Harbeth P3ESR XD2
ลำโพงที่ทำให้ดนตรีสำคัญ และน่าประทับใจเสมอ
แน่นอนว่านี่คือรหัสรุ่นลำโพงขนาดเล็กที่ผมฟังและเป็นเจ้าของมายาวนาน นับแต่ก่อกำเนิดโมเดลนี้ขึ้นมา โดยมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจมาก จากแบบแปลนพิมพ์เขียวของ BBC LS3/5A มาสู่ลำโพงมอนิเตอร์ขนาดเล็ก เมื่อปี 1990 คือ Harbeth P3 หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ ตามมาด้วย P3ES และ P3ES2 ในที่สุดก็มาลงหลักปักฐานกับชื่อรุ่น P3ESR ในที่สุด
เป็นลำโพงเล็กที่สามารถบรรยายคำว่า “ความสุขในการฟังดนตรี” ทุกช่วงเวลาได้ดีที่สุดคู่หนึ่งเลยทีเดียว
อันที่จริงแล้ว อลัน ชอว์ เคยกล่าวว่า มีอีกหนึ่งสาเหตุที่เขานำเสนอลำโพงเล็กของ Harbeth ในรุ่น P3 คือในอดีตเขาเคยผลิตลำโพง BBC LS3/5A ดังนั้นเพื่อให้ Harbeth ได้มีทางเลือกของตัวเองในการพัฒนา หากในอนาคตผู้ผลิตไดรเวอร์ของ LS3/5A หยุดผลิตชิ้นส่วนเดิม ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ เพราะที่สุดไดรเวอร์ที่ใช้กันมาตลอดก็ยุติสายงานการผลิตลงไป
จึงถึงเวลาที่ Harbeth ก้าวสู่การออกแบบและทำตัวขับเสียง RADIAL ด้วยตนเอง
สำหรับรหัสรุ่นแรกสุดนั้น พ้องมาจาก LS3/5A โดย P3 หมายถึงการพัฒนาในเทคนิคของตนเอง และต่อมา Harbeth พัฒนา P3 เป็น P3ES คำว่า ES นั้นย่อมาจากคำว่า Extra Specification
และในประมาณปี 2009 Harbeth เปิดตัว P3ESR โดยรหัส R ต่อท้ายนั้นหมายถึงการใช้ตัวขับเสียงที่เป็นเทคโนโลยีกรวย RADIAL นั่นเอง
สำหรับโจทย์ของ P3ESR นั้น อลัน ชอว์ ผู้ออกแบบและพัฒนา แสดงเอาไว้อย่างชัดเจนว่าต้องการรักษาการตอบสนองย่านเบสของลำโพงขนาดเล็ก ทำให้มีการขับเสียงได้ง่ายขึ้น ลดการระบายสีสันของลำโพง และเพิ่มความชัดเจนและรายละเอียดของเสียง ที่สำคัญคือ ปรับปรุง Stereo Imaging รวมถึงให้สำเนียงอย่างราบเรียบและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
นอกเหนือจากนั้นคือ ยังต้องการให้ P3ESR มีบุคลิกสอดคล้องกับ Harbeth รุ่นใหญ่ที่ใช้กรวยลำโพง RADIAL ด้วยนั่นเอง
ลำโพงเล็กของ Harbeth เพียงรุ่นเดียวนี้ มีการพัฒนาอัพเกรดขึ้นมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ Harbeth P3ESR XD2 มีความโดดเด่น ไม่ได้อยู่ที่การให้เสียงใหญ่เกินตัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นลำโพงที่เน้นความเป็นธรรมชาติของเสียงกลาง ความต่อเนื่อง และการฟังเพลงอย่างผ่อนคลาย โดยรุ่น XD2 มีการพัฒนาไดรเวอร์และวงจรครอสโอเวอร์ต่างจาก XD เดิมอย่างชัดเจน
ผลจากการทดสอบเมื่อเปรียบเทียบกับ P3ESR 40th Anniversary และเวอร์ชั่น P3ESR เดิมๆ ผมพบว่าจุดเด่นสำคัญของ P3ESR XD2 คือการพัฒนาอัพเกรดความยอดเยี่ยมของมิดเร้นจ์หรือย่านเสียงกลาง ให้เสียงมีความน่าทึ่งยิ่งขึ้นจริงๆ เสียงร้อง กีตาร์ เปียโน เครื่องสาย และเครื่องเป่ามีความเป็นธรรมชาติสูง ให้โทนเสียงที่ฟังแล้ว “เป็นดนตรี” ได้มากกว่า

การปรับเปลี่ยนมาใช้ไดรเวอร์มิด/เบส ขนาด 110 มม. แบบ RADIAL4 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อจาก RADIAL2 ใน XD เดิม มีจุดมุ่งหมายคือเพิ่มความชัด ความรวดเร็วของการตอบสนอง และความโปร่งของเสียงให้ดียิ่งขึ้น อย่างก้าวกระโดด
ตัวขับเสียงกลางต่ำของ Harbeth P3ESR XD2 นั้นคือ "หัวใจหลัก" ของเสียงในสไตล์ Harbeth ที่ผลิตจากวัสดุโพลีเมอร์สังเคราะห์พิเศษสูตรเฉพาะของแบรนด์ (RADIAL) ซึ่งในรุ่น XD2 นี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาเป็นเจเนอเรชันล่าสุด (RADIAL4) ช่วยลดการบิดเบือนของกรวยลำโพงได้ดียิ่งขึ้น ให้เสียงกลางที่หวาน ละเมียดละไม มีมิติ และแจกแจงรายละเอียดเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีได้อย่างเป็นธรรมชาติสูงสุด พร้อมเนื้อเสียงเบสที่สะอาดและกระชับเกินตัว
ส่วนตัวขับเสียงสูง Tweeter ใช้ Ferrofluid-cooled Aluminium Dome ขนาด 19 มม. หรือขนาด 0.75 นิ้ว ทวีตเตอร์แบบโดมโลหะนี้มีการระบายความร้อนด้วยสารแม่เหล็กเหลวในช่องวอยซ์คอยล์ (Ferrofluid) โดดเด่นเรื่องการตอบสนองความถี่สูงที่ทอดยาวเป็นประกาย สะอาด และไม่จัดจ้าน โดยทำงานร่วมกับหน้ากากตัวตู้หลัก เป็นผ้าสีดำขึงบนโครงกรอบโลหะที่เสียบลงร่องตู้แบบตึงเป๊ะ ที่เรียกว่า SuperGrille อันเป็นเอกลักษณ์ของ Harbeth
ที่จริงแล้วในการใช้งานฟังเพลง Harbeth แนะนำให้ปิดผ้าหน้ากากไว้ เพื่อความสมดุลเสียง แต่นักเล่นแฟนคลับฮาร์เบ็ท มักชอบเปิดหน้ากากมากกว่า อาจจะเพราะให้ความเปิดเสียงได้อีกเล็กน้อย และได้เห็นความสวยงามภายในลำโพง
การพัฒนาครอสโอเวอร์ได้รับการปรับปรุงใหม่ เป็นอีกหนึ่งในความสำคัญ โดยทาง Harbeth ได้ปรับวงจร Crossover ให้ทำงานร่วมกับ RADIAL4 โดยเฉพาะ ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเสียงกลาง-เบสกับทวีตเตอร์มีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

สำหรับ P3ESR XD2 มีขนาดตัวตู้เพียง 306 × 190 × 184 มม. รูปแบบตู้ปิดทึบ มีน้ำหนักประมาณ 6.1 กก. ต่อข้าง แต่น่าทึ่งที่ลำโพงเล็กๆ กลับสามารถสร้างเวทีเสียงและตำแหน่งชิ้นดนตรีได้ดี โดยเฉพาะในห้องขนาดเล็กหรือการฟังระยะใกล้ ให้เสียงเบสที่เน้น “คุณภาพ” มากกว่าปริมาณ โดยผลการตอบสนองความถี่ประมาณ 75 Hz–20 kHz ±3 dB จึงไม่ใช่ลำโพงสำหรับคนที่ต้องการเบสลึกและแรง แต่จุดเด่นคือมีเบสที่กระชับและสัมพันธ์กับเสียงกลางได้ดีมากๆ
หากต้องการให้ได้ความถี่ต่ำกว่านี้ การเพิ่มซับวูฟเฟอร์ที่เข้ากันสามารถทำได้ โดยแนะนำให้ใช้ Harbeth Nelson ขาตั้งลำโพงที่มีซับวูฟเฟอร์แบบ Active ในตัว (Active Sub-Stand / Bass Extender) ที่จะช่วยให้ลำโพงสามารถลงเบสได้ลึกจาก 75 Hz ลงไปได้ถึง 30 Hz โดยประมาณ
แต่การทดสอบผมเน้นที่ลำโพงเดี่ยวๆ ผนวกกับขาตั้งตรงรุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อลำโพงคู่นี้โดยเฉพาะ ก็คือ Hi-Fi Racks ขาตั้งแบรนด์หรูจากประเทศอังกฤษที่ขึ้นชื่อเรื่องงานไม้แท้แบบ Solid Hardwood
เป็นขาตั้งที่ผลิตขึ้นมาแบบ Custom-built ตรงรุ่นสำหรับ Harbeth P3ESR โดยตรง โดยทำจากไม้โอ๊ก Solid Oak พ่นด้วยสีดำด้าน
ขาตั้งจะมีความสูงประมาณ 26 นิ้ว ซึ่งเมื่อรวมกับความสูงของตัวตู้ P3ESR XD2 และสไปค์ที่ฐานแล้ว ระดับของทวีตเตอร์จะขึ้นมาอยู่ตรงกับระดับหู ในตำแหน่งนั่งฟังพอดี ตามมาตรฐานของ Harbeth
ผมมีการสลับไปใช้งานกับขาตั้งไม้เมเปิ้ล ซึ่งให้คุณยุ่น MAVIN เป็นผู้ออกแบบมา ก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเป็นนัยยะสำคัญ ในเรื่องของย่านความถี่นักเท่าไร แต่การใช้ตัวรอง Spike อาจจะมีผลบ้าง เช่นแผ่นรองของ Hi-Fi Racks เอง ให้ความราบเรียบสมูทของเสียง
ส่วนการทดลองใช้กับตัวรองของ Life Audio Signature Mellow จะโดดเด่นเรื่องเวทีเสียงและความเปิดโปร่งเพิ่มขึ้น
ข้อต้องห้ามที่สำคัญคือ “ขาตั้งโลหะ” ที่จะทำให้ลำโพงเกิดความเกร็งของเสียงออกมาได้ง่ายที่ช่วงความถี่เสียงกลางครับ หรือแม้แต่ใช้ขาตั้งที่ผลิตจากไม้ MDF ก็อาจจะทำให้เสียงกลางของลำโพงค่อนไปทางเสียงแห้งได้ง่าย นี่คือหลักสังเกตเมื่อผมได้ใช้ลำโพงคู่นี้เข้ากับขาตั้งแบบต่างๆ ก็ขอให้ท่านที่เป็นเจ้าของได้ลองวิเคราะห์ดูครับ

Test Report
สำหรับการ Setup จุดตำแหน่งในการตั้งลำโพงสามารถยืดหยุ่นไปได้ตามขนาดของห้องและสภาพอะคูสติครวมถึง Level ระดับเสียงภายในห้องที่ทุกท่านฟังเป็นประจำ
ในส่วนตัวผม จะใช้ระยะความห่างของลำโพงตู้ซ้ายและขวาประมาณ 1.80 เมตร ตั้งลำโพงให้ห่างผนังด้านหลัง 1 เมตร และผนังด้านข้าง 90 เซนติเมตร ซึ่งก็จะเป็นระยะที่ค่อนข้างเหมาะสมกับขนาดห้อง 3.5x4.5 เมตร จุดตำแหน่งการนั่งฟังที่เหมาะสมที่สุดก็คือ 2.80-3.00 เมตร ครับ
ผมเบิร์นลำโพง Harbeth P3ESR XD2 ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์เศษ (100 ชั่วโมง) พยายามเปิดเสียงในช่วงเบิร์นต่อเนื่องกันไปด้วยแผ่นเพลง Ein Straussfest ของค่าย Telarc บรรเลงโดย Erich Kunzel และวง Cincinnati Pops Orchestra เลือกเฉพาะเพลง On The Beautiful Blue Danube Waltz, Op. 314 เป็นหลัก เพราะในการบรรเลงดนตรีในอัลบั้มนี้ จะมีครบทั้งย่านความถี่ ค่าไดนามิคเร้นจ์ อัตราการสะวิงของเสียงทำให้ลำโพงนั้นมี “ความอยู่ตัว” พร้อมจะทำหน้าที่ของเขาอย่างสมบูรณ์ในช่วงเบิร์น 80-100 ชั่วโมง
ผมก็ยังยืนยันว่า ส่วนตัวชื่นชมลำโพงในตระกูล P3ESR มาเนิ่นนาน คือความเป็นลำโพงที่เข้าถึงได้ง่ายและให้ความรู้สึกถึงดนตรีที่ไพเราะอยู่ตลอดทุกช่วงเวลาของการรับฟัง รวมทั้งพัฒนาการของ Harbeth P3ESR XD2 นี้ ด้วยที่มีการอัพเกรดคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และเดินก้าวไปถึงอุดมคติของลำโพงเล็กได้ในที่สุด

เมื่อได้ทดสอบฟัง เราจะพบว่าลำโพงมีภาพรวมค่อนข้างชัดว่า XD2 ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนบุคลิกของ P3ESR ให้เปลี่ยนไปเป็นลำโพงคนละแนว แต่เป็นการ “ขัดเกลา” จุดเด่นเดิมให้สะอาด โปร่ง และแม่นขึ้นต่างหาก
ผมเน้นฟังเพลงในสไตล์ที่เหมาะสมกับ Harbeth P3ESR XD2 คือเพลงแนวป็อป แจ๊ส เพลงร้องทั่วไปที่ผลักดันให้เราเข้าถึงความงามของดนตรี และความสะอาดแม่นยำของเสียงร้องเป็นพิเศษ
โดยเสียงกลางยังเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ด้วยเสียงร้องของ P3ESR XD2 มีความเป็นธรรมชาติ อิ่ม มีเนื้อ และลื่นไหล โดยเฉพาะเสียงร้องและเครื่องดนตรีอะคูสติก เป็นความรู้สึกเสมือนการบันทึกเสียงที่ไมโครโฟนเข้าไปใกล้นักร้องยิ่งขึ้น ทำให้รายละเอียดของน้ำเสียงและอารมณ์การร้องเด่นชัดสมจริงมาก
เปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้าคือ P3ESR XD เสียงของเวอร์ชั่นใหม่ รุ่น XD2 มีความสะอาดและโปร่งกว่าเดิม นี่เป็นจุดที่น่าสนใจมาก เพราะการปรับปรุงครอสโอเวอร์น่าจะมีผลทำให้เกิดรายละเอียด และ Transparency หรือความโปร่งสะอาดและความสมจริงของเสียง ที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างเรากับนักดนตรีที่เพิ่มขึ้นครับ
รุ่น XD2 นี้มีความสะอาดบริเวณช่วงอัพเปอร์เบสได้ดียิ่งกว่า P3ESR รุ่นก่อนหน้านั้นอย่างแน่นอนครับ แต่คาแรคเตอร์ยังคงเดิม มีความเสมอสมานราบรื่น ละเมียดละไม ดังนั้นแนวทางของ XD2 จึงไม่ได้ทิ้ง DNA เดิม ยังคงเดินต่อในทิศทางเดียวกัน
ผมชื่นชอบในด้านรายละเอียดดีขึ้น แต่ก็ไม่ใช่รายละเอียดแบบ “จงใจโชว์” หรือพยายามบูสต์ความถี่ให้สดขึ้น โดยเสียงนั้นมีรายละเอียด แต่ยังคงความนุ่มนวลและฟังได้ยาวนานหลายชั่วโมงในระดับความดังแบบฟูลสเกล โดยไม่ทำให้เกิดอาการล้าหู
เสียงแหลมที่มีรายละเอียดเพียงพอเป็นธรรมชาติ สามารถได้ยิน Texture และ Harmonic ของเครื่องดนตรี แต่ไม่พุ่งหรือแหลมจัด แม้จะเปิดดังมากกว่าปกติเล็กน้อยก็ตาม
นี่อาจจะเป็นความแตกต่างสำคัญระหว่าง “ได้ยินรายละเอียด” กับ “ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังฟังรายละเอียด” ซึ่ง P3ESR XD2 ค่อนข้างไปทางอย่างแรกครับ ถือว่าเป็นความแนบเนียนน่าค้นหารสชาติดนตรีเป็นอย่างยิ่ง
ที่สำคัญก็คือเสียงเบสที่อิ่มละมุนและดูจะมี Impact ที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้ารวมถึงช่วงมิดเบสที่มีความชัดเจนเป็นธรรมชาติทำให้เรารู้สึกได้ว่าลำโพงเล็กเช่นนี้ ก็สามารถให้เสียงเบสที่สมบูรณ์ได้แทบไม่แตกต่างจากลำโพงที่มีตู้ใหญ่กว่า
Harbeth P3ESR XD2 นั้นมีพัฒนาการที่เด่นชัด ที่พบจากการทดสอบครั้งนี้ว่าเบสถูกควบคุมดีขึ้น สามารถวางใกล้ๆ ผนังได้มากขึ้น โดยไม่รู้สึกว่ามีเบสพองล้นมากเกินไป
แต่ต้องเข้าใจว่าการ “ควบคุมเบสดี” ไม่ได้หมายความว่า มีเบสเยอะ ตัว P3ESR XD2 อาจจะยังคงมีข้อจำกัดทางฟิสิกส์ของตู้ขนาดเล็กอยู่บ้าง มันไม่ใช่ลำโพงสำหรับเบสลึกหรือระดับเสียงแบบปาร์ตี้ แต่สามารถให้ความสมดุลของเสียงเบสที่อิ่มเอมภายในห้องขนาด 12 ถึง 20 ตารางเมตรได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชมเพลงป็อปหรือเพลงร้อง นี่คือลำโพงยอดเยี่ยมที่สุดคู่หนึ่งที่คุณจะต้องหาโอกาสฟังให้ได้

Harbeth P3ESR XD2 ตอกย้ำเราถึงสมรรถนะของการแสดงผลด้านอิมเมจและซาวด์สเตจที่ยอดเยี่ยม ให้มิติเสียงโดดเด่นเกินขนาดตัว ด้วยเวทีเสียงที่กว้างและลึกอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะความสามารถแสดงชิ้นดนตรีแบบแม่นยำน่าอัศจรรย์ นี่เป็นคุณสมบัติที่ทำให้ P3ESR มีชื่อเสียงมาตลอด แม้ว่าจะตัวเล็ก แต่ไม่ได้ให้เวทีเสียงเล็กตามตัวแต่อย่างใด
บทสรุปของ Harbeth P3ESR XD2 เป็นลำโพงที่ดีไซน์โดยฝีมือของ อลัน ชอว์ ที่ต้องพูดว่าอยู่ในระดับที่สามารถเป็นต้นแบบ หรือครูของนักออกแบบได้ ลำโพงที่ไม่ได้พยายามทำให้เสียง “น่าตื่นเต้นมากขึ้น” แต่พยายามทำให้สิ่งที่มีอยู่เดิม “สะอาดและเป็นธรรมชาติมากขึ้น”
สิ่งที่พัฒนามากยิ่งขึ้นใน P3ESR XD2 คือความสะอาด ความโปร่ง การแยกแยะรายละเอียด การควบคุมเบส และความเป็นสามมิติ
ในขณะที่สิ่งที่ยังคงอยู่เสมอมา คือบุคลิกเสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ ให้ความต่อเนื่องของเสียง รักษาสมดุล ความนุ่มนวล ความเป็นดนตรีอย่างครบถ้วน
ดังนั้น ถ้าคนชอบ P3ESR เดิมอยู่แล้ว XD2 น่าจะถูกมองว่าเป็นลำโพง P3ESR เวอร์ชั่นที่พัฒนาเติบโตขึ้นอีกระดับ และนี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมลำโพงเล็กรุ่นนี้จึงยังมีเสน่ห์โดดเด่นในยุคที่มีลำโพงเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่จำนวนมาก
P3ESR XD2 กำลังพยายามทำให้เราเลิกสนใจลำโพง แล้วหันไปสนใจนักร้องและดนตรี เพราะดนตรีที่งดงามย่อมน่าประทับใจเสมอ และลำโพงที่ยอดเยี่ยมก็จะทำหน้าที่ดังกล่าวนั้นครับ
Harbeth P3ESR XD2 :
ราคา 119,000.- บาท (ผิวไม้ Oak)
ราคา 127,000.- บาท (ผิว Silver Willow)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Sound Box อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ชั้น 3
ธงชัย : โทร. 092-890-4660 Line ID : tsoundbox
ทราย : โทร. 083-793-7386 Line ID : pzp2789