Audiolab 6000A MKII  พลังเสียงที่สะอาดและมีเสน่ห์ พร้อมสรรพสำหรับออดิโอไฟล์

Audiolab 6000A MKII พลังเสียงที่สะอาดและมีเสน่ห์ พร้อมสรรพสำหรับออดิโอไฟล์

07/10/2026    70

Audiolab 6000A MKII 
พลังเสียงที่สะอาดและมีเสน่ห์ พร้อมสรรพสำหรับออดิโอไฟล์ 

สำหรับอินทิเกรเต็ด Audiolab 6000A MKII นั้นมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของนักเล่นระดับออดิโอไฟล์ที่ต้องการคุณภาพเสียงเที่ยงตรงยอดเยี่ยม โดยมีการออกแบบที่สมูทเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยประโยชน์ที่ครบถ้วน ที่สำคัญมีราคาสมเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง

ในเรื่องต้นกำเนิดของ Audiolab 6000A นั้น เราคงต้องย้อนกลับไปถึงยุคอินทิเกรเต็ดเครื่องแรกของบริษัท นั่นคือ Audiolab 8000A

Audiolab 8000A จัดเป็นแอมปลิไฟร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ 1980 โดยผู้ก่อตั้งซึ่งประกอบด้วย คุณ Philip Swift นักฟิสิกส์ และ Derek Scotland วิศวกรเครื่องกล ทั้งสองได้มาพบกันในขณะที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่ Imperial College London ต่อมาก็เป็นผู้ให้กำเนิดแบรนด์ Audiolab แห่งสหราชอาณาจักร

พวกเขามีแนวคิดร่วมกันว่า เครื่องเสียงที่ให้คุณภาพสูง ไม่ควรมีราคาแพงหรือใช้งานยุ่งยาก จึงร่วมกันพัฒนาอินทิเกรเต็ดแอมป์ 8000A ขึ้นมา

และ Audiolab 8000A ก็ได้สร้างชื่อเสียงให้ผู้ผลิตเป็นอย่างมาก เป็นที่จดจำในโลกไฮไฟนับแต่นั้นเป็นต้นมา และเมื่อเวลาผ่านไป Audiolab ได้พัฒนาเครื่องเสียงรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง กระทั่งในปี 2018 ได้มีการเปิดตัว 6000A เป็นครั้งแรก ด้วยการนำแนวคิดของแอมป์ Audiolab รุ่นใหญ่ มาปรับให้เข้าถึงง่ายขึ้น แต่เพิ่มความสามารถให้เหมาะกับยุคดิจิตอล ทั้งภาค DAC, Bluetooth, Phono และช่องต่อ Digital หลายหลากรูปแบบ

ความสำเร็จของ 6000A ทำให้ต่อยอดเกิดผลิตภัณฑ์ในตระกูลเดียวกันขึ้นมาอีก เช่น 6000N Play ซึ่งเพิ่มความสามารถด้าน Network Streaming และขยายไลน์การผลิตมายัง 6000A Play สำหรับผู้ที่ต้องการระบบสตรีมมิ่งในตัวแอมปลิไฟร์

 

 

ต่อมาทีมงานฝ่ายวิจัยออกแบบของ Audiolab ได้มีการพัฒนา 7000 Series และ 9000 Series พร้อมเทคโนโลยีใหม่ในปี 2025 จึงเป็นเหตุผลให้นำเอาเทคโนโลยีสำคัญจากรุ่นใหญ่ ย้อนกลับมาพัฒนาเป็น 6000A MKII ให้มีความยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นในที่สุด 

หัวหน้าทีมดีไซน์ Jan Ertner ผู้ออกแบบหลักของซีรีส์ 6000A นั้น เป็นวิศวกรที่มีความสามารถสูงมาก ก่อนหน้านั้นเขาเคยเป็นผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนารุ่น 8300A มาก่อน 

6000A จึงไม่ได้เป็นการออกแบบแอมปลิไฟร์ราคาย่อมเยาว์ขึ้นมาแบบ “ตัดทอนทุกอย่างให้น้อยลง” แต่เป็นการนำแนวคิดและเทคโนโลยีจาก 8300A มาพัฒนาใหม่ให้เหมาะสม ในราคาที่ออดิโอไฟล์ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า

แน่นอนว่า 6000A MKII ยังคงรักษาพื้นฐานคุณสมบัติหลักและบุคลิก 6000A ฉบับดั้งเดิมไว้ แต่ได้ทำการปรับปรุงภาคจ่ายไฟใหม่ทั้งหมด เปลี่ยน DAC เป็น ESS ES9038Q2M รวมทั้งเพิ่มวงจรอนาล็อกฟิลเตอร์แบบ Class A และเพิ่มช่องต่อ HDMI ARC กับ Bluetooth 5.1/aptX HD ให้ครอบคลุมการใช้งานที่รอบด้านมากยิ่งขึ้น

สิ่งสำคัญคือ 6000A MKII ยังคงเป็นอินทิเกรเต็ดที่เน้นความเรียบง่ายและเปี่ยมด้วยคุณภาพเสียง มากกว่าการใส่ฟังก์ชั่นซับซ้อนโดยไม่จำเป็น

จาก 8000A สู่ 6000A และมาถึง 6000A MKII จึงเป็นเรื่องของการรักษาปรัชญาดั้งเดิมของ Audiolab ที่พร้อมปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีของแต่ละยุคอย่างเหมาะสมลงตัว เพราะเครื่องเสียงที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนขึ้นในทุกครั้งที่พัฒนา แต่ควรทำหน้าที่เดิมให้ดีขึ้น และทำให้เรากลับไปฟังดนตรีได้ง่ายขึ้นด้วยงบประมาณที่คุ้มค่าเหมาะสม

และที่กล่าวมานี้ คงไม่มีใครที่จะทำได้ดีเท่า Audiolab อีกแล้ว

 

 

Test Report
ทางไฮไฟทาวเวอร์ได้จัดส่งเครื่อง Audiolab 6000A MKII มาให้ผมช่วงที่น้ำกำลังเอ่อล้นทั่วไทย รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ทำให้มีเวลาทดสอบใช้งานเครื่องอย่างเต็มที่ และแรกสุดที่ได้ทำการแกะออกมาจากกล่องนั้น เราก็เห็นได้ถึงความประณีตสวยงาม ควบคู่ไปกับความแข็งแรง ดีไซน์รูปทรงเน้นความบางของเครื่องทำให้ดูดีมีคลาสเป็นพิเศษ

Audiolab 6000A MKII ยังคงแนวทางการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของ Audiolab คือเรียบง่ายเป็นระเบียบ และไม่เน้นความหรูหราจนเกินความจำเป็น

จากทางด้านหน้าเครื่องเห็นได้ถึงความสุขุม แข็งแกร่ง แต่ก็พร้อมต่อฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างครบถ้วน โดยตัวเครื่องเป็นแบบหน้ากว้างขนาดมาตรฐาน Full-width chassis ที่มีความกว้างประมาณ 445 มม. สูง 65 มม. และลึกประมาณ 299 มม. น้ำหนักราวๆ 7.8 กก. ซึ่งตัวถังเครื่องจะมีทั้งสีดำและสีเงินให้เลือกตามรสนิยมของนักเล่นครับ

ด้านหน้าเป็นแผงอะลูมิเนียมเรียบ มีปุ่มเลือก Source และ Mode ที่ปรับสถานะการทำงาน ระหว่างเป็นอินทิเกรเต็ดหรือใช้งานแบบปรี-เพาเวอร์ โดยมีจอ Display อยู่ตรงกลาง และปุ่ม Volume ขนาดใหญ่ทางด้านขวา พร้อมมีช่องเสียบหูฟัง 6.3 มม. มาให้ด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการฟังเสียงแบบ “บริสุทธิ์นิยม” ผ่านหูฟังในโลกส่วนตัว ขณะที่ปุ่มปิดเปิดเครื่อง Audiolab ได้นำมาวางไว้ที่ตำแหน่งด้านขวาสุดของหน้าเครื่อง 

เป็นการจัดวางระบบที่เผื่อการพัฒนาหรืออัพเกรดได้ในอนาคต ด้วยรูปแบบที่เน้นความชัดเจนและใช้งานง่าย ไม่ทำให้ดูเป็นเครื่องที่มีฟังก์ชันมากเกินไป ในขณะที่ภายในจะรวมทั้ง DAC, Phono, Headphone Amp, Bluetooth และ HDMI ARC เอาไว้อย่างครบครันก็ตาม 

 

 

ช่องต่อด้านหลังคือจุดที่เห็นความสามารถของเครื่องอย่างชัดเจน โดยมีทั้งอินพุต Analog ช่อง Aux สำหรับเครื่องเล่น CD หรือแหล่งสัญญาณทั่วไป, Phono MM สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง, Digital Input ทั้งแบบ Optical และ Coaxial รวมถึง HDMI ARC สำหรับเชื่อมต่อทีวี และ Bluetooth สำหรับการฟังแบบไร้สาย

นอกจากนี้ยังมีช่อง Pre Out และ Power Amp In ทำให้สามารถแยกภาคปรี-เพาเวอร์ ออกจากกันได้ในอนาคตที่เราอยากอัพเกรดระบบ จึงมีความยืดหยุ่นมากกว่าการเป็นอินทิเกรเต็ดทั่วไป

หากเปิดส่องมองลงไปยังภายในเครื่อง จะพบว่า Audiolab 6000A MKll ทำการดีไซน์ตำแหน่งวงจร อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม มีทั้ง DAC, Phono Stage, Headphone Amplifier และภาคขยาย Class AB ที่มีขนาดกำลังขับ 50 วัตต์ต่อแชนแนล 

โดย Audiolab เลือกใช้หม้อแปลง Toroidal 200VA และชุดตัวเก็บประจุรวม 60,000 µF เพื่อรองรับการจ่ายพลังงานให้ภาคขยายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

จึงอาจกล่าวได้ว่า Audiolab 6000A MKII ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อโชว์ความซับซ้อน แต่เป็นการซ่อนความซับซ้อนไว้ภายใต้รูปลักษณ์ที่เรียบง่าย เน้นความหนักแน่นจริงจัง ใช้งานได้อย่างทรงประสิทธิภาพ และนี่คือเสน่ห์ของอินทิเกรเต็ดแอมป์ที่ดี แนวคิดที่เครื่องไม่ควรเป็นพระเอก แต่ควรทำหน้าที่พาเราเข้าไปถึงดนตรีให้ได้มากที่สุด

ในการฟังทดสอบคุณภาพเสียง เราได้สัมผัสซึ่งความลึกล้ำในเสียงดนตรีอย่างละเมียดละไมมากๆ เพราะนี่ไม่ใช่การเปลี่ยนโฉมใหม่ แต่เป็นการ “ขัดเกลา” 6000A รุ่นเดิมให้ดีขึ้น โดยเฉพาะภาคดิจิตอล และความสมดุลของเสียงที่ได้รับเทคโนโลยีจากรุ่นเรือธง มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Reference:
Rogers LS3/5A Diamond Jubilee 
Harbeth P3 ESR XD2
LiiSong AL-3
JBL 4301B
Audiolab 9000 CDT
YAMAHA CD-S300
NAD M51 DAC

 

 

ผลการทดสอบเสียง
การทดสอบสมรรถนะบทเริ่มต้นในการขับเสียงลำโพง Rogers BBC Monitor LS3/5A ที่ทำให้ผมอึ้งและทึ่งพอสมควร คือด้วยกำลังขับที่ระบุไว้ของ Audiolab 6000A MKll เพียง 50 วัตต์ต่อเนื่อง RMS บอกกำลังขับแบบถ่อมเนื้อถ่อมตัว แต่ในความเป็นจริงเครื่องสามารถขับลำโพงมหาโหดที่เราทราบกันดีอยู่แล้วนี้ได้แบบหน้าตาเฉยมากครับ แสดงถึงภาคจ่ายไฟที่ตอบรับอัตราสะวิงของเสียงทำได้แบบทะลุขีดจำกัดอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว

ดังนั้นอินทิเกรเต็ดเครื่องนี้มีสมรรถนะพร้อมขับลำโพงระดับออดิโอไฟล์ได้อย่างไร้ข้อกังขาแน่นอน

ส่วนในแง่คาแรคเตอร์ แรกสุดผมประทับใจในเรื่องความสะอาดของเสียง รายละเอียดอันครบถ้วน และมีความสมดุลสูงมาก ฟังๆ ไปอาจจะเผลอไผลลืมตัวว่านี่คือคุณภาพเสียงที่แทบไม่ต่างจากอินทิเกรเต็ดระดับสูงสุดเลยทีเดียวครับ 

อย่างน้อยๆ ผมว่าเมื่อฟัง 6000A MKll แล้ว ดูเหมือนเสียงของเครื่องจะมีความเคียงใกล้ 7000A แบบว่าใกล้มาก แบบหายใจรดต้นคอเอาเลยทีเดียว ส่วนในแง่บุคลิกจะคงไว้ซึ่งความอิ่มเอม สะอาด และมีค่าไดนามิคที่เน้นความทรงพลัง ให้การสะวิงตอบรับการพีคของจังหวะดนตรีแรงๆ ได้เกินคาดหมาย

เป็นผลงานการออกแบบที่ดีเลิศอีกครั้งของ Audiolab ส่วนตัวผมชื่นชมทั้งคุณภาพเสียงและดีไซน์ที่คลาสสิกสวยงามควบคู่กันไป 

ยิ่งในด้านศักยภาพและคุณภาพเสียงของเครื่องที่ออกไปทางอบอุ่น กลมกลืน มีน้ำหนักเสียงแบบสมดุลทุกย่านความถี่ เสียงร้องแม่นยำ เสียงดนตรีช่วงมิดเร้นจ์มีความเป็นกลาง เปิดกว้าง กังวาน แต่ไม่แสดงความเครียด แม้บางขณะผมจะทดลองเปิดฟังในระดับความสูงเกินกว่าปกติก็ตาม 

มีความอิ่มของเบสย่านต่ำที่สวยงามเป็นจริง และเสียงแหลมที่เปิดสว่างพร้อมรายละเอียดดีมากๆ แต่ก็ยังคงให้ความสมดุลไม่เกินเลย ถ้าจะเปรียบเทียบในความแตกต่างจากเวอร์ชั่นก่อนหน้า เวอร์ชั่นใหม่ MKll จะแจกแจงรายละเอียดความซับซ้อนของดนตรีได้ดียิ่งขึ้นและชัดเจนกว่าครับ

 

 

สำหรับพัฒนาการของ Audiolab 6000A MKll ต้องยอมรับว่าความใหม่ของภาค DAC ย่อมเป็นหนึ่งในการปรับปรุงที่มีความสำคัญมาก โดยมีการเปลี่ยนชิปจาก ES9018K2M มาเป็น ESS ES9038Q2M และยังได้ปรับปรุงวงจรส่วนหลังของ DAC ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น จึงแสดงผลด้านคุณภาพเสียงที่เป็นเลิศกว่าอย่างเห็นได้ชัด

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ช่วยยกระดับคุณภาพเสียงดิจิตอลจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องดีเทลหรือรายละเอียด ที่แสดงผลช่วงปลายความถี่เสียงแหลมอันเปิดโปร่ง สะอาด และแนบเนียนมาก

ผมพบว่าเมื่อนำเอาเครื่องเล่นซีดีระดับพื้นฐานมาใช้กับภาค Digital input ของแอมป์ จะได้เสียงที่มีความเรียบเนียนและควบคุมโทนเสียงความเป็นดนตรีได้ดี แม้กับเพลงบางแผ่นที่บันทึกมาไม่สมบูรณ์นักก็ตาม

ในการใช้งานภาค DAC ในตัวเครื่อง ผมขอแนะนำว่า ช่องอินพุตดิจิตอลโคแอ็คเชียลนั้นเป็นตัวเลือกที่ดีมากกว่าช่องออพติคคัลครับ

สำหรับรีโมตของ Audiolab 6000A MKII ที่มีมาให้นั้น เป็นรีโมตแบบมัลติฟังก์ชั่น ที่ไม่ได้ควบคุมแค่ระดับเสียง แต่ใช้เข้าถึงเมนูและฟังก์ชันสำคัญของตัวเครื่อง และยังสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ในตระกูล 6000 Series ได้ ถือว่าเป็นหัวใจของการสั่งงานระบบที่สำคัญทีเดียว

โดยเราสามารถเลือกคุณลักษณะหรือคาแรกเตอร์ของเสียงจากภาค DAC ได้ด้วยตนเองคือ

เมื่อกด MENU รีโมตสามารถเข้าถึงเมนูหลักของ 6000A MKII ซึ่งรวมถึงการตั้งค่า Digital Filter ของ DAC ที่มีให้เลือกถึง 5 แบบ รวมทั้งการตั้งค่าโหมดการทำงานของเครื่อง เช่น Integrated / Pre-Power / Pre เป็นต้น 

ที่สำคัญคือ Digital Filter ไม่ใช่ EQ มันไม่ได้ทำหน้าที่เพิ่ม Bass หรือ Treble โดยตรง แต่เป็นลักษณะการกรองสัญญาณดิจิทัลของ DAC ดังนั้นความแตกต่างที่ได้ยิน จะออกมาในลักษณะของทรานเชี้ยน, ความคมของปลายเสียง, อิมเมจ, ซาวนด์สเตจ และความรู้สึกของ Timing มากกว่า

สำหรับค่าเริ่มต้นในฟิลเตอร์ของภาค DAC จะเป็นค่า L SLOW (Linear Phase – Slow Roll-Off) ที่ให้แนวเสียงแบบสมดุล นุ่มนวล 

ค่าฟิลเตอร์อื่นๆ อีก 4 แบบคือ
- L FAST (Linear Phase – Fast Roll-Off) ตอบสนองเร็ว ปลายแหลมคมชัด
- M FAST (Minimum Phase – Fast Roll-Off) น้ำเสียงจะเน้นการลด Pre-ringing เน้น Image / Soundstage
- M SLOW (Minimum Phase – Slow Roll-Off) ช่วยลด Pre-ringing ให้เบสมีแรงปะทะและ Transient ดี
- H FAST (Hybrid – Fast Roll-Off) เป็นบุคลิกผสมผสานระหว่าง Linear + Minimum Phase ให้ Transient เร็ว เบสกระชับ แหลมคมชัด

ส่วนตัวผมจะชื่นชอบฟิลเตอร์ค่าโรงงานคือ L SLOW (Linear Phase – Slow Roll-Off) มากที่สุดครับ เพราะแฟลต สะอาด มีความเป็นอนาล็อกซาวนด์ดีเยี่ยม 

 


 
เมื่อใช้ภาค Bluetooth ฟังเพลงไร้สายจากสมาร์ทโฟน ก็ให้คุณภาพเสียงที่น่าประทับใจ ด้วยเสียงสะอาด เอิบอิ่มอย่างคาดไม่ถึง ในแง่พลังหรือไดนามิคเสียง ก็ไม่ค่อยต่างจากภาคไลน์ปกติ (ช่อง AUX) สักกี่มากน้อยครับ

ในขณะที่ภาค Phono มีความเงียบและมีระดับขยาย Gain เพียงพอ ให้ความเป็นดนตรีและความไพเราะเต็มอิ่มอารมณ์ ผมรู้สึกว่ากับเพลงร้องทั่วไป เสียงจะมีเสน่ห์โรแมนติค มีฮาร์โมนิคที่อิ่มละมุนแบบอนาล็อกได้เป็นอย่างดี 

ผมฟังแผ่นเสียงเพลงจากยุค 60s - 70s มาจนถึงแผ่นเสียงที่มีการทำมาสเตอริ่งในแบบดิจิตอลของยุคสมัยปัจจุบัน ก็สามารถตอบสนองได้ดีทั้งเพลงยุคเก่าและยุคใหม่ สิ่งที่เราสังเกตได้ก็คือเสียงที่ละเมียดละไมในแบบผู้ดีอังกฤษนั้น ยังคงให้ออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยมกับภาคขยายโฟโน 

ดังนั้นแค่เพียงภาคปรีโฟโนของ Audiolab 6000A MKll ก็ควรนับเป็นอีกหนึ่งในความคุ้มค่าที่สุดของอินทิเกรเต็ดรุ่นนี้  

บทสรุปที่ผมอยากจะแนะนำคือ ในการเลือกจับคู่ลำโพงที่เหมาะสมกับอินทิเกรเต็ด

Audiolab 6000A MKll ให้ความเปิดกว้างมากในแง่การแมตชิ่งลำโพง ด้วยภาคขยายแบบคลาส AB ที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ให้ความเป็นกลางสูง สามารถฟังเพลงได้หลายสไตล์ โดยไม่มีข้อจำกัด ทุกอย่างย่อมขึ้นกับคาแรคเตอร์ลำโพงเป็นสำคัญ ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว 6000A MKll จะให้ทั้งพลังและรายละเอียดเสียงอย่างครบถ้วน สามารถขับลำโพงได้หลากหลายรูปแบบ ไม่เกี่ยงงอนใดๆ 

แต่ถ้าเราพิจารณาลำโพงที่ให้ความเหมาะสมที่สุด ก็คือลำโพงที่ “แนวเสียงอนาล็อก” มีความสมดุล ให้ความเที่ยงตรงและสะอาด ลำโพงที่ไม่ต้องเน้นที่ย่านความถี่เสียงใดเสียงหนึ่งโดยเฉพาะ ก็จะช่วยสร้างความกลมกลืนกันได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

ยกตัวอย่างนะครับ ลำโพงในเครือเดียวกัน คุณสามารถเลือกได้จาก Wharfedale Diamond 12.2i, Wharfedale Denton 1S, Wharfedale Diamond, Wharfedale Denton 80 เป็นต้น ลำโพงแนวเสียงแบบนี้จะให้ความผสานผสมกลมกลืนเป็นที่มั่นใจได้มากที่สุดครับ 

หรือลำโพงแบรนด์อื่นที่ให้แนวเสียง แฟลต สะอาด อบอุ่น ก็จะลงตัวกับ Audiolab 6000A MKll ได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน

 

 

บทสรุป 
ด้วยบุคลิกพื้นฐานที่ยังคงเป็น Audiolab ที่ให้ความลุ่มลึกด้วยเสียงที่สะอาด เสียงกลาง เสียงร้องแม่นยำ มีความเป็นระเบียบ มีรายละเอียดที่ดี สามารถควบคุมเสียงทุกความถี่อย่างยอดเยี่ยม และสามารถฟังได้ในระยะเวลาที่ยาวนานโดยไม่เบื่อล้า 

ด้วยคุณค่าที่ครบถ้วน รวมถึงความสามารถในการอัพเกรดเพิ่มเติมได้ในอนาคต ให้ทำงานเป็นปรีหรือเพาเวอร์แอมป์ จึงสรุปว่าการพัฒนาใหม่ในเวอร์ชั่น MKll นี้ ได้แสดงถึงความเป็นผู้นำเทคโนโลยีในการพัฒนาแอมปลิไฟร์ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เกินกว่าจะเป็นอินทิเกรเต็ดแอมป์ระดับเริ่มต้นไปไกลแล้วครับ

และแทบไม่อยากเชื่อว่า ด้วยคุณภาพที่โดดเด่นถึงเพียงนี้ แต่กลับมีราคาจำหน่ายเพียง 29,900.- บาทเท่านั้น นั่นก็จะยิ่งทำให้ Audiolab 6000A MKII ขึ้นสู่ความเป็นหนึ่งในอินทิเกรเต็ดที่ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุดในรอบทศวรรษนี้อย่างแน่นอนครับ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) 
โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577
Website : http://bit.ly/2yvArOR
Line : http://bit.ly/312JfIo
Map : https://bit.ly/map_hifitower