Rega Nd3 / Nd5 / Nd7 Magnet Cartridge พัฒนาการหัวเข็ม MM ที่จะเปลี่ยนมาตรฐานไปตลอดกาล หลังจากได้สัมภาษณ์ รอย แกนดี้ เจ้าของและผู้ออกแบบ Rega ซึ่งเขาได้เปิดเผยว่า ทีม วิศวกรของบริษัทร่วมกันออกแบบหัวเข็มแผ่นเสียงชุดใหม่ ทั้งหัวเข็มแบบ MM และ MC ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ทั้งหมดของโครงสร้างและระบบหัวเข็มเล่นแผ่นเสียงในปัจจุบัน และก็ได้มีโอกาสนำเอาหัวเข็ม3 รุ่นมาทดสอบใช้งาน คือ Rega Nd3 Rega Nd5 และ Rega Nd7 ที่ใช้ปลายเข็มแบบเพชร ที่เป็นผลลัพธ์จากการวิจัย พัฒนามายาวนานกว่า 10 ปี และนี่คือการยกระดับมาตรฐาน Cartridge ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง โดยเทคโนโลยีนี้ Rega ได้นำขึ้นจดสิทธิบัตร หัวเข็มตระกูล Nd ทั้งหมด ถือว่าเป็นรายแรกของโลก ที่ใช้แม่เหล็กนีโอ-ไดเมียมกำลังสูงพิเศษในการออกแบบหัวเข็มชนิดแม่เหล็กที่เคลื่อนที่หรือ MM: Moving Magnet เป็นการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยสิ้นเชิง เป็นการออกแบบที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่เคยมีการพัฒนาและดีไซน์หัวเข็มแผ่นเสียง การใช้ปลายเข็มเพชรที่มีโครงสร้าง "เส้นละเอียด" และทันสมัยที่สุดก็เพื่อผลการเกาะร่องแผ่นด้วยรายละเอียดขั้นสูงสุด สามารถเทียบเคียงได้กับ MC ระดับไฮเอนด์ Apheta 3 และ Aphelion ของ Rega เองเลยทีเดียว โครงสร้างของเนื้อเพชร ที่สร้างขึ้นโดยหลักการทางเคมีคัลขั้นสูงสุด ให้ตกผลึกแบบคริสตัลเชิงเดี่ยว Monocrystalline ขนาดเล็กเป็นพิเศษ ผ่านขั้นตอนการเจียรไน เป็นรูปทรง Fine Line จะมีรูปแบบที่มีพื้นที่สัมผัสแคบที่สุด โดยมีรัศมีเพียง 3µm (ไมครอน) เมื่อมองจากด้านบน และ 30µm ในแนวตั้งเมื่อมองจากด้านหน้า ปลายเข็มเพชรโพลีคริสตัลไลน์คุณภาพสูง ที่สร้างขึ้นนี้จะถูกยึดติดกับก้านอลูมินั่มกลม คุณสมบัติใหม่นี้ช่วยให้สามารถรับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กสุดในไวนิลได้อย่างแม่นยำในทันที อีกทั้งการยึดเกาะร่องจะเหนือกว่าหัวเข็มทั่วๆ ไป เนื่องจากพื้นที่สัมผัสเล็กจิ๋วของปลายเข็มเพชร จะส่งผลให้สามารถดึงรายละเอียดในระดับที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ครบถ้วนที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างหัวเข็มแบบ MM ขึ้นมา ในการออกแบบใช้รูปทรงเรขาคณิตของเครื่องกำเนิดใหม่ล่าสุดที่มีความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้ได้ความสมดุลของช่องสัญญาณ ทั้งซ้าย ขวา ที่มีความแม่นยำสูง นอกจากนี้หัวเข็มตระกูล Nd ยังมีช่องว่างระหว่างขั้วที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อคุณสมบัติเชิงเส้นตรงและสัญญาณครอสทอล์ค (แยกแชนแนล) ที่เหนือกว่า ซึ่งจะให้เวทีเสียงที่กว้างกว่ารุ่นก่อนๆ มาก คาร์ทริดจ์ใหม่นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยคอยล์คู่แบบขนาน ที่มีขนาดจิ๋ว ซึ่งคอยล์นี้จะพันในตัวเรือนของหัวเข็มโดยใช้ลวดขนาด 38 ไมครอน และจะพันรอบหมุนเพียง 1,275 รอบพอดี ด้วยหลักการคำนวณอันพิถีพิถันนี้ จะกำเนิดค่าความต้านทานต่ำ และค่าต้านทานแบบเหนี่ยวนำที่ต่ำลงด้วย ซึ่งก็จะทำให้การตอบสนองความถี่สูงได้รับการพัฒนาย่านความถี่ที่ดีขึ้นอย่างมาก การประกอบตัวเรือนหัวเข็มทั้งชุด ด้วยโพลีฟีนลีนซัลไฟด์ (PPS) ที่ทำจากแก้วฉีดขึ้นรูปซึ่งมีความทนทาน จัดเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและมีความแข็งแกร่งสูง มีมวลต่ำ ทำให้มีผลช่วยลดความเครียดบนแบริ่งโทนอาร์ม และเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ หัวเข็ม Nd7 จะถูกนำเสนอเป็นตัวเลือกที่ติดตั้งมาจากโรงงานในเครื่องเล่นแผ่นเสียง รุ่น Planar 6 และ Planar 8 หัวเข็ม Nd5 จะถูกนำเสนอเป็นตัวเลือกที่ติดตั้งมาจากโรงงานในเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่น Planar 3 และ Planar 6 หัวเข็ม Nd3 จะถูกนำเสนอเป็นตัวเลือกที่ติดตั้งมาจากโรงงานในเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่น Planar 2 และ Planar 3 และเพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ Rega ต่อความยั่งยืน กลุ่มผลิตภัณฑ์ Nd จึงมีจำหน่ายอยู่ในบรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้ 100% เท่าที่พิจารณา จากรายละเอียดหัวเข็มทั้ง 3 รุ่น มีข้อแตกต่างที่ชัดเจนคือ • รุ่น Nd7 ปลายเข็มทรง Fine line nude diamond จะมีขนาดเล็ก และแทรกตัวลงในร่องแผ่นได้แนบสนิทที่สุด • รุ่น Nd5 ปลายเข็มจะเป็นรูปทรง Elliptical nude diamond stylus • รุ่น Nd3 ปลายเข็มเป็นทรง Bonded Elliptical ทั้งหมดนี้ ทางโรงงานผู้ผลิตได้ระบุค่าน้ำหนักหัวเข็มอยู่ที่ 1.75 กรัม และหัวเข็ม Rega มีความพิเศษก็คือมีจุดยึดสามจุด ซึ่งเมื่อใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียง โทนอาร์ม แบรนด์เดียวกันจะเหมาะสมมาก Test Report ผมเริ่มทดสอบหัวเข็มทั้ง 3 รุ่น สลับเรียงกันไปจากรุ่น Nd3, Nd5 และ Nd7 ด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียง Pro-Ject Debut2 รุ่น Limited สีเหลืองสด และมีการสลับไปใช้กับ Rega P10 ด้วย แรกสุดทดลองตั้งค่าน้ำหนักแบบเบากว่าสเป็คฯ ที่ 1.5 กรัม พบว่า Rega Nd เป็นหัวเข็มที่เกาะร่องแผ่นได้ดีมากๆ แม้จะตั้งน้ำหนักเบากว่าปกติ เจอแผ่นไวนีลที่บิดงอเล็กน้อย จะไม่มีอาการ เหิน กระโดด หลุดร่อง จากนั้น จัดปรับตั้งค่าน้ำหนักหัวเข็ม ตามสเป็คฯ ให้พอดีๆ คือที่ 1.75 กรัม (ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักของ Van den hul) เพื่อค้นหาว่า คุณภาพเสียงหัวเข็มรุ่นพัฒนาใหม่ของ Rega Nd Series นั้น สมบูรณ์แบบแค่ไหน บทสรุป มีดังนี้ 1. คุณภาพเสียงมีความโปร่งสะอาดรายละเอียดดีไม่แพ้หัวเข็มประเภท MC โดยเฉพาะช่วงปลายเสียงแหลม ถือว่าก้าวกระโดดจากหัวเข็มรุ่นก่อนหน้าของ Rega เป็นอย่างมาก 2. บุคลิกเสียงโดยรวมออกแนวสุภาพๆ สมจริง แต่ให้เนื้อหนังโดยรวมดูอิ่มลึกในช่วงเสียงต่ำมากยิ่งขึ้น ตรงนี้อาจจะเป็นสิ่งที่โดดเด่นไปกว่าหัวเข็มประเภท MC ทั่วไป 3. ผมรู้สึกนะครับว่าการแยกแชนแนลโดยเฉพาะรุ่น Nd7 ทำได้อย่างน่าทึ่ง สังเกตได้จากจุดตำแหน่งชิ้นดนตรีและเวทีเสียง ระหว่าง Nd5 และ Nd7 จะมีความใกล้เคียงกัน ยกเว้นรายละเอียดที่แผ่วเบา ลึก Nd7 ยอดเยี่ยมที่สุด 4. หัวเข็ม Nd3 จะรักษาโทนัลบาลานซ์ได้เท่าเทียมกับ Nd5 และ Nd7 ถือว่าให้มาตรฐานคุณภาพเสียงที่คุ้มค่ามาก Rega Nd3 จะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของหัวเข็มในระดับราคาเดียวกัน เพราะ ความ Clean ของสัญญาณเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด หรือเรียกว่า กินขาดจริงๆ (เปรียบเทียบจากหัวเข็มที่ผมใช้อยู่ในราคานี้) 5. การรักษาโทนัลบาลานซ์ของหัวเข็มทุกรุ่นทำได้ดีเยี่ยม การกล่าวถึงเสียงอนาล็อกแท้ๆ Rega Nd Series น่าจะเป็นต้นแบบที่ดี ข้อสำคัญก็คือว่า Rega ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของหัวเข็มสำหรับเล่นแผ่นเสียงขึ้นมาแล้ว คือในระดับราคาเดียวกัน Rega Nd3 / Nd5 / Nd7 คือ New Standard ครับ 6. เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับหัวเข็มชุดนี้ แม้จะออกแบบมาให้ใช้ได้ทั่วไป แต่ก็แมตช์กับโทนอาร์ม และเครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Rega มากที่สุด โดยเฉพาะการมีจุดยึดกับเฮดเชลล์สามจุดดังกล่าว การพัฒนาหัวเข็มแผ่นเสียงของ Rega Research ถือเป็นการก้าวสู่ยุคใหม่ และมาตรฐานใหม่ของหัวเข็มแผ่นเสียงที่มีราคาและคุณภาพน่าประทับใจอย่างยิ่งครับ Rega Nd3 ราคา 8,600.- บาท Rega Nd5 ราคา 15,000.- บาท Rega Nd7 ราคา 22,000.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ตัวแทนจำหน่าย Komfort Sound โทร. 083 758 7771
KEF KUBE 12 MIE เสริมความถี่ต่ำให้อิ่มสมจริงและสมดุล ท่ามกลางกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวางในการนำแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ มาเสริมในลำโพงหลัก มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย มีทั้งคนพร้อมเปิดใจรับ กับผู้ที่ “หัวเด็ดตีนขาด” ก็ไม่เอา วิวาทะทั้งหลายในกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ทั้งสองฝั่งฟากแนวคิดนั้น ผมก็มีมุมมองของตัวเองเช่นกันคือ 1. ไม่ได้เห็นด้วยว่า การจัดชุดซิสเต็มฟังเพลงสองแชนแนล ชุดเล็ก-ชุดใหญ่ ชุดไหนๆ ก็ต้องพ่วง Sub-Woofer เสมอไป 2. และก็ไม่ได้เห็นด้วยว่า ถ้าจัดชุดเครื่องเสียงฟังเพลง 2 แชนแนล ห้าม Sub-Woofer มาปรากฏกายในชุดเด็ดขาด ถือเป็นข้อต้องห้าม (ของใครไม่ทราบเหมือนกัน?) ทุกอย่างควรขึ้นกับ หลักการ เหตุผล ในเรื่องของห้อง ซิสเต็ม ความต้องการของผู้ฟัง สไตล์เพลง ที่ออดิโอไฟล์แต่ละท่านย่อมมีข้อจำกัดอันแตกต่างกันไป ***ได้แสดงทัศนะไปหลายครั้งแล้วในเพจแห่งนี้ ซึ่งผมจะมีลิ้งก์บางส่วนมาแปะไว้ท้ายบททดสอบ KEF KUBE 12 MIE ดังนี้นะครับ*** https://www.facebook.com/share/19hTvJ8DcG/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/14iLfWiC1K/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/12EY4Ypys58/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/1A3TRMvdGt/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/p/14xjoKZyRe/?mibextid=wwXIfr https://www.facebook.com/share/p/14yFmR4uz4/?mibextid=wwXIfr ความเห็นส่วนตัว การใช้หรือไม่ใช้ ผมยึดหลัก High Fidelity คือ ความเสมือนจริง และการย่อสเกลดนตรีจริงมาไว้ในห้องฟัง ถ้าผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความพอดีแล้ว ก็ไม่ต้องไปเติมอะไร แต่ถ้าสียงย่านความถี่ต่ำไม่พอ ก็สามารถจะเสริมให้มัน “พอดี” ยิ่งขึ้นได้ แต่ไม่ใช่เติมให้มันเกินจากเสียงดนตรีจริง หรือเกินกว่าสิ่งที่ Studio เขาบันทึกมา อันนี้ย่อมไม่ใช่แนวทาง และจุดประสงค์ การใช้ Sub-Woofer ของผมครับ จากนี้ไปคือผลการทดสอบใช้งาน KEF KUBE 12 MIE ที่มีบทสรุปน่าสนใจ บันทึกเอาไว้ให้พิจารณากัน • การพัฒนาของบริษัทลำโพงระดับโลก อย่าง KEF นั้น มีรากฐานมายาวนานนับแต่กำเนิดในปี 1961 (63ปี) การออกแบบสินค้าใดขึ้นมาใหม่ จะมีเหตุและผลรองรับ โดยเฉพาะความก้าวหน้าในเทคโนโลยี ที่ดีขึ้นและเอื้อประโยชน์กับผู้ใช้งานจริงๆ ส่วนตัวผมก็เป็นหนึ่งในผู้ใช้สินค้าของ KEF อย่างเช่น KEF BBC Monitor LS3/5 A ได้จัดเอา KEF KC62 มาเสริมความถี่ต่ำ สลับกับ Rogers AB1 (Passive Sub-Woofer) เพราะเมื่อฟังดนตรีบางประเภทเช่น วงแจ๊ส บิ๊กแบนด์ ซอฟท์ร็อค และคลาสสิกคัล มันมีความจำเป็นตามสมควรสำหรับผม หรือลำโพง BBC Monitor Rogers LS3/5 A ผมตัดสินใจซื้อแอคทีฟซับ Rogers AB3a มาใช้งานร่วมกันเป็นเซ็ต เพราะลำโพงหลักในตระกูลนี้ ลงความถี่ต่ำลึกได้เพียง 70Hz เท่านั้น ดังนั้น เหตุและผล จึงเป็นไปตามความต้องการของตนเองเป็นหลัก • KEF KUBE MIE นั้น เป็นความพยายามพัฒนาแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ ที่ดีไซน์แต่เดิมใช้งานเฉพาะสำหรับโฮมเธียเตอร์ ให้เพิ่มความสามารถตอบสนองการฟังเพลงด้วย พัฒนาถึงจุดที่ มีการใช้ระบบ DSP (Digital Signal Processor) ที่คิดค้นเองมาช่วยควบคุมการทำงานระบบ SUB ให้สนองตอบการฟังด้วยกันทั้งสองรูปแบบ และแอคทีฟซับวูเฟอร์ KEF รุ่นที่ผมเลือกมาทดลองใช้งานคือ KUBE 12 MIE ที่สามารถลงความถี่ต่ำได้ลึกถึง 22Hz ต้องการให้มาเสริมช่วงต่ำกว่า 48Hz ของลำโพงหลัก KEF Q Concerto META ความหมายระบบ DSP ที่อัพเกรดให้เหมาะกับการฟังเพลง MIE : Music Integrity Engine เป็นระบบ Digital Signal Processor ซึ่ง KEF ค้นคว้า วิจัยพัฒนาขึ้นมาด้วยตนเองอย่างยาวนานหลายปี เพื่อการควบคุม แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ให้ผลักอากาศได้แม่นยำ ฉับไว เสียงบริสุทธิ์ ความเพี้ยนต่ำ สามารถให้ความกลมกลืนลำโพงหลักได้ง่าย จุดตัดความถี่สูงสุด KEF จงใจออกแบบให้อยู่ไม่เกิน140Hz และปรับค่าลงไปได้ต่ำสุดที่40Hz KUBE 12 MIE มีโครงสร้างตู้เป็นตู้ปิดทึบ Acoustic Suspension ตัวขับเสียงขนาด 12 นิ้วยิงเสียงออกด้านหน้า ช่วยให้ง่ายต่อการจัดวาง และยิงเสียงไปในทิศทางเดียวกันกับลำโพงหลัก คุณสมบัติอีกส่วนหนึ่ง IBX หรือ Intelligence Bass Extension โดยในส่วนนี้ จะทำหน้าที่คำนวณสัญญาณเสียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เบสความสมจริงลงลึก และคงไว้ซึ่งไดนามิคหรือพลังตลอดระดับความดังของเสียง KUBE 12 MIE มี Room Position EQ สามตำแหน่งให้เลือกวาง และปรับใช้ในสภาพความเป็นจริงในห้องคือ • In Room วางในห้องทั่วไป • Corner วางเข้ามุมห้องที่เป็นมุมชนกัน 90 องศา • Wall / Cabinet วางชิดผนังด้านใดด้านหนึ่ง มี Power Mode เลือกเปิดตลอดเวลา หรือเปิดเมื่อมีสัญญาความถี่ต่ำเข้า และใช้งานแบบ12 V trigger KEF ดีไซน์ แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ KUBE MIE ทั้งหมด4 รุ่นคือ KUBE 15 MIE, KUBE 12 MIE, KUBE 10 MIE และ KUBE 8 MIE ตัวขับเสียงเป็นแบบเดี่ยว ยิงแบบ Front Firing ขนาดวูฟเฟอร์ ให้ดูที่รหัสรุ่นได้เลย คือ 15-12-10 และ 8 นิ้วตามลำดับครับ การเลือก KEF KUBE 12 MIE มาทดสอบ เพราะเป็นรุ่นกลาง พอเคราะห์แล้ว เหมาะกับ KEF Q Concerto META และเพื่อการบาลานซ์ที่ดีผมนำมาใช้ 2 ตู้ ทั้งแชนแนลซ้าย และขวา สำหรับกำลังขับในตัวตู้ของ KEF KUBE 12 MIE คือ 300 วัตต์ คลาส D ขนาดตู้ 410 x 393 x 410 มิลลิเมตร ตอบสนองความถี่ 22Hz - 140Hz (±3dB) ตัวขับเสียงขนาด 12 นิ้ว ยิงเสียงออกด้านหน้า • ผลจากการเซ็ตอัพ KEF KUBE 12 MIE ภายในห้องของผมที่มีพื้นที่ ขนาด 3.5 x 4.5 เมตร KEF KUBE 12 MIE เลือกต่อสัญญาณ ได้ทั้งแบบ High (พ่วงสายลำโพง) และช่อง Smart Connect LFE แต่ผมเลือกต่อจากช่อง Smart Connect LFE ที่ช่อง RCA หลังจากทดสอบ Setup ก็ได้ระยะการวางที่เหมาะสมคือ 1. วางตู้ซับให้อยู่ริมด้านนอกลำโพงหลัก 2. ให้แนวระนาบด้านหน้าของ KEF KUBE 12 MIE อยู่เสมอกับลำโพงหลัก 3. ระยะห่างผนังหลัง อยู่ที่ 90 เซ็นติเมตร 4. ระยะห่างผนังด้านข้างประมาณหนึ่งฟุต หรือ 30 เซนติเมตร 5. เลือกจุดตัดความถี่ต่ำ หรือ Cross over point ที่ 50Hz 6. เลื่อนระดับโวลุ่มไปที่ประมาณ บ่าย 13.00 น. (Phase เฟส 0) 7. เลือกโหมดการใช้งานที่ Always 8. เลือกโหมด EQ ที่ In-roomก่อนปรับเซ็ตเสียง ให้เสียงที่กลมกลืนน่าพึงพอใจมากในการทำงานระหว่าง KEF Q Concerto META และ KUBE 12 MIE ถือว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมลงตัว ที่น่าสนใจคือ ปุ่ม Phase ผมปรับไว้ที่ ศูนย์ 0 ตลอด โดยไม่ต้องปรับมาทาง 180 องศา แต่อย่างใด ตัวตู้ KUBE 12 MIE มีการใช้ผ้าหุ้มสีดำจากด้านหน้าไปจรดด้านหลังมิดชิดให้ความรู้สึกสัมผัสเป็นชิ้นเดียวกัน ***สำหรับห้องอื่นๆ อยากจะเริ่มต้นในแบบอย่างที่ผม Set up นี้ ก็ได้ครับ แล้วประยุกต์ ปรับแต่ง Set up เพิ่มเติม*** • เทคนิคในการปรับ พยายามตั้งจุดตัดครอสโอเวอร์ไปทางความถี่ต่ำลึก 40-50-60 Hz เอาไว้ก่อน - ปรับปุ่ม Volume คู่กับจุดตัดความถี่ แล้วเร่งไปจนถึงจุดที่ได้ยินเสียงจากซับวูฟเฟอร์โดดเด่นถนัดชัดเจน จนรู้สึกได้ง่าย - และจากนั้น ค่อยๆ ลดระดับลงเหลือแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงจากการทำงานซับวูฟเฟอร์ - จากนั้น ให้เราปรับหาจุดกลางระหว่างสองจุดดังกล่าวนั้น ว่าตรงที่ใด กลมกลืนกับลำโพงหลักที่สุด - ในขณะที่ปรับ อาจจะมีบางช่วงที่ความถี่ต่ำจาง หรือความถี่ต่ำโด่งเป็นช่วงจังหวะตามเสียงดนตรี - แสดงว่า ปรากฏการณ์นั้น เราจะต้องปรับ ขึ้นมาทาง 60-80Hz หรือลดลงไปทาง 40Hz อย่างใดอย่างหนึ่ง (ค่าจุดตัดสูงสุดอยู่ที่ 140Hz) ตรงนี้จะเป็นจุดที่ Sensitive ดังนั้น ใช้เวลาปรับซ้ำๆ ดูหลายๆ รอบ เพื่อหาจุดสมดุล ไม่ต้องรีบร้อนครับ - ในการปรับใช้กับระบบโฮมเธียเตอร์ที่ช่อง .1 Channel อาจจะเริ่มจาก 60Hz ขึ้นไปหา 80Hz ซึ่งตรงนี้น่าจะต้องใช้ภาพยนตร์ที่ชมบ่อยๆ และคุ้นเคยครับ - ผมใช้ Life Audio Signature Mellow ตัวรอง มาเสริมขาทั้งสี่มุม ให้ความกระชับเสียงต่ำดีขึ้นไปอีก ดังนั้นท่านใดจะพิจารณาหาอุปกรณ์ ตัวรองมาเสริมกำจัดไวเบรชั่นส่วนเกินก็จะยิ่งดีครับ - หากไม่อยู่ในลักษณะ หรือระยะเดียวกับที่ผมเซ็ตอัพ ให้เลือก EQ ตามลักษณะการวางก่อนแล้วค่อยปรับหาความสมดุลได้ครับ ทั้ง In Room Corner, Wall / Cabinet บทสรุปสำหรับ KEF KUBE 12 MIE คือ - เป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจมาก เพราะซับรุ่นใหม่นี้กลับปรับ Set up ไม่ยากอย่างที่คิดเอาไว้เลย - เทียบเคียงกับตู้ซับที่ผมเคยปรับมาแล้ว KUBE 12 MIE ถือว่าง่ายที่สุดครับ - แน่นอนว่า การกลมกลืนเข้ากันได้ระหว่าง KEF Concerto META กับ KUBE 12 MIE ถือว่าลงตัวแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน - เมื่อใช้ KUBE 12 MIE กับลำโพงหลักต่างแบรนด์กัน เอาเฉพาะลำโพงที่ผมซื้อไว้ใช้เองหลายคู่ หลายแบรนด์ พบว่าจะไม่สมดุลกับลำโพงแนววินเทจรุ่นเก่านัก แต่กับลำโพงอย่าง ELAC ตั้งแต่ BS403, PSB Alpha P5 , NHT SuperOne 2.1 กลับให้ความกลมกลืน ปรับง่าย แสดงถึงว่า ลำโพงยุคใหม่ทั้งหลาย น่าจะใช้ร่วมกันได้ แม้จะต่างแบรนด์ ดังนั้นให้ลองหาโอกาสฟังจริงก่อนตัดสินใจ ข้อแนะนำ - ห้องขนาด 12 -15 ตารางเมตรขึ้นไปสามารถใช้ KUBE 12 MIE สองตู้ได้ ถ้าต่ำกว่า ขนาด 12 ตารางเมตรลงมา ควรใช้รุ่น KUBE 12 MIE เพียงตู้เดียว หรือ KUBE 10 MIE , KUBE 8 MIE สองตู้แทน - การใช้ซับ ตู้เดียว หรือ 2 ตู้ ควรพิจารณาจากขนาดห้อง และสไตล์เพลงที่คุณฟังเป็นหลักนะครับ - สำหรับลำโพงขนาดเล็ก อาทิ LS3/5 A Harbeth P3 ESR, ProAc Tablette 10 เหล่านี้จะปรับให้สมดุลกับ KEF รุ่น KC62 ง่ายกว่า อันเนื่องจากขนาดและดีไซน์ จุดเด่น KEF KUBE 12 MIE - ปรับเซ็ตอัพง่าย ระบบลำโพงทำให้โอกาส Boom น้อยอย่างยิ่ง - เมื่อปรับได้ลงตัว ไม่ใช่แค่เสริมเสียงต่ำให้สมบูรณ์ขึ้น แต่จะให้เสียงกลางเสียงร้องดูอิ่มฉ่ำขึ้นอีก อย่างเห็นได้ชัด - ฟังเพลงจากอัลบั้มคลาสสิก Telarc ดูเหมือนฟิลลิ่งของวงออกเคสตร้ายิ่งใหญ่ขึ้นมาก โดยเฉพาะเวทีเสียงที่โอ่อ่า - ขั้วต่อด้วยสายลำโพง (EXP) ดูจะเป็นขั้วต่อที่เล็กไป จึงแนะนำให้ต่อ Line Level ทาง RCA ดีกว่า และสายไฟ AC จะเป็นขั้วแบบ C7 ธรรมดา (ไม่ใช่แบบ IEC มีกราวนด์) แนะนำให้อัพเกรดสายที่ดีกว่าได้ครับ การเสริม Active-Subwoofer ควรจะพิจารณาตามความเหมาะสม ตามที่เรียนไว้เบื้องต้นในเรื่องของรสนิยม หรือขนาดห้อง และข้อจำกัดของคุณเสมอ แต่ต้องไม่ลืมพิจารณาเรื่องความสมดุลของย่านความถี่เป็นสำคัญ ยกตัวอย่าง ให้เห็นชัดขึ้น คือคุณจะพึงพอใจเล่นลำโพงเดี่ยว แบบตั้งพื้นคู่เดียว อาทิ KEF รุ่น Q11 Meta หรือเลือกทางที่สอง KEF Q Concerto Meta ผนวก KEF KUBE 12 MIE อันเนื่องจาก ขนาดห้อง ความสะดวก ความสมดุลในการจัดตำแหน่ง และข้อจำกัดรวมถึงความต้องการของตนเอง ทุกอย่างมีทางให้เลือกเสมอ KEF KUBE 12 MIE ราคาตู้ละ 39,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทดลองฟังได้ที่ ร้านจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 https://www.vgadz.com/kef/ https://www.facebook.com/KEFaudiothailand
MOONRIVER AUDIO MODEL 505 HYBRID PHONO STAGE ความละเมียดละไมที่งดงามของอนาล็อก นี่คือ 505 PHONO STAGE ของ MOONRIVER AUDIO ที่จะตอบสนองทุกความต้องการของนักเล่นแผ่นเสียงผู้ชื่นชอบเสียงไวนิลทุกคน ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงนักเล่นแผ่นเสียง นักสะสมแผ่นเสียง และผู้ที่ชื่นชอบแผ่นเสียงไวนิล โดยมีอินพุต 4 ชุด วางตำแหน่งปุ่มปรับค่าและสวิตช์เฉพาะที่เหมาะกับหัวเข็ม MC หรือ MM จุดเด่นคือเล่นไป ปรับไปได้ ช่วยให้สามารถทดสอบการฟังได้แบบ “ทันที” ด้วยการปรับแต่งต่างๆ โดยไม่ต้องปิดเครื่อง ถอดฝาครอบ เปิดเครื่องใหม่อีกครั้ง หรือรออุ่นเครื่อง อาจจะแปลกที่ระบบวงจรขยาย มีการการออกแบบ “ไฮบริด” คือ ผสมผสานการใช้ไอซีและวงจรโซลิดสเตตแบบแยกส่วนเพื่อสร้างวงจรประสิทธิภาพสูงที่เหมาะสม และมีเสียงรบกวนต่ำมาก ในขณะที่มีการใช้ออปแอมป์ไอซีซึ่งให้ระดับสัญญารบกวนต่ำมาก ทุกวงจรจะเป็นวงจรแบบแยกส่วน ให้พลังเสียงและความถี่ไดนามิกที่สมจริง ซึ่งไม่สามารถหาได้จากออปแอมป์ไอซีอื่นๆ ทั่วไป หลังจากการ Test Report อย่างจริงจังสองสัปดาห์ ที่ผ่านมา ผมแปลกใจมาก คิดว่า น้ำเสียงฉ่ำ ฮาร์โมนิกสวยๆ เหมือนได้ฟังเครื่องหลอดซูเปอร์ไฮเอ็นด์ แบบนี้ มาจากวงจรไฮบริด แน่หรือ? นี่เรากำลังจะหลงมนต์เสน่ห์เสียงอนาล็อกจาก MOONRIVER 505 HYBRID PHONO STAGE อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้วครับ เคยได้ยินคำกล่าวของนักออกแบบระดับโลกบอกกับผมว่า “คุณอย่าไปฝังใจว่าวงจรหลอดสุญญากาศเท่านั้นที่จะให้เสียงฉ่ำหวาน ฮาร์โมนิกสวยๆ วงจรโซลิดสเตตที่ดี ที่คนออกแบบเก่งจริง สามารถทำให้เสียงหวานฉ่ำเท่าหลอด และอาจจะดีเลยขอบเขตนั้นได้ด้วย เพราะหัวใจสำคัญคือการขจัด Noise ที่สร้างความระคายหู นั่นเอง” ด้วยความหลงใหลในเพลง Moon River จากภาพยนตร์ Breakfast at Tiffany's (1961) อาจเป็นตัวดึงดูดให้วิศวกร เจ้าของแบรนด์ ตั้งใจใช้ชื่อ MOONRIVER นี้ และออกแบบผลิตด้วยมือทุกขั้นตอนในประเทศสวีเดน และพวกเขาเชื่อมั่นว่า วงจรโซลิดสเตต หลอดสุญญากาศ หรือ ไฮบริด ก็สามารถถ่ายทอดเสียงดนตรีอย่างเที่ยงตรงได้เฉกเช่นเดียวกันถ้าออกแบบได้อย่างถูกต้อง ผมชอบคำอรรถาธิบาย จุดประสงค์ของ MOONRIVER AUDIO 505 HYBRID PHONO STAGE ที่ว่า “เป็นความมุ่งมั่นที่จะสร้างสมดุล ในเส้นแบ่งที่ละเอียดอ่อน ระหว่างความเป็นดนตรี และความมีจิตวิญญาณของดนตรี ซึ่งหมายถึง มันไม่ใช่แค่ความถี่เสียง แต่ต้องครบถ้วนในการถ่ายทอดอารมณ์ ความหลงใหล และความรุกเร้าใจด้วย” ในทางเทคนิค จุดอ่อนของปรีโฟโนส่วนมากจะด้อยในย่านความถี่ 200 – 4,000Hz หากไม่มีวงจรที่สามารถสร้างเสถียรภาพของความถี่ตรงนี้ได้ดีพอเพียง เสียงจะเบาบางในการส่งผ่านสู่การขยายในเคิร์ฟ RIAA ตรงนี้เองที่วงจรขยายหัวเข็มแผ่นเสียงอันยอดเยี่ยมของ MOONRIVER AUDIO 505 HYBRID PHONO STAGE จะอธิบายความแตกต่างในคาแรคเตอร์ ของไวโอลิน Guarneri กับไวโอลิน Stradivarius ด้วยการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานร่วมกันโดยไม่บดบัง หรือทำให้รายละเอียดต่างๆ เกินจริงทั้งสองประการ นับว่าเป็นผลงานที่ท้าทายนักฟังอย่างยิ่ง ในระดับประสิทธิภาพของโฟโนสเตจ MOONRIVER 505 ความพิถีพิถันเริ่มจากเลย์เอาต์ของ PCB ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงหลักการ 3 ประการ 1. มีการแยกกันระหว่างแหล่งกำเนิดเสียงรบกวน และสัญญาณเสียงออดิโอที่ละเอียดอ่อน เช่น หม้อแปลง และเกนของวงจรสเตจ 2. ด้วยแนวทางที่เรียบง่าย โดยใช้อุปกรณ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในวงจรขยาย 3. และสุดท้าย เส้นทางสัญญาณที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ MOONRIVER 505 ใช้การป้องกันสองชั้น หนึ่งชั้นสำหรับหม้อแปลง และอีกชั้นสำหรับวงจรเกนแอคทีฟ แนวทางนี้ช่วย ขจัดความจำเป็นในการต้องออกแบบแยกส่วนหม้อแปลงไปไว้นอกตัวเครื่องหลัก ภาพลักษณ์ภายนอก ความโดดเด่น กลับเป็นความเรียบที่คลาสสิก ใช้วัสดุคุณภาพสูง เช่น ปุ่มหมุนอลูมิเนียมขนาดใหญ่ ประกบด้วยแผงด้านข้างเนื้อวอลนัท โครงสร้างมีความแข็งแรง และปุ่มปรับออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ไม่มีไฟแสงสีสุนทรียศาสตร์แบบ "โชว์" ไม่มีหน้าจอที่มีเมนูหวือหวา หัวใจสำคัญของรุ่น 505 คือความเรียบง่ายและมินิมอล แต่วิธีการออกแบบเน้นไปที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งภายในไม่กี่วินาที โดยไม่ต้องพึ่งพาแมนนวลหรือคู่มือผู้ใช้ เพื่อให้การเข้าถึงการปรับแต่งที่จำเป็นทั้งหมดโดยตรง MOONRIVER AUDIO 505 ประกอบด้วยปุ่มหมุน 4 ปุ่ม และสวิตช์ 5 ตัวสำหรับการปรับแต่งทั้งหมด มีอินพุต 4 ชุด สามารถตั้งเกน 12 แบบ (6 ระดับการตั้งค่าความจุหัวเข็ม MM และการตั้งค่าโหลดหัวเข็ม MC 5 แบบ) รวมถึงตัวเลือกแบบกำหนดเอง การตั้งค่าโหลดหัวเข็ม MM 3 แบบ และตัวเลือก อีควอไลเซชั่น สำหรับแผ่นเสียง RIAA, Decca หรือเล่นกับแผ่น Columbia แบบดั้งเดิมที่ 78 รอบต่อนาที เพื่อการย้อนกลับไปฟังแผ่นเสียงเก่ายุคอดีต นอกจากนั้นแล้ว MOONRIVER AUDIO 505 จะจัดการกับสัญญาณจากหัวเข็ม MC ด้วยประสิทธิภาพที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ และจะทำให้หัวเข็ม MM ทั่วๆ ไป ให้เสียงที่พิเศษ ฟังเสียงได้ลึกล้ำจนถึงทุกรายละเอียดเสียง แม้จะเป็นระดับที่เบามากๆ ก็ตาม MOONRIVER 505 เครื่องโฟโนสเตจไฮบริด ประกอบด้วยแหล่งจ่ายไฟแยกกัน 6 ตัว รวมตัวเก็บประจุมหาศาลถึง 70,000uf และได้รับการออกแบบให้ทำงานแบบวงจรแยกอิสระซ้ายขวา โมโนคู่ ในแต่ละสเตจมีแหล่งจ่ายไฟของตัวเอง รวมถึงวงจรควบคุมเชิงเส้นแบบแยกส่วนและวงจรตัดเสียงสัญญาณรบกวนแบบแยกส่วนด้วยเช่นกัน MOONRIVER 505 ให้ค่าเกนสูงสุด 72dB (x4000 เท่า) ในการตั้งค่า MC โดยใช้สเตจขยายแอคทีฟที่มีสัญญาณรบกวนต่ำเป็นพิเศษ ในการตั้งค่าหัวเข็มแบบ MM และค่าหัวเข็มแบบ MC ใช้สเตจอินพุตที่แตกต่างกันโดยมีออปแอมป์คนละส่วนที่เลือกมาโดยเฉพาะสำหรับแต่ละกรณี ระบบการทำงานของไมโครคอนโทรลเลอร์พร้อมฟังก์ชั่นบันทึกหน่วยความจำ มีการทำงานที่เงียบสนิท ในการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าทุกครั้งจะถูกบันทึกโดยอัตโนมัติสำหรับอินพุตทั้ง 4 อินพุต ส่วนที่เป็นหัวใจของภาคแปลงความถี่เสียง จากแผ่นไวนีล หรือวงจร EQ ใช้แบบพาสซีฟ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการตอบสนองความถี่ที่ราบเรียบสุดขีดโดยไม่รบกวนขั้นตอนอื่นๆ วงจร EQ ประกอบด้วย เคิร์ฟมาตรฐานสองเคิร์ฟ ได้แก่ RIAA Curve และเส้นเคิร์ฟของ DECCA หรือ COLUMBIA เหมาะสำหรับฟังและเล่นแผ่นเสียง 78 รอบต่อนาที วงจร EQ ทั้งสองแบบถูกสร้างขึ้นโดยใช้แนวทางที่เรียบง่าย โดยมีส่วนประกอบคุณภาพระดับออดิโอไฟล์เพียงไม่กี่ชิ้นที่มีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำมาก Test Report ผมได้ใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง 2 เครื่อง หัวเข็ม 3 หัว ในการทดสอบฟัง MOONRIVER AUDIO 505 • เครื่องเล่นแผ่นเสียง ELAC Miracord 90 ใช้สลับกันระหว่างหัวเข็มแบบ Mi คือ GRADO Statement Platinum 2 ที่มีค่าเอาต์พุต 1mV และ หัวเข็มแบบ MC ของ HANA EL มีค่าเอาต์พุตอยู่ที่ 0.5 mV • เครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C588 ใช้หัวเข็ม ORTOFON 2M Blue ที่มีค่าเอาต์พุต 5.5 mV จากการทดสอบ หัวเข็มแผ่นเสียง GRADO Statement Platinum 2 ดูจะค่อนข้างปรับได้หาความลงตัวพอดีได้ยากที่สุด ในแง่การใช้งานปรับเกนระดับความดัง และค่าต้นทาน เพราะเหตุที่มันเป็นหัวเข็มแบบ Mi ซึ่งยืนอยู่ระหว่างกลาง ของหัวเข็มแบบ MM และ MC เมื่อใช้หัวเข็มMi ผมต้องตัดสินใจ ว่า ในวงจรขยายภาคโฟโนของ MOONRIVER AUDIO 505 นั้น จะเลือกที่ฐานของ MMหรือ MC กันดี? • ในที่สุดจากการทดสอบ ผมเลือกเป็นค่าของ MM และปรับค่าระดับความดัง อยู่ที่ Gain 44(58) ค่าคาปาซิแตนท์ 330 • ส่วนหัวเข็ม ORTOFON 2M Blue เลือกปรับค่าเกนที่ 34 (48) ส่วนค่าคาปาซิแตนท์ 470 • หัวเข็ม HANA เลือกปรับค่าเกนที่ 44 (58) และ ค่า MC Input Impedance ไปที่ 47 ทั้งหมดนี้ยังเกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่กับการปรับค่าเกณฑ์ซีเล็คเตอร์ และค่าความต้านทาน ของหัวเข็ม MM รวมถึงเลือกสวิตช์ไปยัง EQ เคิร์ฟ ซึ่งก็จะตั้งค่าไว้ที่ RIAA ตลอด เนื่องจากไม่ได้มีการเล่นแผ่นในสปีด 78 นั่นเอง ถ้าท่านใช้หัวเข็มอื่นโดยทั่วไป ให้ลองปรับค่าต่างๆ ของเครื่องดู เพราะปรับได้ละเอียดและที่สำคัญคือ สามารถปรับได้ในขณะที่เราฟังแผ่นเสียงได้โดยทันที โดยไม่เกิดเอฟเฟ็กต์ใดๆ คุณภาพเสียง และความพึงพอใจ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละท่านที่ว่าต้องการน้ำเสียงแบบใดนั่นเอง MOONRIVER AUDIO 505 มีให้เลือกปรับอย่างเหลือพอ คุณภาพเสียงโดยรวมจากการทดสอบครั้งนี้ ผมชื่นชม MOONRIVER AUDIO 505 ตรงให้ความเป็นกลางของเสียงแบบอนาล็อกยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะกับแผ่นเสียงในระดับออดิโอไฟล์ด้วยแล้ว คุณจะพบถึงรายละเอียดระยิบระยับครบถ้วนอย่างแท้จริง คือในช่วงที่ฟังแผ่วเบา จะแสดงผลได้เหนือชั้นมากกว่า ปรีโฟโนธรรมดาโดยทั่วไปมากทีเดียว ถ้าถามว่า MOONRIVER AUDIO 505 เหมาะกับหัวเข็มแบบไหน? MM – MC หรือ Mi ดังที่ผมหามาทดสอบทั้งสามประเภทนี้ บอกได้เลยว่า ใช้ได้ทั้งหมด ไม่เกี่ยงประเภทหัวเข็มแต่อย่างใด แต่ในความเห็นส่วนตัว ดีที่สุดเรียงตามลำดับคือ อันดับหนึ่ง หัวเข็ม MC อันดับสอง หัวเข็ม MM และสุดท้ายหัวเข็ม Mi ภาคปรีโฟโนเครื่องนี้ให้ความสมดุล รวมไปจนถึงการปรับแต่งค่าต่างๆ เหมาะสมกับหัวเข็มทุกประเภทอย่างครบถ้วนครับ ส่วนหนึ่งที่จะรับรู้ได้โดยไม่ยากก็คือความเงียบสนิทของสัญญาณรบกวน ที่จะเข้ามาในวงจรขยายหัวเข็มแผ่นเสียง อันนี้ถือว่าดีมากๆ มันเป็นยอดปรารถนาของนักฟังแผ่นอนาล็อก เพราะเรามักจะหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวนกันได้ค่อนข้างลำบากเป็นปกติอยู่แล้ว MOONRIVER AUDIO 505 ช่วยเพิ่มความชื่นชม และมีความศรัทธาในระบบอนาล็อกออดิโอ และเป็นภาคโฟโนสเตจ ที่มีสัญญาณรบกวนต่ำ ให้ช่องว่างดนตรีสงัดที่สุดเท่าที่เคยฟังภาคปรีโฟโนมาในรอบหลายๆ ปีเลยครับ ด้วยความเที่ยงตรงของ MOONRIVER AUDIO 505 ทำให้ได้ยินรายละเอียดและความสง่าผ่าเผยของแผ่นเสียง แต่ละแผ่นได้อย่างครบถ้วน อาจจะเป็นครั้งแรกที่ผมฟังแผ่นในค่าย Sheffield Lab ที่เก็บสะสมเอาไว้ แล้วได้รู้สึกถึงคุณค่าของการบันทึกแผ่นแบบ Direct Cut ว่ามีรายละเอียดและค่าไดนามิคเร้นจ์ ยอดเยี่ยมเหนือแผ่นทั่วไปอย่าง ชัดเจน แจ่มแจ้ง หรือฟังแผ่นเสียงค่าย Telarc กับเพลงแนวดุดันหลายอัลบั้ม ให้ความชัดครบถ้วน สมจริง เป็นแนวเสียงแบบอนาล็อกที่งดงามมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง MOONRIVER AUDIO 505 ช่วยให้เข้าถึงในทุกรายละเอียด ความพริ้วหวาน ความอิ่มฉ่ำหรือแม้แต่พลังแรงพั้นช์ ที่รุนแรง มีอย่างครบถ้วน ขอตอกย้ำอีกครั้งว่าในด้านรายละเอียดช่วงปลายเสียงแหลมนี้ถือว่าไปได้สุดจริงๆ ครับ ส่วนความถี่ต่ำนั้นจะมีตัวตนของเสียงเบสชัดเจน และเครื่องดนตรีทุกชิ้นจะถ่ายทอดออกมา สมจริงเป็นธรรมชาติมากๆ บทสรุป MOONRIVER AUDIO 505 ส่งผ่านความความลื่นไหล อบอุ่น ละเมียดละไม และให้พลังเสียง ที่เป็นธรรมชาติมาก เป็นความละเมียดละไมที่งดงามของอนาล็อกไฮเอ็นด์ ที่คุณฟังครั้งเดียวไม่เคยพอครับ! MOONRIVER AUDIO MODEL 505 ราคา 190,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ HiFi House by Msound โทร. 096 978 7424 ID Line : m_240956 Email : msound.pechponk@gmail.com
Rega P10 The heart of music ในระบบอนาล็อก ออดิโอที่มีอายุยืนยาวที่สุด และมีการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะผ่านช่วงเวลาที่รุ่งเรืองหรือตกต่ำ คนอนาล็อกก็ยังพยายามที่จะก้าวขึ้นสู่การฟังเพลงที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่มีชีวิตชีวา และต่อสู้ให้หลีกพ้นไปจาก การสั่นสะเทือนที่มีผลต่อคุณภาพเสียง Roy Gandy ยังคงเชื่อว่า โครงสร้างที่แกร่ง แข็งแรง และอยู่ในรูปทรงที่กะทัดรัด ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตมโหฬาร แบบขี่ช้างจับตั๊กแตน สามารถนำพาคุณภาพเสียงที่บริสุทธิ์ รายละเอียดครบถ้วนได้แน่นอน ปัญหาเรื่องของการไวเบรชั่น กับการเกาะร่องหัวเข็มแผ่นเสียง ที่มีจุดอ่อนไหว สามารถใช้หลักวิศวกรรม และวัสดุที่เหมาะสม ทำให้สมบูรณ์แบบได้ และ PLANAR 10 หรือ Rega P10 เป็นพัฒนาการล่าสุดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง Rega รุ่น Naiad โดยเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นนี้สร้างขึ้นจากฐานโครงเหล็กน้ำหนักเบาพิเศษที่มีโครงและทรวดทรงแบบโค้งและเป็นแนวเส้น ไม่ใช่ผืนแผ่นสี่เหลี่ยม จัดเป็นศิลปกรรมด้านวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมน่าดูมาก โดยแท่นเครื่องผลิตจากแกน Tancast 8 และหุ้มด้วยแผ่นลามิเนตแรงดันสูง (HPL) PLANAR 10 เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นแรกที่ใช้การเสริมความแข็งแรงด้วยเซรามิก ซึ่งจะให้พื้นผิวที่แข็งแรงเป็นพิเศษสำหรับการติดตั้งโทนอาร์มรุ่น RB3000 ที่มีความแม่นยำและชุดตลับลูกปืนกลางที่ Rega กำหนดเอง สำหรับความพิเศษคือ PLANAR 10 ยังติดตั้งด้วยแพลตเตอร์เซรามิกออกไซด์ที่สั่งทำพิเศษ ซึ่งตัดด้วยเพชรในระหว่างการผลิตเพื่อความแม่นยำสูงสุด และความเสถียรของความเร็วรอบหมุน มอเตอร์ซิงโครนัส 24V ของ Rega และระบบจะติดตั้งสายพานขับหมุน EBLT ที่มีวงรอบขนาดเล็ก มีแผ่นรองหรือแมตช์ สีขาวสะอาดตา ตัวระบบขับหมุน การปรับเปลี่ยนรอบหมุน ระหว่าง 33-1/3 และ 45 RPM จะถูกควบคุมโดยกล่องแหล่งจ่ายไฟที่ล้ำหน้าที่สุดของ Rega ที่แยกออกมาจากแท่นเครื่อง นั่นคือ P10-PSU แหล่งจ่ายไฟแยกส่วนแบบนี้ช่วยลดการสั่นสะเทือนของมอเตอร์ในระดับสูงสุด เราสามารถปรับความเร็วรอบหมุนได้ละเอียดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และสะดวกในการเปลี่ยนความเร็วอย่างฉับไว และรอบจะเสถียรคงที่มาก PLANAR 10 ออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดของ Rega โดยดึงข้อมูลออกมาจากร่องแผ่นเสียงไวนิลได้มากกว่าที่เคย ปัจจุบันมีให้เลือกทัังรุ่น สีเทา และรุ่นเคลือบสีขาว สำหรับ Planar 10 ที่ผมได้รับมาทดสอบ จะติดตั้งด้วยหัวเข็มแบบ MC รุ่น ANIA กับโทนอาร์ม RB3000 (ซึ่งปกติทาง Rega จะมีออพชั่นติดตั้งหัวเข็ม Apheta 3 หรือ Aphelion 2 มาจากโรงงาน) สำหรับหัวเข็ม ANIA เป็นหัวเข็มประเภทคอยล์เคลื่อนที่ (Moving Coil) มีแม่เหล็กนีโอไดเมียมกำลังสูงเป็นพิเศษ และคอยล์ที่พันด้วยมืออย่างพิถีพิถันบนโครงสร้างขนาดจิ๋วนี้ ทำให้หัวเข็มมีอิสระมากขึ้นในการเกาะร่องไวนิล โดย จะดึงรายละเอียดจากแผ่นเสียงออกมาได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น Test Report การเซ็ตอัพ ผมได้รับเทิร์นเทเบิล Rega P10 หรือ PLANAR 10 มาพร้อมหัวเข็ม MC รุ่น ANIA P10 เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่รูปทรงอาร์ตมากๆ เหมือนงานประติมากรรม มีส่วนเว้าโค้ง เจาะคว้านให้ช่วงตรงกลางกลวงอย่างมีนัยยะ และหัวเข็ม ANIA ก็มีกายภาพขนาดย่อมไม่เทอะทะ การติดตั้งง่าย การปรับค่าทั้ง Tracking Pressure หรือน้ำหนักหัวเข็ม (1.75-2.00 กรัม) กับค่าAnti-Skating นั้นเหมือนการใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงพื้นฐานโดยทั่วไป ผมทบทวนด้วยเครื่องชั่งน้ำหนักของ Van Den Hul อีกรอบ จากนั้นตอนแรก นำ P10 วางบนแท่นรองของ Atacama ที่มีขายางหยุ่นทั้งสี่มุม ตรงจุดนี้กลับไม่สามารถวัดค่าศูนย์ความเที่ยงตรงในแนวระนาบได้ จึงเปลี่ยนมาใช้ Life Audio Classic Mellow แทน ปรับจนได้ศูนย์ในแนวระนาบร้อยเปอร์เซ็นต์ ชอบความมั่นคงและน้ำหนักของโทนอาร์ม RB3000 นะครับ มันให้น้ำหนักเบา รู้สึกพอดีกับมือ การยก โยกย้าย คล่องตัวมากๆ • สปีด และความแม่นยำรอบหมุน P10 มีกล่อง PSU ที่เป็นแหล่งจ่ายไฟและตัวควบคุมรอบหมุน ซึ่งแยกออกจากแท่นเครื่อง มีปุ่มกด สองปุ่มสำหรับเลือกสปีด 33-1/3 และ 45 RPM นั้น รอบหมุนจะปรับตัวให้ตรงสปีดและคงที่รวดเร็วมาก ไม่ต้องรอนาน อาจจะด้วยประสิทธิภาพของตัวเครื่อง PSU เอง และตัวแพลตเตอร์ที่มีน้ำหนักประมาณ 2.4 กิโลกรัม ผสานกับสายพานวงรอบเล็ก จึงใช้เวลาให้ค่าสปีดคงตัวภายใน5-8 วินาทีเท่านั้นในทางปฏิบัติ อันนี้ถือว่า ยอดเยี่ยมครับ • สัญญาณแห่งความเงียบในการขับหมุน ถือได้ว่า นี่คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีผลลัพธ์ของความเงียบ ทั้งระบบมอเตอร์มอเตอร์ขับหมุนเองและแหล่งจ่ายไฟ ที่ถูกออกแบบมาดีเยี่ยม อาการรบกวนต่างๆ จากระบบไฟ รัมเบิ้ล ฮัม และน้อยซ์ นับว่าเงียบกริบ ทำให้มั่นใจได้ว่า จะได้คุณภาพเสียงที่ถ่ายทอดรายละเอียดได้ครบถ้วนที่สุดเครื่องหนึ่ง เท่าที่ผมเคยทดสอบใช้งาน • กลไกขับหมุนที่นิ่ง เงียบสนิท เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีไวเบรชั่นต่ำมากๆ แบบนี้ ถือว่าเทิร์เทเบิลทำให้เสียงจากต้นทางสามารถมอบคุณภาพเสียงเชิงอนาล็อกได้อย่างเต็มที่ เต็มร้อย เพราะฟังเสียงจากแผ่นได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่อง และทุกเสียงมีความแม่นยำตรงตามต้นฉบับที่บันทึกมา • การเกาะร่องแผ่นเสียง เมื่อเริ่มวางหัวเข็มลงไปบนแผ่นเสียง P10 ให้ความรู้สึกกับเราในทันที ในเรื่องประสิทธิภาพ โทนอาร์มและหัวเข็มที่ทำงานร่วมกันได้อย่างยอดเยี่ยมน่าประทับใจ ด้วนการเกาะร่องแม่นยำของเครื่อง ช่วยให้เข้าถึงทุกรายละเอียดที่ถูกบันทึกมาในร่องแทร็กซ์ แบบว่าถ่ายทอดออกมาได้อย่างหมดสิ้น ครบถ้วน เป็นเสียงที่เราเข้าถึงทุกย่านความถี่ ตั้งแต่ร่องนอกสุดไปจนถึงร่องในสุดของแผ่นอย่างสมบูรณ์ แนวเสียงสะอาด ละเอียดยิบ ผ่อนคลาย สุดท้าย บทสรุปในการทดสอบเครื่องเล่นแผ่นเสียง P10 ก็คือ ให้แนวเสียงสะอาด มีความเป็นกลางสูงมาก ไม่ใช่เสียงแนวอนุรักษ์นิยม ที่พวกเราหลายคนคิดว่า เสียงแบบอังกฤษ คือเสียงแฟลต และจืดเสมอไป เพราะ Rega P10 ได้เปิดโลกอนาล็อกที่มีความสมจริงของชิ้นดนตรีที่มีความละเอียดอ่อนครบถ้วน ช่วงปลายเสียงแหลมสวยงาม พลิ้ว สะอาดระยิบระยับ เสียงย่านความถี่กลางที่ผ่อนคลาย และเบสอิ่มตัวเป็นชิ้นเป็นอัน P10 ให้ได้ทั้งความโรแมนติกน่าฟัง และความสมจริง ที่มีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง จุดเด่นที่นอกจากเสียงที่สะอาดแล้ว ค่าไดนามิคเร้นจ์จากแผ่วเบาไปถึงดังที่สุดจากแผ่นเสียง มีสัดส่วนสวยงามที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ทดลองฟังเครื่องเล่นแผ่นเสียงในระดับราคาหนึ่งแสนบาทมาในช่วงหลายๆ ปีมานี้ Rega P10 สร้างความประทับใจมากครับ และผมเข้าใจสิ่งที่ Roy Gandy กล่าวเอาไว้ถึงปรัชญาของเขาว่า ถ้าทำไม่ได้ดีกว่าคู่แข่งหรือผู้ผลิตอื่น เขาจะไม่ทำออกมา ดังนั้นคุณภาพเสียงที่สวยงามมีพลังอนาล็อกโอ่อ่าประดุจเพชรน้ำหนึ่งจาก Rega P10 นั้น ก็คือคำตอบ สำหรับช่วงเวลาอันยาวนานที่ รอย แกนดี้ ได้คิดค้นพัฒนามาจนถึงจุดอุดมคติ สมดังสโลแกนที่ว่า The heart of music แล้วครับ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ตัวแทนจำหน่าย Komfort Sound โทร. 083 758 7771
KEF Q Concerto Meta พัฒนาการก้าวกระโดด ที่ให้ความใกล้เสียงดนตรีเป็นอย่างยิ่ง เปิดมาฟ้าใส ศักราชใหม่ 2568 ได้ฟังลำโพงที่น่าประทับใจแบบนี้ นับว่าเป็นความสุขต้นปี ที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลย นั่นคือ KEF Q Concerto Meta KEF นับเป็นบริษัทผู้พัฒนาลำโพงด้วยเทคโนโลยีใหม่ได้รวดเร็วที่สุด สำหรับ New Q Series รุ่นใหม่นี้ มีคำศัพท์ 3 คำที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ หนึ่ง Q หมายถึงซีรีส์หลักของลำโพงที่ใช้ตัวขับ Uni-Q สอง คำว่า Concerto เป็นการพัฒนาใหม่ ที่หมายถึงความเป็นดนตรีอย่างยิ่งยวด มาจากรากศัพท์ในดนตรีแบบคลาสสิก “คอนแชร์โต” (ภาษาอิตาเลียน) หมายถึงการประชันขันแข่งดนตรี ส่วนคำที่ สาม Meta นั้น คือการเอื้อเทคโนโลยีสำคัญของ KEF จากรุ่นเรือธงลงมาสู่ Q Series เป็นครั้งแรก ชุด Q ซีรีส์นี้ประกอบไปด้วยลำโพง 8 รุ่น ที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานที่อยากเพิ่มประสบการณ์ในการรับฟังเครื่องเสียงในบ้าน โดยครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่การฟังเพลงสเตอริโอ ไปจนถึงระบบโฮมเธียเตอร์แบบ Multi-Channel KEF ยืนยันว่าจะมอบประสบการณ์เสียงที่เสมือนจริงมากที่สุดเท่าที่เราจะสัมผัสได้ ลองมาพิเคราะห์กันดูถึงสิ่งใหม่ที่เกิดกับ Q Series กันครับ หนึ่งในนั้นคือ เทคโนโลยีการดูดซับเสียงส่วนเกิน แบบซับซ้อนเสมือนเขาวงกต ด้วย Metamaterial Absorption Technology (MAT) นวัตกรรมที่ยกระดับประสิทธิภาพของไดรเวอร์ Uni-Q เจเนอเรชั่น 12 ล่าสุด ให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับ สามารถสร้างคุณภาพเสียงที่ชัดและใสละเอียดมากขึ้นเพราะโครงสร้างของ MAT สามารถดูดซับคลื่นความถี่เสียงส่วนเกิน เฉพาะที่เราต้องการกำจัดทิ้ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการดูดซับเสียงรบกวนได้ถึง 99% ทำให้เสียงที่ได้มีเสียงที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน Uni-Q ไดรเวอร์เจเนอเรชั่นที่ 12 ที่เพิ่ม MAT เข้ามานั้น มีอยู่ในลำโพงทั้ง 8 รุ่นของ Q ซีรีส์ใหม่นี้ และยังส่งมอบประสิทธิภาพเสียงที่มีรายละเอียดที่น่าทึ่ง Q ซีรีส์ เป็นผลลัพธ์จากความรู้ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ และการประยุกต์ใช้เครื่องมือจำลองและวิเคราะห์ที่ล้ำสมัย การพัฒนาที่เกิดขึ้นมากมายล้วนมีส่วนทำให้ Q ซีรีส์มีประสิทธิภาพที่โดดเด่น การผสานกันของตัวขับสองทางที่มีแหล่งกำเนิดเสียงจุดเดียวกันอย่าง Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 เพิ่มศักภาพสูงสุดด้วย MAT ช่องนำเสียงรูปกรวยที่เชื่อมโดมของทวีตเตอร์กับตัวซับเสียง Metamaterial ดีไซน์พิเศษทำงานผสานกับความลึกของไดรเวอร์ จนถึงการออกแบบวิศวกรรมใหม่อย่างมีแบบแผนในการลดช่องว่างของทวีตเตอร์ด้วยการใส่วงแหวน 2 วง ที่เป็นวัสดุแบบรูพรุนเพื่อให้เกิดการลดเสียงส่วนเกิน เป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่รวมกันเพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของ Q ซีรีส์ใหม่นี้จะโปร่งใสและเหมือนจริงมากยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา สิ่งที่แตกต่างไปจาก Q ซีรีส์ รุ่นดั้งเดิมก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงก็คือ การออกแบบลำโพงจาก 2.5 ทาง เป็น 3 ทาง โดยการปรับแต่งใหม่นี้ใช้ครอสโอเวอร์ แบ่งแยกย่านความถี่ออกจากกัน โดยไดรเวอร์ Uni-Q รับผิดชอบย่านความถี่สูงและกลาง และวูฟเฟอร์ ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทำหน้าที่จัดการย่านความถี่ต่ำ มอบเสียงเบสที่ลึกและสะอาดให้กับผู้ฟัง (ซึ่ง Q Series ก่อนหน้านี้ใช้แค่ Passive Radiator ซับความถี่ต่ำ) สำหรับลำโพงวางขาตั้ง รุ่น KEF Q Concerto Meta ที่ได้รับมาทดสอบนี้ มีลักษณะมินิมอลที่มีความร่วมสมัย มีผิวสัมผัสมันวาวแบบซาตินที่ให้ความหรูหรา มีระดับมากครับ โดยผู้ใช้สามารถเลือกสีผิวลำโพงได้ 3 สี Satin Black, Satin White และ Walnut และมี Grille ซึ่งช่วยปกป้องตัวขับเสียง ถ้าคุณต้องการโดยสีของ Grille จะแมตช์กับลำโพงเข้าชุดกันอย่างลงตัว ติดตั้งด้วย Magnetic เพื่อให้ติดตั้งง่ายและเข้ากันอย่างพอดี ทำให้ภาพรวมนั้นสวยงามและมีสไตล์ที่เรียบง่าย ด้วยการออกแบบอย่างชาญฉลาด ใน Q ซีรีส์นี้ เป็นครั้งแรกที่ KEF ออกแบบลำโพงแบนบางติดผนังมาในโมเดล Q4 Meta ซึ่งสามารถใช้ได้ในรูปแบบ LCR (Left, Centre, Right) หรือจะใช้เป็นลำโพง Surround เพื่อขยายระบบเสียงรอบทิศ โดยไม่ต้องเสียพื้นที่มาก ส่วนโมเดล Q6 Meta ก็ไม่ได้เป็นเพียงลำโพงสำหรับเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นลำโพง LCR (Left, Centre, Right) ได้เช่นเดียวกัน อีกทั้ง Q8 Meta ที่สามารถวางบนลำโพงหลักเพื่อสร้าง Dolby Atmos โดยสะท้อนเสียงจากเพดานลงมา เพื่อให้เกิดเสียงแบบ 3 มิติ รวมถึงยังสามารถใช้เป็นลำโพง Surround ด้วยการติดผนังได้เช่นเดียวกัน ลำโพง Q Series ใหม่นี้ ยังพร้อมตอบสนอง การขยายขอบเขตความถี่ต่ำ ในกรณีฟังเพลงสองแชนแนลหรือแบบโฮมเธียเตอร์ โดยสามารถเพิ่มอรรถรสของเสียงเบสให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการ จับคู่ Q ซีรีส์ใหม่นี้เข้ากับลำโพง Sub-woofer ของ KEF ได้อีกเช่นเดียวกัน (จะมีบททดสอบในลำดับถัดไป) KEF Q Concerto Meta Satin White สีขาวสะอาดได้ถูกส่งมาแกะกล่องและทดสอบ พร้อมด้วยขาตั้งที่ดีไซน์มาเฉพาะรุ่นนั่นคือ Speaker Stand รุ่น SQ1 (จำหน่ายแยก) ซึ่งผมทำการประกอบโดยใช้เวลาไม่นานนักก็เสร็จเรียบร้อย ข้อแนะนำก็คือ เราควรใช้กาวบลูแท็คติดเข้ากับเพจด้านบนของขาตั้งเพื่อความมั่นคงในการเปล่งความถี่ของลำโพง เพลทล่างของขาตั้ง สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้เดือยแหลม Spike มาตรฐานได้ ข้อมูลเทคนิคโดยทั่วไปของลำโพง KEF Q Concerto Meta เป็นลำโพงระบบสามทาง Bass Reflex ที่มีฟองน้ำปิดท่อด้านหลังได้ (กรณีต้องวางลำโพงชิดผนัง) โครงสร้างตัวขับเสียงกลางแหลม Uni-Q Driver มีทวีตเตอร์อลูมิเนียมขนาด 0.75 นิ้ว อยู่ใจกลาง (Aluminium dome with MAT) มิดเร้นจ์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว และวูฟเฟอร์ อะลูมิเนียมไฮบริดขนาด 6.5 นิ้ว ตอบสนองความถี่ 40 Hz - 20 kHz มีค่าความไว ที่กำลังขับ 1 วัตต์ วัดที่ระยะห่าง 1 เมตร ได้ความดัง 85dB ลำโพงมีความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม ขนาดตู้ สูง x กว้าง x ลึก : 415 x 210 x 315 มิลลิเมตร ทราบหรือไม่ ความประณีตของลำโพงที่งามทุกส่วนสัดนี้ เราควรภูมิใจว่า KEF Q Concerto Meta รวมถึงลำโพงในซีรีส์ Q ใหม่นี้ ได้รับการประกอบขึ้นในโรงงานในประเทศไทย ครับ ฝีมือทำได้มาตรฐานเป็นเลิศจริงๆ!!! ผลการทดสอบ จากการ Set up พบว่าภายในห้องทดสอบของผม จัดวางห่างกัน 2.05 เมตร และห่างผนังหลัง 85 เซ็นติเมตรขึ้นไป จะได้เสียงสมดุลที่สุด ห้องฟังอื่นๆ ควรปรับไปตามขนาดและสภาพของอะคูสติกห้องเป็นสำคัญ ลำโพงรุ่นนี้ แนะนำว่าจะต้องทำการเบิร์นก่อนใช้งานจริง ประมาณ 200 ถึง 250 ชั่วโมง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ครบถ้วนทุกรายละเอียด และเปิดโปร่งกังวานสวยงาม ปราศจากข้อจำกัดใดๆ ของเสียง จากแผ่นเบิร์นเสียงถึงแผ่นเพลงที่ให้ไดนามิค และมีความสะวิงของความถี่มากๆ ( แนะนำแผ่นทดสอบ XLO Test & Bern-in CD /Jo Weed : The Vultures และ Secrets of Life : Karunesh) ข้อสังเกตเมื่อทำการเบิร์น KEF Q Concerto Meta เกิน 180 ชั่วโมงขึ้นไปแล้ว คุณจะรู้สึกทึ่งและประทับใจคุณภาพเสียงเป็นอย่างยิ่ง ทั้งค่าไดนามิคเร้นจ์ ความกว้างลึกของเวทีเสียง และที่สำคัญคือ ดีเทลหรือรายละเอียด ใกล้เคียงลำโพงรุ่น R Series ที่แพงกว่า อย่างมีนัยยะสำคัญเลยครับ (The Unmistakable Mantovani / Hiroshima / Yanni : The Concert Live) คือทำให้เราเห็นว่าลำโพงของ KEF นั้น มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง พัฒนาการออกแบบ และวัสดุช่วยให้ลำโพงนั้นได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นอย่างชนิด “เห็นหน้าเห็นหลัง” เมื่อเปรียบเทียบกับซีรีส์ดั้งเดิมและรุ่นที่สูงกว่า บอกได้เลยว่าคุณภาพเสียงคล้าย R-Series เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่ารายละเอียดเสียงแหลมช่วงปลาย อาจจะยังไปไม่ถึงขั้นนั้น กับราคาที่จำหน่ายแล้วถือว่าเป็นลำโพงที่คุ้มค่ามากๆ พื้นเสียงที่น่าสนใจยิ่งก็คือ KEF Q Concerto Meta ให้เสียงได้แฟลต คล้ายประสบการณ์ดนตรีจริงมากทีเดียว สังเกตได้จากประสบการณ์ส่วนตัวผมที่นิยมฟังการแสดงดนตรีสดในคอนเสิร์ทฮอลล์ โดยเฉพาะเสียงของกลุ่มเครื่องสาย ทำได้ราวหลุดมาจากธรรมชาติ (On The Beautiful Blue Danube Waltz, Op. 314 : EIN TRAUSSFEST) เพลงแนวพ็อพ แจ็ซ เพลงร้อง Q Concerto Meta ดูเสียงอิ่มเอม ให้ความเป็นธรรมชาติ น่ารัก เก็บรายละเอียดอย่างเข้าถึงพื้นเสียงของศิลปินครบถ้วน ศักยภาพเสียงใกล้เคียงลำโพงระดับคู่ละแสนเลยทีเดียว (Aaron Neville : Warm Your Heart / 50 ปีไม่ลืมสุรพล / ดอกไม้ที่กลับมา : ปาน ธนพร / Georg Benson 20/20 / คลาสสิก ไพบูลย์ บุตรขัน) ความกว้างลึกของเวทีเสียง หรือ Soundstage ถือว่าโดดเด่น แม้จะฟังในระดับแผ่วเบาก็ยังสามารถให้มิติเสียงออกมาสมบูรณ์ บางช่วงผมทดลองเบาเสียงจากโวลุ่มแอมปลิไฟร์ลงมามากๆ ให้มีระดับความดังเฉลี่ยแค่ 60-63dB ที่จุดนั่งฟังถือว่า ในแง่รายละเอียดและความกว้าง ลึก เวทีเสียง KEF Q Concerto Meta ทำได้ดีกว่าลำโพงในระดับราคาเดียวกันอย่างชัดแจ้ง จุดเด่นใน KEF Q Concerto Meta ที่น่าจะต้องบันทึกเอาไว้ คือการตอบสนองเสียงดนตรี ฉับไว ทั้งกลางแหลมและเสียงต่ำ หัวโน้ตของเบส หรือเสียงต้นของเบส เป็นชิ้นเป็นอันครับ มีน้ำหนักเสียงออกมาครบถ้วน ในด้านความถี่ต่ำ เมื่อย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับ Q Series รุ่นเดิมถือว่ารุ่นใหม่นี้ จะเป็นพัฒนาการก้าวกระโดดที่ไกลออกมามาก เพราะเสียงเบสจะมีความเป็นตัวตน มีน้ำหนักเสียงทรงพลังเพิ่มขึ้น ได้ความสมจริงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจาก KEF Q Concerto Meta ปรับเปลี่ยนมาใช้ตัวขับเสียงแบบไดนามิค แทนการใช้พาสสีพเรดิเอเตอร์ นั่นเอง ประกอบกับการพัฒนาของตัวขับ Uni-Q เจเนอเรชั่นที่ 12 ทำให้เข้าถึงเสียงดนตรีในแบบ เกลี้ยงเกลาสะอาดและเฟสของเสียงแม่นยำถูกต้องตลอดเวลา จากแผ่น CD ที่ผมใช้ฟัง ทดสอบเป็นประจำ (The Last Emperor / Chuck Mangione : Fell So Good) พบถึงความฉับไวและสมดุลของเสียงดีมากๆ ผลจากการทดสอบทำให้เราค้นพบว่า นี่คือลำโพงซึ่งสามารถตอบสนองเพลงทุกประเภทได้อย่างไร้ข้อจำกัด สร้างความประทับใจเริ่มต้นปี 2025 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ KEF Q Concerto Meta มีพัฒนาการเทคโนโลยีลำโพงอย่างก้าวกระโดด และยังคงอ้างอิงความใกล้เสียงดนตรีเป็นอย่างยิ่ง นี่คือคำอธิบายว่า ลำโพงในระดับราคาห้าหมื่นกว่าบาท สามารถให้เสียงได้ดีที่สุดเพียงใด ***Reference NAD C3050 LE Amplifier Moonriver 404 Reference Amplifier M2 Tech Young DAC DENON DCD 2500 NE SACD Life Audio LD5MK ll Speaker Cable KEF Q Concerto Meta ราคา 54,900.- บาท ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 9/7 ซ. รัชดาภิเษก 18 ถ. รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทร 02-692-5216 Vgadz.com/kef https://www.facebook.com/KEFaudiothailand