SUGDEN SAPPHIRE DAP-800 Preamplifier
SUGDEN SAPPHIRE FBA-800 Power Amplifier
เสน่ห์ล้ำลึก ในน้ำเสียง CLASS A
SUGDEN มีประวัติการพัฒนาเครื่องขยายเสียง Class A มาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 โดยไม่ได้มองเพียงเรื่องกำลังขับหรือค่าตัวเลขทางเทคนิค แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของวงจรขยายสัญญาณ และการถ่ายทอดดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาจะยืนพื้นอยู่ระบบ Pure Class A เป็นหลัก
สำหรับ SUGDEN ตระกูล Sapphire เป็นผลงานระดับสูงที่สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ประกอบด้วย DAP-800 ซึ่งเป็น Digital/Analogue Preamplifier และ FBA-800 ซึ่งเป็น Pure Class A Power Amplifier
ปรีเพาเวอร์ทั้งสองเครื่องนี้ได้รับการพัฒนาวงจรเป็นพิเศษ ใช้เวลาวิจัยและพัฒนาประมาณสองปีก่อนเปิดตัวสู่ตลาด จุดน่าสนใจคือทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ที่นำมาต่อใช้งานร่วมกัน แต่เป็นการออกแบบระบบที่มีปรัชญาทางวิศวกรรมสอดคล้องกัน
ผมเป็นคนช่างสงสัย แค่ได้ยินชื่อก็มักจะคิดไปก่อนว่าชื่อของบริษัท SUGDEN นั้นมาจากอะไร
ชื่อ SUGDEN ไม่ได้เป็นคำศัพท์ที่สื่อถึงเทคโนโลยีเครื่องเสียงโดยตรงครับ แต่เป็นนามสกุลของผู้ก่อตั้งบริษัท คือ James Edward Sugden หรือที่เรียกกันว่า Jim Sugden วิศวกรชาวอังกฤษ
SUGDEN ก่อตั้งบริษัทในปี 1967 ที่เมือง Cleckheaton แคว้น West Yorkshire ประเทศอังกฤษ เริ่มต้นจากบริษัทค้นคว้าวิจัยด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผลิตเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และอุปกรณ์ทดสอบ ก่อนจะพัฒนามาสู่การผลิตเครื่องเสียงไฮไฟ
ชื่อ SUGDEN จึงเป็นชื่อสกุลของผู้ก่อตั้งที่นำมาใช้เป็นชื่อแบรนด์ แล้วนามสกุล SUGDEN มีความหมายไหม?
มีรากศัพท์เก่าแก่ในภาษาอังกฤษ เชื่อมโยงกับชื่อสถานที่ในแถบ Yorkshire โดยมีการตีความรากศัพท์ว่าเกี่ยวข้องกับพื้นที่ชุ่มน้ำหรือหุบเขา แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องชื่อก็คือ SUGDEN กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการเครื่องเสียงอังกฤษ ด้วยการผลิต SUGDEN A21 ในปี 1967 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นแอมป์ทรานซิสเตอร์ Pure Class A ที่ผลิตออกจำหน่ายเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลก
ส่วนตัวแล้ว ผมชอบแนวคิดของแบรนด์นี้ตรงที่ชื่อของวิศวกรผู้ก่อตั้งไม่ได้ถูกแทนที่ด้วยชื่อทางการตลาดที่หวือหวา แต่ยังคงสืบทอดเป็นชื่อแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน SUGDEN จึงไม่ใช่แค่ชื่อเครื่องเสียง แต่เป็นชื่อที่ผูกพันกับประวัติศาสตร์ของ Pure Class A ในโลก Hi-Fi อังกฤษมาจนถึงทุกวันนี้

SUGDEN DAP-800 เป็นปรีแอมป์ที่ออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบเครื่องเสียง รองรับทั้งแหล่งสัญญาณอนาล็อกและดิจิตอล โดยไม่จำเป็นต้องมี DAC แยกต่างหากสำหรับการเล่นเพลงดิจิตอลทั่วไป
สิ่งที่น่าสนใจคือการแยกภาค Analog และ Digital ออกจากกันอย่างจริงจัง ภาค Analog มีระบบจ่ายไฟและวงจรควบคุมของตัวเอง และภาค Digital ก็มีระบบจ่ายไฟแยกต่างหาก ด้วยการแยกบอร์ดและโครงสร้างวงจร เพื่อลดโอกาสที่สัญญาณรบกวนจากภาคดิจิตอลจะเข้ามากระทบภาคอนาล็อก (สังเกตจากสวิตช์แยกด้านหลังเครื่อง)
กล่าวง่ายๆ คือ แม้จะอยู่ในเครื่องเดียวกัน แต่ SUGDEN พยายามทำให้ทั้งสองภาคทำงานเสมือนเป็นอุปกรณ์คนละชุดนั่นเอง
เทคโนโลยี VCV (Voltage Controlled Volume)
นี่เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่สุดของ DAP-800 แทนที่จะใช้โวลุ่มแบบทั่วไปที่ลดระดับสัญญาณโดยตรง SUGDEN ใช้แนวทางควบคุมระดับเสียงผ่านวงจรขยายสัญญาณ ที่มีโครงสร้างวงจรประกอบด้วย High Impedance Input, Current Gain Stage, Folded Cascode และ Class A Output Stage
แนวคิดคือควบคุมระดับเสียงโดยไม่ต้องลดทอนสัญญาณในลักษณะเดียวกับโวลุ่มแบบ Passive ทั่วไป สิ่งนี้จะช่วยรักษาความสมดุลของโทนเสียงและความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดเมื่อปรับระดับเสียงแตกต่างกัน
นี่คือความพยายามแก้ปัญหาที่ปรีแอมป์หลายแบบต้องเผชิญ นั่นคือเมื่อหมุนลดเสียงแล้ว คุณภาพและสมดุลของเสียงเปลี่ยนไปหรือไม่นั่นเอง
ภาค DAC ที่ไม่ได้เดินตามกระแส Oversampling
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ DAC ภายใน DAP-800 ใช้แนวทาง Non-Oversampling และไม่ใช้ Digital Filtering แบบทั่วไป โดย SUGDEN เลือกใช้การกรองสัญญาณในภาคอนาล็อกหลังการแปลง D/A แทนที่ระบบทั่วๆ ไป
เป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายของกระบวนการแปลงสัญญาณ และเป็นลักษณะการออกแบบที่ SUGDEN พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

รูปแบบการใช้งานและการเชื่อมต่อในปรีแอมป์รุ่นนี้ จะมีช่อง Analog RCA Input 4 ชุด ช่องสัญญาณ Analog XLR Input 1 ชุด ระบบ RCA Bypass 1 ชุด ในภาคอินพุตดิจิตอลมี Coaxial Digital 3 ช่อง Optical Digital 2 ช่อง และ USB-B อีกหนึ่งช่อง
ในด้านสัญญาณเอาต์พุตขาออก จะมีขั้วต่อ RCA Output 2 ชุด ขั้วต่อ XLR Output 1 ชุด รวมถึงช่องสัญญาณสำหรับการบันทึกเสียงที่เรียกว่า Tape Output 1 ชุด
ให้การรองรับสัญญาณดิจิตอลผ่าน S/PDIF สูงสุด 24-bit/96kHz ส่วน USB รองรับสูงสุด 16-bit/44.1kHz ตามสเปกที่ผู้ผลิตระบุ จึงเหมาะกับผู้ที่มีทั้ง CD Transport, Streamer, DAC Source, เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มี Phono Stage ภายนอก และอุปกรณ์อนาล็อกอื่นๆ
ข้อสังเกตคือ DAP-800 ไม่มี Phono Stage และไม่มี Network Streaming ในตัว จึงยังต้องใช้อุปกรณ์ต้นทางแยกต่างหากจากภายนอกครับ

SUGDEN FBA-800 เพาเวอร์แอมป์คลาส A ที่มีแนวคิดแตกต่าง
หาก DAP-800 เป็นสมองของระบบ FBA-800 ก็เปรียบเสมือนหัวใจที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนลำโพง แต่สิ่งที่ทำให้เพาเวอร์แอมป์ FBA-800 แตกต่างจากเพาเวอร์แอมป์ Class A ทั่วไป คือเทคโนโลยีที่ SUGDEN เรียกว่า Floating Bridge Amplifier หรือการออกแบบวงจรขยายแบบ Floating Bridge นั่นเอง
หลักการออกแบบ
ภายใน FBA-800 มีวงจรขยายกำลัง 4 ชุด ชุดละ 20 วัตต์ โดยจัดแบ่งการทำงานเป็นสองชุดต่อหนึ่งแชนเนล แต่ละแชนเนลใช้วงจรขยายแรงดันสองชุดทำงานร่วมกับภาคเอาต์พุตแบบ Bridge ในแนวทางนี้จะช่วยให้เกิดประโยชน์หลายประการ ได้แก่ลด Noise Floor ของระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แรงดันไฟเลี้ยง ช่วยลด Output Impedance เพิ่มความสามารถในการรองรับโหลดของลำโพง รวมถึงรักษาการทำงานในรูปแบบ Class A
อีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญคือ FBA-800 ใช้การออกแบบแบบสมมาตร Fully Balanced ตั้งแต่ภาคอินพุตจนถึงเอาต์พุต โดยเฉพาะเมื่อเลือกใช้งานผ่าน XLR
สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องต่อ XLR เพื่อความสะดวก แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการออกแบบวงจรแบบ Balanced ทั้งระบบ

ภาคจ่ายไฟและอุปกรณ์ภายใน
SUGDEN ให้ความสำคัญกับภาคจ่ายไฟอย่างมาก โดยเลือกใช้หม้อแปลงแบบ Bifilar Winding ที่ออกแบบเฉพาะ มีขดลวดแยก 4 ชุด พร้อมตัวเก็บประจุสำหรับภาคจ่ายไฟที่พัฒนาสำหรับงานเครื่องเสียงโดยเฉพาะ
ภาคเอาต์พุตใช้ทรานซิสเตอร์กำลังแบบ Multi-emitter จำนวน 4 ตัวต่อแชนเนล โดยอุปกรณ์แต่ละตัวรองรับกระแสได้สูงสุด 26 แอมป์ตามข้อมูลผู้ผลิต
นอกจากนี้ยังมีวงจร DC Servo และระบบป้องกัน DC เพื่อความปลอดภัยของลำโพง เป็นการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพการขยายสัญญาณ ความเสถียร และอายุการใช้งาน
แม้ FBA-800 จะเป็นเพาเวอร์แอมป์ระดับเรือธง แต่ตัวเลขกำลังขับก็ไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับเพาเวอร์แอมป์ Class AB ในระดับราคาเดียวกัน กำลังขับที่ 40 วัตต์ ต่อแชนเนลที่โหลด 8 โอห์ม ขณะขับพร้อมกันทั้งสองแชนเนล แต่ด้วยการออกแบบอย่างพิถีพิถันในแบบคลาส A เท่าที่ผมได้ทดสอบมาแล้วพบว่าสามารถให้คุณภาพการขับลำโพงไม่ได้ด้อยไปกว่าแอมปลิไฟร์ที่ระบบกำลังขับ 100-150 วัตต์ที่คลาสเอบีเลยครับ
ข้อแนะนำในการเลือกใช้กับลำโพง
FBA-800 ไม่ใช่แอมป์ที่ควรเลือกโดยดูเฉพาะกำลังขับ 40 วัตต์ แต่ต้องพิจารณาความไวของลำโพง ความต้านทาน และลักษณะโหลดร่วมด้วย
ลำโพงที่มีความไวระดับปานกลางถึงสูง และมีอิมพีแดนซ์ที่ไม่แกว่งลงต่ำมากจนเกินไป จะเป็นคู่ที่เหมาะสมกว่า
ลำโพงที่กินกระแสมาก หรือมีความไวต่ำมาก อาจไม่ใช่คู่ที่เหมาะนัก โดยเฉพาะในห้องฟังขนาดใหญ่หรือการฟังที่ต้องการระดับความดังสูงมากๆ ตลอดเวลา
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษ FBA-800 เป็น Class A ที่มีความร้อนจากการทำงานค่อนข้างสูง ต้องจัดวางในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทดี ไม่ควรวางซ้อนเครื่องอื่นหรือปิดกั้นช่องระบายความร้อน นี่เป็นธรรมชาติของแอมป์ Class A ที่ผู้ใช้ต้องยอมรับครับ

SUGDEN DAP-800 และ SUGDEN FBA-800 สามารถเลือกสีหน้าปัด หรือสั่งสีพิเศษได้ ปกติจะเป็นสีแนวดำเทากราไฟท์ แต่ทาง Sound Box สั่งหน้าปัดสีเขียวพิเศษมาให้ผมได้มีโอกาสทดสอบด้วยครับ
ขออนุญาตอรรถาธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมของ SUGDEN DAP-800 Preamplifier และ FBA-800 Power Amplifier ก่อนที่ไปถึงจะสรุปผลทดสอบเสียง ผมขออธิบายหัวใจหลักภาค DAC ของปรีแอมป์ DAP-800 เพิ่มเติมดังนี้
ภาค DAC ของ SUGDEN DAP-800 เป็นส่วนที่น่าสนใจมาก เพราะเครื่องรุ่นนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง DAC แปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอนาล็อกเท่านั้น แต่ยังเป็น Digital Audio Processor ที่รวมภาคประมวลผลดิจิตอลและภาคปรีแอมป์ไว้ในเครื่องเดียวกัน
เรามักอยากรู้ว่า ภายใน DAC ใช้ชิปอะไร แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ชิป DAC ที่ใช้เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวกำหนดคุณภาพเสียงทั้งหมด แต่ยังรวมถึงวงจรแปลงสัญญาณภาค Analog Output และภาคจ่ายไฟด้วยครับ
การใช้แนวทาง Non-Oversampling (NOS) DAC หมายความว่า ไม่ใช้กระบวนการ Oversampling เพิ่มอัตราสุ่มสัญญาณ ทั้งไม่ใช้ Digital Filter ในการประมวลผลก่อนแปลงสัญญาณ
แต่กลับใช้ Analog Filter หลังการแปลง Digital-to-Analog แทน นี่เป็นแนวทางที่แตกต่างจาก DAC สมัยใหม่จำนวนมาก ซึ่งนิยมใช้ Oversampling และ Digital Filtering เป็นหลัก โดย SUGDEN ระบุว่าเป็นเทคโนโลยีเดียวกับ DAC-4 รุ่นแยกชิ้นของบริษัทเขาอีกด้วย
จากเอกสารหลักฐานที่ช่วย “ส่องดู” วงจรภายใน เราจะพบว่าอุปกรณ์สำคัญภาค DAC จะมีชิปแต่ละภาคคือ
• Wolfson Digital Transceiver
ซึ่งทำหน้าที่รับและจัดระเบียบสัญญาณดิจิทัล รวมถึง Re-clock และลดปัญหา Jitter ก่อนเข้าสู่กระบวนการแปลงสัญญาณ
• Texas Instruments USB Interface
ทำหน้าที่รับสัญญาณ USB และแปลงเป็นรูปแบบ S/PDIF ก่อนส่งต่อไปยังวงจร Wolfson
• Analog Output Filter เป็นวงจรกรองสัญญาณหลังการแปลง DAC ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของแนวทาง NOS ของ SUGDEN
ข้อสังเกตก็คือ SUGDEN ไม่ได้เปิดเผยหมายเลขรุ่นของชิป DAC หลักอย่างชัดเจนในข้อมูลทางเทคนิคครับ
• ภาคจ่ายไฟแยกอิสระ ตรงจุดนี้ผมมองว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ โดยภาค Analog ใช้หม้อแปลง Toroidal ขนาด 50W ภาค Digital ใช้หม้อแปลง E-Core ขนาด 15W แยกวงจรจ่ายไฟและระบบควบคุมแรงดันของทั้งสองภาค แนวคิดคือลดโอกาสที่สัญญาณรบกวนจากวงจรดิจิทัลจะเข้าไปรบกวนภาคอนาล็อก
ความสามารถในการรองรับสัญญาณ Coaxial / Optical 24-bit / 96kHz และ USB 16-bit / 44.1kHz จุดนี้ถือเป็นข้อจำกัดเมื่อเทียบกับ DAC รุ่นใหม่ที่รองรับ Hi-Res สูงกว่า แต่ในความเป็นจริงเราจะพบว่า SUGDEN ไม่ได้มุ่งมั่นตัวเลขที่เลอเลิศ แต่เน้นผลลัพธ์ของผลการรับฟังที่มีคุณภาพเป็นหลักครับ

ผมคิดว่า DAP-800 มีแนวคิดการออกแบบที่น่าสนใจ เพราะ SUGDEN ไม่ได้พยายามไล่ตามตัวเลขความละเอียดสูงสุด แต่เลือกให้ความสำคัญกับวิธีแปลงสัญญาณและการออกแบบภาคอนาล็อกที่ดีที่สุดต่างหาก
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของ DAP-800 คือ การนำ DAC แบบ NOS มาทำงานร่วมกับภาคปรีแอมป์ VCV Class A ซึ่ง SUGDEN ออกแบบเอง หากมองในภาพรวม DAP-800 จึงไม่ใช่แค่ DAC ที่พ่วงปรีแอมป์มาให้ แต่เป็นการออกแบบภาค Digital และ Analog ให้เป็นสองระบบที่แยกอิสระอยู่ในเครื่องเดียวกันครับ
อีกจุดหนึ่งที่สำคัญมาก และต้องอธิบายก่อนใช้งานเครื่อง คือลักษณะโวลุ่มของ SUGDEN DAP-800 ที่ไม่ใช้อัตราเกนที่แปรผันแบบ “เร่งสเต็ปเล็กน้อยแล้วเสียงดังมาก” ทว่าเป็นการสร้างค่าแปรผันเพื่อให้ได้คุณภาพและมีรายละเอียดสูง
ดังนั้นระบบการเร่งลดโวลุ่ม มีนัยยะสำคัญที่ต้องเข้าใจไว้ก่อนล่วงหน้าครับ
ภาคขยายเกนโวลุ่มของปรีแอมป์แบ่งออกเป็น 2 ภาคอิสระจากกันอย่างสิ้นเชิง ให้พิจารณาจากด้านหลังเครื่อง DAP-800 จะแบ่งสวิตช์ย่อย ออกเป็นอีก 2 ส่วน คือ
- ส่วนของภาคอนาล็อกต้องเปิดสวิตช์ MAINS POWER ใช้งาน
- ส่วนของภาคขยายดิจิตอลถูกแยกอีกต่างหาก ดังนั้นถ้าจะใช้ภาค Digital DAC ของปรีแอมป์ ต้องเปิดสวิตช์ DAC POWER ด้วยครับ
การเร่งระดับโวลุ่ม จะมีเกนขยายต่างกันมาก สำหรับการฟังแหล่งโปรแกรมอินพุตอนาล็อก อาจจะต้องเร่งโวลุ่มไปจนถึงบ่ายสอง เพื่อให้ได้เสียงอันเต็มอิ่ม อาจจะดูน่าแปลกใจสำหรับนักเล่นมือใหม่นะครับ
แต่เปรียบเทียบการเล่นในภาค DAC ของปรีแอมป์ เกนโวลุ่มอาจจะปรับมาแค่ 10 นาฬิกาเท่านั้น ก็ดังพอเพียง เป็นเทคนิคในการออกแบบเกนขยายของ SUGDEN จึงไม่ต้องประหลาดใจในกรณีดังกล่าวนี้ครับ
แต่ถ้าท่านใดต้องการให้อัตราแปรผันของโวลุ่ม ทำงานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์มีเกนขยายสูงขึ้น ก็สามารถกดปุ่ม 6dB input Gain ที่ตัวเพาเวอร์แอมป์ FBA-800 ได้ครับ ที่จริงแล้ว ปุ่ม 6dB Input Gain ที่หน้าเครื่องเพาเวอร์แอมป์ SUGDEN FBA-800 เป็นปุ่มสำหรับลดความไวในการรับสัญญาณขาเข้า (Input Attenuation) ลง 6dB ไม่ใช่ปุ่มเพิ่มกำลังขยายโดยตรง
SUGDEN ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ปรับความสัมพันธ์ระหว่างปรีกับเพาเวอร์แอมป์ ได้เหมาะสมยิ่งขึ้น ถ้าถามว่าทำไมจึงต้องมีปุ่มนี้? นั่นคือประโยชน์หลักๆ 3 ประการ
• ในการจับคู่กับ Preamp หากปรีแอมป์มีแรงดันขาออกสูงเกินไป สามารถลดความไวของภาคขยายได้
• เพิ่มช่วงการใช้งาน Volume ทำให้ไม่ต้องเร่งเสียงเพียงเล็กน้อยก็ได้ระดับเสียงดังมากเกินไป
• ใช้กับลำโพงความไวสูง ช่วยให้ปรับระดับเสียงได้ละเอียดขึ้น โดยเฉพาะการฟังในห้องขนาดเล็ก
แล้วลดลง 6dB มีผลอย่างไร?
หมายถึงแรงดันสัญญาณที่ต้องใช้เพื่อให้ได้กำลังขับเท่าเดิม จะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า หรือเมื่อใช้สัญญาณขาเข้าเท่าเดิม ระดับเอาต์พุตจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่งในเชิงแรงดัน
ควรทราบว่ากำลังขับสูงสุดของแอมป์ไม่ได้ถูกลดลงตามสเปก 40 วัตต์ แต่ต้องใช้สัญญาณขาเข้าเร่งให้สูงขึ้นเพื่อไปถึงกำลังสูงสุดครับ
ทีนี้เราย้อนกลับมาในเรื่องโวลุ่มเกน ของปรีแอมป์ SUGDEN DAP-800 อีกคร้้งหนึ่ง
ข้อสังเกตนี้สำคัญมากครับ และเป็นจุดที่ควรนำมาพิจารณาในการประเมิน SUGDEN DAP-800 / FBA-800 อย่างจริงจัง เพราะเป็นประสบการณ์จากการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงการอ่านสเปกหรือฟังในห้องทดสอบ

การที่ต้องหมุนโวลุ่มไปเกือบบ่ายสอง สำหรับการตอบรับกับอินพุตอนาล็อกจึงจะได้ระดับเสียงที่เต็มอิ่ม ไม่ได้หมายความว่าแอมป์มีกำลังขับไม่พอนะครับ แต่สะท้อนเรื่อง Gain Structure ของระบบ เราแยกวิเคราะห์เป็น 3 ประเด็นครับ
1. สิ่งที่ผมพบจากข้อมูลการออกแบบของ SUGDEN มีข้อมูลชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจมาก และเกี่ยวข้องกับข้อสังเกตของการทดสอบภาคปฏิบัติโดยตรง
SUGDEN อธิบายว่า DAP-800 ใช้วงจรควบคุมระดับเสียงแบบ VCV (Voltage Controlled Volume) ซึ่งมีลักษณะการทำงานแบ่งออกเป็น 3 ช่วง
ตำแหน่งโวลุ่ม ลักษณะการทำงาน
7–9 นาฬิกา Medium Gain
9–1 นาฬิกา Low Gain
หลัง 1 นาฬิกา High Gain
การแบ่งช่วงนี้เป็นแนวคิดเฉพาะของ SUGDEN เพื่อให้ผู้ใช้มีพื้นที่ในการปรับระดับเสียงได้กว้าง รองรับแหล่งสัญญาณที่มีระดับเอาต์พุตแตกต่างกัน ที่สำคัญ SUGDEN ระบุว่าการควบคุมแบบ VCV ไม่ได้ลดทอนสัญญาณด้วยโวลุ่มแบบทั่วไป แต่ส่งคำสั่งไปควบคุมภาค Current Gain แทน
ดังนั้นการหมุนไปถึงบ่ายสอง ในการใช้งานอินพุตจากซอร์สแบบอนาล็อก จึงไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตรงว่า DAP-800 มีเกนขยายต่ำ แต่เป็นการทำงานในช่วง High Gain ตามแนวคิดที่ผู้ผลิตออกแบบไว้
2. แล้วเหตุใดในการใช้งานภาคอนาล็อกอินพุต จึงต้องเร่งโวลุ่มมากกว่าการใช้งานเกนขยายภาค DAC?
ผมมองว่ามีความเป็นไปได้อยู่ 3 เรื่อง
ประเด็นแรก ระดับสัญญาณจากต้นทาง
แหล่งสัญญาณอนาล็อกแต่ละเครื่องมี Output Voltage ไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น CD Player บางรุ่นให้เอาต์พุตประมาณ 2V แต่ DAC หรืออุปกรณ์อนาล็อกบางประเภทอาจให้ระดับสัญญาณต่ำกว่านั้น หากต้นทางมีสัญญาณต่ำ ผู้ใช้ก็จำเป็นต้องเพิ่มระดับเสียงจากปรีแอมป์มากขึ้น
ประเด็นที่สอง ความไวอินพุตของเพาเวอร์แอมป์ FBA-800 ที่ต้องการสัญญาณอินพุต 735mV เพื่อให้ได้กำลังขับเต็ม 40 วัตต์ที่ 8 โอห์ม
และยังมี Gain Selector ด้านหน้าที่เพาเวอร์แอมป์ FBA-800 ที่สามารถลดทอนสัญญาณอินพุตลง 6dB ได้ด้วย จุดนี้ควรตรวจสอบว่าเครื่องอยู่ในตำแหน่ง Gain ปกติ หรือเปิดการลดทอน 6dB ไว้
ประเด็นที่สาม การออกแบบ VCV ของปรีแอมป์ DAP-800
แม้ SUGDEN จะออกแบบให้มีช่วงปรับระดับเสียงกว้าง แต่ในทางใช้งานจริงในภาคอินพุตอนาล็อก ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าต้องหมุนโวลุ่มไปไกลกว่าปรีแอมป์ทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อใช้แหล่งสัญญาณอนาล็อกที่มีระดับเอาต์พุตไม่สูงมากครับ
ผมขอแบ่งเป็นสองมุมมองครับ
• ในแง่วิศวกรรม ไม่ได้ถือว่าเป็นข้อบกพร่องอะไรเลย เพราะ DAP-800 มีการออกแบบ VCV เพื่อรักษาคุณภาพสัญญาณ และมีช่วง High Gain สำหรับการใช้งานอนาล็อกอินพุตโดยเฉพาะ
• ในแง่ประสบการณ์ผู้ใช้ การต้องหมุนโวลุ่มไปมากกว่าปรีแอมป์พื้นฐานทั่วไป สำหรับอินพุตอนาล็อก จึงจะได้ระดับเสียงที่ต้องการ อาจเป็นข้อจำกัดด้านความสะดวกในการใช้งานอยู่บ้าง โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นเคยกับปรีแอมป์ซึ่งให้ระดับเสียงเต็มที่ตั้งแต่ตำแหน่ง 10–12 นาฬิกา
แต่ถ้าได้ใช้งานจริงแล้วจะพบว่า นี่คือคุณสมบัติปรีไฮเอ็นด์ที่เน้นการออกแบบเพื่อคุณภาพเสียงที่สะอาดบริสุทธิ์ตลอดการเร่งโวลุ่มทุกๆ ความดังที่แปรผัน แล้วคุณจะหลงรักในเสน่ห์ของน้ำเสียงอนาล็อกคลาสAอย่างไม่มีวันลืม

Test Report
SUGDEN DAP-800 และ FBA-800 ผมจัดทดสอบทั้งภาคไลน์อนาล็อกและภาคดิจิตอล หรือทดลองใช้ภาค DAC ในตัวของ SUGDEN DAP-800 ด้วย ผมใช้ลำโพงสี่รุ่น ในการทดสอบควบคู่กันไปคือ
- Harbeth Monitor 30.2 Anniversary
- KEF LS50 Meta & KC62 Sub
- Rogers LS3/5A Diamond Jubilee & Rogers AB3A Sub
- Tannoy Stirling TW
ในช่วงทดสอบด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงจะใช้ Clef Audio Conductor-LP เป็นปรีโฟโน
ผมใช้เวลาอยู่กับ SUGDEN SAPPHIRE DAP-800 และ FBA-800 สองสัปดาห์อย่างจริงจัง ทดสอบฟังหลากหลาย ทั้งจากภาคไลน์ด้วย SACD Player เครื่องเล่นเพลง Streamer และที่สุดคือทดลองใช้ภาคไลน์ โดยผ่านมาจากปรีโฟโนและเครื่องเล่นแผ่นเสียง ด้วยปรัชญา Pure Class A ที่มาพร้อมกับความละเมียดละไมในการถ่ายทอดดนตรีที่น่าประทับใจมาก

โดยเฉพาะบุคลิกเสียงที่เป็นธรรมชาติ ความต่อเนื่องของดนตรี และความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดโดยไม่ทำให้เสียงที่ย่านความถี่ใดมีอาการแข็งกระด้างแม้แต่น้อย
นี่คือชุดปรีเพาเวอร์คลาส A ที่สามารถฟังดนตรีหลากหลาย จากความเป็นธรรมชาติของวงออเคสตรา เพลงป็อบ เพลงร้อง วงดนตรีระดับ Jazz บิ๊กแบนด์ ไปจนกระทั่งถึงเพลงร็อกที่สนุกสนาน มีความไหลลื่น มีมิติของชั้นเสียง และฟังได้นานโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า โดดเด่นมากคือให้ความต่อเนื่องของจังหวะ และ Timing ที่เป็นธรรมชาติ น้ำเสียงมีความอิ่มอุ่น แต่ไม่ได้ทำให้เสียงทึบหรือขาดความคมชัด
ในด้านเวทีเสียงและการแยกรายละเอียดชิ้นดนตรีทำได้ดี โดยไม่ต้องพยายามเน้นความถี่จนเกินจริง ในการนำเสนอเสียงดนตรีที่ทำให้ทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน เราในฐานะผู้ฟังจะเริ่มสนใจดนตรีมากกว่าการแยกแยะคุณสมบัติของเครื่องเสียง เรียกว่าฟังเพลิดเพลินจนเกินห้ามใจครับ
ในอัลบั้มระดับออดิโอไฟล์ เราพบว่าเปียโนมีสเกลเสียงใหญ่ ถ่ายทอดน้ำหนักการกดคีย์และรายละเอียดฮาร์โมนิกได้ชัดเจน เครื่องสายมีความนุ่มนวล แต่ยังคงความชัดเจน เสียงร้องมาพร้อมความความใส สะอาด และมีน้ำหนัก เพลงในวงออร์เคสตราและเสียงประสานของค่าย Telarc สามารถสร้างเวทีเสียงที่กว้างขวางมีบรรยากาศโอ่โถงได้ดี
สิ่งที่น่าสนใจคือผมไม่ได้มองว่า SUGDEN เป็นแอมป์ Class A ที่ให้เพียงความหวานหรือความอุ่น แต่ยังมีความละเอียดและความสามารถในการถ่ายทอดบรรยากาศของดนตรีได้ด้วยอย่างดีเยี่ยม
ต้องชื่นชมว่าปรีแอมป์ DAP-800 มีภาคอนาล็อกที่โดดเด่น และช่วยให้เพาเวอร์ FBA-800 แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่
ลักษณะเสียงที่เราพบจากการทำงานร่วมกันของปรีและเพาเวอร์ก็คือ เสียงร้องมีตำแหน่งชัดเจน ไม่ล้ำออกมาข้างหน้ามากเกินไป เสียงเบสจาก Kick Drum มีความลึกและแรงปะทะที่น่าประทับใจ เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นแยกตำแหน่งได้ดี เครื่องสายมีความโปร่งใสและให้แรงปะทะที่ดี เพลงแจ๊สมีความคล่องตัว จังหวะสนุก และเครื่องเป่ามีเนื้อเสียงที่ชัดเจน
ข้อสังเกตที่ผมคิดว่าสำคัญมาก ผมไม่คิดว่า SUGDEN มีบุคลิกเสียงแบบ British Sound ดั้งเดิมที่เน้นย่านกลางเป็นพิเศษ ตรงกันข้ามผมมองว่าเสียงมีการกระจายพลังงานค่อนข้างสมดุลตลอดย่านความถี่ และมีความรวดเร็วในการถ่ายทอดดนตรี ไม่ได้ออกแนวเนิบช้าหรือหวานจนเกินไป ปรีและเพาเวอร์ชุดนี้สามารถเล่นได้ดีทั้งเพลงป็อปและแจ๊ส ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเพลงคลาสสิกเท่านั้น เพลงร็อกที่มีไดนามิคก็ทำได้ดี

สรุปจุดเด่นในความเป็นแอมปลิไฟร์คลาส A ระดับไฮเอ็นด์
คุณภาพเสียงมีความประณีต กลมกลืน และสมดุล รายละเอียดครบถ้วน ภาพรวมของเสียงฟังสบาย ไม่ปรุงแต่ง ข้อสังเกตคือเมื่อใช้ภาค DAC อินพุตของเสียงจะมีระดับความดังสูงกว่าการเล่นจากซอร์สอนาล็อก และมีแนวโน้มโปร่งสว่างอิ่มละมุนขึ้นกว่าภาคไลน์อนาล็อกอีกด้วย พร้อมทั้งพลังและแรงปะทะในย่านเบสลึกสามารถทำได้ดี
ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่า การใช้ภาค DAC หรือดิจิตอลของ DAP-800 มาถอดรหัสจากซีดีเพลย์เยอร์ หรือสตรีมเมอร์ เป็นเสน่ห์อันยอดเยี่ยม คุณจะไม่เคยได้ยินความอิ่มหวานละเมียดละไม ทรงพลังไปพร้อมๆ กันแบบนี้มาก่อนเลย ฟังแค่ครั้งเดียวจะอยู่ในความทรงจำไปอีกหลายปีครับ
ในทั้งสองภาค ทั้งอนาล็อกและดิจิตอล มีเสียงโดยรวมมีความสมดุล ไม่เน้นย่านใดย่านหนึ่งจนเกินไป อีกทั้งกำลังขับ 40W ต่อแชนเนล คลาส A สามารถเทียบเคียงได้กับเพาเวอร์แอมป์ไฮเอ็นด์ กำลังขับ 100-150 วัตต์ได้อย่างสบายๆ โดยเฉพาะเมื่อเลือกลำโพงที่เหมาะสมซึ่งกันและกันก็จะยิ่งเพิ่มศักยภาพและความดีงามของระบบ Class A ของ Sugden มากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เสน่ห์ล้ำลึกของ SUGDEN SAPPHIRE ชุดนี้อยู่ที่การออกแบบซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพของภาคขยายมากกว่าการไล่ตามตัวเลขกำลังวัตต์หรือคุณสมบัติดิจิทัลที่ทันสมัยที่สุด โดย DAP-800 เป็นปรีแอมป์ที่มีความสามารถรอบด้าน ทั้งภาคอนาล็อกและ DAC ภายใน ส่วน FBA-800 นั้นเป็นเครื่องที่น่าสนใจมาก เพราะรูปแบบ Floating Bridge Architecture ทำให้ได้โครงสร้างการขยายเสียงแบบบาลานซ์ และทำงานใน Pure Class A กำลังขับ 40W ที่น่าทึ่งมากๆ
SUGDEN SAPPHIRE DAP-800 และ FBA-800 ชุดเครื่องเสียงที่มีเสน่ห์ล้ำลึกสำหรับคนที่อยากอยู่ใกล้ชิดกับเสียงดนตรีที่งดงามอย่างไร้ขีดจำกัดครับ
SUGDEN SAPPHIRE DAP-800 Preamplifier ราคา 280,000.- บาท
SUGDEN SAPPHIRE FBA-800 Power Amplifier ราคา 426,000.- บาท
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Sound Box อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ชั้น 3
ธงชัย : โทร. 092-890-4660 Line ID : tsoundbox
ทราย : โทร. 083-793-7386 Line ID : pzp2789