The System :
Wharfedale Super Linton
Quad 33 / Quad 303
สัมผัสแห่งธรรมชาติ และพลัง
อีกหนึ่งประสบการณ์ที่สมควรแก่การนำเสนอ สำหรับทุกท่านที่กำลังมองหาซิสเต็มเครื่องเสียงครบชุด ประกอบด้วยชุดปรี-เพาเวอร์ (บริดจ์โมโน) และลำโพงที่รังสรรค์รูปทรงดีไซน์ ที่เคยลือชื่อจากยุควินเทจมาสู่ความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ โดยผมจะเน้นการนำเสนอบททดสอบลำโพงเป็นหลัก เพราะเคยได้มีการเทสท์รีพอร์ต ชุดปรี เพาเวอร์ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้
เรามาเข้าถึงลำโพง Wharfedale Super Linton กันเป็นลำดับแรกครับ
พัฒนาการลำโพงไฮไฟซีรีส์ Heritage จาก Wharfedale ที่ใช้รากฐานจาก Model Denton และ Linton รุ่นคลาสสิก ที่ให้คุณภาพสูงระดับออดิโอไฟล์ พร้อมงานไม้ตู้ผิวไม้จริงที่สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบเสียงดนตรีหลากสไตล์ไร้ข้อจำกัด ด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม
ก่อนอื่นเพื่อความเข้าใจในลำดับช่วงเวลาลำโพงในซีรส์ Heritage Series ผมขอเรียงลำดับไทม์ไลน์และพัฒนาการเชิงแนวคิดของ Wharfedale ดังนี้ครับ
• ยุคต้นกำเนิด Original Classics
- ปี 1960 เปิดตัวลำโพงรุ่น Denton ซึ่งเป็นลำโพง Bookshelf รุ่นแรกๆ ของ Wharfedale ด้วยแนวคิด Compact, Musical, British Sound โทนเสียงเรียบสะอาดอบอุ่น
- ปี 1965 นำเสนอลำโพงรุ่น Linton ที่ขยายแนวคิดจาก Denton ด้วยตู้ที่ใหญ่มากขึ้น เริ่มเป็นลำโพงแนวมอนิเตอร์เวทีเสียงกว้าง มวลเสียงมากขึ้น
- ปี 1971–1973 วางตลาดลำโพงรุ่น Denton 3 ถือเป็นรุ่นสำคัญที่สุดในยุคคลาสสิกด้วยระบบ 3-Way ขนาดเล็ก เสียงกลางมีมิติและความสมดุลสูง เป็นแรงบันดาลใจโดยตรงของ Super Denton ยุคใหม่
ช่วงที่ลำโพงซีรีส์นี้ได้หายไปกับกาลเวลาคือในช่วงปี 1980-2000 โดยโรงงานได้ยุติการผลิตลำโพงเหล่านี้ไป ชื่อรุ่นจึงกลายเป็น “ตำนาน”ที่อยู่ในความทรงจำของนักฟังตลอดมา
ช่วงยุคปี 2012 มีการกลับมารื้อฟื้นตำนาน Heritage อีกครั้ง
ในปี 2012 การกำเนิดลำโพงรุ่น Denton 80th Anniversary ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Heritage Series ยุคใหม่ โดยการนำต้นแบบ Denton กลับมาในดีไซน์วินเทจหรือเรโทร ด้วยเทคโนโลยีใหม่ด้วยเป้าหมายการเชื่อมอดีต เข้ากับยุคปัจจุบัน
- ปี 2014 ลำโพงรุ่น Denton 85th Anniversary ที่ปรับปรุงเสียงจากรุ่น 80th ให้สมดุลเสียงดีขึ้น นับเป็น Denton รุ่นที่นิยมอย่างมากในตลาดโลก
- ปี 2019 เริ่มต้นยุค Linton Heritage เป็นการคืนชีพของ Linton อย่างจริงจัง ด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญของ Wharfedale คือสร้างลำโพงที่มีตู้ใหญ่ขึ้น ใช้ระบบสามทาง และดีไซน์ขาตั้งเฉพาะ
- ยุค “Super” ซึ่งเป็นการดีไซน์แบบยกระดับ ไม่ใช่แค่รื้อฟื้นตำนานเท่านั้น
ปี 2023 ลำโพงรุ่น Super Denton ซึ่งเปิดตัวปีเดียวกับ Super Linton เป็นการสืบสายตรงจาก Denton 3 ในรูปแบบลำโพง3-Way ขนาดกะทัดรัด
- ปี 2023 ลำโพงรุ่น Super Linton ที่ทำการพัฒนาจาก Linton Heritage ด้วยการยกระดับทั้งระบบ โดยมีการปรับโครงสร้างตู้ ไดรเวอร์ ครอสโอเวอร์ สู่คุณภาพเสียงที่โปร่งกว่า เบสนิ่งและลึกกว่า เวทีเสียงกว้างลึกมาก

• Wharfedale Super Linton เป็นลำโพงดีไซน์มาพร้อมขาตั้ง Stand mount ด้วยโครงสร้างลำโพง 3-way bass-reflex มี Woofer ไดรเวอร์เสียงต่ำขนาด 8 นิ้ว กรวยลำโพงที่ทอขึ้นด้วยเส้นใย Kevlar เพื่อส่งผ่านคุณภาพเสียงเบสลึกอิ่มสมจริง ในขณะที่ Midrange หรือไดรเวอร์เสียงกลางขนาด 5 นิ้ว ชนิดกรวย Kevlar cone เพื่อคงไว้ซึ่งรายละเอียดเสียงร้อง และเครื่องดนตรีที่ชัดเจน รวมถึงทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว แบบ Soft dome ให้เสียงสูงหวานและละเอียดละเมียดละไม
เป็นลำโพงที่วัดค่าการตอบสนองความถี่จากห้องแล็ป ได้กว้าง 39 Hz – 20 kHz (±3 dB) ในด้านความไวถือว่าทำได้ดีมาก โดยมี Sensitivity 90 dB ที่กำลังขับ 1 วัตต์ และค่าความต้านทานระดับกลางที่ 6 โอห์ม
จุดเด่นคือการออกแบบรังสรรค์ตัวตู้แบบ MDF สองชั้น ผสมผสานการอัดกาวลดแรงสั่นสะเทือน เพื่อเสียงที่ชัดเจนไม่สั่นค้างและเกิดแรงสะท้อนภายในตู้ เปรียบเทียบ Super Linton แล้ว จะมีขนาดตู้ใหญ่กว่า Linton รุ่นคลาสสิกเดิมประมาณ 50 มิลลิเมตร เพื่อให้เสียงเบสมีพื้นที่ทำงานมากขึ้น มีการตกแต่งด้วยไม้จริงและลายไม้งดงาม ให้ลุคของลำโพงซีรีส์ Heritage ดูคลาสสิก
ตัวตู้มีขนาดสูงรวมฐาน 605 มิลลิเมต กว้าง 300 มิลลิเมตร ลึกรวมขั้วต่อ 350 มิลลิเมตร น้ำหนัก 19.8 กิโลกรัมต่อตู้ ดูงามสง่า พร้อมขาตั้งที่ดีไซน์มาเฉพาะรุ่นที่ลงตัว
การออกแบบเต็มไปด้วยความชาญฉลาด เพราะรูปทรงคลาสสิกของต้นแบบอย่าง Denton-Linton ยังคงเป็นความปรารถนาของนักฟังที่ต้องการความสวยงามคลาสสิก และเสียงที่ตอบสนองดนตรีอันเป็นเลิศไปพร้อมๆกัน
การพัฒนาการสู่ Super Linton นั้น คุณ Peter Comeau ตำแหน่ง Director of Acoustic Design ของ Wharfedale เป็นหัวหน้าทีม ได้รวมนักออกแบบชั้นหัวกระทิ นำเสนอ วิเคราะห์ วิจัย รูปแบบของ Super Linton โดยออกแบบองค์ประกอบทั้งหมดของลำโพง ตั้งแต่การปรับโครงสร้างตู้ไดรเวอร์จนถึง Crossover Network ใหม่ทั้งหมด

สำหรับรายละเอียดเชิงลึกในการออกแบบทางวิศวกรรมของ Wharfedale Super Linton มีความน่าสนใจดังต่อไปนี้
1. โครงสร้างตู้ลำโพง (Cabinet Design) ที่มีขนาดตู้ใหญ่ขึ้น แต่ทรงและสัดส่วนแบบเดิม Super Linton มีตู้สูงขึ้นกว่า Linton รุ่นพื้นฐานประมาณ 40 มม. ซึ่งทำให้มีปริมาตรภายในเพิ่มขึ้น ช่วยให้กรวยวูฟเฟอร์ “ผลักอากาศอย่างทรงพลัง” มากยิ่งขึ้น และทำให้เสียงเบสลงได้ลึกกว่าเดิมที่ 32 Hz ซึ่งลึกกว่ารุ่นพื้นฐานโดยปราศจากการบิดเบือน
ตัวตู้มีชั้นไม้แบบ Sandwich แบบ MDF สองชั้น พร้อมกาวลดแรงสั่นสะเทือน (Damping Glue) ซึ่งสามารถลดการสั่นของแผ่นผนังตู้ที่ไม่พึงประสงค์ ช่วยให้เสียงไม่ “ก้อง” หรือขุ่นมัวในช่วงความถี่กลางและสูง การบุฉนวนด้านในมีการใส่ Long-hair fibre และโฟมซับเสียง ที่คัดสรรตำแหน่งไว้เฉพาะจุด เพื่อลดการสะท้อนภายในและควบคุมคลื่นเสียงภายในตู้ให้นิ่งยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงเบสมี “น้ำหนัก” และ “ความแม่นยำ” มากยิ่งขึ้น โดยยังรักษาความโปร่งใสของย่านกลางและสูงไว้ได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

2. ไดรเวอร์สำหรับขับช่วงความถี่ต่ำจะใช้วูฟเฟอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว หรือ 200 มิลลิเมตร กรวย Kevlar สีดำที่ระบบแม่เหล็ก (Motor System) ถูกออกแบบใหม่ให้มีแรงขับและพลวัตสูงขึ้น ส่งผลให้เบสสามารถลงได้ลึกและตอบสนองได้ฉับไวทันทีทันใดกว่า
ส่วน Midrange หรือลำโพงเสียงกลางกรวยขนาด 135 มิลลิเมตร แบบ Kevlar cone ที่จะอยู่ในห้องหรือแชมเบอร์เฉพาะ ภายในตู้ลำโพง (Dedicated Cylindrical Chamber) ซึ่งมีชั้นวัสดุดูดซับ ออกแบบมาเพื่อยับยั้งคลื่นเสียงย้อนกลับ (back-wave) ช่วยให้เสียงร้องและเครื่องดนตรีมีความชัดใสและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น
ตัวขับเสียงแหลมหรือทวีตเตอร์ (Tweeter) ใช้เฟบริคซอฟท์โดม ขนาด 25 มิลลิเมตร ที่ใช้ระบบแม่เหล็กแบบเซรามิก (Ceramic Magnet) พร้อมห้องแชมเบอร์ด้านหลังรองรับความถี่สูง แยกอิสระภายในเป็นของตัวเอง ช่วยลดการสะท้อนย้อนกลับ (Rear Damping Chamber) เป็นกรรมวิธีในการปรับจูนให้ทวีตเตอร์ทำงานได้สมูธยิ่งขึ้น สามารถเพิ่มรายละเอียดและฮาร์มอนิก ของเสียงสูงโดยเสียงแหลมจะมีความบริสุทธิ์ละมุนละไมอย่างเต็มที่
มี Short Horn Profile อยู่รอบกรวยทวีตเตอร์ และFront Plate Design ที่ช่วยให้การกระจายเสียงสูง มีความกว้างและสม่ำเสมอยิ่งขึ้น โดยชุดไดรเวอร์ทั้งสามได้รับการจูนเพื่อให้ตอบสนองอย่างลื่นไหลในจุดตัดความถี่ที่ 550 Hz และ 2.5 kHz โดยไม่เกิดช่องว่าง หรือรอยต่อชัดเจนในย่านความถี่ต่างๆ

3. ระบบแบ่งความถี่ (Crossover Network) ใช้แผงวงจรแบ่งความถี่แบบแยกสองบอร์ด (Split PCB) เพื่อลดการรบกวนระหว่างวงจรความถี่ต่ำกับความถี่สูง ส่งผลให้เสียงโดยรวมสะอาดขึ้นและแต่ละไดรเวอร์ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
ใช้คาปาซิเตอร์คุณภาพสูง อินดักเตอร์หรือคอยล์ขดลวดที่ตอบสนองอย่างดีเยี่ยม และใช้การไวริ่งสายภายในเกรด Hi-Fi เพื่อให้สัญญาณเสียงที่ย่านต่างๆ ไม่ถูกลดทอนหรือปนกัน เสริมให้รายละเอียดเสียงระดับไมโครไดนามิค ชัดกว่าการออกแบบ Crossover แบบทั่วไป
4. ดีไซน์ภายนอกและงานไม้ เป็นลำโพงที่ใช้ Veneer ไม้จริง ที่ผ่านการเลือกและขัดแต่งอย่างพิถีพิถัน ไม่เพียงแค่ “ดูคลาสสิก” แต่ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับตู้ และลดการสั่นที่ไม่พึงประสงค์อีกชั้นหนึ่ง ดีไซน์ยังเข้ากันได้กับขาตั้ง Linton รุ่นเดิม ช่วยให้สามารถวางตำแหน่งลำโพงได้เหมาะสมกับการฟังโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนขนาดหรือสไตล์ห้องมากนัก
นี่คือลำโพงที่ยังคงเสน่ห์ด้วยกลิ่นอายวินเทจ แต่ภายในกลับใช้เทคโนโลยีระดับสุดยอด เพื่อให้ลำโพงคู่นี้ก้าวข้ามผ่านยุคมาร่วมสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในการทดสอบครั้งนี้ เรานำมาจัดเป็นซิสเต็มร่วมกับภาคขยาย ปรี-เพาเวอร์สุดคลาสสิคย้อนยุค ในเครือ IAG ด้วยกัน ส่วน QUAD 33 และ QUAD 303 นั้น เคยมีบททดสอบก่อนหน้านี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่เว็บ https://www.thewave-online.com/article/35
การทดสอบเป็นชุดซิสเต็มร่วมกับ Wharfedale Super Linton ครั้งนี้ น่าจะมีแง่มุมประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้นครับ
สำหรับชุดเครื่องเสียง ประกอบด้วย ปรีแอมป์ QUAD 33 รุ่นใหม่เป็น Preamplifier แบบอนาล็อก ที่ใช้ควบคุมแหล่งสัญญาณต่างๆ อย่างแม่นยำสูงสุด ก่อนส่งสัญญาณต้นทางไปที่เพาเวอร์แอมป์ ที่ยังคงรูปทรงแบบคลาสสิกจากรุ่นดั้งเดิม แต่มีการอัพเกรดเพื่อรองรับระบบสมัยใหม่ โดยมีอินพุตภาคไลน์ 3 ชุด รวมทั้งภาคปรีโฟโน ที่เล่นได้ทั้งหัวเข็ม MM/MC
มีช่อง Balanced XLR ทั้งอินพุต เอาต์พุต สำหรับเชื่อมต่อโดยตรงกับเพาเวอร์แอมป์ QUAD 303 มีช่องต่อหูฟัง และภาคขยายเฉพาะมาให้ด้วย
ด้วยความสง่างดงามตัวเครื่องขนาดย่อมๆ สีเทาคลาสสิกเล็กกะทัดรัดพร้อมจอ LCD ไฟส้มและปุ่มกดแสดงสถานะ รวมถึงรีโมตคอนโทรลมาอย่างครบครัน

ขนาดเครื่อง QUAD 33 กว้าง 258 มม. สูง 82.9 มม. ลึก 165 มม. แค่เห็นก็ยอมรับว่าเทคะแนนความชื่นชมให้เต็มหัวใจ ออกแบบได้คลาสสิกจริงๆ
QUAD 303 Power Amplifier เพาเวอร์แอมป์วงจรขยาย Class AB ที่ออกแบบคงรูปทรงคลาสสิกเอาไว้อย่างมั่นคง ใช้เทคโนโลยี Symmetrical Triples Output Stage ซึ่งให้เสียงละเอียด และมีความผิดเพี้ยนต่ำ ให้พลังงานเพียงพอกับลำโพงทั่วไป แม้จะระบุกำลังขับไม่สูง ที่ 2 × 50 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 2 × 70 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม แต่ขับเสียงทั้งลำโพงยุคปัจจุบัน และยุควินเทจได้ลงตัว
ที่สำคัญในกรณีการทดสอบครั้งนี้ ผมได้นำมาทำการ Bridged mode ให้ได้กำลังขับ 140 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์มหรือ 170 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม (ต่อเครื่อง)
มีช่องต่ออินพุตทั้งแบบ RCA และ Balanced XLR มาครบถ้วนให้เลือกใช้งาน

QUAD 303 เพาเวอร์แอมป์ ที่มีขนาดเครื่องที่ออกแบบในแนวตั้ง คลาสสิก ดูสวยสง่า กว้าง 120 มม.สูง 176 มม.และลึก 325 มม. ปุ่ม Power สีส้มเหมือนปรีแอมป์รุ่น 33 เสมือนหนึ่งเนื้อเดียวกัน
การออกแบบเพาเวอร์แอมป์ รุ่น 303 ใหม่นี้ ยังคงลักษณะเสียงแบบอนาล็อกอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ เหมือนรุ่นคลาสสิก แต่มีความนิ่งและสะอาด ชัดเจนมากขึ้นยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน มีอินพุตสมัยใหม่ เช่น Balanced XLR, รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ยุคใหม่ สามารถทำงานร่วมกันโดยใช้ 12 V trigger เพื่อเปิด/ปิดอัตโนมัติ

Test Report
นี่คือการจัดเข้าชุดเครื่องเสียงระหว่างลำโพงและภาคขยายที่ลงตัวกันมาตั้งแต่แรก มีความสมบูรณ์โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ว่ามันจะไปกันได้ดีหรือไม่ อย่างไร
เพราะทีมออกแบบลำโพง Super Linton และทีมออกแบบแอมปลิไฟร์ QUAD 33/QUAD 303 ทำงานใกล้ชิดกันตลอดเวลาอยู่แล้ว
มาตรฐานของ Wharfedale Super Linton ก็ได้ใช้แอมปลิไฟล์ชุดนี้เป็นเรฟเฟอร์เรนซ์อ้างอิงอยู่แล้วครับ และเราก็เลือกที่จะใช้เพาเวอร์ QUAD 303 บริดจ์โมโน สองตัวคู่ เพื่อให้การทำงานมีพลังขับเคลื่อนสูงสุดในการขับลำโพง เป็นไปตามคำแนะนำของผู้ออกแบบแอมปลิไฟร์และลำโพง
ผมชื่นชอบความเป็นตัวเองของ Wharfedale Super Linton เป็นอย่างมาก เพราะนี่คือลำโพงที่มีรูปทรงที่แตกต่างไปจากลำโพงอื่นๆ ในท้องตลาดอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะสัดส่วนของความกว้างและความลึก อาจจะใกล้เคียงลำโพงอังกฤษทั่วไป แต่สัดส่วนความสูงจะสูงกว่าปกติเล็กน้อย นี่ก็คือเหตุผลที่จะต้องใช้ขาตั้งของเขาเองซึ่งมีความสูงเพียง 44 เซนติเมตร ในขณะที่ลำโพงหน้ากว้างเท่าๆ กัน มักจะใช้ขาตั้งสูง 60 เซนติเมตรขึ้นไป
ลำโพงซึ่งเป็นทรงเรโทรย้อนยุคแต่กลับแฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีของเสียงล้ำสมัยที่บรรจุอยู่ภายในอย่างปราณีตเข้มข้นเลยทีเดียว ด้วยจุดประสงค์ที่ทำให้เราฟังเพลงย้อนไปในยุคอนาล็อก จนถึงเพลงยุคปัจจุบันโดยไม่มีขีดจำกัดใดๆ
ดีไซน์ในแบบที่เมื่อคุณต้องการความอิ่มอุ่นละเมียดละไม ลำโพงสามารถให้คุณได้ หรือต้องการความมีชีวิตชีวาเบิกบาน ลำโพงก็ให้คุณได้เช่นกัน

มีข้อแนะนำที่สำคัญประการหนึ่ง ก็คือควรจะซื้อลำโพงพร้อมขาตั้งของเขาเองจะดีที่สุด นี่เป็นขาตั้งเฉพาะทาง ที่ทำจากโลหะพ่นเคลือบสีดำด้าน และมีชิ้นไม้ประกอบอย่างสวยงามเป็นแผ่นเพลทรองอยู่ด้านล่าง
ดีไซน์ขาตั้งจะเป็นผู้กำหนดให้วางตำแหน่งลำโพงแล้วได้ความสูงเหมาะสม ซึ่งช่วยให้ทวีตเตอร์อยู่ในระดับหู ในขณะนั่งฟังส่งผลให้เสียงกลาง–แหลมชัดและสมจริงยิ่งขึ้น ช่วยลดการสั่นสะเทือนจากพื้นและจากตู้ลำโพง และเท่ห์ไปอีกแบบที่ช่องโปร่งๆ นั้น ใช้เก็บแผ่นเสียง (LP) หรืออุปกรณ์เล็กๆ ในช่องด้านล่าง ทำให้ดูเหมือนเฟอร์นิเจอร์หรือตู้วินเทจมากขึ้น
• การเซ็ตอัพระยะห่างของลำโพง ลงตัวที่สุดในห้องฟังของผมคือ 2.15 เมตร ลำโพงห่างผนังด้านข้าง 0.70 เมตร และห่างผนังหลัง 0.95 เมตร เป็นระยะที่เหมาะสมกับการได้มาซึ่งโทนัลบาลานซ์ที่ดี และเสียงทุกย่านความถี่สมดุล เสียงเบสลอยมาเป็นตัวตนที่ดี
หลังจากทดสอบฟัง และขยับปรับตำแหน่งหลายรอบ ผมมีข้อแนะนำในการเซ็ตตำแหน่ง Super Linton ก็คือ ควรตั้งลำโพงในลักษณะ “หน้าตรง” เสมอ อย่าทำการโท-อิน
คือตั้งให้ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ และระยะที่คุณนั่งห่างลำโพงออกมา สัมพันธ์กับระดับความดังที่คุณต้องการ ก็จะได้ทั้งอิมเมจ ซาวนด์สเตจ ที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอนครับ
การโท-อินจะมีผลกระทบต่อเวทีเสียงที่แคบลงโดยง่าย จึงไม่แนะนำให้ทำครับ
ดูจากภายนอกอาจจะคล้ายกับลำโพงรุ่น Linton แต่ภายในลำโพง Wharfedale Super Linton ได้มีการปรับปรุงวงจรครอสโอเวอร์อย่างมาก โดยแยกอิสระ
ใช้แผงวงจรครอสโอเวอร์ถึงสองแผง โดยครอสโอเวอร์ของรุ่น Super นั้น ได้ใช้ตัวเหนี่ยวนำคุณภาพดีกว่า ขดลวดคุณภาพดีกว่า รวมทั้งสายเคเบิลสำหรับไวริ่งที่มีคุณภาพดีกว่าอีกด้วย
แตกต่างจากครอสโอเวอร์แบบแผงเดียวที่ดูเรียบง่ายของรุ่น Linton ด้านหลังของลำโพงใช้ขั้วต่อสายลำโพงแบบใหม่ที่ใช้สำหรับรุ่น Super ระบุอักษรเล็กๆ ว่าลำโพงตู้ไหนเป็นด้านซ้าย LEFT หรือด้านขวา RIGHT

ผมเบิร์นลำโพงอยู่หนึ่งสัปดาห์ ทั้งที่ทราบว่าลำโพงคู่นี้มีการเปิดทดลองมาบ้างแล้วจากทาง Hi Fi Tower และนั่งมองอยู่ 2-3 วัน ว่าผมจะถอดตะแกรงผ้าด้านหน้าออกได้ไหม ทำอย่างไร จะได้ทดสอบ เปรียบเทียบ การใส่หรือการถอดหน้ากากได้ว่า เสียงเปลี่ยนแปลงไหม? ซึ่งทำได้ยากมากในตอนแรกเพราะหน้ากากยึดแน่นจริงๆ นิ้วมือไม่อาจดึงออกมาได้
ต้องมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อความปลอดภัย ไม่ให้เกิดอะไรเสียหาย จึงนำเอาไม้บรรทัดโลหะขนาดความยาว 6 นิ้ว มาค่อยๆ สอดและเลาะไปตามขอบมุมเบาๆ ทีละนิด พบว่าก็สามารถถอดได้โดย “สวัสดิภาพ” เมื่อเห็นภายในที่หน้าแบบเฟิล จึงเข้าใจทันที เพราะ Super Linton มีตัวล็อกหน้ากากอยู่ถึง 6 จุด ทำให้ค่อนข้างแน่นหนาและถอดยากเป็นพิเศษนั่นเอง
ผลการทดสอบของผม ขอเรียนว่าระหว่างการใส่หน้ากาก และการถอดหน้ากากออก การเปลี่ยนแปลงมีน้อยมาก ก็อาจจะมีผลบ้างที่ช่วงความถี่เสียงกลางแหลมที่ซอฟท์ลงเล็กน้อยเมื่อปิดผ้าหน้ากาก แต่อิมเมจเสียงยังคงแม่นตรงครับ ดังนั้นตลอดการใช้งานผมจะเน้นการปิดผ้าหน้ากาก เพราะทำแบบนี้ผมคิดว่าโทนัลบาลานซ์ลงตัวดีนั่นเอง
ส่วนท่านใดจะไปเปิดหน้ากากฟังก็ไม่ได้ผิดกติกาอะไรนะครับ อาจจะทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้นที่ได้เห็นความสวยงามของแบบเฟิลและตัว Driver ทั้งสาม ซึ่งทำงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และปลายแหลมจะเปิดอีกนิดๆ
ระยะเวลาของการเบิร์นลำโพงนั้น มีนักทดสอบต่างประเทศเขาได้แจกแจงไว้ว่าลำโพงรุ่น Super Linton มีระยะเวลาการเบิร์นอินนานกว่าลำโพงรุ่น Linton บางคนบอกว่ารุ่น Super จะใช้เวลาเป็นสองเท่าเลยทีเดียว แต่สำหรับในการเบิร์นของผมแล้วคิดว่ามันลงตัวเข้าที่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 100-150 ชั่วโมงเป็นพื้นฐานครับ
ข้อสังเกตสำหรับท่านที่ได้ลำโพงแบบ “แกะกล่อง” ใหม่ ก็คือเสียงของลำโพงในช่วงกลางแหลมอาจจะพยศเล็กน้อย นอกจากเสียงที่มีชีวิตชีวาและทรงพลังแล้ว เสียงแหลมในช่วงแรกจะมีเสียง “ซซซ” ปลายแหลมสุดมากเกินไปสักเล็กน้อยในย่านเสียงร้อง
โดยเสียงที่เป็นส่วนเกินนี้ จะลดลงอย่างรวดเร็ว และคงที่เมื่อเบิร์นไปราวๆ 20 ชั่วโมงเท่านั้น สามารถสังเกตได้เลย ถึงความผ่อนคลายและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นและเมื่อเบิร์นไปเกิน 100 ชั่วโมง คุณจะพบว่าทุกเสียงจะ “คงที่” โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก

คาแรกเตอร์และน้ำเสียงเป็นอย่างไรบ้าง?
นับตั้งแต่แรกเริ่มแล้วนะครับที่นั่งฟังอย่างจริงจัง พบว่าเป็นลำโพงที่มีสำเนียงที่น่ารักมาก คือเราสามารถเข้าถึง Detail หรือรายละเอียดของเสียงดนตรีได้อย่างผ่อนคลายในทุกช่วงความถี่ อาจจะพูดว่านี่คือลำโพงที่เป็นมิตรกับผู้ฟังมากที่สุดคู่หนึ่งตั้งแต่เคยทดสอบมา ทำให้ผมนึกถึงคำว่าเสียงสุภาพแบบผู้ดีอังกฤษขึ้นมาทันที
ย่านความถี่กลางแหลมสวยงาม ราบรื่น เบสอิ่มเอมพอดีๆ ไม่บีบเค้น มีแต่ความผ่อนคลายอย่างน่าทึ่ง อย่างไรก็ตาม Super Linton ไม่ได้เป็นลำโพงที่สร้างมาเพื่อฟังผ่านไปแบบเพลินๆ เรื่อยๆ เพราะในความสุภาพอิ่มละมุนนั้น ก็สามารถแสดง รายละเอียดเต็มเปี่ยมพร้อมความมีชีวิตชีวาของดนตรีเสียงที่รุกเร้า หรือพลังที่โดดเด่นของเพลงบางประเภท ทั้งวงออเคสตร้า และเพลงแนวร็อค ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก (Turn of the Tide : Barclay James Harvest , Erich Kunzel Cincinnati Pops Orchestra : Happy Trails & Round-Up)
จากอัลบั้มเหล่านั้น ผมพบว่าลำโพงให้การถ่ายทอดเสียง ที่มีชีวิตชีวาเป็นธรรมชาติอย่างยิ่งครับ
Super Linton จาก Wharfedale เมื่อจับคู่กับปรี-เพาเวอร์ QUAD 33 และ QUAD 303 ถือว่าเข้ากันอย่างลงตัว เหมือนออกแบบมาเพื่อกันและกันจริงๆ ครับ โดยเฉพาะการบริดจ์เพาเวอร์แอมป์ ใชัเป็นสองตัวคู่แบบ Mono พลังที่ส่งผ่านมายังลำโพง นับว่าควบคุมได้ทุกระดับความดัง พร้อมทั้งความอิ่มเอมแนบเนียนยิ่งไม่ว่าจะฟังไปยาวนานเพียงไร
ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมทดลองฟังลำโพง Super Linton แล้ว เหมือนไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาทดสอบเลย
คือลำโพงกับเรา ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีงามตั้งแต่แรก เข้าถึงง่าย ฟังง่าย และก็เต็มไปด้วยรายละเอียด ระยิบระยับอย่างน่าชื่นชม ทุกเสียงมีความพอดีอยู่เสมอ หาอะไรที่ขาด หรือเกินแทบไม่ได้เลย นี่คือเสียงธรรมชาติเนื้อแท้ครับ
เสียงเบสอิ่มมีความเป็นตัวตน แม้จะวางห่างผนังมากกว่า 1 เมตรขึ้นไปก็ยังให้เบสเต็มสเกลน่าประทับใจ ในทางตรงกันข้าม แม้จะวางชิดติดผนัง ถึง 50 เซนติเมตร เบสก็ไม่พร่าบวม เรียกว่าการออกแบบท่อเบสคู่ที่ด้านหลัง แต่ทำให้ส่งผลกระทบต่อผนังไม่มากเลยครับ เรียกว่าพร้อมสำหรับความยืดหยุ่นในการใช้งาน ในห้องขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ โดยโทนเสียงต่ำจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ความสามารถถ่ายทอดมิติของเสียงดนตรีทำได้ดีเยี่ยมมากครับ ฮาร์โมนิคหรือความฉ่ำหวานรอบๆ ชิ้นดนตรี ทำให้สัมผัสถึงความสมบูรณ์แบบที่สตูดิโอบันทึกมา แสดงผลเวทีเสียง ที่มีด้านหน้าและบรรยากาศส่วนแบ็คกราวนด์หลัง เชิงชั้น ลดหลั่นของตำแหน่งดนตรีได้เกินกว่าที่เราคาดหวังมากทีเดียว (Janis Ian : Breaking Silence และ Holly Cole Trio : Don't Smoke In Bed)
ในการฟังเพลงทุกประเภท พบว่า Wharfedale Super Linton ทำได้ดี และปราศจากข้อจำกัดเรื่องของสไตล์เพลง ทำให้การฟังมีความกว้างขวางอย่างมาก และน่าชื่นชมที่เพลงร้องที่มีความจำเพาะเจาะจง หรือมีความโดดเด่นของศิลปินผู้ขับร้อง ลำโพงแสดงคาแรกเตอร์ได้อย่างแม่นยำเที่ยงตรงและสมจริงกับบุคลิกเฉพาะของศิลปินแต่ละท่าน
รวมทั้งเพลงแนวสบายๆ แบบคันทรีที่ผมชอบเป็นพิเศษ ทำให้การฟังลำโพงคู่นี้ รู้สึกอินกับเสียงขับร้อง จนต้องฮัมเพลงตามไปด้วย (Greatest Hits : Kenny Rogers, We Must Believe in Magic : Crystal Gayle)

ถ้าหากถามว่าชื่นชอบลำโพงคู่นี้ที่ตรงไหนมากที่สุด ก็คงจะเป็นเรื่องของการให้ “สเกลสัดส่วน” ของชิ้นดนตรีได้ดี และสมจริงมากๆ นั่นเอง
ผมยกตัวอย่างเช่น เพลงๆ หนึ่งอาจประกอบขึ้นด้วยดนตรีหลายชิ้น เมื่อมีการบันทึกเสียงที่ดี (จากอัลบั้มระดับออดิโอไฟล์) จะพบว่าเสียงทรัมเป็ต ไวโอลิน เปียโน กีต้าร์ กลอง เบส ดับเบิ้ลเบส อัตราส่วนของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นนั้นมีสัดส่วนที่ถูกต้อง ไม่เบี่ยงเบน ไม่มีอะไรที่มากไป น้อยไป เฉกเช่นตอนที่เรามีประสบการณ์การฟังดนตรีจริงที่มาบรรเลงต่อหน้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องชมเชยการทำงานของมิดเร้นจ์ ต่อเนื่อง ไหลลื่น กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน กับวูฟเฟอร์และทวีตเตอร์ ถือว่า การออกแบบครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ระบบสามทางแบบใหม่นี้ ทำงานได้ราบรื่นมาก
การให้ความรู้สึกถึงความชัดเจน ที่มีทั้งความตื้น-ลึก มีเลเยอร์ ของเวทีด้านหน้าและแบ็คกราวนด์หลัง ทำได้ดีมาก เราสามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างดังกล่าวนั้นได้ทุกช่วงเวลาที่นั่งฟัง
นี่คือลำโพงซึ่งกระจายเสียงได้กว้างลึก อิสระ โฟกัสเสียงร้องโดดเด่นเป็นพิเศษ สนองตอบความมีน้ำหนักหรือความทรงพลังของเสียงกลางได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่ชอบฟังเพลงร้องจากเสียงศิลปินกับเครื่องดนตรีน้อยชิ้น จะรู้สึกทึ่งเลยทีเดียว กับเสียงที่หลุดลอยออกมาจากลำโพง (Rebecca Pidgeon - The Raven)
Wharfedale Super Linton เป็นลำโพงที่มีความพอดีในทุกย่านความถี่ คือเราไม่รู้สึกว่าอะไรที่น้อยไป หรืออะไรที่มากเกินไป ทำให้มั่นใจได้ว่าเราอยู่กับพลังแห่งเสียงดนตรีจริง ที่ฟังยาวนานเท่าใดก็ได้ จะไม่รู้สึกเบื่อล้าเพราะทุกเสียงล้วนกลั่นกรองออกมาได้เป็น “ธรรมชาติ” จริงๆ
และพลังไดนามิคแรงๆ ของดนตรียุคใหม่ที่ได้จากลำโพง มีความนิ่งปราศจากการเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน หรือเบสที่มีน้ำหนักแรงๆ ก็ดูจะกระชับพอเพียง ไม่สั่นไหว อันเนื่องจากการดีไซน์ตู้แบบสองชั้นที่ทีมงาน Wharfedale เชื่อมั่นว่าจะสร้างปรากฏการณ์ที่ดีที่สุดในการมอบความถี่ต่ำ
นั่นคือทั้งหมดที่ผมประทับใจในลำโพง Wharfedale Super Linton

แต่ถ้ากล่าวถึงผลโดยรวมทั้งซิสเต็มแล้ว Quad เป็นชุดเครื่องเสียงที่ ให้เสียงที่ลงตัวพอดีๆ มีชีวิตชีวา น่าจะพิจารณาใช้กับลำโพง Super Linton อย่าง QUAD 33 และ 303 เป็นอันดับเริ่มต้นเช่นนี้ ทุกอย่างดูสมเหตุสมผล หรือเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม
เพราะทั้งลำโพงและปรี-เพาเวอร์ให้เสียงโทนอุ่นธรรมชาติที่เข้ากันได้ดีมาก เสียงที่นุ่มนวลในย่านเสียงกลางและเสียงสูง พร้อมด้วยความอิ่มเอมน่าประหลาดในการขับเสียงเบส ช่วยให้ได้เสียงโดยรวมที่สมดุล ลงตัวพอดิบพอดี ผู้ฟังจะสัมผัสกับความไพเราะ ที่ไม่ทำให้เหนื่อยล้าได้ในทุกช่วงเวลาและในทุกๆ วัน
แอมปลิไฟร์มีส่วนผลักดันให้เสียงร้องของลำโพงมีความเป็นธรรมชาติ ไม่เรียบแห้ง และรายละเอียดชัด โดยเฉพาะเพลงอะคูสติกหรือคลาสสิกจะได้อารมณ์ “เหมือนอยู่หน้าศิลปินจริงๆ”
ซิสเต็มทั้งชุด อาจเป็นที่ปรารถนาแห่งชีวิต เสียงให้ความเด่นที่อารมณ์และการแยกเลเยอร์เสียงได้ดี ซึ่งทำให้เพลงทุกแนวมีโทนเสียงที่ “ธรรมชาติ” โดยไม่หวือหวา
เป็นชุดเครื่องเสียงที่ทำให้เราคิดถึงว่า เมื่อเสร็จภารกิจประจำวันอย่างอื่นแล้ว ได้มานั่งลงตรงหน้ากับชุดเครื่องเสียงชุดนี้ Wharfedale Super Linton , QUAD 33/303 ก็จะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย จิตใจโลดแล่นไปกับเสียงดนตรีที่ชื่นชอบ เหมือนการอยู่กับ Natural Sound ที่ใกล้ชิด และเต็มอิ่มกับเสียงธรรมชาติ เป็นซิสเต็มที่สมบูรณ์แบบ และสร้างทุกแรงบันดาลใจในเสียงดนตรีโดยไร้ขีดจำกัดใดๆ
สัมผัสแห่งพลังธรรมชาติ ที่ผ่อนคลาย มีชีวิตชีวา ในความจริงแท้ของเสียงดนตรี กับเครื่องเสียงซิสเต็มนี้ ผมถือว่าคุ้มค่าทุกช่วงเวลา และน่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมด้วยกันตลอดไปครับ
Reference:
• Audiolab 9000CDT CD Transport
• NAD M51 DAC
• NAD C588 Turntable
• Life Audio Signature Mellow
Wharfedale Super Linton + Stand
ราคาพิเศษ 85,000.- บาท
Quad 33
ราคาพิเศษ 54,000.- บาท/ตัว
Quad 303
ราคาพิเศษ 54,000 บาท/ตัว
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า)
โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577
Website : http://bit.ly/2yvArOR
Line : http://bit.ly/312JfIo
Map : https://bit.ly/map_hifitower