Review / Accessories
Clef PowerBRIDGE-EX 20A (NEW) คุณค่าในความบริสุทธิ์ของเสียง

Clef PowerBRIDGE-EX 20A (NEW) คุณค่าในความบริสุทธิ์ของเสียง Power BRIDGE-EX 20A รุ่นใหม่ เป็นปลั๊กรางไฟแบบมีระบบกรองความบริสุทธิ์ของสัญญาณไฟฟ้า มาในตัว ซึ่งทาง Clef Audio ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ ทั้งอุปกรณ์และวงจรที่อยู่ภายในให้ได้การตอบรับคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด โดยการลดสัญญาณรบกวน EMI/RFI ต่างๆ ให้ราบเรียบสะอาด ด้วยการนำวงจรไฮบริด (Hybrid Circuit) ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจาก PowerBRIDGE-10se 20A มาเป็นหัวใจสำคัญ ภายในใช้วงจรกรองแบบขนาน (Parallel Filtering Circuit) เพื่อขจัดปัญหาการอั้นของกระแสไฟฟ้า ร่วมกับวงจร Nano Coil ที่รองรับกำลังไฟสูงถึง 20 แอมป์ (4600W) ทำให้สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องเต็มประสิทธิภาพ  Clef PowerBRIDGE-EX 20A มีการอัปเกรดอุปกรณ์สำคัญในแบบ Audio Grade ทั้งหมด เพื่อประสบการณ์เสียงที่ดี ระบบ IEC และเต้าเสียบไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นรุ่น Audio Grade ชุบทอง (Gold-Plated) เพื่อการนำไฟฟ้าที่เหนือกว่า การเดินสายภายในและระบบ Ground ด้วยสาย Furutech Triple C เคลือบจุดเชื่อมต่อด้วยกราฟีน (Graphene Coating) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำไฟฟ้าที่เหนือกว่า     Preview  เมื่อได้รับตัวกรองไฟรุ่นใหม่มา ผมได้พิเคราะห์องค์ประกอบโดยรวมของเครื่องกรองไฟ Clef PowerBRIDGE-EX 20A ต้องชื่นชมว่ามีความสวยงามสง่า เทียบเคียงสินค้าระดับไฮเอ็นด์จากต่างประเทศเลยทีเดียว ได้ทั้งความสวยงามและแข็งแรง มีช่องเสียบปลั๊กไฟที่ผ่านวงจรกรองจำนวนหกชุด และอีกสองชุดจะเป็นแบบบายพาส หรือ Direct ไม่ผ่านวงจรกรอง ซึ่งเหมาะสำหรับท่านที่ต้องการต่อแอมป์กำลังขับสูงเข้าทางช่องนี้ได้ตรง สายไฟคุณภาพสูง ที่ให้มาพร้อมกับตัว PowerBRIDGE-EX 20A นั้น ออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกันโดยเฉพาะนะครับ สังเกตจากหัวสายสำหรับเสียบซ็อกเก็ต หรือช่องต่อนั้นจะเป็นลักษณะเฉพาะ (ขั้วแบน) เราไม่สามารถใช้สายไฟทั่วไป หรืออัพสายอื่นๆ มาเสียบต่อได้ แต่ก็อยากให้มั่นใจได้ว่า การออกแบบสายไฟเพื่อใช้กับตัวเครื่องของ PowerBRIDGE-EX 20A นั้น เขามีการคำนวณถึงความสมดุลอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ  ต้องไปขวนขวายหาสายไฟอื่นมาใช้แทน หลังจากเสียบต่อกับปลั๊กไฟผนังบ้านแล้ว พบว่าที่ตัวเครื่องจะแสดงสถานะ 3 อย่างขึ้นมาเป็นปุ่มไฟ LED คือ Power (แดง), Ground (เขียว), Filter (เขียว) แสดงถึงความพร้อมที่จะทำงานแล้ว  ช่องต่อที่ผ่านวงจรกรอง (Filtered) ที่มีอยู่ 3 ชุด ชุดละ 2 ช่อง รวมหกช่องปลั๊กอินนั้น ผมขอแนะนำให้ใช้อุปกรณ์จำพวกแหล่งโปรแกรมเสียบต่อเข้าไปจะได้ผลดีอย่างมาก อาทิเครื่อง DAC, เครื่องเล่นซีดี, เครื่อง Streamer หรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นต้น ส่วนเพาเวอร์แอมป์ อินทิเกรเต็ดแอมป์ ควรต่อในช่องปลั๊กไฟตรง Hi Power (Direct) เพื่อให้เครื่องที่กินไฟระดับสูง จะทำงานขยายได้อย่างเต็มที่      ผลจากการทดสอบใช้งาน สิ่งที่พบได้ทันทีก็คือเสียงดนตรีที่จะสะอาดดีมาก อันนี้ฟังได้ไม่ยากครับ ช่วงที่ดนตรีมีระดับความแผ่วเบามากๆ เราจะเข้าถึงรายละเอียดได้มากยิ่งขึ้น มันเหมือนการอิมพรูฟคุณภาพเสียงโดยที่ย่านความถี่ต่างๆ ไม่ได้มีการปรับแต่งแต่อย่างใด Clef PowerBRIDGE-EX 20A ยังรักษาบุคลิกดั้งเดิมของเครื่องเสียงเอาไว้ อันนี้คือจุดที่ดีมาก แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเมื่อใช้งาน Clef PowerBRIDGE-EX 20A ก็คือเราได้ความโปร่งใส และรายละเอียดที่ปลายสุดของความถี่เสียงแหลมมากยิ่งขึ้น รวมถึงความลึกของเบสดูเป็นตัวตนมากกว่าที่เคยฟัง ผมชอบความ “บริสุทธิ์ของเสียง” ที่ให้ความปลอดโปร่งโล่งใจ ฮาร์โมนิคสวยๆ อิ่มเอมในดนตรีมาเต็ม และเวทีเสียงนั้นเปิดกว้างดีจริงๆ จุดที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงอย่างมากที่สุดเท่าที่ผมใช้ PowerBRIDGE-EX 20A ก็คือความ Clean ความสะอาด รวมถึงการแสดงไมโครดีเทลด้านรายละเอียดเสียงที่หยุมหยิมระยิบระยับทั้งหลายจะเพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นั่นแสดงให้เห็นว่าระบบไฟที่เราใช้ตามปกติ (ผ่านปลั๊กรางไฟทั่วไป) ซึ่งมีการรบกวนอยู่เป็นทุนเดิม เสียงที่ดีๆ ที่ช่วงปลายสุดเหล่านี้ก็มักจะถูกกลืนหายไปกับ EMI/RFI ที่ท่วมทับอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เมื่อเราใช้งานเครื่องเสียงผ่านระบบกรองของ PowerBRIDGE-EX 20A สามารถดึงเอารายละเอียดขึ้นมาได้แบบคิดไม่ถึง นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่นักเล่นระดับออดิโอไฟล์ที่ให้ความสำคัญระบบไฟกันอย่างถึงที่สุด      PowerBRIDGE-EX 20A เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่คนเล่นเครื่องเสียงระดับมิดเอ็นด์ขึ้นไปควรต้องมี ไม่ใช่เพียงแค่เสียงที่สะอาดเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ดีงามนะครับ ความแข็งแรงของโครงสร้างที่ออกแบบมาในลักษณะ Heavy Duty เช่นนี้ ให้ความปลอดภัยไร้กังวลด้วยครับ เมื่อมีการจัดการระบบต้นทางไฟที่ดี อุปกรณ์เครื่องเสียงที่เราใช้อยู่จะได้เปล่งศักยภาพของมันออกมาอย่างเต็มที่ ความเอาใจใส่ของแต่ละท่านอาจจะไม่เท่ากันในเรื่องนี้ แต่ด้วยประสบการณ์ของผม อยากจะขอบอกว่าความบริสุทธิ์ของต้นทางนั้นคือที่สิ่งที่สำคัญที่สุด  การลงทุนด้วยปัจจัยที่สมเหตุผลเช่นนี้ คุณค่าที่ได้รับกลับมา ย่อมรู้สึกได้จากความอิ่มเอมในอารมณ์ดนตรีที่ครบถ้วนมากยิ่งกว่าเดิมอย่างชัดเจน นี่และคือความบริสุทธิ์ของเสียงที่ได้มาจากการใช้งานอุปกรณ์ Clef PowerBRIDGE-EX 20A ครับ Clef PowerBRIDGE-EX 20A ราคา 19,800.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd.  โทร. 0-2932-5981  

Tellurium Q Silver III การส่งผ่านสัญญาณเที่ยงตรงที่แม่นยำเป็นธรรมชาติ

Tellurium Q Silver III  การส่งผ่านสัญญาณเที่ยงตรงที่แม่นยำเป็นธรรมชาติ       ดังที่ผมได้นำเสนอหลักการของสายนำสัญญาณจากประเทศอังกฤษรายนี้ ไปก่อนหน้านี้ ถึงปรัชญาในการออกแบบว่า เขาคำนึงถึงการส่งผ่านสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทางด้วยความแม่นยำเที่ยงตรง สายสัญญาณทั้งหลายของเขาจะต้องไม่ทำตัวเป็นฟิลเตอร์ หรือเป็นตัวหักล้างสัญญาณใดๆ ในเส้นทาง ดังนั้นการบาลานซ์ระหว่างตัวนำฉนวนและกรรมวิธีทางเคมีคัลในการชุบตัวนำ ขั้วต่อ ก็จะต้องมีโทนัลบาลานซ์ที่ลงตัวเป็นสำคัญ หลักการออกแบบของ Tellurium Q แตกต่างจากผู้ผลิตสายสัญญาณทั่วไป TQ ไม่มีการเน้นเรื่องของการตลาดเกี่ยวกับวัสดุตัวนำ แต่เน้นไปที่พฤติกรรมของสัญญาณ และความถูกต้องของเฟสเป็นสำคัญ (Time Domain & Phase Behaviour) แนวคิดหลัก เมื่อมีสัญญาณเดินทางผ่านสาย อาจจะเกิดการเลื่อนของเฟส อาการหน่วงหรือดีเลย์ และการบิดเบือนของรูปคลื่นได้ ดังนั้นผลที่ได้จากสายนำสัญญาณที่แม้มีตัวนำชั้นดีมาก แต่อาจจะเบี่ยงเบนตำแหน่งดนตรี ทำให้ขาดความคมชัด และรายละเอียดทางด้านแอมเบี้ยนหายไป ดนตรีจริงนั้นไม่ใช่เพียงแค่ “ความถี่” แต่จะหมายถึงการสนองตอบของสัญญาณความถี่ด้วย เหตุการณ์นี้เราเรียกว่า “เสียงเกิดขึ้นตามช่วงเวลา” เมื่อดนตรีบรรเลงขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นชิ้นใดก็ตาม เช่นการดีดกีตาร์ การกดคีย์เปียโน การสีไวโอลิน การตีกลอง สิ่งแรกที่เราควรได้ก็คือการตอบสนองฉับไวของสัมผัสแรกสุด ที่เรียกว่าทรานเชี้ยนท์ และตามมาด้วยฮาร์โมนิกครบถ้วน การจะทำให้เสียงดนตรีคงอยู่เสมือนจริง ในหลักการก็ต้องมีความแม่นยำ และการเดินทางของเสียงที่เฟสถูกต้องเสมอ     สายนำสัญญาณของ Tellurium Q นั้น ถูกออกแบบให้เกิดความสมดุล โดยสัญญาณทุกย่านความถี่จะต้องมาถึงปลายทางพร้อมกัน หรือในทางอุดมคติคือ Absolute phase นั่นเอง วิศวกรผู้ออกแบบ Tellurium Q ไม่ได้พยายามอธิบายถึงเรื่องของวัสดุตัวนำและฉนวนพิเศษที่เขาเลือกใช้ โดยจะเน้นในเรื่องของการจัดโครงสร้างของสาย ในลักษณะ Geometry ที่มีมีผลต่อพฤติกรรมของสัญญาณ ไม่พยายามเปิดเผยความลับเรื่องวัสดุและวิธีการ วัสดุมีความสำคัญ แต่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น แต่พฤติกรรมของสัญญาณที่ถูกส่งผ่านในสายของ TQ ถือว่าสำคัญมาก มีการคำนวณเรื่องตัวนำฉนวนและรูปแบบของการเคลือบภายใน ที่มีผลต่อการส่งสัญญาณอันเที่ยงตรงแม่นยำเป็นสำคัญ  การจัดระยะห่างของตัวนำ ลักษณะการจัดวางตำนำต้องมีผลดีต่อ Capacitance Inductance และ Propagation Speed นี่คือหัวใจของ Tellurium Q  อธิบายเล็กน้อยนะครับว่า Capacitance คือความสามารถในการกักเก็บประจุไฟฟ้าในรูปที่เสมือนถังพัก ช่วยสำรองพลังงานหรือกรองสัญญาณ ดังนั้นสายของ TQ จะลดความเป็นตัวกรองหรือการทำตัวเป็นประจุของสายออกไป ส่วน Inductance หรือความเหนี่ยวนำ หมายถึงความสามารถในการต้านการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟหรือการสร้างสนามแม่เหล็ก สายที่ดีต้องมีความพอเหมาะพอดี หรือสมดุล อีกเรื่องหนึ่งคือ Propagation Speed ความเร็วการแพร่กระจายสัญญาณ คือความเร็วที่สัญญาณแพร่ขยาย หรือเดินทางผ่านตัวกลาง ซึ่งมักจะช้ากว่าความเร็วแสงในสุญญากาศเล็กน้อย นอกจากตัวนำแล้ว ยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของฉนวนที่เลือกใช้ด้วย สิ่งเหล่านี้ ส่งผลต่อ Phase และ Time alignment Tellurium Q มีความพยายามขั้นสูงสุดสำหรับการลดไมโครดิสทอร์ชั่นของ Waveform (ความดังและความถี่เสียงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง) ด้วยหลักการที่ว่า ถ้าสัญญาณความถี่ของเสียงดนตรีถึงหูผู้ฟังพร้อมกัน ปราศจากความผิดเพี้ยนแม้เล็กน้อย ก็จะทำให้คุณภาพเสียงนั้นมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากสัญญาณดนตรีมีข้อมูลเล็ก ละเอียดหยุมหยิมมาก เช่น เสียงของเครื่องดนตรี เสียงก้องสะท้อนของห้อง รวมถึงเอ็มเบี้ยนของสตูดิโอ จะผสมผสานกันและกัน การส่งสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทางนั้น ในอุดมคติก็คือสัญญาณทั้งสองจะต้องส่งผ่านด้วยความรวดเร็วหรือมีความมีความรู้สึกที่ใกล้ชิดหรือลัดสั้นที่สุด สายของ TQ จะพัฒนาทุกองค์ประกอบ จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้สายสัญญาณมีคุณภาพดียิ่งขึ้นในทุกครั้งที่มีการอัพเกรด  สายสัญญาณในรุ่นพัฒนาปรับปรุงใหม่ในซีรีส์ Silver lll นั้น ก้าวข้ามความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน ด้วยการปรับโครงสร้างสายอย่างเข้มงวด และจะต้องมีการนำมาทดสอบฟัง แล้วปรับอีกหลายครั้ง จนได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด     Tellurium Q Silver lll ออกแบบเพื่อบรรลุถึง: 1. การลด Phase Distortion ความผิดเพี้ยนทางเฟส 2. รักษา Time domain accuracy ช่วงเวลาที่ตรงต้องต่อความจริง 3. ควบคุม Geometry และ Electrical interaction 4. ลด Micro distortion ของ Waveform 5. ทางทีมวิศวกรจะใช้แนวทางการฟังจริง ร่วมกับการวัดผลทางห้อง Lab ดังนั้นสาย Tellurium Q Silver III จะให้เวทีเสียงที่ลึก จุดตำแหน่งดนตรีหรือ Image แจ่มกระจ่าง รวมถึงให้โทนเสียงเป็นธรรมชาติ เก็บทุกรายละเอียดครบถ้วน Tellurium Q Silver III รุ่นใหม่ล่าสุด ของปี 2026 เป็นสายสัญญาณและสายลำโพงระดับไฮเอ็นด์ที่ยกระดับจาก Silver II โดยเน้นความคมชัด เวทีเสียงที่กว้างขวาง และให้ความสมจริงของตัวโน้ตมากยิ่งขึ้น โครงสร้างสายยืดหยุ่นกว่ารุ่นเดิม ทำให้จัดวางได้สะดวกขึ้น โดดเด่นด้วยโทนเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไร้สีสันปรุงแต่ง และมีความสมดุลตลอดช่วงความถี่ สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ Silver III ทั้งสายลำโพง สายไฟ สายนำสัญญาณ ยังคงรักษาขนาดและรูปลักษณ์ภายนอกเท่าเดิม ไม่เพียงแค่เหมือนกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Silver II เท่านั้น แต่ยังคงขนาดเดียวกับ Silver รุ่นแรกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต่างออกไปคือ ภายในได้รับการปรับปรุงให้มีความเป็นธรรมชาติของเสียงดีขึ้น การควบคุมย่านเสียงต่ำยิ่งขึ้น ให้มิติเสียงแบบสามมิติชัดเจน ส่งผลต่อเวทีเสียงและจุดตำแหน่งเครื่องดนตรี ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิม     สาย TQ Silver lll ที่ผมได้รับมาทดสอบ มีสองรูปแบบ ชุดแรกเป็นสายนำสัญญาณ XLR Balanced ขนาดความยาว 1.65 เมตร ที่มีขั้วต่อแข็งแรงแบบชุบเงิน โครงสร้างเส้นใยถักทอห่อหุ้มด้วยวัสดุที่ดูดีมากๆ   และสายลำโพง ในรุ่น Silver lll ที่มีความยาวเส้นละ 2.50 เมตร มีคุณลักษณะแบน อ่อนหยุ่น ใช้ต่อระหว่างแอมป์และลำโพง สามารถวางลัดเลาะไปตามพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม โดยปลายขั้วสายเป็นแบบ BFA (British Federation of Audio) มีลักษณะเหมือนท่อโลหะกลวงผ่าซีก ให้พื้นที่ผิวสัมผัสแน่นมาก     Test Report ตามปกติแล้วผมมีสาย Tellurium Q ใช้งานอยู่สองสามชุดนะครับ ได้ทราบถึงคุณสมบัติพิเศษของเขามาตลอดก็คือ จะเป็นสายที่รักษาความเรียบของสัญญาณได้ดีมาก เป็นสายสัญญาณที่สามารถใช้ได้โดยปราศจากข้อจำกัด ไม่ว่าจะใช้กับเครื่องเสียงในยุคใหม่หรือย้อนกลับไปใช้กับยุควินเทจก็ได้ทั้งคู่ครับ เนื่องจากเป็นสายที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ในบุคลิกเสียงเพิ่มเติม แต่จะเน้นเรื่องความสะอาดของสัญญาณเป็นหลัก ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมคือ เน้นเรื่องความเป็นธรรมชาติเสียงมากกว่าสิ่งอื่น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนจากสายเดิมๆ มาใช้สาย Tellurium Q จะไม่เกิดอาการ “ของขึ้นโผงผาง ทันทีทันใด” แต่การเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นไปอย่างละเมียดละไมราบรื่น และเมื่อพ้นการฟังเพลงไปสักหนึ่งถึงสองเพลง คุณจะรับรู้ได้เลยว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นไม่ธรรมดา อะไรที่เราได้จากสาย Tellurium Q Silver lll สิ่งที่ผมสามารถเรียนรู้ได้แทบจะทันทีหลังจากฟังอัลบั้มคุ้นหูนั่นก็คือ Tellurium Q Silver lll ยังคงจุดเด่นเรื่องรายละเอียดที่ระยิบระยับ ดีงามตามสไตล์ "Silver" แต่เพิ่มเติมความสมจริงและมิติด้านลึกให้โดดเด่นยิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิมอย่างแน่นนอน และมีอยู่สองเรื่องด้วยกัน ซึ่งทำให้สายสายนำสัญญาณ (XLR) และสายลำโพง Silver lll มีความผิดแผกแตกต่างจากสายทั่วไปก็คือ เราจะได้รับฟังเสียงดนตรี ที่มีการจัดวางจุดตำแหน่งของชิ้นดนตรีที่แม่นยำขึ้นอีกมาก และควบคู่มากับบรรยากาศ ฉ่ำ อิ่ม ระรื่นหู มีการส่งผ่านฮาร์โมนิกที่สวยงามละเมียดละไม เมื่อได้ฟังแล้วจะรู้สึกได้ถึง การหลุดลอยของเสียงร้องเป็นสามมิติ และการจำแนกแจกแจงชิ้นดนตรีที่มีความกว้างของ Sound Stage ที่โออ่าโอฬารยิ่งขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนตัวผมชอบความเป็นธรรมชาติของเสียง รักษาซึ่งความราบรื่นความสะอาดสะอ้าน ถือเป็นหัวใจหลักของสาย Tellurium Q มาตลอด ถ้าวิเคราะห์หรือแยกแยะเฉพาะในเรื่องของย่านความถี่ ในด้านความถี่เสียงต่ำหรือเบส พัฒนาขึ้นมามากทีเดียว คือให้เบสที่อิ่ม ลอยเด่นเป็นชิ้นเป็นอัน และกระชับสมจริง สามารถควบคุมช่วงต้นของเบสได้ดีกว่ารุ่น Silver ll รวมถึงย่านความถี่เสียงแหลม มีหลักสังเกตก็คือ สามารถถ่ายทอดรายละเอียดช่วงปลายเสียงที่ซับซ้อนได้อย่างราบรื่น แนบเนียน เปิดกว้างอิสระ แต่ก็ให้ความผ่อนคลาย     สายสัญญาณ Silver III (XLR) ให้เสียงใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับรุ่นพี่อย่าง Ultra Silver มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างฮาร์โมนิกของดนตรีที่ยอดเยี่ยม ส่วนในสายลำโพง Silver III ช่วยเพิ่มความชัดเจน (Clarity) และโฟกัส (Focus) ให้กับระบบเสียงเครื่องเสียงของเราได้อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าคิดแบบว่า ใช้เงินให้คุ้มค่า นี่คือสายลำโพงที่ดีมาก โดยไม่จำเป็นต้องขยับไปรุ่นที่แพงกว่านี้แต่อย่างใด ผลการทดสอบ เราจะได้รับผลทางด้านคุณภาพเสียงที่ดี และยังคงรักษาความแม่นยำของเฟสเสียง ทำให้เกิดโทนัลบาลานซ์ที่ดี อันเป็นผลที่มาจากหลักปรัชญาด้านการลด "Phase Distortion" หรือการบิดเบือนของเฟสสัญญาณ และการจัดการเรื่อง "Timing" อันเป็นหัวใจสำคัญ ทำให้เสียงที่ได้ มีจังหวะจะโคนแม่น ตรง เป็นสามมิติ  คือการอัปเกรดที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ชอบรายละเอียดและความใสกระจ่าง แต่ต้องการเสียงที่มีเนื้อหนังและมีความเป็นดนตรีที่สมดุลเป็นธรรมชาติมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม คำจำกัดความสั้นๆ คือ Tellurium Q Silver III นำเครื่องเสียงทั้งชุดของเรา คืนสู่ธรรมชาติของเสียงในทุกรายละเอียดไม่ปรุงแต่งเกินจริง เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมากครับ Reference: Accuphase DP 570S Accuphase E4000 Harbeth Monitor 30.3 XD2 ราคาจำหน่าย : Tellurium Q Silver III (2026) สายลำโพง Tellurium Q Silver III 2.5 M  (31,700) Tellurium Q Silver III Jumper  (6,500) Tellurium Q Silver III RCA 1 M (21,000) Tellurium Q Silver III XLR 1 M (28,000) Tellurium Q Silver III USB 1 M (24,500) Tellurium Q Silver III Phon RCA 1 M (21,000) Tellurium Q Silver III Power 1.5 M (69,000) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ SoundBox โทร: 089-920-8297 ตัวแทนจำหน่าย: Sound Box  089-920-8297 คุณโจ้ . HiFi House  096-978-7424 คุณเอ็ม . HiFi 99 081-999-1699 คุณนะ . Inter HiFi 094-124-2732 คุณโมท . TSV 081-657-3397 คุณท็อป . Audi Home HiFi 089-028-7117 คุณตั้ม . Audio Mate 081-869-3613 คุณปัน . Turntable One 084-814-9011 คุณพิทักษ์ . MAS HIFI 081-9820282 คุณมาศ  

StackAudio AUVA EQ คืนรายละเอียด อิมเมจ และซาวนด์สเตจ ให้เครื่องเสียงของคุณ

StackAudio AUVA EQ  คืนรายละเอียด อิมเมจ และซาวนด์สเตจ ให้เครื่องเสียงของคุณ        ดังที่เรียนไว้นะครับว่าช่วงนี้ เราอาจจะมีการทดสอบอุปกรณ์รองเครื่อง ชั้นวาง สไปก์ ขาตั้งลำโพง ค่อนข้างจะถี่กว่าอุปกรณ์อื่น เพราะตลาดออดิโอไฟล์กำลังนิยม และมีสินค้าในมือที่ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการส่งมาให้ทดลองใช้งานมากเป็นพิเศษ แสดงถึงการเติบโตของแอคเซสเซอรี่ในตลาดบ้านเรา      StackAudio เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงไฮไฟ (Hi-Fi) แบรนด์สัญชาติอังกฤษ ผลิตภัณฑ์มีสองกลุ่มหลักๆ คือ ผลิตภัณฑ์ควบคุมการสั่นสะเทือน (Vibration Control) และกลุ่มผลิตภัณฑ์ปรับปรุงสัญญาณดิจิทัล (Digital/Network Performance)     ผมได้รับผลิตภัณฑ์ควบคุมการสั่นสะเทือน ประเภทขาตั้ง (Feet) หรือฐานรอง (Isolator) สำหรับวางใต้เครื่องเล่นแผ่นเสียง, เครื่องเล่นซีดี, แอมปลิฟายเออร์, ลำโพง หรืออุปกรณ์อื่นๆ รุ่นที่ได้รับมาคือ StackAudio AUVA EQ ใช้หลักการคอนโทรล “ความสมดุลของพลังงานสั่นสะเทือน” เพื่อปรับปรุงคุณภาพเสียงแบบละเอียดจริงจัง สำหรับ StackAudio AUVA EQ เป็นดีไซน์ตัวรองทรงกลมที่ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนรองรับน้ำหนัก (AUVA) และส่วนคลายตัว (CSA) ประกอบกัน องค์ประกอบแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงหลัก หยิน-หยาง ขึ้นมาเลยครับ คือแข็งและอ่อนหยุ่นผสมผสานกันในหนึ่งเดียว       หลักคิดเรื่องการกำจัดแรงสั่นสะเทือนของ StackAudio ไวเบรชั่นสามารถก่อให้เกิดการรบกวนได้ แม้ในระบบที่ปรับแต่งมาอย่างละเอียดที่สุด ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดการสั่นสะเทือนทางกายภาพ และมีผลทางอ้อมในการสร้างสัญญาณไฟฟ้าที่ไม่ต้องการ ภายในส่วนประกอบที่ไวต่อการสั่นสะเทือนนั้นด้วย  อุปกรณ์ขารอง StackAudio AUVA EQ ได้รับการออกแบบมาเพื่อแยกอุปกรณ์เครื่องเสียงให้ออกจากแรงสั่นสะเทือนทั้งภายในและภายนอก ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนเสียง แต่เพื่อช่วยให้อุปกรณ์ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ  ทุกองค์ประกอบของการออกแบบได้ศึกษาข้อมูลจากการวัด การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในห้องแล็บ และการฟังอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพที่ทั้งถูกต้องตามหลักเทคนิคด้านกลศาสตร์และมีความหมายทางดนตรี เทคโนโลยีที่ผสานรวมกันระหว่าง AUVA และ CSA จะสร้างระบบแยกแรงสั่นสะเทือนที่สมดุลอย่างเป็นเอกลักษณ์ เพื่อเผยให้เห็นศักยภาพที่มากขึ้นของระบบไฮไฟของคุณที่มีอยู่แล้ว  เทคโนโลยีในตัวรองชุดนี้ แต่ละส่วนมีบทบาทที่แตกต่างกัน     AUVA โครงสร้างหลักที่เป็นบอดี้โลหะอลูมินั่ม จะจัดการกับแรงสั่นสะเทือนภายในที่ต้นกำเนิด เมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนจากไวเบรชั่นเล็กจากตัวเครื่องเสียง หรือการสั่นจากภายนอก โดยใช้อนุภาคโลหะเล็กๆ ที่เป็นลูกปืนจิ๋วขนาดเม็ดทราย เมื่ออนุภาคเคลื่อนที่และชนกัน พลังงานจะถูกแปลงให้เป็นความร้อนและสลายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยขจัดเสียงรบกวนก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อเสียง  เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดคือ เหมือนกับการปล่อยลูกบอลบนพื้นผิวแข็ง มันจะกระเด้ง แต่ถ้าตกลงในในบ่อทราย มันจะหยุดทันที ในขณะที่ CSA ที่เป็นลักษณะยางซิลิโคนส่วนล่าง ที่มีแชมเบอร์ จะจัดการพลังงานสั่นสะเทือนที่ส่งผลมาจจากพื้นผิวด้านล่าง ด้วยการแยกออกด้วยการดูดซับแรงไม่ให้ส่งผลย้อนขึ้นไปยังตัวเครื่อง  เมื่อใช้ร่วมกัน พวกมันจะสร้างโซลูชันที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมุ่งเป้าไปยังเส้นทางการสั่นสะเทือนและความถี่หลายเส้นทาง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบ และควบคุมได้มากขึ้นสำหรับอุปกรณ์ของเครื่องเสียงขณะที่มีการทำงาน AUVA EQ ทั้งระบบจึงใช้ระบบแยกการสั่นสะเทือนสองขั้นตอน คือสลายแรงสั่นจากเครื่องลงสู่ด้านล่าง และสลายแรงสั่นจากด้านล่างที่จะส่งผลไปด้านบน จัดการกับการสั่นสะเทือนที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลต่อระบบเสียงไฮไฟ และลดการรบกวนที่อาจบดบังความบริสุทธิ์ของสัญญาณ  ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นฐานที่สงบเงียบ ซึ่งช่วยให้ระบบเครื่องเสียงทำงานได้อย่างชัดเจนและควบคุมได้ดีเยี่ยม โดยไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะเฉพาะของระบบ     นี่คือตัวรอง StackAudio AUVA EQ  ที่นิยมในกลุ่มเครื่องเสียง High-End ปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งจะอยู่ในตระกูล Isolation Feet ที่มีให้เลือกสามขนาด ตามความสามารถในการรับน้ำหนักคือ รหัส CSA 1  : รองรับน้ำหนัก (ต่อตัว) 0-4 กิโลกรัม รหัส CSA 2  : รองรับน้ำหนัก (ต่อตัว) 4-10 กิโลกรัม  รหัส CSA 3  : รองรับน้ำหนัก (ต่อตัว) 10-15 กิโลกรัม  ดังนั้นอย่าใช้รองรับเครื่องที่น้ำหนักเกิน หรือไม่สมดุลกับเบอร์ของ StackAudio AUVA EQ    วิธีการคำนวณคือ เอาน้ำหนักเครื่องหารด้วยจำนวนชุดที่รอง เช่นเครื่องมีน้ำหนัก 18 กิโลกรัม ก็ต้องเอา 18 หารด้วย 4 ก็จะเท่ากับต้องใช้รุ่น CSA 2 จำนวนสามหรือสี่ตัว เพราะรุ่น CSA 2 รองรับได้ 4-10 กิโลกรัม วิธีใช้งาน AUVA EQ ให้ใช้ส่วนบนที่มีตราโลโก้ผิวอลูมินั่มแข็ง วางสัมผัสตัวเครื่องโดยตรง ซึ่งตรงนั้นภายในจะมีห้องโลหะปิด ที่บรรจุชั้นของการจูนแดมปิ้ง โดยมีมวลอนุภาคในระดับไมโครที่คำนวณมาโดยเฉพาะ และใช้ส่วนประกอบด้านล่าง ซึ่งจะเป็นซิลิโคนแบบ Air-Spring Suspension วางกับพื้น หรือบนชั้นวาง ให้วาง AUVA EQ ใกล้จุดของขาเดิมของเครื่องเสียง อย่าวางรองรับใต้ขาของเครื่องเสียงเด็ดขาด ยกเว้นคุณจะเอาขาเดิมของเครื่องเสียงออกไปแล้ว และใช้ AUVA EQ รองทดแทนตามจุดนั้นๆ  โดยทั่วไปขนาดทางกายภาพต่อ 1 ลูก มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 50 มิลลิเมตร สูง 28 มิลลิเมตร สำหรับ AUVA EQ นั้น สามารถปรับความสูงด้วยการหมุนเกลียวปรับให้สูงได้อีกประมาณ 3 มิลลิเมตร เผื่อความยืดหยุ่นในการรองรับ ผมได้ตัวรอง AUVA EQ มาทดสอบสองเบอร์ครับ รหัส CSA 1 ที่รองรับน้ำหนัก (ต่อตัว) 0-4 กิโลกรัม มีจำนวน 4 ชิ้น และรุ่นรหัส CSA 2 รองรับน้ำหนัก (ต่อตัว) 4-10 กิโลกรัม จำนวน 3 ชิ้น คือถ้าคำนวณตามการใช้งาน ชุด 4 ชิ้น (CSA 1) จะรับน้ำหนักสูงสุดที่ 16 กิโลกรัม และชุด 3 ชิ้น (CSA 2) รับน้ำหนักได้ 30 กิโลกรัม     Preview  ต้องยอมรับว่าเป็นการจัดวางที่ผิดแผกไปจากรูปแบบของตัวรองแบบอื่นๆ คือเราจะต้องวางด้านที่เป็นซิลิโคนยางรองรับกับพื้น ส่วนบนที่เป็นโลหะมีตราโลโก้ให้วางด้านใต้ของเครื่องเสียง หลายคนอาจจะวางผิดพลาด เอายางซิลิโคนขึ้นด้านบน เอาโลหะลงด้านล่าง? สิ่งที่ตามมาจะทำให้คุมไวเบรชั่นไม่ได้ ระบบการสลายการสั่นไม่เข้าสู่ AUVA Chamber แดมปิ้งทำงานผิดทิศ เกิดเสียงทึบ เบสบวม อิมเมจหลวมๆ ไม่แม่นยำ พูดง่ายๆ คือ ประสิทธิภาพหายไปเกินครึ่งเลยทีเดียว ดังนั้น สรุปง่ายที่สุดก็คือเมื่อเห็นโลโก้และด้านที่เป็นโลหะ ให้ใช้เป็นด้านบนวางรองรับตัวเครื่องเสียงโดยตรง และส่วนที่เป็นยางซิลิโคนจะเป็นส่วนด้านล่างใช้วางรองรับบนชั้นวางหรือออดิโอแรค (Audio Rack)  หากเครื่องเสียงของคุณถอดขาเดิมออกได้ ก็ให้ถอดออก และวางอุปกรณ์ StackAudio AUVA EQ ลงไปแทนที่ แต่ถ้าไม่สามารถถอดออกได้ ก็ให้วางชิดขาเดิมของเครื่องแทน โดยเว้นระยะออกมา 0.5-1 เซนติเมตร จุดตำแหน่งที่วางกับผืนด้านใต้ของตัวเครื่องเสียง ไม่ว่าจะเป็นสามจุดหรือสี่จุด ให้คำนึงถึงความบาลานซ์น้ำหนักของตัวเครื่องเป็นสำคัญ โดยวางเครื่องลงช้าๆ บน StackAudio AUVA EQ  ให้ส่วนซิลิโคนยุบตัวลงเล็กน้อย แล้วตรวจว่าแต่ละลูกรับน้ำหนักใกล้เคียงกันไหม? ถ้าลูกใด “ไม่ยุบเลย” แปลว่าอัตราการโหลดยังไม่สมดุล ต้องปรับเปลี่ยนจุดรองรับนั้น หลักปฏิบัติคือ ให้ทดลองยกเครื่องทีละมุมเบาๆ ใช้นิ้วดันใต้เครื่องเล็กน้อยคุณจะรู้สึกว่า มุมหนึ่งหนักกว่า มุมหนึ่งเบากว่า จงยึดตรงจุดที่น้ำหนักทิ้งตัวลงมากที่สุด เป็นจุดหลัก ส่วนจุดที่เหลือเป็น จุดรองเฉลี่ยกันไป  ซึ่งถ้าเราสังเกตก็จะพบว่าด้านที่มีน้ำหนักมักจะเป็นจุดตำแหน่งของทรานส์ฟอร์เมอร์ หรือตำแหน่งของระบบขับหมุนต่างๆ ของเครื่องเสียง  ในภาคปฏิบัติสังเกตได้ง่ายๆ ก็คือ เมื่อเราวางไม่ถูกจุดตำแหน่ง จะรู้สึกว่าน้ำหนักเสียงเบาบางลง เบสลอยๆ ไร้พลัง เวทีเสียงไม่แม่น บางทีรู้สึกได้ถึงความเกร็งแข็ง อาจเป็นเหตุที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า AUVA EQ เปลี่ยนเสียงนิดเดียว แต่จริงๆ คือวางตำแหน่งผิด วิธีทดสอบความถูกต้องในการวางรองอย่างง่ายๆ คือ เปิดเพลงที่มีเสียงร้องหรือความถี่กลางชัดๆ และมีเบสเดินต่อเนื่องถ้าวางถูกต้อง เสียงร้องนิ่งตรงกลางเป๊ะ ฉากหลังเงียบขึ้น เบสหยุดสนิทไม่เบลอบวม  จากการทดสอบใช้ StackAudio AUVA EQ เบอร์ 2 สามตัว วางรองใต้เครื่องเล่น SACD ของ Accuphase DP-570S (น้ำหนักเครื่อง 18.4 กิโลกรัม) ที่มีกลไกอ่านแผ่นอยู่ค่อนไปด้านหน้า และหม้อแปลงใหญ่อยู่ด้านใน น้ำหนักอาจจะเทมาทางด้านหน้ามากกว่าด้านหลัง 60:40 ในวิธีการเดียวกันนี้ผมใช้ AUVA EQ รองกับเครื่อง DAC อย่าง NAD M51 และ DENON DCD 2500NE ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากคือ เสียงจะเรียบสะอาดขึ้น อิมเมจแม่นยำ และเวทีตื้นลึกของซาวนด์สเตทดียิ่งขึ้น การทอดตัวปลายเสียงแหลม ต้องบอกว่าสวยงามน่าดูชมแบบไม่ต้องลุ้นครับ บางอัลบั้ม บางเพลงนี่ทำเอาตะลึงได้เลย     ในกรณีใช้ StackAudio AUVA EQ (CSA 2) จำนวน 3 ตัว รองกับแอมปลิไฟร์สองสามเครื่องที่ผมใช้งาน ผลที่ได้ก็น่าสนใจมากสำหรับภาคขยายเสียงทั้งหลาย คือจะให้ผลด้านพลังอิ่มเอิบของเสียงมากขึ้นกับภาคขยาย มีรายละเอียดหยุมหยิมเล็กๆ น้อยๆ แสดงผลออกมาอย่างน่าแปลกใจเลยละครับ แม้แต่แอมป์รุ่นกลางๆ อย่าง NAD C 3050 ก็ให้ผลทำนองเดียวกัน  StackAudio AUVA EQ เป็นอุปกรณ์รองใต้เครื่อง ที่ใช้วิธีการโอนถ่ายพลังงานสั่นออกไปจากเครื่องเสียงอย่างมีแบบแผน ป้องกันแรงสั่นสะท้อนย้อนกลับเข้าสู่ตัวเครื่อง สามารถคืนอิมเมจและซาวนด์สเตจให้เครื่องขยายเสียง เปลี่ยนไปสู่ความโดดเด่นน่าทึ่งยิ่งขึ้น  คุณอาจไม่เคยได้ยินเสียงเบสกระชับเป็นตัวตน แอมเบี้ยนสวยงาม จุดตำแหน่งดนตรีแม่นถึงขนาดนี้มาก่อนก็ได้ครับ ผลลัพธ์ระหว่าง StackAudio AUVA EQ แบบ 3 ตัว (AUVA EQ CSA 2) และแบบ 4 ตัว (AUVA EQ CSA 1) ในด้านประสิทธิภาพเสียงอาจมีความแตกต่างกันได้เล็กน้อย ขึ้นกับการใช้เป็นสี่ตัวหรือสามตัว และความสมดุลของการรองรับน้ำหนักเครื่อง ดังนั้นจึงควรพิจารณาในแง่นี้ให้ดีๆ ทุกอย่างน่าจะอยู่ที่ขนาด น้ำหนักเครื่อง และรุ่นรหัสของตัวรองที่เหมาะสมกันมากกว่า อย่างรุ่นรหัส CSA 1 จะเหมาะกับเครื่องแหล่งโปรแกรม DAC, CD, STREAMER หรือรุ่นรหัส CSA 2 และCSA 3 เหมาะกับแอมปลิไฟร์ที่มีน้ำหนักมากๆ เป็นหลัก ส่วนวิธีการวาง ความเห็นส่วนตัวโดยรวม ผมกลับชอบการวางแบบ 3 ตัว ที่ได้ทั้งอิมเมจ ซาวด์สเตจ รายละเอียดเสียงดีขึ้น เบสอิ่มลอยตัว แบบว่าครบถ้วน รวมถึงฮาร์โมนิคสวยๆ ให้ความประทับใจมากจริงๆ ในขณะที่วาง 4 ตัว อาจจะให้ความอิ่มของเสียงเบสได้ไม่เท่ากับใช้ 3 ตัว (ทั้งสองรุ่น) ส่วนศักยภาพอื่นๆ ก็ใกล้เคียงกันครับ ท่านใดที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่า StackAudio AUVA EQ จะให้ผลความเงียบสงัดดีขึ้น หรืออิมเมจ ซาวนด์สเตจน่าทึ่งขนาดไหน? ผมบอกเลยว่า วิธีเดียวคือต้องหาโอกาสทดลองให้ได้ครับ  เพราะมันจะเป็นข้อยืนยันว่า ไวเบรชั่นระดับน้อยๆ หรือไมโครไวเบรชั่น ทั้งจากภายในตัวเครื่องเสียงเอง และสภาวะแวดล้อมด้านนอกนั้น มีความสำคัญและมีผลต่อคุณภาพเสียงอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว StackAudio AUVA EQ  ราคา  8,900.- / Set 3 pcs. StackAudio AUVA EQ  ราคา  11,800.- / Set 4 pcs. สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd.  โทร. 0-2932-5981  

Soundcare by SEAS : SuperSpike คืนรายละเอียดเสียงอย่างเป็นรูปธรรม

Soundcare by SEAS : SuperSpike คืนรายละเอียดเสียงอย่างเป็นรูปธรรม       ดังที่เรียนว่า ระยะนี้จะมีภารกิจในการทดสอบอุปกรณ์เสริมหลายสิบชนิด และเลือกที่จะนำมานำเสนอให้กับแฟนคลับได้วิเคราะห์กันนะครับ       อุปกรณ์เสริมที่จัดเป็นแอคเซสเซอรี่ในระดับไฮไฟที่นักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลกรู้จัก และเป็นอีกมาตรฐานหนึ่งที่ออดิโอไฟล์ในยุโรปนิยมกันมากนั่นก็คือ Soundcare by SEAS      Soundcare by SEAS หนึ่งในแบรนด์อุปกรณ์เสริมเครื่องเสียงระดับ Hi-Fi โดยเฉพาะเอกลักษณ์ของ “SuperSpike” ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณปี 1996 ด้วยแนวคิดจากนักเล่นเครื่องเสียงนอร์เวย์ โดยคุณ Terje Borgen โดยเขาพบว่าสไปก์แบบเดือยแหลมให้เสียงดีจริง แต่ก็มักจะมีปัญหาในเรื่องของการทำให้พื้นและเฟอร์นิเจอร์เสียหาย จึงเกิดแนวคิดออกแบบสไปก์ในรูปทรงที่ไม่ทำให้พื้นห้องเสียหายและยังคงเสริมการซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีอีกด้วย     ช่วงแรกอุปกรณ์ชิ้นนี้ถือเป็นงานฮอบบี้ควบคู่กับงานประจำของผู้ก่อตั้งในช่วงแรก มากกว่าที่จะนำออกมาขายอย่างจริงจัง ต่อมาในปี 2017 ผู้บริหาร SEAS ให้ความสนใจและรับมาผลิต รวมถึงจัดจำหน่ายในมาตรฐานอุตสาหกรรมไฮไฟ และเปิดตัวสู่สาธารณะครั้งแรกที่งาน IFA Berlin ปี 2000        ปัจจุบัน Soundcare ถูกจำหน่ายออกไปมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก มีกำลังการผลิตประมาณ 1 ล้านชิ้นต่อปี ชิ้นส่วนทั้งหมดผลิตในนอร์เวย์ โดยผู้ก่อตั้งยังคงทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางด้านเทคนิคการออกแบบและด้านธุรกิจ โดยมีสินค้าตัวชูโรงคือ Superspike ที่มีอยู่ 3 รูปแบบ      • Type 1 Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model เป็นลักษณะขารอง ที่ไม่มีเกลียว ใช้วางใต้เครื่องโดยตรงแทนขารอง สำหรับวางรองใต้เครื่องแอมป์ CD player, DAC, Streamer หรือ Rack       • Type 2 เป็นรุ่นที่มีเกลียว เรียกว่า Soundcare SuperSpike - Threaded Model M แบ่งเป็นขนาดมาตรฐานของ Spike คือ M6 / M8  ใช้สำหรับแทน Spike เดิมของลำโพง ลักษณะมีเกลียวที่หมุนเข้าฐานลำโพงหรือขาตั้งลำโพงได้เลย นี่คือรุ่นที่ได้รับความนิยมที่สุด      ซึ่งผมก็ได้รับมาทดสอบพร้อมกันทั้งสอง Type ใช้วางรองใต้เครื่อง และรุ่นที่เป็นเกลียวก็จะใช้กับขาตั้งลำโพง • Type 3 Electronic Foot จะคล้ายกับ Type 1 หรือ Self Adhesive Standard แต่จะเป็นลักษณะหัวกลับลง ซึ่งยังไม่มีการสั่งนำเข้ามาในขณะนี้ อีกส่วนหนึ่งทางโรงงาน SEAS ผลิตสำหรับ OEM หรือติดมากับลำโพงจากโรงงาน เรียกว่า SuperSpike for Loudspeaker     เทคนิคในการออกแบบ ช่วยป้องกันรอยขีดข่วน ลดแรงสั่นสะเทือน (Mechanical vibration isolation) ยึดแนวคิดเรียบง่ายแต่ลึกมากในเชิงวิศวกรรม แตกต่างจาก Spike แบบดั้งเดิมที่ต้องมีจานรองรับที่ติดตั้งยากมีอัตราเสี่ยงล้มหรือทำให้พื้นเสียหาย      หลักการออกแบบเชิงเทคนิคมี 3 ขั้นตอนพร้อมกันคือ 1. การระบายแรงสั่น (Energy Drain)  เพราะเมื่อดอกลำโพงทำงาน จะเกิดอาการสั่นของตู้ พลังงานส่วนเกินรวมถึงไมโครเรโซแนนซ์จากเครื่อง เพราะถ้าวางลำโพงบนพื้นตรงๆ พลังงานนี้จะ สะท้อนกลับเข้าตู้มีผลให้เบสบวม เสียงกลางขุ่น เวทีเสียงไม่นิ่ง SuperSpike ทำหน้าที่เหมือนการระบายแรงสั่นทางเดียว ส่งพลังงานลงพื้น แต่ลดการสะท้อนกลับ 2. ควบคุมพื้นที่หน้าสัมผัสของอุปกรณ์เครื่องเสียง (Controlled Contact Area) เพราะ Spike ปกติมีข้อดีตรงจุดสัมผัสเล็กมากก็จริง แต่ปัญหาคือความไม่มั่นคงและเลื่อนไถลได้ง่าย Soundcare Superspike ออกแบบให้มีเข็มแหลมโลหะแข็งตรงกลาง และประกอบด้วยเฮ้าส์ซิ่งครอบรอบนอก  3. ระบบตัดการเคลื่อนไหวระดับไมโคร Micro-Movement Suppression)  สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือลำโพง “ขยับ” ตลอดเวลาในระดับไมครอน การเคลื่อนตัวที่เล็กมากนี้ทำให้จุดตำแห่งอิมเมจฟุ้ง โฟกัสเสียงบางส่วนหายไป SuperSpike ช่วยลด Micro rocking motion ทำให้ภาพพจน์เสียง เหมือนการล็อกตำแหน่งชิ้นดนตรีให้นิ่งขึ้น      และที่น่าสนใจคือแบรนด์ยุโรปจำนวนมากเลือกใช้ OEM เพราะ SuperSpike ไม่เปลี่ยน Character เดิมของลำโพงนั่นเอง           ผลการทดสอบ ช่วงนี้ผมใช้เวลาในการทดสอบอุปกรณ์เสริมระบบเสียงค่อนข้างเข้มข้นอยู่พอสมควร และอุปกรณ์ Soundcare Superspike สองรูปแบบนี้ ผมใช้ระยะเวลาทดสอบจริงจังประมาณ 3 สัปดาห์ จึงได้นำผลลัพธ์มาให้ได้รับทราบกันดังต่อไปนี้     ตัว Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model รูปแบบทรงกลมขนาด 32 มิลลิเมตร (ชุด 3 ชิ้น) แนะนำให้วางโดยคำนึงถึงความบาลานซ์ของตัวเครื่องไม่ว่าจะเป็นซีดี เพลย์เยอร์ DAC สตรีมมิ่ง หรือเครื่องขยายเสียง       จุดแรกที่จะต้องพิจารณาวางรอง ก็คือตรงช่วงที่มีน้ำหนักของเครื่องถ่ายเทไปทางทิศนั้นมากที่สุด อาทิจุดตำแหน่งทรานส์ฟอร์เมอร์หรือหม้อแปลงภายในเครื่อง ซึ่งเราใช้มือช้อนด้านใต้เครื่อง ขยับๆดูก็จะพอดีรู้ว่า น้ำหนักถ่ายเทไปทางด้านไหน อีก 2 จุดถัดมาก็คือ บาลานซ์มุมอื่นเพื่อให้เครื่องมีความสเถียรมั่นคง    เทคนิคขั้นสูงคือ ถ้าขารองของตัวเครื่องเสียงสามารถขันถอดออกได้ ก็ถอดออกเก็บไว้ แล้วใช้ SuperSpike - Self Adhesive Standard Model ติดด้านใต้แทน แต่ถ้าถอดออกไม่สะดวก ก็ให้ติดตั้งด้านใต้ที่ใกล้กับขารองเครื่อง       สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งก็คือการนำเอา Self Adhesive Standard Model ไปรองซ้อนตรงจุดด้านใต้ขารองของเครื่องเสียงอีกทีนะครับ มันจะทำให้เสียงทุกเสียงออกแนว Dark หรือเสียงกลับมืดลง (ทึบ) ส่วนรุ่นที่มีเกลียว หรือ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M นั้น ผมได้รับรุ่น M8 มาตรฐานที่ใช้สำหรับแทน Spike เดิมของลำโพง ขาตั้งลำโพง (ชั้นวาง) มาทดสอบซึ่งลักษณะมีเกลียวที่หมุนเข้าฐานลำโพง-ขาตั้งลำโพง ผมจะใช้ 8 ตัว หรือสองชุดสำหรับขาตั้งแต่ละตัวแยก ซ้ายขวา  ซึ่งก็สามารถปรับเปลี่ยนใช้งานได้อย่างง่ายดาย เราก็แค่ถอดสไปก์เดือยแหลมของขาตั้งลำโพง เดิม(หรือใต้ฐานลำโพงตั้งพื้น) ออกไป จากนั้นก็นำเอาตัว Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 ใส่ทดแทนเข้าไปได้เลย หมุนเกลียวให้สุดทั้งสี่มุมแล้วค่อยมาปรับระดับสูงต่ำในขั้นตอนการวัดและเซ็ตอัพ      การปรับเกลียวตรงนี้อาจต่างจากการใช้สไปก์แบบเดือยแหลมและจานรองเล็กน้อย เพราะว่านี่คืออุปกรณ์ที่ออกแบบโดยมีทั้งเกลียวและตัวรองอยู่ในตัวเอง ไม่ใช่แบบแยกส่วน      การปรับหมุน จะต้องค่อยๆ ปรับให้ได้ศูนย์ (ควรใช้ลูกน้ำวัด) ทั้งสี่มุม ในตอนทดสอบนั้น ผมเน้นไปที่ขาตั้งลำโพงเป็นหลัก ซึ่งเราก็จะต้องใช้วิธีปรับศูนย์ของขาตั้งลำโพงให้ได้ก่อนแล้วจึงวางตู้ลำโพงด้านบนอีกที     การใช้ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 จะทำให้ขาตั้งลำโพงหรือลำโพงนั้นสูงขึ้นอีกประมาณ 3.5 เซนติเมตรโดยรวม     การเซ็ตอัพ ปรับจูน ใช้เวลามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพื้นห้องจะมีความลาดเอียงสูงต่ำต่างกันแค่ไหนนั่นเอง แต่ก็ไม่ถือว่า กินเวลามากนัก      ถ้าหากต้องการให้เราสามารถปรับเลื่อนขาตั้งลำโพงหรือลำโพงได้ หลังจากใส่ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 เข้าไปแล้ว ก็สามารถที่จะนำเอาแผ่นสักกะหลาดกลม (แถมมาในกล่อง) แปะติดด้านใต้ได้ครับ ก็จัดว่าสะดวกดีสำหรับช่วยให้การขยับเลื่อนตำแหน่งลำโพงไปมาในการเซ็ต ทาง Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 ถูกออกแบบมาให้เรียบง่ายแม้ดูจากภายนอกจะไม่พิสดารหวือหวาก็ตาม        บทสรุปแรก ในเรื่องของคุณภาพเสียงและการส่งผลต่อการใช้งานก็คือ ตัวรองสามจุดด้านใต้เครื่อง Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model (ชุด 3 ชิ้น รองใต้เครื่อง) จะให้ความสมดุลในย่านความถี่มากขึ้น รับรู้ได้ถึง Image หรือโฟกัสดีขึ้นกว่าเดิม แม้กระทั่งเครื่องสตรีมมิ่ง และ DAC ก็สัมผัสได้ง่ายที่สุด คือเสียงร้องนิ่งตรงกลางเวที ให้ความรู้สึกด้านความถี่ต่ำหรือเบสกระชับขึ้น แบ็คกราวนด์เงียบขึ้น โดยเฉพาะ CD Player และปรีแอมป์จะส่งผลตรงนี้มากที่สุด ส่วนภาคขยายหรือแอมป์ทั่วไป เช่นแอมป์ คลาส A และ AB เรารู้สึกได้ถึงความสะอาดเสียงได้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้นครับ ส่วนแอมป์แนวคลาส D ก็รู้สึกได้ถึงอิมเมจที่แจ่มกระจ่างขึ้น        สิ่งที่ไว้วางใจได้คือบุคลิกแนวเสียงในซิสเต็มจะคงเดิม เพียงแต่เป็นการเพิ่มความนิ่ง และรายละเอียดดียิ่งกว่าเดิมชัดเจน       แต่ต้องเรียนว่า ผมไม่แนะนำให้ใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงครับ      เพราะเครื่องเล่นแผ่นเสียง ถ้าจะใช้ต้องรองใช้ถึง 4 จุด การใช้แค่ 3 จุด จะหาสมดุลได้ยากมาก อีกทั้งการสั่นไหวของรอบหมุนของมอเตอร์ พูลเล่ ซึ่งจะมีผลต่อแรงสั่นที่ค่อนข้างแรงไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่ Standard Model จะเหมาะกับเทิร์นเทเบิล       โดยเฉพาะเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีระบบสปริงหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่แพล็ตเตอร์ลอยตัวจากฐานเครื่องถือเป็นข้อห้าม        แต่ถ้าเป็นเทิร์นเทเบิลแบบ Non-Suspension หรือระบบไดเร็คไดรฟ์ขนาดเล็ก “อาจจะพอได้” แต่ก็ต้องใช้ 4 จุดอยู่ดี ดังนั้นบทสรุปคือ Standard Model ควรใช้กับการรองรับใต้เครื่อง เสียง หรือชั้นวาง มากกว่าใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยตรง         ผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพ Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model จะดีมากกับการวางรองเครื่อง CD, DAC, Pre-Amp, Power Amp, Integrated Amp และ Streaming ครับ เพราะโดยพื้นฐานนั้นทางผู้ออกแบบต้องการให้เราได้ใช้กับเครื่องแหล่งโปรแกรม และเครื่องระบบกลไก เครื่องที่มีไวเบรทจากหม้อแปลงทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแรงสั่นสะเทือนน้อยๆ ประเภทไมโครไวเบรชั่นเป็นหลัก       • เสียงโดยรวมคือ นิ่ง สมูท อิ่ม และรายละเอียดเสียงจะดีมากขึ้น แต่จะไม่ให้ผลด้านความไบรท์ หรือความสว่างของเสียง ดังนั้นท่านใดที่ต้องการความสะอาดเสียง ความละมุนละไม ใช้ Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model รองใต้เครื่อง หรือแผ่นเพลทรองเครื่อง ถือว่าเหมาะมาก แต่ถ้าท่านใดต้องการเสียงที่มีความสว่างปลายเสียง สินค้าชุดนี้ก็อาจจะไม่ใช่จุดมุ่งหมายครับ         บทสรุปที่สอง จากการทดสอบ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเป็นของ Soundcare รุ่น  SuperSpike Threaded Model M8  รุ่นมีเกลียวและตัวรองในตัว ที่ผมใช้แทนสไปก์ของขาตั้งลำโพง อันนี้แหละครับที่นับว่าน่าทึ่ง อาจจะเป็นเพราะลำโพงสามารถแสดงผลทางด้านคุณภาพเสียงได้มากกว่าทุกอุปกรณ์    สิ่งที่ได้จาก Threaded Model M8 คือความสะอาดเสียง ความนิ่งของจุดตำแหน่งดนตรี หรือ Image ของลำโพงจะแม่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังรักษาฮาร์โมนิคสวยๆ ของดนตรีเอาไว้ได้อย่างมั่นคง        รายละเอียดและความเป็นธรรมชาติของเสียงนั้นนับว่า “ยืนหนึ่ง” เลยครับ นี่จะอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ Threaded Model M8 ได้รับความนิยมสูงสุดของ Soundcare      ซึ่งมันก็อาจจะดูว่าเป็นอุปกรณ์ที่แปลกไปกว่าสไปก์ทั่วไป ที่มักจะเป็นเดือนแหลมและมีจานรองรับ      แต่ Threaded Model M8  จะมีโครงสร้างหมุดแหลมอยู่ด้านใน ส่วนด้านนอกยึดรวมมากับเฮ้าส์ซิ่งทรงกลมเป็นปลายขา      Threaded Model M8 ไม่ใช่ Spike ธรรมดา แต่เป็นระบบหลายชั้น (multi-layer mechanical interface) โครงสร้างจะแบ่งเป็น 5 ส่วนหลัก 1. เหล็กกล้าชุบแข็ง ทำหน้าที่ยึดกับตัวชุดขาตั้งลำโพง เป็นทางผ่าน Vibration หลัก แรงสั่นจากเครื่องจะไหลเข้าจุดนี้ก่อน 2. แกนหลักหรือ Main Spike Core แกน Spike ใช้วัสดุสเตนเลส มีลักษณะปลายแหลมที่มุมปลาย สุด ผ่านการคำนวณมาอย่างดี เพื่อให้เกิดจุดสัมผัสแบบรวมพลังงานสั่นให้เล็กที่สุด เพิ่ม Pressure หรือแรงกดเพียงจุดเดียวต่อพื้นที่ 3. อินเตอรเฟซแดมป์ (Internal Damping Interface) เป็นสิ่งที่ทำให้ SuperSpike Threaded Standard Model M8 ต่างจาก Spike ปกติ โดยภายในจะมีโพลีเมอร์แดมปิ้งความคุมแรงสั่นระดับไมโคร ลด Ringing ของโลหะไม่ให้ Vibration สะท้อนกลับขึ้นไปที่เครื่อง 4. ส่วนครอบด้านล่าง ที่เห็นเป็นจานคือ Protective Cup Housing ที่ใช้วัสดุคอมโพสิตโพลิเมอร์ความแข็งแรงสูง ทำหน้าที่รองรับปลายสไปก์ และช่วยกระจายน้ำหนักลงไปสู่พื้น 5. ระบบสัมผัสลอยตัว (Floating Contact Micro-Gap) เป็นจุดสำคัญที่ภายในไม่ได้ล็อกแน่น 100% แต่มีการเคลื่อนตัวไมโคร-มูฟว์เม้นท์ ในระดับไมครอน ช่วยกำจัดไมโครเรโซแนนซ์ ลดแรงสั่นที่ย่านความถี่สูง       ผลรวมของคุณภาพเสียงที่ได้จาก Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8  ก็คือ เบสอิ่มมีมวลมากขึ้น ควบคุมการลอยตัวของเบสได้อย่างดี เสียงกลางหรือช่วงมิดเร้นจ์ชัดเจนเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ปลายแหลมจะสะอาดเรียบคุมโทนได้นิ่ง ให้โฟกัสดีกว่าการใช้เดือยแหลม ลดไวเบรชั่นโดยปราศจากการตัดทอนความถี่ออดิโอ ดังนั้นคาแรกเตอร์เครื่องและลำโพงจึงคงเดิม    ช่วงปลายเสียงของ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 นี้ ขอเรียนว่าจะออกไปทางแฟลต เรียบสะอาดสมจริงมากๆ ครับ ไม่ใช่แบบไบรท์หรือสดใสแต่อย่างใด    จุดสังเกต Threaded Model M8 ให้ผลดีที่สุดกับขาตั้งลำโพงโลหะ ส่วนขาตั้งไม้จะได้รับผลรองลงมา และผลลัพธ์จะขึ้นกับความอ่อนไหวของระบบเดิมหรือคุณภาพของเครื่องเสียงและลำโพงด้วย กล่าวได้ว่าซิสเต็มยิ่งดี ยิ่งแสดงผลได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ Soundcare by SEAS SuperSpike คืออุปกรณ์เสริมที่ระบายแรงสั่นไวเบรชั่นได้ดีจริงๆ เทียบเคียงกับแบบสไปก์เดือยแหลมจะให้เสียงเนียนกว่าและใช้ง่ายกว่า สามารถคืนรายละเอียดเสียงกลับมาอย่างสมจริง รักษาดุลเสียงและย่านคว่มถี่ได้สวย มีความโดดเด่นเป็นรูปธรรม    Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model  ราคา 3,000 บาทต่อชุด  (1 ชุดมี 3 ชิ้น) Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8  ราคา 4,000 บาทต่อชุด (1 ชุดมี 4 ชิ้น) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology  โทร. 02 429 1236

TAOC SCB-RS-HC50G สลายแรงสั่นในระดับไมโคร เพื่อยกคุณภาพเสียงอีกระดับ

TAOC SCB-RS-HC50G  สลายแรงสั่นในระดับไมโคร เพื่อยกคุณภาพเสียงอีกระดับ TAOC เป็นแบรนด์สินค้าคุณภาพสูงสำหรับระบบเครื่องเสียงและโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จากไอชิน ทากาโอกะ (Aisin Takaoka) บริษัทญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานในการผลิตชิ้นส่วนเหล็กหล่อสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเป็นหนึ่งในผู้ผลิต Cast Iron เหล็กหล่อรายใหญ่และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Toyota Group ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการหล่อและการควบคุมแรงสั่นสะเทือนมาเป็นเวลาหลายสิบปี      ในปี 1977 เริ่มต้นการวิจัยเรื่องเหล็กหล่อและคุณสมบัติในการลดแรงสั่นสะเทือน โดยอาศัยเทคโนโลยีการหล่อที่ใช้ในงานยานยนต์ ปี 1982–1983 เริ่มจัดตั้งทีม Audio Project เพื่อสร้างแบรนด์ TAOC อย่างเป็นทางการในปี 1983 พร้อมเริ่มผลิตฐานรองลำโพงและอุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือนสำหรับเครื่องเสียงอย่างเต็มรูปแบบ       ต่อมาได้ขยายไลน์สินค้าเป็น ออดิโอบอร์ด ออดิโอแร็ค ขาตั้งลำโพง สินค้ากลุ่ม Insulator และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงโดยควบคุมแรงสั่นสะเทือนอย่างมีประสิทธิภาพ       ชื่อ “TAOC” ย่อมาจาก Takaoka Anti-Oscillation Casting ซึ่งหมายถึงการควบคุมแรงสั่นสะเทือนด้วยวัสดุเหล็กหล่อ แนวคิดพื้นฐานที่แบรนด์ยึดถือในการพัฒนาสินค้าทุกชิ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เสียงมีความบริสุทธิ์ที่สุด       TAOC พัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดดเด่นมากในโครงสร้าง Honeycomb Core ที่ใช้ผงเหล็กหล่อเพื่อเพิ่มการลดแรงสั่นสะเทือนในออดิโอบอร์ด และชั้นวางเครื่องเสียง และยังได้พัฒนาชุดชั้นวางระดับพรีเมียม อาทิ CSR Series ที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้ฟังเพลงและนักเครื่องเสียงทั่วโลก      เทคโนโลยีเหล็กหล่อความหนาแน่นสูง High-Density Cast Iron ของ TAOC ใช้เหล็กหล่อพิเศษ ที่มีโครงสร้างภายในซับซ้อนระดับไมโคร โดยคุณสมบัติเด่นคือ ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าเหล็กแผ่นหรืออะลูมิเนียมทั่วไป ลด Resonance ที่เกิดจากเครื่องเสียงและพื้นห้อง รวมถึงควบคุมฮาร์มอนิกที่ไม่พึงประสงค์     แนวคิดหลักของ TAOC คือความสามารถในการควบคุมการสั่นระดับไมโคร เพื่อรักษาความเที่ยงตรงของสัญญาณเสียง โดยเฉพาะกับแอมปลิไฟร์เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นซีดี DAC ลำโพง        TAOC SCB-RS-HC50G เป็นแผ่นเพลทสลายแรงสั่นชิ้นเดี่ยว เป็นรุ่นหนึ่งในซีรีส์ SCB-RS-HC ซึ่งถือเป็นรุ่น Master Class หรือ Flagship ในกลุ่ม Audio Board จาก TAOC มีโครงสร้างวัสดุแตกต่างกันถึง 7 ชั้น ที่พัฒนาต่อยอดจากรุ่น SCB ปกติ เพื่อให้การดูดซับแรงสั่นสะเทือนอันยอดเยี่ยม         มีการใช้โครงสร้าง Honeycomb Core (แบบรังผึ้ง) ร่วมกับไม้และวัสดุอื่นๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและการลดการสั่นสะเทือนอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับวางใต้อุปกรณ์เครื่องเสียงขนาดใหญ่ ที่ต้องการความคงตัวสูงและลดผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน พื้นผิวภายนอกสุด สีเทาเข้มเมทัลลิค (Dark Gray Metallic) มีขนาด 500 × 450 × 52 มม. น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัมต่อแผ่น         TAOC SCB-RS-HC50G เป็น Audio Board ประสิทธิภาพสูงระดับ Flagship ของ TAOC ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและปรับปรุงคุณภาพเสียง เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มความคงที่และความชัดเจนของเสียงในระบบเครื่องเสียง โดยสามารถวางรองเครื่องเสียงแบบแยกอิสระชิ้นต่อชิ้น       เป็นออดิโอบอร์ดที่วางรองอุปกรณ์ได้ผลต่อเสียงอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องเสียงที่มีระบบกลไก       ผลการทดสอบ หลังจากได้รับแผ่นบอร์ด น้ำหนักอึ้ง ตึงมือ TAOC SCB-RS-HC50G มาใช้ ผมได้พิจารณาโครงสร้างทั่วไปของแผ่นเพลทที่ใช้วัสดุลูกผสม มีโครงสร้างหนาและมีมวล มีสีสันเคร่งขรึมแนวสีเทาเมทัลลิค สิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นจากภายนอกก็คือ ภายในมีการบรรจุผงเหล็กช่วยกระจายและดูดซับพลังงานสั่นได้มีประสิทธิภาพมาด้วย          เป็นเพลทชนิดเดียวที่ใช้วิธีดึงเอาแรงสั่นสะเทือนน้อยๆที่เกิดจากตัวเครื่องเสียงมากระจายเป็นความร้อนแล้วสลายไวเบรชั่นออกไปอย่างได้ผล        TAOC SCB-RS-HC50G มีโครงสร้างซับซ้อนภายในถึง 7 ชั้น พร้อมชั้นเพลทรังผึ้ง (Honeycomb Core) ที่บรรจุผงเหล็กหล่ออยู่ตรงกลาง ซึ่งช่วยให้วัสดุเหล่านี้ช่วยดูดซับแรงสั่นได้ดียิ่งกว่าโฟม หรือไม้ธรรมดา โดยแรงสั่นจะถูกแปลงเป็นพลังงานความร้อนเล็กน้อยภายในเนื้อวัสดุ แล้วสลายทิ้งไป แทนที่จะสะท้อนกลับไปยังชิ้นส่วนเครื่องเสียงหรือพื้น ช่วยให้เสียงสะอาดและนิ่งขึ้นกว่าการวางตรงบนพื้นหรือชั้นวางธรรมดา       แผ่น TAOC SCB-RS-HC50G จำเป็นต้องใช้สไปก์และตัวรองด้วย ซึ่งจะเป็นออพชั่นเสริม ท่านใดที่มีอุปกรณ์เดือยแหลมและตัวรองมาตรฐานสามารถนำมาใช้ร่วมได้ แต่ผมแนะนำว่าให้ใช้ของ TAOC เองเลย จะดีกว่าครับ      ในที่นี้ผมใช้ชุดสไปก์และตัวรอง รุ่น SP-100-GE ซึ่งมีอุปกรณ์ 4 ชุด อยู่ในกล่องมาติดตั้งด้านใต้เพลท ซึ่งอุปกรณ์ส่วนนี้ ทางตัวแทนจำหน่ายจะจัดแถมมาให้พร้อมกันโดยไม่ต้องซื้อเพิ่มเติม      การจัดวางเพลทลงบนพื้น แรกสุดแนะนำว่า ควรใช้ตัววัดระดับลูกน้ำทำการปรับตั้งให้ทั้ง 4 มุมของเพลทนั้น ได้ศูนย์จริงๆ จากนั้นจึงนำเอาเครื่องเสียงวางลงบนเพลทได้เลยครับ        ลำดับในการทดสอบนั้น ผมเริ่มจากการนำเอาเครื่องเล่น SACD และเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาวางสลับกันไป ในแต่ละช่วงเวลา หลังจากนั้นเปลี่ยนมาทดลองกับอินทิเกรเต็ดแอมป์ และ DAC    คืออยากทำความเข้าใจก่อนว่า นี่คงจะเป็นเพลทชนิดเดียวที่ใช้เทคโนโลยีในการสลายแรงสั่นไมโครไวเบรชั่น จากทั้งภายในตัวเครื่องเสียงเอง และการสั่นไวเบรชั่นจากภายนอก ควบคู่กันไป     ผลสรุปที่น่าตื่นตาตื่นใจคือ ผลที่มีต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงและเครื่องเล่น SACD / CD ครับ ต้องบอกว่า เสียงดีๆ มาทันใจ แบบไม่ต้องตั้งใจฟัง ก็ฟังออกถึงทุกความเปลี่ยนแปลง     แค่นำเครื่องลงไปวางบนเพลท SCB-RS-HC50G ไม่เกิน 3-4 นาที เสียงเดิมจะเปลี่ยนไปในทันที!!!  คือเราจะพบได้เลยกับความแตกต่างในเรื่องของปลายเสียงแหลมพลิ้วที่ทอดยาวมากขึ้น เสียงร้องหรือย่านความถี่มิดเร้นจ์ดูสมจริง หลุดลอยออกมาแบบว่าเหมือนหนังคนละม้วนกับเสียงที่เราฟังอยู่ทุกวัน จุดเด่นที่สุดของออดิโอบอร์ด SCB-RS-HC50G ก็คือการแสดงผลของเสียงที่มีมิติ หรือ Dimension สวยงามในทันทีทันใด      และหากผมทดลองยกเครื่องออกไปจากแผ่นเพลท ก็เป็นเรื่องเลยครับ มิติเสียงจะหุบลงมาทันที เล่นเอางงไปเลยว่า แผ่นรองเครื่องอะไรหนอจะมีอิทธิพลต่อคุณภาพเสียงถึงเพียงนี้      ถ้ายิ่งเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงด้วยแล้ว ผลต่อมิติเสียง การกระจายความถี่ รายละเอียดจะโดดเด่นยิ่งขึ้น ปลายเสียงเปิดอิสระ ในขณะที่ยังคงรักษาคาแรกเตอร์เดิมของเสียงเอาไว้ได้อย่างมั่นคง        เปรียบเทียบระหว่างการใช้ SCB-RS-HC50G กับการวางเครื่องลงบนพื้นธรรมดาแต่แน่นอนว่าในเรื่องของ Detail หรือรายละเอียดของเสียง การเปิดของมิติเสียงนั้นต้องถือว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย มันเป็นอุปกรณ์ที่แต่แรก ผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมากนัก แต่สิ่งที่ได้มากับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดอย่างสิ้นเชิง เอาเป็นว่า ใช้รองเครื่องแล้วต้องอึ้งไปเลยครับ        ในกรณีของการใช้ TAOC SCB-RS-HC50G รองรับภาคขยายหรือเครื่องเสียงจำพวกอินทิเกรเต็ดแอมป์ โดยเฉพาะเครื่องที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ มีทรานส์ฟอร์เมอร์ใหญ่ๆ และตัวเก็บประจุขนาดยักษ์ทั้งหลาย เราจะพบได้ถึงมิติเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง      มันเหมือนกับเราได้รับคุณภาพเสียงที่เปิดกว้างมากขึ้นและมีมิติของเสียงที่อิสระ ทะลุทะลวงมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ      เหมือนเพิ่งมารู้ว่า อันที่จริงเครื่องเสียงของเรามีศักยภาพสูงกว่าที่คิดครับ        ความสามารถในการลดเสียงรบกวนหรือการสั่นสะเทือนน้อยๆ แบบไมโครไวเบรชันไปจนถึงการสั่นสะเทือนทางกลที่เกิดจากเสียงของลำโพงที่ไปกระทบสรรพสิ่ง สภาพแวดล้อมของห้องแล้วย้อนกลับมาที่ตัวเครื่องเสียง ได้ถูกสลายออกไปอย่างเป็นรูปธรรม ผลที่เราได้จึงนับว่าเป็นเสียงบริสุทธิ์ ที่น่าประทับใจจริงๆ     สำหรับผมแล้ว นี่คือการได้รับโฟกัสของเสียงที่ไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อนเลย ฟังแล้วตื่นเต้นประทับใจ ชวนให้ค้นหาจินตนาการดนตรีไม่มีที่สิ้นสุดในเครื่องเสียงของเรา      ความรู้สึกถึงความสวยงามของเสียง ความลึกล้ำในฮาร์โมนิคเสียงที่ได้มา ถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือ อยากให้ได้มีโอกาสทดลอง SCB-RS-HC50G ด้วยตัวของท่านเองกันมากกว่า เราจะเข้าใจคำว่า "ความสงัดเสียงช่วยปลดปล่อยพลัง" นั้นเป็นเช่นไร  เพราะเรื่องความเงียบของพื้นหลังและความชัดของรายละเอียดเสียง โดยเฉพาะกับระบบเครื่องเสียงนั้น เป็นสัมผัสที่ลึกล้ำ ไม่ใช่มาจากการวัดด้วยเครื่องมือ แต่ต้องวัดกันด้วย “สิ่งที่ได้ยิน” เพราะทุกผลลัพธ์จะต้องกระจ่างด้วยตัวของผู้ฟังเอง  นี่คืออุปกรณ์เสริมที่แสดงผลของสลายแรงสั่นในระดับไมโคร เพื่อยกคุณภาพเสียงขึ้นไปอีกระดับที่สัมผัสความแตกต่างได้ง่ายมากครับ     TAOC SCB-RS-HC50G ราคา 24,000.- บาท (แถมชุดสไป๊ก ตัวรอง TAOC SP-100-GE) Reference: NAD C588 Turn Table Linn Sondek LP12 Majik Turntable Hattor Audio Ultimate System Accuphase DP 570S Accuphase E4000 NAD M51 DAC Denon DCD 2500NE SACD      สอบถามได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำ Taan Fortune Town Top Sound&Vision Prestige Hifi Komfortsound HiFi House by Msound HD HiFi HD HiFi Online Audiomate.bkk BOSS Hi End Audio Solutions เครื่องเสียงไฮเอนด์ Piyanas Electric Life Audio MUSE AUDIONICE Blue in green  

Rega FONO MINI A2D MK2 ปรีโฟโนเล็กๆ เรียบง่ายแต่น่าประทับใจ

Rega FONO MINI A2D MK2 ปรีโฟโนเล็กๆ เรียบง่ายแต่น่าประทับใจ ไม่กี่วันที่ผ่านมาผมนึกถึงแอมปลิไฟร์บางรุ่นที่มีใช้อยู่ และปราศจากภาคปรีโฟโน อีกทั้งการใช้งานเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นมิดเอ็นด์ 2-3 เครื่องที่มีอยู่ น่าจะจัดหาตัวขยายหัวเข็มเล็กๆ มาใช้งานสักเครื่องหนึ่ง แต่แล้วได้คิดถึงคำพูดของ Roy Gandy เจ้าของ Rega เค้าเคยบอกผมเรื่องปรีโฟโน ตัวขนาดเล็กของเขาที่ผลิตในประเทศอังกฤษ มันมีราคาย่อมเยาแต่คุณภาพถือว่าไม่ได้น้อยหน้าใคร       ก็จึงตัดสินใจโทรหาคุณป้อม บอสใหญ่ของ Komfort Sound ขอสั่ง Rega FONO MINI A2D MK2 มาใช้สักเครื่องหนึ่ง และเมื่อได้มาแล้ว ก็นำเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงของ NAD C588 (สลับกับ Project Debut 2) มาต่อใช้งานด้วยกันครับ คิดว่าน่าจะเหมาะสมลงตัว       ซึ่งเมื่อใช้งานแล้วไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ        ตัวเครื่องเป็นบอดี้โลหะ (aluminum) แข็งแรง, ลดการรบกวนจากการสั่นและสัญญาณ Noise ได้ดี  Rega FONO MINI A2D MK2 มีขนาดเล็กๆ บางๆ น่ารักดีครับ วางซ่อนมุมไหนก็ดูกลมกลืนกับสถานที่ภายในห้องหรือชั้นวางเครื่อง มีช่องต่อสำหรับรับอินพุต RCA สำหรับขยายหัวเข็ม MM พร้อมส่งสัญญาณทางช่องสัญญาณขาออกไปยังภาค LINE ของแอมป์       คือนำมาต่อคั่นกลางระหว่างเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแอมปลิไฟล์ทั่วไปนั่นเอง       ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือมีช่องเชื่อมต่อ USB สำหรับแปลงเพลงจากแผ่นเสียงเป็นดิจิตอลไฟล์ เก็บไว้ฟังได้ด้วยสิครับ‼️ (สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ Digital Audio Editor มาใช้งานได้)      นี่คือ Phono Pre-amplifier สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง ที่ใช้หัวเข็มแบบ MM (Moving Magnet) เหมาะสำหรับคนที่รักแผ่นไวนิล และต้องการคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นเมื่อเชื่อมต่อกับช่อง Line ของแอมป์ครับ     PREVIEW   • ผลการใช้งานทั่วไป ก็ขอสรุปเลยนะครับ ว่าพอใจมากๆ แม้อาจจะไม่ใช่รุ่นแพง รุ่นโปร แต่ความคุ้มค่านี่ ต้องบอกว่าน่าประทับใจ ให้คุณภาพเสียงที่เรียบสะอาด แฟลต ดีจริงๆ เพราะผมเป็นนักฟังที่ต้องการความพอดีของเสียง จึงไม่ชอบความปรุงแต่งเกินธรรมชาติ ดังนั้นเหมือนได้ค้นพบกับคุณภาพเสียงที่ให้ความสุขตรงต้องกับใจอย่างเป็นที่สุด       อะไรที่ผมประทับใจ?        ก็คือน้ำเสียงในแง่อนาล็อกซาวนด์ โดยเฉพาะเสียงของไวโอลินและเปียโนที่ถูกส่งผ่านมาอย่างสมจริงไม่เกินเลย ชอบมากๆ ครับ นี่อาจจะเป็นเสียงของชิ้นดนตรี ซึ่งผมใช้ตัดสินคุณภาพของเครื่องโดยทั่วไปว่า เขาจะมอบความเป็นธรรมชาติของเสียงและอยู่กับเราได้ยาวนานหรือไม่และ Rega FONO MINI A2D MK2 ให้คำตอบแล้วครับว่า คู่ควรอย่างยิ่ง        แม้จะเป็นปรีโฟโนราคาเริ่มต้นที่ราคาสบายกระเป๋า แต่จุดเด่นคือเรื่องของเวทีเสียง จังหวะ อารมณ์ ดนตรี ทำได้ดีเกินราคา ต้องชื่นชมการออกแบบของ Roy Gandy ครับ นี่ก็ได้ทำการพัฒนามาเป็นเวอร์ชั่นที่สองแล้ว เสียงดีขึ้น ในราคาที่คงเดิมๆ แถมราคาขนาดนี้ ยังผลิตในอังกฤษอีกต่างหาก      ฟังแผ่นเสียงไวนีลรุ่นเก่า แผ่นรุ่นใหม่ มีความพอดี และน่าประทับใจตรงเสียงกลางใส แบบ Natural เก็บทุกรายละเอียดได้ดีโดยไม่มี Coloration หรือการระบายสีสันเพิ่มเติม หรือเสียงที่ขยายปนเปอยู่กับ Noise จนแยกไม่ออก เครื่องเล็กๆ รุ่นนี้ ฟังได้ “สมจริง” ตามที่แผ่นบันทึกไว้ สำคัญมากก็คือไม่บิดเบือนเสียงต้นฉบับ!!!        คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ผมมักจะพบในปรีโฟโนระดับเริ่มต้นทั่วไปมักมีสองอาการต่อไปนี้ คือ Flatness หรือ Dullness เป็นเหตุที่ทำให้ไม่กล้าเล่นปรีโฟโนราคาพื้นๆ ซึ่งจะขออธิบายง่ายๆว่า      Flatness เสียงในแบบโทนเสียงแบนราบเสมอกัน แต่มาในแบบขาดไดนามิก เสียงเบาหรือดังก็ไม่ค่อยมีอะไรเด่น ฟังแล้วรู้สึกไม่น่าสนใจ เหมือนไม่มีแรงปะทะเวทีเสียง เสียงแบนๆ เวทีเสียง ไม่ลึกไม่กว้าง      ส่วน Dullness ที่หมายถึงเสียงทึบ มัว มืด ขาดประกายโทนเสียงค่อนไปทางมืด (Dark) นั่นเอง       ต้องชื่นชม ดีใจที่ Rega FONO MINI A2D MK2 พาเราหลุดพ้นออกจากสิ่งบกพร่อง หรือวังวนเหล่านั้นได้อย่างหมดจดเลยทีเดียว        เสียงโดยรวมของ Rega FONO MINI A2D MK2 คือสัญลักษณ์ของความเป็นอนาล็อก อุ่นอิ่ม สมดุล เบสชัดเจนไม่บวม เสียงกลางสวยงามไม่กระด้าง เหมาะกับหลากหลายแนวเพลง ส่งผ่านทุกรายละเอียดเสียงครบในช่วงปลายแหลมใสสะอาดแบบพอดิบพอดี นี่ละ เสียงอนาล็อกที่สวยงามเสมอ    โดยเฉพาะในแง่เสียงรบกวนต่ำสุด ผมยกให้เลยครับว่า Rega FONO MINI A2D MK2 เป็นปรีโฟโนขนาดย่อมที่ทำได้ดีงาม เป็นที่น่าพอใจมาก          สำหรับฟีเจอร์เสริมที่มี Output แบบ USB ช่วยให้ริปแผ่นไวนิลเป็นไฟล์ดิจิตอล เท่ากับดึงโลกวินเทจสู่โลก “ไฟล์เพลง” ได้สะดวก และเพื่อให้เหมาะกับระดับความแรงค่าหัวเข็ม Rega FONO MINI A2D MK2 มีเกนโวลุ่มมาให้ปรับสำหรับการบันทึกดิจิตอลผ่าน USB ได้ด้วย  ดังนั้นถ้าคุณต้องการเก็บในคอมฯ จัดเก็บไว้ได้สะดวกมาก เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ Rega มอบให้กับออดิโอไฟล์         ผมเห็นด้วยกับสื่อต่างประเทศ ที่ยกให้ Rega FONO MINI A2D MK2 เป็น “budget phono stage of choice” หรือโดดเด่นในกลุ่มปรีโฟโนระดับเริ่มต้น ถ้าคุณเริ่มเล่นแผ่นเสียงระบบเสียงระดับพื้นฐานถึงมิดเอ็นด์ แค่เพิ่มปรีโฟโนเครื่องเล็กๆ เครื่องนี้ จะได้ผลที่ชัดเจนกว่า  เมื่อเทียบกับปรีโฟโนที่มีอยู่ในแอมปลิไฟร์ทั่วไปแล้ว ขอบอกว่า Rega FONO MINI A2D MK2 ให้คุณภาพเสียงดีกว่าแยะครับ     ในยุคปัจจุบัน จะหาอะไรที่ราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท แต่ให้คุณภาพน่าประทับใจ คุ้มค่า ผมว่า Rega FONO MINI A2D MK2 เป็นหนึ่งในสิ่งเล็กๆ ที่ให้ศักยภาพใหญ่เกินความคาดหมายเลยทีเดียว        นี่คือภาคปรีโฟโน สำหรับแผ่นเสียงที่จัดได้ว่าให้คุณภาพอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของรายละเอียด ความสะอาดเสียง ความใกล้เคียงดนตรีจริง… และที่สุดคือความเป็นธรรมชาติของน้ำเสียงดนตรี       สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงคำว่า “อนาล็อกออดิโอ” ผมว่านี่คือทางเลือกแรกของคุณอย่างแน่นอนครับ หมายเหตุ: Rega FONO MINI A2D MK2 มีขนาด: กว้าง 102 สูง 30 ลึก 125 มม. ราคา 6,900.- บาท  สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัท คอมฟอร์ตซาวด์ จำกัด Tel: 02 321 0384, 02 321 0385, 083 758 7771  

Entreq Silver Minimus Tungsten เข้าถึงเสียงดนตรีได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น

Entreq Silver Minimus Tungsten เข้าถึงเสียงดนตรีได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น      ระบบกราวด์มีผลต่อคุณภาพเสียง ตั้งแต่เริ่มต้นการวางระบบไฟ และกราวด์ของบ้าน จนถึงการออกแบบวงจรขยายในเครื่องเสียง ในแง่ของนักเล่นระดับออดิโอไฟล์ ได้มีความพยายามกำจัดเสียงรบกวนออกจากระบบกราวด์ในหลากหลายวิธี อาทิเครื่องกรอง หรือระบบชีลด์ต่างๆ         สำหรับ Entreq แบรนด์ชั้นนำจากสวีเดน ได้เสนอวิถีทางที่เรียบง่าย แบบ “คืนกลับสู่ธรรมชาติ” คือดึงเอาเสียงรบกวนในระบบกราวด์ของเครื่องเสียงมาสลายในกล่องดัก Noise ของตน ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มนักเล่นระดับไฮเอ็นด์ ที่เข้าใจถึงความสำคัญ ของสัญญาณรบกวนว่า มีผลต่อคุณภาพเสียงเป็นเป็นอย่างยิ่ง       Entreq หรือ Environmental Technology เป็นบริษัทจากประเทศสวีเดน ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาอุปกรณ์เสริมสำหรับระบบเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ โดยเน้นในเรื่องการจัดการกับกราวด์ (grounding) และลดสัญญาณรบกวน (noise reduction) ที่แฝงมากับสัญญาณดนตรี เพื่อยกระดับคุณภาพเสียงให้บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติมากที่สุด     ผู้ก่อตั้งคือ คุณ Per-Olof Friberg ชาวสวีเดน เคยใช้ชีวิตอยู่ในอาชีพเกษตรกรรมมาแต่เล็กแต่น้อย และเขาก็หันมาพัฒนาหลักการวิศวกรรมลดสัญญาณรบกวนทางกราวด์และแม่เหล็กไฟฟ้า ด้วยวัสดุธรรมชาติ อันมีไม้ และแร่ธาตุเฉพาะ ที่ไม่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือพลังงานไฟฟ้า สินค้าที่ผลิตแบบแฮนด์เมด จะมี Ground Box กล่องกราวด์ Cables สายสัญญาณ สายลำโพง สายกราวด์และ Cleanus หรืออุปกรณ์จัดการพลังงานไฟฟ้าของ Entreq    ในหลักใหญ่แล้ว Entreq ออกแบบเน้น “Passive Grounding” หรือการต่อระบบกราวด์ แบบไม่ใช้ไฟ หรือจะเรียกว่า ทำงานด้วยระบบแพสสีพนั่นเอง อุปกรณ์จะใช้วัสดุเฉพาะ เช่น เนื้อไม้ ทองแดงบริสุทธิ์, แร่ธาตุธรรมชาติ   มุ่งลด EMI/RFI สัญญาณรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ออกแบบให้เสียงจากต้นฉบับเพลงมีความนิ่งสงบและเปิดเผยรายละเอียดครบถ้วนมากที่สุด       Entreq Silver Minimus Tungsten เป็นหนึ่งในกล่องกราวด์ Single‑cell ground box ระดับมิดเอ็นด์ของ Entreq เป็นรุ่นพัฒนาต่อยอดมาจาก Silver Minimus โดยมีการปรับสูตรผงแร่ภายใน (mineral mixture) ให้ใกล้เคียงกับรุ่น Olympus 10 T โดยเพิ่มส่วนผสมของ “ทังสเตน (Tungsten)” เข้าไป และมีการปรับระบบกันสั่น (vibration damping) ด้วยปลาย Spike อะลูมิเนียมแบบพิเศษ        สำหรับตัวกล่องใช้ไม้โอ๊ค (oak) ธรรมชาติ ที่มีขนาด กว้าง 170 × สูง 170  × ลึก 190 มม.  ภายในมีส่วนผสมของ Mineral mix ที่มีองค์ประกอบของโลหะ ได้แก่ ทอง, เงิน, ทองแดง, สังกะสี, แมกนีเซียม ในอัตราส่วนที่ไม่ได้เปิดเผยชัดเจน แต่กล่าวว่ามีแร่เงินมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และเสริมแร่ทังสเตนเข้าไป  มีขั้วเชื่อมต่อกราวด์เป็นทองแดง (copper binding post)          ถ้าถามว่า การเพิ่มส่วนผสมของทังสเตนเพื่ออะไร? คำตอบคือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านทานสัญญาณรบกวน (noise) ให้มากขึ้น ซึ่งจะก่อผลด้านความสงัดเสียงอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รุ่นนี้จะเป็นเวอร์ชันที่ 3 ของ Silver Minimus ที่มีการปรับปรุง เมื่อใช้คำว่า “Tungsten” เพื่อบ่งบอกถึงการผสมวัสดุใหม่ที่มี Tungsten เข้าไปด้วย ทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น จากการทดสอบส่วนตัวของผมนับตั้งแต่รุ่นเดิม Silver Minimus มาถึงรุ่นใหม่ พบว่ากับ Silver Minimus Tungsten แล้ว ในแง่รายละเอียดเสียงเล็กๆ จะเพิ่มขึ้นได้มากกว่า สามารถลด Noise Floor ได้ดีขึ้น ทำให้รายละเอียดเล็กๆ ในเพลงชัดขึ้นมา โดยเฉพาะความชัดเจนของชิ้นดนตรี    สิ่งที่ผมชอบอุปกรณ์ของ Entreq คือทุกโมเดลจะไม่ไปทำให้บุคลิกเครื่องเสียงทุกชุดเปลี่ยนแปลงผิดเพี้ยนไป แต่จะลด Noise จากระบบกราวนด์ ทำให้เกิดความเป็นดนตรีสูงขึ้นอย่างชัดเจนมาก        Entreq Silver Minimus Tungsten สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อต่อกราวด์/ระบายประจุไฟฟ้า 1 ชิ้น ที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 10 กิโลกรัม ดังนั้นจุดหมายคือใช้กับ ปรีแอมป์, DAC Streamer, CD /SACD Player ต้นทางแหล่งโปรแกรมทั้งหลาย  และเมื่อใช้สายกราวด์รุ่นใหม่ Entreq Revelation Ground Cable ที่ทดสอบร่วมกันกับ Silver Minimus Tungsten นี้ จะได้ผลดีและลงตัวมาก โดยด้านหลังจะมีจุดกราวด์มาให้ 1 จุด ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานกับเครื่องเสียงทั่วไปตามข้อกำหนด ขนาดน้ำหนักดังกล่าวข้างต้น แต่ไม่แนะนำต่อกับ Power Amp โดยตรง (ควรใช้รุ่น Tellus หรือ Poseidon ที่มีขนาดใหญ่กว่า)         สำหรับการต่อนั้น ให้ผู้ใช้ต่อกับสายกราวด์ของ Entreq เอง ซึ่งตรงนี้สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือเลือกสายรุ่นที่ใหญ่ขึ้นตามคุณสมบัติของโลหะ ตัวนำ ภายในได้ครับ เพราะตรงนี้จะเป็นเรื่องของการได้รับบุคลิกที่แตกต่างกันด้วย ก็คงขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละท่าน         ต่อสายเชื่อมที่ผมนำมาใช้ร่วมด้วย (Entreq Revelation Ground Cable ยาว 1.65 เมตร) นี้ โดยเลือกหัวต่อ แบบใดแบบหนึ่งที่เป็นอแดปเตอร์ ด้วยการต่อปลายหนึ่งของสายไปยังจุดกราวด์ของอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นน็อต Ground ด้านหลังเครื่อง (ที่มีโลโก้ GND) หรือต่อเข้าที่ช่อง RCA ของเครื่องเสียงที่ไม่ได้ใช้งาน ถ้าไม่มีช่องอื่นใดบนเครื่องเลย ให้คลายสกรูบน Chassis ตัวถังเครื่องและต่อสายกราวด์ ขันสกรูให้แน่น      ส่วนปลายอีกด้าน ต่อไปยังช่องกราวด์บน Silver Minimus Tungtsten ที่มีแค่ 1 ช่อง ง่ายๆ แค่นี้เอง       ตามข้อกำหนดทางสเปคซิฟิเคชั่น ของ Entreq Silver Minimus Tungsten ให้ต่อได้กับเครื่องที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 1-10 กิโลกรัม เนื่องจากกล่องที่มี Ground Point เพียงหนึ่งจุดไม่พอรับโหลด Noise จากเครื่องที่ใช้พลังงานสูงจำพวกเพาเวอร์แอมป์ หรืออินทิเกรเต็ดแอมป์ ดังนั้นใช้กับแหล่งโปรแกรม และปรีแอมป์ จะให้ผลดีที่สุดครับ       อนึ่งวัสดุกราวด์ (metal/mineral mix) ใน Entreq Silver Minimus Tungsten มีปริมาณจำกัด เมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่กว่า เช่น Silver Tellus หรือ Olympus ดังนั้นการใช้ Silver Minimus Tungstenกับแอมปลิไฟร์ขนาดใหญ่ อาจทำให้ผลลัพธ์ด้านเสียงไม่ชัดเจน หรืออาจทำให้ระบบไม่สมดุล เช่นเสียงบาง, โทนเปลี่ยน, แหลมเกินได้        คำแนะนำจาก Entreq ควรวางกล่อง Silver Minimus Tungsten ให้ห่างจากแหล่งจ่ายไฟหลัก เช่นปลั๊กราง, หม้อแปลง อย่างน้อย 30–50 ซม. เพื่อหลีกเลี่ยง EMI รวมทั้งไม่ควรวางซ้อนกับอุปกรณ์ที่จ่ายไฟหนัก เช่น Power Amp หรือ Power Conditioner และวางบนพื้นไม้ หรือชั้นวางเครื่องเสียงจะดีกว่าพื้นปูนโดยตรง     ขั้วอแดปเตอร์ที่เลือกใช้งานได้ RCA , XLR, Banana / Spade / Eyelet, RJ45 / LAN ground (สอบถาม เลือกซื้อเพิ่มเติมได้จากผู้แทนจำหน่าย)        ทดสอบใช้งาน  เครื่องที่นำมาทดสอบร่วมกับ Entreq Silver Minimus Tungsten อาทิ เครื่องเล่น SACD , DAC , Streamer จะใช้ช่อง RCA และสลับมาใช้กับเร้าเตอร์ที่มีช่อง LAN ว่างอยู่ ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก ในแง่การลด Noise ให้พื้นเสียงสงัดขึัน    ผมพบว่า หนึ่งในซิสเต็มของผม ปรีแอมป์ระบบ Passive อย่างของ Hattor Audio นี่จะได้ผลลัพธ์เข้าขั้นน่าทึ่ง หรือกับ DAC และ SACD /CD Player ต้องถือว่าให้ประสบการณ์แบบเปิดโลกใหม่ๆ ในการฟังเลยครับ     แต่ Entreq Silver Minimus Tungsten ไม่ได้ให้ผลความเปลี่ยนแปลงเสียงในทันทีทันใดที่คุณเสียบต่อใช้งาน แบบเสียบปุ๊บ ผลมาปั๊บแบบนั้นนะครับ      คือแม้จะเริ่มฟังออกในช่วง 4-5 เพลงแรก ว่ามันเริ่มมีกลิ่นอาย ความสวยงามของชิ้นดนตรี ก็ควรปล่อยให้ช่วงเวลาเบิร์น อย่างใจเย็น ผ่านไปอย่างน้อย 20 ถึง 30 ชั่วโมง เป็นอย่างต่ำ ที่คุณจะประเมินคุณภาพของการตัด Noise จากระบบกราวด์ อย่างเป็นรูปธรรม        สำหรับผมฟังไปสักช่วง 20 นาที รู้สึกได้เลยว่ามีความเปลี่ยนแปลงของคุณภาพเสียงเริ่มคืบคลานมาเรื่อยๆ แต่ที่ชัดเจนสุดเลยคือ ผ่านพ้นไป 2-3 ชั่วโมง และถ้าฟังไปเรื่อยๆ ครบหนึ่งสัปดาห์แล้วจะถึงขั้น ถอดออกไม่ได้เลยทีเดียว       โดยสรุปคือเสียงดนตรี สวยงามขึ้นจริงๆ ครับ     ก็เพิ่งจะพบว่า มีวิธีจัดการเสียงรบกวนจากระบบกราวด์ ในแบบไม่ใช้ไฟฟ้า (Passive) โดยทำหน้าที่เป็น Virtual Ground Point ดูดกระแส Stray voltage / HF noise จากอุปกรณ์เครื่องเสียงจะให้ผลลัพธ์ได้ถึงเพียงนี้ครับ       ผมขออธิบายความรู้สึกส่วนตัวที่น่าประทับใจจากการใช้ อุปกรณ์ Entreq Silver Minimus Tungsten ด้วยอัลบั้มเพลงบางอัลบั้มที่เน้นการบรรเลงเปียโน ในสตรีมมิ่ง TIDAL ศิลปิน Alice Sara Ott ที่ผมคุ้นเคยดังนี้         สิ่งที่ได้มา คือความสมดุล ระหว่างแหลม-กลาง-ต่ำ ที่ดีมากขึ้น ให้เสียงที่ไม่จัดจ้าน รวมถึงไม่อมทึบในช่วงกลางต่ำ มวลเสียงกลางที่อ่อนหวานมีพลัง       ในแง่น้ำหนักและแรงปะทะ (Dynamic & Impact) เป็นครั้งแรกที่เราได้ยินความแตกต่างของน้ำหนักมือของนักเปียโน จากการกดเบาๆ (Pianissimo) จนถึงแรงสุด (Fortissimo) ได้มาซึ่งแรงปะทะของค้อน ที่กระทบสาย (Transient attack) ชัดสะอาด ไม่มัวมน      ช่วงความถี่ต่ำ กระชับ ไม่เบลอหรือย้วย โดยเฉพาะคีย์ต่ำ มีการทอดหางเสียง คือเมื่อศิลปินปล่อยคีย์เปียโน มีหางเสียงที่ “ลอย” ออกไปเป็นธรรมชาติไม่ห้วน หรือหายวับในทันที    บอกได้เลยว่า Entreq Silver Minimus Tungsten ไม่ใช่อุปกรณ์ของเล่นพื้นๆ ทั่วไปครับ มันจะให้การสนองตอบต่อเสียงดนตรีหลายสไตล์ หลากประเภทอย่างแจ่มชัด ให้เวทีเสียงที่กว้างลึกมากขึ้นอย่างแน่นอน       โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องดีเทล รายละเอียดช่วงปลายเสียง ซึ่งจะรู้สึกได้ถึงการรับรู้และเข้าถึงความสวยงามได้เป็นอย่างดี แบบว่าคุณไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อนแน่ๆ          การที่สัญญาณรบกวนจากระบบกราวด์ ได้ลดทอนลงไป เมื่อเราใช้งาน Entreq Silver Minimus Tungsten ผลลัพธ์คือสามารถเข้าถึงความรู้สึก สัมผัสอ่อนนุ่ม ที่มีมิติมากขึ้น เสียงบางลักษณะจากการบันทึกเสียงมาจากสตูดิโอ ที่มีค่าไดนามิคเร้นจ์กว้าง ทั้งแผ่วเบา และช่วงดนตรีสะวิง (Erich Kunzel, Cincinnati Pops Orchestra – Ein Straussfest) เหมือนผมเดินลึกเข้าไปในวงดนตรีมากขึ้นนั่นเอง     “ความมีชีวิตชีวา” เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะสัมผัสได้ง่ายจากการใช้ Entreq Silver Minimus Tungsten เข้ามาเสริมในระบบเสียง        ยกตัวอย่างเพลงป็อปทั่วไป เช่น อัลบั้มดังของ Linda Ronstadt (Cry Like A Rainstorm - How like The Wind) เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ให้ความรู้สึกอันชัดแจ้ง เสียงร้องอันมีเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปินได้ถูกเปิดเผยมากขึ้น เหมือนทุกเสียงมีมิติยิ่งกว่าที่เคยฟังครับ       Entreq Silver Minimus Tungsten ช่วยเปิดเผยประสบการณ์เสียงแหลมสูงที่มีพื้นเสียงสะอาดกว่า สังเกตจากหางเสียงที่ทอดตัวออกไปได้ดีขึ้น       ใครที่เคยเผชิญกับเสียงแหลมในซิสเต็มแบบแห้งหยาบ หรือแหลมจนเสียดหู จะพบว่าชุดของเรามี Balanced และมีประกายเสียงที่งดงามฉ่ำหวานมากขึ้น เมื่อใช้ Silver Minimus Tungsten มากำจัดเสียงกวนในระบบกราวด์      ประการสุดท้ายคือผลของอิมเมจและเวทีเสียง Soundstage ที่ดี และมีความกว้างและลึกยิ่งขึ้น ให้คุณลักษณะชิ้นดนตรี และเสียงร้องมีตำแหน่งที่ชัดเจน  Entreq Silver Minimus Tungsten เป็นอุปกรณ์ที่ให้ผลต่อคุณภาพเสียง และคืนบรรยากาศที่เคยขาดหายไปในระบบเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ พาเราเข้าไปถึงส่วนลึกของดนตรีได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น และที่สำคัญ คุณจะรับฟังชุดเครื่องเสียงของคุณได้อย่างยาวนานกว่าที่เคยครับ Enteq Silver Minimus Tungsten ราคา 23,900.- บาท  (สายกราวด์ ขึ้นอยู่กับรุ่นที่เลือกใช้)     สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ THONAL BALANCE โทร. 096-361-9465 Add-line OA: @thonal_balance  

FURUTECH FLOW-28 NCF เข้าถึงเสียงดนตรีได้ลึกซึ้งกว่าที่เคย

FURUTECH FLOW-28 NCF เข้าถึงเสียงดนตรีได้ลึกซึ้งกว่าที่เคย  นี่คืออีกบทบาทหนึ่งของเทคโนโลยีในระดับสูงสุดของ FURUTECH ที่พัฒนาคิดค้นมาอย่างยาวนานสำหรับแวดวงออดิโอไฟล์ ช่วยในกระบวนการลดระดับสัญญาณกวน ที่ปกติเราจะหลบเลี่ยงไม่พ้น นั่นคือ EMI และ RFI ซึ่งอยู่คู่กับอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าทุกชนิด โดยเฉพาะเครื่องเสียงจะมีผลในการถูกรบกวนที่ชัดแจ้งมาก       อธิบายความสั้นๆ ว่า EMI (Electromagnetic Interference) คือการรบกวนที่เกิดจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งอาจมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือไฟฟ้าต่างๆ ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อื่นๆ เป็นทอดๆ ไป ถ้าเราสังเกตจะพบว่า จะมีเสียงซ่าในลำโพงเมื่อมือถือมีสายเรียกเข้า หน้าจอคอมพิวเตอร์สั่นหรือกระพริบเมื่ออยู่ใกล้อุปกรณ์กำลังสูง การรบกวนสัญญาณในเครื่องเล่นสตรีมมิ่งที่ก่อผลให้เสียงเกร็งแข็งเป็นต้น       ในส่วน RFI (Radio Frequency Interference) คือการรบกวนจากคลื่นความถี่วิทยุ อาจกล่าวได้ว่า RFI เป็น ส่วนหนึ่งของ EMI ที่เกิดขึ้นเฉพาะในย่านความถี่วิทยุ โดยทั่วไปคือ 10 kHz – 300 GHz ซึ่งรบกวนระบบที่ใช้สัญญาณวิทยุ ในชีวิตประจำวัน       RFI สามารถรบกวนสัญญาณโทรศัพท์หรือระบบ GPS หรือมีเสียงแทรกจากคลื่นวิทยุ เมื่อเราเปิดเครื่องขยายเสียง โดยเฉพาะท่านที่มีอาคารบ้านเรือนใกล้กับสถานีส่งวิทยุ       FURUTECH ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อค้นคว้าวิจัยงานด้านอุปกรณ์ลดสัญญาณรบกวนโดยเฉพาะ เป็นผู้นำในแวดวงออดิโอไฟล์ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ อุปกรณ์สายต่อเชื่อม คั่นกลางระหว่างสายไฟ AC กับตัวเครื่องเสียง รุ่น Flow‑28 NCF คือความก้าวล้ำนำหน้าอีกครั้ง ที่เราจะมาทดสอบใช้งานกันครับ       แม้จะเป็นอุปกรณ์ชิ้นย่อมๆ แต่ Flow‑28 NCF ติดตั้งตัวกรอง EMI แบบขนาน (ไฟล์เตอร์ความถี่สูง) ที่ช่วยลดสัญญาณรบกวนได้ถึง 10 dB ที่ 1 MHz หรือมากกว่า 30 dB ที่ 10 MHz องค์ประกอบคือชุดสายคุณภาพสูงแบบ Alpha และวัสดุ GC‑303 ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการลดสัญญาณรบกวน         Flow‑28 NCF มาพร้อมวัสดุพิเศษ เทคโนโลยี NCF หรือ (Nano Crystal² Formula) ที่ประกอบด้วยสารประกอบผลึกนาโน ที่มีคุณสมบัติสองประการหลัก หนึ่ง : สร้างไอออนลบ ช่วยลดไฟฟ้าสถิตย์ สอง : เปลี่ยนพลังงานความร้อนให้เป็นรังสีฟาร์ อินฟราเรด ช่วยกระจายความร้อน       นอกจากนั้น ยังผสมเซรามิกนาโนและผงคาร์บอนเพื่อเพิ่มคุณสมบัติการลดแรงสั่น (damping) ทั้งทางไฟฟ้าและกลไก    เทคนิคที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ Floating Field Damper ระบบกรองสนามแม่เหล็กและไฟฟ้าแบบ Ground Jumper       เทคโนโลยีนี้ช่วยลด Floating Fields จากชิ้นส่วนโลหะภายใน เช่น สกรูหรือคลิปที่อาจสร้างการรบกวนสัญญาณไฟฟ้า และยังช่วยให้การไหลของสัญญาณไฟฟ้าที่ไร้การบิดเบือน          ตัวเชื่อมต่อของ Flow‑28 NCF เป็นวัสดุเกรดพรีเมียม Rhodium‑plated Alpha non‑magnetic โครงสายที่มีเส้นใยเหล็ก, ไนลอน, ไฟเบอร์กลาส และวัสดุกันสะเทือน มีฉนวน PE และ Teflon ห่อหุ้ม รวมทั้ง Jacket ที่ช่วยลดค่าความจุทางไฟฟ้า Capacitance และเพิ่มความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน        ถ้านักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ติดตามผลิตภัณฑ์ของ FURUTECH มาตลอด จะเข้าใจได้ว่า Flow‑28 NCF เป็นรุ่นล่าสุดของซีรีส์ Inline Filter ที่เริ่มพัฒนารุ่นแรกมาตั้งแต่ปี 2010 และมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เช่น Flux‑50 ที่เพิ่ม NCF และ Neo Damper ในปี 2016 จนกระทั่งมาถึง Flow‑28 NCF ในปี 2025 ที่รวมฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง        PREVIEW ผมรับเอา FURUTECH FLOW-28 NCFมาใช้งานหลายวันแล้วครับ แต่ก็ยังไม่สบโอกาสได้ทดลอง กระทั่งสองสามวันที่แล้วก็แกะกล่องออกมาใช้งานร่วมกับระบบซิสเต็มเครื่องเสียง โดยใช้ FURUTECH FLOW-28 NCF ที่เปรียบเสมือนสายไฟสั้นๆ สำหรับนำมาจั๊มต่อคั่นกลางระหว่างสายไฟเอซี กับตัวเครื่อง ซึ่งผมทดลองกับเครื่องเล่นซีดี และสลับมาใช้กับแอมปลิไฟร์ โดยเฉพาะเครื่องหลอดดูจะให้ผลมากที่สุด      สุดท้ายคือนำมาทดลองคั่น สายไฟเอซี ที่กล่องไฟ (จากปลั๊กไฟบ้านมายังปลั๊กรางไฟ) ตรงนี้เหมือนจะคุ้มค่าที่สุด  เพราะจั๊มคั่นกลางครั้งเดียว ได้ประโยชน์กับท้้ง System เลยไหม แต่...จากการทดสอบ ใช้การต่อแยกเฉพาะเครื่องเสียงในแต่ละชิ้นจะให้ผลมากกว่าครับ       ผลทดสอบผลปรากฏว่า เราจะได้รายละเอียดเสียงเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจาก Noise โดยรวม ลดลงอย่างฉับพลันทันที เสียงใสสะอาดขึ้น เสียงร้องมีชีวิตชีวา ฉ่ำชื้นขึ้น ปลายย่านความถี่เสียงแหลมสวยงามขึ้น น้ำหนักเสียงเหมือนชาร์จพลังของภาคขยายเพิ่มขึ้นอย่างน่าพิศวงเลยทีเดียว      จุดสังเกตคือ อิมเมจ มิติเสียง เวทีเสียง ดีขึ้นชนิดฟังออกทันทีทันใด แน่นอนครับ      ในกรณีต่อกับสายไฟเอซีของเครื่องแบบใดให้ผลของเสียงมากที่สุด? อันนี้คงต้องยกให้ที่ภาคขยายหรือแอมปลิไฟล์ครับ รองลงไปก็คือเครื่องเล่น Streamer  เครื่องเล่นซีดี หรือ DAC เป็นลำดับถัดไป แต่โดยรวมๆ จะส่งผลดีใกล้เคียงกันครับ     ถ้าหากว่า ชุดของคุณเป็นเครื่องเสียงไฮเอนด์ซิสเต็มใหญ่ มีงบประมาณที่จะใช้กับเครื่องทุกชิ้นได้ละก็ ควรแยกใช้เป็นชุดๆ ไป ในระหว่างแหล่งโปรแกรมและเครื่องแอมปลิไฟร์ DAC และอื่นๆ รับรองว่าให้เสียงได้สุดยอดจริงๆ ครับ         บทสรุป FURUTECH FLOW-28 NCF ทำให้เราได้ยินเสียงที่เคยถูกซ่อนไว้ใน Background อันนี้จะเป็นผลต่อรายละเอียดเสียงเท่ากับคุณยกเกรดเครื่องขึ้นมาอีกสเตปหนึ่งเลย บทบาทหลักคือช่วยลดเสียงกวนทางไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เวทีเสียงหรือ Soundstage โอ่อ่าขึ้น รายละเอียดใน โทนเสียงสูง งดงาม ทอดเสียงละมุนละไม ให้ความชัดของสัมผัสบรรยากาศเสียง หรือแอมเบี้ยนได้อย่างยอดเยี่ยมมาก      FURUTECH FLOW-28 NCF อุปกรณ์ชิ้นสั้นๆ ที่นำพาผู้ฟังได้สัมผัสเสียงดนตรีได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเคย คุณจะรู้สึกเสมือนชุบชีวิตเครื่องเสียงให้มีชีวิตชีวามากกว่าทุกครั้ง และจะประทับใจไม่รู้ลืมจริงๆ ครับ       FURUTECH FLOW-28 NCF รุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง FURUTECH ราคา 42,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd. Tel: 0-2932-5981  

Audio Bastion MR-1, MR-2 ออดิโอแร็คที่ช่วยให้คุณภาพเสียงดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น

Audio Bastion MR-1, MR-2  ออดิโอแร็คที่ช่วยให้คุณภาพเสียงดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น ดังที่ผมเรียนอยู่เสมอว่า ระหว่างลำโพงซ้ายขวาที่เราพยายามเซ็ตกันอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงดีที่สุดนั้น ถ้าไม่มีชั้นวาง ไม่มีตัวเครื่องเสียงมาวางกินพื้นที่จะดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงนั้นเรามักจะต้องมีชั้นวางเครื่องเสียง หรือ Audio Rack มาวางคั่นกลางเสมอ  และชั้นวางเครื่องเสียงที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อคลื่นเสียงจากลำโพงก็จะก่อผลเสียได้ หากชั้นวางดังกล่าวมีการสั่นสะเทือนหรือไวเบรชั่นใดๆ ขึ้นมา      ถ้าจะต้องจัดระบบเครื่องเสียงโดยมี Audio Rack เป็นองค์ประกอบ จึงต้องคำนึงถึงผลตรงนี้ด้วย ควรเลือกชั้นวางที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ เพราะตรงนี้คือต้นทางของคลื่นเสียงที่จะตรงไปสู่ผู้ฟัง     จุดที่ดีของชั้นวางหรือ Audio Rack เป็นอุปกรณ์หรือเฟรมที่ช่วยติดตั้ง จัดเก็บ และจัดระเบียบอุปกรณ์เสียงต่างๆ เช่น เพาเวอร์แอมป์ เครื่องสตรีมเมอร์ ซีดีเพลย์เยอร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง และอื่นๆ            ออดิโอแร็คช่วยให้อุปกรณ์เสียงหลายตัวถูกรวมไว้ในจุดเดียวอย่างเป็นระเบียบง่ายต่อการจัดการสายสัญญาณและสายไฟ    Audio Rack ที่ดีจะมีดีไซน์มั่นคงมีช่องเว้นระหว่างอุปกรณ์เพื่อป้องกันความร้อนสะสม และที่สำคัญสูงสุดคือ จะต้องไม่เกิดไวเบรชั่นและเรโซแนนซ์หรือการพ้องเสียงใดๆ ขึ้นมาจากตัวของมันขึ้นมาเสริมให้แย่ลงไป และในชั้นวางเครื่องเสียงที่ดีไซน์อย่างมีเทคนิคจะช่วยปรับ การวางซ้อน ให้ความยืดหยุ่น และขยายระบบง่าย อีกนัยหนึ่ง ชั้นวางเครื่องเสียงที่ดี จะช่วยให้ภาพลักษณ์ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นด้วย        ชั้นวางเครื่องเสียงที่ถูกออกแบบเพื่อระบบเสียงโดยตรง มักมีราคาสูง จนบางครั้งรู้สึกเกินเอื้อมได้เหมือนกัน แต่ด้วยความก้าวหน้าทางด้านวัสดุศาสตร์ และการดีไซน์ยุคใหม่ เราจะพบว่าปัจจุบันมี Audio Rack ชั้นดี ราคาสมเหตุผลออกมาให้ได้เลือกสรรกันมากขึ้น และ Audio Bastion ในซีรีส์ MODULAR CLASSIC RACK II อาจเป็นคำตอบของคุณได้ครับ       ด้วยการออกแบบที่มีความสวยงามสง่า มีความสมดุล มั่นคง ใช้เทคนิคด้านวัสดุศาสตร์ที่ทำให้ชั้นวางมีความเงียบสงัดในตัวเอง ไม่ตอบสนองสิ่งเร้า จำพวกการสั่นสะเทือน ไวเบรท และเรโซแนนซ์ ได้อย่างน่าพอใจ     ผมพยายามวิเคราะห์ดูว่า Audio Bastion รุ่นสองชั้นทรงสูง MR-2 และรุ่นวางชั้นเดียว MR-1 นั้น เขาใช้วัสดุทำโครงสร้างด้วยอะไรบ้าง ทำไมตอนที่ทดลองเคาะดูไม่มีเสียงสะท้อน และเกิดเรโซแนนซ์เลย!!!     องค์ประกอบโครงสร้างหลักจะเป็นโลหะผสม Alloy ใช้เป็นโครงหลักของชั้นและคานที่รับน้ำหนักคล้ายกับ Alloy ของ XR/AR/X-Rack ซึ่งมีคุณสมบัติเบา แข็งแรง และทนการกัดกร่อน         ใช้ส่วนฐาน คานเชื่อม และจุดสัมผัส รวมถึงจุดรับสไปก์ เป็นสแตนเลส 304 (Stainless Steel 304) ขัดเงา (จากข้อมูลพิมพ์เขียว XR‑Series นั้น ผลิตจาก “Hand‑Polished 304 Stainless Steel”)    ส่วนที่สัมผัส ส่วนต่อแต่ละละจุดจะใช้ยางซิลิโคน (Silicone) โดยใช้เป็นโอริงหรือแผ่นรอง มีลูกปืน ลดแรงสั่นสะเทือนและเสียงสะท้อน    แผ่นรองเครื่องนี่แหละที่ผมว่า น่าสนใจมาก เพราะชั้นวางแต่ละชั้นผลิตจาก Quartz stone ซึ่งเป็นหินสังเคราะห์ที่มีความหนาแน่นสม่ำเสมอ มีลายเส้นกระจายเหมือนหินอ่อนซึ่งโครงสร้างนี้ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ดีมากๆ เหมาะสำหรับการใช้งานกับระบบเสียงที่ต้องการความชัดเจนและเสียงเป็นเนื้อเดียวกัน      มวลของ Quartz stone ให้ความหนาแน่นที่เหมาะสม เพราะวัสดุมีความสัมพัทธ์สูง (high mass) ช่วยลดการสั่นสะเทือนตกค้าง (resonance) ซึ่งช่วยให้เสียงสะอาดและแม่นยำมากยิ่งขึ้น      แผ่นรองเครื่องได้ใช้กรรมวิธีการผลิตการขึ้นรูปโดยการเผาด้วยความร้อนและการอัดแน่น     ชั้นวาง Quartz stone นี้ผ่านการเผาที่อุณหภูมิสูง พร้อมทั้งการอัดแน่นให้ผิวที่เรียบเนียนและจัดเรียงโมเลกุลความหนาแน่นอย่างสม่ำเสมอในวัสดุ ส่งผลให้เสียงออกมา “มีความเป็นเนื้อเดียว” อย่างดีเยี่ยม      ผู้ผลิต Audio Bastion ออกแบบได้อย่างแยบยลและสามารถนำมาประกอบได้อย่างง่ายดาย      MODULAR CLASSIC RACK II ของ Audio Bastion ในรุ่น MR-1 และ MR-2 เป็นชั้นวางเครื่องเสียงที่มุ่งเน้นต่อผลของความละเอียด และคุณภาพเสียงในซิสเต็ม ด้วยวัสดุ Quartz stone ที่หนาแน่นและออกแบบมาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนในตัว ทำให้ระบบเสียงของคุณนิ่งและส่งมอบรายละเอียดเสียงได้อย่างเต็มที่ เหมาะมากสำหรับนักฟัง Hi‑Fi ที่ต้องการคุณภาพ และความสง่างามในชุดเสียงของตนครับ    ผมชอบหลักการออกแบบของ Audio Bastion ก็คือ แม้แต่ละชิ้นส่วนซึ่งต้องถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกัน แต่เมื่อประกอบแล้วสามารถยึดโยงเป็นเนื้อเดียวกันอย่างนิ่งสนิท ไร้การสั่นสะเทือน อันนี้ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมาก      MR-1 จะเป็นรุ่นเริ่มต้นด้วยชั้นวางชั้นเดียว ขนาด 675x545x186 มิลลิเมตร ในขณะที่ชั้นวาง MR-2 แบบสองชั้นทรงสูง จะมีขนาด 675x545x535 มิลลิเมตร ทั้งชุดจะมีตัวรองสไปก์ มาพร้อม       ส่วนเพลทหินผลึกควอท Quartz stone จะมีขนาด 555x455x14 มิลลิเมตร สามารถซื้อเพิ่มเติมได้ เมื่อคุณเติมชั้นของแร็คขึ้นไป โดยชั้นเสริมจะมี 3 ขนาดความสูงให้เลือกคือ รุ่น MR Solid สูง 15, 25 และ 30 เซนติเมตร ตามลำดับ    • ชั้นวาง Audio Bastion MR-1 ชั้นเดียว ราคา 39,000.- บาท • ชั้นวาง Audio Bastion MR-2 สองชั้น ทรงสูง ราคา 80,000.- บาท • ชั้นเสริม MR Solid 15cm ราคา 39,000.- บาท • ชั้นเสริม MR Solid 25cm ราคา 40,000.- บาท • ชั้นเสริม MR Solid 30cm ราคา 41,000.- บาท • เพลทหินผลึกควอท Quartz stone ราคาแผ่นละ 10,000.- บาท     ความสามารถในการรับน้ำหนักของชั้นวางหลัก 70 กิโลกรัม ชั้นวางเสริม 50 กิโลกรัม      พิเคราะห์จากโครงสร้าง สามารถจับคู่ประกอบเข้าด้วยกันแบบเฟอร์นิเจอร์น็อคดาวน์ ได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อวางลงกับพื้น ด้วยหลักออกแบบวิศวกรรม จะทำให้มั่นคงแข็งแรงมากเลยทีเดียว      การทดลองใช้งาน  ผมได้รับชั้นวาง Audio Bastion MR-1, MR-2 มาทั้งคู่ครับ โดยชั้นวาง MR-1 จะเพิ่มชั้นวางเสริมด้านบนขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น       หลังจากประกอบจุดยึดต่างๆ ด้วยประแจหกเหลี่ยม (มีมาให้) เสร็จเรียบร้อยภายในเวลาไม่กี่นาที วางแผ่นรอง และจัดระดับบาลานซ์ให้ลงตัวกับพื้นที่ ผมจัดวางเครื่องเสียงลงไป ซึ่งส่วนใหญ่จะมีขนาดหน้ากว้างไม่เกิน 17-18 นิ้ว ทั้งแอมปลิไฟร์ เครื่องเล่นซีดี  DAC เครื่องเล่นแผ่นเสียง    ทุกอย่างเรียบร้อย งดงามสะอาดตา สีดำเรียบๆ ของ Audio Bastion ช่วยให้กลมกลืนกับเครื่องเสียง ช่วยขับความโดดเด่นของเครื่องให้ดูดีมีสง่าขึ้น เมื่อวางเครื่องลงไปจะดูเรียบสนิทไม่มีการสั่นไหว โดยเฉพาะพื้นหินควอทที่รองรับ จะมีความเรียบสะอาดและไม่มีเสียงก้องสะท้อนใดๆ แม้แต่นิดเดียว ตรงนี้ถือว่าเยี่ยมครับ      ในหลักการ สำหรับชั้นวางโดยทั่วๆ ไป เมื่อวางลงไประหว่างลำโพงทั้งคู่ ผลที่ตามมาก็คือการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ ที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็นเรื่องของปริมาตรพื้นที่ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไป มันสามารถก่อผลทั้งผลดี และผลเสียได้ทั้งสองประการ       ชั้นวางที่ตัวของมันเองสั่นสะเทือน มีเรโซแนนซ์ จะมีผลต่อการส่งผ่านความสั่นสะเทือนจากย่านความถี่ต่างๆ ในระดับที่มาก-น้อย เป็นคุณ เป็นโทษ ที่ต่างกันไป โดยเฉพาะการเลี้ยวเบนของเสียง ซึ่งชั้นวางพื้นๆ ทั่วไป โดยเฉพาะความถี่ต่ำนั้นก็จะก่อผลสั่นสะเทือนทางกลได้มากเหมือนกัน     การไวเบรชั่นของชั้นวางทำให้เรารู้สึกว่าการมีชั้นวางอยู่ตรงกลางระหว่างลำโพงนั้น ทำให้ Image หรือตำแหน่งของชิ้นดนตรีลดทอนลงไปก็ได้ หรือถ้าเป็นชั้นวางที่ดี ออกแบบมาได้เปรียบเสมือนปราการ ก็อาจจะช่วยให้ตำแหน่งชิ้นดนตรีชัดเจนแม่นยำขึ้น     ผลลัพธ์ที่ได้จากชั้นวางของ Audio Bastion MR-1, MR-2 นับว่าน่าประทับใจ สิ่งที่เรารู้สึกได้คือเสียงรบกวนข้ามแชนแนลซ้ายขวาของลำโพงจะลดลง อย่างชัดเจน ผลตรงนี้ช่วยให้อิมเมจแม่นยำขึ้น เสียงฮัมต่ำๆลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราได้ทดลองเล่นจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง จะเห็นผลตรงนี้ได้ค่อนข้างง่ายมาก     Audio Bastion MR-1, MR-2 เป็นชั้นวางที่มีองค์ประกอบที่น่าประหลาดใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างโลหะ หรือแผ่นหินชั้นรอง ไม่มีเสียงสะท้อนก้องหรือ Resonance ในตัวของมันเลย เปรียบเหมือนเวลาที่เราโยนเหรียญลงไปบนพื้นแล้ว ไม่มีเสียงก้องสะท้อนกระดอนกลับมานั่นเอง         บทสรุป Audio Bastion MR-1, MR-2 นอกจากจะสวยงามสง่า ดีไซน์ที่มีมาตรฐานสูง ให้ความนิ่ง มั่นคงแล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมากลายเป็นว่าชั้นวางชุดนี้ทำให้ Image ตำแหน่งชิ้นดนตรีที่เกิดจากลำโพงซ้ายขวาดูจะแม่นยำยิ่งขึ้นด้วย      Audio Bastion MR-1, MR-2 จึงเปรียบเสมือนอุปกรณ์ที่ช่วยปรับ Acoustic ร่วมกับผนังด้านหลังของห้อง ให้ลงตัวปราศจากการสะท้อนแบบไร้ทิศทางของเสียง ช่วยให้ปฏิกิริยา Diffraction หรือการเลี้ยวเบนของเสียงลดลงไปอย่างน่าพึงพอใจ      ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า Audio Bastion Audio Rack ช่วยให้เราเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพงง่ายขึ้นอีกด้วยครับ ไม่ต้องกังวลอิมเมจตรงกลางระหว่างลำโพง     ท่านใดกำลังพิจารณาชั้นวางเครื่องเสียงในระดับ “ออดิโอไฟล์ ออดิโอแร็ค” ที่ประกอบง่ายติดตั้งง่ายมีความมั่นคงสูง ให้ผลดีต่อคุณภาพเสียงและอะคูสติกของห้อง อาจจะลองพิเคราะห์ Audio Bastion MR-1, MR-2 ดูนะครับ เป็นอีกรูปแบบหรืออีกมิติหนึ่งสำหรับการวางเครื่องเสียงของคุณให้งามสง่า ให้ผลลัพธ์ของคุณภาพเสียงที่ดีจากจุดเริ่มต้นกำเนิดเสียง ในราคาสมเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง     สอบถามรายละเอียดสินค้า ราคาและส่วนลดโปรโมชั่น ได้ที่ Audio House Thailand  โทร. 094-461-4152 ครับ  

Furutech Origin Power NCF (R) สายไฟเอซีที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพเสียงไปตลอดกาล

Furutech Origin Power NCF (R) สายไฟเอซีที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพเสียงไปตลอดกาล สายไฟเอซี เป็นปฐมบทของการปรับปรุงเครื่องเสียงที่ถือว่า สมควรเปลี่ยนสำหรับเครื่องเสียงทุกประเภท ทั้งแหล่งโปรแกรม DAC หรือแอมปลิไฟร์ทั้งหลาย สายไฟระดับเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ ของFurutech จากประเทศญี่ปุ่น มีการพัฒนามาอย่างยาวนาน เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป     Furutech มุ่งมั่นที่จะนำเสนออุปกรณ์เสียงคุณภาพสูงสุดในราคาที่เข้าถึงได้เสมอมา และซีรีส์ Origin ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ปรัชญานี้ สายไฟ Origin Power NCF (R) ประกอบด้วยตัวนำ α (Alpha) μ-OFC ของ Furutech ที่มั่นใจได้ถึงความสามารถในการนำไฟฟ้าและความบริสุทธิ์ของสัญญาณที่ดีเลิศ มอบประสบการณ์เสียงที่สมจริงและดื่มด่ำ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ตรงตามมาตรฐานที่เข้มงวดเพื่อนักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ และวิศวกรเสียงมืออาชีพ     ซีรีส์ Origin Furutech ได้กำหนดความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพระดับพรีเมียมและมูลค่าใหม่ ทำให้เสียงคุณภาพสูงสามารถเข้าถึงได้มากกว่าที่เคย    โครงสร้างโดยรวมของสายไฟรุ่นนี้ ด้วยคุณลักษณะพิเศษจาก Pure Transmission และวัสดุ NCF ของ Furutech เทคโนโลยี Pure Transmission ของ Furutech ได้รับการออกแบบด้วยความเอาใจใส่พิถีพิถันในทุกแง่มุมของพลังงานและการถ่ายโอนสัญญาณ โดยแก้ไขปัญหาทั่วไป เกี่ยวกับความต้านทานการสัมผัส สถานะความเป็นแม่เหล็กไฟฟ้า EMI และความสามารถในการป้องกัน RFI ด้วยวิศวกรรมที่เหมาะสมที่สุด โดยการใช้ประโยชน์จากวัสดุที่ดีที่สุดและกระบวนการขั้นสูง Furutech จึงมอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมได้อย่างสม่ำเสมอ      การนำวัสดุ "NCF" อันล้ำสมัยของ Furutech มาใช้กับขั้วต่อเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรม NCF ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อต่อต้านไฟฟ้าสถิต ช่วยลดการสั่นสะเทือนและขจัดเสียงรบกวนไฟฟ้าสถิตที่ไม่ต้องการ          ผลลัพธ์ที่ได้คือเวทีเสียงที่สะอาดขึ้น แม่นยำขึ้น ปราศจากสีสัน ทำให้เสียงที่แท้จริงจากแหล่งกำเนิดเสียงเปล่งประกายออกมาอย่างน่าประทับใจ      ในด้านรายละเอียดทางเทคนิคที่พิเศษกว่าใคร คุณสมบัติหลัก เป็นสายไฟที่ออกแบบมาอย่างสวยงามด้วยตัวนำ α (Alpha) μ-OFC ใช้ฉนวนโพลีเอทิลีนพิเศษที่ทนต่อแรงดันไฟฟ้าสูงและความร้อน ให้ความจุที่ต่ำกว่าและการหน่วงเชิงกลที่ดีกว่า      มีเทคโนโลยี Ground/Earth Jumper ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร แม้ในระหว่างการใช้งานปกติทั่วไป สายเคเบิลทั่วไปก็ยังสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ต้องการขึ้นมาได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการรบกวนได้      โดยคลื่นดังกล่าวจะแสดงผลเด่นชัดที่สุดในบริเวณที่สายเคเบิลงอหรือพับ ดังนั้น "Earth Jumper" ของ Furutech แก้ไขปัญหานี้ด้วยการใช้แผ่นทองแดงที่สัมผัสกับสกรูยึด ต่อกับสายดิน ทำให้ศักย์แม่เหล็กไฟฟ้ามีเสถียรภาพ         ในการดูดซับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ต้องการนี้ทำให้ระบบปรับปรุงคุณภาพเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดการสั่นสะเทือนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้อย่างมาก ส่งผลให้เสียงที่ได้มีความชัดเจนและเสถียรมากขึ้น      มีกลไกการยึดสายแบบพิเศษเพื่อให้มีหน้าสัมผัสที่แน่นหนาและส่งกำลังได้อย่างบริสุทธิ์และเสถียร รวมถึงโครงสร้างของสายที่เป็นเอกลักษณ์ช่วยให้มีหน้าสัมผัสที่แน่นหนาที่สุดเท่าที่เคยมีมาในแวดวงสายไฟเอซี       ปลอก PVC ปลอดตะกั่วที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษ 3 ชั้นที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS ***ช่วยแยกการสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น       สายไฟ Furutech Origin Power NCF (R) หุ้มฉนวนด้วยโพลีเอทิลีน (PE) ซึ่งช่วยลดความต้านทานที่เกิดจากความจุ ส่งผลให้มีความละเอียดของเสียงที่มากขึ้น ชัดเจนขึ้น ไดนามิกที่ทรงพลัง และเวทีเสียงที่เงียบเป็นพิเศษ      Preview  นับตั้งแต่ได้รับมาวันแรก ผมก็มานั่งวิเคราะห์ดูรูปทรงที่ขึงขังงดงาม และซ่อนคุณสมบัติชั้นยอดภายใน ตั้งแต่หัวขั้ว และท้ายขั้วสัญญาณ ไปจนถึงฉนวนห่อหุ้ม ที่ให้สัมผัสละมุน สามารถจัดให้โค้งงอไปตามช่องว่างด้านหลังเครื่องและผนังได้เป็นอย่างดี    เห็นเป็นสีขรึมๆ ขึงขัง แต่หาเจาะลึกองค์ประกอบภายใน จะพบว่าล้ำลึกมากกว่าที่เห็นมากมายนัก     • ในชั้นของตัวนำ ภายในบรรจุวัสดุตัวนำ 7 มัดจำนวน 35 เส้นแบบ α (Alpha) μ- OFC 0.18 มม. x 3 แกน -9AWG (หรือมีขนาด 6.22 sq.mm) รวมกับฉนวน โพลีเอทิลีที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5.5 มม.      • มีปลอกหุ้มหนึ่งชั้นด้านในเป็นพีวีซีป้องกันการสั่นสะเทือน ที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS โดยผสมผสานกับวัสดุ NCF พิเศษ และสารประกอบอนุภาคคาร์บอนเป็นวัสดุป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ (สีดำ) ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13.5 มม.        • เฉพาะส่วนของ “ชีลด์ภายใน” ที่ห่อหุ้ม ก็จะมีตัวนำ α (Alpha) μ–OFC 9 x 24 เส้น 0.12 มม. ถักทอหุัมไว้และมีปลอกหุ้ม 2 ชั้น (ตรงกลาง) ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคคาร์บอนและพีวีซี สำหรับป้องกันการสั่นสะเทือนที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS (สีดำ) • ด้านเปลือกนอกสุด มีปลอกหุ้ม 3 ปลอก หุ้มด้านนอกด้วยพีวีซียืดหยุ่นที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS (สีน้ำเงินมุก) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 18.0 มม.     รูปลักษณ์ภายนอก ยังหุัมด้วยเส้นด้ายไนลอนที่เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS ถัก ปลอกนอก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 19.0 มม.    เรียกว่าโครงสร้างอัดแน่นเทคโนโลยีเพียบเลยครับ สำหรับสายไฟเอซี ระดับไฮเอ็นด์ Furutech  Origin Power NCF (R)     ผลจากการทดสอบใช้งานเป็นอย่างไร ผมจะขอสรุปสั้นๆ เข้าใจง่าย ว่าสิ่งที่เราจะได้คือ   • พลังอัดฉีดเสียงนั้นดีขึ้นอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว • รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในระดับปลายเสียงที่ “หยุมหยิม ระยิบระยับ” เรียกว่าแทบไม่เคยได้ยิน ดีเทลแบบนี้จากสายไฟเอซี มาก่อนเลย • เสียงต่ำอิ่มขึ้น สมบูรณ์มากขึ้น มีการทอดยาวของเบส ให้ทั้งความกระชับ และหยุดสั่นค้างได้อย่างรวดเร็ว • ให้ความรู้สึกถึงเสียงที่เป็นธรรมชาติสมจริง ให้ความรู้สึกสะอาด แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะช่วงมิดเร้นจ์  เสียงกลาง เสียงร้อง มีน้ำหนักยอดเยี่ยม โทนเสียงผ่อนคลาย • เวทีเสียงโอ่อ่า ความลึก-ตื้น หรือความกว้างของเวทีเสียงนั้น ให้มิติที่ดีเลิศเลยทีเดียวครับ      Furutech Origin Power NCF (R) คือสายไฟเส้นเดียว ที่สามารถเปลี่ยนและยกระดับคุณภาพเสียงอย่างชัดแจ้ง แม้จะเปลี่ยนแทนสายไฟเดิมลงไปเพียงเส้นเดียว ที่เครื่องแหล่งโปรแกรม หรือที่แอมป์ขยายเสียง ก็เห็นผลของการอิมพรูฟ ในเครื่องเสียงทั้งชุด ที่คุณจะต้องเซอร์ไพรส์ในทันที     จากผลการทดสอบ ถ้าจะต้องเลือกเปลี่ยน Origin Power NCF (R) กับจุดใดจุดหนึ่ง ขอแนะนำที่แหล่งโปรแกรมก่อนครับ มีผลลัพธ์อันชัดเจนที่สุด    ผลลัพธ์ต่อแหล่งโปรแกรม ไม่ว่าจะเป็น ซีดีเพลย์เยอร์ DAC หรือสตรีมเมอร์ มีผลมากจริงๆ หลังจากนั้นจะไปเปลี่ยนที่แอมปลิไฟร์ ในเส้นถัดไปก็ได้ครับ เนื่องจากสายรุ่นนี้ ราคาก็สูงตามคุณภาพไฮเอ็นด์ของเขานั่นละครับ      กล่าวสรุปแบบสั้นๆ ได้ว่าสายไฟเอซี Origin Power NCF (R) จาก Furutech คือ ปรากฏการณ์อัศจรรย์อย่างหนึ่งของวงการสายสัญญาณระดับออดิโอไฟล์ที่น่าตื่นเต้นประทับใจครับ Furutech Origin Power NCF (R)  ราคา 83,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd. Tel: 0-2932-5981 หรือ LINE ID : @clefaudio  

Rega Nd3 / Nd5 / Nd7 Magnet Cartridge พัฒนาการหัวเข็ม MM ที่จะเปลี่ยนมาตรฐานไปตลอดกาล

Rega Nd3 / Nd5 / Nd7 Magnet Cartridge พัฒนาการหัวเข็ม MM ที่จะเปลี่ยนมาตรฐานไปตลอดกาล       หลังจากได้สัมภาษณ์ รอย แกนดี้ เจ้าของและผู้ออกแบบ Rega ซึ่งเขาได้เปิดเผยว่า ทีม วิศวกรของบริษัทร่วมกันออกแบบหัวเข็มแผ่นเสียงชุดใหม่ ทั้งหัวเข็มแบบ MM และ MC  ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ทั้งหมดของโครงสร้างและระบบหัวเข็มเล่นแผ่นเสียงในปัจจุบัน           และก็ได้มีโอกาสนำเอาหัวเข็ม3 รุ่นมาทดสอบใช้งาน คือ Rega Nd3  Rega Nd5 และ Rega Nd7 ที่ใช้ปลายเข็มแบบเพชร ที่เป็นผลลัพธ์จากการวิจัย พัฒนามายาวนานกว่า 10 ปี และนี่คือการยกระดับมาตรฐาน Cartridge ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง โดยเทคโนโลยีนี้ Rega ได้นำขึ้นจดสิทธิบัตร           หัวเข็มตระกูล Nd ทั้งหมด ถือว่าเป็นรายแรกของโลก ที่ใช้แม่เหล็กนีโอ-ไดเมียมกำลังสูงพิเศษในการออกแบบหัวเข็มชนิดแม่เหล็กที่เคลื่อนที่หรือ MM: Moving Magnet เป็นการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยสิ้นเชิง        เป็นการออกแบบที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่เคยมีการพัฒนาและดีไซน์หัวเข็มแผ่นเสียง          การใช้ปลายเข็มเพชรที่มีโครงสร้าง "เส้นละเอียด" และทันสมัยที่สุดก็เพื่อผลการเกาะร่องแผ่นด้วยรายละเอียดขั้นสูงสุด สามารถเทียบเคียงได้กับ MC ระดับไฮเอนด์ Apheta 3 และ Aphelion ของ Rega เองเลยทีเดียว        โครงสร้างของเนื้อเพชร ที่สร้างขึ้นโดยหลักการทางเคมีคัลขั้นสูงสุด ให้ตกผลึกแบบคริสตัลเชิงเดี่ยว Monocrystalline ขนาดเล็กเป็นพิเศษ ผ่านขั้นตอนการเจียรไน เป็นรูปทรง Fine Line จะมีรูปแบบที่มีพื้นที่สัมผัสแคบที่สุด โดยมีรัศมีเพียง 3µm (ไมครอน) เมื่อมองจากด้านบน และ 30µm ในแนวตั้งเมื่อมองจากด้านหน้า            ปลายเข็มเพชรโพลีคริสตัลไลน์คุณภาพสูง ที่สร้างขึ้นนี้จะถูกยึดติดกับก้านอลูมินั่มกลม คุณสมบัติใหม่นี้ช่วยให้สามารถรับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กสุดในไวนิลได้อย่างแม่นยำในทันที อีกทั้งการยึดเกาะร่องจะเหนือกว่าหัวเข็มทั่วๆ ไป          เนื่องจากพื้นที่สัมผัสเล็กจิ๋วของปลายเข็มเพชร จะส่งผลให้สามารถดึงรายละเอียดในระดับที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ครบถ้วนที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างหัวเข็มแบบ MM ขึ้นมา          ในการออกแบบใช้รูปทรงเรขาคณิตของเครื่องกำเนิดใหม่ล่าสุดที่มีความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้ได้ความสมดุลของช่องสัญญาณ ทั้งซ้าย ขวา ที่มีความแม่นยำสูง           นอกจากนี้หัวเข็มตระกูล Nd ยังมีช่องว่างระหว่างขั้วที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อคุณสมบัติเชิงเส้นตรงและสัญญาณครอสทอล์ค (แยกแชนแนล) ที่เหนือกว่า ซึ่งจะให้เวทีเสียงที่กว้างกว่ารุ่นก่อนๆ มาก คาร์ทริดจ์ใหม่นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยคอยล์คู่แบบขนาน ที่มีขนาดจิ๋ว         ซึ่งคอยล์นี้จะพันในตัวเรือนของหัวเข็มโดยใช้ลวดขนาด 38 ไมครอน และจะพันรอบหมุนเพียง 1,275 รอบพอดี          ด้วยหลักการคำนวณอันพิถีพิถันนี้ จะกำเนิดค่าความต้านทานต่ำ และค่าต้านทานแบบเหนี่ยวนำที่ต่ำลงด้วย ซึ่งก็จะทำให้การตอบสนองความถี่สูงได้รับการพัฒนาย่านความถี่ที่ดีขึ้นอย่างมาก          การประกอบตัวเรือนหัวเข็มทั้งชุด ด้วยโพลีฟีนลีนซัลไฟด์ (PPS) ที่ทำจากแก้วฉีดขึ้นรูปซึ่งมีความทนทาน จัดเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและมีความแข็งแกร่งสูง มีมวลต่ำ ทำให้มีผลช่วยลดความเครียดบนแบริ่งโทนอาร์ม และเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ            หัวเข็ม Nd7 จะถูกนำเสนอเป็นตัวเลือกที่ติดตั้งมาจากโรงงานในเครื่องเล่นแผ่นเสียง รุ่น Planar 6 และ Planar 8           หัวเข็ม Nd5 จะถูกนำเสนอเป็นตัวเลือกที่ติดตั้งมาจากโรงงานในเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่น Planar 3 และ Planar 6           หัวเข็ม Nd3 จะถูกนำเสนอเป็นตัวเลือกที่ติดตั้งมาจากโรงงานในเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่น Planar 2 และ Planar 3         และเพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ Rega ต่อความยั่งยืน กลุ่มผลิตภัณฑ์ Nd จึงมีจำหน่ายอยู่ในบรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้ 100%        เท่าที่พิจารณา จากรายละเอียดหัวเข็มทั้ง 3 รุ่น มีข้อแตกต่างที่ชัดเจนคือ • รุ่น Nd7 ปลายเข็มทรง Fine line nude diamond จะมีขนาดเล็ก และแทรกตัวลงในร่องแผ่นได้แนบสนิทที่สุด  • รุ่น Nd5 ปลายเข็มจะเป็นรูปทรง Elliptical nude diamond stylus  • รุ่น Nd3 ปลายเข็มเป็นทรง Bonded Elliptical      ทั้งหมดนี้ ทางโรงงานผู้ผลิตได้ระบุค่าน้ำหนักหัวเข็มอยู่ที่ 1.75 กรัม และหัวเข็ม Rega มีความพิเศษก็คือมีจุดยึดสามจุด ซึ่งเมื่อใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียง โทนอาร์ม แบรนด์เดียวกันจะเหมาะสมมาก     Test Report ผมเริ่มทดสอบหัวเข็มทั้ง 3 รุ่น สลับเรียงกันไปจากรุ่น Nd3, Nd5 และ Nd7 ด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียง Pro-Ject Debut2  รุ่น Limited สีเหลืองสด และมีการสลับไปใช้กับ Rega P10 ด้วย        แรกสุดทดลองตั้งค่าน้ำหนักแบบเบากว่าสเป็คฯ ที่ 1.5 กรัม  พบว่า Rega Nd เป็นหัวเข็มที่เกาะร่องแผ่นได้ดีมากๆ  แม้จะตั้งน้ำหนักเบากว่าปกติ เจอแผ่นไวนีลที่บิดงอเล็กน้อย จะไม่มีอาการ เหิน กระโดด หลุดร่อง         จากนั้น จัดปรับตั้งค่าน้ำหนักหัวเข็ม ตามสเป็คฯ ให้พอดีๆ คือที่ 1.75 กรัม (ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักของ Van den hul) เพื่อค้นหาว่า คุณภาพเสียงหัวเข็มรุ่นพัฒนาใหม่ของ Rega Nd Series นั้น สมบูรณ์แบบแค่ไหน      บทสรุป มีดังนี้ 1. คุณภาพเสียงมีความโปร่งสะอาดรายละเอียดดีไม่แพ้หัวเข็มประเภท MC โดยเฉพาะช่วงปลายเสียงแหลม ถือว่าก้าวกระโดดจากหัวเข็มรุ่นก่อนหน้าของ Rega เป็นอย่างมาก  2. บุคลิกเสียงโดยรวมออกแนวสุภาพๆ สมจริง แต่ให้เนื้อหนังโดยรวมดูอิ่มลึกในช่วงเสียงต่ำมากยิ่งขึ้น ตรงนี้อาจจะเป็นสิ่งที่โดดเด่นไปกว่าหัวเข็มประเภท MC ทั่วไป 3. ผมรู้สึกนะครับว่าการแยกแชนแนลโดยเฉพาะรุ่น Nd7 ทำได้อย่างน่าทึ่ง สังเกตได้จากจุดตำแหน่งชิ้นดนตรีและเวทีเสียง ระหว่าง Nd5 และ Nd7 จะมีความใกล้เคียงกัน ยกเว้นรายละเอียดที่แผ่วเบา ลึก Nd7 ยอดเยี่ยมที่สุด 4. หัวเข็ม Nd3 จะรักษาโทนัลบาลานซ์ได้เท่าเทียมกับ Nd5 และ Nd7 ถือว่าให้มาตรฐานคุณภาพเสียงที่คุ้มค่ามาก Rega Nd3 จะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของหัวเข็มในระดับราคาเดียวกัน เพราะ ความ Clean ของสัญญาณเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด หรือเรียกว่า กินขาดจริงๆ (เปรียบเทียบจากหัวเข็มที่ผมใช้อยู่ในราคานี้) 5. การรักษาโทนัลบาลานซ์ของหัวเข็มทุกรุ่นทำได้ดีเยี่ยม การกล่าวถึงเสียงอนาล็อกแท้ๆ Rega Nd Series น่าจะเป็นต้นแบบที่ดี ข้อสำคัญก็คือว่า Rega ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของหัวเข็มสำหรับเล่นแผ่นเสียงขึ้นมาแล้ว คือในระดับราคาเดียวกัน Rega Nd3 / Nd5 / Nd7 คือ New Standard ครับ 6. เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับหัวเข็มชุดนี้ แม้จะออกแบบมาให้ใช้ได้ทั่วไป แต่ก็แมตช์กับโทนอาร์ม และเครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Rega มากที่สุด โดยเฉพาะการมีจุดยึดกับเฮดเชลล์สามจุดดังกล่าว         การพัฒนาหัวเข็มแผ่นเสียงของ Rega Research ถือเป็นการก้าวสู่ยุคใหม่ และมาตรฐานใหม่ของหัวเข็มแผ่นเสียงที่มีราคาและคุณภาพน่าประทับใจอย่างยิ่งครับ Rega Nd3 ราคา 8,600.- บาท Rega Nd5 ราคา 15,000.- บาท Rega Nd7 ราคา 22,000.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ตัวแทนจำหน่าย Komfort Sound โทร. 083 758 7771  

Rega P10 The heart of music

Rega P10 The heart of music ในระบบอนาล็อก ออดิโอที่มีอายุยืนยาวที่สุด และมีการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะผ่านช่วงเวลาที่รุ่งเรืองหรือตกต่ำ คนอนาล็อกก็ยังพยายามที่จะก้าวขึ้นสู่การฟังเพลงที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่มีชีวิตชีวา และต่อสู้ให้หลีกพ้นไปจาก การสั่นสะเทือนที่มีผลต่อคุณภาพเสียง Roy Gandy ยังคงเชื่อว่า โครงสร้างที่แกร่ง แข็งแรง และอยู่ในรูปทรงที่กะทัดรัด ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตมโหฬาร แบบขี่ช้างจับตั๊กแตน สามารถนำพาคุณภาพเสียงที่บริสุทธิ์ รายละเอียดครบถ้วนได้แน่นอน ปัญหาเรื่องของการไวเบรชั่น กับการเกาะร่องหัวเข็มแผ่นเสียง ที่มีจุดอ่อนไหว สามารถใช้หลักวิศวกรรม และวัสดุที่เหมาะสม ทำให้สมบูรณ์แบบได้ และ PLANAR 10 หรือ Rega P10 เป็นพัฒนาการล่าสุดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง Rega รุ่น Naiad โดยเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นนี้สร้างขึ้นจากฐานโครงเหล็กน้ำหนักเบาพิเศษที่มีโครงและทรวดทรงแบบโค้งและเป็นแนวเส้น ไม่ใช่ผืนแผ่นสี่เหลี่ยม จัดเป็นศิลปกรรมด้านวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมน่าดูมาก          โดยแท่นเครื่องผลิตจากแกน Tancast 8 และหุ้มด้วยแผ่นลามิเนตแรงดันสูง (HPL)             PLANAR 10 เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นแรกที่ใช้การเสริมความแข็งแรงด้วยเซรามิก ซึ่งจะให้พื้นผิวที่แข็งแรงเป็นพิเศษสำหรับการติดตั้งโทนอาร์มรุ่น RB3000 ที่มีความแม่นยำและชุดตลับลูกปืนกลางที่ Rega กำหนดเอง        สำหรับความพิเศษคือ PLANAR 10 ยังติดตั้งด้วยแพลตเตอร์เซรามิกออกไซด์ที่สั่งทำพิเศษ ซึ่งตัดด้วยเพชรในระหว่างการผลิตเพื่อความแม่นยำสูงสุด และความเสถียรของความเร็วรอบหมุน  มอเตอร์ซิงโครนัส 24V ของ Rega และระบบจะติดตั้งสายพานขับหมุน EBLT ที่มีวงรอบขนาดเล็ก          มีแผ่นรองหรือแมตช์ สีขาวสะอาดตา           ตัวระบบขับหมุน การปรับเปลี่ยนรอบหมุน ระหว่าง 33-1/3 และ 45 RPM จะถูกควบคุมโดยกล่องแหล่งจ่ายไฟที่ล้ำหน้าที่สุดของ Rega ที่แยกออกมาจากแท่นเครื่อง นั่นคือ P10-PSU แหล่งจ่ายไฟแยกส่วนแบบนี้ช่วยลดการสั่นสะเทือนของมอเตอร์ในระดับสูงสุด          เราสามารถปรับความเร็วรอบหมุนได้ละเอียดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และสะดวกในการเปลี่ยนความเร็วอย่างฉับไว และรอบจะเสถียรคงที่มาก           PLANAR 10 ออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดของ Rega โดยดึงข้อมูลออกมาจากร่องแผ่นเสียงไวนิลได้มากกว่าที่เคย ปัจจุบันมีให้เลือกทัังรุ่น สีเทา และรุ่นเคลือบสีขาว            สำหรับ Planar 10 ที่ผมได้รับมาทดสอบ จะติดตั้งด้วยหัวเข็มแบบ MC รุ่น ANIA กับโทนอาร์ม RB3000  (ซึ่งปกติทาง Rega จะมีออพชั่นติดตั้งหัวเข็ม Apheta 3 หรือ Aphelion 2 มาจากโรงงาน)             สำหรับหัวเข็ม ANIA เป็นหัวเข็มประเภทคอยล์เคลื่อนที่ (Moving Coil) มีแม่เหล็กนีโอไดเมียมกำลังสูงเป็นพิเศษ และคอยล์ที่พันด้วยมืออย่างพิถีพิถันบนโครงสร้างขนาดจิ๋วนี้ ทำให้หัวเข็มมีอิสระมากขึ้นในการเกาะร่องไวนิล โดย จะดึงรายละเอียดจากแผ่นเสียงออกมาได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น     Test Report  การเซ็ตอัพ ผมได้รับเทิร์นเทเบิล Rega P10 หรือ PLANAR 10 มาพร้อมหัวเข็ม MC รุ่น ANIA          P10 เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่รูปทรงอาร์ตมากๆ เหมือนงานประติมากรรม มีส่วนเว้าโค้ง เจาะคว้านให้ช่วงตรงกลางกลวงอย่างมีนัยยะ และหัวเข็ม ANIA ก็มีกายภาพขนาดย่อมไม่เทอะทะ การติดตั้งง่าย การปรับค่าทั้ง Tracking Pressure หรือน้ำหนักหัวเข็ม (1.75-2.00 กรัม) กับค่าAnti-Skating นั้นเหมือนการใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงพื้นฐานโดยทั่วไป          ผมทบทวนด้วยเครื่องชั่งน้ำหนักของ Van Den Hul อีกรอบ จากนั้นตอนแรก นำ P10 วางบนแท่นรองของ Atacama ที่มีขายางหยุ่นทั้งสี่มุม ตรงจุดนี้กลับไม่สามารถวัดค่าศูนย์ความเที่ยงตรงในแนวระนาบได้ จึงเปลี่ยนมาใช้ Life Audio Classic Mellow แทน ปรับจนได้ศูนย์ในแนวระนาบร้อยเปอร์เซ็นต์          ชอบความมั่นคงและน้ำหนักของโทนอาร์ม RB3000 นะครับ มันให้น้ำหนักเบา รู้สึกพอดีกับมือ การยก โยกย้าย คล่องตัวมากๆ      • สปีด และความแม่นยำรอบหมุน        P10 มีกล่อง PSU ที่เป็นแหล่งจ่ายไฟและตัวควบคุมรอบหมุน ซึ่งแยกออกจากแท่นเครื่อง มีปุ่มกด สองปุ่มสำหรับเลือกสปีด 33-1/3 และ 45 RPM นั้น รอบหมุนจะปรับตัวให้ตรงสปีดและคงที่รวดเร็วมาก ไม่ต้องรอนาน อาจจะด้วยประสิทธิภาพของตัวเครื่อง PSU เอง และตัวแพลตเตอร์ที่มีน้ำหนักประมาณ 2.4 กิโลกรัม ผสานกับสายพานวงรอบเล็ก จึงใช้เวลาให้ค่าสปีดคงตัวภายใน5-8 วินาทีเท่านั้นในทางปฏิบัติ อันนี้ถือว่า ยอดเยี่ยมครับ      • สัญญาณแห่งความเงียบในการขับหมุน           ถือได้ว่า นี่คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีผลลัพธ์ของความเงียบ ทั้งระบบมอเตอร์มอเตอร์ขับหมุนเองและแหล่งจ่ายไฟ ที่ถูกออกแบบมาดีเยี่ยม อาการรบกวนต่างๆ จากระบบไฟ รัมเบิ้ล ฮัม และน้อยซ์ นับว่าเงียบกริบ ทำให้มั่นใจได้ว่า จะได้คุณภาพเสียงที่ถ่ายทอดรายละเอียดได้ครบถ้วนที่สุดเครื่องหนึ่ง เท่าที่ผมเคยทดสอบใช้งาน       • กลไกขับหมุนที่นิ่ง เงียบสนิท        เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีไวเบรชั่นต่ำมากๆ แบบนี้ ถือว่าเทิร์เทเบิลทำให้เสียงจากต้นทางสามารถมอบคุณภาพเสียงเชิงอนาล็อกได้อย่างเต็มที่ เต็มร้อย เพราะฟังเสียงจากแผ่นได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่อง และทุกเสียงมีความแม่นยำตรงตามต้นฉบับที่บันทึกมา      • การเกาะร่องแผ่นเสียง        เมื่อเริ่มวางหัวเข็มลงไปบนแผ่นเสียง P10 ให้ความรู้สึกกับเราในทันที ในเรื่องประสิทธิภาพ โทนอาร์มและหัวเข็มที่ทำงานร่วมกันได้อย่างยอดเยี่ยมน่าประทับใจ  ด้วนการเกาะร่องแม่นยำของเครื่อง ช่วยให้เข้าถึงทุกรายละเอียดที่ถูกบันทึกมาในร่องแทร็กซ์ แบบว่าถ่ายทอดออกมาได้อย่างหมดสิ้น ครบถ้วน เป็นเสียงที่เราเข้าถึงทุกย่านความถี่ ตั้งแต่ร่องนอกสุดไปจนถึงร่องในสุดของแผ่นอย่างสมบูรณ์  แนวเสียงสะอาด ละเอียดยิบ ผ่อนคลาย           สุดท้าย บทสรุปในการทดสอบเครื่องเล่นแผ่นเสียง P10 ก็คือ ให้แนวเสียงสะอาด มีความเป็นกลางสูงมาก ไม่ใช่เสียงแนวอนุรักษ์นิยม ที่พวกเราหลายคนคิดว่า เสียงแบบอังกฤษ คือเสียงแฟลต และจืดเสมอไป เพราะ Rega P10 ได้เปิดโลกอนาล็อกที่มีความสมจริงของชิ้นดนตรีที่มีความละเอียดอ่อนครบถ้วน ช่วงปลายเสียงแหลมสวยงาม พลิ้ว สะอาดระยิบระยับ เสียงย่านความถี่กลางที่ผ่อนคลาย และเบสอิ่มตัวเป็นชิ้นเป็นอัน         P10 ให้ได้ทั้งความโรแมนติกน่าฟัง และความสมจริง ที่มีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง จุดเด่นที่นอกจากเสียงที่สะอาดแล้ว ค่าไดนามิคเร้นจ์จากแผ่วเบาไปถึงดังที่สุดจากแผ่นเสียง มีสัดส่วนสวยงามที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ทดลองฟังเครื่องเล่นแผ่นเสียงในระดับราคาหนึ่งแสนบาทมาในช่วงหลายๆ ปีมานี้         Rega P10 สร้างความประทับใจมากครับ และผมเข้าใจสิ่งที่ Roy Gandy กล่าวเอาไว้ถึงปรัชญาของเขาว่า ถ้าทำไม่ได้ดีกว่าคู่แข่งหรือผู้ผลิตอื่น เขาจะไม่ทำออกมา        ดังนั้นคุณภาพเสียงที่สวยงามมีพลังอนาล็อกโอ่อ่าประดุจเพชรน้ำหนึ่งจาก Rega P10 นั้น ก็คือคำตอบ สำหรับช่วงเวลาอันยาวนานที่ รอย แกนดี้ ได้คิดค้นพัฒนามาจนถึงจุดอุดมคติ สมดังสโลแกนที่ว่า The heart of music แล้วครับ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ตัวแทนจำหน่าย Komfort Sound โทร. 083 758 7771