News
โซนี่ไทย ขยายไลน์อัปเกมมิ่งเกียร์ เปิดตัว INZONE H6 Air หูฟัง Open-back รุ่นใหม่

โซนี่ไทย ขยายไลน์อัปเกมมิ่งเกียร์ เปิดตัว INZONE H6 Air หูฟัง Open-back รุ่นใหม่ เจาะกลุ่มเกมเมอร์สาย RPG/Adventure ยกระดับประสบการณ์เสียงสมจริงเสมือนอยู่ในโลกเกม  (กรุงเทพฯ, 5 พฤษภาคม 2569) – บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้าขยายไลน์อัปอุปกรณ์เกมมิ่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุด “INZONE H6 Air” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เกมเมอร์ยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือระดับยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมประสบการณ์เสียงที่สมจริงและโอบล้อมรอบทิศทาง ด้วยโครงสร้างแบบ Open-back ผสานไดรเวอร์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะรุ่น ช่วยให้ถ่ายทอดรายละเอียดเสียงได้อย่างมีมิติสมจริง พร้อมให้เสียงเบสที่ลึกและหนักแน่น INZONE H6 Air – เสียงคมชัด สมจริง ยกระดับทุกประสบการณ์การเล่นเกม INZONE H6 Air มาพร้อมโครงสร้างแบบ Open-back ที่ช่วยสร้างมิติเสียงเสมือนจริงแบบรอบทิศทาง ให้ผู้ใช้งานรู้สึกราวกับอยู่ภายในโลกของเกมอย่างแท้จริง ด้วยโครงสร้างแบบ Open-back ที่เปิดโล่งด้านหลังหูฟังช่วยลดการสะท้อนของเสียงภายใน จึงสามารถถ่ายทอดซาวด์สเตจได้อย่างเที่ยงตรงตามที่ผู้พัฒนาเกมตั้งใจ อีกทั้งยังมาพร้อมไดรเวอร์ที่ได้รับการปรับจูนอย่างละเอียด โดยพัฒนาบนพื้นฐานเทคโนโลยีเดียวกับหูฟังสตูดิโอระดับมืออาชีพแบบ Open-back ของโซนี่อย่าง MDR-MV1 และปรับแต่งไดรเวอร์เป็นพิเศษสำหรับหูฟังเกมมิ่งรุ่นนี้โดยเฉพาะ เสริมด้วยการออกแบบช่องระบายอากาศด้านหลังของไดรเวอร์ ช่วยให้เสียงเบสมีความลึก แน่น และควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคงความชัดเจนของย่านเสียงกลางและเสียงต่ำ เพื่อมอบประสบการณ์เสียงที่สมจริงและดื่มด่ำยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับเกมที่มีรายละเอียดเสียงซับซ้อน     INZONE H6 Air ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยวัสดุอะลูมิเนียมคุณภาพสูง ช่วยให้ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาเพียง 199 กรัม (ไม่รวมไมโครโฟนแบบถอดได้และสายเชื่อมต่อ) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหูฟังเกมมิ่งที่เบาที่สุดจากโซนี่ มาพร้อมดีไซน์แถบคาดศีรษะแบบสปริงฮินจ์ (Spring hinge) เช่นเดียวกับรุ่น INZONE H9 II ที่ช่วยให้ตัวหูฟังมีขนาดกะทัดรัด และมอบความกระชับสบายในการสวมใส่ได้อย่างลงตัว ด้วยโครงสร้างน้ำหนักเบาและดีไซน์เฉพาะตัว ทำให้ INZONE H6 Air เหมาะสำหรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน รองรับทุกเซสชันการเล่นเกมได้อย่างมั่นใจ INZONE H6 Air ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยวัสดุอะลูมิเนียมคุณภาพสูง ช่วยให้ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาเพียง 199 กรัม (ไม่รวมไมโครโฟนแบบถอดได้และสายเชื่อมต่อ) จัดเป็นหนึ่งในหูฟังเกมมิ่งที่มีน้ำหนักเบาที่สุดจากโซนี่ มาพร้อมดีไซน์แถบคาดศีรษะแบบสปริงฮินจ์ (Spring Hinge) ซึ่งเป็นผ้ายืดหยุ่นได้ เช่นเดียวกับรุ่น INZONE H9 II ช่วยให้ตัวหูฟังมีขนาดกะทัดรัด และมอบความกระชับสบายในการสวมใส่ได้อย่างลงตัว ด้วยโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาผสานกับดีไซน์เฉพาะตัว ทำให้ INZONE H6 Air เหมาะสำหรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน รองรับทุกเซสชันการเล่นเกมได้อย่างมั่นใจ โซนี่ได้ร่วมพัฒนาประสบการณ์เสียงร่วมกับทีมซาวด์ดีไซเนอร์จาก PlayStation Studios ภายใต้ Sony Interactive Entertainment ผู้สร้างสรรค์งานออกแบบเสียงสำหรับเกม PlayStation โดยได้ออกแบบโปรไฟล์เสียง “RPG/Adventure” ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อรองรับเกมแนว RPG และ Adventure ให้สามารถถ่ายทอดมิติของเสียงได้อย่างสมจริง เสมือนอยู่ในสตูดิโอบันทึกเสียงระดับมืออาชีพ พร้อมมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ช่วยให้ผู้ใช้งานอินไปกับโลกของตัวละครได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ดังกล่าวผ่านการเชื่อมต่อกับ INZONE Hub ด้วย USB-C Audio Box ซึ่งรองรับระบบเสียงรอบทิศทางเสมือนจริงแบบ 7.1 แชนแนล ควบคู่กับเทคโนโลยี 360 Spatial Sound for Gaming เพื่อยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมให้สมจริงและเหนือชั้นในทุกมิติของเสียง นอกจากนี้ INZONE H6 Air ยังมาพร้อมไมโครโฟนแบบคาร์ดิออยด์ (Cardioid) ที่สามารถปรับระดับได้ ช่วยถ่ายทอดเสียงพูดได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรมชาติ โดยไมโครโฟนแบบบูมถูกออกแบบให้โฟกัสเฉพาะเสียงของผู้ใช้งาน และจัดวางในมุมที่เหมาะสมกับตำแหน่งปาก เพื่อลดเสียงรบกวนจากด้านข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งก้านไมโครโฟนยังมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับตำแหน่งได้ตามต้องการ พร้อมคงรูปได้อย่างมั่นคงตลอดการใช้งาน ช่วยให้การสื่อสารภายในเกมมีความคมชัดและต่อเนื่องยิ่งขึ้น     INZONE Buds สีใหม่ล่าสุด Glass Purple โซนี่เปิดตัว INZONE Buds หูฟังเกมมิ่งทรูไวร์เลสตัดเสียงรบกวนรุ่นใหม่ล่าสุด ในเฉดสีพิเศษ “Glass Purple” ที่มาพร้อมดีไซน์ใสอันโดดเด่น สะท้อนสไตล์ที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมเติมเต็มไลน์อัปสีให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยมีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว และสีม่วงใส Glass Purple เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกสไตล์ที่ใช่ และถ่ายทอดตัวตนได้อย่างลงตัวในทุกการเล่นเกม  กำหนดการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่จาก INZONE เตรียมพบกับไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจาก INZONE ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เกมเมอร์ยุคใหม่ พร้อมยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมในทุกมิติ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป • INZONE H6 Air – หูฟังเกมมิ่งดีไซน์ Open-back มอบประสบการณ์เสียงสมจริงแบบรอบทิศทาง น้ำหนักเบาเพียง 199 กรัม รองรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน ราคา 6,490 บาท • INZONE Buds สี Glass Purple – หูฟังเกมมิ่งทรูไวร์เลส มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน และดีไซน์โปร่งแสงสีม่วงอันโดดเด่น ราคา 7,990 บาท ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.sony.co.th พร้อมสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยีเกมมิ่งจากโซนี่ได้ที่ Sony Store ทุกสาขา, Sony Center และร้านผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งทั่วประเทศ  

เอปสันจัดหนัก Back to School ขนพรินเตอร์-โปรแรง บุกสยามสแควร์

เอปสันจัดหนัก Back to School ขนพรินเตอร์-โปรแรง บุกสยามสแควร์ เอปสัน ประเทศไทย เดินหน้ากระตุ้นตลาดช่วงเปิดภาคเรียน เปิดแคมเปญ “Epson Back to School” อัดโปรทั้งลดทั้งแถม เอาใจนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง ด้วยไลน์อัพเครื่องพิมพ์ Epson EcoTank รุ่นยอดนิยมที่โดดเด่นด้านความประหยัดหมึก รองรับการพิมพ์ปริมาณมาก ครบทั้งพิมพ์ สแกน และถ่ายเอกสาร  เริ่มตั้งแต่วันที่ 1–31 พฤษภาคม 2569 เมื่อซื้อสินค้าที่ร้านค้าที่ร่วมรายการ โดยรุ่นไฮไลต์ อาทิ L3210 ราคา 4,090 บาท, L3250 ราคา 4,590 บาท, L3550 ราคา 5,490 บาท, L4360 ราคา 6,590 บาท และ L5290 ราคา 8,290 บาท พร้อมรับบัตรกำนัลสูงสุด 500 บาท ตอบโจทย์ทั้งการเรียน การทำรายงาน และงานสร้างสรรค์ได้อย่างคุ้มค่า ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่บูธกิจกรรม Epson Back to School ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคมนี้ ณ สยามสแควร์ ซอย 3 ชวนวัยเรียนมาลองของจริงผ่านโซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ ผ่าน Epson Line Print พร้อมกรอบภาพสุดน่ารัก กิจกรรมถ่ายภาพจาก Epson SureLab การออกแบบสติกเกอร์ในสไตล์ของตัวเองด้วย Epson LabelWorks รวมถึงกิจกรรมตรวจสอบหมึกแท้ผ่าน Hologram ที่ผสานความสนุกและความรู้เข้าไว้ด้วยกัน โดยผู้เข้าร่วมงานยังสามารถรับสิทธิพิเศษเฉพาะในงาน ผ่าน Epson Official Store ทั้งโค้ดส่วนลดและของสมนาคุณสุดคุ้มเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น  นอกจากนี้ เอปสันยังนำเสนอแนวคิดด้านความยั่งยืนผ่าน Epson EcoWaste ที่นำขวดหมึกใช้แล้วกลับมารีไซเคิลเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้เพื่อส่งต่อให้โรงเรียน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการลดขยะและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการนำเสนอเทคโนโลยี Heat-Free ในกลุ่มเครื่องพิมพ์ Epson WorkForce และ EcoTank M-Series ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ลดค่าไฟ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม     

ร่วมสัมผัส “Journey of Living” ประสบการณ์ภาพและเสียง ที่งานสถาปนิก’69

ร่วมสัมผัส “Journey of Living” ประสบการณ์ภาพและเสียง ที่งานสถาปนิก’69   ฉลองเส้นทาง 55 ปี กับ Installation Art  และนวัตกรรมที่โอบล้อมคุณไว้ในทุกมิติ ในโอกาสครบรอบ 55 ปีของการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมโซลูชันภาพ เสียง และเทคโนโลยีการอยู่อาศัย บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสแนวคิด “Journey of Living” ภายในงาน สถาปนิก’69 (Architect Expo 2026) ที่ตั้งใจนำเสนอความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ให้ผสานเข้ากับงานดีไซน์อย่างลงตัว เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับสถาปนิก นักออกแบบ และคนรักบ้าน ผ่านนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ สัมผัสการเดินทางผ่านงานศิลปะและเทคโนโลยี (Experience the Journey) ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดสำหรับปีนี้คือการจัดแสดง Installation Art ที่ถ่ายทอดเรื่องราวตลอด 5 ทศวรรษผ่าน “ปลายนิ้วสัมผัส 55 รูปแบบ” ระบบอินเทอร์แอคทีฟที่เชื่อมต่อการรับรู้เข้ากับเทคโนโลยี “Immersive Sound” มอบประสบการณ์เสียงรอบทิศทางที่จะโอบล้อมคุณไว้ทุกมิติ สะท้อนให้เห็นถึง พลังของนวัตกรรมที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของงานสถาปัตยกรรม และยกระดับ อารมณ์ความรู้สึกได้อย่าง สมบูรณ์แบบ โซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยและธุรกิจที่ครบวงจร (Total Solutions) ภายในพื้นที่จัดแสดง เราได้คัดสรรเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ทั้งเพื่อการพักผ่อน และการทำงาน ● Smart Living & Garden Speakers: ระบบเสียงระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาให้กลมกลืนกับพื้นที่พักผ่อน ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ● Air Conditioners Solutions: นวัตกรรมระบบปรับอากาศที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ ความสบาย พร้อมการประหยัดพลังงาน ● Smart Commercial & Conference: โซลูชันอัจฉริยะเพื่อการทำงานยุคใหม่ เพื่อการเชื่อมต่อ ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เรายังมีทีมงานมืออาชีพพร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก เพื่อช่วยสนับสนุนสถาปนิก และนักออกแบบ ในการค้นหาโซลูชันที่เหมาะสมกับทุกบริบทของโครงการ ให้เทคโนโลยีและดีไซน์ ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มาร่วมค้นพบแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตที่ลงตัวไปพร้อมกับเราได้ที่: วันที่: 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 | เวลา: 10.00 น. – 20.00 น. สถานที่: ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3, อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตำแหน่งบูธ: L102 (ทางเข้าประตู 3) ติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ Facebook Page : MahajakPro และ MahajakLiving    

มหาจักรดีเวลอปเมนท์ ฉลองครบรอบ 55 ปี

มหาจักรดีเวลอปเมนท์ ฉลองครบรอบ 55 ปี จากผู้บุกเบิกเครื่องเสียงสู่ผู้นำโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ภายใต้แนวคิด "Experts Who Care" กว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ชื่อ "มหาจักร" ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยในทุกมิติ ตั้งแต่พลังเสียงของ JBL ที่ขับเคลื่อนประสบการณ์ฟังเพลง ไปจนถึงความเย็นสบายของเครื่องปรับอากาศ Mitsubishi Heavy Duty ที่วางใจได้ทุกสภาวะ วันนี้บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ก้าวสู่ปีที่ 55 ด้วยพลังแห่งประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 และวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่อนาคตอย่างมั่นคง ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย JBL Car Audio อย่างเป็นทางการรายแรกและรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มหาจักรได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะองค์กรที่ไม่เพียงนำเสนอผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีระดับโลก แต่ยังเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของประสบการณ์เสียงคุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก: จากผู้จัดจำหน่ายสู่ผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร ปัจจุบัน มหาจักรดีเวลอปเมนท์ ดำเนินธุรกิจครอบคลุม 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการหลัก ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการขององค์กรที่ก้าวพ้นจากการเป็นเพียงตัวแทนจำหน่าย สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ     01  |  AIR CONDITIONING กลุ่มเครื่องปรับอากาศ ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Mitsubishi Heavy Duty ที่โดดเด่นด้านประสิทธิภาพ ความทนทาน และเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ตอบโจทย์ทั้งที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ และอุตสาหกรรม     02  |  LIFESTYLE AUDIO กลุ่ม Lifestyle Audio ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงสำหรับบ้าน รถยนต์ และไลฟ์สไตล์ดิจิทัล จากแบรนด์ระดับโลก อาทิ JBL, Harman Kardon และ JBL Car Audio เพื่อยกระดับทุกประสบการณ์ฟัง     03  |  HOME & SMART LIVING กลุ่ม Home & Smart Living โซลูชันสมาร์ทโฮมและระบบเสียงระดับไฮเอนด์ ผ่านแบรนด์ชั้นนำอย่าง Control4, Wisdom, DENON และ Vimar เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ชาญฉลาดและสะดวกสบาย     04  |  PROFESSIONAL SOLUTIONS กลุ่ม Professional Solutions ระบบภาพ เสียง แสง และระบบควบคุมสำหรับองค์กร โรงแรม ศูนย์ประชุม และสถานบันเทิง ด้วยพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ระดับโลกกว่า 10 แบรนด์ อาทิ Martin, BSS, Shure, JBL Professional, Soundcraft, Crown, dbx, AMX, AirServer, Airtame, AlphaTheta, PJ Link และ 3D Kinetic LED เครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั่วประเทศ ตลอด 55 ปีที่ผ่านมา หัวใจสำคัญของความเติบโตมหาจักรคือ ความไว้วางใจที่ได้รับจากพันธมิตรธุรกิจทั่วประเทศ ผลิตภัณฑ์ในเครือมหาจักรเข้าถึงผู้บริโภคผ่านผู้ค้าปลีกชั้นนำ ได้แก่ Power Buy, Betrend และ Com7 รวมถึงเครือข่ายร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายอีกจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เครือข่ายที่แข็งแกร่งนี้เป็นหลักประกันด้านคุณภาพสินค้า การบริการ และระบบสนับสนุนหลังการขายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ก้าวสู่อนาคตด้วยแนวคิด "Experts Who Care" ในโอกาสครบรอบ 55 ปี มหาจักรไม่เพียงเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา หากแต่ใช้ก้าวสำคัญนี้ในการประกาศทิศทางองค์กรอย่างชัดเจน ภายใต้วิสัยทัศน์แบรนด์ใหม่ "Experts Who Care" แนวคิดนี้สะท้อนปรัชญาองค์กรที่ว่า ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่แท้จริงต้องอาศัยมากกว่าความเชี่ยวชาญทางเทคนิค หากต้องมาพร้อมกับ ความใส่ใจในทุกมิติ ทั้งต่อพันธมิตร ลูกค้า พนักงาน และสังคม เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกันในระยะยาว ลูกค้าทุกรายจะได้รับโซลูชันที่ตรงกับการใช้งานจริง พร้อมการดูแลครบวงจรตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบระบบ การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขายที่ไว้วางใจได้ สำหรับมหาจักร ความสำเร็จมิได้วัดเพียงจากปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบสู่ตลาด แต่ยังหมายถึงความรับผิดชอบในการดูแลลูกค้าและผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน "55th Anniversary – Journey of Togetherness" 55 ปีแห่งการเดินทางเคียงข้างผู้คน ดูแลทุกความสุขและทุกจังหวะชีวิตอย่างมืออาชีพ พร้อมก้าวสู่อนาคตเคียงข้างลูกค้า พันธมิตร และสังคม ด้วยการผสาน ความเชี่ยวชาญและความใส่ใจ อย่างแท้จริง    

Review
WHARFEDALE EVO 5.2 คุณภาพเสียงยอดเยี่ยมเหนือคำบรรยาย

WHARFEDALE EVO 5.2 คุณภาพเสียงยอดเยี่ยมเหนือคำบรรยาย การได้มีโอกาสทดสอบลำโพงอยู่แทบทุกวัน ทำให้ผมผ่านน้ำเสียงอันโดดเด่นแตกต่างในความเป็นดนตรีของลำโพงแต่ละคู่ ซึ่งให้ความน่าประทับใจแตกต่างกันไป แต่สำหรับลำโพง WHARFEDALE มักจะเต็มไปด้วยมีคำถามในใจเสมอ คือผมรู้สึกถึงความพิศวงว่า พวกเขาสร้างลำโพงคุณภาพสูงเหล่านี้ ในราคาที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างไรกัน? ฟังแล้วต้องขยี้ตาเมื่อเห็นราคาทุกโมเดลจริงๆ ครับ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การออกแบบ WHARFEDALE ได้สร้างมาตรฐานและความคุ้มค่าในโลกของการผลิตลำโพงขึ้นมาใหม่ คงยังสร้างความยากลำบากให้คู่แข่งต้องพัฒนามากขึ้น มิฉะนั้นจะต้องตกขบวนอย่างง่ายดาย อีกครั้งหนึ่งกับ WHARFEDALE EVO 5 Series ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ซีรีส์ใหม่นี้มาทดแทนที่ซีรีส์ EVO 4 ซึ่งเป็นสินค้าขายดีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2019 ลำโพงรุ่นนี้ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดสำหรับคอนเซ็ปต์ EVO ระดับกลางของ WHARFEDALE โดยได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นสำหรับโครงการ Elysian ซึ่งเป็นรุ่นเรือธง ผลลัพธ์ที่ได้คือยกระดับวิศวกรรมลำโพงที่ไม่เคยมีมาก่อนในราคาที่เข้าถึงได้เช่นนี้ ประกอบด้วยยูนิตเสียงแหลม AMT, ไดรเวอร์เสียงกลางแบบโดม และตู้ลำโพงที่ซับซ้อนพร้อมช่องระบายอากาศแบบสล็อตโหลดที่ชาญฉลาด ลำโพงซีรีส์ EVO 5 ใหม่ เป็นก้าวสำคัญที่เหนือกว่าของ WHARFEDALE โดยทางบริษัทได้นำเอาทุกสิ่งที่ทำให้ EVO 4 เคยเป็นลำโพงยอดนิยมในโชว์รูม และได้รับรางวัลมากมาย มาผสมผสานกับการออกแบบที่หรูหราและการพัฒนาทางเทคนิคเพิ่มเติม เพื่อเสริมคุณภาพให้ก้าวไปอีกระดับในฐานะแชมป์ลำโพงยอดเยี่ยมในราคาที่คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นนักฟังเพลงที่ต้องการความละเอียดอ่อนของเสียงดนตรี หรือผู้ฟังทั่วไปที่ต้องการความชัดเจนและพลังความลึกล้ำของเสียง ลำโพง EVO 5 สามารถรับประกันประสบการณ์การฟังที่สมจริงและมีความคมชัดสูง เทียบเคียงกับลำโพงระดับไฮเอ็นด์ที่มีราคาแพงกว่ามาก แตกต่างจากผู้ผลิตลำโพงหลายราย WHARFEDALE ออกแบบและผลิตชิ้นส่วนประกอบเกือบทั้งหมดด้วยตนเอง ทำให้สามารถสร้างลำโพงที่ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องผสมผสานชิ้นส่วนจากผู้ผลิตรายอื่น นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถควบคุมองค์ประกอบสำคัญเช่นไดรเวอร์ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถพัฒนาต่อยอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ ลำโพงซีรีส์ EVO 5 ใหม่นี้ ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ประกอบด้วยลำโพงหลัก 5 รุ่น ได้แก่ ลำโพงวางขาตั้ง 2 รุ่น (EVO 5.1 และ 5.2), ลำโพงตั้งพื้น 2 รุ่น (EVO 5.3 และ 5.4) และลำโพงเซ็นเตอร์สำหรับโฮมเธียเตอร์ (EVO 5.C) ภายนอกได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ส่วนภายในนั้นทุกรายละเอียดได้รับการปรับปรุงทุกส่วนทั้งหมดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ล้ำยิ่งขึ้นไปอีก ข้อสังเกตลำโพง EVO รุ่นใหม่นี้มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ทำให้มีปริมาตรตู้มากขึ้น ใช้ไดร์เวอร์ที่ได้รับการอัพเกรดรวมถึงครอสโอเวอร์ใหม่ทั้งหมด     • พิเคราะห์จากหน่วยขับความถี่สูง แนวคิดของซีรีส์ EVO เกิดจากกระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเช่นเดียวกับโครงการ Elysian ซึ่งเป็นโครงการเรือธงของ WHARFEDALE โดยได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างราคาที่จับต้องได้ และประสิทธิภาพระดับไฮเอ็นด์ คุณสมบัติที่โดดเด่นของซีรีส์นี้คือหน่วยขับความถี่สูง EVO AMT (Air Motion Transformer) เป็นแนวทางที่โดดเด่นสำหรับการประมวลผลความถี่สูงที่ล้ำลึกด้วยเทคโนโลยีอันซับซ้อน ทวีตเตอร์ AMT นี้สรรค์สร้างเพื่อความแม่นยำและรายละเอียดอย่างครบถ้วน ในการพัฒนาลำโพงซีรีส์ EVO 5 ใหม่นี้ WHARFEDALE ได้พัฒนาเทคโนโลยี Air Motion Transformer (AMT) ที่ล้ำสมัยให้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น AMT เป็นไดรเวอร์ความถี่สูงชนิดหนึ่งที่ใช้ในลำโพง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำ ความเร็วที่ฉับไว และความผิดเพี้ยนต่ำเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับยูนิตเสียงแหลมแบบโดมทั่วๆ ไป แทนที่จะใช้โดมหรือกรวยแบบเดิมในการผลักดันอากาศไปข้างหน้า AMT ใช้เทคนิคโครงสร้างไดอะแฟรมแบบจีบ ที่ทำจากวัสดุบางเฉียบและน้ำหนักเบา (ฟิล์มโพลีเมอร์) มีเส้นแรงแม่เหล็กแรงสูง ถูกวางไว้ทั้งสองด้านของไดอะแฟรม ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่ทรงพลัง เมื่อสัญญาณเสียงผ่านเข้าไปในเส้นทางนำไฟฟ้า ไดอะแฟรมจะได้รับพลังงาน ทำให้จีบหดตัวและขยายตัว เมื่อจีบเคลื่อนที่พวกมันจะ "บีบ" และ "ขยาย" อากาศระหว่างกัน ทำให้การผลักอากาศออกมาในลักษณะที่มีการควบคุมแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง  วิธีการนี้ช่วยให้ AMT สามารถเคลื่อนที่อากาศได้มากกว่าทวีตเตอร์แบบโดมทั่วไปที่มีพื้นที่ผิวเท่ากันถึงสี่เท่า จึงส่งผลให้เกิดความผิดเพี้ยนน้อยลง อันเนื่องมาจากไดอะแฟรมเคลื่อนที่น้อยกว่าโดมหรือริบบอนทั่วไป ด้วยการตอบสนองต่อสัญญาณฉับพลันเร็วขึ้น  และเนื่องจากวัสดุมีน้ำหนักเบาและการเคลื่อนไหวน้อยที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้สามารถสนองช่วงความถี่กว้างขึ้น และการกระจายเสียงที่เที่ยงตรงยอดเยี่ยมถึง 24kHz ทวีตเตอร์ EVO 5 AMT ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการปรับปรุงคุณภาพเสียงอย่างปฏิวัติวงการ เทคนิคสำคัญของ WHARFEDALE คือการดูดซับและลดแรงสั่นสะเทือน โดยมีการนำวัสดุดูดซับเสียงใหม่ Silentweave เพิ่มเข้าไปในช่องว่างด้านหลังไดอะแฟรมเพื่อลดการสะท้อนของคลื่นเสียงและการเปลี่ยนแปลงพลังของเสียงภายในตัวลำโพง วัสดุนี้เป็นการผสมผสานระหว่างเส้นใยฝ้ายและเส้นใยสักหลาด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับซีรีส์ EVO 5 ไดรเวอร์ EVO 5 ทุกรุ่นได้รับประโยชน์จากเฟรมลดแรงสั่นสะเทือนทางอะคูสติกแบบใหม่ที่เรียกว่า ResoFrame ซึ่งทำจากวัสดุ “อีลาสโตเมอร์” และมองเห็นได้เป็นรูปทรงคล้ายฟันเฟืองภายในแผงด้านหน้าของไดรเวอร์ ขอขยายความเล็กน้อย สำหรับวัสดุอีลาสโตเมอร์ (Elastomer) คือ โพลิเมอร์ที่มีความ "ยืดหยุ่นสูง" คล้ายยาง ชื่อนี้มาจากคำว่า Elastic (ยืดหยุ่น) + Polymer โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ เมื่อเราออกแรงดึงหรือกด มันก็จะเปลี่ยนรูปไปตามแรงนั้น แต่พอปล่อยมือ มันจะคืนตัวกลับสู่สภาพเดิมได้เกือบทั้งหมด มีความยืดหยุ่นได้โดยไม่ขาด ทนต่อแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือน และทนต่อความชื้นและสภาพแวดล้อมได้ดี ในกรณีของ AMT ของ WHARFEDALE จะมีปะเก็นลดแรงสั่นสะเทือนอีลาสโตเมอร์เพิ่มเติมระหว่างไดอะแฟรมและแผ่นด้านหน้า ช่วยลดการสั่นสะเทือนทางกลและทำให้การตอบสนองราบรื่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านเสียงแหลมช่วงความถี่ด้านล่างที่สำคัญ การปรับปรุงอะคูสติกภายในเหล่านี้ช่วยลดการเปลี่ยนแปลง หรือ “อาการคัลเลอร์” ของเสียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ จึงทำให้มั่นใจได้ถึงคุณภาพเสียงที่สะอาดบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น รวมถึงให้การตอบสนองเสียงแหลมที่ราบรื่น ต่อเนื่องอย่างยอดเยี่ยม สำหรับทวีตเตอร์ AMT ของ WHARFEDALE EVO 5.2 มีขนาดพื้นที่ไดอาเฟรม 35 x 70 มิลลิเมตร • การปรับแต่งเสียงกลางต่ำ มิดเร้นจ์และเสียงเบสเพื่อการถ่ายทอดเสียงร้องที่เหนือกว่า หัวใจสำคัญของลำโพงเสียงกลางอยู่ที่โดมมิดเร้นจ์ เพื่อให้เข้ากับชุดเสียงแหลม AMT รุ่นใหม่ WHARFEDALE ได้พัฒนาไดรเวอร์เสียงกลางแบบ Soft Dome ที่ออกแบบมาสำหรับรุ่น EVO 4 ก่อนหน้านี้ให้ดียิ่งขึ้น โดยนำมาใช้ในลำโพงสามทาง EVO 5.2, 5.3 และ 5.4 โดยใช้ไดอะแฟรมโดมขนาด 2 นิ้ว หรือ 50 มิลลิเมตร เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า โดยออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพเสียงกลางที่รวดเร็ว ตอบสนองได้ดี ครอบคลุมและกระจายช่วงความถี่ได้อย่างอิสระและกว้างขวาง โดมผ้าเนื้อนุ่มเคลือบด้วยสารลดแรงสั่นสะเทือน มีการระบายอากาศในห้องด้านหลังรูปทรงพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อกระจายและดูดซับพลังงานจากด้านหลังของโดม ส่งผลให้ได้การตอบสนองมีความเป็นเชิงเส้นตั้งแต่ 800Hz ถึง 5kHz ซึ่งเป็นช่วงความถี่ที่น่าทึ่งสำหรับไดรเวอร์เสียงกลางขนาดนี้ ไดรเวอร์รุ่น EVO 5 นี้ได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงด้านเสียงหลายประการ รวมถึงเฟรมลดแรงสั่นสะเทือน ResoFrame ที่อยู่ภายในแผงด้านหน้าของไดรเวอร์ และวัสดุ SilentWeave ในสองจุด ได้แก่ ด้านหลังไดอะแฟรมและคอยล์เสียง และด้านหน้าของตัวตู้ด้านหลัง เช่นเดียวกับไดรเวอร์ AMT องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยลดเสียงสะท้อนและคลื่นเสียง ทำให้ได้เสียงตอบสนองที่ราบรื่นและคมชัดยิ่งขึ้น ด้วยแม่เหล็กที่มีฟลักซ์สูง โดมมิดเร้นจ์ EVO 5 จึงมีประสิทธิภาพที่เข้ากันได้ดีกับยูนิตเสียงแหลม AMT ทำให้สามารถตอบสนองต่อไดนามิกของดนตรีได้อย่างรวดเร็ว ราบรื่นต่อเนื่อง ให้การกระจายเสียงที่กว้างของโดม และ AMT นี้ทำให้ผู้ฟังได้ยินรายละเอียดทางดนตรีทั้งหมด ไม่ว่าผู้ฟังจะนั่งอยู่ตำแห่งใด ย่อมทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ใจกลางของดนตรีจริงๆ การปรับปรุงที่ละเอียดอ่อนแต่สำคัญนี้ช่วยให้ได้รับประสบการณ์การฟังที่ละเอียดและดื่มด่ำยิ่งขึ้น     • ไดร์เวอร์เสียงเบสของลำโพงซีรีส์ EVO 5  ตัวขับเสียงเบสที่ใช้ระบบมอเตอร์ขั้นสูงที่มีการบิดเบือนต่ำ ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับรุ่นเรือธง Elysian ผสานกับกรวยเคฟลาร์ถักทอ ขนาด 6 นิ้ว หรือ 130 มิลลิเมตร (ในรุ่น EVO 5.2) พร้อมขอบยางที่มีการสูญเสียต่ำ ทำให้ได้ไดร์เวอร์ที่มีแบนด์วิธกว้างมาก ซึ่งสามารถสร้างเสียงเบสที่ทรงพลังและเสียงกลางต่ำที่เป็นธรรมชาติได้อย่างยอดเยี่ยม วิศวกรของ WHARFEDALE ได้พัฒนาร่วมกับทางเคฟลาร์ ซึ่งทำให้ได้มาซึ่งเส้นใยอะรามิดที่แข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับไดอะแฟรมลำโพงมานานกว่า 25 ปี ประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายรุ่น ทำให้ WHARFEDALE สามารถปรับปรุงการใช้งานวัสดุนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ได้ไดร์เวอร์ที่เผยให้เห็นรายละเอียดของเครื่องดนตรีได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมทั้งให้เสียงเบสที่ลึกและหนักแน่น นอกจากโครงสร้างลดแรงสั่นสะเทือน ResoFrame แล้ว ไดร์เวอร์เบส EVO 5 ยังได้รับการปรับปรุงด้วย ResoSeal ใหม่ของ WHARFEDALE ซึ่งเป็นวงแหวนลดแรงสั่นสะเทือนแบบอีลาสโตเมอร์ ที่มีน้ำหนักเบา วางตำแหน่งไว้ที่ด้านหลังของกรวยลำโพง ตรงจุดที่เชื่อมต่อกับขอบยาง  สิ่งนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเสียงกลางต่ำสมจริง ทำให้เสียงร้องฟังดูสมบูรณ์เป็นธรรมชาติ และเข้าถึงอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น • วงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คที่สนองตอบดนตรีอย่างราบรื่นแม่นยำ สัญญาณเอาต์พุตจากไดรเวอร์ต่างๆ จะถูกรวมเข้าด้วยกันผ่านวงจรครอสโอเวอร์ที่ได้รับการออกแบบใหม่ ซึ่งพัฒนาขึ้นจากการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์และการทดสอบการฟังในสภาพแวดล้อมจริงอย่างละเอียด พร้อมด้วยการออกแบบแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อลดระยะทางระหว่างส่วนประกอบและไดรเวอร์  ใน EVO 5.2 ระบบลำโพงแบบสามทาง วงจรจะถูกแยกออกเป็นแผงวงจรพิมพ์สองแผ่น แผ่นที่หนึ่งสำหรับเสียงกลางแหลม และอีกแผ่นสำหรับเสียงเบส เพื่อลดการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าให้น้อยที่สุด มีการใช้ตัวเก็บประจุโพลีโพรพีลีนคุณภาพสูง และตัวเหนี่ยวนำแบบแกนอากาศที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ความคมชัดสูงสุดในส่วนเสียงกลาง-แหลม และใช้ตัวเหนี่ยวนำซิลิคอนเหล็กเคลือบในส่วนเสียงเบสเพื่อลดการเสื่อมคุณภาพของสัญญาณ ผลลัพธ์ที่ได้คือความสม่ำเสมอของเฟสที่ไร้ที่ติและการทำงานร่วมกันของไดรเวอร์อย่างราบรื่น ระบบท่อเบสรีเฟล็กซ์แบบ SLPP (Slot Loaded Profiled Port) ของ WHARFEDALE ซึ่งใช้ในลำโพงระดับไฮเอ็นด์อย่าง Aura และ Elysian พัฒนามาจากแนวคิดดั้งเดิมของ Gilbert Briggs ผู้ก่อตั้ง WHARFEDALE ซึ่งบริหารบริษัทตั้งแต่ปี 1932 ถึง 1964 คือแทนที่จะใช้พอร์ตแบบเดิมที่ยิงเสียงออกทางด้านหลังหรือด้านหน้าตู้เพื่อเพิ่มการตอบสนองเสียงเบส ในระบบ SLPP ใช้ช่องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษยิงลงแบบ “ดาวน์ไฟริ่ง” ที่ฐานล่างของลำโพงเพื่อปรับสมดุลความดันให้เข้ากับห้องฟัง ซึ่งจะช่วยลดการไหลเวียนของอากาศที่ไม่พึงประสงค์จากพอร์ตและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเบสรีเฟล็กซ์ได้ดียิ่งกว่า      • โครงสร้างตู้ลำโพงที่ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อการควบคุมเสียงสะท้อนที่เหนือกว่า ลำโพงทุกรุ่นในซีรีส์ EVO 5 มีปริมาตรภายในตู้เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม ปริมาตรตู้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยให้เสียงเบสลงลึกและกระจายเสียงได้ดีขึ้น สร้างสนามเสียงที่สมจริงและกว้างขวางเป็นพิเศษ ตู้ลำโพงแต่ละตู้ ถูกสร้างขึ้นจากไม้หลายชั้นที่มีความหนาแน่นต่างกัน ออกแบบมาเพื่อลดการสั่นสะเทือนของแผ่นไม้ให้ต่ำกว่าระดับที่หูจะได้ยิน โครงสร้างหลายชั้นนี้ยังช่วยป้องกันการรั่วไหลของพลังงานเสียงที่ไม่ต้องการจากภายในตู้ ซึ่งอาจรบกวนการส่งสัญญาณเสียงของไดรเวอร์ได้  ขอบโค้งมนของแผ่นกั้นช่วยให้พลังงานเสียงไหลผ่านตู้ได้อย่างราบรื่น ช่วยให้เสียงที่ออกมาจากไดรเวอร์ผสานเข้ากับสภาพอะคูสติกของห้องได้ดียิ่งขึ้น ฐานของลำโพง EVO 5 แต่ละตัวประกอบด้วยฐานโลหะผสมไม้ ซึ่งมีช่องระบายอากาศแบบ SLPP ช่วยเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง และช่วยป้องกันการสั่นสะเทือนจากภายนอก สำหรับขนาดตู้ของ EVO 5.2 มีความสูง 497 กว้าง 260 และลึก  350 มิลลิเมตร นับเป็นลำโพงระบบสามทางที่มีสัดส่วนงดงามลงตัวยิ่ง การตกแต่งพื้นผิวของตู้ลำโพงซีรีส์ EVO 5 ได้รับการปรับปรุงใหม่ ตัวเลือกไม้วอลนัทที่ได้รับความนิยมยังคงอยู่ แต่สีขาวและสีดำได้รับการปรับปรุงให้เป็นแบบสีด้านคุณภาพสูง เรียบเนียนเป็นพิเศษ ทำให้ลำโพงดูทันสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกสีด้านแบบใหม่ที่ดูดีอีกด้วยนั่นคือ สีเทา Lunar Grey (ซึ่งเป็นตู้ที่ส่งมาให้ผมได้ทดสอบ) • Peter Comeau ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบเสียงของ WHARFEDALE กล่าวถึงการพัฒนาลำโพงซีรีส์ EVO 5 ไว้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้ “ลำโพงซีรีส์ EVO 4 ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงหกปีที่ผ่านมา ได้รับคำชมอย่างต่อเนื่องและครองอันดับหนึ่งในชาร์ตยอดขาย เมื่อถึงเวลาที่จะพัฒนารุ่นต่อยอด การออกแบบใหม่ทั้งหมดไม่ใช่คำตอบ แต่เรามุ่งเน้นไปที่การพัฒนาอย่างรอบคอบ ให้สมกับชื่อ ‘EVO‘ โดยการปรับปรุงสิ่งที่ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว พร้อมทั้งหาวิธีใหม่ๆ ในการยกระดับประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น” “ลำโพงซีรีส์ EVO 4 ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมในระดับที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากราคาที่เข้าถึงได้ สำหรับซีรีส์ EVO 5 นี้ เราได้ปรับปรุงปริมาตรของตู้ลำโพง ออกแบบครอสโอเวอร์ใหม่ และใช้เทคนิคและวัสดุขั้นสูงกับไดรเวอร์ การปรับปรุงเหล่านี้ส่งผลให้คุณภาพเสียงดีขึ้นอย่างมากและมีความสวยงามยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ในขณะที่ยังคงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้น้อยที่สุด” “เราออกแบบมาสำหรับผู้รักเสียงเพลงที่พิถีพิถัน ซึ่งให้ความสำคัญกับรายละเอียด ไดนามิก และความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ซีรีส์ EVO 5 มอบประสบการณ์การฟังที่เหนือความคาดหมาย ด้วยความคมชัดที่โดดเด่น เนื้อเสียงที่สมบูรณ์ และเวทีเสียงที่สมจริง” ตามคำแนะนำของคู่มือ ได้ระบุไว้เป็นแนวทางเซ็ตอัพตำแหน่งสำหรับลำโพงซีรีส์ EVO 5 ดังนี้ ลำโพง EVO 5.3 และ EVO 5.4 เป็นลำโพงตั้งพื้น จึงแนะนำให้วางห่างจากผนังด้านหลังอย่างน้อย 200 มม. และห่างจากผนังด้านข้าง โดยโทอินลำโพงซ้าย-ขวา หันเข้าด้านในเล็กน้อย ส่วนรุ่น EVO 5.1 และ EVO 5.2 ควรวางบนขาตั้งโดยยึดหลักใกล้เคียงกันนี้ โดยเสียงเบสจะดีขึ้น หากวางลำโพงขนาดเล็กไว้ใกล้กับผนังด้านหลัง แต่จะต้องไม่วางใกล้ผนังด้านหลังมากกว่า 70 เซนติเมตร ข้อควรระวัง หากวางลำโพงใกล้กับผนังมากเกินไป เสียงเบสจะเพิ่มขึ้นก็จริง แต่เสียงอาจจะบวมและไม่ชัดเจน ในการวางลำโพงให้ห่างจากผนังนั้น ด้านหน้าลำโพงสามารถจัดมุมโทอินหันเข้าด้านในได้ตามสมควร 5-10 องศา โดยทั่วไปแล้ว ผู้ฟังควรนั่งอยู่ห่างจากลำโพงเท่ากับ “ระยะห่างระหว่างลำโพง ซ้าย-ขวา เป็นอย่างต่ำ” หรือวางลำโพงให้สมดุลกับตำแหน่งนั่งฟัง เป็นลักษณะสามเหลี่ยมหน้าจั่ว และควรจัดวางลำโพงให้ยูนิตเสียงแหลมอยู่ในระดับหูของผู้ฟังที่นั่งอยู่ เนื่องจากรสนิยมส่วนตัวมีบทบาทสำคัญมาก ควรทดลองจัดวางในรูปแบบต่างๆ และพยายามใช้เวลาจัดตำแหน่งฟังในหลายๆ ระยะในการเซ็ตอัพ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกตำแหน่งลำโพงที่เหมาะสมที่สุดครับ     Test Report เนื่องจากขาตั้งของลำโพง EVO 5.2 นั้น ทาง WHARFEDALE มีการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้เกิดความลงตัวระหว่างรูปทรงและการใช้งาน โดยผลิตจากเหล็กกล้า-คาร์บอน แต่ไม่ได้มีการนำเข้ามา เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูงพอๆ กับตัวลำโพง  ดงนั้นผมจึงขอแนะนำให้ท่านที่เป็นเจ้าของลำโพง เลือกขาตั้งโลหะผสม หรือขาตั้งไม้ ที่มีจำหน่ายทั่วไป ในระดับความสูงใกล้เคียง 48- 50 มิลลิเมตร (พิจารณาจากความสูงขาตั้งจากโรงงานที่กำหนดไว้สำหรับ EVO 5.2) หรือประมาณ 19 -22 นิ้ว รวมสไปก์-จานรอง  ในการเซ็ตอัพภายในห้อง 3.50x4.50 เมตร ผมใช้ขาตั้งไม้เมเปิ้ล ที่สั่งผลิตพิเศษจากคุณยุ่น MAVIN  รวมการใช้ Spike และตัวรอง Life Audio Signature Mellow เพื่อจูนอัพระดับให้ได้สมดุลทุกมุม (รวมความสูงขาตั้ง 52 เซนติเมตร) ส่วนการเซ็ตอัพ จัดให้ลำโพง ซ้าย-ขวา วางห่างกันโดยวัดศูนย์กลางถึงศูนย์กลาง 2.00 เมตร และห่างผนังหลัง 85 เซนติเมตร ห่างผนังด้านข้างประมาณ 70 เซนติเมตร นับว่าลงตัว  ส่วนห้องอื่นๆ ขอแนะนำให้จัดวางไปตามความเหมาะสมของห้องครับ สำหรับในการทดสอบ ผมจะระบุอัลบั้มที่ผมใช้สำหรับการทดสอบเสียงไปด้วย เพื่อให้ท่านที่สนใจเปรียบเทียบแนวทางที่ได้ฟัง และสิ่งผมทดสอบได้ ส่วนการเบิร์นลำโพงใหม่ที่แกะออกจากกล่อง แนะนำให้เบิร์นอย่างต่ำ 100 ชั่วโมงครับ เป็นลำโพงที่เบิร์นไปฟังไปแล้วก็เกิดความประทับใจ ออกอาการอาการอึ้งๆ ไปตลอดช่วงเวลาของการฟังครับ เพราะปรากฏการณ์กับลำโพง WHARFEDALE EVO 5.2 นี้ แรกสุดคือเสียงแหลมจาก AMT ดึงดูดใจผมอย่างมาก เป็นย่านความถี่ที่ปลายเสียงแหลมสวยงาม จะว่าไปเหมือนเสียงแหลมของลำโพงระดับราคาเกินห้าหกมื่น หรือระดับแสนครับ ไม่ใช่ราคาสองหมื่นกว่าแบบนี้‼️ นี่คือการประสบผลสำเร็จสำคัญอีกครั้งหนึ่งของทาง WHARFEDALE ในการพัฒนาลำโพงรุ่นใหม่ ให้ได้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม โดยคงปรัชญาที่ว่า เสียงในแบบไฮเอ็นด์ใกล้ชิดดนตรีจริง แต่ราคาเบาๆ อย่าง EVO 5.2  ราคาคู่ละ 27,000.- บาท ต้องยอมรับว่ามีคุณภาพเสียงยกระดับเกินราคาไปไกลมากๆ ทีมออกแบบ WHARFEDALE เขาประสบผลสำเร็จสูงก็เพราะ เอาคุณสมบัติลำโพงไฮเอ็นด์มาเป็นตัวตั้ง แล้วพยายามออกแบบลำโพงในเส้นทางดังกล่าว โดยทำให้งบประมาณไม่ต้องสูงเกินจำเป็น ที่สุดของปลายเสียงแหลมสะอาด ส่งพลังต่อเนื่องอย่างรวดเร็วของ EVO 5.2 คือการแสดงถึงความยอดเยี่ยมของทวีตเตอร์แบบ AMT ที่มีลักษณะเสียงอันโดดเด่นเป็นอิสระ เป็นเสียงแหลมซึ่งมีบุคลิก เปิดโปร่งสะอาด สิ่งที่สำคัญนอกเหนือไปกว่านั้นก็คือความต่อเนื่องไหลลื่นของย่านความถี่ไปจนถึงช่วงเสียงกลาง-ต่ำ ที่มิดเร้นจ์ในรูปแบบโดมอ่อนและวูฟเฟอร์ขนาดหกนิ้วครึ่งจะผสานทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สัมผัสได้ถึงดนตรีทุกชิ้นที่เป็นจริง นำเสนอเสียงร้องที่หลุดออกจากตู้ลำโพงที่สมจริง   (Janis Ain : Breaking Silence) WHARFEDALE EVO 5.2 สร้างความรู้สึกดึงดูดใจสำหรับผู้ที่ได้ยินเสียงครั้งแรก คือความสะอาด Clean มีความเปิดกว้างของเวทีเสียง จุดตำแหน่งหรืออิมเมจแม่นยำสุดๆ รวมถึงคาแรกเตอร์ที่มาพร้อมทั้งพลัง และเสียงต่ำที่ให้ความละมุนสุภาพมากๆ นับเป็นลำโพงที่มีบุคลิกเสียงที่ราบรื่นชวนประทับใจจริงๆ ครับ (Linda Ronstadt : What's New)     ลำโพงที่ดีไม่ควรเกี่ยงสไตล์เพลง ดังนั้นความสามารถในการสนองตอบต่อดนตรีได้หลากหลาย โดยไม่มีข้อจำกัดของ EVO 5.2 ทำให้ผู้ฟังมีความสุขอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ แต่ก็สร้างความโดดเด่นกับเพลงร้อง เพลงแนว Pop Jazz หรือวงดนตรีบิ๊กแบนด์อย่างเป็นพิเศษ มีทั้งความสะอาดสดใสกระชับฉับไว และเบสที่อบอุ่นสมจริง เป็นลำโพงที่มีเสน่ห์ดึงดูดเราให้เข้าถึงดนตรีได้อย่างง่ายดาย ให้ความสมจริงกับเสียงร้อง และแสดงผลบุคลิกชัดเจนของชิ้นดนตรีที่ทรงเสน่ห์จริงๆ อีกทั้งถ้าคุณจะค้นหาลำโพงที่มีโทนัลบาลานซ์ระดับใกล้เคียงลำโพงไฮเอ็นด์ ในลำโพงระดับราคาหมื่น ผมว่า Wharfedale EVO 5.2 ต้องสร้างความรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างแน่นอน ประสบการณ์ฟัง นำเรามาพบความโอ่อ่าของเวทีเสียงไปพร้อมกับฮาร์โมนิคที่สวยงามของ EVO 5.2 ก็คือ เสียงร้องของศิลปินสาวที่มีน้ำเสียงกังวานสดใสผสมผสานกับเสียงฮาร์ปที่มีความพิเศษ ด้วยพลังย่านความถี่กลาง ดนตรีหลุดลอยเด่นออกมาจากลำโพงเสมือนเสียงแบบสามมิติ ทำให้เรารู้ว่าลำโพงมีศักยภาพเกินตัวหรือขนาดตู้เป็นอย่างมากเลยทีเดียวครับ (Dee Carstensen : Regarding the Soul) WHARFEDALE EVO 5.2 กับดนตรีแนววงออเคสตร้าขนาดยักษ์ และการเข้าถึงพลังดนตรีแนวร็อคยุคอมตะ มันเป็นการพิสูจน์ความสามารถของลำโพงอย่างแท้จริง ในทุกการทดสอบลำโพง ผมคุ้นเคยกับผลงานของวง Cincinnati Pops Orchestra ภายใต้การอำนวยเพลงของ Erich Kunzel จึงนำมาทดสอบกับลำโพงคู่นี้ถึงสามอัลบั้มหลักด้วยกัน สำหรับทดสอบฟังเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ลำโพง EVO 5.2 คือตัวอย่างของลำโพงที่ดีที่สุดคู่หนึ่ง สำหรับการถ่ายทอดเสียงดนตรีในระดับราคานี้  นอกจากได้ฟังเสียงที่สมจริงสมจัง ด้วยดนตรีวงขนาดใหญ่ เกินความคาดหมายของเราไปมากแล้ว ยังมีเอฟเฟกต์เสียงตะวันตกที่บันทึกโดย Michael Bishop เช่น เสียงฝูงสัตว์แตกตื่น เสียงการชกต่อยในบาร์ และเสียงเครื่องจักรไอน้ำของจริง ทำให้มั่นใจได้ว่า นอกเหนือไปจากฟังเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ไดนามิกที่ดีเยี่ยมขนาดนี้ ลำโพงยังเหมาะสำหรับการนำไปจัดชุดโฮมเธียเตอร์ได้อีกด้วย สำหรับ EVO 5.2 มีสามคำจำกัดความคือ หนักแน่นทรงพลัง เวทีเสียงโอ่อ่า ให้ความกังวานปลายเสียงสมจริง อีกทั้งในย่านความถี่ต่ำ ส่งผ่านเสียงเบสที่สะอาดสะอ้าน อิ่มลึก อันยากจะหาคู่แข่งมาเทียบเคียงได้  ที่สำคัญเป็นลำโพงที่แสดงไดนามิกเร้นจ์กว้างขวาง เข้าถึงพลังดนตรีระดับวงใหญ่เต็มศักยภาพ และเมื่อพิจารณาขนาดลำโพง คุณก็จะยิ่งทึ่งในพลังครับ (Cincinnati Pops Orchestra : Ein Straussfest/Round-Up/Happy Trails) ช่วงท้ายๆ ของการทดสอบฟังจากเพลงแนวร็อค ทำให้เรามองเห็นความพิเศษของลำโพงคู่นี้ได้เป็นอย่างดีว่า ทั้งค่าไดนามิก พลังและการสนองตอบที่มีความฉับไวนั้น ให้ความครบถ้วนเป็นอย่างดี EVO 5.2 เป็นลำโพงสามทางขนาดกลางที่ยอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว   ด้วยเวทีเสียงหรือ SoundStage ที่แผ่ความกว้าง ลึกเกินจากตำแหน่งลำโพง ในแบบที่เราเรียกว่า เสียงหลุดลอยอิสระออกจากตู้ นับว่าทำได้ดีเยี่ยมครับ ผมเข้าใจว่าดีไซน์โครงสร้างตู้แบบทรงโค้งมน ช่วยให้หลีกพ้น “ค่าเลี้ยวเบน” ของหน้าตู้ลำโพงในย่านความถี่กลางแหลม  และเทคนิคท่อพอร์ตยิงเสียงลงด้านล่าง SLPP (Slot Loaded Profiled Port) คือเคล็ดลับที่มองข้ามไม่ได้เลย เพราะเป็นการดีไซน์การส่งผ่านพลังเสียงต่ำที่ปราศจากความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน ช่วยให้เสียงเบสแม่นยำ มีอิสระอย่างน่าประทับใจ (Pink Floyd : The Dark Side of the Moon) กับเพลงไทยเพราะๆ ที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ในยามผ่อนคลาย ผมจะนำเพลงไทยทรงคุณค่า ตั้งแต่ยุคเก่าจนถึงยุคปัจจุบัน มาสลับฟังไปเรื่อยๆ รู้สึกนึกถึงความผ่อนคลายและการเข้าถึงเสียงที่สะอาดสะอ้าน น่าประทับใจ นั่นก็หมายความว่าลำโพงสามารถนำพาเราก้าวสู่โลกแห่งเสียงดนตรีโดยไม่มีข้อจำกัดในยุคสมัยอนาล็อกหรือดิจิตอลใดๆ ทั้งสิ้น     บทสรุปของลำโพงคู่นี้ ได้ชวนเราเดินทางไปยังโลกแห่งเสียงดนตรีแบบสมจริง หรือไฮฟิเดลิตี้ได้ครบถ้วนทุกสไตล์ ไม่มีขีดจำกัด ให้ความหมายของการฟังเพลงอย่างมีความสุขลึกล้ำ เข้าถึงความถี่อย่างครบถ้วนแม้จะเป็นลำโพงวางขาตั้งขนาดกลางก็จริง แต่การออกแบบให้เป็นลำโพงระบบสามทางด้วยเทคโนโลยีที่หลุดขีดจำกัดอย่างสวยงามเช่นนี้ ส่งผลให้มีสมรรถนะสมบูรณ์ไม่ต่างไปจากลำโพงตั้งพื้นชั้นดีเลยแม้แต่น้อย สำหรับภาคขยายที่เหมาะสม แนะนำว่าแอมปลิไฟร์โซลิดสเตทแบบคลาส AB หรือคลาส A ทั่วไป รวมถึงแอมปลิไฟร์หลอดที่มีกำลังขับ 35 วัตต์ขึ้นไป ส่วนท่านที่มีแอมป์ซิงเกิ้ลเอ็นด์ 300B กำลังขับ 9-10 วัตต์ ก็ใช้งานกับ EVO 5 ได้อย่างราบรื่นน่าทึ่ง คือในความเป็นจริงไม่ได้เป็นลำโพงที่เลือกแอมป์ใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้แมตช์กับแอมป์ได้ง่ายมากครับ WHARFEDALE EVO 5.2 เป็นต้นแบบที่ยอดเยี่ยมสำหรับลำโพงในกลุ่มออดิโอไฟล์ โดยรักษาเอกลักษณ์ในปรัชญาของ WHARFEDALE เอาไว้อย่างมั่นคงยาวนาน คือให้ในสิ่งที่ “ดีกว่าผู้ฟังคาดหวัง” เสมอ หรือคุณภาพเสียงที่ยิ่งใหญ่ แต่จ่ายได้ในราคาที่เป็นเจ้าของได้อย่างง่ายดาย  ความคุ้มค่าซึ่งคุณไม่มีวันพบจากลำโพงอื่นใด นอกจาก WHARFEDALE EVO 5.2 เท่านั้นครับ Reference : • Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier • Luxman SQ38 FD  • Audio Innovations Series 500 • Denon DCD 2500 NE • NAD M51 DAC • NAD C3050 • MAVIN Speaker Stand • Tellurium Q Silver Speaker Cable  • Life Audio Signature Mellow WHARFEDALE EVO 5.2  ราคาคู่ละ 27,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า)  โทร. 02-881 7273-5, 093-689 7987, 081-682 7577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower

REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve พลังแห่งเสียงดนตรีที่แท้จริง

REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve พลังแห่งเสียงดนตรีที่แท้จริง REVIVAL AUDIO ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2021 ที่ประเทศฝรั่งเศส หลังจากสั่งสมความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับลำโพงไฮเอ็นด์มาเกือบสี่ทศวรรษ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์เรือธงชื่อดังมากมายในแบรนด์ชั้นนำของเดนมาร์ก คุณแดเนียล เอมอนต์ส วิศวกรผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้มากว่า 30 ปี ก็ตัดสินใจบุกเบิกลำโพงระดับสุดยอดขึ้นมาในชื่อ REVIVAL AUDIO และซีรีส์ ATALANTE ก็เริ่มเป็นที่กล่าวขานทั่วโลก คงต้องมีสักครั้งหนึ่งที่แดเนียลมีความต้องการสร้างลำโพง ให้อยู่ในความทรงจำรำลึกและเป็นอมตะตลอดกาล หลังจากการพัฒนาปรับปรุงตัวขับเสียงรูปแบบครอสโอเวอร์และตัวตู้ ก็มาถึงจุดหมายปลายทางในลำโพงรุ่นพิเศษสุด REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve   เนื่องจากศัพท์คำว่า Grande Réserve นั้น เป็นภาษาฝรั่งเศส ผมเองก็ยังอ่านผิดๆ พลาดๆ ดังนั้นจะขออธิบายความหมายที่ถูกต้องดังนี้ Grande Réserve เป็นรากศัพท์ภาษาฝรั่งเศสที่ใช้กันอยู่ในวงการไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นคอนญัก เพื่อบ่งบอกถึงคุณภาพที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไป ซึ่งเราต้องอ่านว่า “กรองด์ เรเซอร์ฟ” Grande (กรองด์) มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “ยิ่งใหญ่” หรือ “สำคัญ” เทียบเท่ากับ Grand ในภาษาอังกฤษ Réserve (เรเซอร์ฟ) มาจากภาษาฝรั่งเศส ซึ่งรากศัพท์มาจากภาษาละติน reservare แปลว่า “การเก็บรักษาไว้” หรือ “การสำรองไว้” นั่นเอง Grande Réserve คือเครื่องหมายแห่งความโดดเด่นสูงสุดในคอนญักและแชมเปญของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สงวนไว้สำหรับสิ่งที่ดีที่สุดและหายากที่สุด ในทำนองเดียวกัน ATALANTE Grande Réserve คือผลงานสร้างสรรค์ที่เหนือระดับที่สุด ที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 300 คู่ทั่วโลกเท่านั้น ลำโพงรุ่นนี้ได้พัฒนาต่อยอดจากมาตรฐานที่กำหนดโดย ATALANTE 7 Évo ออกแบบมาสำหรับผู้ฟังที่แสวงหาประสิทธิภาพระดับอ้างอิงในสัดส่วนที่ประณีต ผสมผสานทั้งมรดกและการพัฒนาภายในตระกูล ATALANTE ด้วยการเปิดตัวทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ RASC Évo วูฟเฟอร์ BSC Grande Réserve ขนาด 12 นิ้วที่ได้รับการออกแบบใหม่ และแผงแบบเฟิ่ลด้านหน้าแบบหลายชั้น StrataBaffle ทำให้ความแม่นยำทางเสียงก้าวไปอีกระดับ โครงสร้างตู้ลำโพงที่ประณีต ขาตั้งไม้ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ และส่วนประกอบระดับพรีเมียม ทั้ง Mundorf, WBT, van den Hul Skyline ช่วยรักษาความบริสุทธิ์และการควบคุมตลอดเส้นทางสัญญาณ ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงเบสที่สมดุลและชัดเจน รายละเอียดเสียงที่คมชัด และความลื่นไหลของดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ มอบความยิ่งใหญ่ของลำโพงระดับเรือธงอย่างแท้จริงในพื้นที่ที่สัดส่วนและประสิทธิภาพมีความสำคัญเท่าเทียมกัน     รูปลักษณ์ระดับเรือธงด้วยสัดส่วนที่ลงตัว ATALANTE Grande Réserve คือความก้าวหน้าด้านการออกแบบ มอบรูปลักษณ์ระดับเรือธงอย่างแท้จริงในสัดส่วนที่ลงตัวยิ่งขึ้น ด้วยผิวไม้โอ๊ครมควันและแผงด้านหน้า StrataBaffle ที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต พร้อมขอบที่ตัดเฉียง ทุกรายละเอียดสะท้อนถึงความหายากและจุดประสงค์ในการสร้างสรรค์เพียง 300 คู่เท่านั้น ผิวไม้โอ๊ครมควัน ด้วยไม้วีเนียร์ระดับพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์แบบยุค Époque ผสานความอบอุ่นเข้ากับความหรูหราอย่างมีระดับ แผงด้านหน้า StrataBaffle ใช้ไม้โอ๊คเนื้อแข็งหลายชั้น แกน UDF และแผ่นรอง MDF พร้อมขอบที่ตัดเฉียงเพื่อความแข็งแรง การควบคุมเสียงสะท้อน และรูปลักษณ์ที่ประณีตยิ่งขึ้น ขาตั้งไม้เฉพาะ ออกแบบมาเป็นพิเศษ พร้อมขอบที่ตัดเฉียงและแผ่นฐานที่สลักด้วยเลเซอร์ให้เข้ากับตัวลำโพง แผ่นปิดขั้วต่ออลูมิเนียมพร้อมหมายเลข บนแผ่นด้านหลังแบบกำหนดเองพร้อมขั้วต่อ WBT และการสลักหมายเลขเฉพาะตัว งานฝีมือของ REVIVAL AUDIO เป็นสัญลักษณ์แห่งความเชี่ยวชาญของโดยแท้จริง     คุณสมบัติเด่น ATALANTE Grande Réserve ผสานความพิเศษเฉพาะตัวเข้ากับงานศิลปะระดับอ้างอิงอย่างแท้จริง แสดงถึงความเชี่ยวชาญและความชำนาญขั้นสูงสุดของ REVIVAL AUDIO เอกลักษณ์ของมันได้ถูกกำหนดด้วยความสมดุลที่โดดเด่น การเก็บรายละเอียดที่ประณีต และความลื่นไหลของดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นความประณีตที่เกิดขึ้นได้จากทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ RASC Évo รุ่นใหม่ล่าสุด วูฟเฟอร์ BSC Grande Réserve ขนาด 12 นิ้วที่ได้รับการออกแบบใหม่ แผงด้านหน้า StrataBaffle ที่ล้ำสมัย และเส้นทางสัญญาณที่คัดสรรมาอย่างดีจากส่วนประกอบ Mundorf, WBT และ van den Hul Skyline แผ่นกั้นด้านหน้าแบบหลายชั้น StrataBaffle แผงแบบเฟิ่ลที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ ATALANTE Grande Réserve แผ่นกั้นด้านหน้า StrataBaffle ผสมผสานชั้นไม้หนาพิเศษ 25 มม. น้ำหนัก 6 กก. มีแกน UDF และโครงสร้างรองรับที่ออกแบบมาอย่างแม่นยำ ด้วยขอบที่ลบมุม ทำให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ลดเสียงสะท้อน และปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ดียิ่งขึ้น แต่ละคู่มีเอกลักษณ์และดูดีเหนือกาลเวลา ตัวตู้ชั้นนอกทำจากไม้โอ๊ค หนา 25 มม. น้ำหนัก 6 กก. ไม้โอ๊คหนาพิเศษช่วยเพิ่มความสง่างามและความแข็งแกร่ง ลดการสั่นสะเทือนเพื่อเสียงที่คมชัดและเป็นธรรมชาติ แกน UDF (Ultra-Density Fibreboard) ให้ความแข็งแรงและการลดแรงสั่นสะเทือน ลดเสียงสะท้อนเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น โครงสร้างรองรับที่ออกแบบมาเป็นพิเศษนี้ ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความหนาแน่นและความเสถียร เพื่อการติดตั้งไดรเวอร์ได้ดีที่สุด ส่วนขอบลำโพงมีการลบมุม ช่วยลดการเลี้ยวเบนของเสียง พร้อมทั้งเพิ่มความสง่างามที่โดดเด่น   วูฟเฟอร์ BSC™ Grande Réserve ขนาด 12 นิ้ว นี่คือการต่อยอดจากวูฟเฟอร์ขนาด 12 นิ้ว ที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วของ ATALANTE 5 โดยวูฟเฟอร์ BSC Grande Réserve ได้ยกระดับประสิทธิภาพเสียงเบสไปอีกขั้น มอบเสียงเบสที่ลึกกว่า กว้างกว่า และชัดเจนกว่าเดิม ตัววูฟเฟอร์มีระยะช่วงชักในการเคลื่อนที่เป็นเชิงเส้นถึง 10 มม. และขอบยางแบบ High-Roll ระยะการเคลื่อนที่ X-max ทางเดียวเพิ่มขึ้น 45% เป็น ±12 มม. เพื่อเสียงเบสที่ลึกกว่า ปราศจากความผิดเพี้ยน ที่ระดับไดนามิกสูงขึ้น  วอยซ์คอยล์ขนาดใหญ่ถึง 2.25 นิ้ว เพิ่มประสิทธิภาพในการรับกำลังขับ การตอบสนองต่อสัญญาณชั่วขณะ และความเสถียรในระยะยาว ระบบแม่เหล็กที่ได้รับการอัพเกรด โดยใช้แผ่นแม่เหล็กหนาขึ้นถึง 29% เป็น ขนาด 36 มม. และใช้แม่เหล็กเกรดสูงสุด มอบแรงขับที่แข็งแกร่งและการควบคุมที่แม่นยำยิ่งขึ้น ปกติแล้ว REVIVAL AUDIO ออกแบบระบบวอยซ์คอยล์สองชั้น แต่ตอนนี้มาพร้อมกับวอยซ์คอยล์ถึง 4 ชั้น พร้อมลวดทนความร้อนขนาดหนาขึ้น และแกนอลูมิเนียมสีดำเพื่อการระบายความร้อนที่ดีขึ้นและความเสถียรในระยะยาว เทคโนโลยีโครงสร้างแซนด์วิชบะซอลต์ (BSC) กรวยลำโพงผลิตจากหินลาวาบะซอลต์มีความแข็งแกร่งตามธรรมชาติ แต่มีน้ำหนักเบา ให้ความสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งและการลดการสั่นสะเทือน เพื่อเสียงเบสที่แน่นและปราศจากความผิดเพี้ยน     ทวีตเตอร์ RASC Évo ด้วยความพยายามทางวิศวกรรมอย่างมหาศาล ออกแบบมาเพื่อความคมชัด ความแม่นยำ และรายละเอียดที่เหนือกว่า ทวีตเตอร์ RASC Évo จึงให้เสียงแหลมที่กว้างและเป็นธรรมชาติ ปราศจากความกระด้างและความเมื่อยล้า เทคโนโลยี ARID ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ได้รับการปรับปรุงในเวอร์ชั่น Évo โดมภายในป้องกันการสั่นสะเทือนได้อย่างยอดเยี่ยม โดยสามารถดูดซับการสั่นสะเทือนภายในได้มากกว่า 97% เป็นการขจัดความผิดเพี้ยนเพื่อเสียงแหลมที่สะอาดและแม่นยำยิ่งขึ้น ระบบแม่เหล็กนีโอไดเมียมเพิ่มความไว 5dB เพิ่มไดนามิก ประสิทธิภาพ และการควบคุมโดม Tetoron ที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษ มีการเคลือบเพื่อการตอบสนองที่ราบรื่นและให้เสียงแหลมที่เป็นธรรมชาติ ฟังได้ระยะยาวนาน ปราศจากความเมื่อยล้า วอยซ์คอยล์อลูมิเนียมบริสุทธิ์ เพิ่มการดึงรายละเอียดและความแม่นยำด้วยค่าความเหนี่ยวนำที่ต่ำมาก  ตัวทวีตเตอร์มีแชมเบอร์ด้านหลังแบบอลูมิเนียมลดการสั่นสะเทือน และปรับปรุงการระบายความร้อน จึงให้เสียงที่เปิดกว้างและโปร่งใสเป็นธรรมชาติ มีแผ่นหลังระบายอากาศและตัวกระจาย ช่วยในการไหลเวียนของอากาศที่เหมาะสมที่สุดเพื่อประสิทธิภาพความถี่สูงที่ราบรื่น RASC Évo Midrange มอบความโปร่งใส ความบริสุทธิ์ของโทนเสียง และความสมดุลที่ไม่มีใครเทียบได้ RASC Évo Midrange นำเสนอทุกรายละเอียดทางดนตรีด้วยความคมชัด ความลึก และความสมจริงเป็นพิเศษ ด้วยเทคโนโลยี ARID+ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร คือประสิทธิภาพที่ได้รับการปรับปรุงในเวอร์ชัน Évo ดูดซับเสียงสะท้อนภายในได้มากกว่า 96% ขจัดเสียงสะท้อนที่ไม่ต้องการเพื่อการตอบสนองที่ราบรื่นและปราศจากความผิดเพี้ยน ระบบแม่เหล็กนีโอไดเมียม มอเตอร์กำลังสูง BL เพิ่มความไวและการควบคุมที่แม่นยำ ทำให้ได้เสียงกลางที่ไดนามิกและแสดงออกได้อย่างเต็มที่ พร้อมการกระจายเสียงที่ลงตัวสมจริง แผ่นรองด้านหลังและตัวกระจายเสียงแบบระบายอากาศ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของพลังงาน ลดการบีบอัด เพื่อการสร้างเสียงที่สมจริงและราบรื่น     ตู้ลำโพงและขาตั้ง Grande Réserve ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดผ่านการจำลองและการทดสอบหลายร้อยชั่วโมง ทำให้ตู้ลำโพง ATALANTE Grande Réserve มีโครงสร้างที่ปราศจากเสียงสะท้อนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา จับคู่กับขาตั้งไม้โอ๊คเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุหล่อขึ้นรูปเพื่อการลดแรงสั่นสะเทือนตามธรรมชาติและความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า ตู้ลำโพงที่ปรับแต่งเพื่อลดเสียงสะท้อน ได้รับการปรับแต่งผ่านการจำลองและการทดสอบอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่เกือบปราศจากเสียงสะท้อนและความสมบูรณ์ของโครงสร้าง มีเดือยแหลม Spike แยกส่วนระหว่างตู้ลำโพงและขาตั้ง เพื่อแยกการสั่นสะเทือนอย่างสมบูรณ์ รักษาความคมชัดและรายละเอียดของเสียงตลอดย่านความถี่ โครงสร้างขาตั้งแบบไฮบริด โครงสร้างไม้โอ๊คเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุหล่อขึ้นรูป ผสมผสานการลดแรงสั่นสะเทือนตามธรรมชาติเข้ากับความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า วงจรครอสโอเวอร์ ATALANTE Grande Réserve ออกแบบด้วยส่วนประกอบระดับโลกและความแม่นยำระดับช่างฝีมือ วงจรครอสโอเวอร์ ATALANTE Grande Réserve ให้การทำงานร่วมกันของไดรเวอร์อย่างราบรื่น มีความบริสุทธิ์ของโทนเสียง และความน่าเชื่อถือที่ยาวนาน ใช้ส่วนประกอบ Mundorf Supreme และขั้วต่อ WBT โดยมีตัวเก็บประจุและตัวต้านทานระดับพรีเมียมเพื่อความคมชัดและความละเอียดอ่อนสูงสุด ขั้วต่อชั้นนำของอุตสาหกรรมรับประกันการส่งผ่านของสัญญาณที่ปลอดภัยและไม่สูญเสีย ชิ้นส่วนอุปกรณ์ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค REVIVAL AUDIO แบบกำหนดเอง และคอยล์ Supreme Air ตัวเก็บประจุ ตัวเหนี่ยวนำ และคอยล์ขนาดใหญ่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ ออกแบบมาเพื่อเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไม่ผิดเพี้ยน และความสมดุลของโทนเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ภายในใช้สาย Van den Hul Skylineไวร์ลิ่ง เพื่อการส่งสัญญาณเกรดพรีเมียม รักษาความคมชัดและความเที่ยงตรงเพื่อประสบการณ์ทางดนตรีที่บริสุทธิ์ที่สุด โครงสร้างตัวกรองแบบ All-Pass ความแม่นยำที่ปรับแต่งด้วยมือ เพิ่มความสอดคล้องของเฟสเสียง สร้างเวทีเสียงที่ราบรื่นและสมจริงด้วยความแม่นยำ วงจรครอสโอเวอร์ทุกตัวได้รับการปรับแต่งอย่างละเอียดเพื่อการทำงานร่วมกันของไดรเวอร์ที่ดีที่สุด มอบเสียงที่สมดุลและละเอียดอ่อนถึงที่สุด     ช่องระบายเสียงเบสคู่ด้านหลัง AeroVex เทคโนโลยี AeroVex ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกใน ATALANTE 7 Évo ได้ถูกนำมาใช้กับ ATALANTE Grande Réserve ด้วยการออกแบบช่องระบายเสียงเบสคู่ด้านหลัง ออกแบบมาเพื่อการไหลเวียนของอากาศที่ราบรื่น การควบคุมเสียงเบสที่แม่นยำ และความถี่ต่ำที่ปราศจากความผิดเพี้ยน ทำให้การใช้งานราบรื่นไร้ที่ติ พร้อมเพิ่มความคมชัดและขยายเสียงเบสให้สูงสุด การออกแบบ AeroVex ท่อนำคลื่นคู่นี้ผ่านการจำลองหลายร้อยชั่วโมง รูปแบบพิเศษนี้ช่วยลดการไหลเวียนของอากาศที่ปั่นป่วนและลดเสียงรบกวนจากช่องระบายเสียงได้มากกว่า 94% ระบบช่องระบายเสียงคู่ด้านหลัง ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศราบรื่นและขยายความถี่ต่ำด้วยการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น ทำให้ได้ประสิทธิภาพที่ทรงพลังแต่สมดุล ดีไซน์ที่ REVIVAL AUDIO ได้นำเรามาไกลสุดทางจริงๆ ครับ     Test Report ลำโพง REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve ถูกนำส่งมายังห้องฟังผมในลักษณะที่ต้องใช้ชายฉกรรจ์แรงพลังเหลือเฟือ จึงจะยกโยกย้ายกันไหว ถ้าไม่ได้สองหนุ่มช่วย ผมคงสลบเหมือดก่อนแน่ๆ เพราะน้ำหนักเฉพาะตู้ ตู้ละ 35 กิโลกรัม ไม่รวมขาตั้ง ถ้าขนส่งมาพร้อมแพ็คเกจกล่องไม้ หนักรวมๆ เกือบร้อยกิโลกรัม การเซ็ตอัพ การขยับทีละเล็กละน้อย ยังพอไหวครับ ลำโพงถูกเบิร์นมาพอสมควรเพราะจากการฟังเสียงจะพบว่า ความไหลลื่นเป็นธรรมชาติของลำโพงคู่นี้มาดีอยู่แล้ว แต่ผมก็ยังขอเวลาที่จะเบิร์นให้เต็มที่สักระยะนึง เพิ่มความมั่นใจว่าลำโพงพร้อมทำงานอย่างเต็มร้อย และกว่าที่จะหาจุดตำแหน่งที่ตั้งให้พอดีกับห้องฟังและระยะของการฟังก็ใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็มๆ  ระยะห่างระหว่างลำโพง ทั้งคู่วัดจากศูนย์กลางลำโพงซ้ายไปหาศูนย์กลางลำโพงขวาก็คือ 2.10 เมตร ห่างผนังหลัง 1 เมตร ห่างผนังข้าง 70 เซนติเมตร ในห้องฟังที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ สามารถปรับตำแหน่ง ให้วางลำโพงห่างกันถึง 3.00 เมตร ได้ครับ เพราะลำโพงมีพลังที่เหมาะสมกับห้องขนาดใหญ่อยู่แล้ว ตลอดการทดสอบฟัง ผมจะเน้นฟังจากชุดปรีเพาเวอร์แอมป์ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier เป็นหลัก มีการหยิบยกเอาแอมป์หลอดมาใช้บ้างในบางช่วงเวลา พบว่า ATALANTE Grande Réserve นั้น ไม่เกี่ยงภาคขยายนักเท่าไร ความต้องการคือแอมป์ที่มีมาตรฐานสูง สามารถตอบรับการทำงานของมันได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะภาคจ่ายไฟที่ดี เนื่องจากเป็นลำโพงค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม แต่ความไวสูงมากถึง 89dB/2.83V/1 metre     ลักษณะการฟังทั่วๆ ไป ผมชื่นชอบลำโพงคู่นี้ในทันทีก็คือ โทนัลบาลานซ์และฮาร์โมนิคสวยงามมากๆ ฟังเพลงร้องอย่าง Linda Ronstadt, Holly Cole Trio, Janis Ain ได้ลึกซึ้งถึงความจริงเป็นอย่างยิ่ง และบางครั้งกับความหวานใสไหลลื่นราวสายน้ำไหลอย่างต่อเนื่องของเจ้าแม่เพลงนิวเอจ (Enya Shepherd Moons) ฟังแล้วต้องย้อนทวนต้นเลยทีเดียวครับ อะไรมันจะน่าฟังรื่นรมย์ถึงเพียงนี้ จุดที่ลำโพงมีค่าความไวสูง ATALANTE Grande Réserve ย่อมได้เปรียบลำโพงระดับไฮเอ็นด์ด้วยกันคือ แจกแจงรายละเอียดหยุมหยิมระยิบระยับระดับไมโครดีเทลได้ดีมากๆ แม้ในช่วงเวลานั้น คุณจะเปิดฟังในระดับที่ค่อนข้างแผ่วเบาก็ตาม ลำโพงถ่ายทอดทุกสิ่งออกมาครบมากๆ และในยามหนักหน่วงพลังแรง ผมก็ต้องยอมรับว่าลำโพงมีพลังไม่อั้น กับวงออเคสตร้าวงขนาดยักษ์ (Round-Up (Erich Kunzel / Cincinnati Pops Orchestra) อัลบั้มเพลงแนวคาวบอยตะวันตกที่บันทึกเสียงสด ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง เป็นที่นิยมในหมู่นักฟัง Audiophile มานานแสนนาน ลำโพง ATALANTE Grande Réserve พาเราท่องรสชาตดนตรีที่มีค่าไดนามิคเร้นจ์กว้าง ชนิดไม่อั้น และ “สวยงามเหลือเกิน” ครับ ความสุดยอดของลำโพงอยู่ที่การถ่ายทอดเสียงดนตรีที่ลื่นไหล ไม่มีเรื่องของความตึงเครียด ให้ความสมดุลของโทนเสียงที่เป็นธรรมชาติมากๆ เหมือนผู้ฟังจะได้รับอารมณ์ดนตรีชนิดไม่เว้นวรรค อิ่มอยู่กับความสุขอย่างเนิ่นนานมากๆ โดยเฉพาะเพลงในแนวแจ๊สวงขนาดใหญ่ หรือแม้แต่การร่ายมนต์ในบทเพลงร็อคระดับมาสเตอร์พีซ ในตำนานด้วย I Robot (อัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 2 ของวงโปรเกรสซีฟร็อกสัญชาติอังกฤษ The Alan Parsons Project) ที่ผมฟังถึง 2 รอบ ครบทุกแทร็กอย่างเร่งเร้าทุกอารมณ์  ในแง่ซาวด์สเตจและมิติเสียง ผลจากการทดสอบพบว่า ATALANTE Grande Réserve สามารถสร้างเวทีเสียงที่มีขนาดใหญ่และลึก ให้ความรู้สึกโอบล้อมและมีมิติสมจริง ดึงเอาทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานของซาวด์เอ็นจิเนียร์ในห้องบันทึกเสียงถูกถ่ายทอดออกมาอย่างถี่ถ้วน ต้องเรียกว่าเก็บมาในทุกรายละเอียดก็ว่าได้ และนี่ก็คือลำโพงที่ให้เสียงเบสได้ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยฟังมาในรอบหลายสิบปีนี้ครับ เป็นทั้งเสียงเบสที่ทรงพลังแต่ควบคุมได้ดีเยี่ยม ด้วยวูฟเฟอร์ขนาด 12 นิ้วแบบ BSC™ Grande Réserve ทำให้ได้เสียงเบสที่ลึกและมีพลัง แต่ยังคงความกระชับและแม่นยำ ไม่บวมเบลอแม้แต่น้อย ยกตัวอย่าง Jennifer Warnes: Famous Blue Raincoat ในเพลง "Bird on a Wire" มีเสียงกลองและเบสที่มีตำแหน่งชัดเจนและเป็นธรรมชาติอย่างน่าทึ่งมากครับ เป็นลำโพงที่ให้เสียงดนตรีทรงพลังมากครับ โดยเฉพาะในแง่ของเวทีเสียงต้องถือว่าเป็นลำโพงที่ก้าวขึ้นไปถึงระดับยิ่งใหญ่ล้ำลึกโอฬารเลยทีเดียว จุดที่โดดเด่นมากคงเป็นเรื่องของโทนัลบาลานซ์ และความสามารถที่จะตอบสนองกับเพลงได้ทุกประเภทโดยไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่มีลีลาอ่อนหวานละเมียดละไมไปจนถึงเพลงร็อคที่ดุดัน      นอกเหนือจากคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยม คือตัวตู้คลาสสิกประณีตด้วยวัสดุที่สวยงาม ผมชื่นชมการออกแบบตู้ลำโพงที่ใช้ผิวไม้ Smoked Oak และแผงหน้า StrataBaffle ซึ่งมีความหนา 25 มม. ช่วยลดการหักเหของเสียงและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้าง เป็นผลต่อย่านความถี่ของเสียงดนตรีจากแหลมสุดลงไปถึงทุ่มสุดได้อย่างแม่นยำ REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve เป็นลำโพงที่มีคุณลักษณะเสียงแบบฝรั่งเศสก็คือ มีน้ำมีเนื้อและให้ความอบอุ่น ให้เสียงดนตรีที่ไหลลื่นเป็นธรรมชาติ มีเสน่ห์ดึงดูดใจ ทำให้เรานั่งฟังได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนลำโพงอื่นๆ ผมอยากให้คำจำกัดความสั้นๆ ว่า นี่คือพลังแห่งเสียงดนตรีที่แท้จริง และยังเป็นรุ่นเรือธงหายาก ด้วยการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 300 คู่ทั่วโลกเท่านั้น • ตอบสนองความถี่ 26Hz – 24kHz • ความไว 89dB/2.83V/1 metre • ค่าความต้านทาน 4 ohms • จุดตัดครอสโอเวอร์ 400Hz and 2.0kHz • ขนาด With Stand: 1176 mm x 420 mm x 355 mm (46.3 in x 16.5 in x 14.0 in) • น้ำหนักต่อตู้ Without Stand: 35.5 kg REVIVAL AUDIO ATALANTE Grande Réserve ราคาคู่ละ  380,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 Msound line : m_240956  

WEAVA THREAD BASELINE SPEAKER CABLE พลังแห่งความเรียบง่าย ที่คุ้มค่า

WEAVA THREAD BASELINE SPEAKER CABLE  พลังแห่งความเรียบง่าย ที่คุ้มค่า ผมกำลังมองหาสายลำโพงที่มีขนาดมาตรฐานทั่วไป ที่ไม่ใหญ่ ไม่แข็ง และสามารถวางลัดเลาะในห้องฟังไปตามชุดเครื่องเสียงที่เรียบง่ายได้ มาระยะหนึ่ง   เพิ่งได้มาเห็นสายลำโพง OFC ที่มีขนาด 12/14/16 AWG - WEAVA THREAD BASELINE นี่เอง ทั้งสามขนาดนี้ นอกจากจะใช้เป็นสายลำโพงแล้ว ผมพบว่าเหมาะกับการใช้งานไวร์ลิ่งในชุดครอสโอเวอร์กับไดรเวอร์ภายในลำโพงอีกด้วย สำหรับคอเครื่องเสียงระดับมิดเอ็นด์ สายลำโพงชุดนี้น่าสนใจครับ ทาง Pyramid Lifestyle Technology สั่งผลิตจากโรงงานผลิตสายสัญญาณมาตรฐานโลก และนำเข้ามาเป็นพิเศษ เพื่อสนองตอบทุกความต้องการด้านเสียง โดยไม่เน้นรูปลักษณ์คอสเมติคภายนอก แต่ภายในตัวนำและฉนวนจะใช้คุณสมบัติที่ดี ให้เราได้กลับไปสู่ความจริงที่เรียบง่าย ไม่ต้องใช้สารพัดตัวหุ้มที่พิศดารพันลึก เหมือนย้อนวันเวลาในช่วงยุคไฮไฟ 1980 ที่ระบบอนาล็อกสเตอริโอ รุ่งเรืองสุดขีด  เรื่องที่ชวนให้เข้าใจก่อนคือ ขนาดสายที่ระบุ 12/14/16 AWG ทั้งสามขนาดนี้คืออะไร หลายท่านอาจไม่ทราบ เล่นเครื่องเสียงไปนานๆ ขนาดผมเองก็เกือบจะลืมไปเลย  AWG ย่อมาจาก American Wire Gauge เป็นมาตรฐานการวัดขนาดลวดตัวนำไฟฟ้าที่นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกาและแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีหลักการสำคัญคือ ตัวเลขยิ่งน้อย สายยิ่งมีขนาดใหญ่และพื้นที่หน้าตัดกว้างขึ้น ผู้วางมาตรฐานคือ American Society for Testing and Materials     สำหรับขนาดพื้นที่หน้าตัดสรุปง่ายๆ  12 AWG มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.05 มิลลิเมตร หรือพื้นที่หน้าตัด 3.31 มม.² 14 AWG มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.63 มิลลิเมตร หรือพื้นที่หน้าตัด 2.08 มม.² 16 AWG มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.29 มิลลิเมตร หรือพื้นที่หน้าตัด 1.31 มม.² ตัวเลขยิ่งมาก ขนาดของสายจะยิ่งเล็กลงครับ ในด้านความต้านทานไฟฟ้า สายที่มีเลข AWG น้อย จะมีความต้านทานไฟฟ้าต่ำกว่า ทำให้ส่งสัญญาณได้ดีในระยะไกลโดยสูญเสียน้อย ในการเลือกใช้งานทั่วๆ ไป  ขนาด 16 AWG เหมาะสำหรับลำโพงขนาดเล็กทั่วไป หรือต่อสายในระยะใกล้ๆ รวมถึงระบบเสียงที่ไม่ต้องการกำลังขับสูงมาก รวมถึงการใช้ไวริ่งสายภายในเครื่องและลำโพง ขนาด 14 AWG ถือเป็นขนาดอเนกประสงค์ ที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับระบบโฮมเธียเตอร์ เครื่องเสียงและลำโพงบ้านทั่วไป ส่วนขนาด 12 AWG เหมาะสำหรับออดิโอไฟล์ ที่ใช้ลำโพงขนาดใหญ่ หรือลำโพงระบบไฮไฟที่ใช้กำลังขับสูง หรือการเดินสายระยะไกล บางครั้งในงาน PA จะสามารถใช้ความยาวได้มากกว่า 15 เมตรขึ้นไป สายลำโพง WEAVA สั่งผลิตภายใต้แบรนด์ที่กำหนดค่าวัสดุและฉนวนที่เหมาะสมในการใช้งานระดับออดิโอไฟล์ ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งสามารถใช้ในบ้าน ในระบบเสียงภายในรถยนต์ หรือใช้ในการประกอบตู้ลำโพงเดินสายในห้องโฮมเธียเตอร์  ส่วนตัวนำ วัสดุฉนวนแบบ PVC อ่อนนุ่ม ติดตั้งง่าย สี Matte white มีสกรีนบอกที่สายชัดเจน ตัวนำภายในเป็นทองแดง OFC แท้ เกรดตัวนำแบบ Oxygen-Free Copper จะเป็นตัวนำทองแดงปลอดออกซิเจน ที่มีความบริสุทธิ์สูงมากเพียงพอสำหรับออดิโอซิสเต็ม โดยผ่านกระบวนการกลั่นด้วยไฟฟ้า (ตกผลึกด้วยการไล่ออกซิเจน) เพื่อลดปริมาณออกซิเจนให้เหลือน้อยกว่า 0.001% ในเรื่องของสายลำโพงพื้นฐาน เส้นที่ไม่ใหญ่โต นอกจากจะมีข้อสงสัยในเรื่องเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของตัวนำและความสมดุลของชนวนแล้ว ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือ คนมักจะพูดถึงสายประเภทที่เป็นตัวนำแกนเดี่ยวขนาดใหญ่เส้นเดียว กับสายฝอยหลายเส้น ว่าแบบใดจะดีกว่ากัน สายลำโพงแบบสายแข็งเดี่ยว (Solid Core) และสายฝอย (Stranded) จะแตกต่างกันหลักๆ ที่โครงสร้างตัวนำและลักษณะเสียง สายแข็งใช้ทองแดงเส้นเดียวหลักๆ จะให้เสียงที่สะอาด โฟกัสแม่นยำ เบสอิ่มดี แต่เดินสายยาก เพราะตัวสายจะแข็ง แต่สายฝอยใช้เส้นทองแดงเล็กๆ บิดเกลียวรวมกัน จะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และมักจะให้เสียงโดยรวมสมดุลและปลายเสียงแหลมจะละเอียดได้มากกว่า ดังนั้นสายลำโพงของ WEAVA แม้จะมีขนาดพื้นฐาน แต่ก็เลือกใช้สายที่เป็นเส้นทองแดงฝอยบริสุทธิ์มารวมตัวกัน     นอกจากความพยายามในเรื่องของตัวนำบริสุทธิ์ สายลำโพง WEAVA ก็ยังต้องคำนึงถึงปรากฏการณ์ ที่เรียกว่า Skin Effect คือปรากฏการณ์ที่ความถี่เสียงแหลมมักจะวิ่งบนผิวของวัสดุได้ดี และจะลดลงเมื่อลึกเข้าไปในแกนกลางของเส้นวัสดุ  แม้ในงานวิจัยระบุว่าความลึกของ Skin Depth ที่ 0.5 mm ในทองแดงที่ 20kHz ทำให้ปรากฏการณ์นี้มีผลน้อยมากต่อสายลำโพงขนาดปกติ แทบไม่มีผลต่อ Phase Shift หรือการบิดเบือนสัญญาณในย่านความถี่เสียง  แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันในเรื่องนี้ ผู้ผลิตสายระดับ High-End เชื่อว่า Skin Effect ส่งผลต่อ Phase Discontinuity หรือทำให้รายละเอียดเสียงแหลมและมิติเสียงลดลง  วิธีหลีกเลี่ยง Skin Effect หรือความถี่สูงวิ่งลงลึกไปจากผิววัสดุไปสู่ใจกลาง แทนที่จะใช้สายแกนเดี่ยวเส้นหนาเส้นเดียว ก็คือการใช้ตัวนำแกนเดี่ยวขนาดเล็กหลายเส้นขนานกัน เพื่อให้รัศมีของตัวนำแต่ละเส้นน้อยกว่าค่า Skin Depth ประมาณ 0.5 mm ที่ 20kHz ซึ่งจะช่วยให้กระแสไหลได้เต็มพื้นที่หน้าตัดของทุุกเส้น และด้วยจำนวนเส้นฝอยของสาย WEAVA THREAD BASELINE ได้มีการพิจารณาจำนวนเส้นให้เหมาะกับขนาดของโมเดล แต่ละโมเดลเป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ว่าจะได้ผลออกมาได้ดี สายลำโพง WEAVA มีสั่งนำเข้ามาจำหน่าย 3 รุ่น สามขนาด BASELINE16 : จำนวนแกนสาย 119 เส้น  ขนาดหน้าตัดสาย 1.24 mm² เป็นสายอเนกประสงค์ สามารถใช้ในการอัพเกรดระบบพื้นฐานต่างๆ ได้ดี เหมาะกับชุดลำโพงขนาดเล็กถึงปานกลาง เหมาะกับการใช้เดินสายในระบบเครื่องเสียงรถยนต์ เพราะขนาดเล็กติดตั้งง่าย และเหมาะสมกับระบบ Home Theatre  BASELINE 14 : จำนวนแกนสาย 196 เส้น ขนาดหน้าตัดสาย 2.08 mm² เป็นสายที่เหมาะสมกับระบบขนาดกลางทั่วไป และเหมาะกับการใช้เดินสายในระบบเครื่องเสียงมาตรฐานสูงที่ต้องการ การควบคุมและส่งต่อพละกำลังมากขึ้น  BASELINE 12 : จำนวนแกนสาย 315 เส้น ขนาดหน้าตัดสาย 3.3 mm² เป็นสายที่เหมาะกับระบบที่ต้องการส่งต่อพละกำลังระดับสูง สำหรับลำโพงที่ต้องการ การควบคุมที่ดี ให้เสียงเต็มตลอดย่าน เหมาะกับดอกลำโพงขนาดใหญ่ หรือลำโพงกลุ่มออดิโอไฟล์ ขนาดพื้นที่หน้าตัดช่วยลดการสูญเสียในสายในกรณีที่ต้องเดินสายยาวมากๆ สาย WEAVA THREAD BASELINE อาจจะดูเป็นสายพื้นๆ ไม่โดดเด่น ไม่มีฉนวนหุ้มรอบแบบหวือหวา น่าตื่นเต้น แถมราคาก็ดูจะเบสิกเกินไป ระดับเมตรละ 200-600 บาท มันธรรมดาไปไหมสำหรับบางคน.. แต่จากการทดสอบใช้งาน ถือว่าให้คุณภาพที่ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับราคาต่อเมตรที่วางจำหน่ายละก็ ของที่มีราคาสมเหตุผลแบบนี้ ก็ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ เหมือนกัน     Preview  การทดสอบนี้คือผลลัพธ์ต่อการใช้งานกับซิสเต็มระหว่างแอมปลิไฟร์และลำโพงสองยุคสมัย คือ แอมป์คลาส D กับลำโพงยุคใหม่ และแอมป์หลอดประเภท Single End กับลำโพงยุควินเทจครับ  ผมนำมา WEAVA THREAD BASELINE มาทดลองสลับกันทั้งสามขนาด  ข้อแนะนำ ให้สังเกตว่า สายลำโพงเป็นเส้นคู่ ใช้ส่วนที่พิมพ์ตัวอักษรเป็นเส้นบวก (ลักษณะเป็นฉนวนหุ้มสี่เหลี่ยม) ส่วนเส้นกลมที่ไม่มีการสกรีนอักษรเป็นเส้นลบ  และทริคง่ายๆ สายลำโพงชุดนี้ ไม่มีการระบุทิศทางหรือลูกศรโดยตรง ว่าปลายเส้นทางไหนเป็นขาออกจากแอมป์  ปลายทางด้านไหนเป็นขาเข้าที่ต่อกับขั้วลำโพง   แต่ยึดหลักง่ายๆ คือ ใช้ตัวอักษรที่สกรีนบนสาย ตัวสุดท้าย เป็นทางขาออกครับ คือทิศนั้นต่อเข้ากับลำโพง ผลสรุปคุณภาพเสียงที่ได้ ผมว่าน่าพอใจมากครับ สายทั้งสามโมเดล ให้เสียงโดยรวมออกแฟลต อิ่มสะอาด เปิดโปร่งพองาม เข้าลักษณะ Natural Sound แม้จะเป็นสายขนาดพื้นที่หน้าตัดพื้นฐาน แต่สามารถให้ความถี่เสียงครบถ้วน ที่สำคัญผมชอบเรื่องเฟสเสียงครับ โดยเฉพาะรุ่น BASELINE 12 ที่ดูจะสมดุลมากๆ เรียกว่า โทนัลบาลานซ์สวยงามเลยละครับ เหมาะสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงออดิโอไฟล์ ที่ต้องการสายลำโพงคุณภาพดี ไม่เน้นเรื่องรูปลักษณ์ หรือคอสเมติคภายนอกหรูหรา แต่ต้องการคุณภาพเนื้อในที่ดีอย่างวัสดุทองแดงตกผลึกบริสุทธิ์ระดับ OFC เช่นนี้ รับรองว่าไม่ผิดหวัง ถึงจะไม่ดูหรู แต่เสียงเทียบเคียงสายหรูๆ เมตรละเฉียดหนึ่งพัน ก็ไม่ถือว่าเสียเปรียบเลย ประหยัดและดี      จุดเด่นสำหรับความเห็นส่วนตัวผมคือ เป็นสายลำโพงที่ดูว่า เรากลับไปยัง Back to the Basic แต่ให้คุณค่าเสียงที่สมดุล ครบถ้วนรายละเอียด เสียงอิ่มละมุน ปลายเสียงโปร่งสะอาด และเป็นสายลำโพงที่รักษาคาแรคเตอร์เดิมของซิสเต็มได้คงที่ เหมาะทั้งกับซิสเต็มในยุคใหม่ ให้ความไหลลื่นของเสียงกับแอมป์ คลาส A, AB และคลาส D  และโดยเฉพาะดีมากๆ กับแอมป์หลอดสุญญากาศ ซิงเกิ้ลเอ็นด์ และลำโพงวินเทจในยุคอดีต เสียงจะกลมกล่อมน่าฟังมากๆ ครับ แต่.. ดูราคาแล้วอย่าเพิ่งตกใจเสียล่ะ!!! ราคาสาย WEAVA THREAD BASELINE  Baseline 16  เมตรละ 200.- บาท Baseline 14  เมตรละ 370.- บาท Baseline 12  เมตรละ 680.- บาท (ราคานี้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology  โทร. 02 429 1236  

SB ACOUSTICS Kinnara ต้นแบบลำโพงตั้งพื้นที่เรียบง่ายแต่ให้เสียงดุจธรรมชาติ

SB ACOUSTICS Kinnara  ต้นแบบลำโพงตั้งพื้นที่เรียบง่ายแต่ให้เสียงดุจธรรมชาติ ในตลาดลำโพงชุดคิทในระดับออดิโอไฟล์ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความน่าสนใจและท้าทายอย่างมาก เสมือน “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์” เพราะเป็นแหล่งรวมของนัก D.I.Y. ผู้ที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถสนองตอบความต้องการอย่างไม่มีขีดจำกัดด้วยฝีมือของตัวเอง ดังที่นักเล่นเครื่องเสียงญี่ปุ่นเคยบอกกับผมว่า เครื่องเสียงไฮเอ็นด์จริงๆ แล้ว สำหรับพวกเขาคือเสียงที่รังสรรค์ขึ้นมาเอง ไม่ใช่สินค้าแบรนด์ในตลาด เป็นความอุตสาหะพยายามที่ได้เรียนรู้ และสร้างขึ้นด้วยมือ จึงเป็นความหมายล้ำลึกเฉพาะตัว ที่ไม่ซ้ำแบบใคร นี่คือหนึ่งในต้นแบบลำโพงที่ดีไซน์ขึ้นมาให้นักดีไอวายได้ก้าวเดินไปถึงฝั่งฝันของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดย SB ACOUSTICS ลำโพงแบบโอเพ่นซอร์ส (Open Source Kit) มีจำหน่ายเป็นชุดสำเร็จรูป แต่ผู้ผลิตประกอบตู้ต้นแบบให้ได้เห็นเป็นตัวอย่าง สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ต้องการสร้างสรรค์ลำโพงด้วยตนเอง สามารถสั่งซื้อไดรเวอร์และอุปกรณ์ ไปประกอบตู้เองได้     Kinnara ลำโพงที่มีหัวใจหลักคือวูฟเฟอร์รุ่น SB20PFCS30-7 ขนาด 8 นิ้ว กรวยเส้นใยกระดาษ ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับตู้ปิด (Sealed Enclosure) การใช้ขอบเซอร์ราวด์โฟมน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มความชัดเจนในย่านเสียงกลาง ให้ความโปร่งใสยอดเยี่ยม และตอบสนองความถี่ได้กว้างมาก SB ACOUSTICS Kinnara แสดงให้เห็นหลักการใช้งานภาคครอสโอเวอร์ ด้วยคาปาซิเตอร์แบบอนุกรมค่าสูง เพื่อปรับลักษณะเสียงเบสของตู้ปิดที่มีค่า Q สูง การจูนด้วยคาปาซิเตอร์นี้จะช่วยลดจุดพีคจากเรโซแนนซ์ตามธรรมชาติ ส่งผลให้ได้เสียงเบสที่ควบคุมได้ดี ลึก และมีความเป็นดนตรีสูง ในย่านความถี่สูง ใช้ทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมขนาด 26 มม. รุ่น SB26ADC-C000-4 ซึ่งมีความเพี้ยนต่ำมาก ใช้เทคนิคการออกแบบพิเศษ ให้มีการเลื่อนจุด Break-up ไปสูงมาก เพื่อลดอาการคมแข็งของโลหะ ให้การตอบสนองที่ราบเรียบ โดยสามารถผสานกับวูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้วได้อย่างกลมกลืน พร้อมการจัดเฟสที่ดีในวงจรครอสโอเวอร์     เรียนว่าค่าเบรคอัพในตัวไดรเวอร์ จะมีทุกรุ่นทุกยี่ห้อ มันจะมีผลต่อความระคายหู ถ้าค่าดังกล่าวอยู่ในช่วงที่หูมนุษย์ได้ยิน ดังนั้น SB ACOUSTICS จึงออกแบบทวีตเตอร์ให้มีค่าเบรคอัพสูงเลยขึ้นไปมากกว่าที่เราจะได้ยิน (เกิน 20,000Hz) เป็นผลให้ทวีตเตอร์โดมโลหะรุ่นนี้ จะให้เสียงละเอียดราบรื่น สำหรับรูปลักษณ์ Kinnara ได้แรงบันดาลใจจากลำโพงยอดเยี่ยมแห่งอดีต Snell Type E ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย และดีไซน์ที่คลาสสิกเหนือกาลเวลา ตัวตู้ด้านหลังมีมุมเรียว ที่ไล่เรียงในแนวตั้งช่วยลดคลื่นนิ่งภายในตู้ ขณะที่มุมมองด้านหน้าและด้านข้างยังคงความสะอาด เรียบง่าย ไม่มีสิ่งรบกวนสายตา Kinnara สามารถจัดเข้ากับสภาพแวดล้อมการฟังได้หลากหลาย ด้วยความสง่างามแบบเรียบง่าย เป็นลำโพงที่ให้ความเป็นดนตรีสูง ฟังเพลินจนคุณลืมเรื่องอุปกรณ์ และดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ทางดนตรีได้อย่างแท้จริง ชุดคิทโอเพ่นซอร์ส (Open Source Kit) Kinnara เป็นชุดคิทแบบโอเพ่นซอร์ส หมายความว่าลำโพงนี้ถูกพัฒนาดีไซน์ตู้ต้นแบบโดย SB ACOUSTICS อย่างครบถ้วน และคุณสามารถนำแบบไปใช้งานได้อย่างอิสระ ทาง Pyramid Lifestyle Technology ได้สั่งนำเข้าลำโพงรุ่นต้นแบบนี้มาให้นักเล่นเครื่องเสียงในประเทศไทย ได้เลือกซื้อใช้งาน โดยพร้อมผลิตให้ทั้งตู้ หรือจะสั่งไดรเวอร์ไปประกอบด้วยตนเองก็ย่อมได้     สำหรับตัวขับเสียงต่ำขนาด 8 นิ้ว ตัววัสดุโคนลำโพงที่เป็นสิทธิบัติเฉพาะ ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ ทุกกระบวนการทำเองภายในบริษัท โดยเลือกใช้ขอบโฟมเพื่อให้มีค่าความไวในการผลักอากาศได้ดี มีความโปร่งใสและความละเอียดของเสียงกลางสูงสุด  สไปเดอร์ขนาดใหญ่เพื่อความเป็นเชิงเส้นตรงที่ดีขึ้น ส่วนระบบมอเตอร์และแกนขดลวดแบบมีช่องระบายอากาศเพื่อลดการบีบอัด ตัวถังมีพลาสติกเสริมแรงแบบมีช่องระบายอากาศ เหมาะสำหรับออกแบบใช้งานในตู้ลำโพงแบบปิด แบบอคูสติคซัสเพนชั่นโดยเฉพาะ โดยไดรเวอร์มีความไวอยู่ที่ 88dB โดมทวีตเตอร์ ที่มีการออกแบบไดอะแฟรม ปรับเฟสให้เหมาะสมเพื่อการกระจายความถี่สูงที่สอดคล้องกันตลอดย่าน มีฝาครอบทองแดงเพื่อลดค่าความเหนี่ยวนำของวอยซ์คอยล์และลดการเลื่อนเฟสให้น้อยที่สุด ระบบมอเตอร์ควบคุมการอิ่มตัวแม่เหล็ก เพื่อลดความผิดเพี้ยน  มีแชมเบอร์ด้านหลังแบบปราศจากเรโซแนนซ์ พร้อมการลดการสั่นสะเทือนที่เหมาะสม เพื่อไดนามิกที่ดีขึ้น ชิ้นส่วนขั้วแม่เหล็กแบบปรับการไหลเวียนอากาศที่ให้ดีขึ้น วอยซ์คอยล์ CCAW เพื่อให้มีมวลแบบเคลื่อนที่ต่ำ สายเชื่อมตะกั่วเงิน ให้ความฉับไวของสัญญาณ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน     ตัวตู้ของ Kinnara นั้น จะเป็นลักษณะตู้ปิด มีด้านข้าง “สอบเข้า” หรือ Tapered Side Panel โครงด้านหลังเฉียงหรือเรียวจากบนลงล่าง ประมาณ 15 องศา ที่อาจจะมองจากภายนอกไม่เห็น ตรงนี้ทำให้ปริมาตรด้านหลังแคบกว่าด้านหน้า และมี Internal Bracing หลายจุด ความสูงของตู้ประมาณ 108 กว้าง 330 และลึก 270 มิลลิเมตร ผู้ที่นำตัวขับเสียงไปต่อตู้เองสามารถปรับขนาดได้เล็กน้อยตามความพอใจ ส่วนครอสโอเวอร์ของ SB ACOUSTICS เป็นระบบ 2-Way Passive จุดตัดประมาณ 2.3kHz ขั้วต่อแบบซิงเกิ้ลไวร์ พิเคราะห์ลักษณะการวางตัวขับเสียงสมมาตรเป็นแนวดิ่ง หรือ 2 Way Vertical Driver Alignment โดยไดรเวอร์ทั้งคู่จะอยู่ส่วนบนสุดของตู้ลำโพง สังเกตได้ว่าทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์จะมีระยะที่ใกล้หรือประชิดกันมาก ดังนั้นถ้าเราดูจาก Driver จะอยู่สูงจากพื้น 83 เซนติเมตร (วูฟเฟอร์) และ 1 เมตร (ทวีตเตอร์) เป็นระยะที่เหมาะสำหรับการนั่งฟังบนโซฟาโดยทั่วไป ในการทดสอบครั้งนี้ผมได้ใช้ตัวรอง Life Audio Signature Mellow ด้วย ทำให้ลำโพงสูงขึ้นประมาณ 1-1.5 นิ้ว ทำให้เสียงเปิดโปร่งและ Image นิ่งยิ่งขึ้น     ทดสอบฟัง เป็นลำโพงตั้งพื้นที่ดูเรียบง่าย แทบจะไม่มีจุดเด่น นอกจากความสูงของลำโพงที่ดูสง่าอยู่ไม่น้อย และออกจะเป็นรูปแบบดีไซน์ที่ผิดแปลกไปจากลำโพงยุคนี้ ซึ่งลำโพงตั้งพื้นส่วนใหญ่มักจะทำให้ตู้ลึกแต่สำหรับ Kinnara นั่นเป็นแรงบันดาลใจจากลำโพง Snell Type E ลำโพงทรงตู้บางซึ่งเคยประสบผลสำเร็จสูงมากในตลาดเครื่องเสียงในอดีต  ผมเบิร์นลำโพงคู่นี้อยู่ถึงหนึ่งสัปดาห์เศษ เพื่อให้ตัวขับเสียงพร้อมทำงานอย่างราบรื่นประมาณ 150 ชั่วโมง ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้น่าจะลงตัว ทำให้เราได้เข้าถึงความไหลลื่นของสัญญาณเสียงและย่านความถี่ที่ครอบคลุมจากทุ้มสุดไปหาปลายเสียงแหลมสุด ที่มีความราบเรียบสะอาดดี ระยะการจูนอัพ หรือจัดตำแหน่งของลำโพงที่ดีที่สุดภายในห้องผม คือให้ลำโพงทั้งคู่ห่างกัน (วัดจากศูนย์กลางของลำโพงด้านซ้ายไปจนถึงลำโพงด้านขวา) อยู่ที่ 2.30 เมตร เอียงหน้าเข้าหากันเพียงเล็กน้อยประมาณ 4 ถึง 5 องศา ในลักษณะโทอิน  ผมอยากจะแยกการอธิบายการทดสอบเสียง ลำโพงคู่นี้ออกเป็นสามส่วน ส่วนแรก : เป็นเรื่องของ Detail หรือรายละเอียดเสียง ซึ่งจะเป็นเป็นการทำงานควบคู่กันระหว่างทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์ มีหลักสังเกตได้เลยว่าลำโพงคู่นี้ให้เสียงในแนวมอนิเตอร์ สปีกเกอร์ คล้ายลำโพงในห้องบันทึกเสียง มีความแม่นตรง ส่งผ่านรายละเอียดต่างๆ แบบฉับไว แต่ยังคงรักษาโทนของ “ความนุ่มสะอาดและไหลลื่น” เป็นพิเศษ ผมรู้สึกเชื่อมั่นว่าอุปกรณ์ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ค ถูกทาง SB ACOUSTICS ออกแบบจัดวางเอาไว้อย่างดีเยี่ยม เพราะเราจะรู้สึกเสมือนว่าลำโพงคู่นี้ให้เสียงโดยรวม มีความเป็น “ฟูลเร้นจ์” หรือการเชื่อมต่อระหว่าง Driver ทั้งคู่แนบเนียนจริงๆ เปล่งศักยภาพเสียงด้านนี้ออกมาได้เต็มที่อย่างมาก Kinnara ให้เสียงที่มีความระยิบระยับเปล่งประกายสวยงาม โดยเฉพาะเสียงแหลมด้านบน จุดที่โดดเด่นและแตกต่างก็คือ เต็มไปด้วยความสุภาพสะอาดสะอ้านไม่มีอะไรที่จะปิดบัง ทำให้เรารู้สึกว่าเสียงช่วงปลายแหลม ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างอิสระ เต็มสเกล เปิดกว้าง ฟังได้กับเพลงทุกประเภทตั้งแต่ป็อป แจ๊ส ไปจนถึงวงคลาสสิกขนาดยักษ์อย่างลงตัว     ส่วนที่สอง : ก็คือเรื่องของเวทีเสียง Soundstage และจุดตำแหน่งชิ้นดนตรี Image เป็นลำโพงตั้งพื้นที่สามารถแสดงผลของความกว้างลึกเวทีเสียงรวมทั้งเพดานเสียงด้านบนที่โอ่อ่าเป็นอย่างมาก ในขณะที่ยังคงรักษาจุดตำแหน่งของชิ้นดนตรีได้อย่างแม่นยำทั้งระดับความดังสูงและระดับเสียงที่แผ่วเบา ถ้าจะพูดให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น มี Dynamic ของเสียงโดดเด่นเป็นพิเศษครับ เรียกได้ว่า Impact ดีมากเลย  ใครที่ฟังลำโพงขนาดเล็กวางขาตั้งอยู่เป็นประจำ หากได้ลองฟังลำโพงตั้งพื้น Kinnara คุณก็จะยังคงได้เสียงที่แม่นยำของอิมเมจในแบบลำโพงขนาดเล็ก แต่พลังของเสียงหรือเอนเนอร์ยีจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว อีกประการหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ก็คือว่า เป็นลำโพงที่เสียงกลางสวยงามมากทีเดียว โดยเฉพาะท่านที่ชอบเพลงร้องจะต้องรู้สึกประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงที่เรียบง่าย แต่มีชั้นเชิงของเสียงกลางที่สวยงาม ตอบรับกับอารมณ์ผู้ฟังอย่างยิ่ง ด้วยลักษณะของโดมโลหะพิเศษ ทวีตเตอร์ที่ออกแบบลดเสียงระคายหูในช่วงเสียงสูงได้ดีอย่างน่าทึ่งใน Kinnara คุณจะต้องแปลกใจในน้ำเสียงที่ผิดแผกไปจากโดมโลหะอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง แทบไม่เชื่อว่านี่เป็นลำโพงแบบโดมโลหะ  ทวีตเตอร์ทำงานร่วมกับตัวขับเสียงต่ำกรวยเส้นใยธรรมชาติ จะให้เสียงแหลม นุ่ม ละมุน ไม่บาดหู โทนออกไปทาง Musical ฟังสบายในระยะยาวนานโดยไม่เบื่อล้า รวมถึงเสียงที่แม่นยำให้การกระจายเสียง (Dispersion) ดี แม้จะนั่งฟังนอกแกนยังบาลานซ์ ...นุ่ม กลมกลืนเป็นธรรมชาติ     ส่วนที่สาม : บุคลิกหลักของลำโพง Kinnara ให้ความสมบูรณ์แบบทั้งในเรื่องความอ่อนหวานละเมียดละไม และพลังที่ดุดันไปได้พร้อมกัน แต่ไม่ใช่ลำโพงประเภทเสียงตูมตามฟังแล้วระทึกเข้าไปในหัวอกหัวใจ แต่มีพลังที่ลึกเร้น เสียงต่ำที่มีมวลนับว่าเป็นลำโพงตั้งพื้นที่ดีที่สุดคู่หนึ่ง ที่เราไม่ควรมองข้าม ที่สำคัญไม่ใช่ลำโพงที่กินกำลังขับจากแอมป์ เรียกว่าถ้าได้ใช้แอมป์ที่มีคุณภาพ นี่คือลำโพงที่สามารถกลมกลืนกับภาคขยายแทบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแอมป์หลอด แอมป์คลาสเอบี คลาสเอ และแอมป์ดิจิตอล  บทสรุป ลำโพง SB ACOUSTICS Kinnara ที่มีความเรียบสะอาดสุภาพ เสมือนลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ชั้นดี ให้เสียงที่ไหลลื่นนุ่มละมุนและเบสที่ลึกอย่างน่าพอใจ มีความเป็นธรรมชาติของเสียงดนตรีที่ลื่นไหล ในการทดสอบผมรู้สึกว่า เสียงเบสลงไปถึงความถี่ที่ลึกกว่าสเปกฯ ระบุไว้ 45 เฮิรตซ์ด้วยซ้ำไป เป็นลำโพงต้นแบบที่เสียงดีมากๆ สามารถซื้อได้สำเร็จรูป หรือจะนำ Driver และไปออกแบบตู้เองก็ได้ โดยตัวแทนจำหน่ายพร้อมให้คำปรึกษาตลอดเวลา SB ACOUSTICS Kinnara ราคา 116,000.- บาทต่อคู่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology  โทร. 02 429 1236 ***Specifications : * Frequency Range: 45 – 25000 Hz * Sensitivity (2.83V / 1m): 84 dB * Nominal Impedance: 6 Ω * Max SPL: 105 dB * Recommended Amplifier: 100 – 200 W * Crossover Frequency: 2300 Hz * Enclosure Type: Sealed * Drive Units: SB26ADC-C000-4 & 8″ SB20PFCS30-7  

Tech talk
The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เทคนิคการเซ็ตอัพ และปรับค่าซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง 2 แชนแนล

The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เทคนิคการเซ็ตอัพ และปรับค่าซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง 2 แชนแนล       บทความตอนนี้ จะกล่าวถึงหลักปฏิบัติซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผม ในการปรับตำแหน่ง และเซ็ตค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ โดยขอแบ่งแยกรูปแบบตู้ซับดังต่อไปนี้ 1. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกด้านหน้า (ทั้งมีท่อพอร์ต และตู้ปิดทึบ) 2. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง (down firing)  3. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง หรือออกด้านหน้า แต่มีแพสสีพเรดิเอเตอร์ยิงเสียงออกซ้าย-ขวา (two ways) 4. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกสองด้าน (two ways)        ด้วยการออกแบบในเทคนิคที่แตกต่างเหล่านี้ การเซ็ตตำแหน่งที่วางตู้ซับ ก็จะต้องหาวิธีมีความเหมาะสม และให้ความลงตัวที่แตกต่างกันไป            ตำแหน่งที่ SET UP สำหรับท่านที่ต้องการเซ็ตเอง แบบค่อยๆ เรียนรู้ และหาจุดตำแหน่งที่เหมาะสมคือ       ในภาพ FIG 1 เซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา ให้เลือกตำแหน่งในแบบ “โอบล้อมลำโพงหลัก” โดยเลือกในแต่ละทิศทาง ได้ทั้ง หน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา วางห่างลำโพงหลัก ณ. ตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง ให้เป็นเงาซ้อน ห่างลำโพงหลักประมาณ 1 ฟุตขึ้นไป จุดใดเหมาะสมที่สุด เลือกจุดนั้นครับ           การเซ็ตแบบนี้ จะยืดหยุ่นได้มากที่สุด และเหมาะกับห้องขนาดเล็ก 12 ตารางเมตร จนถึงห้องขนาด 35-40 ตารางเมตร     ในภาพ FIG 2 คือเซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา โดยวางเป็นมุมเฉียง 45 องศา จากลำโพงหลัก ระยะห่างเริ่มที่หนึ่งฟุตเป็นต้นไปเช่นกัน      นี่อาจจะเหมาะกับขนาดห้องที่มีบริเวณกว้างลึกเกิน 15-20 ตารางเมตร ขึ้นไป         ในภาพ FIG 3 คือการใช้ซับวูฟเฟอร์ตู้เดียว ด้วยการวางตรงกึ่งกลางระหว่างระนาบเดียวกับลำโพงซ้ายขวา โดยถอยหลังลึกเข้าไปจากระนาบ ห่างหรือชิดผนังแค่ไหน ให้เริ่มทดลองดู ขยับทีละตำแหน่ง ทีละเล็กน้อย หาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด การใช้ซับวูฟเฟอร์ตัวเดียวนั้นอาจจะเซ็ตได้ไม่ยากนักก็จริง แต่ทั้งคุณภาพและปริมาณความถี่ต่ำจะต้องเกลี่ยให้กลมกลืนกับระบบซิสเต็มลำโพงหลัก มิฉะนั้นมันจะทำให้เรารู้สึกว่า จุดที่ความถี่ต่ำตกกระทบเป็น “ระดับเสียงดังมากกว่าลำโพงหลัก” นั้น เป็นตัวต้นเหตุทำให้รบกวนความถี่อื่นให้จมหายไป         ในกรณีลำโพงซับวูฟเฟอร์ ที่มีการยิงเสียงสองทิศทางไปด้านซ้าย-ขวา หรือซับวูฟเฟอร์ที่ยิงเสียงลงพื้น (down firing) จะทำให้เซ็ตเสียงได้กลมกลืนง่ายกว่า ตู้ซับแบบยิงมาด้านหน้าโดยตรง อีกทั้งจะทำให้เสียงต่ำกินบริเวณกว้างลึกได้มากยิ่งขึ้น        เนื่องจากจุดประสงค์ในการเซ็ตอัพ ซับวูฟเฟอร์ ก็คือทำอย่างไรก็ได้ ให้เพิ่มปริมาณ และคุณภาพความถี่ต่ำ “กลมกลืน” ในปริมาณที่ “พอดี”           หรือมีสเกลสัดส่วนย่านความถี่ต่ำใกล้เคียงกับความถี่กลางแหลมของลำโพงเมนหลัก ซ้าย ขวา             ซับวูฟเฟอร์ ไม่ควรที่จะปรับให้มีปริมาณเสียงดัง ความถี่กระทุ้งกระแทก แล้วระบุจุดตำแหน่งที่ตั้งหรือตัวตนของมันเอง ว่าอยู่ ณ.ตรงจุดใด อันนั้นถือว่าเป็นการเซ็ตอัพที่ไม่ถูกต้อง         ต่อจากนี้ คือการปรับค่าหลักๆ 3 ค่าที่สำคัญ ในตู้ซับวูฟเฟอร์ครับ ปุ่มปรับระดับความดัง Level หรือ Volume  ปุ่มปรับจุดตัดความถี่ Crossover Network ปุ่มปรับ Phase 0-180 องศา หลักการเบื้องต้นโดยทั่วไปก็คือ จะต้องปรับปุ่มของระดับความดัง Level หรือ Volume ให้อยู่ในระดับ 10.00 ถึง 12:00 น. (กึ่งกลาง) โดยประมาณ           เพราะที่ระดับความดังขนาดนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปรับ ลด หรือเพิ่มอีกเล็กน้อย ของระดับเสียงซัพวูฟเฟอร์โดยทั่วไป         การปรับระดับความดัง Level หรือ Volume จะต้องทำควบคู่กับจุดตัดความถี่ครอสโอเวอร์เสมอ         ให้เลือกจุดตัดความถี่ที่ต่ำที่สุดของซับวูฟเฟอร์ ตู้นั้นๆ เอาไว้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น40 หรือ 50Hz            ย่านความถี่จุดตัดยิ่งสูง อัตราเสียงต่ำจะกระแทกกระทั้นมากขึ้น ดังนั้นจงหาจุดที่สมดุลกับความถี่ต่ำของลำโพงเมนหลักให้ได้        แนะนำว่า ไม่ควรจะเลือกตัด ความถี่ครอสโอเวอร์สูงเกิน 100 เฮิร์ตซ์ โดยไม่จำเป็น เพราะส่วนมากแล้วจุดตัดสูงๆ จะทำให้เสียงเบสโด่งนำหน้าความถี่อื่น       ความถี่จุดตัดจะต้องปรับคู่กับ Volume อยู่เสมอ และต้องปรับทีละเล็กทีละน้อยอย่างละเอียดที่สุด ก็เพราะว่า ตรงจุดครอสโอเวอร์นี้ จะทำให้รอยเชื่อมต่อของความถี่ต่ำ ระหว่างลำโพงเมนหลัก กับความถี่ต่ำจากตู้ซับวูฟเฟอร์นั้นสามารถกลมกลืนกันได้        เมื่อปรับค่าของซับวูฟเฟอร์ ได้ค่อนข้างกลมกลืนแล้ว (หรือมีปัญหาว่าเบสบางส่วนยังคงเดินช้ากว่าเสียงกลางแหลม) ให้ลองปรับค่าที่ Phase 0-180 ดู เป็นลำดับสุดท้าย          ไม่ควรปรับค่าเฟสไปทางเฟสลบ -180 องศา ในระหว่างจูน Volume และ Crossover แต่ให้ปรับดู หลังจากปรับค่าทุกอย่าง และให้เสียงได้ลงตัวแล้ว         ปุ่มปรับค่าเฟสนี้ ซับบางตู้ อาจจะเป็นสวิตช์ เลือก บวก 0 และ ลบ 180 องศา แต่ ซับวูฟเฟอร์ราคาสูงๆ มักจะเป็นปุ่มเกนโวลุ่ม ให้เราเลือกค่าเฟสแปรผันไปทีละน้อยได้              ยังมีอีก 2 เทคนิค สำหรับการเสริมตู้ซับเข้าไปในระบบฟังเพลง ซึ่งเป็นวิธีการของงาน Professional เมื่อนานมาแล้ว เหมาะกับห้องฟังเพลงที่มีขนาดใหญ่ และเสียงเบสเบาบางเกินไป ก็สามารถใช้วิธีดังกล่าวนี้ได้ 1. Inverted Stack Cardioid วางตู้ซับวูฟเฟอร์ ซ้อนกันสองถึงสามตู้ต่อแชนแนล อาจจะมีการวางยิงเสียงมาด้านหน้าทุกตู้ หรือสลับบางตู้ยิงมาด้านหน้า บางตู้ยิงไปด้านหลัง แล้วแต่การ คำนวณค่า หรือเซ็ตอัพ จะทำให้ได้มิติของเสียงเบสและความกว้างลึกของเสียงต่ำสมบูรณ์มากขึ้น การวางตู้ทับซ้อนขึ้นไป ช่วยให้เปลืองพื้นที่น้อยที่สุดภายในห้อง            สิ่งสำคัญก็คือตู้ซับจะต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้วางซ้อนกันได้ ไม่ควรนำตู้ซับวูฟเฟอร์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการนี้มาวางซ้อนกันนะครับ        2. End Fire Cardioid เป็นอีกเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเทคนิคการวางตู้ซับวูฟเฟอร์ซึ่งในกรณีนี้ มีอยู่หลายวิธี ทั้งการวางตู้หน้า-หลัง ในลักษณะเฟสบวกหรือการวางชิดกันสามตู้ โดยมีการยิงเสียงต่างทิศทางกัน       ต้องมีการคำนวณการเว้นระยะห่าง เพื่อการคอนโทรลความถี่ต่ำ อันเนื่องมาจากบางครั้งมีปัญหาการรบกวน มีการเลี้ยวเบนของเสียงต่ำที่กระจัดกระจาย ออกรอบทิศทาง หรือการทับซ้อนกันเองของความถี่ต่ำ              ซึ่งวิธีนี้ จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเซ็ตอัพ โดยเฉพาะครับ            บทสรุปคือการเล่นเครื่องเสียงย่อมมีหลายวิธีการและการเสริมตู้ซับวูฟเฟอร์เข้าไปนั้น ถ้าเราใช้เทคนิคที่ถูกต้องก็จะทำให้ความถี่ต่ำนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น           โดยให้ยึดหลักที่ว่า หากระบบเสียงภายในห้องนั้นยังขาดความสมบูรณ์ที่ความถี่ใดความถี่หนึ่ง เราก็สามารถเสริมเข้าไปได้  โดยคำนึงถึงเรื่องโทนัล บาลานซ์ และสเกลของความถี่เป็นสำคัญครับ  

The Light of Audiophile ตอนที่ 6 การเสริมระบบซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง

The Light of Audiophile ตอนที่ 6 การเสริมระบบซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง         การเสริมซับวูฟเฟอร์ในระบบฟังเพลง 2 แชนแนลนั้น มาจากเหตุผลที่ว่า ถ้าซิสเต็มในระบบฟังเพลงของเรา เสียงต่ำบาง เบสขาดสเกลเสียง อันเนื่องจากความสามารถในการตอบสนองความถี่ของลำโพงเสียงต่ำ Woofer ไปได้ไม่ถึงจริงๆ            เพราะขนาดลำโพงเล็กเกินไป เช่น ลำโพงวางขาตั้งที่มีขนาดวูฟเฟอร์ เพียง 4-8 นิ้ว ที่ไม่อาจจะให้ทั้งปริมาณ และคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง (โดยไม่บีบเค้น) นั้นได้           หรือต่อให้เราใช้ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่พอสมควร แต่เนื่องจากขนาดของห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เบสที่ควรจะได้จากลำโพง 2 ตู้ ก็ยังรู้สึกด้อยกว่าเสียงกลางแหลม ไม่สามารถที่จะเซ็ตอัพให้ได้คุณภาพเสียงต่ำที่สมบูรณ์ได้ คำตอบก็อาจจะต้องมาอยู่ที่การเสริม Sub-Woofer ครับ         ช่วงปี 2542 ผมได้ให้คำปรึกษาด้านระบบเสียงให้ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งชีวิตส่วนตัวท่าน เป็นคนเล่นเครื่องเสียง ในแบบอนาล็อก ฟังเพลง Classical ที่บรรเลงด้วยวงออเคสตร้าเป็นหลัก             ที่สุดท่านได้ตัดสินใจซื้อลำโพงรุ่นท็อป ตู้ขนาดสูงท่วมบ้าน ขนาดวูฟเฟอร์ 12 นิ้ว สองตัวต่อตู้ มาฟังเพลงที่ชื่นชอบ แต่ก็ปรารภกับผมตลอดว่า เสียงของกีต้าร์เบส ดับเบิ้ลเบส กลองทิมปานี ขาดน้ำหนัก เบาบางไป           ถ้าฟังในระดับเบาๆ แบบแบ็คกราวนด์มิวสิกนี่แทบไม่เหลือให้สัมผัสอรรถรสดนตรีช่วงความถี่ต่ำเลย           ผมตัดสินใจจัดเอา Active Sub-Woofer ที่มีขนาดไดรเวอร์ 12 นิ้ว และ Sub Bass Radiator ขนาด 15 นิ้ว มาเพิ่มสองตู้ ซ้ายขวา โดยหาวิธีต่อจากปรีเอาท์ของปรีแอมป์ชุดที่ 2 และเซ็ตอัพหาความบาลานซ์เพื่อให้เกิดสมดุล ของความถี่ต่ำกับย่านกลางแหลมให้ลงตัว            ต้องเข้าใจว่า เกือบสามสิบปีที่แล้ว แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ยังมีความเฉื่อยของเสียงต่ำอยู่บ้าง ไม่เหมือนแอคทีฟซับวูฟเฟอร์สมัยนี้ ที่ดีไซน์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย กรวยลำโพงใช้วัสดุที่ดี ให้การสนองตอบฉับไว เท่าทันความถี่กลางแหลม          สำหรับซับแอคทีฟยุคเก่า ผมจึงต้องกำหนดจุดตั้ง และเซ็ตอัพอยู่ 2-3 ครั้ง จึงลงตัวในที่สุด ท่านเจ้าของซิสเต็มบอกว่า ได้เสียงที่ลงตัวประทับใจ ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงในคอนเสิร์ตฮอลล์ จึงมีความสุขมาก ถือว่าแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้        มาย้อนดูช่วงเวลาของการออกแบบซับวูฟเฟอร์ ที่น่าสนใจกัน ช่วงปี 1982 บริษัทนิปปอน กักกิ หรือยามาฮ่า ตัดสินใจออกแบบแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ตัวแรก นั่นคือ NS-W1 โดยมีขนาดตู้ 50 ลิตร มีแอมป์ขับในตัว 45 วัตต์โมโน ที่ 6 โอห์ม แม้ไดรเวอร์จะมีขนาดเพียง 10 นิ้ว แต่ดีไซน์เนอร์อธิบายว่า ตัวขับเสียงถูกออกแบบให้ครอบคลุม ตอบสนองความถี่ต่ำเฉพาะ จึงต่างไปจาก Woofer ทั่วไป มีความสามารถแสดงผลความถี่ต่ำลงลึกได้ถึง 20Hz            ในเวลาเดียวกันนั้น ทาง Bose และ M&K แห่งอเมริกา เป็นรายแรกๆ ที่ออกแบบลำโพงเมนหลักกลางแหลมแยกส่วนออกจาก Sub-Woofer แบบแพสสีพ ซึ่ง M&K ใช้ชื่อระบบว่า Sub-Satellite เป็นการแก้ปัญหาขาดความถี่ต่ำ ประการหนึ่ง และให้ความสะดวกในการจัดวางภายในห้องขนาดย่อมๆ          จากนั้นมีบริษัทเครื่องเสียงบางแห่ง อาทิ Dave Hall เปิดตัว Velodyne Acoustics ในปี 1983 เพื่อเน้นผลิตซับวูฟเฟอร์โดยเฉพาะ เทคโนโลยีล้ำสมัยของ Velodyne คือระบบเซอร์โวคอนโทรล          ระบบนี้ จะนำเอาปฏิบัติการดิจิตอลช่วยรายงานจากสถานการณ์ใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยควบคุมมิให้ซับวูฟเฟอร์ส่งเสียงผิดเพี้ยน (Digital High Gain Servo Control)          มีระบบอีควอไลเซอร์ EQ Plus ที่จะทำให้สามารถปรับซับวูฟเฟอร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์การใช้งานของแต่ละบุคคล และห้องต่างๆ อย่างเหมาะสม          บริษัท Sunfire เคยออกแบบซับวูฟเฟอร์ที่เน้นให้มีขนาดเล็กมากๆ แต่มีพลังขับอย่างชนิดสั่นสะเทือนห้อง ซึ่งในช่วงเวลาขณะนั้น พ่อมดอิเล็คทรอนิกส์ บ๊อบ คาร์เวอร์ มีส่วนในการออกแบบภาคขยายคลาส T ขนาดเล็กแต่กำลังขับสูงที่สุดในโลก บรรจุลงไปในตู้ซับวูฟเฟอร์         บริษัท Rel Acoustics เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่เน้นการผลิตซับวูฟเฟอร์คุณภาพสูง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามที่จะทำให้เสียงต่ำมีมิติที่สมบูรณ์ ในระบบโฮมออดิโอ ย้อนคืนไปสู่รสชาติของการแสดงคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์            บริษัท KEF แห่งอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นบริษัทลำโพงอนุรักษ์นิยม ที่ประสบผลสำเร็จที่สุดในระดับโลกได้ออกแบบแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ออกมาหลายรุ่น อาทิ REFERENCE 8b ที่ใช้ตัวขับ 9 นิ้ว พร้อมแอมป์คลาส D กำลังขับ 500 วัตต์ x 2             ซับวูฟเฟอร์ รุ่น KC62 ที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด รวมถึงรุ่นใหม่ KC92 ที่มีขนาดกลางๆ ตัวขับ9 นิ้วและแอมป์คลาส D 1000 วัตต์!!!         ในแง่ของการใช้ Sub-Woofer กับระบบฟังเพลงในบ้าน ผมไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งผิดแปลกพิสดาร หรือย้อนแย้งอะไร ตราบเท่าที่ผู้ฟังยังรู้สึกว่า เสียงต่ำมีสเกลเสียงที่เบาบาง ไม่เต็มที่เหมือนความถี่กลางแหลม เราก็สามารถเพิ่มเข้าไปได้         แต่… ต้องเพิ่ม เสริมลงไปอย่างเหมาะสม และเข้าใจเรื่องของการเซ็ตอัพ สี่ประการ ที่สำคัญยิ่ง คือ 1. สถานที่วาง และจำนวนของตู้ซับวูฟเฟอร์ 2. การปรับค่าจุดตัดครอสโอเวอร์ 3. การปรับระดับความดัง Level 4. การปรับ Phase           ในตอนถัดไป The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เราจะมาพิเคราะห์ เรื่องเทคนิคเบื้องต้นในการเซ็ตอัพ ปรับค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์กันครับ

JBL SUMMIT SERIES

JBL SUMMIT SERIES ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT MAKALU     ลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิงรุ่นท็อปสุดในซีรีย์  ดีไซน์ลำโพง 3 ทาง ใช้ไดร์เวอร์ 12 นิ้ว (300 มิลลิเมตร) ในชื่อ SUMMIT MAKALU เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์ SUMMIT ที่ถูกออกแบบและผลิตเพื่อตอบสนองนักฟังผู้รักและหลงใหลในทุกมิติของเสียงดนตรี        มาคาลู (MAKALU) เป็นชื่อของยอดเขาที่สูงเป็นลำดับที่ 5 ของโลก และอยู่ห่างจากยอดเขาเอเวอเรสต์ 19 กิโลเมตร ด้วยรูปทรงที่สวยงามเช่น พีระมิด เป็นเป้าหมายสำคัญที่ท้าทายสำหรับนักไต่เขาจากทั่วโลก JBL จึงเลือกนำมาเป็นชื่อของลำโพงเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวในงานมิวนิกไฮเอนด์ 2025      SUMMIT MAKALU เป็นลำโพง 3 ทาง ตั้งพื้นขนาดใหญ่ มีเบสไดรเวอร์ขับเสียงต่ำขนาด 12 นิ้ว ใช้มิดเรนจ์ขนาด 8 นิ้ว ทำงานร่วมกับไดรเวอร์ขับเสียงแหลมขนาด 3 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL พร้อมกรวยฮอร์นขนาดใหญ่ ไดรเวอร์นี้คือ D2830K dual-diaphragm และ dual-motor compression ส่วนที่เป็นไดรเวอร์หลักของ SUMMIT MAKALU คือ ไดรเวอร์มิดเบส โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และวูฟเฟอร์เบส โครงโลหะหล่อขนาด 12 นิ้ว ความพิเศษของไดรเวอร์คู่นี้คือ การใช้กรวยไดรเวอร์ 3 เลเยอร์ Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) งานดีไซน์ล้ำยุคที่ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยไฮบริดนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่แข็งแกร่ง น้ำหนักเบาตามสเปค และเป็นปัจจัยหลักในการขับเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีความผิดเพี้ยนน้อยที่สุด        อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่งในการแบ่งแยกสัญญาณความถี่ไปยังไดรเวอร์แต่ละตัวใน SUMMIT MAKALU คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™  ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมาของ JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมากแทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่แบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทำงานด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ทำให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ครบถ้วน ขับขานพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มได้นามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีใสกระจ่างโดยไม่มีความผิดเพี้ยน        JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และชิ้นส่วนครอสโอเวอร์ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ตู้ลำโพงก็ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันและผลิตด้วยงานวิศวกรรมชั้นยอดเพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียงเพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงสวยงามระดับงานผีมือ มีให้เลือกทั้งแบบสีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบสีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงาวับ ประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT MAKALU วางอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางอย่างมั่นคงบนพื้นห้อง ผลที่ได้ก็คือ เสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างใสกระจ่าง แม่นยำ เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด   ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT PUMORI     ลำโพง SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิง ถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังดนตรีผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างจริงจัง สำหรับลำโพงในกลุ่มที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 10 นิ้ว (250 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์นี้ ซึ่ง JBL ภูมิใจนำเสนอ      การเลือกชื่อ พูโมริ (Pumori) มาเป็นชื่อลำโพงเรือธงรุ่นนี้ก็เพราะ พูโมริเป็นยอดเขาที่สูงถึง 7,161 เมตร อยู่ใกล้กับยอดเขาเอเวอเรสต์ จนได้รับการขนานนามว่า “บุตรสาวของเอเวอเรสต์” และเป็นยอดเขาที่นักไต่เขานิยมมาฝึกซ้อมความชำนาญและความมั่นใจ ก่อนการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์        SUMMIT PUMORI ติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยทำงานร่วมกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อถ่ายทอดเสียงความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT PUMORI คือ มิดเบสโครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และ วูฟเฟอร์โครงโลหะหล่อขนาด 10 นิ้ว ไดรเวอร์ทั้งสองตัวนี้เลือกใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) เป็นงานออกแบบล้ำยุค ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด      อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT PUMORI คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยไม่มีความผิดเพี้ยน        ตัวตู้สวยหรูงามสง่า เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT PUMORI วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด     ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT AMA ลำโพง SUMMIT AMA เป็นลำโพง Bookshelf ประเภทสองทาง คุณภาพระดับอ้างอิง ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างแท้จริง สำหรับลำโพงในซีรีส์ซัมมิทที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT AMA เป็นลำโพงรุ่นเรือธงที่ JBL ภูมิใจนำเสนอ      ชื่อ อามา (Ama) มาจากยอดเขาชื่อว่า Ama Dablam แปลว่า “สร้อยคอของแม่” ยอดเขาอามามีความสูง 6,812 เมตร อยู่ด้านตะวันออกของเอเวอเรสต์เบสแคมป์ รูปทรงของยอดเขานี้โดดเด่นมีเอกลักษณ์ จึงถูกนำมาเป็นชื่อรุ่นของลำโพงขนาดวางหิ้งคุณภาพสูงเยี่ยมของ JBL         SUMMIT AMA ถูกติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยจับคู่ทำงานกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อขับขานเสียงในย่านความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT AMA คือ ไดรเวอร์โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ไดรเวอร์นี้ถูกออกแบบให้ใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์และเยื่อกระดาษชนิดพิเศษ ประกบเข้าด้วยกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด      อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT AMA คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง ช่วยเพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยปราศจากความผิดเพี้ยน        ตัวตู้งานประณีตสง่างามระดับไฮเอ้นด์ เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT AMA วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับลำโพง JBL Summit Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020  

Mark Levinson 600 Series

Mark Levinson 600 Series ปรีแอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 626 เปิดตัวอย่างหรูหราและสวยสง่า ด้วยปรัชญาการออกแบบ Tectonic และไฟหน้าจอสีแดงอันเป็นเสมือนลายเซ็นของ Mark Levinson งานดีไซน์ล้ำอนาคต ซึ่งยังคงยึดถือแนวทางรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่สร้างสมชื่อเสียงมานาน โดดเด่นด้วยความงามของไฟและความหรูเงางามของกระจกหน้าจอ        ไม่เพียงความสวยงามของตัวเครื่องภายนอก แต่ทุกระบบภายในถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน วงจรอนาล็อคแบบ Pure Path และวงจรดิจิตอลที่ออกแบบให้เป็นอิสระ เพื่อให้เสียงดนตรีอันบริสุทธิ์ในทุกรายละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์ในการฟังอันรื่นรมย์อย่างที่สุด โดยเฉพาะภาคดิจิตอลออดิโอที่ใช้อุปกรณ์ DAC รุ่น Precision Link III ซึ่งรองรับดิจิตอลอินพุตถึง 6 ชุด สามารถลดเสียงรบกวนและให้คุณภาพเสียงจากสัญญาณดิจิตอล ด้วยรายละเอียดสูงถึง 32-bit / 384kHz โดยมีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended Mark levinson No 626 เป็นปรีแอมปลิไฟเออร์แบบ dual-monaural ซึ่งผสมผสานทั้งประสิทธิภาพระดับสุดยอดของอนาล็อคออดิโอ กับวงจรดิจิตอลออดิโออันล้ำยุค เพื่อรังสรรค์เสียงดนตรีที่สมจริงอย่างที่สุดจากแหล่งโปรแกรมของคุณ หัวใจหลักของ No 626 คือ การออกแบบผังวงจรอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ นั่นคือการออกแบบ dual-monaural ซึ่งแยก signal path อย่างเป็นอิสระ พร้อมปุ่มปรับระดับเสียงแบบ R-2R ladder volume control เพื่อความแม่นยำในการเพิ่ม-ลด ระดับเสียง โดยยังคงประสิทธิภาพของเสียงในทุกย่านความถี่        ในส่วนของภาคไลน์เสตจอินพุตประกอบด้วย Signal switching relays ซึ่งแยกเป็นอิสระ สำหรับอนาล็อคสเตริโออินพุตแต่ละชุด นั่นคือแบบ Balanced XLR 2 ชุด และแบบ RCA 3 ชุด และยังมี Phono อินพุต ทั้งแบบ MM และ MC ชุดอนาล็อคสวิชต์ที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้สัญญาณที่มี band width กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ยิ่งกว่านั้นทั้งวงจรสำหรับเพาเวอร์ซัพพลาย และวงจรสำหรับแหล่งโปรแกรมดิจิตอลยังถูกป้องกัน (Shielded) จากวงจรอนาล็อคและวงจรภาคโฟโน เพื่อให้ได้สัญญาณออดิโอที่มีคุณภาพสุดยอดอย่างแท้จริง      Mark levinson No 626 สามารถต่อเชื่อมกับอุปกรณ์อื่นในระบบเสียงได้โดยง่าย เห็นได้จากจำนวนช่องอนาล็อคเอาต์พุต จึงสามารถใช้งานแบบฟลูเรนจ์ หรือผู้ใช้จะเลือกเป็นฟิลเตอร์ fourth order ที่ 80Hz เพื่อต่อใช้งานร่วมกับเพาเวอร์ซับวูฟเฟอร์ก็ทำได้เช่นกัน      ปรีแอมป์ No 626 ยังเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ Mark levinson เลือกใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณ D/A Converter ตัวใหม่ คือ Precision Link III สำหรับดิจิตอลอินพุตทุกชุด หัวใจของอุปกรณ์นี้คือ ES9039PRO ชุด DAC แบบ 8-channel Hyperstream IV เสริมด้วยวงจรขจัด Jitter อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Mark levinson บวกกับวงจร I/V แบบแยกอิสระอันเป็นเสาหลักของภาคประมวลผลดิจิตอล มีดิจิตอลอินพุต 6 ชุด ประกอบด้วย AES/EBU 1 ชุด, โคแอคเชียล 2 ชุด, ออปติคอล 2 ชุด และมีช่องเสียบแบบ USB-C 1 ช่อง เพื่อรับสัญญาณรายละเอียดสูงจาก DSD และ PCM ได้สูงถึงระดับ 32-bit / 384kHz         ตัวเครื่องของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบในระบบผังแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกภาคอนาล็อคและวงจรดิจิตอลให้เป็นอิสระจากส่วนเพาเวอร์ซัพพลาย Mark levinson ยังออกแบบการ Damp vibration และชุดฐานรองใต้เครื่องให้เครื่องมั่นคง และปลอดจากการสั่นสะเทือนของพื่นที่วางเครื่อง ตัวเครื่องด้านนอกขึ้นรูปด้วยอลูมิเนียมอโนไดซ์สีดำ เรียบหรูด้วยปุ่มกลมสีเงิน จอกระจกด้านหน้าแสดงผลด้วยไฟเรืองแสงสีแดงเมื่อเปิดใช้งาน       ทุกชิ้นส่วนของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา และมีรีโมทคอนโทรลที่สามารถสั่งงานได้ทุกฟังก์ชั่น ให้มาพร้อมตัวเครื่อง (หมายเหตุ : Tectonic Industrial Design ที่ Mark levinson ใช้เป็นหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ คือศาสตร์การออกแบบที่แสดงถึงสัจจะของวัสดุและโครงสร้าง ซึ่งจะบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงการใช้งานวัสดุตามคุณสมบัติและแบ่งแยกการใช้งานตามฟังก์ชั่นที่เป็นจริง)   เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์รุ่นเรือธง Mark levinson No 631 Mark levinson No 631 ถือว่าเป็นเรือธงในบรรดาแอมปลิไฟเออร์ซีรีส์ 600 ถูกออกแบบให้เป็นระบบวงจร Fully differential และแยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระ เป็นแอมปลิไฟเออร์ Monaural ระดับไฮเอนด์ ที่มีกำลังมหาศาลในการขับลำโพงคู่ใดก็ได้ ด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และให้ทุกๆ รายละเอียดของเสียงดนตรีสมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path circuit design จึงถ่ายทอดเสียงดนตรี ที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง แจกแจงมิติของเครื่องดนตรีแม่นยำชัดเจนจนน่าตื่นตะลึง      อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างสมดุล โครงสร้างถูกแยกส่วนโดยเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์แบบวงแหวน (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ช่วยลดเสียงรบกวนต่อวงจรส่วนอื่นๆ อย่างได้ผล แอมปลิไฟเออร์ No 631 จึงอัดฉีดพลังให้กับลำโพง เพื่อขับขานเสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอด ชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงแทบไม่ต้องการ feedback ในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ bandwidth กว้างมาก      ด้วยความสามารถในการอัดฉีดกระแสปริมาณมหาศาล แอมป์ No 631 จึงให้เสียงดนตรีได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วย bandwidth ที่กว้างขวางครอบคลุม แอมปลิไฟเออร์นี้จึงให้พลังขับเหลือเฟือสำหรับลำโพงทุกคู่ ให้เสียงที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบทุกย่านความถี่ เปิดโปร่งและนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือจะเป็นเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น      การวางผังชิ้นส่วนภายในเครื่องแอมป์ No 631 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกวงจรในส่วนอนาล็อคออกจากภาคเพาเวอร์ซัพพลาย โดยวางชิ้นส่วนสำคัญบนแท่นยางเฉพาะ Mark levinson เลือกใช้ระบบดูดซับความสั่นสะเทือนสำหรับฐานของตัวเครื่อง โดยออกแบบฐานรองที่มั่นคงและเป็นอิสระจากพื้นที่รองรับ เพื่อป้องกันการสั่นไหวที่อาจรบกวนการทำงาน        รูปลักษณ์ภายนอกของแอมป์ No 631 ดีไซน์สง่าแบบทาวเวอร์ทรงสูง และได้ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic โดยตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียม ชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวอย่างมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ส่วนกลางด้านหน้าดูแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วนเส้นไปสีแดง เพื่อขับเน้นความงามของแผงหน้า แผงด้านบนเป็นแผ่นกระจก ดูเด่นด้วนเส้นไฟสีแดง พื้นที่ส่วนที่เหลือเป็นส่วนระบายความร้อน คือแผง heat sink เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการลดอุณหภูมิขณะใช้งาน ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 631 -    ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson -    ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล -    เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB และสามารถเลือกโหมด High-Bias -    มีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended -    ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด -    เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise -    ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา    เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 632 No 632 เป็นแอมปลิไฟเออร์ที่ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design แสดงภาพลักษณ์ของการใช้วัสดุแต่ละประเภทอย่างเหมาะสมและลงตัว ภายใต้ตัวเครื่องที่ดูหนาหนักบึกบึน ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์โดดเด่นของผลิตภัณฑ์รุ่นต่างๆ ที่เคยสร้างชื่อเสียงมายาวนาน รูปทรงสวยงามด้วนเส้นสายของไฟที่ออกแบบใหม่ และดูแวววาวเรียบหรูด้วยวัสดุกระจก      Mark levinson No 632 เป็นออดิโอแอมปลิไฟเออร์ dual-monaural ที่แยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระอยู่บนแท่นเดียวกัน มีกำลังขับมหาศาลในการขับลำโพงด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และแจกแจงทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path Circuit Design จึงสามารถขับขานเสียงดนตรีที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง มีมิติของเครื่องดนตรีที่แม่นยำชัดเจน น่าตื่นตะลึง        อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกวางผังอย่างสมดุล มีการแยกโครงสร้างเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์ ทอรอยดัล (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ลดเสียงรบกวนต่อวงจรอื่นๆ อย่างได้ผล แอมป์ No 632 จึงอัดฉีดพลังให้ลำโพง ให้เสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอดชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงใช้วงจร Feedback น้อยมากในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ Band width กว้างมากอย่างไม่น่าเชื่อ      ความยึดมั่นในหลักการออกแบบภาคขยาย เป็นข้อโดดเด่นที่สร้างสมชื่อเสียงให้กับ Mark levinson มานานแสนนาน แอมป์ No 632 จึงสามารถให้พลังขับมหาศาลสำหรับลำโพงทุกคู่ โดยให้เสียงสะอาดบริสุทธิ์ ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบถ้วนทุกย่านความถี่ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงจากวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น      รูปลักษณ์ภายนอกของ No 632 ออกแบบตามหลัก Tectonic ตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียมชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวเครื่องมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ด้านหน้าแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วยเส้นไฟสีแดง แผงด้านบนเป็นวัสดุกระจก ขับเน้นด้วยไฟสีแดง พื้นที่นอกนั้นเป็นส่วนระบายความร้อนด้วยแผง Heat sink ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุณหภูมิขณะเปิดใช้งาน     ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 632 -    ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson -    ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล -    เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB -    เชื่อมต่ออนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended -    ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด -    เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise -    ทุกชิ้นส่วนออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ Mark Levinson 600 Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020