News
เอปสันจัด Robot Roadshow 2026 ปั้นบุคลากรหุ่นยนต์

เอปสันจัด Robot Roadshow 2026 ปั้นบุคลากรหุ่นยนต์ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศไทย ผ่านโครงการ Epson Robot Roadshow & Training for Education 2026 ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์การใช้งานหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแก่คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อยกระดับทักษะด้านระบบอัตโนมัติให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมร่วมสร้างรากฐานกำลังคนคุณภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ ยุค Industry 4.0     โครงการจัดขึ้นในสถาบันการศึกษาชั้นนำ 5 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคโนโลยีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมจากการใช้งานจริง ผ่านการอบรมภาคทฤษฎีควบคู่กับการฝึกปฏิบัติ (Hands-on Training) เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน งานวิจัย และการพัฒนาทักษะวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในหลักสูตร ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้การใช้งาน Epson SCARA Robot และเทคโนโลยี Machine Vision ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในสายการผลิตอัตโนมัติ ครอบคลุมตั้งแต่หลักการทำงานของหุ่นยนต์ SCARA มาตรฐานด้านความปลอดภัย การเขียนโปรแกรมพื้นฐาน การควบคุมหุ่นยนต์สำหรับงานหยิบจับชิ้นงาน (Pick & Place) ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ระบบ Machine Vision ไม่ว่าจะเป็นการสอบเทียบระบบหุ่นยนต์ร่วมกับกล้อง (Robot-Vision Calibration) การตรวจสอบคุณภาพชิ้นงาน (Vision-Based Quality Inspection) รวมถึงการระบุตำแหน่งและวัดขนาดของชิ้นงานด้วยระบบภาพ พร้อมฝึกปฏิบัติจริงในกระบวนการอัตโนมัติแบบครบวงจร     นอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีแล้ว โครงการยังมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการ ศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและบุคลากรให้มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่ใช้จริงในโรงงานอุตสาหกรรม เพิ่มศักยภาพและความพร้อมก่อนก้าวสู่การทำงานในอนาคต โครงการ Epson Robot Roadshow & Training for Education 2026 ได้จัดกิจกรรมอบรมในสถาบันการ ศึกษาชั้นนำ 5 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาลัยการอาชีพนครไทย วิทยาลัยการอาชีพสตึก และวิทยาลัยอาชีวศึกษา ไชยา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้แก่คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษา พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกปฏิบัติกับเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เอปสันเชื่อว่าการพัฒนาทักษะด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติตั้งแต่ระดับการศึกษา คือรากฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพของกำลังคนไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต บริษัทจึงมุ่งมั่นสนับสนุนภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ช่วยสร้างคุณค่าให้กับสถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  

“มหาจักร” ในวาระครบรอบ 55 ปี ร่วมฉลอง 30 ปี Power Buy ตอกย้ำความร่วมมือพันธมิตร พร้อม Mitsubishi Heavy Duty และ JBL ร่วมส่งมอบประสบการณ์เพื่อผู้บริโภคไทย

“มหาจักร” ในวาระครบรอบ 55 ปี ร่วมฉลอง 30 ปี Power Buy ตอกย้ำความร่วมมือพันธมิตร พร้อม Mitsubishi Heavy Duty  และ JBL ร่วมส่งมอบประสบการณ์เพื่อผู้บริโภคไทย สององค์กรที่เติบโตเคียงข้างผู้บริโภคไทย ร่วมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ค้าปลีก สู่การใช้ชีวิตที่สะดวกสบายและครบยิ่งขึ้น กรุงเทพฯ, 9 กันยายน 2569 – บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ในวาระครบรอบ 55 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีกับ Power Buy ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ภายในงาน Power Buy 30th Anniversary ณ เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมนำ Mitsubishi Heavy Duty และ JBL สองแบรนด์สำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ด้านความสะดวกสบายภายในบ้าน เสียง และความบันเทิง เพื่อตอบรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง วาระสำคัญของทั้งสององค์กรในปี 2569 สะท้อนถึงการเติบโตและการปรับตัวผ่านหลายยุคของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยมหาจักรได้สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันจากแบรนด์ระดับโลกตลอดระยะเวลา 55 ปี ขณะที่ Power Buy มีบทบาทสำคัญในตลาดค้าปลีกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยมาตลอดระยะเวลา 30 ปี ความเชี่ยวชาญของมหาจักร ผสานความแข็งแกร่งด้าน Retail Experience ของ Power Buy ความร่วมมือระหว่างมหาจักรและ Power Buy มีจุดร่วมสำคัญในการทำให้เทคโนโลยีสามารถเข้าถึงและตอบโจทย์ชีวิตของผู้บริโภคได้จริง จากความเชี่ยวชาญของมหาจักรในการคัดสรรผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และโซลูชัน ตลอดจนความเข้าใจในการใช้งานของผู้บริโภค ผสานกับเครือข่ายค้าปลีกและประสบการณ์หน้าร้านของ Power Buy ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถค้นหา ทดลอง เปรียบเทียบ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการและรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง ความร่วมมือนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ช่องทางจำหน่าย แต่ยังครอบคลุมถึงการร่วมกันสร้าง Customer Experience ที่เชื่อมโยงแบรนด์ เทคโนโลยี และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน     Mitsubishi Heavy Duty ยกระดับความสะดวกสบายภายในบ้าน ภายในงาน Mitsubishi Heavy Duty ร่วมนำเสนอประสบการณ์ด้าน Home Comfort ผ่านผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ประสิทธิภาพ และความสะดวกสบาย เพื่อรองรับความต้องการของบ้านและรูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบัน การร่วมงานในครั้งนี้สะท้อนหนึ่งในบทบาทสำคัญของมหาจักรในการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่เหมาะกับการใช้ชีวิต พร้อมเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เข้ากับประสบการณ์จริงของผู้บริโภคผ่านช่องทางค้าปลีก     JBL เชื่อมเสียงและความบันเทิงเข้ากับไลฟ์สไตล์ ด้าน JBL ร่วมสร้างประสบการณ์ Audio & Entertainment ผ่านผลิตภัณฑ์กลุ่ม JBL PartyBox ที่ตอบรับรูปแบบความบันเทิงหลากหลาย ตั้งแต่การฟังเพลงและสังสรรค์ภายในบ้าน ไปจนถึงปาร์ตี้และกิจกรรมเอาต์ดอร์ ประสบการณ์จาก JBL ภายในงานยังสะท้อนพัฒนาการของร้านค้าปลีกยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับเลือกซื้อสินค้า แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถทดลองและสัมผัสประสบการณ์ของผลิตภัณฑ์จริง ก่อนตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับตนเอง การนำ Mitsubishi Heavy Duty และ JBL เข้ามาร่วมในวาระครบรอบ 30 ปีของ Power Buy จึงสะท้อนแนวทางของมหาจักรในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายมิติ ตั้งแต่ Home Comfort ไปจนถึง Audio & Entertainment เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค     จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สู่ความร่วมมือในบทต่อไป วาระครบรอบ 55 ปีของมหาจักร และ 30 ปีของ Power Buy ไม่ได้เป็นเพียงการย้อนมองความสำเร็จที่ผ่านมา แต่ยังเป็นโอกาสในการมองไปข้างหน้า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ช่องทางการซื้อสินค้า และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มหาจักรยังคงเดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และโซลูชัน ขณะที่ความร่วมมือกับพันธมิตรค้าปลีกอย่าง Power Buy จะยังคงเป็นส่วนสำคัญในการนำเทคโนโลยีและประสบการณ์ใหม่ ๆ เข้าใกล้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ในโอกาสนี้ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอร่วมแสดงความยินดีกับ Power Buy ในวาระครบรอบ 30 ปี พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 55 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตร และนำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และประสบการณ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคไทยต่อไป สามารถติดตามข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Facebook/Instagram : Mahajak Living, JBL Thailand Tiktok : Mahajak Family, JBL Thailand Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th  

JBL x Such A Small World: “MAKE YOUR WORLD FEELS BIGGER” ชวนใช้ชีวิต Slow Life ในย่านตลาดน้อย

JBL x Such A Small World: “MAKE YOUR WORLD FEELS BIGGER” ชวนใช้ชีวิต Slow Life ในย่านตลาดน้อย ให้เสียงจาก JBL BAR MK2  เติมเต็มทุกช่วงเวลาของวัน JBL เปิดตัวแคมเปญสัมผัสประสบการณ์ครั้งใหม่ “JBL x Such A Small World: MAKE YOUR WORLD FEELS BIGGER” ร่วมกับ Such A Small World พื้นที่ Co-Playing Space สุดครีเอทีฟใจกลางย่านตลาดน้อย กรุงเทพฯ พาทุกคนก้าวข้ามจากการ “อัปเกรดเสียงทีวี” ไปสู่การ “อัปเกรดโลกของความบันเทิง” ผ่านลำโพงซาวด์บาร์ตระกูลใหม่ล่าสุด JBL BAR MK2 Series ที่ติดตั้งจริงทั่วทั้งพื้นที่ จาก “Make Your TV Sound Bigger” สู่ “Make Your World Feels Bigger” JBL BAR สร้างชื่อมาจากความตั้งใจที่จะ “Make Your TV Sound Bigger” — เปลี่ยนเสียงทีวีธรรมดาให้กลายเป็นพลังเสียงระดับโรงภาพยนตร์ในบ้านของคุณ และในแคมเปญนี้ ความตั้งใจเดียวกันก็ขยายออกไปไกลกว่าหน้าจอทีวี สู่ “Make Your World Feels Bigger” เพราะเมื่อเสียงดีขึ้น ทุกช่วงเวลาก็ยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือสังสรรค์กับเพื่อน JBL BAR MK2 จะทำให้โลกใบเล็กของคุณรู้สึก “ใหญ่ขึ้น” อิ่มขึ้น และมีชีวิตชีวากว่าที่เคย     POD ของ JBL — มุมเล็ก ๆ ที่ทำให้บ้านในจินตนาการของคุณกลายเป็นจริง แทนที่จะเป็นบูธโชว์สินค้าแบบเดิม ๆ JBL เลือกวางลำโพง JBL BAR MK2 ไว้ใน “POD” มุมไลฟ์สไตล์ที่จัดวางเสมือนห้องนั่งเล่นจริง กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของ Small World ให้ทุกคนได้แวะนั่ง เอนตัวสบาย ๆ แล้วลองใช้ชีวิตกับเสียงในแบบที่อยากเป็น ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังเรื่องโปรด เปิดเพลย์ลิสต์ยามบ่าย เล่นเกมกับเพื่อน หรือแค่ปล่อยใจไปกับบรรยากาศ ภายในแต่ละ POD ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสพลังเสียงจากซาวด์บาร์ตระกูล JBL BAR MK2 ครบทุกรุ่น ตั้งแต่ BAR 500 MK2, BAR 800 MK2, BAR 1000 MK2 ไปจนถึง BAR 1300 MK2 รุ่นท็อปสุด พร้อมลำโพงเซอร์ราวด์ไร้สายแบบถอดแยกได้ ที่ช่วยโอบล้อมทุกอณูของห้องด้วยมิติเสียงรอบทิศทาง สำหรับใครที่ต้องการดื่มด่ำสัมผัสประสบการณ์แบบจัดเต็ม Theater Zone คือพื้นที่โฮมเธียเตอร์เต็มรูปแบบ พร้อมชุดลำโพง JBL Stage 2 Series และ JBL MA Series ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์เสียงระดับโรงภาพยนตร์ในบรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเอง     กิจกรรมไฮไลต์: แชร์ Feedback ลุ้นรับ JBL BAR 300 MK2 ทุกเดือน หัวใจของแคมเปญนี้คือการชวนทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ เพียงแวะมาที่โซน POD ของ Such A Small World ลองสัมผัส JBL BAR MK2 ด้วยตัวเอง แล้วบอกเราว่าคุณ “รู้สึก” อย่างไร ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลได้ทันที เพียง: 1.    สแกน QR Code ที่ตั้งอยู่บริเวณ POD 2.    แชร์ Feedback ประสบการณ์การใช้งาน JBL BAR MK2 ทุกเดือน คำตอบที่โดนใจกรรมการมากที่สุดจะได้รับ JBL BAR 300 MK2 สีขาว จำนวน 1 รางวัล (เดือนละ 1 รางวัล) ตลอดระยะเวลาแคมเปญ ยิ่งถ่ายทอดประสบการณ์ได้ตรงใจมากเท่าไหร่ โอกาสคว้าซาวด์บาร์ JBL ไปครองก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ระยะเวลาแคมเปญระหว่างวันที่ : 7 สิงหาคม – 5 พฤศจิกายน 2569 และสำหรับผู้ที่ประทับใจ สามารถสแกน QR Code ที่ POD เพื่อดูรายละเอียดและสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ JBL Thailand ได้ทันที พร้อมรับสิทธิ์ส่วนลดพิเศษสำหรับผู้กิจกรรม     สัมผัส JBL BAR MK2 ได้ครบทุกรุ่น เปิดให้ลองซาวด์บาร์ตระกูล JBL BAR MK2 ครบทั้งไลน์อัป ทุกรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยี MultiBeam™ 3.0, Dolby Atmos® และ PureVoice ที่ทำให้บทสนทนาคมชัดและให้เสียงที่โอบล้อมทั้งห้อง: •    JBL BAR 1300 MK2 — เรือธง 11.1.4 แชนเนล 29 ไดรเวอร์ ลำโพงเซอร์ราวด์ไร้สายถอดได้ (ใช้เป็นลำโพง Bluetooth พกพาได้) รองรับ Dolby Atmos® และ DTS:X® •    JBL BAR 1000 MK2 — 7.1.4 แชนเนล ไดรเวอร์ยิงเสียงขึ้นด้านบนให้มิติเสียงเหนือศีรษะแบบ Dolby Atmos® แท้ พร้อมเซอร์ราวด์ไร้สายถอดได้ •    JBL BAR 800 MK2 — เซอร์ราวด์ไร้สายถอดได้ ยกไปวางหลังโซฟาได้ในไม่กี่วินาที พร้อมพลังเสียง Dolby Atmos® •    JBL BAR 500 MK2 — 5.1 แชนเนล 750 วัตต์ ซับวูฟเฟอร์ไร้สาย เบสหนักแน่น เหมาะทั้งหนัง เกม และเพลง •    JBL BAR 300 MK2 — ดีไซน์กะทัดรัด รองรับ Dolby Atmos® แบบเวอร์ชวล และเป็น ของรางวัลประจำเดือน ของแคมเปญนี้ พร้อมกันนี้ Theater Zone ยังยกระบบลำโพงแยกชิ้นระดับพรีเมียม นำโดย JBL Stage 2 Series จับคู่กับ JBL MA Series มาให้สัมผัสประสบการณ์เสียงระดับโฮมเธียเตอร์เต็มรูปแบบ ข้อมูลแคมเปญ •    JBL x Such A Small World – “MAKE YOUR WORLD FEELS BIGGER” •    ระยะเวลากิจกรรม : 7 สิงหาคม – 5 พฤศจิกายน 2569 •    สถานที่ : Such A Small World (Co-Playing Space) ย่านตลาดน้อย กรุงเทพฯ •    สินค้าไฮไลต์ : JBL BAR 300 / 500 / 800 / 1000 / 1300 MK2, JBL Stage 2 Series, JBL MA Series •    ช่องทางการติดตาม : Facebook, Instagram และ TikTok ของ JBL Thailand        เกี่ยวกับ JBL JBL คือแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกที่อยู่เบื้องหลังเสียงในทุกช่วงเวลาสำคัญ ตั้งแต่คอนเสิร์ตระดับโลก สตูดิโอ ไปจนถึงความบันเทิงภายในบ้าน ด้วยเทคโนโลยีเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ สำหรับประเทศไทย JBL จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการโดย บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด เกี่ยวกับ Such A Small World Such A Small World คือพื้นที่ Co-Playing Space ในย่านตลาดน้อย กรุงเทพฯ ที่รวมความบันเทิงหลากหลายรูปแบบไว้ในที่เดียว ทั้งหนัง เพลง เกม และพื้นที่สังสรรค์ สร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนที่หลงใหลในประสบการณ์ร่วมกัน สามารถติดตามข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Facebook/Instagram : Mahajak Living, JBL Thailand Tiktok : Mahajak Family, JBL Thailand Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th  

JBL เฉลิมฉลอง 80 ปีแห่งตำนาน เปิดตัว Summit Everest และ Summit K2 เจเนอเรชันใหม่

JBL เฉลิมฉลอง 80 ปีแห่งตำนาน เปิดตัว Summit Everest และ Summit K2 เจเนอเรชันใหม่ สองตำนานแห่ง Project Series ก้าวสู่บทใหม่ของที่สุดแห่งวิศวกรรมเสียง พร้อมเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทย ณ BAV Hi-End Show 2026       หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกของโลกภายในงาน HIGH END Vienna 2026 ประเทศไทยเตรียมต้อนรับการมาถึงของ JBL Summit Everest และ JBL Summit K2 ผู้สืบทอดสายเลือดจาก Project Everest และ Project K2 สองลำโพงระดับตำนานที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหมุดหมายสำคัญของวิวัฒนาการด้านวิศวกรรมแห่งเสียงของ JBL เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 80 ปีของ JBL และ 55 ปี แห่งการเดินทางของบริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด       มหาจักรฯ เตรียมนำ JBL Summit Everest มาจัดแสดงอย่างเป็นทางการภายในงาน BAV Hi-End Show 2026 เปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ สื่อมวลชนและ พันธมิตรทางธุรกิจ ได้ร่วมสัมผัสหนึ่งในสุดยอดผลงานด้านวิศวกรรมเสียงของ JBL อย่างใกล้ชิด เป็นครั้งแรกในประเทศไทย การเปิดตัว Summit Everest และ Summit K2 ยังเติมเต็ม Summit Series ให้สมบูรณ์ ด้วยลำโพงทั้ง 5 รุ่น ได้แก่ Summit Everest, Summit K2, Summit Makalu, Summit Pumori และ Summit Ama ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าทางวิศวกรรมแห่งเสียงสำหรับการใช้งานภายในบ้าน ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ JBL เคยสร้างสรรค์มา       Summit Series นับเป็นลำโพงตระกูล Project ลำดับที่ 5 ในประวัติศาสตร์กว่า 80 ปีของ JBL ซึ่งเป็นชื่อที่สงวนไว้สำหรับผลงานที่สะท้อนจุดสูงสุดของวิศวกรรมเสียง นวัตกรรม และปรัชญาการออกแบบของแบรนด์ “ตลอดระยะเวลา 80 ปี JBL ยึดมั่นในการแสวงหาความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมเสียงอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง และลำโพงตระกูล Project คือสัญลักษณ์ของจุดสูงสุดแห่งความมุ่งมั่นนั้นมาโดยตลอด” กล่าวโดย David Tovissi รองประธานและผู้จัดการทั่วไป HARMAN Luxury Audio”       Summit Everest และ Summit K2 คือการสืบสานมรดกแห่งวิศวกรรมเสียงจากลำโพงระดับตำนานตลอดสี่เจเนอเรชัน พร้อมต่อยอดด้วยนวัตกรรมที่ยกระดับขีดจำกัดของการออกแบบลำโพงไปอีกขั้น ลำโพงทั้งสองรุ่นได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับผู้ที่พิถีพิถันเรื่องคุณภาพเสียงขั้นสูงสุด พร้อมยกระดับประสบการณ์การฟังให้สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเชื่อมั่นว่าการครอบครองสิ่งที่ดีที่สุด คือคุณค่าที่แท้จริงของการฟังเพลง”       ตำนานที่สงวนไว้สำหรับสุดยอดลำโพงของ JBL นับตั้งแต่ปี 1954 มีลำโพง JBL เพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่ได้รับเกียรติให้ใช้ชื่อ Project เริ่มต้นจาก Project Hartsfield ตามด้วย Project Paragon, Project Everest และ Project K2 ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวิวัฒนาการด้านวิศวกรรมเสียง       ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี Project Everest และ Project K2 ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของ JBL หากยังเป็นมาตรฐานสำคัญของการออกแบบลำโพงระดับโลก Summit Everest และ Summit K2 รุ่นล่าสุด จึงไม่ใช่เพียงผู้สืบทอดของตำนาน หากยังเป็นบทใหม่ของมรดกแห่ง JBL ที่หลอมรวมเทคโนโลยีอันเป็นกรรมสิทธิ์และนวัตกรรมที่ได้รับการจดสิทธิบัตร       ร่วมสัมผัสที่สุดแห่งวิศวกรรมเสียงจาก JBL ครั้งแรกในประเทศไทย บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด เตรียมนำ JBL Summit Everest พร้อมผลิตภัณฑ์ใน JBL Summit Series จัดแสดงภายในงาน BAV Hi-End Show 2026 เปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์การฟัง       จากหนึ่งในผลงานที่สะท้อนจุดสูงสุดของวิศวกรรมแห่งเสียงและงานออกแบบของ JBL อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จากเวทีระดับโลกสู่ประเทศไทย BAV Hi-End Show 2026 คือโอกาสสำคัญในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของ JBL และสัมผัสการเดินทางตลอด 80 ปีแห่งนวัตกรรมที่หล่อหลอมให้ Summit Series กลายเป็นสัญลักษณ์ของที่สุดแห่งวิศวกรรมเสียงในปัจจุบัน WHEN THE SOUND REACHED THE ATMOSPHERE. The Summit Has Arrived. ราคา • JBL Summit Everest : 6,000,000 บาท / คู่ • JBL Summit K2 : 3,000,000 บาท / คู่ • JBL Summit Makalu : 1,590,000 บาท / คู่ • JBL Summit Pumori : 990,000 บาท / คู่ • JBL Summit Ama : 590,000 บาท / คู่ ผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัส JBL Summit Series ได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยภายในงาน BAV Hi-End Show 2026 ระหว่างวันที่ 28 - 30 สิงหาคม 2569 นี้ ณ ชั้น 4 ห้อง Pavilion 1-2 โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park สุขุมวิท 22 และสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสศักยภาพของระบบเสียงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น สามารถนัดหมายเพื่อเข้าร่วม Private Listening Experience ณ Mahajak Hi-Fi Lab ห้องฟังระดับ Reference sound ที่ได้รับการออกแบบโดยเฉพาะเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้สัมผัสรายละเอียดของเสียง ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องเสียง เพื่อถ่ายทอดศักยภาพของ JBL Summit Series ได้อย่างเต็มอรรถรส สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Facebook/Instagram : Mahajak Living www.mahajak.com หรือติดต่อ โทร. 02 256 0025    

เอปสันสานต่อ “การ์ดนี้เพื่อน้อง” ปีที่ 21 เติมสีสันสร้างสรรค์เยาวชน

เอปสันสานต่อ “การ์ดนี้เพื่อน้อง” ปีที่ 21 เติมสีสันสร้างสรรค์เยาวชน บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสานต่อการสนับสนุนเยาวชนไทย ผ่านโครงการ “การ์ดนี้เพื่อน้อง” ปีที่ 21 จัดโดยมูลนิธิสร้างเสริมไทย พร้อมสนับสนุนงบประมาณจำนวน 1 แสนบาท เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ใช้ศิลปะเป็นพื้นที่ในการแสดงออกทางความคิดและจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้หัวข้อการประกวด “แต้มสีวัฒนธรรม” โดย นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้มอบเงินสนับสนุนให้แก่ นายแจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ ประธานและผู้ก่อตั้งมูลนิธิสร้างเสริมไทย เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมในครั้งนี้      กิจกรรมในปีนี้มีเด็กและเยาวชนจากมูลนิธิ โรงเรียน และสถานสงเคราะห์ จำนวน 20 แห่ง เข้าร่วมกิจกรรมรวม 130 คน พร้อมด้วยพี่เลี้ยงและอาสาสมัคร รวมผู้เข้าร่วมงานกว่า 200 คน โดยน้อง ๆ ได้ร่วมการแข่งขันประกวดวาดภาพในหัวข้อ “แต้มสีวัฒนธรรม” ก่อนเข้าสู่กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์และนันทนาการ เพื่อสร้างความสนุกสนานและเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน ก่อนประกาศผลและมอบรางวัลในช่วงท้ายของกิจกรรม     นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนพนักงานจากเอปสัน ร่วมเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยดูแลและให้กำลังใจน้องๆ ตลอดกิจกรรม พร้อมเติมเต็มบรรยากาศแห่งความสนุกสนานด้วยกิจกรรมสร้างประสบการณ์ภายในบูธของเอปสัน ทั้งการถ่ายภาพและพิมพ์ภาพเป็นที่ระลึก รวมถึงน้ำตาลปั้นโบราณและขนมโรตีสายไหม เพื่อสร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้แก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมงาน     การสนับสนุนโครงการ “การ์ดนี้เพื่อน้อง” อย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันในการส่งเสริมโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะศิลปะซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และมุมมองของตนเองอย่างอิสระ ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของพนักงานเอปสันในฐานะอาสาสมัครยังช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีและส่งต่อกำลังใจให้แก่เยาวชนตลอดกิจกรรม  

JBL เปิดตัว PartyBox Encore 2 Plus ลำโพงพกพาสำหรับปาร์ตี้ ยกระดับทุกค่ำคืนคาราโอเกะด้วย EasySing AI Vocal Removal และไมโครโฟนไร้สายคู่

JBL เปิดตัว PartyBox Encore 2 Plus ลำโพงพกพาสำหรับปาร์ตี้ ยกระดับทุกค่ำคืนคาราโอเกะด้วย EasySing AI Vocal Removal และไมโครโฟนไร้สายคู่ JBL เปิดตัว JBL PartyBox Encore 2 Plus ลำโพงปาร์ตี้แบบพกพารุ่นล่าสุด ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ การร้องคาราโอเกะได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยี EasySing AI Vocal Removal ที่ช่วยลดระดับเสียง ร้องนำจากเพลงต้นฉบับแบบเรียลไทม์ พร้อมไมโครโฟนดิจิทัลไร้สาย 2 ตัว ให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกเพลง และเริ่มร้องได้ทันที โดยไม่ต้องเตรียมแทร็กคาราโอเกะล่วงหน้า เหมาะสำหรับการใช้งานในหลากหลายโอกาส อาทิ การสังสรรค์ภายในบ้าน งานรวมญาติ กิจกรรมริมสระ หรือการรวมตัวกับเพื่อน โดยตัวเครื่องมาพร้อมพลังเสียงจากเทคโนโลยี JBL Pro Sound ระบบ AI Sound Boost ไฟเอฟเฟกต์ ที่ทำงานสอดคล้องกับจังหวะเพลง แบตเตอรี่ที่รองรับการใช้งานต่อเนื่องสูงสุด 15 ชั่วโมง และด้ามจับที่ออกแบบมา เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย     ร้องคาราโอเกะได้ง่ายๆ ด้วยฟีเจอร์อัจฉริยะจาก EasySing ไฮไลต์สำคัญของ JBL PartyBox Encore 2 Plus คือเทคโนโลยี EasySing AI Vocal Removal ที่ช่วยลดระดับ เสียงร้องนำจากเพลงแบบเรียลไทม์ โดยยังคงเสียงร้องประสานไว้ครบ ผู้ใช้สามารถเลือกระดับการลดเสียงร้องได้ 3 ระดับ คือ 25%, 50% หรือ 100% เพื่อให้เหมาะกับสไตล์การร้องในแต่ละเพลง ไม่ว่าจะร้องคลอตามต้นฉบับ ร้องคู่กับเพื่อน หรือรับบทนักร้องนำเต็มตัว โดยไม่จำเป็นต้องเตรียมแทร็กคาราโอเกะเฉพาะแต่อย่างใด ระบบยังมาพร้อม High-Pitch Enhancement ที่ช่วยเสริมความชัดเจนของเสียงร้องในย่านสูง Natural Reverb ที่เพิ่มมิติและความนุ่มนวลให้เสียงร้อง และ Feedback Suppression ที่ช่วยลดเสียงหอนจากไมโครโฟน เมื่อรวมเข้ากับไมโครโฟนดิจิทัลไร้สาย 2 ตัว จึงพร้อมรองรับทั้งการร้องเดี่ยว ร้องคู่ หรือผลัดกันขึ้นไมค์กับเพื่อน ได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถควบคุมการตั้งค่าทั้งหมดได้จากตัวลำโพงหรือผ่านแอป JBL One หมายเหตุ: ฟังก์ชัน AI Vocal Removal มีไว้สำหรับการใช้งานส่วนบุคคล ผู้ใช้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และเงื่อนไขของเพลงที่บันทึกไว้ เพลงที่ได้รับอนุญาต และบริการสตรีมมิ่งที่นำมาใช้งาน     เสียงหนักแน่น ทรงพลัง ด้วย JBL Pro Sound JBL PartyBox Encore 2 Plus มอบพลังเสียง 100 วัตต์ RMS ผ่านวูฟเฟอร์ขนาด 5.25 นิ้ว 1 ตัว และทวีตเตอร์ Silk Dome ขนาด 0.75 นิ้ว 2 ตัว ให้เสียงต่ำที่หนักแน่นและเสียงสูงที่คมชัด ขณะที่ AI Sound Boost ช่วยเพิ่มพลังเสียงและลดความผิดเพี้ยนเมื่อเปิดในระดับเสียงสูง ทำให้ทั้งเสียงร้อง ดนตรีประกอบ และจังหวะของเพลงคาราโอเกะยังคงชัดเจนและเต็มอารมณ์ตลอดการร้อง ไฟเอฟเฟกต์แบบไดนามิกและเอฟเฟกต์สโตรบที่เคลื่อนไหวตามจังหวะเพลง ช่วยเติมเต็มบรรยากาศให้ทุกการร้อง สนุกยิ่งขึ้น และเปลี่ยนพื้นที่ธรรมดาให้กลายเป็นเวทีคาราโอเกะส่วนตัวได้ในทันที เชื่อมต่อด้วย Auracast™ และสนุกต่อเนื่องได้ยาวนาน ด้วย Bluetooth 5.4 และเทคโนโลยี Auracast™ ผู้ใช้สามารถจับคู่ JBL PartyBox Encore 2 Plus จำนวน 2 ตัว เพื่อสร้างเสียงสเตอริโอ หรือเชื่อมต่อกับลำโพง JBL รุ่นอื่นที่รองรับ Auracast™ ได้พร้อมกันหลายตัวแบบไร้สาย เพื่อขยายพื้นที่เสียงให้เหมาะกับทั้งห้องนั่งเล่น งานรวมกลุ่ม หรือปาร์ตี้คาราโอเกะที่มีผู้ร่วมงานมากขึ้น แบตเตอรี่รองรับการเล่นเพลงได้นานสูงสุด 15 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยระยะเวลาการใช้งานจริง ขึ้นอยู่กับระดับเสียงและประเภทของคอนเทนต์ เมื่อใกล้ถึงช่วงเพลงไฮไลต์ ผู้ใช้สามารถชาร์จเร็วเพียง 10 นาที เพื่อเพิ่มเวลาเล่นเพลงได้สูงสุดอีก 80 นาที หรือเปลี่ยนแบตเตอรี่สำรองที่จำหน่ายแยกต่างหาก เพื่อยืดเวลาการร้อง และความสนุกให้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด     ออกแบบมาเพื่อทุกโอกาส ผู้ใช้สามารถควบคุมเพลง การตั้งค่า EQ ไฟเอฟเฟกต์ และเอฟเฟกต์ DJ ผ่านแอป JBL One ได้จากทุกมุมของพื้นที่จัดงาน พร้อมมาตรฐานกันน้ำกระเซ็น IPX4 จึงเหมาะกับทั้งค่ำคืนคาราโอเกะภายในบ้าน งานสังสรรค์ริมสระ และกิจกรรมกลางแจ้ง ตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัด พร้อมด้ามจับแบบยืดหยุ่นและการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย นอกจากนี้ JBL PartyBox Encore 2 Plus ยังใช้ส่วนประกอบจากพลาสติกรีไซเคิลหลังการใช้งาน และบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC พิมพ์ด้วยหมึกถั่วเหลือง สะท้อนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนของแบรนด์ สรุปฟีเจอร์เด่น •    EasySing AI Vocal Removal ลดระดับเสียงร้องนำแบบเรียลไทม์ ปรับได้ 25%, 50% หรือ 100% •    High-Pitch Enhancement, Natural Reverb และ Feedback Suppression สำหรับปรับแต่งเสียงร้อง •    ไมโครโฟนดิจิทัลไร้สาย 2 ตัว พร้อมเริ่มร้องคาราโอเกะได้ทันที •    JBL Pro Sound กำลังขับ 100 วัตต์ RMS พร้อม AI Sound Boost •    ไฟเอฟเฟกต์แบบไดนามิกเคลื่อนไหวตามจังหวะเพลง •    Auracast™ สำหรับจับคู่สเตอริโอและเชื่อมต่อหลายลำโพง •    Bluetooth 5.4 •    แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 15 ชั่วโมง และรองรับแบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้* •    ชาร์จเร็ว 10 นาที เพิ่มเวลาเล่นเพลงได้สูงสุด 80 นาที •    ควบคุมผ่านแอป JBL One •    ป้องกันน้ำกระเซ็นมาตรฐาน IPX4 •    ด้ามจับแบบยืดหยุ่นและการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ •    มีส่วนประกอบจากพลาสติกรีไซเคิลหลังการใช้งาน พร้อมบรรจุภัณฑ์กระดาษมาตรฐาน FSC *แบตเตอรี่สำรองจำหน่ายแยกต่างหาก JBL PartyBox Encore 2 Plus วางจำหน่ายในราคา 22,900 บาท ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ร้าน Sound City โชว์รูมมหาจักร และช่องทางออนไลน์ของมหาจักร: www.mahajak.com/th/jbl-partybox-encore-2-plus.html สามารถติดตามข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Facebook / Instagram: Mahajak Life, Mahajak Living และ JBL Thailand TikTok: Mahajak Family และ JBL Thailand Mahajak Service Center โทร. 1516 www.mahajak.com/th  

MAHAJAK PRO: THE NEXT LEGACY มหาจักร ฉลอง 55 ปี อัพเดตเทคโนโลยีระบบเสียง

มหาจักร ฉลอง 55 ปี อัพเดตเทคโนโลยีระบบเสียง สำหรับงาน Live Sound จาก JBL, Shure และ AlphaTheta  ในงาน MAHAJAK PRO: THE NEXT LEGACY เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย เครื่องเสียงมืออาชีพระดับโลกแบรนด์ JBL, Shure และ AlphaTheta จัดงาน "MAHAJAK PRO: THE NEXT LEGACY" นวัตกรรมระบบเสียงระดับโปรที่สาย Sound งาน Event และ Sound Engineer มารวมตัวกันมากที่สุดแห่งปี ในโอกาสครบรอบ 55 ปีของมหาจักร ควบคู่กับการฉลอง 80 ปีของ JBL แบรนด์เครื่องเสียงระดับโลก โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 ท่านจากทั่วแวดวง Live Sound ทั้งผู้ประกอบการธุรกิจให้เช่าเครื่องเสียง, Sound Engineer มืออาชีพ, นักศึกษาและอาจารย์จากสถาบันดนตรี รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเครื่องเสียงทุกภาคส่วน ณ MGI Hall 2, Bravo BKK พระราม 9 (Show DC เดิม)     งานนี้จัดเต็ม ครบ จบ ทุกโซลูชัน ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสพลังเสียงระดับเรือธงและเทคโนโลยีสุดล้ำ แบบเต็มอิ่ม โดยไฮไลท์สำคัญของงานคือการเปิดตัวพร้อม Demo JBL VTX A8 ระบบ Line Array รุ่นใหม่ล่าสุดจากตระกูล VTX ที่ผู้เข้าร่วมงานได้ฟังพลังเสียงเต็มระบบด้วยหูตัวเองในสภาพการใช้งานจริง เสียงพุ่ง คลีน คมชัดสมคำเล่าลือ พร้อมกันนี้ยังมีการเปิดตัว JBL SRX900 Series ที่ยกไลน์อัพลำโพง Point-Source รุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง SRX912M, SRX915M และ SRX922 ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งาน ที่หลากหลาย ตั้งแต่งานอีเวนต์ขนาดกลางไปจนถึงงานคอนเสิร์ตขนาดใหญ่     ในส่วนของไมโครโฟน Shure ได้รวมไมค์หลากหลายรูปแบบสำหรับงานแสดงสด Live Sound ทั้ง Nexadyne Series สำหรับร้องเพลงและรับเสียงเครื่องดนตรี อีกทั้ง KSM Studio ไมค์บันทึกเสียงรุ่นล่าสุด สำหรับมืออาชีพ รวมถึงระบบไร้สาย SLX-D+ รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีให้เลือกใช้งานทั้งแบบ Single Channel / Dual / Quad และรองรับฟังก์ชัน ShowLink® Ease เพื่อการจัดการ RF Management พร้อมรองรับการ ทำงานผ่าน Dante ที่สะดวกมากยิ่งขึ้น และระบบไร้สายรุ่น Flagship อย่าง Axient Digital ที่มาพร้อมไมโครโฟน และเอียร์มอนิเตอร์ (PSM) ตอบโจทย์คนมืออาชีพภายในงานนี้ได้ครบครัน        ด้าน AlphaTheta ผู้นำด้านอุปกรณ์สำหรับ DJ และงานบันเทิง ซึ่งภายในงานนำเสนอโชว์เคสนวัตกรรม อุปกรณ์ดีเจรุ่นล่าสุด สำหรับ DJ มืออาชีพ พร้อมโชว์พิเศษจาก น้องเพชร PettyRock และ DJ Fluke กับ Set CDJ-3000X และ DJM-A9 รุ่นยอดนิยม ผสานการเทคนิกการเล่นที่หลากหลาย แสดงศักยภาพของอุปกรณ์ในสถานการณ์ใช้งานจริงที่ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำทางเทคนิคและไหวพริบ ทางศิลปะไปพร้อมกัน     การรวมทั้ง 3 แบรนด์ไว้ในงานเดียว ตอกย้ำความเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องเสียงมืออาชีพ ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเสียงขนาดใหญ่สำหรับงานคอนเสิร์ต ไปจนถึงอุปกรณ์เฉพาะทาง สำหรับสตูดิโอและดนตรีสด นอกจากการได้ลองฟังและสัมผัสเครื่องจริงแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนเทคนิคกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญ พร้อมฟังประสบการณ์การใช้งานจริงจาก Special Guest ระดับมืออาชีพในวงการ ภายในงานยังมี Special Guest Talk จากผู้ใช้งานจริงในวงการ ที่มาแชร์ประสบการณ์ตรงจากหน้างาน พร้อมกิจกรรม Lucky Draw ปิดท้ายงาน สะท้อนความหลากหลายของผู้เข้าร่วมงานตั้งแต่ระดับมืออาชีพ ในสนามจริง ไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่วงการ Live Sound ติดตามข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด  Facebook/Tiktok: MahajakPro  IG: Mahajak_Pro  Call Center 1516 | Line: @Mahajakstore  www.mahajak.com/th/    

LUXURY LISTENING, REDEFINED: KEF เปิดตัว LS LUXE

LUXURY LISTENING, REDEFINED:  KEF เปิดตัว LS LUXE เมื่อดีไซน์เชิงประติมากรรมอันประณีตมาบรรจบกับความเป็นเลิศด้านอะคูสติกอย่างไร้ข้อประนีประนอม ตลอด 65 ปีที่ผ่านมา KEF ขับเคลื่อนอนาคตของเสียงด้วยนวัตกรรมด้านออดิโอมาอย่างต่อเนื่อง และวันนี้ได้เปิดตัว LS LUXE ผลงานที่ทะเยอทะยานที่สุดของแบรนด์ ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Ross Lovegrove ดีไซเนอร์ระดับโลก เพื่อมอบนิยามใหม่ให้กับประสบการณ์ luxury listening ดีไซน์เชิงประติมากรรมที่บรรจบกับความเป็นเลิศด้านอะคูสติก LS LUXE เปลี่ยนทุกพื้นที่ให้เป็นโอเอซิสแห่งเสียง ผสานดีไซน์หรูเข้ากับวิศวกรรมอะคูสติกขั้นสูง ขับเคลื่อนด้วย 12th-generation 6.5-inch Uni-Q® driver พร้อม Metamaterial Absorption Technology (MAT®) และ Velocity Control Technology (VECO) ของ KEF ที่ช่วยยกระดับทั้งเสียงไร้สายระดับไฮไฟและการอยู่อาศัยที่พิถีพิถันยิ่งขึ้น     ออกแบบโดย Ross Lovegrove LS LUXE คือผลงานศิลปะที่ใช้งานได้จริง สร้างบรรยากาศให้พื้นที่แม้ไม่ได้เปิดเพลง ผลงานนี้สานต่อความร่วมมือระหว่าง KEF และ Ross Lovegrove จากไอคอนอย่าง Muon, Mu headphones และ Muo portable speaker สู่ลำโพงไร้สายที่ถ่ายทอดรูปทรงเชิงประติมากรรมและเทคโนโลยีให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว “ที่ KEF เรามุ่งมั่นที่จะนิยามประสบการณ์การฟังใหม่ให้สร้างแรงบันดาลใจยิ่งขึ้น LS LUXE คือภาพสะท้อนของวิสัยทัศน์นั้น ความหรูหราที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องประกาศตัวเอง แต่สามารถเปลี่ยนบรรยากาศของพื้นที่ได้อย่างแนบเนียน ผ่านการผสานดีไซน์และอะคูสติกอย่างเป็นธรรมชาติ นี่คือคำตอบของเรา เมื่อมีคนถามว่าเสียงแห่งความหรูหราเป็นอย่างไร” (Grace Lo, President & Head of Global Marketing, KEF) Performance by Design LS LUXE เป็นทั้งงานประติมากรรมและลำโพงไร้สายที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน ตัวตู้ทรงโค้งช่วยลดการเลี้ยวเบนของเสียง ผสานโครงสร้างลดแรงสั่นสะเทือนและวัสดุขั้นสูง เพื่อถ่ายทอดเสียงที่บริสุทธิ์ คมชัด และให้เบสที่ลึกยิ่งขึ้น ยกระดับมาตรฐานเหนือ LS50 Wireless II ซึ่งเป็นหนึ่งในลำโพงไร้สายระดับไฮไฟที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ได้ยินครบทุกดีเทลด้วย 12th-Generation 6.5-inch Uni-Q® พร้อม MAT® Technology นวัตกรรมจาก KEF LS LUXE ถ่ายทอดรายละเอียดเสียงพร้อมเบสที่ทรงพลังผ่าน 12th-generation 6.5-inch Uni-Q® driver array พร้อม Metamaterial Absorption Technology (MAT®) ช่วยขยายพื้นที่รับฟังที่ให้เสียงสมดุลและลดความผิดเพี้ยนให้น้อยที่สุด โดยวางทวีตเตอร์ไว้กึ่งกลางอะคูสติกของวูฟเฟอร์ เพื่อให้เสียงกระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วพื้นที่ฟัง MAT® Technology ทำหน้าที่เสมือนหลุมดำทางเสียง ดูดซับเสียงด้านหลังจากทวีตเตอร์ที่ไม่ต้องการได้ถึง 99% ช่วยลดความผิดเพี้ยน พร้อมมอบพื้นที่รับฟังที่กว้างขึ้น โทนเสียงที่สะอาด และประสบการณ์ฟังที่เป็นธรรมชาติ   เพื่อคงความบริสุทธิ์ของเสียง ชุด Uni-Q® ถูกแยกแรงสั่นสะเทือนด้วยโครงสร้างแบบยืดหยุ่น ช่วยรักษารายละเอียดเสียงได้อย่างครบถ้วน     เบสแม่นยำเหนือระดับกับ Velocity Control Technology (VECO)  LS LUXE เป็นลำโพงรุ่นแรกที่มาพร้อม VECO ของ KEF ซึ่งต่อยอดจากเทคโนโลยีที่เปิดตัวใน XIO soundbar ระบบนี้ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนที่ของ Uni-Q® driver แบบเรียลไทม์ และส่งข้อมูลไปยังแอมป์เฉพาะทันที เพื่อควบคุมเบสให้แม่นยำ ลดความผิดเพี้ยน และเผยรายละเอียดเสียงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คงความชัดเจนในทุกระดับเสียง ด้วย Music Integrity Engine® (MIE) LS LUXE มอบรายละเอียด ความแม่นยำ และโทนเสียงที่สมดุล แม้ฟังในระดับเสียงต่ำหรือใช้งานต่อเนื่อง ฮาร์ดแวร์ขั้นสูงทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์อัจฉริยะ เพื่อรักษาความชัดเจนของเสียงในทุกระดับเสียง  Music Integrity Engine® (MIE) เทคโนโลยีเฉพาะของ KEF ใช้อัลกอริทึมประมวลผลสัญญาณดิจิทัลที่ปรับจูนอย่างละเอียด เพื่อคงความคมชัดและประสิทธิภาพเสียง แม้แอมป์ต้องทำงานหนักขึ้น แอมป์ 100W Class AB และ 280W Class D current-drive amplifier ต่อหนึ่งลำโพง ช่วยให้ LS LUXE มีกำลังขับสูง ความผิดเพี้ยนต่ำ และถ่ายทอดเสียงได้อย่างมีไดนามิก การเชื่อมต่อครบครันบน W2 Wireless Platform ของ KEF รองรับเสียงคุณภาพสูงแบบ lossless สูงสุด 24-bit/384kHz และระบบเสียงหลายห้องทั่วบ้าน ผ่าน W2 Wireless Platform ของ KEF ที่สตรีมเพลงจากบริการชั้นนำได้โดยตรง เช่น Tidal, Amazon Music, Qobuz, Deezer, Spotify Connect, Tidal Connect, QPlay, AirPlay และ Google Cast LS LUXE ยังรองรับการเชื่อมต่อแบบมีสาย ทั้ง HDMI eARC, analogue, optical และ coaxial สำหรับทีวี เครื่องเล่น CD และเครื่องเล่นเกม พร้อมช่องต่อ subwoofer แยกในลำโพงแต่ละข้าง และรองรับการสตรีมจาก NAS drives หรือ music servers ในรูปแบบ lossless สูงสุด 24-bit/384kHz PCM และ DSD ประสบการณ์ฟังที่ปรับได้ตามใจ ควบคุมและตั้งค่าได้อย่างง่ายดาย LS LUXE ตั้งค่าและปรับแต่งเสียงได้ง่ายผ่าน KEF Connect App เลือกโหมด “Normal” เพื่อรับคำแนะนำทีละขั้นตอน หรือโหมด “Expert” เพื่อปรับค่า EQ อย่างละเอียด Advanced Room EQ DSP ช่วยปรับเสียงให้เข้ากับห้องโดยอัตโนมัติ พร้อมพรีเซ็ตสำหรับ subwoofer ของ KEF ผู้ใช้สามารถควบคุมระดับเสียง เลือกแหล่งสัญญาณ และจัดการการตั้งค่าผ่านแอปหรือ C3 Remote ได้อย่างสะดวก โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค     สีผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์เสริม LS LUXE มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Dusk Titanium, Eclipse Black และ Mineral White มาพร้อม C3 Remote ที่ใช้แผ่นอะลูมิเนียมพรีเมียม ปุ่มเรืองแสง และปุ่ม favourite ที่ปรับแต่งได้ เพื่อให้การควบคุมในชีวิตประจำวันสอดรับกับตัวระบบอย่างลงตัว ขาตั้งพื้น S-LUXE ที่จำหน่ายแยกมีระบบจัดเก็บสายเคเบิลในตัว สาย K-Stream interspeaker cable รองรับเสียงความละเอียดสูงและจัดวางได้ไกลสูงสุด 8 เมตร ส่วน KW1 wireless subwoofer adapter kit ช่วยเชื่อมต่อ LS LUXE กับ subwoofer ของ KEF ได้แบบไร้สาย     คุณสมบัติเด่น •    12th Generation 6.5-inch Uni-Q® พร้อม MAT® technology •    ดีไซน์อุตสาหกรรมโดย Ross Lovegrove •    ตู้ลำโพงทรงประติมากรรม มีให้เลือก 3 สี: Eclipse Black, Dusk Titanium และ Mineral White •    Velocity Control Technology (VECO) ช่วยลดความผิดเพี้ยนของเบส •    Custom Music Integrity Engine® (MIE) DSP เพื่อคุณภาพเสียงระดับอ้างอิง •    โครงสร้างลดแรงสั่นสะเทือน เพื่อเสียงที่สะอาดและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น •    แอมป์ 100W Class AB + 280W Class D ต่อหนึ่งลำโพง •    W2 Wireless Platform รองรับบริการสตรีมมิงชั้นนำ เช่น Tidal, Amazon Music, Qobuz, Deezer, AirPlay และ Google Cast •    อินพุตแบบมีสาย HDMI eARC, analogue, optical และ coaxial •    Advanced Room EQ พร้อมโหมด Normal และ Expert รองรับอุปกรณ์เสริม S-LUXE, K-Stream cable และ KW1 wireless subwoofer adapter (จำหน่ายแยก) ราคาเปิดตัว: 199,000 THB  สถานที่จัดจำหน่าย: ตัวแทนจำหน่าย KEF ทั่วประเทศ  https://www.vgadz.com/kef-dealer/

เอปสันยกระดับตลาดเครื่องพิมพ์ ชูรับประกัน 5 ปีนานกว่าใคร พร้อมเปิดตัว EcoTank เจนใหม่รับดีมานด์โฮมยูสและออฟฟิศขนาดเล็ก

เอปสันยกระดับตลาดเครื่องพิมพ์ ชูรับประกัน 5 ปีนานกว่าใคร  พร้อมเปิดตัว EcoTank เจนใหม่รับดีมานด์โฮมยูสและออฟฟิศขนาดเล็ก 21 กรกฎาคม 2569 – เอปสัน ผู้นำระดับโลกในตลาดเครื่องพิมพ์ ยกระดับมาตรฐานตลาดเครื่องพิมพ์ในประเทศไทยอีกครั้ง ด้วยการเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่มอบการรับประกันเครื่องพิมพ์แท็งค์แท้ทุกรุ่นนานถึง 5 ปี ในชื่อแคมเปญ ‘พิมพ์สบายยย ไร้กังวัล’ (Print Without Worry) พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัว EcoTank เจเนอเรชันใหม่ 8 รุ่นวันนี้ เน้นเจาะกลุ่มผู้ใช้งานภายในบ้าน รวมถึงกลุ่ม Solopreneur และ SOHO ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยชูจุดเด่นด้านความเร็วในการพิมพ์ที่สูงขึ้น เติมหมึกได้สะดวกและสะอาดยิ่งกว่าเดิม รองรับการพิมพ์แบบไร้สายผ่าน Apple AirPrint, Mopria, LINE Print และ Epson Smart Panel เพื่อมอบประสบการณ์การพิมพ์ที่สะดวกและมั่นใจยิ่งขึ้น     นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมื่อปี 2553 เอปสันได้ Disrupt ตลาดเครื่องพิมพ์ ด้วยการเปิดตัว EcoTank เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตแท็งค์แท้ที่พลิกโฉมรูปแบบการพิมพ์และยกระดับความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภค ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความทนทาน ประสบการณ์การใช้งาน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ วันนี้เอปสันกำลังยกระดับมาตรฐานของตลาดอีกครั้งผ่านแคมเปญ ‘พิมพ์สบายยย ไร้กังวล’ (Print Without Worry) ด้วยการมอบการรับประกันเครื่องพิมพ์ EcoTank ทุกรุ่นนานสูงสุดถึง 5 ปี นับเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่มอบการรับประกันในระดับนี้ สะท้อนถึงความมั่นใจของเอปสันในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีหัวพิมพ์ PrecisionCore และมาตรฐานการบริการหลังการขาย เพื่อให้ผู้บริโภคใช้งานได้อย่างมั่นใจและไร้กังวลตลอดการใช้งาน” ภายใต้แคมเปญ ‘พิมพ์สบายยย ไร้กังวล’ เอปสันมอบการรับประกันสูงสุด 5 ปี สำหรับลูกค้าที่ซื้อเครื่องพิมพ์ EcoTank ทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 และลงทะเบียนผลิตภัณฑ์ผ่าน MyEpson ภายใน 14 วันนับจากวันที่ซื้อ โดยการรับประกันครอบคลุมทั้งตัวเครื่องและหัวพิมพ์ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด นายยรรยง กล่าวต่อว่า ตลาดเครื่องพิมพ์สำหรับการทำงานแบบ Hybrid Working และ Home Office มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม Solopreneur และ SOHO ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และต้องการเครื่องพิมพ์ประสิทธิภาพสูง ทนทาน ใช้งานง่าย ที่สำคัญต้องรองรับการเชื่อมต่อและการสั่งพิมพ์ได้หลากหลายช่องทาง และยังต้องช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ เอปสันจึงเปิดตัว EcoTank รุ่นใหม่พร้อมกันถึง 8 รุ่นในวันนี้ เพื่อมาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ ซึ่งประกอบด้วย L1310, L1350, L3310, L3350, L3316, L3356, L5390 และ L5396      Epson EcoTank รุ่นใหม่ ทั้ง 8 รุ่น ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งานในหลายด้าน เพื่อมอบความสะดวกและคล่องตัวให้กับผู้ใช้ โดยรุ่น L1350, L3350, L3356, L5390 และ L5396 สามารถพิมพ์งานผ่านสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตได้อย่างง่ายดายด้วย Apple AirPrint, Mopria และ LINE Print ทั้งยังใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน Epson Smart Panel เพื่อสั่งพิมพ์ สแกนเอกสาร และถ่ายสำเนา รวมถึงตรวจสอบระดับหมึกและสถานะเครื่องพิมพ์ ขณะที่รุ่น L5390 และ L5396 ยังมาพร้อมระบบป้อนเอกสารอัตโนมัติ (ADF) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสแกนและถ่ายสำเนาเอกสารหลายหน้า ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและสำนักงานที่ต้องการความรวดเร็วในการทำงาน เครื่องพิมพ์ทุกรุ่นใช้ขวดหมึกความจุสูงขนาด 65 มิลลิลิตร รองรับการพิมพ์ด้วยหมึกดำได้สูงสุด 4,700 หน้า และหมึกสีสูงสุด 7,500 หน้า พร้อมขวดหมึกระบบคีย์ล็อคที่ช่วยป้องกันการเติมหมึกผิดช่อง ลดการหกเลอะเทอะ และทำให้การเติมหมึกสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังได้รับการออกแบบให้มีความทนทานเป็นพิเศษ จึงมาพร้อมการรับประกันการพิมพ์สูงสุดถึง 50,000 หน้า อีกทั้งยังติดตั้งกล่องบำรุงรักษา (Maintenance Box) ที่ผู้ใช้สามารถถอดเปลี่ยนได้ด้วยตนเอง รวมถึงระบบ Semi-Automatic Print Adjustment ที่ผสานการปรับตั้งค่าหัวพิมพ์และการทำความสะอาดอัตโนมัติไว้ด้วยกัน ช่วยให้งานพิมพ์คงความคมชัด สีสันแม่นยำสม่ำเสมอ พร้อมยืดอายุการใช้งานของเครื่องพิมพ์ในระยะยาว นอกจากนี้ EcoTank รุ่นใหม่ยังได้รับการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัดและใช้พื้นที่จัดวางน้อยลงถึง 20% โดยผสานแท็งก์หมึกเข้ากับตัวเครื่องอย่างลงตัว ทำให้มีขนาดเล็กลง ดูเรียบเนียน สินค้าใหม่ทุกรุ่นยังคงใช้เทคโนโลยี Heat-Free Technology ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการสิ้นเปลืองทรัพยากร และสนับสนุนการใช้งานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการมอบประสิทธิภาพการพิมพ์ที่เชื่อถือได้ในระยะยาว     “เอปสันเชื่อว่าผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มมีความต้องการที่แตกต่างกัน การขยายไลน์อัป EcoTank เป็น 33 รุ่น พร้อมเปิดตัวรุ่นใหม่อีก 8 รุ่นในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกเครื่องพิมพ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของตนเองได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น พร้อมได้รับทั้งประสิทธิภาพการพิมพ์ ความคุ้มค่า และความมั่นใจในคุณภาพที่ได้รับการพิสูจน์จากยอดขาย EcoTank กว่า 100 ล้านเครื่องทั่วโลก ที่สำคัญ เอปสันได้ออกแคมเปญ ‘พิมพ์สบายยย ไร้กังวล’ มอบการรับประกันที่นานที่สุดในตลาด สูงสุดถึง 5 ปี ลูกค้าจึงสามารถใช้ EcoTank ได้อย่างสบายใจในระยะยาว” นายยรรยง กล่าวทิ้งท้าย เครื่องพิมพ์ EcoTank ทั้ง 8 รุ่น พร้อมวางจำหน่ายแล้วทั่วประเทศ ผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งและร้านค้าออนไลน์ชั้นนำ ประกอบด้วย L1310 ราคา 3,900 บาท, L1350 ราคา 4,350 บาท, L3310 และ L3316 ราคา 4,650 บาท, L3350 และ L3356 ราคา 5,050 บาท, L5390 และ L5396 ราคา 8,790 บาท  สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ เอปสัน คอลเซ็นเตอร์ โทร. 0-2460-9699 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ทาง www.epson.co.th, facebook.com/epsonthailand หรือ LINE Official Account Epson Thailand  

เอปสันยกระดับประสบการณ์ภาพถ่ายในงานเปิดตัว Sony Alpha 7R VI ถ่ายทอดทุกมิติของภาพผ่านเทคโนโลยีการพิมพ์ระดับมืออาชีพ

เอปสันยกระดับประสบการณ์ภาพถ่ายในงานเปิดตัว Sony Alpha 7R VI ถ่ายทอดทุกมิติของภาพผ่านเทคโนโลยีการพิมพ์ระดับมืออาชีพ กรุงเทพฯ – เมื่อเทคโนโลยีการถ่ายภาพความละเอียดสูงผสานเข้ากับเทคโนโลยีการพิมพ์ภาพระดับมืออาชีพ ภาพถ่ายจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนหน้าจอ แต่สามารถถ่ายทอดรายละเอียด สีสัน และอารมณ์ของภาพออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีการพิมพ์ในงานเปิดตัวกล้อง Sony Alpha 7R VI กล้องฟูลเฟรมมิเรอร์เลสความละเอียดสูงรุ่นล่าสุดของโซนี่ ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนสายเทคโนโลยี ช่างภาพ ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เพื่อสัมผัสศักยภาพของเทคโนโลยีการถ่ายภาพและงานพิมพ์คุณภาพระดับมืออาชีพในพื้นที่เดียวกัน โดยเอปสันนำโซลูชันการพิมพ์ภาพคุณภาพระดับมืออาชีพมาถ่ายทอดศักยภาพของกล้องผ่านผลงานภาพถ่ายที่คมชัด สีสันสมจริง และเก็บทุกรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสคุณภาพของภาพถ่ายได้อย่างสมบูรณ์แบบ     ภายในงาน เอปสันร่วมจัดแสดงผลงานภาพถ่ายจากฝีมือช่างภาพคนดัง 3 ท่าน ได้แก่ ธาดา วารีช, อติพจน์ ศรีสุคนธ์ และรชฎ วิสราญกุล ผ่านผลงานภาพถ่ายที่บันทึกด้วยกล้อง Sony Alpha 7R VI และถ่ายทอดสู่ภาพพิมพ์ด้วยโซลูชันการพิมพ์ภาพระดับมืออาชีพของเอปสัน ช่วยถ่ายทอดสีสัน รายละเอียด และมิติของภาพได้อย่างคมชัด สมจริง ทำให้ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสอารมณ์และเรื่องราวที่ช่างภาพต้องการสื่อสารได้ใกล้เคียงกับภาพต้นฉบับมากที่สุด นอกจากการจัดแสดงผลงานภาพถ่ายแล้ว เอปสันยังจัดกิจกรรมพิมพ์ภาพที่ระลึกภายในงาน เพื่อให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสคุณภาพของงานพิมพ์จากภาพถ่ายจริง และเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีการพิมพ์ในการถ่ายทอดรายละเอียดของภาพ ตั้งแต่โทนสี แสง เงา ไปจนถึงพื้นผิวและอารมณ์ของภาพได้อย่างครบถ้วน เสริมประสบการณ์จากการรับชมภาพบนหน้าจอสู่การชื่นชมภาพพิมพ์คุณภาพระดับนิทรรศการภาพถ่าย     ในฐานะผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ภาพถ่ายเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เอปสันมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์ที่สามารถถ่ายทอดคุณภาพของภาพถ่ายได้อย่างเที่ยงตรง เพื่อสนับสนุนการทำงานของช่างภาพ ครีเอเตอร์ และผู้สร้างสรรค์ผลงาน ให้สามารถนำเสนอภาพถ่ายได้อย่างสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของผู้สร้างสรรค์ พร้อมเดินหน้าร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาพถ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีการถ่ายภาพและการพิมพ์เข้าด้วยกัน และยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในทุกมิติ  

Bose S1 Pro+ คุณภาพเสียงชั้นเลิศ สำหรับทุกพื้นที่

คุณภาพเสียงชั้นเลิศ สำหรับทุกพื้นที่ • ลำโพงอเนกประสงค์ เคลื่อนย้ายง่าย หิ้วได้ด้วยมือจับในตัว • มิกเซอร์ 3 แชนเนลในตัว • ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางได้ 4 ตำแหน่ง • ใช้งานได้นานถึง 11 ชั่วโมง • รองรับการสตรีมมิ่งผ่านบลูทู S1 PRO+ ราคาเต็ม 32,400 บาท แบ่งชำระ 0% สบายๆ เพียง 3,240 บาท/เดือน ก็เป็นเจ้าของ ได้แล้ววันนี้ • ให้คุณแบ่งชำระสินค้าอัศวโสภณทุกรุ่นทุกแบรนด์ได้ง่ายๆ  * ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน * เลือกระยะเวลาแบ่งชำระได้เอง 3 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน หรือ 10 เดือน • ที่ร้านอัศวโสภณทุกสาขา Website www.asavasopon.co.th Line: @asavasopon #Asavasopon #อัศวโสภณผู้นำแห่งเทคโนโลยีเครื่องเสียงอัจฉริยะ #boseprofessional #boses1pro #ซื้อboseซื้อที่อัศวโสภณ #ของแท้ต้องอัศวโสภณ    

NAT Audio Single Evo เมื่อเสน่ห์ของแอมป์หลอด Single-Ended ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม

NAT Audio Single Evo  เมื่อเสน่ห์ของแอมป์หลอด Single-Ended ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ในโลกของเครื่องเสียงไฮเอนด์ หากกล่าวถึงแอมป์หลอดแบบ Single-Ended (SE) นักเล่นเครื่องเสียงส่วนใหญ่มักนึกถึงคุณภาพเสียงที่หวานละมุน โปร่ง เป็นธรรมชาติ และถ่ายทอดอารมณ์ดนตรีได้อย่างน่าประทับใจ  แต่ก็มักมีข้อจำกัดด้านกำลังขับ ทำให้ใช้งานได้กับลำโพงเพียงบางประเภท NAT Audio Single Evo จากประเทศเซอร์เบีย คือผลงานที่พยายามก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าว โดยผสานเสน่ห์ของวงจร Single-Ended Class A เข้ากับกำลังขับที่สูงเพียงพอสำหรับลำโพงร่วมสมัย ได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมแนวคิดการออกแบบที่มุ่งลดทุกสิ่งที่อาจบั่นทอนคุณภาพของสัญญาณเสียง ปรัชญาการออกแบบ "Less is More" วิศวกรของ NAT Audio เชื่อว่า "ยิ่งสัญญาณเสียงเดินทางผ่านอุปกรณ์น้อยชิ้นเท่าไร เสียงที่ได้ก็ยิ่งใกล้เคียงต้นฉบับมากขึ้นเท่านั้น" แนวคิดนี้จึงสะท้อนอยู่ในทุกส่วนของ Single Evo ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนอุปกรณ์ในทางเดินสัญญาณ การออกแบบภาคจ่ายไฟ หรือการพัฒนาหม้อแปลงเอาต์พุตขึ้นมาเอง เป้าหมายไม่ใช่การสร้างแอมป์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานมากที่สุด แต่เป็นแอมป์ที่ให้ "เสียงดนตรีที่บริสุทธิ์ที่สุด"     หัวใจของเครื่องหลอดรุ่นนี้คือ GM70 Direct Heated Triode Single Evo เลือกใช้หลอดกำลังสูงเบอร์ GM70 Direct Heated Triode (DHT) หลอดชนิดนี้ได้รับการยอมรับว่าให้บุคลิกเสียงแบบหลอดไตรโอดแท้ๆ แต่สามารถสร้างกำลังขับได้สูงกว่าหลอดยอดนิยมอย่าง 300B หรือ 2A3 หลายเท่าตัว ผลลัพธ์คือทำให้ได้กำลังขับประมาณ 50 วัตต์ต่อข้าง ในระบบ Pure Class A และยังคงบุคลิกเสียงแบบ Single-Ended อย่างครบถ้วน เหตุนี้จึงได้ทั้งความหวาน ความอิ่มของฮาร์โมนิก และพลังในการขับลำโพงที่มากกว่าแอมป์ Single-Ended โดยทั่วไป • Zero Global Feedback  หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ NAT คือ ไม่ใช้ Global Negative Feedback ด้วยการการตัดวงจรป้อนกลับแบบลบออก ช่วยลดผลกระทบต่อเฟสของสัญญาณ และรักษาความเป็นธรรมชาติของเสียง ข้อดีที่ผู้ฟังสัมผัสได้คือรายละเอียดเล็กๆ ที่ปรากฏชัด ให้เวทีเสียงเปิดโล่ง มีไดนามิกตอบสนองเป็นธรรมชาติ เสียงไม่แข็งหรืออึดอัดแม้แต่น้อย  แน่นอนว่าการออกแบบลักษณะนี้ทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยวงจรที่แม่นยำและหม้อแปลงคุณภาพสูง เพื่อควบคุมความเพี้ยนโดยไม่พึ่ง Negative Feedback • Direct-Coupled Signal Path อีกจุดเด่นที่หาได้ยากคือ ตั้งแต่ภาคอินพุตจนถึงภาคขยายกำลังจะออกแบบให้  -    ไม่มี Capacitor Coupling -    ไม่มี Interstage Transformer -    ไม่มี Choke Coupling กล่าวคือสัญญาณเสียงเดินทางแบบ Direct Coupling ให้มากที่สุด ซึ่งจะมีข้อดีคือลดการสูญเสียรายละเอียด ลดการเปลี่ยนเฟสของสัญญาณ สามารถถ่ายทอดทรานเชี๊ยนได้รวดเร็ว ด้วยเสียงที่โปร่งและต่อเนื่อง แนวทางนี้สะท้อนถึงความพิถีพิถันของวิศวกร เพราะการออกแบบ Direct-Coupled มีความซับซ้อนและต้องควบคุมแรงดันไฟฟ้าอย่างละเอียดมาก • Linear Field Output Transformer หม้อแปลงเอาต์พุตคือหัวใจสำคัญของแอมป์หลอด NAT จึงพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองที่เรียกว่า Linear Field Output Transformer แนวคิดคือให้การตอบสนองความถี่คงที่ แม้ลำโพงจะมีอิมพีแดนซ์เปลี่ยนแปลงตลอดช่วงความถี่ก็ตาม ข้อดีคือจะให้เสียงเบสกระชับ ย่านความถี่เสียงกลางเป็นธรรมชาติ พร้อมเสียงแหลมที่ทอดยาว ให้ความสมดุลเสียงไม่เปลี่ยนง่ายเมื่อเปลี่ยนลำโพง ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สร้างชื่อให้กับ NAT Audio มาตลอด • Hybrid Regulated Power Supply แม้วงจรขยายจะดีเพียงใด หากภาคจ่ายไฟไม่มีคุณภาพ ผลลัพธ์ก็ไม่สมบูรณ์ Single Evo จึงใช้หม้อแปลงขนาดประมาณ 630 VA ให้พลังงานสำรองกว่า 300 Joules มีระบบเรกกูเรตหลายภาคในการแยกการจ่ายไฟให้แต่ละวงจร ผลลัพธ์คือพื้นเสียงเงียบ ไดนามิกที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งให้พลังเสียงเต็มอิ่มแม้จะต้องเปิดในระดับที่ดังมากก็ตาม • ระบบ Auto Bias ปัญหาของแอมป์หลอดหลายรุ่นคือผู้ใช้ต้องคอยปรับ Bias ด้วยตนเองแต่ Single Evo ใช้ระบบ Auto Bias จึงมีข้อดีคือไม่ต้องเสียเวลาตั้งค่าเอง ระบบออโตจะช่วยรักษาการทำงานของหลอดให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม ยืดอายุการใช้งานของหลอด และลดความผิดพลาดจากการปรับไบอัสกระแสที่ไม่ถูกต้อง จึงเหมาะทั้งกับผู้เล่นมือใหม่และนักเล่นที่ต้องการความสะดวก • ระบบปรับระดับเสียงคุณภาพสูง แทนที่จะใช้โวลุ่มแบบทั่วไป Single Evo ใช้รูปแบบ Relay Controlled Shunt Attenuator โดยในแต่ละระดับเสียงสัญญาณจะผ่านตัวต้านทานเพียงตัวเดียว ช่วยลดการสูญเสียรายละเอียด และรักษาความสมดุลของเสียงได้ดีกว่าโวลุ่มแบบคาร์บอนหรือแบบฟิล์มทั่วไป Single Evo มีบุคลิกเสียงอันโดดเด่น ด้านเวทีเสียงกว้างและลึก อิมเมจชัดเจน นิ่ง แสดงผลรายละเอียดระดับไมโครโดดเด่น เสียงร้องสมจริง มีตัวตน ฮาร์โมนิกสวยงาม สามารถถ่ายทอดบรรยากาศของห้องบันทึกเสียงได้ดี เบสหนักแน่นกว่าที่คาดว่าเราจะได้จากแอมป์ Single-Ended ให้ความผ่อนคลายในการฟังต่อเนื่องเป็นเวลานาน จุดเด่นไม่ได้อยู่ที่การเร่งเร้าหรือเน้นรายละเอียดจนเกินจริง แต่เป็นการนำเสนอเสียงที่เป็นธรรมชาติ มีความสมดุล และเปิดโอกาสให้ดนตรีถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างเต็มที่ และด้วยกำลังขับประมาณ 50 วัตต์ แบบ Pure Class A ทำให้ Single Evo สามารถขับลำโพงได้หลากหลายกว่าที่หลายคนคาดคิด เป็นแอมป์ที่เหมาะกับลำโพงที่มีความไวปานกลางถึงสูง สามารถจับคู่กับลำโพงไฮเอนด์ร่วมสมัยได้อย่างน่าประทับใจ หากเลือกให้เหมาะสม     NAT Audio Single Evo ไม่ได้โดดเด่นเพียงเพราะเป็นแอมป์หลอดระดับไฮเอ็นด์ แต่เพราะทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ การรักษาความบริสุทธิ์ของสัญญาณเสียงให้มากที่สุด ทุกองค์ประกอบล้วนสะท้อนแนวคิดของ NAT Audio ที่เชื่อว่า "ความเรียบง่ายที่ออกแบบอย่างถูกต้อง คือหนทางสู่คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด" สำหรับนักฟังที่ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ ความลื่นไหลของดนตรี และต้องการสัมผัสเสน่ห์ของแอมป์หลอด Single-Ended โดยไม่ต้องแลกกับข้อจำกัดด้านกำลังขับมากเหมือนในอดีต NAT Audio Single Evo คือผลงานที่น่าศึกษาและน่าฟังอย่างยิ่ง เป็นแอมป์ที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถต่อยอดแนวคิดดั้งเดิมของหลอดสุญญากาศได้อย่างงดงาม ทั้งในด้านวิศวกรรมและในด้านดนตรี สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Sound Box  ชั้น 3 ฟอร์จูน ทาวน์ โทร. 089-920-8297 คุณโจ้ ตัวแทนจำหน่าย HiFi House  โทร. 096-978-7424 คุณเอ็ม HiFi 99 โทร. 081-999-1699 คุณนะ Inter HiFi โทร. 094-124-2732 คุณโมท TSV โทร. 081-657-3397 คุณท็อป Audi Home HiFi โทร. 089-028-7117 คุณตั้ม Audio Mate โทร. 081-869-3613 คุณปัน Turntable One โทร. 084-814-9011 คุณพิทักษ์ MAS HIFI โทร. 081-9820282 คุณมาศ

มหาจักรฉลองครบรอบ 55 ปี มอบโปรโมชันพิเศษ Home Audio แบรนด์ JBL และ Denon ลดสูงสุด 50% พร้อมของแถมและดีลสุดพิเศษ

มหาจักรฉลองครบรอบ 55 ปี มอบโปรโมชันพิเศษ Home Audio  แบรนด์ JBL และ Denon ลดสูงสุด 50% พร้อมของแถมและดีลสุดพิเศษ บริษัท มหาจักร ดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเสียงระดับพรีเมียมชั้นนำของ ประเทศไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 55 ปีในอุตสาหกรรม Audio และ Technology ประกาศโปรโมชันพิเศษภายใต้แคมเปญ "The Journey of Sound Celebration" สำหรับสินค้ากลุ่ม Home Audio จากแบรนด์ JBL และ Denon ลดสูงสุด 50% ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมสินค้ากว่า 80 รุ่น ตั้งแต่ลำโพง Partybox สำหรับงานปาร์ตี้ ไปจนถึงระบบ Home Theater และ Hi-Fi Audio ระดับ Audiophile เพราะทุกช่วงเวลาที่ดีในบ้านควรมีเสียงที่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ รายการสินค้าที่ร่วมรายการมีดังนี้ JBL Partybox: ลำโพงปาร์ตี้สำหรับทุกโอกาส JBL Partybox Encore 2 ราคาปกติ 19,900  ราคาโปรโมชัน 17,910 บาท JBL Partybox Encore Essential 2 * ราคาปกติ 14,900  ราคาโปรโมชัน 13,410 บาท JBL Partybox Club 120 ราคาปกติ 18,900  ราคาโปรโมชัน 17,010 บาท JBL Partybox Stage 320 ราคาปกติ 25,900  ราคาโปรโมชัน 23,310 บาท JBL Partybox 520 * ราคาปกติ 32,900  ราคาโปรโมชัน 29,610 บาท JBL Partybox 720 * ราคาปกติ 39,900  ราคาโปรโมชัน 35,910 บาท JBL Partybox Ultimate * ราคาปกติ 59,900  ราคาโปรโมชัน 53,910 บาท * ซื้อ JBL Partybox Encore Essential 2, Partybox 520, Partybox 720 และ Partybox Ultimate รับฟรีไมโครโฟน JBL PBM100 (มูลค่า 1,790 บาท) JBL Party Light: ไฟเอฟเฟกต์สร้างบรรยากาศ JBL Party Light Stick ราคาปกติ 4,590  ราคาโปรโมชัน 4,131 บาท JBL Party Light Beam ราคาปกติ 5,990  ราคาโปรโมชัน 5,391 บาท JBL Microphone: ไมโครโฟนไร้สายคุณภาพสูง JBL Wireless Microphone ราคาปกติ 3,990  ราคาโปรโมชัน 3,791 บาท JBL PBM Wireless Microphone ราคาปกติ 4,990  ราคาโปรโมชัน 4,741 บาท JBL Soundbar: เสียงระดับโรงภาพยนตร์ในบ้านคุณ JBL Bar 9.1 ราคาปกติ 27,900  ราคาโปรโมชัน 19,900 บาท JBL Bar 300 ** ราคาปกติ 16,900  ราคาโปรโมชัน 10,985 บาท JBL Bar 500 ** ราคาปกติ 22,900  ราคาโปรโมชัน 14,885 บาท JBL Bar 800 ** ราคาปกติ 29,900  ราคาโปรโมชัน 19,435 บาท JBL Bar 1000 ** ราคาปกติ 35,900  ราคาโปรโมชัน 23,335 บาท JBL Bar 1300 ** ราคาปกติ 49,900  ราคาโปรโมชัน 32,435 บาท JBL Bar 300 MK2 ราคาปกติ 16,900  ราคาโปรโมชัน 16,055 บาท JBL Bar 500 MK2 ราคาปกติ 23,900  ราคาโปรโมชัน 22,705 บาท JBL Bar 800 MK2 ราคาปกติ 32,900  ราคาโปรโมชัน 31,255 บาท JBL Bar 1000 MK2 ราคาปกติ 39,900  ราคาโปรโมชัน 37,905 บาท JBL Bar 1300 MK2 ราคาปกติ 59,900  ราคาโปรโมชัน 56,905 บาท **จำนวนจำกัด 55 เครื่องตลอดแคมเปญ Harman Kardon Enchant: Soundbar Premium ดีไซน์เหนือระดับ Harman Kardon Enchant 900 ราคาปกติ 21,900  ราคาโปรโมชัน 19,710 บาท Harman Kardon Enchant Sub 2 ราคาปกติ 15,900  ราคาโปรโมชัน 14,310 บาท Harman Kardon Enchant 1100 ราคาปกติ 29,900  ราคาโปรโมชัน 26,910 บาท Harman Kardon Enchant Speaker ราคาปกติ 9,900  ราคาโปรโมชัน 8,910 บาท Denon Soundbar: เสียงอิมเมอร์ซีฟระดับพรีเมียม Denon DHT-S218    ราคาปกติ 29,900  ราคาโปรโมชัน 13,455 บาท Denon HEOS Sub + HEOS Bar (แพ็คคู่) ราคาปกติ 58,800  ราคาโปรโมชัน 30,000 บาท Denon Heos: ระบบเสียงไร้สายอัจฉริยะ 55 เครื่องแรก ลด 50% Denon Heos 5 HS2 (Black/White) ราคาปกติ 16,900  ราคาโปรโมชัน 8,450 บาท Denon Heos 7 HS2 (Black/White) ราคาปกติ 22,900  ราคาโปรโมชัน 11,450 บาท **จำกัด 55 เครื่องตลอดแคมเปญ Denon Home Speakers: ลำโพง Multiroom ระดับ Hi-Fi 55 เครื่องแรก ลด 25% Denon Home 150 — Black/White (NV) ราคาปกติ 8,590  ราคาโปรโมชัน 6,443 บาท Denon Home 150 — Black/White ราคาปกติ 9,900  ราคาโปรโมชัน 7,425 บาท Denon Home 250 — Black/White ราคาปกติ 15,900  ราคาโปรโมชัน 11,925 บาท Denon Home 350 — Black/White ราคาปกติ 19,900  ราคาโปรโมชัน 14,925 บาท Denon Home SB550E ราคาปกติ 28,900  ราคาโปรโมชัน 26,010 บาท Denon Home Amp ราคาปกติ 19,900  ราคาโปรโมชัน 17,910 บาท Denon Home Sub ราคาปกติ 22,900  ราคาโปรโมชัน 20,610 บาท Denon Home Special Set ราคาปกติ 68,980  ราคาโปรโมชัน 56,900 บาท **จำกัด 55 เครื่องตลอดแคมเปญสำหรับบางรุ่น Denon AV Receiver: หัวใจของระบบ Home Theater** 55 เครื่องแรก ลดสูงสุด 25% Denon AVCX8500H ราคาปกติ 179,000  ราคาโปรโมชัน 152,150 บาท Denon AVCX6700H ราคาปกติ 96,900  ราคาโปรโมชัน 77,520 บาท Denon AVRX250BT ราคาปกติ 12,900  ราคาโปรโมชัน 10,965 บาท Denon AVRX580BT ราคาปกติ 19,900  ราคาโปรโมชัน 16,915 บาท Denon AVRX1800H ** ราคาปกติ 28,900  ราคาโปรโมชัน 21,675 บาท Denon AVRX2800H ** ราคาปกติ 39,900  ราคาโปรโมชัน 29,925 บาท Denon AVCX3800H ** ราคาปกติ 55,900  ราคาโปรโมชัน 41,925 บาท Denon AVCX4800H ** ราคาปกติ 84,900  ราคาโปรโมชัน 63,675 บาท Denon AVCX6800H ** ราคาปกติ 98,900  ราคาโปรโมชัน 74,175 บาท **จำนวนจำกัด 55 เครื่องตลอดแคมเปญ Home Theater Set: ระบบ Home Theater ครบชุด  Premium Stage HD 5 ราคาปกติ 65,900  ราคาโปรโมชัน 56,015 บาท Premium Stage HD 6 ราคาปกติ 66,900  ราคาโปรโมชัน 56,865 บาท Classic Espresso ราคาปกติ 129,000  ราคาโปรโมชัน 96,750 บาท Atmos Classic Espresso ราคาปกติ 169,000  ราคาโปรโมชัน 126,750 บาท Premium Espresso ราคาปกติ 199,000  ราคาโปรโมชัน 149,250 บาท Atmos Premium Espresso ราคาปกติ 219,000  ราคาโปรโมชัน 164,250 บาท Classic Latte ราคาปกติ 129,000  ราคาโปรโมชัน 96,750 บาท Atmos Classic Latte ราคาปกติ 169,000  ราคาโปรโมชัน 126,750 บาท Premium Latte ราคาปกติ 199,000  ราคาโปรโมชัน 149,250 บาท Atmos Premium Latte ราคาปกติ 219,000  ราคาโปรโมชัน 164,250 บาท Double Espresso ราคาปกติ 129,000  ราคาโปรโมชัน 96,750 บาท Atmos Double Espresso 1 ราคาปกติ 149,000  ราคาโปรโมชัน 111,750 บาท Atmos Double Espresso 2 ราคาปกติ 189,000  ราคาโปรโมชัน 141,750 บาท Atmos Double Espresso 3 ราคาปกติ 219,000  ราคาโปรโมชัน 164,250 บาท A/V Compact Set 1 ราคาปกติ 21,900  ราคาโปรโมชัน 18,615 บาท A/V Compact HD Set 3 ราคาปกติ 24,900  ราคาโปรโมชัน    21,165 บาท JBL Classic Series: ลำโพง Hi-Fi มรดกแห่งเสียงระดับตำนาน JBL L52 Classic (Orange/Blue/Black) ราคาปกติ 39,900  ราคาโปรโมชัน 35,910 บาท JBL L82 Classic (Black) ราคาปกติ 89,900  ราคาโปรโมชัน 80,910 บาท JBL L82 MK2 (Black/Orange) ราคาปกติ 89,900  ราคาโปรโมชัน 80,910 บาท JBL L100 Classic (Blue) ราคาปกติ 179,000  ราคาโปรโมชัน 161,100 บาท JBL L100 MK2 (Orange/Blue/Black) ราคาปกติ 179,000  ราคาโปรโมชัน 161,100 บาท JBL L75ms ราคาปกติ 59,900  ราคาโปรโมชัน 53,910 บาท JBL Classic Set & Hi-Fi System Classic 100 (Black/Blue/Orange) ราคาปกติ 239,000  ราคาโปรโมชัน 215,100 บาท Modern Tage Set 4 (Black/Blue/Orange) ราคาปกติ 49,900  ราคาโปรโมชัน 44,910 บาท Modern Tage Set 1 ราคาปกติ 39,900  ราคาโปรโมชัน 35,910 บาท Hi-Fi Classic 1 (Black/Orange) ราคาปกติ 119,000  ราคาโปรโมชัน 107,100 บาท JBL Studio Monitor JBL 4312M II BK ราคาปกติ 29,900  ราคาโปรโมชัน 26,910 บาท JBL 4305P ราคาปกติ 95,900  ราคาโปรโมชัน 86,310 บาท JBL 4329P ราคาปกติ 159,000  ราคาโปรโมชัน 143,100 บาท JBL 4349 ราคาปกติ 259,000  ราคาโปรโมชัน 233,100 บาท Integrated Amplifier Denon PMA900HNE ราคาปกติ 35,900  ราคาโปรโมชัน 32,310 บาท JBL SA550 ราคาปกติ 72,900  ราคาโปรโมชัน 69,255 บาท JBL SA750 ราคาปกติ 79,900  ราคาโปรโมชัน 75,905 บาท JBL TT350 ราคาปกติ 37,900  ราคาโปรโมชัน 34,110 บาท Turntable & Player: สัมผัสเสียงแผ่นเสียงในแบบอนาล็อก Denon DP400 (Black/White) ราคาปกติ 19,900  ราคาโปรโมชัน 17,910 บาท Denon DP450USB (Black/White) ราคาปกติ 25,900  ราคาโปรโมชัน 23,310 บาท Denon DP3000NE ราคาปกติ 75,900  ราคาโปรโมชัน 72,105 บาท Denon DNP800NE ราคาปกติ 19,900  ราคาโปรโมชัน 17,910 บาท Denon DN-P2000NE ราคาปกติ 55,900  ราคาโปรโมชัน 50,310 บาท Denon DCD50SP ราคาปกติ 17,900  ราคาโปรโมชัน 16,110 บาท Denon DCD1600NE ราคาปกติ 55,900  ราคาโปรโมชัน 50,310 บาท Denon DCD900NE ราคาปกติ 19,900  ราคาโปรโมชัน 17,910 บาท JBL MP350 ราคาปกติ 35,900  ราคาโปรโมชัน 32,310 บาท ของแถมพิเศษ Mahajak 55th Anniversary Edition เงื่อนไข     เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการครบ 25,555 บาท*  รับฟรี Mahajak 55th Anniversary Gift (มูลค่า 755 บาท) เมื่อซื้อสินค้า JBL Partybox Encore Essential 2, 520, 720 หรือ Ultimate  รับฟรี ไมโครโฟน JBL PBM100 (มูลค่า 1,790 บาท) * เฉพาะสินค้ากลุ่ม Home Theater, Luxury Audio และ Denon Home เท่านั้น หาซื้อได้แล้วที่ Showroom Mahajak ทุกสาขา, Soundcity ทุกสาขา, ร้าน SOUNDLAB, ตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศหรือช้อปออนไลน์ได้ที่ :  JBL Partybox >> https://www.mahajak.com/mega-campaign/jbl-partybox.html JBL Home Audio >> https://www.mahajak.com/mega-campaign/home-audio.html Denon >> https://www.mahajak.com/mega-campaign/denon-homeaudio.html เงื่อนไขโปรโมชันและการรับของแถม •    ระยะเวลาโปรโมชัน 5 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2569 •    โปรโมชันนี้เฉพาะสินค้า JBL Home Audio, JBL Partybox และ Denon ที่ร่วมรายการเท่านั้น •    ราคาสินค้าโปรโมชันรวม VAT 7% แล้ว •    ลูกค้าลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถม ผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น โดยจะต้องลงทะเบียนรับประกันก่อน ระบบจะให้เลือกลงทะเบียนรับของแถมเพิ่มเติมในขั้นตอนถัดไป •    สามารถลงทะเบียนรับของแถมได้ตั้งแต่ 5 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569 เท่านั้น (ใบเสร็จต้องซื้อสินค้าภายในวันที่ 5 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2569) •    ขอสงวนสิทธิ์การรับของแถม เฉพาะลูกค้าที่ลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถมผ่าน Line @Mahajakplus เท่านั้น กรณีลงทะเบียนรับประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับของแถมได้ •    สิทธิ์รับของแถม 1 รายการ ต่อ 1 ใบเสร็จ เท่านั้น •    สินค้าของแถมไม่สามารถเลือกสีหรือรุ่นได้ และมีจำนวนจำกัด •    สินค้าของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ •    ไม่สามารถลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถมหลังจากหมดเขตโปรโมชันในทุกกรณี •    ลูกค้าสามารถรับของแถมหน้าร้านได้ทันที เมื่อซื้อที่โชว์รูมมหาจักรทุกสาขา และร้าน Sound City by Mahajak •    กรณีสั่งซื้อออนไลน์ ของแถมจัดส่งภายใน 30 วันทำการ (ไม่รวมวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ทางไปรษณีย์ •    บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง/ยกเลิกเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า •    สอบถามข้อมูลโปรโมชันและของแถมเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1516 หรือ Line @Mahajakstore สามารถติดตามข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Facebook/Instagram : Mahajak Living, JBL Thailand Tiktok : Mahajak family, JBL Thailand Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th    

JBL เปิดตัว L100 Classic 80 Limited Edition ฉลองครบรอบ 80 ปีแห่งมาตรฐานเสียงระดับโลก

JBL เปิดตัว L100 Classic 80 Limited Edition ฉลองครบรอบ 80 ปีแห่งมาตรฐานเสียงระดับโลก ในฐานะส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบ 80 ปีระดับโลก JBL ประกาศเปิดตัว L100 Classic 80 ลำโพง Limited Edition ที่ถ่ายทอดมรดกแห่งแปดทศวรรษของนวัตกรรมเสียง ความเป็นเลิศด้านวิศวกรรม และสิ่งที่ JBL สร้างให้กับวงการดนตรีโลก JBL L100 Classic 80th Anniversary Edition A LEGEND IS REBORN 80 ปีของ JBL คือการเดินทางของเสียงดนตรีผ่านหลายยุคสมัย ตั้งแต่แผ่นเสียง เทปคาสเซ็ต จนถึงโลกดิจิทัลในวันนี้ และถ้าพูดถึงลำโพงที่กลายเป็นภาพจำของยุคทองนั้น ชื่อของ JBL L100 คงเป็นหนึ่งในรุ่นที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรก เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี ตำนานบทนี้จึงกลับมาอีกครั้งในรูปแบบ Limited Edition ภายใต้ชื่อ "JBL L100 Classic 80th Anniversary Edition" — ส่วนหนึ่งของ Collection พิเศษที่ JBL จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งการฉลองครั้งยิ่งใหญ่นี้โดยเฉพาะ     ความพิเศษของรุ่นนี้อยู่ที่หน้ากากโฟม Quadrex สีน้ำตาลเฉดสีใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของ L100 ให้มู้ดวินเทจที่ลึกและอบอุ่นยิ่งขึ้น ด้านหลังเครื่องมาพร้อมแผ่นโลหะระบุ Pair Number เฉพาะตัว พร้อมลายเซ็นของวิศวกรผู้ออกแบบระบบ รายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้ลำโพงคู่นี้ไม่ใช่แค่รุ่นพิเศษ แต่เป็นชิ้นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เครื่องเสียง ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 800 คู่ทั่วโลก และมีเพียง 15 คู่ในประเทศไทยเท่านั้น ตำนานที่ไม่เคยจางหาย นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในยุค 1970s ลำโพง JBL L100 ได้กลายเป็นหนึ่งในลำโพงที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ JBL เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของยุคสมัยและจุดเริ่มต้นของ High-Performance Home Audio L100 Classic 80 จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นการยกย่องมรดกนั้น ในขณะเดียวกันก็นำเสนอคุณภาพเสียง วัสดุ และมาตรฐานการผลิตที่ก้าวหน้าตามแบบฉบับ JBL ในยุคปัจจุบัน "JBL L100 ไม่ได้เป็นแค่ลำโพง แต่คือสัญลักษณ์ของบทบาท JBL ในการกำหนดวิธีที่ผู้คนสัมผัสดนตรีในบ้าน L100 Classic 80 คือการเชิดชูมรดกนั้น พร้อมสะท้อนมาตรฐานวิศวกรรมและความคาดหวังในการรับฟังในยุคนี้ มันคือการฉลองทั้งสิ่งที่เราเคยเป็น และก้าวที่เราได้เดินมา" — Jim Garrett, Senior Director, Product Strategy and Planning, HARMAN Luxury Audio         ดีไซน์ที่บอกเล่าเรื่องราว L100 Classic 80 โดดเด่นด้วยการตกแต่งด้วย Natural Oak Wood Veneer อันงดงาม คู่กับ Brown Quadrex Foam Grille สไตล์ Vintage ที่ประดับโลโก้ JBL สีทองและดำอย่างลงตัว ตัวลำโพงยังมาพร้อม Woofer ขนาด 12 นิ้ว กรวยสีดำ ที่เลือกมาเพื่อเสริมความงามของ Oak Finish โดยเฉพาะ รวมถึง Black Satin Wood Baffle Frame และ Anniversary Edition Badging ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ L100 Classic 80 เป็นได้ทั้งงานศิลป์และลำโพง High-Performance ในชิ้นเดียวกัน คุณภาพเสียงระดับ High-Performance L100 Classic 80 คือลำโพง 3-Way Bookshelf ขนาด 12 นิ้ว ที่ออกแบบมาเพื่อการให้เสียง Stereo ที่ทรงพลังและครบมิติ ประกอบด้วย ●    Woofer แบบ Cast-Frame Pure Pulp Cone ขนาด 12 นิ้ว พร้อมระบบ Front-Firing Bass-Reflex ●    Midrange Driver Pure Pulp Cone เคลือบ Polymer ขนาด 5.25 นิ้ว ●    Tweeter Titanium Dome ขนาด 1 นิ้ว พร้อม Acoustic Lens Waveguide ของ JBL ●    Attenuator ปรับระดับ Mid และ High Frequency ได้จากแผงหน้าลำโพง เพื่อให้ผู้ใช้ Fine-tune เสียงให้เข้ากับห้องและรสนิยมส่วนตัว รองรับการใช้งานในรูปแบบ Bi-wire และ Bi-amp ผ่าน Gold-Plated Binding Posts คู่ พร้อม Impedance 4 โอห์มที่เป็นมิตรกับแอมป์หลากหลายรุ่น Collector's Edition ที่แท้จริง L100 Classic 80 ถูกผลิตเพียง 800 คู่เท่านั้นทั่วโลก และมีเพียง 15 คู่ในประเทศไทย โดยแต่ละคู่มาพร้อมป้ายหมายเลขเฉพาะที่ระบุลายเซ็นของ Chris Hagen วิศวกรหลักของระบบนี้ ทุกชุดจัดส่งมาพร้อม JS-150 Speaker Stands และบรรจุในกล่องไม้พิเศษที่ออกแบบมาอย่างประณีต สะท้อนถึงคุณค่าและความเอกลักษณ์ของ Anniversary Edition อย่างแท้จริง ราคาและช่องทางจำหน่าย JBL L100 Classic 80 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ JBL Thailand, Mahajak และร้านที่ร่วมรายการทั่วประเทศ (จำนวนจำกัด) ในราคา 250,000 บาท ต่อคู่ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.JBLThailand.com Facebook / Instagram / TikTok: JBLThailand แฮชแท็กอย่างเป็นทางการ: #JBL    

เอปสัน ผนึก All Thailand Golf Tour เสริมพลังวงการกอล์ฟไทยด้วยเทคโนโลยีระดับโลก

เอปสัน ผนึก All Thailand Golf Tour  เสริมพลังวงการกอล์ฟไทยด้วยเทคโนโลยีระดับโลก เอปสัน ประเทศไทย ร่วมเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันกอล์ฟอาชีพรายการ All Thailand Golf Tour ในฐานะ Official Office Equipment & Supplies พร้อมนำเทคโนโลยีด้านการพิมพ์และโซลูชันสำหรับองค์กรเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานภายในสนามแข่งขัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความคล่องตัวในการจัดการแข่งขันระดับอาชีพ พร้อมสะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืนผ่านการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม All Thailand Golf Tour ถือเป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนต์กอล์ฟอาชีพหลักของประเทศไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานักกอล์ฟไทยและยกระดับมาตรฐานการแข่งขันสู่ระดับนานาชาติ โดยมีบริษัท สปอร์ต แมนเนจเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้จัดการแข่งขัน       นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวย การบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอปสันมีนโยบายในการสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬาอย่างต่อเนื่องในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล มอเตอร์สปอร์ต หรือกีฬากอล์ฟ โดยก่อนหน้านี้เอปสันเคยร่วมสนับสนุนการแข่งขัน Honda LPGA Thailand มาแล้ว และสำหรับ All Thailand Golf Tour ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญของวงการกอล์ฟไทย ที่ช่วยพัฒนานักกีฬาไทยและยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในประเทศ กีฬากอล์ฟสะท้อนแนวคิดที่สอดคล้องกับเอปสัน ทั้งเรื่องความแม่นยำ ความสม่ำเสมอ และสมาธิ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับที่เราให้ความ สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของบริษัท การเข้ามาสนับสนุนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่เอปสันจะได้มีส่วนร่วมสนับสนุนวงการกีฬาไทย พร้อมนำเทคโนโลยีของเอปสันเข้ามาช่วยสนับสนุนการจัดการแข่งขันให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ”  ในการแข่งขันครั้งนี้ เอปสันได้นำเครื่องพิมพ์ Epson WorkForce C579R และ Epson EcoTank L15150 เข้ามาสนับสนุนการทำงานของทีมจัดการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เอกสารการแข่งขัน สกอร์การ์ด ตารางการแข่งขัน และเอกสารด้านการจัดการต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยความถูกต้อง รวดเร็ว และความพร้อมใช้งานตลอดเวลา โดยเครื่องพิมพ์ที่นำมาใช้ยังใช้เทคโนโลยี Heat-Free Technology ที่ช่วยลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดด้านความยั่งยืนของทั้งเอปสันและพันธมิตรผู้จัดการแข่งขัน ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม      นอกเหนือจากโซลูชันด้านการพิมพ์ เอปสันยังมีเทคโนโลยีด้านการฉายภาพที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจกอล์ฟและการฝึกซ้อมกีฬาได้ เช่น Epson Laser Projector สำหรับระบบ Golf Simulator ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มสนามกอล์ฟและศูนย์ฝึกซ้อมแบบ Indoor Golf โดยสามารถฉายภาพสนามกอล์ฟเสมือนจริงได้อย่างคมชัด สีสันสมจริง และรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ “เอปสันมองว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับทั้งการจัดการแข่งขัน การฝึกซ้อมของนักกีฬา และประสบการณ์ของผู้ชมกีฬาไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจด้านกอล์ฟและการสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ในอนาคต” นายยรรยง กล่าวทิ้งท้าย  

JBL BandBox: แอมป์และลำโพงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ล่าสุด

JBL BandBox: แอมป์และลำโพงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ล่าสุด  ด้วยเทคโนโลยีแยกเสียงร้องและเครื่องดนตรี AI BandBox เพื่อนักดนตรีตัวจริง  JBL เขียนตำนานบทใหม่ให้กับวงการดนตรีอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว JBL BandBox แอมป์ซ้อมดนตรีอัจฉริยะและลำโพงพกพาที่ขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยี AI ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ทั้งนักดนตรีมือใหม่และมืออาชีพ JBL BandBox Solo และ JBL BandBox Trio รุ่นใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยี AI แยก เสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีแบบเรียลไทม์พร้อมเสียงคุณภาพตามแบบฉบับของ JBL รวมถึงเอฟเฟกต์และเครื่องมือซ้อมครบครัน ด้วยลำโพงพกพาที่พกไปได้ ทุกที่อย่างอิสระ และฟีเจอร์ระดับมืออาชีพที่ออกแบบมาเพื่อศิลปิน Bandbox ทำให้คุณสามารถซ้อม เล่น และสร้างสรรค์เพลง ได้ทุกที่เมื่อต้องการ  เทคโนโลยีแยกเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีขับเคลื่อนด้วย AI  หัวใจสำคัญของ BandBox คือเทคโนโลยี Stem AI เทคโนโลยีแยกเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีอัจฉริยะ ที่จะทำให้คุณแยก หรือตัดเสียงร้อง เสียงกีตาร์หรือ เสียงกลอง ได้แบบเรียลไทม์จากเพลงใดก็ได้โดยตรงบนอุปกรณ์ ไม่ว่าคุณจะฝึกเล่นเพลงคนเดียว ซ้อมกับเพื่อนๆ หรือสร้างสรรค์ดนตรีจากเพลงโปรด BandBox ช่วยให้คุณสร้าง backing track จากทุกเพลงได้อย่างง่ายดาย ด้วยการแยกเสียงแบบเรียลไทม์ของระบบ AI Stem ทำให้นักดนตรีสามารถจัดการ และปรับแต่งการซ้อมได้อย่างเหนือชั้น มากกว่าการเล่นดนตรีไปพร้อมกับเพลงโปรดของคุณ คือการที่คุณสามารถให้ทุกโน้ตที่ซ้อมเป็นส่วนหนึ่งของมิกซ์พร้อม backing track ที่ใช่มาซัพพอร์ตเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเล่นดนตรีให้มากกว่าที่เคย  พลังเสียงอันโดดเด่นจาก JBL ที่พกพาได้ทุกที่  ด้วยเสียงทรงพลังที่กว้างและสมดุลเต็มอิ่มสำหรับทั้งผู้เล่นและผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นช่วงซ้อมหรือการแสดงจริง JBL BandBox สามารถมอบคุณภาพเสียงที่ครบทุกมิติ ทั้งแหลมใส กลางชัด และเบสที่แน่นลึก เติมเต็มทุกช่วงเวลาการซ้อมของคุณ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่ไหนก็ตาม      ดีไซน์มาเพื่อนักดนตรีตัวจริง: BandBox Solo  JBL BandBox Solo ถูกพัฒนามาสำหรับนักดนตรีที่ต้องการยกระดับการซ้อมให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องสูญเสียคุณภาพเสียงหรือความคิดสร้างสรรค์ของผู้ใช้ถึงแม้ว่า Solo จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มาพร้อมกับฟังก์ชันที่ครบเครื่อง สามารถใช้เชื่อมต่อ เล่น และสร้างสรรค์เสียงดนตรีในแบบฉบับของคุณ ได้อย่างง่ายดาย        JBL Bandbox Solo มาพร้อมกับช่องอินพุตสำหรับกีตาร์หรือไมโครโฟนหนึ่งช่อง ตอบโจทย์มือกีตาร์ นักร้อง นักแต่งเพลง คนที่เล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก หรือสายเล่นดนตรีที่อยากจัดเซ็ตซ้อมแบบมินิมอล ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย เพียงเปิดเพลงโปรดของคุณแล้วใช้ฟังก์ชัน Stem AI ช่วยแยกหรือปรับลดเสียงของ แต่ละองค์ประกอบในเพลงได้ตามต้องการ ตัดเสียงกีตาร์ออก แล้วแสดงฝีมือของคุณไปพร้อมกับเพลงต้นฉบับได้อย่างลงตัว  สนุกกับฟีเจอร์อีกมากมาย ผ่านแอป JBL ONE สามารถปรับแต่งโมเดลให้เข้ากับอารมณ์ของคุณ ทั้งแบบวินเทจและโมเดิร์น พร้อมเพลิดเพลินกับเอฟเฟกต์สุดคลาสสิกอย่าง Phaser, Chorus และ Reverb โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ภายนอกเพิ่มเติม เลือกเสียงจากพรีเซ็ตที่มีให้หรือออกแบบเสียงของคุณเองเพื่อสไตล์ที่ไม่ซ้ำใครได้อย่างง่ายดาย Looper ในตัวช่วยสร้างเลเยอร์จังหวะและโซโล่ได้อย่างมีเอกลักษณ์ ขณะที่ Pitch shifter และ Tuner ทำให้โน๊ตทุกตัวตรงคีย์และจังหวะอย่างแม่นยำ แอปที่ออกแบบอย่างล้ำสมัย  ทุกฟีเจอร์จึงพร้อมใช้งานโดยไม่ต้องมีความรู้เชิงเทคนิคลึก Bandbox Solo คือเพื่อนคู่ใจขนาดพกพาสุดทรงพลังที่พร้อมใช้งานทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าคุณจะซ้อมอยู่ในห้องนอน โรงรถ หรือเขียนเพลงอยู่ที่สวนสาธารณะก็ตาม      รองรับการเล่นเป็นวงและการแสดงสด: BandBox Trio  ในขณะที่ Bandbox Solo สร้างสรรค์มาเพื่อใช้งานส่วนบุคคล BandBox Trio ต่อยอดด้วยการเพิ่มฟีเจอร์สำหรับการใช้งานเป็นกลุ่ม BandBox Trio ประกอบไปด้วยช่องอินพุตสำหรับต่อเครื่องดนตรีสี่ช่อง เหมาะสำหรับการใช้งานภายในวงดนตรีเล็กๆ การเล่นร่วมกัน หรือเล่นเป็นคู่ มิกเซอร์สี่ช่อง ตัวช่วยให้คุณปรับระดับเสียง ปรับโทน และใส่เอฟเฟกต์จากลำโพงได้โดยตรง อำนวยความสะดวกในการใช้งานและปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ  เพียงสับเปลี่ยน Power Packs ก็สามารถยืดเวลาการใช้งานได้ โดย BandBox Trio มาพร้อมแบตเตอรี่ที่สามารถเปลี่ยนได้เหมาะสำหรับการซ้อมหรือเล่นร่วม กันเป็นกลุ่ม นอกจากนี้ยังมาพร้อมปุ่มควบคุมบนตัวเครื่อง ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเสียงได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องพึ่งแอป  เสียงจากผู้บริหาร "JBL BandBox ออกแบบมาด้วยเป้าหมายเดียว นั่นคือการตอบสนองทุกความต้องการของนักดนตรีอย่างแท้จริง และผสานเข้ากับเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด และนี่คือผลลัพธ์! JBL BandBox คือลำโพงตัวแรกในโลกที่มี Stem AI Algorithm อันล้ำสมัยอยู่ภายในตัวเครื่อง เทคโนโลยีนี้สามารถแยกและตัดเสียงร้องหรือเครื่องดนตรีออกจากเพลงใดก็ได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ตหรือ Cloud เลย นี่คือการก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้การซ้อม การพัฒนาฝีมือ และการแจมกับเพื่อนหรือเดี่ยวๆ ง่ายกว่าที่เคยคิดไว้" — เกรซ โก, General Manager and Vice President, Consumer Audio, Harman Asia Pacific ทั้ง JBL BandBox Solo และ JBL BandBox Trio วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  โดย JBL Bandbox Solo ราคา 9,900 บาท และ JBL Bandbox Trio ราคา 26,900 บาท    ฟีเจอร์ของ JBL BandBox Solo:  ● Stem AI แยกเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีจากทุกแหล่งที่มาของเพลงแบบเรียลไทม์  ● คุณภาพเสียงระดับ JBL Sound ที่ทรงพลังด้วยกำลังขับ RMS 18 วัตต์และดอกลำโพงที่ให้เสียงอะคูสติกแบบ full-range  ● เอฟเฟกต์กีตาร์และโมเดลแอมป์  ● เครื่องมือช่วยซ้อมในตัว: Tuner, metronome, looper และ drum machine  ● เชื่อมต่อกับหูฟังแบบสาย ทำให้ฝึกซ้อมได้แบบส่วนตัว  ● สามารถปรับใช้งานฟีเจอร์ซ้อมในตัวได้อย่างครบครัน เทคโนโลยี Stem AI แยกเสียงแบบเรียลไทม์พร้อมการควบคุมเสียงผ่านแอป JBL One application  ● เชื่อมต่อกับ มือถือ และแลปท็อป ผ่านพอร์ต USB-C เพื่ออัดเสียงเข้าสู่โปรแกรมทำเพลงได้โดยตรง  ● จอ LED พิกเซลขนาดใหญ่บนตัวเครื่องสามารถเปิดใช้งาน ช่วยให้ปรับเครื่องมือ โมเดลแอมป์และเอฟเฟกต์ได้อย่างสะดวก  ● สามารถใช้เป็นลำโพงไร้สายเพื่อเพลิดเพลินกับเพลงจากทุกอุปกรณ์ Bluetooth    ฟีเจอร์ของ JBL BandBox Trio:  ● Stem AI แยกเสียง Vocal และเสียงเครื่องดนตรีจากทุกแหล่งที่มาของเพลง แบบเรียลไทม์  ● กำลังขับทรงพลังถึง 135 วัตต์ด้วยคุณภาพเสียงระดับ JBL Sound ที่มาพร้อมกับ ดอกลำโพง woofer 1 ดอก ขนาด 1 x 6.5” และ tweeters ขนาด 2 x 2.5”จำนวน 2 ดอก  ● เอฟเฟกต์กีตาร์และโมเดลแอมป์  ● เอฟเฟกต์ไมโครโฟน พร้อมฟังก์ชัน Reverb และ Delay ในตัว ช่วยให้เสียงร้องออกมามืออาชีพโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม  ● มิกเซอร์ 4 แชนเนลในตัวเครื่อง  ● เครื่องมือช่วยซ้อมในตัว: Tuner, Metronome, Looper และ Drum machine  ● ใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 10 ชั่วโมง พร้อมแบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้  ● หน้าจอและอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ทำให้เข้าถึงการควบคุมได้อย่างทันใจ  ● สามารถปรับใช้งานฟีเจอร์ซ้อมในตัวได้อย่างครบครัน เทคโนโลยี Stem AI แยกเสียงแบบเรียลไทม์พร้อมการควบคุมเสียงผ่านแอป JBL One application  ● เชื่อมต่อกับมือถือ และแลปท็อป ผ่านพอร์ต USB-C เพื่ออัดเสียงเข้าสู่โปรแกรมทำเพลงได้โดยตรง  ● จอ LCD สีขนาดใหญ่ในตัวสามารถเปิดใช้งาน ช่วยให้ปรับเครื่องมือ โมเดลแอมป์และเอฟเฟกต์ได้อย่างสะดวก  ● ยังสามารถใช้เป็น ลำโพง Monitor พร้อมเชื่อมต่อกับลำโพงใดก็ได้เพื่อขยายเสียงได้ตามต้องการ สามารถติดตามข้อมูลของ JBL ทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียได้ที่:  ● เว็บไซต์: JBLThailand.com  ● Facebook: JBLThailand ● Instagram: JBLThailand  ● TikTok: JBLThailand ● แฮชแท็กอย่างเป็นทางการ: #JBL   

โซนี่ไทย ขยายไลน์อัปเกมมิ่งเกียร์ เปิดตัว INZONE H6 Air หูฟัง Open-back รุ่นใหม่

โซนี่ไทย ขยายไลน์อัปเกมมิ่งเกียร์ เปิดตัว INZONE H6 Air หูฟัง Open-back รุ่นใหม่ เจาะกลุ่มเกมเมอร์สาย RPG/Adventure ยกระดับประสบการณ์เสียงสมจริงเสมือนอยู่ในโลกเกม  (กรุงเทพฯ, 5 พฤษภาคม 2569) – บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้าขยายไลน์อัปอุปกรณ์เกมมิ่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุด “INZONE H6 Air” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เกมเมอร์ยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือระดับยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมประสบการณ์เสียงที่สมจริงและโอบล้อมรอบทิศทาง ด้วยโครงสร้างแบบ Open-back ผสานไดรเวอร์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะรุ่น ช่วยให้ถ่ายทอดรายละเอียดเสียงได้อย่างมีมิติสมจริง พร้อมให้เสียงเบสที่ลึกและหนักแน่น INZONE H6 Air – เสียงคมชัด สมจริง ยกระดับทุกประสบการณ์การเล่นเกม INZONE H6 Air มาพร้อมโครงสร้างแบบ Open-back ที่ช่วยสร้างมิติเสียงเสมือนจริงแบบรอบทิศทาง ให้ผู้ใช้งานรู้สึกราวกับอยู่ภายในโลกของเกมอย่างแท้จริง ด้วยโครงสร้างแบบ Open-back ที่เปิดโล่งด้านหลังหูฟังช่วยลดการสะท้อนของเสียงภายใน จึงสามารถถ่ายทอดซาวด์สเตจได้อย่างเที่ยงตรงตามที่ผู้พัฒนาเกมตั้งใจ อีกทั้งยังมาพร้อมไดรเวอร์ที่ได้รับการปรับจูนอย่างละเอียด โดยพัฒนาบนพื้นฐานเทคโนโลยีเดียวกับหูฟังสตูดิโอระดับมืออาชีพแบบ Open-back ของโซนี่อย่าง MDR-MV1 และปรับแต่งไดรเวอร์เป็นพิเศษสำหรับหูฟังเกมมิ่งรุ่นนี้โดยเฉพาะ เสริมด้วยการออกแบบช่องระบายอากาศด้านหลังของไดรเวอร์ ช่วยให้เสียงเบสมีความลึก แน่น และควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคงความชัดเจนของย่านเสียงกลางและเสียงต่ำ เพื่อมอบประสบการณ์เสียงที่สมจริงและดื่มด่ำยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับเกมที่มีรายละเอียดเสียงซับซ้อน     INZONE H6 Air ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยวัสดุอะลูมิเนียมคุณภาพสูง ช่วยให้ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาเพียง 199 กรัม (ไม่รวมไมโครโฟนแบบถอดได้และสายเชื่อมต่อ) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหูฟังเกมมิ่งที่เบาที่สุดจากโซนี่ มาพร้อมดีไซน์แถบคาดศีรษะแบบสปริงฮินจ์ (Spring hinge) เช่นเดียวกับรุ่น INZONE H9 II ที่ช่วยให้ตัวหูฟังมีขนาดกะทัดรัด และมอบความกระชับสบายในการสวมใส่ได้อย่างลงตัว ด้วยโครงสร้างน้ำหนักเบาและดีไซน์เฉพาะตัว ทำให้ INZONE H6 Air เหมาะสำหรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน รองรับทุกเซสชันการเล่นเกมได้อย่างมั่นใจ INZONE H6 Air ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยวัสดุอะลูมิเนียมคุณภาพสูง ช่วยให้ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาเพียง 199 กรัม (ไม่รวมไมโครโฟนแบบถอดได้และสายเชื่อมต่อ) จัดเป็นหนึ่งในหูฟังเกมมิ่งที่มีน้ำหนักเบาที่สุดจากโซนี่ มาพร้อมดีไซน์แถบคาดศีรษะแบบสปริงฮินจ์ (Spring Hinge) ซึ่งเป็นผ้ายืดหยุ่นได้ เช่นเดียวกับรุ่น INZONE H9 II ช่วยให้ตัวหูฟังมีขนาดกะทัดรัด และมอบความกระชับสบายในการสวมใส่ได้อย่างลงตัว ด้วยโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาผสานกับดีไซน์เฉพาะตัว ทำให้ INZONE H6 Air เหมาะสำหรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน รองรับทุกเซสชันการเล่นเกมได้อย่างมั่นใจ โซนี่ได้ร่วมพัฒนาประสบการณ์เสียงร่วมกับทีมซาวด์ดีไซเนอร์จาก PlayStation Studios ภายใต้ Sony Interactive Entertainment ผู้สร้างสรรค์งานออกแบบเสียงสำหรับเกม PlayStation โดยได้ออกแบบโปรไฟล์เสียง “RPG/Adventure” ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อรองรับเกมแนว RPG และ Adventure ให้สามารถถ่ายทอดมิติของเสียงได้อย่างสมจริง เสมือนอยู่ในสตูดิโอบันทึกเสียงระดับมืออาชีพ พร้อมมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ช่วยให้ผู้ใช้งานอินไปกับโลกของตัวละครได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ดังกล่าวผ่านการเชื่อมต่อกับ INZONE Hub ด้วย USB-C Audio Box ซึ่งรองรับระบบเสียงรอบทิศทางเสมือนจริงแบบ 7.1 แชนแนล ควบคู่กับเทคโนโลยี 360 Spatial Sound for Gaming เพื่อยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมให้สมจริงและเหนือชั้นในทุกมิติของเสียง นอกจากนี้ INZONE H6 Air ยังมาพร้อมไมโครโฟนแบบคาร์ดิออยด์ (Cardioid) ที่สามารถปรับระดับได้ ช่วยถ่ายทอดเสียงพูดได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรมชาติ โดยไมโครโฟนแบบบูมถูกออกแบบให้โฟกัสเฉพาะเสียงของผู้ใช้งาน และจัดวางในมุมที่เหมาะสมกับตำแหน่งปาก เพื่อลดเสียงรบกวนจากด้านข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งก้านไมโครโฟนยังมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับตำแหน่งได้ตามต้องการ พร้อมคงรูปได้อย่างมั่นคงตลอดการใช้งาน ช่วยให้การสื่อสารภายในเกมมีความคมชัดและต่อเนื่องยิ่งขึ้น     INZONE Buds สีใหม่ล่าสุด Glass Purple โซนี่เปิดตัว INZONE Buds หูฟังเกมมิ่งทรูไวร์เลสตัดเสียงรบกวนรุ่นใหม่ล่าสุด ในเฉดสีพิเศษ “Glass Purple” ที่มาพร้อมดีไซน์ใสอันโดดเด่น สะท้อนสไตล์ที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมเติมเต็มไลน์อัปสีให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยมีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว และสีม่วงใส Glass Purple เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกสไตล์ที่ใช่ และถ่ายทอดตัวตนได้อย่างลงตัวในทุกการเล่นเกม  กำหนดการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่จาก INZONE เตรียมพบกับไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจาก INZONE ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เกมเมอร์ยุคใหม่ พร้อมยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมในทุกมิติ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป • INZONE H6 Air – หูฟังเกมมิ่งดีไซน์ Open-back มอบประสบการณ์เสียงสมจริงแบบรอบทิศทาง น้ำหนักเบาเพียง 199 กรัม รองรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน ราคา 6,490 บาท • INZONE Buds สี Glass Purple – หูฟังเกมมิ่งทรูไวร์เลส มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน และดีไซน์โปร่งแสงสีม่วงอันโดดเด่น ราคา 7,990 บาท ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.sony.co.th พร้อมสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยีเกมมิ่งจากโซนี่ได้ที่ Sony Store ทุกสาขา, Sony Center และร้านผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งทั่วประเทศ  

เอปสันจัดหนัก Back to School ขนพรินเตอร์-โปรแรง บุกสยามสแควร์

เอปสันจัดหนัก Back to School ขนพรินเตอร์-โปรแรง บุกสยามสแควร์ เอปสัน ประเทศไทย เดินหน้ากระตุ้นตลาดช่วงเปิดภาคเรียน เปิดแคมเปญ “Epson Back to School” อัดโปรทั้งลดทั้งแถม เอาใจนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง ด้วยไลน์อัพเครื่องพิมพ์ Epson EcoTank รุ่นยอดนิยมที่โดดเด่นด้านความประหยัดหมึก รองรับการพิมพ์ปริมาณมาก ครบทั้งพิมพ์ สแกน และถ่ายเอกสาร  เริ่มตั้งแต่วันที่ 1–31 พฤษภาคม 2569 เมื่อซื้อสินค้าที่ร้านค้าที่ร่วมรายการ โดยรุ่นไฮไลต์ อาทิ L3210 ราคา 4,090 บาท, L3250 ราคา 4,590 บาท, L3550 ราคา 5,490 บาท, L4360 ราคา 6,590 บาท และ L5290 ราคา 8,290 บาท พร้อมรับบัตรกำนัลสูงสุด 500 บาท ตอบโจทย์ทั้งการเรียน การทำรายงาน และงานสร้างสรรค์ได้อย่างคุ้มค่า ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่บูธกิจกรรม Epson Back to School ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคมนี้ ณ สยามสแควร์ ซอย 3 ชวนวัยเรียนมาลองของจริงผ่านโซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ ผ่าน Epson Line Print พร้อมกรอบภาพสุดน่ารัก กิจกรรมถ่ายภาพจาก Epson SureLab การออกแบบสติกเกอร์ในสไตล์ของตัวเองด้วย Epson LabelWorks รวมถึงกิจกรรมตรวจสอบหมึกแท้ผ่าน Hologram ที่ผสานความสนุกและความรู้เข้าไว้ด้วยกัน โดยผู้เข้าร่วมงานยังสามารถรับสิทธิพิเศษเฉพาะในงาน ผ่าน Epson Official Store ทั้งโค้ดส่วนลดและของสมนาคุณสุดคุ้มเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น  นอกจากนี้ เอปสันยังนำเสนอแนวคิดด้านความยั่งยืนผ่าน Epson EcoWaste ที่นำขวดหมึกใช้แล้วกลับมารีไซเคิลเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้เพื่อส่งต่อให้โรงเรียน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการลดขยะและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการนำเสนอเทคโนโลยี Heat-Free ในกลุ่มเครื่องพิมพ์ Epson WorkForce และ EcoTank M-Series ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ลดค่าไฟ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม     

ร่วมสัมผัส “Journey of Living” ประสบการณ์ภาพและเสียง ที่งานสถาปนิก’69

ร่วมสัมผัส “Journey of Living” ประสบการณ์ภาพและเสียง ที่งานสถาปนิก’69   ฉลองเส้นทาง 55 ปี กับ Installation Art  และนวัตกรรมที่โอบล้อมคุณไว้ในทุกมิติ ในโอกาสครบรอบ 55 ปีของการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมโซลูชันภาพ เสียง และเทคโนโลยีการอยู่อาศัย บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสแนวคิด “Journey of Living” ภายในงาน สถาปนิก’69 (Architect Expo 2026) ที่ตั้งใจนำเสนอความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ให้ผสานเข้ากับงานดีไซน์อย่างลงตัว เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับสถาปนิก นักออกแบบ และคนรักบ้าน ผ่านนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ สัมผัสการเดินทางผ่านงานศิลปะและเทคโนโลยี (Experience the Journey) ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดสำหรับปีนี้คือการจัดแสดง Installation Art ที่ถ่ายทอดเรื่องราวตลอด 5 ทศวรรษผ่าน “ปลายนิ้วสัมผัส 55 รูปแบบ” ระบบอินเทอร์แอคทีฟที่เชื่อมต่อการรับรู้เข้ากับเทคโนโลยี “Immersive Sound” มอบประสบการณ์เสียงรอบทิศทางที่จะโอบล้อมคุณไว้ทุกมิติ สะท้อนให้เห็นถึง พลังของนวัตกรรมที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของงานสถาปัตยกรรม และยกระดับ อารมณ์ความรู้สึกได้อย่าง สมบูรณ์แบบ โซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยและธุรกิจที่ครบวงจร (Total Solutions) ภายในพื้นที่จัดแสดง เราได้คัดสรรเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ทั้งเพื่อการพักผ่อน และการทำงาน ● Smart Living & Garden Speakers: ระบบเสียงระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาให้กลมกลืนกับพื้นที่พักผ่อน ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ● Air Conditioners Solutions: นวัตกรรมระบบปรับอากาศที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ ความสบาย พร้อมการประหยัดพลังงาน ● Smart Commercial & Conference: โซลูชันอัจฉริยะเพื่อการทำงานยุคใหม่ เพื่อการเชื่อมต่อ ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เรายังมีทีมงานมืออาชีพพร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึก เพื่อช่วยสนับสนุนสถาปนิก และนักออกแบบ ในการค้นหาโซลูชันที่เหมาะสมกับทุกบริบทของโครงการ ให้เทคโนโลยีและดีไซน์ ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มาร่วมค้นพบแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตที่ลงตัวไปพร้อมกับเราได้ที่: วันที่: 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 | เวลา: 10.00 น. – 20.00 น. สถานที่: ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3, อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตำแหน่งบูธ: L102 (ทางเข้าประตู 3) ติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ Facebook Page : MahajakPro และ MahajakLiving    

มหาจักรดีเวลอปเมนท์ ฉลองครบรอบ 55 ปี

มหาจักรดีเวลอปเมนท์ ฉลองครบรอบ 55 ปี จากผู้บุกเบิกเครื่องเสียงสู่ผู้นำโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ภายใต้แนวคิด "Experts Who Care" กว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ชื่อ "มหาจักร" ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยในทุกมิติ ตั้งแต่พลังเสียงของ JBL ที่ขับเคลื่อนประสบการณ์ฟังเพลง ไปจนถึงความเย็นสบายของเครื่องปรับอากาศ Mitsubishi Heavy Duty ที่วางใจได้ทุกสภาวะ วันนี้บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ก้าวสู่ปีที่ 55 ด้วยพลังแห่งประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 และวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่อนาคตอย่างมั่นคง ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย JBL Car Audio อย่างเป็นทางการรายแรกและรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มหาจักรได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะองค์กรที่ไม่เพียงนำเสนอผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีระดับโลก แต่ยังเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของประสบการณ์เสียงคุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก: จากผู้จัดจำหน่ายสู่ผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร ปัจจุบัน มหาจักรดีเวลอปเมนท์ ดำเนินธุรกิจครอบคลุม 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการหลัก ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการขององค์กรที่ก้าวพ้นจากการเป็นเพียงตัวแทนจำหน่าย สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ     01  |  AIR CONDITIONING กลุ่มเครื่องปรับอากาศ ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Mitsubishi Heavy Duty ที่โดดเด่นด้านประสิทธิภาพ ความทนทาน และเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ตอบโจทย์ทั้งที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ และอุตสาหกรรม     02  |  LIFESTYLE AUDIO กลุ่ม Lifestyle Audio ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงสำหรับบ้าน รถยนต์ และไลฟ์สไตล์ดิจิทัล จากแบรนด์ระดับโลก อาทิ JBL, Harman Kardon และ JBL Car Audio เพื่อยกระดับทุกประสบการณ์ฟัง     03  |  HOME & SMART LIVING กลุ่ม Home & Smart Living โซลูชันสมาร์ทโฮมและระบบเสียงระดับไฮเอนด์ ผ่านแบรนด์ชั้นนำอย่าง Control4, Wisdom, DENON และ Vimar เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ชาญฉลาดและสะดวกสบาย     04  |  PROFESSIONAL SOLUTIONS กลุ่ม Professional Solutions ระบบภาพ เสียง แสง และระบบควบคุมสำหรับองค์กร โรงแรม ศูนย์ประชุม และสถานบันเทิง ด้วยพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ระดับโลกกว่า 10 แบรนด์ อาทิ Martin, BSS, Shure, JBL Professional, Soundcraft, Crown, dbx, AMX, AirServer, Airtame, AlphaTheta, PJ Link และ 3D Kinetic LED เครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั่วประเทศ ตลอด 55 ปีที่ผ่านมา หัวใจสำคัญของความเติบโตมหาจักรคือ ความไว้วางใจที่ได้รับจากพันธมิตรธุรกิจทั่วประเทศ ผลิตภัณฑ์ในเครือมหาจักรเข้าถึงผู้บริโภคผ่านผู้ค้าปลีกชั้นนำ ได้แก่ Power Buy, Betrend และ Com7 รวมถึงเครือข่ายร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายอีกจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เครือข่ายที่แข็งแกร่งนี้เป็นหลักประกันด้านคุณภาพสินค้า การบริการ และระบบสนับสนุนหลังการขายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ก้าวสู่อนาคตด้วยแนวคิด "Experts Who Care" ในโอกาสครบรอบ 55 ปี มหาจักรไม่เพียงเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา หากแต่ใช้ก้าวสำคัญนี้ในการประกาศทิศทางองค์กรอย่างชัดเจน ภายใต้วิสัยทัศน์แบรนด์ใหม่ "Experts Who Care" แนวคิดนี้สะท้อนปรัชญาองค์กรที่ว่า ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่แท้จริงต้องอาศัยมากกว่าความเชี่ยวชาญทางเทคนิค หากต้องมาพร้อมกับ ความใส่ใจในทุกมิติ ทั้งต่อพันธมิตร ลูกค้า พนักงาน และสังคม เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกันในระยะยาว ลูกค้าทุกรายจะได้รับโซลูชันที่ตรงกับการใช้งานจริง พร้อมการดูแลครบวงจรตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบระบบ การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขายที่ไว้วางใจได้ สำหรับมหาจักร ความสำเร็จมิได้วัดเพียงจากปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบสู่ตลาด แต่ยังหมายถึงความรับผิดชอบในการดูแลลูกค้าและผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน "55th Anniversary – Journey of Togetherness" 55 ปีแห่งการเดินทางเคียงข้างผู้คน ดูแลทุกความสุขและทุกจังหวะชีวิตอย่างมืออาชีพ พร้อมก้าวสู่อนาคตเคียงข้างลูกค้า พันธมิตร และสังคม ด้วยการผสาน ความเชี่ยวชาญและความใส่ใจ อย่างแท้จริง    

เอปสันปิดแคมเปญ “วิถีไทยไร้พลาสติก” ชวนลดพลาสติก ดูแลแมวจรกว่าร้อยชีวิต

เอปสันปิดแคมเปญ “วิถีไทยไร้พลาสติก” ชวนลดพลาสติก ดูแลแมวจรกว่าร้อยชีวิต เอปสัน ประเทศไทย ปิดท้ายแคมเปญซีเอสอาร์ประจำปี “วิถีไทยไร้พลาสติก – Thai Way Says No to Plastic” ด้วยกิจกรรม “Stray Away From Plastic” ชวนลดการใช้พลาสติก พร้อมส่งต่อความห่วงใยสู่ชุมชน ผ่านการดูแลแมวจรกว่า 100 ตัว ให้มีความปลอดภัยและมีตัวตนในชุมชนมากขึ้น ณ วัดคงคาอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี     กิจกรรมดังกล่าวจัดนำโดย นางสาววิสาข์ ธนวิภาคย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายแบรนด์และสื่อสารองค์กร ชวนพนักงานและสื่อมวลชนพร้อมครอบครัว ร่วมกันสวมปลอกคอนิรภัยและป้ายระบุชื่อแมว ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติและไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ เพื่อเพิ่มการมองเห็นและความปลอดภัยของแมวจร พร้อมทั้งได้ร่วมกันบริจาคอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับแมว เพื่อนำไปดูแลต่อเนื่อง กิจกรรม “Stray Away From Plastic” นับเป็นกิจกรรมส่งท้ายของแคมเปญ “วิถีไทยไร้พลาสติก – Thai Way Says No to Plastic” ที่เอปสันได้จัดต่อเนื่องตลอดทั้งปี ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ Leaf Plastic Behindที่ส่งเสริมการใช้วัสดุธรรมชาติอย่างใบตองทดแทนพลาสติก และ The Cooking Shack ที่สะท้อนผลกระทบของขยะขวดพลาสติกต่อภาวะโลกร้อน โดยเอปสันมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน และร่วมกันสร้างสังคมที่ยั่งยืน นางสาววิสาข์ กล่าวว่า “กิจกรรม Stray Away From Plastic เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการต่อยอดแนวคิด ลดการใช้พลาสติกให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เอปสันหวังว่ากิจกรรมนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมร่วมกันดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”    

เอปสันเดินหน้าสานต่อ CSR ร่วมมูลนิธิกระจกเงา ส่งต่อสิ่งของกว่า 4,000 ชิ้น ช่วยผู้ประสบภัยและลดขยะสู่สังคม

เอปสันเดินหน้าสานต่อ CSR ร่วมมูลนิธิกระจกเงา ส่งต่อสิ่งของกว่า 4,000 ชิ้น ช่วยผู้ประสบภัยและลดขยะสู่สังคม เอปสัน ประเทศไทย สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการแบ่งปันสู่สังคม โดยร่วมกับ มูลนิธิกระจกเงา ส่งต่อสิ่งของจำเป็นให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ผ่าน 2 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การรวบรวมสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และกิจกรรม CSR ประจำปี “You Share, We Change” ซึ่งในปีนี้สามารถรวบรวมสิ่งของเพื่อส่งต่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้รวมกว่า 4,000 ชิ้น ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เอปสันได้จัดกิจกรรมรับบริจาคสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยรวบรวมสิ่งของจากพนักงานเอปสัน ผู้ที่ทำงานในอาคารปัน และบริเวณใกล้เคียง ได้รวม 1,617  ชิ้น ก่อนส่งมอบให้มูลนิธิกระจกเงานำไปกระจายสู่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ต่อเนื่องในเดือนมกราคม เอปสันยังได้จัดกิจกรรม CSR ประจำปี “You Share, We Change” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เปิดรับบริจาคสิ่งของที่ยังอยู่ในสภาพดี เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่และช่วยลดการสร้างขยะ โดยปีนี้สามารถรวบรวมสิ่งของได้รวม 2,423 ชิ้น ก่อนส่งต่อให้มูลนิธิกระจกเงานำไปใช้ประโยชน์ต่อในกิจกรรมเพื่อสังคมต่าง ๆ พร้อมกันนี้เอปสันยังได้มอบเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน Epson EcoTank รุ่น L4260 จำนวน 9 เครื่องให้กับมูลนิธิฯ เพื่อใช้สนับสนุนการดำเนินงานและกิจกรรมเพื่อสังคมของมูลนิธิต่อไป นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวย การบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอปสันให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนถึงความร่วมมือของพนักงานและสังคมในการส่งต่อสิ่งของที่ยังมีคุณค่าให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ พร้อมทั้งช่วยลดของเสียและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดด้านความยั่งยืนของเอปสัน”  

เอปสันแต่งตั้ง “ยรรยง มุนีมงคลทร” ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่ เป็นผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศ พร้อมควบตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารประเทศไทย

เอปสันแต่งตั้ง “ยรรยง มุนีมงคลทร” ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่ เป็นผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศ พร้อมควบตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารประเทศไทย 3 เมษายน 2569 – เอปสัน สิงคโปร์ สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ ไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่น ประกาศแต่งตั้ง นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่เป็นผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Senior Regional Director) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ยังคงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร เอปสัน ประเทศไทย และเอปสัน เวียดนาม ควบคู่กันไปด้วย     ในบทบาทใหม่นี้ นายยรรยงจะรับผิดชอบกำกับดูแลการดำเนินงานของกลุ่มประเทศ (Country Cluster) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจากเดิมที่ครอบคลุมตลาดประเทศไทยและเวียดนาม จะเพิ่มเป็น 4 ประเทศ โดยเพิ่มสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยภารกิจสำคัญ 3 ประการที่นายยรรยงจะรับผิดชอบ ประกอบด้วย การเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของแต่ละประเทศ การขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงบูรณาการเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกัน (Synergy) และการพัฒนาและดำเนินกลยุทธ์การเติบโตที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศในกลุ่ม ทั้งนี้ นายยรรยงจะยังคงดูแลการดำเนินงานของเอปสัน ประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเอปสันในศักยภาพด้านการบริหารและวิสัยทัศน์ของนายยรรยง ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายซิ่ว จิน เกียด กรรมการผู้จัดการภูมิภาค เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “เอปสันขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับนายยรรยง มุนีมงคลทร ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป โดยในบทบาทใหม่นี้ นายยรรยงจะรับผิดชอบกำกับดูแลกลุ่มประเทศที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งครอบคลุมประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และไทย การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ทั้งสำหรับนายยรรยงและเอปสัน ในการมุ่งสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ Engineered Future 35”  

MAHAJAK SOUND OF SUMMER ยกขบวนโปรโมชันเครื่องเสียง Home Audio จากแบรนด์ JBL ลดราคาพิเศษรับซัมเมอร์

MAHAJAK SOUND OF SUMMER ยกขบวนโปรโมชันเครื่องเสียง Home Audio จากแบรนด์ JBL ลดราคาพิเศษรับซัมเมอร์ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด จัดโปรโมชัน MAHAJAK SOUND OF SUMMER ยกทัพเครื่องเสียง Home Audio จาก JBL ทั้งลำโพงซาวด์บาร์ ลำโพงซีรีส์คลาสสิก ลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ และชุดโฮมเธียเตอร์ พร้อมอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ร่วมกันจาก Denon มาจัดจำหน่ายใน ราคาพิเศษรับซัมเมอร์ พร้อมของแถมสุดคุ้มสำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ โดยมีรายละเอียดโปรโมชันดังนี้ JBL Soundbar Series • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 9.1               ราคาพิเศษ 19,900 บาท • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 300               ราคาพิเศษ 14,365 บาท • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 500               ราคาพิเศษ 19,465 บาท • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 800               ราคาพิเศษ 25,415 บาท • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 1000               ราคาพิเศษ 30,515 บาท • ลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 1300               ราคาพิเศษ 42,415 บาท **แถมฟรี JBL PartyLight Beam มูลค่า 5,990 บาท จำนวน 1 ตัว เมื่อซื้อลำโพงซาวด์บาร์ JBL Bar 1000 หรือ JBL Bar 1300 JBL Classic Series • JBL L52 Classic (สีส้ม/สีดำ/สีน้ำเงิน)         ราคา 39,900 บาท     *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS65 มูลค่า 22,900 บาท • JBL L82 Classic                  ราคา 89,900 บาท     *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS80 มูลค่า 15,900 บาท • JBL L82 MKII (สีส้ม/สีดำ)             ราคา 89,900 บาท     *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS80 มูลค่า 15,900 บาท • JBL L100 MKII     (สีส้ม/สีดำ/สีน้ำเงิน)         ราคา 179,000 บาท     *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS120 มูลค่า 17,900 บาท • JBL L75ms MS                     ราคาพิเศษ 56,905 บาท     *แถมฟรี แผ่นเสียง JBL 75th Jazz Vocal Collection • JBL TT350 Classic                 ราคา 37,900 บาท      *แถมฟรี แผ่นเสียง JBL 75th Jazz Vocal Collection ModernTage Set • ModernTage Set 4 (สีส้ม/สีดำ/สีน้ำเงิน)         ราคา 49,900 บาท     (ประกอบด้วย Denon Heos AMP จำนวน 1 เครื่อง และ JBL L52 Classic จำนวน 1 คู่) *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS65 มูลค่า 22,900 บาท       • ModernTage Set 1                  ราคา 39,900 บาท     (ประกอบด้วย Denon Heos AMP จำนวน 1 เครื่อง และ JBL 4312 MKII จำนวน 1 คู่) *แถมฟรี ขาตั้ง JBL JS120 มูลค่า 17,900 บาท JBL Classic Set • Hifi Classic 1 (สีดำ/สีส้ม)             ราคา 119,000 บาท (ประกอบด้วย Denon PMA 900 จำนวน 1 เครื่อง และ JBL L82 Classic จำนวน 1 คู่) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JBL JS80 มูลค่า 15,900 บาท        • JBL Classic 100 (สีส้ม/สีดำ/สีน้ำเงิน)          ราคา 239,000 บาท (ประกอบด้วย JBL SA750 จำนวน 1 เครื่อง และ JBL L100 Classic จำนวน 1 คู่) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JBL JS120 มูลค่า 17,900 บาท และแผ่นเสียง JBL 75th Jazz Vocal Collection JBL Studio Monitor • JBL 4312 MKII    (สีขาว/สีดำ)              ราคาพิเศษ 26,910 บาท  • JBL 4305P                      ราคาพิเศษ 91,105 บาท • JBL 4309                     ราคาพิเศษ 91,105 บาท • JBL 4329P                     ราคาพิเศษ 151,050 บาท • JBL 4349                     ราคาพิเศษ 246,050 บาท • JBL 4428                     ราคาพิเศษ 160,550 บาท Home Theater Set • Premium Stage HD 5                 ราคาพิเศษ 56,015 บาท (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage)     • Premium Stage HD 6                  ราคาพิเศษ 56,865 บาท (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) • Classic Espresso                  ราคา 129,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA510 และชุดลำโพง JBL Stage) • Classic Latte                      ราคา 129,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA510 และชุดลำโพง JBL Stage) • Double Espresso                  ราคา 129,000 บาท (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage)      **แถมฟรี JBL Bar 800 มูลค่า 29,900 บาท เมื่อซื้อเซ็ต Classic Espresso, Classic Latte หรือ Double Espresso • Atmos Classic Espresso              ราคา 169,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA710 และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Classic Latte                  ราคา 169,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA710 และชุดลำโพง JBL Stage) • Premium Espresso                  ราคา 199,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA7100H และชุดลำโพง JBL Stage) • Premium Latte                      ราคา 199,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA7100H และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Premium Espresso              ราคา 219,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA9100HP และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Premium Latte                  ราคา 219,000 บาท (ประกอบด้วย JBL MA9100HP และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Double Espresso 1              ราคา 149,000 บาท (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Double Espresso 2              ราคา 189,000 บาท (ประกอบด้วย Denon AVC-X3800H และชุดลำโพง JBL Stage) • Atmos Double Espresso 3              ราคา 219,000 บาท (ประกอบด้วย Denon AVC-X4800H และชุดลำโพง JBL Stage) **แถมฟรี JBL Bar 1000 มูลค่า 35,900 บาท เมื่อซื้อเซ็ต Atmos Classic Espresso, Atmos Classic Latte, Premium Espresso, Premium Latte, Atmos Premium Espresso, Atmos Premium Latte, Atmos Double Espresso 1, Atmos Double Espresso 2 หรือ Atmos Double Espresso 3     • Denon A/V Compact Set 1             ราคาพิเศษ 18,615 บาท (ประกอบด้วย Denon AVR-X250BT เครื่องเล่น AV Receiver และชุดลำโพง JBL Cinema 510) ระยะเวลาโปรโมชันตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2569 – 30 เม.ย. 2569 นี้เท่านั้น หาซื้อได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ, ร้าน SOUNDLAB, ร้าน Sound City, Mahajak Online และโชว์รูมมหาจักรฯ ทุกสาขา เงื่อนไขโปรโมชันและการรับของแถม - ระยะเวลาโปรโมชัน 15 มีนาคม 2569 – 30 เมษายน 2569 - โปรโมชันนี้เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น - สินค้าราคาโปรโมชันรวม  VAT 7% แล้ว - สิทธิ์รับของแถม เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข และสามารถแลกรับสินค้าของแถมได้ 1 ชิ้น/ชุดเท่านั้น - สามารถลงทะเบียนรับสินค้าของแถมได้ไม่เกินวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 (ใบเสร็จจะต้องซื้อสินค้าภายในวันที่ 15 มีนาคม 2569 – 30 เมษายน 2569) - สินค้าของแถมไม่สามารถเลือกสี/รุ่น และมีจำนวนจำกัด - สินค้าของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ - ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Soundcity, และร้าน SOUNDLAB จะได้รับของแถม ณ จุดขาย - ลูกค้าลงทะเบียนรับของแถม ผ่าน Line: @mahajakplus เท่านั้น โดยจะต้องลงทะเบียนรับประกันก่อน สินค้าที่มีสิทธิ์รับของแถมระบบจะให้เลือกรับลงทะเบียนของแถมเพิ่มเติม - ขอสงวนสิทธิ์การรับของแถม สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถมผ่าน Line @mahajakplus เท่านั้น กรณีที่ลงทะเบียนรับประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับของแถมได้ - ไม่สามารถลงทะเบียนรับของแถมหลังจากหมดเขตโปรโมชันในทุกกรณี - ของแถมจัดส่ง 30 วันทำการ (ไม่รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์) ผ่านทางไปรษณีย์ - ช่องทางที่ร่วมรายการ ได้แก่ ร้านตัวแทนจำหน่าย, โชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Soundcity, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak Online - สามารถสอบถามข้อมูลโปรโมชั่นและของแถมได้ที่ Call center 1516 หรือ Line @mahajakstore  - บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Line : http://lin.ee/dKalYBy Facebook : http://www.facebook.com/MahajakLiving/ IG : https://www.instagram.com/mahajak_living/ Mahajak Service Center 1516 หรือ http://www.mahajak.com/th/  

MAHAJAK SOUND OF SUMMER ดับร้อนด้วยพลังเสียงสุดคูลจาก Denon พร้อมโปรโมชันพิเศษสำหรับคอเครื่องเสียง

MAHAJAK SOUND OF SUMMER ดับร้อนด้วยพลังเสียงสุดคูลจาก Denon พร้อมโปรโมชันพิเศษสำหรับคอเครื่องเสียง บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด จัดโปรโมชัน “MAHAJAK SOUND OF SUMMER” มอบดีลพิเศษสำหรับสินค้า Home Audio แบรนด์ Denon ในราคาสุดคุ้ม พร้อมของแถมสุดพิเศษ โดยมีรายละเอียดโปรโมชันดังนี้ Denon AV Receiver • Denon AVC-X8500H                 ราคาพิเศษ 152,150 บาท *แถมฟรี ลำโพงซาวด์บาร์ Denon HEOS HomeCinema HS2 มูลค่า 29,900 บาท • Denon AVC-X6700H                 ราคาพิเศษ 87,210 บาท *แถมฟรี ลำโพง Denon HEOS 7 HS2 มูลค่า 22,900 บาท • Denon AVR-X250BT                 ราคาพิเศษ 10,965 บาท • Denon AVR-X580BT                 ราคาพิเศษ 16,915 บาท • Denon AVR-X1800H                 ราคาพิเศษ 24,565 บาท • Denon AVR-X2800H                 ราคาพิเศษ 33,915 บาท • Denon AVC-X3800H                 ราคาพิเศษ 47,515 บาท • Denon AVC-X4800H                 ราคาพิเศษ 72,165 บาท • Denon AVC-X6800H                 ราคาพิเศษ 84,065 บาท Denon Home • Denon Home 150 NV (สีขาว/สีดำ)           ราคาพิเศษ 8,161 บาท • Denon Home 150 (สีขาว/สีดำ)               ราคาพิเศษ 9,405 บาท • Denon Home 250 (สีขาว/สีดำ)               ราคาพิเศษ 14,310 บาท  • Denon Home 350 (สีขาว/สีดำ)               ราคาพิเศษ 17,910 บาท • Denon Home Sound Bar 550             ราคาพิเศษ 26,010 บาท • Denon Home Amp                     ราคาพิเศษ 17,910 บาท • Denon Home Subwoofer                 ราคาพิเศษ 20,610 บาท Player • Denon DNP800NE                       ราคาพิเศษ 17,910 บาท  • Denon DNP2000NE (สีดำ/สีเงิน/สีกราไฟท์)       ราคาพิเศษ 50,310 บาท • Denon DCD-50                     ราคาพิเศษ 16,110 บาท • Denon DCD-1600NE                 ราคาพิเศษ 50,310 บาท • Denon DCD-900NE                     ราคาพิเศษ 17,910 บาท Turntable • Denon DP-200USB                 ราคาพิเศษ 9,405 บาท • Denon DP400 (สีขาว/สีดำ)              ราคาพิเศษ 18,905 บาท • Denon DP450 USB (สีขาว/สีดำ)          ราคาพิเศษ 24,605 บาท • Denon DP-3000NE                 ราคาพิเศษ 72,105 บาท ระยะเวลาโปรโมชันตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2569 – 30 เม.ย. 2569 นี้เท่านั้น หาซื้อได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ, ร้าน SOUNDLAB, ร้าน Sound City, Mahajak Online และโชว์รูมมหาจักรฯ ทุกสาขา เงื่อนไขโปรโมชันและการรับของแถม - ระยะเวลาโปรโมชัน 15 มีนาคม 2569 – 30 เมษายน 2569 - โปรโมชันนี้เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น - สินค้าราคาโปรโมชันรวม  VAT 7% แล้ว - สิทธิ์รับของแถม เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข และสามารถแลกรับสินค้าของแถมได้ 1 ชิ้น/ชุดเท่านั้น - สามารถลงทะเบียนรับสินค้าของแถมได้ไม่เกินวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 (ใบเสร็จจะต้องซื้อสินค้าภายในวันที่ 15 มีนาคม 2569 – 30 เมษายน 2569) - สินค้าของแถมไม่สามารถเลือกสี/รุ่น และมีจำนวนจำกัด - สินค้าของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ - ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Soundcity, และร้าน SOUNDLAB จะได้รับของแถม ณ จุดขาย - ลูกค้าลงทะเบียนรับของแถม ผ่าน Line: @mahajakplus เท่านั้น โดยจะต้องลงทะเบียนรับประกันก่อน สินค้าที่มีสิทธิ์รับของแถมระบบจะให้เลือกรับลงทะเบียนของแถมเพิ่มเติม - ขอสงวนสิทธิ์การรับของแถม สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถมผ่าน Line @mahajakplus เท่านั้น กรณีที่ลงทะเบียนรับประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับของแถมได้ - ไม่สามารถลงทะเบียนรับของแถมหลังจากหมดเขตโปรโมชันในทุกกรณี - ของแถมจัดส่ง 30 วันทำการ (ไม่รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์) ผ่านทางไปรษณีย์ - ช่องทางที่ร่วมรายการ ได้แก่ ร้านตัวแทนจำหน่าย, โชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Soundcity, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak Online - สามารถสอบถามข้อมูลโปรโมชั่นและของแถมได้ที่ Call center 1516 หรือ Line @mahajakstore  - บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Line : http://lin.ee/dKalYBy Facebook : http://www.facebook.com/MahajakLiving/ IG : https://www.instagram.com/mahajak_living/ Mahajak Service Center 1516 หรือ http://www.mahajak.com/th/  

“ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) แบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำระดับโลก จัดงาน “Aurora House: Home of the Future” พร้อมเปิดตัว 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ล่าสุด

“ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) แบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำระดับโลก จัดงาน “Aurora House: Home of the Future” พร้อมเปิดตัว 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ล่าสุด สะท้อนนิยามการใช้ชีวิตยุคใหม่ ผ่านการหลอมรวมพลังเสียงและดีไซน์อย่างลงตัว ถ่ายทอดนิยามบทใหม่ของการใช้ชีวิตผ่านมิติแห่งเสียงและดีไซน์อันเหนือระดับไปกับ “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) สุดยอดแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกสัญชาติอเมริกา ที่ล่าสุด คุณเกษมสิน กาญจนชัยภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด และ คุณทิยา กาญจนชัยภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจ Lifestyle & Online จัดงาน “Aurora House: Home Of The Future” เปิดตัวสินค้าใหม่ “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Aurora House’ ที่เปิดพื้นที่ต้อนรับคนรักเสียงเพลง พร้อมเผยโฉม 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่สะท้อนความโดดเด่นด้านงานดีไซน์และพลังเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์      สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวครั้งนี้ ได้แก่ ลำโพงไร้สายระดับพรีเมียม อย่าง Harman Kardon Aura Studio 5 และ Harman Kardon Aura Studio 5 Wi-Fi ที่ผสานความงามของแสงไฟเข้ากับมิติเสียงทรงพลัง ต่อมาที่ ลำโพงดีไซน์ไอคอนิกอย่าง Harman Kardon Soundsticks 5 และ Harman Kardon Soundsticks 5 Wi-Fi ที่ยังคงเอกลักษณ์โปร่งใสเหนือกาลเวลา นอกจากนี้ยังมี ลำโพงบลูทูธแบบพกพา Harman Kardon Luna 2 ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง และสุดท้ายกับกลุ่มซาวด์บาร์ Harman Kardon Enchant Series ที่ยกระดับประสบการณ์โฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ด้วยประสิทธิภาพแสง สี เสียงอย่างเต็มรูปแบบ โดยในงานยังได้รับเกียรติจาก 2 นักแสดงหนุ่มชื่อดัง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร และ เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และไลฟ์สไตล์อันโดดเด่นผ่านผลิตภัณฑ์จาก “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon)  คุณทิยา กาญจนชัยภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจ Lifestyle & Online กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ว่า “การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนตัวตนของ ฮาร์แมน คาร์ดอน (Harman Kardon) ที่ผสานพลังเสียงคุณภาพเข้ากับดีไซน์ที่สวยงามได้อย่างลงตัว เราเชื่อว่าเครื่องเสียงไม่ใช่แค่เรื่องของเสียงเพลง แต่คือไอเทมที่สะท้อนสไตล์และทำให้ทุกวันธรรมดากลายเป็นช่วงเวลาที่พิเศษขึ้น งาน Aurora House: Home of the Future ได้จำลองประสบการณ์ใช้งานจริงเพื่อให้เห็นว่าระบบเสียงที่ดีสามารถยกระดับบรรยากาศในชีวิตได้อย่างไร”     ภายในงานเปิดตัวครั้งนี้ “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การฟังเพลงและความบันเทิงในทุกช่วงเวลา เริ่มจากกลุ่มลำโพงไร้สายระดับพรีเมียมอย่าง Harman Kardon Aura Studio 5 ลำโพงบลูทูธดีไซน์โดมใสอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสานระบบไฟ Ambient Light แบบ 360 องศา พร้อมเลนส์แสงดีไซน์ใหม่ที่สามารถสร้างลวดลายแสงแบบไดนามิก เพิ่มมิติให้บรรยากาศภายในห้องอย่างนุ่มนวล เสริมประสบการณ์การฟังด้วยระบบเสียงแบบ 3 ทิศทาง พร้อมเทคโนโลยี Constant Sound Field ที่ช่วยกระจายเสียงได้อย่างสมดุลทั่วทั้งห้อง และรองรับการสตรีมผ่าน Bluetooth 5.4 ขณะที่ Harman Kardon Aura Studio 5 Wi‑Fi เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานสำหรับบ้านยุคใหม่ ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi ที่ให้คุณภาพเสียงคมชัดและเสถียรยิ่งขึ้น รองรับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยอดนิยมอย่าง AirPlay, Chromecast built-in™ และ Spotify Connect พร้อมการใช้งานแบบ Multi-room Audio ที่สามารถควบคุมเสียงเพลงในหลายพื้นที่ผ่านแอปพลิเคชัน Harman Kardon One     ถัดมาคือลำโพงดีไซน์ไอคอนิก Harman Kardon Soundsticks 5 ที่ยังคงเอกลักษณ์ตัวเครื่องโปร่งใสอันโดดเด่น พร้อมลำโพงแซทเทิลไลต์คู่และซับวูฟเฟอร์ ถ่ายทอดพลังเสียงสเตอริโอ 2.1 พร้อมระบบลำโพงแบบ 3 ทิศทาง ให้เสียงที่ชัดเจน สมดุล และมีมิติ รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.4 และ HDMI ARC เพื่อยกระดับประสบการณ์เสียงจากทีวี การสตรีมมิ่ง และการเล่นเกม อีกทั้งยังมีระบบไฟ Ambient Light ที่เคลื่อนไหวสอดรับกับจังหวะดนตรี โดยมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำและสีขาว ขณะที่ Harman Kardon Soundsticks 5 Wi‑Fi เพิ่มความสามารถในการสตรีมผ่าน Wi-Fi เพื่อคุณภาพเสียงที่ต่อเนื่องและเสถียรยิ่งขึ้น รองรับ AirPlay, Chromecast built-in™ และ Spotify Connect รวมถึงการใช้งานแบบ Multi-room Audio ที่ควบคุมได้ผ่านแอป Harman Kardon One     ต่อมาคือลำโพงบลูทูธแบบพกพา Harman Kardon Luna 2 ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นซาวด์แทร็กประจำวัน เคลื่อนไหวไปพร้อมทุกช่วงเวลาของชีวิต ด้วยโครงสร้างอะลูมิเนียมแข็งแรงและดีไซน์ตามหลักสรีรศาสตร์ที่จับถนัดมือ มอบพลังเสียงคมชัดสมดุลด้วยเทคโนโลยี AI Sound Boost ที่ช่วยวิเคราะห์และปรับเสียงแบบเรียลไทม์ เสริมบรรยากาศด้วยไฟ Ambient Light โทนอุ่นที่มีให้เลือกถึง 6 รูปแบบ พร้อมระบบ AirTouch™ ที่สามารถจับคู่ลำโพงสองตัวให้เป็นเสียงสเตอริโออัตโนมัติ มาพร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 12 ชั่วโมง และมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP67 โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Classic Black, Warm Sand และ Ice Mint นอกจากนี้ทั้ง 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ยังรองรับระบบ Auracast™ ที่สามารถซิงก์เสียงร่วมกับลำโพง Harman Kardon รุ่นอื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อขยายมิติเสียงให้กว้างและทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานปรับแต่งทั้งโทนเสียงและแสงไฟได้อย่างอิสระผ่านแอปพลิเคชัน Harman Kardon One และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือกลุ่มซาวด์บาร์ Harman Kardon Enchant Series ที่ยกระดับประสบการณ์โฮมเธียเตอร์ภายในบ้าน โดยประกอบด้วย 4 รุ่น ได้แก่ Enchant 1100, Enchant 900, Enchant Speaker และ Enchant Sub สำหรับ Enchant 1100 และ Enchant 900 มาพร้อมระบบ Up-firing Height Drivers ที่ช่วยสร้างมิติเสียงเหนือศีรษะ ผสานเทคโนโลยี Dolby Atmos® และ MultiBeam™ เอกสิทธิ์เฉพาะของ Harman Kardon ที่ช่วยกระจายเสียงให้ครอบคลุมทั้งห้องโดยไม่ต้องติดตั้งลำโพงเพิ่มเติม พร้อมเทคโนโลยี Harman PureVoice ที่ช่วยขับเสียงสนทนาให้ชัดเจน รองรับ HDMI eARC และ Ultra HD 4K pass-through พร้อม Dolby Vision™ ส่วน Enchant Speaker เป็นลำโพงไร้สายที่รองรับ Dolby Atmos® Music สำหรับการฟังเพลงแบบเสียงรอบทิศทาง สามารถใช้งานเดี่ยวหรือทำงานร่วมกับซาวด์บาร์ได้อย่างยืดหยุ่น ขณะที่ Enchant Sub เป็นซับวูฟเฟอร์ไร้สายขนาดกะทัดรัดที่ช่วยเติมเต็มพลังเสียงเบสให้หนักแน่นและสมจริงยิ่งขึ้น     นอกเหนือจากการนำเสนอไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สะท้อนตัวตนของ “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) ในปีนี้แล้ว อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประสบการณ์เสียงระดับโลกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง คือความตั้งใจของพันธมิตรที่อยู่เบื้องหลังการถ่ายทอดแบรนด์สู่ประเทศไทยอย่าง บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ที่ปัจจุบันได้ครบรอบ 55 ปีอย่างทรงพลัง ด้านคุณเกษมสิน กาญจนชัยภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด จึงได้กล่าวถึงวาระครบรอบ 55 ปีครั้งนี้ว่า “ตลอด 55 ปีที่ผ่านมา มหาจักรเติบโตเคียงข้างการใช้ชีวิตของผู้คน ผ่านเสียงเพลงและความบันเทิงที่อยู่ในบ้านของหลายครอบครัว จากยุคเครื่องเสียงตั้งพื้นสู่ลำโพงอัจฉริยะที่เชื่อมต่อทั้งบ้าน สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความมุ่งมั่นของเราในการคัดสรรเทคโนโลยีเสียงที่ดีที่สุดมาสู่คนไทย การก้าวเข้าสู่ปีที่ 55 พร้อมการเปิดตัว ฮาร์แมน คาร์ดอน (Harman Kardon) ถึง 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ จึงสะท้อนความตั้งใจของมหาจักรในการส่งต่อประสบการณ์เสียงคุณภาพระดับโลก ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง” โดย 2 นักแสดงหนุ่มชื่อดังยังได้มาร่วมเผยถึงสไตล์การฟังเพลงและศิลปินที่ชื่นชอบ รวมถึงเคล็ดลับการเลือกลำโพง เริ่มจาก ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร เผยว่า “เราเป็นคนที่ฟังเพลงหลากหลายมาก แทบไม่มีกำแพงเรื่องแนวดนตรีเลย ฟังได้ตั้งแต่ลูกกรุงไปจนถึงเพลงสากล แต่ถ้าย้อนกลับไปตอนสมัยมัธยม เราเติบโตมากับเพลงร็อกและเมทัลเป็นหลัก อย่างศิลปินที่ชอบมากในช่วงนั้นคือ Avenged Sevenfold สำหรับการเลือกลำโพง เราให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงเป็นอันดับแรก เพราะจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในสายดนตรี เรารู้ว่าอุปกรณ์มีผลกับประสบการณ์การฟังมาก ถ้าได้ใช้อุปกรณ์ที่ดี มันช่วยยกระดับการฟังเพลงไปอีกขั้น ส่วนอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือดีไซน์ เพราะทุกวันนี้อุปกรณ์ไม่ได้มีแค่ฟังก์ชัน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งบ้านด้วย เราเลยชอบดีไซน์ที่ดูคลาสสิก มินิมอล และเข้ากับบรรยากาศของบ้านได้” และ เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม เล่าว่า “จริงๆ เราฟังเพลงค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าแนวที่ชอบที่สุดจะเป็น Hip-hop กับ R&B ซึ่งศิลปินคนโปรดคือ Tyler, The Creator เราชอบทั้งสไตล์การแร็ป รวมถึงความสามารถด้านการโปรดิวซ์และการทำดนตรีของเขา แล้วพอเราเป็นคนที่อินกับรายละเอียดของดนตรี เวลาฟังเพลงก็เลยให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ค่อนข้างมาก หลายคนอาจมองว่าลำโพงแบบไหนก็ฟังได้เหมือนกัน แต่ถ้าฟังลึกลงไปอีกระดับ เราจะสัมผัสรายละเอียดของเสียงและสิ่งที่ศิลปินตั้งใจถ่ายทอดได้มากขึ้น เพราะถ้าลำโพงคุณภาพไม่ดี บางครั้งเสียงย่านต่ำหรือย่านสูงอาจหายไป ทำให้ประสบการณ์การฟังไม่ครบถ้วน ดังนั้นเวลาเลือกลำโพง นอกเหนือจากคาแรคเตอร์ของแบรนด์ที่เหมาะกับเราแล้ว ก็จะเลือกจากคุณภาพของเสียงว่าบาลานซ์และดึงรายละเอียดแต่ละย่านออกมาได้ดีแค่ไหน รวมถึงดีไซน์ด้วย เพราะถ้าลำโพงสามารถเข้ากับการแต่งบ้านได้ ก็ยิ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากขึ้น”     พบกับ “ฮาร์แมน คาร์ดอน” (Harman Kardon) ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมหาจักรฯ ทุกสาขา, ร้าน SoundCity ทุกสาขา, ร้าน Sound Lab, เว็บไซต์ www.mahajak.com และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศไทย โดยวางจำหน่ายแล้วในรุ่น Harman Kardon Aura Studio 5 ราคา 13,900 บาท, Harman Kardon Aura Studio 5 Wi‑Fi ราคา 15,900 บาท, Harman Kardon Soundsticks 5 ราคา 14,900 บาท, Harman Kardon Soundsticks 5 Wi‑Fi ราคา 16,900 บาท และ Harman Kardon Enchant Series ราคาเริ่มต้น 9,900 บาท ขณะที่ Harman Kardon Luna 2 มีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสที่ 2  สามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : https://n9.cl/dqh7yq Instagram : https://www.instagram.com/harmankardon_th/ Tiktok : https://www.tiktok.com/@harmankardon_th Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th/ Harman Kardon Website : https://www.harmankardonth.com/ #HarmanKardonAuroraHouse #HarmanKardonTH #Mahajak  

เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด

เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด กรุงเทพฯ – 13 มีนาคม 2569  เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี และตรวจยึดขวดหมึก เอปสันปลอมได้มากกว่า 58,000 ขวด ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการตรวจยึดหมึกเอปสันปลอมครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จากการเข้าตรวจค้นดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลโกดังเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม โดยผลการสืบสวนพบว่า ขวดหมึกปลอมจำนวนดังกล่าวถูกนำเข้าจากประเทศจีน และมีการกระจายสินค้าในประเทศไทยผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกรวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซ     ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเข้าตรวจค้นโกดังอีกแห่งในจังหวัดสมุทรปราการ และสามารถตรวจยึดขวดหมึกเอปสันปลอมเพิ่มเติมได้มากกว่า 9,000 ขวด พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย ส่งผลให้การปฏิบัติการครั้งนี้สามารถยึดหมึกเอปสันปลอมได้รวมกว่า 67,000 ขวด เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและรักษามาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทจะไม่ยอมรับการผลิต การนำเข้า หรือการจำหน่ายหมึกเอปสันปลอมในทุกรูปแบบ  โฆษกของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “หมึกปลอมไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพการพิมพ์ แต่ยังอาจทำให้เครื่องพิมพ์เกิดความเสียหาย ส่งผลให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รวมถึงเกิดความไม่สะดวกในการใช้งาน”     ทั้งนี้ เอปสันแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อหมึกจากตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตหรือร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการเท่านั้น โดยสามารถค้นหาร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเอปสันได้ที่ https://www.epson.co.th/find-a-store พร้อมทั้งตรวจสอบเบื้องต้นจากโลโก้สามมิติบนกล่องบรรจุภัณฑ์ที่สามารถมองเห็นเมื่อกระทบแสง รวมถึงสแกนคิวอาร์โค้ดบนกล่องผ่านแอปพลิเคชัน Epson Genuine ซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรีจาก Apple App Store และ Google Play โดยระบบจะแสดงผลทันทีว่าสินค้าเป็นของแท้หรือของปลอม ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สามารถดูคำแนะนำขั้นตอนได้ที่ https://www.epson.co.th/genuineinks เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังได้แสดงความขอบคุณต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติสำหรับการดำเนินการอย่างเด็ดขาด และความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในการปราบปรามการจำหน่ายสินค้าปลอมในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เอปสัน คอลเซ็นเตอร์ 02-460 9699,  facebook.com/epsonthailand และ LINE Official Account Epson Thailand  

โซนี่ไทยเปิดตัวหูฟังตัดเสียงรบกวนไร้สายแบบ Truly Wireless รุ่นใหม่ WF-1000XM6 “อินเต็มเสียง ตัดทุกนอยส์” ยกระดับประสบการณ์การฟังให้เป็นอย่างที่คนทำเพลงตั้งใจ ด้วยการจูนเสียงจากทีมงานทำเพลงระดับโลก

โซนี่ไทยเปิดตัวหูฟังตัดเสียงรบกวนไร้สายแบบ Truly Wireless รุ่นใหม่ WF-1000XM6 “อินเต็มเสียง ตัดทุกนอยส์” ยกระดับประสบการณ์การฟังให้เป็นอย่างที่คนทำเพลงตั้งใจ ด้วยการจูนเสียงจากทีมงานทำเพลงระดับโลก (กรุงเทพฯ – 25 กุมภาพันธ์ 2569) – บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดตัวหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวนระดับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด WF-1000XM6 ในตระกูล 1000X Series ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเสียงคุณภาพพรีเมียม โดยได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์คนรักเสียงดนตรีที่ต้องการประสบการณ์การฟังเหนือระดับ ผสานระบบตัดเสียงรบกวนประสิทธิภาพสูงที่พัฒนาขึ้นอีกขั้น พร้อมการจูนเสียงร่วมกับทีมซาวด์เอ็นจิเนียร์ระดับโลก มอบประสบการณ์ “อินเต็มเสียง ตัดทุกนอยส์” ควบคู่คุณภาพเสียงสนทนาและความเสถียรในการเชื่อมต่อที่ยกระดับใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ขนาดกะทัดรัด ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อความสบายตลอดวัน และรองรับการใช้งาน Gemini ผู้ช่วย AI ยอดนิยม     มร. หนิง เฉิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “โซนี่มีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการถ่ายทอดสารและห้วงอารมณ์จากครีเอเตอร์ ไม่เพียงแต่ช่างภาพเท่านั้น แต่รวมถึงครีเอเตอร์ในทุก ๆ ด้าน ซึ่งรวมถึงผู้สร้างเสียงดนตรีด้วย เราตั้งใจให้เทคโนโลยีช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ สร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าด้านความบันเทิง หูฟัง WF-1000XM6 โดดเด่นทั้งเรื่องคุณภาพเสียงที่ถูกจูนมาจากคนทำเพลงมืออาชีพระดับโลกและการตัดเสียงรบกวนนี้ จะทำให้ผู้ใช้ได้รับรู้และเข้าถึงทุกห้วงอารมณ์ที่คนทำเพลงตั้งใจรังสรรค์มาเป็นอย่างดี แม้จะถูกซ่อนอยู่ในโน้ตเล็ก ๆ ก็ตาม” นายณิชภูมิ เอื้อสกุลเกียรติ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่ม Personal Entertainment บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า “WF-1000XM6 ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับทั้งคุณภาพเสียงและประสบการณ์การใช้งานให้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ โดยอิงจากความคิดเห็นของผู้ใช้งานจริงในรุ่นก่อนหน้า เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนพัฒนาขึ้นกว่าเดิม 25% โดยเฉพาะการตัดเสียงรบกวนย่านกลาง-สูง ซึ่งเป็นย่านที่พบเจอได้บ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น เสียงพูดคุย เสียงยานพาหนะ หรือเสียงในร้านคาเฟ่ ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ชิปเซ็ตประมวลผลที่ถูกอัปเกรดขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า ไดรเวอร์ใหม่ ผสานกับการได้รับการจูนเสียงจากซาวด์เอ็นจิเนียร์ระดับโลกหลายท่าน ทำให้ได้คุณภาพเสียงระดับพรีเมียมอย่างที่คนทำเพลงตั้งใจส่งมอบผลงานไปยังผู้ฟัง ปกติแล้วคนใช้หูฟังมักใช้เพื่อประชุมออนไลน์และคุยโทรศัพท์ คุณภาพไมค์สำหรับการสนทนาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไมค์ของรุ่นนี้ให้เสียงชัดที่สุดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า การเชื่อมต่อเสถียรยิ่งขึ้น และปัจจุบันเทรนด์การใช้ AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัวเพิ่มขึ้น WF-1000XM6 ก็รองรับการใช้งาน Google Gemini อีกด้วย ทำให้หูฟังรุ่นนี้ครบเครื่องทั้งด้านคุณภาพและการเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ด้วยการพัฒนาทั้งหมดนี้ WF-1000XM6 จึงเป็นหูฟังที่เรามั่นใจว่าผู้ใช้จะรู้สึก “อินเต็มเสียง ตัดทุกนอยส์” และจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคชาวไทย” ที่สุดของระบบตัดเสียงรบกวน WF-1000XM6 ยกระดับการตัดเสียงรบกวนด้วยความสามารถในการลดเสียงรบกวนได้มากขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า WF-1000XM5 โดยเฉพาะในย่านเสียงกลางถึงสูง ซึ่งเป็นเสียงที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดคุย เสียงยานพาหนะ หรือเสียงในร้านคาเฟ่ หูฟังรุ่นใหม่นี้สามารถตัดเสียงรบกวนได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ในสถานการณ์ที่มีเสียงรบกวนมาก เช่น ระหว่างการเดินทางหรือขณะอยู่ในที่สาธารณะ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับชิปประมวลผล HD Noise Cancelling Processor QN3e ที่ควบคุมการทำงานของไมโครโฟนเพื่อการตัดเสียงรบกวนได้อย่างแม่นยำ โดยมีไมโครโฟนถึง 4 ตัว ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนที่มี 3 ตัว ทำให้ได้ประสิทธิภาพการตัดเสียงรบกวนสูง ขณะเดียวกัน ยังขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผลอัจฉริยะ Integrated Processor V2 มาพร้อมระบบ Adaptive Noise Cancelling Optimiser ที่สามารถวิเคราะห์เสียงรบกวนภายนอกและสภาพการสวมใส่ได้แบบเรียลไทม์อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อให้การตัดเสียงรบกวนมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกสถานการณ์ อีกทั้งยังได้รับการปรับปรุงให้สามารถลดเสียงรบกวนที่อาจเล็ดลอดผ่านช่องว่างระหว่างจุกหูฟังและรูหูได้ดียิ่งขึ้น โดยปรับให้เหมาะกับรูปทรงหูเฉพาะบุคคลของผู้ใช้แต่ละคนอย่างชาญฉลาด ช่วยให้คุณดื่มด่ำกับเสียงเพลงได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกรบกวนจากสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ WF-1000XM6 ยังมาพร้อมกับจุกหูฟัง Noise Isolation Earbud Tips ซึ่งออกแบบเฉพาะโดยโซนี่ เพื่อมอบความสบายขณะสวมใส่ ควบคู่กับการป้องกันเสียงรบกวนในระดับสูงสุด โดยมีให้เลือกถึง 4 ขนาด เพื่อความพอดีที่กระชับในทุกรูปทรงของใบหู     ประสบการณ์เสียงระดับพรีเมียม WF-1000XM6 มาพร้อมคุณภาพเสียงระดับพรีเมียม ด้วยพลังการทำงานร่วมกันของโปรเซสเซอร์ 2 ตัว ที่ประมวลผลเสียงได้อย่างแม่นยำ คมชัด และมีมิติ โดยชิป QN3e ทำหน้าที่ขับเคลื่อนภาคขยายเสียง DAC ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถถ่ายทอดทุกรายละเอียดของเสียงได้อย่างคมชัดยิ่งขึ้น ขณะที่ Integrated Processor V2 รองรับการประมวลผลเสียงแบบ 32-bit จากเดิม 24-bit ในรุ่นก่อนหน้า เพื่อให้ได้เสียงที่มีความละเอียดสูงและเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น โซนี่ยังได้พัฒนาไดรเวอร์ยูนิตใหม่สำหรับรุ่นนี้ โดยออกแบบไดอะแฟรมให้มีโครงสร้างพิเศษ ผสมผสานวัสดุที่แตกต่างกันระหว่างส่วนโดมและขอบ โดยขอบที่นุ่มช่วยสร้างเสียงเบสลึกและเต็มอิ่ม ในขณะที่โดมที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ช่วยให้เสียงแหลมชัดเจนและครอบคลุมย่านความถี่สูงได้มากขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการประมวลผลสัญญาณไปจนถึงการส่งเสียงออกมา ทุกขั้นตอนถูกออกแบบให้มีความแม่นยำสูง ลดความเพี้ยนของเสียง และถ่ายทอดเสียงคุณภาพสูงได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีการเพิ่มรอยบากพิเศษที่ขอบไดอะแฟรม เพื่อช่วยให้เสียงที่ได้มีความชัดเจน WF-1000XM6 ยังรองรับ Hi-Res Audio Wireless เทคโนโลยี DSEE Extreme ระบบเสียง 360 Reality Audio การปรับแต่งเสียงได้ 10 Band EQ ผ่านแอปพลิเคชัน Sony | Sound Connect รวมถึงฟีเจอร์ Headtracking และ Background Music Effect ที่ยกระดับประสบการณ์การฟังให้เหนือกว่าที่เคย ปรับจูนเสียงโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในวงการดนตรี หูฟังตระกูล 1000X ของโซนี่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อถ่ายทอดพลังของบทเพลงได้อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นแนวดนตรีใดก็ตาม เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ตรงตามวิสัยทัศน์ของศิลปิน โซนี่จึงร่วมมือกับสตูดิโอชั้นนำระดับโลกในการปรับจูนเสียงอย่างพิถีพิถัน โดยได้รับคำแนะนำจากทีมวิศวกรเสียงระดับรางวัลแกรมมี่ ทั้งผู้ชนะและผู้เข้าชิง อาทิ แรนดี้ เมอร์ริลล์ (Randy Merrill) จาก Sterling Sound ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานของ Ed Sheeran, คริส เกอร์ริงเจอร์ (Chris Gehringer) ผู้ร่วมงานกับศิลปินระดับโลกอย่าง Rihanna และ Lady Gaga, ไมค์ เพียเซนตินี (Mike Piacentini) จาก Battery Studios ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงของ Bob Dylan และ ไมเคิล โรมาโนสกี (Michael Romanowski) จาก Coast Mastering ผู้มีผลงานร่วมกับ Alicia Keys รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง Star Wars ภาค 4, 5 และ 6 ด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ หูฟัง WF-1000XM6 จึงถูกออกแบบมาให้ถ่ายทอดเสียงได้อย่างที่ศิลปินต้องการอย่างแท้จริง — ทั้งความลึก รายละเอียด และอารมณ์ของเสียงที่ซื่อตรงต่อจินตนาการต้นฉบับของผู้สร้างสรรค์ผลงาน คุณภาพเสียงสนทนาดีที่สุดจากโซนี่ WF-1000XM6 มาพร้อมไมโครโฟน 2 ตัว และเซ็นเซอร์ตรวจจับการสั่นสะเทือนของกระดูก (Bone Conduction Sensor) ในแต่ละข้าง โดยใช้เทคโนโลยีอัลกอริทึมลดเสียงรบกวนแบบ AI Beamforming ขั้นสูง เพื่อแยกเสียงพูดของผู้ใช้งาน แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง หรือมีผู้คนพูดคุยอยู่รอบข้าง ระบบจะสามารถแยกเสียงของคุณออกจากเสียงรบกวนได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ผู้ที่อยู่ปลายสายได้ยินเสียงของคุณอย่างชัดเจนตลอดการสนทนา     ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อความสบายในการสวมใส่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หูฟังตระกูล 1000X ของโซนี่ได้รับการออกแบบโดยยึดหลักสรีรศาสตร์ของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ เพื่อให้สวมใส่ได้กระชับและสบายอย่างแท้จริง โดยในรุ่น WF-1000XM6 ได้ยกระดับความสบายยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบตัวหูฟังให้โค้งรับกับสรีระภายในของใบหูอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยลดแรงกดทับและความรู้สึกอึดอัดเมื่อสวมใส่ ขณะเดียวกัน ดีไซน์ใหม่ยังมีขนาดตัวเครื่องที่บางลงกว่ารุ่นก่อนหน้าราว 11% ช่วยลดการเสียดสีกับบริเวณโครงสร้างซับซ้อนของใบหู ทำให้สามารถสวมใส่ได้อย่างสบายแม้ใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ยังมีโครงสร้างระบายอากาศที่ได้รับการออกแบบใหม่ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศภายในตัวหูฟัง ลดเสียงรบกวนภายใน เช่น เสียงฝีเท้าหรือเสียงเคี้ยวอาหาร ช่วยให้เพลิดเพลินกับคอนเทนต์ได้อย่างเต็มอรรถรสในทุกสถานการณ์ ด้านวัสดุและสีสันได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ ด้วยพื้นผิว Premium Matte Texture ที่ให้สัมผัสเรียบหรู โดยสีดำ (Black) ถ่ายทอดความหรูหราแบบ Quiet Luxury ด้วยโทนสีลุ่มลึกและผิวสัมผัสแมตต์ที่ดูสุขุม ทันสมัย ขณะที่สีแพลตตินัมซิลเวอร์ (Platinum Silver) ให้ความรู้สึกเบาสบาย นอกจากนี้ วัสดุและดีไซน์ของเคสก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้เปิดใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น แม้ใช้เพียงมือเดียว และออกแบบให้หยิบหูฟังออกมาได้สะดวกกว่าที่เคย ฟีเจอร์อัจฉริยะเพื่อประสบการณ์ฟังที่เหนือกว่า WF-1000XM6 ยังคงรวมฟีเจอร์ที่ผู้ใช้งานชื่นชอบจากรุ่นก่อนหน้าไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Auto Play และ Adaptive Sound Control ที่ช่วยปรับเสียงอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อม ฟีเจอร์ Quick Access สำหรับเรียกใช้งานด่วน และเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานประจำวัน หูฟังรองรับการใช้งาน Google Gemini ที่ทำให้การใช้งานแบบแฮนด์ฟรีสะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง เชื่อมต่อกับเพื่อน รับการแจ้งเตือน หรือพูดคุยกับ Gemini Live เพื่อแชร์ไอเดีย เพิ่มรายการใน Google Keep หรือจัดตารางใน Google Calendar ได้โดยไม่ต้องแตะโทรศัพท์เลยแม้แต่น้อย ด้านการเชื่อมต่อ WF-1000XM6 ได้รับการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด ด้วยอัลกอริทึมขั้นสูง และเสาสัญญาณที่มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ช่วยเพิ่มความเสถียรในการเชื่อมต่อได้มากยิ่งขึ้น พร้อมรองรับเทคโนโลยี LE Audio ซึ่งเป็น Bluetooth® รุ่นถัดไปที่มาพร้อมค่าหน่วงต่ำพิเศษ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่นเกม หรือการใช้งานที่ต้องการความแม่นยำแบบเรียลไทม์ ในส่วนของแบตเตอรี่ WF-1000XM6 สามารถใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และสูงสุดถึง 24 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จ คุณจึงสามารถฟังเพลงได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมด อีกทั้งยังรองรับการชาร์จแบบไร้สายผ่านเทคโนโลยี Qi เพื่อความสะดวกสูงสุดในการใช้งาน ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือระหว่างเดินทาง และรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว6 ชาร์จเพียง 5 นาที ใช้งานได้ 1 ชั่วโมง     ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน WF-1000XM6 ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการ โดยเลือกใช้วัสดุพลาสติกรีไซเคิลแบบหมุนเวียน (Circular Material) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของพลาสติกทั้งหมดที่ใช้ในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาพลาสติกใหม่ที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งบรรจุภัณฑ์ยังปราศจากพลาสติก 100% อย่างแท้จริง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว กำหนดการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ WF-1000XM6 พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ในราคา 11,990 บาท โดยมีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ (Black) และสีแพลตตินัมซิลเวอร์ (Platinum Silver) พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ รับฟรีลำโพงพกพาโซนี่ ULT FIELD 1 มูลค่า 4,990 บาท เมื่อซื้อหูฟัง WF-1000XM6 และลงทะเบียนรับประกันสินค้า My Sony ผ่านไลน์ @SonyThai พร้อมตอบแบบสอบถามที่จะได้รับทางอีเมลหลังการลงทะเบียนรับประกันสินค้าภายในวันเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 – 30 เมษายน 2569 สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่เว็บไซต์ www.sony.co.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือไลน์ @SonyThai  

เอปสันเผยสินค้ากลุ่ม B2B แกร่งยกพอร์ตต้านตลาดผันผวน เผยสูตรสร้างการเติบโตต่อปี 69

เอปสันเผยสินค้ากลุ่ม B2B แกร่งยกพอร์ตต้านตลาดผันผวน เผยสูตรสร้างการเติบโตต่อปี 69  13 กุมภาพันธ์ 2569 – เอปสัน ประเทศไทย รับมือภาวะตลาดผันผวนในปี 2568 ส่งผลตลาดผู้บริโภคชะลอตัว แต่กลุ่มธุรกิจ B2B กลับเติบโตโดดเด่นในหลายผลิตภัณฑ์ สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าองค์กรที่ยังคงลงทุนในโซลูชันที่เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าในระยะยาว พร้อมตั้งเป้าเติบโต 5% ในปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ “Customer Value First” ผ่านสูตรผสานโซลูชัน บริการ และความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ตลาดองค์กร     นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดในปี 2568 เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ชะลอตัว ส่งผลให้ลูกค้าทุกกลุ่มปรับรูปแบบการตัดสินใจอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยกลุ่มผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจลดลง จึงชะลอการใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในกลุ่มสินค้าระดับเริ่มต้น ขณะที่กลุ่ม SME เลื่อนแผนการลงทุนและยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ให้นานขึ้น ส่วนองค์กรขนาดใหญ่ขยายระยะเวลาของกระบวนการจัดซื้อ ควบคุมงบประมาณอย่างเข้มงวด และมุ่งลงทุนเฉพาะโครงการที่มีความ สำคัญเชิงกลยุทธ์หรือจำเป็นต่อภารกิจหลักขององค์กร สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอยู่ในภาวะระมัดระวัง แต่ความต้องการพื้นฐานยังคงมีอยู่ในระบบ สำหรับผลการดำเนินงานปีนี้ เอปสันคาดว่ารายได้รวมจะทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ท่ามกลางภาวะตลาดที่ชะลอตัวจากปัจจัยกดดันรอบด้าน แม้ว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม B2C จะไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยคาดว่ารายได้จะปรับลดลงประมาณ 5% แต่ในทางกลับกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กรธุรกิจ (B2B) หลายรายการกลับสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเพื่อธุรกิจเติบโตถึง 40% และสแกนเนอร์เติบโตที่ 25% เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องพิมพ์ฉลากสี ColorWorks เติบโตที่ 20% และเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา 10% รวมถึงหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 20% การเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าองค์กรที่ยังคงเดินหน้าลงทุนในโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างความคุ้มค่าในระยะสั้น และเสริมศักยภาพการแข่งขันเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว     “แรงขับสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ B2B ของเอปสัน มาจากการมุ่งทำตลาดในระดับ Mid-High อย่างชัดเจน ทั้งในกลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสำหรับองค์กรธุรกิจและสแกนเนอร์ ควบคู่กับการต่อยอดโซลูชันครบวงจรสำหรับองค์กร ไม่ว่าจะเป็น EcoFleet Management ที่ช่วยบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายงานพิมพ์ โซลูชันเครื่องพิมพ์ฉลากสี รวมถึงโซลูชันหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน ตลาดเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม SureColor ทั้งเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณาและงานสิ่งทอ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการที่รอคอยเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด พร้อมกันนี้ เอปสันยังเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างองค์กร และยกระดับศักยภาพทีมงาน B2B ให้มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก เพื่อรองรับความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของลูกค้าองค์กร” นายยรรยง กล่าว สำหรับแนวโน้มปี 2569 ภาคธุรกิจยังต้องดำเนินงานต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ขณะเดียวกัน องค์กรต่างๆ จะยกระดับความสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัว นอกจากนี้ ตลาดผู้บริโภคมีความแตกต่างของความต้องการชัดเจนขึ้น ระหว่างกลุ่มที่เน้นราคาและกลุ่มที่มองคุณค่าในระยะยาว ขณะที่ประเด็นด้านความยั่งยืน เทคโนโลยีสีเขียว และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการตัดสินใจของภาคธุรกิจในปีถัดไป เอปสันจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ  นายยรรยง กล่าวว่า “บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตในปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 5% จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าในระยะยาวมากกว่าการแข่งขันด้านราคา ภายใต้แนวคิด ‘Customer Value First’ โดยมุ่งสร้างคุณค่ารวม (Total Value) ผ่านการผสานโซลูชัน บริการ และแนวทางด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ทั้งในตลาด B2C และ B2B”     สำหรับกลยุทธ์ในกลุ่ม B2C จะยึดแนวทาง ‘Defense & Premiumization’ ที่มุ่งรักษาส่วนแบ่งตลาดและฐานลูกค้าในตลาดที่เอปสันเป็นผู้นำอยู่ พร้อมกับยกระดับพอร์ตสินค้าไปสู่รุ่นที่มีมูลค่าสูงขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำตลาดทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์และการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสินค้าไฮไลท์ของกลุ่ม B2C ในปี 2569 ได้แก่ เครื่องพิมพ์ EcoTank รุ่นใหม่ และโปรเจคเตอร์ Lifestudio ซีรี่ส์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Lifestudio Pop ที่เน้นความกะทัดรัดและดีไซน์สนุก หรือ Lifestudio Flex ที่เน้นความยืดหยุ่นและประสบการณ์ภาพระดับพรีเมียม พร้อมเทคโนโลยี Google TV และระบบเสียงโดย Bose  ขณะที่ตลาด B2B เอปสันจะเดินหน้ากลยุทธ์ ‘Acceleration & Expansion’ มุ่งเร่งขยายตลาดด้วยโซลูชันสำหรับองค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเพื่อธุรกิจ เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เครื่องพิมพ์ฉลากสี โปรเจคเตอร์ความสว่างสูง ตลอดจนโซลูชันเฉพาะทางสำหรับภาคอุตสาหกรรม ผ่านการเสริมความแข็ง แกร่งพันธมิตร (Strengthen Partner) เพื่อขยายการเข้าถึงตลาดองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ พร้อมพัฒนาโปรแกรมสนับสนุนคู่ค้าอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังพัฒนาโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม (Vertical Penetration) ที่ออกแบบให้ตรงกับความต้องการแบบเฉพาะเจาะจงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มสาธารณสุข การศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างในตลาดองค์กรได้ดียิ่งขึ้น และสุดท้าย เอปสันยังมุ่งสร้างคุณค่าผ่านโซลูชัน (Value Creation) เพื่อผลักดันการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์มาสู่เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทที่ช่วยลดต้นทุนโดยรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ทั้งยังลดการใช้พลังงานและลดของเสีย  ในส่วนงานบริการ บริษัทฯ เดินหน้ารักษาระดับการบริการในคุณภาพสูง ภายใต้แนวคิด ‘Operational Excellency’ ผ่านข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA) ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานการตอบสนองและการแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ตั้งแต่ระยะเวลาเข้าดูแล การซ่อมบำรุง ไปจนถึงความพร้อมของอะไหล่ พร้อมเริ่มใช้งานระบบ Service CRM ใหม่ เพื่อบริหารจัดการเคสแบบเรียลไทม์ รองรับการกระจายงานอัตโนมัติ (Smart Routing) การแจ้งเตือน และแดชบอร์ดติดตามผลแบบ 360 องศา ช่วยลดระยะเวลาให้บริการ และเสริมความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของลูกค้าองค์กร ปัจจุบัน บริษัทฯ มีเครือข่ายศูนย์บริการรวม 175 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งทุกแห่งมีทีม On-site Service ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และจะเดินหน้าขยายและปรับโครงสร้างพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายงานและความรวดเร็วในการเข้าดูแลลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจะจัดทำระบบอบรมและการรับรองมาตรฐานสำหรับทักษะด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เพื่อยกระดับศักยภาพช่างเทคนิคให้รองรับโซลูชันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น พัฒนา Partner Community Hub เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับพาร์ทเนอร์ในการเข้าถึงข้อมูล คู่มือ บริหารจัดการงานบริการ และติดตามสถานะเคลมได้อย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ตลอดจนจัดตั้ง Thailand & Regional Parts Central Hub เพื่อบริหารคลังอะไหล่และการกระจายสินค้าให้มีความพร้อมสูงสุด ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าองค์กร พร้อมกันนี้ เอปสันยังวางแนวทางการสร้างการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยยึดความยั่งยืนและ ESG เป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว บริษัทฯ มองว่า ESG ไม่ใช่เครื่องมือทางการตลาด แต่เป็นทั้งต้นทุนและโอกาสทางธุรกิจที่เอปสันและลูกค้าต้องลงทุนร่วมกัน โดยเอปสันเดินหน้านำเสนอนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ เทคโนโลยี Heat-Free ในเครื่องพิมพ์ EcoTank ระบบรีไซเคิลกระดาษ PaperLab เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม และโปรเจคเตอร์ กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับ แบรนด์ แต่ยังเปิดโอกาสให้เอปสันเข้าถึงตลาดใหม่และลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน พร้อมสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงในระยะยาว     ควบคู่กันนี้ เอปสันยังให้ความสำคัญกับโครงการที่สนับสนุนความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในโครงการที่ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี คือการนำขวดหมึกเอปสันที่ใช้แล้วกลับมาผลิตเป็นชุดโต๊ะเรียน เพื่อบริจาคให้แก่หน่วยงานและชุมชนต่างๆ ซึ่งจนถึงปัจจุบันสามารถนำขวดหมึกใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า 50,000 ขวด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ทำแคมเปญด้าน Plastic Reduction ติดต่อกันมาเป็นปีที่ 3 โดยในปี 2568 ได้ใช้ชื่อว่า “วิถีไทยไร้พลาสติก” ซึ่งเป็นการนำเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบไทย เช่น การใช้วัสดุจากธรรมชาติ มาปรับใช้เป็นแนวทางในการลดการใช้พลาสติกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แคมเปญดังกล่าว มีกิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ “Leaf Plastic Behind” เวิร์คช็อปพับภาชนะจากใบตองเพื่อทดแทนภาชนะพลาสติก และ “The Cooking Shack” กระต๊อบทรงไทยที่สร้างจากขวดน้ำและกล่องพลาสติกใช้แล้ว ซึ่งนำไปทำการทดลองเชิงสังคมเพื่อสะท้อนผลกระทบของภาวะโลกร้อน ก่อนนำไปบริจาคให้กับโรงเรียนบ้านควนจง จังหวัดสงขลา และโรงเรียนวัดเดชานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้และเรือนเพาะปลูกสำหรับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียนต่อไป “ตลอดช่วงที่ผ่านมา เอปสันได้ปรับเพิ่มน้ำหนักและความเข้มข้นในการทำตลาดกลุ่ม B2B อย่างต่อเนื่อง และวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างรุนแรง บริษัทฯ ยังสามารถรักษาระดับการดำเนินงานโดยรวมไว้ได้ พร้อมทั้งขยายส่วนแบ่งตลาดในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B อย่างมีนัยสำคัญ ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในโซลูชันของเอปสัน จากนี้ไป บริษัทฯ จะเดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์เชิงรุก มองหา S-Curve ใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับความแตกต่างของแบรนด์ผ่านจุดยืนด้านความยั่งยืนและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นคุณค่าหลักที่องค์กรยุคใหม่ให้ความสำคัญ และเป็นพื้นที่ที่เอปสันมีความโดดเด่นอย่างชัดเจนในตลาดปัจจุบัน” นายยรรยง กล่าวทิ้งท้าย  

เอปสันเผยผลประกวดภาพถ่าย Epson International Pano Awards ครั้งที่ 16 ช่างภาพอาเซียนคว้าหลายรางวัล

เอปสันเผยผลประกวดภาพถ่าย Epson International Pano Awards ครั้งที่ 16  ช่างภาพอาเซียนคว้าหลายรางวัล 12 ธันวาคม 2025 – เอปสันขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะรางวัล Epson International Pano Awards ครั้งที่ 16 การประกวดภาพถ่ายพาโนรามาที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของช่างภาพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะวิลเลียม ชัว (William Chua) จากสิงคโปร์ ผู้คว้ารางวัล The Pano Awards Southeast Asia Open Photographer of the Year 2025 Epson International Pano Awards ยังคงเป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายพาโนรามาจากทั่วทุกมุมโลก โดยในปีนี้ช่างภาพจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสร้างผลงานโดดเด่นต่อเนื่อง หลังจากเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักร่วมตั้งแต่ปี 2024 ผลงานภาพ “Wildebeest” ของวิลเลียม ชัว โดดเด่นด้วยมุมมองสร้างสรรค์ ถ่ายทอดพลังและความตื่นเต้นของการอพยพครั้งยิ่งใหญ่ของวิลเดอบีสต์ในเคนยาได้อย่างน่าประทับใจ  “ผมได้ดูการอพยพของวิลเดอบีสต์มาหลายครั้ง และมันยังคงทำให้ผมทึ่งเสมอ สิ่งที่ดึงดูดสายตาในครั้งนี้คือวิลเดอบีสต์ตัวหนึ่งที่หันกลับมาท่ามกลางความโกลาหล และผมรู้ทันทีว่านี่คือภาพที่ผมต้องการถ่าย” วิลเลียม ชัว  มร.ซิ่ว จิน เกียด กรรมการผู้จัดการภูมิภาค เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “นี่เป็นปีที่สองที่เอปสัน เอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ให้การสนับสนุนเวที Epson International Pano Awards และเรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งจากช่างภาพในภูมิภาค ผลงานเหล่านี้สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของช่างภาพและครีเอเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเอปสันภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนและผลักดันศิลปะการพิมพ์ให้เป็นสื่อทรงพลังในการถ่ายทอดภาพพาโนรามาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด” ในฐานะผู้สนับสนุนหลักร่วมเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร่วมกับเอปสัน ออสเตรเลีย มอบรางวัล อาทิ เครื่องพิมพ์ภาพ Epson SureColor P5360, P5330, P906 และโปรเจคเตอร์ Epson EB-1795F เพื่อเป็นเครื่องมือคุณภาพระดับมืออาชีพสำหรับกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงาน นอกจากรางวัลชนะเลิศ ช่างภาพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสร้างผลงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะจากเวียดนาม ซึ่งคว้า 6 จาก 10 ตำแหน่งผู้เข้ารอบสุดท้าย ขณะที่ช่างภาพไทยก็ได้รับการคัดเลือกเข้ารอบด้วยผลงานที่น่าสนใจ ได้แก่ Silk of the Sea โดยคาว ถิ งอก เดียม (Cao Thi Ngoc Diem) ถ่ายทอดภาพการซักผ้าไหมในจังหวัดฟูเอี้ยน ประเทศเวียดนาม และภาพ Dune II โดยอธิเมธ เลิศกิตติเวรุจน์ (Athimeth Lerdkkitveruj) จากประเทศไทย ซึ่งถ่ายทอดทิวทรายกว้างใหญ่ของนามิเบียในมุมมองพาโนรามาอันน่าทึ่ง ผลงานทั้งหมดสะท้อนความทะเยอทะยานทางศิลปะและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตามองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   มร.เดวิด เอวานส์ ภัณฑารักษ์ของงานประกวด Epson International Pano Awards ภัณฑารักษ์ของการแข่งขัน กล่าวว่า “ทุกปีขอบเขตของภาพถ่ายพาโนรามาถูกขยายออกไป และปี 2025 ก็ไม่ต่างกัน ด้วยแรงสนับสนุนจากเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอปสัน ออสเตรเลีย ทำให้เวทีนี้เข้าถึงผู้สร้างสรรค์ทั่วโลกมากขึ้น ผลงานที่เข้าประกวดเต็มไปด้วยความหลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นเลิศทางเทคนิค ซึ่งยืนยันว่าพาโนรามาคือหนึ่งในสื่อทรงพลังที่สุดในการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายร่วมสมัย” การแข่งขันในปีที่ 16 นี้ยังคงรวบรวมคณะกรรมการซึ่งเป็นช่างภาพพาโนรามาชั้นนำระดับโลก เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ยกระดับคุณภาพงานศิลปะภาพถ่ายประเภทนี้อย่างแท้จริง ชมผลงานทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ของการแข่งขัน: https://thepanoawards.com/2025-winners-gallery