Harbeth NLE-1  นำคุณเข้าถึงความเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ

Harbeth NLE-1 นำคุณเข้าถึงความเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ

05/03/2026    339

Harbeth NLE-1 
นำคุณเข้าถึงความเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ

ในงานแสดงเครื่องเสียง High End Munich 2025 ที่เยอรมัน ผมไปสะดุดตากับลำโพงแอคทีฟ จาก Harbeth แรกสุดก็ออกจะแปลกใจไม่น้อย ที่บริษัทผู้ผลิตลำโพงแนวอนุรักษ์นิยมเค้าคิดอย่างไรถึงได้นำเสนอลำโพงกึ่งสตูดิโอมอนิเตอร์แบบนี้ออกมา และแม้แต่ข่าวคราวจากคุณ อลัน ชอว์ ก่อนหน้า ก็ไม่เคยปริปากว่าจะหันมาทำแนวแอคทีฟสปีกเกอร์

อย่างไรก็ตามลำโพงแนวแอคทีฟนั้น ก็ไม่ใช่ของใหม่ มีการใช้งานกันในสตูดิโอมาตั้งแต่ยุค 1990 และลำโพง BBC Monitor LS3/5A ที่ถูกผลิตส่งให้กับทาง British Broadcasting Corporation (บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะแห่งสหราชอาณาจักร) นั้น จะมีการผนวกเอาเพาเวอร์แอมป์ของ QUAD ยึดติดไว้ด้านหลังตู้ลำโพง ให้ทำงานแบบ Active มานานแล้ว ซึ่งแตกต่างจากไปจากลำโพง LS3/5A เวอร์ชั่นใช้งานในบ้าน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ บริษัทผู้ผลิตลำโพงชื่อดัง ต่างเริ่มเปิดตลาดลำโพงแอคทีฟสำหรับโฮมออดิโอ ในช่วงปี 2000 กันมากขึ้น โดยนำพื้นฐานลำโพงพาสซีพมาดีไซน์ใหม่ ด้วยการผนวกภาคขยาย ทำเป็นแอคทีฟสปีกเกอร์ 

คงต้องแยกแยะลำโพงประเภท Active Speaker ออกจากลำโพง Bluetooth หรือ Wi-Fi Active Speaker และ Streaming Active Speaker ที่เป็นลำโพงไร้สายซึ่งจะเป็นคนละตลาดกันนะครับ เพราะลำโพงในกลุ่ม Active Speaker แบบออดิโอไฟล์นั้น ไม่ได้ใส่ฟังก์ชั่นไร้สายมาให้ 

ถ้าคิดในแบบผม ในฐานะคนฟังเพลง เล่นเครื่องเสียง และทำงานในสตูดิโอมาบ้าง ก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไม Harbeth จึงเลือกเปิดตลาดลำโพงแอคทีฟในช่วงเวลาปัจจุบัน เพราะระบบการฟังเพลงนั้นได้เริ่มเข้าสู่โหมดที่ต้องการความสะดวก ลดความซับซ้อนลงไปอย่างมากนั่นเอง

ผมมีลำโพง Harbeth P3ESR 40th Anniversary ที่ซื้อไว้ใช้งานส่วนตัว ในการแมตช์แอมป์กับลำโพง P3ESR ต้องใช้เวลาตกผลึกความคิด ในการจับคู่แอมป์ดีๆ ให้ลำโพงเหมือนกัน เพราะมีอัตราเสี่ยงที่แอมป์อาจจะไม่เข้ากันกับลำโพงได้เช่นกัน

แล้วถ้ามีการแมตช์ชิ่งแอมป์ใส่มาให้ในลำโพงรุ่น P3ESR จากโรงงาน จะเป็นเช่นไร?

คำตอบก็คงจะออกมาในวันนี้คือ Harbeth NLE-1 นี่แหละครับ

 

 

ลำโพงในตระกูลใหม่ NLE หรือ “New Listening Experience” เป็นการนำเสนอประสบการณ์การฟังแบบใหม่ ซึ่งสะท้อนแนวคิดหลักของลำโพงซีรีส์นี้ ด้วยการพัฒนาลำโพงให้แตกต่างจากอดีตของแบรนด์ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่บรรจุแอมป์ขับเสียง และระบบปรับแต่ง DSP ให้อยู่ภายในตัวลำโพง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่แม่นยำและตอบสนองในสภาพแวดล้อมจริงได้ดีขึ้นกว่าเดิม 

Harbeth ดีไซน์ลำโพงตระกูลแอคทีฟซีรีส์ NLE ออกมาสองรุ่นคือ รุ่น NLE-1 และ NLE-3 (ระบบสามทาง) สำหรับการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ตัวแทนโดยบริษัท บูลด๊อก ออดิโอ จำกัด ได้นำเข้าเฉพาะรุ่น NLE-1 ก่อน

ลำโพง NLE-1 มาพร้อมเทคโนโลยีไดรเวอร์ RADIAL ที่พัฒนาและผลิตภายในบริษัทของ Harbeth เอง โดยมีระบบ DSP (Digital Signal Processing) ช่วยควบคุมการทำงาน ขับเคลื่อนด้วยโมดูลแอมปลิไฟเออร์แบบ Class D เพื่อให้เราได้เพลิดเพลินกับบทเพลงโปรดอย่างเต็มอรรถรส

โดยไม่ต้องกังวลว่า ซื้อลำโพงมาแล้วจะใช้แอมป์อะไรขับ แค่แหล่งโปรแกรมต้นทาง อาทิ สตรีมเมอร์ เครื่องเล่นซีดี เพียงเครื่องเดียว ก็ทำให้ฟังเพลงโปรดได้โดยสะดวกสบาย

 

 

ตัวขับเสียงทั้งชุดใน NLE-1 เท่าที่ทราบคือไดรเวอร์ชุดเดียวกับรุ่น P3ESR นั่นเอง โดยถูกออกแบบให้เป็นลำโพงแบบ 2 ทาง ประกอบด้วยไดรเวอร์มิด-เบส RADIAL ขนาด 110 มิลลิเมตร และทวีตเตอร์โดมขนาด 19 มิลลิเมตร ที่ใช้สารแม่เหล็กเหลว Ferrofluid-cooled ช่วยระบายความร้อน ซึ่งมีผลต่อการ “ลดการบิดเบือนของเสียงแหลมได้ดี” เมื่อใช้งานระยะยาวนาน  

ลำโพงให้ช่วงตอบสนองความถี่ครอบคลุมตั้งแต่ 75Hz ถึง 20kHz (±3 dB) มีภาคขยายแบบคลาส D ขนาดกำลังขับ 50 วัตต์ สองชุด (รวม 100 วัตต์) ต่อตู้ แยกขับแบบไบร์-แอมป์ให้ทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์โดยตรง
 
ภายในได้ออกแบบวงจร DSP ที่ถูกจูนมาเพื่อให้ได้โทนเสียงที่เป็นกลางและชัดเจน ควบคุมการแบ่งย่านความถี่และการตอบสนองเสียงอย่างละเอียด มีสวิตช์ Bass Enhancer / Personality Mode สามโหมด สำหรับลักษณะเสียง 3 แบบ (A/B/C) เพื่อเสียงที่เหมาะกับห้อง หรือเพิ่มความลึกของเบสเมื่อฟังที่ระดับความดังต่ำๆ  

ด้านหลังมีโวลุ่มปรับระดับความดัง ช่องอินพุต XLR และ RCA ช่องต่อสายไฟ AC พร้อมสวิตช์ปรับ DSP สามโหมดดังกล่าว

 

 

ขนาดลำโพง NLE-1 มีหน้าแคบกว่า P3ESR (แต่จะลึกกว่า) ใช้ระบบตู้ปิด Acoustic Suspension ผนังหนา ด้วยขนาดความสูง 275 มิลลิเมตร × กว้าง 166 มิลลิเมตร × ลึก 230 มิลลิเมตร 

เพื่อประสบการณ์แปลกใหม่ ลำโพงรุ่นนี้จะมีเอกลักษณ์สีสันของตู้ ที่เลือกได้หลากสี ทั้ง Satin Black, Satin White, Titanium Gray, Ivory Sand, Midnight Blue, Racing Gray, Crimson Red เรียกว่าจัดตามไลฟ์สไตล์ได้เลยครับ

ส่วนที่ออกจะแปลกคือ ลำโพงมีครอบเพลทหน้าที่ผลิตจากไม้เคลือบสี มีการวางมุมแอ่งเว้าเหมือนเป็น Waveguide ที่จะปิดลงไปครอบตัวไดรเวอร์ หรือถอดออกด้วยการยึดติดแบบแม่เหล็ก

ผมอยากเรียกว่าเป็นหน้ากากซ้อน หรือ “แบบเฟิลซ้อนหน้าลำโพง” เพื่อจูนดิฟเฟรคชั่น และควบคุมทิศทางยิงเสียง ซึ่งจะขอไปอธิบายในผลการทดสอบเสียงนะครับ

 

 

Test Report
ชุดฟังหลักที่ประกอบการทดสอบ คือนำเอา NAD C3050 มาตัดภาคเพาเวอร์ออก แล้วใช้เฉพาะ Pre-Out ส่วนอีกชุดหนึ่งที่สลับใช้คือ พาสสีพปรีแอมป์ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier โดยต่อสายสัญญาณ RCA ยาวข้างละ 1.50 เมตร ไดเร็คตรงๆ เข้าช่องรับสัญญาณของ NLE-1 

แหล่งโปรแกรมมี DENON DCD 2500ne / NAD M51 DAC / NAD C588 Turntable 

นานเหลือเกินที่ผมไม่ได้มีโอกาสฟังลำโพงแนวสตูดิโอมอนิเตอร์ระบบแอคทีฟเช่นนี้ และ Harbeth NLE-1 จะเป็นคู่แรกในปี 2026 ดังนั้นอยากให้ได้รายละเอียด และข้อเปรียบเทียบที่ชัดเจนที่สุด 

ขอหยิบยกเอาลำโพง Harbeth P3ESR 40th Anniversary เป็นบรรทัดฐาน ด้วยการฟังทบทวนสักสองสามชั่วโมงเพื่อจดจำ เมโมรีคาแรคเตอร์ เสียงในแบบที่เราชื่นชอบให้ขึ้นใจ ก่อนที่จะก้าวไปสู่การทดสอบลำโพงแอคทีฟรุ่นล่าสุดของ Harbeth NLE-1 ที่มีส่วนคล้าย P3ESR มากที่สุดในแง่ของชุดตัวขับเสียง แต่ผนังตู้และชุดครอสโอเวอร์อาจจะต่างออกไป

 

 

สำหรับการทดสอบฟัง Harbeth NLE-1 นั้นจะใช้วิธีทดสอบสองรูปแบบหลัก 
1. การฟังแบบ Nearfield ก็คือนำลำโพงมาตั้งในลักษณะเดียวกับการทำงานในสตูดิโอ ให้ลำโพงมอนิเตอร์คู่นี้อยู่ใกล้ชิดผู้ฟังที่สุด วางลำโพงห่างกันซ้ายขวาจะไม่เกิน 1.10 เมตร และลำโพงอยู่ห่างเราหรือจุดนั่งฟังเพียงครึ่งเมตร เหมือนย้อนกลับไปใช้งานในสตูดิโอเลย (ปรับโหมด DSP โหมด C จะเหมาะที่สุดกับการฟัง Nearfield)

2. และรูปแบบที่สองก็คือ การฟังในแบบออดิโอไฟล์ทั่วไป ใช้วิธีการเซ็ตอัพลำโพงไว้บนขาตั้งสูง 24 นิ้ว ครั้งนี้ผมได้ทดสอบระหว่างขาตั้งไม้ และขาตั้งโลหะด้วย ซึ่งใช้ได้ทั้งสองรูปแบบนะครับ ไม่มีข้อจำกัดเหมือนลำโพง P3ESR ที่กำหนดให้ใช้เฉพาะขาตั้งไม้เท่านั้น 

คือรวมๆ ผลของการใช้ขาตั้งนั้น เสียงจะไม่ต่างกันมาก บุคลิกเสียงคล้ายกับลำโพงรุ่นปกติอย่างเช่น Harbeth P3ESR แต่ก็แปลกตรงที่ว่าเมื่อใช้กับขาตั้งโลหะผมกลับฟังได้ผลที่ดีกว่าโดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเสียง 

NLE-1 ได้บุคลิกหลากหลายอารมณ์กว่าลำโพง P3ESR เนื่องจากมีให้ปรับโหมดการฟังได้สามบุคลิกด้วย DSP เช่นที่โหมด A จะเหมาะกับการฟังแบบเซ็ตอัพบนขาตั้ง หรือแนวออดิโอไฟล์ที่สุด แต่ถ้าตั้งห่างผนังห้องมากเบสจางลง อาจจะปรับมาที่โหมด B เพิ่มความถี่ต่ำได้ หรือถ้าวางลำโพงชิดผนังมากก็ปรับมาที่โหมด C

 

 

ด้านหลังลำโพงจะมีช่องต่อสายไฟ AC มาให้ รวมถึงปุ่มเร่ง-ลดระดับโวลุ่ม และสวิตช์เลือกคาแรคเตอร์เสียงด้วยระบบ DSP ภายในจะกำหนดค่าเอาไว้ 3 ค่า A/B/C สำหรับการปรับค่า
ความดังด้วยโวลุ่ม ทางผู้ผลิตแนะนำว่าจะเร่งไว้สุดเลยก็ได้ แล้วไปคอนโทรลระดับเสียงที่ต้นทาง ปรีแอมป์หรือแหล่งโปรแกรมในการทดสอบผมเร่งระดับไว้แค่กึ่งกลาง หรือที่ 12 นาฬิกา คิดว่าเหมาะสมที่สุดในทางปฏิบัติกับการฟังทั้งจากสตรีมมิ่ง ซีดี และแผ่นเสียง

แหล่งโปรแกรมหลักสำหรับฟังเพลง จากสตรีมมิ่งด้วยแอป Blue Os เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเรดิโอ และ TIDAL Spotify และสลับฟัง CD และเครื่องเล่นแผ่นเสียง เปรียบเสมือนว่า NAD C3050 คือศูนย์กลางการส่งผ่านดนตรีไปขยายเสียงยังลำโพง NLE-1 โดยตรงนั่นเอง

ผมขอพูดถึงคุณภาพเสียงโดยรวมและคาแรกเตอร์ที่ได้จากลำโพง NLE-1 ก่อนนะครับ ว่าควรตั้งค่าไว้ที่โหมด A ซึ่งเป็นโหมดหลักที่ผู้ผลิตแนะนำ ถ้าหากเราต้องการได้เสียงที่แฟลตที่สุด และดูเหมือนว่าโหมดนี้ เสียงจะมีคาแรกเตอร์คล้ายการฟัง Harbeth P3ESR มากที่สุดด้วย

โดยโหมด A จะให้โทนเสียงที่สะอาดสะอ้าน เสียงกลางหรือเสียงร้องชัดเจน รายละเอียดต่างๆ ดูเหมือนหลุดทะลุมิติออกมาอย่างครบถ้วน ให้เสียงเที่ยงตรงเหมือนต้นแหล่งการบันทึกเสียงของสตูดิโอ

 

 

ตรงจุดปรับโหมดเลือกเสียง ตรงนี้ถือว่าสำคัญ มันจะทำให้เราเลือกคาแรกเตอร์ของเสียงตามความพึงพอใจ หรือปรับแต่งไปตามความจำเป็นของ Acoustic ห้อง โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงมากนัก ซึ่งขอสรุปดังนี้

A – Natural / Reference ที่ให้โทนสมดุล เป็นกลางที่สุด เป็นการจูนแบบมาตรฐานของโรงงาน เหมาะกับห้องที่อะคูสติกค่อนข้างดี ส่วนตัวผมชอบโหมดนี้มากที่สุด เสียงมีความชัดเจน มีความเป็นธรรมชาติ สมจริง โทนัลบาลานซ์ยอดเยี่ยม (ละม้ายการฟัง P3ESR)
    
B – Warm / Rich โหมดนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักย่านกลาง–ต่ำเล็กน้อย ทำให้เสียงอิ่ม หนานุ่ม ฟังสบาย เหมาะกับห้องที่ค่อนข้างโปร่ง กว้าง หรือมีความจำเป็นในสถานการณ์ที่จะต้องตั้งลำโพงห่างผนังห้องออกมามากกว่าปกติ จนทำให้เบสรู้สึกเบาบาง 

การปรับตรงนี้อาจจะมีผลที่ดีกับเพลงที่ต้องการน้ำหนักเสียงและแรงกระแทกกระทั้นสนุกสนาน หรือการฟังเพลงในสไตล์ที่ต้องการความอบอุ่นและน้ำหนักเสียงที่มีชีวิตชีวา โหมดนี้ถือว่าเหมาะสมมากเช่นเดียวกัน

โดยเหตุที่สวิตช์ปรับโหมด B นั้น ได้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มพลังเสียงต่ำอีกหนึ่งอ็อกเทฟ ดังนั้นประโยชน์ที่ตามมาอีกส่วนหนึ่งคือ เมื่อฟังในระดับเสียงที่เบาลงมากๆ ก็ยังจะ ช่วยให้ได้เสียงเบสที่ลึกขึ้นโดยไม่เพิ่มความทึบหรือทำให้เสียงหนักเกินไป เหมาะการฟังเพลงในระดับความดังต่ำ แต่ต้องการให้มีรายละเอียดครบถ้วน  

C – Open / Clear สวิตช์มาตรงนี้ ปลายแหลมเปิดขึ้น โปร่ง รายละเอียดชัด เบสกระชับขึ้นเล็กน้อย เหมาะกับห้องที่มีการซับเสียงมาก หรือเมื่อจำเป็นต้องวางลำโพงใกล้ชิดผนัง แล้วอยากได้โทนสดใสขึ้น ซึ่งบางครั้งผมว่ามันน่าจะเหมาะกับการฟังในลักษณะใกล้ชิด (Nearfield) 

ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ โหมด  A เสียงแฟล็ตเที่ยงตรง, B  เสียงอุ่นหนา และ C โปร่ง ชัดกระจ่าง

เมื่อทดลองฟังแบบวางลำโพงบนขาตั้ง แล้วเซ็ตอัพแบบออดิโอไฟล์ ใช้โหมดปรับเสียงทั้งสามโหมดนี้ ก็ทำให้เราเหมือนได้ฟังลำโพงที่มีบุคลิกต่างกันเล็กน้อย ถึงสามคู่เลยทีเดียว

ยังไม่นับถึงวิธีการฟังโดยถอดเอาแผ่นแบบเฟิลที่ซ้อนด้วยระบบแม่เหล็กออกไป ซึ่งตรงนี้ก็จะให้คาแรกเตอร์ไปอีกแบบหนึ่ง ที่ผมจะขออธิบายผลจากการทดสอบดังต่อไปนี้

แผ่นหน้า (Overlay baffle trim) ยึดด้วยแม่เหล็ก เพลทตัวนี้จะไม่ปิดตัวขับเสียงเลย จึงดูเหมือน “แบบเฟิลซ้อนแบบเฟิล” มากกว่าจะเป็นแค่หน้ากากลำโพง ที่ผู้ผลิตตั้งใจทำมาเพื่อความยืดหยุ่นด้านอะคูสติก 

แม้ตัวฝาหน้าจะคว้านช่องไว้เป็นแอ่ง ที่ไม่ปิดดอกลำโพง แต่รูปทรงและขอบของแผ่นหน้ามีผลต่อการเลี้ยวเบนของคลื่นเสียง (edge diffraction) รวมถึงการการกระจายเสียง (dispersion) ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องย่านกลาง–แหลมอย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ใช่ปิดเอาไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น

นี่คือความชาญฉลาด ด้วยการใช้เป็นเครื่องมือไฟน์จูนอะคูสติคแบบถอดได้ และเมื่อปิดเพลทหน้าแบบแม่เหล็กนี้แล้ว ก็จะทำให้เรียบหรูไม่มีรูน็อตให้เห็น เปลี่ยนลุคการมองที่ดูทันสมัยขึ้น 

ในเชิงทฤษฎี มันช่วยลดไมโครไวเบรชั่นบริเวณหน้าแผงได้อย่างจริงจังเลยทีเดียว

จากการทดสอบฟังของผม การถอดออกหรือใส่เข้าไป ในทางปฏิบัติความแตกต่างอาจไม่เปลี่ยนแปลงแบบ “พลิกโลก” แต่สำหรับลำโพงคุณภาพสูงระดับนี้ ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ย่อมมีผลทำให้อิมเมจเสียงนั้นแตกต่างกันได้ สังเกตว่าเมื่อใส่เพลทหน้าลงไปความนิ่งของจุดตำแหน่งดนตรี และเวทีเสียงจะดีขึ้น แต่เมื่อเอาแผ่นครอบออกไป ผลในทางปฏิบัติและทดสอบฟังของผม ได้พบว่าย่านความถี่เสียงร้องจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในย่านความถี่ 2–6 kHz

หากถอดแผ่นเพลทแบบเฟิลหน้านี้ออกไป เสียงร้องจะดูเหมือนถอยลึกเข้าไปด้านในเวที เป็นมิติเสียงอีกแบบหนึ่ง ในทางปฏิบัติผมจะถอดแผ่นเพลทหน้านี้ออก ก็ต่อเมื่อนำลำโพง NLE-1 มาวางในตำแหน่งการฟังแบบใกล้ชิดในแบบ Nearfield เท่านั้น แต่ถ้าฟังระยะห่างด้วยการวางลำโพงและเซ็ตบนขาตั้ง ไม่ควรถอดแผ่นเพลทหน้านี้ออก 

นับเป็นข้อดีของ Active Speaker ระดับไฮเอ็นด์ อย่าง NLE-1 คือลำโพงมีแอมปลิไฟร์ในตัว ซึ่งถูกเลือกมาให้แมตช์ชิ่งตั้งแต่ต้นทาง ย่อมได้คำนวณความเหมาะสมกับไดรเวอร์ดีที่สุด ลดการสูญเสียผิดเพี้ยนจากการใช้สายลำโพง และให้กำลังขับที่เหมาะสมด้วยระบบไบร์-แอมป์ เสียงมีความแม่นยำโดยไม่มีอาการ Phase Shift หรือผิดเฟส 

 

 

Harbeth NLE-1 ยังคงฟังรักษาบุคลิกเสียงแบบธรรมชาติ ฟังเพลงได้อย่างละเอียดไพเราะเฉกเช่นลำโพงพาสซีพของ Harbeth แต่สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือความแม่นยำของเสียง รวมถึงพลังที่เต็มอิ่ม ให้การแยกแยะรายละเอียดดนตรียอดเยี่ยม อีกทั้งยังสามารถปรับแนวทางการฟังได้หลายหลากอารมณ์ หรือเลือกความกลมกลืนกับอะคูสติคของห้องได้อย่างสมบูรณ์

อาจจะเพราะความแมตช์ชิ่งของแอมป์แบบแยกขับ Bi-Amp ภายในตัวเอง ที่ออกแบบมาจากโรงงาน ผมจึงรู้สึกว่ามันเป็นลำโพงที่เพอร์เฟ็คในตัวเองโดยไม่ต้องเสี่ยงไปเลือกแอมป์ภายนอกแต่อย่างใด

จุดเด่นด้านคุณภาพเสียงโดยรวม เป็นลำโพงมอนิเตอร์แอคทีฟที่ขนาดกะทัดรัด เสียงน่ารักมากๆ ให้ความเป็นธรรมชาติ ราบเรียบ ไม่ตกแต่งมากเกินไป เหมาะกับคนที่ชอบลำโพงที่ถ่ายทอดเสียง “เหมือนจริง” ไม่หวือหวา หรือพร้อมจะอยู่กับความเที่ยงตรงของเสียงในทุกย่านความถี่

ด้วย DSP และแอมป์ Class-D ในตัว ทำให้ควบคุมไดนามิกได้ดีกว่าลำโพง Passive ทั่วไป NLE-1 จึงเป็นก้าวใหม่ของ Harbeth เพื่อตอบโจทย์ New Listening Experience ด้วยเสียงที่แม่นยำและสะอาดขึ้น โดยยังคงปรัชญาการออกแบบเสียงของแบรนด์ดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างมั่นคง

สนนราคาของ Harbeth NLE-1 เพียงคู่ละ 115,000.- บาทเท่านั้น ทุกอย่างเบ็ดเสร็จในตัวเอง ไม่ต้องเพิ่มภาคขยายภายนอก ทำให้เราอาจต้องคิดหนักเลยทีเดียวว่า ถ้าเปรียบเทียบกันโดยจัดเอาลำโพงอย่าง P3ESR ไปแมตช์แอมป์ภายนอกด้วยตัวเราเอง ความเป็นไปได้คือรวมๆ แล้วราคาจะสูงกว่า NLE -1 ตามสมควร ทุกท่านก็คงต้องไปคิดเป็นการบ้านกันดู แบบไหนเหมาะกับการใช้งานของคุณ

ไม่ว่าจะเป็นนักฟังในระดับออดิโอไฟล์ คนทำงานด้านสตูดิโอที่ต้องการยกระดับลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ ให้ก้าวถึงระดับไฮเอ็นด์ Harbeth NLE-1 ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำผู้ฟังเข้าสู่เสียงแบบธรรมชาติอย่างเรียบง่าย แม่นยำ เที่ยงตรง ลดความซับซ้อนในแบบที่เคยชินกันมายาวนาน หากได้ทดลองฟังและใช้งานสักครั้ง คุณจะเข้าใจว่า ทำไม Harbeth เลือกเส้นทางสายใหม่ New Listening Experience นี้ ให้กับวงการเครื่องเสียงครับ

Harbeth NLE-1 คู่ละ 115,000.- บาท

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดทดลองฟังได้ที่
Komfortsound อ่อนนุช  โทร. 081-457-2200
Sound Box  โทร. 089-920-8297 
Prestige Hifi CDC  โทร. 063-638-4498
Audio Mate  โทร. 082-946-6950
Top Sound & Vision CDC  โทร. 081-657-3397
HiFi House by Msound  โทร. 096-978-7424
HD HiFi พระรามเก้า  โทร. 063-236-6193
MAS HIFI  โทร. 081-982-0282 
HiFi 99  โทร. 081-999-1699 
Inter HiFi  โทร. 094-124-2732 
Audi Home HiFi  โทร. 089-028-7117 
Piyanas Electric ทุกสาขา
Turntable One  โทร. 084-814-9011 
Arm_Hi-Fi&Pa.  โทร. 083-178-2171