News
MAHAJAK SOUND OF SUMMER ดับร้อนด้วยพลังเสียงสุดคูลจาก Denon พร้อมโปรโมชันพิเศษสำหรับคอเครื่องเสียง

MAHAJAK SOUND OF SUMMER ดับร้อนด้วยพลังเสียงสุดคูลจาก Denon พร้อมโปรโมชันพิเศษสำหรับคอเครื่องเสียง บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด จัดโปรโมชัน “MAHAJAK SOUND OF SUMMER” มอบดีลพิเศษสำหรับสินค้า Home Audio แบรนด์ Denon ในราคาสุดคุ้ม พร้อมของแถมสุดพิเศษ โดยมีรายละเอียดโปรโมชันดังนี้ Denon AV Receiver • Denon AVC-X8500H                 ราคาพิเศษ 152,150 บาท *แถมฟรี ลำโพงซาวด์บาร์ Denon HEOS HomeCinema HS2 มูลค่า 29,900 บาท • Denon AVC-X6700H                 ราคาพิเศษ 87,210 บาท *แถมฟรี ลำโพง Denon HEOS 7 HS2 มูลค่า 22,900 บาท • Denon AVR-X250BT                 ราคาพิเศษ 10,965 บาท • Denon AVR-X580BT                 ราคาพิเศษ 16,915 บาท • Denon AVR-X1800H                 ราคาพิเศษ 24,565 บาท • Denon AVR-X2800H                 ราคาพิเศษ 33,915 บาท • Denon AVC-X3800H                 ราคาพิเศษ 47,515 บาท • Denon AVC-X4800H                 ราคาพิเศษ 72,165 บาท • Denon AVC-X6800H                 ราคาพิเศษ 84,065 บาท Denon Home • Denon Home 150 NV (สีขาว/สีดำ)           ราคาพิเศษ 8,161 บาท • Denon Home 150 (สีขาว/สีดำ)               ราคาพิเศษ 9,405 บาท • Denon Home 250 (สีขาว/สีดำ)               ราคาพิเศษ 14,310 บาท  • Denon Home 350 (สีขาว/สีดำ)               ราคาพิเศษ 17,910 บาท • Denon Home Sound Bar 550             ราคาพิเศษ 26,010 บาท • Denon Home Amp                     ราคาพิเศษ 17,910 บาท • Denon Home Subwoofer                 ราคาพิเศษ 20,610 บาท Player • Denon DNP800NE                       ราคาพิเศษ 17,910 บาท  • Denon DNP2000NE (สีดำ/สีเงิน/สีกราไฟท์)       ราคาพิเศษ 50,310 บาท • Denon DCD-50                     ราคาพิเศษ 16,110 บาท • Denon DCD-1600NE                 ราคาพิเศษ 50,310 บาท • Denon DCD-900NE                     ราคาพิเศษ 17,910 บาท Turntable • Denon DP-200USB                 ราคาพิเศษ 9,405 บาท • Denon DP400 (สีขาว/สีดำ)              ราคาพิเศษ 18,905 บาท • Denon DP450 USB (สีขาว/สีดำ)          ราคาพิเศษ 24,605 บาท • Denon DP-3000NE                 ราคาพิเศษ 72,105 บาท ระยะเวลาโปรโมชันตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2569 – 30 เม.ย. 2569 นี้เท่านั้น หาซื้อได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ, ร้าน SOUNDLAB, ร้าน Sound City, Mahajak Online และโชว์รูมมหาจักรฯ ทุกสาขา เงื่อนไขโปรโมชันและการรับของแถม - ระยะเวลาโปรโมชัน 15 มีนาคม 2569 – 30 เมษายน 2569 - โปรโมชันนี้เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น - สินค้าราคาโปรโมชันรวม  VAT 7% แล้ว - สิทธิ์รับของแถม เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข และสามารถแลกรับสินค้าของแถมได้ 1 ชิ้น/ชุดเท่านั้น - สามารถลงทะเบียนรับสินค้าของแถมได้ไม่เกินวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 (ใบเสร็จจะต้องซื้อสินค้าภายในวันที่ 15 มีนาคม 2569 – 30 เมษายน 2569) - สินค้าของแถมไม่สามารถเลือกสี/รุ่น และมีจำนวนจำกัด - สินค้าของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ - ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Soundcity, และร้าน SOUNDLAB จะได้รับของแถม ณ จุดขาย - ลูกค้าลงทะเบียนรับของแถม ผ่าน Line: @mahajakplus เท่านั้น โดยจะต้องลงทะเบียนรับประกันก่อน สินค้าที่มีสิทธิ์รับของแถมระบบจะให้เลือกรับลงทะเบียนของแถมเพิ่มเติม - ขอสงวนสิทธิ์การรับของแถม สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถมผ่าน Line @mahajakplus เท่านั้น กรณีที่ลงทะเบียนรับประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับของแถมได้ - ไม่สามารถลงทะเบียนรับของแถมหลังจากหมดเขตโปรโมชันในทุกกรณี - ของแถมจัดส่ง 30 วันทำการ (ไม่รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์) ผ่านทางไปรษณีย์ - ช่องทางที่ร่วมรายการ ได้แก่ ร้านตัวแทนจำหน่าย, โชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Soundcity, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak Online - สามารถสอบถามข้อมูลโปรโมชั่นและของแถมได้ที่ Call center 1516 หรือ Line @mahajakstore  - บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Line : http://lin.ee/dKalYBy Facebook : http://www.facebook.com/MahajakLiving/ IG : https://www.instagram.com/mahajak_living/ Mahajak Service Center 1516 หรือ http://www.mahajak.com/th/  

MAHAJAK SOUND OF SUMMER ยกขบวนโปรโมชันเครื่องเสียง Home Audio จากแบรนด์ JBL ลดราคาพิเศษรับซัมเมอร์

MAHAJAK SOUND OF SUMMER ยกขบวนโปรโมชันเครื่องเสียง Home Audio จากแบรนด์ JBL ลดราคาพิเศษรับซัมเมอร์ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด จัดโปรโมชัน MAHAJAK SOUND OF SUMMER ยกทัพเครื่องเสียง Home Audio จาก JBL ทั้งลำโพงซาวด์บาร์ ลำโพงซีรีส์คลาสสิก ลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ และชุดโฮมเธียเตอร์ พร้อมอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ร่วมกันจาก Denon มาจัดจำหน่ายใน ราคาพิเศษรับซัมเมอร์ พร้อมของแถมสุดคุ้มสำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ โดยมีรายละเอียดโปรโมชันดังนี้ JBL Soundbar Series • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 9.1               ราคาพิเศษ 19,900 บาท • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 300               ราคาพิเศษ 14,365 บาท • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 500               ราคาพิเศษ 19,465 บาท • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 800               ราคาพิเศษ 25,415 บาท • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 1000               ราคาพิเศษ 30,515 บาท • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 1300               ราคาพิเศษ 42,415 บาท **แถมฟรี JBL PartyLight Beam มูลค่า 5,990 บาท จำนวน 1 ตัว เมื่อซื้อลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 1000 หรือ JBL Bar 1300 JBL Classic Series • JBL L52 Classic (สีส้ม/สีดำ/สีน้ำเงิน)         ราคา 39,900 บาท     *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS65 มูลค่า 22,900 บาท • JBL L82 Classic                  ราคา 89,900 บาท     *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS80 มูลค่า 15,900 บาท • JBL L82 MKII (สีส้ม/สีดำ)             ราคา 89,900 บาท     *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS80 มูลค่า 15,900 บาท • JBL L100 MKII     (สีส้ม/สีดำ/สีน้ำเงิน)         ราคา 179,000 บาท     *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS120 มูลค่า 17,900 บาท • JBL L75ms MS                     ราคาพิเศษ 56,905 บาท     *แถมฟรี แผ่นเสียง JBL 75th Jazz Vocal Collection • JBL TT350 Classic                 ราคา 37,900 บาท      *แถมฟรี แผ่นเสียง JBL 75th Jazz Vocal Collection ModernTage Set • ModernTage Set 4 (สีส้ม/สีดำ/สีน้ำเงิน)         ราคา 49,900 บาท     (ประกอบด้วย Denon Heos AMP จำนวน 1 เครื่อง และ JBL L52 Classic จำนวน 1 คู่) *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS65 มูลค่า 22,900 บาท       • ModernTage Set 1                  ราคา 39,900 บาท     (ประกอบด้วย Denon Heos AMP จำนวน 1 เครื่อง และ JBL 4312 MKII จำนวน 1 คู่) *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS120 มูลค่า 17,900 บาท JBL Classic Set • Hifi Classic 1 (สีดำ/สีส้ม)             ราคา 119,000 บาท (ประกอบด้วย Denon PMA 900 จำนวน 1 เครื่อง และ JBL L82 Classic จำนวน 1 คู่) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JBL JS80 มูลค่า 15,900 บาท        • JBL Classic 100 (สีส้ม/สีดำ/สีน้ำเงิน)          ราคา 239,000 บาท (ประกอบด้วย JBL SA750 จำนวน 1 เครื่อง และ JBL L100 Classic จำนวน 1 คู่) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JBL JS120 มูลค่า 17,900 บาท และแผ่นเสียง JBL 75th Jazz Vocal Collection JBL Studio Monitor • JBL 4312 MKII    (สีขาว/สีดำ)              ราคาพิเศษ 26,910 บาท  • JBL 4305P                      ราคาพิเศษ 91,105 บาท • JBL 4309                     ราคาพิเศษ 91,105 บาท • JBL 4329P                     ราคาพิเศษ 151,050 บาท • JBL 4349                     ราคาพิเศษ 246,050 บาท • JBL 4428                     ราคาพิเศษ 160,550 บาท Home Theater Set • Premium Stage HD 5                 ราคาพิเศษ 56,015 บาท (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage)     • Premium Stage HD 6                  ราคาพิเศษ 56,865 บาท (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) • Classic Espresso                  ราคา 129,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA510 และชุดลำโพง JBL Stage) • Classic Latte                      ราคา 129,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA510 และชุดลำโพง JBL Stage) • Double Espresso                  ราคา 129,000 บาท (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage)      **แถมฟรี JBL Bar 800 มูลค่า 29,900 บาท เมื่อซื้อเซ็ต Classic Espresso, Classic Latte หรือ Double Espresso • Atmos Classic Espresso              ราคา 169,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA710 และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Classic Latte                  ราคา 169,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA710 และชุดลำโพง JBL Stage) • Premium Espresso                  ราคา 199,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA7100H และชุดลำโพง JBL Stage) • Premium Latte                      ราคา 199,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA7100H และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Premium Espresso              ราคา 219,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA9100HP และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Premium Latte                  ราคา 219,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA9100HP และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Double Espresso 1              ราคา 149,000 บาท (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Double Espresso 2              ราคา 189,000 บาท (ประกอบด้วย Denon AVC-X3800H และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Double Espresso 3              ราคา 219,000 บาท (ประกอบด้วย Denon AVC-X4800H และชุดลำโพง JBL Stage) **แถมฟรี JBL Bar 1000 มูลค่า 35,900 บาท เมื่อซื้อเซ็ต Atmos Classic Espresso, Atmos Classic Latte, Premium Espresso, Premium Latte, Atmos Premium Espresso, Atmos Premium Latte, Atmos Double Espresso 1, Atmos Double Espresso 2 หรือ Atmos Double Espresso 3     • Denon A/V Compact Set 1             ราคาพิเศษ 18,615 บาท (ประกอบด้วย Denon AVR-X250BT เครื่องเล่น AV Receiver และชุดลำโพง JBL Cinema 510) ระยะเวลาโปรโมชันตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2569 – 30 เม.ย. 2569 นี้เท่านั้น หาซื้อได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ, ร้าน SOUNDLAB, ร้าน Sound City, Mahajak Online และโชว์รูมมหาจักรฯ ทุกสาขา เงื่อนไขโปรโมชันและการรับของแถม - ระยะเวลาโปรโมชัน 15 มีนาคม 2569 – 30 เมษายน 2569 - โปรโมชันนี้เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น - สินค้าราคาโปรโมชันรวม  VAT 7% แล้ว - สิทธิ์รับของแถม เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข และสามารถแลกรับสินค้าของแถมได้ 1 ชิ้น/ชุดเท่านั้น - สามารถลงทะเบียนรับสินค้าของแถมได้ไม่เกินวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 (ใบเสร็จจะต้องซื้อสินค้าภายในวันที่ 15 มีนาคม 2569 – 30 เมษายน 2569) - สินค้าของแถมไม่สามารถเลือกสี/รุ่น และมีจำนวนจำกัด - สินค้าของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ - ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Soundcity, และร้าน SOUNDLAB จะได้รับของแถม ณ จุดขาย - ลูกค้าลงทะเบียนรับของแถม ผ่าน Line: @mahajakplus เท่านั้น โดยจะต้องลงทะเบียนรับประกันก่อน สินค้าที่มีสิทธิ์รับของแถมระบบจะให้เลือกรับลงทะเบียนของแถมเพิ่มเติม - ขอสงวนสิทธิ์การรับของแถม สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถมผ่าน Line @mahajakplus เท่านั้น กรณีที่ลงทะเบียนรับประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับของแถมได้ - ไม่สามารถลงทะเบียนรับของแถมหลังจากหมดเขตโปรโมชันในทุกกรณี - ของแถมจัดส่ง 30 วันทำการ (ไม่รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์) ผ่านทางไปรษณีย์ - ช่องทางที่ร่วมรายการ ได้แก่ ร้านตัวแทนจำหน่าย, โชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Soundcity, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak Online - สามารถสอบถามข้อมูลโปรโมชั่นและของแถมได้ที่ Call center 1516 หรือ Line @mahajakstore  - บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Line : http://lin.ee/dKalYBy Facebook : http://www.facebook.com/MahajakLiving/ IG : https://www.instagram.com/mahajak_living/ Mahajak Service Center 1516 หรือ http://www.mahajak.com/th/  

“ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) แบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำระดับโลก จัดงาน “Aurora House: Home of the Future” พร้อมเปิดตัว 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ล่าสุด

“ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) แบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำระดับโลก จัดงาน “Aurora House: Home of the Future” พร้อมเปิดตัว 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ล่าสุด สะท้อนนิยามการใช้ชีวิตยุคใหม่ ผ่านการหลอมรวมพลังเสียงและดีไซน์อย่างลงตัว ถ่ายทอดนิยามบทใหม่ของการใช้ชีวิตผ่านมิติแห่งเสียงและดีไซน์อันเหนือระดับไปกับ “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) สุดยอดแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกสัญชาติอเมริกา ที่ล่าสุด คุณเกษมสิน กาญจนชัยภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด และ คุณทิยา กาญจนชัยภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจ Lifestyle & Online จัดงาน “Aurora House: Home Of The Future” เปิดตัวสินค้าใหม่ “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Aurora House’ ที่เปิดพื้นที่ต้อนรับคนรักเสียงเพลง พร้อมเผยโฉม 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่สะท้อนความโดดเด่นด้านงานดีไซน์และพลังเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์      สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวครั้งนี้ ได้แก่ ลำโพงไร้สายระดับพรีเมียม อย่าง Harman Kardon Aura Studio 5 และ Harman Kardon Aura Studio 5 Wi-Fi ที่ผสานความงามของแสงไฟเข้ากับมิติเสียงทรงพลัง ต่อมาที่ ลำโพงดีไซน์ไอคอนิกอย่าง Harman Kardon Soundsticks 5 และ Harman Kardon Soundsticks 5 Wi-Fi ที่ยังคงเอกลักษณ์โปร่งใสเหนือกาลเวลา นอกจากนี้ยังมี ลำโพงบลูทูธแบบพกพา Harman Kardon Luna 2 ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง และสุดท้ายกับกลุ่มซาวด์บาร์ Harman Kardon Enchant Series ที่ยกระดับประสบการณ์โฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ด้วยประสิทธิภาพแสง สี เสียงอย่างเต็มรูปแบบ โดยในงานยังได้รับเกียรติจาก 2 นักแสดงหนุ่มชื่อดัง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร และ เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และไลฟ์สไตล์อันโดดเด่นผ่านผลิตภัณฑ์จาก “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon)  คุณทิยา กาญจนชัยภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจ Lifestyle & Online กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ว่า “การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนตัวตนของ ฮาร์แมน คาร์ดอน (Harman Kardon) ที่ผสานพลังเสียงคุณภาพเข้ากับดีไซน์ที่สวยงามได้อย่างลงตัว เราเชื่อว่าเครื่องเสียงไม่ใช่แค่เรื่องของเสียงเพลง แต่คือไอเทมที่สะท้อนสไตล์และทำให้ทุกวันธรรมดากลายเป็นช่วงเวลาที่พิเศษขึ้น งาน Aurora House: Home of the Future ได้จำลองประสบการณ์ใช้งานจริงเพื่อให้เห็นว่าระบบเสียงที่ดีสามารถยกระดับบรรยากาศในชีวิตได้อย่างไร”     ภายในงานเปิดตัวครั้งนี้ “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การฟังเพลงและความบันเทิงในทุกช่วงเวลา เริ่มจากกลุ่มลำโพงไร้สายระดับพรีเมียมอย่าง Harman Kardon Aura Studio 5 ลำโพงบลูทูธดีไซน์โดมใสอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสานระบบไฟ Ambient Light แบบ 360 องศา พร้อมเลนส์แสงดีไซน์ใหม่ที่สามารถสร้างลวดลายแสงแบบไดนามิก เพิ่มมิติให้บรรยากาศภายในห้องอย่างนุ่มนวล เสริมประสบการณ์การฟังด้วยระบบเสียงแบบ 3 ทิศทาง พร้อมเทคโนโลยี Constant Sound Field ที่ช่วยกระจายเสียงได้อย่างสมดุลทั่วทั้งห้อง และรองรับการสตรีมผ่าน Bluetooth 5.4 ขณะที่ Harman Kardon Aura Studio 5 Wi‑Fi เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานสำหรับบ้านยุคใหม่ ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi ที่ให้คุณภาพเสียงคมชัดและเสถียรยิ่งขึ้น รองรับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยอดนิยมอย่าง AirPlay, Chromecast built-in™ และ Spotify Connect พร้อมการใช้งานแบบ Multi-room Audio ที่สามารถควบคุมเสียงเพลงในหลายพื้นที่ผ่านแอปพลิเคชัน Harman Kardon One     ถัดมาคือลำโพงดีไซน์ไอคอนิก Harman Kardon Soundsticks 5 ที่ยังคงเอกลักษณ์ตัวเครื่องโปร่งใสอันโดดเด่น พร้อมลำโพงแซทเทิลไลต์คู่และซับวูฟเฟอร์ ถ่ายทอดพลังเสียงสเตอริโอ 2.1 พร้อมระบบลำโพงแบบ 3 ทิศทาง ให้เสียงที่ชัดเจน สมดุล และมีมิติ รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.4 และ HDMI ARC เพื่อยกระดับประสบการณ์เสียงจากทีวี การสตรีมมิ่ง และการเล่นเกม อีกทั้งยังมีระบบไฟ Ambient Light ที่เคลื่อนไหวสอดรับกับจังหวะดนตรี โดยมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำและสีขาว ขณะที่ Harman Kardon Soundsticks 5 Wi‑Fi เพิ่มความสามารถในการสตรีมผ่าน Wi-Fi เพื่อคุณภาพเสียงที่ต่อเนื่องและเสถียรยิ่งขึ้น รองรับ AirPlay, Chromecast built-in™ และ Spotify Connect รวมถึงการใช้งานแบบ Multi-room Audio ที่ควบคุมได้ผ่านแอป Harman Kardon One     ต่อมาคือลำโพงบลูทูธแบบพกพา Harman Kardon Luna 2 ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นซาวด์แทร็กประจำวัน เคลื่อนไหวไปพร้อมทุกช่วงเวลาของชีวิต ด้วยโครงสร้างอะลูมิเนียมแข็งแรงและดีไซน์ตามหลักสรีรศาสตร์ที่จับถนัดมือ มอบพลังเสียงคมชัดสมดุลด้วยเทคโนโลยี AI Sound Boost ที่ช่วยวิเคราะห์และปรับเสียงแบบเรียลไทม์ เสริมบรรยากาศด้วยไฟ Ambient Light โทนอุ่นที่มีให้เลือกถึง 6 รูปแบบ พร้อมระบบ AirTouch™ ที่สามารถจับคู่ลำโพงสองตัวให้เป็นเสียงสเตอริโออัตโนมัติ มาพร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 12 ชั่วโมง และมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP67 โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Classic Black, Warm Sand และ Ice Mint นอกจากนี้ทั้ง 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ยังรองรับระบบ Auracast™ ที่สามารถซิงก์เสียงร่วมกับลำโพง Harman Kardon รุ่นอื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อขยายมิติเสียงให้กว้างและทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานปรับแต่งทั้งโทนเสียงและแสงไฟได้อย่างอิสระผ่านแอปพลิเคชัน Harman Kardon One และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือกลุ่มซาวด์บาร์ Harman Kardon Enchant Series ที่ยกระดับประสบการณ์โฮมเธียเตอร์ภายในบ้าน โดยประกอบด้วย 4 รุ่น ได้แก่ Enchant 1100, Enchant 900, Enchant Speaker และ Enchant Sub สำหรับ Enchant 1100 และ Enchant 900 มาพร้อมระบบ Up-firing Height Drivers ที่ช่วยสร้างมิติเสียงเหนือศีรษะ ผสานเทคโนโลยี Dolby Atmos® และ MultiBeam™ เอกสิทธิ์เฉพาะของ Harman Kardon ที่ช่วยกระจายเสียงให้ครอบคลุมทั้งห้องโดยไม่ต้องติดตั้งลำโพงเพิ่มเติม พร้อมเทคโนโลยี Harman PureVoice ที่ช่วยขับเสียงสนทนาให้ชัดเจน รองรับ HDMI eARC และ Ultra HD 4K pass-through พร้อม Dolby Vision™ ส่วน Enchant Speaker เป็นลำโพงไร้สายที่รองรับ Dolby Atmos® Music สำหรับการฟังเพลงแบบเสียงรอบทิศทาง สามารถใช้งานเดี่ยวหรือทำงานร่วมกับซาวด์บาร์ได้อย่างยืดหยุ่น ขณะที่ Enchant Sub เป็นซับวูฟเฟอร์ไร้สายขนาดกะทัดรัดที่ช่วยเติมเต็มพลังเสียงเบสให้หนักแน่นและสมจริงยิ่งขึ้น     นอกเหนือจากการนำเสนอไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สะท้อนตัวตนของ “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) ในปีนี้แล้ว อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประสบการณ์เสียงระดับโลกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง คือความตั้งใจของพันธมิตรที่อยู่เบื้องหลังการถ่ายทอดแบรนด์สู่ประเทศไทยอย่าง บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ที่ปัจจุบันได้ครบรอบ 55 ปีอย่างทรงพลัง ด้านคุณเกษมสิน กาญจนชัยภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด จึงได้กล่าวถึงวาระครบรอบ 55 ปีครั้งนี้ว่า “ตลอด 55 ปีที่ผ่านมา มหาจักรเติบโตเคียงข้างการใช้ชีวิตของผู้คน ผ่านเสียงเพลงและความบันเทิงที่อยู่ในบ้านของหลายครอบครัว จากยุคเครื่องเสียงตั้งพื้นสู่ลำโพงอัจฉริยะที่เชื่อมต่อทั้งบ้าน สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความมุ่งมั่นของเราในการคัดสรรเทคโนโลยีเสียงที่ดีที่สุดมาสู่คนไทย การก้าวเข้าสู่ปีที่ 55 พร้อมการเปิดตัว ฮาร์แมน คาร์ดอน (Harman Kardon) ถึง 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ จึงสะท้อนความตั้งใจของมหาจักรในการส่งต่อประสบการณ์เสียงคุณภาพระดับโลก ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง” โดย 2 นักแสดงหนุ่มชื่อดังยังได้มาร่วมเผยถึงสไตล์การฟังเพลงและศิลปินที่ชื่นชอบ รวมถึงเคล็ดลับการเลือกลำโพง เริ่มจาก ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร เผยว่า “เราเป็นคนที่ฟังเพลงหลากหลายมาก แทบไม่มีกำแพงเรื่องแนวดนตรีเลย ฟังได้ตั้งแต่ลูกกรุงไปจนถึงเพลงสากล แต่ถ้าย้อนกลับไปตอนสมัยมัธยม เราเติบโตมากับเพลงร็อกและเมทัลเป็นหลัก อย่างศิลปินที่ชอบมากในช่วงนั้นคือ Avenged Sevenfold สำหรับการเลือกลำโพง เราให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงเป็นอันดับแรก เพราะจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในสายดนตรี เรารู้ว่าอุปกรณ์มีผลกับประสบการณ์การฟังมาก ถ้าได้ใช้อุปกรณ์ที่ดี มันช่วยยกระดับการฟังเพลงไปอีกขั้น ส่วนอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือดีไซน์ เพราะทุกวันนี้อุปกรณ์ไม่ได้มีแค่ฟังก์ชัน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งบ้านด้วย เราเลยชอบดีไซน์ที่ดูคลาสสิก มินิมอล และเข้ากับบรรยากาศของบ้านได้” และ เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม เล่าว่า “จริงๆ เราฟังเพลงค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าแนวที่ชอบที่สุดจะเป็น Hip-hop กับ R&B ซึ่งศิลปินคนโปรดคือ Tyler, The Creator เราชอบทั้งสไตล์การแร็ป รวมถึงความสามารถด้านการโปรดิวซ์และการทำดนตรีของเขา แล้วพอเราเป็นคนที่อินกับรายละเอียดของดนตรี เวลาฟังเพลงก็เลยให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ค่อนข้างมาก หลายคนอาจมองว่าลำโพงแบบไหนก็ฟังได้เหมือนกัน แต่ถ้าฟังลึกลงไปอีกระดับ เราจะสัมผัสรายละเอียดของเสียงและสิ่งที่ศิลปินตั้งใจถ่ายทอดได้มากขึ้น เพราะถ้าลำโพงคุณภาพไม่ดี บางครั้งเสียงย่านต่ำหรือย่านสูงอาจหายไป ทำให้ประสบการณ์การฟังไม่ครบถ้วน ดังนั้นเวลาเลือกลำโพง นอกเหนือจากคาแรคเตอร์ของแบรนด์ที่เหมาะกับเราแล้ว ก็จะเลือกจากคุณภาพของเสียงว่าบาลานซ์และดึงรายละเอียดแต่ละย่านออกมาได้ดีแค่ไหน รวมถึงดีไซน์ด้วย เพราะถ้าลำโพงสามารถเข้ากับการแต่งบ้านได้ ก็ยิ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากขึ้น”     พบกับ “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมหาจักรฯ ทุกสาขา, ร้าน SoundCity ทุกสาขา, ร้าน Sound Lab, เว็บไซต์ www.mahajak.com และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศไทย โดยวางจำหน่ายแล้วในรุ่น Harman Kardon Aura Studio 5 ราคา 13,900 บาท, Harman Kardon Aura Studio 5 Wi‑Fi ราคา 15,900 บาท, Harman Kardon Soundsticks 5 ราคา 14,900 บาท, Harman Kardon Soundsticks 5 Wi‑Fi ราคา 16,900 บาท และ Harman Kardon Enchant Series ราคาเริ่มต้น 9,900 บาท ขณะที่ Harman Kardon Luna 2 มีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสที่ 2  สามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : https://n9.cl/dqh7yq Instagram : https://www.instagram.com/harmankardon_th/ Tiktok : https://www.tiktok.com/@harmankardon_th Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th/ Harman Kardon Website : https://www.harmankardonth.com/ #HarmanKardonAuroraHouse #HarmanKardonTH #Mahajak  

เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด

เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด กรุงเทพฯ – 13 มีนาคม 2569  เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี และตรวจยึดขวดหมึก เอปสันปลอมได้มากกว่า 58,000 ขวด ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการตรวจยึดหมึกเอปสันปลอมครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จากการเข้าตรวจค้นดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลโกดังเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม โดยผลการสืบสวนพบว่า ขวดหมึกปลอมจำนวนดังกล่าวถูกนำเข้าจากประเทศจีน และมีการกระจายสินค้าในประเทศไทยผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกรวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซ     ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเข้าตรวจค้นโกดังอีกแห่งในจังหวัดสมุทรปราการ และสามารถตรวจยึดขวดหมึกเอปสันปลอมเพิ่มเติมได้มากกว่า 9,000 ขวด พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย ส่งผลให้การปฏิบัติการครั้งนี้สามารถยึดหมึกเอปสันปลอมได้รวมกว่า 67,000 ขวด เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและรักษามาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทจะไม่ยอมรับการผลิต การนำเข้า หรือการจำหน่ายหมึกเอปสันปลอมในทุกรูปแบบ  โฆษกของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “หมึกปลอมไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพการพิมพ์ แต่ยังอาจทำให้เครื่องพิมพ์เกิดความเสียหาย ส่งผลให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รวมถึงเกิดความไม่สะดวกในการใช้งาน”     ทั้งนี้ เอปสันแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อหมึกจากตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตหรือร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการเท่านั้น โดยสามารถค้นหาร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเอปสันได้ที่ https://www.epson.co.th/find-a-store พร้อมทั้งตรวจสอบเบื้องต้นจากโลโก้สามมิติบนกล่องบรรจุภัณฑ์ที่สามารถมองเห็นเมื่อกระทบแสง รวมถึงสแกนคิวอาร์โค้ดบนกล่องผ่านแอปพลิเคชัน Epson Genuine ซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรีจาก Apple App Store และ Google Play โดยระบบจะแสดงผลทันทีว่าสินค้าเป็นของแท้หรือของปลอม ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สามารถดูคำแนะนำขั้นตอนได้ที่ https://www.epson.co.th/genuineinks เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังได้แสดงความขอบคุณต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติสำหรับการดำเนินการอย่างเด็ดขาด และความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในการปราบปรามการจำหน่ายสินค้าปลอมในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เอปสัน คอลเซ็นเตอร์ 02-460 9699,  facebook.com/epsonthailand และ LINE Official Account Epson Thailand  

Review
QUAD 3 Integrated Amplifier เอกลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบ

QUAD 3 Integrated Amplifier  เอกลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบ มีอินทิเกรเต็ดแอมป์สักกี่เครื่อง ที่เห็นแล้วทำให้เกิดความหลงรักอย่างปัจจุบันทันด่วน และเมื่อได้ฟังเสียงก็จะรักมากยิ่งขึ้นไปอีก แน่นอนว่าดีไซน์ของ QUAD 3 คือหนึ่งในความหมายเช่นนั้น นี่คืออินทิเกรเต็ดแอมป์ที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกประทับใจขึ้นมาทันทีที่พบเห็น ด้วยการออกแบบที่ค่อนข้างแหวกแนวจากแอมปลิไฟร์โดยทั่วไปในกลุ่มออดิโอไฟล์อย่างเห็นได้ชัด QUAD 3 จัดเป็นลำดับผลงานต่อเนื่องจากชุดปรี-เพาเวอร์ QUAD 33/303 อันโด่งดังที่วางตลาดก่อนหน้าเล็กน้อย  ( อ่านผลทดสอบของปรี เพาเวอร์ได้ที่ https://www.thewave-online.com/article/35 ) ด้วยการออกแบบอันเหนือกาลเวลาของ QUAD ทำให้ผสานรูปทรงเรโทร กับเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากันได้อย่างลงตัว เป็นการมอบโซลูชันแอมปลิไฟเออร์แบบครบวงจร ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ชื่นชอบระบบอนาล็อกแบบดั้งเดิม และผู้รักเสียงเพลงดิจิทัลสมัยใหม่  รูปแบบหน้าตาของ QUAD 3 ได้รับแรงบันดาลใจจาก QUAD 22 ปรีแอมป์หลอดสุญญากาศคลาสสิกระดับตำนานจากยุค 1950s-1960s ที่ออกแบบโดย Peter J. Walker เอกลักษณ์จากอดีต ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่สดใหม่ และให้คุณสมบัติอันครบถ้วน  และส่วนหนึ่ง QUAD ได้ถ่ายทอดคุณภาพทั้งมวลของ QUAD 33 และ 303 ชุดปรี-เพาเวอร์รุ่นล่าสุดมาลงไว้ใน QUAD 3 ได้อย่างลงตัวพอดิบพอดี     การออกแบบของ QUAD 3 นั้น นับได้ว่าเป็นการแสดงความเคารพต่ออดีตอย่างล้ำลึก โดยเน้นดิสเพลย์เป็นแถบ LCD สีส้มอันเป็นเอกลักษณ์เช่นเดียวกับปรีแอมป์ QUAD 33 เพื่อการแสดงผลการทำงานที่ใช้งานง่าย ทั้งการตั้งค่าพารามิเตอร์ การเลือกแหล่งสัญญาณ โวลุ่ม ผู้ใช้สามารถปรับความสว่างของแสงไฟ หรือปิดได้ทั้งหมด เพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมหรือความชื่นชอบเป็นการส่วนตัว  นอกเหนือจากการตกแต่งด้วยสีส้มแบบคลาสสิกสะท้อนถึงความสวยงามในตำนานแล้ว ปุ่มหมุนดิจิทัลแบบสัมผัสที่วางเรียงต่อกัน ก็ให้การควบคุมที่แม่นยำ มีทั้งการเลือกแหล่งสัญญาณ ปรับความสมดุลเสียงเบส และการควบคุม Tilt อันโด่งดังของ QUAD ซึ่งสามารถปรับแต่งสเปกตรัมเสียงได้อย่างละเอียดโดยไม่เพิ่มสีสันเกินจริง QUAD 3 ให้การรองรับสัญญาณดิจิทัลอย่างครบถ้วน โดยมีภาคอินพุตแบบ USB สำหรับรองรับเสียงความละเอียดสูงถึง 768kHz/DSD512 ให้การเชื่อมต่อที่ไร้ที่ติสำหรับ PC และ Mac มีอินพุต Coaxial และ Optical S/PDIF สำหรับการรองรับเสียงความละเอียดสูงถึง 192kHz จึงเหมาะสำหรับเครื่องเล่น CD สตรีมมิ่ง และแหล่งเพลงดิจิทัลทั้งหลาย นอกเหนือจากนั้น ก็ยังมีอินพุต HDMI ARC เพื่อการขยายเสียงจากทีวีมาสู่ระบบเสียงของคุณโดยตรง พร้อมความสะดวกสบายในการใช้รีโมททีวีเพื่อควบคุมระดับเสียง และเปิด/ปิด ได้อีกด้วย ในยุคแห่งการฟังเพลงอย่างหลากหลาย QUAD มีระบบไร้สายที่อำนวยความสะดวกในการเล่นเพลงที่ชื่นชอบ ด้วยบลูทูธเวอร์ชั่น 5.1 ซึ่งจะช่วยให้การสตรีมเพลงจากอุปกรณ์สมาร์ทโฟน เป็นไปได้อย่างราบรื่น ด้วยการรองรับ aptX HD ที่ช่วยให้เพลิดเพลินระบบเสียงรายละเอียดสูง ในระดับ 24 บิต ผ่านบลูทูธได้อย่างไม่มีข้อจำกัด QUAD 3 ยังให้ความสมบูรณ์แบบของภาคขยายสัญญาณเสียงสำหรับแผ่นเสียงอนาล็อก ผู้ที่ชื่นชอบแผ่นเสียงไวนิลจะรู้สึกประทับใจกับภาคขยายสัญญาณเสียงสำหรับหัวเข็ม MM ซึ่งวงจรภาคPhono นั้นได้ถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพการทำงานอย่างดีเยี่ยม มีเสียงรบกวนต่ำสุด ให้มาตรฐานการปรับสมดุลภาค RIAA อันแม่นยำ      มีอินพุต RCA แบบช่องไลน์สองช่อง เพื่อช่วยให้การเชื่อมต่อกับแหล่งสัญญาณอนาล็อกเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเน้นความบริสุทธิ์ราบเรียบของสัญญาณอนาล็อก นอกจากนั้นมีภาคสัญญาณขาออกแบบ Pre-Out เผื่อขยายการเล่นในอนาคต ให้คุณใช้ต่อกับเพาเวอร์กำลังสูงภายนอกได้ ในยุคที่นักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ ที่ชื่นชอบการเล่นไฟล์เพลงรายละเอียดสูงจากพีซี เครื่องรุ่นนี้มีระบบเชื่อมต่อ USB สำหรับผู้ที่ต้องการสตรีมเสียงความละเอียดสูงโดยตรงจากข้อมูลหรือไฟล์เพลงในคอมพิวเตอร์  โดย QUAD 3 มีอินพุต USB-B เฉพาะที่รองรับการเล่นเสียงความละเอียดสูงถึง 768kHz ในรูปแบบ PCM และ DSD512 ทำให้เป็นโซลูชันที่เหมาะสำหรับนักฟังเพลงที่ใช้พีซีหรือแล็ปท็อปเป็นแหล่งเพลงดิจิทัลหลัก ด้วยฟังก์ชัน “ปลั๊กแอนด์เพลย์” เสียบต่อใช้งานได้ทันที  ช่วยเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ให้เป็นแหล่งเสียงดิจิทัลระดับไฮเอ็นด์ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าคุณจะใช้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ไฟล์ในเครื่อง หรือซอฟต์แวร์เล่นขั้นสูง  อินทิเกรเต็ดที่ถึงพร้อมด้วยภาค DAC ชั้นเยี่ยมในตัวเอง หัวใจสำคัญของระบบประมวลผลดิจิทัลของ QUAD 3 ก็คือชิปเซ็ต DAC ESS9038Q2M ที่ล้ำสมัย ซึ่งได้รับการออกแบบมาอย่างเชี่ยวชาญ ให้ผู้ฟังสามารถเข้าถึงคุณภาพเสียงที่แม่นยำ ละเอียดลออ เมื่อจับคู่กับวงจรกรองสัญญาณ DAC แบบ Class A ซึ่งการกำหนดค่านี้จะช่วยดึงศักยภาพเสียงสูงสุดจากแหล่งสัญญาณดิจิทัลอย่างแท้จริง  สามารถเพิ่มอัตราแซมปลิ้งให้กับสัญญาณเสียงจากทั้ง SPDIF และ USB ได้ โดยสัญญาณเสียงดิจิทัลจะถูกเพิ่มอัตราการสุ่มตัวอย่างเป็น 352.8kHz หรือ 384kHz และยังทำหน้าที่เป็นตัวถอดรหัส MQA เต็มรูปแบบ ถ่ายทอดต้นฉบับจากสตูดิโอได้อย่างแม่นยำ พร้อมการชดเชยเฉพาะไฟล์ เพื่อความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น  มี Digital Filter หรือตัวกรองดิจิทัลฟิลเตอร์ที่ผู้ใช้เลือกได้ถึงห้าแบบ ช่วยให้สามารถปรับแต่งเสียงให้เหมาะกับแหล่งที่มาต่างๆ ได้อย่างละเอียด ทำให้มั่นใจได้ว่าการเล่นจะเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือบริการสตรีมมิ่งใดๆ ก็ตาม     ถึงแม้จะมีขนาดกะทัดรัด แต่ QUAD 3 ก็ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ ด้วยภาคขยายเสียงคลาส AB มาพร้อมกับแหล่งจ่ายไฟที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยมีหม้อแปลง Toroidal ขนาด 235VA ที่แข็งแรงทนทาน จ่ายไฟให้กับภาคขยายเสียง มีตัวเก็บประจุขนาด 30,000uF ช่วยเสริมเพื่อให้มั่นใจได้ถึงไดนามิกเฮดรูมที่มีความผิดเพี้ยนต่ำ  QUAD 3 มีกำลังขับ 65 วัตต์ต่อช่อง (8 โอห์ม) และสูงสุด 100 วัตต์ (4 โอห์ม) จึงสามารถขับลำโพงที่ต้องการกำลังขับสูงได้อย่างง่ายดาย ด้วยการควบคุมและพลังเสียงที่เป็นธรรมชาติในแบบฉบับ QUAD อย่างแท้จริง นอกจากนั้นแล้ว QUAD 3 ยังมาพร้อมวงจรขยายสัญญาณหูฟังคุณภาพสูงแยกอิสระออกมาต่างหาก สะท้อนถึงความแม่นยำของวงจรขยายที่เหมาะสมกับการใช้งานหูฟังโดยเฉพาะ เมื่อนำเครื่องมาทดสอบใช้งาน แรกสุดผมประทับใจในความสวยงามที่แตกต่างจากรูปทรงเครื่องเสียงทั่วไป ด้วยขนาดที่กะทัดรัดอย่างน่าทึ่ง เราสามารถสัมผัสเอกลักษณ์ของ QUAD 3 ที่ได้รับอิทธิพลการออกแบบในอดีตของ QUAD 22 เหมือนย้ายกาลเวลาในอดีตมาลงตัวในปัจจุบัน     ทีมวิศวกรได้ทำการขัดเกลารูปทรงดีไซน์ให้ล้ำยุค สามารถเห็นได้จากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บนแผงด้านหน้า และแถวของตัวเข้ารหัสแบบดิจิทัลที่เรียงอย่างเป็นระเบียบ มีตัวควบคุมแบบหมุนที่สัมผัสได้ เหล่านี้ให้การควบคุมระดับเสียง การเลือกแหล่งสัญญาณ การควบคุมเสียงเบส รวมถึงการควบคุม Tilt ของ QUAD และการปรับสมดุลเสียงที่ไม่เหมือนใคร  การปรับเสียงเบสช่วยให้สามารถปรับความถี่ต่ำได้ +/-3dB เพิ่มความสมบูรณ์และความลึกอิ่ม หรือลดเสียงกระหึ่มที่อาจจะมีผลกระทบสภาพแวดล้อมหรือห้องของคุณ  แต่การควบคุม 'Tilt' นั้น มีความแตกต่างออกไป โดยเป็นการปรับทั้งสองด้านของสเปกตรัมความถี่พร้อมกัน หมายถึงการปรับขึ้นหรือลดลงตลอดทั้งย่านความถี่เสียง ไม่ว่าจะลดเสียงเบสและเพิ่มเสียงแหลม หรือเพิ่มเสียงเบสและลดเสียงแหลมในขั้นตอนละ1dB  เป็นเทคนิคการ 'เอียง' ช่วงความถี่ที่ได้ยินบนแกน 700Hz ด้วยการปรับสมดุลเสียงโดยรวมให้ 'อบอุ่น' หรือ 'ใส' มากขึ้น เพื่อให้เหมาะกับดนตรีที่ได้รับการบันทึกมา หรือเพื่อชดเชยอะคูสติกของห้องฟัง QUAD 3 ไม่เพียงแต่ให้ประสิทธิภาพเสียงที่เหนือกว่าเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นด้วยรีโมทคอนโทรลแบบครบฟังก์ชัน ออกแบบมาเพื่อการนำทางที่ใช้งานง่าย รีโมทช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับเสียง สลับแหล่งสัญญาณ ปรับแต่งเสียงเบสและเสียงแหลม ใช้งานฟังก์ชั่น ‘Tilt’ ที่มีชื่อเสียงของ QUAD และนำทางผ่านเมนูต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย  ไม่ว่าคุณจะอยู่ไกลออกไปหรือนั่งสบายๆ บนเก้าอี้ฟังเพลง รีโมทของ QUAD 3 ก็ช่วยให้คุณควบคุมประสบการณ์การฟังได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสูง การนำเสนอ QUAD 3 คือสัญลักษณ์แห่งรสนิยม ด้วยการผสมผสานระหว่างความสวยงามแบบคลาสสิก ประสิทธิภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม และการเชื่อมต่อที่รองรับอนาคต จึงเป็นนิยามใหม่ของสิ่งที่อินทิเกรเต็ดแอมป์ สามารถมอบให้ได้  ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรักแผ่นเสียงไวนิล หรือผู้หลงใหลในระบบดิจิทัล QUAD 3 ถูกสร้างมาเพื่อรองรับและออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจอย่างรอบด้านจริงๆ     Test Report ในการทดสอบครั้งนี้ผมมีเวลาอยู่กับ QUAD 3 อย่างพอเพียง และใช้เรฟเฟอเรนซ์ในระดับมาตรฐานจากลำโพงสามคู่หลักที่ยอดเยี่ยม มั่นใจได้ถึงความเที่ยงตรงคือ Harbeth Monitor 30.3 XD2, ลำโพง Rogers LS3/5 A Diamond Jubilee และ Acoustic Energy AE300 MK ll  ล้วนแล้วแต่ต่างบุคลิก และขับได้ยากง่ายผิดแผกต่างกันไป ทว่า QUAD 3 ก็สามารถขับได้ดีทุกคู่ครับ เครื่องเล่นแผ่นเสียงใช้ NAD C588 เครื่องเล่นซีดี ทรานสปอร์ตของ Audiolab 9000CDT และภาค DAC NAD M51 (สลับมาใช้เปรียบเทียบกับ DAC ในตัวของ QUAD 3 บางช่วงเวลา)  QUAD 3 Integrated Amplifier เป็นอินทิเกรเต็ดแอมป์ขนาดกะทัดรัดแนว Compact Hi-Fi ที่มีการออกแบบย้อนยุคเรโทร (Retro Design) ที่มีความกว้าง 300 มิลลิเมตร ความสูง 101 มิลลิเมตร ความลึก 332 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวเครื่อง 8 กิโลกรัม   ถ้าเปรียบเทียบความกว้างอินทิเกรเต็ดแอมป์ทั่วไป จะเห็นว่า QUAD มีขนาดเล็กกว่าแอมป์มาตรฐาน ที่มักจะกว้างประมาณ 430-440 มิลลิเมตร ดีไซน์จึงดูแปลกตา มีความทันสมัย วางในพื้นที่จำกัดได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแอมป์ประสิทธิภาพสูงในขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และดีไซน์ที่เท่ห์ มีเสน่ห์เกินห้ามใจ การออกแบบดีไซน์ใหม่นี้ เป็นฝีมือของ David McNeill เป็นแบบทูโทน สีเงินด้าน เทาเข้ม พร้อมปุ่มควบคุมแบบฝัง จัดเป็นแอมป์ที่มี DAC และ Phono MM ในตัว เหมาะสำหรับทั้งการฟังเพลงแบบ Analog และ Digital ด้วยลักษณะวงจรขยายแบบ Class AB ที่มีกำลังขับ 65 วัตต์ แต่มีภาค จ่ายไฟที่ดีเยี่ยมเท่าเทียมแอมป์ขนาดเกิน 100 วัตต์เลยทีเดียว ผลจากการทดสอบ ผมสามารถบอกได้เลยว่า QUAD ให้คุณภาพด้านรายละเอียดเสียงได้อย่างน่าประทับใจมาก และยังให้บุคลิกที่มีความเป็นธรรมชาติในน้ำเสียงสูงสุด นี่คือบุคลิกเสียงที่เข้าถึงเสียงดนตรีในทุกความถี่ได้อย่างสมบูรณ์ โดดเด่นมากตรงการควบคุมย่านความถี่มิดเร้นจ์ ที่เรียบสะอาด ให้ความอิ่ม เปิดเผยตัวตนของเสียงต่ำอย่างแม่นยำสมจริง และปลายเสียงแหลมที่ใสโปร่งน่ารักเป็นอย่างยิ่ง เป็นแอมปลิไฟล์ที่เราสามารถปรับเสียงให้เข้าถึงบุคลิกได้หลายแนวทาง เคล็ดลับตรงนี้ถูกบรรจุวงจรมาอย่างทรงประสิทธิภาพ จากทีมออกแบบของ QUAD กล่าวได้ว่านี่คืออินทิเกรเต็ดแอมป์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเครื่องหนึ่งของปี 2026 ครับ     ก่อนที่จะไปสรุปเรื่องบุคลิกและศักยภาพเสียงทั้งหมด ผมขอนำเสนอเรื่องราวของการปรับใช้งาน QUAD 3 เครื่องนี้ เพื่อให้ท่านได้รู้ว่าทีมงานผู้ออกแบบได้บรรจงใส่ระบบต่างๆ ที่จำเป็นต่อการฟังเพลงให้คุณมากจนเกินพอ และแทบไม่เคยมีใครออกแบบมาได้ถึงจุดนี้ นั่นคือ Filter และระบบปรับแต่งเสียงชดเชยแบบ Bass และ Tilt ที่ไม่เหมือนใคร ออกแบบมาด้วยความเข้าใจถึงการปรับแต่งเท่าที่จำเป็น และไม่ทิ้งความเป็นธรรมชาติแห่งเสียงดนตรีเลยแม้แต่น้อย สำหรับ QUAD มีทีเด็ดคือ Digital Filter หรือวงจรกรองดิจิทัลฟิลเตอร์ที่ให้มาในเครื่อง ตรงนี้ถือว่ามีประโยชน์มากๆ ครับ ไม่ค่อยพบเจอในอินทิเกรตอื่นๆ นักเท่าไร ระบบกรองเหล่านี้เป็นกระบวนการทำงานภายในชิป DAC (Digital-to-Analog Converter) เพื่อใช้จัดการกับสัญญาณขยะดิจิทัล (Aliasing/Ringing) ก่อนที่จะแปลงเป็นเสียงอนาล็อกให้เราได้ยิน โดยเราสามารถเลือก Filter ได้ถึง 5 รูปแบบด้วยกัน ต่อจากนี้คือลำดับขั้นตอนทั่วไปจากากรทดสอบจริง ในการปรับ Digital Filter ใน QUAD 3  กดเมนูที่รีโมท หรือกดปุ่มโวลุ่มหน้าเครื่องให้ค้างไว้ เพื่อเข้าเมนูหลัก จากนั้นเลื่อนหาเมนู Filter ด้วยรีโมทหรือหมุนปุ่มโวลุ่มไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา จนหน้าจอแสดงเมนู Filter จากนั้นสามารถ เลือกฟิลเตอร์เสียงที่ต้องการได้เลย โดยกดปุ่มสั้นๆ 1 ครั้ง ในแต่ละฟิลเตอร์ที่แสดง วนไปทั้ง 5 แบบ หน้าจอจะแสดงฟิลเตอร์ให้เห็นดังนี้  • Linear Slow • Minimum Fast  • Minimum Slow • Hybrid Fast  • Linear Fast  ทั้งหมดนี้เมื่อได้รูปแบบที่ต้องการแล้วให้กดปุ่มโวลุ่ม หรือเมนูที่รีโมทค้างไว้เพื่อบันทึกค่า และกลับคืนสู่หน้าจอหลัก  ต้องเข้าใจว่าผลต่อคุณภาพเสียงจะมีผลเฉพาะกับสัญญาณที่เข้ามาทาง Digital Input เท่านั้นครับ ถ้าคุณชอบเสียงเคลียร์ ชัดเจนสดใส ให้เลือก Linear Fast ก็จะให้รายละเอียดสูงสุดแต่บางคนอาจมองว่ามันอาจจะสดไปนิดนึงก็ได้  หากชอบบุคลิกเสียงที่เป็นธรรมชาติควรเลือก Linear Slow ฟิลเตอร์ตัวนี้เป็นค่ามาตรฐานที่ฟังสบายที่สุดสำหรับการฟังเพลงเกือบทุกแนว เข้าถึงง่าย ด้วยเสียงแห่งความประนีประนอม ถ้าชอบมิติเสียงและเวทีเสียง (Focus & Imaging) ให้เลือก Minimum Fast ฟิลเตอร์นี้จะช่วยลดเสียงฟุ้งกระจายของสัญญาณดิจิทัล โดยทำให้ตำแหน่งชิ้นดนตรีเด่นชัดขึ้น ส่วนท่านที่ชอบเบสหนักแน่น และมีแรงปะทะดี ให้เลือก Minimum Slow ก็จะให้เนื้อเสียงที่อิ่มและนุ่มนวลกว่าฟิลเตอร์แบบอื่นครับ หมายเหตุที่สำคัญ หากคุณฟังเพลงผ่าน MQA (เช่น Tidal Master) ตัวเครื่องจะข้าม (Bypass) ฟิลเตอร์เหล่านี้ไปใช้ตัวกรองเฉพาะของ MQA โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้เสียงตามต้นฉบับ ส่วนตัวผมที่มักจะฟังเพลงหลากหลายรูปแบบ ทั้งสไตล์ ป็อป แจ๊ส ลูกกรุง-ลูกทุ่ง เพลงคลาสสิก ดังนั้นก็จะเลือก Linear Slow เพราะฟิลเตอร์ตัวนี้ให้เสียงที่เป็นธรรมชาติที่สุด ช่วยให้เสียงร้องอิ่มอุ่นละมุนละไม ไม่คมแข็งจนเกินไป และรักษาบรรยากาศ Ambience ของห้องอัดไว้ได้ดี คล้ายดังว่าเรากำลังฟังเพลงจากสตูดิโอของ BBC แต่ในเฉพาะช่วงที่ฟังวงออเคสตราขนาดยักษ์ อย่างเพลงในอัลบั้มของ Telarc ผมอาจจะปรับมาที่ Minimum  Fast ฟิลเตอร์ช่วยลดการสั่นค้างของสัญญาณดิจิทัล (Pre-ringing) ได้ดี ทำให้การวางตำแหน่งชิ้นดนตรีในวงออร์เคสตรามีความชัดเจน และมีมิติที่ลึกยิ่งขึ้นไปอีกระดับ ขอย้อนทวนต้นสักเล็กน้อยนะครับ ตามปกติแล้วเมื่อกดเมนู MENU ที่รีโมทหรือกดค้างที่โวลุ่มของเครื่อง เมนูจะมีหลายโหมดให้เลือกใช้งาน  MENU จะเริ่มจาก Filter -> MQA Mode -> DPLL -> Sensitivity -> VOL Limit -> VOL Indicator -> TONE -> CEC -> Trigger -> Backlight -> Contrast -> Display TEXT -> Auto Standby -> Reset -> Version วนไปนะครับ ดังนั้นถ้าต้องการเซตที่เมนูใดก็สามารถเลือกปรับได้ นี่คือระบบฟิลเตอร์ของ QUAD ที่มีมาให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ชนิดที่คุณจะไม่เคยพบได้จากอินทิเกรเต็ดแอมป์ระดับราคาเดียวกัน!!!     อีกเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าหลายคนที่ไม่เคยใช้แอมปลิไฟร์ของ QUAD อาจไม่ทราบว่า วงจรปรับโทนเสียงทุ้มและวงจรปรับ Tilt ในส่วนภาคปรีของเขานั้น นับว่าเป็นระบบปรับความถี่เสียงที่พิเศษสุดแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างสิ้นเชิง และช่วยปรับได้โดยไม่มีผลกระทบต่อความถี่ช่วงปลายเสียงใดๆ ทั้งสิ้น วงจรปรับค่าความถี่ มีมาให้ 2 ชุด ชุดแรกคือปรับเสียงต่ำ กรณีของเสียงต่ำหรือ Bass จะปรับบวก-ลบ ได้ไม่เกิน 3dB และชุดที่สองคือ Tilt นั้น เป็นการปรับย่านความถี่รวมแบบคิดถึงผลการ ตอบสนองความถี่ “เป็นเชิงเส้นทั้งกราฟหรือตลอดช่วงความถี่เสียง” เป็นหลัก ไม่ใช่การปรับแต่เฉพาะเสียงแหลมช่วงปลายๆ แต่อย่างใด นี่คือเอกลักษณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร และไม่มีใครจะทำเหมือน QUAD ได้ เป็นการปรับที่เหมือนกับการเลื่อนกราฟความถี่ทั้งกราฟแบบสมดุล ฟังก์ชันการปรับเสียง Tilt ของ QUAD (คิดค้นโดย Peter Walker) ทำงานโดยการ "หมุน" (Rotate) หรือ "เอียง" กราฟการตอบสนองความถี่ทั้งย่านไปพร้อมกัน ด้วยรอบจุดหมุนคงที่ เพื่อปรับสมดุลเสียงโดยรวมให้ "อุ่นขึ้น" (Warmer) หรือ "ใสขึ้น" (Cooler) โดยไม่ทำให้ระดับความดังโดยรวมเปลี่ยนไป หรือจงใจปรับปลายทุ้ม-ปลายแหลม ในแบบโทนคอนโทรลอื่นๆ   นี่คือการปรับกราฟการตอบสนองความถี่ตลอดย่าน ที่มีผลต่อคาแรกเตอร์เสียงโดยรวม ในอดีตเครื่องเสียงของ QUAD การปรับค่า Tilt ตรงนี้ จะใช้การปรับแบบปุ่มมือหมุน แต่ใน QUAD 3 รุ่นปัจจุบันใช้การปรับด้วยรีโมทคอนโทรล ซึ่งจะสามารถดูผลตัวเลขที่หน้าจอ Display สีส้มไปพร้อมกับการเลือกฟังก์ชั่น  จากผลการทดสอบ ผมมีข้อแนะนำในทางปฏิบัติกับระบบปรับความถี่ Tilt โดยอ้างอิงมาตรฐานการบันทึกเสียงในอัลบั้มเพลงระดับออดิโอไฟล์ดังนี้ครับ ปกติการฟังจากภาคไลน์อินพุตและแผ่นเสียงไวนิล ควรตั้งไว้ที่ 0 (Flat) สำหรับแนวเพลงร้องหรือเพลงจากดนตรีวงใหญ่ เพื่อให้ได้ดุลเสียงที่เที่ยงตรงตามที่โปรดิวเซอร์เขาตั้งใจบันทึกเสียงมา ยกเว้นว่าลำโพงตัวเล็กมากจริงๆ ค่อยเพิ่มเป็น +1 เพื่อเสริมฐานเสียงเชลโลหรือดับเบิลเบส ได้ตามสมควร การปรับไปที่ -1 จะช่วยเพิ่มความอิ่มของเสียง หรือบอร์ดี้ให้กับเสียงนักร้อง และสังเกตว่าเสียงเบสแบบ Walking Bass จะดูหนานุ่มขึ้น ลดความเกร็งของเสียงแหลมจากฉาบแฉ (Cymbals) ลงได้เล็กน้อย  หากฟังเพลงแนววงใหญ่แบบออเคสตรา หรือต้องการความระยิบระยับของเสียงไวโอลิน เครื่องเป่าทองเหลือง คีย์เปียโนเด่นๆ การปรับไปทางบวกเล็กน้อยจะช่วยให้เปิดรายละเอียดปลายแหลมให้ใสกระจ่างขึ้นครับ การปรับนี้ ถ้าป้อนแหล่งโปรแกรมมายังภาค DAC เราอาจจะควบคู่ไปกันกับการปรับระดับของเสียงเบสในโหมด Filter ไปพร้อมกัน เช่นการปรับไปที่ L-SLOW บวกกับ Tilt -1 เสียงร้องจะหวานละมุน ฟังสบายได้ทั้งวันเป็นต้น QUAD 3 ได้ให้ฟังก์ชันการปรับแต่งมาค่อนข้างเต็มที่ ทำให้เรารู้สึกได้เลยว่าเขามอบเครื่องมือที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงในการฟังเพลง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฟิลเตอร์ การปรับเสียงเบส หรือการปรับซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะ Tilt จะทำให้กราฟการตอบสนองความถี่ กลมกลืนเข้ากับสภาพอะคูสติคภายในบ้านของเรา หรือความชื่นชอบในการรับฟังเพลงได้มากที่สุด  นี้คือการปรับด้วยลักษณะแมนนวล และอาศัยหูของเราเป็นหลักครับ ไม่ใช่ให้เครื่องทำงานอัตโนมัติ  ต้องขอชื่นชมว่า QUAD เข้าใจความต้องการของออดิโอไฟล์ที่รักเสียงเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ ทุกอย่างออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา "สมดุลเสียง" (Spectral Balance) โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่การเพิ่มความถี่ด้วยความถี่ใดความถี่หนึ่งที่จะทำให้เราหนีห่างไกลออกไปจากเสียงดนตรีที่แท้จริง วิศวกรของ QUAD มักจะย้ำเสมอว่า "ไม่มีค่าที่ถูกต้องที่สุด มีแต่ค่าเสียงที่คุณชอบที่สุด" เพราะสภาพอะคูสติกในห้องฟังของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การปรับ Tilt จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่ QUAD มอบให้มา โดยให้คุณเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเลือกในรสนิยมของตัวเอง โดยยึดความจริงแท้ของเสียงดนตรี     คุณภาพเสียงโดยรวมจากการทดสอบ QUAD 3 คือการเข้าถึงเสียงดนตรีที่ผมชื่นชอบ นอกจากให้ความเรียบสะอาดของสัญญาณเสียงแล้ว ยังให้บรรยากาศ ฮาร์โมนิค ที่เสมือนเราได้นั่งฟังเพลงขณะบันทึกจากสตูดิโอ ถ่ายทอดความมีชีวิตชีวาที่เราปรับค่าได้จากฟิลเตอร์และระบบพิเศษ Tilt ของ QUAD ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งการให้เครื่องเสียงทำงานเข้ากับรสนิยมของตนเองได้อย่างราบรื่น QUAD 3 นำพาเราเข้าสู่พลังเสียงของดนตรีที่มีความละเอียดครบถ้วน ให้เสียงกลางที่ผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ เป็นเสียงในแบบที่เข้าถึงได้ง่ายจริงๆ ความสุดยอดก็คือภาคดิจิทัลฟิลเตอร์ที่ทำให้ปรับค่าของเสียงเพลงจากการสตรีม ผ่านบลูทูธ (MQA) หรือการส่งผ่านไฟล์เพลงจากคอมฯ สู่ภาค DAC อินทิเกรเต็ดแอมป์จะส่งผ่านเสียงที่นำพาเราให้เข้าไปชิดติดเวทีการแสดงที่เสมือนจริงมากขึ้น และปรับค่าให้เสียงเคลียร์ สะอาด ด้วยประสบการณ์อันน่าทึ่ง  QUAD นอกจากจะมีดีไซน์หน้าตารูปทรงมีเสน่ห์น่ารักแล้ว ยังให้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยาย เสียงที่ผ่อนคลายและเป็นจริง ตลอดช่วงการรับฟังที่ยาวนานในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี การฟังอัลบั้มแผ่นซีดีผ่านภาค DAC ใน QUAD 3 ถือเป็นคุณภาพเสียงที่ผมพึงพอใจที่สุด ถัดมาคือภาคขยายปรีโฟโน ที่ให้ความสะอาดสะอ้านของเสียง ชวนประทับใจ และเมื่อยามที่เราต้องการความเรียบง่ายการฟังเพลงผ่านบลูทูธ ก็นับว่าให้คุณภาพที่เราติดตรึงใจไม่น้อยเลย สำหรับการส่งผ่านไฟล์เพลงในคอมฯ มายังภาคแปลงรหัสในอินทิเกรเต็ดแอมป์ อาจจะเป็นจุดที่ดีที่สุด ถ้าคุณมีเพลง Hi-Res ชั้นดีอยู่ในสตอเรจครับ QUAD 3 เป็นวัฒนธรรมของเสียงดนตรีในแบบเที่ยงตรง เหมือนเราได้สัมผัสเสียงจากซาวด์เอ็นจิเนียร์ผู้มุ่งมั่น หรือเนื้อแท้ของเสียงจาก Studio โดยไม่เบี่ยงเบนผิดพลาด เป็นเสียงที่เราจะฟังได้อย่างยาวนานและเข้าถึงธรรมชาติอันแท้จริง เข้าถึงดนตรีจริง เข้าถึงธรรมชาติของเสียง ต้อง QUAD 3 นี่แหละครับ ในความเห็นส่วนตัว เท่าที่ได้ทดสอบแบบ “ใช้ชีวิตร่วมกัน” แรมเดือน ผมพบว่า QUAD 3 ไม่ใช่แค่เพียงอินทิเกรเต็ดเครื่องหนึ่ง แต่เป็นงานศิลปะรูปทรงเรโทร ที่นำเสนอด้วยเทคโนโลยีการฟังเพลงที่ล้ำยุค มีรูปทรงดีไซน์คลาสสิกเปี่ยมเสน่ห์ ภาคขยายส่งผ่านอารมณ์ล้ำลึก และสิ่งที่ทำให้ทรงคุณค่ามากเกินพอก็คือ ความสามารถในการถ่ายทอดน้ำเสียงที่สมจริงของดนตรี ด้วยความผ่อนคลาย แนว British Sound ที่ยากจะหาคู่แข่งได้ในงบประมาณนี้ครับ QUAD 3 ราคาเครื่องละ 55,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า)  โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower  

Weava Core Abyss 28 / Weava Locus ความสมดุลแห่งพลัง

• Weava Core Abyss 28 • Weava Locus  ความสมดุลแห่งพลัง   การดีไซน์ลำโพงตู้เบสโมดูล รุ่นสูงสุด Weava Core Abyss 28 ในซีรีส์  Weava Active Bass Module มีจุดมุ่งหมายที่จะนำตู้เสริมความถี่ต่ำที่มีคุณภาพสูง มาสนองตอบผู้ใช้ลำโพงวางหิ้งขนาดกลาง ให้สามารถสนองต่อความถี่ได้ครบถ้วน โดยเฉพาะเบสย่านลึก ที่ลำโพงหลักขนาดย่อม ไม่สามารถลงไปที่ย่านความถี่ที่ลึกกว่า 70Hz ได้   โครงงานของ Pyramid Lifestyle Technology นำเสนอในด้านของแนวคิดไอเดียใหม่ สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปต่อตู้เอง หรือจะซื้อสำเร็จรูปจากบริษัทผู้จัดจำหน่าย ที่จะยังสามารถเลือกผิวตู้ได้ทุกรูปแบบ เนื่องจากโรงงานสามารถผลิตตามสั่งได้ เบสโมดูล Active Bass Module ชุดนี้ ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับใช้งานในระบบฟังเพลงสเตอริโอ หรือจะนำไปใช้ในระบบ Home Theater ก็ได้ ด้วยรูปแบบดีไซน์ทรงทาวเวอร์ด้านไม่เท่า โดยสามารถนำลำโพงหลักมาวางด้านบน พื้นที่ส่วนบนสุดของเบสโมดูล หรือจะเลือกจูนอัพด้วยการแยกตู้เบสโมดูลออกไปวางต่างหากก็ได้ แต่มีข้อแนะนำว่าลำโพงหลักและเบสโมดูลควรจะวางอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน     สำหรับในการดีไซน์ Weava Core Abyss 28 นั้น ได้เลือกใช้ดอกลำโพงหลักก็คือ SEAS L22ROY2 เป็นตัวขับวูฟเฟอร์ แบบกรวยอลูมิเนียมที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ให้ช่วงชักยาว เสมือนลูกสูบโดยติดต้้งในตู้แบบปิด Sealed Enclosure มีการวางตำแหน่งคว่ำ ยิงลงพื้นแบบ Down Firing และยังเสริมด้วย Passive Radiator รุ่น SL26R กรวยอลูมิเนียมขนาด 10 นิ้ว สองดอก ยิงเสียงออกด้านตรงกันข้าม คือข้างซ้ายและขวา จุดที่โดดเด่นมากก็คือ ภาคขยายภายในเป็นแบบคลาส D ของ Hypex FA251: Plate amp with DSP ที่สามารถปรับจูนค่าจุดตัดความถี่ระดับความดังเฟส และค่าพารามิเตอร์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เกิดความแม่นยำและส่งผ่านความถี่ต่ำได้อย่างกลมกลืนกับลำโพงหลัก ตู้ลำโพงจะมีความสูง 55 เซนติเมตร เมื่อรวมกับตัวรอง SoundCare จะมีความสูงเป็น 59 เซนติเมตร  เนื่องจากรูปทรงของตู้ลำโพงเบสโมดูลจะคล้ายพีระมิดตัดยอด ทำให้มีความกว้างขอบฐานอยู่ที่ 32 เซนติเมตร และลึก 32 เซนติเมตร แต่ถ้าวัดที่ด้านบนของตู้ลำโพง จะมีความกว้าง 25 เซนติเมตร และลึก 32 เซนติเมตร อันเป็นแนวทางการออกแบบตู้ลำโพงแบบ “อสมมาตร” ไม่มีด้านที่ลงตัวกันพอดี เพื่อให้มีผลต่อการกระจายความถี่ได้โดยปราศจากการเลี้ยวเบน หรือการทับซ้อนกันของย่านความถี่ต่ำ ความจุของตู้ (Net Volume) มีขนาด 25 ลิตร  Weava Core Abyss 28 ราคา 99,000.- บาทต่อตู้     ในการทดสอบครั้งนี้ผมได้รับลำโพงที่มีการดีไซน์ขึ้นมาใหม่อีกชุดหนึ่ง จาก Pyramid Lifestyle Technology เพื่อใช้เป็นลำโพงหลัก ทำงานควบคู่กับเบสโมดูล นั่นก็คือลำโพง Full-range Weava Locus ที่ดีไซน์ตามรูปแบบลำโพงชุดคิท Seas DIY Kit : Locus ซึ่งจะมีคุณสมบัติในรูปแบบของลำโพงที่ให้เสียงครบทุกย่านความถี่ โดยมีให้เลือกสำหรับวงจรปรับความถี่สูง เพื่อความเหมาะสมของผู้ที่ต้องการโทนเสียงที่แตกต่างกัน SEAS DIY Kit : Locus นั้น เป็นชุดลำโพง DIY ระดับ “Full-range Audiophile” ที่ออกแบบโดยทีม R&D ของ SEAS เน้นความเรียบง่าย แต่ให้คุณภาพเสียงแบบ Coherent สูงมาก หมายถึงแนวเสียงจะราบรื่นต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันอย่างยอดเยี่ยม ตัวขับเสียงภายในเป็นรุ่น FEA18 RCZ ที่มีขนาด 7 นิ้ว หรือ 18 เซนติเมตร ให้ค่าความไวสูง เหมาะกับแอมป์กำลังต่ำ–กลางโดยทั่วไป ลำโพงจะตอบสนองย่านเสียงกว้าง ครบทุกความถี่แบบ full-range ให้โทนเสียงต่อเนื่องในหนึ่งเดียว  สำหรับสูตรตู้ของ SEAS จะแนะนำให้ใช้ตู้ลำโพงแบบท่อเปิด Bass Reflex ที่มีปริมาตร 19 ลิตร และความถี่สำหรับจูนพอร์ต 47 Hz โดยพื้นฐานตัวไดรเวอร์จะมีคาแรกเตอร์ Bass Boost หรือเสียงต่ำที่โดดเด่นอยู่เล็กน้อยแถวๆ ย่านความถี่ 90Hz ทาง SEAS จึงเล็งเห็นว่า เพื่อให้การทำงานแบบฟูลเร้นจ์เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ สามารถเลือกค่าการตอบสนองความถี่ได้สองระดับ จึงมีระบบระบบปรับเสียง Simple Network มาให้ด้วย ระบบ Full-range ที่มีออพชั่นเสริม Simple Network ต้องเรียนว่า มันไม่ใช่ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก แบบแบ่งความถี่ให้ลำโพงสองหรือสามทางทั่วไป แต่จะเป็นการใช้ขดลวด Inductor ~1.2 mH มิลลิเฮนรี่ และรีซิสเตอร์ Resistor -18 Ohm มาคั่น สำหรับทำหน้าที่ลดความเข้มของเสียงแหลม (HF attenuation) เพื่อปรับบาลานซ์โทนเสียงตามห้องหรือรสนิยมเฉพาะตัวได้ โดยทาง Weava จะมีขั้วลำโพงให้เลือกใช้สองชุด ระหว่างการใช้งานตรง หรือผ่านตัวปรับการตอบสนองความถี่ดังกล่าว  Weava Locus ราคา 59,900.- บาท ต่อคู่  (พร้อมวงจร Simple Network ปรับความถี่สูงภายใน)     Test Report สำหรับการจัดวางทดสอบนั้น ก็จะใช้ Weava Locus วางซ้อนบน Weava Core Abyss 28 ซึ่งจะทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี โดยมีการใช้โปรแกรมจากคอมพิวเตอร์ในการจูนอัพ ปรับแต่งย่านความถี่เพื่อให้เกิดความราบรื่นระหว่างลำโพงทั้งสองชุด ผมตั้งลำโพงห่างกันโดยประมาณ 2.20 เมตร และห่างจากผนังหลังประมาณ 1 เมตร เป็นระยะที่เหมาะสมกับห้องขนาดกลางทั่วๆ ไป ใช้ภาคขยายหลักขับลำโพง Weava Locus ด้วย QUAD 3 และพ่วงการทำงานด้วยสายเชื่อมเข้ากับซับเบสโมดูล Weava Core Abyss 28 สำหรับแหล่งโปรแกรมนั้นผมใช้ทั้งภาค Streaming ด้วยบลูทูธจากตัว QUAD 3 และเครื่องเล่นซีดีทรานสปอร์ต AUDIOLAB 9000CDT ผนวก NAD M51 DAC แม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นลำโพงตู้รุ่นตัวอย่างหรือ Prototype (ต้นแบบ) แต่ก็ผ่านการคำนวณและออกแบบดีไซน์มาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ซึ่งถ้ามีผู้สนใจก็สามารถสั่งผลิต โดยเลือกผิวตู้ลำโพงให้สวยงามตามความต้องการได้ครับ ผมคำนึงถึงจุดแรกก็คือการพิจารณาความกลมกลืนซึ่งกันและกันของลำโพงหลัก และลำโพงตู้เสียงต่ำเฉพาะ  โดยเหตุที่เรามักจะพบบ่อยๆ ว่า ตู้ลำโพง Sub-Woofer หรือเบสโมดูล (Bass Module) ทั่วๆ ไปนั้น ถ้าถูกออกแบบมาอย่างไม่เหมาะสม ก็จะมีข้อจำกัดในการนำไปแมตช์กับลำโพงหลักที่จะเข้ากันได้ยาก  เช่นไม่ว่าจะปรับอย่างไร มักมีปริมาณเบสมากเกินไป เมื่อคำนึงถึงเรื่องสเกลของเสียงดนตรี ซับเบสบางตู้จะให้เบสทุ้มลึกใหญ่ ลากยาวจนท่วมทับกลบเสียงลำโพงเมนหลักได้ง่ายๆ ดังนั้นเพื่อให้ปลอดจากปัญหาดังกล่าว นอกจากเรื่องของตู้ลำโพงและดอกลำโพงที่คำนวณมาอย่างดีแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการใช้ Amplifier วงจร DSP ที่มีอยู่ในตัวของ Weava Core Abyss 28 นั่นเอง ภาคขยายใน Weava Core Abyss 28 คือ Hypex FusionAmp FA251 เป็นโมดูลแอปลิไฟร์เออร์แบบ Plate Amp หรือแอมป์ติดหลังตู้ ชนิด 1 way (Mono) ที่ใช้เทคโนโลยี Ncore Class D อันเลื่องชื่อของ Hypex โดยมาพร้อมกับระบบ DSP และภาคจ่ายไฟ SMPS ในตัว ที่ออกแบบมาเพื่อความเหมาะสำหรับทำซับวูฟเฟอร์แบบ Active หรือลำโพงมอนิเตอร์ช่องสัญญาณเดียว  โดยมีกำลังขับต่อเนื่องอยู่ที่ 250 วัตต์ ที่ 4 โอห์ม และ 130 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม ส่วนระบบดีเอสพีใช้ซอฟต์แวร์ Hypex Filter Design (HFD) ในการปรับแต่งผ่านพอร์ต USB สำหรับการทำ EQ และ Cross-over ที่มีจุดปรับรายละเอียดสูง โดยแผงด้านหลังจะมีช่อง Analogue Balanced XLR (In/Through) Analogue Unbalanced RCA และ High-level Input  สังเกตว่าด้านหลังจะมีพอร์ตสำหรับเซอร์วิส ที่มีลักษณะหัวต่อเป็นช่องเสียบแบบ USB Mini-B (5-pin) ซึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดเล็ก เพื่อใช้ปรับแต่งค่า DSP เช่น ฟิลเตอร์, ระดับเสียง และพารามิเตอร์ของระบบ  ผู้ที่ต้องการปรับจูน ต้องลงโปรแกรมสำหรับกำหนดค่า DSP (Configuration) ผ่านซอฟต์แวร์ Hype. Filter Design (HFD) โดยเปิดโปรแกรม HFD บนคอมพิวเตอร์ก่อน แล้วจึงเสียบสาย USB เพื่อให้โปรแกรมตรวจพบอุปกรณ์และเริ่มปรับจูนค่าฟิลเตอร์หรือระดับเสียงได้  ในด้านเทคนิคการปรับจูนหรือแต่งย่านความถี่จุดตัดต่างๆ แนะนำว่าให้ปรึกษากับทาง Pyramid Lifestyle Technology ครับ เพราะทีมเทคนิคจะไปจูนอัพเบสโมดูลของ Weava ให้กับลูกค้าทุกรายที่ซื้อไปใช้งาน เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่กลมกลืนระหว่างลำโพงเมนหลักและตู้เบสโมดูล อย่างสมบูรณ์ครับ     ผลการทดสอบ ถือว่าเป็นการจับคู่ที่เหมาะเจาะดีมากครับ ระหว่าง Weava Core Abyss 28 เบสโมดูล และ Weava Locus ลำโพงฟูลเร้นจ์ตู้หลัก โดยปกติการใช้ลำโพงประเภทฟูลเร้นจ์ ผมชื่นชอบเรื่องเสียงที่เป็นธรรมชาติและไม่มีอะไรที่เกินเลยไปจากความถี่ที่ครบถ้วน และความเป็นธรรมชาติของเสียง เพราะลำโพง Full-range ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ซึ่ง Weava Locus ให้บุคลิกที่สะอาดสะอ้านน่าพึงพอใจ สำหรับ Weava Locus มีให้เลือกการสนองตอบต่อความถี่ สองบุคลิกเสียง ยิ่งช่วยให้เราปรับจูนตู้เบสโมดูล ได้ลงตัวตามความบุคลิกที่ต้องการได้ง่าย อย่างน้อยตัวตั้งต้นของเราจะมี 2 รูปแบบ การมี Weava Core Abyss 28 เข้ามาเสริมลำโพงหลัก Weava Locus ทำให้รู้สึกว่าลำโพงแบบฟูลเร้นจ์คู่นี้ สามารถจูนให้กลมกลืนลงตัวกับเบสโมดูลได้ง่ายกว่าลำโพงประเภทสองทาง สามทาง ด้วยซ้ำไป การเชื่อม “รอยต่อ” ของย่านความถี่นั้น สามารถจูนให้รู้สึกกลืนกันได้อย่างราบรื่น ด้วยระบบการต่อกับขั้วลำโพงชุด Direct ครับ แต่ถ้าปรับไปใช้ระบบชดเชยเสียงแหลมด้วยขั้วลำโพงชุดที่สองของ Weava Locus ผมรู้สึกว่าเราจะต้องจูน Weava Core Abyss 28 ให้เพิ่มความถี่ต่ำขึ้นมาชดเชยเล็กน้อย และอาจจะต้องปรับค่าพารามิเตอร์ ในโปรแกรมควบคู่กันไปด้วย  ส่วนตัวชอบการต่อแบบขั้วตรง ไม่ผ่านวงจรขดลวดอินดั๊กเตอร์และรีซิสเตอร์ มากกว่าครับ Weava Core Abyss 28 เสริมให้ Weava Locus มีเสียงอิ่ม ละมุนละไม และสามารถสนองตอบสไตล์เพลงกว้างขวางขึ้น แค่ทดสอบด้วยเพลง On the Beautiful Blue Danube Waltz, Op.314 ในอัลบั้ม Erich Kunzel & Cincinnati Pops Orchestra Ein Straussfest เพลงเดียวก็ได้รับเสียงที่มีความสมดุลครบถ้วนและน่าประทับใจอย่างยิ่ง เป็นคำตอบที่ว่า เสียงที่ดีจริงๆ นั้น จะมีสเกลสัดส่วนของเสียงต่ำและความถี่กลางแหลมที่สมดุล น่าฟังแบบนี้แหละครับ จุดเด่นที่สุดคือโทนัลบาลานซ์ เราฟังโดยไม่รู้สึกเลยว่า นี่คือการเสริมเบสโมดูลเพิ่มเติมลงไป และเสียงโดยรวมอิ่มเอิบและเวทีเสียงกว้างลึกมาก เหมือนฟังลำโพงคู่ตั้งพื้นขนาดยักษ์ ได้รับความรู้สึกต่อเสียงของวงออเคสตร้าที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างทรงพลังเป็นอย่างมากครับ ได้ทั้งอารมณ์ที่เพลิดเพลิน ล้ำลึกสนุก มีชีวิตชีวา ในแง่เพลงร้อง เพลงแจ๊ส ป็อปทั่วไป เรารู้สึกได้ถึงพลังและรายละเอียดของเสียงดนตรี เสียงร้องที่แจ่มชัด ให้ความเป็นตัวตนของชิ้นดนตรีต่างๆ นั้น ทำได้ดีมาก ลำโพงหลักฟูลเร้นจ์ให้เสียงแฟลตและเสียงอิ่มจากเบสโมดูลให้ผลรวมที่ดีจริงๆ เป็นชุดลำโพงทั้งซิสเต็ม ที่ให้ระดับความถี่ต่ำเป็นธรรมชาติ ไม่บีบเค้น ไม่แสดงตัวของเบสโมดูลที่เกินจริง ทุกความถี่บาลานซ์กัน รวมทั้งยังคงรักษาฮาร์โมนิคของเสียงกลางแหลมได้อย่างครบถ้วน ในสไตล์ลำโพง Full-range ได้เป็นอย่างดี     ผมมาจบการทดสอบช่วงเวลาสุดท้าย ด้วยสองอัลบั้มหลักที่สามารถพิสูจน์ศักยภาพของลำโพงได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพลงที่มีอานุภาพของเวทีเสียงอันยอดเยี่ยม Cry Like a Rainstorm Howl Like the Wind โดย Linda Ronstadt และเพลงที่ดื่มด่ำกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างโดดเด่น ด้วยลูกคอแหบพร่าทรงเสน่ห์ของ Louis Armstrong ใน What A Wonderful World ฟังแล้วเข้าถึงบรรยากาศใกล้ชิดกับศิลปินคนโปรดมากกว่าที่เคย นับว่าลำโพงชุด Weava Core Abyss 28 และ Weava Locus ให้คำตอบที่ดีว่าเมื่อเราจะลงทุนกับการเล่นเครื่องเสียง แน่นอนลำโพงจะเป็นหมุดหมายแรกที่เราต้องค้นพบคุณภาพและศักยภาพให้ได้ดีที่สุด ลำโพงที่สมบูรณ์ต้องสามารถฟังเพลงหลากหลายสไตล์ได้โดยไม่จำกัด และการเสริมเบสโมดูลเข้าไปเพื่อให้ลำโพงหลักทำงานได้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ทำให้เบสตูมตามหรือปริมาณมากขึ้น คำว่า Tonal Balance จึงสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอสำหรับออดิโอไฟล์ตัวจริง นี่อาจจะเป็นการตอบโจทย์กับพื้นที่ขนาดเล็ก และพื้นที่ขนาดกลางโดยทั่วไป ว่าอยากได้เสียงเต็มอิ่มที่สุดโดยไม่ต้องอึดอัดกับลำโพงตั้งพื้นขนาดยักษ์ คุณสามารถเลือกเฟ้นความสุดยอดของไดรเวอร์ชั้นเยี่ยมมาประกอบกันขึ้นเป็นชุดลำโพงฟูลเร้นจ์ และเสริมเบสโมดูลอีกหนึ่งคู่ ก็จะได้เสียงสมบูรณ์แบบที่สุดได้อย่างแน่นอน จากจุดเริ่มต้นของ Driver ที่มีคุณภาพสูง ใช้หลักวิชาการในการประกอบตู้ตรงตามสเปคฯ ของผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ระดับโลก เราสามารถฟังลำโพงคุณภาพสูงในระดับไฮเอ็นด์อย่างคุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินในระดับที่สูงเกินความเป็นจริงครับ  สนใจติดต่อทดลองฟังได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology  โทร. 02 429 1236  

Tellurium Q Silver III การส่งผ่านสัญญาณเที่ยงตรงที่แม่นยำเป็นธรรมชาติ

Tellurium Q Silver III  การส่งผ่านสัญญาณเที่ยงตรงที่แม่นยำเป็นธรรมชาติ       ดังที่ผมได้นำเสนอหลักการของสายนำสัญญาณจากประเทศอังกฤษรายนี้ ไปก่อนหน้านี้ ถึงปรัชญาในการออกแบบว่า เขาคำนึงถึงการส่งผ่านสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทางด้วยความแม่นยำเที่ยงตรง สายสัญญาณทั้งหลายของเขาจะต้องไม่ทำตัวเป็นฟิลเตอร์ หรือเป็นตัวหักล้างสัญญาณใดๆ ในเส้นทาง ดังนั้นการบาลานซ์ระหว่างตัวนำฉนวนและกรรมวิธีทางเคมีคัลในการชุบตัวนำ ขั้วต่อ ก็จะต้องมีโทนัลบาลานซ์ที่ลงตัวเป็นสำคัญ หลักการออกแบบของ Tellurium Q แตกต่างจากผู้ผลิตสายสัญญาณทั่วไป TQ ไม่มีการเน้นเรื่องของการตลาดเกี่ยวกับวัสดุตัวนำ แต่เน้นไปที่พฤติกรรมของสัญญาณ และความถูกต้องของเฟสเป็นสำคัญ (Time Domain & Phase Behaviour) แนวคิดหลัก เมื่อมีสัญญาณเดินทางผ่านสาย อาจจะเกิดการเลื่อนของเฟส อาการหน่วงหรือดีเลย์ และการบิดเบือนของรูปคลื่นได้ ดังนั้นผลที่ได้จากสายนำสัญญาณที่แม้มีตัวนำชั้นดีมาก แต่อาจจะเบี่ยงเบนตำแหน่งดนตรี ทำให้ขาดความคมชัด และรายละเอียดทางด้านแอมเบี้ยนหายไป ดนตรีจริงนั้นไม่ใช่เพียงแค่ “ความถี่” แต่จะหมายถึงการสนองตอบของสัญญาณความถี่ด้วย เหตุการณ์นี้เราเรียกว่า “เสียงเกิดขึ้นตามช่วงเวลา” เมื่อดนตรีบรรเลงขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นชิ้นใดก็ตาม เช่นการดีดกีตาร์ การกดคีย์เปียโน การสีไวโอลิน การตีกลอง สิ่งแรกที่เราควรได้ก็คือการตอบสนองฉับไวของสัมผัสแรกสุด ที่เรียกว่าทรานเชี้ยนท์ และตามมาด้วยฮาร์โมนิกครบถ้วน การจะทำให้เสียงดนตรีคงอยู่เสมือนจริง ในหลักการก็ต้องมีความแม่นยำ และการเดินทางของเสียงที่เฟสถูกต้องเสมอ     สายนำสัญญาณของ Tellurium Q นั้น ถูกออกแบบให้เกิดความสมดุล โดยสัญญาณทุกย่านความถี่จะต้องมาถึงปลายทางพร้อมกัน หรือในทางอุดมคติคือ Absolute phase นั่นเอง วิศวกรผู้ออกแบบ Tellurium Q ไม่ได้พยายามอธิบายถึงเรื่องของวัสดุตัวนำและฉนวนพิเศษที่เขาเลือกใช้ โดยจะเน้นในเรื่องของการจัดโครงสร้างของสาย ในลักษณะ Geometry ที่มีมีผลต่อพฤติกรรมของสัญญาณ ไม่พยายามเปิดเผยความลับเรื่องวัสดุและวิธีการ วัสดุมีความสำคัญ แต่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น แต่พฤติกรรมของสัญญาณที่ถูกส่งผ่านในสายของ TQ ถือว่าสำคัญมาก มีการคำนวณเรื่องตัวนำฉนวนและรูปแบบของการเคลือบภายใน ที่มีผลต่อการส่งสัญญาณอันเที่ยงตรงแม่นยำเป็นสำคัญ  การจัดระยะห่างของตัวนำ ลักษณะการจัดวางตำนำต้องมีผลดีต่อ Capacitance Inductance และ Propagation Speed นี่คือหัวใจของ Tellurium Q  อธิบายเล็กน้อยนะครับว่า Capacitance คือความสามารถในการกักเก็บประจุไฟฟ้าในรูปที่เสมือนถังพัก ช่วยสำรองพลังงานหรือกรองสัญญาณ ดังนั้นสายของ TQ จะลดความเป็นตัวกรองหรือการทำตัวเป็นประจุของสายออกไป ส่วน Inductance หรือความเหนี่ยวนำ หมายถึงความสามารถในการต้านการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟหรือการสร้างสนามแม่เหล็ก สายที่ดีต้องมีความพอเหมาะพอดี หรือสมดุล อีกเรื่องหนึ่งคือ Propagation Speed ความเร็วการแพร่กระจายสัญญาณ คือความเร็วที่สัญญาณแพร่ขยาย หรือเดินทางผ่านตัวกลาง ซึ่งมักจะช้ากว่าความเร็วแสงในสุญญากาศเล็กน้อย นอกจากตัวนำแล้ว ยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของฉนวนที่เลือกใช้ด้วย สิ่งเหล่านี้ ส่งผลต่อ Phase และ Time alignment Tellurium Q มีความพยายามขั้นสูงสุดสำหรับการลดไมโครดิสทอร์ชั่นของ Waveform (ความดังและความถี่เสียงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง) ด้วยหลักการที่ว่า ถ้าสัญญาณความถี่ของเสียงดนตรีถึงหูผู้ฟังพร้อมกัน ปราศจากความผิดเพี้ยนแม้เล็กน้อย ก็จะทำให้คุณภาพเสียงนั้นมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากสัญญาณดนตรีมีข้อมูลเล็ก ละเอียดหยุมหยิมมาก เช่น เสียงของเครื่องดนตรี เสียงก้องสะท้อนของห้อง รวมถึงเอ็มเบี้ยนของสตูดิโอ จะผสมผสานกันและกัน การส่งสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทางนั้น ในอุดมคติก็คือสัญญาณทั้งสองจะต้องส่งผ่านด้วยความรวดเร็วหรือมีความมีความรู้สึกที่ใกล้ชิดหรือลัดสั้นที่สุด สายของ TQ จะพัฒนาทุกองค์ประกอบ จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้สายสัญญาณมีคุณภาพดียิ่งขึ้นในทุกครั้งที่มีการอัพเกรด  สายสัญญาณในรุ่นพัฒนาปรับปรุงใหม่ในซีรีส์ Silver lll นั้น ก้าวข้ามความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน ด้วยการปรับโครงสร้างสายอย่างเข้มงวด และจะต้องมีการนำมาทดสอบฟัง แล้วปรับอีกหลายครั้ง จนได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด     Tellurium Q Silver lll ออกแบบเพื่อบรรลุถึง: 1. การลด Phase Distortion ความผิดเพี้ยนทางเฟส 2. รักษา Time domain accuracy ช่วงเวลาที่ตรงต้องต่อความจริง 3. ควบคุม Geometry และ Electrical interaction 4. ลด Micro distortion ของ Waveform 5. ทางทีมวิศวกรจะใช้แนวทางการฟังจริง ร่วมกับการวัดผลทางห้อง Lab ดังนั้นสาย Tellurium Q Silver III จะให้เวทีเสียงที่ลึก จุดตำแหน่งดนตรีหรือ Image แจ่มกระจ่าง รวมถึงให้โทนเสียงเป็นธรรมชาติ เก็บทุกรายละเอียดครบถ้วน Tellurium Q Silver III รุ่นใหม่ล่าสุด ของปี 2026 เป็นสายสัญญาณและสายลำโพงระดับไฮเอ็นด์ที่ยกระดับจาก Silver II โดยเน้นความคมชัด เวทีเสียงที่กว้างขวาง และให้ความสมจริงของตัวโน้ตมากยิ่งขึ้น โครงสร้างสายยืดหยุ่นกว่ารุ่นเดิม ทำให้จัดวางได้สะดวกขึ้น โดดเด่นด้วยโทนเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไร้สีสันปรุงแต่ง และมีความสมดุลตลอดช่วงความถี่ สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ Silver III ทั้งสายลำโพง สายไฟ สายนำสัญญาณ ยังคงรักษาขนาดและรูปลักษณ์ภายนอกเท่าเดิม ไม่เพียงแค่เหมือนกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Silver II เท่านั้น แต่ยังคงขนาดเดียวกับ Silver รุ่นแรกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต่างออกไปคือ ภายในได้รับการปรับปรุงให้มีความเป็นธรรมชาติของเสียงดีขึ้น การควบคุมย่านเสียงต่ำยิ่งขึ้น ให้มิติเสียงแบบสามมิติชัดเจน ส่งผลต่อเวทีเสียงและจุดตำแหน่งเครื่องดนตรี ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิม     สาย TQ Silver lll ที่ผมได้รับมาทดสอบ มีสองรูปแบบ ชุดแรกเป็นสายนำสัญญาณ XLR Balanced ขนาดความยาว 1.65 เมตร ที่มีขั้วต่อแข็งแรงแบบชุบเงิน โครงสร้างเส้นใยถักทอห่อหุ้มด้วยวัสดุที่ดูดีมากๆ   และสายลำโพง ในรุ่น Silver lll ที่มีความยาวเส้นละ 2.50 เมตร มีคุณลักษณะแบน อ่อนหยุ่น ใช้ต่อระหว่างแอมป์และลำโพง สามารถวางลัดเลาะไปตามพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม โดยปลายขั้วสายเป็นแบบ BFA (British Federation of Audio) มีลักษณะเหมือนท่อโลหะกลวงผ่าซีก ให้พื้นที่ผิวสัมผัสแน่นมาก     Test Report ตามปกติแล้วผมมีสาย Tellurium Q ใช้งานอยู่สองสามชุดนะครับ ได้ทราบถึงคุณสมบัติพิเศษของเขามาตลอดก็คือ จะเป็นสายที่รักษาความเรียบของสัญญาณได้ดีมาก เป็นสายสัญญาณที่สามารถใช้ได้โดยปราศจากข้อจำกัด ไม่ว่าจะใช้กับเครื่องเสียงในยุคใหม่หรือย้อนกลับไปใช้กับยุควินเทจก็ได้ทั้งคู่ครับ เนื่องจากเป็นสายที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ในบุคลิกเสียงเพิ่มเติม แต่จะเน้นเรื่องความสะอาดของสัญญาณเป็นหลัก ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมคือ เน้นเรื่องความเป็นธรรมชาติเสียงมากกว่าสิ่งอื่น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนจากสายเดิมๆ มาใช้สาย Tellurium Q จะไม่เกิดอาการ “ของขึ้นโผงผาง ทันทีทันใด” แต่การเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นไปอย่างละเมียดละไมราบรื่น และเมื่อพ้นการฟังเพลงไปสักหนึ่งถึงสองเพลง คุณจะรับรู้ได้เลยว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นไม่ธรรมดา อะไรที่เราได้จากสาย Tellurium Q Silver lll สิ่งที่ผมสามารถเรียนรู้ได้แทบจะทันทีหลังจากฟังอัลบั้มคุ้นหูนั่นก็คือ Tellurium Q Silver lll ยังคงจุดเด่นเรื่องรายละเอียดที่ระยิบระยับ ดีงามตามสไตล์ "Silver" แต่เพิ่มเติมความสมจริงและมิติด้านลึกให้โดดเด่นยิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิมอย่างแน่นนอน และมีอยู่สองเรื่องด้วยกัน ซึ่งทำให้สายสายนำสัญญาณ (XLR) และสายลำโพง Silver lll มีความผิดแผกแตกต่างจากสายทั่วไปก็คือ เราจะได้รับฟังเสียงดนตรี ที่มีการจัดวางจุดตำแหน่งของชิ้นดนตรีที่แม่นยำขึ้นอีกมาก และควบคู่มากับบรรยากาศ ฉ่ำ อิ่ม ระรื่นหู มีการส่งผ่านฮาร์โมนิกที่สวยงามละเมียดละไม เมื่อได้ฟังแล้วจะรู้สึกได้ถึง การหลุดลอยของเสียงร้องเป็นสามมิติ และการจำแนกแจกแจงชิ้นดนตรีที่มีความกว้างของ Sound Stage ที่โออ่าโอฬารยิ่งขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนตัวผมชอบความเป็นธรรมชาติของเสียง รักษาซึ่งความราบรื่นความสะอาดสะอ้าน ถือเป็นหัวใจหลักของสาย Tellurium Q มาตลอด ถ้าวิเคราะห์หรือแยกแยะเฉพาะในเรื่องของย่านความถี่ ในด้านความถี่เสียงต่ำหรือเบส พัฒนาขึ้นมามากทีเดียว คือให้เบสที่อิ่ม ลอยเด่นเป็นชิ้นเป็นอัน และกระชับสมจริง สามารถควบคุมช่วงต้นของเบสได้ดีกว่ารุ่น Silver ll รวมถึงย่านความถี่เสียงแหลม มีหลักสังเกตก็คือ สามารถถ่ายทอดรายละเอียดช่วงปลายเสียงที่ซับซ้อนได้อย่างราบรื่น แนบเนียน เปิดกว้างอิสระ แต่ก็ให้ความผ่อนคลาย     สายสัญญาณ Silver III (XLR) ให้เสียงใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับรุ่นพี่อย่าง Ultra Silver มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างฮาร์โมนิกของดนตรีที่ยอดเยี่ยม ส่วนในสายลำโพง Silver III ช่วยเพิ่มความชัดเจน (Clarity) และโฟกัส (Focus) ให้กับระบบเสียงเครื่องเสียงของเราได้อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าคิดแบบว่า ใช้เงินให้คุ้มค่า นี่คือสายลำโพงที่ดีมาก โดยไม่จำเป็นต้องขยับไปรุ่นที่แพงกว่านี้แต่อย่างใด ผลการทดสอบ เราจะได้รับผลทางด้านคุณภาพเสียงที่ดี และยังคงรักษาความแม่นยำของเฟสเสียง ทำให้เกิดโทนัลบาลานซ์ที่ดี อันเป็นผลที่มาจากหลักปรัชญาด้านการลด "Phase Distortion" หรือการบิดเบือนของเฟสสัญญาณ และการจัดการเรื่อง "Timing" อันเป็นหัวใจสำคัญ ทำให้เสียงที่ได้ มีจังหวะจะโคนแม่น ตรง เป็นสามมิติ  คือการอัปเกรดที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ชอบรายละเอียดและความใสกระจ่าง แต่ต้องการเสียงที่มีเนื้อหนังและมีความเป็นดนตรีที่สมดุลเป็นธรรมชาติมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม คำจำกัดความสั้นๆ คือ Tellurium Q Silver III นำเครื่องเสียงทั้งชุดของเรา คืนสู่ธรรมชาติของเสียงในทุกรายละเอียดไม่ปรุงแต่งเกินจริง เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมากครับ Reference: Accuphase DP 570S Accuphase E4000 Harbeth Monitor 30.3 XD2 ราคาจำหน่าย : Tellurium Q Silver III (2026) สายลำโพง Tellurium Q Silver III 2.5 M  (31,700) Tellurium Q Silver III Jumper  (6,500) Tellurium Q Silver III RCA 1 M (21,000) Tellurium Q Silver III XLR 1 M (28,000) Tellurium Q Silver III USB 1 M (24,500) Tellurium Q Silver III Phon RCA 1 M (21,000) Tellurium Q Silver III Power 1.5 M (69,000) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ SoundBox โทร: 089-920-8297 ตัวแทนจำหน่าย: Sound Box  089-920-8297 คุณโจ้ . HiFi House  096-978-7424 คุณเอ็ม . HiFi 99 081-999-1699 คุณนะ . Inter HiFi 094-124-2732 คุณโมท . TSV 081-657-3397 คุณท็อป . Audi Home HiFi 089-028-7117 คุณตั้ม . Audio Mate 081-869-3613 คุณปัน . Turntable One 084-814-9011 คุณพิทักษ์ . MAS HIFI 081-9820282 คุณมาศ  

KEF LSX II New Colours : Wireless HiFi Speakers

KEF LSX II New Colours Wireless HiFi Speakers นี่คือลำโพงแห่งยุคสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของมิวสิคเลิฟเวอร์ ที่ต้องการคุณภาพเสียงในระดับไฮไฟ ออกแบบให้มีทั้งความเรียบง่าย และงดงามตระการตา  KEF LSX II เป็นระบบลำโพงแอคทีฟสตรีมมิ่งไร้สาย ระดับไฮคลาสโดยผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกจากประเทศอังกฤษ นอกจากลำโพงโฮมไฮไฟที่ขึ้นชื่อลือชาแล้ว ในตลาดลำโพงไร้สาย KEF ก็ได้รับความนิยมในระดับสูงสุด KEF LSX เป็นรุ่นแรกที่วางตลาดเมื่อปี 2018 และได้พัฒนาขึ้นมาเป็นรุ่น LSX ll มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2022 โดยมียอดจำหน่ายขายดีในอันดับต้นๆ  และด้วยหลักวิศวกรรมการออกแบบที่ยอดเยี่ยม KEF LSX II จึงคว้ารางวัลนวัตกรรมลำโพงวางหิ้งแบบไร้สายแห่งยุโรปคือ EISA Best Wireless Bookshelf Speakers 2023-2024      จุดเด่นอยู่การออกแบบที่ล้ำยุคด้วยขนาดกะทัดรัดสีสันที่สวยงามเสมือนหนึ่งเครื่องประดับภายในบ้าน จึงได้รับการต้อนรับจากนักฟังเพลงทุกระดับ  ลำโพง LSX II รุ่นล่าสุดนำเสนอความงดงามของตู้ มีสีให้เลือกถึง 4 สี ด้วยกันคือ คาร์บอนแบล็ค (Carbon Black), ซาวด์เวฟ (Soundwave by Terence Conran), คอตตอน ไวท์ (Cotton White), แอมเบอร์ เฮส (Amber Haze) และเป็นครั้งแรกที่ทุกสีของ LSX II มีผิวสัมผัสเป็นผ้าทั้งหมด  โดยสีที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่คือคอตตอน ไวท์ (Cotton White) และแอมเบอร์ เฮส (Amber Haze) ที่ให้ทั้งความคลาสสิกสวยงามและสัมผัสนุ่มนวลด้วยผ้าที่ถักทอเส้นใยขึ้นโดยเฉพาะสำหรับ KEF  ผมได้รับลำโพง KEF LSX II คอตตอน ไวท์ (Cotton White) มาทดสอบฟังอีกครั้งหนึ่ง นับเป็นช่วงเวลาที่ดีๆ อันน่าประทับใจ เสียงที่มีเอกลักษณ์ โทนหวานใส พร้อมกับความอบอุ่นละมุนละไม สร้างบรรยากาศเสียงดนตรีที่สมจริงเหมือนเช่นเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปบ้างคือสัมผัสของตัวตู้แบบหุ้มโดยรอบด้วยผ้าที่คลาสสิกน่าประทับใจ การออกแบบดีไซน์ ในระดับ High-Fidelity ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ใช้ไดรเวอร์ตัวขับเสียงแบบ Uni-Q และระบบขับเคลื่อนภายใน Music Integrity Engine (MIE) อันเป็นสิทธิบัติเฉพาะตัว จึงเข้าถึงมิติเสียงที่ทั้งโอบล้อมและสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ ความสวยงามในดีไซน์ใหม่ล่าสุดนี้ ตัวตู้ลำโพงมีรูปทรงของความมินิมอลที่ประณีตและหุ้มผ้าโดยรอบ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ออกแบบโดย Michael Young ร่วมกับ KEF จึงมีทั้งความโดดเด่นและเป็นการสร้างศิลปะบนตู้ลำโพงที่แตกต่าง     ภายในลำโพงประกอบด้วย ชุดไดรเวอร์ Uni-Q ขนาด 4.5 นิ้ว เจนเนอเรชั่น 11 ให้เสียงที่บริสุทธิ์แม่นยำและให้การกระจายอย่างทั่วถึงทั้งห้อง ด้วยความสามารถของ Music Integrity Engine ระบบ DSP ที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับชุดไดรเวอร์ Uni-Q เพื่อประสิทธิภาพที่สมบูรณ์แบบ พร้อมเสียงที่ชัดเจนและสมดุล เป็นลำโพงระบบแอคทีฟเต็มรูปแบบพร้อมภาคขยายในตัวเองที่มีกำลังขับรวมทั้งระบบ 200W ให้พลังความดังสูงสุดถึง 102dB SPL (Max. SPL 102dB) มีช่องสำหรับติดตั้งเพื่อยึดเข้ากับขาตั้งพื้น KEF S1, แผ่นรองโต๊ะ P1 และขายึดติดผนัง B1 (ที่มีจำหน่ายแยกต่างหาก) KEF LSX II ยังอำนวยความสะดวกในการตอบสนองการฟังเพลงด้วยระบบ Multi-room Streaming เชื่อมต่อได้อย่างราบรื่นกับลำโพง LS Wireless Collection อื่นๆ ผ่าน Wi-Fi โดยใช้ AirPlay 2, Google Cast และ Roon ระบบลำโพงให้การรองรับบริการสตรีมเพลงที่สำคัญทั้งหมดรวมถึง Spotify, Tidal, Qplay, Amazon Music นอกเหนือจากนั้น ยังสามารถเชื่อมต่อแบบมีสาย ที่ครอบคลุมรวมถึง HDMI, USB Type-C, Optical และ AUX 3.5 mm. ครบถ้วนอีกด้วย พร้อมแอพพลิเคชั่น KEF Connect App สำหรับการสตรีมมิ่ง ที่มีการควบคุมและการตั้งค่าอย่างละเอียด สำหรับคุณภาพเสียงจากการทดสอบ ผมขอสรุปจาก Test Report มาให้ได้อ่านกันดังต่อไปนี้ครับ  อ่าน Test Report ฉบับเต็มได้ที่ : https://www.facebook.com/share/p/1BqwuBrMQB/     ด้วยขนาดอันเหมาะสมเพียง 240 x 155 x 180 มิลลิเมตร ทำให้วางได้ทุกสถานที่ในบ้าน ไม่ว่าจะห้องนั่งเล่น โฮมออฟฟิศ หรือแม้กระทั่งในสตูดิโอ ด้วยลำโพงเพียงคู่เดียวที่จะสร้างเวทีเสียงสเตอริโอให้คุณได้อย่างเต็มที่ ระบบลำโพงเป็นสเตอริโอ ซ้ายขวา โดยลำโพงด้านขวา จะเป็นหลักในการคอนโทรลแหล่งเสียง และรับสัญญาณไร้สาย ส่งผ่านให้ลำโพงซ้ายในระบบสเตอริโอโดยไม่ต้องมีการเชื่อมสายระหว่างลำโพงอีกต่อไป เรียกว่าไร้สายที่สมบูรณ์แบบจริงๆ หมายเหตุ: สำหรับลำโพงสองตู้นี้ ตู้ที่มีตัวอักษรกำกับว่า Primary จะเป็นลำโพงศูนย์กลางหลัก (เป็นแชนแนลขวา) ที่ทำหน้าที่เป็นฮับ ที่จะต่ออินพุตครบถ้วนทั้งดิจิตอลและอนาล็อก (USB-C, HDMI ARC, Optical และ Analog Input AUX Subwoofer) คือการเชื่อมต่อหลักทั้งหมด รวมถึงมีช่องโยงสายลำโพงหากัน (กรณีเราไม่ต้องการระบบไร้สาย ระหว่างลำโพงซ้าย-ขวา) ส่วนอีกตู้หนึ่งจะเป็นลำโพง Secondary ซึ่งจะเป็นแชนแนลซ้ายครับ     ดูด้านหลังจะเห็นช่องต่อของลำโพงด้านขวา (Primary Speaker) มีช่องอินพุต LAN network สำหรับต่อจากอีเทอร์เนท เร้าเตอร์ สายเชื่อมต่อระหว่างลำโพง (ในรุ่นนี้ไม่จำเป็นต้องใช้) ช่องต่ออินพุต USB-C, Optical, HDMI ช่อง AUX ที่จะส่งผ่านสัญญาณอนาล็อก จากเครื่องเล่นซีดี และเครื่องเล่นแผ่นเสียง (ที่มีวงจรภาค Phono ในตัว) ช่องต่อเสริมซับวูฟเฟอร์ที่จะทำให้ยกระดับชุดลำโพงของคุณชุดนี้ให้มีพลังที่ใหญ่โตขึ้นไปอีกนับเป็นเท่าตัว ส่วนลำโพงตู้ซ้ายมีช่องเชื่อมต่อระหว่างลำโพง และปุ่มกดสำหรับแพร์ริ่ง กับตัวลำโพงหลักเท่านั้นเอง ผมต่อสายไฟ ให้กับตู้ลำโพง ซ้าย-ขวา ต่อสาย LAN ให้ลำโพงตู้ขวา (Primary Speaker) ที่จะเป็นฮับหรือศูนย์กลางของระบบ ซึ่งก็จะเป็นตัวหลักที่สามารถควบคุมทุกอย่างได้อย่างคล่องตัว เซ็ตอัพลำโพงบนขาตั้งโลหะผสม วางลำโพงห่างกัน 1.50 เมตร เหมือนเราฟังลำโพงแพสสีพโดยทั่วไป  จุดเด่นใน KEF LSX II รุ่นล่าสุดนี้ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ เมื่อคุณดาวน์โหลดเอาแอพพลิเคชั่นของ KEF มาอยู่ในสมาร์ทโฟนแล้ว ระบบการสั่งงานจะทำได้ง่ายดายสะดวกอย่างยิ่ง KEF LSX II ออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย เป็น User friendly มากๆ โหลดมาใช้งาน เปิดปุ๊บ คอนโทรลได้ทันที แอพจะมองเห็นลำโพง เริ่มเชื่อมต่อทุกอย่างเข้ากับระบบผู้ให้การสตรีมมิ่งอย่างอัตโนมัติ มีลำโพง KEF LSX II ก็เหมือนเราได้ยกวงดนตรีทุกรูปแบบบนโลกใบนี้มาอยู่บนฝ่ามือ ใช้ได้ทั้งสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต การทำงานคล่องตัวอย่างเหลือเชื่อ อีกทั้งปฏิสัมพันธ์ทุกอย่าง ระหว่าง KEF LSX II กับผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง ลงตัวอย่างพร้อมสรรพ ช่วยให้เราเข้าถึงเพลง ดนตรี อย่างไร้ขอบเขต     ในฐานะนักฟังเพลงจากระบบออดิโอไฟล์ ขอชื่นชมว่า KEF LSX II ได้เปิดโลกใบใหม่ด้วยตัวขับเสียงประสิทธิภาพสูงแบบ Uni-Q Gen 11 อันเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ KEF ที่สามารถกระจายเสียงไปทั่วห้องได้อย่างทั่วถึง  คุณภาพเสียงจึงมิได้ต่างไปจากการฟังเพลงจากต้นฉบับของสตูดิโอ ให้รายละเอียดทุกย่านความถี่ฉับไวเสมือนจริง ทุกรายละเอียดเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา อีกทั้งดีไซน์กะทัดงดงามเกินห้ามใจ ความโดดเด่นของระบบอิเล็กทรอนิกส์ DSP ภายในตู้ใช้หน่วยประมวลผล Music Integrity Engine ขั้นสูง ที่ให้การคำนวนเสียงได้อย่างอย่างถูกต้อง ทำให้เป็นลำโพงแอคทีฟสตรีมมิ่งที่ครบสมบูรณ์ และเสียงดีระดับไฮคลาสอย่างแท้จริงครับ สำหรับในการทดสอบฟังอีกครั้ง ในช่วงเวลาขณะนี้กับ LSX II รุ่นอัปเกรดตู้เน้นผิวสัมผัสเป็นผ้า ในสไตล์ Fabric Wrapped คุณภาพสูงจาก Kvadrat นั้น ความรู้สึกในใจบ่งชี้ว่าเรารู้สึกอบอุ่นละมุน เหมือนอยู่กับงานศิลปะ ทำให้ลำโพงดูมีคลาสขึ้นไปอีกระดับ  ในด้านการถ่ายทอดคุณภาพเสียง ผมยังคงชื่นชมความสามารถของ KEF LSX II ในแง่ของศักยภาพ ซึ่งให้ทั้งความโอ่อ่าและมีพลังเสียงที่เปิดกว้าง เสียงสะอาดสดใส เบสอิ่มลึกล้ำ เกินกว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า ว่านี่คือลำโพงขนาดย่อมๆ เท่านั้น แต่เสียงที่ได้รับฟัง เหมือนได้ฟังชุดเครื่องเสียงชั้นดีชุดใหญ่ เป็นลำโพงแอคทีฟที่เสียงดีมาก และดูสวยงามราวงานศิลปะ อันเป็นสิ่งที่ KEF เท่านั้นที่จะดีไซน์ได้สวยงาม และลงตัวขนาดนี้ครับ KEF LSX II ราคา 55,900.- บาท ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ https://www.vgadz.com/kef/ ติดต่อสอบถาม ทดลองฟังเสียงผ่านตัวแทนจำหน่าย KEF https://www.vgadz.com/kef-dealer/ ติดตามข่าวสาร KEF ได้ที่ FB: KEF AUDIO THAILAND Line OA: @kefthailand  

Tech talk
The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เทคนิคการเซ็ตอัพ และปรับค่าซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง 2 แชนแนล

The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เทคนิคการเซ็ตอัพ และปรับค่าซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง 2 แชนแนล       บทความตอนนี้ จะกล่าวถึงหลักปฏิบัติซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผม ในการปรับตำแหน่ง และเซ็ตค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ โดยขอแบ่งแยกรูปแบบตู้ซับดังต่อไปนี้ 1. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกด้านหน้า (ทั้งมีท่อพอร์ต และตู้ปิดทึบ) 2. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง (down firing)  3. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง หรือออกด้านหน้า แต่มีแพสสีพเรดิเอเตอร์ยิงเสียงออกซ้าย-ขวา (two ways) 4. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกสองด้าน (two ways)        ด้วยการออกแบบในเทคนิคที่แตกต่างเหล่านี้ การเซ็ตตำแหน่งที่วางตู้ซับ ก็จะต้องหาวิธีมีความเหมาะสม และให้ความลงตัวที่แตกต่างกันไป            ตำแหน่งที่ SET UP สำหรับท่านที่ต้องการเซ็ตเอง แบบค่อยๆ เรียนรู้ และหาจุดตำแหน่งที่เหมาะสมคือ       ในภาพ FIG 1 เซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา ให้เลือกตำแหน่งในแบบ “โอบล้อมลำโพงหลัก” โดยเลือกในแต่ละทิศทาง ได้ทั้ง หน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา วางห่างลำโพงหลัก ณ. ตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง ให้เป็นเงาซ้อน ห่างลำโพงหลักประมาณ 1 ฟุตขึ้นไป จุดใดเหมาะสมที่สุด เลือกจุดนั้นครับ           การเซ็ตแบบนี้ จะยืดหยุ่นได้มากที่สุด และเหมาะกับห้องขนาดเล็ก 12 ตารางเมตร จนถึงห้องขนาด 35-40 ตารางเมตร     ในภาพ FIG 2 คือเซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา โดยวางเป็นมุมเฉียง 45 องศา จากลำโพงหลัก ระยะห่างเริ่มที่หนึ่งฟุตเป็นต้นไปเช่นกัน      นี่อาจจะเหมาะกับขนาดห้องที่มีบริเวณกว้างลึกเกิน 15-20 ตารางเมตร ขึ้นไป         ในภาพ FIG 3 คือการใช้ซับวูฟเฟอร์ตู้เดียว ด้วยการวางตรงกึ่งกลางระหว่างระนาบเดียวกับลำโพงซ้ายขวา โดยถอยหลังลึกเข้าไปจากระนาบ ห่างหรือชิดผนังแค่ไหน ให้เริ่มทดลองดู ขยับทีละตำแหน่ง ทีละเล็กน้อย หาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด การใช้ซับวูฟเฟอร์ตัวเดียวนั้นอาจจะเซ็ตได้ไม่ยากนักก็จริง แต่ทั้งคุณภาพและปริมาณความถี่ต่ำจะต้องเกลี่ยให้กลมกลืนกับระบบซิสเต็มลำโพงหลัก มิฉะนั้นมันจะทำให้เรารู้สึกว่า จุดที่ความถี่ต่ำตกกระทบเป็น “ระดับเสียงดังมากกว่าลำโพงหลัก” นั้น เป็นตัวต้นเหตุทำให้รบกวนความถี่อื่นให้จมหายไป         ในกรณีลำโพงซับวูฟเฟอร์ ที่มีการยิงเสียงสองทิศทางไปด้านซ้าย-ขวา หรือซับวูฟเฟอร์ที่ยิงเสียงลงพื้น (down firing) จะทำให้เซ็ตเสียงได้กลมกลืนง่ายกว่า ตู้ซับแบบยิงมาด้านหน้าโดยตรง อีกทั้งจะทำให้เสียงต่ำกินบริเวณกว้างลึกได้มากยิ่งขึ้น        เนื่องจากจุดประสงค์ในการเซ็ตอัพ ซับวูฟเฟอร์ ก็คือทำอย่างไรก็ได้ ให้เพิ่มปริมาณ และคุณภาพความถี่ต่ำ “กลมกลืน” ในปริมาณที่ “พอดี”           หรือมีสเกลสัดส่วนย่านความถี่ต่ำใกล้เคียงกับความถี่กลางแหลมของลำโพงเมนหลัก ซ้าย ขวา             ซับวูฟเฟอร์ ไม่ควรที่จะปรับให้มีปริมาณเสียงดัง ความถี่กระทุ้งกระแทก แล้วระบุจุดตำแหน่งที่ตั้งหรือตัวตนของมันเอง ว่าอยู่ ณ.ตรงจุดใด อันนั้นถือว่าเป็นการเซ็ตอัพที่ไม่ถูกต้อง         ต่อจากนี้ คือการปรับค่าหลักๆ 3 ค่าที่สำคัญ ในตู้ซับวูฟเฟอร์ครับ ปุ่มปรับระดับความดัง Level หรือ Volume  ปุ่มปรับจุดตัดความถี่ Crossover Network ปุ่มปรับ Phase 0-180 องศา หลักการเบื้องต้นโดยทั่วไปก็คือ จะต้องปรับปุ่มของระดับความดัง Level หรือ Volume ให้อยู่ในระดับ 10.00 ถึง 12:00 น. (กึ่งกลาง) โดยประมาณ           เพราะที่ระดับความดังขนาดนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปรับ ลด หรือเพิ่มอีกเล็กน้อย ของระดับเสียงซัพวูฟเฟอร์โดยทั่วไป         การปรับระดับความดัง Level หรือ Volume จะต้องทำควบคู่กับจุดตัดความถี่ครอสโอเวอร์เสมอ         ให้เลือกจุดตัดความถี่ที่ต่ำที่สุดของซับวูฟเฟอร์ ตู้นั้นๆ เอาไว้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น40 หรือ 50Hz            ย่านความถี่จุดตัดยิ่งสูง อัตราเสียงต่ำจะกระแทกกระทั้นมากขึ้น ดังนั้นจงหาจุดที่สมดุลกับความถี่ต่ำของลำโพงเมนหลักให้ได้        แนะนำว่า ไม่ควรจะเลือกตัด ความถี่ครอสโอเวอร์สูงเกิน 100 เฮิร์ตซ์ โดยไม่จำเป็น เพราะส่วนมากแล้วจุดตัดสูงๆ จะทำให้เสียงเบสโด่งนำหน้าความถี่อื่น       ความถี่จุดตัดจะต้องปรับคู่กับ Volume อยู่เสมอ และต้องปรับทีละเล็กทีละน้อยอย่างละเอียดที่สุด ก็เพราะว่า ตรงจุดครอสโอเวอร์นี้ จะทำให้รอยเชื่อมต่อของความถี่ต่ำ ระหว่างลำโพงเมนหลัก กับความถี่ต่ำจากตู้ซับวูฟเฟอร์นั้นสามารถกลมกลืนกันได้        เมื่อปรับค่าของซับวูฟเฟอร์ ได้ค่อนข้างกลมกลืนแล้ว (หรือมีปัญหาว่าเบสบางส่วนยังคงเดินช้ากว่าเสียงกลางแหลม) ให้ลองปรับค่าที่ Phase 0-180 ดู เป็นลำดับสุดท้าย          ไม่ควรปรับค่าเฟสไปทางเฟสลบ -180 องศา ในระหว่างจูน Volume และ Crossover แต่ให้ปรับดู หลังจากปรับค่าทุกอย่าง และให้เสียงได้ลงตัวแล้ว         ปุ่มปรับค่าเฟสนี้ ซับบางตู้ อาจจะเป็นสวิตช์ เลือก บวก 0 และ ลบ 180 องศา แต่ ซับวูฟเฟอร์ราคาสูงๆ มักจะเป็นปุ่มเกนโวลุ่ม ให้เราเลือกค่าเฟสแปรผันไปทีละน้อยได้              ยังมีอีก 2 เทคนิค สำหรับการเสริมตู้ซับเข้าไปในระบบฟังเพลง ซึ่งเป็นวิธีการของงาน Professional เมื่อนานมาแล้ว เหมาะกับห้องฟังเพลงที่มีขนาดใหญ่ และเสียงเบสเบาบางเกินไป ก็สามารถใช้วิธีดังกล่าวนี้ได้ 1. Inverted Stack Cardioid วางตู้ซับวูฟเฟอร์ ซ้อนกันสองถึงสามตู้ต่อแชนแนล อาจจะมีการวางยิงเสียงมาด้านหน้าทุกตู้ หรือสลับบางตู้ยิงมาด้านหน้า บางตู้ยิงไปด้านหลัง แล้วแต่การ คำนวณค่า หรือเซ็ตอัพ จะทำให้ได้มิติของเสียงเบสและความกว้างลึกของเสียงต่ำสมบูรณ์มากขึ้น การวางตู้ทับซ้อนขึ้นไป ช่วยให้เปลืองพื้นที่น้อยที่สุดภายในห้อง            สิ่งสำคัญก็คือตู้ซับจะต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้วางซ้อนกันได้ ไม่ควรนำตู้ซับวูฟเฟอร์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการนี้มาวางซ้อนกันนะครับ        2. End Fire Cardioid เป็นอีกเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเทคนิคการวางตู้ซับวูฟเฟอร์ซึ่งในกรณีนี้ มีอยู่หลายวิธี ทั้งการวางตู้หน้า-หลัง ในลักษณะเฟสบวกหรือการวางชิดกันสามตู้ โดยมีการยิงเสียงต่างทิศทางกัน       ต้องมีการคำนวณการเว้นระยะห่าง เพื่อการคอนโทรลความถี่ต่ำ อันเนื่องมาจากบางครั้งมีปัญหาการรบกวน มีการเลี้ยวเบนของเสียงต่ำที่กระจัดกระจาย ออกรอบทิศทาง หรือการทับซ้อนกันเองของความถี่ต่ำ              ซึ่งวิธีนี้ จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเซ็ตอัพ โดยเฉพาะครับ            บทสรุปคือการเล่นเครื่องเสียงย่อมมีหลายวิธีการและการเสริมตู้ซับวูฟเฟอร์เข้าไปนั้น ถ้าเราใช้เทคนิคที่ถูกต้องก็จะทำให้ความถี่ต่ำนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น           โดยให้ยึดหลักที่ว่า หากระบบเสียงภายในห้องนั้นยังขาดความสมบูรณ์ที่ความถี่ใดความถี่หนึ่ง เราก็สามารถเสริมเข้าไปได้  โดยคำนึงถึงเรื่องโทนัล บาลานซ์ และสเกลของความถี่เป็นสำคัญครับ  

The Light of Audiophile ตอนที่ 6 การเสริมระบบซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง

The Light of Audiophile ตอนที่ 6 การเสริมระบบซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง         การเสริมซับวูฟเฟอร์ในระบบฟังเพลง 2 แชนแนลนั้น มาจากเหตุผลที่ว่า ถ้าซิสเต็มในระบบฟังเพลงของเรา เสียงต่ำบาง เบสขาดสเกลเสียง อันเนื่องจากความสามารถในการตอบสนองความถี่ของลำโพงเสียงต่ำ Woofer ไปได้ไม่ถึงจริงๆ            เพราะขนาดลำโพงเล็กเกินไป เช่น ลำโพงวางขาตั้งที่มีขนาดวูฟเฟอร์ เพียง 4-8 นิ้ว ที่ไม่อาจจะให้ทั้งปริมาณ และคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง (โดยไม่บีบเค้น) นั้นได้           หรือต่อให้เราใช้ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่พอสมควร แต่เนื่องจากขนาดของห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เบสที่ควรจะได้จากลำโพง 2 ตู้ ก็ยังรู้สึกด้อยกว่าเสียงกลางแหลม ไม่สามารถที่จะเซ็ตอัพให้ได้คุณภาพเสียงต่ำที่สมบูรณ์ได้ คำตอบก็อาจจะต้องมาอยู่ที่การเสริม Sub-Woofer ครับ         ช่วงปี 2542 ผมได้ให้คำปรึกษาด้านระบบเสียงให้ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งชีวิตส่วนตัวท่าน เป็นคนเล่นเครื่องเสียง ในแบบอนาล็อก ฟังเพลง Classical ที่บรรเลงด้วยวงออเคสตร้าเป็นหลัก             ที่สุดท่านได้ตัดสินใจซื้อลำโพงรุ่นท็อป ตู้ขนาดสูงท่วมบ้าน ขนาดวูฟเฟอร์ 12 นิ้ว สองตัวต่อตู้ มาฟังเพลงที่ชื่นชอบ แต่ก็ปรารภกับผมตลอดว่า เสียงของกีต้าร์เบส ดับเบิ้ลเบส กลองทิมปานี ขาดน้ำหนัก เบาบางไป           ถ้าฟังในระดับเบาๆ แบบแบ็คกราวนด์มิวสิกนี่แทบไม่เหลือให้สัมผัสอรรถรสดนตรีช่วงความถี่ต่ำเลย           ผมตัดสินใจจัดเอา Active Sub-Woofer ที่มีขนาดไดรเวอร์ 12 นิ้ว และ Sub Bass Radiator ขนาด 15 นิ้ว มาเพิ่มสองตู้ ซ้ายขวา โดยหาวิธีต่อจากปรีเอาท์ของปรีแอมป์ชุดที่ 2 และเซ็ตอัพหาความบาลานซ์เพื่อให้เกิดสมดุล ของความถี่ต่ำกับย่านกลางแหลมให้ลงตัว            ต้องเข้าใจว่า เกือบสามสิบปีที่แล้ว แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ยังมีความเฉื่อยของเสียงต่ำอยู่บ้าง ไม่เหมือนแอคทีฟซับวูฟเฟอร์สมัยนี้ ที่ดีไซน์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย กรวยลำโพงใช้วัสดุที่ดี ให้การสนองตอบฉับไว เท่าทันความถี่กลางแหลม          สำหรับซับแอคทีฟยุคเก่า ผมจึงต้องกำหนดจุดตั้ง และเซ็ตอัพอยู่ 2-3 ครั้ง จึงลงตัวในที่สุด ท่านเจ้าของซิสเต็มบอกว่า ได้เสียงที่ลงตัวประทับใจ ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงในคอนเสิร์ตฮอลล์ จึงมีความสุขมาก ถือว่าแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้        มาย้อนดูช่วงเวลาของการออกแบบซับวูฟเฟอร์ ที่น่าสนใจกัน ช่วงปี 1982 บริษัทนิปปอน กักกิ หรือยามาฮ่า ตัดสินใจออกแบบแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ตัวแรก นั่นคือ NS-W1 โดยมีขนาดตู้ 50 ลิตร มีแอมป์ขับในตัว 45 วัตต์โมโน ที่ 6 โอห์ม แม้ไดรเวอร์จะมีขนาดเพียง 10 นิ้ว แต่ดีไซน์เนอร์อธิบายว่า ตัวขับเสียงถูกออกแบบให้ครอบคลุม ตอบสนองความถี่ต่ำเฉพาะ จึงต่างไปจาก Woofer ทั่วไป มีความสามารถแสดงผลความถี่ต่ำลงลึกได้ถึง 20Hz            ในเวลาเดียวกันนั้น ทาง Bose และ M&K แห่งอเมริกา เป็นรายแรกๆ ที่ออกแบบลำโพงเมนหลักกลางแหลมแยกส่วนออกจาก Sub-Woofer แบบแพสสีพ ซึ่ง M&K ใช้ชื่อระบบว่า Sub-Satellite เป็นการแก้ปัญหาขาดความถี่ต่ำ ประการหนึ่ง และให้ความสะดวกในการจัดวางภายในห้องขนาดย่อมๆ          จากนั้นมีบริษัทเครื่องเสียงบางแห่ง อาทิ Dave Hall เปิดตัว Velodyne Acoustics ในปี 1983 เพื่อเน้นผลิตซับวูฟเฟอร์โดยเฉพาะ เทคโนโลยีล้ำสมัยของ Velodyne คือระบบเซอร์โวคอนโทรล          ระบบนี้ จะนำเอาปฏิบัติการดิจิตอลช่วยรายงานจากสถานการณ์ใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยควบคุมมิให้ซับวูฟเฟอร์ส่งเสียงผิดเพี้ยน (Digital High Gain Servo Control)          มีระบบอีควอไลเซอร์ EQ Plus ที่จะทำให้สามารถปรับซับวูฟเฟอร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์การใช้งานของแต่ละบุคคล และห้องต่างๆ อย่างเหมาะสม          บริษัท Sunfire เคยออกแบบซับวูฟเฟอร์ที่เน้นให้มีขนาดเล็กมากๆ แต่มีพลังขับอย่างชนิดสั่นสะเทือนห้อง ซึ่งในช่วงเวลาขณะนั้น พ่อมดอิเล็คทรอนิกส์ บ๊อบ คาร์เวอร์ มีส่วนในการออกแบบภาคขยายคลาส T ขนาดเล็กแต่กำลังขับสูงที่สุดในโลก บรรจุลงไปในตู้ซับวูฟเฟอร์         บริษัท Rel Acoustics เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่เน้นการผลิตซับวูฟเฟอร์คุณภาพสูง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามที่จะทำให้เสียงต่ำมีมิติที่สมบูรณ์ ในระบบโฮมออดิโอ ย้อนคืนไปสู่รสชาติของการแสดงคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์            บริษัท KEF แห่งอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นบริษัทลำโพงอนุรักษ์นิยม ที่ประสบผลสำเร็จที่สุดในระดับโลกได้ออกแบบแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ออกมาหลายรุ่น อาทิ REFERENCE 8b ที่ใช้ตัวขับ 9 นิ้ว พร้อมแอมป์คลาส D กำลังขับ 500 วัตต์ x 2             ซับวูฟเฟอร์ รุ่น KC62 ที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด รวมถึงรุ่นใหม่ KC92 ที่มีขนาดกลางๆ ตัวขับ9 นิ้วและแอมป์คลาส D 1000 วัตต์!!!         ในแง่ของการใช้ Sub-Woofer กับระบบฟังเพลงในบ้าน ผมไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งผิดแปลกพิสดาร หรือย้อนแย้งอะไร ตราบเท่าที่ผู้ฟังยังรู้สึกว่า เสียงต่ำมีสเกลเสียงที่เบาบาง ไม่เต็มที่เหมือนความถี่กลางแหลม เราก็สามารถเพิ่มเข้าไปได้         แต่… ต้องเพิ่ม เสริมลงไปอย่างเหมาะสม และเข้าใจเรื่องของการเซ็ตอัพ สี่ประการ ที่สำคัญยิ่ง คือ 1. สถานที่วาง และจำนวนของตู้ซับวูฟเฟอร์ 2. การปรับค่าจุดตัดครอสโอเวอร์ 3. การปรับระดับความดัง Level 4. การปรับ Phase           ในตอนถัดไป The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เราจะมาพิเคราะห์ เรื่องเทคนิคเบื้องต้นในการเซ็ตอัพ ปรับค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์กันครับ

JBL SUMMIT SERIES

JBL SUMMIT SERIES ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT MAKALU     ลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิงรุ่นท็อปสุดในซีรีย์  ดีไซน์ลำโพง 3 ทาง ใช้ไดร์เวอร์ 12 นิ้ว (300 มิลลิเมตร) ในชื่อ SUMMIT MAKALU เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์ SUMMIT ที่ถูกออกแบบและผลิตเพื่อตอบสนองนักฟังผู้รักและหลงใหลในทุกมิติของเสียงดนตรี        มาคาลู (MAKALU) เป็นชื่อของยอดเขาที่สูงเป็นลำดับที่ 5 ของโลก และอยู่ห่างจากยอดเขาเอเวอเรสต์ 19 กิโลเมตร ด้วยรูปทรงที่สวยงามเช่น พีระมิด เป็นเป้าหมายสำคัญที่ท้าทายสำหรับนักไต่เขาจากทั่วโลก JBL จึงเลือกนำมาเป็นชื่อของลำโพงเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวในงานมิวนิกไฮเอนด์ 2025      SUMMIT MAKALU เป็นลำโพง 3 ทาง ตั้งพื้นขนาดใหญ่ มีเบสไดรเวอร์ขับเสียงต่ำขนาด 12 นิ้ว ใช้มิดเรนจ์ขนาด 8 นิ้ว ทำงานร่วมกับไดรเวอร์ขับเสียงแหลมขนาด 3 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL พร้อมกรวยฮอร์นขนาดใหญ่ ไดรเวอร์นี้คือ D2830K dual-diaphragm และ dual-motor compression ส่วนที่เป็นไดรเวอร์หลักของ SUMMIT MAKALU คือ ไดรเวอร์มิดเบส โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และวูฟเฟอร์เบส โครงโลหะหล่อขนาด 12 นิ้ว ความพิเศษของไดรเวอร์คู่นี้คือ การใช้กรวยไดรเวอร์ 3 เลเยอร์ Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) งานดีไซน์ล้ำยุคที่ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยไฮบริดนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่แข็งแกร่ง น้ำหนักเบาตามสเปค และเป็นปัจจัยหลักในการขับเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีความผิดเพี้ยนน้อยที่สุด        อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่งในการแบ่งแยกสัญญาณความถี่ไปยังไดรเวอร์แต่ละตัวใน SUMMIT MAKALU คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™  ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมาของ JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมากแทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่แบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทำงานด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ทำให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ครบถ้วน ขับขานพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มได้นามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีใสกระจ่างโดยไม่มีความผิดเพี้ยน        JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และชิ้นส่วนครอสโอเวอร์ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ตู้ลำโพงก็ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันและผลิตด้วยงานวิศวกรรมชั้นยอดเพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียงเพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงสวยงามระดับงานผีมือ มีให้เลือกทั้งแบบสีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบสีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงาวับ ประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT MAKALU วางอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางอย่างมั่นคงบนพื้นห้อง ผลที่ได้ก็คือ เสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างใสกระจ่าง แม่นยำ เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด   ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT PUMORI     ลำโพง SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิง ถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังดนตรีผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างจริงจัง สำหรับลำโพงในกลุ่มที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 10 นิ้ว (250 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์นี้ ซึ่ง JBL ภูมิใจนำเสนอ      การเลือกชื่อ พูโมริ (Pumori) มาเป็นชื่อลำโพงเรือธงรุ่นนี้ก็เพราะ พูโมริเป็นยอดเขาที่สูงถึง 7,161 เมตร อยู่ใกล้กับยอดเขาเอเวอเรสต์ จนได้รับการขนานนามว่า “บุตรสาวของเอเวอเรสต์” และเป็นยอดเขาที่นักไต่เขานิยมมาฝึกซ้อมความชำนาญและความมั่นใจ ก่อนการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์        SUMMIT PUMORI ติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยทำงานร่วมกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อถ่ายทอดเสียงความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT PUMORI คือ มิดเบสโครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และ วูฟเฟอร์โครงโลหะหล่อขนาด 10 นิ้ว ไดรเวอร์ทั้งสองตัวนี้เลือกใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) เป็นงานออกแบบล้ำยุค ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด      อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT PUMORI คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยไม่มีความผิดเพี้ยน        ตัวตู้สวยหรูงามสง่า เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT PUMORI วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด     ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT AMA ลำโพง SUMMIT AMA เป็นลำโพง Bookshelf ประเภทสองทาง คุณภาพระดับอ้างอิง ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างแท้จริง สำหรับลำโพงในซีรีส์ซัมมิทที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT AMA เป็นลำโพงรุ่นเรือธงที่ JBL ภูมิใจนำเสนอ      ชื่อ อามา (Ama) มาจากยอดเขาชื่อว่า Ama Dablam แปลว่า “สร้อยคอของแม่” ยอดเขาอามามีความสูง 6,812 เมตร อยู่ด้านตะวันออกของเอเวอเรสต์เบสแคมป์ รูปทรงของยอดเขานี้โดดเด่นมีเอกลักษณ์ จึงถูกนำมาเป็นชื่อรุ่นของลำโพงขนาดวางหิ้งคุณภาพสูงเยี่ยมของ JBL         SUMMIT AMA ถูกติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยจับคู่ทำงานกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อขับขานเสียงในย่านความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT AMA คือ ไดรเวอร์โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ไดรเวอร์นี้ถูกออกแบบให้ใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์และเยื่อกระดาษชนิดพิเศษ ประกบเข้าด้วยกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด      อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT AMA คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง ช่วยเพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยปราศจากความผิดเพี้ยน        ตัวตู้งานประณีตสง่างามระดับไฮเอ้นด์ เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT AMA วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับลำโพง JBL Summit Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020  

Mark Levinson 600 Series

Mark Levinson 600 Series ปรีแอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 626 เปิดตัวอย่างหรูหราและสวยสง่า ด้วยปรัชญาการออกแบบ Tectonic และไฟหน้าจอสีแดงอันเป็นเสมือนลายเซ็นของ Mark Levinson งานดีไซน์ล้ำอนาคต ซึ่งยังคงยึดถือแนวทางรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่สร้างสมชื่อเสียงมานาน โดดเด่นด้วยความงามของไฟและความหรูเงางามของกระจกหน้าจอ        ไม่เพียงความสวยงามของตัวเครื่องภายนอก แต่ทุกระบบภายในถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน วงจรอนาล็อคแบบ Pure Path และวงจรดิจิตอลที่ออกแบบให้เป็นอิสระ เพื่อให้เสียงดนตรีอันบริสุทธิ์ในทุกรายละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์ในการฟังอันรื่นรมย์อย่างที่สุด โดยเฉพาะภาคดิจิตอลออดิโอที่ใช้อุปกรณ์ DAC รุ่น Precision Link III ซึ่งรองรับดิจิตอลอินพุตถึง 6 ชุด สามารถลดเสียงรบกวนและให้คุณภาพเสียงจากสัญญาณดิจิตอล ด้วยรายละเอียดสูงถึง 32-bit / 384kHz โดยมีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended Mark levinson No 626 เป็นปรีแอมปลิไฟเออร์แบบ dual-monaural ซึ่งผสมผสานทั้งประสิทธิภาพระดับสุดยอดของอนาล็อคออดิโอ กับวงจรดิจิตอลออดิโออันล้ำยุค เพื่อรังสรรค์เสียงดนตรีที่สมจริงอย่างที่สุดจากแหล่งโปรแกรมของคุณ หัวใจหลักของ No 626 คือ การออกแบบผังวงจรอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ นั่นคือการออกแบบ dual-monaural ซึ่งแยก signal path อย่างเป็นอิสระ พร้อมปุ่มปรับระดับเสียงแบบ R-2R ladder volume control เพื่อความแม่นยำในการเพิ่ม-ลด ระดับเสียง โดยยังคงประสิทธิภาพของเสียงในทุกย่านความถี่        ในส่วนของภาคไลน์เสตจอินพุตประกอบด้วย Signal switching relays ซึ่งแยกเป็นอิสระ สำหรับอนาล็อคสเตริโออินพุตแต่ละชุด นั่นคือแบบ Balanced XLR 2 ชุด และแบบ RCA 3 ชุด และยังมี Phono อินพุต ทั้งแบบ MM และ MC ชุดอนาล็อคสวิชต์ที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้สัญญาณที่มี band width กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ยิ่งกว่านั้นทั้งวงจรสำหรับเพาเวอร์ซัพพลาย และวงจรสำหรับแหล่งโปรแกรมดิจิตอลยังถูกป้องกัน (Shielded) จากวงจรอนาล็อคและวงจรภาคโฟโน เพื่อให้ได้สัญญาณออดิโอที่มีคุณภาพสุดยอดอย่างแท้จริง      Mark levinson No 626 สามารถต่อเชื่อมกับอุปกรณ์อื่นในระบบเสียงได้โดยง่าย เห็นได้จากจำนวนช่องอนาล็อคเอาต์พุต จึงสามารถใช้งานแบบฟลูเรนจ์ หรือผู้ใช้จะเลือกเป็นฟิลเตอร์ fourth order ที่ 80Hz เพื่อต่อใช้งานร่วมกับเพาเวอร์ซับวูฟเฟอร์ก็ทำได้เช่นกัน      ปรีแอมป์ No 626 ยังเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ Mark levinson เลือกใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณ D/A Converter ตัวใหม่ คือ Precision Link III สำหรับดิจิตอลอินพุตทุกชุด หัวใจของอุปกรณ์นี้คือ ES9039PRO ชุด DAC แบบ 8-channel Hyperstream IV เสริมด้วยวงจรขจัด Jitter อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Mark levinson บวกกับวงจร I/V แบบแยกอิสระอันเป็นเสาหลักของภาคประมวลผลดิจิตอล มีดิจิตอลอินพุต 6 ชุด ประกอบด้วย AES/EBU 1 ชุด, โคแอคเชียล 2 ชุด, ออปติคอล 2 ชุด และมีช่องเสียบแบบ USB-C 1 ช่อง เพื่อรับสัญญาณรายละเอียดสูงจาก DSD และ PCM ได้สูงถึงระดับ 32-bit / 384kHz         ตัวเครื่องของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบในระบบผังแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกภาคอนาล็อคและวงจรดิจิตอลให้เป็นอิสระจากส่วนเพาเวอร์ซัพพลาย Mark levinson ยังออกแบบการ Damp vibration และชุดฐานรองใต้เครื่องให้เครื่องมั่นคง และปลอดจากการสั่นสะเทือนของพื่นที่วางเครื่อง ตัวเครื่องด้านนอกขึ้นรูปด้วยอลูมิเนียมอโนไดซ์สีดำ เรียบหรูด้วยปุ่มกลมสีเงิน จอกระจกด้านหน้าแสดงผลด้วยไฟเรืองแสงสีแดงเมื่อเปิดใช้งาน       ทุกชิ้นส่วนของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา และมีรีโมทคอนโทรลที่สามารถสั่งงานได้ทุกฟังก์ชั่น ให้มาพร้อมตัวเครื่อง (หมายเหตุ : Tectonic Industrial Design ที่ Mark levinson ใช้เป็นหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ คือศาสตร์การออกแบบที่แสดงถึงสัจจะของวัสดุและโครงสร้าง ซึ่งจะบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงการใช้งานวัสดุตามคุณสมบัติและแบ่งแยกการใช้งานตามฟังก์ชั่นที่เป็นจริง)   เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์รุ่นเรือธง Mark levinson No 631 Mark levinson No 631 ถือว่าเป็นเรือธงในบรรดาแอมปลิไฟเออร์ซีรีส์ 600 ถูกออกแบบให้เป็นระบบวงจร Fully differential และแยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระ เป็นแอมปลิไฟเออร์ Monaural ระดับไฮเอนด์ ที่มีกำลังมหาศาลในการขับลำโพงคู่ใดก็ได้ ด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และให้ทุกๆ รายละเอียดของเสียงดนตรีสมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path circuit design จึงถ่ายทอดเสียงดนตรี ที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง แจกแจงมิติของเครื่องดนตรีแม่นยำชัดเจนจนน่าตื่นตะลึง      อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างสมดุล โครงสร้างถูกแยกส่วนโดยเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์แบบวงแหวน (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ช่วยลดเสียงรบกวนต่อวงจรส่วนอื่นๆ อย่างได้ผล แอมปลิไฟเออร์ No 631 จึงอัดฉีดพลังให้กับลำโพง เพื่อขับขานเสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอด ชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงแทบไม่ต้องการ feedback ในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ bandwidth กว้างมาก      ด้วยความสามารถในการอัดฉีดกระแสปริมาณมหาศาล แอมป์ No 631 จึงให้เสียงดนตรีได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วย bandwidth ที่กว้างขวางครอบคลุม แอมปลิไฟเออร์นี้จึงให้พลังขับเหลือเฟือสำหรับลำโพงทุกคู่ ให้เสียงที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบทุกย่านความถี่ เปิดโปร่งและนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือจะเป็นเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น      การวางผังชิ้นส่วนภายในเครื่องแอมป์ No 631 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกวงจรในส่วนอนาล็อคออกจากภาคเพาเวอร์ซัพพลาย โดยวางชิ้นส่วนสำคัญบนแท่นยางเฉพาะ Mark levinson เลือกใช้ระบบดูดซับความสั่นสะเทือนสำหรับฐานของตัวเครื่อง โดยออกแบบฐานรองที่มั่นคงและเป็นอิสระจากพื้นที่รองรับ เพื่อป้องกันการสั่นไหวที่อาจรบกวนการทำงาน        รูปลักษณ์ภายนอกของแอมป์ No 631 ดีไซน์สง่าแบบทาวเวอร์ทรงสูง และได้ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic โดยตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียม ชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวอย่างมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ส่วนกลางด้านหน้าดูแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วนเส้นไปสีแดง เพื่อขับเน้นความงามของแผงหน้า แผงด้านบนเป็นแผ่นกระจก ดูเด่นด้วนเส้นไฟสีแดง พื้นที่ส่วนที่เหลือเป็นส่วนระบายความร้อน คือแผง heat sink เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการลดอุณหภูมิขณะใช้งาน ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 631 -    ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson -    ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล -    เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB และสามารถเลือกโหมด High-Bias -    มีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended -    ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด -    เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise -    ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา    เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 632 No 632 เป็นแอมปลิไฟเออร์ที่ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design แสดงภาพลักษณ์ของการใช้วัสดุแต่ละประเภทอย่างเหมาะสมและลงตัว ภายใต้ตัวเครื่องที่ดูหนาหนักบึกบึน ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์โดดเด่นของผลิตภัณฑ์รุ่นต่างๆ ที่เคยสร้างชื่อเสียงมายาวนาน รูปทรงสวยงามด้วนเส้นสายของไฟที่ออกแบบใหม่ และดูแวววาวเรียบหรูด้วยวัสดุกระจก      Mark levinson No 632 เป็นออดิโอแอมปลิไฟเออร์ dual-monaural ที่แยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระอยู่บนแท่นเดียวกัน มีกำลังขับมหาศาลในการขับลำโพงด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และแจกแจงทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path Circuit Design จึงสามารถขับขานเสียงดนตรีที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง มีมิติของเครื่องดนตรีที่แม่นยำชัดเจน น่าตื่นตะลึง        อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกวางผังอย่างสมดุล มีการแยกโครงสร้างเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์ ทอรอยดัล (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ลดเสียงรบกวนต่อวงจรอื่นๆ อย่างได้ผล แอมป์ No 632 จึงอัดฉีดพลังให้ลำโพง ให้เสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอดชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงใช้วงจร Feedback น้อยมากในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ Band width กว้างมากอย่างไม่น่าเชื่อ      ความยึดมั่นในหลักการออกแบบภาคขยาย เป็นข้อโดดเด่นที่สร้างสมชื่อเสียงให้กับ Mark levinson มานานแสนนาน แอมป์ No 632 จึงสามารถให้พลังขับมหาศาลสำหรับลำโพงทุกคู่ โดยให้เสียงสะอาดบริสุทธิ์ ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบถ้วนทุกย่านความถี่ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงจากวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น      รูปลักษณ์ภายนอกของ No 632 ออกแบบตามหลัก Tectonic ตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียมชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวเครื่องมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ด้านหน้าแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วยเส้นไฟสีแดง แผงด้านบนเป็นวัสดุกระจก ขับเน้นด้วยไฟสีแดง พื้นที่นอกนั้นเป็นส่วนระบายความร้อนด้วยแผง Heat sink ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุณหภูมิขณะเปิดใช้งาน     ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 632 -    ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson -    ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล -    เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB -    เชื่อมต่ออนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended -    ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด -    เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise -    ทุกชิ้นส่วนออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ Mark Levinson 600 Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020