เอปสันเผยผลประกวดภาพถ่าย Epson International Pano Awards ครั้งที่ 16 ช่างภาพอาเซียนคว้าหลายรางวัล 12 ธันวาคม 2025 – เอปสันขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะรางวัล Epson International Pano Awards ครั้งที่ 16 การประกวดภาพถ่ายพาโนรามาที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของช่างภาพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะวิลเลียม ชัว (William Chua) จากสิงคโปร์ ผู้คว้ารางวัล The Pano Awards Southeast Asia Open Photographer of the Year 2025 Epson International Pano Awards ยังคงเป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายพาโนรามาจากทั่วทุกมุมโลก โดยในปีนี้ช่างภาพจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสร้างผลงานโดดเด่นต่อเนื่อง หลังจากเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักร่วมตั้งแต่ปี 2024 ผลงานภาพ “Wildebeest” ของวิลเลียม ชัว โดดเด่นด้วยมุมมองสร้างสรรค์ ถ่ายทอดพลังและความตื่นเต้นของการอพยพครั้งยิ่งใหญ่ของวิลเดอบีสต์ในเคนยาได้อย่างน่าประทับใจ “ผมได้ดูการอพยพของวิลเดอบีสต์มาหลายครั้ง และมันยังคงทำให้ผมทึ่งเสมอ สิ่งที่ดึงดูดสายตาในครั้งนี้คือวิลเดอบีสต์ตัวหนึ่งที่หันกลับมาท่ามกลางความโกลาหล และผมรู้ทันทีว่านี่คือภาพที่ผมต้องการถ่าย” วิลเลียม ชัว มร.ซิ่ว จิน เกียด กรรมการผู้จัดการภูมิภาค เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “นี่เป็นปีที่สองที่เอปสัน เอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ให้การสนับสนุนเวที Epson International Pano Awards และเรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งจากช่างภาพในภูมิภาค ผลงานเหล่านี้สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของช่างภาพและครีเอเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเอปสันภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนและผลักดันศิลปะการพิมพ์ให้เป็นสื่อทรงพลังในการถ่ายทอดภาพพาโนรามาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด” ในฐานะผู้สนับสนุนหลักร่วมเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร่วมกับเอปสัน ออสเตรเลีย มอบรางวัล อาทิ เครื่องพิมพ์ภาพ Epson SureColor P5360, P5330, P906 และโปรเจคเตอร์ Epson EB-1795F เพื่อเป็นเครื่องมือคุณภาพระดับมืออาชีพสำหรับกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงาน นอกจากรางวัลชนะเลิศ ช่างภาพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสร้างผลงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะจากเวียดนาม ซึ่งคว้า 6 จาก 10 ตำแหน่งผู้เข้ารอบสุดท้าย ขณะที่ช่างภาพไทยก็ได้รับการคัดเลือกเข้ารอบด้วยผลงานที่น่าสนใจ ได้แก่ Silk of the Sea โดยคาว ถิ งอก เดียม (Cao Thi Ngoc Diem) ถ่ายทอดภาพการซักผ้าไหมในจังหวัดฟูเอี้ยน ประเทศเวียดนาม และภาพ Dune II โดยอธิเมธ เลิศกิตติเวรุจน์ (Athimeth Lerdkkitveruj) จากประเทศไทย ซึ่งถ่ายทอดทิวทรายกว้างใหญ่ของนามิเบียในมุมมองพาโนรามาอันน่าทึ่ง ผลงานทั้งหมดสะท้อนความทะเยอทะยานทางศิลปะและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตามองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มร.เดวิด เอวานส์ ภัณฑารักษ์ของงานประกวด Epson International Pano Awards ภัณฑารักษ์ของการแข่งขัน กล่าวว่า “ทุกปีขอบเขตของภาพถ่ายพาโนรามาถูกขยายออกไป และปี 2025 ก็ไม่ต่างกัน ด้วยแรงสนับสนุนจากเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอปสัน ออสเตรเลีย ทำให้เวทีนี้เข้าถึงผู้สร้างสรรค์ทั่วโลกมากขึ้น ผลงานที่เข้าประกวดเต็มไปด้วยความหลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นเลิศทางเทคนิค ซึ่งยืนยันว่าพาโนรามาคือหนึ่งในสื่อทรงพลังที่สุดในการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายร่วมสมัย” การแข่งขันในปีที่ 16 นี้ยังคงรวบรวมคณะกรรมการซึ่งเป็นช่างภาพพาโนรามาชั้นนำระดับโลก เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ยกระดับคุณภาพงานศิลปะภาพถ่ายประเภทนี้อย่างแท้จริง ชมผลงานทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ของการแข่งขัน: https://thepanoawards.com/2025-winners-gallery
MAHAJAK MEGA DEAL 2025 ยกระดับทุกอารมณ์ด้วยคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบ จากแบรนด์ JBL และ DENON พร้อมส่วนลดสูงสุด 29% บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ชวนสัมผัสประสบการณ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ระดับไฮเอนด์กับแคมเปญ MAHAJAK MEGA DEAL จากแบรนด์ JBL และ Denon ที่ยกระดับทุกอารมณ์ด้วยคุณภาพเสียงอันสมบูรณ์แบบ มอบส่วนลดสูงสุด 29% พร้อมของขวัญพิเศษสำหรับสินค้าในรุ่นที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 – 15 มกราคม 2569 นี้เท่านั้น โดยมีรายละเอียดโปรโมชั่นและสินค้าที่ร่วมรายการมีดังนี้ JBL Soundbar JBL Bar 5.0 Multi Beam ราคาโปรโมชั่น 10,965 บาท (จากราคา 12,900 บาท) JBL Bar 300 ราคาโปรโมชั่น 14,365 บาท (จากราคา 16,900 บาท) JBL Bar 500 ราคาโปรโมชั่น 19,465 บาท (จากราคา 22,900 บาท) JBL Bar 9.1 ราคาโปรโมชั่น 19,900 บาท (จากราคา 27,900 บาท JBL Bar 800 ราคาโปรโมชั่น 25,415 บาท (จากราคา 29,900 บาท) JBL Bar 1000 ราคาโปรโมชั่น 30,515 บาท (จากราคา 35,900 บาท) JBL Bar 1300 ราคาโปรโมชั่น 42,415 บาท (จากราคา 49,900 บาท) Denon Soundbar **โปรโมชั่นเฉพาะโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak.com และ JBL Thailand เท่านั้น Denon Heos Home Cinema ราคาโปรโมชั่น 15,900 บาท (จากราคา 29,900 บาท) Denon Heos Bar ราคาโปรโมชั่น 19,900 บาท (จากราคา 35,900 บาท) Denon Heos Subwoofer ราคาโปรโมชั่น 15,900 บาท (จากราคา 22,900 บาท) พิเศษ!! เมื่อซื้อ Denon Heos Subwoofer คู่กับ Denon Heos Bar เหลือเพียง 30,000 บาท (จากราคา 58,800 บาท) Harman Kardon Enchant Harman Kardon Enchant 900 ราคาโปรโมชั่น 20,805 บาท (จากราคา 21,900 บาท) Harman Kardon Enchant Sub ราคาโปรโมชั่น 15,105 บาท (จากราคา 15,900 บาท) Harman Kardon Enchant 1100 ราคาโปรโมชั่น 28,405 บาท (จากราคา 29,900 บาท) Harman Kardon Enchant Speaker ราคาโปรโมชั่น 9,405 บาท (จากราคา 9,900 บาท) Denon AV Receiver Denon AVR-X1700H ราคาโปรโมชั่น 24,210 บาท (จากราคา 26,900 บาท) Denon AVR-X2700H ราคาโปรโมชั่น 31,410 บาท (จากราคา 34,900 บาท) Denon AVC-X3700H ราคาโปรโมชั่น 39,510 บาท (จากราคา 43,900 บาท) Denon AVC-X4700H ราคาโปรโมชั่น 57,510 บาท (จากราคา 63,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 5 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 16,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า Denon AVR-X1700H, AVR-X2700H, Denon AVC-X3700H หรือ Denon AVC-X4700H Denon AVC-X6700H ราคาโปรโมชั่น 87,210 บาท (จากราคา 96,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 7 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 22,900 บาท) Denon AVR-X250BT ราคาโปรโมชั่น 10,965 บาท (จากราคา 12,900 บาท Denon AVR-X580BT ราคาโปรโมชั่น 16,915 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon AVR-X1800H ราคาโปรโมชั่น 24,565 บาท (จากราคา 28,900 บาท) Denon AVR-X2800H ราคาโปรโมชั่น 33,915 บาท (จากราคา 39,900 บาท) Denon AVC-X3800H ราคาโปรโมชั่น 47,515 บาท (จากราคา 55,900 บาท) Denon AVC-X4800H ราคาโปรโมชั่น 72,165 บาท (จากราคา 84,900 บาท) Denon AVC-X6800H ราคาโปรโมชั่น 84,065 บาท (จากราคา 98,900 บาท) Home Theater Stage Ultra HD 5 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 49,215 บาท (จากราคา 57,900 บาท) Stage Ultra HD 6 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 49,215 บาท (จากราคา 57,900 บาท) Stage Ultra HD 2 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 52,615 บาท (จากราคา 61,900 บาท) Stage Ultra HD 7 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 52,615 บาท (จากราคา 61,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 5 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 16,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้าชุด Home Theater Stage Ultra HD 5, Stage Ultra HD 6, Stage Ultra HD 2 หรือ Stage Ultra HD 7 Stage Ultra HD 3 (ประกอบด้วย Denon AVC-X3800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 65,365 บาท (จากราคา 76,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 7 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 22,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Stage Ultra HD 3 Premium Stage HD 1 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,015 บาท (จากราคา 65,900 บาท) Premium Stage HD 5 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,015 บาท (จากราคา 65,900 บาท) Premium Stage HD 2 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,865 บาท (จากราคา 66,900 บาท) Premium Stage HD 6 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,865 บาท (จากราคา 66,900 บาท) Premium Stage HD 3 (ประกอบด้วย Denon AVC-X3800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 67,915 บาท (จากราคา 79,900 บาท) Premium Stage HD 4 (ประกอบด้วย Denon AVC-X4800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 81,515 บาท (จากราคา 95,900 บาท) Classic Espresso / Classic Latte (ประกอบด้วย JBL MA510 และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 116,100 บาท (จากราคา 129,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 800 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 29,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Classic Espresso หรือ Classic Latte Atmos Classic Espresso / Atmos Classic Latte (ประกอบด้วย JBL MA710 และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 152,100 บาท (จากราคา 169,000 บาท) Premium Espresso / Premium Latte (ประกอบด้วย JBL MA7100H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 179,100 บาท (จากราคา 199,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1000 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 35,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Classic Espresso, Atmos Classic Latte, Premium Espresso หรือ Premium Latte Atmos Premium Espresso / Atmos Premium Latte (ประกอบด้วย JBL MA9100H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 197,100 บาท (จากราคา 219,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1300 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 49,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Premium Espresso หรือ Atmos Premium Latte Double Espresso (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 116,100 บาท (จากราคา 129,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 800 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 29,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Double Espresso Atmos Double Espresso 1 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 134,100 บาท (จากราคา 149,000 บาท) Atmos Double Espresso 2 (ประกอบด้วย Denon AVC-X3800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 170,100 บาท (จากราคา 189,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1000 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 35,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Double Espresso 1 หรือ Atmos Double Espresso 1 Atmos Double Espresso 3 (ประกอบด้วย Denon AVC-X4800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 197,100 บาท (จากราคา 219,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1300 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 49,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Premium Espresso 3 A/V Compact A/V Compact HD Set 2 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1700H และชุดลำโพง JBL Cinema 510) ราคาโปรโมชั่น 24,565 บาท (จากราคา 28,900 บาท) A/V Compact Set 1 (ประกอบด้วย Denon AVR-X250BT และชุดลำโพง JBL Cinema 510) ราคาโปรโมชั่น 18,615 บาท (จากราคา 21,900 บาท) Turntable Denon DP200USB ราคาโปรโมชั่น 9,405 บาท (จากราคา 9,900 บาท) Denon DP400 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 18,905 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon DP450USB (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 24,605 บาท (จากราคา 25,900 บาท) Denon DP3000NE ราคาโปรโมชั่น 72,105 บาท (จากราคา 75,900 บาท) ModernTage Set Modern Tage Set 4 (สีดำ/สีน้ำเงิน/สีส้ม) ราคาโปรโมชั่น 47,405 บาท (จากราคา 49,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS65 (มูลค่า 22,900 บาท) และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Modern Tage Set 1 ราคาโปรโมชั่น 37,905 บาท (จากราคา 39,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS120 (มูลค่า 17,900 บาท) และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Mini Compo Denon Ceol N12 Dab (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 25,110 บาท (จากราคา 27,900 บาท) Denon Home Denon DM-41 ราคาโปรโมชั่น 16,915 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon Home 150 NV ราคาโปรโมชั่น 7,731 บาท (จากราคา 8,590 บาท) Denon Home 150 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 8,910 บาท (จากราคา 9,900 บาท) Denon Home 250 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 14,310 บาท (จากราคา 15,900 บาท) Denon Home 350 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 17,910 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon Home Soundbar 550 ราคาโปรโมชั่น 26,010 บาท (จากราคา 28,900 บาท) Denon Home AMP ราคาโปรโมชั่น 17,910 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon Home SUB ราคาโปรโมชั่น 20,610 บาท (จากราคา 22,900 บาท) Integrated Amplifier Denon PMA 900H ราคาโปรโมชั่น 32,310 บาท (จากราคา 35,900 บาท) สามารถหาซื้อสินค้าได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ, Showroom มหาจักรฯ ทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB และ Mahajak Online >> https://www.mahajak.com/th/mega-campaign/home-audio.html เงื่อนไขโปรโมชั่นและการรับของแถม - ระยะเวลาโปรโมชั่น 15 พฤศจิกายน 2568 - 15 มกราคม 2569 - สินค้าราคาโปรโมชั่นรวม VAT 7% แล้ว - สิทธิ์รับของแถม เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข และสามารถแลกรับสินค้าของแถมได้ 1 ชิ้นเท่านั้น - สามารถลงทะเบียนรับสินค้าของแถมได้ไม่เกิน วันที่ 30 มกราคม 2569 (ใบเสร็จจะต้องซื้อสินค้าภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 - 15 มกราคม 2569) - สินค้าของแถมไม่สามารถเลือกสี/รุ่น และมีจำนวนจำกัด - สินค้าของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ - ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Sound City และ ร้าน SOUNDLAB จะได้รับของแถม ณ จุดขาย - ลูกค้าลงทะเบียนรับของแถมผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น โดยจะต้องลงทะเบียนรับประกันก่อน สินค้าที่มีสิทธิ์รับของแถมระบบจะให้เลือกรับลงทะเบียนของแถมเพิ่มเติม - ขอสงวนสิทธิ์การรับของแถม สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถม ผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น กรณีที่ลงทะเบียนรับประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับขอแถมได้ - ไม่สามารถลงทะเบียนรับของแถมหลังจากหมดเขตโปรโมชั่นในทุกกรณี - ของแถมจะจัดส่ง 30 วันทำการ (ไม่รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์) ผ่านทางไปรษณีย์ - ช่องทางที่ร่วมรายการ ได้แก่ ร้านตัวแทนจำหน่าย, โชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak Online - สามารถสอบถามข้อมูลโปรโมชั่นและของแถมได้ที่ Call center 1516 หรือ Line: @Mahajakstore - บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Line : http://lin.ee/dKalYBy Facebook : http://www.facebook.com/MahajakLiving/ IG : https://www.instagram.com/mahajak_living/ Tiktok : https://n9.cl/7pelk , https://n9.cl/159tm Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th/
สัมผัสความหรูหราเหนือกาลเวลากับ MAHAJAK MEGA DEAL JBL LUXURY AUDIO ลดสูงสุด 10% บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด เชิญคุณมาดื่มด่ำความประณีตแห่งเสียงระดับ ICONIC จาก JBL Luxury Audio ที่ผสานงานดีไซน์คลาสสิกเข้ากับคุณภาพเสียงอันทรงพลังอย่างลงตัว พร้อมดีลสุดพิเศษในแคมเปญ MAHAJAK MEGA DEAL รับส่วนลดสูงสุด 10% พร้อมของขวัญพิเศษ เมื่อซื้อลำโพงรุ่นที่ร่วมรายการ อาทิ แผ่นเสียง JBL 75th Jazz Vocal Collection (จำนวนจำกัด) และขาตั้งลำโพง JS120 สำหรับชุด L100 Classic ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 – 15 มกราคม 2569 นี้เท่านั้น โดยมีรายละเอียดโปรโมชั่นและสินค้าที่ร่วมรายการมีดังนี้ JBL Studio Monitor JBL 4312 MKII (สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 26,910 บาท (จากราคา 29,900 บาท) JBL 4312 MKII (สีขาว) ราคาโปรโมชั่น 25,415 บาท (จากราคา 29,900 บาท) JBL 4305P ราคาโปรโมชั่น 91,105บาท (จากราคา 95,900 บาท) JBL 4309 ราคาโปรโมชั่น 91,105 บาท (จากราคา 95,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS65 มูลค่า 22,900 บาท เมื่อซื้อลำโพง JBL 4305P หรือ JBL 4309 JBL 4329P ราคาโปรโมชั่น 151,050 บาท (จากราคา 159,000 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS150 มูลค่า 20,000 บาท เมื่อซื้อลำโพง JBL 4329P JBL 4349 ราคาโปรโมชั่น 246,050 บาท (จากราคา 259,000 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS120 มูลค่า 17,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น เมื่อซื้อลำโพง JBL 4349 JBL 4306 ราคาโปรโมชั่น 44,910 บาท (จากราคา 49,900 บาท) JBL 4428 ราคาโปรโมชั่น 152,100 บาท (จากราคา 169,000 บาท) JBL Classic Series JBL L52 Classic (สีส้ม/สีน้ำเงิน/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 37,905 บาท (จากราคา 39,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS65 มูลค่า 22,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น JBL L82 Classic (สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 85,405 บาท (จากราคา 89,900 บาท) JBL L82 MKII (สีส้ม/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 85,405 บาท (จากราคา 89,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS80 มูลค่า 15,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น เมื่อซื้อลำโพง JBL L82 Classic (สีดำ) หรือ JBL L82 MKII (สีส้ม/สีดำ) JBL L100 MKII (สีส้ม/สีน้ำเงิน/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 170,050 บาท (จากราคา 179,000 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS120 มูลค่า 17,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น JBL L75MS ราคาโปรโมชั่น 56,905 บาท (จากราคา 59,900 บาท) *แถมฟรี แผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น JBL TT350 ราคาโปรโมชั่น 36,005 บาท (จากราคา 37,900 บาท) *แถมฟรี แผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Hi-Fi System Hi-Fi Classic 1 (สีส้ม/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 113,050 บาท (จากราคา 119,000 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS80 มูลค่า 15,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Hi-Fi Digital Set 2 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 41,705 บาท (จากราคา 43,900 บาท) *แถมฟรี แผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Hi-Fi Digital Set 3 (สีส้ม) ราคาโปรโมชั่น 43,605 บาท (จากราคา 45,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS65 มูลค่า 22,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น JBL Classic Set JBL Classic 100 (สีดำ/สีน้ำเงิน/สีส้ม) ราคาโปรโมชั่น 227,050 บาท (จากราคา 239,000 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS120 มูลค่า 17,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Integrated Amp JBL SA550 ราคาโปรโมชั่น 65,610 บาท (จากราคา 72,900 บาท) JBL SA750 ราคาโปรโมชั่น 71,910 บาท (จากราคา 79,900 บาท) Player JBL MP350 ราคาโปรโมชั่น 32,310 บาท (จากราคา 35,900 บาท) สามารถหาซื้อสินค้าได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ, Showroom มหาจักรฯ ทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB และ Mahajak Online >> https://www.mahajak.com/th/mega-campaign/luxury-audio.html เงื่อนไขโปรโมชั่นและการรับของแถม - ระยะเวลาโปรโมชั่น 15 พฤศจิกายน 2568 - 15 มกราคม 2569 - สินค้าราคาโปรโมชั่นรวม VAT 7% แล้ว - สิทธิ์รับของแถม เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข และสามารถแลกรับสินค้าของแถมได้ 1 ชิ้นเท่านั้น - สามารถลงทะเบียนรับสินค้าของแถมได้ไม่เกิน วันที่ 30 มกราคม 2569 (ใบเสร็จจะต้องซื้อสินค้าภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 - 15 มกราคม 2569) - สินค้าของแถมไม่สามารถเลือกสี/รุ่น และมีจำนวนจำกัด - สินค้าของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ - ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB จะได้รับของแถม ณ จุดขาย - ลูกค้าลงทะเบียนรับของแถมผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น โดยจะต้องลงทะเบียนรับประกันก่อน สินค้าที่มีสิทธิ์รับของแถมระบบจะให้เลือกรับลงทะเบียนของแถมเพิ่มเติม - ขอสงวนสิทธิ์การรับของแถม สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถม ผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น กรณีที่ลงทะเบียนรับประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับขอแถมได้ - ไม่สามารถลงทะเบียนรับของแถมหลังจากหมดเขตโปรโมชั่นในทุกกรณี - ของแถมจะจัดส่ง 30 วันทำการ (ไม่รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์) ผ่านทางไปรษณีย์ - ช่องทางที่ร่วมรายการ ได้แก่ ร้านตัวแทนจำหน่าย, โชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak Online - สามารถสอบถามข้อมูลโปรโมชั่นและของแถมได้ที่ Call center 1516 หรือ Line: @Mahajakstore - บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Line : http://lin.ee/dKalYBy Facebook : http://www.facebook.com/MahajakLiving/ IG : https://www.instagram.com/mahajak_living/ Tiktok : https://n9.cl/7pelk , https://n9.cl/159tm Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th/
เอปสันผู้นำตลาดสแกนเนอร์ในอาเซียน เปิดตัวสแกนเนอร์ใหม่ โซลูชันจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลรวดเร็ว คล่องตัว เพื่อธุรกิจยุคใหม่ เอปสัน แบรนด์เครื่องสแกนเอกสารอันดับ 1 ในอาเซียน เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อเสริมประสิทธิภาพองค์กรธุรกิจ เปิดตัวสแกนเนอร์เอกสาร A4 รุ่นใหม่ WorkForce DS-1730 และ DS-1760WN รองรับทุกความต้องการด้านการสแกนในสำนักงานยุคดิจิทัล ทั้งความเร็ว การใช้งานยืดหยุ่น และการจัดเก็บข้อมูลที่ง่ายขึ้น ช่วยให้ธุรกิจทำงานได้อย่างลื่นไหลและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เครื่องสแกนรุ่นใหม่นี้สามารถสแกนได้เร็วสูงสุดถึง 30 แผ่นต่อนาที เมื่อใช้ระบบป้อนเอกสารอัตโนมัติ ADF และเพียง 7 วินาทีต่อแผ่นเมื่อสแกนผ่าน Flatbed พร้อมถาดป้อนกระดาษบรรจุได้ถึง 60 แผ่น ช่วยให้สแกนเอกสารปริมาณมากได้อย่างราบรื่น รองรับสแกนเอกสารหลากหลายประเภท ทั้งภาพถ่าย บัตรประชาชน หนังสือหรือวัสดุหนา โดยมีฟีเจอร์สแกนสองหน้าแบบผ่านครั้งเดียว (One-pass Duplex) รวมถึงฟีเจอร์เพิ่มความคมชัดของตัวอักษร การปรับขอบภาพ และการลบรูเจาะเอกสาร เพื่อให้ได้ไฟล์คุณภาพสมบูรณ์แบบในทุกงานสแกน พร้อมระบบแจ้งเตือนฝุ่นบนกระจกที่ช่วยลดงานสแกนซ้ำ ทั้งสองรุ่นยังมีโซลูชันจัดการเอกสารขั้นสูง รองรับซอฟต์แวร์ Document Capture Pro ที่เพิ่มประสิทธิภาพการแปลงข้อมูลเป็นไฟล์ PDF ที่ค้นหาได้ หรือไฟล์เอกสารสำนักงานที่สามารถแก้ไขได้ พร้อมการส่งเอกสารตรงขึ้นคลาวด์ อีเมล หรือโฟลเดอร์เครือข่าย สำหรับรุ่น DS-1760WN เพิ่มการทำงานแบบไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ผ่าน ScanWay สแกนโดยตรงไปยังเครือข่าย อีเมล หรือ USB พร้อมหน้าจอ LCD ทัชสกรีน 2.4 นิ้ว ง่ายต่อผู้ใช้ทุกคนในสำนักงาน นอกจากนี้ยังออกแบบส่วนประกอบหลักด้วยพลาสติกรีไซเคิลกว่า 30% เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมอบสมรรถนะเต็มประสิทธิภาพ ในฐานะแบรนด์เครื่องสแกนเอกสารอันดับ 1 ในอาเซียน เอปสันยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อมอบประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมควบคู่กับการการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
The System : Wharfedale Super Linton Quad 33 / Quad 303 สัมผัสแห่งธรรมชาติ และพลัง อีกหนึ่งประสบการณ์ที่สมควรแก่การนำเสนอ สำหรับทุกท่านที่กำลังมองหาซิสเต็มเครื่องเสียงครบชุด ประกอบด้วยชุดปรี-เพาเวอร์ (บริดจ์โมโน) และลำโพงที่รังสรรค์รูปทรงดีไซน์ ที่เคยลือชื่อจากยุควินเทจมาสู่ความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ โดยผมจะเน้นการนำเสนอบททดสอบลำโพงเป็นหลัก เพราะเคยได้มีการเทสท์รีพอร์ต ชุดปรี เพาเวอร์ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ เรามาเข้าถึงลำโพง Wharfedale Super Linton กันเป็นลำดับแรกครับ พัฒนาการลำโพงไฮไฟซีรีส์ Heritage จาก Wharfedale ที่ใช้รากฐานจาก Model Denton และ Linton รุ่นคลาสสิก ที่ให้คุณภาพสูงระดับออดิโอไฟล์ พร้อมงานไม้ตู้ผิวไม้จริงที่สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบเสียงดนตรีหลากสไตล์ไร้ข้อจำกัด ด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ก่อนอื่นเพื่อความเข้าใจในลำดับช่วงเวลาลำโพงในซีรส์ Heritage Series ผมขอเรียงลำดับไทม์ไลน์และพัฒนาการเชิงแนวคิดของ Wharfedale ดังนี้ครับ • ยุคต้นกำเนิด Original Classics - ปี 1960 เปิดตัวลำโพงรุ่น Denton ซึ่งเป็นลำโพง Bookshelf รุ่นแรกๆ ของ Wharfedale ด้วยแนวคิด Compact, Musical, British Sound โทนเสียงเรียบสะอาดอบอุ่น - ปี 1965 นำเสนอลำโพงรุ่น Linton ที่ขยายแนวคิดจาก Denton ด้วยตู้ที่ใหญ่มากขึ้น เริ่มเป็นลำโพงแนวมอนิเตอร์เวทีเสียงกว้าง มวลเสียงมากขึ้น - ปี 1971–1973 วางตลาดลำโพงรุ่น Denton 3 ถือเป็นรุ่นสำคัญที่สุดในยุคคลาสสิกด้วยระบบ 3-Way ขนาดเล็ก เสียงกลางมีมิติและความสมดุลสูง เป็นแรงบันดาลใจโดยตรงของ Super Denton ยุคใหม่ ช่วงที่ลำโพงซีรีส์นี้ได้หายไปกับกาลเวลาคือในช่วงปี 1980-2000 โดยโรงงานได้ยุติการผลิตลำโพงเหล่านี้ไป ชื่อรุ่นจึงกลายเป็น “ตำนาน”ที่อยู่ในความทรงจำของนักฟังตลอดมา ช่วงยุคปี 2012 มีการกลับมารื้อฟื้นตำนาน Heritage อีกครั้ง ในปี 2012 การกำเนิดลำโพงรุ่น Denton 80th Anniversary ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Heritage Series ยุคใหม่ โดยการนำต้นแบบ Denton กลับมาในดีไซน์วินเทจหรือเรโทร ด้วยเทคโนโลยีใหม่ด้วยเป้าหมายการเชื่อมอดีต เข้ากับยุคปัจจุบัน - ปี 2014 ลำโพงรุ่น Denton 85th Anniversary ที่ปรับปรุงเสียงจากรุ่น 80th ให้สมดุลเสียงดีขึ้น นับเป็น Denton รุ่นที่นิยมอย่างมากในตลาดโลก - ปี 2019 เริ่มต้นยุค Linton Heritage เป็นการคืนชีพของ Linton อย่างจริงจัง ด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญของ Wharfedale คือสร้างลำโพงที่มีตู้ใหญ่ขึ้น ใช้ระบบสามทาง และดีไซน์ขาตั้งเฉพาะ - ยุค “Super” ซึ่งเป็นการดีไซน์แบบยกระดับ ไม่ใช่แค่รื้อฟื้นตำนานเท่านั้น ปี 2023 ลำโพงรุ่น Super Denton ซึ่งเปิดตัวปีเดียวกับ Super Linton เป็นการสืบสายตรงจาก Denton 3 ในรูปแบบลำโพง3-Way ขนาดกะทัดรัด - ปี 2023 ลำโพงรุ่น Super Linton ที่ทำการพัฒนาจาก Linton Heritage ด้วยการยกระดับทั้งระบบ โดยมีการปรับโครงสร้างตู้ ไดรเวอร์ ครอสโอเวอร์ สู่คุณภาพเสียงที่โปร่งกว่า เบสนิ่งและลึกกว่า เวทีเสียงกว้างลึกมาก • Wharfedale Super Linton เป็นลำโพงดีไซน์มาพร้อมขาตั้ง Stand mount ด้วยโครงสร้างลำโพง 3-way bass-reflex มี Woofer ไดรเวอร์เสียงต่ำขนาด 8 นิ้ว กรวยลำโพงที่ทอขึ้นด้วยเส้นใย Kevlar เพื่อส่งผ่านคุณภาพเสียงเบสลึกอิ่มสมจริง ในขณะที่ Midrange หรือไดรเวอร์เสียงกลางขนาด 5 นิ้ว ชนิดกรวย Kevlar cone เพื่อคงไว้ซึ่งรายละเอียดเสียงร้อง และเครื่องดนตรีที่ชัดเจน รวมถึงทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว แบบ Soft dome ให้เสียงสูงหวานและละเอียดละเมียดละไม เป็นลำโพงที่วัดค่าการตอบสนองความถี่จากห้องแล็ป ได้กว้าง 39 Hz – 20 kHz (±3 dB) ในด้านความไวถือว่าทำได้ดีมาก โดยมี Sensitivity 90 dB ที่กำลังขับ 1 วัตต์ และค่าความต้านทานระดับกลางที่ 6 โอห์ม จุดเด่นคือการออกแบบรังสรรค์ตัวตู้แบบ MDF สองชั้น ผสมผสานการอัดกาวลดแรงสั่นสะเทือน เพื่อเสียงที่ชัดเจนไม่สั่นค้างและเกิดแรงสะท้อนภายในตู้ เปรียบเทียบ Super Linton แล้ว จะมีขนาดตู้ใหญ่กว่า Linton รุ่นคลาสสิกเดิมประมาณ 50 มิลลิเมตร เพื่อให้เสียงเบสมีพื้นที่ทำงานมากขึ้น มีการตกแต่งด้วยไม้จริงและลายไม้งดงาม ให้ลุคของลำโพงซีรีส์ Heritage ดูคลาสสิก ตัวตู้มีขนาดสูงรวมฐาน 605 มิลลิเมต กว้าง 300 มิลลิเมตร ลึกรวมขั้วต่อ 350 มิลลิเมตร น้ำหนัก 19.8 กิโลกรัมต่อตู้ ดูงามสง่า พร้อมขาตั้งที่ดีไซน์มาเฉพาะรุ่นที่ลงตัว การออกแบบเต็มไปด้วยความชาญฉลาด เพราะรูปทรงคลาสสิกของต้นแบบอย่าง Denton-Linton ยังคงเป็นความปรารถนาของนักฟังที่ต้องการความสวยงามคลาสสิก และเสียงที่ตอบสนองดนตรีอันเป็นเลิศไปพร้อมๆกัน การพัฒนาการสู่ Super Linton นั้น คุณ Peter Comeau ตำแหน่ง Director of Acoustic Design ของ Wharfedale เป็นหัวหน้าทีม ได้รวมนักออกแบบชั้นหัวกระทิ นำเสนอ วิเคราะห์ วิจัย รูปแบบของ Super Linton โดยออกแบบองค์ประกอบทั้งหมดของลำโพง ตั้งแต่การปรับโครงสร้างตู้ไดรเวอร์จนถึง Crossover Network ใหม่ทั้งหมด สำหรับรายละเอียดเชิงลึกในการออกแบบทางวิศวกรรมของ Wharfedale Super Linton มีความน่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. โครงสร้างตู้ลำโพง (Cabinet Design) ที่มีขนาดตู้ใหญ่ขึ้น แต่ทรงและสัดส่วนแบบเดิม Super Linton มีตู้สูงขึ้นกว่า Linton รุ่นพื้นฐานประมาณ 40 มม. ซึ่งทำให้มีปริมาตรภายในเพิ่มขึ้น ช่วยให้กรวยวูฟเฟอร์ “ผลักอากาศอย่างทรงพลัง” มากยิ่งขึ้น และทำให้เสียงเบสลงได้ลึกกว่าเดิมที่ 32 Hz ซึ่งลึกกว่ารุ่นพื้นฐานโดยปราศจากการบิดเบือน ตัวตู้มีชั้นไม้แบบ Sandwich แบบ MDF สองชั้น พร้อมกาวลดแรงสั่นสะเทือน (Damping Glue) ซึ่งสามารถลดการสั่นของแผ่นผนังตู้ที่ไม่พึงประสงค์ ช่วยให้เสียงไม่ “ก้อง” หรือขุ่นมัวในช่วงความถี่กลางและสูง การบุฉนวนด้านในมีการใส่ Long-hair fibre และโฟมซับเสียง ที่คัดสรรตำแหน่งไว้เฉพาะจุด เพื่อลดการสะท้อนภายในและควบคุมคลื่นเสียงภายในตู้ให้นิ่งยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงเบสมี “น้ำหนัก” และ “ความแม่นยำ” มากยิ่งขึ้น โดยยังรักษาความโปร่งใสของย่านกลางและสูงไว้ได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย 2. ไดรเวอร์สำหรับขับช่วงความถี่ต่ำจะใช้วูฟเฟอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว หรือ 200 มิลลิเมตร กรวย Kevlar สีดำที่ระบบแม่เหล็ก (Motor System) ถูกออกแบบใหม่ให้มีแรงขับและพลวัตสูงขึ้น ส่งผลให้เบสสามารถลงได้ลึกและตอบสนองได้ฉับไวทันทีทันใดกว่า ส่วน Midrange หรือลำโพงเสียงกลางกรวยขนาด 135 มิลลิเมตร แบบ Kevlar cone ที่จะอยู่ในห้องหรือแชมเบอร์เฉพาะ ภายในตู้ลำโพง (Dedicated Cylindrical Chamber) ซึ่งมีชั้นวัสดุดูดซับ ออกแบบมาเพื่อยับยั้งคลื่นเสียงย้อนกลับ (back-wave) ช่วยให้เสียงร้องและเครื่องดนตรีมีความชัดใสและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ตัวขับเสียงแหลมหรือทวีตเตอร์ (Tweeter) ใช้เฟบริคซอฟท์โดม ขนาด 25 มิลลิเมตร ที่ใช้ระบบแม่เหล็กแบบเซรามิก (Ceramic Magnet) พร้อมห้องแชมเบอร์ด้านหลังรองรับความถี่สูง แยกอิสระภายในเป็นของตัวเอง ช่วยลดการสะท้อนย้อนกลับ (Rear Damping Chamber) เป็นกรรมวิธีในการปรับจูนให้ทวีตเตอร์ทำงานได้สมูธยิ่งขึ้น สามารถเพิ่มรายละเอียดและฮาร์มอนิก ของเสียงสูงโดยเสียงแหลมจะมีความบริสุทธิ์ละมุนละไมอย่างเต็มที่ มี Short Horn Profile อยู่รอบกรวยทวีตเตอร์ และFront Plate Design ที่ช่วยให้การกระจายเสียงสูง มีความกว้างและสม่ำเสมอยิ่งขึ้น โดยชุดไดรเวอร์ทั้งสามได้รับการจูนเพื่อให้ตอบสนองอย่างลื่นไหลในจุดตัดความถี่ที่ 550 Hz และ 2.5 kHz โดยไม่เกิดช่องว่าง หรือรอยต่อชัดเจนในย่านความถี่ต่างๆ 3. ระบบแบ่งความถี่ (Crossover Network) ใช้แผงวงจรแบ่งความถี่แบบแยกสองบอร์ด (Split PCB) เพื่อลดการรบกวนระหว่างวงจรความถี่ต่ำกับความถี่สูง ส่งผลให้เสียงโดยรวมสะอาดขึ้นและแต่ละไดรเวอร์ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น ใช้คาปาซิเตอร์คุณภาพสูง อินดักเตอร์หรือคอยล์ขดลวดที่ตอบสนองอย่างดีเยี่ยม และใช้การไวริ่งสายภายในเกรด Hi-Fi เพื่อให้สัญญาณเสียงที่ย่านต่างๆ ไม่ถูกลดทอนหรือปนกัน เสริมให้รายละเอียดเสียงระดับไมโครไดนามิค ชัดกว่าการออกแบบ Crossover แบบทั่วไป 4. ดีไซน์ภายนอกและงานไม้ เป็นลำโพงที่ใช้ Veneer ไม้จริง ที่ผ่านการเลือกและขัดแต่งอย่างพิถีพิถัน ไม่เพียงแค่ “ดูคลาสสิก” แต่ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับตู้ และลดการสั่นที่ไม่พึงประสงค์อีกชั้นหนึ่ง ดีไซน์ยังเข้ากันได้กับขาตั้ง Linton รุ่นเดิม ช่วยให้สามารถวางตำแหน่งลำโพงได้เหมาะสมกับการฟังโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนขนาดหรือสไตล์ห้องมากนัก นี่คือลำโพงที่ยังคงเสน่ห์ด้วยกลิ่นอายวินเทจ แต่ภายในกลับใช้เทคโนโลยีระดับสุดยอด เพื่อให้ลำโพงคู่นี้ก้าวข้ามผ่านยุคมาร่วมสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในการทดสอบครั้งนี้ เรานำมาจัดเป็นซิสเต็มร่วมกับภาคขยาย ปรี-เพาเวอร์สุดคลาสสิคย้อนยุค ในเครือ IAG ด้วยกัน ส่วน QUAD 33 และ QUAD 303 นั้น เคยมีบททดสอบก่อนหน้านี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่เว็บ https://www.thewave-online.com/article/35 การทดสอบเป็นชุดซิสเต็มร่วมกับ Wharfedale Super Linton ครั้งนี้ น่าจะมีแง่มุมประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้นครับ สำหรับชุดเครื่องเสียง ประกอบด้วย ปรีแอมป์ QUAD 33 รุ่นใหม่เป็น Preamplifier แบบอนาล็อก ที่ใช้ควบคุมแหล่งสัญญาณต่างๆ อย่างแม่นยำสูงสุด ก่อนส่งสัญญาณต้นทางไปที่เพาเวอร์แอมป์ ที่ยังคงรูปทรงแบบคลาสสิกจากรุ่นดั้งเดิม แต่มีการอัพเกรดเพื่อรองรับระบบสมัยใหม่ โดยมีอินพุตภาคไลน์ 3 ชุด รวมทั้งภาคปรีโฟโน ที่เล่นได้ทั้งหัวเข็ม MM/MC มีช่อง Balanced XLR ทั้งอินพุต เอาต์พุต สำหรับเชื่อมต่อโดยตรงกับเพาเวอร์แอมป์ QUAD 303 มีช่องต่อหูฟัง และภาคขยายเฉพาะมาให้ด้วย ด้วยความสง่างดงามตัวเครื่องขนาดย่อมๆ สีเทาคลาสสิกเล็กกะทัดรัดพร้อมจอ LCD ไฟส้มและปุ่มกดแสดงสถานะ รวมถึงรีโมตคอนโทรลมาอย่างครบครัน ขนาดเครื่อง QUAD 33 กว้าง 258 มม. สูง 82.9 มม. ลึก 165 มม. แค่เห็นก็ยอมรับว่าเทคะแนนความชื่นชมให้เต็มหัวใจ ออกแบบได้คลาสสิกจริงๆ QUAD 303 Power Amplifier เพาเวอร์แอมป์วงจรขยาย Class AB ที่ออกแบบคงรูปทรงคลาสสิกเอาไว้อย่างมั่นคง ใช้เทคโนโลยี Symmetrical Triples Output Stage ซึ่งให้เสียงละเอียด และมีความผิดเพี้ยนต่ำ ให้พลังงานเพียงพอกับลำโพงทั่วไป แม้จะระบุกำลังขับไม่สูง ที่ 2 × 50 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม หรือ 2 × 70 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม แต่ขับเสียงทั้งลำโพงยุคปัจจุบัน และยุควินเทจได้ลงตัว ที่สำคัญในกรณีการทดสอบครั้งนี้ ผมได้นำมาทำการ Bridged mode ให้ได้กำลังขับ 140 W ที่ความต้านทาน 8 โอห์มหรือ 170 W ที่ความต้านทาน 4 โอห์ม (ต่อเครื่อง) มีช่องต่ออินพุตทั้งแบบ RCA และ Balanced XLR มาครบถ้วนให้เลือกใช้งาน QUAD 303 เพาเวอร์แอมป์ ที่มีขนาดเครื่องที่ออกแบบในแนวตั้ง คลาสสิก ดูสวยสง่า กว้าง 120 มม.สูง 176 มม.และลึก 325 มม. ปุ่ม Power สีส้มเหมือนปรีแอมป์รุ่น 33 เสมือนหนึ่งเนื้อเดียวกัน การออกแบบเพาเวอร์แอมป์ รุ่น 303 ใหม่นี้ ยังคงลักษณะเสียงแบบอนาล็อกอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ เหมือนรุ่นคลาสสิก แต่มีความนิ่งและสะอาด ชัดเจนมากขึ้นยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน มีอินพุตสมัยใหม่ เช่น Balanced XLR, รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ยุคใหม่ สามารถทำงานร่วมกันโดยใช้ 12 V trigger เพื่อเปิด/ปิดอัตโนมัติ Test Report นี่คือการจัดเข้าชุดเครื่องเสียงระหว่างลำโพงและภาคขยายที่ลงตัวกันมาตั้งแต่แรก มีความสมบูรณ์โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ว่ามันจะไปกันได้ดีหรือไม่ อย่างไร เพราะทีมออกแบบลำโพง Super Linton และทีมออกแบบแอมปลิไฟร์ QUAD 33/QUAD 303 ทำงานใกล้ชิดกันตลอดเวลาอยู่แล้ว มาตรฐานของ Wharfedale Super Linton ก็ได้ใช้แอมปลิไฟล์ชุดนี้เป็นเรฟเฟอร์เรนซ์อ้างอิงอยู่แล้วครับ และเราก็เลือกที่จะใช้เพาเวอร์ QUAD 303 บริดจ์โมโน สองตัวคู่ เพื่อให้การทำงานมีพลังขับเคลื่อนสูงสุดในการขับลำโพง เป็นไปตามคำแนะนำของผู้ออกแบบแอมปลิไฟร์และลำโพง ผมชื่นชอบความเป็นตัวเองของ Wharfedale Super Linton เป็นอย่างมาก เพราะนี่คือลำโพงที่มีรูปทรงที่แตกต่างไปจากลำโพงอื่นๆ ในท้องตลาดอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะสัดส่วนของความกว้างและความลึก อาจจะใกล้เคียงลำโพงอังกฤษทั่วไป แต่สัดส่วนความสูงจะสูงกว่าปกติเล็กน้อย นี่ก็คือเหตุผลที่จะต้องใช้ขาตั้งของเขาเองซึ่งมีความสูงเพียง 44 เซนติเมตร ในขณะที่ลำโพงหน้ากว้างเท่าๆ กัน มักจะใช้ขาตั้งสูง 60 เซนติเมตรขึ้นไป ลำโพงซึ่งเป็นทรงเรโทรย้อนยุคแต่กลับแฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีของเสียงล้ำสมัยที่บรรจุอยู่ภายในอย่างปราณีตเข้มข้นเลยทีเดียว ด้วยจุดประสงค์ที่ทำให้เราฟังเพลงย้อนไปในยุคอนาล็อก จนถึงเพลงยุคปัจจุบันโดยไม่มีขีดจำกัดใดๆ ดีไซน์ในแบบที่เมื่อคุณต้องการความอิ่มอุ่นละเมียดละไม ลำโพงสามารถให้คุณได้ หรือต้องการความมีชีวิตชีวาเบิกบาน ลำโพงก็ให้คุณได้เช่นกัน มีข้อแนะนำที่สำคัญประการหนึ่ง ก็คือควรจะซื้อลำโพงพร้อมขาตั้งของเขาเองจะดีที่สุด นี่เป็นขาตั้งเฉพาะทาง ที่ทำจากโลหะพ่นเคลือบสีดำด้าน และมีชิ้นไม้ประกอบอย่างสวยงามเป็นแผ่นเพลทรองอยู่ด้านล่าง ดีไซน์ขาตั้งจะเป็นผู้กำหนดให้วางตำแหน่งลำโพงแล้วได้ความสูงเหมาะสม ซึ่งช่วยให้ทวีตเตอร์อยู่ในระดับหู ในขณะนั่งฟังส่งผลให้เสียงกลาง–แหลมชัดและสมจริงยิ่งขึ้น ช่วยลดการสั่นสะเทือนจากพื้นและจากตู้ลำโพง และเท่ห์ไปอีกแบบที่ช่องโปร่งๆ นั้น ใช้เก็บแผ่นเสียง (LP) หรืออุปกรณ์เล็กๆ ในช่องด้านล่าง ทำให้ดูเหมือนเฟอร์นิเจอร์หรือตู้วินเทจมากขึ้น • การเซ็ตอัพระยะห่างของลำโพง ลงตัวที่สุดในห้องฟังของผมคือ 2.15 เมตร ลำโพงห่างผนังด้านข้าง 0.70 เมตร และห่างผนังหลัง 0.95 เมตร เป็นระยะที่เหมาะสมกับการได้มาซึ่งโทนัลบาลานซ์ที่ดี และเสียงทุกย่านความถี่สมดุล เสียงเบสลอยมาเป็นตัวตนที่ดี หลังจากทดสอบฟัง และขยับปรับตำแหน่งหลายรอบ ผมมีข้อแนะนำในการเซ็ตตำแหน่ง Super Linton ก็คือ ควรตั้งลำโพงในลักษณะ “หน้าตรง” เสมอ อย่าทำการโท-อิน คือตั้งให้ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งคู่ และระยะที่คุณนั่งห่างลำโพงออกมา สัมพันธ์กับระดับความดังที่คุณต้องการ ก็จะได้ทั้งอิมเมจ ซาวนด์สเตจ ที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอนครับ การโท-อินจะมีผลกระทบต่อเวทีเสียงที่แคบลงโดยง่าย จึงไม่แนะนำให้ทำครับ ดูจากภายนอกอาจจะคล้ายกับลำโพงรุ่น Linton แต่ภายในลำโพง Wharfedale Super Linton ได้มีการปรับปรุงวงจรครอสโอเวอร์อย่างมาก โดยแยกอิสระ ใช้แผงวงจรครอสโอเวอร์ถึงสองแผง โดยครอสโอเวอร์ของรุ่น Super นั้น ได้ใช้ตัวเหนี่ยวนำคุณภาพดีกว่า ขดลวดคุณภาพดีกว่า รวมทั้งสายเคเบิลสำหรับไวริ่งที่มีคุณภาพดีกว่าอีกด้วย แตกต่างจากครอสโอเวอร์แบบแผงเดียวที่ดูเรียบง่ายของรุ่น Linton ด้านหลังของลำโพงใช้ขั้วต่อสายลำโพงแบบใหม่ที่ใช้สำหรับรุ่น Super ระบุอักษรเล็กๆ ว่าลำโพงตู้ไหนเป็นด้านซ้าย LEFT หรือด้านขวา RIGHT ผมเบิร์นลำโพงอยู่หนึ่งสัปดาห์ ทั้งที่ทราบว่าลำโพงคู่นี้มีการเปิดทดลองมาบ้างแล้วจากทาง Hi Fi Tower และนั่งมองอยู่ 2-3 วัน ว่าผมจะถอดตะแกรงผ้าด้านหน้าออกได้ไหม ทำอย่างไร จะได้ทดสอบ เปรียบเทียบ การใส่หรือการถอดหน้ากากได้ว่า เสียงเปลี่ยนแปลงไหม? ซึ่งทำได้ยากมากในตอนแรกเพราะหน้ากากยึดแน่นจริงๆ นิ้วมือไม่อาจดึงออกมาได้ ต้องมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อความปลอดภัย ไม่ให้เกิดอะไรเสียหาย จึงนำเอาไม้บรรทัดโลหะขนาดความยาว 6 นิ้ว มาค่อยๆ สอดและเลาะไปตามขอบมุมเบาๆ ทีละนิด พบว่าก็สามารถถอดได้โดย “สวัสดิภาพ” เมื่อเห็นภายในที่หน้าแบบเฟิล จึงเข้าใจทันที เพราะ Super Linton มีตัวล็อกหน้ากากอยู่ถึง 6 จุด ทำให้ค่อนข้างแน่นหนาและถอดยากเป็นพิเศษนั่นเอง ผลการทดสอบของผม ขอเรียนว่าระหว่างการใส่หน้ากาก และการถอดหน้ากากออก การเปลี่ยนแปลงมีน้อยมาก ก็อาจจะมีผลบ้างที่ช่วงความถี่เสียงกลางแหลมที่ซอฟท์ลงเล็กน้อยเมื่อปิดผ้าหน้ากาก แต่อิมเมจเสียงยังคงแม่นตรงครับ ดังนั้นตลอดการใช้งานผมจะเน้นการปิดผ้าหน้ากาก เพราะทำแบบนี้ผมคิดว่าโทนัลบาลานซ์ลงตัวดีนั่นเอง ส่วนท่านใดจะไปเปิดหน้ากากฟังก็ไม่ได้ผิดกติกาอะไรนะครับ อาจจะทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้นที่ได้เห็นความสวยงามของแบบเฟิลและตัว Driver ทั้งสาม ซึ่งทำงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และปลายแหลมจะเปิดอีกนิดๆ ระยะเวลาของการเบิร์นลำโพงนั้น มีนักทดสอบต่างประเทศเขาได้แจกแจงไว้ว่าลำโพงรุ่น Super Linton มีระยะเวลาการเบิร์นอินนานกว่าลำโพงรุ่น Linton บางคนบอกว่ารุ่น Super จะใช้เวลาเป็นสองเท่าเลยทีเดียว แต่สำหรับในการเบิร์นของผมแล้วคิดว่ามันลงตัวเข้าที่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 100-150 ชั่วโมงเป็นพื้นฐานครับ ข้อสังเกตสำหรับท่านที่ได้ลำโพงแบบ “แกะกล่อง” ใหม่ ก็คือเสียงของลำโพงในช่วงกลางแหลมอาจจะพยศเล็กน้อย นอกจากเสียงที่มีชีวิตชีวาและทรงพลังแล้ว เสียงแหลมในช่วงแรกจะมีเสียง “ซซซ” ปลายแหลมสุดมากเกินไปสักเล็กน้อยในย่านเสียงร้อง โดยเสียงที่เป็นส่วนเกินนี้ จะลดลงอย่างรวดเร็ว และคงที่เมื่อเบิร์นไปราวๆ 20 ชั่วโมงเท่านั้น สามารถสังเกตได้เลย ถึงความผ่อนคลายและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นและเมื่อเบิร์นไปเกิน 100 ชั่วโมง คุณจะพบว่าทุกเสียงจะ “คงที่” โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก คาแรกเตอร์และน้ำเสียงเป็นอย่างไรบ้าง? นับตั้งแต่แรกเริ่มแล้วนะครับที่นั่งฟังอย่างจริงจัง พบว่าเป็นลำโพงที่มีสำเนียงที่น่ารักมาก คือเราสามารถเข้าถึง Detail หรือรายละเอียดของเสียงดนตรีได้อย่างผ่อนคลายในทุกช่วงความถี่ อาจจะพูดว่านี่คือลำโพงที่เป็นมิตรกับผู้ฟังมากที่สุดคู่หนึ่งตั้งแต่เคยทดสอบมา ทำให้ผมนึกถึงคำว่าเสียงสุภาพแบบผู้ดีอังกฤษขึ้นมาทันที ย่านความถี่กลางแหลมสวยงาม ราบรื่น เบสอิ่มเอมพอดีๆ ไม่บีบเค้น มีแต่ความผ่อนคลายอย่างน่าทึ่ง อย่างไรก็ตาม Super Linton ไม่ได้เป็นลำโพงที่สร้างมาเพื่อฟังผ่านไปแบบเพลินๆ เรื่อยๆ เพราะในความสุภาพอิ่มละมุนนั้น ก็สามารถแสดง รายละเอียดเต็มเปี่ยมพร้อมความมีชีวิตชีวาของดนตรีเสียงที่รุกเร้า หรือพลังที่โดดเด่นของเพลงบางประเภท ทั้งวงออเคสตร้า และเพลงแนวร็อค ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก (Turn of the Tide : Barclay James Harvest , Erich Kunzel Cincinnati Pops Orchestra : Happy Trails & Round-Up) จากอัลบั้มเหล่านั้น ผมพบว่าลำโพงให้การถ่ายทอดเสียง ที่มีชีวิตชีวาเป็นธรรมชาติอย่างยิ่งครับ Super Linton จาก Wharfedale เมื่อจับคู่กับปรี-เพาเวอร์ QUAD 33 และ QUAD 303 ถือว่าเข้ากันอย่างลงตัว เหมือนออกแบบมาเพื่อกันและกันจริงๆ ครับ โดยเฉพาะการบริดจ์เพาเวอร์แอมป์ ใชัเป็นสองตัวคู่แบบ Mono พลังที่ส่งผ่านมายังลำโพง นับว่าควบคุมได้ทุกระดับความดัง พร้อมทั้งความอิ่มเอมแนบเนียนยิ่งไม่ว่าจะฟังไปยาวนานเพียงไร ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมทดลองฟังลำโพง Super Linton แล้ว เหมือนไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาทดสอบเลย คือลำโพงกับเรา ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีงามตั้งแต่แรก เข้าถึงง่าย ฟังง่าย และก็เต็มไปด้วยรายละเอียด ระยิบระยับอย่างน่าชื่นชม ทุกเสียงมีความพอดีอยู่เสมอ หาอะไรที่ขาด หรือเกินแทบไม่ได้เลย นี่คือเสียงธรรมชาติเนื้อแท้ครับ เสียงเบสอิ่มมีความเป็นตัวตน แม้จะวางห่างผนังมากกว่า 1 เมตรขึ้นไปก็ยังให้เบสเต็มสเกลน่าประทับใจ ในทางตรงกันข้าม แม้จะวางชิดติดผนัง ถึง 50 เซนติเมตร เบสก็ไม่พร่าบวม เรียกว่าการออกแบบท่อเบสคู่ที่ด้านหลัง แต่ทำให้ส่งผลกระทบต่อผนังไม่มากเลยครับ เรียกว่าพร้อมสำหรับความยืดหยุ่นในการใช้งาน ในห้องขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ โดยโทนเสียงต่ำจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ความสามารถถ่ายทอดมิติของเสียงดนตรีทำได้ดีเยี่ยมมากครับ ฮาร์โมนิคหรือความฉ่ำหวานรอบๆ ชิ้นดนตรี ทำให้สัมผัสถึงความสมบูรณ์แบบที่สตูดิโอบันทึกมา แสดงผลเวทีเสียง ที่มีด้านหน้าและบรรยากาศส่วนแบ็คกราวนด์หลัง เชิงชั้น ลดหลั่นของตำแหน่งดนตรีได้เกินกว่าที่เราคาดหวังมากทีเดียว (Janis Ian : Breaking Silence และ Holly Cole Trio : Don't Smoke In Bed) ในการฟังเพลงทุกประเภท พบว่า Wharfedale Super Linton ทำได้ดี และปราศจากข้อจำกัดเรื่องของสไตล์เพลง ทำให้การฟังมีความกว้างขวางอย่างมาก และน่าชื่นชมที่เพลงร้องที่มีความจำเพาะเจาะจง หรือมีความโดดเด่นของศิลปินผู้ขับร้อง ลำโพงแสดงคาแรกเตอร์ได้อย่างแม่นยำเที่ยงตรงและสมจริงกับบุคลิกเฉพาะของศิลปินแต่ละท่าน รวมทั้งเพลงแนวสบายๆ แบบคันทรีที่ผมชอบเป็นพิเศษ ทำให้การฟังลำโพงคู่นี้ รู้สึกอินกับเสียงขับร้อง จนต้องฮัมเพลงตามไปด้วย (Greatest Hits : Kenny Rogers, We Must Believe in Magic : Crystal Gayle) ถ้าหากถามว่าชื่นชอบลำโพงคู่นี้ที่ตรงไหนมากที่สุด ก็คงจะเป็นเรื่องของการให้ “สเกลสัดส่วน” ของชิ้นดนตรีได้ดี และสมจริงมากๆ นั่นเอง ผมยกตัวอย่างเช่น เพลงๆ หนึ่งอาจประกอบขึ้นด้วยดนตรีหลายชิ้น เมื่อมีการบันทึกเสียงที่ดี (จากอัลบั้มระดับออดิโอไฟล์) จะพบว่าเสียงทรัมเป็ต ไวโอลิน เปียโน กีต้าร์ กลอง เบส ดับเบิ้ลเบส อัตราส่วนของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นนั้นมีสัดส่วนที่ถูกต้อง ไม่เบี่ยงเบน ไม่มีอะไรที่มากไป น้อยไป เฉกเช่นตอนที่เรามีประสบการณ์การฟังดนตรีจริงที่มาบรรเลงต่อหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องชมเชยการทำงานของมิดเร้นจ์ ต่อเนื่อง ไหลลื่น กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน กับวูฟเฟอร์และทวีตเตอร์ ถือว่า การออกแบบครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ระบบสามทางแบบใหม่นี้ ทำงานได้ราบรื่นมาก การให้ความรู้สึกถึงความชัดเจน ที่มีทั้งความตื้น-ลึก มีเลเยอร์ ของเวทีด้านหน้าและแบ็คกราวนด์หลัง ทำได้ดีมาก เราสามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างดังกล่าวนั้นได้ทุกช่วงเวลาที่นั่งฟัง นี่คือลำโพงซึ่งกระจายเสียงได้กว้างลึก อิสระ โฟกัสเสียงร้องโดดเด่นเป็นพิเศษ สนองตอบความมีน้ำหนักหรือความทรงพลังของเสียงกลางได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่ชอบฟังเพลงร้องจากเสียงศิลปินกับเครื่องดนตรีน้อยชิ้น จะรู้สึกทึ่งเลยทีเดียว กับเสียงที่หลุดลอยออกมาจากลำโพง (Rebecca Pidgeon - The Raven) Wharfedale Super Linton เป็นลำโพงที่มีความพอดีในทุกย่านความถี่ คือเราไม่รู้สึกว่าอะไรที่น้อยไป หรืออะไรที่มากเกินไป ทำให้มั่นใจได้ว่าเราอยู่กับพลังแห่งเสียงดนตรีจริง ที่ฟังยาวนานเท่าใดก็ได้ จะไม่รู้สึกเบื่อล้าเพราะทุกเสียงล้วนกลั่นกรองออกมาได้เป็น “ธรรมชาติ” จริงๆ และพลังไดนามิคแรงๆ ของดนตรียุคใหม่ที่ได้จากลำโพง มีความนิ่งปราศจากการเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน หรือเบสที่มีน้ำหนักแรงๆ ก็ดูจะกระชับพอเพียง ไม่สั่นไหว อันเนื่องจากการดีไซน์ตู้แบบสองชั้นที่ทีมงาน Wharfedale เชื่อมั่นว่าจะสร้างปรากฏการณ์ที่ดีที่สุดในการมอบความถี่ต่ำ นั่นคือทั้งหมดที่ผมประทับใจในลำโพง Wharfedale Super Linton แต่ถ้ากล่าวถึงผลโดยรวมทั้งซิสเต็มแล้ว Quad เป็นชุดเครื่องเสียงที่ ให้เสียงที่ลงตัวพอดีๆ มีชีวิตชีวา น่าจะพิจารณาใช้กับลำโพง Super Linton อย่าง QUAD 33 และ 303 เป็นอันดับเริ่มต้นเช่นนี้ ทุกอย่างดูสมเหตุสมผล หรือเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม เพราะทั้งลำโพงและปรี-เพาเวอร์ให้เสียงโทนอุ่นธรรมชาติที่เข้ากันได้ดีมาก เสียงที่นุ่มนวลในย่านเสียงกลางและเสียงสูง พร้อมด้วยความอิ่มเอมน่าประหลาดในการขับเสียงเบส ช่วยให้ได้เสียงโดยรวมที่สมดุล ลงตัวพอดิบพอดี ผู้ฟังจะสัมผัสกับความไพเราะ ที่ไม่ทำให้เหนื่อยล้าได้ในทุกช่วงเวลาและในทุกๆ วัน แอมปลิไฟร์มีส่วนผลักดันให้เสียงร้องของลำโพงมีความเป็นธรรมชาติ ไม่เรียบแห้ง และรายละเอียดชัด โดยเฉพาะเพลงอะคูสติกหรือคลาสสิกจะได้อารมณ์ “เหมือนอยู่หน้าศิลปินจริงๆ” ซิสเต็มทั้งชุด อาจเป็นที่ปรารถนาแห่งชีวิต เสียงให้ความเด่นที่อารมณ์และการแยกเลเยอร์เสียงได้ดี ซึ่งทำให้เพลงทุกแนวมีโทนเสียงที่ “ธรรมชาติ” โดยไม่หวือหวา เป็นชุดเครื่องเสียงที่ทำให้เราคิดถึงว่า เมื่อเสร็จภารกิจประจำวันอย่างอื่นแล้ว ได้มานั่งลงตรงหน้ากับชุดเครื่องเสียงชุดนี้ Wharfedale Super Linton , QUAD 33/303 ก็จะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย จิตใจโลดแล่นไปกับเสียงดนตรีที่ชื่นชอบ เหมือนการอยู่กับ Natural Sound ที่ใกล้ชิด และเต็มอิ่มกับเสียงธรรมชาติ เป็นซิสเต็มที่สมบูรณ์แบบ และสร้างทุกแรงบันดาลใจในเสียงดนตรีโดยไร้ขีดจำกัดใดๆ สัมผัสแห่งพลังธรรมชาติ ที่ผ่อนคลาย มีชีวิตชีวา ในความจริงแท้ของเสียงดนตรี กับเครื่องเสียงซิสเต็มนี้ ผมถือว่าคุ้มค่าทุกช่วงเวลา และน่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมด้วยกันตลอดไปครับ Reference: • Audiolab 9000CDT CD Transport • NAD M51 DAC • NAD C588 Turntable • Life Audio Signature Mellow Wharfedale Super Linton + Stand ราคาพิเศษ 85,000.- บาท Quad 33 ราคาพิเศษ 54,000.- บาท/ตัว Quad 303 ราคาพิเศษ 54,000 บาท/ตัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
KEF Muo PORTABLE BLUETOOTH HIFI SPEAKER เสียงใหญ่ ในขนาดย่อม และเปี่ยมด้วยคุณภาพระดับออดิโอไฟล์ สวยงามกะทัดรัดเสียงน่าทึ่งในรอบทศวรรษ ต้องยกให้ลำโพงพกพารุ่นนี้เลยครับ นั่นคือ Muo ที่ได้รับการออกแบบโดย Ross Lovegrove และได้รับการพัฒนาเชิงวิศวกรรมโดย KEF ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ Lovegrove เรียกขานว่า “Organic Essentialism” ปรัชญาแห่งถ่ายทอดจังหวะดนตรีและความกลมกลืนของย่านความถี่เสียงอย่างธรรมชาติของรูปทรงที่งดงาม เหมาะกับไลฟ์สไตล์นักฟังเพลงยุคใหม่ Muo รุ่นเดิมเคยออกวางตลาดเมื่อปี 2015 ซึ่งได้ถูกพัฒนาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในรุ่นปี 2025 นี้ ด้วยขนาดเพียง 216 × 82 × 59 มิลลิเมตร น้ำหนัก 740 กรัม ผลิตจากวัสดุอลูมิเนียมเกรดพรีเมียม ในรูปทรงที่ย่อส่วนจากลำโพงสุดขอบไฮเอ็นด์รุ่น KEF Muon รุ่นใหญ่มาสู่ขนาดที่ “พกพา” ได้ พร้อมสายคล้องที่เหมาะกับทุกการใช้งาน KEF Muo ลำโพงบลูทูธแบบพกพาระดับพรีเมียม ที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง KEF นำเสนอด้วยไดรเวอร์ Racetrack และเทคโนโลยี P-Flex Surround และจุดที่ถือว่าเป็นหัวใจระบบคือ Music Integrity Engine (MIE) อันเป็นอัลกอริทึม DSP เอกสิทธิ์เฉพาะของ KEF ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์และรายละเอียดของเสียงได้สมจริงยิ่งขึ้น พร้อมความทนทานระดับ IP67 ที่กันน้ำและฝุ่น และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน ทำให้ Muo พร้อมไปได้ในทุกสถานที่ ในทุกการเดินทาง มีให้เลือก 7 สีสันสดใส ที่สะท้อนไลฟสไตล์เฉพาะบุคคล คือ Silver Dusk, Amber Haze, Orange Moon, Blue Aura, Moss Green, Cocoa Brown และ Midnight Black Muo มาพร้อมระบบไร้สาย Bluetooth 5.4 aptX Adaptive รองรับ Codec คุณภาพสูง aptX Adaptive, AAC และ SBC รวมถึงรองรับการจับคู่แบบ True Wireless Stereo (TWS) เมื่อใช้ลำโพง 2 ตัวร่วมกัน เพื่อเสียงระดับไฮไฟ และมีความหน่วงต่ำ มีไมโครโฟน Built-in พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนและลดเสียงสะท้อน สำหรับรับสายโทรศัพท์หรือคำสั่งเสียง ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จะมีระยะเวลาการเล่นได้ยาวนานสูงสุด 24 ชั่วโมง ที่ระดับเสียงปานกลาง หรือสามารถชาร์จด่วน 15 นาที ฟังได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง กันน้ำและกันฝุ่นทนทานต่อสภาพอากาศในระดับ IP67 เหมาะกับสภาวะอากาศตั้งแต่ -20°C ถึง 45°C ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ริมสระหรือทริปตั้งแคมป์ก็พร้อมสรรพทุกความมั่นใจ จุดสังเกต รุ่นใหม่ปี 2025 ใช้ไดรเวอร์สองแบบแยกชัดเจน โดยมีไดรเวอร์เบส/กลาง แบบ Racetrack รูปวงรีขนาด 58 × 117 มม. มีเทคโนโลยี P-Flex Surround เพื่อการเคลื่อนที่ของกรวยที่แม่นยำและเบสลงได้ลึกกว่า พร้อมทวีตเตอร์โดมแยกเฉพาะ สำหรับย่านความถี่สูง ให้เสียงแหลมที่คมชัดรายละเอียดสูง ส่วนแอมปลิฟายเออร์ภายในใช้ภาคขับเสียงแบบ Class D คู่ โดยแยกอิสระ 10 วัตต์ สำหรับทวีตเตอร์ และ 30 วัตต์ สำหรับไดรเวอร์กลาง-เบส (Racetrack) สามารถโหลดแอปควบคุม KEF Connect (iOS/Android) สำหรับจัดการตั้งค่า, ปรับแต่งเสียงเลือก EQ, และอัปเดตเฟิร์มแวร์ มีพอร์ต USB-C ชุดเดียว ที่ใช้ทั้งสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และเล่นเสียงแบบมีสาย รองรับสัญญาณเสียงสูงถึง 48 kHz/24-bit เมื่อใช้ USB-C (ขึ้นกับอุปกรณ์ต้นทาง) Preview เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจครับ เพราะนานๆ ทีจะได้ฟังลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดย่อม แล้วให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจถึงขนาดนี้ เอาเป็นว่าได้ยินเสียงแรกก็ตะลึงเลยเหมือนกันครับ นอกจากรายละเอียดที่ดี เสียงเบสลึกอิ่มๆมาจากไหน? โดยแรกสดุผู้ผลิตระบุเอาไว้ที่ 43 Hz – 20 kHz นั้นไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อได้ฟังจริงๆ ต้องถือว่าน่าทึ่งมากๆ ครับ สำหรับการใช้งานทั่วไป KEF Muo นี้ มีขั้นตอนง่ายมากครับ มือใหม่ก็สามารถใช้งานได้ทันที ระบบคอนโทรลหลักอยู่บนหลังลำโพง ส่วนปุ่มบลูทูธวางตำแหน่งที่ด้านหลังลำโพง มีปุ่มยางเล็กๆ ช่วยให้วางได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอนได้อย่างมั่นคงเพื่อสัมผัสพื้นผิวทั่วไป เริ่มใช้งานครั้งแรก ให้กดปุ่ม Power ที่ด้านบนของตัวลำโพงค้างไว้ประมาณ 3 วินาที จนไฟ LED ติดค้าง แสดงสถานะพร้อมใช้งาน นี่คือจุดเริ่มต้นก่อนจะเชื่อมต่อหรือจับคู่ใดๆ จากนั้นเสียบสาย USB-C เข้าที่พอร์ตด้านหลังของ Muo ในกรณีเล่นเพลงจากคอมพ์ หรือต้องการชาร์ตไฟ โดยปลายสายอีกด้าน เสียบเข้ากับอะแดปเตอร์หรือพอร์ต USB ในคอมพิวเตอร์ ไฟ LED จะแสดงสถานะ กำลังชาร์จ เมื่อชาร์จเต็มแล้วใช้งานได้ยาวสูงสุด 24 ชม. (ขึ้นอยู่กับระดับเสียง) เคล็ดลับก็คือชาร์จ 15 นาที ก็ได้เวลาเล่นเพิ่ม 3 ชั่วโมงแล้ว วิธีการจับคู่ Bluetooth กับอุปกรณ์สมาร์ทโฟน เมื่อเครื่องเปิดอยู่ ให้กดปุ่ม Bluetooth Pairing ที่ด้านหลังไฟ LED จะกระพริบสีน้ำเงิน แสดงว่าลำโพงพร้อมจับคู่ ให้เปิด Bluetooth ในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เลือกอุปกรณ์ชื่อ “KEF Muo” จากรายการเมื่อเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว ไฟ LED จะคงติด สีน้ำเงินค้างอยู่ จากนั้นก็เริ่มเล่นเพลงจากแหล่งที่มาจากสมาร์ทโฟนได้เลย ของผมจะเน้นไปที่ Youtube – Spotify และ TIDAL เป็นหลักครับ เพราะมีเพลงหลากลหายสไตล์คุณภาพดีๆ ที่ฟังเป็นประจำ ถ้าคุณอยากใช้สาย USB-C เพื่อเล่นเสียงจากคอมพิวเตอร์ ให้กดปุ่ม Bluetooth 2 ครั้ง เพื่อสลับการใช้งาน โดยโหมดไฟ LED จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเมื่ออยู่ในโหมด USB-C และกดอีกครั้งเพื่อย้อนกลับไปยังการใช้งาน Bluetooth การวางลำโพงและปรับระดับเสียง ให้ดูจากปุ่มด้านบนของตัวลำโพงจะมีปุ่ม Volume + (เพิ่มเสียง) Volume – (ลดเสียง) ปุ่ม Power ใช้สำหรับเปิด/ปิด … ปุ่มสามขีดนี้ สำหรับเลือกฟังก์ชั่น กรณีจับคู่สเตอริโอ TWS โดยใช้ 2 ตัว ซึ่งผมทดสอบการจับคู่ลำโพงแบบสเตอริโอแล้วบอกได้เลยว่ายิ่งประทับใจแบบคูณสองครับ วิธีการจับคู่ก็ง่ายมาก ไม่ต้องอาศัยแอปแต่อย่างใด โดยเปิด KEF Muo ทั้งสองตัวใช้งานพร้อมกัน หลังจากนั้นบนตัวแรก ให้กดปุ่ม Function + Bluetooth (ด้านหลังลำโพง) พร้อมกันค้างไว้ เพื่อรีเซ็ตและตั้งเป็นลำโพงแชนแนลขวา จากนั้นก็ทำเหมือนกันบนตัวที่สอง เพื่อให้เป็นลำโพงแชนแนลซ้าย สังเกตว่า ไฟ LED จะสว่างค้างและทั้งคู่จะจับคู่กันเอง หลังจากจับคู่แล้ว เราจะเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับตัวขวา (Primary) เพื่อเริ่มเล่นเพลงพร้อมกันทั้งสองตัวให้เข้าสู่ระบบ Stereo ครับ จากการทดสอบใช้งานจริง โดยผมเริ่มจากการใช้ลำโพงเพียงตัวเดียวก่อน ยอมรับว่ามีความประทับใจมากในเรื่องของน้ำเสียงที่แผ่ออกมากว้างลึกและหลุดลอยเป็นอิสระจากตู้ของลำโพง รายละเอียดปลายเสียงแหลมสวยงาม เสียงช่วงปลายดูสุภาพ เสียงกลางสะอาด ในขณะที่เสียงเบสลึกแน่นอิ่มอย่างน่าตกใจ เรียกว่าเกินคาดเลยทีเดียว ในการเซ็ตอัพลำโพงสองตัวในระบบสเตอริโอ แนะนำให้วางลำโพงทั้งสองให้ห่างประมาณ 1 - 1.50 เมตร เพื่อสร้างเวทีเสียงที่กว้างขึ้น ท่านที่เป็นนักฟังระดับออดิโอไฟล์จะต้องชอบใจเมื่อใช้ Muo จับคู่กันเป็นสตูดิโอสองตัวแบบนี้อย่างแน่นอน เพราะเสียงเหมือนฟังชุดเครื่องเสียงแยกชิ้นที่เวทีเสียงกว้างลึกมากๆ ครับ เคล็ดลับใช้งานด้วยแอป KEF Connect คุณสามารถดาวน์โหลด KEF Connect ใน iOS หรือ Android ใช้แอปเพื่อควบคุม EQ, เปลี่ยนชื่ออุปกรณ์, อัพเดตเฟิร์มแวร์ และจัดการลำโพงหลายตัวพร้อมกัน นี่คือความสะดวกและยกระดับการใช้งานลำโพงไปอีกหนึ่งขั้น และจากการทดสอบพบว่า ถ้าลำโพงไม่ได้เชื่อมต่อหรือไม่ได้ใช้งาน จะปิดตัวเองอัตโนมัติ เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ ผลการทดสอบ KEF Muo ลำโพงพกพาที่เสียงไม่ธรรมดา ให้คุณภาพเสียงและเวทีเสียงออกมาได้เกินตัว โดยเฉพาะเรื่องเสียงร้องและเครื่องดนตรี ให้รายละเอียดที่ดีมาก ด้วยบุคลิกเสียงแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการ ถ่ายทอดความละเมียดละไมตลอดย่านความถี่ จากแหลมสุดไปหาเสียงต่ำสุดแบบที่คุณแทบไม่เคยได้ยินจากลำโพงพกพาใดๆ แบบนี้มาก่อน ให้เสียงสูงเปิดกว้างลื่นไหล ไม่มีเสียงแข็งกระด้างเฉกเช่นลำโพงพกพาอื่นๆ ความนุ่มนวลที่ต้องยกให้เลยครับว่า มาสุดทางจริงๆ เมื่อจับคู่สองตัว (Stereo) จะสร้างเวทีเสียงกว้างและสมจริงยิ่งขึ้น ผมชื่นชมที่แอมป์ภายใน และไดรเวอร์มีความพอเหมาะพอดีกัน รักษาความคมชัดได้ดีแม้ฟังในระดับความดังสูงๆ ส่วนการใช้งานผ่านแอป KEF Connect ทำง่ายและควบคุมได้มากยิ่งขึ้น น้ำเสียงโดยรวม ให้บุคลิกที่ละเมียดละไมน่ารัก เปิดกว้างเบสอิ่มเอมน่าทึ่ง และระดับความดังของเสียงพอเพียงกับห้องขนาดเล็ก – กลางทั่วไป และเมื่อใช้สองตัวเป็นสเตอริโอ จะให้ซาวด์สเตจ กว้างขึ้น เสียงสูงสะอาดไม่ออกแนวคมสด เรียกว่ารักษาบุคลิกเสียงในแบบผู้ดีอังกฤษเอาไว้อย่างมั่นคง ฟังเพลงทั้ง Pop Jazz วงบิ๊กแบนด์ ผมก็ต้องแปลกใจทุกครั้งที่เสียงเบสแน่นและควบคุมได้ดีมาก สำหรับลำโพงขนาดเล็กที่มีเสียงสูงใสและแยกรายละเอียดได้ดี แต่ไม่จัดจ้านแม้แต้น้อยนิด ให้ประสบการณ์ฟังเพลงที่ “สมจริงและสดใส” ยิ่งกว่าลำโพงสำหรับสมาร์ทโฟนทั่วไป และเหมาะมากๆ สำหรับการฟังแบบใกล้ๆ Near Field อีกด้วย สำหรับบางท่านที่อาจสงสัยว่าลำโพง KEF Muo ควรจะวางในแนวตั้งหรือในแนวนอนจะให้เสียงดีกว่ากัน จากการทดสอบฟังอย่างจริงจัง มีบทสรุปว่า ฟังได้ดีทั้งสองรูปแบบครับ แต่ถ้าต้องการฟังแบบออดิโอไฟล์ แนะนำให้วางในแนวตั้ง เพราะว่าการกระจายเสียงแหลมและเสียงทุ้มจะดูราบรื่นและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างยอดเยี่ยม ด้วยระดับราคาอาจจะมองเผินๆ ว่าสูงนิดนึง แค่ถ้าคุณได้จับต้องตัวจริงจะเห็นถึงความพรีเมียมในวัสดุ สีสัน ว่าเป็นอีกคลาสหนึ่งของลำโพงพกพา และเมื่อฟังเสียงจะรู้สึกว่า KEF Muo นั้น คุ้มค่าทุกมิติเลยครับ KEF Muo มีขนาดกะทัดรัด แต่เต็มไปด้วยพลังเสียงเต็มอิ่ม ในแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการ ในการฟังทุกครั้ง ผมแทบไม่เชื่อว่าเสียงดนตรีอันเจิดจรัส สมจริง จะออกมาจากขนาดลำโพงเล็กๆ นี้ เสียงของ Muo ประดุจการฟังลำโพงขนาดใหญ่เลยทีเดียว งานวิศวกรรมชิ้นนี้ ยกให้เป็นสุดยอดของลำโพงพกพาของปี 2026 เลยครับ ราคาจำหน่าย KEF MUO ราคา 10,900.- บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand
AE1 40th Anniversary Edition มนต์เสน่ห์ลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์ และคุณภาพเสียง AE1 ลำโพงรุ่นแรก ที่ถือกำเนิดพร้อมบริษัท Acoustic Energy เคยเป็นแรงบันดาลใจในยุคทองของเสียงแบบอนาล็อก ได้ย้อนกลับมายืนเด่นเป็นสง่า ในช่วงเวลาของดิจิตอลออดิโอรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้ง แสดงถึงการผสมผสานเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยม เพื่อให้ได้คุณภาพที่ละเมียดละไมของยุคเก่า และความเปิดกว้างไดนามิคเร้นจ์ของยุคใหม่ได้อย่างลงตัว • จุดเริ่มต้น AE1 รุ่นแรก ปี 1987 Acoustic Energy ได้ก่อตั้งขึ้นในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 1987 มาพร้อมกับการเปิดตัวลำโพง AE1 เป็นรุ่นแรก โดยระดมสรรพกำลังและสมองของทีมออกแบบให้ได้มาซึ่งลำโพงเล็กที่สนองตอบความเที่ยงตรงของดนตรีมากที่สุด จุดเด่นของ AE1 ในช่วงเวลานั้นคือ ลำโพง Stand‑Mount / Bookshelf ขนาดเล็ก ที่ให้ไดนามิกสูง เบสสะอาดชัดเจน และถ่ายทอดความเที่ยงตรงที่เกินคาดสำหรับลำโพงขนาดเล็ก ซึ่งถือว่าได้ “ทลายขีดจำกัด” ที่เคยมี เมื่อเทียบกับข้อจำกัดทั่วไปของลำโพงขนาดเล็กในยุคนั้น • การพัฒนาเวอร์ชั่นต่างๆ ตามลำดับ - ปี 1987 AE1 รุ่นแรกเปิดตัวครั้งแรกในอังกฤษ ในดีไซน์ Compact Monitor ขนาดเล็ก ที่ให้ไดนามิกสูง โดยใช้ Aluminium Cone Woofer (ที่ล้ำหน้าในยุคนั้นมาก) - ปี 1991 AE1 MK II ปรับปรุงภายใน ทั้ง Crossover และไดรเวอร์ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น - ปี 1996 AE1 MK IIl นับเป็นรุ่นที่ปรับปรุงมากขึ้นอีกระดับ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของย่านความถี่ต่ำ ความสดใสของเสียงแหลม มีการใช้ตู้ที่หนาขึ้น แดมปิ้งที่ดียิ่งขึ้น - ปี 2001 AE1 MK IIl SE (Special Edition) เป็นรุ่นย้อนยุคที่ออกแบบให้ใกล้เคียงกับ AE1 ดั้งเดิมมากที่สุด โดยใช้วูฟเฟอร์แบบอลูมิเนียมโคน และทวีตเตอร์แบบซอฟท์โดม - ปี 2016 ได้ยุติการผลิต Series AE1 ในแบบลำโพงแพสสีพไประยะหนึ่ง - ปี 2017 ปรับสายการผลิต เป็นลำโพงแอคทีฟ รุ่น AE1 Active - ปี 2021 เริ่มผลิต AE500 Series แม้ไม่ใช่ AE1 โดยตรง แต่ AE500 ได้แรงบันดาลใจจาก AE1 โดยเฉพาะการใช้วัสดุเซรามิก อลูมิเนียมไดรเวอร์ และในปี 2025 ช่วงเวลาย้อนประวัติศาสตร์ ด้วย AE1 40th Anniversary Edition ลำโพงวางขาตั้งรุ่นพิเศษ เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของตระกูล AE1 ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในลำโพงที่สร้างชื่อในยุค 80 ด้วยเสียงที่เที่ยงตรง ไดนามิกดีเยี่ยม มีใช้งานในสตูดิโอหลายแห่งทั่วโลก โดยรุ่น 40th Anniversary Edition นี้ยังคง DNA ของรุ่นดั้งเดิมไว้ แต่ได้พัฒนาปรับปรุงชิ้นส่วนและอัพเกรดเทคโนโลยีให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อคุณภาพเสียงและการใช้งานที่ดีและกว้างขวางกว่าเดิม จุดเด่นหลัก 1. ไดรเวอร์ที่พัฒนาใหม่อย่างละเอียดประณีต • ทวีตเตอร์อลูมิเนียมโดม ขนาด 29 มิลลิเมตร มีขดลวดขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นเดิม ช่วยลดความร้อนในคอยล์ ลดการบีบอัดพลังงาน และเพิ่มไดนามิกในช่วงความถี่สูงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมแชมเบอร์ภายในที่ช่วยดูดซับพลังงานเสียงด้านหลังเพื่อควบคุมเรโซแนนซ์ให้ต่ำลง • วูฟเฟอร์/มิดเบส ขนาด 125 มิลลิเมตร ออกแบบให้ใหญ่ขึ้นตามมาตรฐานปัจจุบัน พร้อมกรรมวิธีเคลือบฮาร์ด-อะโนไดซ์ทั้งสองด้านให้แข็งแรง ส่งพลังขับเคลื่อนอากาศได้มากขึ้น ช่วยลดความผิดเพี้ยนของเสียงในย่านกลาง-ต่ำได้อย่างดีเยี่ยม ในแง่ของการใช้เทคโนโลยีออกแบบตัวขับเสียงต่ำของ AE1 40th Anniversary Edition นับเป็นกระบวนการที่น่าสนใจมาก AE เลือกใช้วิธีการขึ้นรูปกรวยอะลูมิเนียมแบบ Spun (Spun Aluminium Cone) ซึ่งผลิตโดยกระบวนการ Spinning คือการปั้นกรวยลำโพงจากแผ่นโลหะให้ได้รูปทรงที่แม่นยำและแข็งแรง แทนการใช้วิธีอัดขึ้นรูปดังที่เราพบในลำโพงทั่วไป AE ใช้เครื่องจักรในการขึ้นรูปโลหะแผ่นให้เป็นรูปทรงโค้งของกรวย โดยการกดโลหะแผ่นให้เข้ากับแม่พิมพ์ที่หมุนอยู่ด้วยแรงดันจากลูกกลิ้ง ทำให้ได้ชิ้นงานที่บางและสม่ำเสมอ จากนั้นกรวยลำโพงที่ได้ ก็จะมีการเคลือบด้วยชั้น Hard-anodized และ Ceramic coating ทั้งสองด้าน เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ลดการบิดงอ ควบคุมการสั่นสะเทือนของกรวยอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เสียงกลางและเสียงต่ำมีความเป็นธรรมชาติ ทำไม AE1 เลือกวิธี Spun Aluminium เนื่องจากกรวยแบบนี้จะให้คุณสมบัติที่นักออกแบบลำโพงระดับเรฟเฟอร์เรนซ์ต้องการ เพราะให้ความแข็งแกร่งต่อมวลสูง มีการเบรคอัพที่ควบคุมได้ รวมถึงสนองตอบต่อย่านความถี่กลางต่ำได้อย่างฉับไวไม่ฟุ้งกระจาย คงบุคลิกเสียงแบบลำโพงมอนิเตอร์ เอาไว้อย่างมั่นคง 2. การออกแบบโครงสร้างตู้ลำโพงที่มีความประณีตพิถีพิถัน โดยตู้ทำจาก HDF ชั้นหนา พร้อมวัสดุ RSC ที่ควบคุมการสั่นสะเทือนและเรโซแนนซ์ได้ดี ให้เสียงมีความชัดและเป็นธรรมชาติ วัสดุ RSC นั้น เป็นโครงสร้างไม้แบบหลายชั้น (Constrained-layer Construction) ออกแบบมาเพื่อกำจัดการสั่นและเรโซแนนซ์ของตู้ลำโพงโดยตรง ในกรณีของ AE1 40th Anniversary Edition โครงสร้างหลักจะประกอบด้วย แผ่น HDF และ MDF ที่มีความหนาแน่นสูง มีชั้นโพลิเมอร์แดมป์ (Visco-elastic Layer) เป็นการประกบในแบบแซนด์วิชภายใต้แรงอัดสูง เมื่อตู้มีการสั่น พลังงานจะถูกแปลงเป็นความร้อนเล็กน้อย แทนที่จะสะท้อนกลับมาเป็นเสียงรบกวน นับเป็นเทคนิคที่ฉลาดล้ำมาก เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ของตู้ลำโพง เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นจากภายนอก แต่ภายในหลักการทำงานของระบบ Constrained-Layer Damping คือใช้แผ่นไม้แข็ง 2 ชั้น เมื่อตู้พยายามสั่น ชั้นแดมป์ตรงกลาง จะทำการต้านการเคลื่อนตัว จากนั้นพลังงานที่สั่นจะถูกขจัดทิ้งในชั้นกลาง ผลคือได้ตู้ที่นิ่งมาก โดยไม่มีเสียงของ “กล่อง” มาปะปนกับเสียงดนตรี ช่วยให้ทุกความถี่สะอาด มีความโปร่งโฟกัสดี แนวคิดคือ ทำให้ตู้เงียบที่สุด เพื่อให้ได้ยินแต่เสียงจากดอกลำโพง ตู้ลำโพงจะทำการเคลือบสีถึง 10 ชั้น เป็น Gloss หรือ Walnut Veneer สวยงามและทนทาน พอร์ตคู่ด้านหน้า Twin Front Reflex ที่ออกแบบใหม่ด้วยเทคนิคลดเสียงของพอร์ต ช่วยขยายช่วงความถี่ต่ำได้สะอาดยิ่งขึ้น 3. การออกแบบ Crossover วงจรแบ่งความถี่ด้วยอุปกรณ์คุณภาพสูง ใช้ส่วนประกอบระดับออดิโอไฟล์เกรด Low-order Filter เพื่อรักษาเฟสให้สอดคล้องในการทำงานของไดรเวอร์ ทั้งยังช่วยลดการทับซ้อนกัน เมื่อย่านเสียงสูงและต่ำเปลี่ยนผ่าน จึงได้เสียงที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ หลังจาก AE1 40th Anniversary Edition เริ่มวางจำหน่ายและส่งให้รีวิวเวอร์ได้ทดสอบ ก็ได้รับคำชมจากสื่อหลัก อาทิ Outstanding Product จาก Hi-Fi News ด้วยคะแนนที่สูง ทั้งเรื่องความสามารถในการขับเสียงที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองที่ดีและแม่นยำ งานประกอบตู้ที่ยอดเยี่ยม ได้รับรางวัล “Editor’s Choice Award” จาก The Ear ที่ชื่นชมว่าลำโพงรุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี ยังคงให้อารมณ์และเสียงคลาสสิกของ AE1 ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งเพิ่มความเร้าใจ มีชีวิตชีวา ดึงดูดใจให้ฟังดนตรีได้ยาวนานกว่าลำโพงที่ราคาแพงกว่าอีกหลายรุ่น แทบทุกสื่อไฮไฟชั้นนำให้ความคิดเห็นในเชิงบวกมาก โดยเฉพาะในด้านคาแรกเตอร์เสียงที่สมดุล มีพลัง และให้รายละเอียดดีมากๆ Test Report ลำโพงคู่นี้สร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้กับผมได้มากที่สุดคู่หนึ่งในรอบปี แน่นอนว่า นอกเหนือจากเรื่องของคุณภาพเสียงแล้ว AE1 40th Anniversary Edition ทำให้เรารู้ว่าลำโพงคู่หนึ่ง ถูกสร้างให้ดีที่สุดทั้งรูปลักษณ์ เทคโนโลยี ได้อย่างไร AE1 40th Anniversary Edition เป็นลำโพงที่เราสามารถเซ็ตอัพโดยไม่ยุ่งยากซับซ้อน ให้ผลของการรับฟังที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละจุดตำแหน่ง หรือในระยะของการเซ็ตต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และน่าตื่นเต้น เพียงขยับตำแหน่งเล็กน้อย คุณก็จะพบความเปลี่ยนแปลงได้ในทันที และสามารถหาจุดที่เหมาะสำหรับการฟังอย่างสมบูรณ์ในห้องฟังของคุณ ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าเท่าที่ได้ทดสอบ AE1 40th Anniversary Edition กับขาตั้งโดยทั่วไปหลายคู่ ขอยืนยันว่าลำโพงคู่นี้เหมาะสำหรับขาตั้งโลหะเท่านั้น ไม่ควรใช้กับขาตั้งไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้เนื้อแข็ง ไม้เนื้ออ่อน หรือแม้แต่กระทั่งไม้ MDF เพราะขาตั้งเหล่านั้นจะบดบังความสง่างามเสียงกลางแหลมที่ยอดเยี่ยมของลำโพง และขาตั้งไม้บางคู่อาจจะมีผลทำให้เสียงต่ำเฉื่อยลงอีกด้วย ผลตรงนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับนักฟังแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่พอสมควร ดังนั้นแนะนำเลยนะครับว่าขาตั้งโลหะที่ดีกับ AE1 40th Anniversary Edition คือคำตอบสุดท้าย จากผลการทดสอบ ด้วยชั่วโมงรวมในการฟังจริงของผมมากกว่าหนึ่งร้อยชั่วโมง น่าจะเป็นแนวทางสรุปได้ว่าลำโพงคู่นี้ เสียงเป็นอย่างไร ลำโพงซ้ายขวา ถูกเซ็ตอัพให้วางห่างกันในระยะที่ 1.70 เมตร โดยห่างจากผนังด้านหลัง 1 เมตร และผนังด้านข้าง 85 เซนติเมตรโดยประมาณ จัดว่าลงตัวที่สุด (ห้องขนาด 3.5x4.5 เมตร) แอมปลิไฟร์ ที่นำมาขับเสียงคือ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier 400 Watts per Channel สลับกับ Audio Innovations Series 500 เป็นบางช่วง เมื่อต้องการฟังแบบผ่อนคลายสบายๆ ก็จัดมาทาง NAD C3050 ส่วนแหล่งโปรแกรม มีเครื่องเล่น CD Transport Audiolab 9000CDT, NAD M51 DAC เครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C588 และ Rega Fono Mini A2D โอเคละ ผมเป็นคนชอบความสวยงาม ดังนั้นเมื่อเห็นลำโพง AE1 40th Anniversary Edition ทำให้รู้สึกชอบทันที การรังสรรค์ตู้ขึ้นมาอย่างประณีตเทียมเท่ากับลำโพงระดับซูเปอร์ไฮเอ็นด์ งานเคลือบภายนอกผิวเปียโน ในขนาดกะทัดรัดที่ประณีตทุกมุมมอง สวยงามจนน่าตะลึง แทบลืมไปเลยว่าภายในมีเทคนิคด้านกลศาสตร์แฝงอยู่ทุกอณูเลยทีเดียว เทียบเคียงกับ AE1 เวอร์ชั้นในตำนานปี 1987 แล้ว ความน่าทึ่งก็คือ แม้ AE1 40th Anniversary Edition เป็นเวอร์ชั่นใหม่ แต่ยังคงรักษาคาแรคเตอร์เดิมในแง่เสียงกลางที่เที่ยงตรงสะอาด เบสอิ่มเอมมีความแม่นยำสมจริง สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ ช่วงปลายแหลมที่กระจ่างขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เป็นลำโพงที่มีสเกล สัดส่วนชิ้นดนตรีสมจริงมากที่สุดคู่หนึ่ง ให้เสียงเปิดกว้าง และขับง่ายกว่ารุ่นเดิม สนองตอบดนตรีหลากสไตล์ได้ดีกว่า ไม่เกี่ยงว่าแหล่งโปรแกรมนั้น จะเป็นอนาล็อกแผ่นเสียง หรือสตรีมมิ่ง ผมฟังเพลงแนวป็อป แจ๊ซ และระดับวงบิ๊กแบนด์ ได้เสียงที่ครบถ้วนทั้งกลางแหลมและเบสลึกๆกระหึ่ม อิ่ม นิ่ง เก็บบรรยากาศการบันทึกเสียงมาครบมากครับ ฟังแล้วติดอกติดใจ เหมือนอ่านหนังสือที่วางไม่ลง บางช่วงฟังนานสี่ห้าชั่วโมงติดต่อกันเลยทีเดียว ผมชอบมากๆ ที่เสียงร้องมีอิสระหลุดลอย “เสมือนดังนักร้องมายืนอยู่ต่อหน้า” คือสมรรถนะที่ ลำโพงในระดับราคาเดียวกันต้องสะเทิ้นอายได้เลยครับ อีกทั้งผมยังชอบการถ่ายทอดเสียงที่เข้าถึงง่าย ฟังได้จับใจทุกอารมณ์ ได้บรรยากาศลึกล้ำ ฮาร์โมนิกสวยงามยิ่งนัก Janis Ian: Breaking Silence เป็นอัลบั้มที่บ่งชี้ถึงความแม่นยำและอิสระของเสียงที่เรียกว่า หลุดออกมานอกกรอบตู้ ที่ AE1 40th Anniversary Edition ทำได้น่าประทับใจแบบไม่สามารถบรรยายความรู้สึกได้ทั้งหมด อิมเมจ เสียงร้อง และซาวนด์สเตจเสมือนจริงมากครับ ถือว่าเป็นลำโพงระดับมอนิเตอร์อีกคู่หนึ่งที่สร้างตำนานให้จดจำไปอีกนานแสนนาน ตามติดมาด้วยอัลบั้ม What's New โดย ลินดา รอนสตัดท์ นี่คืออัลบั้มแรกในไตรภาคของอัลบั้มในช่วงทศวรรษ 1980 ที่รอนสตัดท์ได้ทำงานร่วมกับผู้เรียบเรียง เนลสัน ริดเดิ้ล เป็นคัมภีร์ของการใช้ฟังทดสอบเสียงลำโพงของผมมานานปี สิ่งที่ยืนยันได้คือ ลำโพงให้คุณภาพและศักยภาพเสียงดีเยี่ยมจริงๆ ให้การตอบสนองเสียงกลางสูงเป็นธรรมชาติ ให้ความเปิดโปร่ง รายละเอียดชัดเจน เสียงร้องแม่น เวทีดนตรีกระจ่างเรียบเนียน สง่า โอ่อ่าโอฬาร รักษาดุลของย่านความถี่เสียงอย่างมีสัดส่วนดีมาก ศักยภาพลำโพงเล็ก เราสามารถพิสูจน์ความทรงพลังและไดนามิคเรนจ์ได้จริงๆ ก็ต้องอัลบั้มแนวบันทึกการแสดงสดหรือวงออเคสตร้า โดยอัลบั้ม Belafonte At Carnegie Hall: Harry Belafonte และ Jazz at the Pawnshop ทำให้ผมลงความเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะจริงๆ ของลำโพงได้อย่างง่ายดาย ว่าทีมออกแบบลำโพงคู่นี้ เขาทำมาได้สุดทางมากครับ ต้องเรียนว่า ศักยภาพของ AE1 40th Anniversary Edition นั้น เกินกว่าความคาดหมายของผมไปมากจริงๆ ครับ แม้ว่าลำโพงถูกวางห่างกันอยู่ที่ 1.70 เมตร เป็นมาตรฐานที่ถือว่าเหมาะที่สุดในห้องของผม แต่ในการฟังจริงๆ กลับได้รับมิติเสียงทั้งหมดแบบเปิดกว้างมาก เสียงเลยออกไปมากกว่าจุดตำแหน่งที่วางลำโพงอย่างน่าทึ่ง คือเหมือนเสียงหลุดเลยทะลุห้องฟัง ในทุกๆ วินาทีที่ได้ฟังอัลบั้มเพลงดังกล่าว และด้วยเสียงเบสอิ่มทรงพลังในขนาดตู้ย่อมๆ แบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงสมรรถนะลำโพงตั้งพื้นขึ้นมาทันที อาจจะเพราะตู้และพอร์ตได้รับการปรับปรุงโดยใช้วัสดุ RSC ที่แข็งแกร่งและมั่นคงขึ้น รวมถึงท่อพอร์ตที่มีการปรับดีไซน์ให้ลดเสียงเบี่ยงเบน ทำให้เบสสะอาดมีรูปทรงเหมือนฟังลำโพงตั้งพื้นเลยทีเดียว ออดิโอไฟล์ และมิวสิคเลิฟเวอร์ท่านใดที่ต้องการลำโพงที่สามารถสนองต่อเสียงดนตรีได้อย่างสมจริง มีความแม่นยำและให้ความอบอุ่นละมุนละไมไปในตัว โดยเฉพาะผู้ที่ชอบฟังเพลงร้อง รับรองได้เลยว่านี่คือลำโพงที่คุณจะต้องรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่ฟังและอยากที่จะเป็นเจ้าของเสียงที่มีเสน่ห์ตรึงตา ตรึงใจแบบนี้ เป็นลำโพงที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้สามารถจับคู่กับแอมป์ง่ายขึ้น ด้วยค่าความไว 87dB ความต้านทานเฉลี่ย 6 โอห์ม แอมป์โซลิดสเตทหรือแอมป์หลอดกำลังขับปานกลางทั่วไปขับได้อย่างเต็มที่ AE1 40th Anniversary Edition นั้น โดดเด่นอย่างมากที่ย่านความถี่เสียงกลาง ชัดเจนและเป็นธรรมชาติ เบสอิ่มลอยตัวเป็นชิ้นเป็นอัน เหมาะกับเสียงร้องและดนตรีอะคูสติกเป็นลำดับต้นๆ ให้เบสที่ลึกขึ้น อิ่มขึ้นเล็กน้อยจากรุ่นก่อน แม้วางห่างผนังหลัง 70-80 เซนติเมตร เบสก็ไม่มีอาการบวมหรือดังกระโชกแบบไร้การควบคุม และเป็นลำโพงที่ปรับ ขยับอย่างไรก็ตามเบสจะไม่ Boomy ได้ง่ายเหมือนลำโพงอื่นๆ เลย AE1 40th Anniversary Edition ในฐานะของลำโพงย้อนประวัติศาสตร์ที่งดงามทั้งรูปลักษณ์และคุณภาพเสียง ต้องขอบคุณทีมงานของ Acoustic Energy ที่ฟื้นชีพให้กับ AE1 กลับมาอีกครั้ง ด้วยคุณภาพเสียงที่โดดเด่นน่าประทับใจเกินความคาดหมาย เป็นลำโพงอีกคู่หนึ่งที่รังสรรค์คุณภาพในระดับที่ต้องจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ออดิโอไฟล์ และเป็นหมุดหมายสำหรับนักฟังที่ต้องการความสมบูรณ์แบบทั้งคุณภาพเสียงและรูปลักษณ์ที่มีเสน่ห์อย่างลึกล้ำ เตือนเอาไว้ก่อนนะครับว่า ฟังครั้งแรกจะประทับใจ ยิ่งฟังก็ยิ่งให้ความอิ่มเอม และอาจจะหลงรักเสียงของลำโพงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น AE1 40th Anniversary Edition เป็นลำโพงที่คุ้มค่าตัวอย่างมาก สำหรับคนที่อยากได้ลำโพง Bookshelf ระดับไฮเอ็นด์ที่ไม่ไกลเกินฝัน ด้วยการรักษาคาแรกเตอร์ต้นตำรับไว้ แต่ปรับให้ตอบโจทย์กับเพลงยุคใหม่ ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น AE1 40th Anniversary Edition ราคาคู่ละ 79,500.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Weava Core Impulse 13 เบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์ นี่คือผลงานทางด้านวิศวกรรมเสียงที่น่าสนใจจากผู้แทนจำหน่ายไดรเวอร์ลำโพงระดับโลก Pyramid Lifestyle Technology โดยทีมงานออกแบบลำโพง ได้พิจารณาเห็นว่าลำโพงตู้ขนาดเล็กที่มีคุณภาพสูงมากมายในระดับ Monitor Speaker ที่ยังคงตอบสนองความถี่ต่ำได้ไม่ครบถ้วนเท่าที่ควรจะเป็น อันเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องขนาดตู้ อย่างไรก็ตาม บรรดาออดิโอไฟล์ชื่นชอบลำโพงเล็ก เนื่องจากคุณสมบัติด้านอิมเมจและความเที่ยงตรงของเสียง รวมถึงบุคลิกเฉพาะ ย่อมไม่อยากขยับขึ้นไปเล่นลำโพงรุ่นใหญ่กว่า เพราะลำโพงระดับมินิมอนิเตอร์ดังกล่าว คือคาแรคเตอร์ที่พวกเขาชื่นชม ทางเลือกในการขยายขอบเขตความถี่ต่ำให้ลงลึกไปอีก มีเส้นทางเดียวคือเสริม “ตู้ลำโพงความถี่ต่ำ” ให้ร่วมทำงานด้วยกัน แต่ปัญหาที่ตามมาจะเป็นเรื่องความกลมกลืน ระหว่างลำโพงหลักและลำโพงตู้ความถี่ต่ำ การออกแบบตู้ลำโพงความถี่ต่ำเพื่อเสริมลำโพงขนาดเล็ก หัวใจหลักที่ถูกต้องคือ ให้ความถี่ตอบสนองต่อเนื่องกันอย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออกว่ามีตู้ซับอยู่ในระบบ‼️ …ไม่ใช่แค่ให้เสียงเบสดังขึ้นเท่านั้น หรือคิดเพียงแค่ว่ามีเบสให้เยอะขึ้น ซึ่งวิธีคิดแบบนั้นทำให้เบสมีสเกลเกินลำโพงหลัก มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ทาง Pyramid Lifestyle Technology จึงต้องศึกษาวิเคราะห์ว่า ลำโพงที่โดดเด่น โด่งดังมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของวงการออดิโอไฟล์ จะมีรุ่นไหนบ้าง มีมิดเร้นจ์ / วูฟเฟอร์ ขนาดใด และตอบสนองความถี่ต่ำลงได้ลึกเท่าไร เพื่อจะได้ออกแบบตู้ลำโพงความถี่ต่ำมาเสริมให้ได้กลมกลืนและลงตัวจริงๆ เพราะช่วงต่อของการส่งผ่านความถี่ต่ำนับว่าสำคัญที่สุด ในการออกแบบตู้ “เบสโมดูล” ครั้งนี้ จึงเป็นจุดถือกำเนิด แบรนด์ WEAVA อันเป็นคำตอบของการค้นคว้า วิจัย ทดลอง ตัวขับเสียง ตู้ ครอสโอเวอร์ ด้วยการเลือกสรรเทคโนโลยีอันเป็นที่สุดของวงการ มาบรรจุอยู่ในเบสโมดูล หากตั้งต้นที่ลำโพงหลัก อย่าง BBC Monitor LS3/5A, Totem Model 1, Harbeth P3ESR, ProAc Tablette 10, Monitor Audio 1 gold, AE1 40th Anniversary Edition, NHT SuperZero 2.0 ประมาณนี้ ทางดีไซน์เนอร์ได้ออกแบบตู้ลำโพงแอคทีฟความถี่ต่ำขึ้นมา 3 โมเดล ในแบรนด์ Weava Core Series ขึ้นมาตอบรับ โดยรุ่น Weava Core Impulse 13 เป็นหนึ่งในนั้น ที่จะเหมาะที่สุดสำหรับลำโพงมอนิเตอร์ขนาดย่อมดังกล่าว อีกสองรุ่นคือ Weava Core Terra 8 และ Weava Core Abyss 28 จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งสำหรับลำโพงหลักขนาดเล็ก ขนาดกลาง ที่เราจะนำมาทดสอบในลำดับถัดไป Weava Core ไม่เรียกตัวเองว่า เป็น Active Subwoofer เพราะอยากให้เข้าใจจุดประสงค์ในการออกแบบเพื่อเสริมความถี่ต่ำอย่างกลมกลืนในระบบฟังเพลง 2 แชนแนล ที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบโฮมเธียเตอร์ โดยยึดโยงกับลำโพงหลักขนาดเล็ก ให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง และด้วยลักษณะของโมดูลตู้ความถี่ต่ำที่ ทำงานด้วยภาคขยายระดับไฮเอ็นด์ จึงเรียกขานเป็น Bass Module Weava Core Impulse 13 มีเทคนิคในการออกแบบและคัดสรรไดรเวอร์อย่างเข้มข้น โดยเลือกใช้ดอกลำโพง SB Acoustics ขนาด 17 ซม. (6.5”) ความต้านทาน 8 โอห์ม จำนวน 2 ดอก ทำการต่อขนานในตู้เดียวเพื่อทำหน้าที่เป็น Bass Module ซึ่งจะทำให้ค่าความต้านทานเฉลี่ยอยู่ที่ 4 โอห์ม โดยเฉพาะตัวขับเสียงทั้งชุด เป็นกรวย NRX ทำงานได้อย่างเหมาะสมถูกที่ ถูกบทบาทมาก หลายท่านอาจไม่คุ้นเคยคำว่า NRX ผมจึงขอขยายความดังนี้ครับ แบรนด์ SB Acoustics ใช้เทคโนโลยีไดรเวอร์แบบ “Norex” อันเป็นหัวใจของตัวขับซีรีส์นี้ โดยเป็นไดรเวอร์ที่ออกแบบให้มีคุณภาพเสียงระดับสูงในราคาที่เข้าถึงได้ เหมาะสำหรับงาน DIY หรือเสียงระดับ Hi-Fi ที่คุ้มค่า กรวย Norex เป็นกรวยกระดาษที่พัฒนาขึ้นเองของ SB Acoustics เพื่อความเป็นธรรมชาติของเสียง ส่วนโครงลำโพงอะลูมิเนียมหล่อ ระบายอากาศดี ลดการสะสมความดันและการเบี่ยงเบนของเสียง คอยล์และขอบยางลดการบิดเบี้ยว เพื่อ linear movement และมีเสียงบิดเบือนต่ำ ระบบ Motor และ Shorting Ring ลดความเพี้ยนและเพิ่มความต่อเนื่องของเสียง ขออธิบายคำศัพท์ทางเทคนิคเล็กน้อยนะครับ • Linear movement ในระบบลำโพง หมายถึงการเคลื่อนที่ของไดอะแฟรมหรือกรวยลำโพงแบบเที่ยงตรง-สม่ำเสมอ ผลักอากาศเป็นเส้นตรง ไป-กลับโดยไม่บิด ไม่เอียง ไม่โคลง และไม่เพี้ยน ตลอดช่วงการทำงาน • คำว่า Motor หมายถึงชุดขับเคลื่อนทางแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้า สู่การเคลื่อนที่ของกรวย หลักๆ คือ แม่เหล็กและวอยซ์คอยล์ • ส่วน Shorting Ring คือ วงแหวนโลหะ ใส่ไว้ในชุด Motor รอบ Pole Piece มีหน้าที่หลักช่วยลดความเพี้ยน ลดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กตามกระแสเสียง รวมทั้งลดค่าเหนี่ยวนำของวอยซ์คอยล์ ทำให้การตอบสนองความถี่สะอาด เสียงไม่อั้น ไม่ทึบ ช่วยให้การเคลื่อนที่เป็นลิเนียร์ปมากขึ้นโดยเฉพาะตอนที่กรวยขยับตัวแรงๆ ในหลักการ สิ่งแรกที่สำคัญมากสำหรับตัววูฟเฟอร์สำหรับแสดงผลความถี่ต่ำคือ การควบคุมการสั่นของกรวยในย่านความถี่ ที่หูคนไวที่สุด (ประมาณ 100–400Hz) ซึ่งกรวย NRX มี Internal Damping สูงตามธรรมชาติของเส้นใยกระดาษที่ถูกจัดเรียงมาอย่างดี ส่วนคำว่า Internal Damping หมายถึงความสามารถในการดูดซับและสลายพลังงานสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นภายในระบบลำโพงหรืออุปกรณ์เสียง เพื่อไม่ให้การสั่นนั้นย้อนกลับมาเป็นเสียงรบกวนหรือทำให้มีสีสันเพิ่มเติมเข้าไปในเสียงบริสุทธิ์นั่นเอง ถ้า Internal Damping ต่ำเกินไปในกรวยบางประเภท สิ่งที่ติดตามมาคือเบสย้วย ขุ่นมัว เสียงอั้น ดังนั้น NRX จึงเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการสร้างเบสโมดูลเพื่อความบริสุทธิ์ของเสียงต่ำอย่างแท้จริง ส่วนขนาดกรวย พยายามไม่ให้ใหญ่กว่าลำโพงหลักมากเกินไป จึงเลือกเป็น 6.5 นิ้ว สองตัวคู่ การใช้ขนาดตัวขับ 6.5 นิ้ว สองดอก ทำให้ได้มาซึ่งพื้นที่กรวยรวม (Sd) ใกล้เคียงวูฟเฟอร์ใหญ่ขึ้น แต่ยังคงให้ความรวดเร็วในการตอบสนองที่ว่องไวในแบบดอกลำโพงขนาดเล็ก โดยเฉพาะกรวย NRX เหมาะสมมาก เนื่องจากกรวยไม่สะท้อนพลังกลับแบบกรวยโลหะ เมื่อนำมาขนานสองดอกแล้ว แรงดันอากาศเพิ่มขึ้น เบสอิ่มขึ้น แต่ยังคงความสะอาดของเสียงเบสและความฉับไวควบคู่กันไป ในการออกแบบ Weava Core Impulse 13 เบสโมดูล ได้ใช้หลักทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกัน 3 ส่วนคือ 1) ดอกลำโพง (Driver) เลือกไดรเวอร์ที่ควบคุมการสั่นค้างของกรวยได้ดี มีสัดส่วนของการสะท้อนพลังงานกลับจากขอบกรวยได้ นี่คือเหตุผลของกรวย NRX 2) ตู้ลำโพง (Cabinet) ดีไซน์ให้ลงตัวกับไดรเวอร์คู่ คำนึงถึงแรงอัด รวมถึงคลื่นเสียงด้านหลังของดอกลำโพงที่ต้องมีการสะท้อนกลับอย่างเป็นธรรมชาติ ความแน่นหนาของตู้ MDF ควบคุมผนังตู้สั่น และขจัด Standing Wave ภายในตู้ ซึ่งใน Weava Core Impulse 13 จะเป็นลักษณะตู้ปิด (Sealed) 3) วัสดุภายในตู้ (Damping material) เลือกใช้วัสดุทำหน้าที่ดูดซับพลังงานเสียงลดค่า Q ของตู้ ลดเสียงก้องภายใน เป็นผลให้เสียงต่ำลึกคงตัว แม่นยำ เบสหยุดเป็นจังหวะ ไม่มีหางเบสย้อย ย้วย แม้เปิดที่ความดังสูง ภายในได้เลือกสรร ทำการบรรจุเพาเวอร์แอมป์คลาส D ของ Hypex FA251 ซึ่งเป็นแอมป์คลาส D แบบ Plate Amplifier ที่มีกำลังขับ 1x250W ที่ 4 โอห์ม และ 130W ที่ 8 โอห์ม โดยใช้เทคโนโลยี NCORE ที่ภายในมี DSP พร้อม DAC/ADC ในตัว ตั้งค่าผ่าน USB สามารถรองรับอินพุตหลากหลาย (XLR, RCA, High Level) มีฟีเจอร์ป้องกัน และประหยัดพลังงาน ซึ่งเหมาะสำหรับทำตู้ลำโพงแอคทีฟหรือตู้เบสโมดูล ตามคุณสมบัติที่ออกแบบมาดังกล่าว วงจร DSP สามารถตั้งโปรแกรมผ่าน Hypex Filter Designer (HFD) บน PC มีส่วนของฟีเจอร์ป้องกัน Clip protect, Thermal protect, Filter protection อย่างครบถ้วน สรุป FA251 เป็นโมดูลแอมป์ที่ทรงพลัง ครบวงจรด้วย DSP สำหรับงานลำโพงแอคทีฟ ที่ให้ทั้งกำลังขับสูงและเสียงคุณภาพดี ด้วยเทคโนโลยีของ Hypex Weava Core Impulse 13 Bass Module สามารถตอบสนองความถี่ 45-2000Hz เพื่อคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง สำหรับลำโพงมินิมอเตอร์ สำหรับขนาดตู้คือ กว้าง 23 เซนติเมตร ลึก 35 เซนติเมตร และสูงรวม Spike 62 เซนติเมตร มีช่องต่อ ทั้ง XLR RCA input และ High Level เพื่อเชื่อมกับขั้วลำโพงหลัก พร้อมเกนโวลุ่ม สำหรับการต่อใช้งานนั้นมีข้อแนะนำอยู่สองรูปแบบ 1. นำตู้เบสโมดูลเข้าไปเสริมลำโพงหลัก ที่เซ็ตอัพไว้เรียบร้อยแล้ว 2. นำลำโพงหลักมาเซ็ตและวางไว้บนตู้เบสโมดูล เชื่อมต่อเสมือนเป็นซิสเต็มเดียวกัน ซึ่งในกรณีนี้ จะต้องเซ็ตอัพค่าที่แตกต่างจากแบบแรก • ในการวางลำโพงหลักซ้อนบน เบสโมดูล Weava Core Impulse 13 หากต้องการให้ความสูงของลำโพงหลักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทาง Weava มีแท่นรอง Weava Base เป็นออพชั่น แท่นรองดังกล่าว เป็นออพชั่นเสริมนะครับ จึงยังไม่ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งผมจะขอเรียกเป็น Weava Base ไปก่อน แท่นนี้มีจุดประสงค์หลักคือใช้ปรับระดับความสูงของลำโพงมอนิเตอร์หลัก ให้สูงได้อีกประมาณ 3.3 เซนติเมตร ให้เหมาะสมกับตำแหน่งนั่งฟังในกรณีที่ลำโพงหลักไม่ได้สูงมากนัก จุดที่ปรับเองได้ภายนอกตู้ มีแค่โวลุ่มเกน ดังนั้นการปรับเฟส และค่าพารามิเตอร์ต่างๆ จะต้องทำผ่านโปรแกรม โดยทาง Pyramid Lifestyle Technology จะส่งทีมไปปรับตั้งให้ลูกค้าผู้ซื้อ Weava Core Impulse 13 ทุกชุด เพื่อให้การจูนอัพ กลมกลืนกับลำโพงหลักอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตู้เบสที่จำหน่ายแล้ว ให้ผู้บริโภคไปปรับตั้งเอง ซึ่งอาจจะไม่ให้ผลลัพธ์ดีเท่าที่ควร แม้แต่ตู้ที่นำมาทดสอบชุดนี้ ทางทีมงานก็เป็นผู้มาช่วยในการปรับจูนให้สมดุลกับห้องและลำโพงหลักของผมครับ โดยผมได้ใช้ลำโพงหลักสลับกันทดสอบ 4 คู่ ด้วยกัน ลำโพงหลักได้แก่ Rogers LS3/5A Diamond Jubilee Harbeth P3ESR Anniversary Harbeth LS5/12 BBC Monitor KEF LS3/5A Limited Edition • ต้องเรียนว่า Weava Core Impulse 13 ออกแบบเป็น เบสโมดูล สองตู้แบบ Stereo เพื่อให้ความสมดุลของซิสเต็ม ดังนั้นการเซ็ตอัพย่อมจะทำให้ลงตัวได้ง่ายกว่าใช้เพียงตู้เดียว หลังจากปรับพารามิเตอร์ต่างๆ ได้สมดุลแล้ว ในที่นี้เริ่มจาก Harbeth P3ESR สิ่งที่จะแตกต่างกันออกไปบ้างตอนเปลี่ยนไปใช้ลำโพงคู่อื่นก็คือ Volume Gain อาจจะปรับระดับต่างกันไป เพื่อความเหมาะกับค่าความไวหรือ Sensitivity ของลำโพงแต่ละคู่ Test Report ผมได้ทำการทดสอบ ทั้งการเซ็ตอัพลำโพงหลักให้แยกออกจากเบสโมดูล และอีกวิธีหนึ่งคือนำเอาลำโพงหลักไปตั้งไว้บนเบสโมดูล ซึ่งจะสรุปให้อ่านตอนท้ายว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง? การปรับค่าเบสโมดูลหรือ Sub-Woofer เสริมลำโพงหลักนั้น ใดๆ ก็ตามหัวใจคือให้คำนึงถึงระบบรวมทั้งซิสเต็ม จะต้องให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน “เสียงเบส” ย่านต่ำ เป็นการเสริมสิ่งที่ขาด ไม่ใช่เบสเดินหน้าออกมาเป็นพระเอก หลังจากจูนอัพในโปรแกรมเรียบร้อย สิ่งที่ได้จาก Weava Core Impulse 13 นับว่าน่าพอใจมากจริงๆ ผมพยายามสังเกตว่ามีเสียงซับเบสมาโผล่อยู่ตรงไหนหรือไม่? ถ้าเป็นแบบนั้น จะวงแตกทันที‼️ สิ่งที่เราต้องการได้ คือต้องเบสโมดูลที่ “หายไป” กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่ “โผล่มา” นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคุณต้องถึงต้องเลือกตู้แอคทีฟระบบความถี่ต่ำ ที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำโพงมินิมอนิเตอร์ระดับขึ้นหิ้งทั้งหลาย มักจะยอมกลมกลืนกับตู้ลำโพงเสียงต่ำได้ค่อนข้างยากเป็นทุนเดิม แต่ Weava Core Impulse 13 Bass Module ที่ทำให้ผมยอมรับได้ว่า ดีไซน์ออกมาได้ดีมาก ให้ความกลมกลืนของทุกย่านความถี่เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกันกับลำโพงหลัก คือถ้าหลับตาลง ไม่ได้มองไปที่ตู้เบสโมดูล เราแทบไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีเบสโมดูลหรือ แอคทีฟซับเสริมอยู่ ตรงนี้ถือว่าเป็นผลสำเร็จตามจุดประสงค์ คือมาจากหลักของการออกแบบเรื่อง Driver ตัวตู้ และ DSP ในแอมปลิไฟล์ ที่สามารถจูนอัพได้ด้วยโปรแกรมเฉพาะทางนั่นเอง ต้องชื่นชมว่า เสียงทุกย่านความถี่ โดยเฉพาะช่วงมิดเบสลงมาหาเบสย่านต่ำลึก ถือว่า “เนียน” กลมกลืนดีมากครับ ทำให้ลำโพงเล็กระดับต้นๆ ของวงการเสียงอิ่มเอม โดยไม่ทิ้งบุคลิกเดิมแต่อย่างใด และเบสต่ำลึกๆ ที่ควรมีในชิ้นดนตรี มีครบครันน่าฟังขึ้นแยะ เป็นสิ่งที่เสริมลงไปในระบบแล้ว เพิ่มคุณค่าค่าของลำโพงทั้งซิสเต็ม ไม่ได้เป็นการเอาเสียงเบสมาข่มเสียงกลางแหลมแต่เดิมที่ดีอยู่แล้วของลำโพงเมนหลัก และ Weava Core Impulse 13 นี้ทำให้มินิมอนิเตอร์ทั้ง 4 คู่ (สลับกันใช้งาน) สร้างเวทีเสียงกว้างลึกใหญ่ขึ้น สิ่งที่ต่างกันบ้าง ก็คือการปรับระดับเกนโวลุ่ม เปรียบเทียบการปรับค่าเกนโวลุ่มของ Harbeth P3 ESR และ Rogers LS3/5A เราจะต้องปรับเกนของ Rogers LS3/5A Diamond Jubilee เพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย จึงจะสมดุล ในขณะที่ Harbeth P3 ESR และ KEF LS3/5 A Limited Edition เกนโวลุ่มจะเท่าๆ กัน ส่วนคู่สุดท้าย Harbeth LS5/12A ต้องเร่งโวลุ่มของตู้เบสโมดูล Weava Core Impulse 13 ไปอีกสเต็ปหนึ่งครับ คือจะต้องเร่งระดับเบสโมดูลมากกว่าทุกคู่ แต่เกนโวลุ่มที่กล่าวถึงนั้น จะไม่มากน้อยกว่ากันแบบทิ้งห่างนะครับ เรียกว่าปรับค่าต่างกันในระดับมิลลิเมตรเท่านั้น ผมมีข้อแนะนำเล็กน้อยสำหรับท่านที่จะใช้เบสโมดูลแบบนี้หรือจะเป็นแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ ของแบรนด์ใดก็ตาม ให้สังเกตดังนี้ ที่ระดับความดัง หรือ Gain ที่อาจเป็นศัตรูเงียบของความเนียนก็ได้ เมื่อใดเร่งเกนโวลุ่มตู้เบสโมดูลแล้วรู้สึกว่าเบสดีขึ้นทันที ตรงนี้ เกนที่เราปรับมักจะดังเกินหน้าลำโพงหลักไป แต่ถ้าเร่งเกนโวลุ่ม แล้วรู้สึกถึงเสียงที่เบสอบอุ่น อิ่มเอมขึ้น โดยไม่ไปกลบย่านมิดเบส มิดเร้นจ์ และพอปิดเพาเวอร์จากเบสโมดูลแล้วรู้สึก “ขาดหายไปบางอย่าง” นั่นละครับ ถือว่าปรับได้ถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตามทางผู้ผลิต Pyramid Lifestyle Technology พร้อมส่งทีมงานไปจูนอัพให้กับ ลำโพงทุกคู่ที่ใช้เบสโมดูล ของ Weava ดังนั้นคุณจะได้คุณภาพเสียงที่กลมกลืนอย่างที่สุดกับลำโพงหลักของคุณแน่นอนครับ ไม่บ่อยครั้งนะครับที่เราจะได้ฟังการเสริมศักยภาพของลำโพงคู่เดิมของเราให้มีลักษณะเสียงที่โออ่ามากขึ้น ทั้งเวทีเสียงกว้างลึกและเพดานเสียงด้านบน ขยายขอบเขตออกไป มันไม่ใช่การเพิ่มเสียงต่ำให้มากขึ้น แต่มันเป็นเสียงต่ำ หรือเสียงเบสที่สมจริงขึ้น มีความเป็นธรรมชาติ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับลำโพงเดิมของเรา เป็นสิ่งที่ลำโพงคู่หนึ่งๆ ควรจะให้ดนตรีได้อย่างครบถ้วนดังวกล่าวครับ สำหรับการเซ็ตอัพอีกรูปแบบหนึ่งก็คือนำลำโพงหลักวางไว้บนตู้เบสโมดูล สิ่งที่อาจจะแตกต่างกันบ้างก็คือการปรับเกนโวลุ่มอาจจะลดลง หรือเพิ่มจากเดิมได้เล็กน้อย (ขึ้นกับลักษณะการจัดตำแหน่งวางกับผนังห้องด้วยครับ) แต่สิ่งที่เราได้จากเบสอิ่มเป็นธรรมชาติ ความกลมกลืนแทบจะไม่แตกต่างกัน และที่สำคัญก็คือผู้ผลิตพร้อมที่จะไปจูนอัพให้ ตามลักษณะที่คุณใช้งานจริงภายในห้องฟังด้วยครับ จึงมั่นใจในความสมบูรณ์ของเสียงได้อย่างเต็มที่ นี่คือประสบการณ์อีกครั้งหนึ่ง ที่ถือว่ามีค่ามากทีเดียวสำหรับการได้ฟังเสียงต่ำที่ดี มีคุณภาพจากลำโพงดั้งเดิมของเราโดยที่ยังรักษาคาแรกเตอร์ของลำโพงหลักที่เราชื่นชอบนั้นเอาไว้ได้อย่างมั่นคง Weava Core Impulse 13 คือการใช้เทคนิคการออกแบบเบสโมดูลที่ทรงพลัง สำหรับการเสริมความถี่ต่ำในลำโพงมินิมอนิเตอร์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ยังรักษาธรรมชาติของเสียงดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นใครที่คิดว่าอยากให้เสียงต่ำของลำโพงสมบูรณ์ขึ้น ดนตรีทุกชิ้นมีความเป็นจริงมากขึ้น โดยยังคงรักษาฐานเสียงและคาแรกเตอร์ที่ดีที่คุณชื่นชอบเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนละก็ หาโอกาสมาทดลองประสบการณ์จาก Weava Core Impulse 13 กันนะครับ เป็นผลงานระดับฝีมือ ที่ฝากไว้ให้ออดิโอไฟล์ ได้พิจารณากัน หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พีระมิด ไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี 120/44 ม.7 ตำบล ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร 74110 โทร. 02 429 1236 Email: info@pltspeaker.com
The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เทคนิคการเซ็ตอัพ และปรับค่าซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง 2 แชนแนล บทความตอนนี้ จะกล่าวถึงหลักปฏิบัติซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผม ในการปรับตำแหน่ง และเซ็ตค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ โดยขอแบ่งแยกรูปแบบตู้ซับดังต่อไปนี้ 1. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกด้านหน้า (ทั้งมีท่อพอร์ต และตู้ปิดทึบ) 2. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง (down firing) 3. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง หรือออกด้านหน้า แต่มีแพสสีพเรดิเอเตอร์ยิงเสียงออกซ้าย-ขวา (two ways) 4. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกสองด้าน (two ways) ด้วยการออกแบบในเทคนิคที่แตกต่างเหล่านี้ การเซ็ตตำแหน่งที่วางตู้ซับ ก็จะต้องหาวิธีมีความเหมาะสม และให้ความลงตัวที่แตกต่างกันไป ตำแหน่งที่ SET UP สำหรับท่านที่ต้องการเซ็ตเอง แบบค่อยๆ เรียนรู้ และหาจุดตำแหน่งที่เหมาะสมคือ ในภาพ FIG 1 เซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา ให้เลือกตำแหน่งในแบบ “โอบล้อมลำโพงหลัก” โดยเลือกในแต่ละทิศทาง ได้ทั้ง หน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา วางห่างลำโพงหลัก ณ. ตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง ให้เป็นเงาซ้อน ห่างลำโพงหลักประมาณ 1 ฟุตขึ้นไป จุดใดเหมาะสมที่สุด เลือกจุดนั้นครับ การเซ็ตแบบนี้ จะยืดหยุ่นได้มากที่สุด และเหมาะกับห้องขนาดเล็ก 12 ตารางเมตร จนถึงห้องขนาด 35-40 ตารางเมตร ในภาพ FIG 2 คือเซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา โดยวางเป็นมุมเฉียง 45 องศา จากลำโพงหลัก ระยะห่างเริ่มที่หนึ่งฟุตเป็นต้นไปเช่นกัน นี่อาจจะเหมาะกับขนาดห้องที่มีบริเวณกว้างลึกเกิน 15-20 ตารางเมตร ขึ้นไป ในภาพ FIG 3 คือการใช้ซับวูฟเฟอร์ตู้เดียว ด้วยการวางตรงกึ่งกลางระหว่างระนาบเดียวกับลำโพงซ้ายขวา โดยถอยหลังลึกเข้าไปจากระนาบ ห่างหรือชิดผนังแค่ไหน ให้เริ่มทดลองดู ขยับทีละตำแหน่ง ทีละเล็กน้อย หาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด การใช้ซับวูฟเฟอร์ตัวเดียวนั้นอาจจะเซ็ตได้ไม่ยากนักก็จริง แต่ทั้งคุณภาพและปริมาณความถี่ต่ำจะต้องเกลี่ยให้กลมกลืนกับระบบซิสเต็มลำโพงหลัก มิฉะนั้นมันจะทำให้เรารู้สึกว่า จุดที่ความถี่ต่ำตกกระทบเป็น “ระดับเสียงดังมากกว่าลำโพงหลัก” นั้น เป็นตัวต้นเหตุทำให้รบกวนความถี่อื่นให้จมหายไป ในกรณีลำโพงซับวูฟเฟอร์ ที่มีการยิงเสียงสองทิศทางไปด้านซ้าย-ขวา หรือซับวูฟเฟอร์ที่ยิงเสียงลงพื้น (down firing) จะทำให้เซ็ตเสียงได้กลมกลืนง่ายกว่า ตู้ซับแบบยิงมาด้านหน้าโดยตรง อีกทั้งจะทำให้เสียงต่ำกินบริเวณกว้างลึกได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากจุดประสงค์ในการเซ็ตอัพ ซับวูฟเฟอร์ ก็คือทำอย่างไรก็ได้ ให้เพิ่มปริมาณ และคุณภาพความถี่ต่ำ “กลมกลืน” ในปริมาณที่ “พอดี” หรือมีสเกลสัดส่วนย่านความถี่ต่ำใกล้เคียงกับความถี่กลางแหลมของลำโพงเมนหลัก ซ้าย ขวา ซับวูฟเฟอร์ ไม่ควรที่จะปรับให้มีปริมาณเสียงดัง ความถี่กระทุ้งกระแทก แล้วระบุจุดตำแหน่งที่ตั้งหรือตัวตนของมันเอง ว่าอยู่ ณ.ตรงจุดใด อันนั้นถือว่าเป็นการเซ็ตอัพที่ไม่ถูกต้อง ต่อจากนี้ คือการปรับค่าหลักๆ 3 ค่าที่สำคัญ ในตู้ซับวูฟเฟอร์ครับ ปุ่มปรับระดับความดัง Level หรือ Volume ปุ่มปรับจุดตัดความถี่ Crossover Network ปุ่มปรับ Phase 0-180 องศา หลักการเบื้องต้นโดยทั่วไปก็คือ จะต้องปรับปุ่มของระดับความดัง Level หรือ Volume ให้อยู่ในระดับ 10.00 ถึง 12:00 น. (กึ่งกลาง) โดยประมาณ เพราะที่ระดับความดังขนาดนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปรับ ลด หรือเพิ่มอีกเล็กน้อย ของระดับเสียงซัพวูฟเฟอร์โดยทั่วไป การปรับระดับความดัง Level หรือ Volume จะต้องทำควบคู่กับจุดตัดความถี่ครอสโอเวอร์เสมอ ให้เลือกจุดตัดความถี่ที่ต่ำที่สุดของซับวูฟเฟอร์ ตู้นั้นๆ เอาไว้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น40 หรือ 50Hz ย่านความถี่จุดตัดยิ่งสูง อัตราเสียงต่ำจะกระแทกกระทั้นมากขึ้น ดังนั้นจงหาจุดที่สมดุลกับความถี่ต่ำของลำโพงเมนหลักให้ได้ แนะนำว่า ไม่ควรจะเลือกตัด ความถี่ครอสโอเวอร์สูงเกิน 100 เฮิร์ตซ์ โดยไม่จำเป็น เพราะส่วนมากแล้วจุดตัดสูงๆ จะทำให้เสียงเบสโด่งนำหน้าความถี่อื่น ความถี่จุดตัดจะต้องปรับคู่กับ Volume อยู่เสมอ และต้องปรับทีละเล็กทีละน้อยอย่างละเอียดที่สุด ก็เพราะว่า ตรงจุดครอสโอเวอร์นี้ จะทำให้รอยเชื่อมต่อของความถี่ต่ำ ระหว่างลำโพงเมนหลัก กับความถี่ต่ำจากตู้ซับวูฟเฟอร์นั้นสามารถกลมกลืนกันได้ เมื่อปรับค่าของซับวูฟเฟอร์ ได้ค่อนข้างกลมกลืนแล้ว (หรือมีปัญหาว่าเบสบางส่วนยังคงเดินช้ากว่าเสียงกลางแหลม) ให้ลองปรับค่าที่ Phase 0-180 ดู เป็นลำดับสุดท้าย ไม่ควรปรับค่าเฟสไปทางเฟสลบ -180 องศา ในระหว่างจูน Volume และ Crossover แต่ให้ปรับดู หลังจากปรับค่าทุกอย่าง และให้เสียงได้ลงตัวแล้ว ปุ่มปรับค่าเฟสนี้ ซับบางตู้ อาจจะเป็นสวิตช์ เลือก บวก 0 และ ลบ 180 องศา แต่ ซับวูฟเฟอร์ราคาสูงๆ มักจะเป็นปุ่มเกนโวลุ่ม ให้เราเลือกค่าเฟสแปรผันไปทีละน้อยได้ ยังมีอีก 2 เทคนิค สำหรับการเสริมตู้ซับเข้าไปในระบบฟังเพลง ซึ่งเป็นวิธีการของงาน Professional เมื่อนานมาแล้ว เหมาะกับห้องฟังเพลงที่มีขนาดใหญ่ และเสียงเบสเบาบางเกินไป ก็สามารถใช้วิธีดังกล่าวนี้ได้ 1. Inverted Stack Cardioid วางตู้ซับวูฟเฟอร์ ซ้อนกันสองถึงสามตู้ต่อแชนแนล อาจจะมีการวางยิงเสียงมาด้านหน้าทุกตู้ หรือสลับบางตู้ยิงมาด้านหน้า บางตู้ยิงไปด้านหลัง แล้วแต่การ คำนวณค่า หรือเซ็ตอัพ จะทำให้ได้มิติของเสียงเบสและความกว้างลึกของเสียงต่ำสมบูรณ์มากขึ้น การวางตู้ทับซ้อนขึ้นไป ช่วยให้เปลืองพื้นที่น้อยที่สุดภายในห้อง สิ่งสำคัญก็คือตู้ซับจะต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้วางซ้อนกันได้ ไม่ควรนำตู้ซับวูฟเฟอร์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการนี้มาวางซ้อนกันนะครับ 2. End Fire Cardioid เป็นอีกเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเทคนิคการวางตู้ซับวูฟเฟอร์ซึ่งในกรณีนี้ มีอยู่หลายวิธี ทั้งการวางตู้หน้า-หลัง ในลักษณะเฟสบวกหรือการวางชิดกันสามตู้ โดยมีการยิงเสียงต่างทิศทางกัน ต้องมีการคำนวณการเว้นระยะห่าง เพื่อการคอนโทรลความถี่ต่ำ อันเนื่องมาจากบางครั้งมีปัญหาการรบกวน มีการเลี้ยวเบนของเสียงต่ำที่กระจัดกระจาย ออกรอบทิศทาง หรือการทับซ้อนกันเองของความถี่ต่ำ ซึ่งวิธีนี้ จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเซ็ตอัพ โดยเฉพาะครับ บทสรุปคือการเล่นเครื่องเสียงย่อมมีหลายวิธีการและการเสริมตู้ซับวูฟเฟอร์เข้าไปนั้น ถ้าเราใช้เทคนิคที่ถูกต้องก็จะทำให้ความถี่ต่ำนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยให้ยึดหลักที่ว่า หากระบบเสียงภายในห้องนั้นยังขาดความสมบูรณ์ที่ความถี่ใดความถี่หนึ่ง เราก็สามารถเสริมเข้าไปได้ โดยคำนึงถึงเรื่องโทนัล บาลานซ์ และสเกลของความถี่เป็นสำคัญครับ
The Light of Audiophile ตอนที่ 6 การเสริมระบบซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง การเสริมซับวูฟเฟอร์ในระบบฟังเพลง 2 แชนแนลนั้น มาจากเหตุผลที่ว่า ถ้าซิสเต็มในระบบฟังเพลงของเรา เสียงต่ำบาง เบสขาดสเกลเสียง อันเนื่องจากความสามารถในการตอบสนองความถี่ของลำโพงเสียงต่ำ Woofer ไปได้ไม่ถึงจริงๆ เพราะขนาดลำโพงเล็กเกินไป เช่น ลำโพงวางขาตั้งที่มีขนาดวูฟเฟอร์ เพียง 4-8 นิ้ว ที่ไม่อาจจะให้ทั้งปริมาณ และคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง (โดยไม่บีบเค้น) นั้นได้ หรือต่อให้เราใช้ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่พอสมควร แต่เนื่องจากขนาดของห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เบสที่ควรจะได้จากลำโพง 2 ตู้ ก็ยังรู้สึกด้อยกว่าเสียงกลางแหลม ไม่สามารถที่จะเซ็ตอัพให้ได้คุณภาพเสียงต่ำที่สมบูรณ์ได้ คำตอบก็อาจจะต้องมาอยู่ที่การเสริม Sub-Woofer ครับ ช่วงปี 2542 ผมได้ให้คำปรึกษาด้านระบบเสียงให้ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งชีวิตส่วนตัวท่าน เป็นคนเล่นเครื่องเสียง ในแบบอนาล็อก ฟังเพลง Classical ที่บรรเลงด้วยวงออเคสตร้าเป็นหลัก ที่สุดท่านได้ตัดสินใจซื้อลำโพงรุ่นท็อป ตู้ขนาดสูงท่วมบ้าน ขนาดวูฟเฟอร์ 12 นิ้ว สองตัวต่อตู้ มาฟังเพลงที่ชื่นชอบ แต่ก็ปรารภกับผมตลอดว่า เสียงของกีต้าร์เบส ดับเบิ้ลเบส กลองทิมปานี ขาดน้ำหนัก เบาบางไป ถ้าฟังในระดับเบาๆ แบบแบ็คกราวนด์มิวสิกนี่แทบไม่เหลือให้สัมผัสอรรถรสดนตรีช่วงความถี่ต่ำเลย ผมตัดสินใจจัดเอา Active Sub-Woofer ที่มีขนาดไดรเวอร์ 12 นิ้ว และ Sub Bass Radiator ขนาด 15 นิ้ว มาเพิ่มสองตู้ ซ้ายขวา โดยหาวิธีต่อจากปรีเอาท์ของปรีแอมป์ชุดที่ 2 และเซ็ตอัพหาความบาลานซ์เพื่อให้เกิดสมดุล ของความถี่ต่ำกับย่านกลางแหลมให้ลงตัว ต้องเข้าใจว่า เกือบสามสิบปีที่แล้ว แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ยังมีความเฉื่อยของเสียงต่ำอยู่บ้าง ไม่เหมือนแอคทีฟซับวูฟเฟอร์สมัยนี้ ที่ดีไซน์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย กรวยลำโพงใช้วัสดุที่ดี ให้การสนองตอบฉับไว เท่าทันความถี่กลางแหลม สำหรับซับแอคทีฟยุคเก่า ผมจึงต้องกำหนดจุดตั้ง และเซ็ตอัพอยู่ 2-3 ครั้ง จึงลงตัวในที่สุด ท่านเจ้าของซิสเต็มบอกว่า ได้เสียงที่ลงตัวประทับใจ ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงในคอนเสิร์ตฮอลล์ จึงมีความสุขมาก ถือว่าแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ มาย้อนดูช่วงเวลาของการออกแบบซับวูฟเฟอร์ ที่น่าสนใจกัน ช่วงปี 1982 บริษัทนิปปอน กักกิ หรือยามาฮ่า ตัดสินใจออกแบบแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ตัวแรก นั่นคือ NS-W1 โดยมีขนาดตู้ 50 ลิตร มีแอมป์ขับในตัว 45 วัตต์โมโน ที่ 6 โอห์ม แม้ไดรเวอร์จะมีขนาดเพียง 10 นิ้ว แต่ดีไซน์เนอร์อธิบายว่า ตัวขับเสียงถูกออกแบบให้ครอบคลุม ตอบสนองความถี่ต่ำเฉพาะ จึงต่างไปจาก Woofer ทั่วไป มีความสามารถแสดงผลความถี่ต่ำลงลึกได้ถึง 20Hz ในเวลาเดียวกันนั้น ทาง Bose และ M&K แห่งอเมริกา เป็นรายแรกๆ ที่ออกแบบลำโพงเมนหลักกลางแหลมแยกส่วนออกจาก Sub-Woofer แบบแพสสีพ ซึ่ง M&K ใช้ชื่อระบบว่า Sub-Satellite เป็นการแก้ปัญหาขาดความถี่ต่ำ ประการหนึ่ง และให้ความสะดวกในการจัดวางภายในห้องขนาดย่อมๆ จากนั้นมีบริษัทเครื่องเสียงบางแห่ง อาทิ Dave Hall เปิดตัว Velodyne Acoustics ในปี 1983 เพื่อเน้นผลิตซับวูฟเฟอร์โดยเฉพาะ เทคโนโลยีล้ำสมัยของ Velodyne คือระบบเซอร์โวคอนโทรล ระบบนี้ จะนำเอาปฏิบัติการดิจิตอลช่วยรายงานจากสถานการณ์ใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยควบคุมมิให้ซับวูฟเฟอร์ส่งเสียงผิดเพี้ยน (Digital High Gain Servo Control) มีระบบอีควอไลเซอร์ EQ Plus ที่จะทำให้สามารถปรับซับวูฟเฟอร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์การใช้งานของแต่ละบุคคล และห้องต่างๆ อย่างเหมาะสม บริษัท Sunfire เคยออกแบบซับวูฟเฟอร์ที่เน้นให้มีขนาดเล็กมากๆ แต่มีพลังขับอย่างชนิดสั่นสะเทือนห้อง ซึ่งในช่วงเวลาขณะนั้น พ่อมดอิเล็คทรอนิกส์ บ๊อบ คาร์เวอร์ มีส่วนในการออกแบบภาคขยายคลาส T ขนาดเล็กแต่กำลังขับสูงที่สุดในโลก บรรจุลงไปในตู้ซับวูฟเฟอร์ บริษัท Rel Acoustics เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่เน้นการผลิตซับวูฟเฟอร์คุณภาพสูง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามที่จะทำให้เสียงต่ำมีมิติที่สมบูรณ์ ในระบบโฮมออดิโอ ย้อนคืนไปสู่รสชาติของการแสดงคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์ บริษัท KEF แห่งอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นบริษัทลำโพงอนุรักษ์นิยม ที่ประสบผลสำเร็จที่สุดในระดับโลกได้ออกแบบแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ออกมาหลายรุ่น อาทิ REFERENCE 8b ที่ใช้ตัวขับ 9 นิ้ว พร้อมแอมป์คลาส D กำลังขับ 500 วัตต์ x 2 ซับวูฟเฟอร์ รุ่น KC62 ที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด รวมถึงรุ่นใหม่ KC92 ที่มีขนาดกลางๆ ตัวขับ9 นิ้วและแอมป์คลาส D 1000 วัตต์!!! ในแง่ของการใช้ Sub-Woofer กับระบบฟังเพลงในบ้าน ผมไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งผิดแปลกพิสดาร หรือย้อนแย้งอะไร ตราบเท่าที่ผู้ฟังยังรู้สึกว่า เสียงต่ำมีสเกลเสียงที่เบาบาง ไม่เต็มที่เหมือนความถี่กลางแหลม เราก็สามารถเพิ่มเข้าไปได้ แต่… ต้องเพิ่ม เสริมลงไปอย่างเหมาะสม และเข้าใจเรื่องของการเซ็ตอัพ สี่ประการ ที่สำคัญยิ่ง คือ 1. สถานที่วาง และจำนวนของตู้ซับวูฟเฟอร์ 2. การปรับค่าจุดตัดครอสโอเวอร์ 3. การปรับระดับความดัง Level 4. การปรับ Phase ในตอนถัดไป The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เราจะมาพิเคราะห์ เรื่องเทคนิคเบื้องต้นในการเซ็ตอัพ ปรับค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์กันครับ
JBL SUMMIT SERIES ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT MAKALU ลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิงรุ่นท็อปสุดในซีรีย์ ดีไซน์ลำโพง 3 ทาง ใช้ไดร์เวอร์ 12 นิ้ว (300 มิลลิเมตร) ในชื่อ SUMMIT MAKALU เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์ SUMMIT ที่ถูกออกแบบและผลิตเพื่อตอบสนองนักฟังผู้รักและหลงใหลในทุกมิติของเสียงดนตรี มาคาลู (MAKALU) เป็นชื่อของยอดเขาที่สูงเป็นลำดับที่ 5 ของโลก และอยู่ห่างจากยอดเขาเอเวอเรสต์ 19 กิโลเมตร ด้วยรูปทรงที่สวยงามเช่น พีระมิด เป็นเป้าหมายสำคัญที่ท้าทายสำหรับนักไต่เขาจากทั่วโลก JBL จึงเลือกนำมาเป็นชื่อของลำโพงเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวในงานมิวนิกไฮเอนด์ 2025 SUMMIT MAKALU เป็นลำโพง 3 ทาง ตั้งพื้นขนาดใหญ่ มีเบสไดรเวอร์ขับเสียงต่ำขนาด 12 นิ้ว ใช้มิดเรนจ์ขนาด 8 นิ้ว ทำงานร่วมกับไดรเวอร์ขับเสียงแหลมขนาด 3 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL พร้อมกรวยฮอร์นขนาดใหญ่ ไดรเวอร์นี้คือ D2830K dual-diaphragm และ dual-motor compression ส่วนที่เป็นไดรเวอร์หลักของ SUMMIT MAKALU คือ ไดรเวอร์มิดเบส โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และวูฟเฟอร์เบส โครงโลหะหล่อขนาด 12 นิ้ว ความพิเศษของไดรเวอร์คู่นี้คือ การใช้กรวยไดรเวอร์ 3 เลเยอร์ Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) งานดีไซน์ล้ำยุคที่ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยไฮบริดนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่แข็งแกร่ง น้ำหนักเบาตามสเปค และเป็นปัจจัยหลักในการขับเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีความผิดเพี้ยนน้อยที่สุด อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่งในการแบ่งแยกสัญญาณความถี่ไปยังไดรเวอร์แต่ละตัวใน SUMMIT MAKALU คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมาของ JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมากแทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่แบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทำงานด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ทำให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ครบถ้วน ขับขานพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มได้นามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีใสกระจ่างโดยไม่มีความผิดเพี้ยน JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และชิ้นส่วนครอสโอเวอร์ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ตู้ลำโพงก็ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันและผลิตด้วยงานวิศวกรรมชั้นยอดเพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียงเพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงสวยงามระดับงานผีมือ มีให้เลือกทั้งแบบสีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบสีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงาวับ ประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT MAKALU วางอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางอย่างมั่นคงบนพื้นห้อง ผลที่ได้ก็คือ เสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างใสกระจ่าง แม่นยำ เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT PUMORI ลำโพง SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิง ถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังดนตรีผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างจริงจัง สำหรับลำโพงในกลุ่มที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 10 นิ้ว (250 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์นี้ ซึ่ง JBL ภูมิใจนำเสนอ การเลือกชื่อ พูโมริ (Pumori) มาเป็นชื่อลำโพงเรือธงรุ่นนี้ก็เพราะ พูโมริเป็นยอดเขาที่สูงถึง 7,161 เมตร อยู่ใกล้กับยอดเขาเอเวอเรสต์ จนได้รับการขนานนามว่า “บุตรสาวของเอเวอเรสต์” และเป็นยอดเขาที่นักไต่เขานิยมมาฝึกซ้อมความชำนาญและความมั่นใจ ก่อนการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ SUMMIT PUMORI ติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยทำงานร่วมกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อถ่ายทอดเสียงความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT PUMORI คือ มิดเบสโครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และ วูฟเฟอร์โครงโลหะหล่อขนาด 10 นิ้ว ไดรเวอร์ทั้งสองตัวนี้เลือกใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) เป็นงานออกแบบล้ำยุค ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT PUMORI คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยไม่มีความผิดเพี้ยน ตัวตู้สวยหรูงามสง่า เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT PUMORI วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT AMA ลำโพง SUMMIT AMA เป็นลำโพง Bookshelf ประเภทสองทาง คุณภาพระดับอ้างอิง ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างแท้จริง สำหรับลำโพงในซีรีส์ซัมมิทที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT AMA เป็นลำโพงรุ่นเรือธงที่ JBL ภูมิใจนำเสนอ ชื่อ อามา (Ama) มาจากยอดเขาชื่อว่า Ama Dablam แปลว่า “สร้อยคอของแม่” ยอดเขาอามามีความสูง 6,812 เมตร อยู่ด้านตะวันออกของเอเวอเรสต์เบสแคมป์ รูปทรงของยอดเขานี้โดดเด่นมีเอกลักษณ์ จึงถูกนำมาเป็นชื่อรุ่นของลำโพงขนาดวางหิ้งคุณภาพสูงเยี่ยมของ JBL SUMMIT AMA ถูกติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยจับคู่ทำงานกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อขับขานเสียงในย่านความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT AMA คือ ไดรเวอร์โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ไดรเวอร์นี้ถูกออกแบบให้ใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์และเยื่อกระดาษชนิดพิเศษ ประกบเข้าด้วยกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT AMA คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง ช่วยเพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยปราศจากความผิดเพี้ยน ตัวตู้งานประณีตสง่างามระดับไฮเอ้นด์ เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT AMA วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับลำโพง JBL Summit Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020
Mark Levinson 600 Series ปรีแอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 626 เปิดตัวอย่างหรูหราและสวยสง่า ด้วยปรัชญาการออกแบบ Tectonic และไฟหน้าจอสีแดงอันเป็นเสมือนลายเซ็นของ Mark Levinson งานดีไซน์ล้ำอนาคต ซึ่งยังคงยึดถือแนวทางรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่สร้างสมชื่อเสียงมานาน โดดเด่นด้วยความงามของไฟและความหรูเงางามของกระจกหน้าจอ ไม่เพียงความสวยงามของตัวเครื่องภายนอก แต่ทุกระบบภายในถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน วงจรอนาล็อคแบบ Pure Path และวงจรดิจิตอลที่ออกแบบให้เป็นอิสระ เพื่อให้เสียงดนตรีอันบริสุทธิ์ในทุกรายละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์ในการฟังอันรื่นรมย์อย่างที่สุด โดยเฉพาะภาคดิจิตอลออดิโอที่ใช้อุปกรณ์ DAC รุ่น Precision Link III ซึ่งรองรับดิจิตอลอินพุตถึง 6 ชุด สามารถลดเสียงรบกวนและให้คุณภาพเสียงจากสัญญาณดิจิตอล ด้วยรายละเอียดสูงถึง 32-bit / 384kHz โดยมีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended Mark levinson No 626 เป็นปรีแอมปลิไฟเออร์แบบ dual-monaural ซึ่งผสมผสานทั้งประสิทธิภาพระดับสุดยอดของอนาล็อคออดิโอ กับวงจรดิจิตอลออดิโออันล้ำยุค เพื่อรังสรรค์เสียงดนตรีที่สมจริงอย่างที่สุดจากแหล่งโปรแกรมของคุณ หัวใจหลักของ No 626 คือ การออกแบบผังวงจรอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ นั่นคือการออกแบบ dual-monaural ซึ่งแยก signal path อย่างเป็นอิสระ พร้อมปุ่มปรับระดับเสียงแบบ R-2R ladder volume control เพื่อความแม่นยำในการเพิ่ม-ลด ระดับเสียง โดยยังคงประสิทธิภาพของเสียงในทุกย่านความถี่ ในส่วนของภาคไลน์เสตจอินพุตประกอบด้วย Signal switching relays ซึ่งแยกเป็นอิสระ สำหรับอนาล็อคสเตริโออินพุตแต่ละชุด นั่นคือแบบ Balanced XLR 2 ชุด และแบบ RCA 3 ชุด และยังมี Phono อินพุต ทั้งแบบ MM และ MC ชุดอนาล็อคสวิชต์ที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้สัญญาณที่มี band width กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ยิ่งกว่านั้นทั้งวงจรสำหรับเพาเวอร์ซัพพลาย และวงจรสำหรับแหล่งโปรแกรมดิจิตอลยังถูกป้องกัน (Shielded) จากวงจรอนาล็อคและวงจรภาคโฟโน เพื่อให้ได้สัญญาณออดิโอที่มีคุณภาพสุดยอดอย่างแท้จริง Mark levinson No 626 สามารถต่อเชื่อมกับอุปกรณ์อื่นในระบบเสียงได้โดยง่าย เห็นได้จากจำนวนช่องอนาล็อคเอาต์พุต จึงสามารถใช้งานแบบฟลูเรนจ์ หรือผู้ใช้จะเลือกเป็นฟิลเตอร์ fourth order ที่ 80Hz เพื่อต่อใช้งานร่วมกับเพาเวอร์ซับวูฟเฟอร์ก็ทำได้เช่นกัน ปรีแอมป์ No 626 ยังเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ Mark levinson เลือกใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณ D/A Converter ตัวใหม่ คือ Precision Link III สำหรับดิจิตอลอินพุตทุกชุด หัวใจของอุปกรณ์นี้คือ ES9039PRO ชุด DAC แบบ 8-channel Hyperstream IV เสริมด้วยวงจรขจัด Jitter อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Mark levinson บวกกับวงจร I/V แบบแยกอิสระอันเป็นเสาหลักของภาคประมวลผลดิจิตอล มีดิจิตอลอินพุต 6 ชุด ประกอบด้วย AES/EBU 1 ชุด, โคแอคเชียล 2 ชุด, ออปติคอล 2 ชุด และมีช่องเสียบแบบ USB-C 1 ช่อง เพื่อรับสัญญาณรายละเอียดสูงจาก DSD และ PCM ได้สูงถึงระดับ 32-bit / 384kHz ตัวเครื่องของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบในระบบผังแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกภาคอนาล็อคและวงจรดิจิตอลให้เป็นอิสระจากส่วนเพาเวอร์ซัพพลาย Mark levinson ยังออกแบบการ Damp vibration และชุดฐานรองใต้เครื่องให้เครื่องมั่นคง และปลอดจากการสั่นสะเทือนของพื่นที่วางเครื่อง ตัวเครื่องด้านนอกขึ้นรูปด้วยอลูมิเนียมอโนไดซ์สีดำ เรียบหรูด้วยปุ่มกลมสีเงิน จอกระจกด้านหน้าแสดงผลด้วยไฟเรืองแสงสีแดงเมื่อเปิดใช้งาน ทุกชิ้นส่วนของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา และมีรีโมทคอนโทรลที่สามารถสั่งงานได้ทุกฟังก์ชั่น ให้มาพร้อมตัวเครื่อง (หมายเหตุ : Tectonic Industrial Design ที่ Mark levinson ใช้เป็นหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ คือศาสตร์การออกแบบที่แสดงถึงสัจจะของวัสดุและโครงสร้าง ซึ่งจะบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงการใช้งานวัสดุตามคุณสมบัติและแบ่งแยกการใช้งานตามฟังก์ชั่นที่เป็นจริง) เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์รุ่นเรือธง Mark levinson No 631 Mark levinson No 631 ถือว่าเป็นเรือธงในบรรดาแอมปลิไฟเออร์ซีรีส์ 600 ถูกออกแบบให้เป็นระบบวงจร Fully differential และแยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระ เป็นแอมปลิไฟเออร์ Monaural ระดับไฮเอนด์ ที่มีกำลังมหาศาลในการขับลำโพงคู่ใดก็ได้ ด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และให้ทุกๆ รายละเอียดของเสียงดนตรีสมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path circuit design จึงถ่ายทอดเสียงดนตรี ที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง แจกแจงมิติของเครื่องดนตรีแม่นยำชัดเจนจนน่าตื่นตะลึง อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างสมดุล โครงสร้างถูกแยกส่วนโดยเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์แบบวงแหวน (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ช่วยลดเสียงรบกวนต่อวงจรส่วนอื่นๆ อย่างได้ผล แอมปลิไฟเออร์ No 631 จึงอัดฉีดพลังให้กับลำโพง เพื่อขับขานเสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอด ชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงแทบไม่ต้องการ feedback ในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ bandwidth กว้างมาก ด้วยความสามารถในการอัดฉีดกระแสปริมาณมหาศาล แอมป์ No 631 จึงให้เสียงดนตรีได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วย bandwidth ที่กว้างขวางครอบคลุม แอมปลิไฟเออร์นี้จึงให้พลังขับเหลือเฟือสำหรับลำโพงทุกคู่ ให้เสียงที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบทุกย่านความถี่ เปิดโปร่งและนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือจะเป็นเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น การวางผังชิ้นส่วนภายในเครื่องแอมป์ No 631 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกวงจรในส่วนอนาล็อคออกจากภาคเพาเวอร์ซัพพลาย โดยวางชิ้นส่วนสำคัญบนแท่นยางเฉพาะ Mark levinson เลือกใช้ระบบดูดซับความสั่นสะเทือนสำหรับฐานของตัวเครื่อง โดยออกแบบฐานรองที่มั่นคงและเป็นอิสระจากพื้นที่รองรับ เพื่อป้องกันการสั่นไหวที่อาจรบกวนการทำงาน รูปลักษณ์ภายนอกของแอมป์ No 631 ดีไซน์สง่าแบบทาวเวอร์ทรงสูง และได้ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic โดยตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียม ชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวอย่างมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ส่วนกลางด้านหน้าดูแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วนเส้นไปสีแดง เพื่อขับเน้นความงามของแผงหน้า แผงด้านบนเป็นแผ่นกระจก ดูเด่นด้วนเส้นไฟสีแดง พื้นที่ส่วนที่เหลือเป็นส่วนระบายความร้อน คือแผง heat sink เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการลดอุณหภูมิขณะใช้งาน ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 631 - ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson - ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล - เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB และสามารถเลือกโหมด High-Bias - มีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended - ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด - เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise - ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 632 No 632 เป็นแอมปลิไฟเออร์ที่ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design แสดงภาพลักษณ์ของการใช้วัสดุแต่ละประเภทอย่างเหมาะสมและลงตัว ภายใต้ตัวเครื่องที่ดูหนาหนักบึกบึน ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์โดดเด่นของผลิตภัณฑ์รุ่นต่างๆ ที่เคยสร้างชื่อเสียงมายาวนาน รูปทรงสวยงามด้วนเส้นสายของไฟที่ออกแบบใหม่ และดูแวววาวเรียบหรูด้วยวัสดุกระจก Mark levinson No 632 เป็นออดิโอแอมปลิไฟเออร์ dual-monaural ที่แยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระอยู่บนแท่นเดียวกัน มีกำลังขับมหาศาลในการขับลำโพงด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และแจกแจงทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path Circuit Design จึงสามารถขับขานเสียงดนตรีที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง มีมิติของเครื่องดนตรีที่แม่นยำชัดเจน น่าตื่นตะลึง อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกวางผังอย่างสมดุล มีการแยกโครงสร้างเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์ ทอรอยดัล (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ลดเสียงรบกวนต่อวงจรอื่นๆ อย่างได้ผล แอมป์ No 632 จึงอัดฉีดพลังให้ลำโพง ให้เสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอดชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงใช้วงจร Feedback น้อยมากในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ Band width กว้างมากอย่างไม่น่าเชื่อ ความยึดมั่นในหลักการออกแบบภาคขยาย เป็นข้อโดดเด่นที่สร้างสมชื่อเสียงให้กับ Mark levinson มานานแสนนาน แอมป์ No 632 จึงสามารถให้พลังขับมหาศาลสำหรับลำโพงทุกคู่ โดยให้เสียงสะอาดบริสุทธิ์ ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบถ้วนทุกย่านความถี่ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงจากวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น รูปลักษณ์ภายนอกของ No 632 ออกแบบตามหลัก Tectonic ตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียมชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวเครื่องมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ด้านหน้าแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วยเส้นไฟสีแดง แผงด้านบนเป็นวัสดุกระจก ขับเน้นด้วยไฟสีแดง พื้นที่นอกนั้นเป็นส่วนระบายความร้อนด้วยแผง Heat sink ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุณหภูมิขณะเปิดใช้งาน ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 632 - ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson - ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล - เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB - เชื่อมต่ออนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended - ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด - เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise - ทุกชิ้นส่วนออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ Mark Levinson 600 Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020