เอปสันเผยสินค้ากลุ่ม B2B แกร่งยกพอร์ตต้านตลาดผันผวน เผยสูตรสร้างการเติบโตต่อปี 69 13 กุมภาพันธ์ 2569 – เอปสัน ประเทศไทย รับมือภาวะตลาดผันผวนในปี 2568 ส่งผลตลาดผู้บริโภคชะลอตัว แต่กลุ่มธุรกิจ B2B กลับเติบโตโดดเด่นในหลายผลิตภัณฑ์ สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าองค์กรที่ยังคงลงทุนในโซลูชันที่เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าในระยะยาว พร้อมตั้งเป้าเติบโต 5% ในปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ “Customer Value First” ผ่านสูตรผสานโซลูชัน บริการ และความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ตลาดองค์กร นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดในปี 2568 เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ชะลอตัว ส่งผลให้ลูกค้าทุกกลุ่มปรับรูปแบบการตัดสินใจอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยกลุ่มผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจลดลง จึงชะลอการใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในกลุ่มสินค้าระดับเริ่มต้น ขณะที่กลุ่ม SME เลื่อนแผนการลงทุนและยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ให้นานขึ้น ส่วนองค์กรขนาดใหญ่ขยายระยะเวลาของกระบวนการจัดซื้อ ควบคุมงบประมาณอย่างเข้มงวด และมุ่งลงทุนเฉพาะโครงการที่มีความ สำคัญเชิงกลยุทธ์หรือจำเป็นต่อภารกิจหลักขององค์กร สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอยู่ในภาวะระมัดระวัง แต่ความต้องการพื้นฐานยังคงมีอยู่ในระบบ สำหรับผลการดำเนินงานปีนี้ เอปสันคาดว่ารายได้รวมจะทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ท่ามกลางภาวะตลาดที่ชะลอตัวจากปัจจัยกดดันรอบด้าน แม้ว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม B2C จะไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยคาดว่ารายได้จะปรับลดลงประมาณ 5% แต่ในทางกลับกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กรธุรกิจ (B2B) หลายรายการกลับสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเพื่อธุรกิจเติบโตถึง 40% และสแกนเนอร์เติบโตที่ 25% เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องพิมพ์ฉลากสี ColorWorks เติบโตที่ 20% และเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา 10% รวมถึงหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 20% การเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าองค์กรที่ยังคงเดินหน้าลงทุนในโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างความคุ้มค่าในระยะสั้น และเสริมศักยภาพการแข่งขันเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว “แรงขับสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ B2B ของเอปสัน มาจากการมุ่งทำตลาดในระดับ Mid-High อย่างชัดเจน ทั้งในกลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสำหรับองค์กรธุรกิจและสแกนเนอร์ ควบคู่กับการต่อยอดโซลูชันครบวงจรสำหรับองค์กร ไม่ว่าจะเป็น EcoFleet Management ที่ช่วยบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายงานพิมพ์ โซลูชันเครื่องพิมพ์ฉลากสี รวมถึงโซลูชันหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน ตลาดเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม SureColor ทั้งเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณาและงานสิ่งทอ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการที่รอคอยเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด พร้อมกันนี้ เอปสันยังเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างองค์กร และยกระดับศักยภาพทีมงาน B2B ให้มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก เพื่อรองรับความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของลูกค้าองค์กร” นายยรรยง กล่าว สำหรับแนวโน้มปี 2569 ภาคธุรกิจยังต้องดำเนินงานต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ขณะเดียวกัน องค์กรต่างๆ จะยกระดับความสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัว นอกจากนี้ ตลาดผู้บริโภคมีความแตกต่างของความต้องการชัดเจนขึ้น ระหว่างกลุ่มที่เน้นราคาและกลุ่มที่มองคุณค่าในระยะยาว ขณะที่ประเด็นด้านความยั่งยืน เทคโนโลยีสีเขียว และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการตัดสินใจของภาคธุรกิจในปีถัดไป เอปสันจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ นายยรรยง กล่าวว่า “บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตในปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 5% จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าในระยะยาวมากกว่าการแข่งขันด้านราคา ภายใต้แนวคิด ‘Customer Value First’ โดยมุ่งสร้างคุณค่ารวม (Total Value) ผ่านการผสานโซลูชัน บริการ และแนวทางด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ทั้งในตลาด B2C และ B2B” สำหรับกลยุทธ์ในกลุ่ม B2C จะยึดแนวทาง ‘Defense & Premiumization’ ที่มุ่งรักษาส่วนแบ่งตลาดและฐานลูกค้าในตลาดที่เอปสันเป็นผู้นำอยู่ พร้อมกับยกระดับพอร์ตสินค้าไปสู่รุ่นที่มีมูลค่าสูงขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำตลาดทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์และการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสินค้าไฮไลท์ของกลุ่ม B2C ในปี 2569 ได้แก่ เครื่องพิมพ์ EcoTank รุ่นใหม่ และโปรเจคเตอร์ Lifestudio ซีรี่ส์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Lifestudio Pop ที่เน้นความกะทัดรัดและดีไซน์สนุก หรือ Lifestudio Flex ที่เน้นความยืดหยุ่นและประสบการณ์ภาพระดับพรีเมียม พร้อมเทคโนโลยี Google TV และระบบเสียงโดย Bose ขณะที่ตลาด B2B เอปสันจะเดินหน้ากลยุทธ์ ‘Acceleration & Expansion’ มุ่งเร่งขยายตลาดด้วยโซลูชันสำหรับองค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเพื่อธุรกิจ เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เครื่องพิมพ์ฉลากสี โปรเจคเตอร์ความสว่างสูง ตลอดจนโซลูชันเฉพาะทางสำหรับภาคอุตสาหกรรม ผ่านการเสริมความแข็ง แกร่งพันธมิตร (Strengthen Partner) เพื่อขยายการเข้าถึงตลาดองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ พร้อมพัฒนาโปรแกรมสนับสนุนคู่ค้าอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังพัฒนาโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม (Vertical Penetration) ที่ออกแบบให้ตรงกับความต้องการแบบเฉพาะเจาะจงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มสาธารณสุข การศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างในตลาดองค์กรได้ดียิ่งขึ้น และสุดท้าย เอปสันยังมุ่งสร้างคุณค่าผ่านโซลูชัน (Value Creation) เพื่อผลักดันการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์มาสู่เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทที่ช่วยลดต้นทุนโดยรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ทั้งยังลดการใช้พลังงานและลดของเสีย ในส่วนงานบริการ บริษัทฯ เดินหน้ารักษาระดับการบริการในคุณภาพสูง ภายใต้แนวคิด ‘Operational Excellency’ ผ่านข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA) ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานการตอบสนองและการแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ตั้งแต่ระยะเวลาเข้าดูแล การซ่อมบำรุง ไปจนถึงความพร้อมของอะไหล่ พร้อมเริ่มใช้งานระบบ Service CRM ใหม่ เพื่อบริหารจัดการเคสแบบเรียลไทม์ รองรับการกระจายงานอัตโนมัติ (Smart Routing) การแจ้งเตือน และแดชบอร์ดติดตามผลแบบ 360 องศา ช่วยลดระยะเวลาให้บริการ และเสริมความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของลูกค้าองค์กร ปัจจุบัน บริษัทฯ มีเครือข่ายศูนย์บริการรวม 175 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งทุกแห่งมีทีม On-site Service ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และจะเดินหน้าขยายและปรับโครงสร้างพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายงานและความรวดเร็วในการเข้าดูแลลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจะจัดทำระบบอบรมและการรับรองมาตรฐานสำหรับทักษะด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เพื่อยกระดับศักยภาพช่างเทคนิคให้รองรับโซลูชันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น พัฒนา Partner Community Hub เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับพาร์ทเนอร์ในการเข้าถึงข้อมูล คู่มือ บริหารจัดการงานบริการ และติดตามสถานะเคลมได้อย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ตลอดจนจัดตั้ง Thailand & Regional Parts Central Hub เพื่อบริหารคลังอะไหล่และการกระจายสินค้าให้มีความพร้อมสูงสุด ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าองค์กร พร้อมกันนี้ เอปสันยังวางแนวทางการสร้างการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยยึดความยั่งยืนและ ESG เป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว บริษัทฯ มองว่า ESG ไม่ใช่เครื่องมือทางการตลาด แต่เป็นทั้งต้นทุนและโอกาสทางธุรกิจที่เอปสันและลูกค้าต้องลงทุนร่วมกัน โดยเอปสันเดินหน้านำเสนอนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ เทคโนโลยี Heat-Free ในเครื่องพิมพ์ EcoTank ระบบรีไซเคิลกระดาษ PaperLab เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม และโปรเจคเตอร์ กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับ แบรนด์ แต่ยังเปิดโอกาสให้เอปสันเข้าถึงตลาดใหม่และลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน พร้อมสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงในระยะยาว ควบคู่กันนี้ เอปสันยังให้ความสำคัญกับโครงการที่สนับสนุนความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในโครงการที่ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี คือการนำขวดหมึกเอปสันที่ใช้แล้วกลับมาผลิตเป็นชุดโต๊ะเรียน เพื่อบริจาคให้แก่หน่วยงานและชุมชนต่างๆ ซึ่งจนถึงปัจจุบันสามารถนำขวดหมึกใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า 50,000 ขวด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ทำแคมเปญด้าน Plastic Reduction ติดต่อกันมาเป็นปีที่ 3 โดยในปี 2568 ได้ใช้ชื่อว่า “วิถีไทยไร้พลาสติก” ซึ่งเป็นการนำเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบไทย เช่น การใช้วัสดุจากธรรมชาติ มาปรับใช้เป็นแนวทางในการลดการใช้พลาสติกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แคมเปญดังกล่าว มีกิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ “Leaf Plastic Behind” เวิร์คช็อปพับภาชนะจากใบตองเพื่อทดแทนภาชนะพลาสติก และ “The Cooking Shack” กระต๊อบทรงไทยที่สร้างจากขวดน้ำและกล่องพลาสติกใช้แล้ว ซึ่งนำไปทำการทดลองเชิงสังคมเพื่อสะท้อนผลกระทบของภาวะโลกร้อน ก่อนนำไปบริจาคให้กับโรงเรียนบ้านควนจง จังหวัดสงขลา และโรงเรียนวัดเดชานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้และเรือนเพาะปลูกสำหรับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียนต่อไป “ตลอดช่วงที่ผ่านมา เอปสันได้ปรับเพิ่มน้ำหนักและความเข้มข้นในการทำตลาดกลุ่ม B2B อย่างต่อเนื่อง และวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างรุนแรง บริษัทฯ ยังสามารถรักษาระดับการดำเนินงานโดยรวมไว้ได้ พร้อมทั้งขยายส่วนแบ่งตลาดในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B อย่างมีนัยสำคัญ ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในโซลูชันของเอปสัน จากนี้ไป บริษัทฯ จะเดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์เชิงรุก มองหา S-Curve ใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับความแตกต่างของแบรนด์ผ่านจุดยืนด้านความยั่งยืนและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นคุณค่าหลักที่องค์กรยุคใหม่ให้ความสำคัญ และเป็นพื้นที่ที่เอปสันมีความโดดเด่นอย่างชัดเจนในตลาดปัจจุบัน” นายยรรยง กล่าวทิ้งท้าย
เอปสันเผยผลประกวดภาพถ่าย Epson International Pano Awards ครั้งที่ 16 ช่างภาพอาเซียนคว้าหลายรางวัล 12 ธันวาคม 2025 – เอปสันขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะรางวัล Epson International Pano Awards ครั้งที่ 16 การประกวดภาพถ่ายพาโนรามาที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของช่างภาพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะวิลเลียม ชัว (William Chua) จากสิงคโปร์ ผู้คว้ารางวัล The Pano Awards Southeast Asia Open Photographer of the Year 2025 Epson International Pano Awards ยังคงเป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายพาโนรามาจากทั่วทุกมุมโลก โดยในปีนี้ช่างภาพจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสร้างผลงานโดดเด่นต่อเนื่อง หลังจากเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักร่วมตั้งแต่ปี 2024 ผลงานภาพ “Wildebeest” ของวิลเลียม ชัว โดดเด่นด้วยมุมมองสร้างสรรค์ ถ่ายทอดพลังและความตื่นเต้นของการอพยพครั้งยิ่งใหญ่ของวิลเดอบีสต์ในเคนยาได้อย่างน่าประทับใจ “ผมได้ดูการอพยพของวิลเดอบีสต์มาหลายครั้ง และมันยังคงทำให้ผมทึ่งเสมอ สิ่งที่ดึงดูดสายตาในครั้งนี้คือวิลเดอบีสต์ตัวหนึ่งที่หันกลับมาท่ามกลางความโกลาหล และผมรู้ทันทีว่านี่คือภาพที่ผมต้องการถ่าย” วิลเลียม ชัว มร.ซิ่ว จิน เกียด กรรมการผู้จัดการภูมิภาค เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “นี่เป็นปีที่สองที่เอปสัน เอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ให้การสนับสนุนเวที Epson International Pano Awards และเรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งจากช่างภาพในภูมิภาค ผลงานเหล่านี้สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของช่างภาพและครีเอเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเอปสันภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนและผลักดันศิลปะการพิมพ์ให้เป็นสื่อทรงพลังในการถ่ายทอดภาพพาโนรามาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด” ในฐานะผู้สนับสนุนหลักร่วมเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร่วมกับเอปสัน ออสเตรเลีย มอบรางวัล อาทิ เครื่องพิมพ์ภาพ Epson SureColor P5360, P5330, P906 และโปรเจคเตอร์ Epson EB-1795F เพื่อเป็นเครื่องมือคุณภาพระดับมืออาชีพสำหรับกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงาน นอกจากรางวัลชนะเลิศ ช่างภาพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสร้างผลงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะจากเวียดนาม ซึ่งคว้า 6 จาก 10 ตำแหน่งผู้เข้ารอบสุดท้าย ขณะที่ช่างภาพไทยก็ได้รับการคัดเลือกเข้ารอบด้วยผลงานที่น่าสนใจ ได้แก่ Silk of the Sea โดยคาว ถิ งอก เดียม (Cao Thi Ngoc Diem) ถ่ายทอดภาพการซักผ้าไหมในจังหวัดฟูเอี้ยน ประเทศเวียดนาม และภาพ Dune II โดยอธิเมธ เลิศกิตติเวรุจน์ (Athimeth Lerdkkitveruj) จากประเทศไทย ซึ่งถ่ายทอดทิวทรายกว้างใหญ่ของนามิเบียในมุมมองพาโนรามาอันน่าทึ่ง ผลงานทั้งหมดสะท้อนความทะเยอทะยานทางศิลปะและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตามองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มร.เดวิด เอวานส์ ภัณฑารักษ์ของงานประกวด Epson International Pano Awards ภัณฑารักษ์ของการแข่งขัน กล่าวว่า “ทุกปีขอบเขตของภาพถ่ายพาโนรามาถูกขยายออกไป และปี 2025 ก็ไม่ต่างกัน ด้วยแรงสนับสนุนจากเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอปสัน ออสเตรเลีย ทำให้เวทีนี้เข้าถึงผู้สร้างสรรค์ทั่วโลกมากขึ้น ผลงานที่เข้าประกวดเต็มไปด้วยความหลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นเลิศทางเทคนิค ซึ่งยืนยันว่าพาโนรามาคือหนึ่งในสื่อทรงพลังที่สุดในการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายร่วมสมัย” การแข่งขันในปีที่ 16 นี้ยังคงรวบรวมคณะกรรมการซึ่งเป็นช่างภาพพาโนรามาชั้นนำระดับโลก เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ยกระดับคุณภาพงานศิลปะภาพถ่ายประเภทนี้อย่างแท้จริง ชมผลงานทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ของการแข่งขัน: https://thepanoawards.com/2025-winners-gallery
MAHAJAK MEGA DEAL 2025 ยกระดับทุกอารมณ์ด้วยคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบ จากแบรนด์ JBL และ DENON พร้อมส่วนลดสูงสุด 29% บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ชวนสัมผัสประสบการณ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ระดับไฮเอนด์กับแคมเปญ MAHAJAK MEGA DEAL จากแบรนด์ JBL และ Denon ที่ยกระดับทุกอารมณ์ด้วยคุณภาพเสียงอันสมบูรณ์แบบ มอบส่วนลดสูงสุด 29% พร้อมของขวัญพิเศษสำหรับสินค้าในรุ่นที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 – 15 มกราคม 2569 นี้เท่านั้น โดยมีรายละเอียดโปรโมชั่นและสินค้าที่ร่วมรายการมีดังนี้ JBL Soundbar JBL Bar 5.0 Multi Beam ราคาโปรโมชั่น 10,965 บาท (จากราคา 12,900 บาท) JBL Bar 300 ราคาโปรโมชั่น 14,365 บาท (จากราคา 16,900 บาท) JBL Bar 500 ราคาโปรโมชั่น 19,465 บาท (จากราคา 22,900 บาท) JBL Bar 9.1 ราคาโปรโมชั่น 19,900 บาท (จากราคา 27,900 บาท JBL Bar 800 ราคาโปรโมชั่น 25,415 บาท (จากราคา 29,900 บาท) JBL Bar 1000 ราคาโปรโมชั่น 30,515 บาท (จากราคา 35,900 บาท) JBL Bar 1300 ราคาโปรโมชั่น 42,415 บาท (จากราคา 49,900 บาท) Denon Soundbar **โปรโมชั่นเฉพาะโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak.com และ JBL Thailand เท่านั้น Denon Heos Home Cinema ราคาโปรโมชั่น 15,900 บาท (จากราคา 29,900 บาท) Denon Heos Bar ราคาโปรโมชั่น 19,900 บาท (จากราคา 35,900 บาท) Denon Heos Subwoofer ราคาโปรโมชั่น 15,900 บาท (จากราคา 22,900 บาท) พิเศษ!! เมื่อซื้อ Denon Heos Subwoofer คู่กับ Denon Heos Bar เหลือเพียง 30,000 บาท (จากราคา 58,800 บาท) Harman Kardon Enchant Harman Kardon Enchant 900 ราคาโปรโมชั่น 20,805 บาท (จากราคา 21,900 บาท) Harman Kardon Enchant Sub ราคาโปรโมชั่น 15,105 บาท (จากราคา 15,900 บาท) Harman Kardon Enchant 1100 ราคาโปรโมชั่น 28,405 บาท (จากราคา 29,900 บาท) Harman Kardon Enchant Speaker ราคาโปรโมชั่น 9,405 บาท (จากราคา 9,900 บาท) Denon AV Receiver Denon AVR-X1700H ราคาโปรโมชั่น 24,210 บาท (จากราคา 26,900 บาท) Denon AVR-X2700H ราคาโปรโมชั่น 31,410 บาท (จากราคา 34,900 บาท) Denon AVC-X3700H ราคาโปรโมชั่น 39,510 บาท (จากราคา 43,900 บาท) Denon AVC-X4700H ราคาโปรโมชั่น 57,510 บาท (จากราคา 63,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 5 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 16,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า Denon AVR-X1700H, AVR-X2700H, Denon AVC-X3700H หรือ Denon AVC-X4700H Denon AVC-X6700H ราคาโปรโมชั่น 87,210 บาท (จากราคา 96,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 7 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 22,900 บาท) Denon AVR-X250BT ราคาโปรโมชั่น 10,965 บาท (จากราคา 12,900 บาท Denon AVR-X580BT ราคาโปรโมชั่น 16,915 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon AVR-X1800H ราคาโปรโมชั่น 24,565 บาท (จากราคา 28,900 บาท) Denon AVR-X2800H ราคาโปรโมชั่น 33,915 บาท (จากราคา 39,900 บาท) Denon AVC-X3800H ราคาโปรโมชั่น 47,515 บาท (จากราคา 55,900 บาท) Denon AVC-X4800H ราคาโปรโมชั่น 72,165 บาท (จากราคา 84,900 บาท) Denon AVC-X6800H ราคาโปรโมชั่น 84,065 บาท (จากราคา 98,900 บาท) Home Theater Stage Ultra HD 5 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 49,215 บาท (จากราคา 57,900 บาท) Stage Ultra HD 6 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 49,215 บาท (จากราคา 57,900 บาท) Stage Ultra HD 2 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 52,615 บาท (จากราคา 61,900 บาท) Stage Ultra HD 7 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 52,615 บาท (จากราคา 61,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 5 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 16,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้าชุด Home Theater Stage Ultra HD 5, Stage Ultra HD 6, Stage Ultra HD 2 หรือ Stage Ultra HD 7 Stage Ultra HD 3 (ประกอบด้วย Denon AVC-X3800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 65,365 บาท (จากราคา 76,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 7 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 22,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Stage Ultra HD 3 Premium Stage HD 1 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,015 บาท (จากราคา 65,900 บาท) Premium Stage HD 5 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,015 บาท (จากราคา 65,900 บาท) Premium Stage HD 2 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,865 บาท (จากราคา 66,900 บาท) Premium Stage HD 6 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,865 บาท (จากราคา 66,900 บาท) Premium Stage HD 3 (ประกอบด้วย Denon AVC-X3800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 67,915 บาท (จากราคา 79,900 บาท) Premium Stage HD 4 (ประกอบด้วย Denon AVC-X4800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 81,515 บาท (จากราคา 95,900 บาท) Classic Espresso / Classic Latte (ประกอบด้วย JBL MA510 และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 116,100 บาท (จากราคา 129,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 800 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 29,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Classic Espresso หรือ Classic Latte Atmos Classic Espresso / Atmos Classic Latte (ประกอบด้วย JBL MA710 และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 152,100 บาท (จากราคา 169,000 บาท) Premium Espresso / Premium Latte (ประกอบด้วย JBL MA7100H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 179,100 บาท (จากราคา 199,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1000 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 35,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Classic Espresso, Atmos Classic Latte, Premium Espresso หรือ Premium Latte Atmos Premium Espresso / Atmos Premium Latte (ประกอบด้วย JBL MA9100H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 197,100 บาท (จากราคา 219,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1300 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 49,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Premium Espresso หรือ Atmos Premium Latte Double Espresso (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 116,100 บาท (จากราคา 129,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 800 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 29,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Double Espresso Atmos Double Espresso 1 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 134,100 บาท (จากราคา 149,000 บาท) Atmos Double Espresso 2 (ประกอบด้วย Denon AVC-X3800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 170,100 บาท (จากราคา 189,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1000 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 35,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Double Espresso 1 หรือ Atmos Double Espresso 1 Atmos Double Espresso 3 (ประกอบด้วย Denon AVC-X4800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 197,100 บาท (จากราคา 219,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1300 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 49,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Premium Espresso 3 A/V Compact A/V Compact HD Set 2 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1700H และชุดลำโพง JBL Cinema 510) ราคาโปรโมชั่น 24,565 บาท (จากราคา 28,900 บาท) A/V Compact Set 1 (ประกอบด้วย Denon AVR-X250BT และชุดลำโพง JBL Cinema 510) ราคาโปรโมชั่น 18,615 บาท (จากราคา 21,900 บาท) Turntable Denon DP200USB ราคาโปรโมชั่น 9,405 บาท (จากราคา 9,900 บาท) Denon DP400 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 18,905 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon DP450USB (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 24,605 บาท (จากราคา 25,900 บาท) Denon DP3000NE ราคาโปรโมชั่น 72,105 บาท (จากราคา 75,900 บาท) ModernTage Set Modern Tage Set 4 (สีดำ/สีน้ำเงิน/สีส้ม) ราคาโปรโมชั่น 47,405 บาท (จากราคา 49,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS65 (มูลค่า 22,900 บาท) และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Modern Tage Set 1 ราคาโปรโมชั่น 37,905 บาท (จากราคา 39,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS120 (มูลค่า 17,900 บาท) และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Mini Compo Denon Ceol N12 Dab (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 25,110 บาท (จากราคา 27,900 บาท) Denon Home Denon DM-41 ราคาโปรโมชั่น 16,915 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon Home 150 NV ราคาโปรโมชั่น 7,731 บาท (จากราคา 8,590 บาท) Denon Home 150 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 8,910 บาท (จากราคา 9,900 บาท) Denon Home 250 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 14,310 บาท (จากราคา 15,900 บาท) Denon Home 350 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 17,910 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon Home Soundbar 550 ราคาโปรโมชั่น 26,010 บาท (จากราคา 28,900 บาท) Denon Home AMP ราคาโปรโมชั่น 17,910 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon Home SUB ราคาโปรโมชั่น 20,610 บาท (จากราคา 22,900 บาท) Integrated Amplifier Denon PMA 900H ราคาโปรโมชั่น 32,310 บาท (จากราคา 35,900 บาท) สามารถหาซื้อสินค้าได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ, Showroom มหาจักรฯ ทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB และ Mahajak Online >> https://www.mahajak.com/th/mega-campaign/home-audio.html เงื่อนไขโปรโมชั่นและการรับของแถม - ระยะเวลาโปรโมชั่น 15 พฤศจิกายน 2568 - 15 มกราคม 2569 - สินค้าราคาโปรโมชั่นรวม VAT 7% แล้ว - สิทธิ์รับของแถม เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข และสามารถแลกรับสินค้าของแถมได้ 1 ชิ้นเท่านั้น - สามารถลงทะเบียนรับสินค้าของแถมได้ไม่เกิน วันที่ 30 มกราคม 2569 (ใบเสร็จจะต้องซื้อสินค้าภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 - 15 มกราคม 2569) - สินค้าของแถมไม่สามารถเลือกสี/รุ่น และมีจำนวนจำกัด - สินค้าของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ - ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Sound City และ ร้าน SOUNDLAB จะได้รับของแถม ณ จุดขาย - ลูกค้าลงทะเบียนรับของแถมผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น โดยจะต้องลงทะเบียนรับประกันก่อน สินค้าที่มีสิทธิ์รับของแถมระบบจะให้เลือกรับลงทะเบียนของแถมเพิ่มเติม - ขอสงวนสิทธิ์การรับของแถม สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถม ผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น กรณีที่ลงทะเบียนรับประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับขอแถมได้ - ไม่สามารถลงทะเบียนรับของแถมหลังจากหมดเขตโปรโมชั่นในทุกกรณี - ของแถมจะจัดส่ง 30 วันทำการ (ไม่รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์) ผ่านทางไปรษณีย์ - ช่องทางที่ร่วมรายการ ได้แก่ ร้านตัวแทนจำหน่าย, โชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak Online - สามารถสอบถามข้อมูลโปรโมชั่นและของแถมได้ที่ Call center 1516 หรือ Line: @Mahajakstore - บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Line : http://lin.ee/dKalYBy Facebook : http://www.facebook.com/MahajakLiving/ IG : https://www.instagram.com/mahajak_living/ Tiktok : https://n9.cl/7pelk , https://n9.cl/159tm Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th/
สัมผัสความหรูหราเหนือกาลเวลากับ MAHAJAK MEGA DEAL JBL LUXURY AUDIO ลดสูงสุด 10% บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด เชิญคุณมาดื่มด่ำความประณีตแห่งเสียงระดับ ICONIC จาก JBL Luxury Audio ที่ผสานงานดีไซน์คลาสสิกเข้ากับคุณภาพเสียงอันทรงพลังอย่างลงตัว พร้อมดีลสุดพิเศษในแคมเปญ MAHAJAK MEGA DEAL รับส่วนลดสูงสุด 10% พร้อมของขวัญพิเศษ เมื่อซื้อลำโพงรุ่นที่ร่วมรายการ อาทิ แผ่นเสียง JBL 75th Jazz Vocal Collection (จำนวนจำกัด) และขาตั้งลำโพง JS120 สำหรับชุด L100 Classic ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 – 15 มกราคม 2569 นี้เท่านั้น โดยมีรายละเอียดโปรโมชั่นและสินค้าที่ร่วมรายการมีดังนี้ JBL Studio Monitor JBL 4312 MKII (สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 26,910 บาท (จากราคา 29,900 บาท) JBL 4312 MKII (สีขาว) ราคาโปรโมชั่น 25,415 บาท (จากราคา 29,900 บาท) JBL 4305P ราคาโปรโมชั่น 91,105บาท (จากราคา 95,900 บาท) JBL 4309 ราคาโปรโมชั่น 91,105 บาท (จากราคา 95,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS65 มูลค่า 22,900 บาท เมื่อซื้อลำโพง JBL 4305P หรือ JBL 4309 JBL 4329P ราคาโปรโมชั่น 151,050 บาท (จากราคา 159,000 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS150 มูลค่า 20,000 บาท เมื่อซื้อลำโพง JBL 4329P JBL 4349 ราคาโปรโมชั่น 246,050 บาท (จากราคา 259,000 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS120 มูลค่า 17,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น เมื่อซื้อลำโพง JBL 4349 JBL 4306 ราคาโปรโมชั่น 44,910 บาท (จากราคา 49,900 บาท) JBL 4428 ราคาโปรโมชั่น 152,100 บาท (จากราคา 169,000 บาท) JBL Classic Series JBL L52 Classic (สีส้ม/สีน้ำเงิน/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 37,905 บาท (จากราคา 39,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS65 มูลค่า 22,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น JBL L82 Classic (สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 85,405 บาท (จากราคา 89,900 บาท) JBL L82 MKII (สีส้ม/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 85,405 บาท (จากราคา 89,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS80 มูลค่า 15,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น เมื่อซื้อลำโพง JBL L82 Classic (สีดำ) หรือ JBL L82 MKII (สีส้ม/สีดำ) JBL L100 MKII (สีส้ม/สีน้ำเงิน/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 170,050 บาท (จากราคา 179,000 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS120 มูลค่า 17,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น JBL L75MS ราคาโปรโมชั่น 56,905 บาท (จากราคา 59,900 บาท) *แถมฟรี แผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น JBL TT350 ราคาโปรโมชั่น 36,005 บาท (จากราคา 37,900 บาท) *แถมฟรี แผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Hi-Fi System Hi-Fi Classic 1 (สีส้ม/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 113,050 บาท (จากราคา 119,000 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS80 มูลค่า 15,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Hi-Fi Digital Set 2 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 41,705 บาท (จากราคา 43,900 บาท) *แถมฟรี แผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Hi-Fi Digital Set 3 (สีส้ม) ราคาโปรโมชั่น 43,605 บาท (จากราคา 45,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS65 มูลค่า 22,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น JBL Classic Set JBL Classic 100 (สีดำ/สีน้ำเงิน/สีส้ม) ราคาโปรโมชั่น 227,050 บาท (จากราคา 239,000 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS120 มูลค่า 17,900 บาท และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Integrated Amp JBL SA550 ราคาโปรโมชั่น 65,610 บาท (จากราคา 72,900 บาท) JBL SA750 ราคาโปรโมชั่น 71,910 บาท (จากราคา 79,900 บาท) Player JBL MP350 ราคาโปรโมชั่น 32,310 บาท (จากราคา 35,900 บาท) สามารถหาซื้อสินค้าได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ, Showroom มหาจักรฯ ทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB และ Mahajak Online >> https://www.mahajak.com/th/mega-campaign/luxury-audio.html เงื่อนไขโปรโมชั่นและการรับของแถม - ระยะเวลาโปรโมชั่น 15 พฤศจิกายน 2568 - 15 มกราคม 2569 - สินค้าราคาโปรโมชั่นรวม VAT 7% แล้ว - สิทธิ์รับของแถม เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข และสามารถแลกรับสินค้าของแถมได้ 1 ชิ้นเท่านั้น - สามารถลงทะเบียนรับสินค้าของแถมได้ไม่เกิน วันที่ 30 มกราคม 2569 (ใบเสร็จจะต้องซื้อสินค้าภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 - 15 มกราคม 2569) - สินค้าของแถมไม่สามารถเลือกสี/รุ่น และมีจำนวนจำกัด - สินค้าของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ - ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB จะได้รับของแถม ณ จุดขาย - ลูกค้าลงทะเบียนรับของแถมผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น โดยจะต้องลงทะเบียนรับประกันก่อน สินค้าที่มีสิทธิ์รับของแถมระบบจะให้เลือกรับลงทะเบียนของแถมเพิ่มเติม - ขอสงวนสิทธิ์การรับของแถม สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถม ผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น กรณีที่ลงทะเบียนรับประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับขอแถมได้ - ไม่สามารถลงทะเบียนรับของแถมหลังจากหมดเขตโปรโมชั่นในทุกกรณี - ของแถมจะจัดส่ง 30 วันทำการ (ไม่รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์) ผ่านทางไปรษณีย์ - ช่องทางที่ร่วมรายการ ได้แก่ ร้านตัวแทนจำหน่าย, โชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak Online - สามารถสอบถามข้อมูลโปรโมชั่นและของแถมได้ที่ Call center 1516 หรือ Line: @Mahajakstore - บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Line : http://lin.ee/dKalYBy Facebook : http://www.facebook.com/MahajakLiving/ IG : https://www.instagram.com/mahajak_living/ Tiktok : https://n9.cl/7pelk , https://n9.cl/159tm Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th/
Accuphase DP-570S คุณภาพเสียงที่ครบถ้วนทั้งศาสตร์และศิลป์ เมื่อได้รับ Accuphase DP-570S เครื่องเล่น SACD/CD ของแอคคิวเฟสมาทดสอบใช้งาน สิ่งที่รับรู้ได้จากสัมผัสแรก นี่คืองานในระดับ “ประติมากรรมทางเทคโนโลยี” ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ ทุกสิ่งในเครื่องรุ่นนี้ เป็นทั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ด้วยงานออกแบบ และการผลิตที่ประณีตทุกขั้นตอนอย่างแท้จริง สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นแผ่นซีดี อาจจะมองว่าการลงทุน จะยังคุ้มค่าไหมกับเครื่องเล่น SACD/CD เพราะตลาดได้แปรเปลี่ยนสภาพเป็นดิจิตอลสตรีมมิ่งที่ทันสมัยกว่า นั่นก็อาจจะลืมก็ได้ไปว่า ทำไมยังมีออดิโอไฟล์ผู้นิยมจับต้องเป็นเจ้าของแผ่นอีกจำนวนมิใช่น้อย ที่ยังคงเล่นแผ่นประเภทนี้กันอยู่ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งสตูดิโอและบริษัทผู้ผลิตเพลงก็ยังคงมีอัลบั้มใหม่ตีคู่มากับแผ่นเสียงไวนีลและสตรีมมิ่ง ในส่วนตัวผม ถ้าถามว่าทุกวันนี้ฟังเพลงจากแหล่งโปรแกรมแบบใดเป็นหลัก คำตอบคือ ผมยังคงเล่นแผ่น CD เป็นอันดับต้นๆ คู่กับแผ่นเสียงไวนีลและสตรีมมิ่ง แต่ก็เล่นแผ่นซีดีมากที่สุด เนื่องจากผมยังมีแผ่นที่สะสมไว้นับพันๆ แผ่น และยังคงหาซื้ออัลบั้มเพลงใหม่ๆ มาเพิ่มได้อีกด้วย เทคโนโลยีที่หลายคนมองว่ามันหมดยุค แต่ในความเป็นจริง CD ยังคงเป็นแหล่งโปรแกรมซึ่งมีตลาด แคบลงมาแค่นั้นเองครับ เนื่องจากออดิโอไฟล์ส่วนหนึ่งยังมีความสุขกับมัน แน่นอนว่า สัดส่วนตลาดลดลงเมื่อเทียบกับสตรีมมิ่ง แต่ตลาดแผ่นซีดีก็ยังคงได้รับความสนใจจากกลุ่มออดิโอไฟล์ ที่ต้องการเครื่องเล่นคุณภาพสูง และกลุ่มแฟนคลับที่ต้องการครอบครองผลงานในรูปแบบที่ “จับต้องได้” การตัดสินใจยังคงผลิตเครื่องเล่น SACD/CD ของแบรนด์ระดับไฮเอ็นด์ อย่าง Accuphase อาจจะพอบอกความเป็นไปของตลาดคนเล่นแผ่นที่ยังคงต้องการ “เพลงจากแผ่น” ได้ตามสมควร Accuphase DP-570S เป็นเครื่องเล่น SA-CD/CD ระดับไฮเอ็นด์รุ่นใหม่ที่พัฒนาจากรุ่น DP-570 ซึ่งมีความโดดเด่นด้วยชุดขับเคลื่อนแผ่นที่มีความแม่นยำสูงและลดแรงสั่นสะเทือนได้ดีเยี่ยม ใช้ DAC รุ่น ES9028PRO พร้อมเทคโนโลยี MDS+ และ ANCC ให้เสียงที่บริสุทธิ์สมจริง รองรับ DSD และ PCM ความละเอียดสูง เชื่อมต่อครบครัน เหมาะสำหรับนักฟังที่ต้องการรายละเอียดสูงสุด ใช้กลไกการโหลดแผ่นที่นุ่มนวลและเงียบเป็นพิเศษ มีระบบลดการสั่นสะเทือนที่ออกแบบด้วยฐานเหล็กหล่อคาร์บอน ความแตกต่างที่สำคัญบางอย่างของ DP-570S ที่ต่างไปจาก DP-570 ก็คือ DP-570S มีการเพิ่มระบบ ANCC และรูปแบบโครงสร้างที่เปลี่ยนจาก Rigid Base เป็นระบบ 3 Layer และชีลด์โครงสร้างชั้นนอกอีก 5 เลเยอร์ นอกจากนั้น DP-570S ก็จะมีการใช้ยางแดมเปอร์ในแบบเดียวกับ DP-770 อีกด้วย ในส่วนของภาค DAC ของ DP-570S ใช้ DAC คุณภาพสูง (MDS+ Converter) โดยใช้ชิป ESS Technology ES9028PRO ทำงานร่วมกับวงจร MDS+ (Multiple Delta-Sigma) ด้วย 4 วงจรคู่ขนาน พร้อมเทคโนโลยี ANCC ช่วยลดสัญญาณรบกวนและ Distortion ให้การรองรับไฟล์ความละเอียดสูงทั้ง DSD ที่สูงสุด 22.5 MHz และ PCM (สูงสุด 32-bit/384 kHz) ผ่านทาง USB และ HS-Link ระบบการเชื่อมต่อ ประกอบด้วยเอาต์พุตแบบ Balanced (XLR) และ Unbalanced (RCA) รวมถึงช่องอินพุตดิจิทัล (USB, Coaxial, Optical) โครงสร้างแข็งแรงตามแบบฉบับ Accuphase ตัวเครื่องมาพร้อมกับรีโมทคอนโทรล และสายสัญญาณคุณภาพสูง Accuphase DP-570S ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องเล่นที่ให้เสียงมีรายละเอียดสูง นุ่มนวล และสมจริง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการอัปเกรดประสบการณ์การฟังเพลงจากแผ่นซีดีและ SACD ไปอีกขั้น เมื่อวิเคราะห์เทคโนโลยีในเชิงลึกของวงจร MDS+ (Multiple Delta-Sigma) ในเครื่อง Accuphase DP-570S ไม่ใช่แค่การมี DAC หลายตัว แต่เป็นเทคนิคการ “เชื่อมต่อแบบขนาน” เพื่อยกระดับคุณภาพเสียงให้สูงกว่าขีดจำกัดของชิปเพียงตัวเดียว นี่คือเหตุผลว่าทำไมวงจรนี้ถึงมีความสำคัญต่อคุณภาพเสียง คุณสมบัติอันยอดเยี่ยมเหนือ DAC โดยทั่วไป 1. การลดสัญญาณรบกวน Noise Reduction หลักการพื้นฐานของ MDS+ คือการนำชิป DAC จำนวน 4 วงจร มาประมวลผลสัญญาณชุดเดียวกัน จึงให้ผลลัพธ์แบบเชิงเส้นที่ดีกว่า ด้วยวิธีการนี้สัญญาณรบกวน (Noise) ซึ่งเกิดขึ้นแบบสุ่มสลับนั้นก็จะหักล้างกันเองไปด้วย โดยตัวเลขทางเทคนิคจะแสดงถึงประสิทธิภาพจะดีขึ้นตาม "รากที่สองของจำนวน DAC" ซึ่งในกรณีนี้ด้วยชิป DAC ขนานรวมกันทั้ง 4 วงจร จะช่วยให้ประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้นอย่างน้อยถึง 2 เท่าตัว หรือลด Noise ลงได้มากกว่าเมื่อเทียบกับระบบวงจรเดี่ยว 2. ค่าความแม่นยำและการแปลงรหัสสัญญาณ (Conversion Accuracy) แอคคิวเฟสออกแบบโดยใช้ทางเดินสัญญาณขนานกัน ช่วยลดค่าความผิดเพี้ยน (Distortion) และเพิ่มความนิ่งของสัญญาณ (Stability) ทำให้การแปลงสัญญาณจากดิจิทัลเป็นอนาล็อกมีความแม่นยำสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงจังหวะเพลงที่มีความซับซ้อนหรือมีไดนามิกเรนจ์กว้าง 3. เทคโนโลยี ANCC (Accuphase Noise and Distortion Cancelling Circuit) ในรุ่น DP-570S มี ANNC ซึ่งเป็นวงจรเฉพาะของ Accuphase ที่คอยตรวจจับและกำจัด Noise กับ Distortion ในภาค Output Amp อีกชั้นหนึ่ง ทำให้พื้นหลังของเสียงนั้นเงียบสงัดอย่างแท้จริง นอกเหนือจากนั้น เครื่องเล่น SACD/CD ระดับอ้างอิง รุ่น DP-570S ยังถูกออกแบบโดยเน้น “ความแม่นยำเชิงกล” (Mechanical Precision) ควบคู่ไปกับความเสถียรของการอ่านข้อมูล (Reading Accuracy) เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของระบบ กล่าวได้ว่านี่คือทรานสปอร์ตชั้นยอด และ DAC ชั้นเยี่ยมที่ถูกนำมาผนวกเข้าด้วยกันอย่างลงตัวที่สุด ความน่าสนใจอยู่ที่ระบบขับหมุน และชุดหัวอ่านที่ Accuphase พัฒนาเองเกือบทั้งหมด พื้นฐานระบบกลไกขับหมุนของ Accuphase ตามปกติแล้วไม่ได้ใช้กลไก OEM ทั่วไป แต่ออกแบบและสร้างองค์ประกอบชุดหัวอ่านและกลไกขับหมุนแบบเฉพาะตัวขึ้นมาเองทั้งชุด โดยมีจุดเด่นสำคัญคือโครงสร้างแบบ High Mass & High Rigidity ซึ่งใช้โครงอลูมิเนียมหล่อหนาพิเศษช่วยในการลดการสั่นระดับไมโครไวเบรชั่นจากมอเตอร์หมุนแผ่น รวมถึงลดเรโซแนนซ์ ที่ทำจะทำให้เกิดการคลาดเคลื่อน Clock Error อีกด้วย ระบบ Direct Stabilized Disc Rotation ที่แผ่นจะถูกกดแนบสนิทกับศูนย์กลางอย่างแม่นยำ ลดการแกว่งของแผ่นขณะเข้าสู่ระบบกลไกขับหมุน เป็นเทคนิคที่ส่งผลถึงการลด Servo Correction ที่ไม่จำเป็น นี่คือเหตุผลที่เสียงของ DP-570S ให้โฟกัสนิ่ง เวทีเสียงไม่สั่น และแบ็คกราวนด์เรียบสะอาดอย่างน่าทึ่ง DP-570S จะใช้แนวคิดหลักคือ การอ่านข้อมูลให้ถูกตั้งแต่ต้น แทนการแก้ไขภายหลังด้วยระบบอิเล็คโทรนิก Digital Processing ดังนั้นโครงสร้างสำคัญจึงพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น โดยเริ่มจากฐานกลไก Rigid Multi-Layer Construction ด้วยแท่นยึดแบบหลายชั้น ช่วยลดเรโซแนนซ์ มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Center of Gravity) และระบบโหลดแผ่นเงียบมาก โดยโครงสร้างใหม่ในรุ่น S จะใช้ยางแดมป์ rubber damper ช่วยลดแรงสั่น มีแท่นยึด 3 ชั้น ผนวกกับฝาครอบ 5 ชั้น และถาดใส่แผ่นแบบอลูมิเนียมกลึงทั้งชิ้นที่ช่วยลดการส่งแรงสั่นไปยัง Laser Tracking อย่างมาก เทคนิค Ultra-Stable Disc Rotation สิ่งที่คนมักไม่รู้ก็คือ ระบบการอ่านข้อมูลของ CD และ SACD ไม่ได้อ่านค่าบิตเรตสมบูรณ์ 100% เสมอไป ดังนั้นถ้าเกิดการหมุนไม่เสถียร ย่อมเกิดข้อมูลคลาดเคลื่อน (Tracking Error) รวมทั้งมีการเบี่ยงเบนหรือการผันผวนของเวลา (Timing Fluctuation) เป็นผลให้ระบบวงจรแปลงรหัสนั้น จะทำการแก้ไขความผิดพลาดมากเกินไป เครื่องเล่นซีดี Accuphade ดีไซน์ใหม่ จะลดเสียงของกลไกขับหมุนลงเหลือประมาณหนึ่งในสามของดีไซน์เก่า ผลคือค่าผิดเพี้ยนทางเวลา Clock jitter จะต่ำลงอย่างเป็นนัยยะสำคัญ DP-570S ใช้หัวอ่านแบบคู่ทวินเลเซอร์ พร้อมระบบ Non-Contact Optical Pickup มีคุณสมบัติที่ไม่มีแรงกดทางกล ดังนั้นการอ่านสัญญาณข้อมูลจะแม่นยำอย่างต่อเนื่อง และระบบหัวอ่านยังใช้ Laser ที่แยกเฉพาะ (SACD ที่ 655 นาโนเมตร และ CD ที่ 790 นาโนเมตร) Accuphase ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ดูเล็กมากอย่างเช่น กลไกเปิด-ปิด ได้ใช้ Steel guide pin ที่มีแรงสั่นขณะถาดใส่แผ่นเคลื่อนตัวที่ต่ำมาก เท่ากับเป็นการลดไมโครไวเบรชั่นตั้งแต่เริ่ม บางคนอาจจะคิดว่า เสียงที่ดีน่าจะมาจากภาค DAC ในตัวเครื่องเป็นหลัก? นั่นคือถูกเพียงครึ่งเดียว แต่ความจริงก็คือ การใช้ระบบ Transport ที่ดีจะทำให้เสียง Analog ดียิ่งขึ้น ทำงานด้วยอัตราการขับหมุนที่แม่นยำคงที่ จะทำให้สัญญาณกวนน้อยลง มี Jitter เชิงกลต่ำ ส่งผลต่อช่วงจังหวะเวลาดนตรีแม่นขึ้น Floating Optical Block Structure ชุดหัวอ่านถูกติดตั้งแบบ Semi-Floating และต้านทานการสั่นไหวขณะขับหมุน เพื่อป้องกันการสั่นจากหม้อแปลง รวมถึง Acoustic Feedback จากลำโพง ผลคือจะทำให้รายละเอียดเล็กน้อยหยุมหยิมจะไม่ขาดหายไป Accuphase ใช้ Servo Algorithm ที่ควบคุมแบบละเอียดมาก โดยระบบจะปรับกำลังของเลเซอร์หัวอ่านโดยอัตโนมัติ เพื่อแทรคกิ้งเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ รวมถึงลดการแก้ไขข้อผิดพลาดซ้ำๆ ด้วยหลักคิดสำคัญ ในความหมายที่ว่า “อ่านให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก ดีกว่าแก้ทีหลัง” ดังนั้นเมื่อระบบกลไกและหัวอ่านแม่นยำตั้งแต่จุดเริ่มต้น ย่อมส่งผลต่อเวทีเสียงนิ่งลึก แสดงผลเครื่องดนตรีให้มีความสมจริง รวมถึงความต่อเนื่องของตัวโน้ตไหลลื่นดีมาก เสียงจะไม่เครียดแม้จะฟังในระยะที่ยาวนาน นี่ถือว่าเป็นเสียงบริสุทธ์ อันเป็นซิกเนเจอร์ของ Accuphase มาอย่างยาวนาน เราควรทราบว่า ในทางเทคนิค คุณภาพเสียงดิจิทัลเริ่มตั้งแต่การอ่านแผ่นจากตัวทรานสปอร์ตไม่ใช่ตอนแปลงสัญญาณอย่างเดียวแม้ข้อมูลใน CD จะเป็น 1 และ 0 เหมือนกันแต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันเลย คือเวลา (Timing Accuracy) เพราะ DAC ไม่ได้อ่านแค่ข้อมูล แต่ต้องอ่านว่า “บิตนั้นมาถึงเมื่อไร” ถ้าช่วงเวลาอ่านแผ่นเลื่อนหรือเบี่ยงเบนก็จะเกิด Jitter เมื่อ Transport ไม่ดี เช่นผลจากกลไกหมุนแผ่นที่มีการสั่น หรือแผ่นเยื้องศูนย์ ทำให้ระบบ Servo ต้องวิ่งแก้ไขตลอดเวลา ยกตัวอย่างในระบบซีดีที่มีการอ่านข้อมูลในแผ่นผิด วงจรแก้ไขก็จะทำการปรับแก้และชดเชยเวลาที่ Clock หมายถึง DAC ต้องคาดเดาเวลาใหม่อยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้เครื่องเล่นซีดีหลายเครื่องให้เสียงแข็งแบนเวทีไม่นิ่งและฟังล้าหูได้ง่าย เมื่อ Transport ระดับ Reference อย่าง DP-570S อ่านข้อมูลได้อย่างถูกต้องช่วงเวลาดิจิตอลคล็อกก็จะนิ่ง และทำงานได้อย่างง่ายดาย ถูกต้องแม่นยำ ย่อมทำให้ได้ทรานเชี้ยนตอบสนออย่างเป็นธรรมชาติ มีฮาร์โมนิคต่อเนื่อง เวทีเสียงลอยเด่น มีความเป็นอนาล็อกสูง ดังนั้นทรานสปอตที่ดี กับ DAC ที่ดี ต้องคู่ควบกันไป Test Report การทดสอบ DP-570S ครั้งนี้ถือว่าเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีมาก เพราะนี่เป็นเครื่อง SACD/CD Player รุ่นล่าสุดซึ่งมีการพัฒนาโดยอ้างอิงเทคโนโลยีจากรุ่นใหญ่ก็คือ DP-770 ด้วยเทคนิคหลายอย่างได้ถูกนำมาถ่ายทอดสู่ DP-570S อย่างเหมาะสมลงตัว ผมได้ค้นเอาแผ่นซีดีที่อยู่ในคอลเลคชั่น และได้รับแผ่นที่สั่งไปทางต่างประเทศมาอีกหลายสิบอัลบั้มในช่วงนี้พอดี จึงเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขจริงๆ กับการได้ฟังดนตรีประเภทต่างๆ อย่างเต็มที่ แค่ได้จับต้องตัวเครื่องและจัดวาง เซ็ตอัพ ก็รู้สึกดีเยี่ยม โครงสร้างสวยงามประณีตดังงานศิลปะ ระบบกลไกเข้าออกของถาดใส่แผ่นนิ่มนวลละมุนละไมสุดยอด การอ่านแผ่นราบรื่น ทั้งแผ่น CD และ SACD เทียบเคียงรุ่นเดิมจะมีรูปทรงเดียวกัน แต่มีการดีไซน์ที่เน้นมีมุม มีเหลี่ยมที่คมขึ้น และถาดใส่แผ่นจะเป็นโลหะเคลือบสีทองอร่าม ไม่ใช่สีดำเหมือนเดิม ทุกๆ เสียง ทุกสำเนียงที่สัมผัส สามารถยืนยันได้ว่า DP-570S คือราชาแห่ง "ดีเทล" เสียงที่เต็มไปด้วย รายละเอียดที่ดีที่สุด มีคุณภาพท้าทาย ทรานสปอร์ต และ DAC แยกชิ้นระดับไฮเอ็นด์ได้อย่างสบายๆ ผมทดสอบคู่กันกับ Accuphase E-4000 อินทิเกรเต็ดแอมป์ จึงเลือกใช้ช่อง XLR Balanced เชื่อมต่อ (ด้วยสายบาลานซ์ Life Audio Gold MK ll) มีลำโพงเรฟเฟอร์เร้นซ์ Harbeth Monitor 30.3 XD2 สำหรับการถ่ายทอดเสียง เรื่องน่าแปลกสำหรับผู้ที่เลือกเล่นเครื่อง SACD/CD Player ของ Accuphase ก็คือ ทุกๆ เสียงล้วนเป็น “อนาล็อกซาวนด์” ที่อ่อนหวาน ละเอียด ละเมียดละไม และมีพลังอันเป็นแก่นแท้ธรรมชาติคงเส้นคงวาในแบบของ Accuphase เลยครับ เพราะเมื่อฟังแล้วจะรู้ทันทีว่า DP-570S ให้ความรู้สึกใกล้ Analog ทั้งที่แผ่นซีดียังเป็นแผ่นที่บันทึกข้อมูล Digital 16bit/44.1kHz เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ที่ DAC อย่างเดียว แต่อยู่ที่ปรัชญาการออกแบบ Transport ทั้งระบบที่ถือว่าสุดทางมากๆ จึงทำให้การถ่ายทอดทุกรายละเอียดส่งผ่านมาจากต้นทางแม่นยำ พร้อมด้วยจังหวะในการแปลงรหัสที่เที่ยงตรง เราจึงได้เสียงในแบบอนาล็อกที่ไม่มีใครเสมอเหมือน DP-570S ให้ประสบการณ์เสียงที่ลึก เบสอิ่มลอยตัว เสียงแหลมใสสะอาด บริสุทธิ์เหมือนน้ำกลั่น เวทีเสียงมีตื้น-ลึก มีความกว้างที่โดดเด่นเป็นอิสระ หรือเสียงที่แสดงมิติอย่างเป็นเลิศ ประสบการณ์ที่เข้าถึงความลึกล้ำแห่งอารมณ์ของดนตรี อันแตกต่างไปจากซีดีเพลเยอร์อื่นอย่างสิ้นเชิง ผมอยากอธิบายว่า Accuphase DP-570S มีความแตกต่างออกไปจากเครื่องเล่น SACD/CD ทั่วไปตรงที่สามารถบอกผู้ฟังได้ถึง Emotional Depth หรือระดับความลึกของอารมณ์ดนตรี “ที่ไม่ได้หมายถึงเสียงหวานหรือเสียงแบบช้าๆ” แต่คือความสามารถของระบบเสียงที่ทำให้ผู้ฟังรับรู้ทั้งน้ำหนักความรู้สึกของนักดนตรี ความต่อเนื่องของโน้ต และบรรยากาศของสถานที่บันทึกเสียงที่เหมือนเรานั่งได้อยู่ “ในเหตุการณ์” ยิ่งแผ่นซีดีระดับออดิโอไฟล์ ก็จะยิ่งเข้าถึงส่วนลึกของดนตรีได้มากกว่าที่ฟังมาก่อนหน้านั้น ให้ความต่อเนื่องของโน้ต หรือ Musical Flow ยอดเยี่ยมมาก ยิ่งในการฟังจากแผ่น SACD จะได้ยินเสียงเปียโนทอดยาว เสียงร้องต่อเนื่องไหลลื่น ไม่ขาดช่วง ฮาร์โมนิคที่ค่อยๆ จางอย่างธรรมชาติ มีสัดส่วนสมจริง รวมความลึกของอารมณ์เกิดจากความเงียบระหว่างเสียง อีกทั้งการแสดงความผ่อน หนัก เบา เสน่ห์ลึกล้ำ ของตัวโน้ตดนตรีที่ไม่มีใครทำได้เหมือน Accuphase เลย DP-570S นับตั้งแต่เริ่มแรกใช้งาน เต็มไปด้วยด้วยความสมูทของระบบกลไกการเข้าออกของถาดใส่แผ่น เงียบกริบ ไปจนถึงรายละเอียดเสียงที่สมจริง เปิดโปร่งละเมียดทุกตัวโน้ต เสียงกลางที่สวยงาม เบสอิ่มลึก ช่วงปลายความถี่สูงครบถ้วน ละเอียดระยิบระยับ เป็นเพลเยอร์เครื่องพิเศษที่ฟังได้ยาวนานต่อเนื่องโดยไม่ล้า มีแต่อยากฟังเพลงต่อไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด กล่าวได้ว่ามีเครื่อง SACD/CD ไม่กี่เครื่องที่ฟังแล้วจะสนใจดนตรีมากกว่าเครื่องเสียง และเวลาเหมือนเดินช้าลง ดึงเราให้ติดตรึงอยู่กับที่เช่น DP-570S Accuphase DP-570S ให้คำตอบถึงเบื้องลึกของอารมณ์ในการฟังดนตรีอย่างที่ไม่มีเพลย์เยอร์อื่นทำได้เสมอเหมือน จริงอยู่ราคา 330,000.- บาท อาจจะดูว่าสูงนะครับ แต่มันเป็นเครื่องเล่นแหล่งโปรแกรมที่ถือว่าเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ล้ำค่ามาก สมบูรณ์ทั้งเทคโนโลยีสุดยอด โครงสร้างออกแบบแข็งแกร่งราวปราการโลหะ ตัวเครื่องสวยประณีตงดงามมีคลาส เป็นการสร้างสรรค์ผลงานมาให้ใช้งานทนทานได้ยาวนานหลายสิบปีเลยทีเดียว สำหรับ Accuphase DP-570S นั้น เปรียบดังเราซื้อทรานสปอร์ตและ DAC ไฮเอ็นด์แยกชิ้น ตัวละแสนกว่าบาทมารวมกันไว้ในหนึ่งเดียว คุณภาพเสียงระดับเทพขนาดนี้ นับว่าคุ้มมาก Accuphase DP-570S เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ถือว่าจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ของ Player สำหรับนักเล่นที่ต้องการฟังแผ่นที่จับต้องได้อย่างมีศิลปะ ด้วยความสามารถในการแจกแจงดนตรีทุกรายละเอียดทุกอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม ครบถ้วนทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นการก้าวข้ามมาอีกขั้นหนึ่งของเพลย์เยอร์ระดับ “ซูเปอร์ไฮเอ็นด์” Accuphase DP-570S ราคา 330,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือนัดทดลองฟังได้ที่ บริษัท ไฮเอ็นด์ ออดิโอ (1979) จำกัด โทร. 062-551-2410
Soundcare by SEAS : SuperSpike คืนรายละเอียดเสียงอย่างเป็นรูปธรรม ดังที่เรียนว่า ระยะนี้จะมีภารกิจในการทดสอบอุปกรณ์เสริมหลายสิบชนิด และเลือกที่จะนำมานำเสนอให้กับแฟนคลับได้วิเคราะห์กันนะครับ อุปกรณ์เสริมที่จัดเป็นแอคเซสเซอรี่ในระดับไฮไฟที่นักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลกรู้จัก และเป็นอีกมาตรฐานหนึ่งที่ออดิโอไฟล์ในยุโรปนิยมกันมากนั่นก็คือ Soundcare by SEAS Soundcare by SEAS หนึ่งในแบรนด์อุปกรณ์เสริมเครื่องเสียงระดับ Hi-Fi โดยเฉพาะเอกลักษณ์ของ “SuperSpike” ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณปี 1996 ด้วยแนวคิดจากนักเล่นเครื่องเสียงนอร์เวย์ โดยคุณ Terje Borgen โดยเขาพบว่าสไปก์แบบเดือยแหลมให้เสียงดีจริง แต่ก็มักจะมีปัญหาในเรื่องของการทำให้พื้นและเฟอร์นิเจอร์เสียหาย จึงเกิดแนวคิดออกแบบสไปก์ในรูปทรงที่ไม่ทำให้พื้นห้องเสียหายและยังคงเสริมการซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีอีกด้วย ช่วงแรกอุปกรณ์ชิ้นนี้ถือเป็นงานฮอบบี้ควบคู่กับงานประจำของผู้ก่อตั้งในช่วงแรก มากกว่าที่จะนำออกมาขายอย่างจริงจัง ต่อมาในปี 2017 ผู้บริหาร SEAS ให้ความสนใจและรับมาผลิต รวมถึงจัดจำหน่ายในมาตรฐานอุตสาหกรรมไฮไฟ และเปิดตัวสู่สาธารณะครั้งแรกที่งาน IFA Berlin ปี 2000 ปัจจุบัน Soundcare ถูกจำหน่ายออกไปมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก มีกำลังการผลิตประมาณ 1 ล้านชิ้นต่อปี ชิ้นส่วนทั้งหมดผลิตในนอร์เวย์ โดยผู้ก่อตั้งยังคงทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางด้านเทคนิคการออกแบบและด้านธุรกิจ โดยมีสินค้าตัวชูโรงคือ Superspike ที่มีอยู่ 3 รูปแบบ • Type 1 Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model เป็นลักษณะขารอง ที่ไม่มีเกลียว ใช้วางใต้เครื่องโดยตรงแทนขารอง สำหรับวางรองใต้เครื่องแอมป์ CD player, DAC, Streamer หรือ Rack • Type 2 เป็นรุ่นที่มีเกลียว เรียกว่า Soundcare SuperSpike - Threaded Model M แบ่งเป็นขนาดมาตรฐานของ Spike คือ M6 / M8 ใช้สำหรับแทน Spike เดิมของลำโพง ลักษณะมีเกลียวที่หมุนเข้าฐานลำโพงหรือขาตั้งลำโพงได้เลย นี่คือรุ่นที่ได้รับความนิยมที่สุด ซึ่งผมก็ได้รับมาทดสอบพร้อมกันทั้งสอง Type ใช้วางรองใต้เครื่อง และรุ่นที่เป็นเกลียวก็จะใช้กับขาตั้งลำโพง • Type 3 Electronic Foot จะคล้ายกับ Type 1 หรือ Self Adhesive Standard แต่จะเป็นลักษณะหัวกลับลง ซึ่งยังไม่มีการสั่งนำเข้ามาในขณะนี้ อีกส่วนหนึ่งทางโรงงาน SEAS ผลิตสำหรับ OEM หรือติดมากับลำโพงจากโรงงาน เรียกว่า SuperSpike for Loudspeaker เทคนิคในการออกแบบ ช่วยป้องกันรอยขีดข่วน ลดแรงสั่นสะเทือน (Mechanical vibration isolation) ยึดแนวคิดเรียบง่ายแต่ลึกมากในเชิงวิศวกรรม แตกต่างจาก Spike แบบดั้งเดิมที่ต้องมีจานรองรับที่ติดตั้งยากมีอัตราเสี่ยงล้มหรือทำให้พื้นเสียหาย หลักการออกแบบเชิงเทคนิคมี 3 ขั้นตอนพร้อมกันคือ 1. การระบายแรงสั่น (Energy Drain) เพราะเมื่อดอกลำโพงทำงาน จะเกิดอาการสั่นของตู้ พลังงานส่วนเกินรวมถึงไมโครเรโซแนนซ์จากเครื่อง เพราะถ้าวางลำโพงบนพื้นตรงๆ พลังงานนี้จะ สะท้อนกลับเข้าตู้มีผลให้เบสบวม เสียงกลางขุ่น เวทีเสียงไม่นิ่ง SuperSpike ทำหน้าที่เหมือนการระบายแรงสั่นทางเดียว ส่งพลังงานลงพื้น แต่ลดการสะท้อนกลับ 2. ควบคุมพื้นที่หน้าสัมผัสของอุปกรณ์เครื่องเสียง (Controlled Contact Area) เพราะ Spike ปกติมีข้อดีตรงจุดสัมผัสเล็กมากก็จริง แต่ปัญหาคือความไม่มั่นคงและเลื่อนไถลได้ง่าย Soundcare Superspike ออกแบบให้มีเข็มแหลมโลหะแข็งตรงกลาง และประกอบด้วยเฮ้าส์ซิ่งครอบรอบนอก 3. ระบบตัดการเคลื่อนไหวระดับไมโคร Micro-Movement Suppression) สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือลำโพง “ขยับ” ตลอดเวลาในระดับไมครอน การเคลื่อนตัวที่เล็กมากนี้ทำให้จุดตำแห่งอิมเมจฟุ้ง โฟกัสเสียงบางส่วนหายไป SuperSpike ช่วยลด Micro rocking motion ทำให้ภาพพจน์เสียง เหมือนการล็อกตำแหน่งชิ้นดนตรีให้นิ่งขึ้น และที่น่าสนใจคือแบรนด์ยุโรปจำนวนมากเลือกใช้ OEM เพราะ SuperSpike ไม่เปลี่ยน Character เดิมของลำโพงนั่นเอง ผลการทดสอบ ช่วงนี้ผมใช้เวลาในการทดสอบอุปกรณ์เสริมระบบเสียงค่อนข้างเข้มข้นอยู่พอสมควร และอุปกรณ์ Soundcare Superspike สองรูปแบบนี้ ผมใช้ระยะเวลาทดสอบจริงจังประมาณ 3 สัปดาห์ จึงได้นำผลลัพธ์มาให้ได้รับทราบกันดังต่อไปนี้ ตัว Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model รูปแบบทรงกลมขนาด 32 มิลลิเมตร (ชุด 3 ชิ้น) แนะนำให้วางโดยคำนึงถึงความบาลานซ์ของตัวเครื่องไม่ว่าจะเป็นซีดี เพลย์เยอร์ DAC สตรีมมิ่ง หรือเครื่องขยายเสียง จุดแรกที่จะต้องพิจารณาวางรอง ก็คือตรงช่วงที่มีน้ำหนักของเครื่องถ่ายเทไปทางทิศนั้นมากที่สุด อาทิจุดตำแหน่งทรานส์ฟอร์เมอร์หรือหม้อแปลงภายในเครื่อง ซึ่งเราใช้มือช้อนด้านใต้เครื่อง ขยับๆดูก็จะพอดีรู้ว่า น้ำหนักถ่ายเทไปทางด้านไหน อีก 2 จุดถัดมาก็คือ บาลานซ์มุมอื่นเพื่อให้เครื่องมีความสเถียรมั่นคง เทคนิคขั้นสูงคือ ถ้าขารองของตัวเครื่องเสียงสามารถขันถอดออกได้ ก็ถอดออกเก็บไว้ แล้วใช้ SuperSpike - Self Adhesive Standard Model ติดด้านใต้แทน แต่ถ้าถอดออกไม่สะดวก ก็ให้ติดตั้งด้านใต้ที่ใกล้กับขารองเครื่อง สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งก็คือการนำเอา Self Adhesive Standard Model ไปรองซ้อนตรงจุดด้านใต้ขารองของเครื่องเสียงอีกทีนะครับ มันจะทำให้เสียงทุกเสียงออกแนว Dark หรือเสียงกลับมืดลง (ทึบ) ส่วนรุ่นที่มีเกลียว หรือ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M นั้น ผมได้รับรุ่น M8 มาตรฐานที่ใช้สำหรับแทน Spike เดิมของลำโพง ขาตั้งลำโพง (ชั้นวาง) มาทดสอบซึ่งลักษณะมีเกลียวที่หมุนเข้าฐานลำโพง-ขาตั้งลำโพง ผมจะใช้ 8 ตัว หรือสองชุดสำหรับขาตั้งแต่ละตัวแยก ซ้ายขวา ซึ่งก็สามารถปรับเปลี่ยนใช้งานได้อย่างง่ายดาย เราก็แค่ถอดสไปก์เดือยแหลมของขาตั้งลำโพง เดิม(หรือใต้ฐานลำโพงตั้งพื้น) ออกไป จากนั้นก็นำเอาตัว Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 ใส่ทดแทนเข้าไปได้เลย หมุนเกลียวให้สุดทั้งสี่มุมแล้วค่อยมาปรับระดับสูงต่ำในขั้นตอนการวัดและเซ็ตอัพ การปรับเกลียวตรงนี้อาจต่างจากการใช้สไปก์แบบเดือยแหลมและจานรองเล็กน้อย เพราะว่านี่คืออุปกรณ์ที่ออกแบบโดยมีทั้งเกลียวและตัวรองอยู่ในตัวเอง ไม่ใช่แบบแยกส่วน การปรับหมุน จะต้องค่อยๆ ปรับให้ได้ศูนย์ (ควรใช้ลูกน้ำวัด) ทั้งสี่มุม ในตอนทดสอบนั้น ผมเน้นไปที่ขาตั้งลำโพงเป็นหลัก ซึ่งเราก็จะต้องใช้วิธีปรับศูนย์ของขาตั้งลำโพงให้ได้ก่อนแล้วจึงวางตู้ลำโพงด้านบนอีกที การใช้ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 จะทำให้ขาตั้งลำโพงหรือลำโพงนั้นสูงขึ้นอีกประมาณ 3.5 เซนติเมตรโดยรวม การเซ็ตอัพ ปรับจูน ใช้เวลามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพื้นห้องจะมีความลาดเอียงสูงต่ำต่างกันแค่ไหนนั่นเอง แต่ก็ไม่ถือว่า กินเวลามากนัก ถ้าหากต้องการให้เราสามารถปรับเลื่อนขาตั้งลำโพงหรือลำโพงได้ หลังจากใส่ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 เข้าไปแล้ว ก็สามารถที่จะนำเอาแผ่นสักกะหลาดกลม (แถมมาในกล่อง) แปะติดด้านใต้ได้ครับ ก็จัดว่าสะดวกดีสำหรับช่วยให้การขยับเลื่อนตำแหน่งลำโพงไปมาในการเซ็ต ทาง Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 ถูกออกแบบมาให้เรียบง่ายแม้ดูจากภายนอกจะไม่พิสดารหวือหวาก็ตาม บทสรุปแรก ในเรื่องของคุณภาพเสียงและการส่งผลต่อการใช้งานก็คือ ตัวรองสามจุดด้านใต้เครื่อง Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model (ชุด 3 ชิ้น รองใต้เครื่อง) จะให้ความสมดุลในย่านความถี่มากขึ้น รับรู้ได้ถึง Image หรือโฟกัสดีขึ้นกว่าเดิม แม้กระทั่งเครื่องสตรีมมิ่ง และ DAC ก็สัมผัสได้ง่ายที่สุด คือเสียงร้องนิ่งตรงกลางเวที ให้ความรู้สึกด้านความถี่ต่ำหรือเบสกระชับขึ้น แบ็คกราวนด์เงียบขึ้น โดยเฉพาะ CD Player และปรีแอมป์จะส่งผลตรงนี้มากที่สุด ส่วนภาคขยายหรือแอมป์ทั่วไป เช่นแอมป์ คลาส A และ AB เรารู้สึกได้ถึงความสะอาดเสียงได้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้นครับ ส่วนแอมป์แนวคลาส D ก็รู้สึกได้ถึงอิมเมจที่แจ่มกระจ่างขึ้น สิ่งที่ไว้วางใจได้คือบุคลิกแนวเสียงในซิสเต็มจะคงเดิม เพียงแต่เป็นการเพิ่มความนิ่ง และรายละเอียดดียิ่งกว่าเดิมชัดเจน แต่ต้องเรียนว่า ผมไม่แนะนำให้ใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงครับ เพราะเครื่องเล่นแผ่นเสียง ถ้าจะใช้ต้องรองใช้ถึง 4 จุด การใช้แค่ 3 จุด จะหาสมดุลได้ยากมาก อีกทั้งการสั่นไหวของรอบหมุนของมอเตอร์ พูลเล่ ซึ่งจะมีผลต่อแรงสั่นที่ค่อนข้างแรงไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่ Standard Model จะเหมาะกับเทิร์นเทเบิล โดยเฉพาะเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีระบบสปริงหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่แพล็ตเตอร์ลอยตัวจากฐานเครื่องถือเป็นข้อห้าม แต่ถ้าเป็นเทิร์นเทเบิลแบบ Non-Suspension หรือระบบไดเร็คไดรฟ์ขนาดเล็ก “อาจจะพอได้” แต่ก็ต้องใช้ 4 จุดอยู่ดี ดังนั้นบทสรุปคือ Standard Model ควรใช้กับการรองรับใต้เครื่อง เสียง หรือชั้นวาง มากกว่าใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยตรง ผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพ Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model จะดีมากกับการวางรองเครื่อง CD, DAC, Pre-Amp, Power Amp, Integrated Amp และ Streaming ครับ เพราะโดยพื้นฐานนั้นทางผู้ออกแบบต้องการให้เราได้ใช้กับเครื่องแหล่งโปรแกรม และเครื่องระบบกลไก เครื่องที่มีไวเบรทจากหม้อแปลงทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแรงสั่นสะเทือนน้อยๆ ประเภทไมโครไวเบรชั่นเป็นหลัก • เสียงโดยรวมคือ นิ่ง สมูท อิ่ม และรายละเอียดเสียงจะดีมากขึ้น แต่จะไม่ให้ผลด้านความไบรท์ หรือความสว่างของเสียง ดังนั้นท่านใดที่ต้องการความสะอาดเสียง ความละมุนละไม ใช้ Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model รองใต้เครื่อง หรือแผ่นเพลทรองเครื่อง ถือว่าเหมาะมาก แต่ถ้าท่านใดต้องการเสียงที่มีความสว่างปลายเสียง สินค้าชุดนี้ก็อาจจะไม่ใช่จุดมุ่งหมายครับ บทสรุปที่สอง จากการทดสอบ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเป็นของ Soundcare รุ่น SuperSpike Threaded Model M8 รุ่นมีเกลียวและตัวรองในตัว ที่ผมใช้แทนสไปก์ของขาตั้งลำโพง อันนี้แหละครับที่นับว่าน่าทึ่ง อาจจะเป็นเพราะลำโพงสามารถแสดงผลทางด้านคุณภาพเสียงได้มากกว่าทุกอุปกรณ์ สิ่งที่ได้จาก Threaded Model M8 คือความสะอาดเสียง ความนิ่งของจุดตำแหน่งดนตรี หรือ Image ของลำโพงจะแม่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังรักษาฮาร์โมนิคสวยๆ ของดนตรีเอาไว้ได้อย่างมั่นคง รายละเอียดและความเป็นธรรมชาติของเสียงนั้นนับว่า “ยืนหนึ่ง” เลยครับ นี่จะอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ Threaded Model M8 ได้รับความนิยมสูงสุดของ Soundcare ซึ่งมันก็อาจจะดูว่าเป็นอุปกรณ์ที่แปลกไปกว่าสไปก์ทั่วไป ที่มักจะเป็นเดือนแหลมและมีจานรองรับ แต่ Threaded Model M8 จะมีโครงสร้างหมุดแหลมอยู่ด้านใน ส่วนด้านนอกยึดรวมมากับเฮ้าส์ซิ่งทรงกลมเป็นปลายขา Threaded Model M8 ไม่ใช่ Spike ธรรมดา แต่เป็นระบบหลายชั้น (multi-layer mechanical interface) โครงสร้างจะแบ่งเป็น 5 ส่วนหลัก 1. เหล็กกล้าชุบแข็ง ทำหน้าที่ยึดกับตัวชุดขาตั้งลำโพง เป็นทางผ่าน Vibration หลัก แรงสั่นจากเครื่องจะไหลเข้าจุดนี้ก่อน 2. แกนหลักหรือ Main Spike Core แกน Spike ใช้วัสดุสเตนเลส มีลักษณะปลายแหลมที่มุมปลาย สุด ผ่านการคำนวณมาอย่างดี เพื่อให้เกิดจุดสัมผัสแบบรวมพลังงานสั่นให้เล็กที่สุด เพิ่ม Pressure หรือแรงกดเพียงจุดเดียวต่อพื้นที่ 3. อินเตอรเฟซแดมป์ (Internal Damping Interface) เป็นสิ่งที่ทำให้ SuperSpike Threaded Standard Model M8 ต่างจาก Spike ปกติ โดยภายในจะมีโพลีเมอร์แดมปิ้งความคุมแรงสั่นระดับไมโคร ลด Ringing ของโลหะไม่ให้ Vibration สะท้อนกลับขึ้นไปที่เครื่อง 4. ส่วนครอบด้านล่าง ที่เห็นเป็นจานคือ Protective Cup Housing ที่ใช้วัสดุคอมโพสิตโพลิเมอร์ความแข็งแรงสูง ทำหน้าที่รองรับปลายสไปก์ และช่วยกระจายน้ำหนักลงไปสู่พื้น 5. ระบบสัมผัสลอยตัว (Floating Contact Micro-Gap) เป็นจุดสำคัญที่ภายในไม่ได้ล็อกแน่น 100% แต่มีการเคลื่อนตัวไมโคร-มูฟว์เม้นท์ ในระดับไมครอน ช่วยกำจัดไมโครเรโซแนนซ์ ลดแรงสั่นที่ย่านความถี่สูง ผลรวมของคุณภาพเสียงที่ได้จาก Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 ก็คือ เบสอิ่มมีมวลมากขึ้น ควบคุมการลอยตัวของเบสได้อย่างดี เสียงกลางหรือช่วงมิดเร้นจ์ชัดเจนเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ปลายแหลมจะสะอาดเรียบคุมโทนได้นิ่ง ให้โฟกัสดีกว่าการใช้เดือยแหลม ลดไวเบรชั่นโดยปราศจากการตัดทอนความถี่ออดิโอ ดังนั้นคาแรกเตอร์เครื่องและลำโพงจึงคงเดิม ช่วงปลายเสียงของ Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 นี้ ขอเรียนว่าจะออกไปทางแฟลต เรียบสะอาดสมจริงมากๆ ครับ ไม่ใช่แบบไบรท์หรือสดใสแต่อย่างใด จุดสังเกต Threaded Model M8 ให้ผลดีที่สุดกับขาตั้งลำโพงโลหะ ส่วนขาตั้งไม้จะได้รับผลรองลงมา และผลลัพธ์จะขึ้นกับความอ่อนไหวของระบบเดิมหรือคุณภาพของเครื่องเสียงและลำโพงด้วย กล่าวได้ว่าซิสเต็มยิ่งดี ยิ่งแสดงผลได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ Soundcare by SEAS SuperSpike คืออุปกรณ์เสริมที่ระบายแรงสั่นไวเบรชั่นได้ดีจริงๆ เทียบเคียงกับแบบสไปก์เดือยแหลมจะให้เสียงเนียนกว่าและใช้ง่ายกว่า สามารถคืนรายละเอียดเสียงกลับมาอย่างสมจริง รักษาดุลเสียงและย่านคว่มถี่ได้สวย มีความโดดเด่นเป็นรูปธรรม Soundcare SuperSpike - Self Adhesive Standard Model ราคา 3,000 บาทต่อชุด (1 ชุดมี 3 ชิ้น) Soundcare SuperSpike - Threaded Model M8 ราคา 4,000 บาทต่อชุด (1 ชุดมี 4 ชิ้น) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology โทร. 02 429 1236
TAOC SCB-RS-HC50G สลายแรงสั่นในระดับไมโคร เพื่อยกคุณภาพเสียงอีกระดับ TAOC เป็นแบรนด์สินค้าคุณภาพสูงสำหรับระบบเครื่องเสียงและโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จากไอชิน ทากาโอกะ (Aisin Takaoka) บริษัทญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานในการผลิตชิ้นส่วนเหล็กหล่อสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเป็นหนึ่งในผู้ผลิต Cast Iron เหล็กหล่อรายใหญ่และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Toyota Group ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการหล่อและการควบคุมแรงสั่นสะเทือนมาเป็นเวลาหลายสิบปี ในปี 1977 เริ่มต้นการวิจัยเรื่องเหล็กหล่อและคุณสมบัติในการลดแรงสั่นสะเทือน โดยอาศัยเทคโนโลยีการหล่อที่ใช้ในงานยานยนต์ ปี 1982–1983 เริ่มจัดตั้งทีม Audio Project เพื่อสร้างแบรนด์ TAOC อย่างเป็นทางการในปี 1983 พร้อมเริ่มผลิตฐานรองลำโพงและอุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือนสำหรับเครื่องเสียงอย่างเต็มรูปแบบ ต่อมาได้ขยายไลน์สินค้าเป็น ออดิโอบอร์ด ออดิโอแร็ค ขาตั้งลำโพง สินค้ากลุ่ม Insulator และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงโดยควบคุมแรงสั่นสะเทือนอย่างมีประสิทธิภาพ ชื่อ “TAOC” ย่อมาจาก Takaoka Anti-Oscillation Casting ซึ่งหมายถึงการควบคุมแรงสั่นสะเทือนด้วยวัสดุเหล็กหล่อ แนวคิดพื้นฐานที่แบรนด์ยึดถือในการพัฒนาสินค้าทุกชิ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เสียงมีความบริสุทธิ์ที่สุด TAOC พัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดดเด่นมากในโครงสร้าง Honeycomb Core ที่ใช้ผงเหล็กหล่อเพื่อเพิ่มการลดแรงสั่นสะเทือนในออดิโอบอร์ด และชั้นวางเครื่องเสียง และยังได้พัฒนาชุดชั้นวางระดับพรีเมียม อาทิ CSR Series ที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้ฟังเพลงและนักเครื่องเสียงทั่วโลก เทคโนโลยีเหล็กหล่อความหนาแน่นสูง High-Density Cast Iron ของ TAOC ใช้เหล็กหล่อพิเศษ ที่มีโครงสร้างภายในซับซ้อนระดับไมโคร โดยคุณสมบัติเด่นคือ ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าเหล็กแผ่นหรืออะลูมิเนียมทั่วไป ลด Resonance ที่เกิดจากเครื่องเสียงและพื้นห้อง รวมถึงควบคุมฮาร์มอนิกที่ไม่พึงประสงค์ แนวคิดหลักของ TAOC คือความสามารถในการควบคุมการสั่นระดับไมโคร เพื่อรักษาความเที่ยงตรงของสัญญาณเสียง โดยเฉพาะกับแอมปลิไฟร์เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นซีดี DAC ลำโพง TAOC SCB-RS-HC50G เป็นแผ่นเพลทสลายแรงสั่นชิ้นเดี่ยว เป็นรุ่นหนึ่งในซีรีส์ SCB-RS-HC ซึ่งถือเป็นรุ่น Master Class หรือ Flagship ในกลุ่ม Audio Board จาก TAOC มีโครงสร้างวัสดุแตกต่างกันถึง 7 ชั้น ที่พัฒนาต่อยอดจากรุ่น SCB ปกติ เพื่อให้การดูดซับแรงสั่นสะเทือนอันยอดเยี่ยม มีการใช้โครงสร้าง Honeycomb Core (แบบรังผึ้ง) ร่วมกับไม้และวัสดุอื่นๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและการลดการสั่นสะเทือนอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับวางใต้อุปกรณ์เครื่องเสียงขนาดใหญ่ ที่ต้องการความคงตัวสูงและลดผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน พื้นผิวภายนอกสุด สีเทาเข้มเมทัลลิค (Dark Gray Metallic) มีขนาด 500 × 450 × 52 มม. น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัมต่อแผ่น TAOC SCB-RS-HC50G เป็น Audio Board ประสิทธิภาพสูงระดับ Flagship ของ TAOC ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและปรับปรุงคุณภาพเสียง เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มความคงที่และความชัดเจนของเสียงในระบบเครื่องเสียง โดยสามารถวางรองเครื่องเสียงแบบแยกอิสระชิ้นต่อชิ้น เป็นออดิโอบอร์ดที่วางรองอุปกรณ์ได้ผลต่อเสียงอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องเสียงที่มีระบบกลไก ผลการทดสอบ หลังจากได้รับแผ่นบอร์ด น้ำหนักอึ้ง ตึงมือ TAOC SCB-RS-HC50G มาใช้ ผมได้พิจารณาโครงสร้างทั่วไปของแผ่นเพลทที่ใช้วัสดุลูกผสม มีโครงสร้างหนาและมีมวล มีสีสันเคร่งขรึมแนวสีเทาเมทัลลิค สิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นจากภายนอกก็คือ ภายในมีการบรรจุผงเหล็กช่วยกระจายและดูดซับพลังงานสั่นได้มีประสิทธิภาพมาด้วย เป็นเพลทชนิดเดียวที่ใช้วิธีดึงเอาแรงสั่นสะเทือนน้อยๆที่เกิดจากตัวเครื่องเสียงมากระจายเป็นความร้อนแล้วสลายไวเบรชั่นออกไปอย่างได้ผล TAOC SCB-RS-HC50G มีโครงสร้างซับซ้อนภายในถึง 7 ชั้น พร้อมชั้นเพลทรังผึ้ง (Honeycomb Core) ที่บรรจุผงเหล็กหล่ออยู่ตรงกลาง ซึ่งช่วยให้วัสดุเหล่านี้ช่วยดูดซับแรงสั่นได้ดียิ่งกว่าโฟม หรือไม้ธรรมดา โดยแรงสั่นจะถูกแปลงเป็นพลังงานความร้อนเล็กน้อยภายในเนื้อวัสดุ แล้วสลายทิ้งไป แทนที่จะสะท้อนกลับไปยังชิ้นส่วนเครื่องเสียงหรือพื้น ช่วยให้เสียงสะอาดและนิ่งขึ้นกว่าการวางตรงบนพื้นหรือชั้นวางธรรมดา แผ่น TAOC SCB-RS-HC50G จำเป็นต้องใช้สไปก์และตัวรองด้วย ซึ่งจะเป็นออพชั่นเสริม ท่านใดที่มีอุปกรณ์เดือยแหลมและตัวรองมาตรฐานสามารถนำมาใช้ร่วมได้ แต่ผมแนะนำว่าให้ใช้ของ TAOC เองเลย จะดีกว่าครับ ในที่นี้ผมใช้ชุดสไปก์และตัวรอง รุ่น SP-100-GE ซึ่งมีอุปกรณ์ 4 ชุด อยู่ในกล่องมาติดตั้งด้านใต้เพลท ซึ่งอุปกรณ์ส่วนนี้ ทางตัวแทนจำหน่ายจะจัดแถมมาให้พร้อมกันโดยไม่ต้องซื้อเพิ่มเติม การจัดวางเพลทลงบนพื้น แรกสุดแนะนำว่า ควรใช้ตัววัดระดับลูกน้ำทำการปรับตั้งให้ทั้ง 4 มุมของเพลทนั้น ได้ศูนย์จริงๆ จากนั้นจึงนำเอาเครื่องเสียงวางลงบนเพลทได้เลยครับ ลำดับในการทดสอบนั้น ผมเริ่มจากการนำเอาเครื่องเล่น SACD และเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาวางสลับกันไป ในแต่ละช่วงเวลา หลังจากนั้นเปลี่ยนมาทดลองกับอินทิเกรเต็ดแอมป์ และ DAC คืออยากทำความเข้าใจก่อนว่า นี่คงจะเป็นเพลทชนิดเดียวที่ใช้เทคโนโลยีในการสลายแรงสั่นไมโครไวเบรชั่น จากทั้งภายในตัวเครื่องเสียงเอง และการสั่นไวเบรชั่นจากภายนอก ควบคู่กันไป ผลสรุปที่น่าตื่นตาตื่นใจคือ ผลที่มีต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงและเครื่องเล่น SACD / CD ครับ ต้องบอกว่า เสียงดีๆ มาทันใจ แบบไม่ต้องตั้งใจฟัง ก็ฟังออกถึงทุกความเปลี่ยนแปลง แค่นำเครื่องลงไปวางบนเพลท SCB-RS-HC50G ไม่เกิน 3-4 นาที เสียงเดิมจะเปลี่ยนไปในทันที!!! คือเราจะพบได้เลยกับความแตกต่างในเรื่องของปลายเสียงแหลมพลิ้วที่ทอดยาวมากขึ้น เสียงร้องหรือย่านความถี่มิดเร้นจ์ดูสมจริง หลุดลอยออกมาแบบว่าเหมือนหนังคนละม้วนกับเสียงที่เราฟังอยู่ทุกวัน จุดเด่นที่สุดของออดิโอบอร์ด SCB-RS-HC50G ก็คือการแสดงผลของเสียงที่มีมิติ หรือ Dimension สวยงามในทันทีทันใด และหากผมทดลองยกเครื่องออกไปจากแผ่นเพลท ก็เป็นเรื่องเลยครับ มิติเสียงจะหุบลงมาทันที เล่นเอางงไปเลยว่า แผ่นรองเครื่องอะไรหนอจะมีอิทธิพลต่อคุณภาพเสียงถึงเพียงนี้ ถ้ายิ่งเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงด้วยแล้ว ผลต่อมิติเสียง การกระจายความถี่ รายละเอียดจะโดดเด่นยิ่งขึ้น ปลายเสียงเปิดอิสระ ในขณะที่ยังคงรักษาคาแรกเตอร์เดิมของเสียงเอาไว้ได้อย่างมั่นคง เปรียบเทียบระหว่างการใช้ SCB-RS-HC50G กับการวางเครื่องลงบนพื้นธรรมดาแต่แน่นอนว่าในเรื่องของ Detail หรือรายละเอียดของเสียง การเปิดของมิติเสียงนั้นต้องถือว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย มันเป็นอุปกรณ์ที่แต่แรก ผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมากนัก แต่สิ่งที่ได้มากับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดอย่างสิ้นเชิง เอาเป็นว่า ใช้รองเครื่องแล้วต้องอึ้งไปเลยครับ ในกรณีของการใช้ TAOC SCB-RS-HC50G รองรับภาคขยายหรือเครื่องเสียงจำพวกอินทิเกรเต็ดแอมป์ โดยเฉพาะเครื่องที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ มีทรานส์ฟอร์เมอร์ใหญ่ๆ และตัวเก็บประจุขนาดยักษ์ทั้งหลาย เราจะพบได้ถึงมิติเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันเหมือนกับเราได้รับคุณภาพเสียงที่เปิดกว้างมากขึ้นและมีมิติของเสียงที่อิสระ ทะลุทะลวงมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนเพิ่งมารู้ว่า อันที่จริงเครื่องเสียงของเรามีศักยภาพสูงกว่าที่คิดครับ ความสามารถในการลดเสียงรบกวนหรือการสั่นสะเทือนน้อยๆ แบบไมโครไวเบรชันไปจนถึงการสั่นสะเทือนทางกลที่เกิดจากเสียงของลำโพงที่ไปกระทบสรรพสิ่ง สภาพแวดล้อมของห้องแล้วย้อนกลับมาที่ตัวเครื่องเสียง ได้ถูกสลายออกไปอย่างเป็นรูปธรรม ผลที่เราได้จึงนับว่าเป็นเสียงบริสุทธิ์ ที่น่าประทับใจจริงๆ สำหรับผมแล้ว นี่คือการได้รับโฟกัสของเสียงที่ไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อนเลย ฟังแล้วตื่นเต้นประทับใจ ชวนให้ค้นหาจินตนาการดนตรีไม่มีที่สิ้นสุดในเครื่องเสียงของเรา ความรู้สึกถึงความสวยงามของเสียง ความลึกล้ำในฮาร์โมนิคเสียงที่ได้มา ถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือ อยากให้ได้มีโอกาสทดลอง SCB-RS-HC50G ด้วยตัวของท่านเองกันมากกว่า เราจะเข้าใจคำว่า "ความสงัดเสียงช่วยปลดปล่อยพลัง" นั้นเป็นเช่นไร เพราะเรื่องความเงียบของพื้นหลังและความชัดของรายละเอียดเสียง โดยเฉพาะกับระบบเครื่องเสียงนั้น เป็นสัมผัสที่ลึกล้ำ ไม่ใช่มาจากการวัดด้วยเครื่องมือ แต่ต้องวัดกันด้วย “สิ่งที่ได้ยิน” เพราะทุกผลลัพธ์จะต้องกระจ่างด้วยตัวของผู้ฟังเอง นี่คืออุปกรณ์เสริมที่แสดงผลของสลายแรงสั่นในระดับไมโคร เพื่อยกคุณภาพเสียงขึ้นไปอีกระดับที่สัมผัสความแตกต่างได้ง่ายมากครับ TAOC SCB-RS-HC50G ราคา 24,000.- บาท (แถมชุดสไป๊ก ตัวรอง TAOC SP-100-GE) Reference: NAD C588 Turn Table Linn Sondek LP12 Majik Turntable Hattor Audio Ultimate System Accuphase DP 570S Accuphase E4000 NAD M51 DAC Denon DCD 2500NE SACD สอบถามได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเครื่องเสียงชั้นนำ Taan Fortune Town Top Sound&Vision Prestige Hifi Komfortsound HiFi House by Msound HD HiFi HD HiFi Online Audiomate.bkk BOSS Hi End Audio Solutions เครื่องเสียงไฮเอนด์ Piyanas Electric Life Audio MUSE AUDIONICE Blue in green
SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module ลำโพงซิสเต็มที่สนองตอบเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมมีโอกาสทดสอบผลิตภัณฑ์จากการรังสรรค์ของ Pyramid Lifestyle Technology โดยเป็นลำโพงทางเลือกของผู้ต้องการความเป็นเลิศในบุคลิกเสียงเฉพาะของแต่ละท่านเอง เมื่อลำโพงในตลาดเครื่องเสียงทั่วไป ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ความน่าสนใจของซิสเต็มลำโพงจาก SB Acoustics และ เบสโมดูล Weava ก็คือการนำเสนอภาพรวมของซิสเต็มลำโพง ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพกันและกัน ให้ประสบการณ์สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์ และผู้ที่ชื่นชอบการต่อตู้ลำโพงด้วยตนเอง ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของผู้ผลิต ก็จะมีทั้ง SB Acoustics - Pyramid Lifestyle Technology (Weava) - ScanSpeak ลำโพงหลักทรงตู้ปิรามิดตัดยอด ออกแบบและผลิตโดย SB Acoustics ในรุ่น TIFA6 ที่เพิ่งออกโชว์ในงาน High-End Munich ที่ผ่านมาเมื่อปี 2025 นี้เอง เป็นลำโพงระบบสองทางตู้เปิดที่สร้างความประทับใจในงานดังกล่าวเป็นอันมาก สำหรับ SB Acoustics เป็นแบรนด์ไดรเวอร์ลำโพงคุณภาพสูง ที่มีสำนักงานออกแบบในประเทศเดนมาร์ก และผลิตในโรงงานประเทศอินโดนีเซีย โดยมีจุดเด่นเรื่องคุณภาพเสียงและความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา ซึ่งเป็นที่ยอมรับในกลุ่มนักออกแบบลำโพง DIY และผู้ผลิตลำโพงระดับสูงทั่วโลกเลือกไปใช้งานในผลิตภัณฑ์ของตน SB Acoustics TIFA6 ลำโพงสองทางวางหิ้ง โดยเป็นชุดคิทประกอบสำเร็จจากโรงงาน ใช้ตัวขับเสียงแหลม ขนาด 26 มม. และวูฟเฟอร์ขนาด 6 นิ้ว อยู่ในตู้ลำโพงที่มีสีสันทันสมัย แบบผิวเปียโน ซึ่งออกแบบโดยคำนึงถึงการลดเสียงสะท้อนในตู้ จากการออกแบบให้ตู้มีด้านไม่ขนานกัน ทำให้เสียงเป็นธรรมชาติ ชัดเจน ฟังสบาย อบอุ่น ทั้งยังให้น้ำเสียงสมดุลมีพละกำลัง ให้เบสที่เหมาะกับห้องฟังเพลงขนาดทั่วไปได้เป็นอย่างดี เหมาะกับแอมป์คุณภาพสูง ทั้งแบบ Solid State Class A/B, Class D และแอมป์หลอด ตัวขับเสียงแหลมใช้เป็นโดมผ้า และวูฟเฟอร์กรวยเส้นใยธรรมชาติ ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ส่วนในการออกแบบลำโพงคู่นี้ โดยทีมวิศวกรเดนมาร์กมากประสบการณ์มาอย่างยาวนาน คุณสมบัติหลักให้การตอบสนองความถี่ 36Hz – 26kHz ความไว 2.83V / 1m อยู่ที่ 85dB และมีค่าความต้านทานเฉลี่ย 4 โอห์ม ให้ความดังสูงสุด SPL : 105dB ใช้จุดตัดครอสโอเวอร์ 2600Hz ตู้แบบเปิด Bass reflex ท่อพอร์ตด้านหลังตู้ ขั้วลำโพงแบบซิงเกิ้ล ในการออกแบบสำเร็จจากโรงงาน ตู้ TIFA 6 แม้จะดูจากภายนอกเป็นสองส่วน มีส่วนสีแดง - ดำ แต่จะมีพื้นที่ภายใน หนึ่งห้องใหญ่ (single internal chamber) สำหรับทั้งทวีตเตอร์ (tweeter) และ วูฟเฟอร์ (woofer) จะไม่มีผนังกั้นแยกเฉพาะในตู้ เพื่อแบ่งออกเป็นห้องของทวีตเตอร์ และวูฟเฟอร์แต่ละตัว มีการใช้วัสดุดูดซับเสียงภายในเพื่อช่วยลดคลื่นสะท้อนและปรับเสียงให้ดีขึ้น Tweeter แบบผ้าโดมผ้าอ่อนหรือ Soft Fabric Dome ขนาดประมาณ 1 นิ้ว โดยรุ่นที่ใช้คือ SB26ST-C000-5 และวูฟเฟอร์ (Woofer / Mid-Bass) มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 6 นิ้ว รุ่น SB16PFCR25-4 • สำหรับในส่วนที่สองที่เรานำมาจัดคู่กันนั้นเป็นทั้งลำโพงแอคทีฟรองรับความถี่ต่ำและเป็นตู้ให้ลำโพงหลักได้วางซ้อนได้ คือ Bass Module Weava Core Terra8 Weava Core Terra8 จัดเป็น Active Bass module ที่มีตัวขับเสียงเพียงตัวเดียว โดยทาง Pyramid Lifestyle Technology ได้เลือกใช้ Woofer ของ Scanspeak ที่มีขนาด 8 นิ้ว Weava Core Terra8 วางตำแหน่งการยิงเสียงตรงแบบ Direct ผลักอากาศมาทางด้านหน้า ภายในวางวงจรขยายขับด้วย DSP plate amp กำลังขับ 250 watt ตู้ออกแบบทรง Truncated Pyramid ที่อ้างอิงจากการทำตู้ลำโพงที่ไม่ขนานกัน ลดคลื่นซ้ำซ้อน Standing Wave ภายใน ตัวตู้สร้างจากไม้หนา 18 มิลลิเมตร ปิดผิวด้วยลายไม้ ซึ่งสามารถเลือกผิวไม้ได้ตามสั่ง ด้านหลังของตู้มีช่องเชื่อมต่อหลากหลาย ทั้ง High Level, RCA และ XLR พร้อมสไปก์แบบยางรอง Soundcare เพื่อให้มีความมั่นคง ในการนำมาทดสอบร่วมกันในครั้งนี้ผมจะใช้การเชื่อมต่อแบบ High Level และใช้โปรแกรม DSP สำหรับปรับค่าจุดตัดและจูนอัพให้กลมกลืนกับลำโพงหลัก SB Acoustics TIFA6 จากการคำนวณทุกรายละเอียดในขนาดตู้ Weava Core Terra8 และไดรเวอร์คุณภาพสูงของ Scanspeak ทำให้ได้มาซึ่งเบสโมดูลที่โดดเด่นอีกรุ่นหนึ่ง ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ผลรวมจากการคัดสรรทั้งตัวขับเสียง การดีไซน์ตู้ ครอสโอเวอร์ และแอมปลิไฟร์นี้ ทาง Pyramid Lifestyle Technology ได้สร้างผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Weava ขึ้นมา เพื่อให้เป็นแนวทางอันชัดเจนในการวางตลาดในอนาคต เนื่องจากเป็นตัวแทนจำหน่ายไดรเวอร์ในระดับไฮเอ็นด์หลายแบรนด์ ที่พร้อมจะนำมาดีไซน์ลำโพงในนาม Weava ได้ ถ้าเราพิเคราะห์ถึงความเหมาะสมระหว่างลำโพงหลักที่วางซ้อนบนเบสโมดูล จะพบว่าตัวขับเสียงกลางต่ำของ SB Acoustics TIFA6 นั้น มีขนาด 6 นิ้ว และตัวขับเบสโมดูล Weava Core Terra8 นั้น มีตัวขับขนาด 8 นิ้ว ถือว่าขนาดใกล้เคียงกัน การจูนค่าการตอบสนองความถี่สามารถทำให้เป็นเส้นกราฟต่อเนื่องกันได้สมูทอย่างจริงจัง Test Report ผมแบ่งรูปแบบสำหรับการทดสอบนั้นออกเป็นสองสถานะด้วยกัน คือหนึ่ง ทดสอบฟังเฉพาะลำโพงตู้หลักคือ SB Acoustics TIFA6 และสอง เปรียบเทียบด้วยการนำเอาตู้เบสโมดูลมาผสมผสานเป็นซิสเต็ม SB Acoustics TIFA6 และ Weava Core Terra8 Bass Module ในสถานะนี้ที่ใช้ TIFA6 วางบนเบสโมดูล เราได้มีการใช้โปรแกรมจูนอัพเพื่อให้เบสโมดูลนั้นตัดแบ่งครอสโอเวอร์ที่มีความถี่อย่างแม่นยำเหมาะสม ความกลมกลืนของเสียงที่ลงตัวกันได้พอดีกับลำโพงทั้งคู่ให้เป็น“เนื้อเดียวกัน” ตรงนี้ถือว่าสำคัญมาก สำหรับผู้ที่จะเล่นลำโพงหลัก ผสมตู้เบสแยก เพราะลำพังแค่การจูนเพื่อให้ลำโพงมีเสียงหรือบุคลิกเดียวกัน ด้วยหูผู้ฟังอย่างเดียวไม่พอ ผลสะท้อนต่อห้องฟังในแต่ละห้องย่อมมีความละอียดอ่อนมาก ดังนั้นทาง Pyramid Lifestyle Technology จึงพร้อมไปจูนให้ผู้ซื้อลำโพง Bass Module ด้วยโปรแกรมทางเทคนิคเฉพาะทางในทุกห้องฟังเพื่อความสมบูรณ์ครับ จากการทดสอบ เฉพาะลำโพง SB Acoustics TIFA6 เป็นที่น่าพึงพอใจมากสำหรับผมนะครับ เป็นเรื่องที่น่าสนใจตรงระยะการเบิร์นช่วงแรกค่อนข้างสั้น คือใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ แบบว่าฟังทุกวัน วันละ 5-6 ชั่วโมง ก็เข้าที่เข้าทางแล้ว ผมคาดการณ์ว่าลำโพงคู่นี้ได้มีการเบิร์นอินมาก่อนหน้านี้ตามสมควร ดังนั้นก็ประเมินได้ว่า ลำโพง SB Acoustics TIFA6 ใช้เวลาเบิร์นเพียงแค่ 80-100 ชั่วโมงน่าจะพอเพียง แรกสุดชอบเสียงอิ่มๆ ของลำโพง TIFA6 ครับ แนวเสียงบุคลิกคือความอิ่มละมุน และปลายเสียงแหลมสุภาพฟังสบายในสไตล์โดมผ้า ซึ่งเข้าถึงความเป็นธรรมชาติได้อย่างดีมาก จุดเด่นที่ดูจะส่งผ่านความเที่ยงตรงและเรียบสะอาดเป็นธรรมชาติของลำโพงคู่นี้คือ โทนเสียงสมดุล เสียงกลางฟังสบายๆ ไม่บีบเค้น เป็นความสมดุลของทั้งย่านความถี่ ทำให้รู้สึกได้ว่าแหลมใสไม่เกินโทนธรรมชาติ เบสค่อนข้างพอดี แม้จะไม่ลงลึกมากแบบลำโพงตั้งพื้นก็ตาม และเสียงที่เป็นธรรมชาติที่ผมกล่าวถึงของ TIFA6 คือ เสียงที่ไม่มีช่วงความถี่ใด “อยากดังเด่นกว่าเพื่อน” ทุกย่านความถี่สนองตอบนั้น ไดรเวอร์ทั้งคู่ทำงานเท่าเทียมกัน ดนตรีจะไหลลื่นโดยไม่สะดุดหู นี่อาจจะเป็นผลรวมของการออกแบบครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กและตู้ด้วย หัวใจหลักของ TIFA6 คือความละมุน ย่านความถี่กลางถึงมิดเบสสวยมากครับ จากการทดสอบเสียงร้องเฉพาะอัลบั้มออดิโอไฟล์ รู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่มีน้ำหนักการออกเสียงของศิลปินสมจริงเป็นธรรมชาติ ให้การถ่ายทอด แม้กระทั่งลมหายใจของนักร้องและเครื่องดนตรีแบบแจ่มชัดดีมากๆ (อัลบั้มหมอนแดง ของ Tong Li) ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่า นักร้องยืนอยู่ตรงหน้า เป็นเสียงที่ไม่ใช่ถูกอัดพลังแบบบีบเค้นออกมาจากกล่อง จึงได้ “ความอิสระของเสียง” เป็นเหตุที่ทำให้ผมฟังเพลง Don't Know Much ของ Linda Ronstadt และ Aaron Neville อัลบั้มปี 1989 ได้หลายต่อหลายเที่ยวอย่างอิ่มเอมใจเลยทีเดียว TIFA6 มีไดนามิคเร้นจ์กำลังพอดี ให้พลังลึกเร้นกับเพลงแนวรุกเร้าใจหรือเพลงร็อก เพลงบรรเลงของวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ได้สมจริง ดังนั้นการเลือกดอกลำโพงคุณภาพสูง การจูน Crossover ที่ลงตัวกับดีไซน์ของตู้จึงนับว่าสำคัญมากครับ และ SB Acoustics TIFA6 ก็ส่งมอบไดนามิคให้เราอย่างเต็มสเกลเสียงจริงๆ การทดสอบในภาคที่สอง เมื่อเราใส่ระบบเบสโมดูล ที่ทำให้ลำโพง “เดินทางได้ไกล” มากขึ้น เหมือนดังคำที่ว่า เสริมปีกให้พยัคฆ์ มีการตอบสนองเสียงดนตรีเต็มไปด้วยความราบรื่นและทรงพลัง ดึงเอาเวทีเสียงแผ่กว้างลึกยิ่งขึ้น ด้วยซิสเต็มรวม SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module ในขณะที่นั่งฟังทดสอบ ผมก็ถือโอกาสสังเกตุเห็นการผลักอากาศของไดรเวอร์เสียงกลางต่ำ ของ SB Acoustics TIFA6 ที่มีขนาด 6 นิ้ว กับวูฟเฟอร์ของ Weava Core Terra8 Bass Module ขนาดตัวขับ 8 นิ้ว ผลักอากาศคู่กันได้อย่างสม่ำเสมอในทิศทางเดียวกัน เฟสราบรื่นดี ต้องขอชื่นชมว่า การออกแบบเบสโมดูล Weava Core Terra8 Bass Module ของทางทีมงาน Pyramid Lifestyle Technology เดินทางมาจนถึงขั้นที่สมบูรณ์จริงๆ เพราะเมื่อจูนอัพจากโปรแกรมในคอมพิวเตอร์แล้ว เราจะพบว่าเสียงต่ำจากดอกลำโพงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ของ ScanSpeak ในตู้ลำโพง Weava Core Terra8 Bass Module นี้ ทำงานได้อย่างผสานกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับลำโพงหลักจริงๆ อย่างไรก็ตามการเติมเบสโมดูลเข้าไปในระบบช่วงการทดสอบช่วงที่สอง ผมเน้นการฟังเพลงอันหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยทดลองเพลงแนวโปรเกรสซีฟร็อกที่โดดเด่นของ The Alan Parsons Project ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ทดสอบระบบเสียงและคุณภาพเครื่องเสียง ที่อยากให้ทุกท่านได้ทดลองใช้เป็นมาตรฐานกันคือ เพลงที่มีการบันทึกเสียงอย่างละเอียด และมีเบสหนักแน่นอย่าง "I Wouldn't Want to Be Like You", "Eye in the Sky" และ "Games People Play" อันนี้ทำให้พบศักยภาพที่แท้จริงของลำโพงมากยิ่งขึ้นครับ SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module เป็นผลรวมที่ดีสำหรับลำโพงทั้งระบบ ที่มีความสมดุลซึ่งกันและกัน ให้ผลรวมที่น่าพึงพอใจ ไม่รู้สึกว่าเป็นการผสมที่แตกต่างใดๆ นอกจากความกลมกลืนโทนัลบาลานซ์ที่สมดุลแล้ว การแสดงตำแหน่งของชิ้นดนตรี Soundstage เวทีเสียงให้ความกว้างลึกเป็นเชิงชั้นสวยงาม โดยเฉพาะการแสดงจุดตำแหน่งดนตรี (Image) แม่นยำเหมือนใช้ลำโพงตู้เดียว ทำให้ได้ความเด่นชัดและมีความโออ่าไปพร้อมกัน ซึ่งผมคาดว่าในห้องขนาดกลางถึงห้องขนาดใหญ่ลำโพงซิสเต็มนี้สามารถปลดปล่อย “อิสรภาพ” ของเสียงดนตรี อย่างสมจริงเป็นอย่างยิ่ง คือซิสเต็มลำโพงที่ให้ความเป็นธรรมธรรมชาติของเสียง ถ่ายทอดดนตรีเหมือนน้ำไหล และในช่วงที่ต้องการพลังโหมกระหน่ำของดนตรีบางประเภทก็สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์หมดจดเลยทีเดียวครับ ถือว่าเป็นอีกผลงานหนึ่งของ Pyramid Lifestyle Technology ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับออดิโอไฟล์บางท่านผู้ต้องการคุณภาพเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนจริงๆ รวมถึงนักดีไอวายระดับสูงที่อยากเห็นตัวอย่างของลำโพงซิสเต็มแบบนี้ ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะซื้อ Driver ไปประกอบด้วยตนเองก็ยังได้ครับ หมายเหตุ ผมได้ใช้ภาคขยายทั้งแอมปลิไฟร์ Pure Class A เครื่องเสียงหลอดสุญญากาศ แอมป์คลาส D สลับมาใช้งานตลอดระเวลา 2-3 สัปดาห์ ซึ่งไม่มีข้อจำกัดใดๆ สำหรับการทำงานร่วมกับลำโพงชุดนี้ แต่ที่รู้สึกว่ามีผลลัพธ์ในทางบวกมากที่สุดคือ Class A Amplifier ครับผม เพราะว่าให้เสียงได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบไม่มีอะไรที่ขาด-เกิน ให้พลังเสียงและคาแรกเตอร์ที่เดินไปสู่ความใกล้เคียงดนตรีจริง (High Fidelity) อย่างน่าประทับใจมาก อยากแนะนำว่า สำหรับผู้ที่มองหาลำโพงซิสเต็ม ที่สนองตอบเสียงดนตรีอย่างเต็มประสิทธิภาพ จะต้องหาทางทดลองฟัง SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module โดยจัดเป็น “หมุดหมาย” เริ่มต้นเลยครับ มีอีกสิ่งหนึ่งที่อาจจะไม่ได้นำมากล่าวถึงโดยละเอียดนั่นคือ Soundcare by SEAS รุ่น SuperSpike อุปกรณ์เสริมที่ใช้รองด้านใต้ของเครื่องเสียง รองด้านใต้ของลำโพงหลัก SB Acoustics TIFA6 นอกจากนั้นในการทดสอบครั้งนี้ ยังมี Soundcare by SEAS รุ่น SuperSpike ซึ่งมีลักษณะที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากสไปก์ ตัวรองอื่นๆ ในตลาดเครื่องเสียง เพราะด้านใต้เป็นฐานยางแทนที่จะเป็นโลหะ ซึ่งรองเป็นฐานของ Weava Core Terra8 Bass Module ได้อย่างเหมาะสมลงตัวทำให้เบสนิ่งเป็นตัวตน อย่างไรก็ตามอุปกรณ์เสริมของทาง SEAS นี้ ผมจะนำมากล่าวถึงโดยละเอียดในการทดสอบเฉพาะอุปกรณ์ในลำดับถัดไปครับ SB Acoustics TIFA6 & Weava Core Terra8 Bass Module คือผลรวมของความอบอุ่นละเมียดละไม ด้วยเสียงที่เป็นธรรมชาติ ให้ย่านความถี่ของเสียงดนตรีที่ครบถ้วน มีพลังสนองตอบดนตรีหลายหลากสไตล์ ทั้งยังเป็นซิสเต็มลำโพงหลักและเบสโมดูลที่ทาง Pyramid Lifestyle Technology พร้อมจูนอัพให้ลงตัวได้ในทุกห้องฟังด้วยโปรแกรมที่ล้ำสมัยครับ • SB Acoustics TIFA6 ราคา 71,800.- บาท/คู่ • Weava Terra8 ราคา 114,400.- บาท/คู่ (เป็นราคาเปิดตัว Promotion พร้อมแถมขาตั้ง SoundCare M8) สนใจติดต่อทดลองฟังได้ที่ Pyramid Lifestyle Technology โทร. 02 429 1236
The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เทคนิคการเซ็ตอัพ และปรับค่าซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง 2 แชนแนล บทความตอนนี้ จะกล่าวถึงหลักปฏิบัติซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผม ในการปรับตำแหน่ง และเซ็ตค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ โดยขอแบ่งแยกรูปแบบตู้ซับดังต่อไปนี้ 1. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกด้านหน้า (ทั้งมีท่อพอร์ต และตู้ปิดทึบ) 2. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง (down firing) 3. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง หรือออกด้านหน้า แต่มีแพสสีพเรดิเอเตอร์ยิงเสียงออกซ้าย-ขวา (two ways) 4. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกสองด้าน (two ways) ด้วยการออกแบบในเทคนิคที่แตกต่างเหล่านี้ การเซ็ตตำแหน่งที่วางตู้ซับ ก็จะต้องหาวิธีมีความเหมาะสม และให้ความลงตัวที่แตกต่างกันไป ตำแหน่งที่ SET UP สำหรับท่านที่ต้องการเซ็ตเอง แบบค่อยๆ เรียนรู้ และหาจุดตำแหน่งที่เหมาะสมคือ ในภาพ FIG 1 เซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา ให้เลือกตำแหน่งในแบบ “โอบล้อมลำโพงหลัก” โดยเลือกในแต่ละทิศทาง ได้ทั้ง หน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา วางห่างลำโพงหลัก ณ. ตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง ให้เป็นเงาซ้อน ห่างลำโพงหลักประมาณ 1 ฟุตขึ้นไป จุดใดเหมาะสมที่สุด เลือกจุดนั้นครับ การเซ็ตแบบนี้ จะยืดหยุ่นได้มากที่สุด และเหมาะกับห้องขนาดเล็ก 12 ตารางเมตร จนถึงห้องขนาด 35-40 ตารางเมตร ในภาพ FIG 2 คือเซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา โดยวางเป็นมุมเฉียง 45 องศา จากลำโพงหลัก ระยะห่างเริ่มที่หนึ่งฟุตเป็นต้นไปเช่นกัน นี่อาจจะเหมาะกับขนาดห้องที่มีบริเวณกว้างลึกเกิน 15-20 ตารางเมตร ขึ้นไป ในภาพ FIG 3 คือการใช้ซับวูฟเฟอร์ตู้เดียว ด้วยการวางตรงกึ่งกลางระหว่างระนาบเดียวกับลำโพงซ้ายขวา โดยถอยหลังลึกเข้าไปจากระนาบ ห่างหรือชิดผนังแค่ไหน ให้เริ่มทดลองดู ขยับทีละตำแหน่ง ทีละเล็กน้อย หาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด การใช้ซับวูฟเฟอร์ตัวเดียวนั้นอาจจะเซ็ตได้ไม่ยากนักก็จริง แต่ทั้งคุณภาพและปริมาณความถี่ต่ำจะต้องเกลี่ยให้กลมกลืนกับระบบซิสเต็มลำโพงหลัก มิฉะนั้นมันจะทำให้เรารู้สึกว่า จุดที่ความถี่ต่ำตกกระทบเป็น “ระดับเสียงดังมากกว่าลำโพงหลัก” นั้น เป็นตัวต้นเหตุทำให้รบกวนความถี่อื่นให้จมหายไป ในกรณีลำโพงซับวูฟเฟอร์ ที่มีการยิงเสียงสองทิศทางไปด้านซ้าย-ขวา หรือซับวูฟเฟอร์ที่ยิงเสียงลงพื้น (down firing) จะทำให้เซ็ตเสียงได้กลมกลืนง่ายกว่า ตู้ซับแบบยิงมาด้านหน้าโดยตรง อีกทั้งจะทำให้เสียงต่ำกินบริเวณกว้างลึกได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากจุดประสงค์ในการเซ็ตอัพ ซับวูฟเฟอร์ ก็คือทำอย่างไรก็ได้ ให้เพิ่มปริมาณ และคุณภาพความถี่ต่ำ “กลมกลืน” ในปริมาณที่ “พอดี” หรือมีสเกลสัดส่วนย่านความถี่ต่ำใกล้เคียงกับความถี่กลางแหลมของลำโพงเมนหลัก ซ้าย ขวา ซับวูฟเฟอร์ ไม่ควรที่จะปรับให้มีปริมาณเสียงดัง ความถี่กระทุ้งกระแทก แล้วระบุจุดตำแหน่งที่ตั้งหรือตัวตนของมันเอง ว่าอยู่ ณ.ตรงจุดใด อันนั้นถือว่าเป็นการเซ็ตอัพที่ไม่ถูกต้อง ต่อจากนี้ คือการปรับค่าหลักๆ 3 ค่าที่สำคัญ ในตู้ซับวูฟเฟอร์ครับ ปุ่มปรับระดับความดัง Level หรือ Volume ปุ่มปรับจุดตัดความถี่ Crossover Network ปุ่มปรับ Phase 0-180 องศา หลักการเบื้องต้นโดยทั่วไปก็คือ จะต้องปรับปุ่มของระดับความดัง Level หรือ Volume ให้อยู่ในระดับ 10.00 ถึง 12:00 น. (กึ่งกลาง) โดยประมาณ เพราะที่ระดับความดังขนาดนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปรับ ลด หรือเพิ่มอีกเล็กน้อย ของระดับเสียงซัพวูฟเฟอร์โดยทั่วไป การปรับระดับความดัง Level หรือ Volume จะต้องทำควบคู่กับจุดตัดความถี่ครอสโอเวอร์เสมอ ให้เลือกจุดตัดความถี่ที่ต่ำที่สุดของซับวูฟเฟอร์ ตู้นั้นๆ เอาไว้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น40 หรือ 50Hz ย่านความถี่จุดตัดยิ่งสูง อัตราเสียงต่ำจะกระแทกกระทั้นมากขึ้น ดังนั้นจงหาจุดที่สมดุลกับความถี่ต่ำของลำโพงเมนหลักให้ได้ แนะนำว่า ไม่ควรจะเลือกตัด ความถี่ครอสโอเวอร์สูงเกิน 100 เฮิร์ตซ์ โดยไม่จำเป็น เพราะส่วนมากแล้วจุดตัดสูงๆ จะทำให้เสียงเบสโด่งนำหน้าความถี่อื่น ความถี่จุดตัดจะต้องปรับคู่กับ Volume อยู่เสมอ และต้องปรับทีละเล็กทีละน้อยอย่างละเอียดที่สุด ก็เพราะว่า ตรงจุดครอสโอเวอร์นี้ จะทำให้รอยเชื่อมต่อของความถี่ต่ำ ระหว่างลำโพงเมนหลัก กับความถี่ต่ำจากตู้ซับวูฟเฟอร์นั้นสามารถกลมกลืนกันได้ เมื่อปรับค่าของซับวูฟเฟอร์ ได้ค่อนข้างกลมกลืนแล้ว (หรือมีปัญหาว่าเบสบางส่วนยังคงเดินช้ากว่าเสียงกลางแหลม) ให้ลองปรับค่าที่ Phase 0-180 ดู เป็นลำดับสุดท้าย ไม่ควรปรับค่าเฟสไปทางเฟสลบ -180 องศา ในระหว่างจูน Volume และ Crossover แต่ให้ปรับดู หลังจากปรับค่าทุกอย่าง และให้เสียงได้ลงตัวแล้ว ปุ่มปรับค่าเฟสนี้ ซับบางตู้ อาจจะเป็นสวิตช์ เลือก บวก 0 และ ลบ 180 องศา แต่ ซับวูฟเฟอร์ราคาสูงๆ มักจะเป็นปุ่มเกนโวลุ่ม ให้เราเลือกค่าเฟสแปรผันไปทีละน้อยได้ ยังมีอีก 2 เทคนิค สำหรับการเสริมตู้ซับเข้าไปในระบบฟังเพลง ซึ่งเป็นวิธีการของงาน Professional เมื่อนานมาแล้ว เหมาะกับห้องฟังเพลงที่มีขนาดใหญ่ และเสียงเบสเบาบางเกินไป ก็สามารถใช้วิธีดังกล่าวนี้ได้ 1. Inverted Stack Cardioid วางตู้ซับวูฟเฟอร์ ซ้อนกันสองถึงสามตู้ต่อแชนแนล อาจจะมีการวางยิงเสียงมาด้านหน้าทุกตู้ หรือสลับบางตู้ยิงมาด้านหน้า บางตู้ยิงไปด้านหลัง แล้วแต่การ คำนวณค่า หรือเซ็ตอัพ จะทำให้ได้มิติของเสียงเบสและความกว้างลึกของเสียงต่ำสมบูรณ์มากขึ้น การวางตู้ทับซ้อนขึ้นไป ช่วยให้เปลืองพื้นที่น้อยที่สุดภายในห้อง สิ่งสำคัญก็คือตู้ซับจะต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้วางซ้อนกันได้ ไม่ควรนำตู้ซับวูฟเฟอร์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการนี้มาวางซ้อนกันนะครับ 2. End Fire Cardioid เป็นอีกเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเทคนิคการวางตู้ซับวูฟเฟอร์ซึ่งในกรณีนี้ มีอยู่หลายวิธี ทั้งการวางตู้หน้า-หลัง ในลักษณะเฟสบวกหรือการวางชิดกันสามตู้ โดยมีการยิงเสียงต่างทิศทางกัน ต้องมีการคำนวณการเว้นระยะห่าง เพื่อการคอนโทรลความถี่ต่ำ อันเนื่องมาจากบางครั้งมีปัญหาการรบกวน มีการเลี้ยวเบนของเสียงต่ำที่กระจัดกระจาย ออกรอบทิศทาง หรือการทับซ้อนกันเองของความถี่ต่ำ ซึ่งวิธีนี้ จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเซ็ตอัพ โดยเฉพาะครับ บทสรุปคือการเล่นเครื่องเสียงย่อมมีหลายวิธีการและการเสริมตู้ซับวูฟเฟอร์เข้าไปนั้น ถ้าเราใช้เทคนิคที่ถูกต้องก็จะทำให้ความถี่ต่ำนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยให้ยึดหลักที่ว่า หากระบบเสียงภายในห้องนั้นยังขาดความสมบูรณ์ที่ความถี่ใดความถี่หนึ่ง เราก็สามารถเสริมเข้าไปได้ โดยคำนึงถึงเรื่องโทนัล บาลานซ์ และสเกลของความถี่เป็นสำคัญครับ
The Light of Audiophile ตอนที่ 6 การเสริมระบบซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง การเสริมซับวูฟเฟอร์ในระบบฟังเพลง 2 แชนแนลนั้น มาจากเหตุผลที่ว่า ถ้าซิสเต็มในระบบฟังเพลงของเรา เสียงต่ำบาง เบสขาดสเกลเสียง อันเนื่องจากความสามารถในการตอบสนองความถี่ของลำโพงเสียงต่ำ Woofer ไปได้ไม่ถึงจริงๆ เพราะขนาดลำโพงเล็กเกินไป เช่น ลำโพงวางขาตั้งที่มีขนาดวูฟเฟอร์ เพียง 4-8 นิ้ว ที่ไม่อาจจะให้ทั้งปริมาณ และคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง (โดยไม่บีบเค้น) นั้นได้ หรือต่อให้เราใช้ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่พอสมควร แต่เนื่องจากขนาดของห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เบสที่ควรจะได้จากลำโพง 2 ตู้ ก็ยังรู้สึกด้อยกว่าเสียงกลางแหลม ไม่สามารถที่จะเซ็ตอัพให้ได้คุณภาพเสียงต่ำที่สมบูรณ์ได้ คำตอบก็อาจจะต้องมาอยู่ที่การเสริม Sub-Woofer ครับ ช่วงปี 2542 ผมได้ให้คำปรึกษาด้านระบบเสียงให้ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งชีวิตส่วนตัวท่าน เป็นคนเล่นเครื่องเสียง ในแบบอนาล็อก ฟังเพลง Classical ที่บรรเลงด้วยวงออเคสตร้าเป็นหลัก ที่สุดท่านได้ตัดสินใจซื้อลำโพงรุ่นท็อป ตู้ขนาดสูงท่วมบ้าน ขนาดวูฟเฟอร์ 12 นิ้ว สองตัวต่อตู้ มาฟังเพลงที่ชื่นชอบ แต่ก็ปรารภกับผมตลอดว่า เสียงของกีต้าร์เบส ดับเบิ้ลเบส กลองทิมปานี ขาดน้ำหนัก เบาบางไป ถ้าฟังในระดับเบาๆ แบบแบ็คกราวนด์มิวสิกนี่แทบไม่เหลือให้สัมผัสอรรถรสดนตรีช่วงความถี่ต่ำเลย ผมตัดสินใจจัดเอา Active Sub-Woofer ที่มีขนาดไดรเวอร์ 12 นิ้ว และ Sub Bass Radiator ขนาด 15 นิ้ว มาเพิ่มสองตู้ ซ้ายขวา โดยหาวิธีต่อจากปรีเอาท์ของปรีแอมป์ชุดที่ 2 และเซ็ตอัพหาความบาลานซ์เพื่อให้เกิดสมดุล ของความถี่ต่ำกับย่านกลางแหลมให้ลงตัว ต้องเข้าใจว่า เกือบสามสิบปีที่แล้ว แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ยังมีความเฉื่อยของเสียงต่ำอยู่บ้าง ไม่เหมือนแอคทีฟซับวูฟเฟอร์สมัยนี้ ที่ดีไซน์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย กรวยลำโพงใช้วัสดุที่ดี ให้การสนองตอบฉับไว เท่าทันความถี่กลางแหลม สำหรับซับแอคทีฟยุคเก่า ผมจึงต้องกำหนดจุดตั้ง และเซ็ตอัพอยู่ 2-3 ครั้ง จึงลงตัวในที่สุด ท่านเจ้าของซิสเต็มบอกว่า ได้เสียงที่ลงตัวประทับใจ ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงในคอนเสิร์ตฮอลล์ จึงมีความสุขมาก ถือว่าแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ มาย้อนดูช่วงเวลาของการออกแบบซับวูฟเฟอร์ ที่น่าสนใจกัน ช่วงปี 1982 บริษัทนิปปอน กักกิ หรือยามาฮ่า ตัดสินใจออกแบบแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ตัวแรก นั่นคือ NS-W1 โดยมีขนาดตู้ 50 ลิตร มีแอมป์ขับในตัว 45 วัตต์โมโน ที่ 6 โอห์ม แม้ไดรเวอร์จะมีขนาดเพียง 10 นิ้ว แต่ดีไซน์เนอร์อธิบายว่า ตัวขับเสียงถูกออกแบบให้ครอบคลุม ตอบสนองความถี่ต่ำเฉพาะ จึงต่างไปจาก Woofer ทั่วไป มีความสามารถแสดงผลความถี่ต่ำลงลึกได้ถึง 20Hz ในเวลาเดียวกันนั้น ทาง Bose และ M&K แห่งอเมริกา เป็นรายแรกๆ ที่ออกแบบลำโพงเมนหลักกลางแหลมแยกส่วนออกจาก Sub-Woofer แบบแพสสีพ ซึ่ง M&K ใช้ชื่อระบบว่า Sub-Satellite เป็นการแก้ปัญหาขาดความถี่ต่ำ ประการหนึ่ง และให้ความสะดวกในการจัดวางภายในห้องขนาดย่อมๆ จากนั้นมีบริษัทเครื่องเสียงบางแห่ง อาทิ Dave Hall เปิดตัว Velodyne Acoustics ในปี 1983 เพื่อเน้นผลิตซับวูฟเฟอร์โดยเฉพาะ เทคโนโลยีล้ำสมัยของ Velodyne คือระบบเซอร์โวคอนโทรล ระบบนี้ จะนำเอาปฏิบัติการดิจิตอลช่วยรายงานจากสถานการณ์ใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยควบคุมมิให้ซับวูฟเฟอร์ส่งเสียงผิดเพี้ยน (Digital High Gain Servo Control) มีระบบอีควอไลเซอร์ EQ Plus ที่จะทำให้สามารถปรับซับวูฟเฟอร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์การใช้งานของแต่ละบุคคล และห้องต่างๆ อย่างเหมาะสม บริษัท Sunfire เคยออกแบบซับวูฟเฟอร์ที่เน้นให้มีขนาดเล็กมากๆ แต่มีพลังขับอย่างชนิดสั่นสะเทือนห้อง ซึ่งในช่วงเวลาขณะนั้น พ่อมดอิเล็คทรอนิกส์ บ๊อบ คาร์เวอร์ มีส่วนในการออกแบบภาคขยายคลาส T ขนาดเล็กแต่กำลังขับสูงที่สุดในโลก บรรจุลงไปในตู้ซับวูฟเฟอร์ บริษัท Rel Acoustics เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่เน้นการผลิตซับวูฟเฟอร์คุณภาพสูง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามที่จะทำให้เสียงต่ำมีมิติที่สมบูรณ์ ในระบบโฮมออดิโอ ย้อนคืนไปสู่รสชาติของการแสดงคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์ บริษัท KEF แห่งอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นบริษัทลำโพงอนุรักษ์นิยม ที่ประสบผลสำเร็จที่สุดในระดับโลกได้ออกแบบแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ออกมาหลายรุ่น อาทิ REFERENCE 8b ที่ใช้ตัวขับ 9 นิ้ว พร้อมแอมป์คลาส D กำลังขับ 500 วัตต์ x 2 ซับวูฟเฟอร์ รุ่น KC62 ที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด รวมถึงรุ่นใหม่ KC92 ที่มีขนาดกลางๆ ตัวขับ9 นิ้วและแอมป์คลาส D 1000 วัตต์!!! ในแง่ของการใช้ Sub-Woofer กับระบบฟังเพลงในบ้าน ผมไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งผิดแปลกพิสดาร หรือย้อนแย้งอะไร ตราบเท่าที่ผู้ฟังยังรู้สึกว่า เสียงต่ำมีสเกลเสียงที่เบาบาง ไม่เต็มที่เหมือนความถี่กลางแหลม เราก็สามารถเพิ่มเข้าไปได้ แต่… ต้องเพิ่ม เสริมลงไปอย่างเหมาะสม และเข้าใจเรื่องของการเซ็ตอัพ สี่ประการ ที่สำคัญยิ่ง คือ 1. สถานที่วาง และจำนวนของตู้ซับวูฟเฟอร์ 2. การปรับค่าจุดตัดครอสโอเวอร์ 3. การปรับระดับความดัง Level 4. การปรับ Phase ในตอนถัดไป The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เราจะมาพิเคราะห์ เรื่องเทคนิคเบื้องต้นในการเซ็ตอัพ ปรับค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์กันครับ
JBL SUMMIT SERIES ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT MAKALU ลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิงรุ่นท็อปสุดในซีรีย์ ดีไซน์ลำโพง 3 ทาง ใช้ไดร์เวอร์ 12 นิ้ว (300 มิลลิเมตร) ในชื่อ SUMMIT MAKALU เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์ SUMMIT ที่ถูกออกแบบและผลิตเพื่อตอบสนองนักฟังผู้รักและหลงใหลในทุกมิติของเสียงดนตรี มาคาลู (MAKALU) เป็นชื่อของยอดเขาที่สูงเป็นลำดับที่ 5 ของโลก และอยู่ห่างจากยอดเขาเอเวอเรสต์ 19 กิโลเมตร ด้วยรูปทรงที่สวยงามเช่น พีระมิด เป็นเป้าหมายสำคัญที่ท้าทายสำหรับนักไต่เขาจากทั่วโลก JBL จึงเลือกนำมาเป็นชื่อของลำโพงเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวในงานมิวนิกไฮเอนด์ 2025 SUMMIT MAKALU เป็นลำโพง 3 ทาง ตั้งพื้นขนาดใหญ่ มีเบสไดรเวอร์ขับเสียงต่ำขนาด 12 นิ้ว ใช้มิดเรนจ์ขนาด 8 นิ้ว ทำงานร่วมกับไดรเวอร์ขับเสียงแหลมขนาด 3 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL พร้อมกรวยฮอร์นขนาดใหญ่ ไดรเวอร์นี้คือ D2830K dual-diaphragm และ dual-motor compression ส่วนที่เป็นไดรเวอร์หลักของ SUMMIT MAKALU คือ ไดรเวอร์มิดเบส โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และวูฟเฟอร์เบส โครงโลหะหล่อขนาด 12 นิ้ว ความพิเศษของไดรเวอร์คู่นี้คือ การใช้กรวยไดรเวอร์ 3 เลเยอร์ Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) งานดีไซน์ล้ำยุคที่ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยไฮบริดนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่แข็งแกร่ง น้ำหนักเบาตามสเปค และเป็นปัจจัยหลักในการขับเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีความผิดเพี้ยนน้อยที่สุด อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่งในการแบ่งแยกสัญญาณความถี่ไปยังไดรเวอร์แต่ละตัวใน SUMMIT MAKALU คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมาของ JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมากแทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่แบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทำงานด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ทำให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ครบถ้วน ขับขานพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มได้นามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีใสกระจ่างโดยไม่มีความผิดเพี้ยน JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และชิ้นส่วนครอสโอเวอร์ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ตู้ลำโพงก็ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันและผลิตด้วยงานวิศวกรรมชั้นยอดเพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียงเพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงสวยงามระดับงานผีมือ มีให้เลือกทั้งแบบสีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบสีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงาวับ ประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT MAKALU วางอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางอย่างมั่นคงบนพื้นห้อง ผลที่ได้ก็คือ เสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างใสกระจ่าง แม่นยำ เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT PUMORI ลำโพง SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิง ถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังดนตรีผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างจริงจัง สำหรับลำโพงในกลุ่มที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 10 นิ้ว (250 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์นี้ ซึ่ง JBL ภูมิใจนำเสนอ การเลือกชื่อ พูโมริ (Pumori) มาเป็นชื่อลำโพงเรือธงรุ่นนี้ก็เพราะ พูโมริเป็นยอดเขาที่สูงถึง 7,161 เมตร อยู่ใกล้กับยอดเขาเอเวอเรสต์ จนได้รับการขนานนามว่า “บุตรสาวของเอเวอเรสต์” และเป็นยอดเขาที่นักไต่เขานิยมมาฝึกซ้อมความชำนาญและความมั่นใจ ก่อนการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ SUMMIT PUMORI ติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยทำงานร่วมกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อถ่ายทอดเสียงความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT PUMORI คือ มิดเบสโครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และ วูฟเฟอร์โครงโลหะหล่อขนาด 10 นิ้ว ไดรเวอร์ทั้งสองตัวนี้เลือกใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) เป็นงานออกแบบล้ำยุค ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT PUMORI คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยไม่มีความผิดเพี้ยน ตัวตู้สวยหรูงามสง่า เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT PUMORI วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT AMA ลำโพง SUMMIT AMA เป็นลำโพง Bookshelf ประเภทสองทาง คุณภาพระดับอ้างอิง ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างแท้จริง สำหรับลำโพงในซีรีส์ซัมมิทที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT AMA เป็นลำโพงรุ่นเรือธงที่ JBL ภูมิใจนำเสนอ ชื่อ อามา (Ama) มาจากยอดเขาชื่อว่า Ama Dablam แปลว่า “สร้อยคอของแม่” ยอดเขาอามามีความสูง 6,812 เมตร อยู่ด้านตะวันออกของเอเวอเรสต์เบสแคมป์ รูปทรงของยอดเขานี้โดดเด่นมีเอกลักษณ์ จึงถูกนำมาเป็นชื่อรุ่นของลำโพงขนาดวางหิ้งคุณภาพสูงเยี่ยมของ JBL SUMMIT AMA ถูกติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยจับคู่ทำงานกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อขับขานเสียงในย่านความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT AMA คือ ไดรเวอร์โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ไดรเวอร์นี้ถูกออกแบบให้ใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์และเยื่อกระดาษชนิดพิเศษ ประกบเข้าด้วยกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT AMA คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง ช่วยเพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยปราศจากความผิดเพี้ยน ตัวตู้งานประณีตสง่างามระดับไฮเอ้นด์ เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT AMA วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับลำโพง JBL Summit Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020
Mark Levinson 600 Series ปรีแอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 626 เปิดตัวอย่างหรูหราและสวยสง่า ด้วยปรัชญาการออกแบบ Tectonic และไฟหน้าจอสีแดงอันเป็นเสมือนลายเซ็นของ Mark Levinson งานดีไซน์ล้ำอนาคต ซึ่งยังคงยึดถือแนวทางรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่สร้างสมชื่อเสียงมานาน โดดเด่นด้วยความงามของไฟและความหรูเงางามของกระจกหน้าจอ ไม่เพียงความสวยงามของตัวเครื่องภายนอก แต่ทุกระบบภายในถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน วงจรอนาล็อคแบบ Pure Path และวงจรดิจิตอลที่ออกแบบให้เป็นอิสระ เพื่อให้เสียงดนตรีอันบริสุทธิ์ในทุกรายละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์ในการฟังอันรื่นรมย์อย่างที่สุด โดยเฉพาะภาคดิจิตอลออดิโอที่ใช้อุปกรณ์ DAC รุ่น Precision Link III ซึ่งรองรับดิจิตอลอินพุตถึง 6 ชุด สามารถลดเสียงรบกวนและให้คุณภาพเสียงจากสัญญาณดิจิตอล ด้วยรายละเอียดสูงถึง 32-bit / 384kHz โดยมีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended Mark levinson No 626 เป็นปรีแอมปลิไฟเออร์แบบ dual-monaural ซึ่งผสมผสานทั้งประสิทธิภาพระดับสุดยอดของอนาล็อคออดิโอ กับวงจรดิจิตอลออดิโออันล้ำยุค เพื่อรังสรรค์เสียงดนตรีที่สมจริงอย่างที่สุดจากแหล่งโปรแกรมของคุณ หัวใจหลักของ No 626 คือ การออกแบบผังวงจรอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ นั่นคือการออกแบบ dual-monaural ซึ่งแยก signal path อย่างเป็นอิสระ พร้อมปุ่มปรับระดับเสียงแบบ R-2R ladder volume control เพื่อความแม่นยำในการเพิ่ม-ลด ระดับเสียง โดยยังคงประสิทธิภาพของเสียงในทุกย่านความถี่ ในส่วนของภาคไลน์เสตจอินพุตประกอบด้วย Signal switching relays ซึ่งแยกเป็นอิสระ สำหรับอนาล็อคสเตริโออินพุตแต่ละชุด นั่นคือแบบ Balanced XLR 2 ชุด และแบบ RCA 3 ชุด และยังมี Phono อินพุต ทั้งแบบ MM และ MC ชุดอนาล็อคสวิชต์ที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้สัญญาณที่มี band width กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ยิ่งกว่านั้นทั้งวงจรสำหรับเพาเวอร์ซัพพลาย และวงจรสำหรับแหล่งโปรแกรมดิจิตอลยังถูกป้องกัน (Shielded) จากวงจรอนาล็อคและวงจรภาคโฟโน เพื่อให้ได้สัญญาณออดิโอที่มีคุณภาพสุดยอดอย่างแท้จริง Mark levinson No 626 สามารถต่อเชื่อมกับอุปกรณ์อื่นในระบบเสียงได้โดยง่าย เห็นได้จากจำนวนช่องอนาล็อคเอาต์พุต จึงสามารถใช้งานแบบฟลูเรนจ์ หรือผู้ใช้จะเลือกเป็นฟิลเตอร์ fourth order ที่ 80Hz เพื่อต่อใช้งานร่วมกับเพาเวอร์ซับวูฟเฟอร์ก็ทำได้เช่นกัน ปรีแอมป์ No 626 ยังเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ Mark levinson เลือกใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณ D/A Converter ตัวใหม่ คือ Precision Link III สำหรับดิจิตอลอินพุตทุกชุด หัวใจของอุปกรณ์นี้คือ ES9039PRO ชุด DAC แบบ 8-channel Hyperstream IV เสริมด้วยวงจรขจัด Jitter อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Mark levinson บวกกับวงจร I/V แบบแยกอิสระอันเป็นเสาหลักของภาคประมวลผลดิจิตอล มีดิจิตอลอินพุต 6 ชุด ประกอบด้วย AES/EBU 1 ชุด, โคแอคเชียล 2 ชุด, ออปติคอล 2 ชุด และมีช่องเสียบแบบ USB-C 1 ช่อง เพื่อรับสัญญาณรายละเอียดสูงจาก DSD และ PCM ได้สูงถึงระดับ 32-bit / 384kHz ตัวเครื่องของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบในระบบผังแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกภาคอนาล็อคและวงจรดิจิตอลให้เป็นอิสระจากส่วนเพาเวอร์ซัพพลาย Mark levinson ยังออกแบบการ Damp vibration และชุดฐานรองใต้เครื่องให้เครื่องมั่นคง และปลอดจากการสั่นสะเทือนของพื่นที่วางเครื่อง ตัวเครื่องด้านนอกขึ้นรูปด้วยอลูมิเนียมอโนไดซ์สีดำ เรียบหรูด้วยปุ่มกลมสีเงิน จอกระจกด้านหน้าแสดงผลด้วยไฟเรืองแสงสีแดงเมื่อเปิดใช้งาน ทุกชิ้นส่วนของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา และมีรีโมทคอนโทรลที่สามารถสั่งงานได้ทุกฟังก์ชั่น ให้มาพร้อมตัวเครื่อง (หมายเหตุ : Tectonic Industrial Design ที่ Mark levinson ใช้เป็นหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ คือศาสตร์การออกแบบที่แสดงถึงสัจจะของวัสดุและโครงสร้าง ซึ่งจะบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงการใช้งานวัสดุตามคุณสมบัติและแบ่งแยกการใช้งานตามฟังก์ชั่นที่เป็นจริง) เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์รุ่นเรือธง Mark levinson No 631 Mark levinson No 631 ถือว่าเป็นเรือธงในบรรดาแอมปลิไฟเออร์ซีรีส์ 600 ถูกออกแบบให้เป็นระบบวงจร Fully differential และแยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระ เป็นแอมปลิไฟเออร์ Monaural ระดับไฮเอนด์ ที่มีกำลังมหาศาลในการขับลำโพงคู่ใดก็ได้ ด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และให้ทุกๆ รายละเอียดของเสียงดนตรีสมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path circuit design จึงถ่ายทอดเสียงดนตรี ที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง แจกแจงมิติของเครื่องดนตรีแม่นยำชัดเจนจนน่าตื่นตะลึง อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างสมดุล โครงสร้างถูกแยกส่วนโดยเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์แบบวงแหวน (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ช่วยลดเสียงรบกวนต่อวงจรส่วนอื่นๆ อย่างได้ผล แอมปลิไฟเออร์ No 631 จึงอัดฉีดพลังให้กับลำโพง เพื่อขับขานเสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอด ชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงแทบไม่ต้องการ feedback ในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ bandwidth กว้างมาก ด้วยความสามารถในการอัดฉีดกระแสปริมาณมหาศาล แอมป์ No 631 จึงให้เสียงดนตรีได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วย bandwidth ที่กว้างขวางครอบคลุม แอมปลิไฟเออร์นี้จึงให้พลังขับเหลือเฟือสำหรับลำโพงทุกคู่ ให้เสียงที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบทุกย่านความถี่ เปิดโปร่งและนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือจะเป็นเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น การวางผังชิ้นส่วนภายในเครื่องแอมป์ No 631 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกวงจรในส่วนอนาล็อคออกจากภาคเพาเวอร์ซัพพลาย โดยวางชิ้นส่วนสำคัญบนแท่นยางเฉพาะ Mark levinson เลือกใช้ระบบดูดซับความสั่นสะเทือนสำหรับฐานของตัวเครื่อง โดยออกแบบฐานรองที่มั่นคงและเป็นอิสระจากพื้นที่รองรับ เพื่อป้องกันการสั่นไหวที่อาจรบกวนการทำงาน รูปลักษณ์ภายนอกของแอมป์ No 631 ดีไซน์สง่าแบบทาวเวอร์ทรงสูง และได้ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic โดยตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียม ชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวอย่างมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ส่วนกลางด้านหน้าดูแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วนเส้นไปสีแดง เพื่อขับเน้นความงามของแผงหน้า แผงด้านบนเป็นแผ่นกระจก ดูเด่นด้วนเส้นไฟสีแดง พื้นที่ส่วนที่เหลือเป็นส่วนระบายความร้อน คือแผง heat sink เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการลดอุณหภูมิขณะใช้งาน ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 631 - ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson - ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล - เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB และสามารถเลือกโหมด High-Bias - มีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended - ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด - เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise - ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 632 No 632 เป็นแอมปลิไฟเออร์ที่ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design แสดงภาพลักษณ์ของการใช้วัสดุแต่ละประเภทอย่างเหมาะสมและลงตัว ภายใต้ตัวเครื่องที่ดูหนาหนักบึกบึน ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์โดดเด่นของผลิตภัณฑ์รุ่นต่างๆ ที่เคยสร้างชื่อเสียงมายาวนาน รูปทรงสวยงามด้วนเส้นสายของไฟที่ออกแบบใหม่ และดูแวววาวเรียบหรูด้วยวัสดุกระจก Mark levinson No 632 เป็นออดิโอแอมปลิไฟเออร์ dual-monaural ที่แยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระอยู่บนแท่นเดียวกัน มีกำลังขับมหาศาลในการขับลำโพงด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และแจกแจงทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path Circuit Design จึงสามารถขับขานเสียงดนตรีที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง มีมิติของเครื่องดนตรีที่แม่นยำชัดเจน น่าตื่นตะลึง อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกวางผังอย่างสมดุล มีการแยกโครงสร้างเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์ ทอรอยดัล (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ลดเสียงรบกวนต่อวงจรอื่นๆ อย่างได้ผล แอมป์ No 632 จึงอัดฉีดพลังให้ลำโพง ให้เสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอดชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงใช้วงจร Feedback น้อยมากในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ Band width กว้างมากอย่างไม่น่าเชื่อ ความยึดมั่นในหลักการออกแบบภาคขยาย เป็นข้อโดดเด่นที่สร้างสมชื่อเสียงให้กับ Mark levinson มานานแสนนาน แอมป์ No 632 จึงสามารถให้พลังขับมหาศาลสำหรับลำโพงทุกคู่ โดยให้เสียงสะอาดบริสุทธิ์ ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบถ้วนทุกย่านความถี่ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงจากวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น รูปลักษณ์ภายนอกของ No 632 ออกแบบตามหลัก Tectonic ตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียมชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวเครื่องมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ด้านหน้าแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วยเส้นไฟสีแดง แผงด้านบนเป็นวัสดุกระจก ขับเน้นด้วยไฟสีแดง พื้นที่นอกนั้นเป็นส่วนระบายความร้อนด้วยแผง Heat sink ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุณหภูมิขณะเปิดใช้งาน ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 632 - ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson - ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล - เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB - เชื่อมต่ออนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended - ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด - เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise - ทุกชิ้นส่วนออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ Mark Levinson 600 Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020