติอย่างเช่น Harbeth P3ESR แต่ก็แปลกตรงที่ว่าเมื่อใช้กับขาตั้งโลหะผมกลับฟังได้ผลที่ดีกว่าโดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเสียง NLE-1 ได้บุคลิกหลากหลายอารมณ์กว่าลำโพง P3ESR เนื่องจากมีให้ปรับโหมดการฟังได้สามบุคลิกด้วย DSP เช่นที่โหมด A จะเหมาะกับการฟังแบบเซ็ตอัพบนขาตั้ง หรือแนวออดิโอไฟล์ที่สุด แต่ถ้าตั้งห่างผนังห้องมากเบสจางลง อาจจะปรับมาที่โหมด B เพิ่มความถี่ต่ำได้ หรือถ้าวางลำโพงชิดผนังมากก็ปรับมาที่โหมด C ด้านหลังลำโพงจะมีช่องต่อสายไฟ AC มาให้ รวมถึงปุ่มเร่ง-ลดระดับโวลุ่ม และสวิตช์เลือกคาแรคเตอร์เสียงด้วยระบบ DSP ภายในจะกำหนดค่าเอาไว้ 3 ค่า A/B/C สำหรับการปรับค่า ความดังด้วยโวลุ่ม ทางผู้ผลิตแนะนำว่าจะเร่งไว้สุดเลยก็ได้ แล้วไปคอนโทรลระดับเสียงที่ต้นทาง ปรีแอมป์หรือแหล่งโปรแกรมในการทดสอบผมเร่งระดับไว้แค่กึ่งกลาง หรือที่ 12 นาฬิกา คิดว่าเหมาะสมที่สุดในทางปฏิบัติกับการฟังทั้งจากสตรีมมิ่ง ซีดี และแผ่นเสียง แหล่งโปรแกรมหลักสำหรับฟังเพลง จากสตรีมมิ่งด้วยแอป Blue Os เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเรดิโอ และ TIDAL Spotify และสลับฟัง CD และเครื่องเล่นแผ่นเสียง เปรียบเสมือนว่า NAD C3050 คือศูนย์กลางการส่งผ่านดนตรีไปขยายเสียงยังลำโพง NLE-1 โดยตรงนั่นเอง ผมขอพูดถึงคุณภาพเสียงโดยรวมและคาแรกเตอร์ที่ได้จากลำโพง NLE-1 ก่อนนะครับ ว่าควรตั้งค่าไว้ที่โหมด A ซึ่งเป็นโหมดหลักที่ผู้ผลิตแนะนำ ถ้าหากเราต้องการได้เสียงที่แฟลตที่สุด และดูเหมือนว่าโหมดนี้ เสียงจะมีคาแรกเตอร์คล้ายการฟัง Harbeth P3ESR มากที่สุดด้วย โดยโหมด A จะให้โทนเสียงที่สะอาดสะอ้าน เสียงกลางหรือเสียงร้องชัดเจน รายละเอียดต่างๆ ดูเหมือนหลุดทะลุมิติออกมาอย่างครบถ้วน ให้เสียงเที่ยงตรงเหมือนต้นแหล่งการบันทึกเสียงของสตูดิโอ ตรงจุดปรับโหมดเลือกเสียง ตรงนี้ถือว่าสำคัญ มันจะทำให้เราเลือกคาแรกเตอร์ของเสียงตามความพึงพอใจ หรือปรับแต่งไปตามความจำเป็นของ Acoustic ห้อง โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงมากนัก ซึ่งขอสรุปดังนี้ A – Natural / Reference ที่ให้โทนสมดุล เป็นกลางที่สุด เป็นการจูนแบบมาตรฐานของโรงงาน เหมาะกับห้องที่อะคูสติกค่อนข้างดี ส่วนตัวผมชอบโหมดนี้มากที่สุด เสียงมีความชัดเจน มีความเป็นธรรมชาติ สมจริง โทนัลบาลานซ์ยอดเยี่ยม (ละม้ายการฟัง P3ESR) B – Warm / Rich โหมดนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักย่านกลาง–ต่ำเล็กน้อย ทำให้เสียงอิ่ม หนานุ่ม ฟังสบาย เหมาะกับห้องที่ค่อนข้างโปร่ง กว้าง หรือมีความจำเป็นในสถานการณ์ที่จะต้องตั้งลำโพงห่างผนังห้องออกมามากกว่าปกติ จนทำให้เบสรู้สึกเบาบาง การปรับตรงนี้อาจจะมีผลที่ดีกับเพลงที่ต้องการน้ำหนักเสียงและแรงกระแทกกระทั้นสนุกสนาน หรือการฟังเพลงในสไตล์ที่ต้องการความอบอุ่นและน้ำหนักเสียงที่มีชีวิตชีวา โหมดนี้ถือว่าเหมาะสมมากเช่นเดียวกัน โดยเหตุที่สวิตช์ปรับโหมด B นั้น ได้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มพลังเสียงต่ำอีกหนึ่งอ็อกเทฟ ดังนั้นประโยชน์ที่ตามมาอีกส่วนหนึ่งคือ เมื่อฟังในระดับเสียงที่เบาลงมากๆ ก็ยังจะ ช่วยให้ได้เสียงเบสที่ลึกขึ้นโดยไม่เพิ่มความทึบหรือทำให้เสียงหนักเกินไป เหมาะการฟังเพลงในระดับความดังต่ำ แต่ต้องการให้มีรายละเอียดครบถ้วน C – Open / Clear สวิตช์มาตรงนี้ ปลายแหลมเปิดขึ้น โปร่ง รายละเอียดชัด เบสกระชับขึ้นเล็กน้อย เหมาะกับห้องที่มีการซับเสียงมาก หรือเมื่อจำเป็นต้องวางลำโพงใกล้ชิดผนัง แล้วอยากได้โทนสดใสขึ้น ซึ่งบางครั้งผมว่ามันน่าจะเหมาะกับการฟังในลักษณะใกล้ชิด (Nearfield) ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ โหมด A เสียงแฟล็ตเที่ยงตรง, B เสียงอุ่นหนา และ C โปร่ง ชัดกระจ่าง เมื่อทดลองฟังแบบวางลำโพงบนขาตั้ง แล้วเซ็ตอัพแบบออดิโอไฟล์ ใช้โหมดปรับเสียงทั้งสามโหมดนี้ ก็ทำให้เราเหมือนได้ฟังลำโพงที่มีบุคลิกต่างกันเล็กน้อย ถึงสามคู่เลยทีเดียว ยังไม่นับถึงวิธีการฟังโดยถอดเอาแผ่นแบบเฟิลที่ซ้อนด้วยระบบแม่เหล็กออกไป ซึ่งตรงนี้ก็จะให้คาแรกเตอร์ไปอีกแบบหนึ่ง ที่ผมจะขออธิบายผลจากการทดสอบดังต่อไปนี้ แผ่นหน้า (Overlay baffle trim) ยึดด้วยแม่เหล็ก เพลทตัวนี้จะไม่ปิดตัวขับเสียงเลย จึงดูเหมือน “แบบเฟิลซ้อนแบบเฟิล” มากกว่าจะเป็นแค่หน้ากากลำโพง ที่ผู้ผลิตตั้งใจทำมาเพื่อความยืดหยุ่นด้านอะคูสติก แม้ตัวฝาหน้าจะคว้านช่องไว้เป็นแอ่ง ที่ไม่ปิดดอกลำโพง แต่รูปทรงและขอบของแผ่นหน้ามีผลต่อการเลี้ยวเบนของคลื่นเสียง (edge diffraction) รวมถึงการการกระจายเสียง (dispersion) ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องย่านกลาง–แหลมอย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ใช่ปิดเอาไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น นี่คือความชาญฉลาด ด้วยการใช้เป็นเครื่องมือไฟน์จูนอะคูสติคแบบถอดได้ และเมื่อปิดเพลทหน้าแบบแม่เหล็กนี้แล้ว ก็จะทำให้เรียบหรูไม่มีรูน็อตให้เห็น เปลี่ยนลุคการมองที่ดูทันสมัยขึ้น ในเชิงทฤษฎี มันช่วยลดไมโครไวเบรชั่นบริเวณหน้าแผงได้อย่างจริงจังเลยทีเดียว จากการทดสอบฟังของผม การถอดออกหรือใส่เข้าไป ในทางปฏิบัติความแตกต่างอาจไม่เปลี่ยนแปลงแบบ “พลิกโลก” แต่สำหรับลำโพงคุณภาพสูงระดับนี้ ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ย่อมมีผลทำให้อิมเมจเสียงนั้นแตกต่างกันได้ สังเกตว่าเมื่อใส่เพลทหน้าลงไปความนิ่งของจุดตำแหน่งดนตรี และเวทีเสียงจะดีขึ้น แต่เมื่อเอาแผ่นครอบออกไป ผลในทางปฏิบัติและทดสอบฟังของผม ได้พบว่าย่านความถี่เสียงร้องจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในย่านความถี่ 2–6 kHz หากถอดแผ่นเพลทแบบเฟิลหน้านี้ออกไป เสียงร้องจะดูเหมือนถอยลึกเข้าไปด้านในเวที เป็นมิติเสียงอีกแบบหนึ่ง ในทางปฏิบัติผมจะถอดแผ่นเพลทหน้านี้ออก ก็ต่อเมื่อนำลำโพง NLE-1 มาวางในตำแหน่งการฟังแบบใกล้ชิดในแบบ Nearfield เท่านั้น แต่ถ้าฟังระยะห่างด้วยการวางลำโพงและเซ็ตบนขาตั้ง ไม่ควรถอดแผ่นเพลทหน้านี้ออก นับเป็นข้อดีของ Active Speaker ระดับไฮเอ็นด์ อย่าง NLE-1 คือลำโพงมีแอมปลิไฟร์ในตัว ซึ่งถูกเลือกมาให้แมตช์ชิ่งตั้งแต่ต้นทาง ย่อมได้คำนวณความเหมาะสมกับไดรเวอร์ดีที่สุด ลดการสูญเสียผิดเพี้ยนจากการใช้สายลำโพง และให้กำลังขับที่เหมาะสมด้วยระบบไบร์-แอมป์ เสียงมีความแม่นยำโดยไม่มีอาการ Phase Shift หรือผิดเฟส Harbeth NLE-1 ยังคงฟังรักษาบุคลิกเสียงแบบธรรมชาติ ฟังเพลงได้อย่างละเอียดไพเราะเฉกเช่นลำโพงพาสซีพของ Harbeth แต่สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือความแม่นยำของเสียง รวมถึงพลังที่เต็มอิ่ม ให้การแยกแยะรายละเอียดดนตรียอดเยี่ยม อีกทั้งยังสามารถปรับแนวทางการฟังได้หลายหลากอารมณ์ หรือเลือกความกลมกลืนกับอะคูสติคของห้องได้อย่างสมบูรณ์ อาจจะเพราะความแมตช์ชิ่งของแอมป์แบบแยกขับ Bi-Amp ภายในตัวเอง ที่ออกแบบมาจากโรงงาน ผมจึงรู้สึกว่ามันเป็นลำโพงที่เพอร์เฟ็คในตัวเองโดยไม่ต้องเสี่ยงไปเลือกแอมป์ภายนอกแต่อย่างใด จุดเด่นด้านคุณภาพเสียงโดยรวม เป็นลำโพงมอนิเตอร์แอคทีฟที่ขนาดกะทัดรัด เสียงน่ารักมากๆ ให้ความเป็นธรรมชาติ ราบเรียบ ไม่ตกแต่งมากเกินไป เหมาะกับคนที่ชอบลำโพงที่ถ่ายทอดเสียง “เหมือนจริง” ไม่หวือหวา หรือพร้อมจะอยู่กับความเที่ยงตรงของเสียงในทุกย่านความถี่ ด้วย DSP และแอมป์ Class-D ในตัว ทำให้ควบคุมไดนามิกได้ดีกว่าลำโพง Passive ทั่วไป NLE-1 จึงเป็นก้าวใหม่ของ Harbeth เพื่อตอบโจทย์ New Listening Experience ด้วยเสียงที่แม่นยำและสะอาดขึ้น โดยยังคงปรัชญาการออกแบบเสียงของแบรนด์ดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างมั่นคง สนนราคาของ Harbeth NLE-1 เพียงคู่ละ 115,000.- บาทเท่านั้น ทุกอย่างเบ็ดเสร็จในตัวเอง ไม่ต้องเพิ่มภาคขยายภายนอก ทำให้เราอาจต้องคิดหนักเลยทีเดียวว่า ถ้าเปรียบเทียบกันโดยจัดเอาลำโพงอย่าง P3ESR ไปแมตช์แอมป์ภายนอกด้วยตัวเราเอง ความเป็นไปได้คือรวมๆ แล้วราคาจะสูงกว่า NLE -1 ตามสมควร ทุกท่านก็คงต้องไปคิดเป็นการบ้านกันดู แบบไหนเหมาะกับการใช้งานของคุณ ไม่ว่าจะเป็นนักฟังในระดับออดิโอไฟล์ คนทำงานด้านสตูดิโอที่ต้องการยกระดับลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ ให้ก้าวถึงระดับไฮเอ็นด์ Harbeth NLE-1 ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำผู้ฟังเข้าสู่เสียงแบบธรรมชาติอย่างเรียบง่าย แม่นยำ เที่ยงตรง ลดความซับซ้อนในแบบที่เคยชินกันมายาวนาน หากได้ทดลองฟังและใช้งานสักครั้ง คุณจะเข้าใจว่า ทำไม Harbeth เลือกเส้นทางสายใหม่ New Listening Experience นี้ ให้กับวงการเครื่องเสียงครับ Harbeth NLE-1 คู่ละ 115,000.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดทดลองฟังได้ที่ Komfortsound อ่อนนุช โทร. 081-457-2200 Sound Box โทร. 089-920-8297 Prestige Hifi CDC โทร. 063-638-4498 Audio Mate โทร. 082-946-6950 Top Sound & Vision CDC โทร. 081-657-3397 HiFi House by Msound โทร. 096-978-7424 HD HiFi พระรามเก้า โทร. 063-236-6193 MAS HIFI โทร. 081-982-0282 HiFi 99 โทร. 081-999-1699 Inter HiFi โทร. 094-124-2732 Audi Home HiFi โทร. 089-028-7117 Piyanas Electric ทุกสาขา Turntable One โทร. 084-814-9011 Arm_Hi-Fi&Pa. โทร. 083-178-2171