เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ Matt Dever
Senior Global Product Line Manager, Harman International
ในงาน HIGH END Vienna 2026 ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณแมตต์ ดีเวอร์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโส Harman International ผู้ดูแลขับเคลื่อนและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ (Luxury Audio) ของ JBL และ Mark Levinson เกี่ยวกับลำโพงรุ่นใหม่สองโมเดลคือ Summit Everest และ Summit K2 ที่ได้รับการค้นคว้าวิจัยทางเทคโนโลยีมายาวนานถึง 6 ปี ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการเติมเต็มรุ่นที่มีอยู่ในซีรีส์ Summit Series ให้ครบไลน์ยิ่งขึ้น
ผมได้นำเอาข้อมูลการแถลงข่าว และคำสัมภาษณ์มาเรียบเรียงให้อ่านเข้าใจง่าย เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยทั่วกันดังต่อไปนี้ครับ
• อยากทราบว่า Summit Series ถือเป็นการเปิดตัวเทคโนโลยีไฮเอ็นด์รุ่นสูงสุดของ JBL ในวาระครบรอบ 80 ปีด้วยใช่ไหมครับ
- ใช่ครับ ลำโพงรุ่นใหม่ล่าสุดของเราที่สืบทอดความสำเร็จจาก Project Everest ได้แก่ JBL Summit Everest และ JBL Summit K2 อันเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์เครื่องเสียง นำมาจัดเปิดตัวครั้งแรกในงาน HIGH END Vienna 2026 นี้ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของ JBL
โดยลำโพงรุ่นเรือธงใหม่ทั้งสองรุ่นนี้จะเข้าร่วมกับ Summit Makalu, Summit Pumori และ Summit Ama เพื่อให้ครบซีรีส์ห้ารุ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของลำโพงที่มีความสมบูรณ์ทางเทคนิคมากที่สุดเท่าที่ JBL เคยสร้างมาสำหรับการใช้งานในบ้าน

• ทราบว่าชื่อ Project นี้ เป็นชื่อที่มีความหมายพิเศษเฉพาะของ JBL
- คือซีรีส์ Summit จัดเป็นตระกูลลำโพง "Project" ลำดับที่ห้าในประวัติศาสตร์แปดทศวรรษของ JBL ซึ่งเป็นชื่อที่สงวนไว้สำหรับผลงานที่แสดงออกถึงวิศวกรรมเสียงที่พิถีพิถันที่สุดของแบรนด์ครับ
นับตั้งแต่ปี 1954 มีเพียงลำโพง JBL เพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่ได้รับเกียรติให้ใช้ชื่อ “Project” เริ่มต้นด้วย Project Hartsfield ตามด้วย Project Paragon, Project Everest และ Project K2
แต่ละรุ่นล้วนเป็นช่วงเวลาสำคัญในด้านวิศวกรรมเสียง ซึ่งเปิดตัวเฉพาะต่อเมื่อมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านตัวแปลงสัญญาณ ตัวตู้ และการออกแบบระบบ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาได้ทำให้ประสิทธิภาพ JBL ก้าวไปอีกขั้นอย่างแท้จริง
เกือบสี่ทศวรรษที่ผ่านมา Project Everest และ Project K2 ได้ยืนหยัดเป็นทั้งสัญลักษณ์ทางเทคโนโลยีและจุดอ้างอิงสำหรับการออกแบบเสียงของ JBL โดยแต่ละรุ่นที่ติดตามมา ได้นำเสนอความก้าวหน้าที่แสดงถึงความแม่นยำของเสียง ความสามารถด้านไดนามิก และวิทยาศาสตร์วัสดุอย่างสมบูรณ์แบบ
ลำโพง Summit Everest และ Summit K2 รุ่นใหม่ล่าสุด จะสืบทอดสายเลือดอันทรงเกียรตินี้ต่อไป โดยผสานรวมเทคโนโลยีที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและเป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งพัฒนาขึ้นที่ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเสียงอันเลื่องชื่อของ JBL
• ช่วยขยายความ เทคโนโลยีที่โดดเด่นใน Summit Everest และ Summit K2 ด้วยครับ
- Summit Everest ตั้งชื่อตามภูเขาที่สูงที่สุดในโลก เป็นผลิตภัณฑ์เรือธงของซีรีส์ Summit และคือทายาทของลำโพง Project Everest ทั้งสี่รุ่น ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 40 ปี
หัวใจสำคัญคือระบบเสียงกลาง/สูงที่ได้รับการออกแบบใหม่ ซึ่งผสานรวมเอาเอาต์พุตของไดรเวอร์บีบอัดแบบไดอะแฟรมคู่ ชุดขดลวดวอยซ์คอยล์ขนาด 2 นิ้ว (JBL D2820) เป็นไดรเวอร์แบบแม่เหล็กสามชุด 3 in 1 ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่ออย่างลงตัวกับฮอร์น Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ
อีกหนึ่งในหัวใจสำคัญของระบบเสียงคือ ไดร์เวอร์เสียงกลาง-เบสแบบ Differential Drive ขนาด 10 นิ้ว สองตัว และวูฟเฟอร์แบบ Differential Drive ขนาด 15 นิ้ว สองตัว ซึ่งแต่ละตัวใช้กรวยคอมโพสิต คาร์บอนเซลลูโลสแบบไฮบริดสามชั้น (HC4) ของ JBL เพื่อความแข็งแกร่ง ความบิดเบือนต่ำ และการรับกำลังขับที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นคุณสมบัติของการออกแบบระดับอ้างอิงอย่างแท้จริง
ผลลัพธ์ที่ได้คือเราได้ลำโพงตั้งพื้นแบบ 3.5 ทาง ที่ให้ความละเอียดที่เหนือกว่า พลังเสียงที่ทรงพลัง ความแม่นยำของโทนเสียง และความสมจริงของมิติเสียง ครอบคลุมช่วงความถี่ตั้งแต่ 20 Hz ถึงมากกว่า 23 kHz
- ส่วน Summit K2 ได้รับแรงบันดาลใจจากยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองของโลก ด้วยลำโพงตั้งพื้น 3 ทาง วูฟเฟอร์ขนาด 15 นิ้วที่สมบูรณ์แบบที่สุดของ JBL สร้างขึ้นบนพื้นฐานของมรดกการพัฒนา Project K2 มาแล้วถึงสี่รุ่น โดดเด่นด้วยระบบเสียงกลาง/สูงที่ได้รับการออกแบบใหม่ โดยจับคู่ไดรเวอร์บีบอัดแบบไดอะแฟรมคู่ มอเตอร์คู่ (JBL D2815) มีวอยซ์คอยล์ขนาด 1.5 นิ้ว กับ ระบบแม่เหล็กสามชุดแบบ 3 in 1 ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และฮอร์น Sonoglass® HDI™ ขนาดใหญ่
ไดรเวอร์เสียงกลาง/มิดเบส Differential Drive ขนาด 10 นิ้ว ทำงานร่วมกับวูฟเฟอร์ Differential Drive ขนาด 15 นิ้ว ทั้งสองตัวใช้กรวย HC4 เป็นแกนหลักของเสียง มอบความแม่นยำทางไดนามิกและความรู้สึกตอบสนองที่ฉับพลัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ K2 นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1989
ผลลัพธ์ที่ได้จากการพัฒนาครั้งล่าสุดนี้ เราได้ลำโพงระดับอ้างอิง ที่นำเสนอเอกลักษณ์ทางดนตรีของ K2 ได้อย่างโดดเด่น พร้อมด้วยความก้าวหน้าที่ทรงศักยภาพ ทั้งในด้านความละเอียด ความโปร่งใส และความแม่นยำของโทนเสียง

• มีอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในลำโพง Summit Everest และ Summit K2
- ทั้ง Summit Everest และ Summit K2 ผสานรวมเทคโนโลยีขั้นสูงครบชุด ที่กำหนดนิยามของ Summit Series อาทิวงจรครอสโอเวอร์ MultiCap™ ขั้นสูง รองรับการเชื่อมต่อแบบซิงเกิ้ล, ไบแอมป์/ไบไวร์ และไตรแอมป์/ไตรไวร์
และเราได้ออกแบบวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก ด้วยตัวเก็บประจุขนาดเล็กจำนวนมากขึ้น แทนที่ตัวเก็บประจุขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม เพื่อลดความต้านทานไฟฟ้าสถิต รวมถึงลดการสูญเสียพลังงานให้น้อยที่สุด เพื่อการส่งสัญญาณที่ดียิ่งขึ้น
- มีการจัดการพลังงานที่เพิ่มขึ้น และให้ค่าความผิดเพี้ยนต่ำมาก ลำโพงแต่ละตัวจะถูกบรรจุอยู่ในโครงสร้างเป็นแชมเบอร์แยกส่วนของตนเอง โดยมีโครงสร้างตู้หลักแบบผนังโค้งอัดขึ้นรูปที่เยื้องศูนย์ภายใน มีการค้ำยันเสริมแรงหลายจุดเพื่อลดการสั่นสะเทือน และออกแบบมาเพื่อลดคลื่นนิ่งภายใน และภายนอก
โดย JBL ได้ร่วมกับ IsoAcoustic® ออกแบบขารองรับเป็นการเฉพาะ เพื่อช่วยแยกตัวลำโพงออกจากพื้นผิวของห้องฟัง ทำให้ได้เสียงเบสที่แน่นขึ้น เวทีเสียงที่กว้างขึ้น และอิมเมจที่คมชัดและแม่นยำยิ่งขึ้น
- ลำโพง Summit Everest และ Summit K2 มีผิวตู้ให้เลือกทั้งสีดำเงา พร้อมไฮไลต์ขอบด้วยสี Summit Platinum หรือผิวไม้มะฮอกกานี มาร์ซาลาเงา (Macassar) พร้อมไฮไลต์ขอบด้วยสี Summit Gold ส่วนขั้วต่อสายลำโพงชุบโรเดียมหุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์
- สายไฟภายในทำจากทองแดงตกผลึกที่ปราศจากออกซิเจนแบบความบริสุทธิ์สูง เคลือบด้วยเงินของ Ohno-Continuous-Cast (OCC) และตู้ไม้ที่ผลิตจากวัสดุที่ยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ JBL ในด้านวัสดุและการผลิตในทุกระดับ เช่นเดียวกับยอดเขาในตำนานที่เป็นแรงบันดาลใจให้ชื่อของลำโพง Summit Everest และ Summit K2 คือสุดยอดแห่งประสิทธิภาพสำหรับผู้ฟังที่พิถีพิถัน ซึ่งให้คุณค่าทั้งความรู้สึกที่เข้าถึงได้ทันทีและความแม่นยำทางวิศวกรรม

• มีการตั้งเป้า หรือวางระดับราคาสำหรับลำโพงไฮเอ็นด์ซีรีส์ Summit หรือไม่
- ไม่เลยครับ เราไม่ได้คิดถึงแง่การตลาดหรือระดับราคา ในบรรดาทีมวิศวกรระดับหัวกะทิได้ปรึกษาหารือกัน โจทย์คือถ้าเรามีเวลาให้หกปีเต็มสำหรับการสร้างลำโพงที่ดีที่สุดในโลก งบประมาณไม่ต้องมีคำว่าประนีประนอม ขอแค่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางฟิสิกส์ให้ได้
ดูสิว่าผลลัพธ์ที่ได้มันจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง มันเป็นโปรเจกต์ที่ท้าทายมากเพราะปกติในโลกของวิศวกรรม ถือว่าหกปีก็เป็นเวลาที่ไม่ใช่น้อยเลยในการคิดค้นสิ่งใหม่
อีกทั้งการสร้างบ้าน รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่าง มันจะมีเพดานราคาคอยตีกรอบความคิดแล้วก็บังคับให้เราต้องทำบางอย่างเสมอเลยครับ
แต่วันนี้เรากำลังเจาะเข้าไปในโลกที่ไม่มีเพดานเหล่านั้น เมื่อวิศวกรได้รับอิสระขั้นสูงสุด ลำโพงที่เกิดมาเพื่อทำลายขีดจำกัดเดิมๆ มันจะมีกลไกการทำงานที่น่าทึ่งขนาดไหน งานทางวิศวกรรมเสียงที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์ทางฟิสิกส์และศิลปะขั้นสูงสุดมารวมกัน
เอาแค่เรื่องชื่อและความหมายลึกๆ ของ Everest และ K2 มันคือยอดเขาที่สูงที่สุด ส่วนในรุ่น Makalu, Pumori, Ama ก็มีความหมายถึงยอดเขาที่อยู่ในตระกูล Everest เช่นกัน ล้วนเป็นยอดเขาที่ตั้งอยู่ใกล้กับเอเวอเรสต์มาก เรียกว่าอยู่ในร่มเงาของเอเวอเรสต์เลย ทางทีมงานเราไม่ได้อยากใช้ตัวเลขรหัสรุ่นแข็งๆ เพราะต้องการสื่อถึงความเป็นครอบครัวเดียวกันของลำโพงซีรีส์ Summit ครับ
ไม่มีไอเดียหรือคำสั่งว่า จงสร้างลำโพงราคา 600,000 หรือหนึ่งล้านบาท มาให้หน่อย ไม่มีตัวเลขนี้อยู่ในหัวเลย คือให้ทำออกมาก่อนเลย ราคาค่อยมาว่ากันภายหลัง แนวคิดแบบนี้แหละครับที่ปลดล็อคศักยภาพของวิศวกรได้อย่างแท้จริง เพราะสำหรับวิศวกรทีมนี้ ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ทำยอดขาย แต่มันคือการสร้างมรดกทางประวัติศาสตร์ครับ
ลำโพงเหล่านี้ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ข้ามกาลเวลา พวกเรามองว่าลำโพงซีรีส์ซัมมิทจะต้องมีอายุยืนยาว แล้วก็ยังคงทำหน้าที่ส่งมอบศิลปะทางดนตรีที่ไพเราะต่อไป นานกว่าอายุขัยของตัวคนที่สร้างมันขึ้นมาเสียอีกครับ เพราะเป้าหมายคือการสร้างมรดกที่เหนือกาลเวลาแถมยังต้องรองรับพลังเสียงมหาศาล โครงสร้างพื้นฐานจึงสำคัญมาก

• เทคนิคโครงสร้างตู้ลำโพง ที่ทาง JBL ที่ทำการบีบอัดไม้หลายชั้นเข้าด้วยกันในทรงโค้ง นั้นแตกต่างจากลำโพงทั่วไปอย่างไร
- คุณคงเห็นว่ารูปทรงลำโพง Summit Series มีความอ่อนโยนจากภายนอกที่เห็น เพราะไม่มีทรงสี่เหลี่ยมด้านขนาน แต่กลับเป็นความโค้งมนซ่อนรูปอยู่บนความแข็งแกร่งสุดยอด ความโค้งนี้ไม่ใช่แค่เอาไม้มาไสให้เป็นรูปทรงแบบแฟชั่นนะครับ เราใช้แผ่นไม้เอ็มดีเอฟเกรดพรีเมี่ยม มาอัดกาวเป็นชั้นๆ แล้วก็บีบเข้าด้วยกันผ่านเครื่องอัดแรงดันสูงมหาศาล
วิธีการนี้คือหลักการ Pre-stressing การให้ “แรงเครียดล่วงหน้า” ซึ่งเป็นหลักการทางวิศวกรรมโครงสร้างแบบเดียวกับที่ใช้ในคอนกรีตอัดแรง เพื่อทำให้วัสดุมีความแข็งแกร่ง (Rigidity) สูงขึ้นอย่างมหาศาล
• ขอคำอธิบายเกี่ยวกับผลดีในการบีบอัดไม้ให้เป็นทรงโค้งครับ
- คือเมื่อเรานำแผ่นไม้ MDF ไปผ่านกระบวนการดัดให้โค้งและตรึงรูปทรงไว้ จะเกิดปรากฏการณ์ทางกลศาสตร์ คือการกักเก็บแรงกดดันภายใน (Internal Tension & Compression)
เมื่อไม้ถูกดัดโค้ง เนื้อไม้ฝั่งด้านนอกของส่วนโค้งจะถูกดึงขยายออก (Tension) ในขณะที่เนื้อไม้ฝั่งด้านในจะถูกบีบอัดเข้าหากัน หรือ Compression สภาวะตื่นตัวหรือความเครียด (Stress) ที่ค้างอยู่ภายในเนื้อไม้นี้ ทำให้โครงสร้างของผนังตู้อยู่ในสภาวะ “ตื่นตัว” มีความตึงตัวตลอดเวลา ไม่หย่อนคล้อยเหมือนแผ่นไม้ที่เป็นระนาบแบนปกติ
การดัดไม้ขึ้นรูปแบบนี้ทำได้ยาก แต่มีผลดีต่ออคูสติก เมื่อไม้มีแรงเครียดในตัว ผนังตู้จะมีความแข็งเกร็ง (Stiffness) สูงขึ้นมาก ส่งผลให้ความถี่เรโซแนนซ์ (Resonance Frequency) ของผนังตู้ถูกผลักให้สูงขึ้น ไปอยู่ในจุดที่ห่างจากย่านความถี่ทำงานของลำโพง หรือขึ้นไปอยู่ในย่านที่ไวต่อหูมนุษย์น้อยลง รวมถึงพลังงานในการสั่นสะเทือนก็จะลดลงอย่างมากด้วย
จากการดัดโค้งนี้จะทำหน้าที่ต้านทานไม่ให้ผนังตู้ขยับตัวเข้า-ออกตามแรงดันของอากาศ (Internal Air Pressure) ที่เกิดจากการขยับของไดรเวอร์ลำโพง ทำให้ปริมาตรภายในตู้คงที่ และเที่ยงตรงที่สุด
เป็นเทคนิคช่วยเปลี่ยนไม้ MDF ที่เคยเฉื่อยชาและพร้อมจะสั่นพริ้ว ให้กลายเป็นผนังที่ตึง แข็งแกร่ง และสั่นสะเทือนยากขึ้น ปราศจากปัญหาเรื่อง Standing Wave ภายใน ส่งผลให้เสียงลำโพงสะอาด ไม่มีเสียงรบกวนจากการสั่นของตู้ครับ
ลองนึกภาพตู้ลำโพงทรงสี่เหลี่ยมทั่วไปผนังด้านซ้ายกับขวาขนานกันเพราะตัวขับเสียงผลักอากาศเข้าไปคลื่นเสียงมันก็จะสะท้อนกำแพงซ้ายขวาเด้งไปเด้งมาวนกันเอง จนเสียงเบสขุ่นมัวสิครับ Summit Series จึงทำผนังโค้งทั้งหมด คลื่นเสียงจะไม่มีมุมให้สะท้อนกลับไปกลับมา ตัดปัญหาที่ไม่พึงประสงค์มาตั้งแต่ต้นทางเลยทีเดียว

• การบุวัสดุซับความถี่ภายในตู้ ทำด้วยอะไรครับ
- การบุวัสดุซับเสียงด้านใน ใช้วัสดุสองรูปแบบด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน หนึ่งคือวัสดุที่เรียกว่า Open-cell foam ติดผนังตู้ และ Polyfill วางในตำแหน่งที่ต้องการสลายพลังงานเสียง ซึ่งวิศวกรจะคำนวณมาอย่างดีครับ โครงสร้างลำโพงไม่ได้พึ่งพาแค่โครงสร้างตู้โค้งและการค้ำยันเท่านั้น แต่ยังใช้ทั้งโฟมเซลล์แบบเปิดและเส้นใยโพลีเอสเตอร์ร่วมกันเพื่อควบคุมคลื่นสะท้อนภายในตู้ให้ละเอียดที่สุด
• เทคนิคการบุภายในดังกล่าวส่งผลต่อการจัดการกับมวลอากาศภายในตู้ลำโพงอย่างไรครับ
- กล่าวคือเมื่อตัวขับเสียงทำงานผลักดันมวลอากาศไปด้านหลัง อากาศมันจะต้องวิ่งผ่านเส้นใยเหล่านี้ครับ ซึ่งมันจะช่วยหน่วงความเร็วของคลื่นเสียงให้เดินผ่านช้าลง และเมื่อเสียงเดินทางช้าลง ผลลัพธ์ในทางฟิสิกส์ก็คือตัวขับเสียงจะตอบสนองเหมือนกับว่า มันกำลังทำงานอยู่ในพื้นที่ตู้ที่ใหญ่กว่าปริมาตรจริงๆ ครับ ทำให้ตู้ลำโพงไม่ต้องมีขนาดใหญ่มากเกินจำเป็น
• เห็นว่าฐานรองด้านใต้ ไม่ใช่ Spike เดือยแหลมทั่วไป แต่เป็นยางรองซับการสั่นสะเทือน
- ใช่ครับ สำหรับจุดที่ติดกับพื้นนั้นคือฐานรองลำโพง โดยร่วมกับแบรนด์เฉพาะทางอย่าง IsoAcoustic สร้างฐานรองในแบบที่คำนวณค่าความยืดหยุ่นตามน้ำหนักของลำโพงแต่ละรุ่นเลย ไม่ใช่แค่เอาอะไรก็ได้มารอง หรือใช้ตัวรองซึ่งออกแบบมาวางจำหน่ายทั่วไปมาใช้งานกับลำโพง กล่าวได้ว่า Summit Series ทุกอย่างประณีตพิถีพิถันมาก
เปรียบเสมือนช่วงล่างรถยนต์ที่ดีที่สุด คนขับจะสัมผัสได้ถึงพลังเครื่องยนต์และช่วงล่างโดยไม่ต้องรับรู้ถึงความสั่นสะเทือนของพื้นถนน พูดง่ายๆ คือสิ่งที่เราจะได้ยินคือเสียงจากลำโพงร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เสียงครางหรือความสั่นสะเทือนที่วิ่งลงไปกวนพื้นห้อง เหตุผลหลักที่เราต้องจัดการเรื่องโครงสร้างให้หมดจดขนาดนี้ เป็นเพราะว่าพลังงานที่เราต้องการซึ่งก็คือเสียงดนตรีอันบริสุทธิ์จะออกมาสมบูรณ์แบบได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถควบคุมพลังงานส่วนเกินหรือการสั่นสะเทือนที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างเด็ดขาดนั่นเองครับ
• เรามักคุ้นชินกับกรวยลำโพงสีขาว และขอบเซอร์ราวนด์แบบผ้าชุบน้ำยาอัดจีบของ JBL ทำไมในลำโพง Summit Series ไม่ใช้กรวยเอกลักษณ์ดั้งเดิมครับ
- เรื่องตัวขับเสียงเบสและเสียงกลาง เราต้องย้อนกลับไปที่ลำโพงรุ่นตำนานก่อนหน้านี้ครับ ในอดีตลำโพงมักจะใช้ขอบลำโพง Pleated Cloth Surround (ขอบผ้าแบบจีบ) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระบบกรวยลำโพงที่วงการ Professional นิยมกันมาก เพราะมันตอบสนองได้รวดเร็ว มีความทนทาน แล้วก็ควบคุมง่ายครับ
แต่สำหรับในปัจจุบัน ลำโพงฟังเพลงในบ้านเราต้องการเสียงที่กลมกล่อม ตอบสนองความถี่ได้ครบถ้วน ส่วนขอบลำโพงแบบพับจีบมันมีข้อจำกัดที่ทำให้ระยะการขยับเข้าออกหรือการผลักอากาศของลำโพงมันทำได้ไม่เยอะ สิ่งที่ได้คือความกระชับ แต่เบสไม่ลึกพอสำหรับอรรถรสในการฟังในห้องฟังเพลง
การออกแบบกรวยลำโพงแบบขอบเซอร์ราวนด์โค้งแบบครึ่งวงกลมของ JBL Summit Series จะพิเศษกว่ากรวยลำโพงพื้นฐานทั่วไป โดยจะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และการขยับของกรวยเข้าออกประดุจลูกสูบ ทำให้ตัวขับขนาด 15 นิ้วของเรา สามารถขยับเข้าออกมีระยะลึกสุดถึง 30 มิลลิเมตร ถือว่าเยอะมาก ระยะช่วงชักที่มหาศาลขนาดนี้ทำให้มันสามารถรีดเสียงเบสระดับลึกสุดๆ ออกมาได้โดยไม่ต้องพึ่งพา Sub-Woofer ใดๆ ทั้งสิ้น

• ถ้าช่วงชักของไดรเวอร์ลึกถึงขนาดนี้ ตัวกรวยลำโพงจะต้องทำพิเศษไหม
- ถูกต้องครับ วัสดุที่ใช้ทำกรวยสีดำที่คุณเห็นอยู่ ไม่ใช่กระดาษธรรมดา วิศวกรของเราคิดค้นวัสดุใหม่ที่เรียกว่า HC4 Cone Technology (ย่อมาจาก Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone) อธิบายได้ว่าโครงสร้างของกรวยประกอบด้วย ชั้นคาร์บอนไฟเบอร์ด้านหน้า ชั้นคาร์บอนไฟเบอร์ด้านหลัง โดยมีแกนกลางเป็น Closed-Cell Foam ผสมกับชั้น Cellulose (เยื่อกระดาษ) ที่ได้รับการปรับแต่งคุณสมบัติทางกลโดยเฉพาะ
คือเป็นกรวยแบบ “แซนด์วิชหลายชั้น” ไม่ใช่กรวยกระดาษล้วน และไม่ใช่คาร์บอนล้วนด้วย ความหนาของกรวยในรุ่น JBL Summit Everest และ JBL Summit K2 จะมีความหนาถึง 3 มิลลิเมตร ส่วนในรุ่น Summit Makalu, Summit Pumori และ Summit Ama กรวยลำโพงจะหนา 1 มิลลิเมตร เป็นไปตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับลำโพงแต่ละรุ่น
• ตามข้อมูลทราบว่าโครงสร้างตู้ภายใน มีการแบ่งเป็นห้องแยก หรือแชมเบอร์สำหรับตัวขับแต่ละตัวด้วยใช่ไหมครับ
- ใช่ครับ นอกจากมีระบบค้ำยันที่แข็งแรงแล้ว ไดรเวอร์จะถูกจับไปยึดไว้ในตู้ปิดขนาดย่อยที่ซ้อนกันอยู่ข้างในตู้ใหญ่อีกทีครับ คือสร้างตู้ภายนอกจะครอบมันไว้อีกชั้นนึง คือป้องกันไม่ให้เสียงที่มีพลังมหาศาลจากวูฟเฟอร์ มารบกวนย่านความถี่อื่นๆ ทำให้ Driver ทุกตัวสามารถขับเสียงได้อย่างสะอาดหมดจดจริงๆ หากเราแกะโครงสร้างส่วนบนลำโพง แล้วมองลงไปคุณจะมองไม่เห็นส่วนลึกสุดของตู้ได้เลย

• เทคโนโลยีของตัวขับเสียงแหลมมีอะไรที่ถือว่าเป็นความพิเศษ
- นี่คือการต่อกรกับสัญญาณไฟฟ้าและคลื่นความถี่สูงซึ่งต้องการความละเอียดอ่อนระดับไมโครเลยครับ เป้าหมายคือสร้างสนามแม่เหล็กให้เข้มและสม่ำเสมอที่สุดในช่องวอยซ์คอยล์ด้วยระบบ “3-in-1 Magnet System” หรือระบบแม่เหล็ก 3 ชุดของทวีตเตอร์/คอมเพรสชั่นไดรเวอร์ในระดับเรือธง
ทวีตเตอร์ที่ใช้อยู่ใน Summit Everest และ Summit K2 ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่พิเศษล้ำลึก เพราะไม่ได้หมายถึงการเอาแม่เหล็ก 3 ก้อนมาต่อกันธรรมดา แต่เป็นการออกแบบวงจรแม่เหล็ก Magnetic Circuit สามชุดให้ทำงานร่วมกันเสมือนเป็นระบบเดียว (อยู่ระหว่างจดสิทธิบัตร)
โดยปกติแล้วคอมเพรสชั่นไดรเวอร์ทั่วไปจะประกอบด้วยหนึ่งไดอะแฟรม หนึ่งวอยซ์คอยล์ และหนึ่งช่องกำเนิดเสียง แต่รูปแบบ D2 Driver ของ JBL จะเป็นแบบสองไดอะแฟรม สองวอยซ์คอยล์ที่ทำงานร่วมกันผ่านช่องทางเสียงเดียวจึงเรียกว่า Dual Diaphragm / Dual Voice Coil Compression Driver
ส่วนที่กล่าวว่า แม่เหล็ก 3 ชุดคืออะไร ก็คือในทวีตเตอร์ D2 ของ JBL จะมีวงจรแม่เหล็กที่ซับซ้อนกว่าปกติ โดยมีชุดแม่เหล็ก Neodymium สามชุดร่วมกันสร้างสนามแม่เหล็กให้กับวอยซ์คอยล์ทั้งสองนั่นเอง พลังของทวีตเตอร์ชุดนี้ เสมือนเรามีทวีตเตอร์หกตัวทำงานเป็นหนึ่งเดียว
ทวีตเตอร์ D2 ของ JBL ใช้ไดอะแฟรมคู่และวอยซ์คอยล์คู่ โดยคลื่นเสียงจากทั้งสองชุดจะถูกส่งเข้าสู่ Annular Manifold ซึ่งทำหน้าที่รวมคลื่นให้เป็นแหล่งกำเนิดเสียงเดียวก่อนส่งต่อไปยังฮอร์น ทำให้ได้ความเพี้ยนต่ำ รายละเอียดสูง และการตอบสนองที่แม่นยำกว่าคอมเพรสชันไดรเวอร์แบบดั้งเดิม
จุดประสงค์หลักที่ทำแบบนี้ก็คือต้องการขยายขอบเขตการตอบสนองความถี่ให้กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยช่วงความถี่ที่กว้างขึ้น ทวีตเตอร์ที่สามารถลงไปรับช่วงต่อจากเสียงกลางได้ลึกถึงความถี่ 850 เฮิร์ตซ์ และสามารถลากยาวตอบสนองความถี่สูงขึ้นไปจนสุดปลายแหลมที่ 23 กิโลเฮิร์ตซ์ ได้อย่างราบรื่นไม่มีอาการสะดุดเลยแม้แต่นิดเดียวครับ

• เป็นคำถามสุดท้าย สิ่งที่ผมข้องใจมาตั้งแต่แรก สำหรับวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก ของ Summit Series ทำไมใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กเรียงกันหลายตัว แทนการใช้คาปาซิเตอร์ตัวใหญ่ตัวเดียว
- ทีมวิศวกรใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่ามัลติแคป คือแทนที่จะใช้ตัวเก็บประจุหรือคาปาซิเตอร์ตัวใหญ่คุณภาพสูงแค่ตัวสองตัวให้มันจบไป เรากลับเลือกใช้ตัวเก็บประจุขนาดเล็กเล็กจำนวนมหาศาล มาต่อเรียงกัน อย่างเช่นรุ่น Summit Everest ต้องใช้แผงวงจรถึงสี่บอร์ดเลยครับ
การใช้คาปาซิเตอร์ตัวใหญ่ในเวลามีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านมากๆ มันก็มักจะมาพร้อมกับปัญหาที่เรียกว่า ESR และ ESL หรือว่าความต้านทาน และค่าความจุภายในที่สูงขึ้นครับ และเมื่อมีความต้านทาน กระแสไฟฟ้าจะสั่นสะเทือนทางกายภาพระดับไมโครเกิดขึ้นในตัวอุปกรณ์เอง
การใช้คาปาซิเตอร์หลายตัวต่อขนานกันสามารถลด ESR และ ESL ได้ดีกว่าการใช้คาปาซิเตอร์ตัวใหญ่เพียงตัวเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ครอสโอเวอร์ของ Summit Everest ใช้คาปาซิเตอร์จำนวนมากเรียงกันเป็นแนวยาว ไม่ใช่เพราะต้องการเพิ่มจำนวนชิ้นส่วน แต่เพื่อให้วงจรทำงานใกล้เคียงอุดมคติมากที่สุดครับ
ต้องขอขอบคุณที่คุณ Matt Dever ช่วยอธิบายเทคนิครายละเอียดต่างๆ ให้เราได้รับทราบถึงความประณีตละเอียดอ่อนสุดยอด ในการออกแบบลำโพงไฮเอ็นด์ Summit Series ของ JBL ที่จัดเป็นผลงานทรงคุณค่าในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่งครับ
หมายเหตุ: ลำโพง JBL Summit Everest และ JBL Summit K2 จะมีการวางจำหน่ายทั่วโลกในช่วงปลายปี 2026 ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดผ่านทางตัวแทนจำหน่าย บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร. 0-2256-0020