The Art of Speaker Design Chapter 8


Edgar Marion Villchur ผู้ให้กำเนิดลำโพงAR ระบบลำโพงตู้ปิดสะท้านโลก

บุคคลสำคัญที่เป็นคุณูปการของวงการเครื่องเสียงและลำโพงมีอยู่หลายท่านด้วยกัน แต่ถ้าพูดถึงในแง่ของการดีไซน์ออกแบบลำโพง ที่เป็นรากฐานหรือต้นแบบลำโพงไดนามิค นั้นเราคงจดจำชื่อของ คุณ เจมส์ บี.แลนซิ่ง ได้เป็นอย่างดี เพราะเขาเป็นผู้ให้กำเนิดลำโพงJBLและ Altec Lansing และแน่นอนย่อมไม่ควรลืมว่า มีอีกบุคคลหนึ่งซึ่งสามารถสร้างสรรค์ลำโพงแบบตู้ปิดทึบ Acoustic Suspension สร้างขนาดเล็กลงไม่เกะกะพื้นที่ แต่ยังได้คุณภาพเสียงที่ดีมาก
ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าลำโพงตู้ยักษ์ปากHorn ทั้งหลาย เขาคือ Edgar Marion Villchur นักประดิษฐ์ นักการศึกษา และนักเขียนที่สร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในฐานะผู้คิดค้นลำโพง AR (Acoustic Research) ที่มีขนาดกะทัดรัด ให้เสียงที่เที่ยงตรง 


โดยในปี 1954 ถึง 1967 วิลเชอร์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานบริษัท Acoustic Research และทำการพัฒนาปรับปรุงลำโพง AR ให้มีขนาดตัวตู้เล็กลง และการตอบสนองของเบสดียิ่งขึ้น นอกจากนั้น ยังทำการพัฒนาและผลิตเทิร์นเทเบิ้ล เครื่องแรกของโลกที่ใช้ระบบสปริง แขวนลอย รวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องเสียงสเตริโออื่น ๆ อีกด้วย
ความสำคัญคือ วิธีการออกแบบนั้น เอ็ดการ์ วิลล์เชอร์ ได้ใช้การอ้างอิงเสียงดนตรี จริงที่บันทึกตรงมาจากสตูดิโอ ชั้นนำในยุคนั้นเขาเป็นต้นแบบสำหรับการเทียบเคียงเสียงของลำโพง
ทุกครั้งของการออกแบบ ได้ใช้วิธีสาธิตคุณภาพเสียงด้วยการเปรียบเทียบระหว่างการแสดงดนตรีสด สลับกับเสียงดนตรีที่บันทึก เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงที่ทุกคนจะได้ยินจากลำโพงของAR เป็นเสียงที่ใกล้เคียงดนตรีจริงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะในยุคนั้น เราต้องยอมรับว่าไม่ได้มีเครื่องมือ วัดและคอมพิวเตอร์ใดๆมาช่วยเหลือ นอกจากการใช้หลักฟิสิกส์พื้นฐานโดยทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินของมนุษย์ มาทำเปรียบเทียบและใช้หูฟังเป็นหลัก
ลำโพงระบบตู้ปิด Acoustic Suspension เป็นรูปแบบของการใช้อากาศเป็นตัวสปริงภายในตู้ เพื่อช่วยเร่งแรงผลักดันของตัวขับเสียงหลักก็คือวูฟเฟอร์ให้แสดงพลังเบสได้แม่นยำและเที่ยงตรง
มีคุณภาพใกล้เคียงกับลำโพงขนาดใหญ่กว่า
เอ็ดการ์ วิลล์เชอร์ ใช้ทัศนะใหม่ สร้างและทดลองอยู่นาน เพื่อต่อสู้กับ ลำโพงในยุคก่อนมีขนาดที่ใหญ่โตเกินไป แนวคิดที่ว่า มนุษย์เราไม่ได้มีบ้านขนาดยักษ์เอาไว้สำหรับลำโพงตู้ฮอร์นโหลดทั้งหลาย จึงพยายามค้นสูตร ที่จะสร้างลำโพงตัวเล็กที่มีคุณภาพสูงออกมา
แล้วมันประสบผลสำเร็จอย่างน่าตื่นเต้นจนทำให้ส่วนแบ่งตลาดของ AR พุ่งกระฉูดสูงถึง 32% ในปี 1966

ชีวิตพลิกผันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

Villchur จบด้านปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ Art History ซึ่งเดิมทีเขาตั้งใจว่าจะเป็นนักออกแบบฉากในโรงละคร แต่เนื่องด้วยการเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ทุกอย่างพลิกผัน 
โดยในระหว่างสงครามเขาเข้าทำงานในกองทัพสหรัฐในฐานะช่างซ่อมบำรุงวิทยุและเครื่องมือไฟฟ้าอื่นๆ ซึ่งมันก็เป็นงานที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ร่ำเรียนมาโดยสิ้นเชิงแต่โดยพื้นฐานในส่วนนี้ก็ถือว่าเขามีมาตั้งแต่เด็กแล้วเหมือนกัน
มันเป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบรองลงไปจากด้านศิลปะ
หลังสงคราม เขาจึงหันมาเปิดธุรกิจรับซ่อมวิทยุ และทำการออกแบบเครื่องรับวิทยุตามสั่ง พร้อมกันนั้นก็เริ่มหันเหมาศึกษาวิศวกรรมด้านเสียงอย่างจริงจังในมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค 
ระหว่างนั้นเขาลองเขียนบทความส่งให้นิตยสาร Audio Engineering (ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Audio เฉยๆ) ปรากฏ ว่าเป็นที่ถูกใจนักอ่านที่เป็นออดิโอไฟล์. เลยกลายเป็นนักเขียนประจำคอลัมน์ไปด้วยอีกอาชีพหนึ่ง
แม้ว่าเขาจะจบสาขา Art History เขาก็ยังสมัครเป็นอาจารย์สอนหลักสูตร Reproduction of Sound ที่มหาวิทยานิวยอร์ค 
ซึ่งหลักสูตรใหม่นี้ก็ได้รับการอนุมัติจากทางมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่ไม่เคยมีสอนที่ไหนมาก่อน และในช่วงเวลาเดียวกันเขาก็ทำงานให้กับมูลนิธิเพื่อคนตาบอดในเมืองแมนฮัตตันด้วย
โดยเข้าไปช่วยออกแบบอุปกรณ์หรือนำเอาอุปกรณ์ที่มีอยู่ มาทำการออกแบบใหม่เพื่อให้คนตาบอดใช้งานได้ง่ายขึ้นและทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอย่างมีอิสระได้มากขึ้น 
หนึ่งในผลงานที่เขาได้ทำการออกแบบใหม่คือ โทนอาร์มของเทิร์นเทเบิ้ลที่ทำมูลนิธิสร้างไว้ใช้งาน สำหรับคนตายอด มันจะมีความเพี้ยน (distortion) สูงถึง 12% อันเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยาก
Villchur ได้ทำการออกแบบโทนอาร์มขึ้นมาใหม่ให้มีความเพี้ยนต่ำกว่า 4% ในขณะเดียวกันก็ได้ทำการคิดค้นกลไกของโทนอาร์มใหม่ให้สามารถค่อย ๆ วางลงบนแผ่นเสียงได้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนตาบอดที่อาจวางโทนอาร์มโดยไม่ระวังหรือทำหล่นไปกระแทกกับแผ่น ทำให้หัวเข็มหรือแผ่นเสียงเสียหาย 
นี่คือความรู้และประสบการณ์ที่ภายหลังเขานำมาใช้กับเทิร์นเทเบิ้ลของ AR
ในส่วนของเครื่องเสียงบ้านนั้น Villchur เห็นว่าปัจจัยสำคัญที่ถือเป็นจุดอ่อนที่สุดก็คือลำโพง เนื่องจากในส่วนของแอมป์ฯ เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นเทป จูนเนอร์ต่างก็สามารถถ่ายทอดเสียงที่บันทึกมาได้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว
จะ มีแต่ลำโพงเท่านั้นที่ไม่สามารถถ่ายทอดเสียงออกมาได้โดยไม่เกิดความเพี้ยน 
เขาเลยเกิดไอเดียว่าจะต้องคิดค้นลำโพงใหม่ที่มีความเพี้ยนต่ำโดยใช้ หลักการ linear air cushion แทนรูปแบบเชิงกลกลแบบนอนลิเนียร์ (nonlinear mechanical spring) 
โดยเบื้องต้นเขาได้สร้างลำโพงต้นแบบจากกล่องไม้อัด ขนาดของหน้าลำโพงก็ได้จากกรอบรูปที่แขวนอยู่ในห้องรับแขกนั่นแหละครับ
🔆จากการปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย สู่การลงมือสร้างด้วยตนเอง🔆
เมื่อสร้างตัวต้นแบบสำเร็จ เขาก็วิ่งเต้นยื่นจดสิทธิบัตรจนสำเร็จ แล้วนำเอาไอเดียไปขายให้กับผู้ผลิต แต่เนื่องจากความคิดของผู้ผลิตสมัยนั้น ยังยึดติดกับรูปแบบลำโพงเดิมๆ จึงไม่มีใครยอมซื้อความคิดเขา
ของดีย่อมคู่กับคนที่เห็นคุณค่าของมัน ในที่สุด เพื่อนที่เรียนมหานิวยอร์คด้วยกัน Henry Kloss หลังจากได้ฟังคำอธิบายของ Villchur เกี่ยวกับ acoustic suspension แล้วเห็นด้วยว่า ลำโพงที่สร้างด้วยหลักการนี้จะให้เสียงดีขึ้นอย่างเห็นๆ 
และ Kloss ก็ผลิตตู้ลำโพงขายอยู่แล้ว Villchur เลยตัดสินใจว่า ในเมื่อไม่มีใครยอมซื้อไอเดียวเขา วิธีเดียวที่จะทำให้ไอเดียของตัวเองเป็นรูปธรรมได้ก็คือลงไปลุยเอง 
เขาตัดสินใจก่อตั้งบริษัท Acoustic Research, Inc. (AR) ร่วมกับ Kloss ในปี 1954 จนตอนหลัง Kloss ออกไปตั้งบริษัทของตัวเองโดยนำเอาหลักการของ Villchur มาผลิตลำโพงของตัวเองภายใต้การอนุญาตจาก Acoustic Research, Inc. หลังจากนั้นต่อเนื่องอีกหลายทศวรรษ ผู้ผลิตรายอื่น ๆ ต่างก็หันมาซื้อสิทธิในการผลิตจาก AR 
แต่มาสะดุดเอาเมื่อบริษัท Electro-Voice ปฏิเสธที่จะจ่ายค่าใบอนุญาตการผลิตจนเกิดการฟ้องร้องแล้ว แต่ถูก Electro-Voice ฟ้องกลับด้วยข้อโต้แย้งว่าตัวเองไม่ได้ละเมิดเพราะระบบที่เขาใช้นั้นแตกต่างจากของ Acoustic Research สุดท้ายศาลก็ตัดสินให้ Electro-Voice ชนะคดี
Villchur แม้จะรู้ว่าคำตัดสินของศาลไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ขออุทธรณ์ เพราะไม่อยากค้าความ และมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าต้องทำ เลยตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
Villchur เริ่มหันมาพัฒนาทวีตเตอร์ และ direct-radiator dome tweeter ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมานั้น สามารถยกระดับคุณภาพเสียงแหลมได้ดีกว่าเดิมมาก มีการตอบสนองที่สมูธยิ่งขึ้น
และมีการกระจายที่กว้างขึ้น เมื่อผสมผสานกับ acoustic suspension woofer ที่เขาได้พัฒนาก่อนหน้านั้น ที่ส่งผลงานลำโพง AR-1, AR-2 ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย 
เขาจึงนำเอาทวีตใหม่นี้มาออกเป็นลำโพงรุ่น AR-3 ลำโพงรุ่นนี้ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของ Villchur ก็ว่าได้

☘️จัดคอนเสิร์ตประชันเปรียบเทียบเสียงดนตรีกับเสียงจากลำโพงครั้งแรกในโลก🧚‍♀️
และเรื่องหนึ่งที่ถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในวงการเครื่องเสียงในยุคนั้นคือ Villchur นำเอาอุปกรณ์เครื่องเสียงของเขาออกมาโชว์เปรียบเทียบกับการแสดงดนตรีสด 
โดยจัดคอนเสิร์ต “Live versus Recorded” อย่างต่อเนื่อง โดยให้นักดนตรีที่เชี่ยวชาญเครื่องดนตรีแต่ละชนิดมาแสดงและเปรียบเทียบเสียงกับสิ่งที่บันทึกโดยถ่ายทอดผ่านเครื่องเสียงของ AR จนเป็นที่ฮือฮาอย่างมากจน Washington Post ถึงยอมอุทิศครึ่งหน้ากระดาษด้วยภาพและบทความที่เขียนถึงเหตุการณ์นี้ของ ACoustic Research AR
AR ยังคงขยายสายผลิตภัณฑ์ลำโพงโดยออกรุ่น AR-4 ซึ่งเป็นที่นิยมใน
หมู่นักศึกษา และส่วนแบ่งตลาดของ AR ก็กินเข้าไปเกือบ หนึ่งในสามของตลาดทั้งหมด 
แต่งานเลี้ยงย่อมมีการเลิกรา ในปี 1967 Villchur ได้ขาย AR ให้กับ Teledyne และเซ็นของตกลงว่าเขาจะไม่เข้าสู่ธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องเครื่องเสียงอีก เมื่อ Teledyne ซื้อกิจการไปแล้ว ยังคงผลิตเครื่องเสียงสเตริโอภายในแบรนด์ AR ต่อมาอีกหลายทศวรรษ โดยมีเพื่อนในสาขาชีพเดียวกัน อย่างRoy Allison มาเป็นผู้สานต่อ


☘️โปรดติดตามอ่านThe Art Of Speaker Design ในChapter 9 ต่อไป ที่จะว่าด้วย คุณสมบัติของลำโพงรุ่นเด่นๆ ของAR: Acoustic Research ☘️

5 ความคิดเห็น

  1. Have you ever considered about including a little bit more than just your articles? I mean, what you say is fundamental and all. However think about if you added some great images or videos to give your posts more, “pop”! Your content is excellent but with images and videos, this blog could undeniably be one of the greatest in its niche. Amazing blog!

  2. Great goods from you, man. I’ve consider your stuff prior to and you are just too excellent. I really like what you have bought right here, certainly like what you are stating and the way through which you assert it. You make it enjoyable and you continue to care for to keep it smart. I can not wait to read far more from you. This is really a terrific website.

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here