News
JBL BandBox: แอมป์และลำโพงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ล่าสุด

JBL BandBox: แอมป์และลำโพงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ล่าสุด  ด้วยเทคโนโลยีแยกเสียงร้องและเครื่องดนตรี AI BandBox เพื่อนักดนตรีตัวจริง  JBL เขียนตำนานบทใหม่ให้กับวงการดนตรีอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว JBL BandBox แอมป์ซ้อมดนตรีอัจฉริยะและลำโพงพกพาที่ขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยี AI ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ทั้งนักดนตรีมือใหม่และมืออาชีพ JBL BandBox Solo และ JBL BandBox Trio รุ่นใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยี AI แยก เสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีแบบเรียลไทม์พร้อมเสียงคุณภาพตามแบบฉบับของ JBL รวมถึงเอฟเฟกต์และเครื่องมือซ้อมครบครัน ด้วยลำโพงพกพาที่พกไปได้ ทุกที่อย่างอิสระ และฟีเจอร์ระดับมืออาชีพที่ออกแบบมาเพื่อศิลปิน Bandbox ทำให้คุณสามารถซ้อม เล่น และสร้างสรรค์เพลง ได้ทุกที่เมื่อต้องการ  เทคโนโลยีแยกเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีขับเคลื่อนด้วย AI  หัวใจสำคัญของ BandBox คือเทคโนโลยี Stem AI เทคโนโลยีแยกเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีอัจฉริยะ ที่จะทำให้คุณแยก หรือตัดเสียงร้อง เสียงกีตาร์หรือ เสียงกลอง ได้แบบเรียลไทม์จากเพลงใดก็ได้โดยตรงบนอุปกรณ์ ไม่ว่าคุณจะฝึกเล่นเพลงคนเดียว ซ้อมกับเพื่อนๆ หรือสร้างสรรค์ดนตรีจากเพลงโปรด BandBox ช่วยให้คุณสร้าง backing track จากทุกเพลงได้อย่างง่ายดาย ด้วยการแยกเสียงแบบเรียลไทม์ของระบบ AI Stem ทำให้นักดนตรีสามารถจัดการ และปรับแต่งการซ้อมได้อย่างเหนือชั้น มากกว่าการเล่นดนตรีไปพร้อมกับเพลงโปรดของคุณ คือการที่คุณสามารถให้ทุกโน้ตที่ซ้อมเป็นส่วนหนึ่งของมิกซ์พร้อม backing track ที่ใช่มาซัพพอร์ตเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเล่นดนตรีให้มากกว่าที่เคย  พลังเสียงอันโดดเด่นจาก JBL ที่พกพาได้ทุกที่  ด้วยเสียงทรงพลังที่กว้างและสมดุลเต็มอิ่มสำหรับทั้งผู้เล่นและผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นช่วงซ้อมหรือการแสดงจริง JBL BandBox สามารถมอบคุณภาพเสียงที่ครบทุกมิติ ทั้งแหลมใส กลางชัด และเบสที่แน่นลึก เติมเต็มทุกช่วงเวลาการซ้อมของคุณ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่ไหนก็ตาม      ดีไซน์มาเพื่อนักดนตรีตัวจริง: BandBox Solo  JBL BandBox Solo ถูกพัฒนามาสำหรับนักดนตรีที่ต้องการยกระดับการซ้อมให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องสูญเสียคุณภาพเสียงหรือความคิดสร้างสรรค์ของผู้ใช้ถึงแม้ว่า Solo จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มาพร้อมกับฟังก์ชันที่ครบเครื่อง สามารถใช้เชื่อมต่อ เล่น และสร้างสรรค์เสียงดนตรีในแบบฉบับของคุณ ได้อย่างง่ายดาย        JBL Bandbox Solo มาพร้อมกับช่องอินพุตสำหรับกีตาร์หรือไมโครโฟนหนึ่งช่อง ตอบโจทย์มือกีตาร์ นักร้อง นักแต่งเพลง คนที่เล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก หรือสายเล่นดนตรีที่อยากจัดเซ็ตซ้อมแบบมินิมอล ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย เพียงเปิดเพลงโปรดของคุณแล้วใช้ฟังก์ชัน Stem AI ช่วยแยกหรือปรับลดเสียงของ แต่ละองค์ประกอบในเพลงได้ตามต้องการ ตัดเสียงกีตาร์ออก แล้วแสดงฝีมือของคุณไปพร้อมกับเพลงต้นฉบับได้อย่างลงตัว  สนุกกับฟีเจอร์อีกมากมาย ผ่านแอป JBL ONE สามารถปรับแต่งโมเดลให้เข้ากับอารมณ์ของคุณ ทั้งแบบวินเทจและโมเดิร์น พร้อมเพลิดเพลินกับเอฟเฟกต์สุดคลาสสิกอย่าง Phaser, Chorus และ Reverb โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ภายนอกเพิ่มเติม เลือกเสียงจากพรีเซ็ตที่มีให้หรือออกแบบเสียงของคุณเองเพื่อสไตล์ที่ไม่ซ้ำใครได้อย่างง่ายดาย Looper ในตัวช่วยสร้างเลเยอร์จังหวะและโซโล่ได้อย่างมีเอกลักษณ์ ขณะที่ Pitch shifter และ Tuner ทำให้โน๊ตทุกตัวตรงคีย์และจังหวะอย่างแม่นยำ แอปที่ออกแบบอย่างล้ำสมัย  ทุกฟีเจอร์จึงพร้อมใช้งานโดยไม่ต้องมีความรู้เชิงเทคนิคลึก Bandbox Solo คือเพื่อนคู่ใจขนาดพกพาสุดทรงพลังที่พร้อมใช้งานทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าคุณจะซ้อมอยู่ในห้องนอน โรงรถ หรือเขียนเพลงอยู่ที่สวนสาธารณะก็ตาม      รองรับการเล่นเป็นวงและการแสดงสด: BandBox Trio  ในขณะที่ Bandbox Solo สร้างสรรค์มาเพื่อใช้งานส่วนบุคคล BandBox Trio ต่อยอดด้วยการเพิ่มฟีเจอร์สำหรับการใช้งานเป็นกลุ่ม BandBox Trio ประกอบไปด้วยช่องอินพุตสำหรับต่อเครื่องดนตรีสี่ช่อง เหมาะสำหรับการใช้งานภายในวงดนตรีเล็กๆ การเล่นร่วมกัน หรือเล่นเป็นคู่ มิกเซอร์สี่ช่อง ตัวช่วยให้คุณปรับระดับเสียง ปรับโทน และใส่เอฟเฟกต์จากลำโพงได้โดยตรง อำนวยความสะดวกในการใช้งานและปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ  เพียงสับเปลี่ยน Power Packs ก็สามารถยืดเวลาการใช้งานได้ โดย BandBox Trio มาพร้อมแบตเตอรี่ที่สามารถเปลี่ยนได้เหมาะสำหรับการซ้อมหรือเล่นร่วม กันเป็นกลุ่ม นอกจากนี้ยังมาพร้อมปุ่มควบคุมบนตัวเครื่อง ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเสียงได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องพึ่งแอป  เสียงจากผู้บริหาร "JBL BandBox ออกแบบมาด้วยเป้าหมายเดียว นั่นคือการตอบสนองทุกความต้องการของนักดนตรีอย่างแท้จริง และผสานเข้ากับเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด และนี่คือผลลัพธ์! JBL BandBox คือลำโพงตัวแรกในโลกที่มี Stem AI Algorithm อันล้ำสมัยอยู่ภายในตัวเครื่อง เทคโนโลยีนี้สามารถแยกและตัดเสียงร้องหรือเครื่องดนตรีออกจากเพลงใดก็ได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ตหรือ Cloud เลย นี่คือการก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้การซ้อม การพัฒนาฝีมือ และการแจมกับเพื่อนหรือเดี่ยวๆ ง่ายกว่าที่เคยคิดไว้" — เกรซ โก, General Manager and Vice President, Consumer Audio, Harman Asia Pacific ทั้ง JBL BandBox Solo และ JBL BandBox Trio วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  โดย JBL Bandbox Solo ราคา 9,900 บาท และ JBL Bandbox Trio ราคา 26,900 บาท    ฟีเจอร์ของ JBL BandBox Solo:  ● Stem AI แยกเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีจากทุกแหล่งที่มาของเพลงแบบเรียลไทม์  ● คุณภาพเสียงระดับ JBL Sound ที่ทรงพลังด้วยกำลังขับ RMS 18 วัตต์และดอกลำโพงที่ให้เสียงอะคูสติกแบบ full-range  ● เอฟเฟกต์กีตาร์และโมเดลแอมป์  ● เครื่องมือช่วยซ้อมในตัว: Tuner, metronome, looper และ drum machine  ● เชื่อมต่อกับหูฟังแบบสาย ทำให้ฝึกซ้อมได้แบบส่วนตัว  ● สามารถปรับใช้งานฟีเจอร์ซ้อมในตัวได้อย่างครบครัน เทคโนโลยี Stem AI แยกเสียงแบบเรียลไทม์พร้อมการควบคุมเสียงผ่านแอป JBL One application  ● เชื่อมต่อกับ มือถือ และแลปท็อป ผ่านพอร์ต USB-C เพื่ออัดเสียงเข้าสู่โปรแกรมทำเพลงได้โดยตรง  ● จอ LED พิกเซลขนาดใหญ่บนตัวเครื่องสามารถเปิดใช้งาน ช่วยให้ปรับเครื่องมือ โมเดลแอมป์และเอฟเฟกต์ได้อย่างสะดวก  ● สามารถใช้เป็นลำโพงไร้สายเพื่อเพลิดเพลินกับเพลงจากทุกอุปกรณ์ Bluetooth    ฟีเจอร์ของ JBL BandBox Trio:  ● Stem AI แยกเสียง Vocal และเสียงเครื่องดนตรีจากทุกแหล่งที่มาของเพลง แบบเรียลไทม์  ● กำลังขับทรงพลังถึง 135 วัตต์ด้วยคุณภาพเสียงระดับ JBL Sound ที่มาพร้อมกับ ดอกลำโพง woofer 1 ดอก ขนาด 1 x 6.5” และ tweeters ขนาด 2 x 2.5”จำนวน 2 ดอก  ● เอฟเฟกต์กีตาร์และโมเดลแอมป์  ● เอฟเฟกต์ไมโครโฟน พร้อมฟังก์ชัน Reverb และ Delay ในตัว ช่วยให้เสียงร้องออกมามืออาชีพโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม  ● มิกเซอร์ 4 แชนเนลในตัวเครื่อง  ● เครื่องมือช่วยซ้อมในตัว: Tuner, Metronome, Looper และ Drum machine  ● ใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 10 ชั่วโมง พร้อมแบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้  ● หน้าจอและอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ทำให้เข้าถึงการควบคุมได้อย่างทันใจ  ● สามารถปรับใช้งานฟีเจอร์ซ้อมในตัวได้อย่างครบครัน เทคโนโลยี Stem AI แยกเสียงแบบเรียลไทม์พร้อมการควบคุมเสียงผ่านแอป JBL One application  ● เชื่อมต่อกับมือถือ และแลปท็อป ผ่านพอร์ต USB-C เพื่ออัดเสียงเข้าสู่โปรแกรมทำเพลงได้โดยตรง  ● จอ LCD สีขนาดใหญ่ในตัวสามารถเปิดใช้งาน ช่วยให้ปรับเครื่องมือ โมเดลแอมป์และเอฟเฟกต์ได้อย่างสะดวก  ● ยังสามารถใช้เป็น ลำโพง Monitor พร้อมเชื่อมต่อกับลำโพงใดก็ได้เพื่อขยายเสียงได้ตามต้องการ สามารถติดตามข้อมูลของ JBL ทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียได้ที่:  ● เว็บไซต์: JBLThailand.com  ● Facebook: JBLThailand ● Instagram: JBLThailand  ● TikTok: JBLThailand ● แฮชแท็กอย่างเป็นทางการ: #JBL   

โซนี่ไทย ขยายไลน์อัปเกมมิ่งเกียร์ เปิดตัว INZONE H6 Air หูฟัง Open-back รุ่นใหม่

โซนี่ไทย ขยายไลน์อัปเกมมิ่งเกียร์ เปิดตัว INZONE H6 Air หูฟัง Open-back รุ่นใหม่ เจาะกลุ่มเกมเมอร์สาย RPG/Adventure ยกระดับประสบการณ์เสียงสมจริงเสมือนอยู่ในโลกเกม  (กรุงเทพฯ, 5 พฤษภาคม 2569) – บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้าขยายไลน์อัปอุปกรณ์เกมมิ่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุด “INZONE H6 Air” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เกมเมอร์ยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือระดับยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมประสบการณ์เสียงที่สมจริงและโอบล้อมรอบทิศทาง ด้วยโครงสร้างแบบ Open-back ผสานไดรเวอร์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะรุ่น ช่วยให้ถ่ายทอดรายละเอียดเสียงได้อย่างมีมิติสมจริง พร้อมให้เสียงเบสที่ลึกและหนักแน่น INZONE H6 Air – เสียงคมชัด สมจริง ยกระดับทุกประสบการณ์การเล่นเกม INZONE H6 Air มาพร้อมโครงสร้างแบบ Open-back ที่ช่วยสร้างมิติเสียงเสมือนจริงแบบรอบทิศทาง ให้ผู้ใช้งานรู้สึกราวกับอยู่ภายในโลกของเกมอย่างแท้จริง ด้วยโครงสร้างแบบ Open-back ที่เปิดโล่งด้านหลังหูฟังช่วยลดการสะท้อนของเสียงภายใน จึงสามารถถ่ายทอดซาวด์สเตจได้อย่างเที่ยงตรงตามที่ผู้พัฒนาเกมตั้งใจ อีกทั้งยังมาพร้อมไดรเวอร์ที่ได้รับการปรับจูนอย่างละเอียด โดยพัฒนาบนพื้นฐานเทคโนโลยีเดียวกับหูฟังสตูดิโอระดับมืออาชีพแบบ Open-back ของโซนี่อย่าง MDR-MV1 และปรับแต่งไดรเวอร์เป็นพิเศษสำหรับหูฟังเกมมิ่งรุ่นนี้โดยเฉพาะ เสริมด้วยการออกแบบช่องระบายอากาศด้านหลังของไดรเวอร์ ช่วยให้เสียงเบสมีความลึก แน่น และควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคงความชัดเจนของย่านเสียงกลางและเสียงต่ำ เพื่อมอบประสบการณ์เสียงที่สมจริงและดื่มด่ำยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับเกมที่มีรายละเอียดเสียงซับซ้อน     INZONE H6 Air ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยวัสดุอะลูมิเนียมคุณภาพสูง ช่วยให้ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาเพียง 199 กรัม (ไม่รวมไมโครโฟนแบบถอดได้และสายเชื่อมต่อ) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหูฟังเกมมิ่งที่เบาที่สุดจากโซนี่ มาพร้อมดีไซน์แถบคาดศีรษะแบบสปริงฮินจ์ (Spring hinge) เช่นเดียวกับรุ่น INZONE H9 II ที่ช่วยให้ตัวหูฟังมีขนาดกะทัดรัด และมอบความกระชับสบายในการสวมใส่ได้อย่างลงตัว ด้วยโครงสร้างน้ำหนักเบาและดีไซน์เฉพาะตัว ทำให้ INZONE H6 Air เหมาะสำหรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน รองรับทุกเซสชันการเล่นเกมได้อย่างมั่นใจ INZONE H6 Air ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยวัสดุอะลูมิเนียมคุณภาพสูง ช่วยให้ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาเพียง 199 กรัม (ไม่รวมไมโครโฟนแบบถอดได้และสายเชื่อมต่อ) จัดเป็นหนึ่งในหูฟังเกมมิ่งที่มีน้ำหนักเบาที่สุดจากโซนี่ มาพร้อมดีไซน์แถบคาดศีรษะแบบสปริงฮินจ์ (Spring Hinge) ซึ่งเป็นผ้ายืดหยุ่นได้ เช่นเดียวกับรุ่น INZONE H9 II ช่วยให้ตัวหูฟังมีขนาดกะทัดรัด และมอบความกระชับสบายในการสวมใส่ได้อย่างลงตัว ด้วยโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาผสานกับดีไซน์เฉพาะตัว ทำให้ INZONE H6 Air เหมาะสำหรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน รองรับทุกเซสชันการเล่นเกมได้อย่างมั่นใจ โซนี่ได้ร่วมพัฒนาประสบการณ์เสียงร่วมกับทีมซาวด์ดีไซเนอร์จาก PlayStation Studios ภายใต้ Sony Interactive Entertainment ผู้สร้างสรรค์งานออกแบบเสียงสำหรับเกม PlayStation โดยได้ออกแบบโปรไฟล์เสียง “RPG/Adventure” ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อรองรับเกมแนว RPG และ Adventure ให้สามารถถ่ายทอดมิติของเสียงได้อย่างสมจริง เสมือนอยู่ในสตูดิโอบันทึกเสียงระดับมืออาชีพ พร้อมมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ช่วยให้ผู้ใช้งานอินไปกับโลกของตัวละครได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ดังกล่าวผ่านการเชื่อมต่อกับ INZONE Hub ด้วย USB-C Audio Box ซึ่งรองรับระบบเสียงรอบทิศทางเสมือนจริงแบบ 7.1 แชนแนล ควบคู่กับเทคโนโลยี 360 Spatial Sound for Gaming เพื่อยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมให้สมจริงและเหนือชั้นในทุกมิติของเสียง นอกจากนี้ INZONE H6 Air ยังมาพร้อมไมโครโฟนแบบคาร์ดิออยด์ (Cardioid) ที่สามารถปรับระดับได้ ช่วยถ่ายทอดเสียงพูดได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรมชาติ โดยไมโครโฟนแบบบูมถูกออกแบบให้โฟกัสเฉพาะเสียงของผู้ใช้งาน และจัดวางในมุมที่เหมาะสมกับตำแหน่งปาก เพื่อลดเสียงรบกวนจากด้านข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งก้านไมโครโฟนยังมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับตำแหน่งได้ตามต้องการ พร้อมคงรูปได้อย่างมั่นคงตลอดการใช้งาน ช่วยให้การสื่อสารภายในเกมมีความคมชัดและต่อเนื่องยิ่งขึ้น     INZONE Buds สีใหม่ล่าสุด Glass Purple โซนี่เปิดตัว INZONE Buds หูฟังเกมมิ่งทรูไวร์เลสตัดเสียงรบกวนรุ่นใหม่ล่าสุด ในเฉดสีพิเศษ “Glass Purple” ที่มาพร้อมดีไซน์ใสอันโดดเด่น สะท้อนสไตล์ที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมเติมเต็มไลน์อัปสีให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยมีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว และสีม่วงใส Glass Purple เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกสไตล์ที่ใช่ และถ่ายทอดตัวตนได้อย่างลงตัวในทุกการเล่นเกม  กำหนดการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่จาก INZONE เตรียมพบกับไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจาก INZONE ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เกมเมอร์ยุคใหม่ พร้อมยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมในทุกมิติ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป • INZONE H6 Air – หูฟังเกมมิ่งดีไซน์ Open-back มอบประสบการณ์เสียงสมจริงแบบรอบทิศทาง น้ำหนักเบาเพียง 199 กรัม รองรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน ราคา 6,490 บาท • INZONE Buds สี Glass Purple – หูฟังเกมมิ่งทรูไวร์เลส มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน และดีไซน์โปร่งแสงสีม่วงอันโดดเด่น ราคา 7,990 บาท ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.sony.co.th พร้อมสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยีเกมมิ่งจากโซนี่ได้ที่ Sony Store ทุกสาขา, Sony Center และร้านผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งทั่วประเทศ  

เอปสันจัดหนัก Back to School ขนพรินเตอร์-โปรแรง บุกสยามสแควร์

เอปสันจัดหนัก Back to School ขนพรินเตอร์-โปรแรง บุกสยามสแควร์ เอปสัน ประเทศไทย เดินหน้ากระตุ้นตลาดช่วงเปิดภาคเรียน เปิดแคมเปญ “Epson Back to School” อัดโปรทั้งลดทั้งแถม เอาใจนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง ด้วยไลน์อัพเครื่องพิมพ์ Epson EcoTank รุ่นยอดนิยมที่โดดเด่นด้านความประหยัดหมึก รองรับการพิมพ์ปริมาณมาก ครบทั้งพิมพ์ สแกน และถ่ายเอกสาร  เริ่มตั้งแต่วันที่ 1–31 พฤษภาคม 2569 เมื่อซื้อสินค้าที่ร้านค้าที่ร่วมรายการ โดยรุ่นไฮไลต์ อาทิ L3210 ราคา 4,090 บาท, L3250 ราคา 4,590 บาท, L3550 ราคา 5,490 บาท, L4360 ราคา 6,590 บาท และ L5290 ราคา 8,290 บาท พร้อมรับบัตรกำนัลสูงสุด 500 บาท ตอบโจทย์ทั้งการเรียน การทำรายงาน และงานสร้างสรรค์ได้อย่างคุ้มค่า ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่บูธกิจกรรม Epson Back to School ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคมนี้ ณ สยามสแควร์ ซอย 3 ชวนวัยเรียนมาลองของจริงผ่านโซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ ผ่าน Epson Line Print พร้อมกรอบภาพสุดน่ารัก กิจกรรมถ่ายภาพจาก Epson SureLab การออกแบบสติกเกอร์ในสไตล์ของตัวเองด้วย Epson LabelWorks รวมถึงกิจกรรมตรวจสอบหมึกแท้ผ่าน Hologram ที่ผสานความสนุกและความรู้เข้าไว้ด้วยกัน โดยผู้เข้าร่วมงานยังสามารถรับสิทธิพิเศษเฉพาะในงาน ผ่าน Epson Official Store ทั้งโค้ดส่วนลดและของสมนาคุณสุดคุ้มเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น  นอกจากนี้ เอปสันยังนำเสนอแนวคิดด้านความยั่งยืนผ่าน Epson EcoWaste ที่นำขวดหมึกใช้แล้วกลับมารีไซเคิลเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้เพื่อส่งต่อให้โรงเรียน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการลดขยะและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการนำเสนอเทคโนโลยี Heat-Free ในกลุ่มเครื่องพิมพ์ Epson WorkForce และ EcoTank M-Series ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ลดค่าไฟ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม     

ร่วมสัมผัส “Journey of Living” ประสบการณ์ภาพและเสียง ที่งานสถาปนิก’69

ร่วมสัมผัส “Journey of Living” ประสบการณ์ภาพและเสียง ที่งานสถาปนิก’69   ฉลองเส้นทาง 55 ปี กับ Installation Art  และนวัตกรรมที่โอบล้อมคุณไว้ในทุกมิติ ในโอกาสครบรอบ 55 ปีของการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมโซลูชันภาพ เสียง และเทคโนโลยีการอยู่อาศัย บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสแนวคิด “Journey of Living” ภายในงาน สถาปนิก’69 (Architect Expo 2026) ที่ตั้งใจนำเสนอความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ให้ผสานเข้ากับงานดีไซน์อย่างลงตัว เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับสถาปนิก นักออกแบบ และคนรักบ้าน ผ่านนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ สัมผัสการเดินทางผ่านงานศิลปะและเทคโนโลยี (Experience the Journey) ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดสำหรับปีนี้คือการจัดแสดง Installation Art ที่ถ่ายทอดเรื่องราวตลอด 5 ทศวรรษผ่าน “ปลายนิ้วสัมผัส 55 รูปแบบ” ระบบอินเทอร์แอคทีฟที่เชื่อมต่อการรับรู้เข้ากับเทคโนโลยี “Immersive Sound” มอบประสบการณ์เสียงรอบทิศทางที่จะโอบล้อมคุณไว้ทุกมิติ สะท้อนให้เห็นถึง พลังของนวัตกรรมที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของงานสถาปัตยกรรม และยกระดับ อารมณ์ความรู้สึกได้อย่าง สมบูรณ์แบบ โซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยและธุรกิจที่ครบวงจร (Total Solutions) ภายในพื้นที่จัดแสดง เราได้คัดสรรเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ทั้งเพื่อการพักผ่อน และการทำงาน ● Smart Living & Garden Speakers: ระบบเสียงระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาให้กลมกลืนกับพื้นที่พักผ่อน ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ● Air Conditioners Solutions: นวัตกรรมระบบปรับอากาศที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ ความสบาย พร้อมการประหยัดพลังงาน ● Smart Commercial & Conference: โซลูชันอัจฉริยะเพื่อการทำงานยุคใหม่ เพื่อการเชื่อมต่อ ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เรายังมีทีมงานมืออาชีพพร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก เพื่อช่วยสนับสนุนสถาปนิก และนักออกแบบ ในการค้นหาโซลูชันที่เหมาะสมกับทุกบริบทของโครงการ ให้เทคโนโลยีและดีไซน์ ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มาร่วมค้นพบแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตที่ลงตัวไปพร้อมกับเราได้ที่: วันที่: 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 | เวลา: 10.00 น. – 20.00 น. สถานที่: ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3, อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตำแหน่งบูธ: L102 (ทางเข้าประตู 3) ติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ Facebook Page : MahajakPro และ MahajakLiving    

Review
Marantz SACD 30n หนึ่งเดียวพร้อมสรรพ สำหรับการเล่นแผ่นและสตรีมมิ่งที่เป็นเลิศ

Marantz SACD 30n  หนึ่งเดียวพร้อมสรรพ สำหรับการเล่นแผ่นและสตรีมมิ่งที่เป็นเลิศ ผมไม่ได้จับต้องผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงของ Marantz ในระดับไฮเอ็นด์มานานพอสมควร ยิ่งหลังจากคุณเคน อิชิวาตะ อำลาจากวงการไปแล้ว ความรู้สึกเราคือเหมือนกับมีความชะงักงันอยู่ช่วงหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในทิศทางของผลิตภัณฑ์ แต่การปรากฏตัวของซีรีส์ 30n ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ รวมทั้งไอเดียใหม่ที่ทีมวิศวกรนำเสนอได้อย่างไม่ซ้ำแบบใครอีกต่างหาก ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันคือ Marantz ปรับฐานการออกแบบและการผลิตขึ้นไปอยู่ในสองตลาดหลักคือ ไฮเอ็นด์และมิดเอ็นด์ระดับบน โดยไม่ลงมาในตลาดเครื่องเสียง Entry Level อีกต่อไป เป็นการเลือกตำแหน่งของผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีเฉพาะตัวอย่างเพียบพร้อม     Marantz SACD 30n ถูกออกแบบมาใน Marantz 30 Series ซึ่งเป็นซีรีส์เครื่องเสียงระดับพรีเมียม และมีแอมปลิไฟร์เออร์หลอดกึ่งอนาล็อกระดับไฮเอ็นด์อย่าง Marantz MODEL 30 เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมาคู่กันโดยเฉพาะ การจับคู่ของผลิตภัณฑ์ทั้งสองชิ้นนี้มีความโดดเด่นดังนี้ ทั้งสองเครื่องดีไซน์มาในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก เพื่อให้วางคู่กันได้อย่างสวยงามลงตัว มีรีโมตคอนโทรลชุดเดียวกันที่ควบคุมได้ทั้งสองเครื่อง แต่มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน ตัว SACD 30n จะรับหน้าที่จัดการเรื่องสัญญาณดิจิทัลทั้งหมด เช่นเล่นแผ่น SACD, CD และสตรีมมิ่งผ่าน HEOS ส่วน MODEL 30 จะแยกไปทำหน้าที่ขยายสัญญาณอนาล็อกบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว (Integrated Amplifier) เพื่อลดสัญญาณรบกวนระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุด  แต่เราสามารถซื้อ SACD 30n แยกมาใช้งานกับแอมปลิไฟร์ทั่วไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งในครั้งนี้ผมได้รับเครื่อง Marantz SACD 30n มาทดสอบแบบเดี่ยว และนำไปจับคู่กับอินทิเกรเต็ดแอมป์หลายเครื่องด้วยกัน เครื่องเล่น SACD/CD และ Network Audio Player ที่ผสานความสามารถของการเล่นแผ่นและการสตรีมเพลงคุณภาพสูงไว้ในเครื่องเดียว รองรับการเล่น SACD/CD พร้อมโหมด USB-DAC ที่รองรับสัญญาณ PCM สูงสุด 384kHz/32-bit และ DSD256 (11.2MHz) ผ่านพอร์ต USB-B ตัวเครื่องรองรับระบบสตรีมมิ่งผ่าน HEOS Built-in พร้อม AirPlay 2, Spotify Connect, Amazon Music HD และ TIDAL รวมถึงรองรับไฟล์เพลง Hi-Res ทั้ง FLAC, WAV, ALAC และ DSD ผ่านระบบเครือข่ายและ USB Storage ภายในใช้เทคโนโลยี Marantz Musical Mastering (MMM) ซึ่งประกอบด้วยระบบ MMM-Stream และ MMM-Conversion ที่พัฒนาโดย Marantz เพื่อมอบคุณภาพเสียงที่ละเอียด เป็นธรรมชาติ และมีความลื่นไหลในแบบอนาล็อก     นอกจากนี้ยังมีภาคขยายหูฟังคุณภาพสูงที่สามารถปรับ Gain ได้หลายระดับ พร้อมเอาต์พุต RCA ทั้งแบบ Fixed และ Variable รองรับการควบคุมผ่านรีโมต แอปพลิเคชันบนมือถือ และระบบสั่งงานด้วยเสียงอีกด้วย โครงสร้างตัวเครื่องแบบหลายชั้นมีความแข็งแรงและออกแบบเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนอย่างจริงจัง โดยจุดเด่นสำคัญของภาคทรานสปอร์ต คือการใช้กลไกอ่านแผ่น SACDM-3L Transport Mechanism ซึ่ง Marantz พัฒนาขึ้นเองสำหรับการเล่นแผ่น SACD และ CD โดยเฉพาะ รวมถึงรองรับการอ่านไฟล์เพลง Hi-Res จากแผ่น DVD-ROM ได้อีกด้วย กลไก SACDM-3L ถือเป็นหัวใจสำคัญของเครื่องเล่น SACD รุ่นใหม่ของ Marantz เพราะไม่ได้ใช้ชุดขับ OEM ทั่วไปเหมือนเครื่องเล่น CD ในตลาด แต่เป็นระบบที่ออกแบบขึ้นใหม่เพื่อเน้นความแม่นยำในการอ่านข้อมูล ลดการสั่นสะเทือน และลดสัญญาณรบกวนทั้งทางกลและทางไฟฟ้า ระบบกลไกถูกออกแบบให้การหมุนแผ่นมีความนิ่งและเที่ยงตรง พร้อมระบบ Servo ควบคุมการทำงานของ Pickup Laser อย่างแม่นยำ ช่วยลด Jitter และลดภาระของระบบแก้ไขข้อผิดพลาด (Error Correction) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพสัญญาณดิจิทัลก่อนเข้าสู่ภาค DAC Marantz ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมแรงสั่นสะเทือนหรือ Resonance Control โดยใช้โครงสร้างโลหะความแข็งแรงสูง ฐานอลูมิเนียมแบบ Extruded และการยึดแชสซีหลายชั้น เพื่อลดแรงสั่นจากการหมุนแผ่นและแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก ส่งผลให้เลเซอร์อ่านข้อมูลได้แม่นยำขึ้น ระบบ Servo ทำงานน้อยลง และช่วยให้จังหวะเวลาของข้อมูลดิจิทัลมีความนิ่งมากขึ้น     นอกจากนี้ Marantz SACD 30n ยังออกแบบวงจร Pickup, Servo และ Decode ให้มีระยะทางสัญญาณสั้นที่สุด เพื่อลดสัญญาณรบกวน EMI/RFI และลดการสูญเสียของสัญญาณในภาคดิจิทัล แนวคิดทั้งหมดนี้สะท้อนปรัชญาของ Marantz ที่เชื่อว่า แม้ข้อมูลดิจิทัลจะมีความถูกต้องเหมือนกัน แต่การลดแรงสั่นสะเทือน ลดภาระของ Servo และลดสัญญาณรบกวนภายในเครื่อง ย่อมมีผลต่อคุณภาพเสียงโดยรวมได้อย่างชัดเจน จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบภาคทรานสปอร์ตตั้งแต่ต้นทางอย่างพิถีพิถัน ความสำคัญในภาค DAC นั้นก็คือ Marantz ได้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะของตนเองที่เรียกว่า Marantz Musical Mastering หรือ MMM ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ SACD 30n โดยแตกต่างจากเครื่องเล่นทั่วไปที่นิยมใช้ DAC Chip สำเร็จรูปจากผู้ผลิตภายนอก ผมขอขยายความว่า สำหรับ Marantz Musical Mastering (MMM) ที่ไม่ใช่ “DAC Chip” โดยตรง แต่นี่คือระบบโครงสร้างวิศวกรรมแปลงรหัสดิจิทัลเป็นอนาล็อกทั้งชุดของ Marantz กล่าวคือ MMM คือระบบภาค DAC ทั้งแนวคิด ไม่ใช่แค่ชิป DAC ตัวเดียวครับ โดยระบบ MMM ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ MMM-Stream และ MMM-Conversion ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพเสียงดิจิทัลให้มีความเป็นธรรมชาติและมีความลื่นไหลแบบอนาล็อกมากยิ่งขึ้น MMM-Stream ในทางเทคนิคทำหน้าที่เป็น Digital Engine สำหรับการ Upsampling, Oversampling, Digital Filtering รวมถึง Noise Shaping และ Delta-Sigma Modulation โดยจะทำการแปลงสัญญาณ PCM ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น FLAC, WAV, DXD หรือแม้แต่สัญญาณจากแผ่น CD 44.1kHz ให้กลายเป็นสัญญาณ DSD 11.2MHz / 1-bit ทั้งหมดก่อนส่งต่อไปยังภาคแปลงสัญญาณอนาล็อก จากนั้น MMM-Conversion ซึ่งเป็นระบบ Discrete D/A Conversion แบบเฉพาะตัวของ Marantz จะรับสัญญาณ DSD 1-bit แล้วแปลงเป็นสัญญาณอนาล็อกโดยตรง ผ่านวงจร Analog Filter ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อลดความซับซ้อนของภาค DAC และรักษาความแม่นยำของสัญญาณให้มากที่สุด แนวคิดสำคัญของ Marantz คือ แทนที่จะใช้ DAC Chip สำเร็จรูปอย่าง ESS, AKM หรือ Burr-Brown บริษัทเลือกพัฒนาอัลกอริทึมและระบบแปลงสัญญาณขึ้นเองทั้งหมด เพื่อควบคุมบุคลิกเสียงให้เป็นไปตามแนวทางของ Marantz โดยเฉพาะ ผลลัพธ์ที่ได้จากเทคโนโลยี Marantz Musical Mastering คือเสียงที่มีความสมูท ลื่นไหล เป็นธรรมชาติ ให้บรรยากาศและฮาร์โมนิกของดนตรีได้อย่างสมจริง เวทีเสียงมีความนิ่ง รายละเอียดเสียงครบถ้วน พร้อมทั้งลดความแข็งกระด้างแบบดิจิทัลลงอย่างชัดเจน จึงให้ทั้งรายละเอียด ไดนามิก และความเป็นดนตรีในระดับสูง สำหรับผมแล้ว การได้เห็นหน้าตารุ่นใหม่ซึ่งออกแบบดีไซน์เสมือนมีหน้ากากดิสเพลย์สองชั้นซ้อนกันอยู่ แรกๆ ก็ดูแปลกตาไปมากทีเดียวเมื่อเทียบเคียงกับ Marantz ดั้งเดิม แต่ก็เป็นความเก๋ไก๋ดูมีความวินเทจซ่อนอยู่ในมารานทซ์ ผสานเข้ากับความล้ำสมัยในดิสเพลย์ยุคใหม่อย่างลงตัว     Test Report ในการทดสอบครั้งนี้ ผมแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการทำงานในระบบเพลย์เยอร์ และความสามารถของอินพุตภาค DAC ที่จะรับสัญญาณขาเข้าทั้งสองรูปแบบคือโคแอคเชียลและออพติคัล และส่วนที่สองคือการทำงานในรูปแบบของ Streaming Player ซึ่งก็จะใช้คุณสมบัติทางด้านเน็ตเวิร์ค LAN เป็นพื้นฐาน โดยการโหลดแอพของ Heos มาใช้งานผ่าน iOS ที่ผมมีแอคเคาท์อยู่  การลงทะเบียนผ่านระบบ Heos นี้จะไม่ยุ่งยากอะไร โดยทำการผ่านอีเมล์ที่เราจะต้องไปครีเอทแอคเคาท์ขึ้นมาให้เป็นที่ยอมรับของระบบ Heos ก็ใช้เวลาไม่กี่นาทีครับ บทสรุปของเครื่องเพลย์เยอร์รุ่นนี้คือ ออกแบบให้เป็น “The Complete Digital Music Player” รวมความสามารถของเครื่องเล่น SACD/CD, Network Streamer, USB DAC และ Headphone Amplifier คุณภาพสูงไว้ในเครื่องเดียว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงที่ต้องการทั้งความสะดวกและคุณภาพเสียงระดับไฮเอ็นด์ ซึ่งยอมรับว่าผมก็เพิ่งมีประสบการณ์ครั้งแรกกับมารานทซ์ ที่ให้เราได้เล่นทั้งภาคเพลย์เยอร์และสตรีมมิ่งในเครื่องเดียวกัน การสนองตอบไฟล์สัญญาณ PCM ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น FLAC, WAV, DXD รวมทั้งสัญญาณจากแผ่น CD 44.1kHz ให้กลายเป็นสัญญาณ DSD 11.2MHz / 1-bit เริ่มแรกก่อนวางจำหน่าย ผมก็แปลกใจเหมือนกันที่อ่านข้อมูลพบว่า เครื่องไม่สามารถเล่นไฟล์ AIFF ได้ และไม่มีบริการสตรีมมิ่งที่ผมชื่นชอบอย่าง Qobuz   แต่ในปัจจุบันน่าดีใจครับ เมื่อเครื่อง Marantz SACD 30n ที่วางตลาดจริงมีการอัพเฟิร์มแวร์แล้ว จึงครอบคลุมไฟล์ AIFF และใช้ Qobuz ได้ครบถ้วน ไม่ต้องกังวลและตราบเท่าที่ได้ต่อระบบอินเทอร์เน็ตไว้กับเครื่อง การอัพเฟิร์มแวร์ต่างๆ ก็จะมีการอัพโดยอัตโนมัติในอนาคตครับ เครื่องเล่น SACD 30n พร้อมใช้งานกับ Amazon Music, Spotify, Deezer, Tidal และแม้แต่ Soundcloud ซึ่งถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากในด้านการเชื่อมต่อไร้สาย รองรับ Airplay 2 และ Bluetooth และการใช้งานร่วมกับ Google Home บ่งชี้ว่าน่าจะสามารถส่งสัญญาณไปยังแอปพลิเคชันใดๆ ก็ได้ที่มีฟังก์ชันนี้ รวมถึง Qobuz ด้วย นอกจากนี้ยังใช้งานร่วมกับ Alexa ได้ ดังนั้นหากคุณต้องการพูด มันก็พร้อมจะรับฟัง  ดิสเพลย์หน้าเครื่องครอบคลุมการใช้งานครบถ้วนดี มีตัวเลือกการตั้งค่าต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ครบถ้วน รวมถึงการปรับความสว่างของไฟรอบแผงด้านหน้า โดยหน้าจอจะหรี่ลงด้วยรีโมต ส่วนการเลือกตัวกรองดิจิทัล ซึ่ง SACD 30n มีให้เลือกสองแบบ อาจจะน่าเสียดายนิดนึงที่ผมไม่มีโอกาสจับคู่ SACD 30n กับอินทิเกรเต็ด Marantz MODEL 30 ซึ่งน่าจะได้ประสบการณ์ที่สนุกยิ่งขึ้นครับ     การออกแบบ SACD 30n ถือได้ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระดับหนึ่ง โดยเครื่องจะทำการปิดตัวเองโดยอัตโนมัติหลังจากไม่ได้ใช้งานครึ่งชั่วโมง อาจไม่ใช่คุณสมบัติที่เน้นคุณภาพเสียงอื่นๆ เพิ่มเติม แต่ก็เป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์มากในยุคที่พลังงานขาดแคลน และราคาค่าไฟฟ้าสูง นอกจากนี้ยังมีการแจ้งเตือนเมื่อเครื่องกำลังจะเข้าสู่โหมดสแตนด์บาย หากคุณไม่ได้หรี่แสงหน้าจอจนมืดสนิท ผมเริ่มการทดสอบในภาคเล่นแผ่นของเครื่องเล่น SACD 30n โดยเล่นจากแผ่น SACD และ CD ทั่วไป รวมทั้งรูปแบบต่างๆ ที่บรรดาผู้ผลิตแผ่น ต่างพยายามสนองตอบนักเล่นระดับออดิโอไฟล์เช่น HQCD, XRCD ที่เป็นกระบวนการขั้นตอนมาสเตอริ่ง ซึ่งสามารถอ่านแผ่นและ Play ได้แม่นยำ แสดงผลบนจอหน้าปัดดิสเพลย์สะอาดตา ทั้งแทร็กซ์ เวลา ครบถ้วน  ส่วนกรณีแผ่น MQA-CD นั้นเครื่องจะไม่รองรับการถอดรหัส MQA เพราะ SACD 30n จะมองเห็นแผ่น MQA เป็นแผ่น CD ธรรมดา แต่เมื่อนำเอาแผ่นประเภทนี้มาเล่นใน SACD 30n ระบบเครื่องจะดึงไฟล์ข้อมูล 44.1 KHz ไปแปลงเป็น DSD 11.2MHz / 1-bit ก่อนแปลงเป็นอนาล็อกที่ให้คุณภาพเสียงรายละเอียดสูงมาก อาจจะทำให้เสียงดีกว่า การถอดรหัสระบบ MQA ด้วยซ้ำไป  เพราะเท่าที่ฟัง MQA-CD หลายแผ่นใน SACD 30n เสียงอิ่มสะอาดละเมียดละไมมากๆ เรียกว่าดีกว่าที่เคยฟังแผ่นนั้นๆ มาโดยตลอดเลยก็ว่าได้ ส่วนแผ่น CD ทั่วไปที่ผมเคยฟังมาแล้วบ่อยๆ ในแง่ของรายละเอียดถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา ที่คุณจะได้ยินรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จากแผ่นเดิมที่คุณเคยฟังเพิ่มมากขึ้นถึงขนาดนี้ ในช่วงเสียงกลางขึ้นไปจนถึงปลายสุดความถี่แหลม กระบวนการอัพสเกลข้อมูลเดิมแบบ PCM ให้เป็น DSD แล้วจึงถอดรหัสเสียงด้วย DAC ในเครื่อง SACD 30n จึงมีนัยยะสำคัญในการเก็บ ยกระดับ ถอดรหัสให้เราได้ฟัง ด้วยความเชื่อมั่นของมารานทซ์ว่า วิศวกรรมเสียง DSD มีประโยชน์เป็นที่สุดของเส้นทางนี้  ส่วนการใช้งานทั่วไป ระบบกลไกเข้า-ออกแผ่นสมูทดี มีความสามารถอ่านแผ่นที่รวดเร็ว รวมทั้งการอ่านแผ่น SACD ประเภทไฮบริดที่มีข้อมูล 2 ชั้น ตัวเครื่องจะเลือกอ่านชั้นข้อมูลของ SACD ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีรายละเอียดมากกว่า CD ก่อน เข้าใจว่าเครื่องจะยึดลำดับความสำคัญทางด้านคุณภาพข้อมูลที่ดี และละเอียดกว่านั่นเอง ในขณะที่เครื่อง SACD บางเครื่องที่ผมเคยทดสอบ เมื่อใส่แผ่น SACD Hybrid เข้าไปมักจะอ่านชั้นข้อมูล CD ก่อน ถ้าเราต้องการจะเพลย์แบ็คชั้นข้อมูล SACD จะต้องกดปุ่มเลือกที่หน้าเครื่องอีกรอบ  ในขณะที่ Marantz SACD 30n เลือกอ่านข้อมูล SACD เป็นลำดับแรกโดยอัตโนมัติ นี่คือความฉลาดของเครื่อง ที่ต้องการให้เราเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพสูงสุดเป็นลำดับแรก ส่วนถ้าอยากจะลองฟังชั้นข้อมูลของซีดี ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน คุณภาพและน้ำเสียงจากการเล่นแผ่น SACD ที่ผมมีเก็บไว้นับร้อยแผ่นนั้นโดดเด่นในเรื่องการให้ความสะอาด รายละเอียดสูงเยี่ยมครับ คือเป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องยอมรับว่าการบันทึกสัญญาณในระดับ DSD นั้น มีคุณภาพสูงยอดเยี่ยมจริงๆ เข้าถึงทุกรายละเอียดระยิบระยับ หยุมหยิม ครบถ้วน เราสามารถพบความแตกต่างจากดีเทลในอัลบั้มในสตรีมมิ่งในระดับที่สัมผัสได้ครับ     ความลึกซึ้งที่ SACD 30n ส่งผ่านออกมาแรกสุดคือ การดึงดูดใจเราให้เข้าถึงน้ำเสียงที่อิ่มเอิบ เป็นธรรมชาติสูงสุดของเสียงร้องและดนตรีแบ็กอัพในแนวออเคสตร้า ที่ทำให้ผมเพลิดเพลินและฟังได้อย่างยาวนานครบทุกเพลงในอัลบั้ม ใช่ครับ ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์บ่อยนัก ในการทดสอบคุณภาพเสียงแล้วจะทำให้เราลงลึกไปในมนต์เสน่ห์ของเสียงถึงขนาดนี้ (What s New : Linda Ronstadt The Nelson Riddle Orchestra : SACD CD Hybrid) ในใจต้องนึกว่าโชคดีเหลือเกินที่เรายังสะสมแผ่นเหล่านี้เอาไว้ครับ ในแง่ของบุคลิกเสียงหรือคาแรกเตอร์นั้น ผมชื่นชอบในเรื่องของความละเมียดละไม ให้เสียงกลางที่สวยงาม และความอบอุ่นของเสียงต่ำลึกๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Marantz จริงๆ คือชัดแต่ไร้สากเสี้ยนใดๆ เต็มไปด้วยพลังรุกเร้าจริงจัง และไดนามิคเร้นจ์กว้างลึกสุดๆ เลยทีเดียว (Erich Kunzel/Cincinnati Pops Orch. Masters and Commanders: CD) ความอิ่มเอิบที่คุ้นเคยและถือเป็นสุดยอด ที่ฟังครั้งใดสามารถพิสูจน์ความดีงามของซิสเต็ม (The Eagles : Hotel California SACD) รวมทั้งเพลงแนวแจ๊สที่คลาสสิกมายาวนานที่ฟังครั้งใดเหมือนดึงทุกบรรยากาศค่ำคืนแห่งเครื่องเป่าที่โลดโผนประทับใจกลับคืนมา (Miles Davis : Kind Of Blue : SACD) เหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่า คุณภาพของ Marantz SACD 30n “เหนือธรรมดา” เป็นเพลย์เยอร์ที่ทรงคุณค่าแห่งปีเลยทีเดียว การฟังเพลงจากอัลบั้ม CD ทั่วไป Pop, Jazz, Rock และรวมถึงเพลงไทยของเราก็เป็นที่น่าประทับใจนะครับ นี่คือเสียงดนตรีแห่งความละเมียดละไมและเก็บเอารายละเอียดได้ครบทุกสิ่งที่ถูกบันทึกมาจากสตูดิโอ ท่านที่รักเพลงไทย ลองนำอัลบั้ม 5 เสียงหล่อ ของใบชาSong และผลงานของคุณโจ โปสเตอร์ ชุดฤดีเดียว มาทดสอบความชุ่มฉ่ำของเนื้อเสียงและฮาร์โมนิคได้ อาจจะเป็นด้วยกรรมวิธีของ Marantz SACD 30n ในการดึงรหัสข้อมูลจาก 44.1KHz ของซีดี 16 บิตธรรมดานั้น มายกระดับขึ้นเป็นคุณภาพเสียงเทียมเท่า SACD (หรือ DSD) ก่อนแปลงเป็นอนาล็อก ผู้ฟังจึงเข้าถึงความลึกล้ำของเสียงดนตรีได้มากกว่าทุกครั้ง แม้ว่าคุณจะเคยเล่นแผ่นประจำจากแผ่นเดิมๆ เหล่านั้นมา แต่การอัพสเกลที่มารานทซ์นำเสนอ จะเป็นสิ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือเก็บทุกรายละเอียดที่ละเมียดละไมจริงๆ และต้องชื่นชมว่า การผลิตแผ่น SACD อัลบั้ม หงาคาราวาน : ไม่สำคัญ เราได้ฟังทุกๆ Detail หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ครบถ้วน รวมทั้งท่องไปในจุดตำแหน่งของดนตรีตามที่อัลบั้มกำหนดเอาไว้ในบุ๊คเลทได้อย่างน่าพึงพอใจ การเป็นเจ้าของ SACD 30n จึงให้ความคุ้มค่าทุกการฟังดนตรีที่เราชื่นชอบทั้งแผ่น CD และ SACD บทสรุป SACD 30n คือเครื่องเล่นแผ่นที่ครอบคลุมอาณาจักรของแผ่นซีดีและ SACD ทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความแตกต่างในด้านรายละเอียดและความลึกล้ำของเสียงดนตรี เข้าถึงฮาร์โมนิคที่สวยงามและความสะอาดสะอ้าน ที่อาจจะไม่เคยพบจากเครื่องเล่นแบบอื่นมาก่อนครับ     ในส่วนการทดลองภาค DAC ในตัวเครื่อง ผมนำเอาเครื่องเล่นซีดีราคาพื้นฐานทั่วไปและ Streaming Player มาต่อเล่นภาค DAC ในตัวของ Marantz SACD 30n ก็สร้างประสบการณ์แห่งรายละเอียดเสียงอีกแบบหนึ่งที่รู้สึกได้ถึงคุณค่าของดนตรีมากขึ้น ที่แน่ๆ คืออัพรายละเอียดได้ดีเยี่ยมมากครับ การทดสอบด้าน Streaming นั้น ผมคงเน้นการใช้งานแบบพื้นฐานก็คือต่อสาย LAN เข้ากับเครื่อง โดยไม่มีการเสริมอุปกรณ์ใดๆ เพื่อค้นหาเบสิกของเครื่อง ด้วยความเพลิดเพลินไปกับการเสิร์ชเพลงจาก Streaming ที่ผมเป็นสมาชิกได้อย่างสะดวกสบายมากๆ สิ่งที่ทำให้แปลกใจอย่างยิ่งก็คือ ถ้าเราจะวัดกันที่ในฐานะความเป็น Streaming Player ของ Marantz SACD 30n เครื่องนี้ ก็น่าประทับใจไม่น้อยเลย เริ่มตั้งแต่สถานีวิทยุอินเทอร์เน็ต และเพลงสตรีมมิ่งที่ส่งผ่านน้ำเสียงที่อบอุ่นคลาสสิก ละมุนละไมแบบที่ไม่เคยฟังในเครื่องสตรีมเมอร์อื่นๆ เป็นบุคลิกหรือคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของ Marantz “อบอุ่นผ่อนคลายอย่างยิ่ง” ความประทับใจแรกๆ ก็คือความประณีตและความนุ่มนวล เสียงที่ได้นั้นลื่นไหลราวกับสายน้ำอุ่น ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเสียงที่มักจะเน้นความโปร่งใสอย่างชัดเจนของเครื่องเล่นสตรีมมิ่งหลายรุ่น ที่มักให้เสียงแบบ “เรื่อยๆ มาเรียงๆ” สิ่งนั้นอาจทำให้ประสบการณ์การฟังสตรีมเพลงที่ไม่น่าสนใจนัก  แต่ใน Marantz SACD 30n สามารถผสมผสานการนำเสนอที่ประณีตเข้ากับความสอดคล้องทางดนตรีในระดับที่ทำให้ยากที่จะวางลง สิ่งนี้เกิดจากความรู้สึกที่ดีเยี่ยมในเรื่องจังหวะเวลา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Marantz มาอย่างยาวนาน และเห็นได้ชัดเจนในทุกสิ่งที่เครื่องเล่นนี้สตรีมเพลงให้เราฟัง ลักษณะเสียงที่นุ่มนวลของ Marantz ทำให้การบันทึกเสียงและเสียงเครื่องดนตรีที่มีความคมชัดนั้นฟังผ่อนคลายและเข้าถึงง่ายขึ้นมาก ตัวอย่างเช่น เสียงแซ็กโซโฟนหรือเครื่องเป่าที่ดังกระหึ่มอาจฟังยากในระบบเสียงหลายๆ ระบบ แต่ใน SACD 30n คุณจะได้สัมผัสถึงพลังและความหนักแน่นโดยปราศจากความคมชัดจัดจ้านที่เครื่องดนตรีชนิดนี้มักก่อให้เกิดในระบบอิเล็กทรอนิกส์และลำโพงทั่วๆ ไป  เนื่องจากระบบการกรองหรือดิจิตอลฟิลเตอร์ในเครื่อง Marantz SACD 30n มีให้เราให้เลือกใช้งาน ซึ่งจะมีผลต่อบุคลิกเสียงในระดับหนึ่ง  ระบบกรองสัญญาณ (Filter) ในเครื่องเล่น Marantz SACD 30n ปรับตั้งค่าได้ที่เมนู Audio Setup บนตัวเครื่องและรีโมต โดยสามารถเลือกรูปแบบการทำงานของ DAC ได้ 2 โหมด  คุณสามารถปรับ Filter ได้ผ่านรีโมตคอนโทรล หรือใช้ปุ่มควบคุมบนหน้าปัดเครื่องดังนี้ 1. กดปุ่ม Setup (หรือ Menu) บนรีโมตคอนโทรล 2. ไปที่เมนู Audio 3. กดเลือกหัวข้อ Filter 4. เลือกรูปแบบ Filter ที่ต้องการ แล้วกด Enter เพื่อยืนยัน 5. เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว ให้กดปุ่ม Setup อีกครั้งเพื่อออกจากเมนู  ความแตกต่างของ Filter สำหรับสัญญาณ PCM • Filter 1 (ค่าเริ่มต้น) ให้การตอบสนองอิมพัลส์ที่สั้นและสมมาตร เวทีเสียงกว้าง รายละเอียดชัดเจน ให้เนื้อเสียงที่อบอุ่นและเป็นธรรมชาติ • Filter 2 ให้เสียงที่เปิดโปร่งขึ้น ปลายแหลมสว่างขึ้นเล็กน้อย โฟกัสชิ้นดนตรีชัดเจนมากขึ้น แม้จะสามารถเลือกค่าฟิลเตอร์เสียงได้ แต่การยึดที่ฟิลเตอร์เริ่มต้นนั้นผมรู้สึกว่าฟังดีกว่าฟิลเตอร์ 2 ที่อาจจะทำให้เสียงสว่างขึ้น ก็คงเป็นข้อดีในการปรับเลือก เพื่อให้เสียงจากเครื่องสามารถกลมกลืนแมตชิ่งกับชุดซิสเต็มหลักหรือเสียงของแอมป์ได้มากขึ้น     สรุปการใช้งาน SACD 30n ต้องถือว่าคุ้มค่ามากจริงๆ เพราะเราจะได้ผลลัพธ์ที่ได้จากคลังเพลง SACD-CD ที่ดีๆ ร่วมกับเครื่องเล่นสตรีมมิ่งที่ดีไปพร้อมกัน ในอีกทางหนึ่งคือเป็นลักษณะ “ทูอินวัน” ที่ทำให้การเล่นเครื่องระดับไฮเอ็นด์ที่สมเหตุผล และประหยัดงบประมาณไปได้มากเลยทีเดียว Marantz สร้างสรรค์รูปแบบที่ผมรู้สึกว่าเหนือความคาดหมาย มันเป็นเครื่องเล่นสตรีมมิ่ง DAC ที่ยอดเยี่ยม ทำให้ผมหยุดเล่นเครื่องเล่นแผ่นเสียงไปนานเลยทีเดียว เพราะถ้าจะค้นหาแนวเสียงอนาล็อก เครื่องรุ่นนี้มีให้เราอย่างเต็มเปี่ยมครับ จัดเป็นผลงานออกแบบที่ลงตัวที่สุดสำหรับผู้แสวงหาแนวทางเล่นแผ่นและฟังเพลงสตรีมมิ่งไปพร้อมกัน  เปรียบเสมือน SACD 30n เป็นศูนย์กลางของการเล่นเพลงล้ำยุคที่คล่องตัว แค่เพียงต่อเข้ากับแอมปลิไฟร์ คุณจะรู้สึกปลอดโปร่งสะดวกสบาย เพลิดเพลินเสียงดนตรีจากดิจิตอลออดิโอที่ให้บุคลิกทรงพลัง และอ่อนละมุนแบบอนาล็อกที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Marantz มาตลอดครับ ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นและกำลังมองหาชุดเครื่องเสียงที่ดีสักชุดหนึ่ง ที่จะเป็นของขวัญล้ำค่าให้กับชีวิต แนะนำว่าควรจะพ่วงแอมปลิไฟร์ Marantz MODEL 30 Integrated Amplifier ให้เข้ากับ Marantz SACD 30n นี้ ก็จะเป็นคู่ที่ดีมาก เพราะแท้จริงแล้วทั้งคู่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกันได้เป็นอย่างดี Marantz SACD 30n ราคา 119,900.- บาท  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Zonic Vision  โทร: 02-681-7500  

IsoAcoustics GAIA II Neo | IsoAcoustics OREA Bronze | IsoAcoustics OREA Indigo สลายไวเบรชั่น ได้อย่างหมดจด

IsoAcoustics GAIA II Neo  IsoAcoustics OREA Bronze IsoAcoustics OREA Indigo สลายไวเบรชั่น ได้อย่างหมดจด IsoAcoustics เป็นบริษัทจากประเทศแคนาดา ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2012 โดย Dave Morrison วิศวกรผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบสตูดิโอระดับโลกให้กับ CBC หรือ Canadian Broadcasting Corporation ซึ่งเป็นองค์กรกระจายเสียงแห่งชาติของแคนาดา จุดเริ่มต้นของบริษัท ในระหว่างการทำงานกับ CBC เป็นเวลานานกว่า 20 ปี Dave Morrison พบว่าปัญหาใหญ่ของระบบเสียงทั้งในสตูดิโอและในบ้านคือ “แรงสั่นสะเทือน” ที่ส่งผ่านระหว่างลำโพง อุปกรณ์ และพื้นผิวรองรับ ซึ่งทำให้รายละเอียดเสียง ความเที่ยงตรง และมิติของเวทีเสียงลดลง จากประสบการณ์ด้านวิศวกรรมและอะคูสติก เขาจึงพัฒนาเทคโนโลยี Isolation ที่สามารถแยกแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อตั้ง IsoAcoustics เพื่อนำเทคโนโลยีนี้ออกสู่ตลาดเครื่องเสียงและงานสตูดิโอ พัฒนาการที่สำคัญของ IsoAcoustics  • ปี 2012 ก่อตั้งบริษัทและเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับมอนิเตอร์สตูดิโอ • ปี 2016 เปิดตัวซีรีส์ GAIA สำหรับลำโพงไฮไฟระดับไฮเอ็นด์ • ปี 2017 เปิดตัวซีรีส์ OREA สำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียง เช่น DAC, CD Player และ Turntable     ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในวงการออดิโอไฟล์และสตูดิโอทั่วโลก ด้วยแนวคิดหลักของ IsoAcoustics คือจัดการแรงสั่นสะเทือนอย่างถูกต้อง เพื่อให้อุปกรณ์และลำโพงสามารถถ่ายทอดเสียงได้เต็มศักยภาพ แทนที่จะใช้วัสดุแข็งเพื่อถ่ายเทแรงสั่นลงพื้น IsoAcoustics ใช้โครงสร้างภายในที่ออกแบบให้ “ดูดซับและควบคุม” การสั่นสะเทือนอย่างเป็นระบบ มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมแรงสั่นสะเทือนเพื่อยกระดับคุณภาพเสียงของลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงให้มีความชัดเจน นิ่ง และสมจริงยิ่งขึ้น โดยใช้โครงสร้างภายในแบบยืดหยุ่นที่ “รับน้ำหนักตามช่วงที่กำหนด” เพื่อเปลี่ยนพลังงานสั่นสะเทือนให้ลดลงก่อนจะส่งต่อไปยังพื้น หรือย้อนกลับเข้าสู่ตัวอุปกรณ์ ผลลัพธ์ที่ผู้ใช้มักพบคือเสียงสะอาดขึ้น โฟกัสดีขึ้น เวทีเสียงนิ่งขึ้น และเบสกระชับขึ้น  สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลก IsoAcoustics ได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์มาตรฐานด้าน Isolation ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในฐานะอุปกรณ์ที่ขึ้นชื่อว่า จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับออดิโอไฟล์ ทั้งคุณภาพและราคาที่สมเหตุผล อีกทั้ง IsoAcoustics เป็นอุปกรณ์ที่มีองค์ประกอบของยางพิเศษ โครงโลหะช่วยรองรับและสลายการสั่นไวอย่างเป็นรูปธรรม เป็นหลักการวิทยาศาสตร์ที่อธิบายความจริงอันปราศจากข้อสงสัย ทำให้แบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกส่วนใหญ่เลือกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ของตน เทคโนโลยีหลักของ IsoAcoustics : 1. Tuned Isolation แกนภายในของแต่ละรุ่นถูกออกแบบให้ทำงานดีที่สุดภายใต้ช่วงน้ำหนักที่กำหนด หากใช้น้ำหนักตรงตามสเปก ประสิทธิภาพการแยกแรงสั่นสะเทือนจะสูงสุด 2. Directional Energy Management ควบคุมการเคลื่อนไหวในแนวที่ต้องการลดการสั่นด้านข้างที่ทำให้ภาพเสียงพร่ามัว โดยเฉพาะในลำโพงตั้งพื้น 3. Suction-Cup Effect (OREA) ผิวสัมผัสด้านบนและด้านล่างมีลักษณะคล้ายการดูดเกาะ ช่วยยึดกับตัวเครื่องและชั้นวางได้มั่นคง 4. Structural-Borne Noise Reduction ลดการส่งแรงสั่นเข้าสู่สองสถานะ คือสลายลงพื้นและลดการสะท้อนกลับเข้าสู่เครื่องเสียงหรือ ลำโพง ผมได้นำเอาอุปกรณ์ตัวรองของ IsoAcoustics มาทดสอบสามโมเดลพร้อมกันคือ     • IsoAcoustics GAIA II Neo สำหรับลำโพงตั้งพื้นโดยเฉพาะ รุ่นนี้ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับคุณภาพเสียงของลำโพงตั้งพื้นอย่างชัดเจน ทั้งด้านเวทีเสียง ความนิ่งของตำแหน่งชิ้นดนตรี และเบสที่กระชับ โดยเป็นรุ่นพัฒนาต่อจากตระกูล GAIA พร้อมปรับปรุงเรื่องการติดตั้งและการปรับระดับ ด้วยการขันเกลียวแทนสไปก์หรือขาเดิมของเครื่อง มีแอคเซสเซอรี่ เกลียวหมุน หลายขนาดมาให้ปรับใช้กับขาตั้งลำโพงหรือทดแทนฐาน สไปก์ในลำโพงตั้งพื้น  GAIA II Neo มีขนาดใหญ่กว่ารุ่น OREA พร้อมเกลียวติดตั้งรับน้ำหนักสูงสุดประมาณ 120 ปอนด์ (54–55 กิโลกรัม) ต่อชุด 4 ชิ้น โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 65 มิลลิเมตร ความสูง 50 มิลลิเมตร สามารถปรับความสูงเพิ่มเติมได้อีก 8.5 มิลลิเมตร (0.34 นิ้ว) ดังนั้นเมื่อติดตั้งแล้ว ส่งผลให้มีความสูงรวมที่สามารถปรับได้ประมาณ 50 – 58.5 มิลลิเมตร     • IsoAcoustics OREA Indigo สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์น้ำหนักปานกลาง ออกแบบมาให้เหมาะกับการรองรับใต้เครื่อง DAC, Integrated Amplifier, CD Player หรือ Turntable ที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ให้ผลดีในด้านความนิ่งของเสียง รายละเอียด และมิติของเวทีเสียง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 58 ความสูง 33 มิลลิเมตร สำหรับการใช้งานวางใต้เครื่องนั้นจะรองรับน้ำหนักต่อจุด 16 ปอนด์  (7.2 กิโลกรัม)     • IsoAcoustics OREA Bronze เหมาะกับ Streamer, DAC หรือปรีแอมป์ขนาดและน้ำหนักไม่ใหญ่มาก ให้ผลคุ้มค่าและใช้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทดลองระบบ Isolation ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 มิลลิเมตร สูง 29 มิลลิเมตร วางใต้เครื่องสำหรับรับน้ำหนัก 8 ปอนด์ (3.6 กิโลกรัมกิโลกรัม) ต่อจุด  อุปกรณ์ทุกรุ่นของ IsoAcoustics มีจุดประสงค์หลักก็คือ ลดความขุ่นมัว ทำให้โฟกัสนิ่งขึ้น เบสกระชับ เวทีเสียงเปิด ด้วยจะยังคงคุณภาพเสียงดั้งเดิมของซิสเต็มเครื่องเสียงและลำโพงเอาไว้อย่างมั่นคง การเลือกใช้งานตามน้ำหนัก โดยคำนวณจากน้ำหนักของอุปกรณ์  ซึ่งใช้ได้ตั้งแต่สามจุดถึงสี่จุด ถ้าจะให้สรุปให้เห็นชัดเจนขึ้นก็คือ • รุ่น OREA Bronze ใช้ 3 ชิ้น สามารถรองรับน้ำหนักรวม 10.8 กิโลกรัม หรือถ้าใช้ 4 ชิ้น รองรับน้ำหนักรวมได้ 14.4 กิโลกรัม • รุ่น OREA Indigo ใช้ 3 ชิ้น สามารถรองรับน้ำหนักรวม 21.6 กก. ใช้ 4 ชิ้น สามารถรองรับน้ำหนักรวม 28.8 กก. • รุ่น GAIA II Neo รุ่นนี้จะมีเกลียวทดแทน Spike ที่ใช้กับลำโพงตั้งพื้นหรือซับวูฟเฟอร์ ที่มีหนักไม่เกินประมาณ 54–55 กก. ต่อข้าง (ต่อชุด 4 ชิ้น)       Test Report  ในระหว่างการทดสอบชุดเครื่องเสียงและลำโพงในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้นำอุปกรณ์ทั้งสามรุ่นของ IsoAcoustics มาร่วมทดสอบใช้อย่างเต็มที่ และเก็บผลลัพธ์เพื่อสรุปให้กับท่านผู้อ่านรับทราบและใช้พิจารณาในการนำไปใช้งานครับ โดยมีเครื่องแอมปลิไฟร์  DAC เครื่องเล่น SACD และลำโพงระดับมอนิเตอร์เป็นเรฟเฟอร์เร้นซ์ Reference : - Rogers LS3/5A Diamond Jubilee และ Rogers AB3A Subwoofer Stand - Revival Audio ATALANTE 4 - NAD C 399 Amplifier - Marantz 30 N SACD  ผมได้วิเคราะห์อุปกรณ์ของ IsoAcoustics พบว่ามีการออกแบบดูเรียบง่าย และเน้นเรื่องการใช้งานเชิงฟิสิกส์ที่มีผลลัพธ์อันแน่นอน ไม่ได้ออกแบบให้เป็นเครื่องประดับตกแต่งวิลิศมาหราใดๆทั้งสิ้น พูดง่ายๆ ไม่เอาคอสเมติคมาเรียกราคา แต่เน้นความจริงของผลลัพธ์ที่ได้ โครงสร้างหลักและหลักการทำงานของ IsoAcoustics มีพื้นฐานมาจากแนวคิดเรื่องการแยกแรงสั่นสะเทือน (Isolation) และการควบคุมทิศทางการเคลื่อนตัวของพลังงาน (Directional Energy Management) เพื่อให้ลำโพงหรืออุปกรณ์เครื่องเสียงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด     จากโครงสร้างที่ออกแบบจากทีมงาน IsoAcoustics เราสามารถแยกแยะองค์ประกอบหลักทั่วไปของอุปกรณ์ดังนี้ 1. Top Cap หรือส่วนยึดด้านบน ที่เป็นส่วนที่สัมผัสกับฐานของลำโพงหรืออุปกรณ์ จะผลิตจากโลหะคุณภาพสูง เช่น สเตนเลสหรืออะลูมิเนียม กรณีรุ่น GAIA II Neo ได้ออกแบบให้ยึดแน่นกับเกลียวมาตรฐาน เช่น M6, M8 หรือ 1/4”- 20 รับน้ำหนัก และถ่ายแรงสั่นสะเทือนเข้าสู่ระบบที่ช่วยสลายการสั่นให้ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม 2. Internal Isolator แกนยางสังเคราะห์ภายใน อันเป็นหัวใจของเทคโนโลยี IsoAcoustics ใช้วัสดุประเภทยางอีลาสโตเมอร์ (Elastomer) ที่มีค่าความยืดหยุ่นเฉพาะ ถูกออกแบบให้รองรับน้ำหนักในแนวดิ่ง แต่ยอมให้มีการเคลื่อนตัวเล็กน้อยในแนวราบ หน้าที่โครงสร้างส่วนนี้ ช่วยดูดซับและสลายพลังงานสั่นสะเทือน พร้อมลด “อคูสติคฟีดแบ็ค” ส่งแรงย้อนกลับจากพื้นสู่ตัวอุปกรณ์ 3. Outer Housing โครงสร้างภายนอก มีตัวเรือนโลหะที่ครอบระบบภายใน ที่ช่วยควบคุมทิศทางและระยะการเคลื่อนตัวของ Isolator และเพิ่มความแข็งแรงและความแม่นยำทางกล หน้าที่หลักคือทำให้ระบบมีพฤติกรรมการสั่นที่คงที่และสม่ำเสมอ 4. Bottom Base ฐานสัมผัสพื้น อันเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นหรือชั้นวาง มีวัสดุป้องกันการลื่นและกระจายแรงกด ที่จะทำหน้าที่ลดแรงสะท้อนกลับจากพื้นและเพิ่มความมั่นคง 5. Height Adjustment เฉพาะบางรุ่น เช่น GAIA II Neo มีระบบเกลียวปรับระดับความสูงอย่างละเอียด ทดแทนเกลียวและสไปก์เดิม ช่วยตั้งลำโพงให้ได้ระดับและสมดุลที่เหมาะสม แต่จะเปลี่ยนระบบที่เกร็งแข็งเป็นมั่นคง แต่...ยืดหยุ่น หลักการทำงานโดยสรุปจากการทดสอบ 1. รองรับลำโพงหรือเครื่อง ที่สร้างแรงสั่นสะเทือน 2. พลังงานถ่ายเทเข้าสู่ระบบโครงสร้าง Isolator 3. Elastomer จะทำการแปลงพลังงานกลเป็นความร้อนเล็กน้อย 4. ลดแรงสะท้อนกลับจากพื้น ไม่ให้มีฟีดแบ็คคืนมา 5. ตู้ลำโพงนิ่งขึ้น ตัวเครื่องนิ่งขึ้น เป็นผลต่อไดรเวอร์ และระบบเสียงที่มีผลกระทบย้อนกลับจากอะคูสติกในรอบของห้องฟัง โดยรวมทำงานแม่นยำขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ     ผลการทดสอบผมขอกล่าวถึงรุ่น GAIA II Neo ก่อนนะครับ เพราะได้ถูกออกแบบมาใช้กับลำโพงตั้งพื้นโดยตรง ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ และเป็นรุ่นที่มีเทคนิคขั้นสูงที่มีความสลับซับซ้อนที่สุด หลักการคือใช้สำหรับยึดติด ทดแทนสไปก์ที่ฐานลำโพง หนึ่งกล่องมีตัวอุปกรณ์ไอโซเลเตอร์ 4 ชิ้น พร้อมอุปกรณ์เสริม จานรอง 4 ชุด สักกะหลาด 4 ชิ้น ยางวงแหวน 4 ชิ้น และสกรูใช้ขันเกลียวมาตรฐานต่างขนาดรวมสามชุดหรือ 12 ชิ้น สำหรับใช้งานร่วมกัน เมื่อต้องใช้กับลำโพงหนึ่งคู่ เท่ากับเราต้องใช้ GAIA II Neo สองกล่อง หรือดับเบิ้ลอุปกรณ์เป็นหนึ่งเท่าตัวเป็นชุดตัวรอง 8 ตัวนั่นเอง การใช้งาน GAIA II Neo เริ่มจากการถอดสกรูหรือ Spike เดิมของลำโพงออก แล้วจัดชุดของ GAIA II Neo ลงไปแทน เราสามารถปรับระดับความสมดุลมุมลำโพงได้ครับ ด้วยการปรับหมุนเกลียวของอุปกรณ์แต่ละจุด (มีขนาดเกลียวมาให้เลือก) การใช้งานไม่ได้ยุ่งยากอะไรแต่อาจเสียเวลาในการปรับเปลี่ยนจากของเดิมเล็กน้อยครับ สิ่งที่สังเกตได้ก็คือ GAIA II Neo มีรูปแบบของวัสดุยางยึดติดที่หยุ่นตัว จะช่วยลดสภาวะเกร็งแข็งของฐานเดิมที่เคยใช้ Spike มาเป็นอีกแบบหนึ่ง วิธีการของอุปกรณ์นี้จะเริ่มสลายไวเบรชั่นช้าๆ และค่อยเติมเต็มประสิทธิภาพขึ้นจนถึงจุดสมดุล ดังนั้นเมื่อเริ่มใช้งาน IsoAcoustics เข้าไปในซิสเต็มไม่ว่าจะเป็นรุ่นสำหรับฐานลำโพง GAIA II Neo มาจนถึงรุ่นตัวรองเครื่อง OREA Bronze และ OREA Indigo จะมีปฏิกิริยาเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงช้าๆ ก่อนเร่งปฏิกิริยาแบบอยู่ตัวในที่สุด  ดังนั้นถ้าผู้ฟังช่างสังเกตสักหน่อย ช่วง 1-3 นาทีแรก เมื่อเริ่มใช้ IsoAcoustics เป็นครั้งแรก เสียงเพลงที่เราคุ้นเคย คล้ายเหมือนถูกเบรค ดึงจังหวะให้ช้า หรือ “หนืดลง” ก็อย่าเพิ่งแปลกใจนะครับ เพียงครู่เดียวจังหวะจะกลับมากระชับ กระฉับกระเฉงเป็นปกติ แต่สิ่งที่หายไปอย่างชัดเจนมากๆคือเสียงสากเสี้ยนของความถี่กลาง และเมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ คุณจะสัมผัสว่าเสียงดนตรีสะอาดสะอ้านกว่าเดิมอย่างชัดแจ้ง ถามว่าปฏิกิริยาดังกล่าวนี้ จะเป็นทุกครั้งในการใช้งาน IsoAcoustics GAIA II Neo, OREA Bronze, OREA Indigo หรือไม่? ...ตอบว่าไม่ครับ จะเป็นเฉพาะครั้งแรกที่คุณนำมาใช้งาน  มันจะคล้ายๆ อุปกรณ์ที่เริ่มรับความถี่ และค่อยๆ สลายไวเบรชั่นส่วนเกินออกไป หลังจากนั้นกลับมาเล่น ครั้งต่อๆ ไปก็ไม่มีอาการนี้อีกแล้วครับ (คล้ายเราเบิร์นอุปกรณ์เครื่องเสียง) ปฏิกิริยานี้นับว่าเป็นความน่าสนใจทีเดียว     ผลลัพธ์การใช้งานของ GAIA II Neo จะทำให้คุณได้ก้าวสู่โลกของดนตรีที่สะอาดสดใส โปร่งกังวานสมจริงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผมสามารถสรุปได้เลยนะครับ สำหรับคำกล่าวถึงอุปกรณ์ประเภทไอโซเลเตอร์ที่ว่า “ใช้แล้วไม่อาจถอดออกได้” IsoAcoustics เป็นความจริงอย่างที่สุด การสั่นสะเทือนระดับน้อยๆ คือ “อีแอบ” ที่เคยซ่อนตัว ได้หนีหายไปอย่างเหลือเชื่อ จะเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยคิดถึงมาก่อนแน่นอน ผมยืนยันได้ว่า เมื่อตัดสินใจใช้ IsoAcoustics GAIA II Neo แล้ว คุณจะไม่มีวันหวนกลับไปสู่ความขุ่นมัวหรือเสียงแตกพร่าเบาๆ ที่มันเคยแอบซ่อนตัวอยู่ในระบบลำโพง เครื่องเสียงที่คุณเคยฟังมาอย่างเคยชินตลอดนั้นได้อีก หากจะเริ่มทดสอบผลจากการใช้งาน ว่ามันได้ผลลัพธ์แค่ไหน อาจจะเริ่มส่วนสำคัญสุดคือที่เปลี่ยนสไปก์ของลำโพง ด้วย IsoAcoustics GAIA II Neo   และค่อยตามมาด้วยการรองใต้ตัวเครื่องแหล่งโปรแกรม (OREA Bronze) หรือแบบครบสูตรก็ใช้กับแอมปลิไฟร์ด้วยเลยครับ (OREA Indigo) ถ้าจะให้ครบเครื่องจัดไปทั้งชุด สามรูปแบบพร้อมกันจะช่วยสลายไวเบรชั่นได้อย่างสะอาดหมดจดอย่างน่าทึ่ง ผมกล่าวได้ว่าคุณจะไม่เคยได้มิติเสียงกระจ่างแจ้งแบบนี้มาก่อน  โดยเฉพาะผู้ที่เคยเผชิญเบสบูมมี่หรือบวมอืดภายในห้องตอนเซ็ตอัพลำโพงไม่ลงตัวสักที... ครั้งนี้จะรู้สึกเหมือนสลัดเอาปัญหาอุปสรรคเหล่านั้นทิ้งไปโดยสิ้นเชิง นับว่าเป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดมาก ย้ำอีกครั้งว่า IsoAcoustics นั้นไม่ธรรมดา!!!     ข้อแนะนำจากการทดสอบการใช้อุปกรณ์ IsoAcoustics รุ่น OREA Bronze และ OREA Indigo รองใต้เครื่อง ควรใช้ทั้ง 4 มุม 4 จุด โดยจะวางรองกับขาเดิมหรือ Foot ของเครื่อง หรือวางรองตรงกับผนังโลหะด้านใต้ของเครื่องก็ได้ แต่จากการทดสอบของผม พบว่าการวาง IsoAcoustics รองโดยตรงกับผนังเครื่องด้านใต้ใกล้เคียงกับขาเดิมของเครื่องจะได้ผลดีที่สุดครับ (ดีกว่าการรองกับขาเดิมของเครื่อง) ผลสรุปเราได้อะไรจากอุปกรณ์ IsoAcoustics อย่างชัดเจนที่สุด  ในรุ่นรองใต้เครื่อง OREA Bronze และ OREA Indigo นั่นก็คือ คุณจะพบกับเวทีเสียงชัดเจนและนิ่งขึ้น เบสกระชับ ควบคุมจังหวะและการปล่อยความอิ่มเสียงเป็นรูปธรรม ฮาร์โมนิคสวยงามมีชีวิตชีวา โดดเด่นมากในรายละเอียดเสียงเพิ่มขึ้น เสียงร้องโฟกัสแม่นยำ รวมถึงมิติเสียงลึก และกว้างขวางกว่าเดิม ผลที่ได้กับลำโพงด้วยรุ่น GAIA II Neo คุณจะได้พื้นเสียงเงียบขึ้น (Lower Noise Floor) รวมถึงรายละเอียดเล็กๆ ชัดเจนขึ้น เวทีเสียงเปิดกว้างและมิติลึกขึ้น รวมถึงตำแหน่งนักดนตรีนิ่งมากกว่าเดิม ให้เบสกระชับและควบคุมได้ดีขึ้น ลดอาการเบสบวมจากการสั่นสะเทือนของพื้น  เป็นการเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่ามากไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับอุปกรณ์อื่นใดก็ตาม ถ้าคิดว่าเครื่องเสียงของคุณมีความพร้อมสำหรับอุปกรณ์เหล่านี้ ก็ไม่ควรให้พลาดโอกาสไปครับ แนะนำอย่างยิ่งครับ      IsoAcoustics ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์เสริม แต่เป็นระบบวิศวกรรมสำหรับจัดการแรงสั่นสะเทือนอย่างจริงจัง หากจับคู่กับน้ำหนักอุปกรณ์ได้ถูกต้อง คุณจะได้เสียงที่นิ่งขึ้น สะอาดขึ้น และมีมิติชัดเจนขึ้นอย่างน่าประทับใจ แล้วคุณจะทราบว่า เราได้เคยถูกการสั่นสะเทือนรบกสนคุณภาพเสียงมานานแสนนานแค่ไหนแล้ว เหมือนเป็นการเปลี่ยน “โลกใบใหม่แห่งประสบการณ์ฟังดนตรีจากเครื่องเสียง” ที่คุณจะเข้าถึงส่วนลึกที่เป็นย่านความถี่ออดิโอทุกรายละเอียดดียิ่งขึ้น ในขณะที่ยังคงรักษาบุคลิกเสียงดังเดิมของซิสเต็มเอาไว้อย่างมั่นคงครับ IsoAcoustics GAIA II Neo  ราคาพิเศษ  17,160 บาท/set (4 ตัว) IsoAcoustics OREA Bronze ราคาพิเศษ  2,400 บาท/ตัว IsoAcoustics OREA Indigo ราคาพิเศษ  3,100 บาท/ตัว  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า)  โทร. 02-881 7273-5, 093-689 7987, 081-682 7577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower  

NAD C 399 พลังโดดเด่นน่าทึ่ง จากแอมป์ระบบไฮบริดดิจิทัล พร้อมภาค DAC

NAD C 399  พลังโดดเด่นน่าทึ่ง จากแอมป์ระบบไฮบริดดิจิทัล พร้อมภาค DAC แอมปลิไฟร์เออร์ NAD C 399 HybridDigital DAC เป็นผลิตภัณฑ์เรือธงซีรีส์ Classic โดยนำเทคโนโลยีและวิศวกรรมที่ประณีตจากซีรีส์ Master มาสู่กลุ่มผู้ฟังที่กว้างขึ้น ด้วยระบบขยายเสียงแบบ HybridDigital nCore ด้วยกำลังขับ 180 วัตต์ต่อแชนแนล ให้เสียงที่สะอาดและราบรื่น มาพร้อมกับการประมวลผลดิจิทัลชั้นสูง เปิดเผยรายละเอียดทางดนตรีที่ละเอียดอ่อนคมชัด และระบบการควบคุมคอนโทรล ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนักวิจารณ์ และได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์แห่งปีมากมาย C 399 จึงกลายเป็นหนึ่งในแอมปลิไฟร์เออร์ที่น่าเชื่อถือและได้รับความนิยมมากที่สุดของ NAD และสามารถเพิ่มเติมความสามารถของแอมป์ ด้วยการสตรีม BluOS และ Dirac Live Room Correction ผ่าน MDC2 (เป็นออพชั่นเสริม) ซึ่ง C 399 ปรับตัวให้เข้ากับระบบขยายเสียงช่วยให้การฟังมีความสมดุลในทุกห้อง มีช่องต่อแบบ HDMI eARC, ภาคขยายสัญญาณเสียงโฟโน MM ที่เที่ยงตรง พร้อมท้้งอินพุตดิจิทัลและอนาล็อกที่หลากหลาย ให้ความสะดวกเพลิดเพลินจากเสียงเพลงในแหล่งต่างๆ หลายหลากรูปแบบ NAD ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมโครงสร้างเครื่องแบบเดิมที่คลาสสิก เรียบง่าย แต่แข็งแรง มีคุณสมบัติเด่นด้วยกำลังขับ 180 วัตต์ต่อแชนแนล จากภาคขยาย HybridDigital nCore ดิจิทัลแอมปลิไฟร์ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อการถ่ายทอดเสียงที่ละเอียด และโดดเด่นเรื่องความปลอดจากสัญญาณรบกวนอย่างดีเยี่ยม มีสล็อตช่องเสียบ MDC2 สองช่องสำหรับการอัพเกรดในอนาคต ด้วยโมดูล MDC2 BluOS-D เสริมเพิ่มการสตรีมความละเอียดสูง BluOS และระบบแก้ไขเสียงในห้อง Dirac Live อินพุต HDMI eARC สำหรับการเชื่อมต่อภาคออดิโอของทีวีอย่างราบรื่น ภาคขยายสัญญาณเสียงโฟโน MM ที่ได้รับการออกแบบเฉพาะ ด้วยเสียงรบกวนต่ำมาก พร้อมวงจรกรองเสียงความถี่ต่ำ มีอินพุตดิจิทัลแบบออปติคอลสองช่อง และแบบโคแอกเซียลสองช่อง รวมถึงอินพุตอนาล็อกสองชุด พร้อมภาคแอมปลิไฟร์เออร์สำหรับหูฟังโดยเฉพาะ ครบถ้วนด้วย Bluetooth ที่รองรับ aptX HD เอาต์พุตซับวูฟเฟอร์สองช่อง และขั้วต่อลำโพงสองชุด     สำหรับแอมปลิไฟร์ C 399 นี้ ได้มีการเปิดตัวครั้งแรกในงาน CEDIA Expo 2022 ที่เมืองดัลลัสประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็เริ่มวางจำหน่ายทั่วโลก ถือเป็นรุ่นเรือธงของ Classic Series และเป็นแอมป์ตัวแรกของ NAD ที่ใช้แพลตฟอร์ม MDC2 โดยสามารถเพิ่มโมดูล BluOS-D สำหรับสตรีมมิ่งและ Dirac Live  C 399 ยังคงจำหน่ายขายดีมาถึงปัจจุบัน แต่อาจจะมีขาดตลาดเป็นบางช่วง ควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากตัวแทนคือ Conice ครับ C 399 ที่ผมได้รับมาทดสอบครั้งนี้ เป็นเครื่องที่มีการใช้งานหรือเดโมมาพอสมควร จึงพร้อมต่อการทำงานโดยไม่มีความจำเป็นจะต้องเบิร์นอะไรกันอีก อีกทั้งท่านที่เป็นแฟนคลับ NAD คงได้เห็นรายละเอียดและการรีวิวทั้งในต่างประเทศ และในประเทศมาพอสมควร  ดังนั้นในการทดสอบของผม จะให้แง่มุมเพิ่มเติมในเรื่องแนวทางเสียงของภาคขยายที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจ การเปลี่ยนผ่านจากวงจรขยายแบบคลาส AB ที่หลายท่านฝังใจมาจาก NAD รุ่นประวัติศาสตร์ 3020 Series 20 ผมก็เป็นทั้งผู้ติดตามและผู้เล่นคนหนึ่ง กับช่วงเวลาการพัฒนาภาคขยายจากอนาล็อกสู่ดิจิตอล จึงขอนำเสนอไทม์ไลน์ของ NAD สักเล็กน้อย โดยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ด้วยกัน ยุคที่ 1 : ตำนาน Class AB แบบอนาล็อก ในช่วงปี 1978–2005  เริ่มด้วย NAD 3020 (1978) แอมป์รุ่นในตำนานที่สร้างชื่อให้ NAD ทั่วโลก ด้วยกำลังขับเพียง 20 วัตต์ แต่ขับลำโพงยากๆ ได้ดี ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน Integrated Amplifier ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์เครื่องเสียง ต่อมาก็มีการพัฒนาวงจรเทคโนโลยี Power Envelope ด้วยบุคลิกเสียงอบอุ่น มีความเป็นดนตรีสูง และฟังง่าย ต่อมาคือ NAD 3020i / NAD 304 / NAD 314 ช่วงยุค 1980–1990 ผู้สืบทอดปรัชญา 3020 ให้ทันสมัยขึ้น  และในปี 1998 มีรุ่น NAD C 370  หนึ่งใน Class AB ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ด้วยกำลังขับต่อเนื่องสูงถึง 120 วัตต์ต่อแชนแนล มีความโดดเด่นทางด้านไดนามิก เบสหนักแน่น ให้บุคลิก “NAD Sound” อย่างชัดเจน ปี 2005 นำเสนอ NAD M3 รุ่นเรือธงของ Masters Series รุ่นแรก ดีไซน์ยกระดับขึ้นเป็นไฮเอ็นด์ ด้วยระบบ Dual Mono Design ด้วยการใช้วงจร PowerDrive ขั้นสูง ถือว่าเป็นสุดยอด Class AB ของ NAD   ยุคที่ 2 : ในปี 2009 คือการก้าวแรกสู่ Digital Amplification  ด้วย NAD M2 รุ่นที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของบริษัท มีการคิดค้นออกแบบ Direct Digital Amplifier เต็มรูปแบบ สามารถรับสัญญาณดิจิทัลแล้วขยายโดยตรง ใช้เทคโนโลยี Direct Digital Feedback ที่ถูกมองว่าเป็นแอมป์ที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยในขณะนั้นมาก  ยุคที่ 3 : ระบบ HybridDigital + Hypex nCore ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาระหว่างปี 2014–2019  เริ่มจากรุ่น M22 ใช้โมดูล Hypex nCore ที่ให้ค่าความเพี้ยนต่ำมาก แนวเสียงโปร่ง สะอาด แม่นยำ ตามมาด้วย NAD C 368 ในปี 2016 และรุ่นท็อปของซีรีส์ไฮบริด คือ C 388 ในปี 2017 เป็นการนำ HybridDigital ลงสู่ Classic Series ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ในระดับราคาที่เหมาะสม ยุคที่ 4 : Purifi Eigentakt เป็นจุดสูงสุดของ Class D คือช่วงระหว่างปี 2020–ปัจจุบัน  เริ่มต้นด้วยแอมปลิไฟร์  M33 ที่ใช้ Purifi Eigentakt เป็นการรวมทั้งระบบ DAC, Streaming และ Dirac Live ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอินทริเกรเต็ดที่ดีที่สุดของยุค ตามมาด้วย NAD M23 เพาเวอร์แอมป์ 2 แชนแนลระดับอ้างอิง เมื่อปี 2021 ในขณะที่ทีมงานออกแบบพยายามที่จะนำเทคโนโลยีที่โดดเด่นนี้ให้ลงมาอยู่ในแอมปลิไฟร์รุ่นคลาสสิกซีรีส์ด้วย และนั่นคือการปรากฏตัวของ NAD C 399 ในช่วงปี 2022 ด้วยการนำ HybridDigital nCore ระดับ Masters ลงสู่ Classic Series เป็นครั้งแรก เส้นทางของ NAD แสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้ละทิ้งอุดมคติดั้งเดิม แต่พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เพื่อรักษาเป้าหมายเดิม ในการส่งผ่านดนตรีให้บริสุทธิ์ ทรงพลัง เข้าถึงอารมณ์ของผู้ฟัง จาก NAD 3020 ในปี 1978 มาจนถึง NAD C 399 ในปัจจุบัน NAD ยังคงยึดหลักเดิม คือ “Performance, Simplicity, Value” เพียงแต่ได้วิวัฒน์จากวงจรโซลิตเสตทแบบ Class AB ไปสู่ Class D ที่มีประสิทธิภาพสูงและเที่ยงตรงอย่างยิ่ง ใน NAD C 399 นี้ ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับ NAD C 375 BEE ที่เป็นอนาล็อกแอมป์รุ่นท็อปหลังสุด ที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง เมื่อได้รับเครื่อง C 399 มาทดสอบใช้งาน ผมมองเห็นรูปทรงเรียบๆ สวยงาม ด้วยมุมมนโค้งเล็กน้อยของหน้าปัด มีดิสเพลย์ตรงกลางเครื่อง พร้อมปุ่มซีเล็คเตอร์มุมซ้าย ช่องเสียบหูฟัง ส่วนด้านขวาเป็นปุ่มเลือก Source ปุ่มเร่งลดโวลุ่ม การปรับแต่งในด้านของความถี่เสียงและระบบโทนคอนโทรลสามารถทำได้จากรีโมท ประสานกับดิสเพลย์หน้าจอเครื่อง     ช่องสัญญาณอินพุตภาคไลน์และภาคโฟโนขยายหัวเข็ม MM ที่สามารถเข้าไปตั้งบาย-พาสสัญญาณได้ หรือให้ผ่านวงจรปรับแบบโทนคอนโทรลทุ้มแหลม โดยไม่ผ่านวงจร DSP แต่ถ้าต้องการความ Flat จริงๆ ก็สามารถใช้ภาค Analog Bypass ตัดสัญญาณตรงโดยไม่ผ่านทุกการปรับแต่งได้  มีจุดที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือการปรับค่าเกนโวลุ่มแบบอนาล็อก เพื่อให้มีความสัมพันธ์กับแหล่งสัญญาณอินพุต โดยในหัวข้อ Analog Gain จะปรับความแรงสัญญาณ ได้ระหว่าง 12.0dB ถึง +5.0dB ตามความเหมาะสม การมีช่อง Pre-Out จะช่วยให้เราเพิ่มเติมเพาเวอร์แอมป์ในอนาคตได้ รวมทั้งช่องสัญญาณ Sub Out ซึ่งขอแนะนำว่าควรจะเข้าไปตั้งค่า No ในกรณีที่เราไม่ได้ใช้ Active Subwoofer หรือถ้าใช้งานซับวูฟเฟอร์ภายนอก ก็ยังสามารถปรับแต่งค่าจุดตัดความถี่ได้อีกครับ เรียกว่าออกแบบมาเอาใจนักเล่นเครื่องเสียงทุกระดับอย่างเต็มที่เลยก็ว่าได้ ในการทดสอบครั้งนี้ผมเลือกใช้สัญญาณหลักจากเครื่องเล่นซีดี ทั้งช่องอนาล็อกและทดลองต่อสัญญาณดิจิทัลโคแอกจากเพลย์เยอร์ไปยังภาค DAC ภายในตัวเครื่อง NAD C 399 เพื่อพิเคราะห์คุณภาพเนื้อแท้ของเครื่อง ด้วยความหลงใหลในอนาล็อกไวนีล ดังนั้นผมจึงจัดเอา NAD C 588 มาทดลองภาคอนาล็อก Phono ของ C 399 นั่นทำให้เกิดความหลงใหลในความสวยงามของภาคขยายหัวเข็มชุดนี้อยู่ไม่น้อยเลยครับ การออกแบบทุกอย่าง ทีมงาน NAD ดูตั้งใจมาก เพื่อให้แฟนคลับของเขาได้ใช้งานอย่างคล่องตัวหลายหลากรูปแบบ รวมถึงประสิทธิภาพ DAC ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเกินความคาดหมายครับ     Test Report การทดสอบฟัง ได้ใช้ลำโพงหลักทั้งหมด 3 คู่ คือ Harbeth P3ESR Anniversary, Harbeth SHL5 XD3 และ Rogers LS3/5 A Diamond Jubilee & AB3a ที่เน้นสมรรถนะและบุคลิกในความเป็นกลางสำหรับการถ่ายทอดเสียงดนตรีที่แม่นยำ โดยที่ผมใช้ NAD C 3050 และ NAD C 375 BEE มาเทียบเคียงในเรื่องของพลังขับและรายละเอียดเสียง  ซึ่งมีทั้งความคล้ายและความแตกต่างของภาคขยายไปตามลำดับแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีแอมปลิไฟร์ของ NAD จากอดีตถึงปัจจุบัน ถ้าดูจากลำดับของช่วงเวลา ก็ถือว่า C 3050 จะให้แนวทางและบุคลิกเสียงที่ทีความใกล้เคียง C 399 มากที่สุด แต่พลังในการขยายเสียงนั้น C 399 ย่อมโดดเด่นกว่า ทั้งในเรื่องรายละเอียดที่ดีกว่า ส่วนเสียงร้องหรือย่านความถี่มิดเร้นจ์จะราบรื่นต่อเนื่องคล้ายคลึงกันครับ ส่วนถ้าเรายกเอา C 375 BEE  ซึ่งเป็นรูปแบบวงจรขยายคลาส AB ที่ยึดความดั้งเดิม มาเป็นตัวตั้งในการเปรียบเทียบ ด้านพลังเสียงความหนักแน่นของเสียงต่ำ รวมถึงแรงปะทะในกรณีฟังเพลงที่ต้องการไดนามิคขั้นสูง นับว่ามีความละม้ายใกล้เคียงกัน  อย่างไรก็ตามก็ยังมีความแตกต่างในเรื่องของบุคลิกเสียงต่ำที่อบอุ่นของ C 375 BEE ที่มีมวลของเสียงดูอิ่มลึกเป็นพิเศษ แต่ C 399 จะปรับมาสู่ความเหนือกว่าในเรื่องของความสะอาด ชัดเจน ราบรื่นและความแม่นยำของเบสช่วงต้น ถึงเนื้อเสียงช่วงต่ำสุดที่สมจริงมากยิ่งขึ้น คือเหมือนเดินเข้าไปใกล้ดนตรีจริงแบบสุดทางมากกว่า C 375 BEE การพัฒนาการครั้งนี้ของ C 399 ถือว่าก้าวกระโดดมาไกลและน่าจะเป็นธงชัยหลักที่จะทำให้เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดนี้ ให้เสียงที่มีอานุภาพใกล้เคียงกับ Master Series มากขึ้น อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลยทีเดียว ฟังแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวาน่าตื่นเต้นกว่าครั้งไหนๆ ใน Classic Series ครับ เป็นแอมปลิไฟร์ที่ขับเสียงลำโพงได้ปลอดโปร่งราบรื่นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้ฟังสามารถรู้สึกได้ถึงความคุ้มค่าและพลังที่พร้อมสรรพสำหรับลำโพงที่มีลักษณะพิเศษได้หลายคู่ในกลุ่มไฮเอ็นด์ ไม่ว่าลำโพงนั้นๆ จะขึ้นชื่อในเรื่องการขับเสียงยากเพียงใดก็ตาม C 399 ก็มีความสามารถสูงส่งพอจะส่งผ่านพลังอย่างต่อเนื่องถึงที่สุดจริงๆ ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม ผมไม่แปลกใจที่ C 399 จัดจำหน่ายขายดีมาก และทำให้อาจมีช่วงขาดตลาดเป็นบางจังหวะ  การได้ทดสอบและเปรียบเทียบฟังครั้งนี้ เราเห็นถึงความสามารถของดีไซเนอร์และหลักวิศวกรรม ทางด้านแอมคลาส D ที่ก้าวสูงขึ้นตามลำดับ และเชื่อว่าด้วยแนวทางเทคโนโลยีใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพนี้ NAD จะไม่มีวันหวนกลับสู่แอมปลิไฟร์ในเชิงอนาล็อกดั้งเดิมอีกอย่างแน่นอน     จากการทดสอบฟังอย่างจริงจัง พบว่าจุดที่เด่นอย่างมากที่สุดก็คือ C 399 ให้ความลื่นไหลของเสียงดนตรีที่ต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย ในเพลงประเภทคลาสสิกคัลคุณจะได้ความรู้สึกสัมผัสถึงบรรยากาศวงดนตรีขนาดยักษ์ซึ่งอยู่ต่อหน้าเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเวทีเสียงหรือ Soundstage ที่กว้างลึกขนาดใหญ่ของลำโพง ที่ถูกขับเสียงโดยภาคขยายอันสมบูรณ์แบบ นับว่าหลุดทะลุขอบเขตจำกัดแล้วอย่างแน่นอน  โดยส่วนตัวชอบในความบริสุทธิ์ของพลังเสียงครับ ดูต่อเนื่องและน้ำหนักเสียงดีทุกย่านความถี่ ช่วงสำคัญของการทดสอบ เป็นความรู้สึกที่รับรู้ความยิ่งใหญ่อลังการของภาคขยายระดับ 180 วัตต์ต่อแชนแนล ด้วยเพลงทดสอบโปรดปรานที่สุดของผม นั่นคือ On the Beautiful Blue Danube, Op. 314 (แทร็กที่ 5) อัลบั้มประวัติศาสตร์ Ein Straussfest ของ Erich Kunzel และ Cincinnati Pops Orchestra   เพลงวอลตซ์อมตะ ซึ่งประพันธ์โดย Johann Strauss II และเวอร์ชันในอัลบั้มนี้มีบันทึกมาได้แม่นยำ มีความโดดเด่นอย่างมาก สำหรับการทดสอบภาคขยายของแอมป์หรือลำโพง หากขับเสียงได้ราบรื่น ย่อมแสดงถึงพลังค่าไดนามิคเร้นจ์ ในการส่งผ่านรายละเอียดที่ครบถ้วนครับ ประสบการณ์การฟังครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกถึงอัตราการส่งผ่านสัญญาณในแบบที่มีทั้งอัตราการพีค หรือสะวิงสูงเป็นบางช่วง และการแผ่วเบาลงไปของเสียงดนตรี ซึ่งแทบจะหายไปกับบรรยากาศในลักษณะของการบรรเลงของวงออเคสตร้าที่เร้นจ์กว้างขวาง ท้าทายความสามรถของแอมป์ ซึ่ง C 399 นั้นทำได้ดีเกินคาด จริงๆ เปรียบเสมือนเราได้รับฟังไดนามิคเร้นจ์ที่มีอัตราขยายกว้างขวางครบถ้วนที่สุดเท่าที่สตูดิโอจะบันทึกเก็บไว้และนำมาเล่นหรือเพลย์แบ็คออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ขาดตกบกพร่องใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ เราพบว่าภาคขยาย C 399 สามารถส่งผลต่อระดับเสียงและการควบคุมลำโพงได้อย่างต่อเนื่อง เก็บเอารายละเอียดหยุมหยิมตลอดเส้นทาง และย่านความถี่ของดนตรีครบถ้วน ในระดับใกล้เคียงกับเพาเวอร์แอมป์ M23 รุ่น Master Series ที่ผมคุ้นเคย นี่คือก้าวที่สำคัญยิ่งของวงจรขยายแบบคลาส D ที่ต้องยอมรับว่าทีมออกแบบสามารถพัฒนามาจนถึงจุดสูงสุด นับเป็นการเอื้อเทคโนโลยีที่สูงล้ำของ NAD จะได้ใจจากนักเล่นเครื่องเสียงไปตลอดกาล NAD C 399 สามารถบ่งชี้ว่า จากนี้โลกเครื่องเสียงไฮไฟของเราได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว กระบวนการขยายเสียงที่เที่ยงตรงจาก Class D ได้เดินทางมาถึงจุดที่สมบูรณ์ด้วยพลังและรายละเอียดที่บริสุทธิ์ เที่ยงตรงอย่างสมบูรณ์แบบ หนีห่างจากแอมป์ดิจตอลยุคบุกเบิกคนละเรื่องกันไปเลย  ในช่วงที่ภาพยนตร์ประวัติชีวิตของ Michael Jackson เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ วาระนี้ผมได้เลือกเอาบทเพลงจากอัลบั้มอมตะของเขามาเปิดฟัง ทั้งแผ่นซีดีและฟังจากไวนีล (NAD C 588)  และด้วยแผ่นสะสมหายากคือ Thriller first press ที่ยังบันทึกเสียงแบบดั้งเดิม โดยมีจุดสังเกตก็คือ ด้านหลังปกเวอร์ชันแรกสุดจะไม่มีข้อความว่า "Co-Produced by Michael Jackson" และรหัสแผ่นจะพิมพ์ ตัวเลข QE 38112  เป็นการพิสูจน์ได้เลยว่า ภาคปรีโฟโนในเครื่อง NAD C 399 จัดเป็นทีเด็ดของภาคขยายหัวเข็มแผ่นเสียง MM ได้เลยครับ มันได้ถูกออกแบบวงจรมาอย่างดีเยี่ยม สังเกตได้จากรายละเอียดปลายเสียงแหลม ที่ค่อนข้างเปิดโปร่งเป็นธรรมชาติ พร้อมกับการรักษาเสียงต่ำลึกครบถ้วนและให้พลังเสียงเบสได้ดุดันมากเลยทีเดียว ในเพลง Thriller ที่ฟังแล้วคออนาล็อกชื่นใจครับ     ต้องเรียนเพื่อทราบไว้เล็กน้อย ว่าเนื่องจากเครื่องที่ผมนำมาทดสอบนี้ ผมจะเน้นการใช้งานในภาคไลน์ในระบบขยายเสียง ไม่ได้ใส่โมดูลของ MDC เพื่อให้เล่น Streaming ดังนั้นผู้ที่เป็นเจ้าของสามารถเพิ่มเติม Option นี้ เพื่อให้เครื่องมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นได้นะครับ หรือถ้าต้องการทราบรายละเอียดและราคา สอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ของทาง Conice ได้เลยครับ  ส่วนประสิทธิภาพด้าน Streaming จากสื่อที่ได้ทดสอบไปแล้ว ทั้งต่างประเทศและผู้ทดสอบในประเทศไทย ต่างยืนยันตรงกันว่า ให้คุณภาพยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้งานควบคู่กับโมดูล MDC2 BluOS-D ก็จะเปลี่ยนแอมป์ตัวนี้ให้เป็นสตรีมมิ่งอินทิเกรตแอมป์ระดับไฮเอ็นด์ในทันที โมดูลสามารถรองรับบริการสตรีมมิ่งชั้นนำ เช่น Tidal, Qobuz, Spotify และรองรับ MQA ซึ่งนักรีวิวต่างยกย่องในเรื่องความสะดวกและคุณภาพเสียงที่ดี เป็นระบบ Roon Ready ทำให้สามารถทำงานร่วมกับ Roon ได้อย่างสมบูรณ์แบบ  (สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในสื่อออนไลน์ ที่มีผู้ทดสอบไว้โดยละเอียดแล้วครับ)  สำหรับผม การทดสอบภาค Line input ภาค DAC และ Phono PreAmp ใน C 399 เป็นจุดมุ่งหมาย และถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเมนหลักที่ให้ความคุ้มค่า ด้วยน้ำเสียงและศักยภาพใกล้เคียงกับภาคขยายแบบใหม่ใน Master Seriesได้อย่างมากที่สุด  คือถ้าไม่เห็นรูปทรงของเครื่อง นั่งหลับตาและฟังเสียงอย่างเดียว คุณจะคิดว่ามันใช่เลย เหมือนได้ฟังจากมาสเตอร์ซีรีส์ นับเป็นความสปอร์ตและใจกล้าของทีมออกแบบ ที่ทำคุณภาพเสียงของซีรีส์ไฮเอ็นด์และซีรีส์คลาสสิกปกติ เดินเข้ามาใกล้ชิดกันแบบ ชนิดหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว C 399 ทำให้การเดินขึ้นบันไดไฮเอ็นด์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นครับ แนวบุคลิกเสียงที่เข้าถึงความเป็นธรรมชาติของดนตรีเป็นอย่างสูง รายละเอียดเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ให้ลักษณะเสียงที่มีโท นัลบาลานซ์สวยงาม ความชุ่มฉ่ำที่ปลายเสียงแหลมมีเสน่ห์มากขึ้นยิ่งกว่าแอมป์ในซีรีส์เดิมตระกูล BEE ด้วยซ้ำ และที่น่าชื่นชมคือมีความเป็นกลางสูงมากพอเพียงที่จะฟังเพลงได้โดยไม่จำกัดสไตล์  เสน่ห์ที่ชวนหลงใหลมากที่สุดสำหรับผม น่าจะเป็นการฟังจากภาคปรีโฟโน ที่ NAD ได้วางระบบการปรับอีควอไลเซอร์ RIAA ไว้อย่างเที่ยงตรง ภาคโฟโนขยายหัวเข็มแผ่นเสียงแบบ MM (ผมทดลองจากหัวเข็ม Ortofon Blue) เป็นระบบวงจรที่มีสัญญาณรบกวนต่ำมาก และรองรับสัญญาณได้ดีเยี่ยม  ปรีโฟโนใน C 399 ยังมีวงจรเฉพาะที่ช่วยลดสัญญาณรบกวนความถี่ต่ำ (infrasonic noise) ซึ่งสามารถพบในแผ่นเสียงทุกแผ่น โดยไม่ทำให้เสียงทุ้มลดลง หรือด้อยคุณภาพแต่อย่างใด นี่ก็ถือว่าเป็นทีเด็ดได้เลย ยกตัวอย่างในช่วงฟังแผ่นเสียงจากภาค Phono ผมฟังเพลงร้องที่คุ้นเคยจากศิลปินคนโปรด แบบเบาๆ สบายๆ ด้วยภาคขยายที่ทรงพลังและให้ความละเมียดละไมของ C 399 ช่วยจับประโยคในลำคอแผ่วเบาของน้าเคน เคนนี่ โรเจอรส์ ได้เสียงสะอาดน่าประทับใจ ชนิดต้องหวนกลับมาฟังหลายๆ รอบเลยครับ โดนเฉพาะกับแทร็กซ์เพลง Lady ของ Kenny Rogers เพลงคันทรีและป็อป บัลลาดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก (อัลบั้มรวมฮิต Kenny Rogers' Greatest Hits ปี 1980) ซึ่งแต่งและโปรดิวซ์โดยศิลปินระดับตำนานอย่าง Lionel Richie     ช่วงท้ายๆ การทดสอบผมเน้นฟังแผ่นซีดีในตำนาน โดยส่งสัญญาณขาออก แบบดิจิตอลเอาต์โคแอกเซียล ไปให้ภาคแปลงรหัส หรือ DAC ภายในของ C 399 ทำงานอย่างต่อเนื่อง ชอบมากครับ เพราะได้เสียงสะอาดเป็นธรรมชาติ และแจกแจงรายละเอียดดนตรีได้ดีจริงๆ ให้ความรู้สึกเข้าถึงดนตรี Jazz ที่คุ้นเคยอย่างปลอดโปร่งสมจริง  และที่นับว่าเยี่ยมคือฟังจากแผ่นซีดีอัลบั้มสังกัด TBM เริ่มจากอัลบั้มเปียโนทริโอ ที่โดดเด่นด้วยเสียงเปียโนที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่นักฟังเพลงต้องมี (Miyamoto Masao / Tsuyoshi Yamamoto - Midnight Sugar ) ต่อด้วยอัลบั้มเปียโนแจ๊สมาตรฐาน หรือ Standard Jazz ที่มีทำนองไพเราะฟังสบาย และบันทึกเสียงได้อย่างน่าทึ่ง (Tsuyoshi Yamamoto - Misty) ปิดท้ายด้วยอัลบั้ม Isao Suzuki - Blow Up อัลบั้มเบสที่โดดเด่นทั้งดับเบิลเบสและเชลโล บันทึกเสียงเครื่องสายได้ละเอียดและมีพลัง เป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญสำหรับ NAD C 399 ว่ามีความเป็นธรรมชาติของเสียงดนตรีอย่างสูงยิ่ง   นี่คือแอมปลิไฟร์ที่ให้ความเป็นดนตรียอดเยี่ยมมาก ด้วยเสียงที่สะอาดและควบคุมลำโพงให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ บนความเรียบง่ายของหน้าตาและการใช้งานที่ไม่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนนี้ กลับให้พลังงานที่โดดเด่นอย่างน่าทึ่ง เสียงที่สามารถเทียบเคียงได้กับชุดปรี-เพาเวอร์ ในระดับราคาสูง และเข้าใกล้ Master Series มากที่สุด NAD C 399 จะเป็นต้นแบบของแอมปลิไฟร์ยุคใหม่ที่ตอบสนองดนตรีได้อย่างครบถ้วน จะเป็นหมุดหมายที่สำคัญสำหรับออดิโอไฟล์ ที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด มีความใกล้ชิดดนตรีแต่ด้วยระดับราคาที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง  NAD ออกแบบอย่างประณีตพิถีพิถัน เพื่อให้ C 399 เป็นพลังเสียงที่บริสุทธิ์ โดดเด่นน่าทึ่ง ด้วยระบบภาคขยายระบบไฮบริดดิจิทัล ที่ผนวกมากับภาค DAC ชั้นดี ให้ความลงตัวคุ้มค่านับแต่แรกเริ่มเล่นไปจนถึงพัฒนาการเผื่ออนาคตเท่าที่ใจคุณต้องการครับ NAD C 399 ราคา 108,800.- บาท (ไม่รวมออพชั่น MDC2 โมดูล) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/

WHARFEDALE EVO 5.2 คุณภาพเสียงยอดเยี่ยมเหนือคำบรรยาย

WHARFEDALE EVO 5.2 คุณภาพเสียงยอดเยี่ยมเหนือคำบรรยาย การได้มีโอกาสทดสอบลำโพงอยู่แทบทุกวัน ทำให้ผมผ่านน้ำเสียงอันโดดเด่นแตกต่างในความเป็นดนตรีของลำโพงแต่ละคู่ ซึ่งให้ความน่าประทับใจแตกต่างกันไป แต่สำหรับลำโพง WHARFEDALE มักจะเต็มไปด้วยมีคำถามในใจเสมอ คือผมรู้สึกถึงความพิศวงว่า พวกเขาสร้างลำโพงคุณภาพสูงเหล่านี้ ในราคาที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างไรกัน? ฟังแล้วต้องขยี้ตาเมื่อเห็นราคาทุกโมเดลจริงๆ ครับ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การออกแบบ WHARFEDALE ได้สร้างมาตรฐานและความคุ้มค่าในโลกของการผลิตลำโพงขึ้นมาใหม่ คงยังสร้างความยากลำบากให้คู่แข่งต้องพัฒนามากขึ้น มิฉะนั้นจะต้องตกขบวนอย่างง่ายดาย อีกครั้งหนึ่งกับ WHARFEDALE EVO 5 Series ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ซีรีส์ใหม่นี้มาทดแทนที่ซีรีส์ EVO 4 ซึ่งเป็นสินค้าขายดีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2019 ลำโพงรุ่นนี้ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดสำหรับคอนเซ็ปต์ EVO ระดับกลางของ WHARFEDALE โดยได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นสำหรับโครงการ Elysian ซึ่งเป็นรุ่นเรือธง ผลลัพธ์ที่ได้คือยกระดับวิศวกรรมลำโพงที่ไม่เคยมีมาก่อนในราคาที่เข้าถึงได้เช่นนี้ ประกอบด้วยยูนิตเสียงแหลม AMT, ไดรเวอร์เสียงกลางแบบโดม และตู้ลำโพงที่ซับซ้อนพร้อมช่องระบายอากาศแบบสล็อตโหลดที่ชาญฉลาด ลำโพงซีรีส์ EVO 5 ใหม่ เป็นก้าวสำคัญที่เหนือกว่าของ WHARFEDALE โดยทางบริษัทได้นำเอาทุกสิ่งที่ทำให้ EVO 4 เคยเป็นลำโพงยอดนิยมในโชว์รูม และได้รับรางวัลมากมาย มาผสมผสานกับการออกแบบที่หรูหราและการพัฒนาทางเทคนิคเพิ่มเติม เพื่อเสริมคุณภาพให้ก้าวไปอีกระดับในฐานะแชมป์ลำโพงยอดเยี่ยมในราคาที่คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นนักฟังเพลงที่ต้องการความละเอียดอ่อนของเสียงดนตรี หรือผู้ฟังทั่วไปที่ต้องการความชัดเจนและพลังความลึกล้ำของเสียง ลำโพง EVO 5 สามารถรับประกันประสบการณ์การฟังที่สมจริงและมีความคมชัดสูง เทียบเคียงกับลำโพงระดับไฮเอ็นด์ที่มีราคาแพงกว่ามาก แตกต่างจากผู้ผลิตลำโพงหลายราย WHARFEDALE ออกแบบและผลิตชิ้นส่วนประกอบเกือบทั้งหมดด้วยตนเอง ทำให้สามารถสร้างลำโพงที่ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องผสมผสานชิ้นส่วนจากผู้ผลิตรายอื่น นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถควบคุมองค์ประกอบสำคัญเช่นไดรเวอร์ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถพัฒนาต่อยอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ ลำโพงซีรีส์ EVO 5 ใหม่นี้ ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ประกอบด้วยลำโพงหลัก 5 รุ่น ได้แก่ ลำโพงวางขาตั้ง 2 รุ่น (EVO 5.1 และ 5.2), ลำโพงตั้งพื้น 2 รุ่น (EVO 5.3 และ 5.4) และลำโพงเซ็นเตอร์สำหรับโฮมเธียเตอร์ (EVO 5.C) ภายนอกได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ส่วนภายในนั้นทุกรายละเอียดได้รับการปรับปรุงทุกส่วนทั้งหมดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ล้ำยิ่งขึ้นไปอีก ข้อสังเกตลำโพง EVO รุ่นใหม่นี้มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ทำให้มีปริมาตรตู้มากขึ้น ใช้ไดร์เวอร์ที่ได้รับการอัพเกรดรวมถึงครอสโอเวอร์ใหม่ทั้งหมด     • พิเคราะห์จากหน่วยขับความถี่สูง แนวคิดของซีรีส์ EVO เกิดจากกระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเช่นเดียวกับโครงการ Elysian ซึ่งเป็นโครงการเรือธงของ WHARFEDALE โดยได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างราคาที่จับต้องได้ และประสิทธิภาพระดับไฮเอ็นด์ คุณสมบัติที่โดดเด่นของซีรีส์นี้คือหน่วยขับความถี่สูง EVO AMT (Air Motion Transformer) เป็นแนวทางที่โดดเด่นสำหรับการประมวลผลความถี่สูงที่ล้ำลึกด้วยเทคโนโลยีอันซับซ้อน ทวีตเตอร์ AMT นี้สรรค์สร้างเพื่อความแม่นยำและรายละเอียดอย่างครบถ้วน ในการพัฒนาลำโพงซีรีส์ EVO 5 ใหม่นี้ WHARFEDALE ได้พัฒนาเทคโนโลยี Air Motion Transformer (AMT) ที่ล้ำสมัยให้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น AMT เป็นไดรเวอร์ความถี่สูงชนิดหนึ่งที่ใช้ในลำโพง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำ ความเร็วที่ฉับไว และความผิดเพี้ยนต่ำเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับยูนิตเสียงแหลมแบบโดมทั่วๆ ไป แทนที่จะใช้โดมหรือกรวยแบบเดิมในการผลักดันอากาศไปข้างหน้า AMT ใช้เทคนิคโครงสร้างไดอะแฟรมแบบจีบ ที่ทำจากวัสดุบางเฉียบและน้ำหนักเบา (ฟิล์มโพลีเมอร์) มีเส้นแรงแม่เหล็กแรงสูง ถูกวางไว้ทั้งสองด้านของไดอะแฟรม ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่ทรงพลัง เมื่อสัญญาณเสียงผ่านเข้าไปในเส้นทางนำไฟฟ้า ไดอะแฟรมจะได้รับพลังงาน ทำให้จีบหดตัวและขยายตัว เมื่อจีบเคลื่อนที่พวกมันจะ "บีบ" และ "ขยาย" อากาศระหว่างกัน ทำให้การผลักอากาศออกมาในลักษณะที่มีการควบคุมแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง  วิธีการนี้ช่วยให้ AMT สามารถเคลื่อนที่อากาศได้มากกว่าทวีตเตอร์แบบโดมทั่วไปที่มีพื้นที่ผิวเท่ากันถึงสี่เท่า จึงส่งผลให้เกิดความผิดเพี้ยนน้อยลง อันเนื่องมาจากไดอะแฟรมเคลื่อนที่น้อยกว่าโดมหรือริบบอนทั่วไป ด้วยการตอบสนองต่อสัญญาณฉับพลันเร็วขึ้น  และเนื่องจากวัสดุมีน้ำหนักเบาและการเคลื่อนไหวน้อยที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้สามารถสนองช่วงความถี่กว้างขึ้น และการกระจายเสียงที่เที่ยงตรงยอดเยี่ยมถึง 24kHz ทวีตเตอร์ EVO 5 AMT ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการปรับปรุงคุณภาพเสียงอย่างปฏิวัติวงการ เทคนิคสำคัญของ WHARFEDALE คือการดูดซับและลดแรงสั่นสะเทือน โดยมีการนำวัสดุดูดซับเสียงใหม่ Silentweave เพิ่มเข้าไปในช่องว่างด้านหลังไดอะแฟรมเพื่อลดการสะท้อนของคลื่นเสียงและการเปลี่ยนแปลงพลังของเสียงภายในตัวลำโพง วัสดุนี้เป็นการผสมผสานระหว่างเส้นใยฝ้ายและเส้นใยสักหลาด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับซีรีส์ EVO 5 ไดรเวอร์ EVO 5 ทุกรุ่นได้รับประโยชน์จากเฟรมลดแรงสั่นสะเทือนทางอะคูสติกแบบใหม่ที่เรียกว่า ResoFrame ซึ่งทำจากวัสดุ “อีลาสโตเมอร์” และมองเห็นได้เป็นรูปทรงคล้ายฟันเฟืองภายในแผงด้านหน้าของไดรเวอร์ ขอขยายความเล็กน้อย สำหรับวัสดุอีลาสโตเมอร์ (Elastomer) คือ โพลิเมอร์ที่มีความ "ยืดหยุ่นสูง" คล้ายยาง ชื่อนี้มาจากคำว่า Elastic (ยืดหยุ่น) + Polymer โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ เมื่อเราออกแรงดึงหรือกด มันก็จะเปลี่ยนรูปไปตามแรงนั้น แต่พอปล่อยมือ มันจะคืนตัวกลับสู่สภาพเดิมได้เกือบทั้งหมด มีความยืดหยุ่นได้โดยไม่ขาด ทนต่อแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือน และทนต่อความชื้นและสภาพแวดล้อมได้ดี ในกรณีของ AMT ของ WHARFEDALE จะมีปะเก็นลดแรงสั่นสะเทือนอีลาสโตเมอร์เพิ่มเติมระหว่างไดอะแฟรมและแผ่นด้านหน้า ช่วยลดการสั่นสะเทือนทางกลและทำให้การตอบสนองราบรื่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านเสียงแหลมช่วงความถี่ด้านล่างที่สำคัญ การปรับปรุงอะคูสติกภายในเหล่านี้ช่วยลดการเปลี่ยนแปลง หรือ “อาการคัลเลอร์” ของเสียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ จึงทำให้มั่นใจได้ถึงคุณภาพเสียงที่สะอาดบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น รวมถึงให้การตอบสนองเสียงแหลมที่ราบรื่น ต่อเนื่องอย่างยอดเยี่ยม สำหรับทวีตเตอร์ AMT ของ WHARFEDALE EVO 5.2 มีขนาดพื้นที่ไดอาเฟรม 35 x 70 มิลลิเมตร • การปรับแต่งเสียงกลางต่ำ มิดเร้นจ์และเสียงเบสเพื่อการถ่ายทอดเสียงร้องที่เหนือกว่า หัวใจสำคัญของลำโพงเสียงกลางอยู่ที่โดมมิดเร้นจ์ เพื่อให้เข้ากับชุดเสียงแหลม AMT รุ่นใหม่ WHARFEDALE ได้พัฒนาไดรเวอร์เสียงกลางแบบ Soft Dome ที่ออกแบบมาสำหรับรุ่น EVO 4 ก่อนหน้านี้ให้ดียิ่งขึ้น โดยนำมาใช้ในลำโพงสามทาง EVO 5.2, 5.3 และ 5.4 โดยใช้ไดอะแฟรมโดมขนาด 2 นิ้ว หรือ 50 มิลลิเมตร เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า โดยออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพเสียงกลางที่รวดเร็ว ตอบสนองได้ดี ครอบคลุมและกระจายช่วงความถี่ได้อย่างอิสระและกว้างขวาง โดมผ้าเนื้อนุ่มเคลือบด้วยสารลดแรงสั่นสะเทือน มีการระบายอากาศในห้องด้านหลังรูปทรงพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อกระจายและดูดซับพลังงานจากด้านหลังของโดม ส่งผลให้ได้การตอบสนองมีความเป็นเชิงเส้นตั้งแต่ 800Hz ถึง 5kHz ซึ่งเป็นช่วงความถี่ที่น่าทึ่งสำหรับไดรเวอร์เสียงกลางขนาดนี้ ไดรเวอร์รุ่น EVO 5 นี้ได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงด้านเสียงหลายประการ รวมถึงเฟรมลดแรงสั่นสะเทือน ResoFrame ที่อยู่ภายในแผงด้านหน้าของไดรเวอร์ และวัสดุ SilentWeave ในสองจุด ได้แก่ ด้านหลังไดอะแฟรมและคอยล์เสียง และด้านหน้าของตัวตู้ด้านหลัง เช่นเดียวกับไดรเวอร์ AMT องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยลดเสียงสะท้อนและคลื่นเสียง ทำให้ได้เสียงตอบสนองที่ราบรื่นและคมชัดยิ่งขึ้น ด้วยแม่เหล็กที่มีฟลักซ์สูง โดมมิดเร้นจ์ EVO 5 จึงมีประสิทธิภาพที่เข้ากันได้ดีกับยูนิตเสียงแหลม AMT ทำให้สามารถตอบสนองต่อไดนามิกของดนตรีได้อย่างรวดเร็ว ราบรื่นต่อเนื่อง ให้การกระจายเสียงที่กว้างของโดม และ AMT นี้ทำให้ผู้ฟังได้ยินรายละเอียดทางดนตรีทั้งหมด ไม่ว่าผู้ฟังจะนั่งอยู่ตำแห่งใด ย่อมทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ใจกลางของดนตรีจริงๆ การปรับปรุงที่ละเอียดอ่อนแต่สำคัญนี้ช่วยให้ได้รับประสบการณ์การฟังที่ละเอียดและดื่มด่ำยิ่งขึ้น     • ไดร์เวอร์เสียงเบสของลำโพงซีรีส์ EVO 5  ตัวขับเสียงเบสที่ใช้ระบบมอเตอร์ขั้นสูงที่มีการบิดเบือนต่ำ ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับรุ่นเรือธง Elysian ผสานกับกรวยเคฟลาร์ถักทอ ขนาด 6 นิ้ว หรือ 130 มิลลิเมตร (ในรุ่น EVO 5.2) พร้อมขอบยางที่มีการสูญเสียต่ำ ทำให้ได้ไดร์เวอร์ที่มีแบนด์วิธกว้างมาก ซึ่งสามารถสร้างเสียงเบสที่ทรงพลังและเสียงกลางต่ำที่เป็นธรรมชาติได้อย่างยอดเยี่ยม วิศวกรของ WHARFEDALE ได้พัฒนาร่วมกับทางเคฟลาร์ ซึ่งทำให้ได้มาซึ่งเส้นใยอะรามิดที่แข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับไดอะแฟรมลำโพงมานานกว่า 25 ปี ประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายรุ่น ทำให้ WHARFEDALE สามารถปรับปรุงการใช้งานวัสดุนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ได้ไดร์เวอร์ที่เผยให้เห็นรายละเอียดของเครื่องดนตรีได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมทั้งให้เสียงเบสที่ลึกและหนักแน่น นอกจากโครงสร้างลดแรงสั่นสะเทือน ResoFrame แล้ว ไดร์เวอร์เบส EVO 5 ยังได้รับการปรับปรุงด้วย ResoSeal ใหม่ของ WHARFEDALE ซึ่งเป็นวงแหวนลดแรงสั่นสะเทือนแบบอีลาสโตเมอร์ ที่มีน้ำหนักเบา วางตำแหน่งไว้ที่ด้านหลังของกรวยลำโพง ตรงจุดที่เชื่อมต่อกับขอบยาง  สิ่งนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเสียงกลางต่ำสมจริง ทำให้เสียงร้องฟังดูสมบูรณ์เป็นธรรมชาติ และเข้าถึงอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น • วงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คที่สนองตอบดนตรีอย่างราบรื่นแม่นยำ สัญญาณเอาต์พุตจากไดรเวอร์ต่างๆ จะถูกรวมเข้าด้วยกันผ่านวงจรครอสโอเวอร์ที่ได้รับการออกแบบใหม่ ซึ่งพัฒนาขึ้นจากการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์และการทดสอบการฟังในสภาพแวดล้อมจริงอย่างละเอียด พร้อมด้วยการออกแบบแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อลดระยะทางระหว่างส่วนประกอบและไดรเวอร์  ใน EVO 5.2 ระบบลำโพงแบบสามทาง วงจรจะถูกแยกออกเป็นแผงวงจรพิมพ์สองแผ่น แผ่นที่หนึ่งสำหรับเสียงกลางแหลม และอีกแผ่นสำหรับเสียงเบส เพื่อลดการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าให้น้อยที่สุด มีการใช้ตัวเก็บประจุโพลีโพรพีลีนคุณภาพสูง และตัวเหนี่ยวนำแบบแกนอากาศที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ความคมชัดสูงสุดในส่วนเสียงกลาง-แหลม และใช้ตัวเหนี่ยวนำซิลิคอนเหล็กเคลือบในส่วนเสียงเบสเพื่อลดการเสื่อมคุณภาพของสัญญาณ ผลลัพธ์ที่ได้คือความสม่ำเสมอของเฟสที่ไร้ที่ติและการทำงานร่วมกันของไดรเวอร์อย่างราบรื่น ระบบท่อเบสรีเฟล็กซ์แบบ SLPP (Slot Loaded Profiled Port) ของ WHARFEDALE ซึ่งใช้ในลำโพงระดับไฮเอ็นด์อย่าง Aura และ Elysian พัฒนามาจากแนวคิดดั้งเดิมของ Gilbert Briggs ผู้ก่อตั้ง WHARFEDALE ซึ่งบริหารบริษัทตั้งแต่ปี 1932 ถึง 1964 คือแทนที่จะใช้พอร์ตแบบเดิมที่ยิงเสียงออกทางด้านหลังหรือด้านหน้าตู้เพื่อเพิ่มการตอบสนองเสียงเบส ในระบบ SLPP ใช้ช่องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษยิงลงแบบ “ดาวน์ไฟริ่ง” ที่ฐานล่างของลำโพงเพื่อปรับสมดุลความดันให้เข้ากับห้องฟัง ซึ่งจะช่วยลดการไหลเวียนของอากาศที่ไม่พึงประสงค์จากพอร์ตและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเบสรีเฟล็กซ์ได้ดียิ่งกว่า      • โครงสร้างตู้ลำโพงที่ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อการควบคุมเสียงสะท้อนที่เหนือกว่า ลำโพงทุกรุ่นในซีรีส์ EVO 5 มีปริมาตรภายในตู้เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม ปริมาตรตู้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยให้เสียงเบสลงลึกและกระจายเสียงได้ดีขึ้น สร้างสนามเสียงที่สมจริงและกว้างขวางเป็นพิเศษ ตู้ลำโพงแต่ละตู้ ถูกสร้างขึ้นจากไม้หลายชั้นที่มีความหนาแน่นต่างกัน ออกแบบมาเพื่อลดการสั่นสะเทือนของแผ่นไม้ให้ต่ำกว่าระดับที่หูจะได้ยิน โครงสร้างหลายชั้นนี้ยังช่วยป้องกันการรั่วไหลของพลังงานเสียงที่ไม่ต้องการจากภายในตู้ ซึ่งอาจรบกวนการส่งสัญญาณเสียงของไดรเวอร์ได้  ขอบโค้งมนของแผ่นกั้นช่วยให้พลังงานเสียงไหลผ่านตู้ได้อย่างราบรื่น ช่วยให้เสียงที่ออกมาจากไดรเวอร์ผสานเข้ากับสภาพอะคูสติกของห้องได้ดียิ่งขึ้น ฐานของลำโพง EVO 5 แต่ละตัวประกอบด้วยฐานโลหะผสมไม้ ซึ่งมีช่องระบายอากาศแบบ SLPP ช่วยเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง และช่วยป้องกันการสั่นสะเทือนจากภายนอก สำหรับขนาดตู้ของ EVO 5.2 มีความสูง 497 กว้าง 260 และลึก  350 มิลลิเมตร นับเป็นลำโพงระบบสามทางที่มีสัดส่วนงดงามลงตัวยิ่ง การตกแต่งพื้นผิวของตู้ลำโพงซีรีส์ EVO 5 ได้รับการปรับปรุงใหม่ ตัวเลือกไม้วอลนัทที่ได้รับความนิยมยังคงอยู่ แต่สีขาวและสีดำได้รับการปรับปรุงให้เป็นแบบสีด้านคุณภาพสูง เรียบเนียนเป็นพิเศษ ทำให้ลำโพงดูทันสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกสีด้านแบบใหม่ที่ดูดีอีกด้วยนั่นคือ สีเทา Lunar Grey (ซึ่งเป็นตู้ที่ส่งมาให้ผมได้ทดสอบ) • Peter Comeau ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบเสียงของ WHARFEDALE กล่าวถึงการพัฒนาลำโพงซีรีส์ EVO 5 ไว้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้ “ลำโพงซีรีส์ EVO 4 ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงหกปีที่ผ่านมา ได้รับคำชมอย่างต่อเนื่องและครองอันดับหนึ่งในชาร์ตยอดขาย เมื่อถึงเวลาที่จะพัฒนารุ่นต่อยอด การออกแบบใหม่ทั้งหมดไม่ใช่คำตอบ แต่เรามุ่งเน้นไปที่การพัฒนาอย่างรอบคอบ ให้สมกับชื่อ ‘EVO‘ โดยการปรับปรุงสิ่งที่ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว พร้อมทั้งหาวิธีใหม่ๆ ในการยกระดับประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น” “ลำโพงซีรีส์ EVO 4 ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมในระดับที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากราคาที่เข้าถึงได้ สำหรับซีรีส์ EVO 5 นี้ เราได้ปรับปรุงปริมาตรของตู้ลำโพง ออกแบบครอสโอเวอร์ใหม่ และใช้เทคนิคและวัสดุขั้นสูงกับไดรเวอร์ การปรับปรุงเหล่านี้ส่งผลให้คุณภาพเสียงดีขึ้นอย่างมากและมีความสวยงามยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ในขณะที่ยังคงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้น้อยที่สุด” “เราออกแบบมาสำหรับผู้รักเสียงเพลงที่พิถีพิถัน ซึ่งให้ความสำคัญกับรายละเอียด ไดนามิก และความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ซีรีส์ EVO 5 มอบประสบการณ์การฟังที่เหนือความคาดหมาย ด้วยความคมชัดที่โดดเด่น เนื้อเสียงที่สมบูรณ์ และเวทีเสียงที่สมจริง” ตามคำแนะนำของคู่มือ ได้ระบุไว้เป็นแนวทางเซ็ตอัพตำแหน่งสำหรับลำโพงซีรีส์ EVO 5 ดังนี้ ลำโพง EVO 5.3 และ EVO 5.4 เป็นลำโพงตั้งพื้น จึงแนะนำให้วางห่างจากผนังด้านหลังอย่างน้อย 200 มม. และห่างจากผนังด้านข้าง โดยโทอินลำโพงซ้าย-ขวา หันเข้าด้านในเล็กน้อย ส่วนรุ่น EVO 5.1 และ EVO 5.2 ควรวางบนขาตั้งโดยยึดหลักใกล้เคียงกันนี้ โดยเสียงเบสจะดีขึ้น หากวางลำโพงขนาดเล็กไว้ใกล้กับผนังด้านหลัง แต่จะต้องไม่วางใกล้ผนังด้านหลังมากกว่า 70 เซนติเมตร ข้อควรระวัง หากวางลำโพงใกล้กับผนังมากเกินไป เสียงเบสจะเพิ่มขึ้นก็จริง แต่เสียงอาจจะบวมและไม่ชัดเจน ในการวางลำโพงให้ห่างจากผนังนั้น ด้านหน้าลำโพงสามารถจัดมุมโทอินหันเข้าด้านในได้ตามสมควร 5-10 องศา โดยทั่วไปแล้ว ผู้ฟังควรนั่งอยู่ห่างจากลำโพงเท่ากับ “ระยะห่างระหว่างลำโพง ซ้าย-ขวา เป็นอย่างต่ำ” หรือวางลำโพงให้สมดุลกับตำแหน่งนั่งฟัง เป็นลักษณะสามเหลี่ยมหน้าจั่ว และควรจัดวางลำโพงให้ยูนิตเสียงแหลมอยู่ในระดับหูของผู้ฟังที่นั่งอยู่ เนื่องจากรสนิยมส่วนตัวมีบทบาทสำคัญมาก ควรทดลองจัดวางในรูปแบบต่างๆ และพยายามใช้เวลาจัดตำแหน่งฟังในหลายๆ ระยะในการเซ็ตอัพ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกตำแหน่งลำโพงที่เหมาะสมที่สุดครับ     Test Report เนื่องจากขาตั้งของลำโพง EVO 5.2 นั้น ทาง WHARFEDALE มีการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้เกิดความลงตัวระหว่างรูปทรงและการใช้งาน โดยผลิตจากเหล็กกล้า-คาร์บอน แต่ไม่ได้มีการนำเข้ามา เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูงพอๆ กับตัวลำโพง  ดงนั้นผมจึงขอแนะนำให้ท่านที่เป็นเจ้าของลำโพง เลือกขาตั้งโลหะผสม หรือขาตั้งไม้ ที่มีจำหน่ายทั่วไป ในระดับความสูงใกล้เคียง 48- 50 มิลลิเมตร (พิจารณาจากความสูงขาตั้งจากโรงงานที่กำหนดไว้สำหรับ EVO 5.2) หรือประมาณ 19 -22 นิ้ว รวมสไปก์-จานรอง  ในการเซ็ตอัพภายในห้อง 3.50x4.50 เมตร ผมใช้ขาตั้งไม้เมเปิ้ล ที่สั่งผลิตพิเศษจากคุณยุ่น MAVIN  รวมการใช้ Spike และตัวรอง Life Audio Signature Mellow เพื่อจูนอัพระดับให้ได้สมดุลทุกมุม (รวมความสูงขาตั้ง 52 เซนติเมตร) ส่วนการเซ็ตอัพ จัดให้ลำโพง ซ้าย-ขวา วางห่างกันโดยวัดศูนย์กลางถึงศูนย์กลาง 2.00 เมตร และห่างผนังหลัง 85 เซนติเมตร ห่างผนังด้านข้างประมาณ 70 เซนติเมตร นับว่าลงตัว  ส่วนห้องอื่นๆ ขอแนะนำให้จัดวางไปตามความเหมาะสมของห้องครับ สำหรับในการทดสอบ ผมจะระบุอัลบั้มที่ผมใช้สำหรับการทดสอบเสียงไปด้วย เพื่อให้ท่านที่สนใจเปรียบเทียบแนวทางที่ได้ฟัง และสิ่งผมทดสอบได้ ส่วนการเบิร์นลำโพงใหม่ที่แกะออกจากกล่อง แนะนำให้เบิร์นอย่างต่ำ 100 ชั่วโมงครับ เป็นลำโพงที่เบิร์นไปฟังไปแล้วก็เกิดความประทับใจ ออกอาการอาการอึ้งๆ ไปตลอดช่วงเวลาของการฟังครับ เพราะปรากฏการณ์กับลำโพง WHARFEDALE EVO 5.2 นี้ แรกสุดคือเสียงแหลมจาก AMT ดึงดูดใจผมอย่างมาก เป็นย่านความถี่ที่ปลายเสียงแหลมสวยงาม จะว่าไปเหมือนเสียงแหลมของลำโพงระดับราคาเกินห้าหกมื่น หรือระดับแสนครับ ไม่ใช่ราคาสองหมื่นกว่าแบบนี้‼️ นี่คือการประสบผลสำเร็จสำคัญอีกครั้งหนึ่งของทาง WHARFEDALE ในการพัฒนาลำโพงรุ่นใหม่ ให้ได้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม โดยคงปรัชญาที่ว่า เสียงในแบบไฮเอ็นด์ใกล้ชิดดนตรีจริง แต่ราคาเบาๆ อย่าง EVO 5.2  ราคาคู่ละ 27,000.- บาท ต้องยอมรับว่ามีคุณภาพเสียงยกระดับเกินราคาไปไกลมากๆ ทีมออกแบบ WHARFEDALE เขาประสบผลสำเร็จสูงก็เพราะ เอาคุณสมบัติลำโพงไฮเอ็นด์มาเป็นตัวตั้ง แล้วพยายามออกแบบลำโพงในเส้นทางดังกล่าว โดยทำให้งบประมาณไม่ต้องสูงเกินจำเป็น ที่สุดของปลายเสียงแหลมสะอาด ส่งพลังต่อเนื่องอย่างรวดเร็วของ EVO 5.2 คือการแสดงถึงความยอดเยี่ยมของทวีตเตอร์แบบ AMT ที่มีลักษณะเสียงอันโดดเด่นเป็นอิสระ เป็นเสียงแหลมซึ่งมีบุคลิก เปิดโปร่งสะอาด สิ่งที่สำคัญนอกเหนือไปกว่านั้นก็คือความต่อเนื่องไหลลื่นของย่านความถี่ไปจนถึงช่วงเสียงกลาง-ต่ำ ที่มิดเร้นจ์ในรูปแบบโดมอ่อนและวูฟเฟอร์ขนาดหกนิ้วครึ่งจะผสานทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สัมผัสได้ถึงดนตรีทุกชิ้นที่เป็นจริง นำเสนอเสียงร้องที่หลุดออกจากตู้ลำโพงที่สมจริง   (Janis Ain : Breaking Silence) WHARFEDALE EVO 5.2 สร้างความรู้สึกดึงดูดใจสำหรับผู้ที่ได้ยินเสียงครั้งแรก คือความสะอาด Clean มีความเปิดกว้างของเวทีเสียง จุดตำแหน่งหรืออิมเมจแม่นยำสุดๆ รวมถึงคาแรกเตอร์ที่มาพร้อมทั้งพลัง และเสียงต่ำที่ให้ความละมุนสุภาพมากๆ นับเป็นลำโพงที่มีบุคลิกเสียงที่ราบรื่นชวนประทับใจจริงๆ ครับ (Linda Ronstadt : What's New)     ลำโพงที่ดีไม่ควรเกี่ยงสไตล์เพลง ดังนั้นความสามารถในการสนองตอบต่อดนตรีได้หลากหลาย โดยไม่มีข้อจำกัดของ EVO 5.2 ทำให้ผู้ฟังมีความสุขอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ แต่ก็สร้างความโดดเด่นกับเพลงร้อง เพลงแนว Pop Jazz หรือวงดนตรีบิ๊กแบนด์อย่างเป็นพิเศษ มีทั้งความสะอาดสดใสกระชับฉับไว และเบสที่อบอุ่นสมจริง เป็นลำโพงที่มีเสน่ห์ดึงดูดเราให้เข้าถึงดนตรีได้อย่างง่ายดาย ให้ความสมจริงกับเสียงร้อง และแสดงผลบุคลิกชัดเจนของชิ้นดนตรีที่ทรงเสน่ห์จริงๆ อีกทั้งถ้าคุณจะค้นหาลำโพงที่มีโทนัลบาลานซ์ระดับใกล้เคียงลำโพงไฮเอ็นด์ ในลำโพงระดับราคาหมื่น ผมว่า Wharfedale EVO 5.2 ต้องสร้างความรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างแน่นอน ประสบการณ์ฟัง นำเรามาพบความโอ่อ่าของเวทีเสียงไปพร้อมกับฮาร์โมนิคที่สวยงามของ EVO 5.2 ก็คือ เสียงร้องของศิลปินสาวที่มีน้ำเสียงกังวานสดใสผสมผสานกับเสียงฮาร์ปที่มีความพิเศษ ด้วยพลังย่านความถี่กลาง ดนตรีหลุดลอยเด่นออกมาจากลำโพงเสมือนเสียงแบบสามมิติ ทำให้เรารู้ว่าลำโพงมีศักยภาพเกินตัวหรือขนาดตู้เป็นอย่างมากเลยทีเดียวครับ (Dee Carstensen : Regarding the Soul) WHARFEDALE EVO 5.2 กับดนตรีแนววงออเคสตร้าขนาดยักษ์ และการเข้าถึงพลังดนตรีแนวร็อคยุคอมตะ มันเป็นการพิสูจน์ความสามารถของลำโพงอย่างแท้จริง ในทุกการทดสอบลำโพง ผมคุ้นเคยกับผลงานของวง Cincinnati Pops Orchestra ภายใต้การอำนวยเพลงของ Erich Kunzel จึงนำมาทดสอบกับลำโพงคู่นี้ถึงสามอัลบั้มหลักด้วยกัน สำหรับทดสอบฟังเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ลำโพง EVO 5.2 คือตัวอย่างของลำโพงที่ดีที่สุดคู่หนึ่ง สำหรับการถ่ายทอดเสียงดนตรีในระดับราคานี้  นอกจากได้ฟังเสียงที่สมจริงสมจัง ด้วยดนตรีวงขนาดใหญ่ เกินความคาดหมายของเราไปมากแล้ว ยังมีเอฟเฟกต์เสียงตะวันตกที่บันทึกโดย Michael Bishop เช่น เสียงฝูงสัตว์แตกตื่น เสียงการชกต่อยในบาร์ และเสียงเครื่องจักรไอน้ำของจริง ทำให้มั่นใจได้ว่า นอกเหนือไปจากฟังเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ไดนามิกที่ดีเยี่ยมขนาดนี้ ลำโพงยังเหมาะสำหรับการนำไปจัดชุดโฮมเธียเตอร์ได้อีกด้วย สำหรับ EVO 5.2 มีสามคำจำกัดความคือ หนักแน่นทรงพลัง เวทีเสียงโอ่อ่า ให้ความกังวานปลายเสียงสมจริง อีกทั้งในย่านความถี่ต่ำ ส่งผ่านเสียงเบสที่สะอาดสะอ้าน อิ่มลึก อันยากจะหาคู่แข่งมาเทียบเคียงได้  ที่สำคัญเป็นลำโพงที่แสดงไดนามิกเร้นจ์กว้างขวาง เข้าถึงพลังดนตรีระดับวงใหญ่เต็มศักยภาพ และเมื่อพิจารณาขนาดลำโพง คุณก็จะยิ่งทึ่งในพลังครับ (Cincinnati Pops Orchestra : Ein Straussfest/Round-Up/Happy Trails) ช่วงท้ายๆ ของการทดสอบฟังจากเพลงแนวร็อค ทำให้เรามองเห็นความพิเศษของลำโพงคู่นี้ได้เป็นอย่างดีว่า ทั้งค่าไดนามิก พลังและการสนองตอบที่มีความฉับไวนั้น ให้ความครบถ้วนเป็นอย่างดี EVO 5.2 เป็นลำโพงสามทางขนาดกลางที่ยอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว   ด้วยเวทีเสียงหรือ SoundStage ที่แผ่ความกว้าง ลึกเกินจากตำแหน่งลำโพง ในแบบที่เราเรียกว่า เสียงหลุดลอยอิสระออกจากตู้ นับว่าทำได้ดีเยี่ยมครับ ผมเข้าใจว่าดีไซน์โครงสร้างตู้แบบทรงโค้งมน ช่วยให้หลีกพ้น “ค่าเลี้ยวเบน” ของหน้าตู้ลำโพงในย่านความถี่กลางแหลม  และเทคนิคท่อพอร์ตยิงเสียงลงด้านล่าง SLPP (Slot Loaded Profiled Port) คือเคล็ดลับที่มองข้ามไม่ได้เลย เพราะเป็นการดีไซน์การส่งผ่านพลังเสียงต่ำที่ปราศจากความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยน ช่วยให้เสียงเบสแม่นยำ มีอิสระอย่างน่าประทับใจ (Pink Floyd : The Dark Side of the Moon) กับเพลงไทยเพราะๆ ที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ในยามผ่อนคลาย ผมจะนำเพลงไทยทรงคุณค่า ตั้งแต่ยุคเก่าจนถึงยุคปัจจุบัน มาสลับฟังไปเรื่อยๆ รู้สึกนึกถึงความผ่อนคลายและการเข้าถึงเสียงที่สะอาดสะอ้าน น่าประทับใจ นั่นก็หมายความว่าลำโพงสามารถนำพาเราก้าวสู่โลกแห่งเสียงดนตรีโดยไม่มีข้อจำกัดในยุคสมัยอนาล็อกหรือดิจิตอลใดๆ ทั้งสิ้น     บทสรุปของลำโพงคู่นี้ ได้ชวนเราเดินทางไปยังโลกแห่งเสียงดนตรีแบบสมจริง หรือไฮฟิเดลิตี้ได้ครบถ้วนทุกสไตล์ ไม่มีขีดจำกัด ให้ความหมายของการฟังเพลงอย่างมีความสุขลึกล้ำ เข้าถึงความถี่อย่างครบถ้วนแม้จะเป็นลำโพงวางขาตั้งขนาดกลางก็จริง แต่การออกแบบให้เป็นลำโพงระบบสามทางด้วยเทคโนโลยีที่หลุดขีดจำกัดอย่างสวยงามเช่นนี้ ส่งผลให้มีสมรรถนะสมบูรณ์ไม่ต่างไปจากลำโพงตั้งพื้นชั้นดีเลยแม้แต่น้อย สำหรับภาคขยายที่เหมาะสม แนะนำว่าแอมปลิไฟร์โซลิดสเตทแบบคลาส AB หรือคลาส A ทั่วไป รวมถึงแอมปลิไฟร์หลอดที่มีกำลังขับ 35 วัตต์ขึ้นไป ส่วนท่านที่มีแอมป์ซิงเกิ้ลเอ็นด์ 300B กำลังขับ 9-10 วัตต์ ก็ใช้งานกับ EVO 5 ได้อย่างราบรื่นน่าทึ่ง คือในความเป็นจริงไม่ได้เป็นลำโพงที่เลือกแอมป์ใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้แมตช์กับแอมป์ได้ง่ายมากครับ WHARFEDALE EVO 5.2 เป็นต้นแบบที่ยอดเยี่ยมสำหรับลำโพงในกลุ่มออดิโอไฟล์ โดยรักษาเอกลักษณ์ในปรัชญาของ WHARFEDALE เอาไว้อย่างมั่นคงยาวนาน คือให้ในสิ่งที่ “ดีกว่าผู้ฟังคาดหวัง” เสมอ หรือคุณภาพเสียงที่ยิ่งใหญ่ แต่จ่ายได้ในราคาที่เป็นเจ้าของได้อย่างง่ายดาย  ความคุ้มค่าซึ่งคุณไม่มีวันพบจากลำโพงอื่นใด นอกจาก WHARFEDALE EVO 5.2 เท่านั้นครับ Reference : • Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier & Ultimate Mono Power Amplifier • Luxman SQ38 FD  • Audio Innovations Series 500 • Denon DCD 2500 NE • NAD M51 DAC • NAD C3050 • MAVIN Speaker Stand • Tellurium Q Silver Speaker Cable  • Life Audio Signature Mellow WHARFEDALE EVO 5.2  ราคาคู่ละ 27,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า)  โทร. 02-881 7273-5, 093-689 7987, 081-682 7577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower

Tech talk
The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เทคนิคการเซ็ตอัพ และปรับค่าซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง 2 แชนแนล

The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เทคนิคการเซ็ตอัพ และปรับค่าซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง 2 แชนแนล       บทความตอนนี้ จะกล่าวถึงหลักปฏิบัติซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผม ในการปรับตำแหน่ง และเซ็ตค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ โดยขอแบ่งแยกรูปแบบตู้ซับดังต่อไปนี้ 1. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกด้านหน้า (ทั้งมีท่อพอร์ต และตู้ปิดทึบ) 2. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง (down firing)  3. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง หรือออกด้านหน้า แต่มีแพสสีพเรดิเอเตอร์ยิงเสียงออกซ้าย-ขวา (two ways) 4. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกสองด้าน (two ways)        ด้วยการออกแบบในเทคนิคที่แตกต่างเหล่านี้ การเซ็ตตำแหน่งที่วางตู้ซับ ก็จะต้องหาวิธีมีความเหมาะสม และให้ความลงตัวที่แตกต่างกันไป            ตำแหน่งที่ SET UP สำหรับท่านที่ต้องการเซ็ตเอง แบบค่อยๆ เรียนรู้ และหาจุดตำแหน่งที่เหมาะสมคือ       ในภาพ FIG 1 เซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา ให้เลือกตำแหน่งในแบบ “โอบล้อมลำโพงหลัก” โดยเลือกในแต่ละทิศทาง ได้ทั้ง หน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา วางห่างลำโพงหลัก ณ. ตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง ให้เป็นเงาซ้อน ห่างลำโพงหลักประมาณ 1 ฟุตขึ้นไป จุดใดเหมาะสมที่สุด เลือกจุดนั้นครับ           การเซ็ตแบบนี้ จะยืดหยุ่นได้มากที่สุด และเหมาะกับห้องขนาดเล็ก 12 ตารางเมตร จนถึงห้องขนาด 35-40 ตารางเมตร     ในภาพ FIG 2 คือเซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา โดยวางเป็นมุมเฉียง 45 องศา จากลำโพงหลัก ระยะห่างเริ่มที่หนึ่งฟุตเป็นต้นไปเช่นกัน      นี่อาจจะเหมาะกับขนาดห้องที่มีบริเวณกว้างลึกเกิน 15-20 ตารางเมตร ขึ้นไป         ในภาพ FIG 3 คือการใช้ซับวูฟเฟอร์ตู้เดียว ด้วยการวางตรงกึ่งกลางระหว่างระนาบเดียวกับลำโพงซ้ายขวา โดยถอยหลังลึกเข้าไปจากระนาบ ห่างหรือชิดผนังแค่ไหน ให้เริ่มทดลองดู ขยับทีละตำแหน่ง ทีละเล็กน้อย หาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด การใช้ซับวูฟเฟอร์ตัวเดียวนั้นอาจจะเซ็ตได้ไม่ยากนักก็จริง แต่ทั้งคุณภาพและปริมาณความถี่ต่ำจะต้องเกลี่ยให้กลมกลืนกับระบบซิสเต็มลำโพงหลัก มิฉะนั้นมันจะทำให้เรารู้สึกว่า จุดที่ความถี่ต่ำตกกระทบเป็น “ระดับเสียงดังมากกว่าลำโพงหลัก” นั้น เป็นตัวต้นเหตุทำให้รบกวนความถี่อื่นให้จมหายไป         ในกรณีลำโพงซับวูฟเฟอร์ ที่มีการยิงเสียงสองทิศทางไปด้านซ้าย-ขวา หรือซับวูฟเฟอร์ที่ยิงเสียงลงพื้น (down firing) จะทำให้เซ็ตเสียงได้กลมกลืนง่ายกว่า ตู้ซับแบบยิงมาด้านหน้าโดยตรง อีกทั้งจะทำให้เสียงต่ำกินบริเวณกว้างลึกได้มากยิ่งขึ้น        เนื่องจากจุดประสงค์ในการเซ็ตอัพ ซับวูฟเฟอร์ ก็คือทำอย่างไรก็ได้ ให้เพิ่มปริมาณ และคุณภาพความถี่ต่ำ “กลมกลืน” ในปริมาณที่ “พอดี”           หรือมีสเกลสัดส่วนย่านความถี่ต่ำใกล้เคียงกับความถี่กลางแหลมของลำโพงเมนหลัก ซ้าย ขวา             ซับวูฟเฟอร์ ไม่ควรที่จะปรับให้มีปริมาณเสียงดัง ความถี่กระทุ้งกระแทก แล้วระบุจุดตำแหน่งที่ตั้งหรือตัวตนของมันเอง ว่าอยู่ ณ.ตรงจุดใด อันนั้นถือว่าเป็นการเซ็ตอัพที่ไม่ถูกต้อง         ต่อจากนี้ คือการปรับค่าหลักๆ 3 ค่าที่สำคัญ ในตู้ซับวูฟเฟอร์ครับ ปุ่มปรับระดับความดัง Level หรือ Volume  ปุ่มปรับจุดตัดความถี่ Crossover Network ปุ่มปรับ Phase 0-180 องศา หลักการเบื้องต้นโดยทั่วไปก็คือ จะต้องปรับปุ่มของระดับความดัง Level หรือ Volume ให้อยู่ในระดับ 10.00 ถึง 12:00 น. (กึ่งกลาง) โดยประมาณ           เพราะที่ระดับความดังขนาดนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปรับ ลด หรือเพิ่มอีกเล็กน้อย ของระดับเสียงซัพวูฟเฟอร์โดยทั่วไป         การปรับระดับความดัง Level หรือ Volume จะต้องทำควบคู่กับจุดตัดความถี่ครอสโอเวอร์เสมอ         ให้เลือกจุดตัดความถี่ที่ต่ำที่สุดของซับวูฟเฟอร์ ตู้นั้นๆ เอาไว้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น40 หรือ 50Hz            ย่านความถี่จุดตัดยิ่งสูง อัตราเสียงต่ำจะกระแทกกระทั้นมากขึ้น ดังนั้นจงหาจุดที่สมดุลกับความถี่ต่ำของลำโพงเมนหลักให้ได้        แนะนำว่า ไม่ควรจะเลือกตัด ความถี่ครอสโอเวอร์สูงเกิน 100 เฮิร์ตซ์ โดยไม่จำเป็น เพราะส่วนมากแล้วจุดตัดสูงๆ จะทำให้เสียงเบสโด่งนำหน้าความถี่อื่น       ความถี่จุดตัดจะต้องปรับคู่กับ Volume อยู่เสมอ และต้องปรับทีละเล็กทีละน้อยอย่างละเอียดที่สุด ก็เพราะว่า ตรงจุดครอสโอเวอร์นี้ จะทำให้รอยเชื่อมต่อของความถี่ต่ำ ระหว่างลำโพงเมนหลัก กับความถี่ต่ำจากตู้ซับวูฟเฟอร์นั้นสามารถกลมกลืนกันได้        เมื่อปรับค่าของซับวูฟเฟอร์ ได้ค่อนข้างกลมกลืนแล้ว (หรือมีปัญหาว่าเบสบางส่วนยังคงเดินช้ากว่าเสียงกลางแหลม) ให้ลองปรับค่าที่ Phase 0-180 ดู เป็นลำดับสุดท้าย          ไม่ควรปรับค่าเฟสไปทางเฟสลบ -180 องศา ในระหว่างจูน Volume และ Crossover แต่ให้ปรับดู หลังจากปรับค่าทุกอย่าง และให้เสียงได้ลงตัวแล้ว         ปุ่มปรับค่าเฟสนี้ ซับบางตู้ อาจจะเป็นสวิตช์ เลือก บวก 0 และ ลบ 180 องศา แต่ ซับวูฟเฟอร์ราคาสูงๆ มักจะเป็นปุ่มเกนโวลุ่ม ให้เราเลือกค่าเฟสแปรผันไปทีละน้อยได้              ยังมีอีก 2 เทคนิค สำหรับการเสริมตู้ซับเข้าไปในระบบฟังเพลง ซึ่งเป็นวิธีการของงาน Professional เมื่อนานมาแล้ว เหมาะกับห้องฟังเพลงที่มีขนาดใหญ่ และเสียงเบสเบาบางเกินไป ก็สามารถใช้วิธีดังกล่าวนี้ได้ 1. Inverted Stack Cardioid วางตู้ซับวูฟเฟอร์ ซ้อนกันสองถึงสามตู้ต่อแชนแนล อาจจะมีการวางยิงเสียงมาด้านหน้าทุกตู้ หรือสลับบางตู้ยิงมาด้านหน้า บางตู้ยิงไปด้านหลัง แล้วแต่การ คำนวณค่า หรือเซ็ตอัพ จะทำให้ได้มิติของเสียงเบสและความกว้างลึกของเสียงต่ำสมบูรณ์มากขึ้น การวางตู้ทับซ้อนขึ้นไป ช่วยให้เปลืองพื้นที่น้อยที่สุดภายในห้อง            สิ่งสำคัญก็คือตู้ซับจะต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้วางซ้อนกันได้ ไม่ควรนำตู้ซับวูฟเฟอร์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการนี้มาวางซ้อนกันนะครับ        2. End Fire Cardioid เป็นอีกเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเทคนิคการวางตู้ซับวูฟเฟอร์ซึ่งในกรณีนี้ มีอยู่หลายวิธี ทั้งการวางตู้หน้า-หลัง ในลักษณะเฟสบวกหรือการวางชิดกันสามตู้ โดยมีการยิงเสียงต่างทิศทางกัน       ต้องมีการคำนวณการเว้นระยะห่าง เพื่อการคอนโทรลความถี่ต่ำ อันเนื่องมาจากบางครั้งมีปัญหาการรบกวน มีการเลี้ยวเบนของเสียงต่ำที่กระจัดกระจาย ออกรอบทิศทาง หรือการทับซ้อนกันเองของความถี่ต่ำ              ซึ่งวิธีนี้ จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเซ็ตอัพ โดยเฉพาะครับ            บทสรุปคือการเล่นเครื่องเสียงย่อมมีหลายวิธีการและการเสริมตู้ซับวูฟเฟอร์เข้าไปนั้น ถ้าเราใช้เทคนิคที่ถูกต้องก็จะทำให้ความถี่ต่ำนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น           โดยให้ยึดหลักที่ว่า หากระบบเสียงภายในห้องนั้นยังขาดความสมบูรณ์ที่ความถี่ใดความถี่หนึ่ง เราก็สามารถเสริมเข้าไปได้  โดยคำนึงถึงเรื่องโทนัล บาลานซ์ และสเกลของความถี่เป็นสำคัญครับ  

The Light of Audiophile ตอนที่ 6 การเสริมระบบซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง

The Light of Audiophile ตอนที่ 6 การเสริมระบบซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง         การเสริมซับวูฟเฟอร์ในระบบฟังเพลง 2 แชนแนลนั้น มาจากเหตุผลที่ว่า ถ้าซิสเต็มในระบบฟังเพลงของเรา เสียงต่ำบาง เบสขาดสเกลเสียง อันเนื่องจากความสามารถในการตอบสนองความถี่ของลำโพงเสียงต่ำ Woofer ไปได้ไม่ถึงจริงๆ            เพราะขนาดลำโพงเล็กเกินไป เช่น ลำโพงวางขาตั้งที่มีขนาดวูฟเฟอร์ เพียง 4-8 นิ้ว ที่ไม่อาจจะให้ทั้งปริมาณ และคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง (โดยไม่บีบเค้น) นั้นได้           หรือต่อให้เราใช้ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่พอสมควร แต่เนื่องจากขนาดของห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เบสที่ควรจะได้จากลำโพง 2 ตู้ ก็ยังรู้สึกด้อยกว่าเสียงกลางแหลม ไม่สามารถที่จะเซ็ตอัพให้ได้คุณภาพเสียงต่ำที่สมบูรณ์ได้ คำตอบก็อาจจะต้องมาอยู่ที่การเสริม Sub-Woofer ครับ         ช่วงปี 2542 ผมได้ให้คำปรึกษาด้านระบบเสียงให้ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งชีวิตส่วนตัวท่าน เป็นคนเล่นเครื่องเสียง ในแบบอนาล็อก ฟังเพลง Classical ที่บรรเลงด้วยวงออเคสตร้าเป็นหลัก             ที่สุดท่านได้ตัดสินใจซื้อลำโพงรุ่นท็อป ตู้ขนาดสูงท่วมบ้าน ขนาดวูฟเฟอร์ 12 นิ้ว สองตัวต่อตู้ มาฟังเพลงที่ชื่นชอบ แต่ก็ปรารภกับผมตลอดว่า เสียงของกีต้าร์เบส ดับเบิ้ลเบส กลองทิมปานี ขาดน้ำหนัก เบาบางไป           ถ้าฟังในระดับเบาๆ แบบแบ็คกราวนด์มิวสิกนี่แทบไม่เหลือให้สัมผัสอรรถรสดนตรีช่วงความถี่ต่ำเลย           ผมตัดสินใจจัดเอา Active Sub-Woofer ที่มีขนาดไดรเวอร์ 12 นิ้ว และ Sub Bass Radiator ขนาด 15 นิ้ว มาเพิ่มสองตู้ ซ้ายขวา โดยหาวิธีต่อจากปรีเอาท์ของปรีแอมป์ชุดที่ 2 และเซ็ตอัพหาความบาลานซ์เพื่อให้เกิดสมดุล ของความถี่ต่ำกับย่านกลางแหลมให้ลงตัว            ต้องเข้าใจว่า เกือบสามสิบปีที่แล้ว แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ยังมีความเฉื่อยของเสียงต่ำอยู่บ้าง ไม่เหมือนแอคทีฟซับวูฟเฟอร์สมัยนี้ ที่ดีไซน์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย กรวยลำโพงใช้วัสดุที่ดี ให้การสนองตอบฉับไว เท่าทันความถี่กลางแหลม          สำหรับซับแอคทีฟยุคเก่า ผมจึงต้องกำหนดจุดตั้ง และเซ็ตอัพอยู่ 2-3 ครั้ง จึงลงตัวในที่สุด ท่านเจ้าของซิสเต็มบอกว่า ได้เสียงที่ลงตัวประทับใจ ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงในคอนเสิร์ตฮอลล์ จึงมีความสุขมาก ถือว่าแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้        มาย้อนดูช่วงเวลาของการออกแบบซับวูฟเฟอร์ ที่น่าสนใจกัน ช่วงปี 1982 บริษัทนิปปอน กักกิ หรือยามาฮ่า ตัดสินใจออกแบบแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ตัวแรก นั่นคือ NS-W1 โดยมีขนาดตู้ 50 ลิตร มีแอมป์ขับในตัว 45 วัตต์โมโน ที่ 6 โอห์ม แม้ไดรเวอร์จะมีขนาดเพียง 10 นิ้ว แต่ดีไซน์เนอร์อธิบายว่า ตัวขับเสียงถูกออกแบบให้ครอบคลุม ตอบสนองความถี่ต่ำเฉพาะ จึงต่างไปจาก Woofer ทั่วไป มีความสามารถแสดงผลความถี่ต่ำลงลึกได้ถึง 20Hz            ในเวลาเดียวกันนั้น ทาง Bose และ M&K แห่งอเมริกา เป็นรายแรกๆ ที่ออกแบบลำโพงเมนหลักกลางแหลมแยกส่วนออกจาก Sub-Woofer แบบแพสสีพ ซึ่ง M&K ใช้ชื่อระบบว่า Sub-Satellite เป็นการแก้ปัญหาขาดความถี่ต่ำ ประการหนึ่ง และให้ความสะดวกในการจัดวางภายในห้องขนาดย่อมๆ          จากนั้นมีบริษัทเครื่องเสียงบางแห่ง อาทิ Dave Hall เปิดตัว Velodyne Acoustics ในปี 1983 เพื่อเน้นผลิตซับวูฟเฟอร์โดยเฉพาะ เทคโนโลยีล้ำสมัยของ Velodyne คือระบบเซอร์โวคอนโทรล          ระบบนี้ จะนำเอาปฏิบัติการดิจิตอลช่วยรายงานจากสถานการณ์ใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยควบคุมมิให้ซับวูฟเฟอร์ส่งเสียงผิดเพี้ยน (Digital High Gain Servo Control)          มีระบบอีควอไลเซอร์ EQ Plus ที่จะทำให้สามารถปรับซับวูฟเฟอร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์การใช้งานของแต่ละบุคคล และห้องต่างๆ อย่างเหมาะสม          บริษัท Sunfire เคยออกแบบซับวูฟเฟอร์ที่เน้นให้มีขนาดเล็กมากๆ แต่มีพลังขับอย่างชนิดสั่นสะเทือนห้อง ซึ่งในช่วงเวลาขณะนั้น พ่อมดอิเล็คทรอนิกส์ บ๊อบ คาร์เวอร์ มีส่วนในการออกแบบภาคขยายคลาส T ขนาดเล็กแต่กำลังขับสูงที่สุดในโลก บรรจุลงไปในตู้ซับวูฟเฟอร์         บริษัท Rel Acoustics เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่เน้นการผลิตซับวูฟเฟอร์คุณภาพสูง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามที่จะทำให้เสียงต่ำมีมิติที่สมบูรณ์ ในระบบโฮมออดิโอ ย้อนคืนไปสู่รสชาติของการแสดงคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์            บริษัท KEF แห่งอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นบริษัทลำโพงอนุรักษ์นิยม ที่ประสบผลสำเร็จที่สุดในระดับโลกได้ออกแบบแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ออกมาหลายรุ่น อาทิ REFERENCE 8b ที่ใช้ตัวขับ 9 นิ้ว พร้อมแอมป์คลาส D กำลังขับ 500 วัตต์ x 2             ซับวูฟเฟอร์ รุ่น KC62 ที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด รวมถึงรุ่นใหม่ KC92 ที่มีขนาดกลางๆ ตัวขับ9 นิ้วและแอมป์คลาส D 1000 วัตต์!!!         ในแง่ของการใช้ Sub-Woofer กับระบบฟังเพลงในบ้าน ผมไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งผิดแปลกพิสดาร หรือย้อนแย้งอะไร ตราบเท่าที่ผู้ฟังยังรู้สึกว่า เสียงต่ำมีสเกลเสียงที่เบาบาง ไม่เต็มที่เหมือนความถี่กลางแหลม เราก็สามารถเพิ่มเข้าไปได้         แต่… ต้องเพิ่ม เสริมลงไปอย่างเหมาะสม และเข้าใจเรื่องของการเซ็ตอัพ สี่ประการ ที่สำคัญยิ่ง คือ 1. สถานที่วาง และจำนวนของตู้ซับวูฟเฟอร์ 2. การปรับค่าจุดตัดครอสโอเวอร์ 3. การปรับระดับความดัง Level 4. การปรับ Phase           ในตอนถัดไป The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เราจะมาพิเคราะห์ เรื่องเทคนิคเบื้องต้นในการเซ็ตอัพ ปรับค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์กันครับ

JBL SUMMIT SERIES

JBL SUMMIT SERIES ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT MAKALU     ลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิงรุ่นท็อปสุดในซีรีย์  ดีไซน์ลำโพง 3 ทาง ใช้ไดร์เวอร์ 12 นิ้ว (300 มิลลิเมตร) ในชื่อ SUMMIT MAKALU เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์ SUMMIT ที่ถูกออกแบบและผลิตเพื่อตอบสนองนักฟังผู้รักและหลงใหลในทุกมิติของเสียงดนตรี        มาคาลู (MAKALU) เป็นชื่อของยอดเขาที่สูงเป็นลำดับที่ 5 ของโลก และอยู่ห่างจากยอดเขาเอเวอเรสต์ 19 กิโลเมตร ด้วยรูปทรงที่สวยงามเช่น พีระมิด เป็นเป้าหมายสำคัญที่ท้าทายสำหรับนักไต่เขาจากทั่วโลก JBL จึงเลือกนำมาเป็นชื่อของลำโพงเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวในงานมิวนิกไฮเอนด์ 2025      SUMMIT MAKALU เป็นลำโพง 3 ทาง ตั้งพื้นขนาดใหญ่ มีเบสไดรเวอร์ขับเสียงต่ำขนาด 12 นิ้ว ใช้มิดเรนจ์ขนาด 8 นิ้ว ทำงานร่วมกับไดรเวอร์ขับเสียงแหลมขนาด 3 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL พร้อมกรวยฮอร์นขนาดใหญ่ ไดรเวอร์นี้คือ D2830K dual-diaphragm และ dual-motor compression ส่วนที่เป็นไดรเวอร์หลักของ SUMMIT MAKALU คือ ไดรเวอร์มิดเบส โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และวูฟเฟอร์เบส โครงโลหะหล่อขนาด 12 นิ้ว ความพิเศษของไดรเวอร์คู่นี้คือ การใช้กรวยไดรเวอร์ 3 เลเยอร์ Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) งานดีไซน์ล้ำยุคที่ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยไฮบริดนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่แข็งแกร่ง น้ำหนักเบาตามสเปค และเป็นปัจจัยหลักในการขับเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีความผิดเพี้ยนน้อยที่สุด        อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่งในการแบ่งแยกสัญญาณความถี่ไปยังไดรเวอร์แต่ละตัวใน SUMMIT MAKALU คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™  ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมาของ JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมากแทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่แบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทำงานด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ทำให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ครบถ้วน ขับขานพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มได้นามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีใสกระจ่างโดยไม่มีความผิดเพี้ยน        JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และชิ้นส่วนครอสโอเวอร์ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ตู้ลำโพงก็ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันและผลิตด้วยงานวิศวกรรมชั้นยอดเพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียงเพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงสวยงามระดับงานผีมือ มีให้เลือกทั้งแบบสีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบสีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงาวับ ประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT MAKALU วางอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางอย่างมั่นคงบนพื้นห้อง ผลที่ได้ก็คือ เสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างใสกระจ่าง แม่นยำ เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด   ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT PUMORI     ลำโพง SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิง ถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังดนตรีผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างจริงจัง สำหรับลำโพงในกลุ่มที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 10 นิ้ว (250 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์นี้ ซึ่ง JBL ภูมิใจนำเสนอ      การเลือกชื่อ พูโมริ (Pumori) มาเป็นชื่อลำโพงเรือธงรุ่นนี้ก็เพราะ พูโมริเป็นยอดเขาที่สูงถึง 7,161 เมตร อยู่ใกล้กับยอดเขาเอเวอเรสต์ จนได้รับการขนานนามว่า “บุตรสาวของเอเวอเรสต์” และเป็นยอดเขาที่นักไต่เขานิยมมาฝึกซ้อมความชำนาญและความมั่นใจ ก่อนการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์        SUMMIT PUMORI ติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยทำงานร่วมกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อถ่ายทอดเสียงความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT PUMORI คือ มิดเบสโครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และ วูฟเฟอร์โครงโลหะหล่อขนาด 10 นิ้ว ไดรเวอร์ทั้งสองตัวนี้เลือกใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) เป็นงานออกแบบล้ำยุค ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด      อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT PUMORI คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยไม่มีความผิดเพี้ยน        ตัวตู้สวยหรูงามสง่า เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT PUMORI วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด     ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT AMA ลำโพง SUMMIT AMA เป็นลำโพง Bookshelf ประเภทสองทาง คุณภาพระดับอ้างอิง ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างแท้จริง สำหรับลำโพงในซีรีส์ซัมมิทที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT AMA เป็นลำโพงรุ่นเรือธงที่ JBL ภูมิใจนำเสนอ      ชื่อ อามา (Ama) มาจากยอดเขาชื่อว่า Ama Dablam แปลว่า “สร้อยคอของแม่” ยอดเขาอามามีความสูง 6,812 เมตร อยู่ด้านตะวันออกของเอเวอเรสต์เบสแคมป์ รูปทรงของยอดเขานี้โดดเด่นมีเอกลักษณ์ จึงถูกนำมาเป็นชื่อรุ่นของลำโพงขนาดวางหิ้งคุณภาพสูงเยี่ยมของ JBL         SUMMIT AMA ถูกติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยจับคู่ทำงานกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อขับขานเสียงในย่านความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT AMA คือ ไดรเวอร์โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ไดรเวอร์นี้ถูกออกแบบให้ใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์และเยื่อกระดาษชนิดพิเศษ ประกบเข้าด้วยกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด      อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT AMA คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง ช่วยเพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยปราศจากความผิดเพี้ยน        ตัวตู้งานประณีตสง่างามระดับไฮเอ้นด์ เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT AMA วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับลำโพง JBL Summit Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020  

Mark Levinson 600 Series

Mark Levinson 600 Series ปรีแอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 626 เปิดตัวอย่างหรูหราและสวยสง่า ด้วยปรัชญาการออกแบบ Tectonic และไฟหน้าจอสีแดงอันเป็นเสมือนลายเซ็นของ Mark Levinson งานดีไซน์ล้ำอนาคต ซึ่งยังคงยึดถือแนวทางรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่สร้างสมชื่อเสียงมานาน โดดเด่นด้วยความงามของไฟและความหรูเงางามของกระจกหน้าจอ        ไม่เพียงความสวยงามของตัวเครื่องภายนอก แต่ทุกระบบภายในถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน วงจรอนาล็อคแบบ Pure Path และวงจรดิจิตอลที่ออกแบบให้เป็นอิสระ เพื่อให้เสียงดนตรีอันบริสุทธิ์ในทุกรายละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์ในการฟังอันรื่นรมย์อย่างที่สุด โดยเฉพาะภาคดิจิตอลออดิโอที่ใช้อุปกรณ์ DAC รุ่น Precision Link III ซึ่งรองรับดิจิตอลอินพุตถึง 6 ชุด สามารถลดเสียงรบกวนและให้คุณภาพเสียงจากสัญญาณดิจิตอล ด้วยรายละเอียดสูงถึง 32-bit / 384kHz โดยมีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended Mark levinson No 626 เป็นปรีแอมปลิไฟเออร์แบบ dual-monaural ซึ่งผสมผสานทั้งประสิทธิภาพระดับสุดยอดของอนาล็อคออดิโอ กับวงจรดิจิตอลออดิโออันล้ำยุค เพื่อรังสรรค์เสียงดนตรีที่สมจริงอย่างที่สุดจากแหล่งโปรแกรมของคุณ หัวใจหลักของ No 626 คือ การออกแบบผังวงจรอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ นั่นคือการออกแบบ dual-monaural ซึ่งแยก signal path อย่างเป็นอิสระ พร้อมปุ่มปรับระดับเสียงแบบ R-2R ladder volume control เพื่อความแม่นยำในการเพิ่ม-ลด ระดับเสียง โดยยังคงประสิทธิภาพของเสียงในทุกย่านความถี่        ในส่วนของภาคไลน์เสตจอินพุตประกอบด้วย Signal switching relays ซึ่งแยกเป็นอิสระ สำหรับอนาล็อคสเตริโออินพุตแต่ละชุด นั่นคือแบบ Balanced XLR 2 ชุด และแบบ RCA 3 ชุด และยังมี Phono อินพุต ทั้งแบบ MM และ MC ชุดอนาล็อคสวิชต์ที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้สัญญาณที่มี band width กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ยิ่งกว่านั้นทั้งวงจรสำหรับเพาเวอร์ซัพพลาย และวงจรสำหรับแหล่งโปรแกรมดิจิตอลยังถูกป้องกัน (Shielded) จากวงจรอนาล็อคและวงจรภาคโฟโน เพื่อให้ได้สัญญาณออดิโอที่มีคุณภาพสุดยอดอย่างแท้จริง      Mark levinson No 626 สามารถต่อเชื่อมกับอุปกรณ์อื่นในระบบเสียงได้โดยง่าย เห็นได้จากจำนวนช่องอนาล็อคเอาต์พุต จึงสามารถใช้งานแบบฟลูเรนจ์ หรือผู้ใช้จะเลือกเป็นฟิลเตอร์ fourth order ที่ 80Hz เพื่อต่อใช้งานร่วมกับเพาเวอร์ซับวูฟเฟอร์ก็ทำได้เช่นกัน      ปรีแอมป์ No 626 ยังเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ Mark levinson เลือกใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณ D/A Converter ตัวใหม่ คือ Precision Link III สำหรับดิจิตอลอินพุตทุกชุด หัวใจของอุปกรณ์นี้คือ ES9039PRO ชุด DAC แบบ 8-channel Hyperstream IV เสริมด้วยวงจรขจัด Jitter อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Mark levinson บวกกับวงจร I/V แบบแยกอิสระอันเป็นเสาหลักของภาคประมวลผลดิจิตอล มีดิจิตอลอินพุต 6 ชุด ประกอบด้วย AES/EBU 1 ชุด, โคแอคเชียล 2 ชุด, ออปติคอล 2 ชุด และมีช่องเสียบแบบ USB-C 1 ช่อง เพื่อรับสัญญาณรายละเอียดสูงจาก DSD และ PCM ได้สูงถึงระดับ 32-bit / 384kHz         ตัวเครื่องของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบในระบบผังแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกภาคอนาล็อคและวงจรดิจิตอลให้เป็นอิสระจากส่วนเพาเวอร์ซัพพลาย Mark levinson ยังออกแบบการ Damp vibration และชุดฐานรองใต้เครื่องให้เครื่องมั่นคง และปลอดจากการสั่นสะเทือนของพื่นที่วางเครื่อง ตัวเครื่องด้านนอกขึ้นรูปด้วยอลูมิเนียมอโนไดซ์สีดำ เรียบหรูด้วยปุ่มกลมสีเงิน จอกระจกด้านหน้าแสดงผลด้วยไฟเรืองแสงสีแดงเมื่อเปิดใช้งาน       ทุกชิ้นส่วนของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา และมีรีโมทคอนโทรลที่สามารถสั่งงานได้ทุกฟังก์ชั่น ให้มาพร้อมตัวเครื่อง (หมายเหตุ : Tectonic Industrial Design ที่ Mark levinson ใช้เป็นหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ คือศาสตร์การออกแบบที่แสดงถึงสัจจะของวัสดุและโครงสร้าง ซึ่งจะบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงการใช้งานวัสดุตามคุณสมบัติและแบ่งแยกการใช้งานตามฟังก์ชั่นที่เป็นจริง)   เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์รุ่นเรือธง Mark levinson No 631 Mark levinson No 631 ถือว่าเป็นเรือธงในบรรดาแอมปลิไฟเออร์ซีรีส์ 600 ถูกออกแบบให้เป็นระบบวงจร Fully differential และแยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระ เป็นแอมปลิไฟเออร์ Monaural ระดับไฮเอนด์ ที่มีกำลังมหาศาลในการขับลำโพงคู่ใดก็ได้ ด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และให้ทุกๆ รายละเอียดของเสียงดนตรีสมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path circuit design จึงถ่ายทอดเสียงดนตรี ที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง แจกแจงมิติของเครื่องดนตรีแม่นยำชัดเจนจนน่าตื่นตะลึง      อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างสมดุล โครงสร้างถูกแยกส่วนโดยเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์แบบวงแหวน (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ช่วยลดเสียงรบกวนต่อวงจรส่วนอื่นๆ อย่างได้ผล แอมปลิไฟเออร์ No 631 จึงอัดฉีดพลังให้กับลำโพง เพื่อขับขานเสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอด ชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงแทบไม่ต้องการ feedback ในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ bandwidth กว้างมาก      ด้วยความสามารถในการอัดฉีดกระแสปริมาณมหาศาล แอมป์ No 631 จึงให้เสียงดนตรีได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วย bandwidth ที่กว้างขวางครอบคลุม แอมปลิไฟเออร์นี้จึงให้พลังขับเหลือเฟือสำหรับลำโพงทุกคู่ ให้เสียงที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบทุกย่านความถี่ เปิดโปร่งและนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือจะเป็นเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น      การวางผังชิ้นส่วนภายในเครื่องแอมป์ No 631 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกวงจรในส่วนอนาล็อคออกจากภาคเพาเวอร์ซัพพลาย โดยวางชิ้นส่วนสำคัญบนแท่นยางเฉพาะ Mark levinson เลือกใช้ระบบดูดซับความสั่นสะเทือนสำหรับฐานของตัวเครื่อง โดยออกแบบฐานรองที่มั่นคงและเป็นอิสระจากพื้นที่รองรับ เพื่อป้องกันการสั่นไหวที่อาจรบกวนการทำงาน        รูปลักษณ์ภายนอกของแอมป์ No 631 ดีไซน์สง่าแบบทาวเวอร์ทรงสูง และได้ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic โดยตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียม ชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวอย่างมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ส่วนกลางด้านหน้าดูแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วนเส้นไปสีแดง เพื่อขับเน้นความงามของแผงหน้า แผงด้านบนเป็นแผ่นกระจก ดูเด่นด้วนเส้นไฟสีแดง พื้นที่ส่วนที่เหลือเป็นส่วนระบายความร้อน คือแผง heat sink เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการลดอุณหภูมิขณะใช้งาน ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 631 -    ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson -    ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล -    เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB และสามารถเลือกโหมด High-Bias -    มีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended -    ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด -    เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise -    ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา    เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 632 No 632 เป็นแอมปลิไฟเออร์ที่ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design แสดงภาพลักษณ์ของการใช้วัสดุแต่ละประเภทอย่างเหมาะสมและลงตัว ภายใต้ตัวเครื่องที่ดูหนาหนักบึกบึน ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์โดดเด่นของผลิตภัณฑ์รุ่นต่างๆ ที่เคยสร้างชื่อเสียงมายาวนาน รูปทรงสวยงามด้วนเส้นสายของไฟที่ออกแบบใหม่ และดูแวววาวเรียบหรูด้วยวัสดุกระจก      Mark levinson No 632 เป็นออดิโอแอมปลิไฟเออร์ dual-monaural ที่แยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระอยู่บนแท่นเดียวกัน มีกำลังขับมหาศาลในการขับลำโพงด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และแจกแจงทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path Circuit Design จึงสามารถขับขานเสียงดนตรีที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง มีมิติของเครื่องดนตรีที่แม่นยำชัดเจน น่าตื่นตะลึง        อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกวางผังอย่างสมดุล มีการแยกโครงสร้างเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์ ทอรอยดัล (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ลดเสียงรบกวนต่อวงจรอื่นๆ อย่างได้ผล แอมป์ No 632 จึงอัดฉีดพลังให้ลำโพง ให้เสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอดชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงใช้วงจร Feedback น้อยมากในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ Band width กว้างมากอย่างไม่น่าเชื่อ      ความยึดมั่นในหลักการออกแบบภาคขยาย เป็นข้อโดดเด่นที่สร้างสมชื่อเสียงให้กับ Mark levinson มานานแสนนาน แอมป์ No 632 จึงสามารถให้พลังขับมหาศาลสำหรับลำโพงทุกคู่ โดยให้เสียงสะอาดบริสุทธิ์ ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบถ้วนทุกย่านความถี่ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงจากวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น      รูปลักษณ์ภายนอกของ No 632 ออกแบบตามหลัก Tectonic ตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียมชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวเครื่องมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ด้านหน้าแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วยเส้นไฟสีแดง แผงด้านบนเป็นวัสดุกระจก ขับเน้นด้วยไฟสีแดง พื้นที่นอกนั้นเป็นส่วนระบายความร้อนด้วยแผง Heat sink ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุณหภูมิขณะเปิดใช้งาน     ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 632 -    ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson -    ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล -    เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB -    เชื่อมต่ออนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended -    ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด -    เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise -    ทุกชิ้นส่วนออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ Mark Levinson 600 Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020