เอปสันเปิดบ้านต้อนรับยังก์ดีไซเนอร์ สานต่อความร่วมมือกับสยามเซ็นเตอร์ปีที่ 3 ต่อยอดไอเดียจากห้องเรียนสู่ผลงานจริง เอปสัน ประเทศไทย เดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับสยามเซ็นเตอร์เป็นปีที่ 3 ในการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพยังก์ดีไซเนอร์ของไทย ผ่านการเปิดบ้านต้อนรับนิสิต-นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ให้เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสเทคโนโลยีการพิมพ์ของเอปสัน พร้อมเปิดโอกาสให้ลงมือทดลองจริง ตั้งแต่การทำความเข้าใจเทคโนโลยี ไปจนถึงการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นและงานดีไซน์ ต่อยอดความรู้จากห้องเรียนสู่ประสบการณ์จริง สำหรับกิจกรรมในปีนี้ เอปสันเปิดประสบการณ์ให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีการพิมพ์ที่หลากหลายถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ Direct-to-Film (DTF), Direct-to-Garment (DTG), Sublimation และ UV Printing ครอบคลุมตั้งแต่การพิมพ์ลงบนฟิล์ม การพิมพ์ลงบนเสื้อผ้าและวัสดุสิ่งทอ การพิมพ์แบบซับลิเมชัน ไปจนถึงการพิมพ์บนวัสดุที่หลาก หลายด้วยเทคโนโลยี UV ช่วยเปิดมุมมองให้นักศึกษาเข้าใจศักยภาพของเทคโนโลยีการพิมพ์ในมิติที่กว้างขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับแนวคิดการออกแบบของตนเอง จาก 13 สถาบัน การศึกษาทั่วประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ (CIDI) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโน โลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา และมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ เพื่อร่วมเรียนรู้และทดลองเทคโนโลยีการพิมพ์ที่สามารถนำไปต่อยอดกับงานออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานจริง การเปิดบ้านครั้งนี้ยังมุ่งเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยนักศึกษาจะได้เห็นกระบวนการทำงานของเทคโนโลยีการพิมพ์ พร้อมทดลองใช้งานและสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง จากแนวคิดและการออกแบบในห้องเรียนสู่การผลิตชิ้นงานที่สามารถจับต้องและนำไปต่อยอดได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของเอปสันในการนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้สามารถพัฒนาศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับทักษะด้านเทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างเอปสันและสยามเซ็นเตอร์ในปีนี้นับเป็นปีที่ 3 ของการร่วมสนับสนุน Young Designers ไทย โดยต่อยอดจากกิจกรรมในปีที่ผ่านมา ซึ่งเปิดโอกาสให้นิสิต–นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการตั้งแต่การออกแบบลวดลาย การพิมพ์สิ่งทอด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ไปจนถึงการนำผลงานไปผลิตและจัดแสดงจริงบนรันเวย์ Visionary Stage at Siam Center 2026 ระหว่างวันที่ 1–4 ตุลาคม 2569 ณ เอเทรียม 2 ชั้น G และเป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok International Fashion Week 2026 ภายใต้แนวคิด “ไทยแลนด์ ไทยเริ่ด” ที่เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบรุ่นใหม่ถ่ายทอดมุมมองต่อความเป็นไทยผ่านงานแฟชั่นและดีไซน์ร่วมสมัย
อัศวโสภณ WEEKDAY SPECIAL After Work…Enjoy shopping with us !! Special Price เลิกงานแล้ว...ใช้เวลาให้มีความสุข รับส่วนลดพิเศษ 10% สินค้าทุกรายการ เฉพาะที่ร้านอัศวโสภณ (BOSE) สาขาสยามพารากอน เท่านั้น !! See you after work !! Limited-Time Offer เฉพาะวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 20.00 น. – 21.00 น. ระยะเวลาโปรโมชั่น วันที่ 21 ก.ย. 69 – วันที่ 20 ต.ค. 69 ที่ร้านอัศวโสภณ (BOSE) สยามพารากอน ชั้น 2 *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด*
เอปสันจัด Robot Roadshow 2026 ปั้นบุคลากรหุ่นยนต์ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศไทย ผ่านโครงการ Epson Robot Roadshow & Training for Education 2026 ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์การใช้งานหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแก่คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อยกระดับทักษะด้านระบบอัตโนมัติให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมร่วมสร้างรากฐานกำลังคนคุณภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ ยุค Industry 4.0 โครงการจัดขึ้นในสถาบันการศึกษาชั้นนำ 5 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคโนโลยีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมจากการใช้งานจริง ผ่านการอบรมภาคทฤษฎีควบคู่กับการฝึกปฏิบัติ (Hands-on Training) เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน งานวิจัย และการพัฒนาทักษะวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในหลักสูตร ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้การใช้งาน Epson SCARA Robot และเทคโนโลยี Machine Vision ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในสายการผลิตอัตโนมัติ ครอบคลุมตั้งแต่หลักการทำงานของหุ่นยนต์ SCARA มาตรฐานด้านความปลอดภัย การเขียนโปรแกรมพื้นฐาน การควบคุมหุ่นยนต์สำหรับงานหยิบจับชิ้นงาน (Pick & Place) ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ระบบ Machine Vision ไม่ว่าจะเป็นการสอบเทียบระบบหุ่นยนต์ร่วมกับกล้อง (Robot-Vision Calibration) การตรวจสอบคุณภาพชิ้นงาน (Vision-Based Quality Inspection) รวมถึงการระบุตำแหน่งและวัดขนาดของชิ้นงานด้วยระบบภาพ พร้อมฝึกปฏิบัติจริงในกระบวนการอัตโนมัติแบบครบวงจร นอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีแล้ว โครงการยังมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการ ศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและบุคลากรให้มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่ใช้จริงในโรงงานอุตสาหกรรม เพิ่มศักยภาพและความพร้อมก่อนก้าวสู่การทำงานในอนาคต โครงการ Epson Robot Roadshow & Training for Education 2026 ได้จัดกิจกรรมอบรมในสถาบันการ ศึกษาชั้นนำ 5 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาลัยการอาชีพนครไทย วิทยาลัยการอาชีพสตึก และวิทยาลัยอาชีวศึกษา ไชยา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้แก่คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษา พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกปฏิบัติกับเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เอปสันเชื่อว่าการพัฒนาทักษะด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติตั้งแต่ระดับการศึกษา คือรากฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพของกำลังคนไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต บริษัทจึงมุ่งมั่นสนับสนุนภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ช่วยสร้างคุณค่าให้กับสถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
“มหาจักร” ในวาระครบรอบ 55 ปี ร่วมฉลอง 30 ปี Power Buy ตอกย้ำความร่วมมือพันธมิตร พร้อม Mitsubishi Heavy Duty และ JBL ร่วมส่งมอบประสบการณ์เพื่อผู้บริโภคไทย สององค์กรที่เติบโตเคียงข้างผู้บริโภคไทย ร่วมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ค้าปลีก สู่การใช้ชีวิตที่สะดวกสบายและครบยิ่งขึ้น กรุงเทพฯ, 9 กันยายน 2569 – บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ในวาระครบรอบ 55 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีกับ Power Buy ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ภายในงาน Power Buy 30th Anniversary ณ เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมนำ Mitsubishi Heavy Duty และ JBL สองแบรนด์สำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ด้านความสะดวกสบายภายในบ้าน เสียง และความบันเทิง เพื่อตอบรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง วาระสำคัญของทั้งสององค์กรในปี 2569 สะท้อนถึงการเติบโตและการปรับตัวผ่านหลายยุคของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยมหาจักรได้สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันจากแบรนด์ระดับโลกตลอดระยะเวลา 55 ปี ขณะที่ Power Buy มีบทบาทสำคัญในตลาดค้าปลีกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยมาตลอดระยะเวลา 30 ปี ความเชี่ยวชาญของมหาจักร ผสานความแข็งแกร่งด้าน Retail Experience ของ Power Buy ความร่วมมือระหว่างมหาจักรและ Power Buy มีจุดร่วมสำคัญในการทำให้เทคโนโลยีสามารถเข้าถึงและตอบโจทย์ชีวิตของผู้บริโภคได้จริง จากความเชี่ยวชาญของมหาจักรในการคัดสรรผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และโซลูชัน ตลอดจนความเข้าใจในการใช้งานของผู้บริโภค ผสานกับเครือข่ายค้าปลีกและประสบการณ์หน้าร้านของ Power Buy ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถค้นหา ทดลอง เปรียบเทียบ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการและรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง ความร่วมมือนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ช่องทางจำหน่าย แต่ยังครอบคลุมถึงการร่วมกันสร้าง Customer Experience ที่เชื่อมโยงแบรนด์ เทคโนโลยี และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน Mitsubishi Heavy Duty ยกระดับความสะดวกสบายภายในบ้าน ภายในงาน Mitsubishi Heavy Duty ร่วมนำเสนอประสบการณ์ด้าน Home Comfort ผ่านผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ประสิทธิภาพ และความสะดวกสบาย เพื่อรองรับความต้องการของบ้านและรูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบัน การร่วมงานในครั้งนี้สะท้อนหนึ่งในบทบาทสำคัญของมหาจักรในการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่เหมาะกับการใช้ชีวิต พร้อมเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เข้ากับประสบการณ์จริงของผู้บริโภคผ่านช่องทางค้าปลีก JBL เชื่อมเสียงและความบันเทิงเข้ากับไลฟ์สไตล์ ด้าน JBL ร่วมสร้างประสบการณ์ Audio & Entertainment ผ่านผลิตภัณฑ์กลุ่ม JBL PartyBox ที่ตอบรับรูปแบบความบันเทิงหลากหลาย ตั้งแต่การฟังเพลงและสังสรรค์ภายในบ้าน ไปจนถึงปาร์ตี้และกิจกรรมเอาต์ดอร์ ประสบการณ์จาก JBL ภายในงานยังสะท้อนพัฒนาการของร้านค้าปลีกยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับเลือกซื้อสินค้า แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถทดลองและสัมผัสประสบการณ์ของผลิตภัณฑ์จริง ก่อนตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับตนเอง การนำ Mitsubishi Heavy Duty และ JBL เข้ามาร่วมในวาระครบรอบ 30 ปีของ Power Buy จึงสะท้อนแนวทางของมหาจักรในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายมิติ ตั้งแต่ Home Comfort ไปจนถึง Audio & Entertainment เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สู่ความร่วมมือในบทต่อไป วาระครบรอบ 55 ปีของมหาจักร และ 30 ปีของ Power Buy ไม่ได้เป็นเพียงการย้อนมองความสำเร็จที่ผ่านมา แต่ยังเป็นโอกาสในการมองไปข้างหน้า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ช่องทางการซื้อสินค้า และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มหาจักรยังคงเดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และโซลูชัน ขณะที่ความร่วมมือกับพันธมิตรค้าปลีกอย่าง Power Buy จะยังคงเป็นส่วนสำคัญในการนำเทคโนโลยีและประสบการณ์ใหม่ ๆ เข้าใกล้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ในโอกาสนี้ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอร่วมแสดงความยินดีกับ Power Buy ในวาระครบรอบ 30 ปี พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 55 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตร และนำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และประสบการณ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคไทยต่อไป สามารถติดตามข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Facebook/Instagram : Mahajak Living, JBL Thailand Tiktok : Mahajak Family, JBL Thailand Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th
NAD C 589 เสียงดนตรีที่สมจริงทุกรายละเอียด ถ้าพูดถึง NAD C 589 ซึ่งเป็น CD Player รุ่นใหม่ของ NAD ใน Classic Series เปิดตัวในปี 2026 มีจุดเด่นน่าสนใจคือ NAD นั้นตั้งใจทำให้เป็นเครื่องเล่น CD โดยเฉพาะ ไม่ได้พยายามใส่ระบบ Streaming หรือฟังก์ชันอื่นเข้ามา ได้ทุ่มเทไปที่ Transport, DAC และภาค Analog Output โดยตรง เพื่อให้บรรดานักเล่นแผ่นมือโปรนั้นได้รับความพึงพอใจสูงสุด คุณสมบัติทางเทคนิค เทคโนโลยีที่สำคัญของ NAD C 589 1. การเลือกใช้ ESS DAC แบบ Fully Balanced ด้วย DAC ในตระกูล ESS ES9039PRO และออกแบบภาคแปลงสัญญาณแบบสมดุล Balanced ช่วยให้มีสัญญาณรบกวนต่ำ และค่าไดนามิคเร้นจ์สูง ให้การรองรับการต่อสัญญาณขาออก XLR โดยตรง จึงถือว่าเป็นซีดีเพลย์เยอร์ระดับสูง 2. การพัฒนาระบบดิจิตอลฟิลเตอร์ QRONO d2a เป็นเทคโนโลยี Digital Filtering จาก MQA Labs ที่ NAD ได้นำมาใช้เพื่อจัดการเรื่อง Time-domain / Timing accuracy ในกระบวนการ D/A Conversion เมื่อกล่าวถึงเทคนิคส่วนนี้ ผมต้องขออธิบายภาพรวมเพื่อความเข้าใจว่า มันมีความสำคัญเช่นไร? Time-domain และ Timing Accuracy เป็นเรื่องเล็กๆ ของเวลา ที่มีผลต่อความเป็นธรรมชาติของเสียงอย่างมาก ยกตัวอย่างเวลาเราฟังดนตรี เราไม่ได้ยินเพียงว่า เป็นเสียงอะไร และมีความดังแค่ไหน แต่สมองยังรับรู้ด้วยว่า เสียงนั้นเกิดขึ้นเมื่อไร และเสียงแต่ละเสียงนั้นมีความสัมพันธ์กันและกันอย่างไร หากเรานึกถึงเสียงกลอง เมื่อไม้กลองกระทบหนังกลอง ก็จะเกิดเกิดเสียงกระแทก ตามด้วยเสียงกระเพื่อมของหนังกลอง ความก้องของตัวกลอง ทุกอย่างเกิดขึ้นต่อเนื่องกันในช่วงเวลาที่สั้นมากๆ สิ่งที่เรียกว่า Time-domain ก็คือการมองเสียงในมิติของ “เวลา” ว่าเหตุการณ์ต่างๆ นั้น เกิดขึ้นและมีความต่อเนื่องกันอย่างไร ส่วน Timing Accuracy ก็คือ “ความแม่นยำ” ของความสัมพันธ์ทางเวลานั้นๆ แล้วมีผลกับเสียงอย่างไร? ถ้าระบบสามารถรักษาความสัมพันธ์ของเวลาได้ดี เสียงที่มีลักษณะฉับพลัน เช่น เสียงกลอง เสียงฉาบ การดีดสายกีตาร์ เสียงเปียโน เสียงจากริมฝีปาก ลำคอ ของนักร้อง จะฟังดูมีความเป็นธรรมชาติ ชัดเจน และมีจังหวะที่สมจริง ไม่ได้หมายความว่าเสียงจะดังขึ้น หรือมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นอย่างมหัศจรรย์ แต่เป็นเรื่องของ “เสียงเกิดขึ้นอย่างถูกจังหวะ” ต่างหากครับ แล้ว Digital Filter เกี่ยวข้องอย่างไร? ในเครื่องเล่น CD และ DAC นั้น สัญญาณดิจิตอลต้องถูกนำกลับมาเป็นคลื่นเสียงต่อเนื่อง ในกระบวนการนี้ต้องใช้ระบบฟิลเตอร์ (Digital Filter) ซึ่งแต่ละรูปแบบมีวิธีจัดการกับสัญญาณแตกต่างกัน ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับความแม่นยำใน Frequency-domain และพยายามลดผลกระทบที่เกิดขึ้นใน Time-domain ไม่ใช่เรื่องว่าเครื่องเล่น CD เดินเร็วหรือช้า แต่คือความแม่นยำของจังหวะและความสัมพันธ์ทางเวลาของสัญญาณเสียงนั่นเอง เพื่อพยายามรักษาความสัมพันธ์ทางเวลาของสัญญาณเสียงให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ทาง NAD ได้นำพัฒนาการเทคโนโลยี QRONO d2a นี้มาใช้อย่างเหมาะสมที่สุด ท้ายที่สุดแล้วเมื่อดนตรีเริ่มเล่น จะทำให้เรารู้สึกได้ถึงความเป็นธรรมชาติของดนตรีได้มากขึ้นจริง 3. Dynamic Digital Headroom (DDH) คืออีกหนึ่งเทคโนโลยีของ NAD ที่ออกแบบมา เพื่อลดปัญหา Inter-sample Clipping ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับสัญญาณดิจิตอลที่มีอัตราพีคสูง โดยทำงานกับภาคอนาล็อกเอาต์พุตอย่างสมบูรณ์แบบ ถือว่าเป็นความพิเศษอีกเรื่องหนึ่งของ NAD C 589 ระบบ DDH นั้น ใช้สำหรับการควบคุมความผิดเพี้ยน ในระบบดิจิตอลที่มาจากสัญญาณแผ่นซีดี ที่ภาษาเทคนิคเรียกว่า Inter-sample clipping ที่ผมจะขออธิบายเพิ่มเติมสักหน่อย เพื่อจะได้เข้าใจคุณสมบัติพิเศษนี้มากยิ่งขึ้น ความเข้าใจเกี่ยวกับ Inter-sample clipping เสียงดิจิตอลไม่ได้ถูกเก็บเป็นเส้นต่อเนื่องเหมือนอนาล็อกเวฟ แต่เก็บแซมเปิ้ลหรือทำการสุ่มเป็น “จุดตัวอย่าง” (Samples) และบางครั้งแม้จุดตัวอย่างทุกจุดจะยังไม่เกิน 0 dBFS แต่เส้นคลื่นที่อยู่ “ระหว่างจุด” อาจพุ่งเกิน 0 dBFS ได้ ตรงนี้ที่ทางเทคนิคเรียกว่าเป็น Inter-sample peak ครับ และถ้าอุปกรณ์ไม่สามารถรับการพีคดังกล่าวนั้นได้ ก็อาจเกิดความเพี้ยนจากการคลิปของสัญญาณขึ้นมา (Clipping / Distortion) ซึ่งจะมีผลต่อความผิดเพี้ยนในคุณภาพเสียงอย่างแน่นอน คือถ้าภาค DAC ในส่วนของการแปลงอนาล็อก ไม่สามารถรองรับการพีคได้ ส่วนยอดคลื่นจะถูกตัดออก ผลที่อาจเกิดขึ้นคือเสียงมีความแข็ง กระด้าง หรือ Distortion โดยเฉพาะในเพลงที่มาสเตอร์มาแรงมากนั่นเองครับ แล้วทำไม CD ถึงมีผลในเรื่องดังกล่าวนี้? เพราะ CD ใช้ความละเอียด 16-bit / 44.1 kHz ซึ่งหมายความว่าเสียงถูกบันทึกเป็นการสุ่มตัวอย่าง 44,100 ครั้งต่อวินาที แต่ดนตรีจริงเป็นคลื่นต่อเนื่องแบบอนาล็อก ดังนั้น DAC มีหน้าที่ต้องนำจุดเหล่านั้นที่สุ่มวัดได้ กลับมาสร้างเป็นคลื่นอนาล็อกต่อเนื่องขึ้นใหม่อีกครั้ง ช่วง “ระหว่างจุดต่อจุด” นี่เองที่อาจเกิด Peak ซึ่งไม่ได้ปรากฏในค่า Sample สุ่มตัวอย่างที่บันทึกไว้ แล้ว DDH ของ NAD C 589 เกี่ยวข้องอย่างไร? Dynamic Digital Headroom (DDH) ที่ NAD ใส่เข้ามาเพื่อให้มีเฮดรูมสำหรับรองรับการพีค ที่เกิดในระหว่างการสุ่มตัวอย่าง (Samples) และช่วยลดโอกาสเกิดคลิปปิ้งนั่นเอง ดังนั้น DDH ไม่ได้ทำหน้าที่เพิ่มรายละเอียดหรือเพิ่มไดนามิคของเพลงขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการพยายามป้องกันไม่ให้ขั้นตอนการสุ่มตัวอย่าง และส่งมาแปลงรหัสในภาคอนาล็อค ถูกตัดยอดคลื่นที่ควรจะถูกถ่ายทอดออกมา สรุปทางเทคนิค QRONO d2a เน้นเรื่อง Time-domain / timing DDH เน้นเรื่อง Headroom / ป้องกัน Inter-sample clipping สองอย่างนี้จึงแก้ปัญหาที่สำคัญในคนละเรื่องกันครับ ซึ่งทั้งสองเทคนิคนี้ มีปุ่มที่รีโมตสำหรับเลือกค่าได้ 4. ใช้ระบบ Transport คุณภาพสูง NAD ได้ใช้กลไกอ่านแผ่นและเลเซอร์พิคอัพ ที่ออกแบบเพื่อความแม่นยำและความสม่ำเสมอในการอ่าน CD พร้อมด้วยโครงสร้างแมคคานิค ระบบกลไกที่เน้นลดปัญหาการสั่นสะเทือนเป็นพิเศษ มุมมองส่วนตัว ในฐานะคนเล่นแผ่นซีดีมาอย่างลุ่มลึกยาวนานหลายสิบปี สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดคือ C 589 มีแนวคิดที่ค่อนข้างตรงกับปรัชญาของ NAD รุ่นคลาสสิกคือ “ทำสิ่งที่จำเป็นให้ดี” ไม่มี Streaming ไม่มี Network ไม่มี Digital Input ไม่มี Headphone Amplifier แต่เอางบไปลงกับภาคทรานสปอร์ต ระบบกลไกขับหมุน ภาคดิจิตอลโปรเซสซิ่ง ภาค DAC และควบคุมภาคอนาล็อกเอาต์พุตเป็นหลัก และมีทั้ง RCA และ XLR ทำให้สามารถนำไปใช้งานในระบบได้สองทาง C 589 ไม่ได้พยายามทำให้เป็นเครื่องเล่นสารพัดอย่าง แต่พยายามทำให้ CD เป็น CD Player ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สำหรับคนที่มีแผ่น CD จำนวนมากและต้องการย้อนกลับไปฟังดนตรีจากแผ่นจริง โดยไม่ต้องพึ่ง Streaming เครื่องเล่นซีดีรุ่นนี้จึงเป็นเครื่องที่น่าสนใจมากในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะถ้าคุณใช้กับระบบที่มีแอมปลิไฟร์ แบบ XLR Balanced Input อยู่แล้ว Test Report ดีไซน์เครื่องออกแบบมาในรูปทรงเรียบง่ายดูคลาสสิกสีดำขรึม ตัวเครื่องมีความบางเป็นพิเศษ แต่ก็แข็งแรงมีน้ำหนักตึงมือพอสมควรเลยทีเดียว การได้เห็นสกรู 4 จุดบนหลังเครื่อง ที่น่าจะเน้นในเรื่องการล็อคโครงสร้างความมั่นคง ไม่ให้มีการสั่นไหวในขณะที่พิคอัพเลเซอร์ทำงาน ด้านหน้าวางตำแหน่งถาดใส่แผ่นอยู่มุมซ้าย ดิสเพลย์เรียบง่ายสะอาดตาอยู่ด้านขวา มีปุ่มฟังก์ชั่น Open / Close, Play / Pause, Stop, Display, Scan, Skip เรียงด้านใต้ครบครัน เพื่อความสะดวกอาจจะเลือกใช้รีโมตคอนโทรลก็ได้ครับ ด้านหลังมีช่องเอาต์พุตอนาล็อกทั้ง XLR และ RCA มีช่อง Digital Out เป็น Coaxial, Optical และ AES/EBU ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับ DAC ระดับไฮเอ็นด์และอุปกรณ์ประมวลผลสัญญาณดิจิตอลได้อย่างครบครัน หน้าเครื่องมีจอดิสเพลย์ขนาดใหญ่ 6.1 นิ้ว สวยและอ่าน CD Text ได้ดี สำหรับสิ่งที่สะดุดสายตาจุดแรกๆ ก็คือถาดใส่แผ่นของ C 589 ที่จะเป็นถาดพลาสติกเกรดสูง ที่มีโครงสร้างด้านข้างของถาด ประกอบด้วยชิ้นส่วนแบบรางโลหะสำหรับประคองและนำทางการเลื่อนซ้าย–ขวา ทำให้เกิดความสเถียรมากขึ้น กลไกอ่านแผ่นที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้จะเน้นความเร็วและเสียงรบกวนต่ำ ดังนั้นการเคลื่อนตัวอาจจะไม่ได้สมูทช้าๆ แต่ให้ความรวดเร็วของถาดในการเข้าออกปานกลาง แต่แม่นยำ เรื่องระบบการใช้งาน นับว่า NAD ออกแบบ NAD C 589 มาได้อย่างเหมาะสม กลไกเงียบ ใช้งานง่ายและสะดวก ส่วนในเรื่องน้ำเสียงนั้น หลังจากการทดสอบ ผมสรุปสั้นๆ ได้ว่า ให้เสียงเป็นธรรมชาติ มีตัวตน จับต้องได้ เป็นซีดีเพลย์เยอร์ที่แสดงรายละเอียด ตำแหน่งชิ้นดนตรีได้แม่นขึ้นมาก เน้นความเป็นธรรมชาติและความเที่ยงตรงได้น่าประทับใจ เสียงเบสลงลึกดี ควบคุมดี ไม่บวม ภาค DAC ให้ความสำคัญกับความแม่นของ Timing ได้ดีจริงๆ ครับ ฟังราบรื่น สะอาดสะอ้าน ทำให้รู้สึกว่าแผ่นซีดีสะสมของเรามีคุณค่ามากยิ่งขึ้น จุดเด่นที่สุดคือเสียงที่เป็นธรรมชาติ และไม่พยายามโชว์บุคลิกที่ฉีกแนวใดๆ สิ่งที่ C 589 เป็นแนวทางเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติสูงมาก และมีลักษณะเหมือนเครื่อง “หายตัวไป” จากการฟัง กล่าวคือผู้ฟังรับรู้รสชาตของเสียงดนตรีได้มากกว่ารับรู้คาแรกเตอร์ของเครื่อง สิ่งนี้เราชื่นชมว่าเครื่องรุ่นอยู่ในฐานะของเรฟเฟอร์เร้นซ์ ให้มาตรฐานที่สูงยิ่ง เพราะมันตรงกับความรู้สึกที่ว่า “ไม่ได้ฟังเสียงเครื่อง แต่ฟังดนตรี” เรามักจะคิดกันเสมอว่า ถ้าฟังแผ่นซีดี คาแรคเตอร์หนึ่งจะต้องมีคือเสียงที่เร็ว คมใสเป็นหลัก? แต่น้ำเสียง C 589 กลับเน้นความถูกต้องของต้นฉบับ ถือว่าถูกรสนิยมคนเล่นเครื่องเสียงที่อิง High Fidelity อย่างผมมากครับ คือไม่ได้แค่โดดเด่นในแง่ความเร็วฉับไวเท่านั้น แต่สร้างโทนดนตรีที่มีความนุ่มพร้อมรายละเอียด และให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่บนแผ่น CD ออกมาอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะ CD ที่มาสเตอร์ทำมาดี รวมทั้งแผ่นออดิโอไฟล์ จะแสดงศักยภาพได้เต็มที่ รวมถึงเพลงที่มีเสียงร้องและเครื่องดนตรีจะมีความเป็นตัวเป็นตนและมีชีวิตชีวามาก สิ่งที่เครื่องเล่นซีดีเพลย์เยอร์เครื่องนี้พิเศษกว่าใคร คือคุณสามารถเลือกฟิลเตอร์ใน DAC ภายในเครื่อง C 589 ได้ด้วยรีโมตคอนโทรล โดยปุ่มบนรีโมตสามารถสลับจาก Standard Filter ไป QRONO d2a ได้ทันที เราใช้วิธีนี้ในการ A/B ฟังเปรียบเทียบกัน บนรีโมตจะพบปุ่มที่มีสัญญลักษณ์ฟิลเตอร์ให้เลือก เมื่อกดเลือกก็จะแสดงผลที่หน้าจอดิสเพลย์ของเครื่อง ว่าคุณกำลังใช้ Standard Filter หรือ QRONO d2a Filter ปุ่ม DDH จะอยู่ช่วงกลางรีโมต เลือกใช้หรือไม่ใช้ สถานภาพก็จะปรากฎบนจอดิสเพลย์เช่นกัน และอีกปุ่มหนึ่งคือปุ่มเลือกความสว่างจอดิสเพลย์ มี 4 สเต็ปคือ สว่าง ลดแสงสว่าง ไปจนถึงปิดดิสเพลย์มืดสนิท แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ถ้าคุณใช้ Optical / Coaxial / AES / EBU Digital Output หรือทำให้เครื่องทำงานแบบทรานสปอร์ต แล้วส่งสัญญาณดิจิตอลเป็น Digital signal ออกไปยัง DAC ภายนอก ระบบก็จะไม่ผ่านการเลือกฟิลเตอร์ของ C 589 ในส่วนนี้ให้นะครับ ดังนั้นการเปรียบเทียบฟิลเตอร์ QRONO d2a Filter กับ Standard Filter ต้องฟังจาก RCA หรือ XLR Analog Out ของเครื่องเท่านั้น คือให้เครื่องทำงานพร้อมกับใช้ภาค DAC แบบซีดีเพลย์เยอร์ วิธีใช้งานคือเปิด CD และเล่นเพลงตามปกติ จากนั้นใช้รีโมต NAD CD11 ที่รีโมตจะมีปุ่มสำหรับเลือก QRONO d2a / Filter โดยกดเพื่อสลับระหว่าง Standard Filter และ QRONO d2a จุดที่ดีมากคือ ไม่ต้องลุกไปที่เครื่อง สามารถนั่งกดจากรีโมต อยู่ตำแหน่งนั่งฟังแล้วกดสลับได้เลย วิธีฟังทดสอบง่ายๆ ด้วยการฟังช่วงเดิมของเพลงซ้ำ นี่เป็นวิธีที่เหมาะที่สุดในการเปรียบเทียบคุณภาพเสียง เพราะความแตกต่างของ QRONO ไม่ใช่การเปลี่ยนโทนเสียงอย่างชัดเจน แต่จะไปเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ถูกต้อง (Timing) และอิมเมจ (Imaging) หรือความแม่นยำของตำแหน่งชิ้นดนตรี พบว่าเมื่อเปลี่ยนฟิลเตอร์เป็น QRONO d2a ขนาดของเวทีเสียงและโทนโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนมากนัก แต่ตำแหน่งเสียงร้องและเครื่องดนตรีดูแม่นยำขึ้น กับบางแผ่นบางเพลง บางช่วง อาจจะต้องสงสัยว่า “เปิดฟิลเตอร์ QRONO d2a อยู่หรือเปล่า”? แต่เมื่อเพลงนั้นๆ เริ่มมีจังหวะซับซ้อน เราเองจะรู้สึกได้ถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม และการควบคุมที่เพิ่มขึ้น สำหรับผมใช้ฟิลเตอร์ QRONO d2a ตลอดการฟัง เพราะสัมผัสความไหลลื่น รายละเอียดแม่นยำ ปลายเสียงแหลมชุ่มฉ่ำกว่าครับ วิธีสังเกตง่ายๆ สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองหูไม่ไว คือไม่ต้องไปตั้งใจฟังมากเกินไป ให้ฟังในฟิลเตอร์มาตรฐานจนครบจบทั้งแทร็กซ์ก่อนก็ได้ แล้วย้อนกลับมาฟังซ้ำอีกครั้ง จะพบว่า Standard Filter กับ QRONO d2a ของเครื่องมีความน่าสนใจทีเดียว เมื่อเปลี่ยนไปใช้ QRONO d2a ตำแหน่งของเสียงร้องและเครื่องดนตรีมีความแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะการแยกตำแหน่งของเสียงในเวทีเสียง ความเปลี่ยนแปลงนี้สามารถได้ยินจริง และให้คุณค่าแผ่นซีดี ได้ยอดเยี่ยมยิ่งๆ ขึ้นไปครับ แต่สิ่งสำคัญคือ มันไม่ได้เปลี่ยนบุคลิกเสียงโดยรวมอย่างรุนแรง แต่เวทีเสียงและโทนโดยรวมยังใกล้เคียงเดิม เพียงแต่ความแม่นยำด้านตำแหน่งและ Timing เปลี่ยนไป นี่คือผลทางด้าน Time-domain / Timing accuracy ของ C 589 ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนนั่นเอง ส่วนการปรับใช้ระบบ DDH นั้น สิ่งที่ผมรับฟังได้อาจจะเป็นระดับความดังเฉลี่ยในขณะนั้น ที่จะลดลงเล็กน้อย และเสียงอาจจะดูเป็นระเบียบมากขึ้น แต่ซีดีบางแผ่นอาจจะฟังไม่ออกครับ ผลการทดสอบผมพบว่า NAD C 589 คือตัวแทนของเครื่องเล่นแผ่นซีดีที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพเสียงสูงมาก โดดเด่นในเรื่องของรายละเอียดเสียงที่เป็นธรรมชาติและสามารถถอดรหัสจากแผ่นซีดีได้อย่างแม่นยำเที่ยงตรง ให้เสียงในความรู้สึกของเราก็คือ “อนาล็อกซาวนด์” ที่ยอดเยี่ยมในระดับมือโปร ครับ... ไม่ใช่บุคลิกเดียวกันกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงแต่ก็มีจุดที่โดดเด่นกว่าก็คือปราศจากเสียงสะดุด สแครช และให้เสียงได้เอิบอิ่มแทบไม่ต่างกัน รวมทั้งค่าไดนามิคเร้นจ์ที่ยอดเยี่ยม ดึงเราเข้าไปใกล้ชิดกับเสียงดนตรีมากกว่าที่เคยเป็น นี่เป็นข้อแตกต่างระหว่างเครื่องเล่นซีดีราคาพื้นฐาน และ NAD C 589 ที่ก้าวกระโดดขึ้นไปอีกหลายระดับชั้น ของเสียงดนตรีที่งดงาม ส่วนเรื่องโครงสร้างรูปทรงในแบบ NAD ดำขรึมทะมึน คลาสสิก ใครจะชอบหรือไม่ชอบก็เป็นเรื่องรสนิยมแห่งสายตาที่สัมผัสครับ บางคนที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่เคยทดลองฟังอาจจะมองแค่ผาดเผิน แล้วเมินไป แต่แฟน NAD จะรู้สึกรักเลยก็ได้ ถ้ายิ่งทราบคุณสมบัติพิเศษในภาคฟิลเตอร์และภาค DAC ที่ผมนำเสนอไปเบื้องต้น คุณจะพบว่าเป็นเครื่องที่ทรงคุณค่าเกินหน้าตาไปมากมายจริงๆ สรุปด้วยประโยคสั้นๆ NAD C 589 คือเสียงดนตรีที่สมจริงทุกรายละเอียด สำหรับออดิโอฟล์ที่ต้องการเครื่องเล่นซีดี หรือซีดีทรานสปอร์ตในระดับอ้างอิงครับ NAD C 589 ราคา 69,000.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Kensington Audio C-600 หัวเข็ม MC ที่ผสานความละเอียด ความเป็นดนตรี ด้วยเทคโนโลยีจากโลกอนาล็อกยุคใหม่ หัวเข็มคือหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของระบบเครื่องเล่นแผ่นเสียง นับแต่แท่นเครื่อง ระบบขับหมุน แพล็ตเตอร์ แล้วก็มาสิ้นสุดที่ปลายเข็มเล็กๆ นี้เอง ที่จะเป็นผู้สร้างโลกแห่งเสียงดนตรีอนาล็อกที่สะท้อนผ่านการลัดเลาะไปตามร่องแผ่น ในโลกของเครื่องเสียงอนาล็อก หัวเข็มเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนร่องบนแผ่นเสียงให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า มาสู่การได้ยินทุกๆ รายละเอียด Kensington Audio C-600 เป็นหัวเข็มแบบ Moving Coil หรือ MC จากประเทศอังกฤษ ที่มีการเปิดตัวในปี 2025 ในฐานะหนึ่งในผลิตภัณฑ์กลุ่มหัวเข็มรุ่นแรกของ Kensington Audio Kensington Audio เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่ม TALK Electronics ซึ่งมีแบรนด์ที่เกี่ยวข้องอย่าง Edwards Audio และ Kestrel Audio โดยกลุ่มบริษัทนี้มีประสบการณ์ด้านเครื่องเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียง โทนอาร์ม และ Phono Stage โดยบริษัทได้ระบุว่าหัวเข็มของ Kensington นั้น ประกอบด้วยมือในสหราชอาณาจักร ตระกูลหัวเข็ม MC ของ Kensington ประกอบด้วย C-500, C-600, C-700, C-800 และ C-900 โดย C-600 เป็นโมเดลที่อยู่เหนือ C-500 และต่ำกว่า C-700, C-800 และ C-900 เป็นหัวเข็มเล่นแผ่นเสียงที่ได้รับรางวัล Outstanding Product จาก Hi-Fi News หลังการทดสอบในช่วงปลายปี 2025 นี้เองครับ C-600 เป็นหัวเข็มแบบ Low-output Moving Coil ที่ใช้ขดลวดทองแดง 4N OCC ที่เน้นความสะอาด รายละเอียดยอดเยี่ยม มีจุดเด่นสำคัญคือการใช้ก้านเข็มแบบ Boron Cantilever, ปลายเข็มเพชร รูปทรง Elliptical Stylus และระบบ Low-output Moving Coil เป็นรุ่นที่นำวัสดุระดับสูงมาใช้ ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าหัวเข็ม MC ระดับไฮเอ็นด์อีกหลายๆ รุ่น จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่ง รายละเอียดทางวิศวกรรมของหัวเข็ม มีความโดดเด่นอยู่ 2 ประการ ก็คือ Boron Cantilever และ Elliptical Stylus Cantilever คือก้านที่เชื่อมระหว่าง Stylus กับ Generator ภายในหัวเข็ม หน้าที่ของมันคือถ่ายทอดการสั่นสะเทือนจากปลายหัวเข็มเพชรไปยังระบบสร้างสัญญาณอย่างแม่นยำที่สุด Boron มีคุณสมบัติเด่นด้านความแข็งและน้ำหนักต่ำ จึงเหมาะกับการใช้งานลักษณะนี้เป็นพิเศษ หลักการสำคัญคือก้านที่แข็งและมีมวลต่ำ จะช่วยให้การถ่ายทอดพลังงานจากร่องเสียงไปยัง Generator ทำได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น Kensington จึงระบุว่า Boron Cantilever ของ C-600 ช่วยเพิ่มความฉับไว เที่ยงตรงของสัญญาณ รวมทั้งรายละเอียดได้อย่างดีเยี่ยม ขออธิบายเล็กน้อยนะครับ คำว่า Generator ในหัวเข็มแผ่นเสียง หมายถึง “ชุดกำเนิดสัญญาณไฟฟ้า” ที่อยู่ภายในตัวหัวเข็มนั่นเองครับ เมื่อเราพิจารณาโครงสร้างการทำงานเพื่อกำเนิดเสียงของระบบหัวเข็ม ก็จะเรียงลำดับตามนี้ เมื่อปลายเข็มเพชรสั่นไปตามร่องเสียง ก้านเข็มหรือ Cantilever ก็จะสั่นตามไปพร้อมกัน เป็นผลให้ขดลวดเล็กๆ เคลื่อนที่อยู่ในสนามแม่เหล็ก เกิดแรงดันไฟฟ้าขนาดเล็กมากๆ ส่งผ่านไปยังภาคขยายหัวเข็ม Phono Stage ในที่สุด ดังนั้นคำว่า Generator หมายถึงส่วนที่อยู่ถัดเข้าไปภายในโครงสร้างของตัวหัวเข็ม และเป็นหัวใจสำคัญในการ “แปลงการสั่นให้กลายเป็นไฟฟ้า” นั่นเอง การทำงานของหัวเข็ม MC และ MM แตกต่างกันตรงนี้ ระบบหัวเข็ม MC (Moving Coil) จะมีขดลวดเป็นส่วนที่เคลื่อนที่อยู่ในสนามแม่เหล็ก ในขณะที่หัวเข็ม MM (Moving Magnet) จะใช้แม่เหล็กเป็นส่วนที่เคลื่อนที่ ส่วนขดลวดนั้นอยู่กับที่ สำหรับ C-600 ใช้หัวเพชรที่ใช้รูปทรงปลายเข็มแบบ Elliptical Stylus ทำให้มีพื้นที่สัมผัสกับร่องเสียงละเอียดกว่าแบบ Conical และสามารถอ่านรายละเอียดในย่านความถี่สูงได้ดีขึ้น โดยปลายเข็มเพชรของ C-600 นั้นมีขนาดประมาณ 5 × 15 μm คำอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องจุดเด่นของ Elliptical Stylus อยู่ที่รูปทรงปลายเพชร ซึ่งรูปแบบปลายเข็มชนิดนี้สามารถสัมผัสและติดตามร่องเสียงได้ละเอียดกว่า Conical/Spherical Stylus โดยเฉพาะในย่านความถี่สูง จุดเด่นหลักของ Elliptical Stylus อยู่ที่การอ่านรายละเอียดความถี่สูงได้ดีขึ้น โดยติดตามการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในร่องเสียงได้แม่นยำกว่า ให้รายละเอียดและความโปร่งดีขึ้น ด้านเสียงร้อง เครื่องสาย และรายละเอียดช่วงปลายเสียงมักถ่ายทอดได้ชัดเจนกว่า เป็นปลายเข็มที่ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถลดการเกิดเสียงผิดเพี้ยนในย่านความถี่สูง โดยเฉพาะช่วงใกล้ด้านในของร่องแผ่นเสียง ให้การ Tracking ดีขึ้น สามารถเคลื่อนไปตามรูปทรงของร่องเสียงที่ซับซ้อนได้ดีกว่าหัวเข็มทรงกลม ให้เสียงโดยรวมมีความละเอียดและเป็นธรรมชาติมากขึ้น (เมื่อมีการตั้งค่าหัวเข็มได้ถูกต้อง) สำหรับ Kensington C-600 การใช้ Elliptical Stylus และ Boron Cantilever จึงน่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นการนำหัวเพชรที่สามารถแทร็คติดตามร่องเสียงได้ละเอียด มาทำงานร่วมกับก้านที่แข็งและมีมวลต่ำ อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบทั้งสามส่วน ได้แก่ Elliptical Stylus, Boron Cantilever และ MC Generator ควรพิจารณาเป็นระบบ เพราะประสิทธิภาพของหัวเข็มไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัสดุชิ้นใดชิ้นหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผลการทดสอบ หัวเข็มมาในกล่องใสที่ดูสวยงามมีคลาสดีทีเดียว การนำมาติดตั้งเข้ากับเฮดเชลล์หรือปลายยอดของโทนอาร์มก็เฉกเช่นหัวเข็มอื่นๆ โดยทั่วไป ในการติดตั้ง Cartridge เข้ากับ Headshell ควรยึด C-600 ให้แน่นพอดี อย่าออกแรงกดหรือจับบริเวณก้านเข็มโดยตรง เพราะ C-600 ไม่มี Stylus guard หรือคลิปสำหรับป้องกันปลายหัวเข็มมาด้วยครับ การติดตั้งจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะความเสียหายเพียงเล็กน้อยต่อ Cantilever หรือ Stylus อาจนำไปสู่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมหรือเปลี่ยนหัวเข็มที่สูงมาก การตั้ง Overhang และปรับแต่ง ควรใช้ Protractor ที่เหมาะกับโทนอาร์มของคุณ โดยตั้งให้หัวเข็มอยู่ในตำแหน่งและมุมที่ถูกต้อง ถือว่าขั้นตอนนี้สำคัญมากกับหัวเข็มที่มีปลายแบบ Elliptical Stylus การปรับตั้ง Azimuth ต้องตรวจสอบว่าหัวเข็มตั้งฉากกับผิวแผ่นเสียง ไม่เอียงไปทางซ้ายหรือขวา เพื่อให้การอ่านร่องเสียงสองแชนเนลสเตอริโอได้สมดุล การตั้งค่าแรงกดหัวเข็ม ที่กดลงบนร่องแผ่นเสียงขณะเล่น หรือ Tracking Force (VTF) นั้น C-600 แนะนำให้ตั้งระหว่าง 1.3–1.5 g ในการทดสอบผมเริ่มที่ประมาณ 1.4 กรัม แล้วค่อยๆ ทำการปรับโดยละเอียด จากการฟังและพฤติกรรมในการแทร็คร่องแผ่นอีกครั้งว่าจะให้น้ำหนักจริงๆ อยู่ที่ใด การตั้งค่าแรงกดหัวเข็มโดยละเอียดผมจะใช้เครื่องชั่งน้ำหนักหัวเข็มของ Van Den Hul ทำให้มีความแม่นยำมากกว่าการตั้งโดยใช้การบาลานซ์โทนอาร์มของเครื่องเล่นแผ่นเสียงเพียงอย่างเดียว เพราะแรงกดจะมีผลโดยตรงต่อการที่หัวเข็มจะ “ตามร่องเสียง” ได้ดีเพียงใด ถ้าเราตั้งเบาเกินไป หัวเข็มอาจตามร่องไม่ทัน เกิดเสียงแตก พร่าเลือน โดยเฉพาะเสียงสูงและเสียงดัง หรือถ้าตั้งหนักเกินไป แรงกดถูกกระทำบนร่องมากเกินจำเป็น และอาจเพิ่มการสึกหรอของหัวเข็ม และแผ่นเสียง ดังนั้นการตั้งที่พอดี สมดุล จะทำให้หัวเข็มสัมผัสร่องอย่างมั่นคง ให้การ Tracking ดี เสียงสะอาดและสมดุล การตั้งค่า Anti-skating ควรเริ่มจากค่าประมาณใกล้เคียงกับ Tracking Force แล้วใช้การฟังและการตรวจสอบ Channel Balance/Tracking ประกอบ ไม่จำเป็นต้องยึดตัวเลขอย่างตายตัวเสมอไปครับ ในเครื่องเล่นแผ่นเสียงระดับโปร เราสามารถตั้ง VTA / SRA เพื่อปรับความสูงของโทนอาร์มให้หัวเข็ม C-600 ทำงานในมุมที่เหมาะสม โดย Kensington ระบุ VTA ประมาณ 20° ในที่นี้เราทดสอบกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง ELAC Miracord 90 Anniversary ที่ใช้งานปรับแต่งเซ็ตอัพได้ง่าย เริ่มจากการปลดล็อคและเลื่อนเสาอาร์มขึ้นลงเพื่อปรับมุม VTA สำหรับท่านที่มีเครื่องมือสามารถปรับตั้งเอง สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือ ประแจหกเหลี่ยม ขนาดที่แถมมาในกล่องของ ELAC หากไม่มีให้ใช้ประแจหกเหลี่ยมขนาดเล็กที่พอดีกับรูสกรูตัวหนอนที่ฐานอาร์ม นำแผ่นเสียงแผ่นระดับความหนาปานกลางเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตั้งระยะขนาน พร้อมบล็อกใสวัดระดับ VTA (VTA Acrylic Block Azimuth Ruler) ตัวช่วยวัดความขนานของท่อโทนอาร์ม (ถ้ามี) หรือใช้ไม้บรรทัด/การ์ดแข็งส่องแนวระนาบแทนก็ได้ ใช้ประแจหกเหลี่ยมที่ขนาดพอดีคลายสกรูตัวหนอน (Grub screw) ที่ยึดเสาอาร์มบริเวณฐานด้านล่างอย่างระมัดระวัง ระวังอย่าคลายแน่นหรือขันแน่นเกินไป เพราะอาจทำให้เสาอาร์มผิดรูปหรือเสียหายได้ ปรับระดับความสูง (VTA) ขยับตัวอาร์มขึ้นหรือลงทีละน้อย เพื่อให้ก้านหัวเข็มขนานกับผิวแผ่นเสียงเมื่อเล่น หรือปรับตามความเหมาะสมของหัวเข็ม ทั้งหมดนี้ ถ้าหากไม่สะดวก คิดว่าคุณสามารถยกเทิร์นเทเบิลไปให้ M Sound ปรับตั้งทุกๆ ค่า ให้ได้ครับ ในขั้นตอนสุดท้ายคือการตั้งค่า Phono Gain นี่เป็นจุดสำคัญมาก เพราะ C-600 เป็น Low-output MC ควรตรวจสอบว่า Phono Stage มี Gain เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสัญญาณเอาต์พุตที่เราได้ยินเป็นสำคัญ ในที่นี้ผมใช้โฟโนสเตจของ Clef Audio Conductor-LP จึงสามารถตั้งค่า Gain ได้อย่างเหมาะสมด้วยความง่ายดาย สำหรับ C-600 มีค่าความต้านทานภายใน (Internal Impedance) อยู่ที่ 5 Ohms ซึ่งตามสเปกฯ โรงงานแนะนำให้จับคู่กับโหลดต้านทานที่ 100 Ohms เพื่อดุลเสียงที่เปิดโปร่ง เคลียร์ และมิติสเตอริโอที่แม่นยำที่สุด และเกนสามารถลองเลือกระหว่าง 62 dB หรือ 72 dB ขึ้นกับองค์ประกอบหลักในซิสเต็ม และเสียงที่เราฟังแล้วถ่ายทอดออกมาได้เคลียร์ชัดดีเป็นหลัก เพราะจากการใช้งานจริง เกนหัวเข็ม C-600 จะต่ำกว่าสเปกฯ เล็กน้อยครับ ขั้นตอนสุดท้ายคือการตรวจสอบ Channel Balance และ Noise หลังจากต่อระบบแล้ว ก็ควรตรวจดูว่าเสียงซ้าย–ขวา สมดุลหรือไม่มี Hum หรือ Noise และระดับเสียงเหมาะสมหรือไม่เป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นหัวเข็มใหม่ ก็จะทดสอบทดลองใช้งานหัวเข็มให้ได้ทำงานก่อนประเมินเสียง โดยช่วงแรกจะไม่รีบตัดสิน C-600 จากการฟังเพียงไม่กี่เพลง ผมจะใช้แผ่นเสียงที่คุ้นเคยและมีทั้งเสียงร้อง เครื่องสาย เปียโน Jazz และ Classical หลายหลาก ทั้งแผ่นเสียงยุคเก่า และยุคใหม่มาประเมินคุณภาพเสียงในที่สุด บทสรุปคุณภาพเสียง สิ่งที่น่าประทับใจมากก็คือรายละเอียดเสียงหัวเข็ม C-600 ดีเยี่ยมจริงๆ เสียงที่มีความโปร่ง เปิด และมีประกายของเสียงสูงเข้าขั้นงดงามมาก เสียงที่เปิดเวทีเสียงกว้างของ C-600 เป็นคุณสมบัติที่ถือว่าแม่นยำให้ความรู้สึกของความเป็นดนตรีสูงมาก คาแรคเตอร์จะให้ความสะอาดและความเปิดของเสียง โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้ด้วยเสียงกลางที่ยังมีความอบอุ่นและเปิดเผย มีฮาร์โมนิกละเมียดละไม เสียงร้องน่าฟัง แบบเข้าถึงอารมณ์มาก เสียงสูงสะอาดและมีประกายด้วยรายละเอียดเล็กๆ ถ่ายทอดออกมาได้ชัด สิ่งที่ยอดเยี่ยม คือการ Tracking ร่องแผ่นทำได้ดี เสมือนปลายเข็มยึดติดกับร่องแผ่นเลยทีเดียว ซึ่งส่งผลต่อ Soundstage ค่อนข้างกว้าง และเด่นเรื่องเวทีเสียงเน้นความกว้างมากกว่าความลึกเล็กน้อย C-600 รักษาสมดุลระหว่างความละเอียดกับความเป็นดนตรี ลักษณะเสียงโดยรวมแบบอนาล็อกที่สะอาดสะอ้าน น่าฟังอย่างยิ่ง ความน่าทึ่งของหัวเข็ม MC รุ่นนี้ เนื่องจาก Kensington Audio C-600 ไม่ได้เด่นปลายเสียงแหลมสะอาดเกลี้ยงเกลาอย่างเดียว แต่สามารถให้แรงปะทะของเบสลึกๆ ดูเป็นธรรมชาติสมจริงมากกว่าที่ผมเคยฟังหัวเข็มมูพวิ่งคอยล์อื่นๆ ระดับราคาเดียวกัน โดยเฉพาะกับเพลงที่ต้องการน้ำหนักและพลังของจังหวะ ถือว่าทำได้ดีเยี่ยมจริงๆ C-600 ให้รายละเอียดมากกว่า MC ระดับเริ่มต้นทั่วไป เสียงกลางที่มีความเป็นธรรมชาติ ย่านความถี่เสียงสูงที่สะอาดและเปิดให้ Transient ที่รวดเร็ว รวมถึง Soundstage ที่กว้าง การแทร็คกิ้งร่องแผ่นที่ดี ราคาที่ไม่สูงถึงระดับหัวเข็มระดับแสนบาท แนะนำว่า ผู้ใช้ควรมี Phono Stage ที่ให้ Gain สูงเพียงพอ และสามารถปรับ Loading ได้เหมาะสม หาก Gain ไม่พอหรือ Loading ไม่สอดคล้องกับหัวเข็ม ศักยภาพของ C-600 จะไม่สามารถแสดงออกมาได้เต็มที่ครับ Kensington Audio C-600 เป็นหัวเข็ม MC จากแบรนด์อังกฤษที่มีศักยภาพในการให้เสียงที่ผสมผสานความละเอียด ความเปิด และความเป็นดนตรีได้อย่างน่าประทับใจในรอบปีของผมเลยทีเดียว นี่คือหัวเข็ม MC ที่ผสานความละเอียด ความเป็นดนตรี ด้วยเทคโนโลยีจากโลกอนาล็อกยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ Kensington Audio C-600 ราคา 39,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096 978 7424 : Msound | line : m_240956 โทร. 084 105 5949 : น้องเอ็กซ์ โทร. 083 564 4962 : Planet Laser โทร. 091 718 8716 : คุณศราวุธ โทร. 088 005 5156 : เต่า ออดิโอ
Harbeth P3ESR XD2 ลำโพงที่ทำให้ดนตรีสำคัญ และน่าประทับใจเสมอ แน่นอนว่านี่คือรหัสรุ่นลำโพงขนาดเล็กที่ผมฟังและเป็นเจ้าของมายาวนาน นับแต่ก่อกำเนิดโมเดลนี้ขึ้นมา โดยมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจมาก จากแบบแปลนพิมพ์เขียวของ BBC LS3/5A มาสู่ลำโพงมอนิเตอร์ขนาดเล็ก เมื่อปี 1990 คือ Harbeth P3 หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ ตามมาด้วย P3ES และ P3ES2 ในที่สุดก็มาลงหลักปักฐานกับชื่อรุ่น P3ESR ในที่สุด เป็นลำโพงเล็กที่สามารถบรรยายคำว่า “ความสุขในการฟังดนตรี” ทุกช่วงเวลาได้ดีที่สุดคู่หนึ่งเลยทีเดียว อันที่จริงแล้ว อลัน ชอว์ เคยกล่าวว่า มีอีกหนึ่งสาเหตุที่เขานำเสนอลำโพงเล็กของ Harbeth ในรุ่น P3 คือในอดีตเขาเคยผลิตลำโพง BBC LS3/5A ดังนั้นเพื่อให้ Harbeth ได้มีทางเลือกของตัวเองในการพัฒนา หากในอนาคตผู้ผลิตไดรเวอร์ของ LS3/5A หยุดผลิตชิ้นส่วนเดิม ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ เพราะที่สุดไดรเวอร์ที่ใช้กันมาตลอดก็ยุติสายงานการผลิตลงไป จึงถึงเวลาที่ Harbeth ก้าวสู่การออกแบบและทำตัวขับเสียง RADIAL ด้วยตนเอง สำหรับรหัสรุ่นแรกสุดนั้น พ้องมาจาก LS3/5A โดย P3 หมายถึงการพัฒนาในเทคนิคของตนเอง และต่อมา Harbeth พัฒนา P3 เป็น P3ES คำว่า ES นั้นย่อมาจากคำว่า Extra Specification และในประมาณปี 2009 Harbeth เปิดตัว P3ESR โดยรหัส R ต่อท้ายนั้นหมายถึงการใช้ตัวขับเสียงที่เป็นเทคโนโลยีกรวย RADIAL นั่นเอง สำหรับโจทย์ของ P3ESR นั้น อลัน ชอว์ ผู้ออกแบบและพัฒนา แสดงเอาไว้อย่างชัดเจนว่าต้องการรักษาการตอบสนองย่านเบสของลำโพงขนาดเล็ก ทำให้มีการขับเสียงได้ง่ายขึ้น ลดการระบายสีสันของลำโพง และเพิ่มความชัดเจนและรายละเอียดของเสียง ที่สำคัญคือ ปรับปรุง Stereo Imaging รวมถึงให้สำเนียงอย่างราบเรียบและเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกเหนือจากนั้นคือ ยังต้องการให้ P3ESR มีบุคลิกสอดคล้องกับ Harbeth รุ่นใหญ่ที่ใช้กรวยลำโพง RADIAL ด้วยนั่นเอง ลำโพงเล็กของ Harbeth เพียงรุ่นเดียวนี้ มีการพัฒนาอัพเกรดขึ้นมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ Harbeth P3ESR XD2 มีความโดดเด่น ไม่ได้อยู่ที่การให้เสียงใหญ่เกินตัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นลำโพงที่เน้นความเป็นธรรมชาติของเสียงกลาง ความต่อเนื่อง และการฟังเพลงอย่างผ่อนคลาย โดยรุ่น XD2 มีการพัฒนาไดรเวอร์และวงจรครอสโอเวอร์ต่างจาก XD เดิมอย่างชัดเจน ผลจากการทดสอบเมื่อเปรียบเทียบกับ P3ESR 40th Anniversary และเวอร์ชั่น P3ESR เดิมๆ ผมพบว่าจุดเด่นสำคัญของ P3ESR XD2 คือการพัฒนาอัพเกรดความยอดเยี่ยมของมิดเร้นจ์หรือย่านเสียงกลาง ให้เสียงมีความน่าทึ่งยิ่งขึ้นจริงๆ เสียงร้อง กีตาร์ เปียโน เครื่องสาย และเครื่องเป่ามีความเป็นธรรมชาติสูง ให้โทนเสียงที่ฟังแล้ว “เป็นดนตรี” ได้มากกว่า การปรับเปลี่ยนมาใช้ไดรเวอร์มิด/เบส ขนาด 110 มม. แบบ RADIAL4 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อจาก RADIAL2 ใน XD เดิม มีจุดมุ่งหมายคือเพิ่มความชัด ความรวดเร็วของการตอบสนอง และความโปร่งของเสียงให้ดียิ่งขึ้น อย่างก้าวกระโดด ตัวขับเสียงกลางต่ำของ Harbeth P3ESR XD2 นั้นคือ "หัวใจหลัก" ของเสียงในสไตล์ Harbeth ที่ผลิตจากวัสดุโพลีเมอร์สังเคราะห์พิเศษสูตรเฉพาะของแบรนด์ (RADIAL) ซึ่งในรุ่น XD2 นี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาเป็นเจเนอเรชันล่าสุด (RADIAL4) ช่วยลดการบิดเบือนของกรวยลำโพงได้ดียิ่งขึ้น ให้เสียงกลางที่หวาน ละเมียดละไม มีมิติ และแจกแจงรายละเอียดเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีได้อย่างเป็นธรรมชาติสูงสุด พร้อมเนื้อเสียงเบสที่สะอาดและกระชับเกินตัว ส่วนตัวขับเสียงสูง Tweeter ใช้ Ferrofluid-cooled Aluminium Dome ขนาด 19 มม. หรือขนาด 0.75 นิ้ว ทวีตเตอร์แบบโดมโลหะนี้มีการระบายความร้อนด้วยสารแม่เหล็กเหลวในช่องวอยซ์คอยล์ (Ferrofluid) โดดเด่นเรื่องการตอบสนองความถี่สูงที่ทอดยาวเป็นประกาย สะอาด และไม่จัดจ้าน โดยทำงานร่วมกับหน้ากากตัวตู้หลัก เป็นผ้าสีดำขึงบนโครงกรอบโลหะที่เสียบลงร่องตู้แบบตึงเป๊ะ ที่เรียกว่า SuperGrille อันเป็นเอกลักษณ์ของ Harbeth ที่จริงแล้วในการใช้งานฟังเพลง Harbeth แนะนำให้ปิดผ้าหน้ากากไว้ เพื่อความสมดุลเสียง แต่นักเล่นแฟนคลับฮาร์เบ็ท มักชอบเปิดหน้ากากมากกว่า อาจจะเพราะให้ความเปิดเสียงได้อีกเล็กน้อย และได้เห็นความสวยงามภายในลำโพง การพัฒนาครอสโอเวอร์ได้รับการปรับปรุงใหม่ เป็นอีกหนึ่งในความสำคัญ โดยทาง Harbeth ได้ปรับวงจร Crossover ให้ทำงานร่วมกับ RADIAL4 โดยเฉพาะ ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเสียงกลาง-เบสกับทวีตเตอร์มีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น สำหรับ P3ESR XD2 มีขนาดตัวตู้เพียง 306 × 190 × 184 มม. รูปแบบตู้ปิดทึบ มีน้ำหนักประมาณ 6.1 กก. ต่อข้าง แต่น่าทึ่งที่ลำโพงเล็กๆ กลับสามารถสร้างเวทีเสียงและตำแหน่งชิ้นดนตรีได้ดี โดยเฉพาะในห้องขนาดเล็กหรือการฟังระยะใกล้ ให้เสียงเบสที่เน้น “คุณภาพ” มากกว่าปริมาณ โดยผลการตอบสนองความถี่ประมาณ 75 Hz–20 kHz ±3 dB จึงไม่ใช่ลำโพงสำหรับคนที่ต้องการเบสลึกและแรง แต่จุดเด่นคือมีเบสที่กระชับและสัมพันธ์กับเสียงกลางได้ดีมากๆ หากต้องการให้ได้ความถี่ต่ำกว่านี้ การเพิ่มซับวูฟเฟอร์ที่เข้ากันสามารถทำได้ โดยแนะนำให้ใช้ Harbeth Nelson ขาตั้งลำโพงที่มีซับวูฟเฟอร์แบบ Active ในตัว (Active Sub-Stand / Bass Extender) ที่จะช่วยให้ลำโพงสามารถลงเบสได้ลึกจาก 75 Hz ลงไปได้ถึง 30 Hz โดยประมาณ แต่การทดสอบผมเน้นที่ลำโพงเดี่ยวๆ ผนวกกับขาตั้งตรงรุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อลำโพงคู่นี้โดยเฉพาะ ก็คือ Hi-Fi Racks ขาตั้งแบรนด์หรูจากประเทศอังกฤษที่ขึ้นชื่อเรื่องงานไม้แท้แบบ Solid Hardwood เป็นขาตั้งที่ผลิตขึ้นมาแบบ Custom-built ตรงรุ่นสำหรับ Harbeth P3ESR โดยตรง โดยทำจากไม้โอ๊ก Solid Oak พ่นด้วยสีดำด้าน ขาตั้งจะมีความสูงประมาณ 26 นิ้ว ซึ่งเมื่อรวมกับความสูงของตัวตู้ P3ESR XD2 และสไปค์ที่ฐานแล้ว ระดับของทวีตเตอร์จะขึ้นมาอยู่ตรงกับระดับหู ในตำแหน่งนั่งฟังพอดี ตามมาตรฐานของ Harbeth ผมมีการสลับไปใช้งานกับขาตั้งไม้เมเปิ้ล ซึ่งให้คุณยุ่น MAVIN เป็นผู้ออกแบบมา ก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเป็นนัยยะสำคัญ ในเรื่องของย่านความถี่นักเท่าไร แต่การใช้ตัวรอง Spike อาจจะมีผลบ้าง เช่นแผ่นรองของ Hi-Fi Racks เอง ให้ความราบเรียบสมูทของเสียง ส่วนการทดลองใช้กับตัวรองของ Life Audio Signature Mellow จะโดดเด่นเรื่องเวทีเสียงและความเปิดโปร่งเพิ่มขึ้น ข้อต้องห้ามที่สำคัญคือ “ขาตั้งโลหะ” ที่จะทำให้ลำโพงเกิดความเกร็งของเสียงออกมาได้ง่ายที่ช่วงความถี่เสียงกลางครับ หรือแม้แต่ใช้ขาตั้งที่ผลิตจากไม้ MDF ก็อาจจะทำให้เสียงกลางของลำโพงค่อนไปทางเสียงแห้งได้ง่าย นี่คือหลักสังเกตเมื่อผมได้ใช้ลำโพงคู่นี้เข้ากับขาตั้งแบบต่างๆ ก็ขอให้ท่านที่เป็นเจ้าของได้ลองวิเคราะห์ดูครับ Test Report สำหรับการ Setup จุดตำแหน่งในการตั้งลำโพงสามารถยืดหยุ่นไปได้ตามขนาดของห้องและสภาพอะคูสติครวมถึง Level ระดับเสียงภายในห้องที่ทุกท่านฟังเป็นประจำ ในส่วนตัวผม จะใช้ระยะความห่างของลำโพงตู้ซ้ายและขวาประมาณ 1.80 เมตร ตั้งลำโพงให้ห่างผนังด้านหลัง 1 เมตร และผนังด้านข้าง 90 เซนติเมตร ซึ่งก็จะเป็นระยะที่ค่อนข้างเหมาะสมกับขนาดห้อง 3.5x4.5 เมตร จุดตำแหน่งการนั่งฟังที่เหมาะสมที่สุดก็คือ 2.80-3.00 เมตร ครับ ผมเบิร์นลำโพง Harbeth P3ESR XD2 ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์เศษ (100 ชั่วโมง) พยายามเปิดเสียงในช่วงเบิร์นต่อเนื่องกันไปด้วยแผ่นเพลง Ein Straussfest ของค่าย Telarc บรรเลงโดย Erich Kunzel และวง Cincinnati Pops Orchestra เลือกเฉพาะเพลง On The Beautiful Blue Danube Waltz, Op. 314 เป็นหลัก เพราะในการบรรเลงดนตรีในอัลบั้มนี้ จะมีครบทั้งย่านความถี่ ค่าไดนามิคเร้นจ์ อัตราการสะวิงของเสียงทำให้ลำโพงนั้นมี “ความอยู่ตัว” พร้อมจะทำหน้าที่ของเขาอย่างสมบูรณ์ในช่วงเบิร์น 80-100 ชั่วโมง ผมก็ยังยืนยันว่า ส่วนตัวชื่นชมลำโพงในตระกูล P3ESR มาเนิ่นนาน คือความเป็นลำโพงที่เข้าถึงได้ง่ายและให้ความรู้สึกถึงดนตรีที่ไพเราะอยู่ตลอดทุกช่วงเวลาของการรับฟัง รวมทั้งพัฒนาการของ Harbeth P3ESR XD2 นี้ ด้วยที่มีการอัพเกรดคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และเดินก้าวไปถึงอุดมคติของลำโพงเล็กได้ในที่สุด เมื่อได้ทดสอบฟัง เราจะพบว่าลำโพงมีภาพรวมค่อนข้างชัดว่า XD2 ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนบุคลิกของ P3ESR ให้เปลี่ยนไปเป็นลำโพงคนละแนว แต่เป็นการ “ขัดเกลา” จุดเด่นเดิมให้สะอาด โปร่ง และแม่นขึ้นต่างหาก ผมเน้นฟังเพลงในสไตล์ที่เหมาะสมกับ Harbeth P3ESR XD2 คือเพลงแนวป็อป แจ๊ส เพลงร้องทั่วไปที่ผลักดันให้เราเข้าถึงความงามของดนตรี และความสะอาดแม่นยำของเสียงร้องเป็นพิเศษ โดยเสียงกลางยังเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ด้วยเสียงร้องของ P3ESR XD2 มีความเป็นธรรมชาติ อิ่ม มีเนื้อ และลื่นไหล โดยเฉพาะเสียงร้องและเครื่องดนตรีอะคูสติก เป็นความรู้สึกเสมือนการบันทึกเสียงที่ไมโครโฟนเข้าไปใกล้นักร้องยิ่งขึ้น ทำให้รายละเอียดของน้ำเสียงและอารมณ์การร้องเด่นชัดสมจริงมาก เปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้าคือ P3ESR XD เสียงของเวอร์ชั่นใหม่ รุ่น XD2 มีความสะอาดและโปร่งกว่าเดิม นี่เป็นจุดที่น่าสนใจมาก เพราะการปรับปรุงครอสโอเวอร์น่าจะมีผลทำให้เกิดรายละเอียด และ Transparency หรือความโปร่งสะอาดและความสมจริงของเสียง ที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างเรากับนักดนตรีที่เพิ่มขึ้นครับ รุ่น XD2 นี้มีความสะอาดบริเวณช่วงอัพเปอร์เบสได้ดียิ่งกว่า P3ESR รุ่นก่อนหน้านั้นอย่างแน่นอนครับ แต่คาแรคเตอร์ยังคงเดิม มีความเสมอสมานราบรื่น ละเมียดละไม ดังนั้นแนวทางของ XD2 จึงไม่ได้ทิ้ง DNA เดิม ยังคงเดินต่อในทิศทางเดียวกัน ผมชื่นชอบในด้านรายละเอียดดีขึ้น แต่ก็ไม่ใช่รายละเอียดแบบ “จงใจโชว์” หรือพยายามบูสต์ความถี่ให้สดขึ้น โดยเสียงนั้นมีรายละเอียด แต่ยังคงความนุ่มนวลและฟังได้ยาวนานหลายชั่วโมงในระดับความดังแบบฟูลสเกล โดยไม่ทำให้เกิดอาการล้าหู เสียงแหลมที่มีรายละเอียดเพียงพอเป็นธรรมชาติ สามารถได้ยิน Texture และ Harmonic ของเครื่องดนตรี แต่ไม่พุ่งหรือแหลมจัด แม้จะเปิดดังมากกว่าปกติเล็กน้อยก็ตาม นี่อาจจะเป็นความแตกต่างสำคัญระหว่าง “ได้ยินรายละเอียด” กับ “ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังฟังรายละเอียด” ซึ่ง P3ESR XD2 ค่อนข้างไปทางอย่างแรกครับ ถือว่าเป็นความแนบเนียนน่าค้นหารสชาติดนตรีเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญก็คือเสียงเบสที่อิ่มละมุนและดูจะมี Impact ที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้ารวมถึงช่วงมิดเบสที่มีความชัดเจนเป็นธรรมชาติทำให้เรารู้สึกได้ว่าลำโพงเล็กเช่นนี้ ก็สามารถให้เสียงเบสที่สมบูรณ์ได้แทบไม่แตกต่างจากลำโพงที่มีตู้ใหญ่กว่า Harbeth P3ESR XD2 นั้นมีพัฒนาการที่เด่นชัด ที่พบจากการทดสอบครั้งนี้ว่าเบสถูกควบคุมดีขึ้น สามารถวางใกล้ๆ ผนังได้มากขึ้น โดยไม่รู้สึกว่ามีเบสพองล้นมากเกินไป แต่ต้องเข้าใจว่าการ “ควบคุมเบสดี” ไม่ได้หมายความว่า มีเบสเยอะ ตัว P3ESR XD2 อาจจะยังคงมีข้อจำกัดทางฟิสิกส์ของตู้ขนาดเล็กอยู่บ้าง มันไม่ใช่ลำโพงสำหรับเบสลึกหรือระดับเสียงแบบปาร์ตี้ แต่สามารถให้ความสมดุลของเสียงเบสที่อิ่มเอมภายในห้องขนาด 12 ถึง 20 ตารางเมตรได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชมเพลงป็อปหรือเพลงร้อง นี่คือลำโพงยอดเยี่ยมที่สุดคู่หนึ่งที่คุณจะต้องหาโอกาสฟังให้ได้ Harbeth P3ESR XD2 ตอกย้ำเราถึงสมรรถนะของการแสดงผลด้านอิมเมจและซาวด์สเตจที่ยอดเยี่ยม ให้มิติเสียงโดดเด่นเกินขนาดตัว ด้วยเวทีเสียงที่กว้างและลึกอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะความสามารถแสดงชิ้นดนตรีแบบแม่นยำน่าอัศจรรย์ นี่เป็นคุณสมบัติที่ทำให้ P3ESR มีชื่อเสียงมาตลอด แม้ว่าจะตัวเล็ก แต่ไม่ได้ให้เวทีเสียงเล็กตามตัวแต่อย่างใด บทสรุปของ Harbeth P3ESR XD2 เป็นลำโพงที่ดีไซน์โดยฝีมือของ อลัน ชอว์ ที่ต้องพูดว่าอยู่ในระดับที่สามารถเป็นต้นแบบ หรือครูของนักออกแบบได้ ลำโพงที่ไม่ได้พยายามทำให้เสียง “น่าตื่นเต้นมากขึ้น” แต่พยายามทำให้สิ่งที่มีอยู่เดิม “สะอาดและเป็นธรรมชาติมากขึ้น” สิ่งที่พัฒนามากยิ่งขึ้นใน P3ESR XD2 คือความสะอาด ความโปร่ง การแยกแยะรายละเอียด การควบคุมเบส และความเป็นสามมิติ ในขณะที่สิ่งที่ยังคงอยู่เสมอมา คือบุคลิกเสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ ให้ความต่อเนื่องของเสียง รักษาสมดุล ความนุ่มนวล ความเป็นดนตรีอย่างครบถ้วน ดังนั้น ถ้าคนชอบ P3ESR เดิมอยู่แล้ว XD2 น่าจะถูกมองว่าเป็นลำโพง P3ESR เวอร์ชั่นที่พัฒนาเติบโตขึ้นอีกระดับ และนี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมลำโพงเล็กรุ่นนี้จึงยังมีเสน่ห์โดดเด่นในยุคที่มีลำโพงเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่จำนวนมาก P3ESR XD2 กำลังพยายามทำให้เราเลิกสนใจลำโพง แล้วหันไปสนใจนักร้องและดนตรี เพราะดนตรีที่งดงามย่อมน่าประทับใจเสมอ และลำโพงที่ยอดเยี่ยมก็จะทำหน้าที่ดังกล่าวนั้นครับ Harbeth P3ESR XD2 : ราคา 119,000.- บาท (ผิวไม้ Oak) ราคา 127,000.- บาท (ผิว Silver Willow) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Sound Box อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ชั้น 3 ธงชัย : โทร. 092-890-4660 Line ID : tsoundbox ทราย : โทร. 083-793-7386 Line ID : pzp2789
Review : Weava Thread Balance XC สายนำสัญญาญบาลานซ์ที่เสียงสมดุล ได้รับสาย Weava Thread Balance XC มาสองชุด สำหรับทดสอบช่วงต่อระหว่างแหล่งโปรแกรมสู่ปรีแอมป์ และปรี-เพาเวอร์ โดยสายชุดนี้จะมีขนาดความยาวที่เหมาะสมกับการใช้งาน ขนาด 1 เมตร ก่อนจะนำเสนอผลทดสอบด้านคุณภาพเสียง ผมขออนุญาตทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาย XLR ในระบบเชื่อมต่อที่เราเรียกกันว่า Balanced ก่อนนะครับ ว่ามีคุณสมบัติและคุณประโยชน์อย่างใดบ้าง สายต่อในระบบ Balanced เราเรียกว่า สายและระบบขั้วต่อ XLR ส่วนช่องต่อระหว่างเครื่องและวงจรภายในเครื่องเราจะเรียกว่า ระบบบาลานซ์ (Balanced) ครับ คุณสมบัติสำคัญทั่วไปของสาย XLR สำหรับระบบส่งสัญญาณแบบ Balanced นั้น จะมีโครงสร้างต่างจาก RCA หรือ Unbalanced XLR Balanced มีโครงสร้าง 3 ขา ในมาตรฐานสากล AES14-1992 ขั้วต่อจะมีสามพิน Pin ที่ 1 เป็นขั้วกราวนด์ Ground / Shield ส่วน Pin ที่ 2 คือขั้วบวก หรือ Hot (+) และ Pinที่ 3 คือขั้วลบ Cold (-) สัญญาณบวก ลบ Hot และ Cold จะมีขนาดเท่ากันแต่กลับเฟสกัน 180 องศา ดังนั้นสายระบบ XLR จะโดดเด่นในเรื่องหลักการหักล้างสัญญาณรบกวน (CMRR - Common Mode Rejection Ratio) ตามปกติแล้วสัญญาณรบกวนจากภายนอก EMI/RFI จะเกาะเกี่ยวเข้ามาบนสายทั้ง 2 เส้นเหมือนกัน พอถึงภาครับที่เป็นแอมปลิไฟร์ หรือภาคขยาย Differential Amplifier จะมีหน้าที่ทำการหักล้างสัญญาณรบกวน ดังนั้นสัญญาณรบกวนที่เหมือนกันจึงหายไป เหลือแต่สัญญาณดนตรีบริสุทธิ์เพียวๆ นั่นเอง อธิบายวิธีการง่ายๆ ก็คือ เมื่อสัญญาณเดินทางมาถึงภาคอินพุตของแอมป์ วงจรจะทำการกลับเฟสสัญญาณที่มาจากขั้วลบ (Cold) หรือพินที่ 3 ให้กลับทิศไป 180 องศา เพื่อให้เฟสกลับมาตรงกับขั้วบวก (Hot) หรือพินที่ 2 ทั้งนี้สัญญาณรบกวนภายนอก เช่นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปะปนมา จะรั่วไหลเข้ามาทางขั้ว Hot และ Cold เมื่อนำเอาสัญญาณมาหักกลบลบกัน สัญญาณกวนที่เฟสเหมือนกันก็จะถูกหักล้างหมดไป สัญญาณดนตรีหลักที่ถูกส่งมาจะเพิ่มความแรงขึ้นเป็นสองเท่า ทำให้สัญญาณช่อง Balanced จะได้คุณภาพสัญญาณที่เที่ยงตรงมากขึ้น พื้นฐานสาย XLR ที่ดีจะมีการชีลด์ 2 ชั้น คือมีฟอยล์ 100% เพื่อป้องกันคลื่นความถี่สูง รวมถึงเส้นใยแบบถัก Braid ทองแดง 85-95% ป้องกันคลื่นต่ำและทนการดึงของสัญญาณ ผมจะไม่กล่าวถึงค่าต่างๆ ที่วัดกันในห้องปฏิบัติการณ์นะครับ เช่น ค่าความจุต่อเมตร (Capacitance) และค่าความต้านทานอื่นๆ เราในฐานะนักเล่นเครื่องเสียงอาจจะมึนงง และไม่จำเป็น หัวขั้วของ XLR จะเป็นระบบกลไกล็อค ช่วยลดการหลุด และลด ground loop จากการสัมผัสที่ไม่แน่นได้เป็นอย่างดี สาย XLR ที่นิยมใช้ในระบบ PA และ Professional ทั่วไป รับประกันได้อย่างหนึ่งคือจะลดการรบกวนได้ดี และสามารถเดินสายในระยะที่ยาวมากๆ โดยสัญญาณจะไม่ดร็อปลง ในระบบเครื่องเสียงบ้านเราจำเป็นต้องใช้สาย XLR Balanced ระดับไฮเอ็นด์ไหม? สายที่มีวัสดุอุปกรณ์เกรดดีกว่านั้น จะดีกว่าสายราคาถูกตรงไหน? อันนี้ผมขอวิเคราห์ไปตามประสบการณ์ ว่าในเชิงวิศวกรรม และไม่ใช่เวทมนตร์ใดๆ เพราะมีสิ่งที่แตกต่างกันและวัดได้จริงครับ เรื่องแรก ตัวนำสาย XLR ในตลาดจำหน่ายสายราคาพื้นฐานทั่วไป มักใช้ตัวนำ OFC ธรรมดา ส่วนสายชั้นดีจะเลือกวัสดุที่ดีกว่า ทำให้มีผลด้านคุณภาพ และคาแร็คเตอร์ของเสียง ส่วนใหญ่สายที่ดี จะยิ่งช่วยลดความต้านทานและความไม่สม่ำเสมอเมื่อใช้ยาวๆ เกิน 10 เมตรขึ้นไปอีกด้วย เรื่องที่สอง เกี่ยวกับฉนวน Dielectric หรือการห่อหุ้มตัวนำ สายราคาพื้นฐานมักใช้ PVC เกรดต่ำ ที่อาจมีค่าสูญเสียสูง ส่วนสายที่ดีใช้วัสดุเกรดสูง ที่ทำให้ค่าความต้านทานจากความจุต่ำ ลดอาการเสียงแหลมไม่ให้เบาบางลง แม้เดินความยาวสายระยะไกลๆ ไปพร้อมกันด้วย เรื่องที่สาม โครงสร้างของสายที่ดีที่เป็น Star-Quad แท้ๆ ทำให้มีความสามารถป้องกันการรบกวนดีกว่ามาก เรื่องที่สี่ หัวต่อและการบัดกรี เกรดของหัวหรือขั้วต่อ ในสายพื้นฐานราคาถูกทั่วไปมักใช้เป็นสังกะสีชุบหลวมๆ ส่วนสายที่ดีในเกรดออดิโอไฟล์ จะใช้หน้าสัมผัสชุบทอง-เงิน และบัดกรีด้วยเงิน ความต้านทานหน้าสัมผัสต่ำและไม่เกิดออกไซด์ เรื่องสุดท้ายในประสบการณ์ส่วนตัว เรื่องความทนทาน สายไฮเอ็นด์ที่ดี เมื่อทดลองงอแล้วไม่เกิด Microphonic คือเอามือขยี้สายแล้วไม่มีเสียงกุกกักออกตู้ลำโพงให้เราได้ยิน แม้ในหลักวิชาการ สาย XLR ทุกเกรด ทุกระดับราคา จะให้มาตรฐานใกล้เคียงกันในเรื่อง “ส่งสัญญาณโดยปราศจากสัญญาณรบกวน” แต่คุณภาพของเสียงที่เกิดจากวัสดุตัวนำ ฉนวน และความประณีตขั้วต่อ ย่อมจะมีผลแตกต่างเสมอครับ ถ้าพูดกันในความเป็นจริง เราไม่อาจคาดหมายได้ว่า สาย XLR Balanced จะให้เสียงดีกว่า RCA Unbalanced เสมอไป ถ้าทั้งคู่เป็นแบรนด์เดียวกัน มาตรฐานผู้ผลิตเดียวกัน และเดินสายไม่ยาวเกิน 1-3 เมตร ก็อาจจะต่างไม่มากนัก แต่ที่เห็นชัดเจนคือเสียงจาก XLR จะสงัดกว่า พื้นแบ็คกราวนด์จะดีกว่าครับ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก สาย XLR Balanced จะให้ผลได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อระบบเครื่องเสียงในซิสเต็มของคุณนั้น เป็นวงจร True Balanced ที่แท้จริง กล่าวได้ว่า ที่เห็นๆ ในเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ มีช่องต่อ XLR Balanced นั้น มีทั้ง Balanced แท้และเทียมนะครับ และนี่คือสิ่งเราจำเป็นจะต้องดูสเป็คเครื่องควบคู่ไปด้วยเสมอ True Balanced แท้ กับ Pseudo Balanced หรือบาลานซ์เทียม คืออะไร อย่างไร? เมื่อเห็นเครื่องเสียงมีช่องต่อ XLR หลายคนมักเข้าใจว่าเครื่องนี้เป็น Balanced แต่ในความจริงแล้ว XLR เป็นเพียงรูปแบบของคอนเน็คเตอร์ จุดเชื่อมต่อ ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าภายในวงจรของเครื่องนั้นๆ มีวงจร Balanced อย่างแท้จริง เพราะสิ่งสำคัญกว่าหัวต่อคือวงจรภายใน และวิธีที่เครื่องสร้างรับและให้ การประมวลผลสัญญาณ คำว่า Pseudo Balanced ไม่ได้มีนิยามมาตรฐานเดียวในวงการ แต่โดยทั่วไปใช้เรียกระบบที่มีขั้ว XLR และอาจมีการเดินสายแบบ 3 ขา แต่ไม่ได้มีสัญญาณ Differential ที่สมบูรณ์ตลอดเส้นทางสัญญาณเหมือน True Balanced การใช้สาย XLR จึงอาจได้ผลทางคุณภาพเสียงด้อยกว่าระบบวงจรแบบ True Balanced ตัวอย่างเช่น เครื่องบางรุ่นอาจมีวงจรภายในเป็น Single-Ended แต่ใช้วงจรเพิ่มเติมเพื่อสร้างสัญญาณกลับเฟสก่อนส่งออก XLR ภายนอก จึงดูเหมือน Balanced แต่โครงสร้างภายในอาจไม่ได้เป็น Balanced ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง อีกกรณีหนึ่งคือเครื่องอาจรับ XLR เข้ามา แต่ภายในกลับแปลงสัญญาณเข้าสู่ Single-Ended มาตั้งแต่ต้น สิ่งที่พึงระวังในลำดับต่อมา เราต้องเข้าใจเรื่องขั้วของ XLR ระหว่างระบบ Balanced ในเครื่องของญี่ปุ่น และอเมริกา-ยุโรป อาจจะมีขั้ว Ground ขั้วบวก - ขั้วลบ ที่ไม่ตรงต้อง หรือเฟสไม่ตรงกัน เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนปี 1992 ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีมาตรฐานกลาง อเมริกาและยุโรปได้ใช้ Pin ที่ 2 เป็น Hot ส่วนญี่ปุ่นและยุโรปเก่าหลายยี่ห้อกลับใช้ Pin ที่ 3 เป็น Hot ทำให้การนำเครื่องเสียงฝรั่งและญี่ปุ่นมาใช้ร่วมกันอาจจะทำให้เสียงออกมาผิดเฟส ซึ่งถือเป็นอาการไม่พึงประสงค์ เพราะเมื่อสัญญาณกลับเฟส 180 องศา เวลาฟังเพลงเดี่ยวๆ อาจรู้สึกแค่เบสเบลอๆ เวทีแปลกๆ แต่ถ้าต่อแบบ Bi-Amp หรือต่อซับผ่าน XLR หรือมิกซ์กับเครื่องเสียงอื่นๆ เฟสจะหักล้างกันจนเสียงหายไปเลยก็มี ในอดีตที่ผ่านมาการใช้งานเครื่องเสียงฝรั่งและญี่ปุ่นผสมชุดกัน จำเป็นต้องไปกลับสายลำโพงบวก-ลบ ทำให้ยุ่งยากตามสมควร อย่างไรก็ตาม ภายหลังในปี 1995 เป็นต้นมา เครื่องเสียงญี่ปุ่นแทบทั้งหมดย้ายมาเป็น Pin ที่ 2 Hot ตามมาตรฐาน AES แล้ว เพื่อส่งออก และปัจจุบันเครื่องเสียงไฮเอ็นด์บางรุ่นตัดปัญหาด้วยการมีปุ่มระบบเลือกเฟสมาให้กดใช้งานได้เลย สำหรับสาย XLR Balanced ของ Weava รุ่น Thread Balance XC คือแนวทางการออกแบบที่ทาง Pyramid Lifestyle Technology กำหนดรูปแบบและสเป็ควัสดุขึ้นมา แล้วให้โรงงานต่างประเทศผลิต และส่งกลับมาทดสอบในเมืองไทยหลายครั้ง ก่อนที่จะสั่งนำเข้ามาจำหน่ายในแบรนด์ Weava จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้ใช้งาน ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของสายนำสัญญาณที่ดีเกรดพรีเมียม ด้วยระดับราคาที่มีความสมเหตุสมผล สำหรับนักเล่นระดับออดิโอไฟล์ อุปกรณ์และวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในสาย อาจกล่าวได้ว่าเทียบเคียงกับแบรนด์เนมที่ชื่อเสียงระดับโลกเฉกเช่นกันครับ สำหรับวัสดุตัวนำ Weava รุ่น Thread Balance XC จะเป็นทองแดงเกรด OFC ที่เคลือบเงินแท้ SPC (Silver Plated Copper) Conductor ที่มีขนาดใหญ่แบบ 2 แกน 20AWG และอีก 1 แกน ขนาด 17AWG มีการห่อหุ้มชั้นภายในแบบ PE และเส้นใยผ้า Cotton Insulation และยังแยกหุ้มภายในสายแต่ละเส้นด้วย Aluminum Foil มี TC (Tinned Copper) Braiding เพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่น EMI ต่างๆ รวมถึงใช้ PVC ที่ยืดหยุ่นได้ดีเป็นฉนวนหุ้มชั้นภายนอกอย่างดี สำหรับตัวสายจะมีสี Matte Pearl Brown ผนวก Flex Mesh สีดำ สาย Weava รุ่น Thread Balance XC ให้ O.D. ขนาดภายนอก รวม 10 มิลลิเมตร ตรงนี้ผมขออธิบายคำศัพท์ สักเล็กน้อย คำว่า O.D. ย่อมาจาก Outer Diameter หรือเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของสายสัญญาณครับ โดยตัวเลขนี้จะบอกถึงความหนาหรือขนาดความกว้างทั้งหมดของสาย เมื่อวัดรวมเปลือกฉนวนหุ้มภายนอกสุด โดยทั่วไปจะมีหน่วยวัดเป็นมิลลิเมตร การรู้ขนาด O.D. ของสาย จะมีผลต่อการเลือกใช้ขั้วต่อ หรือหัวคอนเนคเตอร์ อีกทั้งช่วยให้เลือกขนาดหัวสวม เช่น บูทสาย, แคลมป์ล็อก หรือเคเบิ้ลแกลนด์ได้แน่นพอดี ไม่หลวมหรือแน่นเกินไปนั่นเอง นอกจากนั้นเราจะสามารถคำนึงถึงการคำนวณรัศมีการดัดโค้ง (Bending Radius) เพื่อไม่ให้สัญญาณภายในเสียหายด้วย หัว XLR ของ Weava สั่งผลิตอย่างประณีตทุกขั้นขบวนการผลิต โดยมี Pin เป็น Tellurium Copper w/Gold Plating ในขณะที่ตัวเรือนหรือหัวทำจากวัสดุ Zinc Alloy w/Nickel Plated เสริมด้วย Black Carbon Fiber จึงนับว่าสายสัญญาณบาลานซ์ของ Weava Thread Balance XC ใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะที่ลงตัวสมบูรณ์แบบอย่างมาก เมื่อจับต้องครั้งแรก ผมประเมินว่าราคาจำหน่าย น่าจะถึงชุดละ 40,000 - 50,000 บาทเลยทีเดียว แต่ Weava ตั้งราคาขายปลีก ขนาดความยาว 1 เมตร ราคาเพียง 22,000 บาท และความยาว 2 เมตร ราคา 26,000 บาทเท่านั้น เมื่อได้ทดสอบแล้ว ก็รู้สึกประทับใจมาก เราสามารถกล่าวได้ว่า เป็นสาย XLR ที่ดีในราคาสมเหตุผล ผลการทดสอบใช้งาน การทดสอบผมเน้นใช้งานกับระบบเครื่องที่เป็น True Balanced เป็นหลักนะครับ ผลที่ได้จะอ้างอิงตามนี้ สรุปในด้านการต่อใช้งาน มีความง่ายและสะดวก ระบบล็อคของขั้วต่อ แม่นยำลงตัวแนบสนิทดีมาก ในด้านคุณภาพเสียง นี่คือการเก็บรายละเอียด ความแม่นยำของสัญญาณความถี่เสียง ที่ผมให้คะแนนเต็มเลยครับ บุคลิกเสียงตามโครงสร้างสาย จะให้ความละมุนและโปร่งใสกังวาน เก็บฮาร์โมนิคของเสียงได้ดี เปรียบเทียบสายแบบ Unbalanced RCA ระดับชุดละห้าหกหมื่นบาท ผมว่า Weava Thread Balance XC เอาชนะได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นเสียงที่สงัดช่องว่างระหว่างดนตรีที่ชัดเจนและสมจริง ความแตกต่างของสายนำสัญญาณ XLR ระดับ “คุณภาพพื้นฐาน” และระดับคุณภาพสูงไฮเอ็นด์ สามารถสังเกตได้จากฮาร์โมนิกรายล้อมเสียงหลัก ที่มีความอิ่มละมุนเป็นพิเศษ รวมถึงไดนามิคเร้นจ์ที่ Weava ทำได้กว้างกว่า เท่าที่ผมฟังเปรียบเทียบมามากต่อมาก สาย XLR ที่ดีเยี่ยมย่อมจะให้คาแรกเตอร์เฉพาะตัวในเรื่องฮาร์โมนิค รายละเอีบด และไดนามิคเร้นจ์ ได้ดีกว่าสายพื้นฐานเสมอ สาย XLR อาจจะมีคุณสมบัติที่ดีประการหนึ่งก็คือ ความสงัดของพื้นเสียง ส่วนนี้จะไม่ต่างกันมากนัก ระหว่างสายราคาแพงและสายราคาถูก แต่.. สาย XLR ระดับพรีเมี่ยมอย่าง Weava Thread Balance XC จะให้ความกว้างของเวทีเสียง รายละเอียดหยุมหยิมระยิบระยับที่ปลายเสียง และฮาร์โมนิคดังกล่าวข้างต้นได้เหนือกว่าสายธรรมดา XLR ไปหลายระดับ จึงมั่นใจในการเชื่อมต่อว่า ทุกๆ คุณภาพเสียงและรายละเอียดดนตรีนั้นจะแม่นยำสูงสุดอย่างแท้จริง ถ้าคุณมองหาสาย XLR มาตรฐาน ในระดับออดิโอไฟล์ สาย Weava Thread Balance XC จะเป็นคำตอบหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการคุณภาพเสียงอันสมดุล สามารถขยายทุกสิ่งทุกอย่างในดนตรีกลับมาได้อย่างครบถ้วนที่สุดครับ สนใจสาย Weava Thread Balance XC ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology (PLT) โทรศัพท์ 02-429-1236 (สามารถสั่งขนาดความยาวที่ต้องการ สำหรับการใช้งานของคุณได้) #weava #weavathreadbalance #weavathreadbalancexc
สัมภาษณ์พิเศษ James Todd Sr. Global Product Line Manager, Harman International เนื่องในวาระฉลองครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ ARCAM ได้มีการร่วมมือกันในระหว่างผู้ก่อตั้งบริษัทคือ John Dawson และทีมออกแบบเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ของทางฮาร์แมนอินเตอร์เนชั่นแนล นำเอาแนวคิดปรัชญาดั้งเดิมคือ “การเข้าถึงดนตรีถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” มาผสานเข้ากับเทคโนโลยียุคใหม่ ก่อให้กำเนิดผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม ARCAM 50th Anniversary ขึ้นมา ผมได้เรียบเรียงข้อมูลที่น่าสนใจ จากการได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณ James Todd ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ระดับโลกของ Harman International ในงาน High End 2026 Vienna จึงขอนำมาให้ได้อ่านกันดังต่อไปนี้ครับ • ARCAM รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี ได้ย้อนกลับไปร่วมมือกับคุณ John Dawson ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท คุณประทับใจอะไรในจุดเด่นของเขาครับ วิศวกรผู้ก่อตั้ง ARCAM คุณ John Dawson อุทิศเวลา 50 ปีเต็มกับแบรนด์นี้ คือไม่ใช่แค่นักดีไซน์เครื่องเสียง แต่เขาทำมาแล้วแทบจะทุกตำแหน่งในบริษัทเลยนะครับ ตั้งแต่พนักงานขายไปจนถึงภารโรงทำความสะอาด มีเพียงประการเดียวที่เขาไม่ได้ทำคือฝ่ายบัญชี เขาบอกว่าเขาไม่ไว้ใจตัวเองกับเรื่องตัวเลขพวกนั้น แต่แรกแล้วการดีไซน์แอมปลิไฟร์คืองานอดิเรกซึ่งเขาทำด้วยหัวใจรักดนตรี เป็นความหลงใหลที่ลงมือทำเพราะสนุกกับมันจริงๆ เขาคือวิศวกรที่หมกมุ่นอยู่กับการทำให้เสียงดนตรีออกมาดีที่สุด ถ้าสังเกตดีๆ นะครับตัว อักษร A ในชื่อนำนั้น ย่อมาจากคำว่า Amplification หรือการขยายเสียง ซึ่งก็คือรากฐานสำคัญที่สุดของแบรนด์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลย ARCAM เดิมใช้ชื่อบริษัทว่า A&R Cambridge Ltd. ก่อตั้งขึ้นในปี 1976 ที่เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ โดย John Dawson วิศวกรผู้ออกแบบวงจรเครื่องขยาย และ Chris Evans นักธุรกิจและผู้ร่วมก่อตั้ง ผลิตภัณฑ์แรกที่สร้างชื่อให้บริษัทคือแอมป์ A60 Integrated Amplifier ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแอมป์อังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคนั้น และเป็นรากฐานของแนวคิดการออกแบบแอมป์ของ ARCAM มาจนถึงปัจจุบัน ฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของเราร่วมกับคุณ John Dawson ตั้งใจจะให้ ARCAM ฉลองครบรอบ 50 ปี ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ 2 รุ่น โดยไม่ได้ทำเป็นรุ่นย้อนยุค Retro แต่เป็นการนำเทคโนโลยีล่าสุดของบริษัทมาแสดงศักยภาพสูงสุดแทน • ARCAM รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี มีรุ่นใดบ้างครับ มีแอมปลิไฟร์และซีดีเพลย์เยอร์อย่างละหนึ่งรุ่นเท่านั้นคือ ARCAM A50 Signature อินทิเกรตแอมป์ระดับเรือธงของตระกูล Radia ที่ใช้เทคโนโลยีวงจร Class G รุ่นล่าสุด รุ่นแรกที่ใช้สถาปัตยกรรม Dual Mono เต็มรูปแบบ พร้อมทั้งบรรจุภาค DAC ชิป ESS ES9039Q2M รองรับ HDMI eARC, USB-C, XLR, MM/MC Phono จุดเด่นพิเศษจริงๆ ก็คือมีลายเซ็นของ John Dawson บนแผงวงจรและฝาหลังเครื่องครับ อีกรุ่นหนึ่งคือ ARCAM CD25 ซึ่งจะเป็นเครื่องเล่นซีดีระดับสูงสุดในซีรีส์ Radia ใช้การออกแบบ DAC แบบ Dual Mono เช่นเดียวกัน และใช้เทคโนโลยี ESS Hyperstream รุ่นใหม่ มีภาคจ่ายไฟ Linear พร้อมหม้อแปลง Toroidal มีทั้งเอาต์พุต RCA และ XLR ครบถ้วน สำหรับ ARCAM CD25 นั้นจะถูกวางตำแหน่งอยู่เหนือรุ่น CD5 อย่างชัดเจน A50 Signature ไม่ใช่เพียงรุ่นฉลองครบรอบธรรมดา แต่เป็นโครงการที่ John Dawson ผู้ร่วมก่อตั้งกลับมามีส่วนร่วมในการพัฒนาโดยตรง เราได้เข้าถึง “จิตวิญญาณของ ARCAM ดั้งเดิมในรูปแบบสมัยใหม่” มากกว่าจะเป็นสินค้า Limited Edition ทั่วไปครับ การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของเรา ไม่ได้แค่เอาแอมป์รุ่นเก่ามาทาสีใหม่หรือเปลี่ยนโลโก้นะครับเป็นการสร้างนวัตกรรมชิ้นใหม่ขึ้นมาเลย • ไม่ทราบว่า ARCAM A50 Signature มีความพิเศษอย่างไรบ้าง ARCAM A50 Signature เป็นเครื่องขยายเสียงอินทิเกรเต็ดแอมปลิไฟล์วงจรคลาส G แบบโครงสร้างโมโนบนแท่นเครื่องสเตอริโอรุ่นแรกของแบรนด์ คืออธิบายนิดนึงครับ คำว่า Dual Mono ต่างจากแอมป์ทั่วไปยังไง? ตามปกติแอมป์จะออกแบบใช้หม้อแปลงตัวเดียว แหล่งจ่ายไฟชุดเดียวในการแจกจ่ายพลังงานให้กับทั้งช่องสัญญาณเสียงฝั่งซ้ายและฝั่งขวาไปพร้อมกัน แต่สำหรับ ARCAM A50 Signature ใช้หม้อแปลงเพียงลูกเดียวก็จริง แต่มีการแยกอิสระวงจรออกเป็นสองชุดสำหรับฝั่งซ้ายและฝั่งขวา คือแยกกันทำงานกันอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นแต่ละช่องสัญญาณยังมีวงจรกระแสไฟเป็นของตัวเอง มีตัวเก็บประจุ มีฮีทซิงค์ระบายความร้อน และเอาต์พุตสเตจแบบเบ็ดเสร็จเป็นเอกเทศแยกซ้ายและขวาอิสระ นั่นหมายความว่า อุปกรณ์หรือตัวเก็บประจุที่ออกแบบแยกอิสระเช่นนี้ ถ้าเราป้อนเพลงที่ฟังอยู่มันมีเสียงเบสที่เน้นฝั่งซ้ายกระแทกหนักมากๆ มันก็จะไม่ไปดึงพลังงานหรือทำให้เสียงร้องหวานๆ ที่กำลังเปล่งออกมาจากฝั่งขวาแผ่วลงไป เพราะในวงจรมันมีถังพลังงานที่เป็นของใครของมันครับ คือมันเป็นการกำจัดปัญหาที่เรียกว่าครอสทอล์ค (Crosstalk) หรือสัญญาณกวนข้ามแชนแนลช่องซ้ายและขวา ไม่ต้องมาแย่งพลังงานกัน หรือส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนกัน ผลลัพธ์ที่ได้ยินก็คือความสะอาดเรียบสมจริง และแยกมิติเสียง แยกแชนแนลที่ดีมากๆ ถ้านึกภาพตามนะครับ มันเหมือนกับการสร้างถนนไฮเวย์สองเส้นที่ขนานกันไป แต่แยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิงเลย คือมีเกาะกลางถนนที่กว้างมากๆ กั้นกลางไม่ให้รถที่วิ่งด้วยความเร็วสูงมาเกี่ยวข้องกัน รถจากฝั่งซ้ายและฝั่งขวาจะไม่มีโอกาสแฉลบมาชนกันเลย หากเปรียบกับสัญญาณเสียงก็คือ สามารถเดินทางไปถึงปลายทางได้แบบบริสุทธิ์ที่สุด ในขณะที่วงจรขยายหลักของเครื่องสามารถให้กำลังขับได้สูงถึง 150 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม • ที่นักฟังมักกล่าวว่าเสียงแบบ British Sound นั้น ทาง ARCAM ได้มีการปรับแต่งเสียงให้เป็นบุคลิกเฉพาะตัวหรือไม่ เมื่อพูดถึงความสมบูรณ์แบบ การรักษาสัญญาณเสียงและบุคลิกเหล่านี้ มันมักจะพาเราไปสู่การถกเถียงคลาสสิกในวงการเรื่อง “เสียงแบบอังกฤษ” หลายคนชื่อว่าเครื่องเสียงจากอังกฤษจะต้องมีบุคลิกเสียงที่นุ่มนวลอบอุ่นฟังแล้วละมุนหู แต่ ARCAM กลับยืนยันว่าทีมวิศวกรไม่ได้จูงใจปรับแต่งเสียงให้ออกมาอุ่นเลยสักนิด เป้าหมายหลักภายใต้เครือบริษัทแม่อย่างฮาร์แมน คือการส่งมอบเสียงที่ยอดเยี่ยมโดยไม่ได้ใช้วิธีปรุงแต่งเสียงให้เป็นสีสันหรือบุคลิกเฉพาะแบบใดแบบหนึ่ง แต่เน้นความเป็นธรรมชาติที่สุด เราใช้วิธีโฟกัสที่การวัดผลด้วยเครื่องมือ เพื่อลดความเพี้ยนทางไฟฟ้าให้เหลือน้อยที่สุด และส่วนที่สองที่สำคัญมากๆ ก็คือการทดสอบการรับฟังของมนุษย์ ฟังดูอาจเหมือนทดสอบฟังทั่วไป แต่วิธีการของ ARCAM ต้องเป็นการทดสอบแบบปิดตาหรือไบลด์เทสต์เท่านั้น เพื่อตัดความลำเอียงของบรรดาวิศวกรออกไปเลย เพราะอุปสรรคใหญ่ในวงการเครื่องเสียง คือความลำเอียงหรือไบอัสนั่นเอง เราออกแบบและมีการทบทวนด้วยการฟังพิสูจน์ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการออกแบบและการลงมือทำนั้นได้ผลดีจริงตามที่เราเชื่อมั่นและปรารถนา แต่สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้ก็คือในเรื่องของการออกแบบทางเทคนิคในวงจรเครื่องขยายเสียงเปรียบดังเมือง เมืองหนึ่งที่ต้องผ่านสี่แยกไฟแดงพลุกพล่าน เดี๋ยวก็เจอทางแยก วงเวียน รถติดแออัด เหมือนกับวงจรเครื่องเสียงที่วิ่งผ่านสายไฟไปเจอขั้วต่อ ไปเจอจุดบัดกรี โอกาสที่จะเกิดความต้านทาน สัญญาณรบกวน หรือความล่าช้าแค่เสี้ยววินาทีก็ย่อมสูงตามไปด้วย ในขณะที่ A50 Signature ใช้แผงวงจรเดียว เหมือนการสร้างทางด่วนยกระดับเลย ยิงตรงยาวม้วนเดียวจบ เพราะในความเป็นจริงสัญญาณเสียงไม่สมควรต้องกระโดดข้ามสะพานเชื่อมหรือสายไฟใดๆ ควรทำให้เดินทางได้อย่างลื่นไหล และนอกจากการลดรอยต่อทางไฟฟ้าที่จะทำให้เสียงดีขึ้นแล้ว การลดชิ้นส่วนจำนวนสายไฟ ยังทำให้งานประกอบง่ายขึ้น ซึ่งปรัชญาดั้งเดิมนี้ก็ยังถูกนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันอย่างรุ่น A50 Signature ด้วย ทั้งฝั่งกระแสไฟฟ้าสลับภาคปรีแอมป์ ทั้งอนาล็อกและดิจิทัลล้วนถูกจับมาอยู่บนบอร์ดเดียวกันทั้งหมดเลย โดยใช้วิธีแยกทางเดินกราวด์อย่างอิสระภายในบอร์ด • คำถามสำคัญครับ ทำไมเลือกใช้วงจร Class G ปกติเราคุ้นเคยกับแอมคลาส A ที่เสียงหวาน คลาส AB ที่เป็นมาตรฐาน หรือคลาส D ที่ตัวเล็กแต่พละกำลังมหาศาล แต่คลาส G ของเราถูกเปรียบเทียบว่าเป็นแอมป์ที่เย็น? ก็เพราะว่าเป็นวิธีจ่ายพลังอันชาญฉลาดของมัน ผมต้องอธิบายพื้นฐานก่อนนะครับ ว่าแอมป์ทั่วไปอย่างคลาส AB จะมีรางไฟและแรงดันไฟฟ้าหรือโวลเตจเพียงระดับเดียว ซึ่งระบบจะต้องสแตนด์บายรอการจ่ายพลังงานสูงสุดอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดความร้อนสะสมมหาศาล แต่หลักการทำงานของคลาส G คือการมีเส้นทางแรงดันไฟฟ้า หรือรางไฟ (Power Supply Rails) ด้วยโวลเตจสองระดับ ทำให้มีประสิทธิภาพในการจัดการพลังงานสูงกว่าคลาส AB ถึงสองเท่า ถ้าเปรียบเทียบ ฟังดูแล้วมันคล้ายกับรถยนต์ไฮบริดอัจฉริยะเลย เวลาที่คุณขับขี่ในเมืองแบบชิลล์ๆ รถติดไหลไปเรื่อยๆ รถก็จะดึงพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้ เครื่องยนต์ก็จะเย็นเฉียบและทำงานเงียบสนิท แต่พอเจอทางโล่งแล้วกดคันเร่งมิดเพื่อจะแซง เครื่องยนต์วีแปดขนาดใหญ่ก็คำรามตื่นขึ้นมาจ่ายพลังงานมหาศาลเพื่อส่งรถพุ่งไปข้างหน้า คลาส G ก็ทำงานคล้ายๆ แบบนี้ครับ ช่วงเวลาที่เราฟังเพลงในระดับความดังปกติเครื่องจะดึงพลังงานจากแรงดันไฟต่ำมาใช้เท่านั้น ทำให้ชิ้นส่วนที่ติดตั้งอยู่บนฮีทซิ้งค์ที่ทำงานแบบเย็นมากๆ ถึงได้เรียกว่าแอมป์แบบของเรา แอมป์คลาส G เป็น “แอมป์เย็น” แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ดนตรีมีการสะวิงฉับพลัน หรือมาด้วยเสียงหนักๆ เช่นเสียงกระเดื่องกระแทกกระทั้น เครื่องก็จะสลับไปดึงพลังงานจากแรงดันไฟสูงทันที ดังนั้นจุดเด่นพิเศษในเทคโนโลยีที่ทำให้แอมป์ของ ARCAM มีเอกลักษณ์คือวงจร Class G ซึ่งถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จุดประสงค์สำคัญคือการรวมข้อดีของแอมป์หลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน ในการฟังเพลงทั่วไป สัญญาณเสียงส่วนใหญ่ใช้กำลังไม่มาก วงจรจะทำงานบนรางไฟแบบแรงดันต่ำทำให้เกิดความร้อนน้อย เสียงสะอาด และมีความเพี้ยนต่ำ แต่เมื่อดนตรีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เช่น เสียงกลองกระแทกหนัก เสียงเบสลูกใหญ่ หรือช่วงพีคของวงออร์เคสตรา วงจรจะสลับไปรับพลังงานจากรางไฟต่ำ ไปเป็นแบบแรงดันสูงทันที เพื่อส่งกำลังขับได้อย่างเต็มที่ ผลลัพธ์คือ แอมป์สามารถให้รายละเอียดและความนุ่มนวลในช่วงเสียงเบาๆ ขณะเดียวกันก็มีพละกำลังสำรองมหาศาลเมื่อต้องขับลำโพงในช่วงที่ดนตรีต้องการพลังงานสูง โดยไม่รู้สึกอั้นหรือหมดแรง หากเปรียบเทียบง่ายๆ Class G ก็เหมือนรถยนต์ที่วิ่งด้วยรอบเครื่องต่ำในเวลาปกติ เพื่อความประหยัดและความนุ่มนวล แต่เมื่อผู้ขับเหยียบคันเร่งเพื่อเร่งแซง เครื่องยนต์ก็พร้อมปลดปล่อยกำลังทั้งหมดออกมาในทันที นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักฟังจำนวนมากรู้สึกว่าแอมป์ ARCAM ให้ทั้งความละเอียด ความเป็นดนตรี และไดนามิกที่ทรงพลังอยู่ในเครื่องเดียวกัน ซึ่งเป็นเสน่ห์ของ Class G ที่ยังคงได้รับการยอมรับมาจนถึงปัจจุบัน • ผมสงสัยว่าในทางเทคนิค วงจรคลาส G แบบนี้ จะมีจุดอ่อนตอนสลับระดับแรงดันไฟเช่นในอดีตหรือไม่ เป็นคำถามที่ดีมากครับ ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน วงจรสามารถทำงานได้ราบรื่นมากครับ โดย ARCAM แก้ปัญหาหลายวิธี เช่นให้รางไฟทั้งสองชุดทำงานเหลื่อมกัน (Overlapping) ทำการควบคุมจุดสลับด้วยวงจรความเร็วสูง และใช้ทรานซิสเตอร์ที่ตอบสนองรวดเร็วมาก จึงทำให้การจัดการไบอัส มีการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นอย่างนุ่มนวลในระดับไมโครวินาที ซึ่งเร็วกว่าการรับรู้ของหูมนุษย์มากครับ • ผมค่อนข้างแปลกใจมากนะครับที่ ARCAM ยังทำซีดีเพลย์เยอร์ออกมา ในรุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี อันที่จริงเราไม่เคยหยุดผลิตเครื่องเล่นซีดีเลย ตั้งแต่ยุค 80 จนถึงยุคปัจจุบันครับ และ CD5 เป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดของแบรนด์ด้วยนะครับ คุณคงสงสัยที่ในยุคที่ Streaming มันสะดวกสบายแบบไร้ขีดจำกัดแค่ปลายนิ้วก็ฟังเพลงได้หลายล้านเพลง แต่คนกลับซื้อเครื่องเล่นซีดี มันเป็นแค่เรื่องของความโหยหาอดีตของคนเฉพาะกลุ่ม ที่เป็นคนรุ่นเก่าหรือเปล่า หรือจริงๆ แล้ว ตลาดแผ่นเสียงไวนีลมันปั่นราคาแพงจนคนรับไม่ไหวกันแน่ ปัจจัยเรื่องราคามีส่วนสำคัญอย่างปฎิเสธไม่ได้ แผ่นเสียงไวนีลในปัจจุบันราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาก แพงจนบางทีก็ซื้อไม่ลง ในขณะที่แผ่นซีดีมือสองยังคงสามารถหาซื้อในแบบเหมาคอลเลคชั่นด้วยราคาที่จับต้องได้ นอกเหนือจากเรื่องราคาแล้วในเชิงโครงสร้างทางกายภาพแผ่นซีดีถือเป็นสื่อที่ทนทานมาก คือมันไม่มีปัญหาแผ่นสูญสภาพ ชำรุดไปตามกาลเวลา ไม่มีเสียงป๊อกแป๊กจากไฟฟ้าสถิตหรือเสียงรบกวนจากรอยขีดข่วนเหมือนที่พบในแผ่นเสียง ส่วนกลุ่มคนเล่นซีดี ไม่ได้มีแต่ผู้ใหญ่ที่โตมากับยุคอดีต จากสถิติกลับกลายเป็นว่ากลุ่มคนที่หันมาบริโภคซีดีอย่างคึกคักคือ คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยโตมากับสื่อบันเทิงที่จับต้องได้ หมายถึงเด็กที่เกิดมาเคยรู้จักแต่ระบบ Streaming เขาเริ่มโหยหาการได้ครอบครองผลงานของศิลปินที่พวกเขารัก เขาอยากแกะกล่องพลาสติก อยากเปิดอ่านสมุดภาพเล่มเล็กๆ ที่สอดใส้มาในแผ่นเพื่ออ่านเรื่องราว เบื้องหลังการทำอัลบั้มมันคือจิตวิทยาการครอบครองศิลปะที่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือ เรื่องคุณค่าทางจิตใจและการอยากเก็บสะสมเป็นคอลเลคชั่น • แต่ถ้ากล่าวว่าแผ่นซีดีมันทนทานขนาดทิ้งไว้เป็น 10 ปี ก็ยังเล่นได้ แล้วทำไม ARCAM ถึงยังต้องออกเครื่องเล่นรุ่นใหม่ครับ คุณอาจคิดเพียงว่า เครื่องเล่นซีดีแผงวงจรข้างในมันก็แค่ถอดรหัสดิจิตอลศูนย์กับหนึ่งใช่ไหมครับ คือแบบนี้ครับตัวแผ่นซีดีที่เป็นพลาสติกอาจจะทนทาน แต่ตัวเครื่องเล่นซีดีไม่ได้เป็นแบบนั้น เครื่องเล่นซีดีประกอบไปด้วยชิ้นส่วนกลไกขับเคลื่อนที่ต้องหมุน มีมอเตอร์แล้วก็มีหัวอ่านเลเซอร์ที่มีอายุการใช้งานทางวิศวกรรม กลไกมันเสื่อมไปตามกาลเวลาได้ บางเครื่องอาจทำงานได้ดีแค่ 10 ปี หรือทนหน่อยก็ถึง 30 ปี แต่ในที่สุดกลไกเหล่านี้ก็ต้องเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดความต้องการเครื่องเล่นใหม่ๆ เข้ามาทดแทนเสมอ • รูปแบบการถอดรหัสในเครื่องรุ่นซีดีใหม่ต่างกันกับรุ่นในอดีตอย่างไร เทคโนโลยีก้าวมาไกลมากครับ สำหรับรุ่น CD25 ที่เราตั้งใจสร้างมาให้จับคู่กับแอมป์ไฮเอ็นด์อย่าง A20 Signature โดยเฉพาะ มีการใส่ชิป DAC แบบ Dual Mono และช่องเชื่อมต่อแบบบาลานซ์ XLR เข้ามาด้วย เพื่อรักษาสัญญาณให้บริสุทธิ์ตั้งแต่หัวอ่านไปจนถึงการส่งผ่านไปให้ภาคขยายของแอมป์ จัดเป็นการทำงานที่สอดประสานกันอย่างลงตัว คุณจะพบว่าคุณภาพเสียงมีความเคลียร์สะอาดและเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ยอดเยี่ยมมาก ขอขอบคุณการอธิบายรายละเอียดต่างๆ จากการสัมภาษณ์คุณ James Todd ในครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จของแบรนด์ที่ ARCAM ไม่เลือกทำรุ่นย้อนยุคหรือรุ่นสะสม แต่สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ในอนาคต โดยเฉพาะ A50 Signature ที่ถูกมองว่าเป็น “Technical Statement” หรือ ผลงานแสดงศักยภาพทางวิศวกรรมของ ARCAM ในวาระครบรอบ 50 ปี อย่างแท้จริงครับ หมายเหตุ: ท่านที่สนใจรายละเอียด Arcam เพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดผ่านทางตัวแทนจำหน่าย บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร. 0-2256-0020
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ Matt Dever Senior Global Product Line Manager, Harman International ในงาน HIGH END Vienna 2026 ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณแมตต์ ดีเวอร์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโส Harman International ผู้ดูแลขับเคลื่อนและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ (Luxury Audio) ของ JBL และ Mark Levinson เกี่ยวกับลำโพงรุ่นใหม่สองโมเดลคือ Summit Everest และ Summit K2 ที่ได้รับการค้นคว้าวิจัยทางเทคโนโลยีมายาวนานถึง 6 ปี ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการเติมเต็มรุ่นที่มีอยู่ในซีรีส์ Summit Series ให้ครบไลน์ยิ่งขึ้น ผมได้นำเอาข้อมูลการแถลงข่าว และคำสัมภาษณ์มาเรียบเรียงให้อ่านเข้าใจง่าย เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยทั่วกันดังต่อไปนี้ครับ • อยากทราบว่า Summit Series ถือเป็นการเปิดตัวเทคโนโลยีไฮเอ็นด์รุ่นสูงสุดของ JBL ในวาระครบรอบ 80 ปีด้วยใช่ไหมครับ - ใช่ครับ ลำโพงรุ่นใหม่ล่าสุดของเราที่สืบทอดความสำเร็จจาก Project Everest ได้แก่ JBL Summit Everest และ JBL Summit K2 อันเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์เครื่องเสียง นำมาจัดเปิดตัวครั้งแรกในงาน HIGH END Vienna 2026 นี้ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของ JBL โดยลำโพงรุ่นเรือธงใหม่ทั้งสองรุ่นนี้จะเข้าร่วมกับ Summit Makalu, Summit Pumori และ Summit Ama เพื่อให้ครบซีรีส์ห้ารุ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของลำโพงที่มีความสมบูรณ์ทางเทคนิคมากที่สุดเท่าที่ JBL เคยสร้างมาสำหรับการใช้งานในบ้าน • ทราบว่าชื่อ Project นี้ เป็นชื่อที่มีความหมายพิเศษเฉพาะของ JBL - คือซีรีส์ Summit จัดเป็นตระกูลลำโพง "Project" ลำดับที่ห้าในประวัติศาสตร์แปดทศวรรษของ JBL ซึ่งเป็นชื่อที่สงวนไว้สำหรับผลงานที่แสดงออกถึงวิศวกรรมเสียงที่พิถีพิถันที่สุดของแบรนด์ครับ นับตั้งแต่ปี 1954 มีเพียงลำโพง JBL เพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่ได้รับเกียรติให้ใช้ชื่อ “Project” เริ่มต้นด้วย Project Hartsfield ตามด้วย Project Paragon, Project Everest และ Project K2 แต่ละรุ่นล้วนเป็นช่วงเวลาสำคัญในด้านวิศวกรรมเสียง ซึ่งเปิดตัวเฉพาะต่อเมื่อมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านตัวแปลงสัญญาณ ตัวตู้ และการออกแบบระบบ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาได้ทำให้ประสิทธิภาพ JBL ก้าวไปอีกขั้นอย่างแท้จริง เกือบสี่ทศวรรษที่ผ่านมา Project Everest และ Project K2 ได้ยืนหยัดเป็นทั้งสัญลักษณ์ทางเทคโนโลยีและจุดอ้างอิงสำหรับการออกแบบเสียงของ JBL โดยแต่ละรุ่นที่ติดตามมา ได้นำเสนอความก้าวหน้าที่แสดงถึงความแม่นยำของเสียง ความสามารถด้านไดนามิก และวิทยาศาสตร์วัสดุอย่างสมบูรณ์แบบ ลำโพง Summit Everest และ Summit K2 รุ่นใหม่ล่าสุด จะสืบทอดสายเลือดอันทรงเกียรตินี้ต่อไป โดยผสานรวมเทคโนโลยีที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและเป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งพัฒนาขึ้นที่ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเสียงอันเลื่องชื่อของ JBL • ช่วยขยายความ เทคโนโลยีที่โดดเด่นใน Summit Everest และ Summit K2 ด้วยครับ - Summit Everest ตั้งชื่อตามภูเขาที่สูงที่สุดในโลก เป็นผลิตภัณฑ์เรือธงของซีรีส์ Summit และคือทายาทของลำโพง Project Everest ทั้งสี่รุ่น ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 40 ปี หัวใจสำคัญคือระบบเสียงกลาง/สูงที่ได้รับการออกแบบใหม่ ซึ่งผสานรวมเอาเอาต์พุตของไดรเวอร์บีบอัดแบบไดอะแฟรมคู่ ชุดขดลวดวอยซ์คอยล์ขนาด 2 นิ้ว (JBL D2820) เป็นไดรเวอร์แบบแม่เหล็กสามชุด 3 in 1 ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่ออย่างลงตัวกับฮอร์น Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ อีกหนึ่งในหัวใจสำคัญของระบบเสียงคือ ไดร์เวอร์เสียงกลาง-เบสแบบ Differential Drive ขนาด 10 นิ้ว สองตัว และวูฟเฟอร์แบบ Differential Drive ขนาด 15 นิ้ว สองตัว ซึ่งแต่ละตัวใช้กรวยคอมโพสิต คาร์บอนเซลลูโลสแบบไฮบริดสามชั้น (HC4) ของ JBL เพื่อความแข็งแกร่ง ความบิดเบือนต่ำ และการรับกำลังขับที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นคุณสมบัติของการออกแบบระดับอ้างอิงอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้คือเราได้ลำโพงตั้งพื้นแบบ 3.5 ทาง ที่ให้ความละเอียดที่เหนือกว่า พลังเสียงที่ทรงพลัง ความแม่นยำของโทนเสียง และความสมจริงของมิติเสียง ครอบคลุมช่วงความถี่ตั้งแต่ 20 Hz ถึงมากกว่า 23 kHz - ส่วน Summit K2 ได้รับแรงบันดาลใจจากยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองของโลก ด้วยลำโพงตั้งพื้น 3 ทาง วูฟเฟอร์ขนาด 15 นิ้วที่สมบูรณ์แบบที่สุดของ JBL สร้างขึ้นบนพื้นฐานของมรดกการพัฒนา Project K2 มาแล้วถึงสี่รุ่น โดดเด่นด้วยระบบเสียงกลาง/สูงที่ได้รับการออกแบบใหม่ โดยจับคู่ไดรเวอร์บีบอัดแบบไดอะแฟรมคู่ มอเตอร์คู่ (JBL D2815) มีวอยซ์คอยล์ขนาด 1.5 นิ้ว กับ ระบบแม่เหล็กสามชุดแบบ 3 in 1 ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และฮอร์น Sonoglass® HDI™ ขนาดใหญ่ ไดรเวอร์เสียงกลาง/มิดเบส Differential Drive ขนาด 10 นิ้ว ทำงานร่วมกับวูฟเฟอร์ Differential Drive ขนาด 15 นิ้ว ทั้งสองตัวใช้กรวย HC4 เป็นแกนหลักของเสียง มอบความแม่นยำทางไดนามิกและความรู้สึกตอบสนองที่ฉับพลัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ K2 นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1989 ผลลัพธ์ที่ได้จากการพัฒนาครั้งล่าสุดนี้ เราได้ลำโพงระดับอ้างอิง ที่นำเสนอเอกลักษณ์ทางดนตรีของ K2 ได้อย่างโดดเด่น พร้อมด้วยความก้าวหน้าที่ทรงศักยภาพ ทั้งในด้านความละเอียด ความโปร่งใส และความแม่นยำของโทนเสียง • มีอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในลำโพง Summit Everest และ Summit K2 - ทั้ง Summit Everest และ Summit K2 ผสานรวมเทคโนโลยีขั้นสูงครบชุด ที่กำหนดนิยามของ Summit Series อาทิวงจรครอสโอเวอร์ MultiCap™ ขั้นสูง รองรับการเชื่อมต่อแบบซิงเกิ้ล, ไบแอมป์/ไบไวร์ และไตรแอมป์/ไตรไวร์ และเราได้ออกแบบวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก ด้วยตัวเก็บประจุขนาดเล็กจำนวนมากขึ้น แทนที่ตัวเก็บประจุขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม เพื่อลดความต้านทานไฟฟ้าสถิต รวมถึงลดการสูญเสียพลังงานให้น้อยที่สุด เพื่อการส่งสัญญาณที่ดียิ่งขึ้น - มีการจัดการพลังงานที่เพิ่มขึ้น และให้ค่าความผิดเพี้ยนต่ำมาก ลำโพงแต่ละตัวจะถูกบรรจุอยู่ในโครงสร้างเป็นแชมเบอร์แยกส่วนของตนเอง โดยมีโครงสร้างตู้หลักแบบผนังโค้งอัดขึ้นรูปที่เยื้องศูนย์ภายใน มีการค้ำยันเสริมแรงหลายจุดเพื่อลดการสั่นสะเทือน และออกแบบมาเพื่อลดคลื่นนิ่งภายใน และภายนอก โดย JBL ได้ร่วมกับ IsoAcoustic® ออกแบบขารองรับเป็นการเฉพาะ เพื่อช่วยแยกตัวลำโพงออกจากพื้นผิวของห้องฟัง ทำให้ได้เสียงเบสที่แน่นขึ้น เวทีเสียงที่กว้างขึ้น และอิมเมจที่คมชัดและแม่นยำยิ่งขึ้น - ลำโพง Summit Everest และ Summit K2 มีผิวตู้ให้เลือกทั้งสีดำเงา พร้อมไฮไลต์ขอบด้วยสี Summit Platinum หรือผิวไม้มะฮอกกานี มาร์ซาลาเงา (Macassar) พร้อมไฮไลต์ขอบด้วยสี Summit Gold ส่วนขั้วต่อสายลำโพงชุบโรเดียมหุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ - สายไฟภายในทำจากทองแดงตกผลึกที่ปราศจากออกซิเจนแบบความบริสุทธิ์สูง เคลือบด้วยเงินของ Ohno-Continuous-Cast (OCC) และตู้ไม้ที่ผลิตจากวัสดุที่ยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ JBL ในด้านวัสดุและการผลิตในทุกระดับ เช่นเดียวกับยอดเขาในตำนานที่เป็นแรงบันดาลใจให้ชื่อของลำโพง Summit Everest และ Summit K2 คือสุดยอดแห่งประสิทธิภาพสำหรับผู้ฟังที่พิถีพิถัน ซึ่งให้คุณค่าทั้งความรู้สึกที่เข้าถึงได้ทันทีและความแม่นยำทางวิศวกรรม • มีการตั้งเป้า หรือวางระดับราคาสำหรับลำโพงไฮเอ็นด์ซีรีส์ Summit หรือไม่ - ไม่เลยครับ เราไม่ได้คิดถึงแง่การตลาดหรือระดับราคา ในบรรดาทีมวิศวกรระดับหัวกะทิได้ปรึกษาหารือกัน โจทย์คือถ้าเรามีเวลาให้หกปีเต็มสำหรับการสร้างลำโพงที่ดีที่สุดในโลก งบประมาณไม่ต้องมีคำว่าประนีประนอม ขอแค่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางฟิสิกส์ให้ได้ ดูสิว่าผลลัพธ์ที่ได้มันจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง มันเป็นโปรเจกต์ที่ท้าทายมากเพราะปกติในโลกของวิศวกรรม ถือว่าหกปีก็เป็นเวลาที่ไม่ใช่น้อยเลยในการคิดค้นสิ่งใหม่ อีกทั้งการสร้างบ้าน รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่าง มันจะมีเพดานราคาคอยตีกรอบความคิดแล้วก็บังคับให้เราต้องทำบางอย่างเสมอเลยครับ แต่วันนี้เรากำลังเจาะเข้าไปในโลกที่ไม่มีเพดานเหล่านั้น เมื่อวิศวกรได้รับอิสระขั้นสูงสุด ลำโพงที่เกิดมาเพื่อทำลายขีดจำกัดเดิมๆ มันจะมีกลไกการทำงานที่น่าทึ่งขนาดไหน งานทางวิศวกรรมเสียงที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์ทางฟิสิกส์และศิลปะขั้นสูงสุดมารวมกัน เอาแค่เรื่องชื่อและความหมายลึกๆ ของ Everest และ K2 มันคือยอดเขาที่สูงที่สุด ส่วนในรุ่น Makalu, Pumori, Ama ก็มีความหมายถึงยอดเขาที่อยู่ในตระกูล Everest เช่นกัน ล้วนเป็นยอดเขาที่ตั้งอยู่ใกล้กับเอเวอเรสต์มาก เรียกว่าอยู่ในร่มเงาของเอเวอเรสต์เลย ทางทีมงานเราไม่ได้อยากใช้ตัวเลขรหัสรุ่นแข็งๆ เพราะต้องการสื่อถึงความเป็นครอบครัวเดียวกันของลำโพงซีรีส์ Summit ครับ ไม่มีไอเดียหรือคำสั่งว่า จงสร้างลำโพงราคา 600,000 หรือหนึ่งล้านบาท มาให้หน่อย ไม่มีตัวเลขนี้อยู่ในหัวเลย คือให้ทำออกมาก่อนเลย ราคาค่อยมาว่ากันภายหลัง แนวคิดแบบนี้แหละครับที่ปลดล็อคศักยภาพของวิศวกรได้อย่างแท้จริง เพราะสำหรับวิศวกรทีมนี้ ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ทำยอดขาย แต่มันคือการสร้างมรดกทางประวัติศาสตร์ครับ ลำโพงเหล่านี้ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ข้ามกาลเวลา พวกเรามองว่าลำโพงซีรีส์ซัมมิทจะต้องมีอายุยืนยาว แล้วก็ยังคงทำหน้าที่ส่งมอบศิลปะทางดนตรีที่ไพเราะต่อไป นานกว่าอายุขัยของตัวคนที่สร้างมันขึ้นมาเสียอีกครับ เพราะเป้าหมายคือการสร้างมรดกที่เหนือกาลเวลาแถมยังต้องรองรับพลังเสียงมหาศาล โครงสร้างพื้นฐานจึงสำคัญมาก • เทคนิคโครงสร้างตู้ลำโพง ที่ทาง JBL ที่ทำการบีบอัดไม้หลายชั้นเข้าด้วยกันในทรงโค้ง นั้นแตกต่างจากลำโพงทั่วไปอย่างไร - คุณคงเห็นว่ารูปทรงลำโพง Summit Series มีความอ่อนโยนจากภายนอกที่เห็น เพราะไม่มีทรงสี่เหลี่ยมด้านขนาน แต่กลับเป็นความโค้งมนซ่อนรูปอยู่บนความแข็งแกร่งสุดยอด ความโค้งนี้ไม่ใช่แค่เอาไม้มาไสให้เป็นรูปทรงแบบแฟชั่นนะครับ เราใช้แผ่นไม้เอ็มดีเอฟเกรดพรีเมี่ยม มาอัดกาวเป็นชั้นๆ แล้วก็บีบเข้าด้วยกันผ่านเครื่องอัดแรงดันสูงมหาศาล วิธีการนี้คือหลักการ Pre-stressing การให้ “แรงเครียดล่วงหน้า” ซึ่งเป็นหลักการทางวิศวกรรมโครงสร้างแบบเดียวกับที่ใช้ในคอนกรีตอัดแรง เพื่อทำให้วัสดุมีความแข็งแกร่ง (Rigidity) สูงขึ้นอย่างมหาศาล • ขอคำอธิบายเกี่ยวกับผลดีในการบีบอัดไม้ให้เป็นทรงโค้งครับ - คือเมื่อเรานำแผ่นไม้ MDF ไปผ่านกระบวนการดัดให้โค้งและตรึงรูปทรงไว้ จะเกิดปรากฏการณ์ทางกลศาสตร์ คือการกักเก็บแรงกดดันภายใน (Internal Tension & Compression) เมื่อไม้ถูกดัดโค้ง เนื้อไม้ฝั่งด้านนอกของส่วนโค้งจะถูกดึงขยายออก (Tension) ในขณะที่เนื้อไม้ฝั่งด้านในจะถูกบีบอัดเข้าหากัน หรือ Compression สภาวะตื่นตัวหรือความเครียด (Stress) ที่ค้างอยู่ภายในเนื้อไม้นี้ ทำให้โครงสร้างของผนังตู้อยู่ในสภาวะ “ตื่นตัว” มีความตึงตัวตลอดเวลา ไม่หย่อนคล้อยเหมือนแผ่นไม้ที่เป็นระนาบแบนปกติ การดัดไม้ขึ้นรูปแบบนี้ทำได้ยาก แต่มีผลดีต่ออคูสติก เมื่อไม้มีแรงเครียดในตัว ผนังตู้จะมีความแข็งเกร็ง (Stiffness) สูงขึ้นมาก ส่งผลให้ความถี่เรโซแนนซ์ (Resonance Frequency) ของผนังตู้ถูกผลักให้สูงขึ้น ไปอยู่ในจุดที่ห่างจากย่านความถี่ทำงานของลำโพง หรือขึ้นไปอยู่ในย่านที่ไวต่อหูมนุษย์น้อยลง รวมถึงพลังงานในการสั่นสะเทือนก็จะลดลงอย่างมากด้วย จากการดัดโค้งนี้จะทำหน้าที่ต้านทานไม่ให้ผนังตู้ขยับตัวเข้า-ออกตามแรงดันของอากาศ (Internal Air Pressure) ที่เกิดจากการขยับของไดรเวอร์ลำโพง ทำให้ปริมาตรภายในตู้คงที่ และเที่ยงตรงที่สุด เป็นเทคนิคช่วยเปลี่ยนไม้ MDF ที่เคยเฉื่อยชาและพร้อมจะสั่นพริ้ว ให้กลายเป็นผนังที่ตึง แข็งแกร่ง และสั่นสะเทือนยากขึ้น ปราศจากปัญหาเรื่อง Standing Wave ภายใน ส่งผลให้เสียงลำโพงสะอาด ไม่มีเสียงรบกวนจากการสั่นของตู้ครับ ลองนึกภาพตู้ลำโพงทรงสี่เหลี่ยมทั่วไปผนังด้านซ้ายกับขวาขนานกันเพราะตัวขับเสียงผลักอากาศเข้าไปคลื่นเสียงมันก็จะสะท้อนกำแพงซ้ายขวาเด้งไปเด้งมาวนกันเอง จนเสียงเบสขุ่นมัวสิครับ Summit Series จึงทำผนังโค้งทั้งหมด คลื่นเสียงจะไม่มีมุมให้สะท้อนกลับไปกลับมา ตัดปัญหาที่ไม่พึงประสงค์มาตั้งแต่ต้นทางเลยทีเดียว • การบุวัสดุซับความถี่ภายในตู้ ทำด้วยอะไรครับ - การบุวัสดุซับเสียงด้านใน ใช้วัสดุสองรูปแบบด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน หนึ่งคือวัสดุที่เรียกว่า Open-cell foam ติดผนังตู้ และ Polyfill วางในตำแหน่งที่ต้องการสลายพลังงานเสียง ซึ่งวิศวกรจะคำนวณมาอย่างดีครับ โครงสร้างลำโพงไม่ได้พึ่งพาแค่โครงสร้างตู้โค้งและการค้ำยันเท่านั้น แต่ยังใช้ทั้งโฟมเซลล์แบบเปิดและเส้นใยโพลีเอสเตอร์ร่วมกันเพื่อควบคุมคลื่นสะท้อนภายในตู้ให้ละเอียดที่สุด • เทคนิคการบุภายในดังกล่าวส่งผลต่อการจัดการกับมวลอากาศภายในตู้ลำโพงอย่างไรครับ - กล่าวคือเมื่อตัวขับเสียงทำงานผลักดันมวลอากาศไปด้านหลัง อากาศมันจะต้องวิ่งผ่านเส้นใยเหล่านี้ครับ ซึ่งมันจะช่วยหน่วงความเร็วของคลื่นเสียงให้เดินผ่านช้าลง และเมื่อเสียงเดินทางช้าลง ผลลัพธ์ในทางฟิสิกส์ก็คือตัวขับเสียงจะตอบสนองเหมือนกับว่า มันกำลังทำงานอยู่ในพื้นที่ตู้ที่ใหญ่กว่าปริมาตรจริงๆ ครับ ทำให้ตู้ลำโพงไม่ต้องมีขนาดใหญ่มากเกินจำเป็น • เห็นว่าฐานรองด้านใต้ ไม่ใช่ Spike เดือยแหลมทั่วไป แต่เป็นยางรองซับการสั่นสะเทือน - ใช่ครับ สำหรับจุดที่ติดกับพื้นนั้นคือฐานรองลำโพง โดยร่วมกับแบรนด์เฉพาะทางอย่าง IsoAcoustic สร้างฐานรองในแบบที่คำนวณค่าความยืดหยุ่นตามน้ำหนักของลำโพงแต่ละรุ่นเลย ไม่ใช่แค่เอาอะไรก็ได้มารอง หรือใช้ตัวรองซึ่งออกแบบมาวางจำหน่ายทั่วไปมาใช้งานกับลำโพง กล่าวได้ว่า Summit Series ทุกอย่างประณีตพิถีพิถันมาก เปรียบเสมือนช่วงล่างรถยนต์ที่ดีที่สุด คนขับจะสัมผัสได้ถึงพลังเครื่องยนต์และช่วงล่างโดยไม่ต้องรับรู้ถึงความสั่นสะเทือนของพื้นถนน พูดง่ายๆ คือสิ่งที่เราจะได้ยินคือเสียงจากลำโพงร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เสียงครางหรือความสั่นสะเทือนที่วิ่งลงไปกวนพื้นห้อง เหตุผลหลักที่เราต้องจัดการเรื่องโครงสร้างให้หมดจดขนาดนี้ เป็นเพราะว่าพลังงานที่เราต้องการซึ่งก็คือเสียงดนตรีอันบริสุทธิ์จะออกมาสมบูรณ์แบบได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถควบคุมพลังงานส่วนเกินหรือการสั่นสะเทือนที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างเด็ดขาดนั่นเองครับ • เรามักคุ้นชินกับกรวยลำโพงสีขาว และขอบเซอร์ราวนด์แบบผ้าชุบน้ำยาอัดจีบของ JBL ทำไมในลำโพง Summit Series ไม่ใช้กรวยเอกลักษณ์ดั้งเดิมครับ - เรื่องตัวขับเสียงเบสและเสียงกลาง เราต้องย้อนกลับไปที่ลำโพงรุ่นตำนานก่อนหน้านี้ครับ ในอดีตลำโพงมักจะใช้ขอบลำโพง Pleated Cloth Surround (ขอบผ้าแบบจีบ) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระบบกรวยลำโพงที่วงการ Professional นิยมกันมาก เพราะมันตอบสนองได้รวดเร็ว มีความทนทาน แล้วก็ควบคุมง่ายครับ แต่สำหรับในปัจจุบัน ลำโพงฟังเพลงในบ้านเราต้องการเสียงที่กลมกล่อม ตอบสนองความถี่ได้ครบถ้วน ส่วนขอบลำโพงแบบพับจีบมันมีข้อจำกัดที่ทำให้ระยะการขยับเข้าออกหรือการผลักอากาศของลำโพงมันทำได้ไม่เยอะ สิ่งที่ได้คือความกระชับ แต่เบสไม่ลึกพอสำหรับอรรถรสในการฟังในห้องฟังเพลง การออกแบบกรวยลำโพงแบบขอบเซอร์ราวนด์โค้งแบบครึ่งวงกลมของ JBL Summit Series จะพิเศษกว่ากรวยลำโพงพื้นฐานทั่วไป โดยจะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และการขยับของกรวยเข้าออกประดุจลูกสูบ ทำให้ตัวขับขนาด 15 นิ้วของเรา สามารถขยับเข้าออกมีระยะลึกสุดถึง 30 มิลลิเมตร ถือว่าเยอะมาก ระยะช่วงชักที่มหาศาลขนาดนี้ทำให้มันสามารถรีดเสียงเบสระดับลึกสุดๆ ออกมาได้โดยไม่ต้องพึ่งพา Sub-Woofer ใดๆ ทั้งสิ้น • ถ้าช่วงชักของไดรเวอร์ลึกถึงขนาดนี้ ตัวกรวยลำโพงจะต้องทำพิเศษไหม - ถูกต้องครับ วัสดุที่ใช้ทำกรวยสีดำที่คุณเห็นอยู่ ไม่ใช่กระดาษธรรมดา วิศวกรของเราคิดค้นวัสดุใหม่ที่เรียกว่า HC4 Cone Technology (ย่อมาจาก Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone) อธิบายได้ว่าโครงสร้างของกรวยประกอบด้วย ชั้นคาร์บอนไฟเบอร์ด้านหน้า ชั้นคาร์บอนไฟเบอร์ด้านหลัง โดยมีแกนกลางเป็น Closed-Cell Foam ผสมกับชั้น Cellulose (เยื่อกระดาษ) ที่ได้รับการปรับแต่งคุณสมบัติทางกลโดยเฉพาะ คือเป็นกรวยแบบ “แซนด์วิชหลายชั้น” ไม่ใช่กรวยกระดาษล้วน และไม่ใช่คาร์บอนล้วนด้วย ความหนาของกรวยในรุ่น JBL Summit Everest และ JBL Summit K2 จะมีความหนาถึง 3 มิลลิเมตร ส่วนในรุ่น Summit Makalu, Summit Pumori และ Summit Ama กรวยลำโพงจะหนา 1 มิลลิเมตร เป็นไปตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับลำโพงแต่ละรุ่น • ตามข้อมูลทราบว่าโครงสร้างตู้ภายใน มีการแบ่งเป็นห้องแยก หรือแชมเบอร์สำหรับตัวขับแต่ละตัวด้วยใช่ไหมครับ - ใช่ครับ นอกจากมีระบบค้ำยันที่แข็งแรงแล้ว ไดรเวอร์จะถูกจับไปยึดไว้ในตู้ปิดขนาดย่อยที่ซ้อนกันอยู่ข้างในตู้ใหญ่อีกทีครับ คือสร้างตู้ภายนอกจะครอบมันไว้อีกชั้นนึง คือป้องกันไม่ให้เสียงที่มีพลังมหาศาลจากวูฟเฟอร์ มารบกวนย่านความถี่อื่นๆ ทำให้ Driver ทุกตัวสามารถขับเสียงได้อย่างสะอาดหมดจดจริงๆ หากเราแกะโครงสร้างส่วนบนลำโพง แล้วมองลงไปคุณจะมองไม่เห็นส่วนลึกสุดของตู้ได้เลย • เทคโนโลยีของตัวขับเสียงแหลมมีอะไรที่ถือว่าเป็นความพิเศษ - นี่คือการต่อกรกับสัญญาณไฟฟ้าและคลื่นความถี่สูงซึ่งต้องการความละเอียดอ่อนระดับไมโครเลยครับ เป้าหมายคือสร้างสนามแม่เหล็กให้เข้มและสม่ำเสมอที่สุดในช่องวอยซ์คอยล์ด้วยระบบ “3-in-1 Magnet System” หรือระบบแม่เหล็ก 3 ชุดของทวีตเตอร์/คอมเพรสชั่นไดรเวอร์ในระดับเรือธง ทวีตเตอร์ที่ใช้อยู่ใน Summit Everest และ Summit K2 ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่พิเศษล้ำลึก เพราะไม่ได้หมายถึงการเอาแม่เหล็ก 3 ก้อนมาต่อกันธรรมดา แต่เป็นการออกแบบวงจรแม่เหล็ก Magnetic Circuit สามชุดให้ทำงานร่วมกันเสมือนเป็นระบบเดียว (อยู่ระหว่างจดสิทธิบัตร) โดยปกติแล้วคอมเพรสชั่นไดรเวอร์ทั่วไปจะประกอบด้วยหนึ่งไดอะแฟรม หนึ่งวอยซ์คอยล์ และหนึ่งช่องกำเนิดเสียง แต่รูปแบบ D2 Driver ของ JBL จะเป็นแบบสองไดอะแฟรม สองวอยซ์คอยล์ที่ทำงานร่วมกันผ่านช่องทางเสียงเดียวจึงเรียกว่า Dual Diaphragm / Dual Voice Coil Compression Driver ส่วนที่กล่าวว่า แม่เหล็ก 3 ชุดคืออะไร ก็คือในทวีตเตอร์ D2 ของ JBL จะมีวงจรแม่เหล็กที่ซับซ้อนกว่าปกติ โดยมีชุดแม่เหล็ก Neodymium สามชุดร่วมกันสร้างสนามแม่เหล็กให้กับวอยซ์คอยล์ทั้งสองนั่นเอง พลังของทวีตเตอร์ชุดนี้ เสมือนเรามีทวีตเตอร์หกตัวทำงานเป็นหนึ่งเดียว ทวีตเตอร์ D2 ของ JBL ใช้ไดอะแฟรมคู่และวอยซ์คอยล์คู่ โดยคลื่นเสียงจากทั้งสองชุดจะถูกส่งเข้าสู่ Annular Manifold ซึ่งทำหน้าที่รวมคลื่นให้เป็นแหล่งกำเนิดเสียงเดียวก่อนส่งต่อไปยังฮอร์น ทำให้ได้ความเพี้ยนต่ำ รายละเอียดสูง และการตอบสนองที่แม่นยำกว่าคอมเพรสชันไดรเวอร์แบบดั้งเดิม จุดประสงค์หลักที่ทำแบบนี้ก็คือต้องการขยายขอบเขตการตอบสนองความถี่ให้กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยช่วงความถี่ที่กว้างขึ้น ทวีตเตอร์ที่สามารถลงไปรับช่วงต่อจากเสียงกลางได้ลึกถึงความถี่ 850 เฮิร์ตซ์ และสามารถลากยาวตอบสนองความถี่สูงขึ้นไปจนสุดปลายแหลมที่ 23 กิโลเฮิร์ตซ์ ได้อย่างราบรื่นไม่มีอาการสะดุดเลยแม้แต่นิดเดียวครับ • เป็นคำถามสุดท้าย สิ่งที่ผมข้องใจมาตั้งแต่แรก สำหรับวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก ของ Summit Series ทำไมใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กเรียงกันหลายตัว แทนการใช้คาปาซิเตอร์ตัวใหญ่ตัวเดียว - ทีมวิศวกรใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่ามัลติแคป คือแทนที่จะใช้ตัวเก็บประจุหรือคาปาซิเตอร์ตัวใหญ่คุณภาพสูงแค่ตัวสองตัวให้มันจบไป เรากลับเลือกใช้ตัวเก็บประจุขนาดเล็กเล็กจำนวนมหาศาล มาต่อเรียงกัน อย่างเช่นรุ่น Summit Everest ต้องใช้แผงวงจรถึงสี่บอร์ดเลยครับ การใช้คาปาซิเตอร์ตัวใหญ่ในเวลามีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านมากๆ มันก็มักจะมาพร้อมกับปัญหาที่เรียกว่า ESR และ ESL หรือว่าความต้านทาน และค่าความจุภายในที่สูงขึ้นครับ และเมื่อมีความต้านทาน กระแสไฟฟ้าจะสั่นสะเทือนทางกายภาพระดับไมโครเกิดขึ้นในตัวอุปกรณ์เอง การใช้คาปาซิเตอร์หลายตัวต่อขนานกันสามารถลด ESR และ ESL ได้ดีกว่าการใช้คาปาซิเตอร์ตัวใหญ่เพียงตัวเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ครอสโอเวอร์ของ Summit Everest ใช้คาปาซิเตอร์จำนวนมากเรียงกันเป็นแนวยาว ไม่ใช่เพราะต้องการเพิ่มจำนวนชิ้นส่วน แต่เพื่อให้วงจรทำงานใกล้เคียงอุดมคติมากที่สุดครับ ต้องขอขอบคุณที่คุณ Matt Dever ช่วยอธิบายเทคนิครายละเอียดต่างๆ ให้เราได้รับทราบถึงความประณีตละเอียดอ่อนสุดยอด ในการออกแบบลำโพงไฮเอ็นด์ Summit Series ของ JBL ที่จัดเป็นผลงานทรงคุณค่าในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่งครับ หมายเหตุ: ลำโพง JBL Summit Everest และ JBL Summit K2 จะมีการวางจำหน่ายทั่วโลกในช่วงปลายปี 2026 ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดผ่านทางตัวแทนจำหน่าย บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร. 0-2256-0020
The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เทคนิคการเซ็ตอัพ และปรับค่าซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง 2 แชนแนล บทความตอนนี้ จะกล่าวถึงหลักปฏิบัติซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผม ในการปรับตำแหน่ง และเซ็ตค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ โดยขอแบ่งแยกรูปแบบตู้ซับดังต่อไปนี้ 1. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกด้านหน้า (ทั้งมีท่อพอร์ต และตู้ปิดทึบ) 2. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง (down firing) 3. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง หรือออกด้านหน้า แต่มีแพสสีพเรดิเอเตอร์ยิงเสียงออกซ้าย-ขวา (two ways) 4. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกสองด้าน (two ways) ด้วยการออกแบบในเทคนิคที่แตกต่างเหล่านี้ การเซ็ตตำแหน่งที่วางตู้ซับ ก็จะต้องหาวิธีมีความเหมาะสม และให้ความลงตัวที่แตกต่างกันไป ตำแหน่งที่ SET UP สำหรับท่านที่ต้องการเซ็ตเอง แบบค่อยๆ เรียนรู้ และหาจุดตำแหน่งที่เหมาะสมคือ ในภาพ FIG 1 เซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา ให้เลือกตำแหน่งในแบบ “โอบล้อมลำโพงหลัก” โดยเลือกในแต่ละทิศทาง ได้ทั้ง หน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา วางห่างลำโพงหลัก ณ. ตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง ให้เป็นเงาซ้อน ห่างลำโพงหลักประมาณ 1 ฟุตขึ้นไป จุดใดเหมาะสมที่สุด เลือกจุดนั้นครับ การเซ็ตแบบนี้ จะยืดหยุ่นได้มากที่สุด และเหมาะกับห้องขนาดเล็ก 12 ตารางเมตร จนถึงห้องขนาด 35-40 ตารางเมตร ในภาพ FIG 2 คือเซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา โดยวางเป็นมุมเฉียง 45 องศา จากลำโพงหลัก ระยะห่างเริ่มที่หนึ่งฟุตเป็นต้นไปเช่นกัน นี่อาจจะเหมาะกับขนาดห้องที่มีบริเวณกว้างลึกเกิน 15-20 ตารางเมตร ขึ้นไป ในภาพ FIG 3 คือการใช้ซับวูฟเฟอร์ตู้เดียว ด้วยการวางตรงกึ่งกลางระหว่างระนาบเดียวกับลำโพงซ้ายขวา โดยถอยหลังลึกเข้าไปจากระนาบ ห่างหรือชิดผนังแค่ไหน ให้เริ่มทดลองดู ขยับทีละตำแหน่ง ทีละเล็กน้อย หาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด การใช้ซับวูฟเฟอร์ตัวเดียวนั้นอาจจะเซ็ตได้ไม่ยากนักก็จริง แต่ทั้งคุณภาพและปริมาณความถี่ต่ำจะต้องเกลี่ยให้กลมกลืนกับระบบซิสเต็มลำโพงหลัก มิฉะนั้นมันจะทำให้เรารู้สึกว่า จุดที่ความถี่ต่ำตกกระทบเป็น “ระดับเสียงดังมากกว่าลำโพงหลัก” นั้น เป็นตัวต้นเหตุทำให้รบกวนความถี่อื่นให้จมหายไป ในกรณีลำโพงซับวูฟเฟอร์ ที่มีการยิงเสียงสองทิศทางไปด้านซ้าย-ขวา หรือซับวูฟเฟอร์ที่ยิงเสียงลงพื้น (down firing) จะทำให้เซ็ตเสียงได้กลมกลืนง่ายกว่า ตู้ซับแบบยิงมาด้านหน้าโดยตรง อีกทั้งจะทำให้เสียงต่ำกินบริเวณกว้างลึกได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากจุดประสงค์ในการเซ็ตอัพ ซับวูฟเฟอร์ ก็คือทำอย่างไรก็ได้ ให้เพิ่มปริมาณ และคุณภาพความถี่ต่ำ “กลมกลืน” ในปริมาณที่ “พอดี” หรือมีสเกลสัดส่วนย่านความถี่ต่ำใกล้เคียงกับความถี่กลางแหลมของลำโพงเมนหลัก ซ้าย ขวา ซับวูฟเฟอร์ ไม่ควรที่จะปรับให้มีปริมาณเสียงดัง ความถี่กระทุ้งกระแทก แล้วระบุจุดตำแหน่งที่ตั้งหรือตัวตนของมันเอง ว่าอยู่ ณ.ตรงจุดใด อันนั้นถือว่าเป็นการเซ็ตอัพที่ไม่ถูกต้อง ต่อจากนี้ คือการปรับค่าหลักๆ 3 ค่าที่สำคัญ ในตู้ซับวูฟเฟอร์ครับ ปุ่มปรับระดับความดัง Level หรือ Volume ปุ่มปรับจุดตัดความถี่ Crossover Network ปุ่มปรับ Phase 0-180 องศา หลักการเบื้องต้นโดยทั่วไปก็คือ จะต้องปรับปุ่มของระดับความดัง Level หรือ Volume ให้อยู่ในระดับ 10.00 ถึง 12:00 น. (กึ่งกลาง) โดยประมาณ เพราะที่ระดับความดังขนาดนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปรับ ลด หรือเพิ่มอีกเล็กน้อย ของระดับเสียงซัพวูฟเฟอร์โดยทั่วไป การปรับระดับความดัง Level หรือ Volume จะต้องทำควบคู่กับจุดตัดความถี่ครอสโอเวอร์เสมอ ให้เลือกจุดตัดความถี่ที่ต่ำที่สุดของซับวูฟเฟอร์ ตู้นั้นๆ เอาไว้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น40 หรือ 50Hz ย่านความถี่จุดตัดยิ่งสูง อัตราเสียงต่ำจะกระแทกกระทั้นมากขึ้น ดังนั้นจงหาจุดที่สมดุลกับความถี่ต่ำของลำโพงเมนหลักให้ได้ แนะนำว่า ไม่ควรจะเลือกตัด ความถี่ครอสโอเวอร์สูงเกิน 100 เฮิร์ตซ์ โดยไม่จำเป็น เพราะส่วนมากแล้วจุดตัดสูงๆ จะทำให้เสียงเบสโด่งนำหน้าความถี่อื่น ความถี่จุดตัดจะต้องปรับคู่กับ Volume อยู่เสมอ และต้องปรับทีละเล็กทีละน้อยอย่างละเอียดที่สุด ก็เพราะว่า ตรงจุดครอสโอเวอร์นี้ จะทำให้รอยเชื่อมต่อของความถี่ต่ำ ระหว่างลำโพงเมนหลัก กับความถี่ต่ำจากตู้ซับวูฟเฟอร์นั้นสามารถกลมกลืนกันได้ เมื่อปรับค่าของซับวูฟเฟอร์ ได้ค่อนข้างกลมกลืนแล้ว (หรือมีปัญหาว่าเบสบางส่วนยังคงเดินช้ากว่าเสียงกลางแหลม) ให้ลองปรับค่าที่ Phase 0-180 ดู เป็นลำดับสุดท้าย ไม่ควรปรับค่าเฟสไปทางเฟสลบ -180 องศา ในระหว่างจูน Volume และ Crossover แต่ให้ปรับดู หลังจากปรับค่าทุกอย่าง และให้เสียงได้ลงตัวแล้ว ปุ่มปรับค่าเฟสนี้ ซับบางตู้ อาจจะเป็นสวิตช์ เลือก บวก 0 และ ลบ 180 องศา แต่ ซับวูฟเฟอร์ราคาสูงๆ มักจะเป็นปุ่มเกนโวลุ่ม ให้เราเลือกค่าเฟสแปรผันไปทีละน้อยได้ ยังมีอีก 2 เทคนิค สำหรับการเสริมตู้ซับเข้าไปในระบบฟังเพลง ซึ่งเป็นวิธีการของงาน Professional เมื่อนานมาแล้ว เหมาะกับห้องฟังเพลงที่มีขนาดใหญ่ และเสียงเบสเบาบางเกินไป ก็สามารถใช้วิธีดังกล่าวนี้ได้ 1. Inverted Stack Cardioid วางตู้ซับวูฟเฟอร์ ซ้อนกันสองถึงสามตู้ต่อแชนแนล อาจจะมีการวางยิงเสียงมาด้านหน้าทุกตู้ หรือสลับบางตู้ยิงมาด้านหน้า บางตู้ยิงไปด้านหลัง แล้วแต่การ คำนวณค่า หรือเซ็ตอัพ จะทำให้ได้มิติของเสียงเบสและความกว้างลึกของเสียงต่ำสมบูรณ์มากขึ้น การวางตู้ทับซ้อนขึ้นไป ช่วยให้เปลืองพื้นที่น้อยที่สุดภายในห้อง สิ่งสำคัญก็คือตู้ซับจะต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้วางซ้อนกันได้ ไม่ควรนำตู้ซับวูฟเฟอร์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการนี้มาวางซ้อนกันนะครับ 2. End Fire Cardioid เป็นอีกเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเทคนิคการวางตู้ซับวูฟเฟอร์ซึ่งในกรณีนี้ มีอยู่หลายวิธี ทั้งการวางตู้หน้า-หลัง ในลักษณะเฟสบวกหรือการวางชิดกันสามตู้ โดยมีการยิงเสียงต่างทิศทางกัน ต้องมีการคำนวณการเว้นระยะห่าง เพื่อการคอนโทรลความถี่ต่ำ อันเนื่องมาจากบางครั้งมีปัญหาการรบกวน มีการเลี้ยวเบนของเสียงต่ำที่กระจัดกระจาย ออกรอบทิศทาง หรือการทับซ้อนกันเองของความถี่ต่ำ ซึ่งวิธีนี้ จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเซ็ตอัพ โดยเฉพาะครับ บทสรุปคือการเล่นเครื่องเสียงย่อมมีหลายวิธีการและการเสริมตู้ซับวูฟเฟอร์เข้าไปนั้น ถ้าเราใช้เทคนิคที่ถูกต้องก็จะทำให้ความถี่ต่ำนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยให้ยึดหลักที่ว่า หากระบบเสียงภายในห้องนั้นยังขาดความสมบูรณ์ที่ความถี่ใดความถี่หนึ่ง เราก็สามารถเสริมเข้าไปได้ โดยคำนึงถึงเรื่องโทนัล บาลานซ์ และสเกลของความถี่เป็นสำคัญครับ
The Light of Audiophile ตอนที่ 6 การเสริมระบบซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง การเสริมซับวูฟเฟอร์ในระบบฟังเพลง 2 แชนแนลนั้น มาจากเหตุผลที่ว่า ถ้าซิสเต็มในระบบฟังเพลงของเรา เสียงต่ำบาง เบสขาดสเกลเสียง อันเนื่องจากความสามารถในการตอบสนองความถี่ของลำโพงเสียงต่ำ Woofer ไปได้ไม่ถึงจริงๆ เพราะขนาดลำโพงเล็กเกินไป เช่น ลำโพงวางขาตั้งที่มีขนาดวูฟเฟอร์ เพียง 4-8 นิ้ว ที่ไม่อาจจะให้ทั้งปริมาณ และคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง (โดยไม่บีบเค้น) นั้นได้ หรือต่อให้เราใช้ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่พอสมควร แต่เนื่องจากขนาดของห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เบสที่ควรจะได้จากลำโพง 2 ตู้ ก็ยังรู้สึกด้อยกว่าเสียงกลางแหลม ไม่สามารถที่จะเซ็ตอัพให้ได้คุณภาพเสียงต่ำที่สมบูรณ์ได้ คำตอบก็อาจจะต้องมาอยู่ที่การเสริม Sub-Woofer ครับ ช่วงปี 2542 ผมได้ให้คำปรึกษาด้านระบบเสียงให้ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งชีวิตส่วนตัวท่าน เป็นคนเล่นเครื่องเสียง ในแบบอนาล็อก ฟังเพลง Classical ที่บรรเลงด้วยวงออเคสตร้าเป็นหลัก ที่สุดท่านได้ตัดสินใจซื้อลำโพงรุ่นท็อป ตู้ขนาดสูงท่วมบ้าน ขนาดวูฟเฟอร์ 12 นิ้ว สองตัวต่อตู้ มาฟังเพลงที่ชื่นชอบ แต่ก็ปรารภกับผมตลอดว่า เสียงของกีต้าร์เบส ดับเบิ้ลเบส กลองทิมปานี ขาดน้ำหนัก เบาบางไป ถ้าฟังในระดับเบาๆ แบบแบ็คกราวนด์มิวสิกนี่แทบไม่เหลือให้สัมผัสอรรถรสดนตรีช่วงความถี่ต่ำเลย ผมตัดสินใจจัดเอา Active Sub-Woofer ที่มีขนาดไดรเวอร์ 12 นิ้ว และ Sub Bass Radiator ขนาด 15 นิ้ว มาเพิ่มสองตู้ ซ้ายขวา โดยหาวิธีต่อจากปรีเอาท์ของปรีแอมป์ชุดที่ 2 และเซ็ตอัพหาความบาลานซ์เพื่อให้เกิดสมดุล ของความถี่ต่ำกับย่านกลางแหลมให้ลงตัว ต้องเข้าใจว่า เกือบสามสิบปีที่แล้ว แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ยังมีความเฉื่อยของเสียงต่ำอยู่บ้าง ไม่เหมือนแอคทีฟซับวูฟเฟอร์สมัยนี้ ที่ดีไซน์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย กรวยลำโพงใช้วัสดุที่ดี ให้การสนองตอบฉับไว เท่าทันความถี่กลางแหลม สำหรับซับแอคทีฟยุคเก่า ผมจึงต้องกำหนดจุดตั้ง และเซ็ตอัพอยู่ 2-3 ครั้ง จึงลงตัวในที่สุด ท่านเจ้าของซิสเต็มบอกว่า ได้เสียงที่ลงตัวประทับใจ ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงในคอนเสิร์ตฮอลล์ จึงมีความสุขมาก ถือว่าแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ มาย้อนดูช่วงเวลาของการออกแบบซับวูฟเฟอร์ ที่น่าสนใจกัน ช่วงปี 1982 บริษัทนิปปอน กักกิ หรือยามาฮ่า ตัดสินใจออกแบบแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ตัวแรก นั่นคือ NS-W1 โดยมีขนาดตู้ 50 ลิตร มีแอมป์ขับในตัว 45 วัตต์โมโน ที่ 6 โอห์ม แม้ไดรเวอร์จะมีขนาดเพียง 10 นิ้ว แต่ดีไซน์เนอร์อธิบายว่า ตัวขับเสียงถูกออกแบบให้ครอบคลุม ตอบสนองความถี่ต่ำเฉพาะ จึงต่างไปจาก Woofer ทั่วไป มีความสามารถแสดงผลความถี่ต่ำลงลึกได้ถึง 20Hz ในเวลาเดียวกันนั้น ทาง Bose และ M&K แห่งอเมริกา เป็นรายแรกๆ ที่ออกแบบลำโพงเมนหลักกลางแหลมแยกส่วนออกจาก Sub-Woofer แบบแพสสีพ ซึ่ง M&K ใช้ชื่อระบบว่า Sub-Satellite เป็นการแก้ปัญหาขาดความถี่ต่ำ ประการหนึ่ง และให้ความสะดวกในการจัดวางภายในห้องขนาดย่อมๆ จากนั้นมีบริษัทเครื่องเสียงบางแห่ง อาทิ Dave Hall เปิดตัว Velodyne Acoustics ในปี 1983 เพื่อเน้นผลิตซับวูฟเฟอร์โดยเฉพาะ เทคโนโลยีล้ำสมัยของ Velodyne คือระบบเซอร์โวคอนโทรล ระบบนี้ จะนำเอาปฏิบัติการดิจิตอลช่วยรายงานจากสถานการณ์ใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยควบคุมมิให้ซับวูฟเฟอร์ส่งเสียงผิดเพี้ยน (Digital High Gain Servo Control) มีระบบอีควอไลเซอร์ EQ Plus ที่จะทำให้สามารถปรับซับวูฟเฟอร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์การใช้งานของแต่ละบุคคล และห้องต่างๆ อย่างเหมาะสม บริษัท Sunfire เคยออกแบบซับวูฟเฟอร์ที่เน้นให้มีขนาดเล็กมากๆ แต่มีพลังขับอย่างชนิดสั่นสะเทือนห้อง ซึ่งในช่วงเวลาขณะนั้น พ่อมดอิเล็คทรอนิกส์ บ๊อบ คาร์เวอร์ มีส่วนในการออกแบบภาคขยายคลาส T ขนาดเล็กแต่กำลังขับสูงที่สุดในโลก บรรจุลงไปในตู้ซับวูฟเฟอร์ บริษัท Rel Acoustics เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่เน้นการผลิตซับวูฟเฟอร์คุณภาพสูง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามที่จะทำให้เสียงต่ำมีมิติที่สมบูรณ์ ในระบบโฮมออดิโอ ย้อนคืนไปสู่รสชาติของการแสดงคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์ บริษัท KEF แห่งอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นบริษัทลำโพงอนุรักษ์นิยม ที่ประสบผลสำเร็จที่สุดในระดับโลกได้ออกแบบแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ออกมาหลายรุ่น อาทิ REFERENCE 8b ที่ใช้ตัวขับ 9 นิ้ว พร้อมแอมป์คลาส D กำลังขับ 500 วัตต์ x 2 ซับวูฟเฟอร์ รุ่น KC62 ที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด รวมถึงรุ่นใหม่ KC92 ที่มีขนาดกลางๆ ตัวขับ9 นิ้วและแอมป์คลาส D 1000 วัตต์!!! ในแง่ของการใช้ Sub-Woofer กับระบบฟังเพลงในบ้าน ผมไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งผิดแปลกพิสดาร หรือย้อนแย้งอะไร ตราบเท่าที่ผู้ฟังยังรู้สึกว่า เสียงต่ำมีสเกลเสียงที่เบาบาง ไม่เต็มที่เหมือนความถี่กลางแหลม เราก็สามารถเพิ่มเข้าไปได้ แต่… ต้องเพิ่ม เสริมลงไปอย่างเหมาะสม และเข้าใจเรื่องของการเซ็ตอัพ สี่ประการ ที่สำคัญยิ่ง คือ 1. สถานที่วาง และจำนวนของตู้ซับวูฟเฟอร์ 2. การปรับค่าจุดตัดครอสโอเวอร์ 3. การปรับระดับความดัง Level 4. การปรับ Phase ในตอนถัดไป The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เราจะมาพิเคราะห์ เรื่องเทคนิคเบื้องต้นในการเซ็ตอัพ ปรับค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์กันครับ