WHARFEDALE DIAMOND 12.1i
อัญมณีแห่งเสียง Hi-Fi ที่คุ้มค่า
ตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ตระกูลลำโพง DIAMOND ของ WHARFEDALE ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในลำโพงที่มอบ “คุณภาพเสียงเกินราคา” มากที่สุดในโลกเครื่องเสียง โดยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1982 ในชื่อรุ่น DIAMOND จากนั้นเป็นต้นมาลำโพงตระกูล DIAMOND คือประตูบานแรกสู่โลกเครื่องเสียงของนักเล่นนับล้านคนทั่วโลก พร้อมทั้งคว้ารางวัล Product of the Year จากสื่อนิตยสารมากมาย
เมื่อ DIAMOND 12 Series เปิดตัวในปี 2020 ก็ได้ตอกย้ำสถานะนั้นอีกครั้ง ด้วยการผสมผสานระหว่างงานออกแบบที่พิถีพิถัน วัสดุคุณภาพสูง และบุคลิกเสียงที่สมดุลเป็นธรรมชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในลำโพงระดับราคาประหยัดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในตลาด

ปี 2025 แม้จะผ่านกาลเวลามาห้าปี แม้จะยังไม่มีเหตุผลเร่งด่วนให้ต้องเปลี่ยนรุ่นใหม่ แต่พัฒนาการของกระบวนการออกแบบและเทคโนโลยีการผลิต ทีมวิศวกรของ WHARFEDALE ได้มองเห็นโอกาสในการปรับปรุงรายละเอียดบางประการให้ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือการอัปเกรดครั้งสำคัญในชื่อ DIAMOND 12i Series โดยยังคงรักษาจุดเด่นทั้งหมดของรุ่นเดิมไว้ พร้อมเพิ่มความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในหลายด้าน
ที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ การพัฒนาครั้งใหม่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เพิ่มราคาจำหน่ายแม้แต่น้อย
ลำโพงรุ่นเดิมที่ดีอยู่แล้ว เมื่อปรับปรุงคุณภาพ จะมีส่วนใดที่พัฒนาแตกต่างออกไปบ้าง?
การพัฒนาซีรีส์ DIAMOND 12i ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ทีมวิศวกรของ WHARFEDALE ได้ทบทวนการออกแบบของลำโพงแต่ละรุ่นใหม่ทั้งหมด โดยมีคุณ Peter Comeau ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบอะคูสติกเป็นผู้นำทีม ร่วมกับวิศวกร Dan Bailey Ornellas และ Oliver Davies ทำการปรับปรุงอย่างละเอียดเข้มงวดทุกจุด

การพัฒนามุ่งเน้นไปที่การปรับจูนช่องพอร์ตเบส และการควบคุมการไหลเวียนของอากาศภายในตู้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของเสียงย่านความถี่ต่ำ โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง เช่น Laser Interferometry ซึ่งเป็นเทคนิคการวัดความละเอียดสูง โดยใช้หลักการวิเคราะห์ผ่านลำแสงเลเซอร์ ตรวจจับคลื่นระดับนาโนเมตร สร้างแพทเทิร์นที่แม่นยำในการตอบสนองความถี่ของลำโพง มีการเปรียบเทียบการวัดทั้งในห้อง Anechoic ไร้เสียงสะท้อน และการทดสอบในสภาพห้องฟังจริง
มีการปรับรูปแบบของท่อพอร์ตภายในแบบใหม่ ผลลัพธ์คือเสียงเบสที่มีความชัดเจน ควบคุมการส่งผ่านย่านความถี่ต่ำได้ดี และมีการเชื่อมต่อกับย่านมิดเรนจ์ได้อย่างลื่นไหล ขณะเดียวกันยังคงรักษาเอกลักษณ์เสียงที่เป็นกลางและโปร่งใสของตระกูล DIAMOND ไว้อย่างครบถ้วน
หัวใจสำคัญของไดรเวอร์มิด/เบสในซีรีส์ DIAMOND 12i คือ กรวยลำโพงที่ทำจากวัสดุคอมโพสิต ระหว่างโพลีโพรพิลีนและไมก้า (MICA) ซึ่ง WHARFEDALE เรียกว่า Klarity วัสดุชนิดนี้ได้รับการพัฒนาตั้งแต่ DIAMOND 12 Series และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำโพงชุดนี้สามารถให้คุณภาพเสียงเหนือระดับราคาตลอดมา
โพลีโพรพิลีนเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้ทำกรวยลำโพงตั้งแต่ยุคการวิจัยของ BBC ในช่วงทศวรรษ 1970 เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ เช่นความเพี้ยนต่ำการควบคุมพฤติกรรมขยับของกรวยได้ดี ทนต่อความชื้นในอากาศ และการเติมไมก้าเข้าไปในสูตรวัสดุ Klarity ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างกรวย ลดการบิดตัว และทำให้ได้กรวยลำโพงที่มีน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแกร่งสูง พร้อมการตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำ

ระบบมอเตอร์ หรือแม่เหล็กและวอยซ์คอยล์ในโครงสร้างไดรเวอร์ คืออีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ โดยไดอะแฟรม Klarity จะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ผลิตอย่างแม่นยำ พร้อมวงแหวนชดเชยค่าอินดักแตนซ์ (Aluminium Compensation Ring) เพื่อลดผลกระทบจากการเคลื่อนที่ของวอยซ์คอยล์ ให้มีความเสถียรยิ่งขึ้น
ตัววอยซ์คอยล์ถูกพันอยู่บนบ็อบบิน หรือท่อทรงกระบอกเล็กๆ ที่ใช้เป็น “แกน” สำหรับพันคอยล์ที่ทำจากใยแก้วและเรซินอีพ็อกซี ซึ่งให้ความแข็งแรงและมีเสถียรภาพทางความร้อนสูงกว่าวัสดุทั่วไป ผลลัพธ์คือระบบขับเคลื่อนตัวของลำโพง ที่สามารถลดความเพี้ยน ให้เสียงที่สะอาด เที่ยงตรง และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
เสียงย่านความถี่สูงถูกสร้างขึ้นโดยทวีตเตอร์โดมขนาด 25 มม. ที่ทำจากโพลีเอสเตอร์แบบถัก พร้อมสารแดมป์พิเศษเพื่อควบคุมการสั่นค้าง แผ่นหน้าของทวีตเตอร์ถูกออกแบบให้มี Waveguide เพื่อเพิ่มการกระจายเสียง ทำให้เสียงแหลมยังคงมีคุณภาพดี แม้จะฟังนอกแนวแกนของลำโพง

ทวีตเตอร์จะทำงานร่วมกับไดรเวอร์มิด/เบส ผ่านครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คแบบ Linkwitz-Riley ที่ปรับจูนอย่างละเอียดเพื่อลดการเลื่อนเฟสของสัญญาณ ในวงจรยังใช้ขดลวดแกนอากาศ Air-Core Inductor ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มักพบในลำโพงระดับไฮเอ็นด์ เนื่องจากให้ความเพี้ยนต่ำที่สุด
โดยตู้ลำโพงของ DIAMOND 12i ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ทำงานร่วมกับระบบไดรเวอร์อย่างสมบูรณ์แบบ ผนังตู้ทำจากแผ่นไฟเบอร์บอร์ดหลายระดับความหนา เพื่อลดการสั่นสะเทือนและความผิดเพี้ยนจากโครงสร้างตู้ ภายในยังมีระบบค้ำยัน Intelligent Spot Bracing ที่เชื่อมผนังตู้ด้านตรงข้ามอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการสั่นพ้องได้ดีกว่าโครงค้ำแบบดั้งเดิม เพื่อให้ได้โครงสร้างที่ให้เสียงบริสุทธิ์
การพัฒนาของ WHARFEDALE DIAMOND Series 12i นี้ จะนำมาใช้กับลำโพงทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นลำโพงวางขาตั้งแบบ 2 ทาง ไปจนถึงลำโพงตั้งพื้นแบบ 2.5 ทาง ทุกโมเดลในซีรีส์นี้ต่างถ่ายทอดบุคลิกเสียงเดียวกัน คือความสมดุลระหว่างเสียงที่ละเอียดอ่อนและพลังในการแสดงออกทางดนตรีที่เข้มข้น เมื่อขยับขึ้นไปยังรุ่นที่ใหญ่ขึ้น ผู้ฟังก็จะได้รับพลังเสียง เวทีเสียง และสเกลของดนตรีที่ยิ่งใหญ่ขึ้นตามลำดับ
ลำโพง WHARFEDALE DIAMOND ที่พัฒนาใหม่ มีทั้งหมด 7 รุ่นคือ
• ลำโพงวางหิ้ง : DIAMOND 12.0i, DIAMOND 12.1i, DIAMOND 12.2i
• ลำโพงตั้งพื้น : DIAMOND 12.3i, DIAMOND 12.4i
• ลำโพงเซ็นเตอร์ : DIAMOND 12.Ci
• ลำโพง Dolby Atmos : DIAMOND 12.3Di

ลำโพงรุ่นวางหิ้งหรือวางขาตั้งที่เราได้รับมาทำการทดสอบฟังแบบสดๆ ร้อนๆ นี้ ก็คือ DIAMOND 12.1i ที่พัฒนามาครบทุกกระบวนการของทีมวิศวกรดังกล่าวข้างต้น แม้จะเป็นลำโพงรุ่นเริ่มต้น แต่เมื่อได้ฟังแล้วต้องประทับใจ ยกให้เป็นลำโพงที่สุดแห่งปีเลยครับ
WHARFEDALE DIAMOND 12.1 ที่ออกแบบและวางตลาดมานานกว่า 5 ปี ทางทีมวิศวกรได้สำรวจทุกคอมเม้นท์ของนักฟังทั่วโลก แล้วนำความต้องการของออดิโอไฟล์และแฟนคลับของ WHARFEDALE มาปรับปรุงประสิทธิภาพให้ยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น
DIAMOND 12.1 รุ่นเดิมมีตัวเลือกผิวตู้ลายไม้สี่สี ได้แก่ ดำ ขาว วอลนัต และโอ๊คสีอ่อน ให้บุคลิกที่สุภาพ เรียบง่าย และคลาสสิก สำหรับ DIAMOND 12i Series WHARFEDALE ได้ปรับโฉมใหม่ด้วยโทนสีร่วมสมัยที่ให้ความรู้สึกสดใหม่มากขึ้น ได้แก่
Deep Black – ผิวสีดำกึ่งด้านที่ให้ความรู้สึกเรียบหรูและทันสมัย
Stone Grey – สีเทากึ่งด้านที่โดดเด่นในสไตล์โมเดิร์น และเข้ากับการตกแต่งหลากหลายรูปแบบ
Classic Walnut – การตีความใหม่ของลายไม้วอลนัต ผสานความอบอุ่นของไม้ธรรมชาติกับแผงหน้าสีดำกึ่งด้านอย่างสง่างาม
คุณภาพของงานผิวและความประณีตของการประกอบตู้ลำโพงยังคงเป็นจุดเด่นสำคัญ ซึ่งถือว่าเหนือความคาดหมายอย่างมากเมื่อเทียบกับระดับราคาของลำโพง
WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ใช้ไดรเวอร์กลาง/เสียงต่ำขนาด 5 นิ้ว หรือ 130 มม. ใช้วัสดุ Advanced PP Cone (Klarity) ที่มีความแข็งแกร่งและตอบสนองได้รวดเร็ว ส่วนไดรเวอร์เสียงแหลม มีขนาด 1 นิ้ว (25 มม.) แบบ Textile Dome เพื่อการกระจายเสียงที่กว้างและสะอาดเรียบเป็นธรรมชาติ
ลำโพงให้การตอบสนองความถี่ 65Hz - 20kHz มีความไว 88dB (2.83V @ 1m) ค่าความต้านทานเฉลี่ย 8 โอห์ม โครงสร้างและการออกแบบเป็นตู้เปิดเบสรีเฟล็กซ์ โดยมีพอร์ตระบายลมอยู่ด้านหลังที่ผ่านการปรับจูนใหม่เพื่อประสิทธิภาพเสียงย่านต่ำที่ดีขึ้น
จุดตัดความถี่ ครอสโอเวอร์ Frequency 2.6kHz โดยใช้เทคโนโลยี Linkwitz-Riley เพื่อการเชื่อมต่อของเสียงที่ราบรื่น ขนาดตัวตู้ สูง x กว้าง x ลึก (H x W x D) : 312 x 180 x 250 มม. น้ำหนัก 6.8 กิโลกรัมต่อข้าง
ลำโพง DIAMOND 12.1i มีราคาต่อคู่ เพียง 11,000.- บาท ผลงานระดับคุณภาพสูงขนาดนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่โรงงานของ WHARFEDALE เพราะ WHARFEDALE สามารถผลิตได้เองทุกชิ้นส่วน ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ตัวขับเสียงไปจนถึงครอสโอเวอร์และตัวตู้

Test Report
นี่คือปรากฏการณ์อีกครั้งของลำโพงในระดับเริ่มต้นของ WHARFEDALE ที่ท้าทายตลาดลำโพงออดิโอไฟล์ซึ่งมีราคาระดับหมื่นต้น เพราะเดิมที WHARFEDALE DIAMOND 12.1 ก็ครอบครองตลาดนี้อย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว ชนิดแทบไม่ปล่อยช่องว่างให้ใครแทรกได้ง่ายๆ เมื่อมีการอัพศักยภาพในรูปทรงเดิมขึ้นไปอีกระดับสู่ DIAMOND 12.1i หรือรุ่น Improve ก็คงจะทำให้ลำโพงรุ่นนี้ได้รับการตอบรับมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
ถ้าพิเคราะห์กายภาพของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i นั้น เราอาจจะมองหาจุดแตกต่างจากรุ่นเดิมจากภายนอกได้ยากนิดนึง
แต่จุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของ WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เมื่อเทียบกับรุ่น 12.1 เดิมก็คือการปรับปรุงภายในครับ เช่นท่อเบส (Bass Port) กับระบบควบคุมการไหลเวียนอากาศ (Airflow) ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการแดมปิ้งภายใน (Internal Damping) ซึ่งช่วยให้เสียงเบสมีความกระชับ ควบคุมพลังได้ดีขึ้น รวมถึงลดเสียงรบกวนจากตัวตู้ได้มากกว่าเดิม และยังมีการปรับมาตรฐานการผลิตไดรเวอร์ ให้มีความแม่นยำสูงขึ้นกว่ารุ่นเดิม เพื่อดึงประสิทธิภาพของวัสดุ Klarity ให้ออกมาอย่างเต็มที่
จากสายตาที่เราสามารถมองเห็นความแตกต่างจากภายนอกคือ เดิมทีรุ่น 12.1 แผงแบฟเฟิ่ลหน้าดำมัน แต่รุ่นใหม่ DIAMOND 12.1i แผงหน้าเป็นสีดำด้าน (Semi-matte Black) ให้สัมผัสที่ดูนุ่มนวล ลดการสะท้อนแสง และไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย พร้อมอักษรสกรีนโลโก้แบรนด์ WHARFEDALE มีขั้วต่อด้านหลังเป็นแบบ Single-wire แทนระบบเดิมซึ่งเป็นขั้ว 2 ชุดแบบ Bi-wire
สำหรับตู้ที่ผมนำมาทดสอบจะเป็นผิววอลนัต ดูสวยงามคลาสสิกดีทีเดียว

แน่นอนว่า การเปลี่ยนจากขั้วต่อสองชุดแบบไบร์-ไวร์ บางคนอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลนัก เพราะนี่ไม่ใช่การลดต้นทุน แต่เป็นการออกแบบด้วยเหตุผลเชิงวิศวกรรม ซึ่งผมจะขออนุญาตอธิบายสักเล็กน้อย ก่อนที่จะไปถึงผลของการทดสอบลำโพงนะครับ
เนื่องจากลำโพงรุ่นใหม่ 12.1i มีการปรับค่าการจูนพอร์ตใหม่ เพื่อให้เสียงเบสกระชับขึ้น รวมถึงเสียงร้องมีมวลที่สมจริงและโดดเด่น เมื่อครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กถูกออกแบบให้เฟสเสียงแม่นขึ้น รวมถึงการแยกความถี่ชัดขึ้น การแยกขั้ว HF/LF สำหรับ Bi-wire จึงแทบไม่ให้ประโยชน์เพิ่มในลำโพงระดับนี้
พูดง่ายๆ คือ วิศวกรสามารถควบคุมการทำงานของตัวขับเสียงผ่านครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คได้ดีพอแล้ว และระบบขั้วต่อซิงเกิ้ลยังเป็นการ “ลดจุดเชื่อมต่อในทางเดินสัญญาณ” ที่เราอาจจะลืมไปว่าระบบ Bi-wire terminal จะมีตัวจั๊มเปอร์ และขั้วต่อและจุดสัมผัสโลหะเพิ่ม สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดระยะทางห่าง หรือการหน่วงขึ้นในเส้นทางสัญญาณ
จากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า การใช้ Single terminal หรือขั้วต่อแบบเดี่ยว จะให้เส้นทางสัญญาณสั้นกว่า มีจุดสัมผัสน้อยกว่า ความต้านทานรวมต่ำกว่า แนวคิดนี้พบได้มากขึ้นในลำโพงระดับไฮเอ็นด์ยุโรปยุคใหม่ เราย่อมเห็นถึงการปรับตัวมาใช้ขั้วต่อซิงเกิ้ลเป็นส่วนใหญ่
เพราะผลทางเสียง มักจะไม่คุ้มกับความซับซ้อน และการต่อระบบไบร์-ไวร์ ที่ผมพบกับตัวเองส่วนใหญ่คือเกิด Phase Mismatch หรือเฟสผิดเพี้ยนได้ง่าย เมื่อภาคขยายแอมปลิไฟร์ไม่มีคุณภาพสูงสุดอย่างเพียงพอ
และเราต้องยอมรับว่า ในลำโพงระดับเริ่มต้น ระบบ Bi-wire มักเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งทางการตลาดในยุคหนึ่งมากกว่าความจำเป็นทางด้านอะคูสติค และในกรณีของ WHARFEDALE 12.1i ในเมื่อต้องการขจัดปัญหาเสียงเบสและการควบคุมโทนัลบาลานซ์ จึงเลือกที่จะใช้ “เส้นทางสัญญาณที่สั้นและสะอาดที่สุด” เป็นหลักสำคัญ

ก่อนทำการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงในการทดสอบ ผมได้วิเคราะห์ขนาดตู้ของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ต้องถือว่าเป็น “สัดส่วนทองคำ” เลยก็ว่าได้ สำหรับการใช้ตู้ลำโพงขนาดนี้ มีปริมาตรตู้ที่ 8.2 ลิตร (312 × 180 × 250 มม.) ถือว่ากำลังพอดีๆ กับห้องขนาดเล็ก ขนาดกลางทั่วไป
ผมทำการจัดวางบนขาตั้งโลหะ ที่มีตัวรองของ Life Audio Signature Mellow รองรับ ซึ่งจะทำให้ขาตั้งมีความสูงอยู่ที่ 25 นิ้ว
อัตราส่วนที่เซ็ตอัพลำโพงในห้องที่ลงตัวและสมดุลคือ จัดให้ลำโพงทั้งคู่ห่างกัน 1.85 เมตร ห่างผนังด้านหลัง 1.00 เมตร และห่างผนังด้านข้าง 76 เซนติเมตร สำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงคู่นี้สามารถนำไปเซ็ตอัพในห้องของท่าน ให้แตกต่างไปจากอัตราส่วนของผมได้นะครับ เพราะการเซ็ตกับลำโพงย่อมขึ้นอยู่กับขนาดของห้องด้วย
ระยะการเบิร์นและวิธีการเบิร์น เพื่อให้ลำโพงพร้อมต่อการทำงานนั้น ให้ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์เศษ โดยเปิดเพลงสตรีมมิ่งจากสถานีวิทยุอินเตอร์เน็ตเรดิโอ ทิ้งไว้ทุกวันประมาณวันละ 10 ชั่วโมง รวมๆ 80 ชั่วโมง สำหรับผมคิดว่าลงตัวและพร้อมในการใช้งาน
WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงที่มีบุคลิกโดดเด่น ก็คือเรื่องความสะอาดของเสียง และย่านความถี่เสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อเน้นฟังเพลงร้อง เราจะรู้สึกว่าเสียงร้องของศิลปินหลุดลอยออกมาโดดเด่นไม่แพ้ลำโพงที่แพงกว่านี้อีกหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว นี่อาจจะบอกเราได้ว่าความคุ้มค่าของลำโพงเล็กคู่นี้ นับว่า “ยืนหนึ่ง”อย่างแน่นอน
DIAMOND 12.1i ให้เวทีเสียงที่เปิดกว้าง และแสดงจุดตำแหน่งดนตรี (อิมเมจ) ที่แม่นยำ นี่คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของลำโพงระดับราคานี้ ที่สามารถทำได้อย่างดีงามเลยครับ เป็นลำโพงเล็กที่มี Soundstage กว้างขวาง และให้เสียงลอยเด่นออกจากตู้อย่างอิสระอย่างน่าประหลาดใจ รวมทั้งยังให้คุณภาพเสียงที่สร้างอารมณ์เพลงที่ไพเราะได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งฟังนานๆ ก็ยิ่งอิ่มเอม
DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงที่มีท่อพอร์ตออกด้านหลังก็จริง แต่เมื่อทดลองขยับลำโพงให้เข้าใกล้ผนังหลังมากถึง 30 เซนติเมตร ลำโพงก็ยังสามารถจูนเสียงต่ำหรือเบสลึกๆ ได้โดยไม่พร่าบวม ซึ่งเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (12.1) ก็ต้องถือว่าทำได้ดีกว่ามากทีเดียว
นี่คือผลลัพธ์ในการปรับปรุงท่อเบสใหม่ ทำให้เสียงยังคงมีความสมดุล แม้จะวางลำโพงในพื้นที่จำกัดหรือใกล้ผนังก็ตาม
กล่าวได้เลยว่าเป็นลำโพงขนาดย่อมที่ให้เสียงเบสที่ชัดเจนขึ้น และความถี่ต่ำลึกจะมีน้ำหนัก เสียงอิ่มและเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม การเชื่อมรอยต่อระหว่างย่านความถี่เสียงเบสและเสียงกลางมีความต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ฟังเพลงแนวป็อปแล้วพูดได้สั้นๆ ว่า “ติดใจ” ให้ความสุขในการฟังมากครับ
อย่างไรก็ตาม WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงขนาดย่อมที่สามารถฟังเพลงได้หลากหลายสไตล์ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งเพลงในแนวคลาสสิก และสามารถฟังโพรเกรสซีพร็อก เพลงไทยยุคเก่า ได้อย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินอีกด้วย ผมทดสอบฟังเพลงหลายอัลบั้ม พบว่าเราสามารถท่องโลกดนตรีอย่างไร้ข้อจำกัดทั้ง Jazz, Vocal, Acoustic, Pop, Classical เรียกว่าทุกสไตล์ ลำโพงคู่นี้ทำได้ยอดเยี่ยมเกินคาดจริงๆ

สรุปคือเป็นลำโพงที่มีคาแรกเตอร์ โทนอบอุ่น เข้าถึงง่าย ถ่ายทอดเสียงกลางที่อิ่ม รวมถึงเสียงร้องเป็นธรรมชาติ ฟังได้นานโดยไม่เบื่อล้า ให้ความเป็น Musical ที่สูงยิ่ง แทบไม่เคยเจอคุณสมบัติยอดเยี่ยมแบบนี้มาก่อนเลยในลำโพงที่วางราคาไว้เพียงหนึ่งหมื่นต้นๆ เช่นนี้
DIAMOND 12.1i จึงเป็นหนึ่งในลำโพง Bookshelf ที่ “คุ้มค่าที่สุด” ในช่วงราคาประมาณหนึ่งหมื่นกว่าบาท เพราะให้เสียงในแบบมิวสิคคัลฟังสบายเข้าถึงง่าย เข้ากับแอมป์ได้ง่ายอีกด้วย เพราะไม่เกี่ยงแอมป์ทั้งกำลังขับปานกลาง กำลังขับสูง แอมป์หลอด หรือทรานซิสเตอร์
สิ่งที่ผมรู้สึกทึ่งอีกประการหนึ่งคือ คุณภาพของตัวขับเสียงต่ำที่ให้คุณภาพของเบสดีมากด้วย ขนาดเพียง 5 นิ้ว แต่เหมือนเราได้ฟังจากวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ รวมถึงเสียงแหลมที่เป็นธรรมชาติ รื่นรมย์ กลมกลืนทุกย่านความถี่ ฟังสบายในระยะยาว
ถ้าจะกล่าวว่า WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นเพชรหรืออัญมณีแห่งเสียงที่ทรงคุณค่าก็ไม่ผิดความจริงเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นผู้ที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียง โดยเฉพาะท่านที่เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาในเส้นทางไฮไฟ และอยากใช้งบประมาณให้คุ้มค่าอย่างถึงที่สุด จะต้องไม่พลาดในการค้นพบประสบการณ์จากลำโพงคู่พิเศษที่สุดในรอบปี ฟัง…แล้วคุณจะเชื่อว่า เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ลำโพงคู่ละหนึ่งหมื่นบาท สามารถสร้างความตื่นตะลึงและประทับใจให้คุณได้อย่างไม่มีวันลืม
Reference:
Audiolab 9000CDT CD Transport
NAD M51 DAC
QUAD 3 Integrated Amplifier
NAD C3050 Integrated Amplifier
Marantz PM4 Esotec Integrated Amplifier
Manley Stingray Tube Amplifier
WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ราคา 11,000.- บาทต่อคู่
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า)
โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577
Website : http://bit.ly/2yvArOR
Line : http://bit.ly/312JfIo
Map : https://bit.ly/map_hifitower