มหาจักรฉลองครบรอบ 55 ปี มอบโปรโมชันพิเศษ Home Audio แบรนด์ JBL และ Denon ลดสูงสุด 50% พร้อมของแถมและดีลสุดพิเศษ บริษัท มหาจักร ดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเสียงระดับพรีเมียมชั้นนำของ ประเทศไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 55 ปีในอุตสาหกรรม Audio และ Technology ประกาศโปรโมชันพิเศษภายใต้แคมเปญ "The Journey of Sound Celebration" สำหรับสินค้ากลุ่ม Home Audio จากแบรนด์ JBL และ Denon ลดสูงสุด 50% ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมสินค้ากว่า 80 รุ่น ตั้งแต่ลำโพง Partybox สำหรับงานปาร์ตี้ ไปจนถึงระบบ Home Theater และ Hi-Fi Audio ระดับ Audiophile เพราะทุกช่วงเวลาที่ดีในบ้านควรมีเสียงที่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ รายการสินค้าที่ร่วมรายการมีดังนี้ JBL Partybox: ลำโพงปาร์ตี้สำหรับทุกโอกาส JBL Partybox Encore 2 ราคาปกติ 19,900 ราคาโปรโมชัน 17,910 บาท JBL Partybox Encore Essential 2 * ราคาปกติ 14,900 ราคาโปรโมชัน 13,410 บาท JBL Partybox Club 120 ราคาปกติ 18,900 ราคาโปรโมชัน 17,010 บาท JBL Partybox Stage 320 ราคาปกติ 25,900 ราคาโปรโมชัน 23,310 บาท JBL Partybox 520 * ราคาปกติ 32,900 ราคาโปรโมชัน 29,610 บาท JBL Partybox 720 * ราคาปกติ 39,900 ราคาโปรโมชัน 35,910 บาท JBL Partybox Ultimate * ราคาปกติ 59,900 ราคาโปรโมชัน 53,910 บาท * ซื้อ JBL Partybox Encore Essential 2, Partybox 520, Partybox 720 และ Partybox Ultimate รับฟรีไมโครโฟน JBL PBM100 (มูลค่า 1,790 บาท) JBL Party Light: ไฟเอฟเฟกต์สร้างบรรยากาศ JBL Party Light Stick ราคาปกติ 4,590 ราคาโปรโมชัน 4,131 บาท JBL Party Light Beam ราคาปกติ 5,990 ราคาโปรโมชัน 5,391 บาท JBL Microphone: ไมโครโฟนไร้สายคุณภาพสูง JBL Wireless Microphone ราคาปกติ 3,990 ราคาโปรโมชัน 3,791 บาท JBL PBM Wireless Microphone ราคาปกติ 4,990 ราคาโปรโมชัน 4,741 บาท JBL Soundbar: เสียงระดับโรงภาพยนตร์ในบ้านคุณ JBL Bar 9.1 ราคาปกติ 27,900 ราคาโปรโมชัน 19,900 บาท JBL Bar 300 ** ราคาปกติ 16,900 ราคาโปรโมชัน 10,985 บาท JBL Bar 500 ** ราคาปกติ 22,900 ราคาโปรโมชัน 14,885 บาท JBL Bar 800 ** ราคาปกติ 29,900 ราคาโปรโมชัน 19,435 บาท JBL Bar 1000 ** ราคาปกติ 35,900 ราคาโปรโมชัน 23,335 บาท JBL Bar 1300 ** ราคาปกติ 49,900 ราคาโปรโมชัน 32,435 บาท JBL Bar 300 MK2 ราคาปกติ 16,900 ราคาโปรโมชัน 16,055 บาท JBL Bar 500 MK2 ราคาปกติ 23,900 ราคาโปรโมชัน 22,705 บาท JBL Bar 800 MK2 ราคาปกติ 32,900 ราคาโปรโมชัน 31,255 บาท JBL Bar 1000 MK2 ราคาปกติ 39,900 ราคาโปรโมชัน 37,905 บาท JBL Bar 1300 MK2 ราคาปกติ 59,900 ราคาโปรโมชัน 56,905 บาท **จำนวนจำกัด 55 เครื่องตลอดแคมเปญ Harman Kardon Enchant: Soundbar Premium ดีไซน์เหนือระดับ Harman Kardon Enchant 900 ราคาปกติ 21,900 ราคาโปรโมชัน 19,710 บาท Harman Kardon Enchant Sub 2 ราคาปกติ 15,900 ราคาโปรโมชัน 14,310 บาท Harman Kardon Enchant 1100 ราคาปกติ 29,900 ราคาโปรโมชัน 26,910 บาท Harman Kardon Enchant Speaker ราคาปกติ 9,900 ราคาโปรโมชัน 8,910 บาท Denon Soundbar: เสียงอิมเมอร์ซีฟระดับพรีเมียม Denon DHT-S218 ราคาปกติ 29,900 ราคาโปรโมชัน 13,455 บาท Denon HEOS Sub + HEOS Bar (แพ็คคู่) ราคาปกติ 58,800 ราคาโปรโมชัน 30,000 บาท Denon Heos: ระบบเสียงไร้สายอัจฉริยะ 55 เครื่องแรก ลด 50% Denon Heos 5 HS2 (Black/White) ราคาปกติ 16,900 ราคาโปรโมชัน 8,450 บาท Denon Heos 7 HS2 (Black/White) ราคาปกติ 22,900 ราคาโปรโมชัน 11,450 บาท **จำกัด 55 เครื่องตลอดแคมเปญ Denon Home Speakers: ลำโพง Multiroom ระดับ Hi-Fi 55 เครื่องแรก ลด 25% Denon Home 150 — Black/White (NV) ราคาปกติ 8,590 ราคาโปรโมชัน 6,443 บาท Denon Home 150 — Black/White ราคาปกติ 9,900 ราคาโปรโมชัน 7,425 บาท Denon Home 250 — Black/White ราคาปกติ 15,900 ราคาโปรโมชัน 11,925 บาท Denon Home 350 — Black/White ราคาปกติ 19,900 ราคาโปรโมชัน 14,925 บาท Denon Home SB550E ราคาปกติ 28,900 ราคาโปรโมชัน 26,010 บาท Denon Home Amp ราคาปกติ 19,900 ราคาโปรโมชัน 17,910 บาท Denon Home Sub ราคาปกติ 22,900 ราคาโปรโมชัน 20,610 บาท Denon Home Special Set ราคาปกติ 68,980 ราคาโปรโมชัน 56,900 บาท **จำกัด 55 เครื่องตลอดแคมเปญสำหรับบางรุ่น Denon AV Receiver: หัวใจของระบบ Home Theater** 55 เครื่องแรก ลดสูงสุด 25% Denon AVCX8500H ราคาปกติ 179,000 ราคาโปรโมชัน 152,150 บาท Denon AVCX6700H ราคาปกติ 96,900 ราคาโปรโมชัน 77,520 บาท Denon AVRX250BT ราคาปกติ 12,900 ราคาโปรโมชัน 10,965 บาท Denon AVRX580BT ราคาปกติ 19,900 ราคาโปรโมชัน 16,915 บาท Denon AVRX1800H ** ราคาปกติ 28,900 ราคาโปรโมชัน 21,675 บาท Denon AVRX2800H ** ราคาปกติ 39,900 ราคาโปรโมชัน 29,925 บาท Denon AVCX3800H ** ราคาปกติ 55,900 ราคาโปรโมชัน 41,925 บาท Denon AVCX4800H ** ราคาปกติ 84,900 ราคาโปรโมชัน 63,675 บาท Denon AVCX6800H ** ราคาปกติ 98,900 ราคาโปรโมชัน 74,175 บาท **จำนวนจำกัด 55 เครื่องตลอดแคมเปญ Home Theater Set: ระบบ Home Theater ครบชุด Premium Stage HD 5 ราคาปกติ 65,900 ราคาโปรโมชัน 56,015 บาท Premium Stage HD 6 ราคาปกติ 66,900 ราคาโปรโมชัน 56,865 บาท Classic Espresso ราคาปกติ 129,000 ราคาโปรโมชัน 96,750 บาท Atmos Classic Espresso ราคาปกติ 169,000 ราคาโปรโมชัน 126,750 บาท Premium Espresso ราคาปกติ 199,000 ราคาโปรโมชัน 149,250 บาท Atmos Premium Espresso ราคาปกติ 219,000 ราคาโปรโมชัน 164,250 บาท Classic Latte ราคาปกติ 129,000 ราคาโปรโมชัน 96,750 บาท Atmos Classic Latte ราคาปกติ 169,000 ราคาโปรโมชัน 126,750 บาท Premium Latte ราคาปกติ 199,000 ราคาโปรโมชัน 149,250 บาท Atmos Premium Latte ราคาปกติ 219,000 ราคาโปรโมชัน 164,250 บาท Double Espresso ราคาปกติ 129,000 ราคาโปรโมชัน 96,750 บาท Atmos Double Espresso 1 ราคาปกติ 149,000 ราคาโปรโมชัน 111,750 บาท Atmos Double Espresso 2 ราคาปกติ 189,000 ราคาโปรโมชัน 141,750 บาท Atmos Double Espresso 3 ราคาปกติ 219,000 ราคาโปรโมชัน 164,250 บาท A/V Compact Set 1 ราคาปกติ 21,900 ราคาโปรโมชัน 18,615 บาท A/V Compact HD Set 3 ราคาปกติ 24,900 ราคาโปรโมชัน 21,165 บาท JBL Classic Series: ลำโพง Hi-Fi มรดกแห่งเสียงระดับตำนาน JBL L52 Classic (Orange/Blue/Black) ราคาปกติ 39,900 ราคาโปรโมชัน 35,910 บาท JBL L82 Classic (Black) ราคาปกติ 89,900 ราคาโปรโมชัน 80,910 บาท JBL L82 MK2 (Black/Orange) ราคาปกติ 89,900 ราคาโปรโมชัน 80,910 บาท JBL L100 Classic (Blue) ราคาปกติ 179,000 ราคาโปรโมชัน 161,100 บาท JBL L100 MK2 (Orange/Blue/Black) ราคาปกติ 179,000 ราคาโปรโมชัน 161,100 บาท JBL L75ms ราคาปกติ 59,900 ราคาโปรโมชัน 53,910 บาท JBL Classic Set & Hi-Fi System Classic 100 (Black/Blue/Orange) ราคาปกติ 239,000 ราคาโปรโมชัน 215,100 บาท Modern Tage Set 4 (Black/Blue/Orange) ราคาปกติ 49,900 ราคาโปรโมชัน 44,910 บาท Modern Tage Set 1 ราคาปกติ 39,900 ราคาโปรโมชัน 35,910 บาท Hi-Fi Classic 1 (Black/Orange) ราคาปกติ 119,000 ราคาโปรโมชัน 107,100 บาท JBL Studio Monitor JBL 4312M II BK ราคาปกติ 29,900 ราคาโปรโมชัน 26,910 บาท JBL 4305P ราคาปกติ 95,900 ราคาโปรโมชัน 86,310 บาท JBL 4329P ราคาปกติ 159,000 ราคาโปรโมชัน 143,100 บาท JBL 4349 ราคาปกติ 259,000 ราคาโปรโมชัน 233,100 บาท Integrated Amplifier Denon PMA900HNE ราคาปกติ 35,900 ราคาโปรโมชัน 32,310 บาท JBL SA550 ราคาปกติ 72,900 ราคาโปรโมชัน 69,255 บาท JBL SA750 ราคาปกติ 79,900 ราคาโปรโมชัน 75,905 บาท JBL TT350 ราคาปกติ 37,900 ราคาโปรโมชัน 34,110 บาท Turntable & Player: สัมผัสเสียงแผ่นเสียงในแบบอนาล็อก Denon DP400 (Black/White) ราคาปกติ 19,900 ราคาโปรโมชัน 17,910 บาท Denon DP450USB (Black/White) ราคาปกติ 25,900 ราคาโปรโมชัน 23,310 บาท Denon DP3000NE ราคาปกติ 75,900 ราคาโปรโมชัน 72,105 บาท Denon DNP800NE ราคาปกติ 19,900 ราคาโปรโมชัน 17,910 บาท Denon DN-P2000NE ราคาปกติ 55,900 ราคาโปรโมชัน 50,310 บาท Denon DCD50SP ราคาปกติ 17,900 ราคาโปรโมชัน 16,110 บาท Denon DCD1600NE ราคาปกติ 55,900 ราคาโปรโมชัน 50,310 บาท Denon DCD900NE ราคาปกติ 19,900 ราคาโปรโมชัน 17,910 บาท JBL MP350 ราคาปกติ 35,900 ราคาโปรโมชัน 32,310 บาท ของแถมพิเศษ Mahajak 55th Anniversary Edition เงื่อนไข เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการครบ 25,555 บาท* รับฟรี Mahajak 55th Anniversary Gift (มูลค่า 755 บาท) เมื่อซื้อสินค้า JBL Partybox Encore Essential 2, 520, 720 หรือ Ultimate รับฟรี ไมโครโฟน JBL PBM100 (มูลค่า 1,790 บาท) * เฉพาะสินค้ากลุ่ม Home Theater, Luxury Audio และ Denon Home เท่านั้น หาซื้อได้แล้วที่ Showroom Mahajak ทุกสาขา, Soundcity ทุกสาขา, ร้าน SOUNDLAB, ตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศหรือช้อปออนไลน์ได้ที่ : JBL Partybox >> https://www.mahajak.com/mega-campaign/jbl-partybox.html JBL Home Audio >> https://www.mahajak.com/mega-campaign/home-audio.html Denon >> https://www.mahajak.com/mega-campaign/denon-homeaudio.html เงื่อนไขโปรโมชันและการรับของแถม • ระยะเวลาโปรโมชัน 5 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2569 • โปรโมชันนี้เฉพาะสินค้า JBL Home Audio, JBL Partybox และ Denon ที่ร่วมรายการเท่านั้น • ราคาสินค้าโปรโมชันรวม VAT 7% แล้ว • ลูกค้าลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถม ผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น โดยจะต้องลงทะเบียนรับประกันก่อน ระบบจะให้เลือกลงทะเบียนรับของแถมเพิ่มเติมในขั้นตอนถัดไป • สามารถลงทะเบียนรับของแถมได้ตั้งแต่ 5 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569 เท่านั้น (ใบเสร็จต้องซื้อสินค้าภายในวันที่ 5 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2569) • ขอสงวนสิทธิ์การรับของแถม เฉพาะลูกค้าที่ลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถมผ่าน Line @Mahajakplus เท่านั้น กรณีลงทะเบียนรับประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับของแถมได้ • สิทธิ์รับของแถม 1 รายการ ต่อ 1 ใบเสร็จ เท่านั้น • สินค้าของแถมไม่สามารถเลือกสีหรือรุ่นได้ และมีจำนวนจำกัด • สินค้าของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ • ไม่สามารถลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถมหลังจากหมดเขตโปรโมชันในทุกกรณี • ลูกค้าสามารถรับของแถมหน้าร้านได้ทันที เมื่อซื้อที่โชว์รูมมหาจักรทุกสาขา และร้าน Sound City by Mahajak • กรณีสั่งซื้อออนไลน์ ของแถมจัดส่งภายใน 30 วันทำการ (ไม่รวมวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ทางไปรษณีย์ • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง/ยกเลิกเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า • สอบถามข้อมูลโปรโมชันและของแถมเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1516 หรือ Line @Mahajakstore สามารถติดตามข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Facebook/Instagram : Mahajak Living, JBL Thailand Tiktok : Mahajak family, JBL Thailand Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th
JBL เปิดตัว L100 Classic 80 Limited Edition ฉลองครบรอบ 80 ปีแห่งมาตรฐานเสียงระดับโลก ในฐานะส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบ 80 ปีระดับโลก JBL ประกาศเปิดตัว L100 Classic 80 ลำโพง Limited Edition ที่ถ่ายทอดมรดกแห่งแปดทศวรรษของนวัตกรรมเสียง ความเป็นเลิศด้านวิศวกรรม และสิ่งที่ JBL สร้างให้กับวงการดนตรีโลก JBL L100 Classic 80th Anniversary Edition A LEGEND IS REBORN 80 ปีของ JBL คือการเดินทางของเสียงดนตรีผ่านหลายยุคสมัย ตั้งแต่แผ่นเสียง เทปคาสเซ็ต จนถึงโลกดิจิทัลในวันนี้ และถ้าพูดถึงลำโพงที่กลายเป็นภาพจำของยุคทองนั้น ชื่อของ JBL L100 คงเป็นหนึ่งในรุ่นที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรก เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี ตำนานบทนี้จึงกลับมาอีกครั้งในรูปแบบ Limited Edition ภายใต้ชื่อ "JBL L100 Classic 80th Anniversary Edition" — ส่วนหนึ่งของ Collection พิเศษที่ JBL จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งการฉลองครั้งยิ่งใหญ่นี้โดยเฉพาะ ความพิเศษของรุ่นนี้อยู่ที่หน้ากากโฟม Quadrex สีน้ำตาลเฉดสีใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของ L100 ให้มู้ดวินเทจที่ลึกและอบอุ่นยิ่งขึ้น ด้านหลังเครื่องมาพร้อมแผ่นโลหะระบุ Pair Number เฉพาะตัว พร้อมลายเซ็นของวิศวกรผู้ออกแบบระบบ รายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้ลำโพงคู่นี้ไม่ใช่แค่รุ่นพิเศษ แต่เป็นชิ้นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เครื่องเสียง ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 800 คู่ทั่วโลก และมีเพียง 15 คู่ในประเทศไทยเท่านั้น ตำนานที่ไม่เคยจางหาย นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในยุค 1970s ลำโพง JBL L100 ได้กลายเป็นหนึ่งในลำโพงที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ JBL เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของยุคสมัยและจุดเริ่มต้นของ High-Performance Home Audio L100 Classic 80 จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นการยกย่องมรดกนั้น ในขณะเดียวกันก็นำเสนอคุณภาพเสียง วัสดุ และมาตรฐานการผลิตที่ก้าวหน้าตามแบบฉบับ JBL ในยุคปัจจุบัน "JBL L100 ไม่ได้เป็นแค่ลำโพง แต่คือสัญลักษณ์ของบทบาท JBL ในการกำหนดวิธีที่ผู้คนสัมผัสดนตรีในบ้าน L100 Classic 80 คือการเชิดชูมรดกนั้น พร้อมสะท้อนมาตรฐานวิศวกรรมและความคาดหวังในการรับฟังในยุคนี้ มันคือการฉลองทั้งสิ่งที่เราเคยเป็น และก้าวที่เราได้เดินมา" — Jim Garrett, Senior Director, Product Strategy and Planning, HARMAN Luxury Audio ดีไซน์ที่บอกเล่าเรื่องราว L100 Classic 80 โดดเด่นด้วยการตกแต่งด้วย Natural Oak Wood Veneer อันงดงาม คู่กับ Brown Quadrex Foam Grille สไตล์ Vintage ที่ประดับโลโก้ JBL สีทองและดำอย่างลงตัว ตัวลำโพงยังมาพร้อม Woofer ขนาด 12 นิ้ว กรวยสีดำ ที่เลือกมาเพื่อเสริมความงามของ Oak Finish โดยเฉพาะ รวมถึง Black Satin Wood Baffle Frame และ Anniversary Edition Badging ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ L100 Classic 80 เป็นได้ทั้งงานศิลป์และลำโพง High-Performance ในชิ้นเดียวกัน คุณภาพเสียงระดับ High-Performance L100 Classic 80 คือลำโพง 3-Way Bookshelf ขนาด 12 นิ้ว ที่ออกแบบมาเพื่อการให้เสียง Stereo ที่ทรงพลังและครบมิติ ประกอบด้วย ● Woofer แบบ Cast-Frame Pure Pulp Cone ขนาด 12 นิ้ว พร้อมระบบ Front-Firing Bass-Reflex ● Midrange Driver Pure Pulp Cone เคลือบ Polymer ขนาด 5.25 นิ้ว ● Tweeter Titanium Dome ขนาด 1 นิ้ว พร้อม Acoustic Lens Waveguide ของ JBL ● Attenuator ปรับระดับ Mid และ High Frequency ได้จากแผงหน้าลำโพง เพื่อให้ผู้ใช้ Fine-tune เสียงให้เข้ากับห้องและรสนิยมส่วนตัว รองรับการใช้งานในรูปแบบ Bi-wire และ Bi-amp ผ่าน Gold-Plated Binding Posts คู่ พร้อม Impedance 4 โอห์มที่เป็นมิตรกับแอมป์หลากหลายรุ่น Collector's Edition ที่แท้จริง L100 Classic 80 ถูกผลิตเพียง 800 คู่เท่านั้นทั่วโลก และมีเพียง 15 คู่ในประเทศไทย โดยแต่ละคู่มาพร้อมป้ายหมายเลขเฉพาะที่ระบุลายเซ็นของ Chris Hagen วิศวกรหลักของระบบนี้ ทุกชุดจัดส่งมาพร้อม JS-150 Speaker Stands และบรรจุในกล่องไม้พิเศษที่ออกแบบมาอย่างประณีต สะท้อนถึงคุณค่าและความเอกลักษณ์ของ Anniversary Edition อย่างแท้จริง ราคาและช่องทางจำหน่าย JBL L100 Classic 80 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ JBL Thailand, Mahajak และร้านที่ร่วมรายการทั่วประเทศ (จำนวนจำกัด) ในราคา 250,000 บาท ต่อคู่ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.JBLThailand.com Facebook / Instagram / TikTok: JBLThailand แฮชแท็กอย่างเป็นทางการ: #JBL
เอปสัน ผนึก All Thailand Golf Tour เสริมพลังวงการกอล์ฟไทยด้วยเทคโนโลยีระดับโลก เอปสัน ประเทศไทย ร่วมเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันกอล์ฟอาชีพรายการ All Thailand Golf Tour ในฐานะ Official Office Equipment & Supplies พร้อมนำเทคโนโลยีด้านการพิมพ์และโซลูชันสำหรับองค์กรเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานภายในสนามแข่งขัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความคล่องตัวในการจัดการแข่งขันระดับอาชีพ พร้อมสะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืนผ่านการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม All Thailand Golf Tour ถือเป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนต์กอล์ฟอาชีพหลักของประเทศไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานักกอล์ฟไทยและยกระดับมาตรฐานการแข่งขันสู่ระดับนานาชาติ โดยมีบริษัท สปอร์ต แมนเนจเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้จัดการแข่งขัน นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวย การบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอปสันมีนโยบายในการสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬาอย่างต่อเนื่องในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล มอเตอร์สปอร์ต หรือกีฬากอล์ฟ โดยก่อนหน้านี้เอปสันเคยร่วมสนับสนุนการแข่งขัน Honda LPGA Thailand มาแล้ว และสำหรับ All Thailand Golf Tour ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญของวงการกอล์ฟไทย ที่ช่วยพัฒนานักกีฬาไทยและยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในประเทศ กีฬากอล์ฟสะท้อนแนวคิดที่สอดคล้องกับเอปสัน ทั้งเรื่องความแม่นยำ ความสม่ำเสมอ และสมาธิ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับที่เราให้ความ สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของบริษัท การเข้ามาสนับสนุนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่เอปสันจะได้มีส่วนร่วมสนับสนุนวงการกีฬาไทย พร้อมนำเทคโนโลยีของเอปสันเข้ามาช่วยสนับสนุนการจัดการแข่งขันให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ” ในการแข่งขันครั้งนี้ เอปสันได้นำเครื่องพิมพ์ Epson WorkForce C579R และ Epson EcoTank L15150 เข้ามาสนับสนุนการทำงานของทีมจัดการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เอกสารการแข่งขัน สกอร์การ์ด ตารางการแข่งขัน และเอกสารด้านการจัดการต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยความถูกต้อง รวดเร็ว และความพร้อมใช้งานตลอดเวลา โดยเครื่องพิมพ์ที่นำมาใช้ยังใช้เทคโนโลยี Heat-Free Technology ที่ช่วยลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดด้านความยั่งยืนของทั้งเอปสันและพันธมิตรผู้จัดการแข่งขัน ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากโซลูชันด้านการพิมพ์ เอปสันยังมีเทคโนโลยีด้านการฉายภาพที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจกอล์ฟและการฝึกซ้อมกีฬาได้ เช่น Epson Laser Projector สำหรับระบบ Golf Simulator ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มสนามกอล์ฟและศูนย์ฝึกซ้อมแบบ Indoor Golf โดยสามารถฉายภาพสนามกอล์ฟเสมือนจริงได้อย่างคมชัด สีสันสมจริง และรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ “เอปสันมองว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับทั้งการจัดการแข่งขัน การฝึกซ้อมของนักกีฬา และประสบการณ์ของผู้ชมกีฬาไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจด้านกอล์ฟและการสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ในอนาคต” นายยรรยง กล่าวทิ้งท้าย
JBL BandBox: แอมป์และลำโพงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยเทคโนโลยีแยกเสียงร้องและเครื่องดนตรี AI BandBox เพื่อนักดนตรีตัวจริง JBL เขียนตำนานบทใหม่ให้กับวงการดนตรีอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว JBL BandBox แอมป์ซ้อมดนตรีอัจฉริยะและลำโพงพกพาที่ขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยี AI ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ทั้งนักดนตรีมือใหม่และมืออาชีพ JBL BandBox Solo และ JBL BandBox Trio รุ่นใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยี AI แยก เสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีแบบเรียลไทม์พร้อมเสียงคุณภาพตามแบบฉบับของ JBL รวมถึงเอฟเฟกต์และเครื่องมือซ้อมครบครัน ด้วยลำโพงพกพาที่พกไปได้ ทุกที่อย่างอิสระ และฟีเจอร์ระดับมืออาชีพที่ออกแบบมาเพื่อศิลปิน Bandbox ทำให้คุณสามารถซ้อม เล่น และสร้างสรรค์เพลง ได้ทุกที่เมื่อต้องการ เทคโนโลยีแยกเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีขับเคลื่อนด้วย AI หัวใจสำคัญของ BandBox คือเทคโนโลยี Stem AI เทคโนโลยีแยกเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีอัจฉริยะ ที่จะทำให้คุณแยก หรือตัดเสียงร้อง เสียงกีตาร์หรือ เสียงกลอง ได้แบบเรียลไทม์จากเพลงใดก็ได้โดยตรงบนอุปกรณ์ ไม่ว่าคุณจะฝึกเล่นเพลงคนเดียว ซ้อมกับเพื่อนๆ หรือสร้างสรรค์ดนตรีจากเพลงโปรด BandBox ช่วยให้คุณสร้าง backing track จากทุกเพลงได้อย่างง่ายดาย ด้วยการแยกเสียงแบบเรียลไทม์ของระบบ AI Stem ทำให้นักดนตรีสามารถจัดการ และปรับแต่งการซ้อมได้อย่างเหนือชั้น มากกว่าการเล่นดนตรีไปพร้อมกับเพลงโปรดของคุณ คือการที่คุณสามารถให้ทุกโน้ตที่ซ้อมเป็นส่วนหนึ่งของมิกซ์พร้อม backing track ที่ใช่มาซัพพอร์ตเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเล่นดนตรีให้มากกว่าที่เคย พลังเสียงอันโดดเด่นจาก JBL ที่พกพาได้ทุกที่ ด้วยเสียงทรงพลังที่กว้างและสมดุลเต็มอิ่มสำหรับทั้งผู้เล่นและผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นช่วงซ้อมหรือการแสดงจริง JBL BandBox สามารถมอบคุณภาพเสียงที่ครบทุกมิติ ทั้งแหลมใส กลางชัด และเบสที่แน่นลึก เติมเต็มทุกช่วงเวลาการซ้อมของคุณ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่ไหนก็ตาม ดีไซน์มาเพื่อนักดนตรีตัวจริง: BandBox Solo JBL BandBox Solo ถูกพัฒนามาสำหรับนักดนตรีที่ต้องการยกระดับการซ้อมให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องสูญเสียคุณภาพเสียงหรือความคิดสร้างสรรค์ของผู้ใช้ถึงแม้ว่า Solo จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มาพร้อมกับฟังก์ชันที่ครบเครื่อง สามารถใช้เชื่อมต่อ เล่น และสร้างสรรค์เสียงดนตรีในแบบฉบับของคุณ ได้อย่างง่ายดาย JBL Bandbox Solo มาพร้อมกับช่องอินพุตสำหรับกีตาร์หรือไมโครโฟนหนึ่งช่อง ตอบโจทย์มือกีตาร์ นักร้อง นักแต่งเพลง คนที่เล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก หรือสายเล่นดนตรีที่อยากจัดเซ็ตซ้อมแบบมินิมอล ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย เพียงเปิดเพลงโปรดของคุณแล้วใช้ฟังก์ชัน Stem AI ช่วยแยกหรือปรับลดเสียงของ แต่ละองค์ประกอบในเพลงได้ตามต้องการ ตัดเสียงกีตาร์ออก แล้วแสดงฝีมือของคุณไปพร้อมกับเพลงต้นฉบับได้อย่างลงตัว สนุกกับฟีเจอร์อีกมากมาย ผ่านแอป JBL ONE สามารถปรับแต่งโมเดลให้เข้ากับอารมณ์ของคุณ ทั้งแบบวินเทจและโมเดิร์น พร้อมเพลิดเพลินกับเอฟเฟกต์สุดคลาสสิกอย่าง Phaser, Chorus และ Reverb โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ภายนอกเพิ่มเติม เลือกเสียงจากพรีเซ็ตที่มีให้หรือออกแบบเสียงของคุณเองเพื่อสไตล์ที่ไม่ซ้ำใครได้อย่างง่ายดาย Looper ในตัวช่วยสร้างเลเยอร์จังหวะและโซโล่ได้อย่างมีเอกลักษณ์ ขณะที่ Pitch shifter และ Tuner ทำให้โน๊ตทุกตัวตรงคีย์และจังหวะอย่างแม่นยำ แอปที่ออกแบบอย่างล้ำสมัย ทุกฟีเจอร์จึงพร้อมใช้งานโดยไม่ต้องมีความรู้เชิงเทคนิคลึก Bandbox Solo คือเพื่อนคู่ใจขนาดพกพาสุดทรงพลังที่พร้อมใช้งานทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าคุณจะซ้อมอยู่ในห้องนอน โรงรถ หรือเขียนเพลงอยู่ที่สวนสาธารณะก็ตาม รองรับการเล่นเป็นวงและการแสดงสด: BandBox Trio ในขณะที่ Bandbox Solo สร้างสรรค์มาเพื่อใช้งานส่วนบุคคล BandBox Trio ต่อยอดด้วยการเพิ่มฟีเจอร์สำหรับการใช้งานเป็นกลุ่ม BandBox Trio ประกอบไปด้วยช่องอินพุตสำหรับต่อเครื่องดนตรีสี่ช่อง เหมาะสำหรับการใช้งานภายในวงดนตรีเล็กๆ การเล่นร่วมกัน หรือเล่นเป็นคู่ มิกเซอร์สี่ช่อง ตัวช่วยให้คุณปรับระดับเสียง ปรับโทน และใส่เอฟเฟกต์จากลำโพงได้โดยตรง อำนวยความสะดวกในการใช้งานและปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ เพียงสับเปลี่ยน Power Packs ก็สามารถยืดเวลาการใช้งานได้ โดย BandBox Trio มาพร้อมแบตเตอรี่ที่สามารถเปลี่ยนได้เหมาะสำหรับการซ้อมหรือเล่นร่วม กันเป็นกลุ่ม นอกจากนี้ยังมาพร้อมปุ่มควบคุมบนตัวเครื่อง ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเสียงได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องพึ่งแอป เสียงจากผู้บริหาร "JBL BandBox ออกแบบมาด้วยเป้าหมายเดียว นั่นคือการตอบสนองทุกความต้องการของนักดนตรีอย่างแท้จริง และผสานเข้ากับเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด และนี่คือผลลัพธ์! JBL BandBox คือลำโพงตัวแรกในโลกที่มี Stem AI Algorithm อันล้ำสมัยอยู่ภายในตัวเครื่อง เทคโนโลยีนี้สามารถแยกและตัดเสียงร้องหรือเครื่องดนตรีออกจากเพลงใดก็ได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ตหรือ Cloud เลย นี่คือการก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้การซ้อม การพัฒนาฝีมือ และการแจมกับเพื่อนหรือเดี่ยวๆ ง่ายกว่าที่เคยคิดไว้" — เกรซ โก, General Manager and Vice President, Consumer Audio, Harman Asia Pacific ทั้ง JBL BandBox Solo และ JBL BandBox Trio วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดย JBL Bandbox Solo ราคา 9,900 บาท และ JBL Bandbox Trio ราคา 26,900 บาท ฟีเจอร์ของ JBL BandBox Solo: ● Stem AI แยกเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีจากทุกแหล่งที่มาของเพลงแบบเรียลไทม์ ● คุณภาพเสียงระดับ JBL Sound ที่ทรงพลังด้วยกำลังขับ RMS 18 วัตต์และดอกลำโพงที่ให้เสียงอะคูสติกแบบ full-range ● เอฟเฟกต์กีตาร์และโมเดลแอมป์ ● เครื่องมือช่วยซ้อมในตัว: Tuner, metronome, looper และ drum machine ● เชื่อมต่อกับหูฟังแบบสาย ทำให้ฝึกซ้อมได้แบบส่วนตัว ● สามารถปรับใช้งานฟีเจอร์ซ้อมในตัวได้อย่างครบครัน เทคโนโลยี Stem AI แยกเสียงแบบเรียลไทม์พร้อมการควบคุมเสียงผ่านแอป JBL One application ● เชื่อมต่อกับ มือถือ และแลปท็อป ผ่านพอร์ต USB-C เพื่ออัดเสียงเข้าสู่โปรแกรมทำเพลงได้โดยตรง ● จอ LED พิกเซลขนาดใหญ่บนตัวเครื่องสามารถเปิดใช้งาน ช่วยให้ปรับเครื่องมือ โมเดลแอมป์และเอฟเฟกต์ได้อย่างสะดวก ● สามารถใช้เป็นลำโพงไร้สายเพื่อเพลิดเพลินกับเพลงจากทุกอุปกรณ์ Bluetooth ฟีเจอร์ของ JBL BandBox Trio: ● Stem AI แยกเสียง Vocal และเสียงเครื่องดนตรีจากทุกแหล่งที่มาของเพลง แบบเรียลไทม์ ● กำลังขับทรงพลังถึง 135 วัตต์ด้วยคุณภาพเสียงระดับ JBL Sound ที่มาพร้อมกับ ดอกลำโพง woofer 1 ดอก ขนาด 1 x 6.5” และ tweeters ขนาด 2 x 2.5”จำนวน 2 ดอก ● เอฟเฟกต์กีตาร์และโมเดลแอมป์ ● เอฟเฟกต์ไมโครโฟน พร้อมฟังก์ชัน Reverb และ Delay ในตัว ช่วยให้เสียงร้องออกมามืออาชีพโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม ● มิกเซอร์ 4 แชนเนลในตัวเครื่อง ● เครื่องมือช่วยซ้อมในตัว: Tuner, Metronome, Looper และ Drum machine ● ใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 10 ชั่วโมง พร้อมแบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้ ● หน้าจอและอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ทำให้เข้าถึงการควบคุมได้อย่างทันใจ ● สามารถปรับใช้งานฟีเจอร์ซ้อมในตัวได้อย่างครบครัน เทคโนโลยี Stem AI แยกเสียงแบบเรียลไทม์พร้อมการควบคุมเสียงผ่านแอป JBL One application ● เชื่อมต่อกับมือถือ และแลปท็อป ผ่านพอร์ต USB-C เพื่ออัดเสียงเข้าสู่โปรแกรมทำเพลงได้โดยตรง ● จอ LCD สีขนาดใหญ่ในตัวสามารถเปิดใช้งาน ช่วยให้ปรับเครื่องมือ โมเดลแอมป์และเอฟเฟกต์ได้อย่างสะดวก ● ยังสามารถใช้เป็น ลำโพง Monitor พร้อมเชื่อมต่อกับลำโพงใดก็ได้เพื่อขยายเสียงได้ตามต้องการ สามารถติดตามข้อมูลของ JBL ทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียได้ที่: ● เว็บไซต์: JBLThailand.com ● Facebook: JBLThailand ● Instagram: JBLThailand ● TikTok: JBLThailand ● แฮชแท็กอย่างเป็นทางการ: #JBL
HEGEL H150 สตรีมมิ่งแอมป์ระดับไฮเอนด์ หากพูดถึงเครื่องเสียงจากนอร์เวย์ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการไฮไฟ ชื่อของ HEGEL Music Systems คือหนึ่งในแบรนด์ที่นักฟังเพลงทั่วโลกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ด้วยปรัชญาการออกแบบที่เรียบง่ายแต่จริงจังว่า “เสียงที่ดีที่สุด คือเสียงที่คุณลืมว่าเครื่องเสียงกำลังทำงานอยู่” เรื่องราวของ HEGEL เริ่มขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เมื่อ Bent Holter ศึกษาด้านวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศนอร์เวย์ ในเวลานั้นเขาหลงใหลทั้งดนตรีและเครื่องเสียง แต่พบว่าแอมปลิไฟเออร์จำนวนมากให้เสียงที่มีความเพี้ยน แม้ตัวเลขการวัดจะดูดีแล้วก็ตาม เขาจึงเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการลดความเพี้ยนของวงจรขยายเสียง โดยพัฒนาแนวคิดใหม่ที่ต่อมากลายเป็นเทคโนโลยีอันโด่งดังของ HEGEL นั่นคือ SoundEngine Technology หลังจากงานวิจัยประสบความสำเร็จ Bent Holter จึงก่อตั้งบริษัท HEGEL Music Systems อย่างเป็นทางการในปี 1988 ทำไมจึงชื่อ “HEGEL” อาจมีคนสงสัย เพราะชื่อ HEGEL ไม่ได้มาจากเครื่องเสียง ซึ่งคุณเบน โฮลเตอร์ ผู้ก่อตั้ง อธิบายว่ามาจากชื่อของวงดนตรี The Hegel Brand สมัยที่เขาเป็นนักศึกษา และจุดเริ่มต้นของเครื่องเสียงก็มาจากการสร้างแอมป์ขยายเสียงดนตรีสำหรับวงดนตรี ที่พวกเขาตั้งขึ้นมานั่นเอง จุดเปลี่ยนสำคัญคือ SoundEngine Technology เนื่องด้วยปัญหาหลักของแอมปลิไฟเออร์คือเมื่อขยายสัญญาณมากขึ้น ย่อมเกิดความเพี้ยน (Distortion) โดยเฉพาะเมื่อโหลดของลำโพงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา Bent Holter จึงพัฒนาเทคโนโลยี SoundEngine ขึ้นมาแก้ไขความไม่เสถียรตรงนี้จากรูปแบบการป้อนด้วย “วงจรป้อนกลับ” แบบเก่า SoundEngine ทำงานคล้ายระบบตรวจจับและกำจัดความเพี้ยนแบบเรียลไทม์ แตกต่างจาก Negative Feedback แบบดั้งเดิม ผลที่ได้คือเสียงสะอาด รายละเอียดสูง Dynamic ดี เวทีเสียงนิ่ง ลดความแข็งกระด้างของเสียงได้อย่างดีเยี่ยม เทคโนโลยีนี้กลายเป็นหัวใจของ HEGEL จนถึงปัจจุบัน โดยพัฒนามาจนถึง SoundEngine 2 Bent Holter เคยกล่าวไว้ในทำนองว่า “เราไม่ได้ออกแบบเครื่องเสียงให้ฟังดูน่าประทับใจในห้องโชว์ แต่เราอยากให้คุณฟังเพลงต่อไปอีกหลายชั่วโมง” จึงทำให้ HEGEL มีบุคลิกเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไม่เน้นสีสันหรือการปรุงแต่งมากเกินไป จากแอมปลิไฟร์สู่ระบบดิจิทัล แม้จะเริ่มต้นจากอินทิเกรตแอมป์ HEGEL ก็พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทั้ง Integrated Amplifier, Preamplifier, Power Amplifier, DAC และ Music Streamer โดยเฉพาะรุ่นหลังๆ มีภาค DAC และระบบสตรีมมิ่งในตัว รองรับการใช้งานร่วมกับบริการเพลงออนไลน์และระบบเครือข่ายสมัยใหม่ จุดเด่นของ HEGEL คือการถ่ายทอดเสียงอย่างเป็นกลาง (Neutral) มีกำลังขับสูง ควบคุมลำโพงได้ดี อีกทั้งมีค่า Damping Factor สูงมาก ช่วยให้เสียงเบสกระชับและแม่นยำ วงจรภาค DAC มีคุณภาพสูง ใช้งานง่ายและเชื่อถือได้ ฟังได้นานโดยไม่ล้าหูจึงเข้ากันได้ดีกับลำโพงหลากหลายแบรนด์ ตั้งแต่ลำโพงมอนิเตอร์ขนาดเล็กไปจนถึงลำโพงวางพื้นขนาดใหญ่ เทคโนโลยีไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเพียงเครื่องมือในการนำผู้ฟังเข้าใกล้ดนตรีมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ HEGEL จึงไม่เน้นการสร้างบุคลิกเสียงที่ฉูดฉาด หากมุ่งสร้างเครื่องเสียงที่ทำหน้าที่เป็น “หน้าต่างใส” เปิดให้ผู้ฟังสัมผัสการบันทึกเสียงอย่างซื่อสัตย์ที่สุด สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเสียงเป็นธรรมชาติ รายละเอียดครบถ้วน และฟังเพลงได้ต่อเนื่องยาวนานโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า นี่คือเหตุผลที่ HEGEL ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องเสียงไฮเอนด์ที่สะท้อนปรัชญา “วิศวกรรมเพื่อรับใช้ดนตรี” ได้อย่างแท้จริง HEGEL H150 หรือที่รู้จักกันในฉายา Prodigy เป็นแอมป์สตรีมมิ่งแบบบูรณาการ (Streaming Integrated Amplifier) รุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์เครื่องเสียงไฮเอนด์สัญชาตินอร์เวย์ โดดเด่นด้วยกำลังขับ 75 วัตต์ต่อแชนแนลที่ 8 โอห์ม ผสานเทคโนโลยีวงจรขยาย SoundEngine 2 อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ จุดเด่นหลักของ HEGEL H150 โครงสร้างเครื่องที่ดูคลาสสิก แข็งแรง เรียบง่าย วงจรขยายที่ให้กำลังสำรองสูง (High Damping Factor) มีค่า Damping Factor สูงถึง 2000 ทำให้ควบคุมการทำงานของลำโพงได้อย่างแม่นยำและสามารถขับลำโพงที่มีโหลดต่ำระดับ 2 โอห์มได้อย่างไร้ปัญหา ประการต่อมา ทาง HEGEL บรรจุแพลตฟอร์มการสตรีมขั้นสูงไว้ภายในครบถ้วน เพื่อรองรับการสตรีมมิ่งเต็มรูปแบบ ทั้ง Spotify Connect, Tidal Connect, Qobuz Connect, Google Cast, Apple AirPlay และ UPnP มีภาค Phono ในตัว แม้จะเป็นรุ่นระดับเริ่มต้น แต่ก็มีภาคขยายสัญญาณสำหรับแผ่นเสียงแบบ Moving Magnet (MM) มาให้ในตัวที่ดีเยี่ยม และได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก มีช่องเชื่อมต่อครบครัน รองรับทั้งดิจิทัลอินพุต (Optical, Coaxial, USB-B) และอนาล็อก (Balanced XLR, Unbalanced RCA) รวมถึงรองรับการเล่นไฟล์เพลงโดยตรงจากแฟลชไดรฟ์ผ่านช่อง USB-A เป็นครั้งแรกของแบรนด์ ในปัจจุบันเราพบว่า การรวมภาค DAC เข้าไว้ในอินทิเกรเต็ดแอมป์นั้นแทบจะเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตอินทิเกรเต็ดแอมป์ทั่วไปต้องทำ แต่น้อยคนจะทราบว่า HEGEL Music Systems ได้รวม DAC ไว้ในอินทิเกรเต็ดแอมป์ของพวกเขา มานานกว่าทศวรรษแล้ว ไม่ใช่แค่เป็นตัวเลือกเสริมหรือเฉพาะในบางรุ่น แต่เกือบทุกรุ่นที่พวกเขาออกแบบมา ล่าสุด HEGEL ได้เปิดตัวแอมป์ออลอินวันรุ่นใหม่ ที่มีฟังก์ชันการสตรีมมิ่งผ่านอีเธอร์เน็ต และแตกต่างจากผู้ผลิตบางราย พวกเขาได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาต่อยอด แทนที่จะเปลี่ยนแปลงการออกแบบวงจรหรือแม้แต่รูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่เคยใช้งาน HEGEL คงแยกความแตกต่างระหว่าง H150 รุ่นใหม่กับ H120 ได้ยาก หากดูจากรูปลักษณ์ภายนอก การจัดวางตัวอักษรขนาดใหญ่ที่อ่านง่ายบนจอแสดงผลของ H150 นั้น มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เช่นเดียวกับช่องระบายอากาศบนแผงเครื่องด้านบน แต่โดยรวมการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ภายในวงจรเครื่องครับ การดีไซน์ทรงเส้นโค้งเล็กน้อยทำให้ดูดี เสริมด้วยความแบนบางพอประมาณ แต่ยังคงให้ความรู้สึกที่แข็งแรงทนทาน ตัวเครื่องมีดีไซน์ที่ดูเรียบสะอาดทันสมัยและคลาสสิกไปพร้อมๆ กัน ขอบและมุมที่โค้งมนเล็กน้อย มีปุ่มหมุนขนาดใหญ่ แค่เพียง 2 ปุ่ม หนึ่งใช้เลือกแหล่งโปรแกรม อีกหนึ่งสำหรับปรับระดับโวลุ่ม แผ่นเพลทหน้าตัวเครื่องที่นูนเล็กน้อย มีจอแสดงผล OLED ตรงกลางที่มีความคมชัดสูง พร้อมช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐานสตูดิโอ ¼ นิ้ว อยู่ถัดจากปุ่มโวลุ่มควบคุมระดับเสียง HEGEL H150 จัดการกับแรงสั่นสะเทือนไวเบรชั่นทั้งจากภายนอกและภายในด้วยปุ่มยางขนาดใหญ่รองใต้เครื่อง 3 ตำแหน่ง ที่ให้ผลดีมาก โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ HEGEL H150 มีรีโมตคอนโทรลไร้สายขนาดย่อมมาให้ด้วย ระบบเมนูที่เข้าถึงได้ผ่านรีโมท ช่วยให้ควบคุมโหมดในการหยุดพักเครื่อง เลือกอินพุตดิจิทัลอัตโนมัติ และฟังก์ชั่นรีเซ็ตเป็นค่าจากโรงงาน ปุ่มเปิด/ปิดเครื่องที่อยู่ตรงกลางด้านหน้าของแผ่นล่าง เช่นเดียวกับแอมป์ HEGEL รุ่นอื่นๆ ความน่าสนใจก็คือ ด้านหลังเครื่องมีอินพุตดิจิทัลหลายช่อง รวมถึงอินพุตออพติคอล S/PDIF (TosLink) สองช่อง และอินพุตโคแอกเชียล S/PDIF (RCA) หนึ่งช่อง, USB-A สำหรับจัดเก็บข้อมูลภายในเครื่อง, USB-B สำหรับคอมพิวเตอร์ และ RJ45 อีเธอร์เน็ตหนึ่งช่อง นอกจากนี้ยังมีอินพุตอนาล็อก XLR และ RCA อย่างละคู่ มีเอาต์พุต RCA แบบปรับได้ และเอาต์พุตโคแอกเชียล S/PDIF (RCA) พร้อมด้วยอินพุต RCA และจุดต่อสายดินสำหรับภาคขยายสัญญาณเสียงโฟโนแบบ MM ขั้วต่อลำโพงคุณภาพสูงหนึ่งชุดและช่องเสียบไฟ IEC มาตรฐาน ตัวเครื่อง H150 มีขนาด 3.9 นิ้ว (สูง) × 17 นิ้ว (กว้าง) × 13.8 นิ้ว (ลึก) และหนัก 21.4 ปอนด์ นับว่าออกแบบได้กะทัดรัด แต่น้ำหนักเอาเรื่องเลยทีเดียว การสนองตอบด้านอินพุต S/PDIF แบบออพติคอลจะจำกัดบิตเรตอยู่ที่ 24 บิต/96kHz แต่การเชื่อมต่อ USB-B สำหรับคอมพิวเตอร์, USB-A สำหรับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายในเครื่อง, S/PDIF แบบโคแอกเซียล และการเชื่อมต่อเครือข่ายรองรับ PCM ให้ได้สูงสุดถึง 24/192 kHz สิ่งที่ผมต้องทำเป็นอันดับแรกก่อนใช้งานเครื่องคือ โหลดแอป HEGEL Control มาใช้งาน เพราะในการทำงานระบบอนาล็อก อาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งแอป แต่ถ้าต้องการเล่นระบบดิจิตอลสตรีมมิ่ง ก็ต้องโหลดแอปมาใช้งานควบคู่กับแอมป์ H150 ซึ่งแอปสามารถใช้กับ iOS และ Android ได้สะดวก และจากการอัพเฟิร์มแวร์ HEGEL Control เมื่อ 15 ธันวาคม ปี 2025 เป็นต้นมา ทำให้นอกจากการรองรับ Apple AirPlay, Google Cast, Qobuz Connect, Spotify Connect, Tidal Connect และ UPnP/DLNA แล้ว ก็จะเพิ่มการรองรับวิทยุอินเทอร์เน็ตและพอดแคสต์ Airable และ Roon Ready ด้วย Test Report ผมแปลกใจไม่น้อยที่เห็นรูปทรงสวยงามแบบขรึมๆ ของ HEGEL H150 ที่ออกจะดูแบนบางสวยงาม ไม่หนาเทอะทะ แต่ให้กำลังขับได้ถึง 75 วัตต์ต่อข้างแบบ Class AB โดยมีทีเด็ดที่ไม่เหมือนใครคือใช้เทคโนโลยี SoundEngine 2 ของ HEGEL ที่สามารถขับโหลดขั้นต่ำได้ถึง 2 โอห์ม และค่า Damping Factor มากกว่า 2000 ทางสเป็คฯ ยังมีอัตราส่วนสัญญาณต่อเสียงรบกวน มากกว่า 100dB, Crosstalk น้อยกว่า -100dB และความผิดเพี้ยนฮาร์โมนิกน้อยกว่า 0.01% ด้วยรูปทรงหน้าตาอาจจะคล้าย H120 แต่ H150 มีการปรับปรุงภาค DAC ใหม่ทั้งหมด รวมถึงหัวใจหลักคือภาคจ่ายไฟ การวางเลย์เอาต์กำหนดเส้นทางสัญญาณภายใน รวมถึงระบบการป้องกันต่างๆ มีการอัพเกรดที่ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น เป็นแอมป์ที่สนองตอบทั้งสตรีมมิ่ง และการเล่นแบบอนาล็อกแผ่นเสียงได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะภาคปรีแอมป์โฟโน MM นับว่าให้เสียงดีเยี่ยมมากๆ ชนิดที่ผมเองยังงง ว่าเสียงดีกว่าเครื่องปรีโฟโนแบบแยกชิ้นหลายเครื่องเสียอีกครับ อาจจะดูแปลกสักหน่อยที่ HEGEL H150 ซ่อนปุ่มปิด-เปิดอยู่ด้านใต้ฐานเครื่อง (ด้านหน้า) และระบบจะมีการตัดเข้าสู่โหมด Standby เมื่อไม่มีสัญญาณอินพุตป้อนเข้ามาเกิน 30 นาที โดยประมาณ ผมอาจจะเล่นระบบสตรีมมิ่งแบบเบสิก ไม่ได้มีความสลับซับซ้อน ดังนั้น HEGEL H150 จึงเหมาะสมมาก ถ้าความเบสิกที่เสียงดีสุดยอดคือสิ่งที่ปรารถนา นี่คือคำตอบอันแท้จริงครับ ด้วยการต่อสาย LAN ตรงจากเร้าเตอร์ ไม่ได้ผ่านอุปกรณ์เสริมใดๆ ให้เครื่องได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างตรงไปตรงมา ส่วนท่านใดจะใช้ผ่านเครือข่ายของบ้านที่มี Roon ก็จะตรวจพบ H150 เป็นอุปกรณ์เอาต์พุตผ่าน Chromecast และ AirPlay 2 ได้โดยง่าย รวมถึงบางคนมีไฟล์เพลงที่จะเล่นแบบรายละเอียดสูงผ่าน DAC ของ H150 ก็เชื่อมต่อพอร์ต USB-B เข้ากับพีซี เพื่อตรวจสอบและใช้งานได้ สำหรับการทดสอบของผมเน้นไปที่คุณภาพเสียงจากวิทยุอินเตอร์เน็ต การฟังเพลงสตรีมมิ่งจากผู้ให้บริการหลักทั้ง TIDAL และ Spotify การฟังเพลงจากเครื่องเล่น SACD และแน่นอนดื่มด่ำไปกับการฟังแผ่นเสียงจากคอลเล็กชั่น กันแบบเพลิดเพลินจริงๆ บางช่วงเวลาที่ผมพักผ่อน ก็ได้อาศัยเพลง ข่าวสาร จากวิทยุอินเตอร์เน็ต ฟังผ่านทางช่องหูฟังมาตรฐานด้วย ให้เสียงที่น่าประทับใจมากมายสำหรับช่วงเวลาที่ดีๆ เป็นภาคขยายเฮดโฟนที่จัดว่า เข้าขั้นเที่ยงตรงดุจเสียงจากสตูดิโอเลยครับ ลำโพงที่ผมจัดมาทดสอบ มีทั้งหมด 3 คู่ คือ Revival Audio Atalante 4 ระบบตั้งพื้น, ลำโพง Harbeth SHL5 plus XD2 และ Rogers LS3/5A & AB3a SUB ปรากฏว่าลำโพงเหล่านี้ถูก HEGEL H150 ขับเสียงได้เต็มศักยภาพปลอดโปร่ง เหมือนเอาแอมป์ระดับไฮเอนด์ 150-200 วัตต์ต่อข้างขับ นับว่าน่าทึ่งมาก เสียงที่ต่อเนื่องไหลลื่น สะอาด ทรงพลัง ผมยอมรับว่าหลายปีมาแล้วไม่เคยได้ฟังแอมป์กำลังขับ 75 วัตต์ ให้พลังเสียงเยี่ยม มีความเป็นดนตรีธรรมชาติ ขนาดนี้มาก่อนเลย เครื่องเล่น Denon DCD 2500NE SACD เครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C588 รุ่นท็อป และใช้หูฟัง NAD VISO และ MDR-CD900ST (Studio Headphone) เป็นองค์ประกอบที่ใช้งานร่วมกันตลอดการทดสอบครั้งนี้ อยากให้คำจำกัดความว่า “สตรีมมิ่งที่ดีเยี่ยมในเครื่องแอมป์ที่แสนเรียบง่าย” มีทุกอย่างครบครันในการสนองตอบคุณภาพเสียงจากเพลงหลากประเภท ผมเพลินอยู่กับอัลบั้ม Jazz at the Pawnshop ที่ฟังย้อนกลับไปมาหลายเที่ยว กินเวลาไปครึ่งวันเลย เหมือนเราจมลึกลงไปในวันเวลาในแจ๊สผับที่น่าหลงใหล เสียงของ H150 สะอาดสะอ้าน ละเมียดละไม แทบจะพูดได้ว่าเพลงที่ผ่านมาเหมือนอยู่ในสถานที่จริง เก็บบรรยากาศมาครบถ้วนครับ แน่นอนว่าการทดสอบ เพลงจากค่ายเทลาร์ค ก็ถือว่าพลาดไม่ได้ Ein Straussfest อัลบั้มนี้พิสูจน์ได้หลายอย่าง ผมฟังจากเพลง Blue Danube Waltz, Champagne Polka และอื่นๆ เราจะพบได้อย่างหนึ่งคือไดนามิคเร้นจ์เสียงของ HEGEL H150 ทำได้ยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมายจริงๆ ผมไม่แปลกใจแล้วละครับที่มีนักเล่นชื่นชมแอมป์หน้าตาเรียบๆ อย่าง HEGEL และแนะนำว่า ผมต้องหาโอกาสฟังให้ได้ ครั้งนี้นับว่าได้เรียนรู้ แอมป์ที่ดีจะไม่บ่งบอกเลยว่าตัวเองต้องเป็นอะไร คลาส A คลาส AB แอมป์หลอด หรือทรานซิสเตอร์ เพราะระบบวงจร SoundEngine 2 ของ H150 พาเราก้าวข้ามไปทั้งหมด คือให้ฟังความจริง และทุกสิ่งของดนตรี ผมขอบอกได้ว่าพลังไดนามิคและฮาร์โมนิคของแอมป์รุ่นนี้สวยงามมากครับ ไม่มีอะไรที่เกิน หรือขาดไปจากความจริง เมื่อฟังจากแผ่นซีดีและ SACD หลายอัลบั้ม โดยเฉพาะแผ่นของ Sheffield LAB และ GRP group ชื่นชอบพลังเสียง ความงามหมดจดของย่านความถี่ และเสียงที่ละเมียดละไมทั้งในความแผ่วเบาและความพั้นช์ที่แรงๆ ในบางช่วงของดนตรี ให้เสียงที่สม่ำเสมอกัน เสียงที่หนักหน่วง ก่อนแผ่วเบาหายไป ให้บรรยากาศที่เป็นธรรมชาติต่อเนื่องกันชนิดท่วมท้น (Mountain Dance : Dave Grusin) บางช่วงเวลาที่เครื่องดนตรีแนวบิ๊กแบนด์ต้องการพลัง ระบบขยายก็จะมาแบบเต็มอิ่ม หรือบางครั้งเครื่องเป่าที่แสดงพลังดุดันแต่ก็ลึกซึ้งและน่าพึงพอใจ ฟังดูนุ่มนวลและงดงาม เรียกว่าภาคขยายทำหน้าที่เที่ยงตรงทุกลีลาดนตรีเลยทีเดียว ไม่ว่าช่วงนั้นๆ ศิลปินจะแสดงความพลิกผันของอารมณ์ร่วมขนาดใด HEGEL H150 ให้เสียงเป็นธรรมชาติมาก สามารถดึงความรู้สึกของเราเข้าไปในส่วนลึกของอารมณ์ดนตรีได้อย่างง่ายดาย อัลบั้ม Let it go โดย Clair Marlo เป็นหนึ่งในการทดสอบที่ทำให้ผู้ฟังเข้าถึงดนตรีได้อย่างลึกล้ำ ทั้งการฟังจากแผ่นซีดี สตรีมมิ่ง TIDAL และเปรียบเทียบกับแผ่นเสียงที่ผมมีอยู่ มันใกล้กันมาก แม้บุคลิกแผ่นเสียงจากภาคปรีโฟโนอาจจะดูอ่อนช้อยสวยงามกว่า แต่ทั้งหมดนี้คือความงามที่ไร้ที่ติด้วยกันทั้งสิ้น H150 ทำให้ทุกอย่างเหมือนมาจากแหล่งเดียวกัน อาจจะต่างกันเล็กน้อยเท่านั้นที่บุคลิกเนื้อเสียง ผมยอมรับว่าทึ่งกับภาคปรีโฟโนของ HEGEL H150 ครับ เป็นการออกแบบที่ยอดเยี่ยมชนิดที่ว่า สามารถแยกเอาภาคปรีโฟโนภายในนี้ ออกมาวางจำหน่ายเป็นเครื่องโฟโนสเตจสแตนด์อะโลนได้เลย คุณภาพเสียงถือว่าเกินราคาไปมากทีเดียว ความดีงามของภาค Phono เป็นเหตุผลให้ผมต้องค้นเอาแผ่นจากคอลเล็กชั่นมาทดสอบมากมายหลายแผ่น ทั้งแผ่นยุคเก่าและยุคใหม่ แผ่นไวนีลเพลงไทย สากล เพลงจีน เรียกว่ามีเท่าไรเอาออกมาฟังติดๆ กันถึง 3 วัน 4 คืนเลยทีเดียว ตัวอย่างที่โดดเด่นมากคือ อัลบั้มไวนีลเพลงร็อคที่บันทึกมาแต่ยุคเดิม อย่าง I Robot โดย The Alan Parsons Project เมื่อปี 1977 ได้ความอิ่มแน่น เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ และค่อยๆ ไล่เรียงระดับความดังแบบแผ่วเบาไปจนถึงพีคสุด ที่ H150 ทำได้นิ่ง สมจริง ถ่ายทอดราวกับเสียงที่มาจากสตูดิโอครบถ้วนมาก พิสูจน์คำว่าไดนามิคเร้นจ์ที่ดีจากภาคขยาย ต้องเป็นแบบนี้ครับ เสียงที่ดีเยี่ยมของภาคโฟโนในแอมป์เครื่องนี้ ทำให้ผมฟังทดสอบไปหลายอัลบั้ม แบบนับกันไม่ถ้วน รวมๆ น่าจะเกินสามสิบแผ่น ทั้งเพลงไทยเพราะๆ อย่างเช่น ฤดีเดียวของ โจ โปสเตอร์ HEGEL H150 ทำให้เรารู้สึกว่ามีความต่างจากแอมป์ทั่วไปคือ เป็นเสียงที่ดึงดูด ทำให้เราเข้าไปใกล้ชิดเสียงร้องและดนตรีกว่าแอมป์อื่นๆ ทั้งเก็บรายละเอียดระยิบระยับครบถ้วน ส่งผ่านความละมุนละไม เข้าถึงง่ายด้วยเสียงอิ่มเอิบและพลังเต็มที่ เป็นแอมป์ที่ฟังทั้งวันได้โดยไม่เครียดจริงๆ ครับ ในที่สุดผมต้องมาปิดงานด้วยแผ่นไวนีลที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ What's New: Linda Ronstadt แผ่นต้นฉบับของปี 1983 อันเป็นปรากฏการณ์สำคัญของศิลปินนักร้องท่านนี้ ครั้งแรกของการขับร้องโดยมีวงดนตรีออเคสตร้าแบ็คอัพที่อิ่มละมุนเป็นธรรมชาติ สวยงาม ชวนฝัน เพลงที่จะบ่งบอกได้ถึงความไพเราะสุดยอดและแสดงศักยภาพของภาคขยายแอมปลิไฟร์ ว่าโดดเด่นถึงขั้นใด และก็เป็นไปดังคาด งดงามจนบรรยายเป็นตัวอักษรแทบไม่ถูกเลยครับ โดยสรุป HEGEL H150 มีความพิเศษที่แตกต่างก็คือ ไม่ว่าจะใช้ขับลำโพงคู่ใด ก็จะได้เวทีเสียงกว้าง ลึก และแม่นยำ เวทีเสียงกว้างเลยขอบลำโพง มีมิติด้านลึกชัดเจน ให้ตำแหน่งนักดนตรีนิ่งและแม่นยำ ในหลายอัลบั้มเสียงเปียโนและไวโอลินโดดเด่นบนพื้นหลังที่เงียบสงัดอย่างน่าประทับใจ ที่สำคัญคือให้เบสกระชับมากๆ ควบคุมลำโพงได้ยอดเยี่ยม เพราะจุดแข็งของ HEGEL ซึ่งเป็นมาโดยตลอดคือการควบคุมลำโพง แม้ใช้กับลำโพงที่ขับยากก็ยังควบคุมได้ดี เสียงร้องเป็นธรรมชาติผ่อนคลายและมีชีวิตชีวา แม้จะฟังจากสตรีมมิ่ง แต่ก็มีเนื้อเสียงถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี ไม่บาง และไม่หวานเกินจริง โปร่ง สะอาด นิ่ง เป็นธรรมชาติ นุ่มนวล และควบคุมทุกอย่างได้อย่างมั่นใจ H150 แอมปลิไฟร์ที่จะปล่อยให้บุคลิกของลำโพงและคุณภาพของการบันทึกเสียงได้แสดงตัวตนอย่างเต็มที่ HEGEL H150 น่าจะเป็นผลงานการออกแบบแอมปลิไฟร์ที่ดีเลิศชนิดไร้ที่ติครั้งหนึ่งของอุตสาหกรรมเครื่องเสียงเพื่อออดิโอไฟล์ จริงอยู่มันไม่ใช่แอมป์ราคาถูกๆ ทั่วไป แต่ถ้านับรวมเอาคุณค่าในภาคขยายที่ดีเยี่ยมระดับไฮเอนด์ การสนองตอบวิทยุอินเตอร์เน็ตที่นุ่มละมุน ภาคสตรีมมิ่งที่ราบรื่นสวยงาม ภาคปรีโฟโนมีความเป็นดนตรีธรรมชาติทุกกระเบียดนิ้ว ทุกอย่างครบอยู่ในเครื่องเดียว เป็นความคุ้มค่าในระดับไฮเอนด์ แบบที่คุณจะหาจากที่อื่นไม่ได้ในราคานี้จริงๆ ครับ HEGEL H150 ราคา 109,000.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DISCOVERY HIFI โทร. 085 517 8292
Clef Audio Ground ZERO II เพื่อการรังสรรค์ความสะอาดบริสุทธิ์ของเสียง อุปกรณ์เสริมอีกชิ้นหนึ่งสำหรับระบบเครื่องเสียงที่ทาง Clef Audio ได้นำเสนอไว้มาตั้งแต่ปี 2016 หรือเมื่อสิบปีที่แล้ว ได้รับความนิยมทั้งจากในและนอกประเทศ อาทิ ฮ่องกง สิงค์โปร์ ไต้หวัน และล่าสุดจากนักเล่นประเทศอังกฤษ จนเมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับรางวัลห้าดาว จากนิตยสาร HiFi Choice เมื่อปลายปี 2025 แม้ว่าจะมีคุณภาพที่ดีมาก แต่ทางทีมงานออกแบบ ยังเชื่อว่าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีก จึงเป็นที่มาของ GroundZERO MK II ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงขึ้นไปอีกระดับ การลดการรบกวนที่สามารถหลุดรอดมาในระบบเสียง อันเนื่องจากระบบกราวนด์ เป็นปัญหาประการหนึ่งซึ่งนักเล่นเครื่องเสียงพบกันอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าจะมีความเอาใจใส่ ให้ความสำคัญ และเข้าใจถึงรูปแบบวิธีการที่จะขจัดมันได้ดีหรือไม่ บางครั้งด้วยเหตุที่อุปกรณ์ซึ่งนำออกมาจำหน่ายโดยผู้ผลิตต่างประเทศจะมีราคาสูงมาก ทำให้ความรู้สึกของนักเล่น มองว่าไม่จำเป็นหรือไม่คุ้มค่า แต่ในความเป็นจริงทางปฏิบัติ การจัดการระบบกราวนด์มีผลต่อคุณภาพเสียงมาก สังเกตได้ว่าระยะนี้นักเล่นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์หันมาสนใจเรื่องนี้กันอย่างมากเป็นพิเศษ สำหรับ GroundZERO MK II ของ Clef Audio อาจจะเป็นตัวตอบโจทย์ที่ดี เพราะในแง่คุณภาพและราคาตั้งแต่รุ่นแรกที่ผมเคยทดลองมาแล้ว มาจนถึงรุ่น MK II นับว่าให้ผลได้คุ้มค่าน่าทึ่งเลยทีเดียว GroundZERO MK II ที่มีลักษณะกล่องทรงกระบอกนี้ โดยหลักการโดยทั่วไปจะทำการลด Noise ในระบบกราวนด์ ด้วยการนำอุปกรณ์ไปเสียบต่อเข้ากับช่อง RCA ที่ว่างอยู่นั้น ก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายไม่ยุ่งยากซับซ้อน และไม่ต้องใช้ไฟเลี้ยงครับ หลักการพื้นฐานสำหรับช่อง RCA ที่ไม่ได้ใช้งานในเครื่องเสียง ส่วนมากจะยังคงเชื่อมต่อกับกราวนด์สัญญาณ (Signal Ground) ของวงจรอยู่ตลอดเวลา ซึ่ง Noise ที่เกิดขึ้นในระบบที่จะสามารถหลุดรอดมาทางกราวนด์ได้ เช่น RF Noise หรือคลื่นวิทยุความถี่สูง การรบกวนโดย EMI จากสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย ไม่เว้นกระทั่งดิจิทัลน้อยซ์ที่มากับ DAC และ Network Streamer มันคือกระแสรบกวนที่ไหลวนในกราวนด์นั่นเอง หลายคนคงสงสัยว่าอุปกรณ์ GroundZERO MK II ทำงานอย่างไร ทั้งที่ไม่ได้ต่อเข้ากับสัญญาณดนตรีโดยตรง คำอธิบายง่ายๆ คือ ภายในเครื่องเสียงไม่ได้มีเพียงสัญญาณดนตรีเท่านั้น แต่ยังมีสัญญาณรบกวนหรือ Noise ความถี่สูงจากวงจรดิจิทัล ระบบสตรีมมิ่ง เครือข่าย และแหล่งจ่ายไฟสวิตชิ่งปะปนอยู่บนกราวนด์ของระบบด้วย ซึ่ง GroundZERO MK II ได้ทำหน้าที่เป็น Ground Box ที่เสมือน "ที่พัก" หรือ "ทางระบาย” ให้สัญญาณรบกวนเหล่านี้ไหลออกจากกราวนด์หลักของเครื่องเสียง โดยอาศัยวัสดุพิเศษภายใน เช่น คาร์บอน แร่ธรรมชาติ หรือวัสดุดูดซับคลื่น RF จึงช่วยลดการสะสมของ Noise ในระบบได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อ Noise ลดลง ผู้ฟังจำนวนมากจึงรับรู้ได้ว่า พื้นเสียงมีความสงัดมากขึ้น ปรากฏซึ่งรายละเอียดเสียงเล็กๆ ชัดขึ้น และมิติเสียงเปิดโล่งขึ้น อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ประเภทนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสายดินโดยตรง และไม่ได้ให้ผลเท่ากันทุกในระบบ หากระบบเดิมมี Noise ต่ำอยู่แล้ว ความแตกต่างอาจมีไม่มาก แต่ในระบบเครื่องเสียงที่มีอุปกรณ์ดิจิทัลและสตรีมมิ่งหลายชิ้น มักจะเห็นผลได้ชัดเจนกว่าอย่างน่าแปลกใจเลยทีเดียว อาจกล่าวได้ว่า GroundZERO MK II อาจไม่ได้ทำให้สัญญาณเพลงดีขึ้นโดยตรง แต่ช่วยจัดการสภาพแวดล้อมทางไฟฟ้ารอบๆ สัญญาณเพลงให้สะอาดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้อุปกรณ์ประเภทนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นในวงการเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ปัจจุบัน และในตลาดอุปกรณ์ดังกล่าว Clef Audio เป็นสินค้าไทยที่ได้รับความยอมรับสูง และแพร่ขยายออกไปถึงนักเล่นต่างประเทศด้วย ผมต้องเรียนก่อนนะครับว่า ระบบ Ground Box นั้นไม่ได้ทำหน้าที่ “กำจัด” Noise ตรงๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเส้นทางการกระจายของ Noise ดังนั้นผลลัพธ์จะขึ้นกับโครงสร้างกราวนด์ของเครื่อง ความถี่ของ Noise ตำแหน่งที่ต่อ และความยาวของสายกราวนด์ ผลลัพธ์ที่ผู้ใช้มักรายงานคือพื้นเสียงสงัดขึ้น รายละเอียดปลายเสียงและมิติเสียงชัดขึ้น แต่ระดับผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับคุณภาพกราวนด์และปริมาณ Noise ในระบบเดิมเป็นสำคัญ Preview ภายใต้รูปลักษณ์ที่คล้ายเดิม แต่ GroundZERO MK II ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ทั้งภายนอกและภายใน การผลิตชิ้นงาน การประกอบที่ละเอียดพิถีพิถันมากขึ้น และส่วนที่สำคัญที่สุดของทั้งหมด คือโครงสร้างภายในที่ได้รับการออกแบบ จัดวางองค์ประกอบแบบใหม่ ผ่านการปรับแต่งอย่างละเอียด จนได้เสียงที่มีความสงัดมากขึ้น อันส่งผลต่อรายละเอียดและบรรยากาศได้ครอบคลุมเสียงเพลงในช่วงความถี่ของการรับฟังได้กว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิม ตรงนี้ผมไม่ทราบว่าภายในตัวถังนั้น ทาง Clef เขาได้บรรจุวัสดุหรือสิ่งใดเอาไว้ภายในบ้าง เพราะอาจจะเป็นความลับของทางผู้ออกแบบ แต่ในหลักการทั่วไปมักจะใช้แร่ธรรมชาติ มีโลหะหลายประเภท รวมถึงคาร์บอนและวัสดุที่มีคุณสมบัติดูดซับ RF ได้ดี โดยผู้ออกแบบจะต้องทดสอบการใช้อัตราส่วนที่เหมาะสมจึงจะได้ผลที่ดี โดยหลักการกว้างๆ ก็คือ เมื่อคุณเชื่อมต่อกล่องกราวนด์บล็อก GroundZERO MK II เข้ากับกราวนด์ของเครื่อง (คือช่อง RCA ที่ว่างอยู่) Noise ที่ความถี่สูงมันก็จะมองเห็นเส้นทางที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำกว่า ดังนั้นสัญญาณรบกวนก็จะกระจายตัวไปยังระบบที่ GroundZERO MK II จัดเอาไว้ภายในครับ ถ้าถามว่าเราควรเสียบต่อกับช่องใดง่ายๆ ครับ แค่ช่อง Input ที่ไม่ได้ใช้งานของปรีแอมป์ อินทิเกรเต็ดแอมป์, ช่อง Tape In, ช่อง Aux, ช่อง Analog Input ของ DAC ได้ทั้งหมด เมื่อเสียบเข้าไป Noise บนกราวนด์ของอุปกรณ์นั้นจะมีเส้นทางไหลไปยังตัว Ground Box โดยอัตโนมัติ จากโครงสร้างที่เห็นในรูปทรงกระบอก Clef Audio GroundZERO MK II มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12.5 เซนติเมตร มีความสูง 21 เซนติเมตร มีขั้ว RCA ชั้นดี มาพร้อมสายสำหรับต่อเชื่อมโยงไปยังเครื่องเสียงที่มีช่องอินพุตว่างๆ ช่องใดช่องหนึ่งได้ทันที หลังจากต่อเข้าระบบ ผมแนะนำให้ทำการฟังเพลงไปตามปกติแบบสบายๆ สัก 2-3 เพลง ก็จะเริ่มรับรู้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จากเสียงเดิมที่เราเคยฟังทุกวัน แต่ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้ใช้วิธีฟังไปให้ครบทั้งอัลบั้มเพลง หรือประมาณสัก 30 นาที อย่างผ่อนคลาย ไม่ต้องเคร่งเครียดหรือคอยจับผิดอะไร ไม่ว่าจะทั้งจากแผ่นหรือสตรีมมิ่งก็ตาม จากนั้นให้ทดลองถอด Clef Audio GroundZERO MK II ออก เว้นระยะสัก 4-5 นาที แล้วต่อกลับเข้าไปใหม่ ฟังอีกครั้ง ผมเชื่อว่าคุณจะสัมผัสความแตกต่างอย่างน่าประหลาดใจเลยทีเดียว โดยเฉพาะท่านที่ใช้ระบบเพลงสตรีมมิ่ง หรือมี DAC ในระบบ ผลการทดสอบ สามารถสรุปได้เลยว่า ระบบกราวนด์บล็อก Clef Audio GroundZERO MK II มีประโยชน์มากครับ ในแง่การได้มาซึ่งความคลีน ความสะอาดเอี่ยมของเสียง และมันจะไม่ได้เข้ามาสร้างปรากฏการณ์วุ่นวายกับความถี่เสียง เช่นเพิ่มแหลมสดใสให้รู้สึก ว้าว!!! อะไรทำนองนั้น ทว่าอารมณ์ที่เราฟังจะเริ่มเปลี่ยนไป สามารถสัมผัสได้ถึงพื้นเสียงที่แตกต่าง เข้าถึงความสงัดช่วงเสียงดนตรี และจังหวะที่กระชับจะสมจริง หรือในดนตรีบางช่วงก็จะดูผ่อนคลายขึ้นมาก เปรียบได้กับการชะล้างความสกปรก หรือฝุ่นที่เคยเกาะอยู่กับเส้นเสียงและความถี่ให้สลายไป ดังนั้นผู้ใช้งาน GroundZERO MK II สามารถรู้สึกได้ถึงฮาร์โมนิคสวยๆ ที่แตกต่างออกไปจากการฟังตามปกติก่อนหน้านั้น รายละเอียดที่โอบล้อมความรู้สึกอารมณ์ที่ฉ่ำขึ้น สัมผัสได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะความสะอาดของเสียงน่าทึ่งมากทีเดียวครับ ถ้าเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นแรก เสียงจาก GroundZERO MK II ดูสะอาดสะอ้าน หวานละเมียดกว่าแน่นอนครับ โดยเฉพาะย่านความถี่ปลายเสียงแหลมที่สะอาดเป็นรูปธรรมยิ่งกว่า หัวใจหลักของการใช้งาน GroundZERO MK II ก็คือการเข้าถึงเสียงดนตรีที่สะอาดกระจ่าง ละเมียดละไม ทำให้ทุกช่วงเวลาของการฟังของคุณมีความอิ่มเอมทางด้านอารมณ์เพิ่มขึ้น จังหวะที่ดูแม่นยำสมจริง รวมทั้งความถี่ที่แผ่วเบาก็จะได้ยินชัดยิ่งขึ้น เฉพาะแค่เพียงความเปลี่ยนแปลงของเสียงร้องที่ดูมีเสน่ห์มากขึ้น ผมว่าความคุ้มค่านั้นย่อมเกินพอสำหรับการเพิ่ม Clef Audio Ground ZERO II เข้าไปในระบบเครื่องเสียงของคุณแล้วละครับ นี่คือความสะอาดบริสุทธิ์ที่คุณสามารถเพิ่มความเอาใจใส่ และรังสรรค์ด้วยตัวเองอย่างง่ายๆ จากอุปกรณ์ที่ลงทุนด้วยงบประมาณที่คุ้มค่ายิ่ง Clef Audio Ground ZERO II พร้อมสาย RCA ครบเซ็ต ราคา 12,900.- บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Clef Audio Co., Ltd. Tel: 0-2932-5981
Marantz SACD 30n หนึ่งเดียวพร้อมสรรพ สำหรับการเล่นแผ่นและสตรีมมิ่งที่เป็นเลิศ ผมไม่ได้จับต้องผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงของ Marantz ในระดับไฮเอ็นด์มานานพอสมควร ยิ่งหลังจากคุณเคน อิชิวาตะ อำลาจากวงการไปแล้ว ความรู้สึกเราคือเหมือนกับมีความชะงักงันอยู่ช่วงหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในทิศทางของผลิตภัณฑ์ แต่การปรากฏตัวของซีรีส์ 30n ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ รวมทั้งไอเดียใหม่ที่ทีมวิศวกรนำเสนอได้อย่างไม่ซ้ำแบบใครอีกต่างหาก ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันคือ Marantz ปรับฐานการออกแบบและการผลิตขึ้นไปอยู่ในสองตลาดหลักคือ ไฮเอ็นด์และมิดเอ็นด์ระดับบน โดยไม่ลงมาในตลาดเครื่องเสียง Entry Level อีกต่อไป เป็นการเลือกตำแหน่งของผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีเฉพาะตัวอย่างเพียบพร้อม Marantz SACD 30n ถูกออกแบบมาใน Marantz 30 Series ซึ่งเป็นซีรีส์เครื่องเสียงระดับพรีเมียม และมีแอมปลิไฟร์เออร์หลอดกึ่งอนาล็อกระดับไฮเอ็นด์อย่าง Marantz MODEL 30 เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมาคู่กันโดยเฉพาะ การจับคู่ของผลิตภัณฑ์ทั้งสองชิ้นนี้มีความโดดเด่นดังนี้ ทั้งสองเครื่องดีไซน์มาในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก เพื่อให้วางคู่กันได้อย่างสวยงามลงตัว มีรีโมตคอนโทรลชุดเดียวกันที่ควบคุมได้ทั้งสองเครื่อง แต่มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน ตัว SACD 30n จะรับหน้าที่จัดการเรื่องสัญญาณดิจิทัลทั้งหมด เช่นเล่นแผ่น SACD, CD และสตรีมมิ่งผ่าน HEOS ส่วน MODEL 30 จะแยกไปทำหน้าที่ขยายสัญญาณอนาล็อกบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว (Integrated Amplifier) เพื่อลดสัญญาณรบกวนระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุด แต่เราสามารถซื้อ SACD 30n แยกมาใช้งานกับแอมปลิไฟร์ทั่วไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งในครั้งนี้ผมได้รับเครื่อง Marantz SACD 30n มาทดสอบแบบเดี่ยว และนำไปจับคู่กับอินทิเกรเต็ดแอมป์หลายเครื่องด้วยกัน เครื่องเล่น SACD/CD และ Network Audio Player ที่ผสานความสามารถของการเล่นแผ่นและการสตรีมเพลงคุณภาพสูงไว้ในเครื่องเดียว รองรับการเล่น SACD/CD พร้อมโหมด USB-DAC ที่รองรับสัญญาณ PCM สูงสุด 384kHz/32-bit และ DSD256 (11.2MHz) ผ่านพอร์ต USB-B ตัวเครื่องรองรับระบบสตรีมมิ่งผ่าน HEOS Built-in พร้อม AirPlay 2, Spotify Connect, Amazon Music HD และ TIDAL รวมถึงรองรับไฟล์เพลง Hi-Res ทั้ง FLAC, WAV, ALAC และ DSD ผ่านระบบเครือข่ายและ USB Storage ภายในใช้เทคโนโลยี Marantz Musical Mastering (MMM) ซึ่งประกอบด้วยระบบ MMM-Stream และ MMM-Conversion ที่พัฒนาโดย Marantz เพื่อมอบคุณภาพเสียงที่ละเอียด เป็นธรรมชาติ และมีความลื่นไหลในแบบอนาล็อก นอกจากนี้ยังมีภาคขยายหูฟังคุณภาพสูงที่สามารถปรับ Gain ได้หลายระดับ พร้อมเอาต์พุต RCA ทั้งแบบ Fixed และ Variable รองรับการควบคุมผ่านรีโมต แอปพลิเคชันบนมือถือ และระบบสั่งงานด้วยเสียงอีกด้วย โครงสร้างตัวเครื่องแบบหลายชั้นมีความแข็งแรงและออกแบบเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนอย่างจริงจัง โดยจุดเด่นสำคัญของภาคทรานสปอร์ต คือการใช้กลไกอ่านแผ่น SACDM-3L Transport Mechanism ซึ่ง Marantz พัฒนาขึ้นเองสำหรับการเล่นแผ่น SACD และ CD โดยเฉพาะ รวมถึงรองรับการอ่านไฟล์เพลง Hi-Res จากแผ่น DVD-ROM ได้อีกด้วย กลไก SACDM-3L ถือเป็นหัวใจสำคัญของเครื่องเล่น SACD รุ่นใหม่ของ Marantz เพราะไม่ได้ใช้ชุดขับ OEM ทั่วไปเหมือนเครื่องเล่น CD ในตลาด แต่เป็นระบบที่ออกแบบขึ้นใหม่เพื่อเน้นความแม่นยำในการอ่านข้อมูล ลดการสั่นสะเทือน และลดสัญญาณรบกวนทั้งทางกลและทางไฟฟ้า ระบบกลไกถูกออกแบบให้การหมุนแผ่นมีความนิ่งและเที่ยงตรง พร้อมระบบ Servo ควบคุมการทำงานของ Pickup Laser อย่างแม่นยำ ช่วยลด Jitter และลดภาระของระบบแก้ไขข้อผิดพลาด (Error Correction) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพสัญญาณดิจิทัลก่อนเข้าสู่ภาค DAC Marantz ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมแรงสั่นสะเทือนหรือ Resonance Control โดยใช้โครงสร้างโลหะความแข็งแรงสูง ฐานอลูมิเนียมแบบ Extruded และการยึดแชสซีหลายชั้น เพื่อลดแรงสั่นจากการหมุนแผ่นและแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก ส่งผลให้เลเซอร์อ่านข้อมูลได้แม่นยำขึ้น ระบบ Servo ทำงานน้อยลง และช่วยให้จังหวะเวลาของข้อมูลดิจิทัลมีความนิ่งมากขึ้น นอกจากนี้ Marantz SACD 30n ยังออกแบบวงจร Pickup, Servo และ Decode ให้มีระยะทางสัญญาณสั้นที่สุด เพื่อลดสัญญาณรบกวน EMI/RFI และลดการสูญเสียของสัญญาณในภาคดิจิทัล แนวคิดทั้งหมดนี้สะท้อนปรัชญาของ Marantz ที่เชื่อว่า แม้ข้อมูลดิจิทัลจะมีความถูกต้องเหมือนกัน แต่การลดแรงสั่นสะเทือน ลดภาระของ Servo และลดสัญญาณรบกวนภายในเครื่อง ย่อมมีผลต่อคุณภาพเสียงโดยรวมได้อย่างชัดเจน จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบภาคทรานสปอร์ตตั้งแต่ต้นทางอย่างพิถีพิถัน ความสำคัญในภาค DAC นั้นก็คือ Marantz ได้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะของตนเองที่เรียกว่า Marantz Musical Mastering หรือ MMM ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ SACD 30n โดยแตกต่างจากเครื่องเล่นทั่วไปที่นิยมใช้ DAC Chip สำเร็จรูปจากผู้ผลิตภายนอก ผมขอขยายความว่า สำหรับ Marantz Musical Mastering (MMM) ที่ไม่ใช่ “DAC Chip” โดยตรง แต่นี่คือระบบโครงสร้างวิศวกรรมแปลงรหัสดิจิทัลเป็นอนาล็อกทั้งชุดของ Marantz กล่าวคือ MMM คือระบบภาค DAC ทั้งแนวคิด ไม่ใช่แค่ชิป DAC ตัวเดียวครับ โดยระบบ MMM ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ MMM-Stream และ MMM-Conversion ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพเสียงดิจิทัลให้มีความเป็นธรรมชาติและมีความลื่นไหลแบบอนาล็อกมากยิ่งขึ้น MMM-Stream ในทางเทคนิคทำหน้าที่เป็น Digital Engine สำหรับการ Upsampling, Oversampling, Digital Filtering รวมถึง Noise Shaping และ Delta-Sigma Modulation โดยจะทำการแปลงสัญญาณ PCM ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น FLAC, WAV, DXD หรือแม้แต่สัญญาณจากแผ่น CD 44.1kHz ให้กลายเป็นสัญญาณ DSD 11.2MHz / 1-bit ทั้งหมดก่อนส่งต่อไปยังภาคแปลงสัญญาณอนาล็อก จากนั้น MMM-Conversion ซึ่งเป็นระบบ Discrete D/A Conversion แบบเฉพาะตัวของ Marantz จะรับสัญญาณ DSD 1-bit แล้วแปลงเป็นสัญญาณอนาล็อกโดยตรง ผ่านวงจร Analog Filter ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อลดความซับซ้อนของภาค DAC และรักษาความแม่นยำของสัญญาณให้มากที่สุด แนวคิดสำคัญของ Marantz คือ แทนที่จะใช้ DAC Chip สำเร็จรูปอย่าง ESS, AKM หรือ Burr-Brown บริษัทเลือกพัฒนาอัลกอริทึมและระบบแปลงสัญญาณขึ้นเองทั้งหมด เพื่อควบคุมบุคลิกเสียงให้เป็นไปตามแนวทางของ Marantz โดยเฉพาะ ผลลัพธ์ที่ได้จากเทคโนโลยี Marantz Musical Mastering คือเสียงที่มีความสมูท ลื่นไหล เป็นธรรมชาติ ให้บรรยากาศและฮาร์โมนิกของดนตรีได้อย่างสมจริง เวทีเสียงมีความนิ่ง รายละเอียดเสียงครบถ้วน พร้อมทั้งลดความแข็งกระด้างแบบดิจิทัลลงอย่างชัดเจน จึงให้ทั้งรายละเอียด ไดนามิก และความเป็นดนตรีในระดับสูง สำหรับผมแล้ว การได้เห็นหน้าตารุ่นใหม่ซึ่งออกแบบดีไซน์เสมือนมีหน้ากากดิสเพลย์สองชั้นซ้อนกันอยู่ แรกๆ ก็ดูแปลกตาไปมากทีเดียวเมื่อเทียบเคียงกับ Marantz ดั้งเดิม แต่ก็เป็นความเก๋ไก๋ดูมีความวินเทจซ่อนอยู่ในมารานทซ์ ผสานเข้ากับความล้ำสมัยในดิสเพลย์ยุคใหม่อย่างลงตัว Test Report ในการทดสอบครั้งนี้ ผมแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการทำงานในระบบเพลย์เยอร์ และความสามารถของอินพุตภาค DAC ที่จะรับสัญญาณขาเข้าทั้งสองรูปแบบคือโคแอคเชียลและออพติคัล และส่วนที่สองคือการทำงานในรูปแบบของ Streaming Player ซึ่งก็จะใช้คุณสมบัติทางด้านเน็ตเวิร์ค LAN เป็นพื้นฐาน โดยการโหลดแอพของ Heos มาใช้งานผ่าน iOS ที่ผมมีแอคเคาท์อยู่ การลงทะเบียนผ่านระบบ Heos นี้จะไม่ยุ่งยากอะไร โดยทำการผ่านอีเมล์ที่เราจะต้องไปครีเอทแอคเคาท์ขึ้นมาให้เป็นที่ยอมรับของระบบ Heos ก็ใช้เวลาไม่กี่นาทีครับ บทสรุปของเครื่องเพลย์เยอร์รุ่นนี้คือ ออกแบบให้เป็น “The Complete Digital Music Player” รวมความสามารถของเครื่องเล่น SACD/CD, Network Streamer, USB DAC และ Headphone Amplifier คุณภาพสูงไว้ในเครื่องเดียว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงที่ต้องการทั้งความสะดวกและคุณภาพเสียงระดับไฮเอ็นด์ ซึ่งยอมรับว่าผมก็เพิ่งมีประสบการณ์ครั้งแรกกับมารานทซ์ ที่ให้เราได้เล่นทั้งภาคเพลย์เยอร์และสตรีมมิ่งในเครื่องเดียวกัน การสนองตอบไฟล์สัญญาณ PCM ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น FLAC, WAV, DXD รวมทั้งสัญญาณจากแผ่น CD 44.1kHz ให้กลายเป็นสัญญาณ DSD 11.2MHz / 1-bit เริ่มแรกก่อนวางจำหน่าย ผมก็แปลกใจเหมือนกันที่อ่านข้อมูลพบว่า เครื่องไม่สามารถเล่นไฟล์ AIFF ได้ และไม่มีบริการสตรีมมิ่งที่ผมชื่นชอบอย่าง Qobuz แต่ในปัจจุบันน่าดีใจครับ เมื่อเครื่อง Marantz SACD 30n ที่วางตลาดจริงมีการอัพเฟิร์มแวร์แล้ว จึงครอบคลุมไฟล์ AIFF และใช้ Qobuz ได้ครบถ้วน ไม่ต้องกังวลและตราบเท่าที่ได้ต่อระบบอินเทอร์เน็ตไว้กับเครื่อง การอัพเฟิร์มแวร์ต่างๆ ก็จะมีการอัพโดยอัตโนมัติในอนาคตครับ เครื่องเล่น SACD 30n พร้อมใช้งานกับ Amazon Music, Spotify, Deezer, Tidal และแม้แต่ Soundcloud ซึ่งถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากในด้านการเชื่อมต่อไร้สาย รองรับ Airplay 2 และ Bluetooth และการใช้งานร่วมกับ Google Home บ่งชี้ว่าน่าจะสามารถส่งสัญญาณไปยังแอปพลิเคชันใดๆ ก็ได้ที่มีฟังก์ชันนี้ รวมถึง Qobuz ด้วย นอกจากนี้ยังใช้งานร่วมกับ Alexa ได้ ดังนั้นหากคุณต้องการพูด มันก็พร้อมจะรับฟัง ดิสเพลย์หน้าเครื่องครอบคลุมการใช้งานครบถ้วนดี มีตัวเลือกการตั้งค่าต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ครบถ้วน รวมถึงการปรับความสว่างของไฟรอบแผงด้านหน้า โดยหน้าจอจะหรี่ลงด้วยรีโมต ส่วนการเลือกตัวกรองดิจิทัล ซึ่ง SACD 30n มีให้เลือกสองแบบ อาจจะน่าเสียดายนิดนึงที่ผมไม่มีโอกาสจับคู่ SACD 30n กับอินทิเกรเต็ด Marantz MODEL 30 ซึ่งน่าจะได้ประสบการณ์ที่สนุกยิ่งขึ้นครับ การออกแบบ SACD 30n ถือได้ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระดับหนึ่ง โดยเครื่องจะทำการปิดตัวเองโดยอัตโนมัติหลังจากไม่ได้ใช้งานครึ่งชั่วโมง อาจไม่ใช่คุณสมบัติที่เน้นคุณภาพเสียงอื่นๆ เพิ่มเติม แต่ก็เป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์มากในยุคที่พลังงานขาดแคลน และราคาค่าไฟฟ้าสูง นอกจากนี้ยังมีการแจ้งเตือนเมื่อเครื่องกำลังจะเข้าสู่โหมดสแตนด์บาย หากคุณไม่ได้หรี่แสงหน้าจอจนมืดสนิท ผมเริ่มการทดสอบในภาคเล่นแผ่นของเครื่องเล่น SACD 30n โดยเล่นจากแผ่น SACD และ CD ทั่วไป รวมทั้งรูปแบบต่างๆ ที่บรรดาผู้ผลิตแผ่น ต่างพยายามสนองตอบนักเล่นระดับออดิโอไฟล์เช่น HQCD, XRCD ที่เป็นกระบวนการขั้นตอนมาสเตอริ่ง ซึ่งสามารถอ่านแผ่นและ Play ได้แม่นยำ แสดงผลบนจอหน้าปัดดิสเพลย์สะอาดตา ทั้งแทร็กซ์ เวลา ครบถ้วน ส่วนกรณีแผ่น MQA-CD นั้นเครื่องจะไม่รองรับการถอดรหัส MQA เพราะ SACD 30n จะมองเห็นแผ่น MQA เป็นแผ่น CD ธรรมดา แต่เมื่อนำเอาแผ่นประเภทนี้มาเล่นใน SACD 30n ระบบเครื่องจะดึงไฟล์ข้อมูล 44.1 KHz ไปแปลงเป็น DSD 11.2MHz / 1-bit ก่อนแปลงเป็นอนาล็อกที่ให้คุณภาพเสียงรายละเอียดสูงมาก อาจจะทำให้เสียงดีกว่า การถอดรหัสระบบ MQA ด้วยซ้ำไป เพราะเท่าที่ฟัง MQA-CD หลายแผ่นใน SACD 30n เสียงอิ่มสะอาดละเมียดละไมมากๆ เรียกว่าดีกว่าที่เคยฟังแผ่นนั้นๆ มาโดยตลอดเลยก็ว่าได้ ส่วนแผ่น CD ทั่วไปที่ผมเคยฟังมาแล้วบ่อยๆ ในแง่ของรายละเอียดถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา ที่คุณจะได้ยินรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จากแผ่นเดิมที่คุณเคยฟังเพิ่มมากขึ้นถึงขนาดนี้ ในช่วงเสียงกลางขึ้นไปจนถึงปลายสุดความถี่แหลม กระบวนการอัพสเกลข้อมูลเดิมแบบ PCM ให้เป็น DSD แล้วจึงถอดรหัสเสียงด้วย DAC ในเครื่อง SACD 30n จึงมีนัยยะสำคัญในการเก็บ ยกระดับ ถอดรหัสให้เราได้ฟัง ด้วยความเชื่อมั่นของมารานทซ์ว่า วิศวกรรมเสียง DSD มีประโยชน์เป็นที่สุดของเส้นทางนี้ ส่วนการใช้งานทั่วไป ระบบกลไกเข้า-ออกแผ่นสมูทดี มีความสามารถอ่านแผ่นที่รวดเร็ว รวมทั้งการอ่านแผ่น SACD ประเภทไฮบริดที่มีข้อมูล 2 ชั้น ตัวเครื่องจะเลือกอ่านชั้นข้อมูลของ SACD ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีรายละเอียดมากกว่า CD ก่อน เข้าใจว่าเครื่องจะยึดลำดับความสำคัญทางด้านคุณภาพข้อมูลที่ดี และละเอียดกว่านั่นเอง ในขณะที่เครื่อง SACD บางเครื่องที่ผมเคยทดสอบ เมื่อใส่แผ่น SACD Hybrid เข้าไปมักจะอ่านชั้นข้อมูล CD ก่อน ถ้าเราต้องการจะเพลย์แบ็คชั้นข้อมูล SACD จะต้องกดปุ่มเลือกที่หน้าเครื่องอีกรอบ ในขณะที่ Marantz SACD 30n เลือกอ่านข้อมูล SACD เป็นลำดับแรกโดยอัตโนมัติ นี่คือความฉลาดของเครื่อง ที่ต้องการให้เราเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพสูงสุดเป็นลำดับแรก ส่วนถ้าอยากจะลองฟังชั้นข้อมูลของซีดี ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน คุณภาพและน้ำเสียงจากการเล่นแผ่น SACD ที่ผมมีเก็บไว้นับร้อยแผ่นนั้นโดดเด่นในเรื่องการให้ความสะอาด รายละเอียดสูงเยี่ยมครับ คือเป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องยอมรับว่าการบันทึกสัญญาณในระดับ DSD นั้น มีคุณภาพสูงยอดเยี่ยมจริงๆ เข้าถึงทุกรายละเอียดระยิบระยับ หยุมหยิม ครบถ้วน เราสามารถพบความแตกต่างจากดีเทลในอัลบั้มในสตรีมมิ่งในระดับที่สัมผัสได้ครับ ความลึกซึ้งที่ SACD 30n ส่งผ่านออกมาแรกสุดคือ การดึงดูดใจเราให้เข้าถึงน้ำเสียงที่อิ่มเอิบ เป็นธรรมชาติสูงสุดของเสียงร้องและดนตรีแบ็กอัพในแนวออเคสตร้า ที่ทำให้ผมเพลิดเพลินและฟังได้อย่างยาวนานครบทุกเพลงในอัลบั้ม ใช่ครับ ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์บ่อยนัก ในการทดสอบคุณภาพเสียงแล้วจะทำให้เราลงลึกไปในมนต์เสน่ห์ของเสียงถึงขนาดนี้ (What s New : Linda Ronstadt The Nelson Riddle Orchestra : SACD CD Hybrid) ในใจต้องนึกว่าโชคดีเหลือเกินที่เรายังสะสมแผ่นเหล่านี้เอาไว้ครับ ในแง่ของบุคลิกเสียงหรือคาแรกเตอร์นั้น ผมชื่นชอบในเรื่องของความละเมียดละไม ให้เสียงกลางที่สวยงาม และความอบอุ่นของเสียงต่ำลึกๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Marantz จริงๆ คือชัดแต่ไร้สากเสี้ยนใดๆ เต็มไปด้วยพลังรุกเร้าจริงจัง และไดนามิคเร้นจ์กว้างลึกสุดๆ เลยทีเดียว (Erich Kunzel/Cincinnati Pops Orch. Masters and Commanders: CD) ความอิ่มเอิบที่คุ้นเคยและถือเป็นสุดยอด ที่ฟังครั้งใดสามารถพิสูจน์ความดีงามของซิสเต็ม (The Eagles : Hotel California SACD) รวมทั้งเพลงแนวแจ๊สที่คลาสสิกมายาวนานที่ฟังครั้งใดเหมือนดึงทุกบรรยากาศค่ำคืนแห่งเครื่องเป่าที่โลดโผนประทับใจกลับคืนมา (Miles Davis : Kind Of Blue : SACD) เหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่า คุณภาพของ Marantz SACD 30n “เหนือธรรมดา” เป็นเพลย์เยอร์ที่ทรงคุณค่าแห่งปีเลยทีเดียว การฟังเพลงจากอัลบั้ม CD ทั่วไป Pop, Jazz, Rock และรวมถึงเพลงไทยของเราก็เป็นที่น่าประทับใจนะครับ นี่คือเสียงดนตรีแห่งความละเมียดละไมและเก็บเอารายละเอียดได้ครบทุกสิ่งที่ถูกบันทึกมาจากสตูดิโอ ท่านที่รักเพลงไทย ลองนำอัลบั้ม 5 เสียงหล่อ ของใบชาSong และผลงานของคุณโจ โปสเตอร์ ชุดฤดีเดียว มาทดสอบความชุ่มฉ่ำของเนื้อเสียงและฮาร์โมนิคได้ อาจจะเป็นด้วยกรรมวิธีของ Marantz SACD 30n ในการดึงรหัสข้อมูลจาก 44.1KHz ของซีดี 16 บิตธรรมดานั้น มายกระดับขึ้นเป็นคุณภาพเสียงเทียมเท่า SACD (หรือ DSD) ก่อนแปลงเป็นอนาล็อก ผู้ฟังจึงเข้าถึงความลึกล้ำของเสียงดนตรีได้มากกว่าทุกครั้ง แม้ว่าคุณจะเคยเล่นแผ่นประจำจากแผ่นเดิมๆ เหล่านั้นมา แต่การอัพสเกลที่มารานทซ์นำเสนอ จะเป็นสิ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือเก็บทุกรายละเอียดที่ละเมียดละไมจริงๆ และต้องชื่นชมว่า การผลิตแผ่น SACD อัลบั้ม หงาคาราวาน : ไม่สำคัญ เราได้ฟังทุกๆ Detail หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ครบถ้วน รวมทั้งท่องไปในจุดตำแหน่งของดนตรีตามที่อัลบั้มกำหนดเอาไว้ในบุ๊คเลทได้อย่างน่าพึงพอใจ การเป็นเจ้าของ SACD 30n จึงให้ความคุ้มค่าทุกการฟังดนตรีที่เราชื่นชอบทั้งแผ่น CD และ SACD บทสรุป SACD 30n คือเครื่องเล่นแผ่นที่ครอบคลุมอาณาจักรของแผ่นซีดีและ SACD ทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความแตกต่างในด้านรายละเอียดและความลึกล้ำของเสียงดนตรี เข้าถึงฮาร์โมนิคที่สวยงามและความสะอาดสะอ้าน ที่อาจจะไม่เคยพบจากเครื่องเล่นแบบอื่นมาก่อนครับ ในส่วนการทดลองภาค DAC ในตัวเครื่อง ผมนำเอาเครื่องเล่นซีดีราคาพื้นฐานทั่วไปและ Streaming Player มาต่อเล่นภาค DAC ในตัวของ Marantz SACD 30n ก็สร้างประสบการณ์แห่งรายละเอียดเสียงอีกแบบหนึ่งที่รู้สึกได้ถึงคุณค่าของดนตรีมากขึ้น ที่แน่ๆ คืออัพรายละเอียดได้ดีเยี่ยมมากครับ การทดสอบด้าน Streaming นั้น ผมคงเน้นการใช้งานแบบพื้นฐานก็คือต่อสาย LAN เข้ากับเครื่อง โดยไม่มีการเสริมอุปกรณ์ใดๆ เพื่อค้นหาเบสิกของเครื่อง ด้วยความเพลิดเพลินไปกับการเสิร์ชเพลงจาก Streaming ที่ผมเป็นสมาชิกได้อย่างสะดวกสบายมากๆ สิ่งที่ทำให้แปลกใจอย่างยิ่งก็คือ ถ้าเราจะวัดกันที่ในฐานะความเป็น Streaming Player ของ Marantz SACD 30n เครื่องนี้ ก็น่าประทับใจไม่น้อยเลย เริ่มตั้งแต่สถานีวิทยุอินเทอร์เน็ต และเพลงสตรีมมิ่งที่ส่งผ่านน้ำเสียงที่อบอุ่นคลาสสิก ละมุนละไมแบบที่ไม่เคยฟังในเครื่องสตรีมเมอร์อื่นๆ เป็นบุคลิกหรือคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของ Marantz “อบอุ่นผ่อนคลายอย่างยิ่ง” ความประทับใจแรกๆ ก็คือความประณีตและความนุ่มนวล เสียงที่ได้นั้นลื่นไหลราวกับสายน้ำอุ่น ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเสียงที่มักจะเน้นความโปร่งใสอย่างชัดเจนของเครื่องเล่นสตรีมมิ่งหลายรุ่น ที่มักให้เสียงแบบ “เรื่อยๆ มาเรียงๆ” สิ่งนั้นอาจทำให้ประสบการณ์การฟังสตรีมเพลงที่ไม่น่าสนใจนัก แต่ใน Marantz SACD 30n สามารถผสมผสานการนำเสนอที่ประณีตเข้ากับความสอดคล้องทางดนตรีในระดับที่ทำให้ยากที่จะวางลง สิ่งนี้เกิดจากความรู้สึกที่ดีเยี่ยมในเรื่องจังหวะเวลา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Marantz มาอย่างยาวนาน และเห็นได้ชัดเจนในทุกสิ่งที่เครื่องเล่นนี้สตรีมเพลงให้เราฟัง ลักษณะเสียงที่นุ่มนวลของ Marantz ทำให้การบันทึกเสียงและเสียงเครื่องดนตรีที่มีความคมชัดนั้นฟังผ่อนคลายและเข้าถึงง่ายขึ้นมาก ตัวอย่างเช่น เสียงแซ็กโซโฟนหรือเครื่องเป่าที่ดังกระหึ่มอาจฟังยากในระบบเสียงหลายๆ ระบบ แต่ใน SACD 30n คุณจะได้สัมผัสถึงพลังและความหนักแน่นโดยปราศจากความคมชัดจัดจ้านที่เครื่องดนตรีชนิดนี้มักก่อให้เกิดในระบบอิเล็กทรอนิกส์และลำโพงทั่วๆ ไป เนื่องจากระบบการกรองหรือดิจิตอลฟิลเตอร์ในเครื่อง Marantz SACD 30n มีให้เราให้เลือกใช้งาน ซึ่งจะมีผลต่อบุคลิกเสียงในระดับหนึ่ง ระบบกรองสัญญาณ (Filter) ในเครื่องเล่น Marantz SACD 30n ปรับตั้งค่าได้ที่เมนู Audio Setup บนตัวเครื่องและรีโมต โดยสามารถเลือกรูปแบบการทำงานของ DAC ได้ 2 โหมด คุณสามารถปรับ Filter ได้ผ่านรีโมตคอนโทรล หรือใช้ปุ่มควบคุมบนหน้าปัดเครื่องดังนี้ 1. กดปุ่ม Setup (หรือ Menu) บนรีโมตคอนโทรล 2. ไปที่เมนู Audio 3. กดเลือกหัวข้อ Filter 4. เลือกรูปแบบ Filter ที่ต้องการ แล้วกด Enter เพื่อยืนยัน 5. เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว ให้กดปุ่ม Setup อีกครั้งเพื่อออกจากเมนู ความแตกต่างของ Filter สำหรับสัญญาณ PCM • Filter 1 (ค่าเริ่มต้น) ให้การตอบสนองอิมพัลส์ที่สั้นและสมมาตร เวทีเสียงกว้าง รายละเอียดชัดเจน ให้เนื้อเสียงที่อบอุ่นและเป็นธรรมชาติ • Filter 2 ให้เสียงที่เปิดโปร่งขึ้น ปลายแหลมสว่างขึ้นเล็กน้อย โฟกัสชิ้นดนตรีชัดเจนมากขึ้น แม้จะสามารถเลือกค่าฟิลเตอร์เสียงได้ แต่การยึดที่ฟิลเตอร์เริ่มต้นนั้นผมรู้สึกว่าฟังดีกว่าฟิลเตอร์ 2 ที่อาจจะทำให้เสียงสว่างขึ้น ก็คงเป็นข้อดีในการปรับเลือก เพื่อให้เสียงจากเครื่องสามารถกลมกลืนแมตชิ่งกับชุดซิสเต็มหลักหรือเสียงของแอมป์ได้มากขึ้น สรุปการใช้งาน SACD 30n ต้องถือว่าคุ้มค่ามากจริงๆ เพราะเราจะได้ผลลัพธ์ที่ได้จากคลังเพลง SACD-CD ที่ดีๆ ร่วมกับเครื่องเล่นสตรีมมิ่งที่ดีไปพร้อมกัน ในอีกทางหนึ่งคือเป็นลักษณะ “ทูอินวัน” ที่ทำให้การเล่นเครื่องระดับไฮเอ็นด์ที่สมเหตุผล และประหยัดงบประมาณไปได้มากเลยทีเดียว Marantz สร้างสรรค์รูปแบบที่ผมรู้สึกว่าเหนือความคาดหมาย มันเป็นเครื่องเล่นสตรีมมิ่ง DAC ที่ยอดเยี่ยม ทำให้ผมหยุดเล่นเครื่องเล่นแผ่นเสียงไปนานเลยทีเดียว เพราะถ้าจะค้นหาแนวเสียงอนาล็อก เครื่องรุ่นนี้มีให้เราอย่างเต็มเปี่ยมครับ จัดเป็นผลงานออกแบบที่ลงตัวที่สุดสำหรับผู้แสวงหาแนวทางเล่นแผ่นและฟังเพลงสตรีมมิ่งไปพร้อมกัน เปรียบเสมือน SACD 30n เป็นศูนย์กลางของการเล่นเพลงล้ำยุคที่คล่องตัว แค่เพียงต่อเข้ากับแอมปลิไฟร์ คุณจะรู้สึกปลอดโปร่งสะดวกสบาย เพลิดเพลินเสียงดนตรีจากดิจิตอลออดิโอที่ให้บุคลิกทรงพลัง และอ่อนละมุนแบบอนาล็อกที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Marantz มาตลอดครับ ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นและกำลังมองหาชุดเครื่องเสียงที่ดีสักชุดหนึ่ง ที่จะเป็นของขวัญล้ำค่าให้กับชีวิต แนะนำว่าควรจะพ่วงแอมปลิไฟร์ Marantz MODEL 30 Integrated Amplifier ให้เข้ากับ Marantz SACD 30n นี้ ก็จะเป็นคู่ที่ดีมาก เพราะแท้จริงแล้วทั้งคู่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกันได้เป็นอย่างดี Marantz SACD 30n ราคา 119,900.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Zonic Vision โทร: 02-681-7500
IsoAcoustics GAIA II Neo IsoAcoustics OREA Bronze IsoAcoustics OREA Indigo สลายไวเบรชั่น ได้อย่างหมดจด IsoAcoustics เป็นบริษัทจากประเทศแคนาดา ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2012 โดย Dave Morrison วิศวกรผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบสตูดิโอระดับโลกให้กับ CBC หรือ Canadian Broadcasting Corporation ซึ่งเป็นองค์กรกระจายเสียงแห่งชาติของแคนาดา จุดเริ่มต้นของบริษัท ในระหว่างการทำงานกับ CBC เป็นเวลานานกว่า 20 ปี Dave Morrison พบว่าปัญหาใหญ่ของระบบเสียงทั้งในสตูดิโอและในบ้านคือ “แรงสั่นสะเทือน” ที่ส่งผ่านระหว่างลำโพง อุปกรณ์ และพื้นผิวรองรับ ซึ่งทำให้รายละเอียดเสียง ความเที่ยงตรง และมิติของเวทีเสียงลดลง จากประสบการณ์ด้านวิศวกรรมและอะคูสติก เขาจึงพัฒนาเทคโนโลยี Isolation ที่สามารถแยกแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อตั้ง IsoAcoustics เพื่อนำเทคโนโลยีนี้ออกสู่ตลาดเครื่องเสียงและงานสตูดิโอ พัฒนาการที่สำคัญของ IsoAcoustics • ปี 2012 ก่อตั้งบริษัทและเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับมอนิเตอร์สตูดิโอ • ปี 2016 เปิดตัวซีรีส์ GAIA สำหรับลำโพงไฮไฟระดับไฮเอ็นด์ • ปี 2017 เปิดตัวซีรีส์ OREA สำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียง เช่น DAC, CD Player และ Turntable ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในวงการออดิโอไฟล์และสตูดิโอทั่วโลก ด้วยแนวคิดหลักของ IsoAcoustics คือจัดการแรงสั่นสะเทือนอย่างถูกต้อง เพื่อให้อุปกรณ์และลำโพงสามารถถ่ายทอดเสียงได้เต็มศักยภาพ แทนที่จะใช้วัสดุแข็งเพื่อถ่ายเทแรงสั่นลงพื้น IsoAcoustics ใช้โครงสร้างภายในที่ออกแบบให้ “ดูดซับและควบคุม” การสั่นสะเทือนอย่างเป็นระบบ มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมแรงสั่นสะเทือนเพื่อยกระดับคุณภาพเสียงของลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงให้มีความชัดเจน นิ่ง และสมจริงยิ่งขึ้น โดยใช้โครงสร้างภายในแบบยืดหยุ่นที่ “รับน้ำหนักตามช่วงที่กำหนด” เพื่อเปลี่ยนพลังงานสั่นสะเทือนให้ลดลงก่อนจะส่งต่อไปยังพื้น หรือย้อนกลับเข้าสู่ตัวอุปกรณ์ ผลลัพธ์ที่ผู้ใช้มักพบคือเสียงสะอาดขึ้น โฟกัสดีขึ้น เวทีเสียงนิ่งขึ้น และเบสกระชับขึ้น สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลก IsoAcoustics ได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์มาตรฐานด้าน Isolation ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในฐานะอุปกรณ์ที่ขึ้นชื่อว่า จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับออดิโอไฟล์ ทั้งคุณภาพและราคาที่สมเหตุผล อีกทั้ง IsoAcoustics เป็นอุปกรณ์ที่มีองค์ประกอบของยางพิเศษ โครงโลหะช่วยรองรับและสลายการสั่นไวอย่างเป็นรูปธรรม เป็นหลักการวิทยาศาสตร์ที่อธิบายความจริงอันปราศจากข้อสงสัย ทำให้แบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกส่วนใหญ่เลือกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ของตน เทคโนโลยีหลักของ IsoAcoustics : 1. Tuned Isolation แกนภายในของแต่ละรุ่นถูกออกแบบให้ทำงานดีที่สุดภายใต้ช่วงน้ำหนักที่กำหนด หากใช้น้ำหนักตรงตามสเปก ประสิทธิภาพการแยกแรงสั่นสะเทือนจะสูงสุด 2. Directional Energy Management ควบคุมการเคลื่อนไหวในแนวที่ต้องการลดการสั่นด้านข้างที่ทำให้ภาพเสียงพร่ามัว โดยเฉพาะในลำโพงตั้งพื้น 3. Suction-Cup Effect (OREA) ผิวสัมผัสด้านบนและด้านล่างมีลักษณะคล้ายการดูดเกาะ ช่วยยึดกับตัวเครื่องและชั้นวางได้มั่นคง 4. Structural-Borne Noise Reduction ลดการส่งแรงสั่นเข้าสู่สองสถานะ คือสลายลงพื้นและลดการสะท้อนกลับเข้าสู่เครื่องเสียงหรือ ลำโพง ผมได้นำเอาอุปกรณ์ตัวรองของ IsoAcoustics มาทดสอบสามโมเดลพร้อมกันคือ • IsoAcoustics GAIA II Neo สำหรับลำโพงตั้งพื้นโดยเฉพาะ รุ่นนี้ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับคุณภาพเสียงของลำโพงตั้งพื้นอย่างชัดเจน ทั้งด้านเวทีเสียง ความนิ่งของตำแหน่งชิ้นดนตรี และเบสที่กระชับ โดยเป็นรุ่นพัฒนาต่อจากตระกูล GAIA พร้อมปรับปรุงเรื่องการติดตั้งและการปรับระดับ ด้วยการขันเกลียวแทนสไปก์หรือขาเดิมของเครื่อง มีแอคเซสเซอรี่ เกลียวหมุน หลายขนาดมาให้ปรับใช้กับขาตั้งลำโพงหรือทดแทนฐาน สไปก์ในลำโพงตั้งพื้น GAIA II Neo มีขนาดใหญ่กว่ารุ่น OREA พร้อมเกลียวติดตั้งรับน้ำหนักสูงสุดประมาณ 120 ปอนด์ (54–55 กิโลกรัม) ต่อชุด 4 ชิ้น โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 65 มิลลิเมตร ความสูง 50 มิลลิเมตร สามารถปรับความสูงเพิ่มเติมได้อีก 8.5 มิลลิเมตร (0.34 นิ้ว) ดังนั้นเมื่อติดตั้งแล้ว ส่งผลให้มีความสูงรวมที่สามารถปรับได้ประมาณ 50 – 58.5 มิลลิเมตร • IsoAcoustics OREA Indigo สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์น้ำหนักปานกลาง ออกแบบมาให้เหมาะกับการรองรับใต้เครื่อง DAC, Integrated Amplifier, CD Player หรือ Turntable ที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ให้ผลดีในด้านความนิ่งของเสียง รายละเอียด และมิติของเวทีเสียง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 58 ความสูง 33 มิลลิเมตร สำหรับการใช้งานวางใต้เครื่องนั้นจะรองรับน้ำหนักต่อจุด 16 ปอนด์ (7.2 กิโลกรัม) • IsoAcoustics OREA Bronze เหมาะกับ Streamer, DAC หรือปรีแอมป์ขนาดและน้ำหนักไม่ใหญ่มาก ให้ผลคุ้มค่าและใช้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทดลองระบบ Isolation ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 มิลลิเมตร สูง 29 มิลลิเมตร วางใต้เครื่องสำหรับรับน้ำหนัก 8 ปอนด์ (3.6 กิโลกรัมกิโลกรัม) ต่อจุด อุปกรณ์ทุกรุ่นของ IsoAcoustics มีจุดประสงค์หลักก็คือ ลดความขุ่นมัว ทำให้โฟกัสนิ่งขึ้น เบสกระชับ เวทีเสียงเปิด ด้วยจะยังคงคุณภาพเสียงดั้งเดิมของซิสเต็มเครื่องเสียงและลำโพงเอาไว้อย่างมั่นคง การเลือกใช้งานตามน้ำหนัก โดยคำนวณจากน้ำหนักของอุปกรณ์ ซึ่งใช้ได้ตั้งแต่สามจุดถึงสี่จุด ถ้าจะให้สรุปให้เห็นชัดเจนขึ้นก็คือ • รุ่น OREA Bronze ใช้ 3 ชิ้น สามารถรองรับน้ำหนักรวม 10.8 กิโลกรัม หรือถ้าใช้ 4 ชิ้น รองรับน้ำหนักรวมได้ 14.4 กิโลกรัม • รุ่น OREA Indigo ใช้ 3 ชิ้น สามารถรองรับน้ำหนักรวม 21.6 กก. ใช้ 4 ชิ้น สามารถรองรับน้ำหนักรวม 28.8 กก. • รุ่น GAIA II Neo รุ่นนี้จะมีเกลียวทดแทน Spike ที่ใช้กับลำโพงตั้งพื้นหรือซับวูฟเฟอร์ ที่มีหนักไม่เกินประมาณ 54–55 กก. ต่อข้าง (ต่อชุด 4 ชิ้น) Test Report ในระหว่างการทดสอบชุดเครื่องเสียงและลำโพงในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้นำอุปกรณ์ทั้งสามรุ่นของ IsoAcoustics มาร่วมทดสอบใช้อย่างเต็มที่ และเก็บผลลัพธ์เพื่อสรุปให้กับท่านผู้อ่านรับทราบและใช้พิจารณาในการนำไปใช้งานครับ โดยมีเครื่องแอมปลิไฟร์ DAC เครื่องเล่น SACD และลำโพงระดับมอนิเตอร์เป็นเรฟเฟอร์เร้นซ์ Reference : - Rogers LS3/5A Diamond Jubilee และ Rogers AB3A Subwoofer Stand - Revival Audio ATALANTE 4 - NAD C 399 Amplifier - Marantz 30 N SACD ผมได้วิเคราะห์อุปกรณ์ของ IsoAcoustics พบว่ามีการออกแบบดูเรียบง่าย และเน้นเรื่องการใช้งานเชิงฟิสิกส์ที่มีผลลัพธ์อันแน่นอน ไม่ได้ออกแบบให้เป็นเครื่องประดับตกแต่งวิลิศมาหราใดๆทั้งสิ้น พูดง่ายๆ ไม่เอาคอสเมติคมาเรียกราคา แต่เน้นความจริงของผลลัพธ์ที่ได้ โครงสร้างหลักและหลักการทำงานของ IsoAcoustics มีพื้นฐานมาจากแนวคิดเรื่องการแยกแรงสั่นสะเทือน (Isolation) และการควบคุมทิศทางการเคลื่อนตัวของพลังงาน (Directional Energy Management) เพื่อให้ลำโพงหรืออุปกรณ์เครื่องเสียงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด จากโครงสร้างที่ออกแบบจากทีมงาน IsoAcoustics เราสามารถแยกแยะองค์ประกอบหลักทั่วไปของอุปกรณ์ดังนี้ 1. Top Cap หรือส่วนยึดด้านบน ที่เป็นส่วนที่สัมผัสกับฐานของลำโพงหรืออุปกรณ์ จะผลิตจากโลหะคุณภาพสูง เช่น สเตนเลสหรืออะลูมิเนียม กรณีรุ่น GAIA II Neo ได้ออกแบบให้ยึดแน่นกับเกลียวมาตรฐาน เช่น M6, M8 หรือ 1/4”- 20 รับน้ำหนัก และถ่ายแรงสั่นสะเทือนเข้าสู่ระบบที่ช่วยสลายการสั่นให้ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม 2. Internal Isolator แกนยางสังเคราะห์ภายใน อันเป็นหัวใจของเทคโนโลยี IsoAcoustics ใช้วัสดุประเภทยางอีลาสโตเมอร์ (Elastomer) ที่มีค่าความยืดหยุ่นเฉพาะ ถูกออกแบบให้รองรับน้ำหนักในแนวดิ่ง แต่ยอมให้มีการเคลื่อนตัวเล็กน้อยในแนวราบ หน้าที่โครงสร้างส่วนนี้ ช่วยดูดซับและสลายพลังงานสั่นสะเทือน พร้อมลด “อคูสติคฟีดแบ็ค” ส่งแรงย้อนกลับจากพื้นสู่ตัวอุปกรณ์ 3. Outer Housing โครงสร้างภายนอก มีตัวเรือนโลหะที่ครอบระบบภายใน ที่ช่วยควบคุมทิศทางและระยะการเคลื่อนตัวของ Isolator และเพิ่มความแข็งแรงและความแม่นยำทางกล หน้าที่หลักคือทำให้ระบบมีพฤติกรรมการสั่นที่คงที่และสม่ำเสมอ 4. Bottom Base ฐานสัมผัสพื้น อันเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นหรือชั้นวาง มีวัสดุป้องกันการลื่นและกระจายแรงกด ที่จะทำหน้าที่ลดแรงสะท้อนกลับจากพื้นและเพิ่มความมั่นคง 5. Height Adjustment เฉพาะบางรุ่น เช่น GAIA II Neo มีระบบเกลียวปรับระดับความสูงอย่างละเอียด ทดแทนเกลียวและสไปก์เดิม ช่วยตั้งลำโพงให้ได้ระดับและสมดุลที่เหมาะสม แต่จะเปลี่ยนระบบที่เกร็งแข็งเป็นมั่นคง แต่...ยืดหยุ่น หลักการทำงานโดยสรุปจากการทดสอบ 1. รองรับลำโพงหรือเครื่อง ที่สร้างแรงสั่นสะเทือน 2. พลังงานถ่ายเทเข้าสู่ระบบโครงสร้าง Isolator 3. Elastomer จะทำการแปลงพลังงานกลเป็นความร้อนเล็กน้อย 4. ลดแรงสะท้อนกลับจากพื้น ไม่ให้มีฟีดแบ็คคืนมา 5. ตู้ลำโพงนิ่งขึ้น ตัวเครื่องนิ่งขึ้น เป็นผลต่อไดรเวอร์ และระบบเสียงที่มีผลกระทบย้อนกลับจากอะคูสติกในรอบของห้องฟัง โดยรวมทำงานแม่นยำขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ผลการทดสอบผมขอกล่าวถึงรุ่น GAIA II Neo ก่อนนะครับ เพราะได้ถูกออกแบบมาใช้กับลำโพงตั้งพื้นโดยตรง ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ และเป็นรุ่นที่มีเทคนิคขั้นสูงที่มีความสลับซับซ้อนที่สุด หลักการคือใช้สำหรับยึดติด ทดแทนสไปก์ที่ฐานลำโพง หนึ่งกล่องมีตัวอุปกรณ์ไอโซเลเตอร์ 4 ชิ้น พร้อมอุปกรณ์เสริม จานรอง 4 ชุด สักกะหลาด 4 ชิ้น ยางวงแหวน 4 ชิ้น และสกรูใช้ขันเกลียวมาตรฐานต่างขนาดรวมสามชุดหรือ 12 ชิ้น สำหรับใช้งานร่วมกัน เมื่อต้องใช้กับลำโพงหนึ่งคู่ เท่ากับเราต้องใช้ GAIA II Neo สองกล่อง หรือดับเบิ้ลอุปกรณ์เป็นหนึ่งเท่าตัวเป็นชุดตัวรอง 8 ตัวนั่นเอง การใช้งาน GAIA II Neo เริ่มจากการถอดสกรูหรือ Spike เดิมของลำโพงออก แล้วจัดชุดของ GAIA II Neo ลงไปแทน เราสามารถปรับระดับความสมดุลมุมลำโพงได้ครับ ด้วยการปรับหมุนเกลียวของอุปกรณ์แต่ละจุด (มีขนาดเกลียวมาให้เลือก) การใช้งานไม่ได้ยุ่งยากอะไรแต่อาจเสียเวลาในการปรับเปลี่ยนจากของเดิมเล็กน้อยครับ สิ่งที่สังเกตได้ก็คือ GAIA II Neo มีรูปแบบของวัสดุยางยึดติดที่หยุ่นตัว จะช่วยลดสภาวะเกร็งแข็งของฐานเดิมที่เคยใช้ Spike มาเป็นอีกแบบหนึ่ง วิธีการของอุปกรณ์นี้จะเริ่มสลายไวเบรชั่นช้าๆ และค่อยเติมเต็มประสิทธิภาพขึ้นจนถึงจุดสมดุล ดังนั้นเมื่อเริ่มใช้งาน IsoAcoustics เข้าไปในซิสเต็มไม่ว่าจะเป็นรุ่นสำหรับฐานลำโพง GAIA II Neo มาจนถึงรุ่นตัวรองเครื่อง OREA Bronze และ OREA Indigo จะมีปฏิกิริยาเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงช้าๆ ก่อนเร่งปฏิกิริยาแบบอยู่ตัวในที่สุด ดังนั้นถ้าผู้ฟังช่างสังเกตสักหน่อย ช่วง 1-3 นาทีแรก เมื่อเริ่มใช้ IsoAcoustics เป็นครั้งแรก เสียงเพลงที่เราคุ้นเคย คล้ายเหมือนถูกเบรค ดึงจังหวะให้ช้า หรือ “หนืดลง” ก็อย่าเพิ่งแปลกใจนะครับ เพียงครู่เดียวจังหวะจะกลับมากระชับ กระฉับกระเฉงเป็นปกติ แต่สิ่งที่หายไปอย่างชัดเจนมากๆคือเสียงสากเสี้ยนของความถี่กลาง และเมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ คุณจะสัมผัสว่าเสียงดนตรีสะอาดสะอ้านกว่าเดิมอย่างชัดแจ้ง ถามว่าปฏิกิริยาดังกล่าวนี้ จะเป็นทุกครั้งในการใช้งาน IsoAcoustics GAIA II Neo, OREA Bronze, OREA Indigo หรือไม่? ...ตอบว่าไม่ครับ จะเป็นเฉพาะครั้งแรกที่คุณนำมาใช้งาน มันจะคล้ายๆ อุปกรณ์ที่เริ่มรับความถี่ และค่อยๆ สลายไวเบรชั่นส่วนเกินออกไป หลังจากนั้นกลับมาเล่น ครั้งต่อๆ ไปก็ไม่มีอาการนี้อีกแล้วครับ (คล้ายเราเบิร์นอุปกรณ์เครื่องเสียง) ปฏิกิริยานี้นับว่าเป็นความน่าสนใจทีเดียว ผลลัพธ์การใช้งานของ GAIA II Neo จะทำให้คุณได้ก้าวสู่โลกของดนตรีที่สะอาดสดใส โปร่งกังวานสมจริงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผมสามารถสรุปได้เลยนะครับ สำหรับคำกล่าวถึงอุปกรณ์ประเภทไอโซเลเตอร์ที่ว่า “ใช้แล้วไม่อาจถอดออกได้” IsoAcoustics เป็นความจริงอย่างที่สุด การสั่นสะเทือนระดับน้อยๆ คือ “อีแอบ” ที่เคยซ่อนตัว ได้หนีหายไปอย่างเหลือเชื่อ จะเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยคิดถึงมาก่อนแน่นอน ผมยืนยันได้ว่า เมื่อตัดสินใจใช้ IsoAcoustics GAIA II Neo แล้ว คุณจะไม่มีวันหวนกลับไปสู่ความขุ่นมัวหรือเสียงแตกพร่าเบาๆ ที่มันเคยแอบซ่อนตัวอยู่ในระบบลำโพง เครื่องเสียงที่คุณเคยฟังมาอย่างเคยชินตลอดนั้นได้อีก หากจะเริ่มทดสอบผลจากการใช้งาน ว่ามันได้ผลลัพธ์แค่ไหน อาจจะเริ่มส่วนสำคัญสุดคือที่เปลี่ยนสไปก์ของลำโพง ด้วย IsoAcoustics GAIA II Neo และค่อยตามมาด้วยการรองใต้ตัวเครื่องแหล่งโปรแกรม (OREA Bronze) หรือแบบครบสูตรก็ใช้กับแอมปลิไฟร์ด้วยเลยครับ (OREA Indigo) ถ้าจะให้ครบเครื่องจัดไปทั้งชุด สามรูปแบบพร้อมกันจะช่วยสลายไวเบรชั่นได้อย่างสะอาดหมดจดอย่างน่าทึ่ง ผมกล่าวได้ว่าคุณจะไม่เคยได้มิติเสียงกระจ่างแจ้งแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่เคยเผชิญเบสบูมมี่หรือบวมอืดภายในห้องตอนเซ็ตอัพลำโพงไม่ลงตัวสักที... ครั้งนี้จะรู้สึกเหมือนสลัดเอาปัญหาอุปสรรคเหล่านั้นทิ้งไปโดยสิ้นเชิง นับว่าเป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดมาก ย้ำอีกครั้งว่า IsoAcoustics นั้นไม่ธรรมดา!!! ข้อแนะนำจากการทดสอบการใช้อุปกรณ์ IsoAcoustics รุ่น OREA Bronze และ OREA Indigo รองใต้เครื่อง ควรใช้ทั้ง 4 มุม 4 จุด โดยจะวางรองกับขาเดิมหรือ Foot ของเครื่อง หรือวางรองตรงกับผนังโลหะด้านใต้ของเครื่องก็ได้ แต่จากการทดสอบของผม พบว่าการวาง IsoAcoustics รองโดยตรงกับผนังเครื่องด้านใต้ใกล้เคียงกับขาเดิมของเครื่องจะได้ผลดีที่สุดครับ (ดีกว่าการรองกับขาเดิมของเครื่อง) ผลสรุปเราได้อะไรจากอุปกรณ์ IsoAcoustics อย่างชัดเจนที่สุด ในรุ่นรองใต้เครื่อง OREA Bronze และ OREA Indigo นั่นก็คือ คุณจะพบกับเวทีเสียงชัดเจนและนิ่งขึ้น เบสกระชับ ควบคุมจังหวะและการปล่อยความอิ่มเสียงเป็นรูปธรรม ฮาร์โมนิคสวยงามมีชีวิตชีวา โดดเด่นมากในรายละเอียดเสียงเพิ่มขึ้น เสียงร้องโฟกัสแม่นยำ รวมถึงมิติเสียงลึก และกว้างขวางกว่าเดิม ผลที่ได้กับลำโพงด้วยรุ่น GAIA II Neo คุณจะได้พื้นเสียงเงียบขึ้น (Lower Noise Floor) รวมถึงรายละเอียดเล็กๆ ชัดเจนขึ้น เวทีเสียงเปิดกว้างและมิติลึกขึ้น รวมถึงตำแหน่งนักดนตรีนิ่งมากกว่าเดิม ให้เบสกระชับและควบคุมได้ดีขึ้น ลดอาการเบสบวมจากการสั่นสะเทือนของพื้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่ามากไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับอุปกรณ์อื่นใดก็ตาม ถ้าคิดว่าเครื่องเสียงของคุณมีความพร้อมสำหรับอุปกรณ์เหล่านี้ ก็ไม่ควรให้พลาดโอกาสไปครับ แนะนำอย่างยิ่งครับ IsoAcoustics ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์เสริม แต่เป็นระบบวิศวกรรมสำหรับจัดการแรงสั่นสะเทือนอย่างจริงจัง หากจับคู่กับน้ำหนักอุปกรณ์ได้ถูกต้อง คุณจะได้เสียงที่นิ่งขึ้น สะอาดขึ้น และมีมิติชัดเจนขึ้นอย่างน่าประทับใจ แล้วคุณจะทราบว่า เราได้เคยถูกการสั่นสะเทือนรบกสนคุณภาพเสียงมานานแสนนานแค่ไหนแล้ว เหมือนเป็นการเปลี่ยน “โลกใบใหม่แห่งประสบการณ์ฟังดนตรีจากเครื่องเสียง” ที่คุณจะเข้าถึงส่วนลึกที่เป็นย่านความถี่ออดิโอทุกรายละเอียดดียิ่งขึ้น ในขณะที่ยังคงรักษาบุคลิกเสียงดังเดิมของซิสเต็มเอาไว้อย่างมั่นคงครับ IsoAcoustics GAIA II Neo ราคาพิเศษ 17,160 บาท/set (4 ตัว) IsoAcoustics OREA Bronze ราคาพิเศษ 2,400 บาท/ตัว IsoAcoustics OREA Indigo ราคาพิเศษ 3,100 บาท/ตัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-881 7273-5, 093-689 7987, 081-682 7577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
สัมภาษณ์พิเศษ James Todd Sr. Global Product Line Manager, Harman International เนื่องในวาระฉลองครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ ARCAM ได้มีการร่วมมือกันในระหว่างผู้ก่อตั้งบริษัทคือ John Dawson และทีมออกแบบเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ของทางฮาร์แมนอินเตอร์เนชั่นแนล นำเอาแนวคิดปรัชญาดั้งเดิมคือ “การเข้าถึงดนตรีถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” มาผสานเข้ากับเทคโนโลยียุคใหม่ ก่อให้กำเนิดผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม ARCAM 50th Anniversary ขึ้นมา ผมได้เรียบเรียงข้อมูลที่น่าสนใจ จากการได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณ James Todd ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ระดับโลกของ Harman International ในงาน High End 2026 Vienna จึงขอนำมาให้ได้อ่านกันดังต่อไปนี้ครับ • ARCAM รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี ได้ย้อนกลับไปร่วมมือกับคุณ John Dawson ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท คุณประทับใจอะไรในจุดเด่นของเขาครับ วิศวกรผู้ก่อตั้ง ARCAM คุณ John Dawson อุทิศเวลา 50 ปีเต็มกับแบรนด์นี้ คือไม่ใช่แค่นักดีไซน์เครื่องเสียง แต่เขาทำมาแล้วแทบจะทุกตำแหน่งในบริษัทเลยนะครับ ตั้งแต่พนักงานขายไปจนถึงภารโรงทำความสะอาด มีเพียงประการเดียวที่เขาไม่ได้ทำคือฝ่ายบัญชี เขาบอกว่าเขาไม่ไว้ใจตัวเองกับเรื่องตัวเลขพวกนั้น แต่แรกแล้วการดีไซน์แอมปลิไฟร์คืองานอดิเรกซึ่งเขาทำด้วยหัวใจรักดนตรี เป็นความหลงใหลที่ลงมือทำเพราะสนุกกับมันจริงๆ เขาคือวิศวกรที่หมกมุ่นอยู่กับการทำให้เสียงดนตรีออกมาดีที่สุด ถ้าสังเกตดีๆ นะครับตัว อักษร A ในชื่อนำนั้น ย่อมาจากคำว่า Amplification หรือการขยายเสียง ซึ่งก็คือรากฐานสำคัญที่สุดของแบรนด์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลย ARCAM เดิมใช้ชื่อบริษัทว่า A&R Cambridge Ltd. ก่อตั้งขึ้นในปี 1976 ที่เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ โดย John Dawson วิศวกรผู้ออกแบบวงจรเครื่องขยาย และ Chris Evans นักธุรกิจและผู้ร่วมก่อตั้ง ผลิตภัณฑ์แรกที่สร้างชื่อให้บริษัทคือแอมป์ A60 Integrated Amplifier ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแอมป์อังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคนั้น และเป็นรากฐานของแนวคิดการออกแบบแอมป์ของ ARCAM มาจนถึงปัจจุบัน ฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของเราร่วมกับคุณ John Dawson ตั้งใจจะให้ ARCAM ฉลองครบรอบ 50 ปี ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ 2 รุ่น โดยไม่ได้ทำเป็นรุ่นย้อนยุค Retro แต่เป็นการนำเทคโนโลยีล่าสุดของบริษัทมาแสดงศักยภาพสูงสุดแทน • ARCAM รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี มีรุ่นใดบ้างครับ มีแอมปลิไฟร์และซีดีเพลย์เยอร์อย่างละหนึ่งรุ่นเท่านั้นคือ ARCAM A50 Signature อินทิเกรตแอมป์ระดับเรือธงของตระกูล Radia ที่ใช้เทคโนโลยีวงจร Class G รุ่นล่าสุด รุ่นแรกที่ใช้สถาปัตยกรรม Dual Mono เต็มรูปแบบ พร้อมทั้งบรรจุภาค DAC ชิป ESS ES9039Q2M รองรับ HDMI eARC, USB-C, XLR, MM/MC Phono จุดเด่นพิเศษจริงๆ ก็คือมีลายเซ็นของ John Dawson บนแผงวงจรและฝาหลังเครื่องครับ อีกรุ่นหนึ่งคือ ARCAM CD25 ซึ่งจะเป็นเครื่องเล่นซีดีระดับสูงสุดในซีรีส์ Radia ใช้การออกแบบ DAC แบบ Dual Mono เช่นเดียวกัน และใช้เทคโนโลยี ESS Hyperstream รุ่นใหม่ มีภาคจ่ายไฟ Linear พร้อมหม้อแปลง Toroidal มีทั้งเอาต์พุต RCA และ XLR ครบถ้วน สำหรับ ARCAM CD25 นั้นจะถูกวางตำแหน่งอยู่เหนือรุ่น CD5 อย่างชัดเจน A50 Signature ไม่ใช่เพียงรุ่นฉลองครบรอบธรรมดา แต่เป็นโครงการที่ John Dawson ผู้ร่วมก่อตั้งกลับมามีส่วนร่วมในการพัฒนาโดยตรง เราได้เข้าถึง “จิตวิญญาณของ ARCAM ดั้งเดิมในรูปแบบสมัยใหม่” มากกว่าจะเป็นสินค้า Limited Edition ทั่วไปครับ การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของเรา ไม่ได้แค่เอาแอมป์รุ่นเก่ามาทาสีใหม่หรือเปลี่ยนโลโก้นะครับเป็นการสร้างนวัตกรรมชิ้นใหม่ขึ้นมาเลย • ไม่ทราบว่า ARCAM A50 Signature มีความพิเศษอย่างไรบ้าง ARCAM A50 Signature เป็นเครื่องขยายเสียงอินทิเกรเต็ดแอมปลิไฟล์วงจรคลาส G แบบโครงสร้างโมโนบนแท่นเครื่องสเตอริโอรุ่นแรกของแบรนด์ คืออธิบายนิดนึงครับ คำว่า Dual Mono ต่างจากแอมป์ทั่วไปยังไง? ตามปกติแอมป์จะออกแบบใช้หม้อแปลงตัวเดียว แหล่งจ่ายไฟชุดเดียวในการแจกจ่ายพลังงานให้กับทั้งช่องสัญญาณเสียงฝั่งซ้ายและฝั่งขวาไปพร้อมกัน แต่สำหรับ ARCAM A50 Signature ใช้หม้อแปลงเพียงลูกเดียวก็จริง แต่มีการแยกอิสระวงจรออกเป็นสองชุดสำหรับฝั่งซ้ายและฝั่งขวา คือแยกกันทำงานกันอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นแต่ละช่องสัญญาณยังมีวงจรกระแสไฟเป็นของตัวเอง มีตัวเก็บประจุ มีฮีทซิงค์ระบายความร้อน และเอาต์พุตสเตจแบบเบ็ดเสร็จเป็นเอกเทศแยกซ้ายและขวาอิสระ นั่นหมายความว่า อุปกรณ์หรือตัวเก็บประจุที่ออกแบบแยกอิสระเช่นนี้ ถ้าเราป้อนเพลงที่ฟังอยู่มันมีเสียงเบสที่เน้นฝั่งซ้ายกระแทกหนักมากๆ มันก็จะไม่ไปดึงพลังงานหรือทำให้เสียงร้องหวานๆ ที่กำลังเปล่งออกมาจากฝั่งขวาแผ่วลงไป เพราะในวงจรมันมีถังพลังงานที่เป็นของใครของมันครับ คือมันเป็นการกำจัดปัญหาที่เรียกว่าครอสทอล์ค (Crosstalk) หรือสัญญาณกวนข้ามแชนแนลช่องซ้ายและขวา ไม่ต้องมาแย่งพลังงานกัน หรือส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนกัน ผลลัพธ์ที่ได้ยินก็คือความสะอาดเรียบสมจริง และแยกมิติเสียง แยกแชนแนลที่ดีมากๆ ถ้านึกภาพตามนะครับ มันเหมือนกับการสร้างถนนไฮเวย์สองเส้นที่ขนานกันไป แต่แยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิงเลย คือมีเกาะกลางถนนที่กว้างมากๆ กั้นกลางไม่ให้รถที่วิ่งด้วยความเร็วสูงมาเกี่ยวข้องกัน รถจากฝั่งซ้ายและฝั่งขวาจะไม่มีโอกาสแฉลบมาชนกันเลย หากเปรียบกับสัญญาณเสียงก็คือ สามารถเดินทางไปถึงปลายทางได้แบบบริสุทธิ์ที่สุด ในขณะที่วงจรขยายหลักของเครื่องสามารถให้กำลังขับได้สูงถึง 150 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม • ที่นักฟังมักกล่าวว่าเสียงแบบ British Sound นั้น ทาง ARCAM ได้มีการปรับแต่งเสียงให้เป็นบุคลิกเฉพาะตัวหรือไม่ เมื่อพูดถึงความสมบูรณ์แบบ การรักษาสัญญาณเสียงและบุคลิกเหล่านี้ มันมักจะพาเราไปสู่การถกเถียงคลาสสิกในวงการเรื่อง “เสียงแบบอังกฤษ” หลายคนชื่อว่าเครื่องเสียงจากอังกฤษจะต้องมีบุคลิกเสียงที่นุ่มนวลอบอุ่นฟังแล้วละมุนหู แต่ ARCAM กลับยืนยันว่าทีมวิศวกรไม่ได้จูงใจปรับแต่งเสียงให้ออกมาอุ่นเลยสักนิด เป้าหมายหลักภายใต้เครือบริษัทแม่อย่างฮาร์แมน คือการส่งมอบเสียงที่ยอดเยี่ยมโดยไม่ได้ใช้วิธีปรุงแต่งเสียงให้เป็นสีสันหรือบุคลิกเฉพาะแบบใดแบบหนึ่ง แต่เน้นความเป็นธรรมชาติที่สุด เราใช้วิธีโฟกัสที่การวัดผลด้วยเครื่องมือ เพื่อลดความเพี้ยนทางไฟฟ้าให้เหลือน้อยที่สุด และส่วนที่สองที่สำคัญมากๆ ก็คือการทดสอบการรับฟังของมนุษย์ ฟังดูอาจเหมือนทดสอบฟังทั่วไป แต่วิธีการของ ARCAM ต้องเป็นการทดสอบแบบปิดตาหรือไบลด์เทสต์เท่านั้น เพื่อตัดความลำเอียงของบรรดาวิศวกรออกไปเลย เพราะอุปสรรคใหญ่ในวงการเครื่องเสียง คือความลำเอียงหรือไบอัสนั่นเอง เราออกแบบและมีการทบทวนด้วยการฟังพิสูจน์ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการออกแบบและการลงมือทำนั้นได้ผลดีจริงตามที่เราเชื่อมั่นและปรารถนา แต่สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้ก็คือในเรื่องของการออกแบบทางเทคนิคในวงจรเครื่องขยายเสียงเปรียบดังเมือง เมืองหนึ่งที่ต้องผ่านสี่แยกไฟแดงพลุกพล่าน เดี๋ยวก็เจอทางแยก วงเวียน รถติดแออัด เหมือนกับวงจรเครื่องเสียงที่วิ่งผ่านสายไฟไปเจอขั้วต่อ ไปเจอจุดบัดกรี โอกาสที่จะเกิดความต้านทาน สัญญาณรบกวน หรือความล่าช้าแค่เสี้ยววินาทีก็ย่อมสูงตามไปด้วย ในขณะที่ A50 Signature ใช้แผงวงจรเดียว เหมือนการสร้างทางด่วนยกระดับเลย ยิงตรงยาวม้วนเดียวจบ เพราะในความเป็นจริงสัญญาณเสียงไม่สมควรต้องกระโดดข้ามสะพานเชื่อมหรือสายไฟใดๆ ควรทำให้เดินทางได้อย่างลื่นไหล และนอกจากการลดรอยต่อทางไฟฟ้าที่จะทำให้เสียงดีขึ้นแล้ว การลดชิ้นส่วนจำนวนสายไฟ ยังทำให้งานประกอบง่ายขึ้น ซึ่งปรัชญาดั้งเดิมนี้ก็ยังถูกนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันอย่างรุ่น A50 Signature ด้วย ทั้งฝั่งกระแสไฟฟ้าสลับภาคปรีแอมป์ ทั้งอนาล็อกและดิจิทัลล้วนถูกจับมาอยู่บนบอร์ดเดียวกันทั้งหมดเลย โดยใช้วิธีแยกทางเดินกราวด์อย่างอิสระภายในบอร์ด • คำถามสำคัญครับ ทำไมเลือกใช้วงจร Class G ปกติเราคุ้นเคยกับแอมคลาส A ที่เสียงหวาน คลาส AB ที่เป็นมาตรฐาน หรือคลาส D ที่ตัวเล็กแต่พละกำลังมหาศาล แต่คลาส G ของเราถูกเปรียบเทียบว่าเป็นแอมป์ที่เย็น? ก็เพราะว่าเป็นวิธีจ่ายพลังอันชาญฉลาดของมัน ผมต้องอธิบายพื้นฐานก่อนนะครับ ว่าแอมป์ทั่วไปอย่างคลาส AB จะมีรางไฟและแรงดันไฟฟ้าหรือโวลเตจเพียงระดับเดียว ซึ่งระบบจะต้องสแตนด์บายรอการจ่ายพลังงานสูงสุดอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดความร้อนสะสมมหาศาล แต่หลักการทำงานของคลาส G คือการมีเส้นทางแรงดันไฟฟ้า หรือรางไฟ (Power Supply Rails) ด้วยโวลเตจสองระดับ ทำให้มีประสิทธิภาพในการจัดการพลังงานสูงกว่าคลาส AB ถึงสองเท่า ถ้าเปรียบเทียบ ฟังดูแล้วมันคล้ายกับรถยนต์ไฮบริดอัจฉริยะเลย เวลาที่คุณขับขี่ในเมืองแบบชิลล์ๆ รถติดไหลไปเรื่อยๆ รถก็จะดึงพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้ เครื่องยนต์ก็จะเย็นเฉียบและทำงานเงียบสนิท แต่พอเจอทางโล่งแล้วกดคันเร่งมิดเพื่อจะแซง เครื่องยนต์วีแปดขนาดใหญ่ก็คำรามตื่นขึ้นมาจ่ายพลังงานมหาศาลเพื่อส่งรถพุ่งไปข้างหน้า คลาส G ก็ทำงานคล้ายๆ แบบนี้ครับ ช่วงเวลาที่เราฟังเพลงในระดับความดังปกติเครื่องจะดึงพลังงานจากแรงดันไฟต่ำมาใช้เท่านั้น ทำให้ชิ้นส่วนที่ติดตั้งอยู่บนฮีทซิ้งค์ที่ทำงานแบบเย็นมากๆ ถึงได้เรียกว่าแอมป์แบบของเรา แอมป์คลาส G เป็น “แอมป์เย็น” แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ดนตรีมีการสะวิงฉับพลัน หรือมาด้วยเสียงหนักๆ เช่นเสียงกระเดื่องกระแทกกระทั้น เครื่องก็จะสลับไปดึงพลังงานจากแรงดันไฟสูงทันที ดังนั้นจุดเด่นพิเศษในเทคโนโลยีที่ทำให้แอมป์ของ ARCAM มีเอกลักษณ์คือวงจร Class G ซึ่งถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จุดประสงค์สำคัญคือการรวมข้อดีของแอมป์หลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน ในการฟังเพลงทั่วไป สัญญาณเสียงส่วนใหญ่ใช้กำลังไม่มาก วงจรจะทำงานบนรางไฟแบบแรงดันต่ำทำให้เกิดความร้อนน้อย เสียงสะอาด และมีความเพี้ยนต่ำ แต่เมื่อดนตรีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เช่น เสียงกลองกระแทกหนัก เสียงเบสลูกใหญ่ หรือช่วงพีคของวงออร์เคสตรา วงจรจะสลับไปรับพลังงานจากรางไฟต่ำ ไปเป็นแบบแรงดันสูงทันที เพื่อส่งกำลังขับได้อย่างเต็มที่ ผลลัพธ์คือ แอมป์สามารถให้รายละเอียดและความนุ่มนวลในช่วงเสียงเบาๆ ขณะเดียวกันก็มีพละกำลังสำรองมหาศาลเมื่อต้องขับลำโพงในช่วงที่ดนตรีต้องการพลังงานสูง โดยไม่รู้สึกอั้นหรือหมดแรง หากเปรียบเทียบง่ายๆ Class G ก็เหมือนรถยนต์ที่วิ่งด้วยรอบเครื่องต่ำในเวลาปกติ เพื่อความประหยัดและความนุ่มนวล แต่เมื่อผู้ขับเหยียบคันเร่งเพื่อเร่งแซง เครื่องยนต์ก็พร้อมปลดปล่อยกำลังทั้งหมดออกมาในทันที นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักฟังจำนวนมากรู้สึกว่าแอมป์ ARCAM ให้ทั้งความละเอียด ความเป็นดนตรี และไดนามิกที่ทรงพลังอยู่ในเครื่องเดียวกัน ซึ่งเป็นเสน่ห์ของ Class G ที่ยังคงได้รับการยอมรับมาจนถึงปัจจุบัน • ผมสงสัยว่าในทางเทคนิค วงจรคลาส G แบบนี้ จะมีจุดอ่อนตอนสลับระดับแรงดันไฟเช่นในอดีตหรือไม่ เป็นคำถามที่ดีมากครับ ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน วงจรสามารถทำงานได้ราบรื่นมากครับ โดย ARCAM แก้ปัญหาหลายวิธี เช่นให้รางไฟทั้งสองชุดทำงานเหลื่อมกัน (Overlapping) ทำการควบคุมจุดสลับด้วยวงจรความเร็วสูง และใช้ทรานซิสเตอร์ที่ตอบสนองรวดเร็วมาก จึงทำให้การจัดการไบอัส มีการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นอย่างนุ่มนวลในระดับไมโครวินาที ซึ่งเร็วกว่าการรับรู้ของหูมนุษย์มากครับ • ผมค่อนข้างแปลกใจมากนะครับที่ ARCAM ยังทำซีดีเพลย์เยอร์ออกมา ในรุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี อันที่จริงเราไม่เคยหยุดผลิตเครื่องเล่นซีดีเลย ตั้งแต่ยุค 80 จนถึงยุคปัจจุบันครับ และ CD5 เป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดของแบรนด์ด้วยนะครับ คุณคงสงสัยที่ในยุคที่ Streaming มันสะดวกสบายแบบไร้ขีดจำกัดแค่ปลายนิ้วก็ฟังเพลงได้หลายล้านเพลง แต่คนกลับซื้อเครื่องเล่นซีดี มันเป็นแค่เรื่องของความโหยหาอดีตของคนเฉพาะกลุ่ม ที่เป็นคนรุ่นเก่าหรือเปล่า หรือจริงๆ แล้ว ตลาดแผ่นเสียงไวนีลมันปั่นราคาแพงจนคนรับไม่ไหวกันแน่ ปัจจัยเรื่องราคามีส่วนสำคัญอย่างปฎิเสธไม่ได้ แผ่นเสียงไวนีลในปัจจุบันราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาก แพงจนบางทีก็ซื้อไม่ลง ในขณะที่แผ่นซีดีมือสองยังคงสามารถหาซื้อในแบบเหมาคอลเลคชั่นด้วยราคาที่จับต้องได้ นอกเหนือจากเรื่องราคาแล้วในเชิงโครงสร้างทางกายภาพแผ่นซีดีถือเป็นสื่อที่ทนทานมาก คือมันไม่มีปัญหาแผ่นสูญสภาพ ชำรุดไปตามกาลเวลา ไม่มีเสียงป๊อกแป๊กจากไฟฟ้าสถิตหรือเสียงรบกวนจากรอยขีดข่วนเหมือนที่พบในแผ่นเสียง ส่วนกลุ่มคนเล่นซีดี ไม่ได้มีแต่ผู้ใหญ่ที่โตมากับยุคอดีต จากสถิติกลับกลายเป็นว่ากลุ่มคนที่หันมาบริโภคซีดีอย่างคึกคักคือ คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยโตมากับสื่อบันเทิงที่จับต้องได้ หมายถึงเด็กที่เกิดมาเคยรู้จักแต่ระบบ Streaming เขาเริ่มโหยหาการได้ครอบครองผลงานของศิลปินที่พวกเขารัก เขาอยากแกะกล่องพลาสติก อยากเปิดอ่านสมุดภาพเล่มเล็กๆ ที่สอดใส้มาในแผ่นเพื่ออ่านเรื่องราว เบื้องหลังการทำอัลบั้มมันคือจิตวิทยาการครอบครองศิลปะที่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือ เรื่องคุณค่าทางจิตใจและการอยากเก็บสะสมเป็นคอลเลคชั่น • แต่ถ้ากล่าวว่าแผ่นซีดีมันทนทานขนาดทิ้งไว้เป็น 10 ปี ก็ยังเล่นได้ แล้วทำไม ARCAM ถึงยังต้องออกเครื่องเล่นรุ่นใหม่ครับ คุณอาจคิดเพียงว่า เครื่องเล่นซีดีแผงวงจรข้างในมันก็แค่ถอดรหัสดิจิตอลศูนย์กับหนึ่งใช่ไหมครับ คือแบบนี้ครับตัวแผ่นซีดีที่เป็นพลาสติกอาจจะทนทาน แต่ตัวเครื่องเล่นซีดีไม่ได้เป็นแบบนั้น เครื่องเล่นซีดีประกอบไปด้วยชิ้นส่วนกลไกขับเคลื่อนที่ต้องหมุน มีมอเตอร์แล้วก็มีหัวอ่านเลเซอร์ที่มีอายุการใช้งานทางวิศวกรรม กลไกมันเสื่อมไปตามกาลเวลาได้ บางเครื่องอาจทำงานได้ดีแค่ 10 ปี หรือทนหน่อยก็ถึง 30 ปี แต่ในที่สุดกลไกเหล่านี้ก็ต้องเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดความต้องการเครื่องเล่นใหม่ๆ เข้ามาทดแทนเสมอ • รูปแบบการถอดรหัสในเครื่องรุ่นซีดีใหม่ต่างกันกับรุ่นในอดีตอย่างไร เทคโนโลยีก้าวมาไกลมากครับ สำหรับรุ่น CD25 ที่เราตั้งใจสร้างมาให้จับคู่กับแอมป์ไฮเอ็นด์อย่าง A20 Signature โดยเฉพาะ มีการใส่ชิป DAC แบบ Dual Mono และช่องเชื่อมต่อแบบบาลานซ์ XLR เข้ามาด้วย เพื่อรักษาสัญญาณให้บริสุทธิ์ตั้งแต่หัวอ่านไปจนถึงการส่งผ่านไปให้ภาคขยายของแอมป์ จัดเป็นการทำงานที่สอดประสานกันอย่างลงตัว คุณจะพบว่าคุณภาพเสียงมีความเคลียร์สะอาดและเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ยอดเยี่ยมมาก ขอขอบคุณการอธิบายรายละเอียดต่างๆ จากการสัมภาษณ์คุณ James Todd ในครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จของแบรนด์ที่ ARCAM ไม่เลือกทำรุ่นย้อนยุคหรือรุ่นสะสม แต่สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ในอนาคต โดยเฉพาะ A50 Signature ที่ถูกมองว่าเป็น “Technical Statement” หรือ ผลงานแสดงศักยภาพทางวิศวกรรมของ ARCAM ในวาระครบรอบ 50 ปี อย่างแท้จริงครับ หมายเหตุ: ท่านที่สนใจรายละเอียด Arcam เพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดผ่านทางตัวแทนจำหน่าย บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร. 0-2256-0020
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ Matt Dever Senior Global Product Line Manager, Harman International ในงาน HIGH END Vienna 2026 ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณแมตต์ ดีเวอร์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโส Harman International ผู้ดูแลขับเคลื่อนและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ (Luxury Audio) ของ JBL และ Mark Levinson เกี่ยวกับลำโพงรุ่นใหม่สองโมเดลคือ Summit Everest และ Summit K2 ที่ได้รับการค้นคว้าวิจัยทางเทคโนโลยีมายาวนานถึง 6 ปี ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการเติมเต็มรุ่นที่มีอยู่ในซีรีส์ Summit Series ให้ครบไลน์ยิ่งขึ้น ผมได้นำเอาข้อมูลการแถลงข่าว และคำสัมภาษณ์มาเรียบเรียงให้อ่านเข้าใจง่าย เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยทั่วกันดังต่อไปนี้ครับ • อยากทราบว่า Summit Series ถือเป็นการเปิดตัวเทคโนโลยีไฮเอ็นด์รุ่นสูงสุดของ JBL ในวาระครบรอบ 80 ปีด้วยใช่ไหมครับ - ใช่ครับ ลำโพงรุ่นใหม่ล่าสุดของเราที่สืบทอดความสำเร็จจาก Project Everest ได้แก่ JBL Summit Everest และ JBL Summit K2 อันเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์เครื่องเสียง นำมาจัดเปิดตัวครั้งแรกในงาน HIGH END Vienna 2026 นี้ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของ JBL โดยลำโพงรุ่นเรือธงใหม่ทั้งสองรุ่นนี้จะเข้าร่วมกับ Summit Makalu, Summit Pumori และ Summit Ama เพื่อให้ครบซีรีส์ห้ารุ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของลำโพงที่มีความสมบูรณ์ทางเทคนิคมากที่สุดเท่าที่ JBL เคยสร้างมาสำหรับการใช้งานในบ้าน • ทราบว่าชื่อ Project นี้ เป็นชื่อที่มีความหมายพิเศษเฉพาะของ JBL - คือซีรีส์ Summit จัดเป็นตระกูลลำโพง "Project" ลำดับที่ห้าในประวัติศาสตร์แปดทศวรรษของ JBL ซึ่งเป็นชื่อที่สงวนไว้สำหรับผลงานที่แสดงออกถึงวิศวกรรมเสียงที่พิถีพิถันที่สุดของแบรนด์ครับ นับตั้งแต่ปี 1954 มีเพียงลำโพง JBL เพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่ได้รับเกียรติให้ใช้ชื่อ “Project” เริ่มต้นด้วย Project Hartsfield ตามด้วย Project Paragon, Project Everest และ Project K2 แต่ละรุ่นล้วนเป็นช่วงเวลาสำคัญในด้านวิศวกรรมเสียง ซึ่งเปิดตัวเฉพาะต่อเมื่อมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านตัวแปลงสัญญาณ ตัวตู้ และการออกแบบระบบ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาได้ทำให้ประสิทธิภาพ JBL ก้าวไปอีกขั้นอย่างแท้จริง เกือบสี่ทศวรรษที่ผ่านมา Project Everest และ Project K2 ได้ยืนหยัดเป็นทั้งสัญลักษณ์ทางเทคโนโลยีและจุดอ้างอิงสำหรับการออกแบบเสียงของ JBL โดยแต่ละรุ่นที่ติดตามมา ได้นำเสนอความก้าวหน้าที่แสดงถึงความแม่นยำของเสียง ความสามารถด้านไดนามิก และวิทยาศาสตร์วัสดุอย่างสมบูรณ์แบบ ลำโพง Summit Everest และ Summit K2 รุ่นใหม่ล่าสุด จะสืบทอดสายเลือดอันทรงเกียรตินี้ต่อไป โดยผสานรวมเทคโนโลยีที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและเป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งพัฒนาขึ้นที่ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเสียงอันเลื่องชื่อของ JBL • ช่วยขยายความ เทคโนโลยีที่โดดเด่นใน Summit Everest และ Summit K2 ด้วยครับ - Summit Everest ตั้งชื่อตามภูเขาที่สูงที่สุดในโลก เป็นผลิตภัณฑ์เรือธงของซีรีส์ Summit และคือทายาทของลำโพง Project Everest ทั้งสี่รุ่น ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 40 ปี หัวใจสำคัญคือระบบเสียงกลาง/สูงที่ได้รับการออกแบบใหม่ ซึ่งผสานรวมเอาเอาต์พุตของไดรเวอร์บีบอัดแบบไดอะแฟรมคู่ ชุดขดลวดวอยซ์คอยล์ขนาด 2 นิ้ว (JBL D2820) เป็นไดรเวอร์แบบแม่เหล็กสามชุด 3 in 1 ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่ออย่างลงตัวกับฮอร์น Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ อีกหนึ่งในหัวใจสำคัญของระบบเสียงคือ ไดร์เวอร์เสียงกลาง-เบสแบบ Differential Drive ขนาด 10 นิ้ว สองตัว และวูฟเฟอร์แบบ Differential Drive ขนาด 15 นิ้ว สองตัว ซึ่งแต่ละตัวใช้กรวยคอมโพสิต คาร์บอนเซลลูโลสแบบไฮบริดสามชั้น (HC4) ของ JBL เพื่อความแข็งแกร่ง ความบิดเบือนต่ำ และการรับกำลังขับที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นคุณสมบัติของการออกแบบระดับอ้างอิงอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้คือเราได้ลำโพงตั้งพื้นแบบ 3.5 ทาง ที่ให้ความละเอียดที่เหนือกว่า พลังเสียงที่ทรงพลัง ความแม่นยำของโทนเสียง และความสมจริงของมิติเสียง ครอบคลุมช่วงความถี่ตั้งแต่ 20 Hz ถึงมากกว่า 23 kHz - ส่วน Summit K2 ได้รับแรงบันดาลใจจากยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองของโลก ด้วยลำโพงตั้งพื้น 3 ทาง วูฟเฟอร์ขนาด 15 นิ้วที่สมบูรณ์แบบที่สุดของ JBL สร้างขึ้นบนพื้นฐานของมรดกการพัฒนา Project K2 มาแล้วถึงสี่รุ่น โดดเด่นด้วยระบบเสียงกลาง/สูงที่ได้รับการออกแบบใหม่ โดยจับคู่ไดรเวอร์บีบอัดแบบไดอะแฟรมคู่ มอเตอร์คู่ (JBL D2815) มีวอยซ์คอยล์ขนาด 1.5 นิ้ว กับ ระบบแม่เหล็กสามชุดแบบ 3 in 1 ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และฮอร์น Sonoglass® HDI™ ขนาดใหญ่ ไดรเวอร์เสียงกลาง/มิดเบส Differential Drive ขนาด 10 นิ้ว ทำงานร่วมกับวูฟเฟอร์ Differential Drive ขนาด 15 นิ้ว ทั้งสองตัวใช้กรวย HC4 เป็นแกนหลักของเสียง มอบความแม่นยำทางไดนามิกและความรู้สึกตอบสนองที่ฉับพลัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ K2 นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1989 ผลลัพธ์ที่ได้จากการพัฒนาครั้งล่าสุดนี้ เราได้ลำโพงระดับอ้างอิง ที่นำเสนอเอกลักษณ์ทางดนตรีของ K2 ได้อย่างโดดเด่น พร้อมด้วยความก้าวหน้าที่ทรงศักยภาพ ทั้งในด้านความละเอียด ความโปร่งใส และความแม่นยำของโทนเสียง • มีอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในลำโพง Summit Everest และ Summit K2 - ทั้ง Summit Everest และ Summit K2 ผสานรวมเทคโนโลยีขั้นสูงครบชุด ที่กำหนดนิยามของ Summit Series อาทิวงจรครอสโอเวอร์ MultiCap™ ขั้นสูง รองรับการเชื่อมต่อแบบซิงเกิ้ล, ไบแอมป์/ไบไวร์ และไตรแอมป์/ไตรไวร์ และเราได้ออกแบบวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก ด้วยตัวเก็บประจุขนาดเล็กจำนวนมากขึ้น แทนที่ตัวเก็บประจุขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม เพื่อลดความต้านทานไฟฟ้าสถิต รวมถึงลดการสูญเสียพลังงานให้น้อยที่สุด เพื่อการส่งสัญญาณที่ดียิ่งขึ้น - มีการจัดการพลังงานที่เพิ่มขึ้น และให้ค่าความผิดเพี้ยนต่ำมาก ลำโพงแต่ละตัวจะถูกบรรจุอยู่ในโครงสร้างเป็นแชมเบอร์แยกส่วนของตนเอง โดยมีโครงสร้างตู้หลักแบบผนังโค้งอัดขึ้นรูปที่เยื้องศูนย์ภายใน มีการค้ำยันเสริมแรงหลายจุดเพื่อลดการสั่นสะเทือน และออกแบบมาเพื่อลดคลื่นนิ่งภายใน และภายนอก โดย JBL ได้ร่วมกับ IsoAcoustic® ออกแบบขารองรับเป็นการเฉพาะ เพื่อช่วยแยกตัวลำโพงออกจากพื้นผิวของห้องฟัง ทำให้ได้เสียงเบสที่แน่นขึ้น เวทีเสียงที่กว้างขึ้น และอิมเมจที่คมชัดและแม่นยำยิ่งขึ้น - ลำโพง Summit Everest และ Summit K2 มีผิวตู้ให้เลือกทั้งสีดำเงา พร้อมไฮไลต์ขอบด้วยสี Summit Platinum หรือผิวไม้มะฮอกกานี มาร์ซาลาเงา (Macassar) พร้อมไฮไลต์ขอบด้วยสี Summit Gold ส่วนขั้วต่อสายลำโพงชุบโรเดียมหุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ - สายไฟภายในทำจากทองแดงตกผลึกที่ปราศจากออกซิเจนแบบความบริสุทธิ์สูง เคลือบด้วยเงินของ Ohno-Continuous-Cast (OCC) และตู้ไม้ที่ผลิตจากวัสดุที่ยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ JBL ในด้านวัสดุและการผลิตในทุกระดับ เช่นเดียวกับยอดเขาในตำนานที่เป็นแรงบันดาลใจให้ชื่อของลำโพง Summit Everest และ Summit K2 คือสุดยอดแห่งประสิทธิภาพสำหรับผู้ฟังที่พิถีพิถัน ซึ่งให้คุณค่าทั้งความรู้สึกที่เข้าถึงได้ทันทีและความแม่นยำทางวิศวกรรม • มีการตั้งเป้า หรือวางระดับราคาสำหรับลำโพงไฮเอ็นด์ซีรีส์ Summit หรือไม่ - ไม่เลยครับ เราไม่ได้คิดถึงแง่การตลาดหรือระดับราคา ในบรรดาทีมวิศวกรระดับหัวกะทิได้ปรึกษาหารือกัน โจทย์คือถ้าเรามีเวลาให้หกปีเต็มสำหรับการสร้างลำโพงที่ดีที่สุดในโลก งบประมาณไม่ต้องมีคำว่าประนีประนอม ขอแค่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางฟิสิกส์ให้ได้ ดูสิว่าผลลัพธ์ที่ได้มันจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง มันเป็นโปรเจกต์ที่ท้าทายมากเพราะปกติในโลกของวิศวกรรม ถือว่าหกปีก็เป็นเวลาที่ไม่ใช่น้อยเลยในการคิดค้นสิ่งใหม่ อีกทั้งการสร้างบ้าน รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่าง มันจะมีเพดานราคาคอยตีกรอบความคิดแล้วก็บังคับให้เราต้องทำบางอย่างเสมอเลยครับ แต่วันนี้เรากำลังเจาะเข้าไปในโลกที่ไม่มีเพดานเหล่านั้น เมื่อวิศวกรได้รับอิสระขั้นสูงสุด ลำโพงที่เกิดมาเพื่อทำลายขีดจำกัดเดิมๆ มันจะมีกลไกการทำงานที่น่าทึ่งขนาดไหน งานทางวิศวกรรมเสียงที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์ทางฟิสิกส์และศิลปะขั้นสูงสุดมารวมกัน เอาแค่เรื่องชื่อและความหมายลึกๆ ของ Everest และ K2 มันคือยอดเขาที่สูงที่สุด ส่วนในรุ่น Makalu, Pumori, Ama ก็มีความหมายถึงยอดเขาที่อยู่ในตระกูล Everest เช่นกัน ล้วนเป็นยอดเขาที่ตั้งอยู่ใกล้กับเอเวอเรสต์มาก เรียกว่าอยู่ในร่มเงาของเอเวอเรสต์เลย ทางทีมงานเราไม่ได้อยากใช้ตัวเลขรหัสรุ่นแข็งๆ เพราะต้องการสื่อถึงความเป็นครอบครัวเดียวกันของลำโพงซีรีส์ Summit ครับ ไม่มีไอเดียหรือคำสั่งว่า จงสร้างลำโพงราคา 600,000 หรือหนึ่งล้านบาท มาให้หน่อย ไม่มีตัวเลขนี้อยู่ในหัวเลย คือให้ทำออกมาก่อนเลย ราคาค่อยมาว่ากันภายหลัง แนวคิดแบบนี้แหละครับที่ปลดล็อคศักยภาพของวิศวกรได้อย่างแท้จริง เพราะสำหรับวิศวกรทีมนี้ ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ทำยอดขาย แต่มันคือการสร้างมรดกทางประวัติศาสตร์ครับ ลำโพงเหล่านี้ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ข้ามกาลเวลา พวกเรามองว่าลำโพงซีรีส์ซัมมิทจะต้องมีอายุยืนยาว แล้วก็ยังคงทำหน้าที่ส่งมอบศิลปะทางดนตรีที่ไพเราะต่อไป นานกว่าอายุขัยของตัวคนที่สร้างมันขึ้นมาเสียอีกครับ เพราะเป้าหมายคือการสร้างมรดกที่เหนือกาลเวลาแถมยังต้องรองรับพลังเสียงมหาศาล โครงสร้างพื้นฐานจึงสำคัญมาก • เทคนิคโครงสร้างตู้ลำโพง ที่ทาง JBL ที่ทำการบีบอัดไม้หลายชั้นเข้าด้วยกันในทรงโค้ง นั้นแตกต่างจากลำโพงทั่วไปอย่างไร - คุณคงเห็นว่ารูปทรงลำโพง Summit Series มีความอ่อนโยนจากภายนอกที่เห็น เพราะไม่มีทรงสี่เหลี่ยมด้านขนาน แต่กลับเป็นความโค้งมนซ่อนรูปอยู่บนความแข็งแกร่งสุดยอด ความโค้งนี้ไม่ใช่แค่เอาไม้มาไสให้เป็นรูปทรงแบบแฟชั่นนะครับ เราใช้แผ่นไม้เอ็มดีเอฟเกรดพรีเมี่ยม มาอัดกาวเป็นชั้นๆ แล้วก็บีบเข้าด้วยกันผ่านเครื่องอัดแรงดันสูงมหาศาล วิธีการนี้คือหลักการ Pre-stressing การให้ “แรงเครียดล่วงหน้า” ซึ่งเป็นหลักการทางวิศวกรรมโครงสร้างแบบเดียวกับที่ใช้ในคอนกรีตอัดแรง เพื่อทำให้วัสดุมีความแข็งแกร่ง (Rigidity) สูงขึ้นอย่างมหาศาล • ขอคำอธิบายเกี่ยวกับผลดีในการบีบอัดไม้ให้เป็นทรงโค้งครับ - คือเมื่อเรานำแผ่นไม้ MDF ไปผ่านกระบวนการดัดให้โค้งและตรึงรูปทรงไว้ จะเกิดปรากฏการณ์ทางกลศาสตร์ คือการกักเก็บแรงกดดันภายใน (Internal Tension & Compression) เมื่อไม้ถูกดัดโค้ง เนื้อไม้ฝั่งด้านนอกของส่วนโค้งจะถูกดึงขยายออก (Tension) ในขณะที่เนื้อไม้ฝั่งด้านในจะถูกบีบอัดเข้าหากัน หรือ Compression สภาวะตื่นตัวหรือความเครียด (Stress) ที่ค้างอยู่ภายในเนื้อไม้นี้ ทำให้โครงสร้างของผนังตู้อยู่ในสภาวะ “ตื่นตัว” มีความตึงตัวตลอดเวลา ไม่หย่อนคล้อยเหมือนแผ่นไม้ที่เป็นระนาบแบนปกติ การดัดไม้ขึ้นรูปแบบนี้ทำได้ยาก แต่มีผลดีต่ออคูสติก เมื่อไม้มีแรงเครียดในตัว ผนังตู้จะมีความแข็งเกร็ง (Stiffness) สูงขึ้นมาก ส่งผลให้ความถี่เรโซแนนซ์ (Resonance Frequency) ของผนังตู้ถูกผลักให้สูงขึ้น ไปอยู่ในจุดที่ห่างจากย่านความถี่ทำงานของลำโพง หรือขึ้นไปอยู่ในย่านที่ไวต่อหูมนุษย์น้อยลง รวมถึงพลังงานในการสั่นสะเทือนก็จะลดลงอย่างมากด้วย จากการดัดโค้งนี้จะทำหน้าที่ต้านทานไม่ให้ผนังตู้ขยับตัวเข้า-ออกตามแรงดันของอากาศ (Internal Air Pressure) ที่เกิดจากการขยับของไดรเวอร์ลำโพง ทำให้ปริมาตรภายในตู้คงที่ และเที่ยงตรงที่สุด เป็นเทคนิคช่วยเปลี่ยนไม้ MDF ที่เคยเฉื่อยชาและพร้อมจะสั่นพริ้ว ให้กลายเป็นผนังที่ตึง แข็งแกร่ง และสั่นสะเทือนยากขึ้น ปราศจากปัญหาเรื่อง Standing Wave ภายใน ส่งผลให้เสียงลำโพงสะอาด ไม่มีเสียงรบกวนจากการสั่นของตู้ครับ ลองนึกภาพตู้ลำโพงทรงสี่เหลี่ยมทั่วไปผนังด้านซ้ายกับขวาขนานกันเพราะตัวขับเสียงผลักอากาศเข้าไปคลื่นเสียงมันก็จะสะท้อนกำแพงซ้ายขวาเด้งไปเด้งมาวนกันเอง จนเสียงเบสขุ่นมัวสิครับ Summit Series จึงทำผนังโค้งทั้งหมด คลื่นเสียงจะไม่มีมุมให้สะท้อนกลับไปกลับมา ตัดปัญหาที่ไม่พึงประสงค์มาตั้งแต่ต้นทางเลยทีเดียว • การบุวัสดุซับความถี่ภายในตู้ ทำด้วยอะไรครับ - การบุวัสดุซับเสียงด้านใน ใช้วัสดุสองรูปแบบด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน หนึ่งคือวัสดุที่เรียกว่า Open-cell foam ติดผนังตู้ และ Polyfill วางในตำแหน่งที่ต้องการสลายพลังงานเสียง ซึ่งวิศวกรจะคำนวณมาอย่างดีครับ โครงสร้างลำโพงไม่ได้พึ่งพาแค่โครงสร้างตู้โค้งและการค้ำยันเท่านั้น แต่ยังใช้ทั้งโฟมเซลล์แบบเปิดและเส้นใยโพลีเอสเตอร์ร่วมกันเพื่อควบคุมคลื่นสะท้อนภายในตู้ให้ละเอียดที่สุด • เทคนิคการบุภายในดังกล่าวส่งผลต่อการจัดการกับมวลอากาศภายในตู้ลำโพงอย่างไรครับ - กล่าวคือเมื่อตัวขับเสียงทำงานผลักดันมวลอากาศไปด้านหลัง อากาศมันจะต้องวิ่งผ่านเส้นใยเหล่านี้ครับ ซึ่งมันจะช่วยหน่วงความเร็วของคลื่นเสียงให้เดินผ่านช้าลง และเมื่อเสียงเดินทางช้าลง ผลลัพธ์ในทางฟิสิกส์ก็คือตัวขับเสียงจะตอบสนองเหมือนกับว่า มันกำลังทำงานอยู่ในพื้นที่ตู้ที่ใหญ่กว่าปริมาตรจริงๆ ครับ ทำให้ตู้ลำโพงไม่ต้องมีขนาดใหญ่มากเกินจำเป็น • เห็นว่าฐานรองด้านใต้ ไม่ใช่ Spike เดือยแหลมทั่วไป แต่เป็นยางรองซับการสั่นสะเทือน - ใช่ครับ สำหรับจุดที่ติดกับพื้นนั้นคือฐานรองลำโพง โดยร่วมกับแบรนด์เฉพาะทางอย่าง IsoAcoustic สร้างฐานรองในแบบที่คำนวณค่าความยืดหยุ่นตามน้ำหนักของลำโพงแต่ละรุ่นเลย ไม่ใช่แค่เอาอะไรก็ได้มารอง หรือใช้ตัวรองซึ่งออกแบบมาวางจำหน่ายทั่วไปมาใช้งานกับลำโพง กล่าวได้ว่า Summit Series ทุกอย่างประณีตพิถีพิถันมาก เปรียบเสมือนช่วงล่างรถยนต์ที่ดีที่สุด คนขับจะสัมผัสได้ถึงพลังเครื่องยนต์และช่วงล่างโดยไม่ต้องรับรู้ถึงความสั่นสะเทือนของพื้นถนน พูดง่ายๆ คือสิ่งที่เราจะได้ยินคือเสียงจากลำโพงร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เสียงครางหรือความสั่นสะเทือนที่วิ่งลงไปกวนพื้นห้อง เหตุผลหลักที่เราต้องจัดการเรื่องโครงสร้างให้หมดจดขนาดนี้ เป็นเพราะว่าพลังงานที่เราต้องการซึ่งก็คือเสียงดนตรีอันบริสุทธิ์จะออกมาสมบูรณ์แบบได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถควบคุมพลังงานส่วนเกินหรือการสั่นสะเทือนที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างเด็ดขาดนั่นเองครับ • เรามักคุ้นชินกับกรวยลำโพงสีขาว และขอบเซอร์ราวนด์แบบผ้าชุบน้ำยาอัดจีบของ JBL ทำไมในลำโพง Summit Series ไม่ใช้กรวยเอกลักษณ์ดั้งเดิมครับ - เรื่องตัวขับเสียงเบสและเสียงกลาง เราต้องย้อนกลับไปที่ลำโพงรุ่นตำนานก่อนหน้านี้ครับ ในอดีตลำโพงมักจะใช้ขอบลำโพง Pleated Cloth Surround (ขอบผ้าแบบจีบ) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระบบกรวยลำโพงที่วงการ Professional นิยมกันมาก เพราะมันตอบสนองได้รวดเร็ว มีความทนทาน แล้วก็ควบคุมง่ายครับ แต่สำหรับในปัจจุบัน ลำโพงฟังเพลงในบ้านเราต้องการเสียงที่กลมกล่อม ตอบสนองความถี่ได้ครบถ้วน ส่วนขอบลำโพงแบบพับจีบมันมีข้อจำกัดที่ทำให้ระยะการขยับเข้าออกหรือการผลักอากาศของลำโพงมันทำได้ไม่เยอะ สิ่งที่ได้คือความกระชับ แต่เบสไม่ลึกพอสำหรับอรรถรสในการฟังในห้องฟังเพลง การออกแบบกรวยลำโพงแบบขอบเซอร์ราวนด์โค้งแบบครึ่งวงกลมของ JBL Summit Series จะพิเศษกว่ากรวยลำโพงพื้นฐานทั่วไป โดยจะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และการขยับของกรวยเข้าออกประดุจลูกสูบ ทำให้ตัวขับขนาด 15 นิ้วของเรา สามารถขยับเข้าออกมีระยะลึกสุดถึง 30 มิลลิเมตร ถือว่าเยอะมาก ระยะช่วงชักที่มหาศาลขนาดนี้ทำให้มันสามารถรีดเสียงเบสระดับลึกสุดๆ ออกมาได้โดยไม่ต้องพึ่งพา Sub-Woofer ใดๆ ทั้งสิ้น • ถ้าช่วงชักของไดรเวอร์ลึกถึงขนาดนี้ ตัวกรวยลำโพงจะต้องทำพิเศษไหม - ถูกต้องครับ วัสดุที่ใช้ทำกรวยสีดำที่คุณเห็นอยู่ ไม่ใช่กระดาษธรรมดา วิศวกรของเราคิดค้นวัสดุใหม่ที่เรียกว่า HC4 Cone Technology (ย่อมาจาก Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone) อธิบายได้ว่าโครงสร้างของกรวยประกอบด้วย ชั้นคาร์บอนไฟเบอร์ด้านหน้า ชั้นคาร์บอนไฟเบอร์ด้านหลัง โดยมีแกนกลางเป็น Closed-Cell Foam ผสมกับชั้น Cellulose (เยื่อกระดาษ) ที่ได้รับการปรับแต่งคุณสมบัติทางกลโดยเฉพาะ คือเป็นกรวยแบบ “แซนด์วิชหลายชั้น” ไม่ใช่กรวยกระดาษล้วน และไม่ใช่คาร์บอนล้วนด้วย ความหนาของกรวยในรุ่น JBL Summit Everest และ JBL Summit K2 จะมีความหนาถึง 3 มิลลิเมตร ส่วนในรุ่น Summit Makalu, Summit Pumori และ Summit Ama กรวยลำโพงจะหนา 1 มิลลิเมตร เป็นไปตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับลำโพงแต่ละรุ่น • ตามข้อมูลทราบว่าโครงสร้างตู้ภายใน มีการแบ่งเป็นห้องแยก หรือแชมเบอร์สำหรับตัวขับแต่ละตัวด้วยใช่ไหมครับ - ใช่ครับ นอกจากมีระบบค้ำยันที่แข็งแรงแล้ว ไดรเวอร์จะถูกจับไปยึดไว้ในตู้ปิดขนาดย่อยที่ซ้อนกันอยู่ข้างในตู้ใหญ่อีกทีครับ คือสร้างตู้ภายนอกจะครอบมันไว้อีกชั้นนึง คือป้องกันไม่ให้เสียงที่มีพลังมหาศาลจากวูฟเฟอร์ มารบกวนย่านความถี่อื่นๆ ทำให้ Driver ทุกตัวสามารถขับเสียงได้อย่างสะอาดหมดจดจริงๆ หากเราแกะโครงสร้างส่วนบนลำโพง แล้วมองลงไปคุณจะมองไม่เห็นส่วนลึกสุดของตู้ได้เลย • เทคโนโลยีของตัวขับเสียงแหลมมีอะไรที่ถือว่าเป็นความพิเศษ - นี่คือการต่อกรกับสัญญาณไฟฟ้าและคลื่นความถี่สูงซึ่งต้องการความละเอียดอ่อนระดับไมโครเลยครับ เป้าหมายคือสร้างสนามแม่เหล็กให้เข้มและสม่ำเสมอที่สุดในช่องวอยซ์คอยล์ด้วยระบบ “3-in-1 Magnet System” หรือระบบแม่เหล็ก 3 ชุดของทวีตเตอร์/คอมเพรสชั่นไดรเวอร์ในระดับเรือธง ทวีตเตอร์ที่ใช้อยู่ใน Summit Everest และ Summit K2 ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่พิเศษล้ำลึก เพราะไม่ได้หมายถึงการเอาแม่เหล็ก 3 ก้อนมาต่อกันธรรมดา แต่เป็นการออกแบบวงจรแม่เหล็ก Magnetic Circuit สามชุดให้ทำงานร่วมกันเสมือนเป็นระบบเดียว (อยู่ระหว่างจดสิทธิบัตร) โดยปกติแล้วคอมเพรสชั่นไดรเวอร์ทั่วไปจะประกอบด้วยหนึ่งไดอะแฟรม หนึ่งวอยซ์คอยล์ และหนึ่งช่องกำเนิดเสียง แต่รูปแบบ D2 Driver ของ JBL จะเป็นแบบสองไดอะแฟรม สองวอยซ์คอยล์ที่ทำงานร่วมกันผ่านช่องทางเสียงเดียวจึงเรียกว่า Dual Diaphragm / Dual Voice Coil Compression Driver ส่วนที่กล่าวว่า แม่เหล็ก 3 ชุดคืออะไร ก็คือในทวีตเตอร์ D2 ของ JBL จะมีวงจรแม่เหล็กที่ซับซ้อนกว่าปกติ โดยมีชุดแม่เหล็ก Neodymium สามชุดร่วมกันสร้างสนามแม่เหล็กให้กับวอยซ์คอยล์ทั้งสองนั่นเอง พลังของทวีตเตอร์ชุดนี้ เสมือนเรามีทวีตเตอร์หกตัวทำงานเป็นหนึ่งเดียว ทวีตเตอร์ D2 ของ JBL ใช้ไดอะแฟรมคู่และวอยซ์คอยล์คู่ โดยคลื่นเสียงจากทั้งสองชุดจะถูกส่งเข้าสู่ Annular Manifold ซึ่งทำหน้าที่รวมคลื่นให้เป็นแหล่งกำเนิดเสียงเดียวก่อนส่งต่อไปยังฮอร์น ทำให้ได้ความเพี้ยนต่ำ รายละเอียดสูง และการตอบสนองที่แม่นยำกว่าคอมเพรสชันไดรเวอร์แบบดั้งเดิม จุดประสงค์หลักที่ทำแบบนี้ก็คือต้องการขยายขอบเขตการตอบสนองความถี่ให้กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยช่วงความถี่ที่กว้างขึ้น ทวีตเตอร์ที่สามารถลงไปรับช่วงต่อจากเสียงกลางได้ลึกถึงความถี่ 850 เฮิร์ตซ์ และสามารถลากยาวตอบสนองความถี่สูงขึ้นไปจนสุดปลายแหลมที่ 23 กิโลเฮิร์ตซ์ ได้อย่างราบรื่นไม่มีอาการสะดุดเลยแม้แต่นิดเดียวครับ • เป็นคำถามสุดท้าย สิ่งที่ผมข้องใจมาตั้งแต่แรก สำหรับวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก ของ Summit Series ทำไมใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กเรียงกันหลายตัว แทนการใช้คาปาซิเตอร์ตัวใหญ่ตัวเดียว - ทีมวิศวกรใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่ามัลติแคป คือแทนที่จะใช้ตัวเก็บประจุหรือคาปาซิเตอร์ตัวใหญ่คุณภาพสูงแค่ตัวสองตัวให้มันจบไป เรากลับเลือกใช้ตัวเก็บประจุขนาดเล็กเล็กจำนวนมหาศาล มาต่อเรียงกัน อย่างเช่นรุ่น Summit Everest ต้องใช้แผงวงจรถึงสี่บอร์ดเลยครับ การใช้คาปาซิเตอร์ตัวใหญ่ในเวลามีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านมากๆ มันก็มักจะมาพร้อมกับปัญหาที่เรียกว่า ESR และ ESL หรือว่าความต้านทาน และค่าความจุภายในที่สูงขึ้นครับ และเมื่อมีความต้านทาน กระแสไฟฟ้าจะสั่นสะเทือนทางกายภาพระดับไมโครเกิดขึ้นในตัวอุปกรณ์เอง การใช้คาปาซิเตอร์หลายตัวต่อขนานกันสามารถลด ESR และ ESL ได้ดีกว่าการใช้คาปาซิเตอร์ตัวใหญ่เพียงตัวเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ครอสโอเวอร์ของ Summit Everest ใช้คาปาซิเตอร์จำนวนมากเรียงกันเป็นแนวยาว ไม่ใช่เพราะต้องการเพิ่มจำนวนชิ้นส่วน แต่เพื่อให้วงจรทำงานใกล้เคียงอุดมคติมากที่สุดครับ ต้องขอขอบคุณที่คุณ Matt Dever ช่วยอธิบายเทคนิครายละเอียดต่างๆ ให้เราได้รับทราบถึงความประณีตละเอียดอ่อนสุดยอด ในการออกแบบลำโพงไฮเอ็นด์ Summit Series ของ JBL ที่จัดเป็นผลงานทรงคุณค่าในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่งครับ หมายเหตุ: ลำโพง JBL Summit Everest และ JBL Summit K2 จะมีการวางจำหน่ายทั่วโลกในช่วงปลายปี 2026 ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดผ่านทางตัวแทนจำหน่าย บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร. 0-2256-0020
The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เทคนิคการเซ็ตอัพ และปรับค่าซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง 2 แชนแนล บทความตอนนี้ จะกล่าวถึงหลักปฏิบัติซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผม ในการปรับตำแหน่ง และเซ็ตค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ โดยขอแบ่งแยกรูปแบบตู้ซับดังต่อไปนี้ 1. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกด้านหน้า (ทั้งมีท่อพอร์ต และตู้ปิดทึบ) 2. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง (down firing) 3. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง หรือออกด้านหน้า แต่มีแพสสีพเรดิเอเตอร์ยิงเสียงออกซ้าย-ขวา (two ways) 4. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกสองด้าน (two ways) ด้วยการออกแบบในเทคนิคที่แตกต่างเหล่านี้ การเซ็ตตำแหน่งที่วางตู้ซับ ก็จะต้องหาวิธีมีความเหมาะสม และให้ความลงตัวที่แตกต่างกันไป ตำแหน่งที่ SET UP สำหรับท่านที่ต้องการเซ็ตเอง แบบค่อยๆ เรียนรู้ และหาจุดตำแหน่งที่เหมาะสมคือ ในภาพ FIG 1 เซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา ให้เลือกตำแหน่งในแบบ “โอบล้อมลำโพงหลัก” โดยเลือกในแต่ละทิศทาง ได้ทั้ง หน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา วางห่างลำโพงหลัก ณ. ตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง ให้เป็นเงาซ้อน ห่างลำโพงหลักประมาณ 1 ฟุตขึ้นไป จุดใดเหมาะสมที่สุด เลือกจุดนั้นครับ การเซ็ตแบบนี้ จะยืดหยุ่นได้มากที่สุด และเหมาะกับห้องขนาดเล็ก 12 ตารางเมตร จนถึงห้องขนาด 35-40 ตารางเมตร ในภาพ FIG 2 คือเซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา โดยวางเป็นมุมเฉียง 45 องศา จากลำโพงหลัก ระยะห่างเริ่มที่หนึ่งฟุตเป็นต้นไปเช่นกัน นี่อาจจะเหมาะกับขนาดห้องที่มีบริเวณกว้างลึกเกิน 15-20 ตารางเมตร ขึ้นไป ในภาพ FIG 3 คือการใช้ซับวูฟเฟอร์ตู้เดียว ด้วยการวางตรงกึ่งกลางระหว่างระนาบเดียวกับลำโพงซ้ายขวา โดยถอยหลังลึกเข้าไปจากระนาบ ห่างหรือชิดผนังแค่ไหน ให้เริ่มทดลองดู ขยับทีละตำแหน่ง ทีละเล็กน้อย หาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด การใช้ซับวูฟเฟอร์ตัวเดียวนั้นอาจจะเซ็ตได้ไม่ยากนักก็จริง แต่ทั้งคุณภาพและปริมาณความถี่ต่ำจะต้องเกลี่ยให้กลมกลืนกับระบบซิสเต็มลำโพงหลัก มิฉะนั้นมันจะทำให้เรารู้สึกว่า จุดที่ความถี่ต่ำตกกระทบเป็น “ระดับเสียงดังมากกว่าลำโพงหลัก” นั้น เป็นตัวต้นเหตุทำให้รบกวนความถี่อื่นให้จมหายไป ในกรณีลำโพงซับวูฟเฟอร์ ที่มีการยิงเสียงสองทิศทางไปด้านซ้าย-ขวา หรือซับวูฟเฟอร์ที่ยิงเสียงลงพื้น (down firing) จะทำให้เซ็ตเสียงได้กลมกลืนง่ายกว่า ตู้ซับแบบยิงมาด้านหน้าโดยตรง อีกทั้งจะทำให้เสียงต่ำกินบริเวณกว้างลึกได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากจุดประสงค์ในการเซ็ตอัพ ซับวูฟเฟอร์ ก็คือทำอย่างไรก็ได้ ให้เพิ่มปริมาณ และคุณภาพความถี่ต่ำ “กลมกลืน” ในปริมาณที่ “พอดี” หรือมีสเกลสัดส่วนย่านความถี่ต่ำใกล้เคียงกับความถี่กลางแหลมของลำโพงเมนหลัก ซ้าย ขวา ซับวูฟเฟอร์ ไม่ควรที่จะปรับให้มีปริมาณเสียงดัง ความถี่กระทุ้งกระแทก แล้วระบุจุดตำแหน่งที่ตั้งหรือตัวตนของมันเอง ว่าอยู่ ณ.ตรงจุดใด อันนั้นถือว่าเป็นการเซ็ตอัพที่ไม่ถูกต้อง ต่อจากนี้ คือการปรับค่าหลักๆ 3 ค่าที่สำคัญ ในตู้ซับวูฟเฟอร์ครับ ปุ่มปรับระดับความดัง Level หรือ Volume ปุ่มปรับจุดตัดความถี่ Crossover Network ปุ่มปรับ Phase 0-180 องศา หลักการเบื้องต้นโดยทั่วไปก็คือ จะต้องปรับปุ่มของระดับความดัง Level หรือ Volume ให้อยู่ในระดับ 10.00 ถึง 12:00 น. (กึ่งกลาง) โดยประมาณ เพราะที่ระดับความดังขนาดนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปรับ ลด หรือเพิ่มอีกเล็กน้อย ของระดับเสียงซัพวูฟเฟอร์โดยทั่วไป การปรับระดับความดัง Level หรือ Volume จะต้องทำควบคู่กับจุดตัดความถี่ครอสโอเวอร์เสมอ ให้เลือกจุดตัดความถี่ที่ต่ำที่สุดของซับวูฟเฟอร์ ตู้นั้นๆ เอาไว้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น40 หรือ 50Hz ย่านความถี่จุดตัดยิ่งสูง อัตราเสียงต่ำจะกระแทกกระทั้นมากขึ้น ดังนั้นจงหาจุดที่สมดุลกับความถี่ต่ำของลำโพงเมนหลักให้ได้ แนะนำว่า ไม่ควรจะเลือกตัด ความถี่ครอสโอเวอร์สูงเกิน 100 เฮิร์ตซ์ โดยไม่จำเป็น เพราะส่วนมากแล้วจุดตัดสูงๆ จะทำให้เสียงเบสโด่งนำหน้าความถี่อื่น ความถี่จุดตัดจะต้องปรับคู่กับ Volume อยู่เสมอ และต้องปรับทีละเล็กทีละน้อยอย่างละเอียดที่สุด ก็เพราะว่า ตรงจุดครอสโอเวอร์นี้ จะทำให้รอยเชื่อมต่อของความถี่ต่ำ ระหว่างลำโพงเมนหลัก กับความถี่ต่ำจากตู้ซับวูฟเฟอร์นั้นสามารถกลมกลืนกันได้ เมื่อปรับค่าของซับวูฟเฟอร์ ได้ค่อนข้างกลมกลืนแล้ว (หรือมีปัญหาว่าเบสบางส่วนยังคงเดินช้ากว่าเสียงกลางแหลม) ให้ลองปรับค่าที่ Phase 0-180 ดู เป็นลำดับสุดท้าย ไม่ควรปรับค่าเฟสไปทางเฟสลบ -180 องศา ในระหว่างจูน Volume และ Crossover แต่ให้ปรับดู หลังจากปรับค่าทุกอย่าง และให้เสียงได้ลงตัวแล้ว ปุ่มปรับค่าเฟสนี้ ซับบางตู้ อาจจะเป็นสวิตช์ เลือก บวก 0 และ ลบ 180 องศา แต่ ซับวูฟเฟอร์ราคาสูงๆ มักจะเป็นปุ่มเกนโวลุ่ม ให้เราเลือกค่าเฟสแปรผันไปทีละน้อยได้ ยังมีอีก 2 เทคนิค สำหรับการเสริมตู้ซับเข้าไปในระบบฟังเพลง ซึ่งเป็นวิธีการของงาน Professional เมื่อนานมาแล้ว เหมาะกับห้องฟังเพลงที่มีขนาดใหญ่ และเสียงเบสเบาบางเกินไป ก็สามารถใช้วิธีดังกล่าวนี้ได้ 1. Inverted Stack Cardioid วางตู้ซับวูฟเฟอร์ ซ้อนกันสองถึงสามตู้ต่อแชนแนล อาจจะมีการวางยิงเสียงมาด้านหน้าทุกตู้ หรือสลับบางตู้ยิงมาด้านหน้า บางตู้ยิงไปด้านหลัง แล้วแต่การ คำนวณค่า หรือเซ็ตอัพ จะทำให้ได้มิติของเสียงเบสและความกว้างลึกของเสียงต่ำสมบูรณ์มากขึ้น การวางตู้ทับซ้อนขึ้นไป ช่วยให้เปลืองพื้นที่น้อยที่สุดภายในห้อง สิ่งสำคัญก็คือตู้ซับจะต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้วางซ้อนกันได้ ไม่ควรนำตู้ซับวูฟเฟอร์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการนี้มาวางซ้อนกันนะครับ 2. End Fire Cardioid เป็นอีกเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเทคนิคการวางตู้ซับวูฟเฟอร์ซึ่งในกรณีนี้ มีอยู่หลายวิธี ทั้งการวางตู้หน้า-หลัง ในลักษณะเฟสบวกหรือการวางชิดกันสามตู้ โดยมีการยิงเสียงต่างทิศทางกัน ต้องมีการคำนวณการเว้นระยะห่าง เพื่อการคอนโทรลความถี่ต่ำ อันเนื่องมาจากบางครั้งมีปัญหาการรบกวน มีการเลี้ยวเบนของเสียงต่ำที่กระจัดกระจาย ออกรอบทิศทาง หรือการทับซ้อนกันเองของความถี่ต่ำ ซึ่งวิธีนี้ จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเซ็ตอัพ โดยเฉพาะครับ บทสรุปคือการเล่นเครื่องเสียงย่อมมีหลายวิธีการและการเสริมตู้ซับวูฟเฟอร์เข้าไปนั้น ถ้าเราใช้เทคนิคที่ถูกต้องก็จะทำให้ความถี่ต่ำนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยให้ยึดหลักที่ว่า หากระบบเสียงภายในห้องนั้นยังขาดความสมบูรณ์ที่ความถี่ใดความถี่หนึ่ง เราก็สามารถเสริมเข้าไปได้ โดยคำนึงถึงเรื่องโทนัล บาลานซ์ และสเกลของความถี่เป็นสำคัญครับ
The Light of Audiophile ตอนที่ 6 การเสริมระบบซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง การเสริมซับวูฟเฟอร์ในระบบฟังเพลง 2 แชนแนลนั้น มาจากเหตุผลที่ว่า ถ้าซิสเต็มในระบบฟังเพลงของเรา เสียงต่ำบาง เบสขาดสเกลเสียง อันเนื่องจากความสามารถในการตอบสนองความถี่ของลำโพงเสียงต่ำ Woofer ไปได้ไม่ถึงจริงๆ เพราะขนาดลำโพงเล็กเกินไป เช่น ลำโพงวางขาตั้งที่มีขนาดวูฟเฟอร์ เพียง 4-8 นิ้ว ที่ไม่อาจจะให้ทั้งปริมาณ และคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง (โดยไม่บีบเค้น) นั้นได้ หรือต่อให้เราใช้ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่พอสมควร แต่เนื่องจากขนาดของห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เบสที่ควรจะได้จากลำโพง 2 ตู้ ก็ยังรู้สึกด้อยกว่าเสียงกลางแหลม ไม่สามารถที่จะเซ็ตอัพให้ได้คุณภาพเสียงต่ำที่สมบูรณ์ได้ คำตอบก็อาจจะต้องมาอยู่ที่การเสริม Sub-Woofer ครับ ช่วงปี 2542 ผมได้ให้คำปรึกษาด้านระบบเสียงให้ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งชีวิตส่วนตัวท่าน เป็นคนเล่นเครื่องเสียง ในแบบอนาล็อก ฟังเพลง Classical ที่บรรเลงด้วยวงออเคสตร้าเป็นหลัก ที่สุดท่านได้ตัดสินใจซื้อลำโพงรุ่นท็อป ตู้ขนาดสูงท่วมบ้าน ขนาดวูฟเฟอร์ 12 นิ้ว สองตัวต่อตู้ มาฟังเพลงที่ชื่นชอบ แต่ก็ปรารภกับผมตลอดว่า เสียงของกีต้าร์เบส ดับเบิ้ลเบส กลองทิมปานี ขาดน้ำหนัก เบาบางไป ถ้าฟังในระดับเบาๆ แบบแบ็คกราวนด์มิวสิกนี่แทบไม่เหลือให้สัมผัสอรรถรสดนตรีช่วงความถี่ต่ำเลย ผมตัดสินใจจัดเอา Active Sub-Woofer ที่มีขนาดไดรเวอร์ 12 นิ้ว และ Sub Bass Radiator ขนาด 15 นิ้ว มาเพิ่มสองตู้ ซ้ายขวา โดยหาวิธีต่อจากปรีเอาท์ของปรีแอมป์ชุดที่ 2 และเซ็ตอัพหาความบาลานซ์เพื่อให้เกิดสมดุล ของความถี่ต่ำกับย่านกลางแหลมให้ลงตัว ต้องเข้าใจว่า เกือบสามสิบปีที่แล้ว แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ยังมีความเฉื่อยของเสียงต่ำอยู่บ้าง ไม่เหมือนแอคทีฟซับวูฟเฟอร์สมัยนี้ ที่ดีไซน์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย กรวยลำโพงใช้วัสดุที่ดี ให้การสนองตอบฉับไว เท่าทันความถี่กลางแหลม สำหรับซับแอคทีฟยุคเก่า ผมจึงต้องกำหนดจุดตั้ง และเซ็ตอัพอยู่ 2-3 ครั้ง จึงลงตัวในที่สุด ท่านเจ้าของซิสเต็มบอกว่า ได้เสียงที่ลงตัวประทับใจ ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงในคอนเสิร์ตฮอลล์ จึงมีความสุขมาก ถือว่าแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ มาย้อนดูช่วงเวลาของการออกแบบซับวูฟเฟอร์ ที่น่าสนใจกัน ช่วงปี 1982 บริษัทนิปปอน กักกิ หรือยามาฮ่า ตัดสินใจออกแบบแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ตัวแรก นั่นคือ NS-W1 โดยมีขนาดตู้ 50 ลิตร มีแอมป์ขับในตัว 45 วัตต์โมโน ที่ 6 โอห์ม แม้ไดรเวอร์จะมีขนาดเพียง 10 นิ้ว แต่ดีไซน์เนอร์อธิบายว่า ตัวขับเสียงถูกออกแบบให้ครอบคลุม ตอบสนองความถี่ต่ำเฉพาะ จึงต่างไปจาก Woofer ทั่วไป มีความสามารถแสดงผลความถี่ต่ำลงลึกได้ถึง 20Hz ในเวลาเดียวกันนั้น ทาง Bose และ M&K แห่งอเมริกา เป็นรายแรกๆ ที่ออกแบบลำโพงเมนหลักกลางแหลมแยกส่วนออกจาก Sub-Woofer แบบแพสสีพ ซึ่ง M&K ใช้ชื่อระบบว่า Sub-Satellite เป็นการแก้ปัญหาขาดความถี่ต่ำ ประการหนึ่ง และให้ความสะดวกในการจัดวางภายในห้องขนาดย่อมๆ จากนั้นมีบริษัทเครื่องเสียงบางแห่ง อาทิ Dave Hall เปิดตัว Velodyne Acoustics ในปี 1983 เพื่อเน้นผลิตซับวูฟเฟอร์โดยเฉพาะ เทคโนโลยีล้ำสมัยของ Velodyne คือระบบเซอร์โวคอนโทรล ระบบนี้ จะนำเอาปฏิบัติการดิจิตอลช่วยรายงานจากสถานการณ์ใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยควบคุมมิให้ซับวูฟเฟอร์ส่งเสียงผิดเพี้ยน (Digital High Gain Servo Control) มีระบบอีควอไลเซอร์ EQ Plus ที่จะทำให้สามารถปรับซับวูฟเฟอร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์การใช้งานของแต่ละบุคคล และห้องต่างๆ อย่างเหมาะสม บริษัท Sunfire เคยออกแบบซับวูฟเฟอร์ที่เน้นให้มีขนาดเล็กมากๆ แต่มีพลังขับอย่างชนิดสั่นสะเทือนห้อง ซึ่งในช่วงเวลาขณะนั้น พ่อมดอิเล็คทรอนิกส์ บ๊อบ คาร์เวอร์ มีส่วนในการออกแบบภาคขยายคลาส T ขนาดเล็กแต่กำลังขับสูงที่สุดในโลก บรรจุลงไปในตู้ซับวูฟเฟอร์ บริษัท Rel Acoustics เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่เน้นการผลิตซับวูฟเฟอร์คุณภาพสูง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามที่จะทำให้เสียงต่ำมีมิติที่สมบูรณ์ ในระบบโฮมออดิโอ ย้อนคืนไปสู่รสชาติของการแสดงคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์ บริษัท KEF แห่งอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นบริษัทลำโพงอนุรักษ์นิยม ที่ประสบผลสำเร็จที่สุดในระดับโลกได้ออกแบบแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ออกมาหลายรุ่น อาทิ REFERENCE 8b ที่ใช้ตัวขับ 9 นิ้ว พร้อมแอมป์คลาส D กำลังขับ 500 วัตต์ x 2 ซับวูฟเฟอร์ รุ่น KC62 ที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด รวมถึงรุ่นใหม่ KC92 ที่มีขนาดกลางๆ ตัวขับ9 นิ้วและแอมป์คลาส D 1000 วัตต์!!! ในแง่ของการใช้ Sub-Woofer กับระบบฟังเพลงในบ้าน ผมไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งผิดแปลกพิสดาร หรือย้อนแย้งอะไร ตราบเท่าที่ผู้ฟังยังรู้สึกว่า เสียงต่ำมีสเกลเสียงที่เบาบาง ไม่เต็มที่เหมือนความถี่กลางแหลม เราก็สามารถเพิ่มเข้าไปได้ แต่… ต้องเพิ่ม เสริมลงไปอย่างเหมาะสม และเข้าใจเรื่องของการเซ็ตอัพ สี่ประการ ที่สำคัญยิ่ง คือ 1. สถานที่วาง และจำนวนของตู้ซับวูฟเฟอร์ 2. การปรับค่าจุดตัดครอสโอเวอร์ 3. การปรับระดับความดัง Level 4. การปรับ Phase ในตอนถัดไป The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เราจะมาพิเคราะห์ เรื่องเทคนิคเบื้องต้นในการเซ็ตอัพ ปรับค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์กันครับ